95 1. ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปที่ส าคัญของบริษัท เช่น การบริการ เส้นทางน าเที่ยว เบอร์โทรศัพท์ หรือแฟกซ์ สถานที่ติดต่อ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว 2. ความรู้โดยรวมของประเทศไทย เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม การเมือง การ ปกครอง ศาสนา เทศกาลงานประเพณีที่ส าคัญ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละภาค 3. สถานที่ท่องเที่ยว ประเพณี วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในท้องถิ่น สถานที่เที่ยวเบอร์ โทรศัพท์ หรือ แฟกซ์ สถานที่ติดต่อ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวท่องเที่ยว ในท้องถิ่นทั้งที่เป็นธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น เช่น อาคารบ้านเรือน วัด โบราณสถาน และผลิตภัณฑ์ พื้นเมือง เช่น เครื่องจักสาน ผ้าทอ งานแกะสลัก การแสดงของท้องถิ่น เช่น มโนราห์ ฟ้อนเล็บ ระบ า ชาวเขา เทศกาลและประเพณีต่าง ๆ เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ บุญบั้งไฟ งานแห่เทียนพรรษา ฯลฯ 4. ขั้นตอนและวิธีการเข้าออกเมือง การเก็บภาษี การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง มัคคุเทศก์ต้องให้ค าแนะน านักท่องเที่ยว และดูแลให้การติดต่อกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่าง ราบรื่น 5. ต้องมีความรู้ในการใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะในการพูด อ่าน และเขียน เป็นอย่างดี สิ่งที่ ส าคัญที่สุด คือ สามารถพูดบรรยายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ 6. ต้องมีการประสานงานและความสัมพันธ์ที่ดีกับธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อช่วย ให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น และก่อให้เกิดความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวมากที่สุด เช่น การ คมนาคมขนส่ง ที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบันเทิง และร้านขายของที่ระลึก 4. มีควำมรักงำน มัคคุเทศก์ต้องมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน มีใจรักในงานบริการ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ตั้งใจปฏิบัติงานให้มีคุณภาพมากที่สุด อดทนต่อปัญหา พยายามปรับปรุงแก้ไขในส่วนบกพร่องของตนเอง และรักษามาตรฐานการท างานที่ดีให้ได้ตลอดไป 5. มีศิลปะในกำรพูด การพูดเป็นศาสตร์และศิลป์ หมายถึง การพูดมีกฎเกณฑ์ส าหรับเรียนรู้และการปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็อาศัยความสามารถเฉพาะตัวของผู้พูดด้วย มัคคุเทศก์ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีส าหรับการ อธิบาย การล าดับเนื้อหา ถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย รู้จักกาลเทศะ ควรพูดเรื่องใด เวลาใด ใช้ภาษา ให้เหมาะสมกับเพศ วัย และสถานการณ์ มัคคุเทศก์เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะฉะนั้นผู้เรียนจึงควรจะได้เรียนรู้และท าความ เข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันจ าเป็นที่จะท าให้ชื่อเสียงของประเทศชาติเป็นที่ รู้จักทั่วโลกและช่วยเพิ่มพูนจ านวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้มากขึ้น เรื่องที่ 2 จิตอำสำ 1. จิตอำสำ ควำมหมำย จิตอำสำ แยกค ำศัพท์คือ จิต+อำสำ ที่แปลได้ว่ำ จิต หมายถึง ใจ สิ่งที่มีหน้าที่รู้คิดและนึก ธรรมชาติที่รู้อารมณ์สภาพที่นึกคิด ความคิด อำสำ หมายถึง ความหวัง ความต้องการ การรับท าโดยเต็มใจ สมัคร ใจ แสดงตัวขอรับท าการนั้น จิตอำสำ จิตอาสาจะมีลักษณะเดียวกันกับจิตส านึก (ความรู้สึกดีหรืออยากตอบแทนสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจาก ประสาท สัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่ง รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย จิตสาธารณะ จิตส านึกสาธารณะ จิต
96 บริการ จิตอาสา จิตส านึกทางสังคม ค าศัพท์เหล่านี้มีลักษณะมีความหมายคล้ายคลึงกันหรือปฏิบัติในแง่ เดียวกัน โดยความหมาย ของศัพท์เหล่านี้ท่านกล่าวความหมายเอาสรุปได้ 5 ประการ คือ ประการที่ 1 จิตสาธารณะ คือ จิตส านึกเพื่อส่วนรวมจิตส านึก (ความรู้สึกดีหรืออยากตอบ แทน สิ่ง ที่ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อ สิ่งเร้าจาก ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่ง รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย การตระหนักรู้และค านึงถึงส่วนรวม ร่วมกัน, การค านึงถึงผู้อื่นร่วมสัมพันธ์เป็นกลุ่มเดียวกัน ประการที่ 2 จิตสาธารณะ คือ จิตอาสา ที่แสดงออกมาในรูปของพฤติกรรม ที่เกิดขึ้นด้วย ความ สมัครใจเพื่อส่วนรวม โดยการแสดออกด้วยการอาสาไม่มีใครบังคับ 4 ประการที่ 3 จิตสาธารณะ คือ การส านึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลตระหนักรู้และ ค านึงถึง ประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม มองเห็นคุณค่าของการเอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งต่างๆ ที่เป็นของส่วนรวม ประการที่ 4 จิตสาธารณะ คือ จิตบริการที่เกี่ยวกับการคิด และการปฏิบัติในการให้ความ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการประพฤติปฏิบัติที่มุ่งความสุขของผู้อื่นที่ตั้งอยู่บนพ้นฐานของความตั้งใจดีและเจตนาดี ประการที่ 5 จิตสาธารณะ คือ จิตส านึกทางสังคมที่ส านักงานและคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติได้ อธิบายว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องของส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติมี ความส านึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผิดเน้นความเรียบร้อย ประหยัด และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ 2. ค ำศัพท์เกี่ยวข้อง ค าว่า”จิตอำสำสำธำรณะ” หรือ “จิตส ำนึกสำธำรณะ” (Public Consciousness) เป็น ค าศัพท์ใหม่ในทางสังคมศาสตร์ซึ่งก าลังได้รับความสนใจจากแวดวงนักวิชาการพัฒนาอย่างกว้างขวางในทาง ปฏิบัติเมื่อกล่าวถึงค าว่า “จิตอาสาสาธารณะ” หรืออาจจะเป็นค าอื่นๆ เช่น “จิตอาสา” “จิตส านึกเพื่อ สังคม” “จิตส านึก เพื่อส่วนรวม ” “จิตส านึกเพื่อมวลชน” ๆลๆ ค าเหล่านี้ล้วนมีความหมายที่ใกล้เคียงกัน มากขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเป็นคน กลุ่มไหน ซึ่งอาจแยกย่อยออกไปตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม เช่น จิตส านึกทาง การเมืองในการสร้างประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในสังคม จิตส านึกด้านสิ่งแวดล้อมของเยาวชนในชุมชน ท้องถิ่นหรือจิตส านึกทางสังคมเช่นการพัฒนา ชุมชนหรือช่วยเหลือคนยากไร้ (อริสา สุขสม: 2553) โดยสรุปจิตสาธารณะ/จิตอาสาสาธารณะ หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระท าของบุคคลที่ เกิดขึ้น โดย ความสมัครใจ ปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ช่วยแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นในสังคม และตระหนักถึงความ รับผิดชอบต่อสังคม มีส านึกในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงามด้วยการเอาใจใส่ดูแล เป็นธุระ ปรารถนาที่จะ ช่วยเหลือสังคม ต้องการแก้ไขปัญหาของสังคมด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องที่เป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวม 3. จิตส ำนึกต่อสังคม (Social Consciousness) บุญสม หรรษาคิริพจน์ (2542: 71-73) ใช้ค าว่า จิตส านึกที่ดีในสังคมในที่นี้หมายถึง สังคม ใน ชุมชนของตน การปฏิบัติตนให้มีจิตส านึกที่ดีต่อชุมชนของตน ลือ การปฏิบัติและการมีส่วนร่วมที่ดีใน กิจกรรม ของชุมชน การช่วยกันดูชุมชนของตน การให้ความร่วมมือการ เสียสละก าลังกาย ก าลังทรัพย์เพื่อ การรักษาความ ปลอดภัยในชุมชน เพื่อสาธารณูปโภคในชุมชน การให้ความเป็นมิตรและมีน้ าใจต่อกัน สุ พจน์ทรายแก้ว (2546: 50) นิยามจิตส านึกต่อสังคมว่า หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจ ของบุคคลเกี่ยวกับ การมองเห็นคุณค่า หรือการให้คุณค่าแก่การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน สังคม ที่ไม่มีผู้ใด
97 ผู้หนึ่งเป็นเจ้าของ หรือเป็นสิ่งที่คนในสังคมเป็น เจ้าของร่วมกัน เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้จาก ความรู้สึกนึก คิดหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมา สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี (2547) นิยาม จิตส านึกต่อสังคม หมายถึง ภาวะที่ รู้ตัวของบุคคลที่ มีความโน้มเอียงทางความคิด ความรู้สึกก่อนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีส่วนช่วย ให้ผู้คนในสังคมเกิดการ เปลี่ยนแปลง หรือได้รับการส่งเสริมด้านต่าง ๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสรุปจิตส านึก ต่อสังคม หมายถึง ลักษณะทาง 10 จิตใจหรือภาวะที่รู้ตัวของบุคคลที่มีความโน้มเอียงทางความคิดและ ความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าหรือให้คุณค่าแก่การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล หรือสิ่งของที่มีอยู่ในสังคม ที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ หรือเป็นสิ่งที่เป็นเจ้าของ ร่วมกัน มีจิตส านึกที่ดีต่อชุมชนของตน โดยช่วยกันดูแล สังคมชุมชน เลียสละก าลังกาย ก าลังทรัพย์ เข้าร่วม กิจกรรมที่มีส่วนช่วยให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง หรือส่งเสริมด้านต่างๆ ในทิศทางที่ดีขึ้น 4. จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม การมีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือการให้ความส าคัญกับส่วนรวม หรือสิ่งอันเป็น สาธารณะสมบัติ เช่น ป่าไม้แม่น้ าล าธาร ทางสาธารณะ สวนสาธารณะ ไฟฟ้าสาธารณะ ทางหลวง ตลอดจนของ หลวงและ ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นต้น ไม่เห็นแก่ตัวท าลายล้างให้จนเสียหายเสื่อมโทรม สูญสิ้น ในทัศนะของ พระพุทธศาสนานั้น จิตส านึกเพื่อส่วนรวมหมายถึง จิตที่ประกอบด้วยความ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล หรือความคิดที่ มุ่งที่จะท าแต่ประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนและผู้อื่น ตลอดจนสาธารณะทั่วไป โดยมีเมตตาจิต (ปรารถนาดี) และกรุณาจิต (ความคิดร่วมด้วยช่วยแก้ปัญหา) เป็นพื้นฐาน ผู้ที่ปลูกจิตส านึกเพื่อส่วนรวม ให้เจริญงอกงาม ในจิตใจได้มากเพียงใด ย่อมสามารถแก้วิกฤตปัญหาความเห็นแก่ตัว ท าให้เป็นคนเสียสละ อุทิศตน ทุ่มเท ท างานเพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้มากเพียงนั้น การปลูกจิตส านึกเพื่อส่วนรวม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม คือ การประพฤติปฏิบัติตาม “หลักสังคหวัตถุธรรม/หลักแห่งการสงเคราะห์” 4 ประการ” กล่าวคือ 1) ทาน คือ การให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละ แบ่งปันสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะน าสั่งสอน ซึ่งจะช่วยแก้ไข ปัญหาการแย่ง อาหาร ที่อยู่อาศัย คู่สังวาส อ านาจในสังคมส่วนรวมได้ 2) ปิยวาจา กล่าวค าสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน สมานไมตรีท าให้เกิดความรักความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้ง 3) อัตถจริยา การ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการหมู่คณะ ดูแลรักษาสมบัติส่วนรวม และบ าเพ็ญ สาธารณะประโยชน์และ 4) สมานัตตตา ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะและภาวะที่ด ารงอยู่ ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะสมาชิกของสังคมให้ถูกต้อง มีการกล่าว ว่า “วัตถุยิ่งเจริญ คนยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น” วิกฤตปัญหานี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปลูกจิตส านึกที่ดีเพื่อส่วนรวม โดยยึดคติว่า “อยู่เพื่อตัว อยู่แค่สิ้นลม แต่ถ้าอยู่เพื่อ สังคม จะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย” นั่นเอง 5. จิตส ำนึกพลเมือง จิตส านึกพลเมืองมาพร้อมกับการสร้างส านึกพลเมืองประชาธิปไตยใน 3 ด้าน คือ เคารพ กติกา เคารพความแตกต่าง เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกัน และร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้ วิธีการลงมือท าจากเริ่มที่ตนเองก่อน แล้วขยายวงกว้างออกไปในสังคมที่ตนเองอยู่อาศัย พร้อมสร้างเงื่อนไข การ เรียนรู้และเรียนรู้ช่วยเหลือกันลักษณะเครือข่าย โดยทุกองค์กรต่างสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาท หน้าที่การ พัฒนาเพื่อให้เกิดส านึกพลเมือง เพราะฉะนั้นบุคคลจะเป็นพลเมืองดีมีจิตอาสาของสังคมนั้น ต้อง ตระหนักถึง บทบาทหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติมุ่งมั่นให้บรรลุเป้าหมายด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ สอดคล้อง กับหลักธรรม วัฒนธรรม ประเพณีและรัฐธรรมนูญที่ก าหนดไว้รวมทั้งบทบาททางสังคมที่ตนด ารงอยู่ เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด ได้ประสิทธิผลทั้งในส่วนตนและสังคม เมื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง
98 สมบูรณ์ย่อมเกิดความภาคภูมิใจและเกิดผลดีทั้งต่อตนเองและสังคมด้วยการเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชุมชนและสังคม มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลัก ในการด าเนินชีวิตอย่างมีความสุขสงบ 6. ประโยชน์ของกำรมีจิตอำสำ 1. คู่มือจิตอาสา Give & Volunteer Guide (ม.ป.ป.) ของโครงการอาสาเพื่อในหลวงพบจิตอาสามี ความส าคัญและมีประโยชน์คือ บุคคลที่มีจิตอาสาจะได้รับความสุขจากการให้ด้วยใจและหวังไม่หวัง ผลตอบแทน 40 เมื่อมีความสุขฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน (Endrophin) จะหลั่งโดยอัตโนมัติส่งผลให้ผู้ให้มีจิตใจที่ เป็นสุขและมีสุขภาพ แข็งแรง และการมีจิตอาสายังมีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในแง่ของการมี ชีวิตที่ปลอดภัย เนื่องจากทุกคน ร่วมใจกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังผลตอบแทน ส่งผลให้สังคม เข้มแข็ง ปัญหาสังคมลดลง ชีวิตมีความ มั่นคงปลอดภัยมากขึ้น 2. ได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างและได้ศึกษาจากการปฏิบัติจริง การท างานอย่างจริงจังและการท างานที่ ไม่ค านึงถึงผลลัพธ์ที่จะได้รับแต่ท างานอย่างเต็มที่แต่ท าให้ประชาชนมีความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดความรู้สึก เป็นเจ้าของ ประเทศจนเกิดความรัก และหวงแหนยิ่งขึ้น 3. กิจกรรมจิตอาสาที่เป็นการให้และการอาสานั้น มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะแต่กับสังคม ส่วนรวม หรือผู้รับบริการเท่านั้น ผู้ให้หรือผู้อาสาเองก็มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนา ความรู้ความสามารถ และศักยภาพของตัวผู้ให้เองด้วย นอกจากนี้กระบวนการพัฒนาคนด้วยจิตอาสาก็เป็น ที่ยอมรับว่ามีผลต่อการ พัฒนาความคิดเชิงบวกอันจะเป็นแนวทางอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาในทาง สร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว การงาน ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อันจะน ามาซึ่งการอยู่ ร่วมกันของสังคมได้อย่างเข้าใจกัน และมีความสงบ สุขสันติทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ าแตกต่างในเรื่องชน ชั้นในสังคมให้น้อยลงกระทั่งมีความเสมอภาคเป็นธรรมแก่ สังคม (ไพศาล สรรสรวิสุทธิ์, 2550: 11-14) 4. ท าให้ปัญหาของสังคมลดน้อยและหมดไปในที่สุด หรือป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นหรือปัญหาใน ลักษณะ เดียวกันเกิดขึ้นแก่สังคมอีก กระทั่งเกิดความเจริญก้าวหน้าในสังคมขึ้นมาแทนที่ ท าให้ประชาชนมี ความสมัคร สมานสามัคคีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามฐานะของแต่ละบุคคล และประเทศเกิดความ เป็นปึกแผ่นที่มั่นคง ตลอดไป 7. ข้อดีของกำรเป็นจิตอำสำ 1. ได้สร้างเกียรติประวัติให้ตัวเอง ถ้าคุณเป็นคนที่ก าลังหาต าแหน่งงานว่าง คุณลองเสียสละเวลา สักนิดก่อนร่อนใบสมัครงานไปเข้าโครงการจิตอาสาต่าง ๆ สักพักหนึ่งดูสิ คุณจะรู้ว่าแค่กรอกประวัติการ ท างานจิตอาสาเข้าไป มันก็มีชัยมากกว่าการถือทรานสคริปต์งาม ๆ ให้นายจ้างดู นั่นก็เพราะนายจ้างเขา ต้องการจ้างคนที่มีทัศนคติที่ดี ไม่เห็นแก่ตัว เพื่องานที่ดีส าหรับองค์กรเขาไงล่ะ 2. ได้สุขภาพที่ดี สุขภาพทางด้านจิตใจและอารมณ์จะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดมาก อย่างน้อยคุณจะรู้สึก ดีที่ได้ช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีพื้นฐานจิตใจที่ดีจากการเมตตาคนอื่น มีสุขภาพกายที่ดีจากการทุ่มเทพลังกาย รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งได้ขับเคลื่อนให้ภารกิจประสบความส าเร็จ(ซึ่งการได้ให้และได้รับ ก าลังใจนี้ มันมีผลโดยตรงกับการหลั่งสารที่เกี่ยวกับความสุขในร่างกาย นั่นก็แปลว่ามันเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ด้วย) ถ้าคุณก าลังท้อแท้ สิ้นหวัง ลองใช้โอกาสสักครั้งแบกเป้ไปลุยป่าลุยงานอาสาสมัครสักครั้ง นอกจาก ธรรมชาติแล้ว ก าลังใจและก าลังกายก็ได้มาจากการท างานจิตอาสานี่แหละ
99 3. ได้ส่งต่อความรักให้กับคนอื่น เห็นการเติบโตจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นตอนต้น หรือรู้สึกว่า ไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็นอยู่นี้มันเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต งานจิตอาสาจะช่วยให้คุณรู้จักค าว่า “ผู้ใหญ่” มาก ขึ้น การเป็นผู้ใหญ่หมายความว่าอะไร? มันก็หมายความว่าถ้าตอนนี้คุณได้เป็นจิตอาสา และคุณก็มีลูกเป็น จิตอาสา ก็เท่ากับว่าคุณก าลังสร้างคุณลักษณะให้ลูกมีความเห็นแก่ตัวน้อยลงต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งคุณลักษณะ นี้จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต เมื่อพวกเขามีลูกมีหลาน เขาก็จะส่งต่อคุณลักษณะนี้ไปอีก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ ดีมากที่โลกอยู่ได้ก็เพราะยังมีการส่งต่อเรื่องดี ๆ ต่อกัน มีน้ าใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไม่จบสิ้น 4. เคารพคนอื่นมากขึ้น การเป็นอาสาสมัคร นอกเหนือจากการอุทิศตัวเองแล้ว ยังหมายถึงการ เคารพเพื่อนอาสาสมัครคนอื่น ๆ ที่คุณต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ท างานร่วมกันตลอดเวลาด้วย ซึ่งมันเป็นพื้นฐานที่ ดีให้คุณได้เรียนรู้ไว้ก่อนที่จะไปท างานกับองค์กรอื่น หรือสมัครงานเข้าบริษัทอื่น เพราะฉะนั้น จงจ าไว้เสมอ ว่ามิตรภาพที่ดีมันหายากยิ่งกว่าส าเนารับสมัครงานเสียอีก 5. ได้เจอเพื่อนใหม่ เอาเข้าจริงแล้วงานจิตอาสาก็คืองานที่จะได้ออกไปพบปะสังคมที่กว้างขึ้น พบปะผู้คนที่มีความคิดเหมือนกัน เหมือนกับการเข้าปาร์ตี้งานหนึ่งที่เรียนรู้ตัวเองไปด้วย เรียนรู้คนอื่นไป ด้วย แถมยังได้คอนเนคชันมากขึ้นจากคนที่คุยถูกคอกันเอง ถ้าคุณก าลังหาเพื่อนใหม่ อยากได้เพื่อนดี ๆ เพิ่มขึ้น งานจิตอาสาคือโอกาสของคุณที่จะได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตาในแบบเห็นตัวตน เห็นทุกข์สุข ด้วยกันเมื่อได้มาท างานร่วมกัน ซึ่งโอกาสดี ๆ แบบนี้ ถ้าคุณไม่ได้ลองเข้าค่าย เข้าโครงการจิตอาสาสักครั้ง คุณกับพวกเขาก็อาจจะเดินสวนทางกัน ไม่กล้ารู้จักกัน พลาดโอกาสดี ๆ ต่อกันเพียงเพราะเห็นกันแต่ผิวเผิน นั่นเอง 6. ได้เพิ่มพูนทักษะความรู้ งานอาสาสมัครเป็นงานที่มีแค่ตัวเปล่า ๆ ก็ท าได้แม้จะไม่มีเงินหรือ ความรู้ติดตัวมาเลย ดังนั้น โอกาสนี้ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้พัฒนาตัวเองไปด้วยจากการลงมือท างานใน ด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานธุรการ งานด้านประสานงาน ถ้าคุณไม่เคยมีพื้นฐานอะไรเลย คุณก็จะได้ ทักษะการใช้โปรแกรม การท าฟอร์มเอกสาร การใช้เครื่องมือสื่อสาร ติดตัวไปด้วยหลังจากจบโครงการให้ คุณมั่นใจได้เลยเมื่อต้องกรอกใบสมัครงานในช่องทักษะความสามารถ หรือถ้าคุณได้อยู่ในสายงานที่เกี่ยวกับ การประสานงาน การให้บริการแบบสายด่วน เมื่อคุณได้ไปท างานทางด้านนี้โดยเฉพาะจริง ๆ คุณก็จะไม่ รู้สึกประหม่าเกินไป เรื่องที่ 3 วันกองทัพเรือ 1. วันกองทัพเรือ
100 1. ก ำเนิดกองทัพเรือ กองทัพเรือ มีก าเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทยนับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กองทัพ ไทย ในสมัยนั้น มีเพียง ทหารเหล่าเดียว มิได้แบ่งแยกออกเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อย่างเช่น ในสมัยปัจจุบัน หากยาตราทัพ ไปทางบก ก็เรียกว่า "ทัพบก" หากยาตราทัพ ไปทางเรือ ก็เรียกว่า "ทัพเรือ" การจัดระเบียบ การปกครอง บังคับบัญชา กองทัพไทย ในยามปกติ สมัยนั้น ยังไม่มี แบบแผน ที่ แน่นอน ในยามศึกสงครามได้ใช้ทหาร"ทัพบก"และ"ทัพเรือ"รวมๆกันไปในการ ยาตราทัพ เพื่อท าศึกสงคราม ภายในอาณาจักร หรือ นอกอาณาจักร ก็มีความจ าเป็น ต้องใช้เรือ เป็นพาหนะในการ ล าเลียงทหาร เครื่อง ศาสตราวุธเรือ นอกจาก จะสามารถ ล าเลียง เสบียงอาหาร ได้คราวละมากๆ แล้ว ยังสามารถ ล าเลียง อาวุธหนักๆ เช่น ปืนใหญ่ ไปได้สะดวก และ รวดเร็ว กว่าทางบกด้วย จึงนิยม ยกทัพไปทางเรือจนสุดทางน้ า แล้วจึงยกทัพต่อไปบนทางบก เรือรบ ที่เป็นพาหนะ ของกองทัพไทย สมัยโบราณ มี 2 ประเภท ด้วยกันคือ เรือรบในแม่น้ า และ เรือรบในทะเล เมื่อสันนิษฐาน จากลักษณะ ที่ตั้ง ของราชธานี ซึ่งมี แม่น้ าล้อมรอบ และ มีแม่น้ าล าคลอง เป็นเส้นทาง ในการคมนาคม ตลอดจน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่ต้องใช้น้ า ในการบริโภค และ การเกษตรกรรม แล้ว เรือรบ ในแม่น้ า คงมีมาก่อน เรือรบในทะเล เพราะสงคราม ของไทย ในระยะแรกๆ จะเป็น การท า สงคราม ในพื้นที่ ใกล้เคียงกับ ประเทศไทย กล่าวคือ เป็นการ ท าสงคราม กับพม่า เป็นส่วนมาก 1.1 เรือรบในแม่น้ ำ ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ภายหลัง จากสมเด็จ พระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2076 - 2089) ทรงยก กองทัพ ไปตีเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็น เมืองขึ้นของไทย คืนจากพม่า ใน พ.ศ. 2081 ต่อจากนั้น ไทยก็ได้ ท าศึกสงคราม กับพม่า มาโดยตลอด เรือรบในแม่น้ า ในสมัยนี้ จะมีบทบาท ส าคัญ ในการ เป็นพาหนะใช้ ท าศึก สงคราม มากกว่า เรือรบ ในทางทะเล เรือรบ ในแม่น้ า เริ่มต้น มาจาก เรือพาย เรือแจว ก่อน เท่าที่ พบหลักฐาน ไทยได้ใช้ เรือรบ ประเภท เรือแซ เป็น เรือรบ ในแม่น้ า เพื่อใช้ ในการ ล าเลียงทหาร และ เสบียงอาหาร มาช้านาน โดยใช้พาย 20 พาย เป็นก าลังขับเคลื่อน ให้เรือแล่นไป ภำพวำดพิธีพยุหยำตรำทำงชลมำรค สมัยสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช วำดโดยชำวฝรั่งเศส ในสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2091 - พ.ศ. 2111) ได้ท าศึก สงคราม กับ พม่า หลายครั้ง พระองค์ ทรงคิดดัดแปลง เรือแซ เป็น เรือไชย เพื่อใช้ในการ ล าเลียงทหาร ได้ มากขึ้น เนื่องจาก เรือแซ ที่ใช้เป็น พาหนะ มาแต่เดิม ล าเลียงทหาร และ เสบียงอาหาร ได้น้อย จึงไม่ เหมาะ ที่จะใช้ เป็นพาหนะ ในการ ท าสงคราม ในครั้งนั้น จึงได้มี การเปลี่ยน หน้าที่ ของเรือแซ โดยใช้ เป็น พาหนะในการล าเลียง เสบียงอาหาร และ เครื่องศาสตราวุธ ส าหรับ เรือไชย ที่ทรงดัดแปลงใหม่นั้น เป็น
