45 ใบงำนที่ 1 ค าชี้แจง จงตอบค าถามต่อไปนี้ให้สมบูรณ์ ก1. พระปรีชาสามารถและผลงานของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีด้าน ใดบ้าง ค าตอบ ............................................................................................................................. ............................................ ......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ................. 2. จงบอกถึงคุณค่าและความส าคัญของพระปรีชาสามารถและผลงานในด้านต่างๆของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ค ำตอบ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................
46 บทที่ 3 พระรำชกรณียกิจ กรมหลวงชุมพร สำระส ำคัญ 1.พระรำชกรณียกิจของกรมหลวงชุมพร พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงได้รับสมัญญาเป็น องค์บิดาแห่ง กองทัพเรือ ซึ่งทหารเรือยกย่องและเทิดทูนพระเกียรติคุณอย่างสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงริเริ่ม วางรากฐานกิจการทหารเรือและน าความเจริญมั่นคงและรุ่งเรืองมีสมรรถภาพสู่กองทัพเรือเป็นที่ประจักษ์ ทั่วไป ท าให้ทัพเรือไทยทันสมัยมีมาตรฐาน และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศ กองทัพเรือจึง ก าหนดให้ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันอาภากร ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน 1.1 ด้ำนกำรทหำร พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ เป็นเจ้านายพระองค์แรก ที่ส าเร็จ การศึกษา วิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงมีจุดประสงค์ อันแรงกล้าที่จะฝึก ให้ ทหารเรือไทย เดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และ สามารถท าการรบ ทางเรือได้เนื่องจากในอดีต ประเทศไทย ได้ว่าจ้างชาวต่างชาติ มาเป็นผู้บังคับการเรือ มาโดยตลอด แม้แต่ในคราวที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสฯ ยุโรปครั้งแรก ก็ยังได้ว่าจ้าง " กัปตันคัมมิ่ง" และคณะนายทหาร เรือ อังกฤษ เป็นผู้เดินเรือ ภายหลังจากที่พล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ส าเร็จ การศึกษา และเข้ารับราชการ ทหารเรือแล้ว พระองค์ได้แก้ไข ปรับปรุงระเบียบการ ในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ และริเริ่มการใช้ ระบบการปกครองบังคับบัญชา ตามระเบียบ การปกครอง ในเรือรบ คือการแบ่งให้นักเรียนชั้นสูง บังคับบัญชารองลงมา นอกจากนี้ยังทรงจัดเพิ่ม วิชาส าคัญส าหรับ ชาวเรือขึ้นเพื่อให้ส าเร็จการศึกษา สามารถเดินเรือ ทางไกลในทะเลน้ าลึกได้คือ วิชา ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ การเดินเรือเรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ 1.2 ด้ำนกำรแพทย์ พระองค์ศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทรรศน์มาส าหรับตรวจโรค มีห้องพิเศษเรียกว่า ห้อง เคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ชอบทดลอง มีการค้นคว้าแก้โรคต่าง ๆ เล่นแร่แปรธาตุ สกัดตัวยาจากสมุนไพร เครื่องสกัดตัวยานี้ท ามาจากต่างประเทศ ห้องเคมีเล็กก็จริง แต่ลงทุนมาก มีตัวยาอันตรายและส าคัญ เป็นยา ผงน้ ากรด น้ ากลั่น และตัวยาสกัดออกมาใส่ขวดปิดฉลากภาษาไทย ภาษาต่างประเทศเต็ม 4 ตู้ ลูก 4 คน (หม่อมเจ้าสมรบ าเทอง หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง หม่อมเจ้าด าแคงฤทธิ และหม่อมเจ้าครรชิตพล) จะรักษา กุญแจคนละตู้ ห้องนั้นลั่นกุญแจเสมอ ทรงถือกุญแจเอง ทรงงานเดี่ยวบ้าง กับแพทย์ชาวต่างประเทศบ้าง มี ลูก ๆคอยรับใช้ ทรงแต่งองค์อย่างหมอฝรั่ง มีผ้ากันเปื้อน ลูก ๆ เป็นผู้ช่วยก็แต่งตัวเรียบร้อยอย่างเดียวกัน เครื่องกลั่น ใช้การได้ดี นอกจากสกัดสมุนไพรแล้ว ยังเคยสกัดดอกไม้มาท าน้ าหอมอีกด้วย พระองค์ทรง หมกมุ่นอยู่กับการแยกธาตุ และทดลองทั้งวัน ถึงแม้จะทรงช านิช านาญในกิจการแพทย์ ฝ่ายแผนโบราณ แล้วก็ตาม แต่จะไม่ทรงยินยอมรักษาใครเป็นอันขาด จนกว่าจะได้รับการทดลองเป็นที่แม่นย าแล้วว่าเป็นยา รักษาโรคชนิดพื้น ๆ ให้หายขาดได้อย่างแน่นอน ทรงทดลองให้สัตว์เล็ก ๆ กินก่อน เมื่อสัตว์เล็ก กินหาย ก็
47 ทดลองสัตว์โต เมื่อสัตว์โตหายจึงทดลองกับคน แล้วจึงประกาศอย่างเปิดเผยว่า ทรงรักษาโรคนั้นโรคนี้ ให้ หายขาดได้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง 1. บอกถึงความส าคัญของพระราชกรณียกิจ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขอบข่ำยเนื้อหำ 1. พระราชกรณียกิจทางด้านการทหาร 2. พระราชกรณียกกิจทางด้านการแพทย์ สื่อประกอบกำรเรียนรู้ 1. สื่อเอกสาร ได้แก่ 1.1 ใบความรู้ 1.2 ใบงาน 2. สื่อแหล่งเรียนรู้ในชุมชน 2.1 ฐานทัพเรือสัตหีบ อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 2.2 ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" อ าเภอสัตหีบ (ห้องสมุด กศน.อ าเภอสัตหีบ เรื่องที่ 1 พระรำชกรณียกิจทำงด้ำนกำรทหำร 1. ทำงด้ำนกำรทหำร ในปี พ.ศ. 2436 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศ อังกฤษ พร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงด ารงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ใน พ.ศ. 2439 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ต่อจากนั้นได้ทรงศึกษาต่อใน มหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรง ศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ เป็น เจ้านายพระองค์แรก ที่ส าเร็จการศึกษา วิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงมีจุดประสงค์ อันแรงกล้าที่จะฝึก ให้ทหารเรือไทย เดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ และ สามารถท าการรบ ทางเรือ ได้เนื่องจากในอดีต ประเทศไทย ได้ว่าจ้างชาวต่างชาติ มาเป็นผู้บังคับการเรือ มาโดยตลอด แม้แต่ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสฯ ยุโรปครั้งแรก ก็ยังได้ว่าจ้าง " กัปตันคัมมิ่ง" และคณะ นายทหาร เรืออังกฤษ เป็นผู้เดินเรือ ภายหลังจากที่พล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ ส าเร็จการศึกษา และเข้ารับราชการ ทหารเรือแล้ว พระองค์ได้แก้ไข ปรับปรุงระเบียบการ ในโรงเรียน นายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ และริเริ่มการใช้ ระบบการปกครองบังคับบัญชา ตามระเบียบ การ ปกครองในเรือรบ คือการแบ่งให้นักเรียนชั้นสูง บังคับบัญชารองลงมา นอกจากนี้ยังทรงจัดเพิ่ม วิชาส าคัญ ส าหรับชาวเรือขึ้นเพื่อให้ส าเร็จการศึกษา สามารถเดินเรือ ทางไกลในทะเลน้ าลึกได้คือ วิชา ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ การเดินเรือเรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ ในปี พ.ศ. 2443 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงส าเร็จการศึกษาและเสด็จกลับสู่ประเทศ ไทย ได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (ปัจจุบันเทียบเท่า นาวาตรี) ทรงปรับปรุงกิจการทหารเรือ เริ่ม