101 เรือ ที่มี ลักษณะ ล าเรือยาว ใช้ฝีพาย ประมาณ 60 - 70 คน แล่นได้รวดเร็ว กว่าเรือแซ ปรากฏว่า ในคราว ที่พม่า ตั้งค่าย ล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ ได้น าปืนใหญ่ ไปติดตั้ง ที่เรือไชย ออกแล่นยิง ค่ายพม่า จนพม่า ต้องถอยทัพ กลับไปในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงคิดสร้าง เรือรบ รูป ศีรษะสัตว์ เพื่อใช้ ท าสงคราม ขึ้นอีกประเภทหนึ่ง มีลักษณะ เช่นเดียวกับ เรือไชย โดยท าหัวเรือ ให้กว้าง ขึ้น เพื่อให้สามารถ ติดตั้งปืนใหญ่ ที่หัวเรือได้ ต่อมา ยังได้มี การคิดสร้าง เรือรบในแม่น้ า ขึ้นอีก ประเภท หนึ่ง คือ เรือกราบ แต่ไม่ปรากฏ แน่ชัดว่า เป็น พระมหากษัตริย์ องค์ใด สร้างขึ้น เรือกราบ ที่คิดสร้าง ขึ้น ใหม่นี้ มีลักษณะ เช่นเดียวกับ เรือไชย แต่แล่น ได้รวดเร็ว กว่าเรือไชย เรือฉลอมท้ำยญวน เรือมำด 1.2 เรือรบในทะเล ส าหรับ เรือรบ ในทะเล ในสมัยแรก ยังไม่มี บทบาท ส าคัญ ในการ เป็นพาหนะ เท่าเรือรบ ใน แม่น้ า เนื่องจาก ลักษณะ ที่ตั้ง ตัวราชธานี อยู่ไกล จาก ปากแม่น้ าเจ้าพระยา ความจ าเป็น ในการ ใช้เรือ จึงมีน้อยกว่า ในยามปกติ ก็น าเอาเรือ ที่ใช้ ในทะเล มาเป็น พาหนะ ในการ บรรทุก สินค้า ออกไป ค้าขาย ยังหัวเมือง ชายทะเล ต่างๆ และประเทศ ข้างเคียง ครั้นเมื่อ บ้านเมือง มีศึก สงคราม ก็น าเรือ เหล่านี้ มา ติดอาวุธปืนใหญ่ เพื่อใช้ ท าสงคราม แต่ครั้งโบราณ ในสมัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ไทยได้เริ่ม ใช้เรือรบ ในทะเล ในการ ท าศึก สงคราม บ้างแล้ว เช่น ในสมัย สมเด็จพระนเรศวร มหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ไปตี เมืองทวาย เมื่อ พ.ศ.2135 และ ในสมัย พระบาทสมเด็จ พระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ไปตี เมืองบันทายมาศ เมื่อ พ.ศ.2384 เป็นต้น ส่วนเรือรบ ใน ทะเล จะมีเรือ ประเภทใดบ้าง ยังไม่อาจ ทราบได้แน่ชัด แต่สันนิษฐาน ว่า คงจะเป็น เรือใบ หลายประเภท ด้วยกัน ถ้าเป็น เรือขนาดใหญ่ ส่วนมาก จะเป็น เรือส าเภา แบบจีน เรือก าปั่นแปลง แต่ถ้าเป็น เรือขนาด ย่อม ลงมา จะเป็น เรือส าปั้นแปลง เรือแบบญวน เรือฉลอม เรือเป็ดทะเล และ เรือแบบแขก เป็นต้น
102 ภาพวาดเรือวิทยาคมสร้างเมื่อ พ.ศ.2379 - พ.ศ.2380 (รัชกาลที่ 3) เคยไปราชการรบทัพกับญวน เมื่อ พ.ศ.2384 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานี ตั้งอยู่ ใกล้ปากแม่น้ า เจ้าพระยา มากขึ้น จึงท าให้ มีการติดต่อ ค้าขาย กับต่างชาติ โดยเฉพาะ ประเทศในยุโรป เรือรบ ในทะเล ของไทย แต่เดิม ซึ่งนิยม สร้างเรือ แบบ ส าเภาจีน เริ่มเปลี่ยนแปลง หันมา นิยมสร้าง เรือก าปั่นใบ แบบยุโรป มากขึ้น เนื่องจาก เรือก าปั่น ใบแบบ ยุโรป สามารถสร้าง ให้มี ขนาดใหญ่ มีใบรับลม มากกว่า เรือส าเภาจีน ท าให้ สามารถ บังคับเรือ ได้ง่าย และ แล่นได้เร็วกว่า พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เกรงว่า ต่อไป อนุชน รุ่นหลัง จะไม่ รู้จัก เรือส าเภาจีน ที่เคย มีความส าคัญ มาในอดีต จึงได้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เรือส าเภาจีน ไว้ที่ วัดยาน นาวา กรุงเทพมหานคร เรือรบ ในทะเล ได้พัฒนา จากเรือ ส าเภาจีน มาใช้ เรือก าปั่น แบบใช้ใบแล้ว ต่อมา เมื่อได้มี การ ประดิษฐ์ เครื่องจักรไอน้ าขึ้น ในยุโรป และ ได้เริ่ม น ามา ใช้กับ เรือ เรือรบ ในทะเล ของไทย ก็ได้เปลี่ยน การขับเคลื่อนเรือ จากใช้ใบ มาเป็น เรือแบบ เรือกลไฟ ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเริ่ม จากเรือ ใช้จักร ข้าง ก่อน แล้วต่อมา จึงเปลี่ยน มาใช้ จักรท้าย ได้พัฒนา การขับเคลื่อน ของเรือ จากเครื่องจักร ไอน้ า มาเป็น เครื่องยนต์ดีเซล จากเครื่องยนต์ดีเซล ก็พัฒนา มาใช้ เครื่องยนต์ แบบเทอร์ไบน์ ผสมแก๊ส และไอน้ า มาถึง ปัจจุบัน ส่วนตัวเรือ แต่ก่อน ใช้ไม้สร้าง ก็เปลี่ยน มาสร้าง ด้วยเหล็ก เช่นกัน ในสมัย พระบาทสมเด็จ พระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทหารเรือ มีอยู่ 2 แห่งคือ ทหารเรือ วังหน้า ขึ้นอยู่ ใน ความ ปกครอง บังคับบัญชา ของ พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว แห่งหนึ่ง กับ ทหารมะรีน ส าหรับ เรือรบ ขึ้นอยู่ ในบังคับบัญชา ของ เจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่สมุหพระ กลาโหม อีกแห่งหนึ่ง ในสมัยต้น ของรัชกาลที่ 5 การปกครอง ประเทศ ยังเป็น ระบบ จตุสดมภ์ อยู่ มีกรมพระกลาโหม ว่าการ ฝ่ายทหาร ในขณะนั้น กิจการ ฝ่ายทหารเรือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนหนึ่ง ขึ้นในบังคับ บัญชา ของสมุหพระกลาโหม เรียกว่า กรมอรสุมพล อีกส่วนหนึ่งขึ้น ในบังคับบัญชา ของ กรมพระราชวัง บวรสถานมงคล เรียกว่า ทหารเรือ ฝ่ายพระราชวังบวร หรือ ทหารเรือวังหน้า กรมอรสุมพล มีหน่วย ขึ้นใน สังกัด คือ กรมเรือกลไฟ กรมอาสามอญ และกรมอาสาจาม ทหารเรือวังหน้า มีหน่วยขึ้น ในสังกัด คือ กรม เรือกลไฟ กรมอาสาจาม และ กองทะเล บางทีเรียกว่า กองกะลาสี ใน พ.ศ. 2415 ภายหลัง จากที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้เสด็จ กลับจาก การเสด็จ ประพาส อินเดีย ได้ทรง ปรับปรุง หน่วยทหาร ในกองทัพ ขึ้นใหม่ โดยแบ่ง ออกเป็น 9 หน่วย ดังนี้ 1. กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 2. กรมทหารรักษาพระองค์ 3. กรมทหารล้อมวัง 4. กรมทหารหน้า 5. กรมทหารปืนใหญ่ 6. กรมทหารช่าง 7. กรมทหารฝีพาย 8. กรมทหารเรือพระที่นั่ง (เวสาตรี) 9. กรมอรสุมพล
103 2. กรมทหำรเรือ ใน พ.ศ.2428 กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ) เสด็จทิวงคต ทหาร ฝ่ายพระราชวังบวรทั้งทหารบก และทหารเรือ ได้ถูกยุบเลิกไป จึงท าให้ ทหารเรือ ในขณะนั้น มี 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ กรมเรือ พระที่นั่ง ขึ้นตรงกับ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ส่วนกรมอรสุมพล ขึ้นตรงกับ สมุหพระ กลาโหมต่อมา เมื่อ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรง สถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ด ารงต าแหน่ง เป็น ผู้บังคับบัญชา ทั่วไป ในกรมทหาร (Commander in chief) ตาม โบราณ ราชประเพณี พร้อมกับ ประกาศ จัดการทหาร เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2430 โดยจัดตั้ง กรม ยุทธนาธิการ ขึ้นใน ประกาศนี้ ให้รวม บรรดา กองทหารบก กองทหารเรือ ทั้งหมด ขึ้นอยู่ ในบังคับบัญชา ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แต่ในระหว่าง ที่ยังทรง พระเยาว์ ให้มี ผู้ท าการแทน ผู้บังคับบัญชา ทั่วไป โดยได้ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็น ผู้แทน บังคับบัญชาการทั่วไปในกรมทหาร และ ให้รั้งต าแหน่ง เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้จัดการ ในกรมทหาร ส าหรับ ทหารเรือ ทรงตั้ง นายพลเรือโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ เป็น เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้ช่วยบัญชาการทหารเรือ (Secretary to the Navy) มีหน้าที่ ดังนี้ 1. ให้จัดการทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายข้อบังคับทหารรเรือ 2. ให้จัดการทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับจ านวนผู้คนในทหารเรือ 3. ให้จัดการทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกหัดทหารเรือ 4. ให้จัดการทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับเรือรบหลวง 5. ให้จัดการทั้งปวง ที่เกี่ยวข้องกับพาหนะทางเรือ ต่อมา ใน พ.ศ.2433 ได้มีการ ยกเลิก ประกาศ จัดการทหาร ที่จัดตั้งขึ้น เมื่อ พ.ศ.2430 นั้นเสีย และได้มี การตรา พระราชบัญญัติ จัดการ กรมยุทธนาธิการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2433 ขึ้นแทน พระราชบัญญัติ จัดการ กรมยุทธนาธิการ ฉบับใหม่นี้ ให้เรียก กรมยุทธนาธิการ เสียใหม่ว่า กระทรวง ยุทธนาธิการ (Ministry of War and Marine) มีหน้าที่ บังคับบัญชา ราชการทหาร และพลเรือน ที่ เกี่ยวข้อง แก่การ ทหารบก ทหารเรือ ตามพระราชบัญญัติใหม่นี้ ให้ยกเลิก ต าแหน่ง ผู้บังคับบัญชาการ ทั่วไป ในกรมทหารเรือ และตั้ง ต าแหน่งใหม่ เรียกว่า จอมพล (จอมทัพ) (Commander in chief) ส าหรับ บังคับบัญชาราชการ ในกรมทหารบก กรมทหารเรือ โดยสิทธิ์ขาด โดย พระราชประเพณี พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จะได้ ด ารง ต าแหน่ง ที่จอมพล นี้ สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มี ต าแหน่ง ทรงปฏิบัติ ในหน้าที่ จอมพล ด้วยเหมือนกัน กรมที่บังคับบัญชาทหาร แบ่งออก เป็น 2 กรม คือ กรมทหารบก กรมทหารเรือ ในครั้งนี้ ได้ทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นเสนาบดี ว่าการ กระทรวง ยุทธนาธิการ พระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็น ผู้ บัญชาการทหารบก นายพลโท พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ (พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์) เป็น ผู้ บัญชาการทหารเรือ (Chief Staff of the Navy) ส าหรับ กรมทหารเรือ แบ่งส่วนราชการ ออกเป็น 1. กรมกลาง 2. กองบัญชีเงิน 3. กรมคลังพัสดุทหารเรือ 4. กองเร่งช าระ 5. กรมคุกทหารเรือ 6. กรมอู่ 7. กรมช่างกล 8. โรงพยาบาลทหารเรือ
104 9. ทหารนาวิกโยธิน 10. เรือรบหลวงและเรือพระที่นั่งประจ าการ 3. กองทัพเรือ ใน พ.ศ.2435 ได้มีการจัดระเบียบ การปกครอง แผ่นดินใหม่ และ ยกเลิก การปกครอง แบบ จตุสดมภ์ ก าหนดให้ มีกระทรวง ในราชการ ทั้งหมด 12 กระทรวง กระทรวง มหาดไทย มีหน้าที่ ปกครอง บรรดา หัวเมือง ต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร กระทรวงกลาโหม ไม่ต้อง เกี่ยวกับ การปกครอง ทางหัวเมือง อย่างแต่ก่อน คงมี หน้าที่ เกี่ยวด้วย ราชการทหาร อย่างเดียว ใน พ.ศ.2435 นี้ จึงได้ โอนกรมทหารเรือ ซึ่ง เดิม ขึ้นอยู่กับ กระทรวง ยุทธนาธิการ มาขึ้นกับ กระทรวงกลาโหม กรมทหารเรือ ได้เจริญ ก้าวหน้า มา ตาม ล าดับ จนถึง พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ เลื่อน ฐานะ กรมทหารเรือ เป็น กระทรวงทหารเรือ 4 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และ ในวันเดียว กันนั้น ก็ได้ ประกาศ แต่งตั้ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ เนื่องจาก การป้องกัน ประเทศ เป็นงานใหญ่ ที่ทหารบก และ ทหารเรือ จ าเป็น ต้องร่วมกัน คิดอ่าน จัดการ ตามหน้าที่ ที่ประชุม เสนาบดี จึงเห็น สมควร จัดตั้ง สภา ป้องกัน พระราชอาณาจักร ขึ้นเพื่อ ท าหน้าที่ ประสานงาน ระหว่าง ทหารบก และ ทหารเรือ ให้ด าเนิน ไป ได้ โดย สอดคล้อง ร่วมกัน อย่างพร้อมเพรียง สภานี้ มีองค์พระประมุข เป็นประธาน และ โปรดเกล้าฯ ให้ เสนาธิการ ทหารบก เป็นเลขานุการ ประจ า เสนาบดี กระทรวงกลาโหม เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ พร้อมทั้ง จอมพล ในและนอก ประจ าการ เป็นสมาชิกสภา แห่งนี้ทุกนาย นับตั้งแต่ มีการ เลื่อนฐานะ กรม ทหารเรือ ขึ้นเป็น กระทรวงทหารเรือ ก็ได้ มีการปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ ทหารเรือ อยู่เสมอ แต่ มิได้ เป็นการ เปลี่ยนแปลง ไปจาก หลักการเดิม เพียงแต่ว่า ส่วนราชการ ต่างๆ มีความจ าเป็น ต้องขยาย กิจการ ให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น เมื่อราชการ บางส่วน มีกิจการ เพิ่มขึ้น ก็เลื่อน ฐานะ ขึ้นเป็น กรมหรือกอง ตามความ ส าคัญ ในสมัย พระบาท สมเด็จ พระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ภาวะ ทางเศรษฐกิจ ทั่วโลก ตกต่ า เป็นผล ท าให้ ประเทศไทย ได้รับ ผลกระทบ กระเทือน ดังกล่าว นี้ด้วย ท าให้ ฐานะ ทางการเงิน และ เศรษฐกิจ ของประเทศ อยู่ในภาวะ ตกต่ า จ าเป็น ต้องพิจารณา ตัดทอน รายจ่าย ของประเทศ ให้ น้อยลง ให้สมดุล กับรายได้ เป็นผล ท าให้ มีการ ปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ เสียใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2474 โดย ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้รวม กระทรวงทหารเรือ กับ กระทรวงทหารบก เป็น กระทรวง เดียวกันเสีย กระทรวง ที่บังคับบัญชา ทั้งทหารบก และทหารเรือ ร่วมกันนี้ เรียกว่า กระทรวง กลาโหม เหมือนอย่างแต่ครั้งก่อน ในพ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประเทศใหม่ ทางด้านกองทัพเรือ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน โดยกระทรวงทหารเรือได้ลดฐานะ เป็นกรมทหารเรือ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประเทศนี้ ได้จัดให้มี คณะกรรมการกลางกลาโหมขึ้น นอกจากนั้นส่วนราชการของทหารเรือ บางส่วนซึ่งได้เอาไปรวมกับฝ่าย ทหารบก ก็กลับมาสังกัดอยู่ใน กรมทหารเรือตามเดิมอีก กรมต่างๆของทหารเรือลดฐานะมาเป็นกอง ทั้งหมดเว้นแต่กรมเสนาธิการทหารเรือจนกระทั่งในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 จึงได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ กรมทหารเรือ เป็น กองทัพเรือ และบริเวณพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน ให้แก่กองทัพเรือ เป็นที่ตั้งโรงเรียน นายเรือ และได้เสด็จพระราชด าเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2449 และได้พระราชทาน ลายพระราชหัตถเลขา ไว้ในสมุดเยี่ยมว่า " วันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ.125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร.ได้มาเปิด โรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือรากหยั่งลงแล้วจะเป็นที่มั่นสืบไปในภายน่า" กองทัพเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ 20 พฤศจิกายน เป็นวันกองทัพเรือ
105 เรื่องที่ 4 วันอำภำกร 19 ธันวำคม 2423 วันประสูติ (พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์) 1. ประวัติ พลเรือเอก พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำอำภำกรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “เสด็จเตี่ย-กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอล าดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาคือ เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2423 ใน พระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงได้รับถวายพระสมัญญาจากกองทัพเรือว่าเป็น “พระบิดาของกองทัพเรือ ไทย” และต่อมาได้แก้ไขเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระต าหนักสวน กุหลาบ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษา ต่อ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระ
106 มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรือแห่งอังกฤษ ต่อจากนั้น ทรงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้ทรงรับการเลื่อนยศเป็น เรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในส านักราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ 2. พระกรณียกิจ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2544 จากพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานและพัฒนา ปรับปรุงทหารเรือสยามให้เจริญก้าวหน้าตามแบบประเทศตะวันตก พระองค์เจ้าอาภากรฯ (ประทับพื้น) กับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และนายทหารเรืออังกฤษส่วนกรณีที่นักเรียนนายเรือพากันเรียก พระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” นั้น พลเรือโท ศรี ดาวราย สันนิษฐานว่า มาจากการที่พระองค์ทรงขัดดาดฟ้าให้ นักเรียนนายเรือใหม่ๆ ที่ฝึกภาคทางทะเลบนเรือหลวงพาลีรั้งทวีปดูเป็นแบบอย่าง ในปี พ.ศ. 2462 หลังจากที่ทอดพระเนตรเห็นนักเรียนเหล่านั้นท างานนี้ด้วยท่าทางเงอะงะเก้งก้าง โดยตรัสกับพวกนักเรียน เหล่านั้นว่า “อ้ายลูกชาย มานี่เตี่ยจะสอนให้”เมื่อช่วงต้นรัชกาลที่ 6 กรมหลวงชุมพรฯ ทรงออกจากราชการ ซึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “…กรมหลวงชุมพรฯ ไม่ ทรงสบาย ได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตออกเป็นนายทหารกองหนุนอยู่ชั่วคราว “พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงฉายในปี พ.ศ. 2450”เสด็จกลับสยามเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2443 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท แล้วทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรมที่ “กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์” ด ารงต าแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และ ทรงด ารงต าแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พระองค์ได้ทรงแก้ไขและปรับปรุงระเบียบของโรงเรียนนาย เรือ ทรงเป็นพระอาจารย์ของนักเรียนนายเรือ ทรงจัดเพิ่มเติมวิชาส าคัญส าหรับทหารเรือ เพื่อให้เมื่อส าเร็จ การศึกษาแล้ว สามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้ าลึกได้ คือวิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ พีชคณิต การ เดินเรือเรขาคณิต และอุทกศาสตร์ ทรงเป็นเรี่ยวแรงส าคัญของทหารเรือจนพระบาทสม เด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความส าคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ท าให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคง กองทัพเรือ ไทยจึงถือว่าวันดังกล่าวของทุกปีเป็นวันกองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือว่า “เสด็จเตี่ย” และ “พระบิดำแห่งกองทัพเรือไทย” และ “หมอยำ” เนื่องจากทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ และทรงแต่ง ต ารายาแผนไทยด้วย ทรงรักษาโรคให้ประชาชนโดยไม่คิดเงิน ดังนั้นประชาชนจึงขนานพระนามพระองค์ ว่า “หมอพร” ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2460 สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในต าแหน่ง เจ้ากรม จเรทหารเรือ ทรงด ารงต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ในปี พ.ศ. 2461 ต่อ พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป โดยเรือที่จะจัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “เรือ หลวงพระร่วง” ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ น าเรือหลวงพระร่วงแล่นข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษเข้ามายัง กรุงเทพมหานครด้วยพระองค์เอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม ทรงศักดินา 15,000 ไร่ ทรงกราบบังคมทูลออกจากราชการเมื่อปี 2466 และสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่เนื่องจากถูกฝน ที่ ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร เมื่อ 19 พฤษภาคม 2466 สิริพระชนมายุ 44 พรรษา ข้อสังเกต นอกจากนี้หลายคนอาจมีการสับสนในเรื่องของวัน โดยในวันที่ 19 ธันวาคม เป็นวัน คล้ายวันประสูติ จึงเรียกวันนี้ว่า “วันอำภำกรร ำลึก” ส่วนวันที่ 19 พฤษภาคม ตรงกับวันคล้ายวัน สิ้นพระชนม์ จึงเรียกว่า “วันอำภำกร”
107 เรื่องที่ 5 กำรประชำสัมพันธ์ด้วยสื่อที่หลำกหลำย 5.1 สื่อสังคมออนไลน์ 5.1.1 ควำมหมำยของสื่อสังคมออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม (Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์และโปรแกรม ประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารมีส่วน ร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User-GenerateContent: UGC) ในรูป ของข้อมูล ภาพ และเสียง 5.1.2 ประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ ประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ มีด้วยกันหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการน ามาใช้โดย สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม หลักดังนี้ 1. Weblogs หรือเรียกสั้นๆ ว่า Blogs คือ สื่อส่วนบุคคลบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้เผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว โดยสามารถแบ่งปันให้บุคคลอื่นๆ โดยผู้รับสารสามารถ เข้าไปอ่าน หรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ ซึ่งการแสดงเนื้อหาของบล็อกนั้นจะเรียงล าดับจากเนื้อหาใหม่ ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อ่านสามารถค้นหาเนื้อหาย้อนหลังเพื่ออ่านและแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา เช่น Exteen, Bloggang, Wordpress,Blogger, Okanation 2. Social Networking หรือเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครือข่ายทางสังคม ที่ใช้ส าหรับเชื่อมต่อระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มสังคม (Social Community) เพื่อ ร่วมกันแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ การเมือง การศึกษา เช่น Facebook, Hi5, Ning, Linked in,MySpace, Youmeo, Friendste 3. Micro Blogging และ Micro Sharing หรือที่เรียกกันว่า “บล็อกจิ๋ว” ซึ่งเป็นเว็บ เซอ ร์วิสห รือเว็บไซต์ที่ให้บ ริก ารแก่บุ คคลทั่ วไป ส าห รับให้ ผู้ใช้บ ริก ารเขี ยน ข้อค ว ามสั้น ๆ ประมาณ 140 ตัวอักษร ที่เรียกว่า “Status” หรือ “Notice” เพื่อแสดงสถานะของตัวเองว่าก าลังท าอะไร อ ยู่ ห รื อ แ จ้ ง ข่ า ว ส า ร ต่ า ง ๆ แ ก่ ก ลุ่ ม เ พื่ อ น ใ น สั ง ค ม อ อ น ไ ล น์ (Online Social Network) (Wikipedia,2010) ทั้งนี้การก าหนดให้ใช้ข้อมูลในรูปข้อความสั้นๆ ก็เพื่อให้ผู้ใช้ที่เป็นทั้งผู้เขียน และผู้อ่านเข้าใจง่าย ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Twitter