48 จากทรงแก้ไขระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ และทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงเล็งเห็นความส าคัญกิจการทหารเรือไทย โปรดเกล้าฯ " ต่อมา ในปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจาก ราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นจึงมีโอกาสได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากต าราไทย ทรงเขียน ต าราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองและรับรักษาโรคให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า จึงได้ สมญ าว่า "หมอพร" อีก 6 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2460 ประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในต าแหน่ง เจ้ากรมจเรทหารเรือและด ารงต าแหน่ง เสนาธิการทหารเรือ ในปี พ.ศ. 2461 ตามล าดับ ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะมีพระบรมราชโองการให้ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม เมื่อพ.ศ. 2448 และ สมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ เสด็จ เปิดโรงเรียนนายเรือในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ทรงเป็นผู้วางโครงการจัดตั้งฐาน ทัพเรือที่สัตหีบ, ทรงท่าแผนการทัพเรือ,ทรงจัดการศึกษาทางยุทธวิธีกระบวนรบในกองทัพเรือ ให้เรียบร้อย ยิ่งขึ้น, ปี พ.ศ. 2453 เป็นแผ่นดินของรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯให้ทรงด ารงต าแหน่งผู้ช่วยเสนาบดี และทรงให้ยก “กรม ทหารเรือ” ขึ้นเป็น “กระทรวง ทหารเรือ” อีกด้วย ปี พ.ศ. 2460 ได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศเป็น นายพลเรือไทย และได้ทรง เลื่อนยศขึ้นเป็นนายพลเรือเอกในปีเดียวกัน, ทรงเป็นผู้แทนคณะกรรมการราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยามใน พระบรมราชูปถัมภ์ออกไปจัดซื้อเรือรบหลวงพระร่วง ณ ประเทศ อังกฤษ และทรง เป็นผู้บังคับการเรือน่า เรือรบหลวงพระร่วงเข้ามาสู่กรุงเทพพระมหานครโดยสวัสดิภาพ,พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศเป็น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 และทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวง ทหารเรือ เมื่อครั้งที่ทรงด ารงต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือในปี พ.ศ. 2465 ได้กราบบังคมทูลพระราชบิดา ขอพระราชทานที่ดินบริเวณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อตั้งเป็นฐานทัพเรือ อันเป็นรากฐานส าคัญต่อการพัฒนา กองทัพเรือ ต่อมาในปี 2462 พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ โดยน าเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทย เดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ที่ส าคัญพระองค์ทรง เป็นหัวเรี่ยวหัวเเรงที่ส าคัญที่ท าให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงเห็นความส าคัญ และโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อ วันที่ 20 พ.ย. 2449 ท าให้กิจการ ทหารเรือมี รากฐานมั่นคง กองทัพเรือจึงยึดถือวันดังกล่าวของทุกปีเป็น "วันกองทัพเรือ”จากการที่พระองค์ ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ ที่เล็งเห็นการไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอ าเภอสัตหีบ เพื่อสร้างเป็นฐานทัพเรือเนื่องจากทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าว ที่มีขนาดใหญ่ น้ าลึกเหมาะ แก่การฝึกซ้อม ยิงตอร์ปิโดได้และเกาะน้อยใหญ่ ที่รายล้อมรอบสามารถบังคับคลื่นลมได้เป็น อย่างดี อีกทั้ง เรือภายนอกเมื่อแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย นอกจากพระองค์ ทรงเป็นนัก ยุทธศาสตร์แล้ว ด้านการแพทย์พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง และเสด็จไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับประชาชนด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าเป็นคนไทยหรือคนจีน จนกระทั่งชาวจีนย่านส าเพ็ง มีความซาบซึ้ง ในพระกรุณาธิคุณ และได้เรียกพระองค์ท่านว่า "เตี่ย" ซึ่งหมายถึง “พ่อ” ท าให้ในเวลาต่อมาทหารเรือได้ เรียกพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" ส าหรับในหมู่คนไข้ชาวไทย ที่พระองค์รักษานั้น มักจะเรียกขานนามพระองค์ว่า "หมอพร" เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 เนื่องจากพระองค์ท่านได้ทรงน าความเจริญก้าวหน้ามา สู่ กองทัพไทยอย่างอเนกอนันต์ เหล่าทหารเรือไทยจึงเคารพรักและพร้อมใจกันถวายพระเกียรติของพระองค์ ว่า “พระบิดำแห่ง รำชนำวีไทย”
49 พระอุปนิสัยและพระราชกรณียกิจพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงเป็น เจ้านายที่ไม่ถือ พระองค์เลย โปรดที่จะเข้าไปคลุกคลีกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่าง ใกล้ชิดสนิทสนม บางครั้ง ก็โปรดที่จะพบปะ วิสาสะกับราษฎรสามัญโดยปลอมพระองค์เป็น ราษฎรธรรมดาแล้วเสด็จไปตามสถานที่ ต่าง ๆ เช่น โรงยา ฝิ่น โรงขายสุรา และโรงบ่อน ท่าให้พระองค์ทรงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี เป็นที่พอพระราช หฤทัยของสมเด็จพระบรมชนกนาถอย่างยิ่ง ในทางพุทธศาสนาพระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธามาก ถึงกับทรง ขอเป็นศิษย์ของหลวง พ่อศุขวัดมะขามเฒ่า ( พระครูวิมลคุณากร ) จังหวัดชัยนาท อาจารย์ท่านนี้อยู่เสมอ ทรงสร้าง กุฏิไว้ในวังของ พระองค์เพื่อเป็นที่พักอาศัยในคราวที่พระอาจารย์ลงมากรุงเทพฯ การฝึกหัดอบรม นักเรียนนายเรือเมื่อครั้ง พระองค์ทรงด ารงต าแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้สั่งสอนอบรม นักเรียน นายเรือด้วย พระองค์เองโดย ตลอดได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง เช่น การหัดแถว หัดยิงปืนใหญ่ สนาม การขึ้นเสา ลงเสา การติดพรวน แต่งพรวน ฯลฯ พระองค์ทรงฝึกให้นักเรียนมีจิตใจ เข้มแข็ง และไม่กลัวโดยไม่มีเหตุผล ทรงดูแลทุกข์สุขของนักเรียนอย่าง ใกล้ชิด ทรงเสวยอาหาร เหมือนกับคนอื่น ๆไม่มีพิเศษแต่อย่างใด ทรง เคยรับสั่งว่า “ฉันก็เป็นทหารคนหนึ่ง เหมือนกัน จะกินอาหารพิเศษดีกว่าเพื่อนทหารทั้ง หลายไม่ได้” พระองค์ทรงโปรดกีฬามาก และมักให้ทหาร ทุกคนเล่นกีฬาเมื่อเลิกจากงานแล้ว ท่าให้ทหารมีสุขภาพ แข็งแรง และเป็น การปลูกฝังให้ทหาร ทุกคนมีน้ าใจ เป็นนักกีฬาอีกด้วย กีฬาที่โปรดให้เล่นคือ งูกินหาง ชก มวยทะเล แข่งเรือในทะเล และให้ทหาร ตีกรรเชียงแข่ง กันเป็นคู่ ๆ พระกรณียกิจ ที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พระองค์ทรงเป็น ผู้ริเริ่มตั้งแผนกฌาปนกิจขึ้นในราชนาวิกสภาอีกแผนกหนึ่ง โดยให้ สมาชิกชั้นสามัญ สัญญาบัตร เสียเงินค่าบ ารุง คนละ 2 บาท พระองค์ทรงเป็น สมาชิกหมายเลขหนึ่งของแผนกนี้ ทรงได้ตั้ง ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับทหารกองเกียรติยศ เพื่อเคารพศพตามชั้นของนายทหารวายชนม์ ซึ่งทางราชการ กองทัพเรือได้ถือปฏิบัติมาจนตราบ ทุกวันนี้