108 4. Online Video เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบัน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อหาที่น าเสนอในวิดีโอออนไลน์ไม่ถูก จ ากัดโดยผังรายการที่แน่นอนและตายตัว ท าให้ผู้ใช้บริการสามารถติดตามชมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มี โฆษณาคั่น รวมทั้งผู้ใช้สามารถเลือกชมเนื้อหาได้ตามความต้องการและยังสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บวิดีโอ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้จ านวนมากอีกด้วย เช่น Youtube, MSN, Yahoo 5. Poto Sharing เป็นเว็บไซต์ที่เน้นให้บริการฝากรูปภาพโดยผู้ใช้บริการสามารถอัพโหลด และดาวน์โหลดรูปภาพเพื่อน ามาใช้งานได้ ที่ส าคัญนอกเหนือจากผู้ใช้บริการจะมีโอกาสแบ่งปันรูปภาพแล้ว ยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อเสนอขายภาพที่ตนเองน าเข้าไปฝากได้อีกด้วย เช่น Flickr, Photobucket, Photoshop,Express, Zooom 6. Wikis เป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นแหล่งข้อมูลหรือความรู้(Data/Knowledge) ซึ่ง ผู้เขียนส่วนใหญ่อาจจะเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งผู้ใช้สามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระ เช่น Wikipedia, Google Earth,diggZy Favorites Online 7. Virtual Worlds คือการสร้างโลกจินตนาการโดยจ าลองส่วนหนึ่งของชีวิตลงไป จัดเป็น สื่อสังคมออนไลน์ที่บรรดาผู้ท่องโลกไซเบอร์ใช้เพื่อสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ตในลักษณะโลกเสมือน จริง (Virtual Reality) ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการอาจจะบริษัทหรือองค์การด้านธุรกิจ ด้านการศึกษา รวมถึง องค์การด้านสื่อ เช่น ส านักข่าวรอยเตอร์ ส านักข่าวซีเอ็นเอ็น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อพื้นที่เพื่อให้บุคคล ในบริษัทหรือองค์กรได้มีช่องทางในการน าเสนอเรื่องราวต่างๆ ไปยังกลุ่มเครือข่ายผู้ใช้สื่อออนไลน์ ซึ่ง อาจจะเป็นกลุ่ม ลูกค้าทั้งหลัก และรองหรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ของบริษัท หรือองค์การก็ได้ ปัจจุบัน เว็ บ ไซ ต์ ที่ ใ ช้ ห ลั ก Virtual Worlds ที่ ป ร ะ ส บ ผ ล ส า เ ร็ จ แ ล ะ มี ชื่ อ เสี ย ง คื อ Second life 8. Crowd Sourcing มาจากการรวมของค าสองค าคือ Crowd และ Outsourcing เป็น หลักการขอความร่วมมือจากบุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยสามารถจัดท าในรูปของเว็บไซต์ที่มี วัตถุประสงค์หลักเพื่อค้นหาค าตอบและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆทั้งทางธุรกิจ การศึกษา รวมทั้งการ สื่อสาร โดยอาจจะเป็นการดึงความร่วมมือจากเครือข่ายทางสังคมมาช่วยตรวจสอบข้อมูลเสนอความ คิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะ กลุ่มคนที่เข้ามาให้ข้อมูลอาจจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านที่อยู่ในภาคธุรกิจหรือแม้แต่ในสังคมนักข่าว ข้อดีของการใช้หลัก Crowd souring คือ ท าให้ เกิดความหลากหลายทางความคิดเพื่อน า ไปสู่การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยตรวจสอบหรือ คั ด ก ร อง ข้ อ มู ล ซึ่ง เป็ น ปัญ ห า ส า ธ า ร ณ ะ ร่ ว ม กั น ได้ เช่ น Idea storm, Mystarbucks Idea 9. Podcasting หรือ Podcast มาจากการรวมตัวของสองค า คือ “Pod” กับ “Broadcasting” ซึ่ง “POD” ห รือ PersonalOn - Demand คือ อุปสงค์ห รือ ความต้องการส่วนบุคคล ส่วน“Broadcasting” เป็นการน าสื่อต่างๆ มารวมกันในรูปของภาพและเสียง หรืออาจกล่าวง่ายๆ Podcast คือ การบันทึกภาพและเสียงแล้วน ามาไว้ในเว็บเพจ (Web Page) เพื่อ เผยแพร่ให้บุคคลภายนอก (The public in general) ที่สนใจดาวน์โหลดเพื่อน าไปใช้งาน เช่น Dual Geek Podcast, Wiggly Podcast 10. Discuss / Review/ Opinion เป็นเว็บบอร์ดที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความ คิดเห็น โดยอาจจะเกี่ยวกับ สินค้าหรือบริการ ประเด็นสาธารณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่น Epinions, Moutshut, Yahoo!Answer, Pantip,Yelp
109 5.2 อุปกรณ์เครื่องมือทำงสื่อสังคมออนไลน์ 5.2.1 คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องค านวณ อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถท างานค านวณผลและ เปรียบเทียบค่าตามชุดค าสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ค าจ ากัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ท าหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้ส าหรับแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ หรืออาจ กล่าวได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์หมายถึง เครื่องมือที่ช่วยในการค านวณและการประมวลผลข้อมูล 5.2.2 สมำร์ทโฟน (SmartPhone) คือ โทรศัพท์มือถือที่นอกเหนือจากใช้โทรออก รับสายแล้วยังมีแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานมากมาย สามารถรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G, Wi-Fi และ สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คและแอพพลิเคชั่นสนทนาชั้นน า เช่น LINE, Youtube, Facebook, Twitter ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งลูกเล่นการใช้งานสมาร์ทโฟนให้ตรงกับความต้องการได้มากกว่า มือถือธรรมดา ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ นิยมผลิตสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอระบบสัมผัส, ใส่กล้องถ่ายรูปที่มี ความละเอียดสูง, ออกแบบดีไซน์ให้สวยงามทันสมัย, มีแอพพลิเคชั่นและลูกเล่นที่น่าสนใจ 5.2.3 แท็บเล็ต (Tablet) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ มี ขนาดหน้าจอตั้งแต่ 7 นิ้วขึ้นไป พกพาได้สะดวก สามารถใช้งานหน้าจอผ่านการสัมผัสผ่านปลายนิ้วได้ โดยตรง มีแอพพลิเคชั่นมากมายให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะรับ-ส่งอีเมล์, เล่นอินเทอร์เน็ต, ดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม หรือแม้กระทั่งใช้ท างานเอกสารออฟฟิต ข้อดีของแท็บเล็ตคือมีหน้าจอที่กว้าง ท าให้มีพื้นที่การใช้งานเยอะ มีน้ าหนักเบา พกพาได้สะดวกกว่าโน๊ตบุ๊คหรือ คอมพิวเตอร์ สามารถจดบันทึกหรือใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อ การศึกษาได้เป็นอย่างดี 5.3 อุปกรณ์เครือข่ำย 5.3.1 เซิร์ฟเวอร์(Server) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องแม่ข่าย เป็นเครื่อง คอมพิวเตอร์หลักในเครือข่าย ที่ท าหน้าที่จัดเก็บและให้บริการไฟล์ข้อมูลและทรัพยากรอื่นๆ กับ คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ใน เครือข่าย โดยปกติคอมพิวเตอร์ที่น ามาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักจะเป็นเครื่องที่มี สมรรถนะสูง และมีฮาร์ดดิสก์ความจ าสูงกว่าคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย 5.3.2 ไคลเอนต์(Client) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องลูกข่าย เป็นคอมพิวเตอร์ใน เครือข่ายที่ร้องขอ บริการและเข้าถึงไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์ เป็น คอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้แต่ละคนในระบบเครือข่าย 5.3.2 ฮับ (HUB) หรือ เรียก รีพีตเตอร์(Repeater) คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่ม คอมพิวเตอร์ ฮับ มีหน้าที่รับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง ไปยังพอร์ตที่เหลือ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วิธหรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย เพราะฉะนั้นถ้ามี คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อมากจะท าให้อัตราการส่งข้อมูลลดลง 5.3.4 เนทเวิร์ค สวิตช์(Switch) คืออุปกรณ์เครือข่ายที่ท าหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 2 และท า หน้าที่ส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังพอร์ตเฉพาะที่เป็นปลายทางเท่านั้น และท าให้คอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือส่งข้อมูลถึงกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้น อัตราการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธจึงไม่ ขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันนิยมเชื่อมต่อแบบนี้มากกว่าฮับเพราะลดปัญหาการชนกันของข้อมูล 5.3.5 เรำต์เตอร์(Router) เป็นอุปรณ์ที่ท าหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 3 เราท์เตอร์จะอ่านที่อยู่ (Address) ของสถานีปลายทางที่ส่วนหัว (Header) ข้อแพ็กเก็ตข้อมูล เพื่อที่จะก าหนดและส่งแพ็กเก็ต ต่อไป เราท์เตอร์จะมีตัวจัดเส้นทางในแพ็กเก็ต เรียกว่า เราติ้งเทเบิ้ล (Routing Table) หรือตารางจัด เส้นทางนอกจากนี้ยังส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายที่ให้โพรโทคอลต่างกันได้ เช่น IP (Internet Protocol) IPX
110 (Internet Package Exchange) และ AppleTalk นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นได้ เช่น เครือข่าย อินเทอร์เน็ต 5 .3 .6 บ ริด จ์ (Bridge) เป็ น อุป ก รณ์ ที่ มัก จ ะใช้ใน ก า รเชื่อมต่ อ วงแลน (LAN Segments) เข้าด้วยกัน ท าให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพรวม ของระบบ ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของเครื่องที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกส่งผ่าน ไป รบกวนการจราจรของเซกเมนต์อื่น และเนื่องจากบริดจ์เป็นอุปกรณ์ที่ท างานอยู่ในระดับ Data Link Layer จึงท าให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data Link ได้ เช่น ระหว่าง Eternet กับ Token Ring เป็นต้น บริดจ์ มักจะถูกใช้ในการเชื่อมเครือข่ายย่อยๆ ในองค์กรเข้า ด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ เพียงเครือข่ายเดียว เพื่อให้เครือข่ายย่อยๆ เหล่านั้นสามารถติดต่อกับเครือข่าย ย่อยอื่นๆได้ 5.3.7 เกตเวย์(Gateway) เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้า ด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่เป็นคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับ คอมพิวเตอร์ประเภทแมคอินทอช (MAC) เป็นต้น 5.4 ประโยชน์และข้อจ ำกัดของสังคมออนไลน์ แม้ลักษณะของเครือข่ายสังคมออนไลน์ จะเป็นสื่อให้ข้อมูลข่าวสารสามารถกระจายออกไปอย่าง รวดเร็วและกว้างขวางมีคุณประโยชน์มากมายในด้านการติดต่อสื่อสาร แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมหาก ผู้ใช้ขาดคุณธรรมจริยธรรม สามัญส านึก การรู้จักเคารพสิทธิ ของผู้อื่น และความระมัดระวังในการใช้แล้ว สังคมออนไลน์เหล่านี้ก็จะเป็น"สังคมอันตราย"ที่จะเป็นด้านมืดของสังคมไทย 5.4.1 ประโยชน์ของ Social networks เครือข่ำยสังคมออนไลน์ 1. สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้ 2. เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคาถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคาตอบได้ช่วยกันตอบ 3. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว 4.เป็นสื่อในการน าเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น 5. ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสาหรับบริษัทและ องค์กรต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า 6. ช่วยสร้างผลงานและรายได้ให้แก่ผู้ใช้งาน เกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ขึ้น 7.คลายเครียดได้ส าหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ 8. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้ 5.4.2 ข้อจ ำกัดของSocial networks เครือข่ำยสังคมออนไลน์ 1. เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หาก ผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีน ามาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วน บุคคลได้ 2. Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาด วิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตาม หน้าหนังสือพิมพ์ 3. เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง
111 เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและ แสดงความคิดเห็น 4. ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ก าหนดอายุการสมัคร สมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้ 5. ผู้ใช้ที่เล่น socialnetwork และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจ สายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้ 6. ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ socialnetwork มากเกินไปอาจท าให้เสียการเรียน หรือผลการเรียนตกต่ าลงได้ 7. จะท าให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์ 5 .5 ยกตั วอย่ำ งป ระโยชน์ แ ล ะข้ อจ ำกัด ก ำ รใช้เฟ ซบุ๊ ก เป็น ศูน ย์แห่ งก ำ รเรียน รู้ ในสถำนศึกษำ ในกรณีที่ยกเลิกการเรียนการสอนในห้องเรียนเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออ านวย ครูผู้สอนสามารถ ใช้ เฟชบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนโดยการก าหนดหัวข้อเกี่ยวกับวิชาที่สอนเพื่อให้ผู้เรียน ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ไม่ควรใช้ข้อความที่รุนแรงในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนและ สถานศึกษาหลีกเลี่ยงการแสดงข้อความที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งที่รุนแรง ควรตั้งค่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าไปอ่านได้ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนในเชิงบวกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า เฟซบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้และเป็นห่วงโซ่การศึกษาขนาดใหญ่ที่ทรงประสิทธิภาพ ในการเรียนรู้แบบไร้ขีดจ ากัด ซึ่งครูผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา ตลอดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ฉะนั้น ผู้บริหารการศึกษาจึงควรก าหนดแนวปฏิบัติในการใช้ เฟซบุ๊กอย่าง เหมาะสมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการใช้เฟซบุ๊กไปในทางที่ผิดหรือด้านการก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ชื่อเสียงแก่สถานศึกษา ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหารการศึกษาจ าเป็นต้องพัฒนานโยบายการใช้ เฟซบุ๊กที่มีอยู่เป็น ระยะๆ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย 5.5.1.ประโยชน์ของกำรใช้เฟซบุ๊กเพื่อกำรเรียนกำรสอน 1.สื่อสารถึงนักศึกษาได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้อีเมลล์หรืออีเลิร์นนิ่ง 2.ส่งเสริมการกระตุ้นให้นักศึกษาได้แบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดได้อย่าง ทั่วถึงและรวดเร็ว 3.นักศึกษามีความสะดวกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 5.5.2 ข้อจ ำกัดของกำรใช้เฟซบุ๊กเพื่อกำรเรียนกำรสอน 1.อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ 2.อาจารย์หรือนักศึกษาไม่เป็นส่วนตัวในการข้อความหรือรูปภาพต่างๆ 5.5.3 ประโยชน์และข้อจ ำกัด กำรประยุกต์ใช้งำน Youtubeเพื่อกำรเรียนกำรสอน Youtube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรี โดยน าเทคโนโลยีของ Adobe Flashมาใช้ในการแสดงภาพวิดีโอ ซึ่งยูทูบมีนโนบายไม่ให้อัปโหลดคลิปที่มีภาพโป๊เปลือยและคลิปที่ มีลิขสิทธิ์ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเองเมื่อสมัครสมาชิกแล้วผู้ ใช้จะสามารถใส่ภาพวิดีโอเข้า ไป แบ่งปันภาพวิดีโอให้คนอื่นดูด้วยแต่หากไม่ได้สมัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปเปิดดูภาพวิดีโอที่ผู้ใช้คนอื่น ๆ ใส่ไว้ในYoutubeได้แม้จะก่อตั้งได้เพียงไม่นาน (youtubeก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2005) Youtubeเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายและได้รับความนิยมทั่วโลก ต่อมาปี ค.ศ.2006 กู เกิ้ลซื้อยูทูบ ตอนนี้ยูทูบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิ้ลแล้ว แต่ด้วยตัวยูทูบเองที่มีเนื้อหามากมายเป็นแสน
112 ชิ้น ทั้งสื่อและเครื่องมือการเรียนรู้ดีๆที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ แต่ใน ขณะเดียวกันก็มีสื่อประเภทที่สุ่มเสี่ยง และท าให้เด็กและเยาวชนไขว้เขวไปได้ ทั้งจากมิวสิควีดีโอ การ์ตูน และไม่ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อการเรียนรู้สักทีเดียว จึงเป็นที่มาของการเปิดหน้าการศึกษาล่าสุดเของยูทูบขึ้น ที่เรียกว่า“ยูทูบส าหรับโรงเรียน”หรือ (Youtube for Schools) เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้น โดยจะมี เนื้ อแต่เรื่องก ารศึกษ าแต่เพี ยงอย่ างเดียว โดยได้ ร่วมมือกับภ าคีด้ าน ก ารศึกษ ากว่า600แห่ง เช่น TED,Smithsonian เว็บไซด์ชื่อดังเรื่องที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆเอาไว้,Steve Spangler แหล่งผลิตเกมและของเล่นเพื่อการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ หรือNumberphile ที่สอน คณิตศาสตร์ออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ยูทูบได้ท างานร่วมกับครูในการจัดแบ่ง เนื้อหากว่า300ชิ้น ออกเป็นรายวิชา และระดับชั้น โดยสื่อเหล่านี้ยูทูบเชื่อว่าจะช่วยเสริมการเรียนรู้ใน ห้องเรียนได้เป็นอย่างดี ท าให้ห้องเรียนสนุกสนานขึ้น และเด็กๆก็จะตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น 5.5.4 ประโยชน์ของYouTubeส ำหรับโรงเรียน 1. กว้างขวางครอบคลุมYouTubeส าหรับโรงเรียนเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ เข้าถึงวิดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube EDU วิดีโอเหล่านี้มาจากองค์กรที่มีชื่อเสียง ต่างๆ เช่น Stanford,PBS และ TED รวมทั้งจากพันธมิตรที่ก าลังได้รับความนิยมของYouTubeซึ่งมียอด ผู้ชมนับล้านๆ คน เช่น Khan Academy,Steve Spangler Science และ Numberphile 2. ปรับแก้ได้สามารถก าหนดค่าเนื้อหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรียนทั้งหมด จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาYouTube EDUทั้งหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์ลิสต์วิดีโอที่ดูได้ เฉพาะในเครือข่ายของโรงเรียนเท่านั้นได้เช่นกัน 3. เหมาะสมส าหรับโรงเรียนผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดู วิดีโอใดๆ ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้และจะดูได้เฉพาะวิดีโอYouTube EDUและวิดีโอที่ โรงเรียนได้เพิ่มเข้าไปเท่านั้น ความคิดเห็นและวิดีโอที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะ จ ากัดเฉพาะวิดีโอ YouTube EDU เท่านั้น 4. เป็นมิตรกับครูYouTube.com/Teachers มีเพลย์ลิสต์วิดีโอนับร้อยรายการ ที่ได้มาตรฐานการศึกษาทั่วไป และจัดระเบียบตามหัวเรื่องและระดับชั้น เพลย์ลิสต์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยครู เพื่อเพื่อนครูด้วยกัน ดังนั้นคุณจึงมีเวลาในการสอนมากขึ้นและใช้เวลาค้นหาน้อยลง 5.5.5 ข้อจ ำกัด 1.อาจมีการละเมิดลิขสิทธิ์ 2.อาจมีการกระท าที่ไม่ดี 5.6 กำรประชำสัมพันธ์ประเภทชุมชนออนไลน์(community) เป็นเว็บที่เน้นการค้นหาเพื่อ ใหม่ๆ หรือ ตามหาเพื่อนเก่า ๆ เน้นการสร้าง Profileของตนเอง โดย การใส่รูป ใส่ข้อมูล ที่แสดงถึงความ เป็นตัวตนของเรา อีกทั้งยังมีลักษณะในการแลกเปลี่ยนเรื่องราว ถ่ายทอด ประสบการณ์ร่วมกัน เช่น Facebook Google+ Tumblr หรือ MySpace เป็นต้น ส าหรับในยุคปัจจุบันที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Facebook โดยการประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook เป็นการประชาสัมพันธ์รูปแบบที่มักจะใช้หน้า Page หรือ Fan Page ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าตาของเราเอง Facebook มีการแสดงรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือ ข้อความที่บ่งบอกความเป็นตัวตนได้อยางชัดเจน อีกทั้งภายในตัว Facebookยังสามารถที่จะบอกเล่า เรื่องราวดีๆ กิจกรรมร่วมถึงโปรโมชั่นสินค้าและบริการ การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การ ประชาสัมพันธ์เพื่อแกไขความเข้าใจผิดทั้งยังมีฟังกชั่นการโต้ตอบ การแชร์หรือการส่งต่อไปให้เพื่อน ส่งผลให้ข้อความ ประชาสัมพันธ์ถูกส่งต่อไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จนเป็นเหตุให้ Facebook ได้รับ
113 ความนิยมจนกลายเป็นเครื่องมือการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจอีกช่องทางหนึ่ง Facebook มาใช้เป็น เครื่องมือในการ ประชาสัมพันธ์จนประสบความส าเร็จเป็นอยางมาก 5.7 อีบุ๊ค (eBook) คืออะไร 5.7.1 E-Book ย่อมำจำกค ำว่ำ Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างขึ้นด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่าน เอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทาง อินเทอร์เน็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆได้ ส าหรับหนังสือ หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะมี ความหมายรวมถึงเนื้อหาที่ถูกดัดแปลงอยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได้โดยเครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ให้มีลักษณะการน าเสนอที่สอดคล้องและคล้ายคลึงกับการอ่านหนังสือทั่วๆไปใน ชีวิตประจ าวัน แต่จะมีลักษณะพิเศษ คือ สะดวกและรวดเร็วในการค้นหา และผู้อ่านสามารถอ่านพร้อมๆ กันได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายส่งคืนห้องสมุด เช่นเดียวกับหนังสือในห้องสมุดทั่วๆ ไป คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ ต่าง ๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีก ประการหนึ่งที่ส าคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติ เหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป 5.7.2 ควำมเป็นมำของ eBook การใช้งาน eBook ในยุคแรกๆ มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในกระบวนการฟรีเพรส หรือการเตรียม เอกสารก่อนการพิมพ์สิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ เช่น หนังสือ วารสาร ฯลฯ ก่อนจะท าเพลท เพื่อพิมพ์หนังสือ เพราะการน า ไฟล์เอกสารที่จัดรูปเล่มแล้วไปยิงฟิล์ม จะมีปัญหาเรื่องแบบของตัวหนังสืออาจไม่เข้ากัน การ จัดรูปเล่มที่ท าไว้ ก็จะผิดพลาดไป ข้อความขยับไปอีกหน้า ภาพเลื่อนไปต าแหน่งอื่นๆ ฯลฯ ท าให้เสียเวลา แก้ไข จึงได้มีการ คิดค้นการสร้างไฟล์แบบ PDF ซึ่งเป็นอีบุ๊คในยุคแรกๆ แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เมื่อ แปลงไฟล์เอกสารที่จะน าไปพิมพ์เป็นหนังสือแล้ว ก็จะได้ไฟล์แบบ PDF ด้วยความที่ไฟล์แบบ PDF ที่ได้ มีลักษณะเหมือน หนังสือจริงๆ จึงเป็นที่มาของ eBooks นั่นเอง ไฟ ล์เอกส า รที่ได้พิ มพ์ไว้ด้ วยโป รแก รม ต่ างๆ เช่น Word อ าจเป็ น ร ายงาน ห นังสือ วิทยานิพนธ์สามารถน ามาแปลงเป็นอีบุ๊คแบบ PDF ได้เลย หรือหนังสือจริงๆ ถ้าต้องการแปลงเป็นอีบุ๊ค ก็ ต้องใช้เครื่องแสกนเนอร์ แสกนทีละหน้าเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ eBook แบบเดิมๆ ในรูปแบบไฟล์ PDF ยังนิยมใช้กันอยู่มาก โดยเฉพาะในกระบวนการพิมพ์ หนังสือ การใช้เป็นคู่มือของอุปกรณ์ต่างๆ หรือการใช้งานโปรแกรมต่างๆ โดยก็อปปี้ลงในแผ่นซีดี ไดรเวอร์ ช่วยลดค่าใช้ จ่ายในการผลิตเป็นหนังสือจริงๆ ส่วนการอ่าน ถ้าไม่สะดวกกับการอ่านจากหน้าจอ ก็สามารถพิมพ์ลงกระดาษได้ ตัวอย่าง แผ่นซีดีไดรเวอร์ Wireless USB ยี่ห้อ D-Link จะมีอีบุ๊คแบบไฟล์เช่น DWA125_A2_Manual_v1.10(WW).pdf เป็นคู่มืออธิบายวิธีใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ การอ่านก็ดับเบิ้ลคลิกเปิดอ่าน ไฟล์ได้เลย 6. แผ่นพับ (Folder) 6.1 ควำมหมำยของแผ่นพับ กกกกกกกแผ่นพับ มีความหมายตรงกับค าในภาษาอังกฤษว่า (Folder) แต่นิยมเรียกว่า โบว์ชัวร์ (Brochure) ซึ่งหมายถึงเอกสารที่เย็บเป็นเล่มบาง ๆ และมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
114 กกกกกกกแผ่นพับ คือ สื่อโฆษณามีหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อทางด้านสิ่งพิมพ์ ปัจจุบันในวงการ ธุรกิจนิยมใช้สื่อประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อช่วยส่งเสริมการขาย ซึ่งวิธีในการสร้างสรรค์สิ่งพิมพ์หลาย วิธี มีการพัฒนาตัวเองให้ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ สื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ แผ่น พับ และแผ่นปลิว กกกกกกกแผ่นพับ สามารถพับได้ตั้งแต่ 4 - 80 หน้า (หน้า - หลัง) แต่นิยมใช้กระดาษ A4 พับเป็น 3 ตอน 6 หน้า มากที่สุด เนื่องจากสะดวก และประหยัด เมื่อพับเสร็จแล้ว แผ่นพับจะมีขนาดเล็กพกพาสะดวก รวมทั้ง แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีเลขหน้าก ากับ แผ่นพับเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่จัดเป็นการ เผยแพร่ข้อมูลที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงชนิดหนึ่ง กกกกกกกกล่าวโดยสรุปว่า แผ่นพับ หมายถึง สื่อโฆษณาที่เป็นสิ่งพิมพ์ที่ผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค มีทั้ง วิธีการส่งทางไปรษณีย์และแจกตามสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะเด่นของแผ่นพับ คือ มีขนาดเล็ก หยับง่าย ให้ ข้อมูลรายละเอียดได้มากพอสมควร ผู้อ่านสามารถเลือกเวลาใดอ่านก็ได้ ผู้ออกแบบมีเทคนิคการออกแบบ ตามอิสระ หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ ากว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ถึงเป้าหมายได้ อย่างแท้จริง 6.2 หลักกำรทั่วไป กำรออกแบบแผ่นพับ มี 2 เรื่องที่ส ำคัญ คือ กกกกกกกหลักการที่ 1 สิ่งที่ต้องก าหนด และวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ กกกกกกกหลักการที่ 2 องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผ่นพับ 6.3 สิ่งที่ต้องก ำหนด และวำงแผนก่อนกำรออกแบบแผ่นพับ มี 4 ข้อ ดังนี้ กกกกกกกข้อที่ 1 การก าหนดขนาดและรูปแบบของแผ่นพับ กกกกกกกข้อที่ 2 การก าหนดลักษณะการส่ง กกกกกกกข้อที่ 3 การก าหนดกระดาษ กกกกกกกข้อที่ 4 การก าหนดล าดับของการอ่านตามลักษณะของแผ่นพับ กกกกกกก ข้อที่ 1 กำรก ำหนดขนำดและรูปแบบของแผ่นพับ แผ่นพับ มีลักษณะคล้ายใบปลิว แต่มีขนาดใหญ่กว่า (เมื่อคลี่ออกมา) เนื่องจากถูก ออกแบบให้บรรจุรายละเอียด ได้มากกว่า มีได้ตั้งแต่ 2 - 5 ทบ หรือมากกว่านั้น เป็นต้น วิธีการพับมีหลายแบบ เช่น พับทบกันไปมาเท่ากันทุกด้าน พับไม่เท่ากันทุกด้านและใน ปัจจุบันมีการออกแบบให้มีลูกเล่นมากมายจะเป็น ไดคัด popup ดึง ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบ และ เจ้าของสินค้า วิธีการจัดแจกเป็น เช่นเดียวกับใบปลิว การผลิต รูปแบบของแผ่นพับจะเป็นกระดาษแผ่นเดียวพิมพ์ทั้งสองหน้าแล้วพับอย่าง น้อย 1 พับ เป็นต้น เนื่องจากแผ่นพับมีวิธีการพับหลายแบบและไม่มีเลขหน้ากาทับเหมือนกับหนังสือที่จะ บังคับให้ผู้อ่าน อ่านไปทีละหน้า ดังนั้นผู้ท าแผ่นพับจึงต้องออกแบบจัดเรียงล าดับการเสนอข้อความและ รูปภาพในการโฆษณาให้เหมาะสมกับลักษณะของการพับนั้น ๆ เพราะถ้าออกแบบไม่ดีแล้วจะท าให้ผู้อ่าน เกิดความสับสนในการอ่านได้ง่าย กกกกกกก ข้อที่ 2 กำรก ำหนดลักษณะกำรส่ง การน าแผ่นพับไปใช้งานนั้นท าได้หลายวิธี เช่น ส่งทาง ไปรษณีย์ให้, น าไปใส่ไว้ในกล่องที่ จัดท าขึ้นเป็นพิเศษไปตั้งตามสถานที่สาธารณะ (Take - Onebox) ,การใช้คนไปยืนแจกตามสถานที่ที่คาด ว่ากลุ่มคนที่สนใจจะไป
115 ก าหนดลักษณะการแจกจ่ายแผ่นพับที่แน่นอน จะท าให้ทราบถึงข้อที่ควรค านึงถึงใน ขั้นตอนการออกแบบล่วงหน้า เป็นต้น กกกกกก ข้อที่ 3 กำรก ำหนดกระดำษ การก าหนดกระดาษส าหรับท าแผ่นพับ มักจะค านึงถึงต้นทุนในการผลิตเป็นหลักเพราะ แผ่นพับ 1 ใบที่แจกออกไปนั้น จะมีผู้พบเห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น กระดาษที่ใช้ในการท าแผ่นพับนั้นก็ต้อง มีความเหมาะสมกับสินค้าหรือบริการที่ต้องการ สื่อสาร ลักษณะของกระดาษที่แตกต่างกันสามารถท าให้แผ่นพับมีลักษณะไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ในด้าน เทคนิคกระดาษบางชนิดมีข้อจ ากัดในเรื่องการพับโดยเฉพาะกระดาษที่มีความหนามากกว่าปกติ คือจะต้อง พับไปในแนวเดียวกับทิศทางการเรียงตัวของเส้นใยกระดาษ (Grain) เท่านั้น กกกกกกก ข้อที่ 4 กำรก ำหนดล ำดับของกำรอ่ำนตำมลักษณะของแผ่นพับ เมื่อผู้อ่านได้รับแผ่นพับนั้น จะเป็นลักษณะที่ยังพับอยู่ท าให้ผู้อ่านได้เห็นด้านหน้าก่อน จากนั้นเมื่อผู้อ่านคลี่แผ่นพับออกก็จะค่อย ๆ เห็นหน้าอื่น ดังนั้น จึงต้องก าหนดล าดับของเนื้อหาให้อยู่ในต าแหน่งหน้าที่สอดคล้องกับล าดับของ การคลี่แผ่นพับนั้นออกอ่าน โดยต้องก าหนดว่าเนื้อหาส่วนใดควรมาก่อนมาทีหลัง แล้วจัดวางไปตามส่วน ต่างๆให้ถูกต้องตามล าดับของการคลี่ออกอ่าน 6.4 องค์ประกอบและกำรจัดวำงองค์ประกอบในกำรออกแบบแผ่นพับที่ต้องก ำหนดและ วำงแผนเฉพำะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำรออกแบบ มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ กกกกกกกองค์ประกอบที่ 1 พำดหัว 1.1 มักเป็นตัวอักษรที่ใหญ่หรืออยู่ในต าแหน่งที่เด่น 1.2 อยู่ด้านหน้าของแผ่นพับและนิยมวางไว้ในส่วนบนของหน้า 1.3 เป็นข้อความสั้น ๆ เข้าใจง่าย กกกกกกกองค์ประกอบที่ 2 ภำพประกอบ 1.1 มักวางอยู่หน้าเดียวกับพาดหัว (แต่ไม่จ าเป็นต้องมีคู่กันเสมอ) 1.2 เป็นภาพที่จะช่วยดึงความสนใจของผู้อ่าน 1.3 ตามข้อความอาจมีภาพประกอบเล็ก ๆ เพื่อใช้ประกอบเนื้อ กกกกกกกองค์ประกอบที่ 3 ข้อควำม 1.1 เนื่องจากพื้นที่มีจ ากัดข้อความเนื้อหาจึงมักมีขนาดเล็ก แต่ไม่ควร เล็กกว่า 12 พอยด์ 1.2 ควรใช้ตัวอักษรสีเข้มบนพื้นสีอ่อน ดีกว่าตัวอักษรสีอ่อนบนพื้นเข้ม 1.3 ควรใช้แบบอักษรเพียง 1-2 แบบ 1.4 การวางข้อมูลต้องค านึงถึงล าดับการอ่านให้ถูกต้อง 1.5 ควรเว้นพื้นที่ว่างไว้เพื่อไม่ให้มีข้อความมากเกินไปเพราะจะท าให้ น่าเบื่อ กกกกกกกองค์ประกอบที่ 4 ภำพสถำนที่หลัก และตรำสัญลักษณ์ 1.1 ภาพสถานที่หลัก อาจน ามาเป็นภาพประกอบในหน้าแรกของแผ่นพับได้ 1.2 ตราสัญลักษณ์ควรอยู่ด้านหน้าแผ่นพับรวมกับพาดหัวหรือภาพ ประกอบหลัก 1.3 ควรมีตราสัญลักษณ์ในตอนท้ายของแผ่นพับด้วยเพื่อเป็นการย้ า เตือนถึงสัญลักษณ์ของเรื่องนั้น
116 6.5 ข้อดีของแผ่นพับ กกกกกก ก ข้อ 1 ผลิตและปรับปรุงได้ง่าย กกกกกก ก ข้อ 2 เพิ่มโอกาสให้กับการขาย กกกกกกก ข้อ 3 สร้างความน่าเชื่อถือ กกกกกกก ข้อ 4 ลดต้นทุน ลดเวลา ในการตอบค าถาม กกกกกกก ข้อ 5 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต กกกกกกก ข้อ 6 ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ผู้อ่านสามารถอ่านซ้ าได้เมื่อต้องการ กกกกกกก ข้อ 7 น าไปใช้ได้ในหลายวัตถุประสงค์ 6.6 ข้อควรค ำนึงในกำรออกแบบแผ่นพับ กกกกกกก ข้อ 1 หน้าแรกของแผ่นพับต้องออกแบบให้สวยงาม สะดุดตา และน่าหยิบอ่าน กกกกกกก ข้อ 2 จัดเรียงล าดับเนื้อหาให้เหมาะสม เพราะแผ่นพับไม่มีเลขหน้าก ากับ ผู้อ่านอาจ กกกกกกก สับสนได้ควรจัดท าโครงร่าง (Layout) การน าเสนอเนื้อหา ภาพกราฟิกประกอบ กกกกกกก ข้อ 3 ควรพับง่าย ไม่ซับซ้อน หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นพับที่มีหลายหน้า เพราะจะท าให้อ่านยาก กกกกกกก ข้อ 4 น าเสนอข้อมูลให้จบในแต่ละส่วนที่พับ หากจ าเป็นต้องข้ามส่วน ควรออกแบบให้ กกกกกกก สะดวกหรือต่อเนื่อง เข้าใจง่าย กกกกกกก ข้อ 5 ภาพหรือกราฟิกที่ใช้ประกอบ ควรส่งเสริมหรือสอดคล้องกับเนื้อหา กกกกกกก ข้อ 6 ใช้หลักองค์ประกอบศิลป์ช่วยออกแบบ กกกกกกกกล่าวโดยสรุปว่า หลักการทั่วไปการออกแบบแผ่นพับ มี 2 เรื่องที่ส าคัญ คือ (1) สิ่งที่ต้องก าหนด และวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ และ (2) องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบ แผ่นพับ และสิ่งที่ต้องก าหนดและวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ มี 4 ข้อ ดังนี้(1) การก าหนดขนาด และรูปแบบของแผ่นพับ (2) การก าหนดลักษณะการส่ง (3) การก าหนดกระดาษ และ (4) การก าหนด ล าดับของการอ่านตามลักษณะของแผ่นพับ กิจกรรมท้ำยบท 1. กิจกรรมที่ 1 แบบทดสอบวัดควำมรู้ เรื่อง กำรสืบสำน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร ค ำชี้แจง แบบทดสอบฉบับนี้มีจ านวน 10 ข้อ มี 4 ตัวเลือก ให้นักศึกษาเลือกค าตอบถูกต้องที่สุด เพียงข้อเดียว 1. มัคคุเทศก์(Guide) หมายถึงข้อใด ก. ผู้น าท้องถิ่น ข. ผู้น าชุมชน ค. หัวหน้าครอบครัว ง. ผู้น าชมสถานที่ต่าง ๆ 2. ข้อใดเป็นคุณสมบัติส าคัญของมัคคุเทศก์อาสา ก. ท างานด้วยความสมัครใจไม่ใช่ด้วยการถูกบังคับหรือเป็นเพราะหน้าที่ ข. ท างานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม หรือสาธารณประโยชน์ ค. ท าโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นเงินหรือสิ่งของมีมูลค่าแทนเงิน ง. ถูกทุกข้อ