50 เรื่องที่ 2. พระรำชกรณียกกิจทำงด้ำนกำรแพทย์ 2. ทำงด้ำนกำรแพทย์ “วิชาหมอไม่มีที่สิ้นสุดลงว่าเพียงใด ต าราที่ท่านวางไว้เฉพาะแต่ความรู้เพียงเท่านั้น จะถือเอาเป็น ที่สุดยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นหมอ จึงต้องสะสมต ารับต ารา สืบเสาะ ศึกษา ก าหนดจดจ าไว้เสมอไปจึง จะเป็นหมอดีได้” หมอพร ในขณะที่ นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ทรงด ารงต าแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรืออยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออกจาก หน้าที่ราชการประจ าเป็นนายทหารกองหนุน ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนั้นกรมหมื่น ชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีพระชันษาเพียง 30 ปีเท่านั้น ระหว่างที่กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ถูกออกจาก ราชการนั้น พระองค์ทรงคิดว่าการเป็นหมออาจจะช่วยชีวิตคนยากจนเป็นการกุศลที่ดีที่สุด ความจริงแล้ว พระองค์โปรดการเป็นหมอ มาตั้งแต่พระโอรสและพระธิดายังเล็ก ๆ เสด็จไปทะเล เข้าป่า ขึ้นเขา แล้วทรง เก็บสมุนไพรมาด้วยทุกครั้งสอนให้ลูก ๆ ช่วยเก็บหอบเอามาลงเรือด้วย เพื่อเอาไปท ายาแก้ไข้ แก้โรคต่าง ๆ ทุกครั้งต้องช่วยกันหอบหิ้วพระองค์เอาอาจารย์ป๊อดไปด้วย เป็นหมอยาไทย ท่านไม่ได้ทรงท าเอง เพราะไม่มี เวลา ต้องไปฝึกสอนทหารเรือพระองค์ได้เสด็จไปหาพระยาพิษณุประสาทเวช (คง ถาวรเดช) หัวหน้าหมอ หลวงฝ่ายยาไทย ขอเป็นลูกศิษย์ท่านก็ยินดีถ่ายทอดความรู้ให้ นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์อื่น ๆ อีกหลาย คน เช่น หมอ “โบโตนี่” ชาว อิตาเลียน หมอ “มิตตานี่” ชาวญี่ปุ่น หมอที่เป็นพระชื่อ “อาจารย์ป๊อต” ซึ่ง ลูก ๆ ของพระองค์เรียกว่า “หลวงลุง”พระองค์ศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทรรศน์มาส าหรับตรวจ โรค มีห้องพิเศษเรียกว่า ห้องเคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ชอบทดลอง มีการค้นคว้าแก้โรคต่าง ๆ เล่นแร่แปร ธาตุ สกัดตัวยาจากสมุนไพร เครื่องสกัดตัวยานี้ท ามาจากต่างประเทศ ห้องเคมีเล็กก็จริง แต่ลงทุนมาก มีตัว ยาอันตรายและส าคัญ เป็นยาผงน้ ากรด น้ ากลั่น และตัวยาสกัดออกมาใส่ขวดปิดฉลากภาษาไทย ภาษาต่างประเทศเต็ม 4 ตู้ ลูก 4 คน (หม่อมเจ้าสมรบ าเทอง หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง หม่อมเจ้าด าแคงฤทธิ และหม่อมเจ้าครรชิตพล) จะรักษากุญแจ คนละตู้ ห้องนั้นลั่นกุญแจเสมอ ทรงถือกุญแจเอง ทรงงานเดี่ยว บ้าง กับแพทย์ชาวต่างประเทศบ้าง มีลูก ๆ คอยรับใช้ ทรงแต่งองค์อย่างหมอฝรั่ง มีผ้ากันเปื้อน ลูก ๆ เป็น ผู้ช่วยก็แต่งตัวเรียบร้อยอย่างเดียวกัน เครื่องกลั่น ใช้การได้ดี นอกจากสกัดสมุนไพรแล้ว ยังเคยสกัดดอกไม้ มาท าน้ าหอมอีกด้วย พระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่กับการแยกธาตุ และทดลองทั้งวัน ถึงแม้จะทรงช านิช านาญใน กิจการแพทย์ฝ่ายแผนโบราณแล้วก็ตาม แต่จะไม่ทรงยินยอมรักษาใครเป็นอันขาด จนกว่าจะได้รับการ ทดลองเป็นที่แม่นย าแล้วว่าเป็นยารักษาโรคชนิดพื้น ๆ ให้หายขาดได้อย่างแน่นอน ทรงทดลองให้สัตว์เล็ก ๆ กินก่อน เมื่อสัตว์เล็ก กินหาย ก็ทดลองสัตว์โต เมื่อสัตว์โตหายจึงทดลองกับคน แล้วจึงประกาศอย่างเปิดเผย ว่า ทรงรักษาโรคนั้นโรคนี้ให้หายขาดได้สมุนไพรที่ขายกันมีแท้บ้างไม่แท้บ้าง รับสั่งว่าที่หาได้ในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยแท้ จึงเสด็จเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพรกับเจ้ากรมรังษี (รังษี ค าอุไร - หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) และ อาจารย์ป๊อต ต้องปีนเขาท่องป่าข้ามห้วย หนทาง ล าบาก กว่าจะได้ว่านยาที่แท้และดี ไปบางครั้งอย่างน้อย ไม่ต่ ากว่า 10 วัน บางทีเป็นเดือน เจ้ากรมรังษี และมหาดเล็กที่ตามเสด็จไปด้วยแต่งตัวกันอย่างคนพื้นเมือง ลักษณะเด่นของยาหมอพรจึงเป็นยาที่มีสรรพคุณสูง และ รักษาโรคต่าง ๆ ได้ดี ยาพวกนี้ใช้โกร่งรางเหล็ก บด แล้วใส่แร่งร่อนเอาผงยาที่ละเอียดปั้นเป็นเม็ด ทีแรกปั้นเห็น ไม่น่าดู จึงสั่งเครื่องจักรจากเมืองนอก เอา ยาใส่เครื่องจักรหมุนอัดออกมาเป็นเม็ด เครื่องจักรทันสมัยใช้ง่าย เด็ก ๆ ก็ท าได้ไม่ต้องออกแรง ลูก ๆ ถ้าไม่ ต้องไปโรงเรียนก็ช่วยผู้ใหญ่ท า เคยปรุงยาหอมชาย ตอนแรกไม่ขาย จะเอาไว้แจก แต่เกรงว่าเขาจะหาว่า
51 พระองค์ท่านจะเกลี้ยกล่อมคนไว้เป็นพวก จึงต้องขาย ซองที่ใส่ยาประทับตราพระอาทิตย์ชักรถ ราคาซอง ละสองสตางค์บ้าง ห้าสตางค์บ้าง กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงศึกษาและค้นคว้าจากต าราทั้งภาษาอังกฤษ และต าราแพทย์แผน โบราณภาษาไทย ต ารายาแผนโบราณเล่มที่ส าคัญที่สุดของพระองค์ คือ ต ารายาที่ทรงเขียนลงในสมุดข่อย ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าตรวจหาตามคัมภีร์เก่าที่เกือบจะสูญสิ้นอยู่แล้ว เขียนเสร็จใน ปี พ.ศ. 2458พระองค์ทรงตั้งชื่อต ารายาไทยสมุดข่อยเล่มนี้ว่า “พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณะกรรม แล ปัจจุบันนะกรรม” ในตอนแรกคนไข้ที่มารักษาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร วันหนึ่งคนไข้อยากรู้จักชื่อถาม หมอว่า “หมอชื่ออะไร” ทรงคิดอยู่นานไม่อยากดัง จึงทรงเรียกพระองค์เองว่า “หมอพร” แล้วรับสั่งว่าให้ เรียก “หมอพร”หมอพรเสด็จรักษาไม่เลือก ยาก ดี มี จน แม้แต่คนในส าเพ็ง บ้านกระจอกงอกง่อยพระองค์ ก็เสด็จไปรักษาให้ได้รถยนต์คันเล็กที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานเมื่อคราวไปท าสวนครัวที่พญาไท พระราชทานชื่อว่า “เอนกผล”(อาจจะเป็น “เอนกพล”) ใช้เป็นพาหนะไปตามซอก ตรอกเล็ก ตรอกน้อย โดยมากเสด็จล าพัง พวกคนจีนรู้จักมากและนิยมรักใคร่บูชามาก เมื่อผู้คนพากันรู้ว่า หมอพรรักษาโรคได้ ฉมังนัก จึงท าให้ร่ าลือและแตกตื่นกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนผู้คนพากัน ตั้งฉายาหมอพรว่า “หมอพรผู้วิเศษ” บ้าง “หมอเทวดา” บ้าง พระองค์ไม่โปรดให้ใครเรียกพระองค์ว่า“เสด็จในกรมฯ” หรือยกย่องเป็นเจ้านาย แต่ให้เรียกพระองค์ว่า “หมอพร” เมื่อมีประชาชนมาหาหมอพรให้รักษาก็ทรงต้อนรับด้วยไมตรีจิตและ รักษาให้โดยไม่คิดค่ารักษาแต่ประการใด นอกจากจะเชิญไปรักษาตามบ้าน ซึ่งเจ้าของไข้จะต้องหารถราให้ หมอพรเสด็จไปและกลับ ซึ่งโดยมากเป็นเพียงรถม้าเท่านั้น กิตติศัพท์เลื่องลือของหมอพร เป็นเหตุให้เพาะความนิยมในพระองค์ได้กว้างขวาง และกิตติศัพท์นี้ ก็ไปถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งท าให้พิศวงไม่น้อย เหมือนกับว่า พระเชษฐาของพระองค์ทรงเป็นผู้ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งทีเดียว ทั้งๆ ที่ยังหนุ่มแน่น พระชันษา 30 ปี เศษ ทหารเรือก็รักใคร่เรียก “เจ้าพ่อ” บัดนี้ประชาชนทั้งเมืองเลื่องลือกันว่าเป็นผู้วิเศษกันอีก ที่ส าคัญคือไม่ คิดเงินคิดทองคนไข้จึงท าให้วังของพระองค์ท่าน กลายเป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ต้อนรับผู้คนอย่างแน่นขนัด ขึ้นมา ทุกวันจะมีคนไปที่วังและทรงต้อนรับด้วยดีทุกคน เมื่อไปถึงก็พากันกราบกรานที่พระบาท ขอให้ “หมอพร” ช่วยชุบชีวิตคนเจ็บคนป่วยพระองค์ก็ทรงเต็มใจรักษาให้จนหายโดยทั่วกัน สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2457 ประเทศสยามเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยประกาศสงครามกับเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 เวลา 0000 วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือในต าแหน่งจเรทหารเรือ นับว่าพระองค์ทรงเป็นจเรทหารเรือ พระองค์แรก ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศสยามได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง และ เพราะทหารเรือยังขาด ผู้สามารถจริง ๆ อยู่ขณะนั้น วีรกรรม"ไร้ยศ" เมื่อคราวถูกปลดจากราชการ ของ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"