117 3. ข้อใดกล่าวถูกต้องในการเป็นมัคคุเทศก์ที่ดี ก.มนุษยสัมพันธ์ดี/บุคลิกภาพดี/ความรู้ดี/มีความรักงาน/มีศิลปะในการพูด ข.มีความรักในงาน/มีมนุษยสัมพันธ์ดี/กล้าแสดงออก/เชื่อมั่นในตนเองสูง ค.มีศิลปะในการพูด/มีความรอบรู้ทุกเรื่อง/เชื่อมั่นในตนเองสูง ง.ความรู้ดี/พูดคุยเก่ง/มีความมั่นใจในตัวเอง/กล้าแสดงออก 4. จิตอาสา หมายถึงข้อใด ก.ท าประโยชน์เพื่อสังคม ข.ข้อปฏิบัติที่ดี ค.ค่านิยมที่ดีในสังคม ง.การมีจิตส านึกต่อสังคม 5.จิตส านึก หมายถึงข้อใด ก.ส านึกของบุคคลที่มีต่อส่วนรวม ข.สิ่งที่มีหน้าที่รู้ คิดและนึก ค.เป็นภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว ง.การเสนอตัวเข้ารับท าสิ่งที่เป็นประโยชน์ 6. ข้อใดแสดงถึงการที่บุคคลนั้นๆไม่ได้มีจิตอาสา ก.การประหยัดน้ า ข.ดูแลรักษาสาธารณสมบัติ ค.งดเว้นการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ง.งดเว้นการกระท าที่ส่งผลเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น 7.การกระท าในข้อใดที่แสดงว่า เป็นผู้มีจิตสาธารณะ ก.อุ้ม ไปชมคอนเสิร์ตกับเพื่อน ข.ออย ตั้งใจฟังบทวิเคราะห์ข่าวสังคม ค.ขวัญ ไปช่วยโรงเรียนปลูกต้นไม้รอบโรงเรียน ง.เนม ซักเสื้อผ้าและท างานบ้านทุกวัน 8.วันกองทัพเรือตรงกับวันที่เท่าไร ก. วันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปี ข. วันที่ 20 พฤษภาคมของทุกปี ค. วันที่ 20 กรกฎาคม ของทุกปี ง. วันที่ 20 กันยายนของทุกปี 9. สิ่งใดที่ห้ามท าโดยเด็ดขาดในการสัการะ“เสด็จเตี่ย”หรือ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์คือการกระท าตามข้อใด ก. การน าพวงมาลัยไปสวมบนพระเศียร และถวายเนื้อวัวและหมู ข. การน าดอกกุหลาบสีแดงไปถวาย ค. พวงมาลัยดอกมะลิ ง. การจุดประทัด
118 10.อาหารที่“เสด็จเตี่ย”หรือ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์โปรดเป็นพิเศษ คือ ก.ขนมจีนน้ ายากะทิ ข.ขนมจีนน้ ายาป่า ค.ขนมจีนน้ าพริก ง.ขนมจีนแกงเขียวหวาน 2. กิจกรรมที่ 2 เรื่อง กำรสืบสำน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร ใบงำนที่ 1 ค ำสั่ง ให้นักศึกษำตอบค ำถำมต่อไปนี้ 1.ให้นักศึกษาบอกถึงประวัติความเป็นมาและความส าคัญของวันกองทัพเรือ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.ให้นักศึกษาบอกถึงประวัติความเป็นมาและความส าคัญของวันอาภากร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ใบงำนที่ 2 ค ำสั่ง 1.ให้นักศึกษาท าแผ่นพับประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพรส่งครู คนล่ะ 1 ใบ ขนาด A4 ส่ง ครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
119 บรรณำนุกรม
120 บรรณำนุกรม กองทัพเรือ.สืบค้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 จาก https://www.navy.mi.th/index.php/history/detail/history_id/ กรมหลวงชุมพร สืบค้นเมื่อ 11 มกราคม 2564 จาก https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/ กรมหลวงชุมพร สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 จาก https://th.wikipedia.org “เกียรติยศ..รำชนำวี” สุดยอดสำรคดีวันกองทัพเรือ สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จาก YouTube คเณศ กังวำนสุรไกร และโดม ไกรปกรณ์. “ปั้นดินขึ้นรูป: การประกอบสร้างความน่าเชื่อถือต่อเรื่อง เล่าอิทธิปาฏิหาริย์ในพระประวัติของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พ.ศ. 2496–2503.” วารสาร ไทยศึกษา 16, 1 (มกราคม–มิถุนายน 2563): 129–163. มูลนิธิวิกิมีเดีย : พระประวัติพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สืบค้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ พระประวัติพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 จาก http://www.seal2thai.org/etc/chumporn/ วำรสำรนำวิกศำสตร์, สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 http://www.navy.mi.th/navic/document/910505a.html วันกองทัพเรือ. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จาก https://taobaocargo.com/knowledge/view/id/286 วันนี้ในอดีต. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จาก https://www.silpa-mag.com/this-day-inhistory/article_13094 วันอำภำกร. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 [http://www.navy.mi.th/royal/Abhakara/t11.htm ค าประกาศพระเกียรติคุณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในโอกาสวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ "วันอาภากร" 19 พฤษภาคม 2542] ศำลและอนุสำวรีย์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จาก https://pantip.com/topic/30995256 “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรฯ ตอนที่ 34 – “หมอพร” สืบค้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 จาก https://www.sarakadee.com/2022/01/27/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD% E0%B8%9E%E0%B8%A3/ “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรฯ ตอนที่ 38 – “ทหำรกองหนุน” สืบค้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_31726
121 สมศรี, จีนสุข เรื่อง ความเชื่อและพิธีกรรมของทหารเรือและประชาชนทั่วไปที่มีต่อพระอนุสาวรีย์พล เรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2002 Dhonburi Rajabhat University. Office of Academic Resources And Information Technology. สื่อกำรสอนกำรจัดรำยกำรน ำเที่ยวในฐำนะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จาก YouTube
122 ภำคผนวก
123 ภำคผนวก ก เฉลยกิจกรรมท้ำยบท
124 เฉลยแบบทดสอบท้ำยบท แบบทดสอบบทที่ 1 เฉลย 1.ง 2.ข 3.ก 4.ก 5.ก 6.ก 7.ง 8.ค 9.ข 10.ค แบบทดสอบบทที่ 2 เฉลย 1.ข 2.ค 3.ง 4.ข 5. ค 6.ข 7.ข 8.ค 9.ก 10.ง แบบทดสอบบทที่ 3 เฉลย 1.ค 2.ข 3.ค 4.ก 5.ง 6 ค 7.ก 8.ค 9.ก 10.ข แบบทดสอบบทที่ 4 เฉลย 1.ง 2.ก 3.ก. 4.ง 5. ก 6.ง 7.ข 8.ค 9.ง 10.ค แบบทดสอบบทที่ 5 เฉลย 1.ง 2. ง 3. ก 4. ก 5. ก 6. ค 7. ค 8. ก 9. ก 10. ค
125 ภำคผนวก ข ค ำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมกำรจัดท ำหนังสือเรียน
126 ค ำสั่ง ศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยอ ำเภอสัตหีบ ที่ 259 /2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมกำรจัดท ำหนังสือเรียนวิชำเลือกกรมหลวงชุมพร สค2300132 ............................................ ด้วยศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยอ ำเภอสัตหีบ จะด ำเนินกำรจัดท ำ หนังสือเรียนรำยวิชำเลือกกรมหลวงชุมพร สค2300132 ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น จ ำนวน 2 หน่วย กิต เพื่อใช้ส ำหรับกำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมหลักสูตรกำรศึกษำนอกระบบ ระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 เพื่อให้กำรด ำเนินกำรพัฒนำหลักสูตรในครั้งนี้มีเนื้อหำสำระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน และสอดคล้องตำมหลักสูตรและบริบทของสถำนศึกษำ จึงแต่งตั้งคณะกรรมกำรจัดท ำหนังสือเรียน ดังต่อไปนี้ 1. คณะกรรมกำรอ ำนวยกำร ประกอบด้วย 1.1 นำงสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ ำนวยกำร กศน.อ ำเภอสัตหีบ ประธำนกรรมกำร 1.2 นำงสุพัด น ำเจริญลำภ ครูช ำนำญกำร กรรมกำร 1.3 นำยทัพพเทพ อรเนตร ครูผู้ช่วย กรรมกำร 2. คณะกรรมกำรปฏิบัติกำร ประกอบด้วย 2.1 นำงสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ ำนวยกำร กศน.อ ำเภอสัตหีบ ประธำนกรรมกำร 2.2 นำงสุพัด น ำเจริญลำภ ครูช ำนำญกำร รองประธำนกรรมกำร 2.3 นำงสุจินดำ บุพนิมิตร ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.4 นำยวีรำกร มณีทรัพย์สุคนธ์ ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.5 นำงสำวสุภำวดี บำงโสก ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.6 นำงสุภำภรณ์นวมมำ ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.7 นำงสำวเกษนีย์ เดชรักษำ ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.8 นำงสำวประวีณำ ดำวมณี ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.9 นำงสำวสุรภำ เชำวันดี ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.10 นำงสำวปำร์ยพิชชำ เจริญศรี ครู กศน. ต ำบล กรรมกำร 2.11 นำงสำวฐิติมำ ณ ล ำพูน ครู ศรช. กรรมกำร 2.12 นำงสำวกุสุมำ เพชรสีนวล ครู ศรช. กรรมกำร 2.13 นำงสำวนวลจันทร์ นำครักษ์ ครู ศรช. กรรมกำร 2.14 นำงสำวอำธิสำ สุขโขเจริญ ครู ศรช. กรรมกำร 2.15 นำงสำวเสำวนีย์ สันติวงศ์ ครู ศรช. กรรมกำร 2.16 นำงสำวทัตพิชำ นนท์ลือชำ ครู ศรช. กรรมกำร 2.17 นำงปิยวดี เตชะวงศ์ ครู ศรช. กรรมกำร /2.18 นำงไพลิน...
127 2.18 นำงไพลิน ทรัพย์ประเสริฐ ครูผู้สอนคนพิกำร กรรมกำร 2.19 นำงสำวศิริทรัพย์ กิตติภิญโญวัฒน์บรรณำรักษ์ กรรมกำร 2.20 นำงสำวพรทิพย์ พลอยประไพ บรรณำรักษ์อัตรำจ้ำง กรรมกำร 2.21 นำงภัทชำ เอี่ยมอำษำ ครูอำสำสมัคร กศน. กรรมกำร ๒.๒๒ นำยทัพพเทพ อรเนตร ครูผู้ช่วย กรรมกำรและเลขำนุกำร ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมกำรตำมค ำสั่ง ปฏิบัติหน้ำที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์และบังเกิดผลดี ต่อทำงรำชกำร ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวำคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 ธันวำคม พ.ศ. 2563 (นำงสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์) ผู้อ ำนวยกำรศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยอ ำเภอสัตหีบ
128 ภำคผนวก ค ประกำศอนุญำตใช้หนังสือเรียน
129 ประกาศ กศน.อ าเภอสัตหีบ เรื่อง การอนุญาตใช้หนังสือเรียน ตามที่สถานศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้มีการจัดท าหลักสูตรรายวิชาเลือก สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อให้นักศึกษาได้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร จึงได้จัดท า หนังสือสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร เป็นสื่อการเรียนรู้ ตลอดจนได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากคณะกรรมการวิชาการของศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ แล้วในด้านความถูกต้องของเนื้อหาหนังสือเรียนที่มี ความสัมพันธ์ สอดคล้องกับเนื้อหาของหลักสูตรดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรรายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ช่วยให้นักศึกษามีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อหลักสูตรนี้ จึงอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นสื่อการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ ตั้งแต่ภาคเรียน ที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ (นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์) ผู้อ านวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ
130