52 http://pikanasaya.blogspot.com/2014/04/blog-post_2.html?m=1 ใครที่เคยติดตามอ่านประวัติของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดื์ก็คงทราบดีอยู่ว่า ณ ช่วง ชีวิตหนึ่งของ "กรมหลวงชุมพร" ได้ถูก"พิษการเมือง" เรื่องข่าวลือว่าคิดเป็นกบฏต่อรัชกาลที่ 6 จนต้องตก เป็นจ าเลยในข้อครหา และน าพาไปสู่การถูกออกจากราชการในช่วงที่ทรงว่างจากงานราชการอยู่ 6 ปี ใน ระหว่างปี พ.ศ. 2454- 2460 นั้น มิได้ทรงนิ่งเฉยต่อไพร่ฟ้าประชาราษฎร์และได้ทรงประกาศตนเป็น "หมอ พร" คอยรักษาผู้เดือดร้อนโดยมิได้คิดค่ารักษาอยู่ร่ าไป http://pikanasaya.blogspot.com/2014/04/blog-post_2.html?m=1 วิชาการแพทย์ที่เสด็จในกรมทรงใช้รักษาชาวบ้านนั้นนับว่ามีความพิสดารล้ าลึก จนมีผู้นึกว่าพระองค์ทรงใช้ "คุณไสย" เข้าปัดเป่านจนบรรลุผล ดังเช่นที่คราวหนึ่งมีจีนย่านส าเพ็งมากราบพระบาทขอให้ไปช่วยรักษาพ่อ ที่เป็นฝีในท้องซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีอยู่ในสมัยนั้นว่าถ้าเป็นขึ้นมาก็ได้แต่ต้องเตรียมจองศาลาเอาไว้แต่เมื่อ พระองค์เสด็จไปถึงก็ปรากฎว่าโรคร้ายนั้นได้หายไปโดยฉับพลันเป็นอันว่าชื่อเสียงทางการแพทย์ของ พระองค์นั้นเลื่องชื่อระบือไกลไปทั่วทั้งพระนครความจริงต ารับวิชาแพทย์ของ "หมอพร" นั้นไม่ใช่ไสยศาสตร์ มนต์ด าที่ไหน
53 http://pikanasaya.blogspot.com/2014/04/blog-post_2.html?m=1 เพียงแต่เป็นความรู้ที่ท่านไปศึกษามาจากหลายครูหลายอาจารย์เท่านั้นเองเมื่อคราวที่เสด็จเป็นนักเรียนนาย เรือศึกษาวิชาทหารอยู่ที่ยุโรปก็คงได้ทรงศึกษาวิชาการแพทย์สมัยใหม่มาบ้างต่อจากนั้นก็ทรงได้ศึกษา วิชาการแพทย์แผนไทยจาก "พระยาพิษณุฯ" หัวหน้าหมอหลวงในราชส านักและยังได้รู้จักวิธีการน าสมุนไพร มา "เล่นแร่แปรธาตุ" จากหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า จนเอามาท าเป็นยาชนิดต่างๆ ได้อย่างชะงัด https://sites.google.com/site/lelavadee009/home/nwd-phaen-thiy ส าหรับสมุนไพรที่ทรงน ามาใช้ประกอบการรักษา เช่น ขิง - แก้ปวดหัว อาเจียน ช่วยย่อยอาหาร ปัสสาวะ ขัด ขมิ้นชัน - ลดกรด แก้อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะ มะระขี้นก - ลดน้ าตาลในเลือด แก้โรคเบาหวาน ตะไคร้- รักษาเกลื้อน ลดความดันโลหิต โรคนิ่ว ต ำลึง - แก้พิษแมลง แก้อักเสบคัน ใช้ต าพอกแผล ใบย่ำนำง - แก้ภูมิแพ้ ริดสีดวง ล าไส้อักเสบ พิษสุรา หัวไชเท้ำ - แก้นิ่วในไต ไตอักเสบ ไตวาย
54 http://www.thaihealth.or.th/Content/43547-"สมุนไพรไทย"%20เติบโตขึ้นกว่า% 2030%20.html ในวิชาแพทย์แผนโบราณนั้นมีการวางพื้นฐานร่างกายมนุษย์เหมือนกับโครงสร้างของจักรวาลและมี จุดแต่ละจุดประสานงานคล้ายดวงดาวนับล้านที่ ท าหน้าที่ส่องสว่างแก่โลก จุดต่างๆ เหล่านี้ถูกเชื่อมโยงด้วย "เส้น" "เส้น" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเส้นเอ็นดังที่วิชาการแพทย์สมัยใหม่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่เป็นเส้น "ปราณ" ที่ท าหน้าที่ "ประสาน" จุดต่างๆ เหล่านี้เหมือน "รูหนอน" อวกาศ ที่ท าหน้าที่ควบคุมสมดุลของ จักรวาล และดวงดาวนับล้าน นั้นก็เสมือนจ านวนเซลล์ที่ประกอบรวมกันเป็นร่างกายนั่นเอง http://thn245355social.blogspot.com/2016/09/blog-post_98.html?m=1 ภิกษุในสมัยพุทธกาลเข้าถึงองค์ความรู้ที่ล้ ายุคนี้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "อสุภกรรมฐาน" คือการ นั่งสมาธิในป่าช้า ใช้ดวงตาเพ่งมองศพที่มีคนทิ้งไว้แล้วค่อยๆ สลายไปตามกาลเวลาเพื่อให้พ้นจากกิเลส ตัณหาความยึดมั่นในร่างกายก็แล้วเมื่อสามารถเข้าใจถึงกระบวนการ "สลาย" ความเข้าใจเกี่ยวกับการ "ประสาน" ก็ย่อมมีขึ้นในเวลาเดียวกันฉะนั้นเมื่อพระมหาโมคคัลลานะถูกโจรทุบตีจนกระดูกแตกละเอียดจึง ยังสามารถเบียดกายลุกขึ้นนั่ง "ประสาน" แผลแลต่อเวลาชีวิตเพื่อไปถวายบังคมลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้" เส้น" ต่างๆ ในร่างกายนี้ในวิชานวดแผนโบราณท่านว่ามีถึง 72,000 เส้นทั่วร่าง
55 https://dokkaew.wordpress.com/2012/10/20/เส้นประธาน/ แต่เส้นที่ต่างท าหน้าที่เป็นหัวใจหลักนั้นมีอยู่ 10 เส้น ได้แก่.. อิทา ปิงคลา สุมนา คานธารี หัสติชีวา ปุสะ ยุสัสวิณี อะลัมภูสะ กุหุ สังขิณี และมีลม "สูรยะกลา นาภี" และ "จัทระกลา นาภี" ท าหน้าที่เสมือนพระ อาทิตย์และพระจันทร์ ที่ท าให้ช่วงกลางวันและกลางคืนของร่างกายนี้สมดุล บรรดามหาฤาษีที่มีความรู้ใน ท านองเดียวกันนี้ได้มีการน าเอาความรุ้ไปบูรณาการจนเกิดเป็นต าราท่า "ฤาษีดัดตน" ที่วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม หรือ "วัดโพธิ์" ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป มีทั้งหมด 13 ท่า ได้แก่ http://202.183.204.137/km/?p=6855 1. ยืดกายแบกฟ้า 2. วันทาขาเดียว 3. เหนี่ยวเท้าค้ าเข่า 4. มือท้าวดันขา 5. กดกายาค้ าดิน 6. เหยียบดินผลักโลก
56 7. โยกเข่ายื้อขา 8. ก้าวท่ายักษ์กุมภัณฑ์ 9. เหนียวกัณฐาดันเข่า 10. ศอกท้าวถ่างพับแข้ง 11. แสดงท่ากบลีลา 12. โอบหัตถารับเท้า 13. สลับเข่ายื้อศอก และได้มีกลบทบอกใบ้วิธีท าส าหรับเฉพาะคนที่มีพื้นฐานความรู้จะเข้าใจ ดังเช่นในท่า "กบลีล่า" ว่า ฤาษีวชิรรู้ศาสตร...สฤษฎิกาย กบแฮ ชื่อเทพมณโฑชาย...มากชู้ แก้ลมเข่าขาตาย...ตึงเมื่อย มึนเฮย เท้าหัตถ์ชันเข่าคู้...ท่าแม้น ชม้ายสิงห์ฯ http://oknation.nationtv.tv/blog/phaen/2007/09/21/entry-1 นอกจากนี้แล้ว เสด็จในกรมมักจะทรงประทาน "ค ากล่าว" สั้นๆ ให้ผู้ป่วยเพื่อช่วยเป็นก าลังใจ ระหว่างเยียวยารักษาเช่น "โอม สะตุ โลหิตัง" ซึ่งค าๆนี้ส าหรับผู้ที่ไม่รู้หลักเวยยากรณ์โบราณ ก็อาจปฏิเสธ ความเป็น "ภาษา"ของค าๆ นี้ไปโดยปริยายแต่แท้จริงแล้วหัวใจของค านี้คือ "สะตุ"เป็นค าไทยโบ ราณ หมายถึงการตกผลึกของสารธรรมชาติ เช่น ผลึกของเกลือในนาเกลือผู้ซึ่งมีความศรัทธาในตัวพระเจ้าบรม วงศ์เธอกรมหลวงชุมพรฯประกอบกับภาษาบาลีซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนาย่อมมีก าลังใจแข็งกล้าเพื่อสู้กับ "บาดแผลมีเลือดไหล"จนอาจท าให้หายได้ไวกว่าปกตินั่นเอง ภูมิความรู้โบราณเหล่านี้ ประกอบกับวิทยาการแพทย์สมัยใหม่จากยุโรปได้ถูกน ามา "บูรณาการ" ภายในห้อง Lab ส่วนพระองค์ที่ทรงจัดซื้อเครื่องมือแพทย์มาด้วยพระองค์เองเช่นนี้จึงกลายเป็น "ศาสตร์ ส่วนพระองค์" ที่ไม่มีแพทย์คนไหนในยุคนั้นจะเทียบฝีมือได้และยากจะหาผู้เจนจัดมาสืบทอดเพราะการ "บูรณาการ" เช่นนี้เป็นคุณสมบัติที่ยากจะหาพบในตัวบุคคลๆ เดียวนั่นเอง
57 https://m.tnews.co.th/contents/362698 เปลี่ยนวังเป็นโรงพยำบำล.."เสด็จเตี่ย" โปรดให้เรียก..หมอพร..มำกกว่ำ..เสด็จในกรม..รักษำคนด้วย อำคม กำรแพทย์โบรำณและปัจจุบัน.. เรื่องราวของ “กรมหลวงชุมพรฯ” ตามที่รู้กันว่า กรมหลวงชุมพรท่านรับราชการเป็นทหารเรือ นอกจากนั้น ท่านยังทรงเชี่ยวชาญในทางการแพทย์อย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นแผนไทยโบราณ หรือการรักษา แบบตะวันตก จนผู้คนยกย่องให้ท่านเป็นหมอเทวดาแห่งยุคนั้นกันเลยทีเดียว ได้น าพระปรีชา ของกรม หลวงชุมพรฯ เพื่อประกาศเกียรติคุณ ให้ได้รับทราบโดยถ้วนทั่วกันอีกครั้ง กรมหลวงชุมพรฯท าคลอดให้นาง ละครคนท้องเลยแห่ขอให้เป็นหมอต าแย!!โดย โรม บุนนาค ชีวิตของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไม่ได้ ราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินควรจะเป็น แม้จะได้รับยกย่องว่าเป็น “พระ บิดาแห่งราชนาวีไทย” แต่ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่นี้ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ต้อง “ตกงาน” อย่างไม่ คาดคิด แต่ก็ไม่ทรงปล่อยให้ชีวิตหมดเปลืองไปเปล่าๆ หันไปศึกษาการแพทย์ไทยอย่างคร่ าเคร่ง จนได้รับ กล่าวขานเป็น “หมอเทวดา”นายพลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร บันทึกถึงสาเหตุที่ นายพลเรือตรีกรม หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ถูกออกจากราชการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2454 เพราะต้นเหตุมาจาก “ตรุสบ้า”ทั้งนี้ นายเรือตรี ตรุส บุนนาค ซึ่งมียาว่า “ตรุสบ้า” ได้ดื่มสุราเมา แล้วพูดถึงเรื่องเงินเพิ่มอีก 50 บาทนอกเหนือจากเงินเดือนประจ า 65 บาท ที่ยังไม่ได้รับ เพราะทางการยัง พิจารณาไม่เสร็จ ท าให้นายเรือตรีตรุสไม่พอใจ ประกาศลั่นว่าถ้าไม่จ่ายก็ให้ระวังปืนเรือค าประกาศขณะเมา ของ “ตรุสบ้า” ถูกน าไปเพ็ดทูลเข้าพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพิโรธ และโทษว่ากรมหลวงชุมพรฯสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดี หนักไปทางก่อก าเริบ อาจจะกลายเป็นพวก บอลเชวิค ซึ่งขณะนั้นพวกบอลเชวิคได้ท าการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย เปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ท าให้ค าว่า “บอลเชวิค” เป็นที่หวาดกลัวมาถึงเมืองไทย ประกอบกับมี ข่าวซุบซิบกันว่า กรมหลวงชุมพรฯ จะน าทหารเรือคิดกบฏ สถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพิ นิต เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระบิดาแห่งราชนาวีไทย จึงต้อง “ตกงาน” เพราะความเมาของ “ตรุสบ้า” ผู้ใต้บังคับบัญชานั่นเองแต่ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม 2460 กรมหลวงชุมพรฯก็ได้รับโปรดเกล้าฯให้กลับเข้า รับราชการอีก ในต าแหน่งจเรทหารเรือ และได้เลื่อนยศเป็น นายพลเรือโท ต าแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ใน รัชกาลเดียวกันตอนที่ต้องออกจากราชการทหารเรือในปี 2454 นายพลเรือตรีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงหันมาใช้เวลาว่างศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากพระยาพิษณุประสาทเวช หัวหน้าหมอหลวงฝ่ายยา ไทย ทรงศึกษาอย่างคร่ าเคร่ง และเปิดวังของพระองค์เป็นห้องทดลอง เมื่อพบตัวยาขนานใดก็ทดลองกับ สัตว์ก่อน จนแน่ใจจึงน ามาใช้กับคน และออกรักษาประชาชนผู้ยากไร้โดยไม่คิดทั้งค่ายาค่ารักษา ในไม่ช้าวัง ของพระองค์ก็แปรสภาพเป็นโรงพยาบาล มีการตรวจรักษาด้วยแผนโบราณและสมัยใหม่ โดยใช้วิธีตรวจ เลือด ตรวจร่างกายด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ แต่รักษาด้วยยาสมุนไพรโบราณส่วนมากเสด็จในกรมฯ จะอยู่ใน
58 ชุดโสร่งสีแดง ไม่ใส่เสื้อ มีเพียงผ้าขาวม้าพาดบ่าเห็นรอยสักเต็มองค์ออกตรวจรักษาคนไข้ พระองค์ไม่ ประสงค์ให้ใครๆ เรียกกันว่า “เสด็จในกรม” แต่โปรดให้เรียกว่า “หมอพร”ทรงวางพระองค์เป็นหมอ ธรรมดา แต่กิตติศัพท์การรักษาของพระองค์ลือลั่นไปทั่วบางกอก ว่าหมอพรเป็นผู้วิเศษ โรคที่ใครรักษาไม่ได้ คนไข้ก าลังจะตายอยู่แล้ว หมอพรยังชุบชีวิตขึ้นมาได้ยังกับหมอเทวดาครั้งหนึ่งทรงแต่งชุดหมอพร นุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน สะพายร่วมยาเดินไปรักษาคนไข้แถวส าเพ็ง หญิงชราชาวจีนคนหนึ่งเข้ามากราบพระบาท ทูลว่า สามีของนางเป็นวัณโรคมานานแล้ว รักษามาหลายหมอก็ไม่หายซักที ขณะนี้ก าลังพะงาบๆใกล้ตายเต็มทน ขอทรงโปรดช่วยชีวิตสามีของนางด้วยเถิดหมอพรเข้าไปพินิจพิจารณาอาการของจีนชราที่นอนหายใจ ครอกๆ ทรงท าพิธีเป่ามนต์และมอบยาไว้ให้ หลังจากนั้นไม่กี่วันพระองค์เสด็จไปดูอาการอีกครั้ง ปรากฏว่า จีนชราลุกขึ้นมากราบพระบาทประหลกๆ พร้อมกับบอกเมียให้ไปเอาเงินมาลังหนึ่งเพื่อถวายเป็นค่ายา แต่ หมอพรโบกพระหัตถ์รับสั่งว่า พระองค์ไม่ใช่หมอเซ็งลี้ ขอให้เอาเงินนั้นไปบริจาคการกุศลดีกว่า อย่าว่าแต่จะ ชุบชีวิตคนจะตายให้ลุกขึ้นมาได้เลย แม้แต่คนจะคลอด หมอพรก็ทรงท าได้คืนหนึ่ง นางละครคณะปรีดาลัย คณะละครที่ดังสุดๆในยุคนั้น เกิดเจ็บท้องขึ้นมากลางดึกขณะเปิดแสดงอยู่ที่วิกนาครเขษม พวกละครวิ่งวุ่น กันทั้งโรง เพราะไม่รู้ว่าจะหาหมอที่ไหนมาท าคลอด พลันนึกถึงหมอพร จึงวิ่งไปตามถึงวังนางเลิ้ง หมอพร รับสั่งว่าไม่มีความรู้เรื่องหมอต าแยเลย แต่เมื่อรบเร้าให้ไป ก็จะไปให้ เผอิญการคลอดครั้งนั้นลุล่วงไปอย่าง ง่ายดาย ปลอดภัยทั้งแม่และลูก กิตติศัพท์เรื่องหมอพรท าคลอดให้นางละครคณะปรีดาลัยจึงดังระบือไปทั่ว เมือง ใครๆที่ก าลังตั้งท้องก็อยากจะให้หมอพรไปท าคลอดให้ทั้งนั้นสมเด็จกรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ ทรงกล่าวถึง กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไว้ว่า ความสามารถซึ่งจะท าการอันทรงจ านงให้ส าเร็จดังพระ ประสงค์ เมื่อเป็นทหารเรือคนก็เคารพนับถือเรียกกันว่า “เจ้าพ่อ” เมื่อมาเป็นหมอพรคนก็ศรัทธาเชื่อถือกัน ว่าเป็น “หมอเทวดา”วันอาภากร ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงได้รับสมัญญาเป็น องค์บิดาแห่ง กองทัพเรือ ซึ่งทหารเรือยกย่องและเทิดทูนพระเกียรติคุณอย่างสูงสุด เนื่องจากพระองค์ทรงริเริ่ม วางรากฐานกิจการทหารเรือและน าความเจริญมั่นคงและรุ่งเรืองมีสมรรถภาพสู่กองทัพเรือเป็นที่ประจักษ์ ทั่วไป ท าให้ทัพเรือไทยทันสมัยมีมาตรฐาน และเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยะประเทศ กองทัพเรือจึง ก าหนดให้ 19 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันอาภากร ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เพื่อเป็นการเทิดทูน เผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อ 19 ธันวาคม 2423 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ส าเร็จการศึกษาวิชาการ ทหารเรือจากประเทศอังกฤษ ทรงมีจุดประสงค์แรงกล้าจะฝึกให้ทหารเรือไทยเดินเรือทะเลได้อย่างชาว ต่างประเทศ และสามารถรบทางเรือได้ เนื่องจากอดีตประเทศไทยต้องว่าจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้บังคับการ เรือโดยตลอด ภายหลัง พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ส าเร็จการศึกษา และ เข้ารับราชการทหารเรือแล้ว พระองค์ได้แก้ไขปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอน นักเรียนนายเรือ และริเริ่มการใช้ ระบบการปกครองบังคับบัญชา ตามระเบียบการปกครองในเรือรบ คือ แบ่งให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา นอกจากนี้ยังทรงจัดเพิ่ม วิชาส าคัญส าหรับชาวเรือขึ้นเพื่อให้ส าเร็จการศึกษา สามารถเดินเรือ ทางไกลในทะเลน้ าลึกได้แก่ การเดินเรือ ดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์ เรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ เมื่อ พ.ศ.2462 พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ โดยน า เรือหลวงพระร่วง จากประเทศอังกฤษ เข้ามายัง
59 กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ที่ส าคัญพระองค์ทรงเป็นหัว เรี่ยวหัวเเรงที่ส าคัญที่ท าให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเห็นความส าคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อ 20 พ.ย. 2449 ท าให้กิจการทหารเรือ มั่นคง (กองทัพเรือยึดวันดังกล่าวเป็น วันกองทัพเรือ) จากที่พระองค์ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นการ ไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอ าเภอสัตหีบ เพื่อสร้างเป็นฐานทัพเรือ เนื่องจากทรง พิจารณาว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวขนาดใหญ่น้ าลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโดได้ และเกาะน้อยใหญ่ที่ราย ล้อมรอบสามารถบังคับคลื่นลมได้ดี อีกทั้งเรือภายนอกเมื่อแล่นผ่านพื้นที่จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้ ด้านการแพทย์ ทรงศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังและใช้เวลาหลังทรงเกษียณเสด็จไปรักษาโรคแก่ประชาชนด้วย พระองค์เอง ไม่ว่าเป็นคนไทยหรือคนจีน จนกระทั่งชาวจีนย่านส าเพ็งซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเรียก พระองค์ท่านว่า "เตี่ย" (พ่อ) ซึ่งต่อมาทหารเรือได้เรียกพระองค์ว่า "เสด็จเตี่ย" ขณะที่คนไข้ชาวไทยมักเรียก พระองค์ว่า "หมอพร" พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงประชวร และ สิ้นพระชนม์ ในขณะที่ประทับอยู่ที่หาดทรายรี ปากน้ าเมืองชุมพร เมื่อ 19 พฤษภาคม 2466 เวลา 11.40 น. ยังความโศกเศร้ามาสู่บรรดาทหารเรือยิ่งนัก กิจกรรมท้ำบบท 1. กิจกรรมที่ 1 แบบทดสอบ เรื่อง พระรำชกรณียกิจ กรมหลวงชุมพร ค ำชี้แจง 1. แบบทดสอบฉบับนี้ท าขึ้น เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ของนักศึกษา 2. แบบทดสอบฉบับนี้มีจ านวน 10 ข้อ มีลักษณะเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก ให้นักศึกษาเลือกค าตอบ ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว กกกกกก3. ก่อนท าแบบทดสอบ นักศึกษาต้องเขียนชื่อ – สกุล พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีพระนามเต็มว่า ก. พระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ข. พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ ค. พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ง. พระองค์เจ้าอาภากร เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 1. พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงศึกษาวิชาแขนงใดจากประเทศอังกฤษ ก. วิชาการทหารอากาศ ข. วิชาการทหารเรือ ค. วิชาการเดินเรือ ง. วิชาการทหารบก 2. วันเดือนปี ที่ทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ ก. 10 พฤศจิกายน 2463 ข. 1 เมษายน 2566 ค. 20 พฤศจิกายน 2449 ง. 19 ธันวาคม 2423
60 3. ทรงไปศึกษาวิชาการทหาร ณ ประเทศอังกฤษตั้งแต่พระชนมายุเท่าไร ก. 13 พรรษา ข. 18 พรรษา ค. 20 พรรษา ง. 16 พรรษา 4. รัชกาลใดเป็นผู้แต่งตั้งพระอิสริยศเป็น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก. รัชกาลที่ 5 ข. รัชกาลที่ 4 ค. รัชกาลที่ 7 ง. รัชกาลที่ 6 6.”พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"อีกชื่อว่าอะไร ก.หมอชุมพร ข.หมอปลา ค.หมอพร ง.หมอยา 7. ขณะที่ด ารงต าแหน่งกรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีพระชันษาเท่าใด ก. 30 ปี ข. 29 ปี ค. 28 ปี ง. 27 ปี 8.นายพลเรือตรีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงหันมาใช้เวลาว่างศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากท่านใด ก. หมอชาวจีน ข. นายเรือตรีตรุส ค. พระยาพิษณุประสาทเวช ง. เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต 9."ค ากล่าว"ใดที่เป็นก าลังใจระหว่างเยียวยารักษา ก. "โอม สะตุ โลหิตัง" ข. "อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ” ค. ”ทุกฺโข พาเลหิ ส วาโส” ง. “ปญฺญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฺฐ ” 10. โรคที่หมอพรรักษาชาวจีนคือข้อใด ก. อหิวา ข. วัณโรค ค. ไข้ฝีดาษ ง. หัดเยอรมัน
61 2. กิจกรรมที่ 2 ใบงำน เรื่อง พระรำชกรณียกิจ ค าสั่ง ให้นักศึกษาตอบค าถามต่อไปนี้ ต าแหน่งของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สูงสุดในราชการทหารคือ ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................. พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ลาออกจากทหารเนื่องมาจากสาเหตุใด ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................. พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้รับสมัญญานามว่า ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................. พระนามเดิมของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์คือ ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................. กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เสด็จเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพรท ายากับท่านใดบ้าง ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................. ........................................................................................................................................................... ต ารายาที่ทรงเขียนลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ มีชื่อ ว่าอย่างไร ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .................................................................................................................
62 บทที่ 4 คุณค่ำ ควำมศรัทธำ สำระส ำคัญ กกกกกกกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นผู้วางรากฐานการบริหารงานของ กองทัพเรือ ทรงได้รับการเชิดชูในหมูทหารเรือเรียกขานว่า “เสด็จเตี่ย” หรือ “หมอพร” และ “พระบิดา แห่งกองทัพเรือไทย” ต่อมาในปี 2536 มีประกาศกองทัพเรือขนานพระนามพระองค์ว่า “พระบิดาของ กองทัพเรือไทย” และในปี 2544 แก้ไข เป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย”และในเรื่องของความเชื่อความ ศรัทธาของอนุสาวรีย์,เหรียญที่ระลึก ที่ได้จัดสร้างขึ้น ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง กกกกกกก1. ให้คุณค่า และความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ กกกกกกก2. เห็นคุณค่า และความศรัทธาต่ออนุสาวรีย์และเหรียญที่ระลึกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขอบข่ำยเนื้อหำ 1. คุณค่า ความศรัทธา และ ความเชื่อของกรมหลวงชุมพรก สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. ใบงาน 2. ใบความรู้ 3. ศึกษาจากสถานที่จริง ได้แก่ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า , สวนกรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บริเวณหนองตะเคียน และอนุสาวรีย์บริเวณชายหาดบางเสร่ ม.2 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 4. ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีอ าเภอสัตหีบ เรื่องที่ 1 คุณค่ำ ควำมศรัทธำ คุณค่ำ หมายถึง สิ่งที่มีประโยชน์หรือมีมูลค่าสูง ควำมศรัทธำ หมายถึง ความเชื่อ ความเลื่อมใส เช่น สิ้นศรัทธา ฉันมีศรัทธาในความดีของเขา บางทีก็ใช้เข้าคู่กับค า ประสาทะ เป็น ศรัทธาประสาทะ. ก. เชื่อ เลื่อมใส เช่น เขา ศรัทธาในการรักษาแบบ แพทย์แผนโบราณ. (ส. ศฺรัทฺธา) ปูชนียสถำน หมายถึง สถานที่เนื่องด้วยศาสนา ซึ่งเป็นที่ควรแก่การเคารพบูชา เช่น วัดพระศรี รัตนศาสดาราม พระปฐมเจดีย์. ศาล อนุสาวรีย์ ฯลฯ วัตถุมงคล หมายถึง เครื่องรางของขลังที่เชื่อว่าจะน าความสุขความเจริญเป็นต้นมาให้ หรือ ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ วัตถุมงคล เป็นเรื่องของความเชื่อและศรัทธาในสิ่งของที่สร้างขึ้นมีความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา ตามสมัยนิยมตั้งแต่โบราณกาลมีหลักฐานเป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมีอายุเก่าแก่เกือบ 2,000 ปี วัตถุมงคลจะ มีมากมายในสังคมไทย เช่น พระเครื่อง, พระกริ่ง, พระกริ่งปวเรศ, ปลัดขิก, ผ้ายันต์, ตะกรุด, มีดหมอ, องค์ เทพที่เป็นทางศาสนาอื่น ๆ เช่น พระพรหม, พระตรีมูรติ, พระราหู
63 วัตถุมงคล ในศาสนาพุทธ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า พระเครื่องราง หรือ พระเครื่อง คือรูปสมมุติ ของพระพุทธเจ้าที่มีขนาดเล็ก สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเพื่อสืบทอดพระศาสนา พระเครื่อง อาจจะรวมถึงรูปสมมติของพระโพธิสัตว์, พระอริยสงฆ์และเทพเจ้าที่มีขนาดเล็กด้วย วัตถุมงคล ทางพุทธ ศาสนานั้นประกอบด้วย 2 ประเภท 1. วัตถุมงคล ภายนอก เช่น วัตถุที่สร้างมาจากดิน โลหะ ฯลฯ 2. วัตถุมงคล ภายใน หรือที่เรียกว่า มงคลชีวิต คือค าแนะน าในการด าเนินชีวิตเพื่อความสุขและความ เจริญก้าวหน้าของชีวิต ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ 38 ข้อ ในมหามงคลสูตรหรือเรียกว่า มงคล 38 ประการ เสด็จเตี่ย หมายถึง พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมทศักดิ์ ควำมเชื่อ นิยำมควำมเชื่อ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2525:274) ได้ให้ความหมายของค าว่า “เชื่อ”ดังนี้เห็นตาม ด้วย มั่นใจ ดังนั้นความเชื่อจึงมีความหมายว่า สภาพที่บุคคลมีความเห็นตามสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจันทร์ศรี นิตย ฤกษ์ (ม.ป.ป.: 111) ได้ให้ความหมายขยายความต่อไปอีกว่า การมีความเห็นตามด้วยนี้อาจจะด้วยความรู้สึก หรือไตร่ตรองด้วยเหตุผล เมื่อเกิดความเชื่อแล้วก็มักจะมีการแสดงออกทั้งทางกายคือการปฏิบัติ และทาง วาจาคือการตักเตือนสั่งสอนหรือแจ้งให้ผู้อื่นทราบความเชื่อของบุคลกลุ่มใดย่อมมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด กับบุคคลนั้น ภิญโญ จิตต์ธรรม (2518: 54-72 ) ได้ให้ความหมายไว้ว่าสิ่งหลายสิ่งที่มนุษย่ค่อยๆเรียนรู้และท า ความเข้าใจโลกมาจ านวนหลายพันปี และเชื่อว่ามีอ านาจลึกลับที่จะท าให้มนุษย์ได้รับผลดีผลร้าย เมื่อมนุษย์ กลัวอ านาจของสิ่งลึกลับนั้นก็จะกระท าสิ่งต่างๆ เพื่อบูชาเช่นบวงสวงต่อสิ่งที่เชื่อเพราะมีความเชื่อว่าสิ่ง ทั้งหลายที่มนุษย์เกิดขึ้นต้องมีผู้บันดาลให้เกิด จรัส พยัคฆราชศักดิ์ ( ม.ป.ป.: 286-289 ) ได้กล่าวไว้ว่าความเชื่อมีอิทธิพลเหนือสภาพจิตใจของ มนุษย์ ความเชื่อเป็นสิ่งที่ท าให้มนุษย์ด ารงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขและถ่ายทอดสืบกันมา ความเชื่อเป็นบ่อ เกิดของขนบธรรมเนียมประเพณีและก าหนดเป็นจารีตในที่สุด เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับภูตผี ก็ต้องเชื่อว่ามีสิ่ง ที่สามารถปราบและป้องกันภูตผีได้ มนุษย์จึงเอาความเชื่อนั้นมาปฏิบัติในกลุ่มของตน นอกจากนั้นได้กล่าว เพิ่มเติมว่า ความเชื่อมีขึ้นเพื่อบ ารุงจิตใจ เมื่อมนุษย์ได้ท าความเดือดร้อน มีความสะเทือนใจหรือหวั่นวิตก ต่ออันตรายต่างๆโดยเฉพาะสิ่งที่มีอ านาจเหนือตน ความเชื่อเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของศาสนา ในทางมนุษย์วิทยาและสังคมวิทยาหมายถึง ความเชื่อถือศรัทธาในสิ่งที่เป็นวิญญาณทั้งหลาย ตลอดถึงความ เชื่อนั้นยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนที่ส าคัญดังที่นักวิชาการหลายคนกล่าวไว้ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล (2504: 1) ได้กล่าวถึงการเกิดความเชื่อว่า ทุกปรากฏการณ์ ธรรมชาติ มีผู้มีอ านาจอยู่เบื้องหลังว่า มนุษย์มีความเชื่ออ านาจเหนือมนุษย์ ถ้าหากเราวิงวอนขอความ ช่วยเหลือ อ านาจนั้นย่อมช่วยให้เราพ้นไปได้ หากเมื่อพ้นไปแล้วมักแสดงออกอย่างมีความสุขและสมหวัง และระลึกถึงบุญคุณด้วยการบูชาในสิ่งที่ตนนับถือนั้น เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง รุ่งอรุณ ทีฆชุณหเสรียร (2518: 47 ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อกล่าวไว้ว่า “ความเชื่อ” หมายถึง การยอมรับนับถือหรือยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งที่มีตัวตนหรือไม่มีก็ตาม การยอมรับนับถือนี้อาจจะมีหลักฐาน เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ หรืออาจจะไม่มีหลักฐานที่จะน ามาใช้พิสูจน์ให้เห็นจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ ความเชื่อ เกิดขึ้นสมัยใดก็ย่อมเหมาะกับสมัยนั้นๆหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นในสังคมใดก็ย่อมเหมาะกับสังคมนั้นสิ่งลึกลับ ที่มีฤทธิ์อ านาจเหนือคนอาจบันดาลให้ดีหรือร้ายได้ มักเป็นความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตและความอยู่รอด ความ เชื่อเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆมมากมาย เรืองอุไร กุศลาสัย ( 2521: 41-42 ) ได้ศึกษาความเชื่อของคนไทยพบว่า ความเชื่อ เกิดขึ้นจาก
64 ความกลัวและอิทธิพลทางศาสนา ความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่เกิดจากความช่างคิดของคนสมัยก่อนแล้ว หาเหตุผล เมื่อเห็นอย่างไรก็เกิดความเชื่ออย่างนั้นขึ้น ความเชื่อที่เกิดจากความกลัวนั้นเกิดจากความไม่รู้ โดยยึดมั่นในอ านาจของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน ได้แก่ เทวดาเจ้าป่า ผีสาง ความกลัวผีท าให้เกิด ประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ต้องท าพิธีกรรมบางอย่างขึ้น เช่น กาเซ่น สรวงผีบ้าน ผีเรือน ผีเจ้าที่ ผีเจ้าแปลง เป็นต้น มณี พะยอมยงค์ (2530: 66-71) ได้ศึกษาความเชื่อจาผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้หลายท่าน สรุปว่า ความเชื่อ เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม สิ่งที่ผู้คนสัมผัสในกายตนทั้ง 6 จะเป็นต้นเหตุของความเชื่อ อันเป็นสัญเจตนาจุดเบื้องต้น ส่วนนามธรรมต่อมาเกิดความเสริมแต่งโดยอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เราสัมผัส เป็น เครื่องชวนให้เจริญเติบโต เมื่อใจคิดความเชื่อ ด้านรุปธรรมก็เกิดขึ้นเป็นรูปสัญลักษณณ์ รวมความว่าความ เชื่อมี 2 ประเภท คือ 1. ความเชื่อเป็นนามประธรรม 2. ความเชื่อเป็นรูปธรรม ควากลัว ความไม่รู้ เป็นสิ่งที่มนุษย์อธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติด้วยไสยศาสตร์เพราะยังขาด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อเป็นพื้นฐานให้เกิดการกระท าสิ่งต่างๆ ทั้งด้านดีและด้านร้าย คนโบราณ จึงสร้างศรัทธาให้แก่ลูกหลานนับเป็นพื้นฐานแห่งการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาสนา กล่าวโดยสรุป “ความเชื่อ” หมายถึงสภาพที่บุคคลให้ความมั่นใจ เห็นคล้อยตามและพร้อมที่จะ ปฏิบัติตามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่จ าเป็นต้องมีเหตุผลมาอธิบายเสมอไป ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเพราะศรัทธาหรือ ความกลัวที่แอบแฝงอยุ่ จนน ามาซึ่งพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่มีระเบียบแบบแผนที่เรียกกันว่า “พธีกรรม” และไม่มีแบบแผนซึ่งแป็นพฤติกรรมท่วไปของคนที่มีความเชื่อของคนที่มีความเชื่อในสังคม หนึ่งๆ แล้วถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางด้านความเชื่อของคนกลุ่มนั้นๆ ปูชนียสถำน ศาลเจ้า หมายถึง สถานที่ประดิษฐานเทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีน ชาวจีนในเมืองไทยส่วนมากอพยพ มาจากมณฑลกวางตุ้ง และมณฑลฮกเกี้ยน กล่าวคือ ชาวจีนกวางตุ้ง ชาวจีนแคะ ชาวจีนไหหล า และชาวจีน แต้จิ๋ว มาจากมณฑลกวางตุ้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนมาจากเมืองเฉวียนโจวและจางโจว ของมณฑลฮกเกี้ยน ชาวจีน เป็นผู้ที่ยึดมั่นในประเพณีและความเชื่อเดิมอย่างเคร่งครัด อนุสาวรีย์หมายถึง สิ่งที่สร้างไว้เป็นที่ระลึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์ส าคัญเป็นต้น เช่น อาคาร หลุมฝังศพ รูปปั้น ศำลและอนุสำวรีย์ของพลเรือเอกพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีทั้งหมด 217 แห่งทั่วประเทศไทย แต่ขอน าเสนอพอสังเขปเพียง 172 แห่งเท่านั้น ดังต่อไปนี้ 1.ค่ายจุฬาภรณ์ กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน ต.บ้านทอน อ.เมือง จ.นราธิวาส 2.ปากน้ าตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี 3.เกาะเนรมิต ต.กันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง 4.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ อุทยานแห่งชาติ ตะรูเตา เกาะอาดัง จ.ตรัง 5.หมู่บ้านเพ็ญทิพย์ ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล 6.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ หาดสมิหลา จ.สงขลา 7.ท่าเรือสงขลา อ.สิงหนคร จ.สงขลา 8. สวนสองทะเล จ.สงขลา
65 9.วัดเวฬุวนาราม หมู่ที่ 10 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา 10.แหลมสนอ่อน ปากทางเข้าทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา 11.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ สะพานหิน จ.ภูเก็ต 12.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ประภาคาร แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต 13.ฐานทัพเรือ ภูเก็ต อ่าวมะขาม จ.ภูเก็ต 14.ส านักสงฆ์ท่าเรือสะพานปลา หมู่ 5 ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง 15.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จ.สุราษฎร์ 16. ท่าเทียบเรือสมัยเฟอร์รี่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี 17.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ปากแม่น้ าตาปี ( ท่าเรือยิบซั่ม ) อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี 18.กองบินที่ 7 จ.สุราษฎร์ธานี 19.เขาหลัก จ.พังงา 20. ฐานทัพเรือพังงา ทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา 21. ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ณ ฐานทัพเรือพังงา จ.พังงา 22. ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บริเวณชายทะเล ต.สะทิว อ.ปะทิว จ.ชุมพร 23.บ้านท่าเสม็ด ต.สพพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร 24.บ้านบามอ ามฤต ต.ดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร 25.หน้าที่ว่าการอ าเภอท่าแซะ จ.ชุมพร 26.วนอุทยานเขาพาง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร 27.หน้าวัดเขากล้วย ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร 28.โรงพยาบาลชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร 29.โรงพยาบาลชุมเวช อ.เมือง จ.ชุมพร 30.ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร 31.ค่ายเขตอุดมศักดิ์ (ร.25 พัน.1 และจังหวัดทหารบกชุมพร) อ.เมือง จ.ชุมพร 32.กองก ากับการต ารวจตระเวนชายแดน ที่ 41 ค่ายอาภากรเกียรติวงศ์ ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร 33.หาดอรุโณทัย ปากน้ าตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร 34.หน้าที่ว่าการอ าเภอหลังสวน จ.ชุมพร 35.ศาลเสด็จเตี่ย บนเรือรบจักรีนฤเบศร อ.หลังสวน จ.ชุมพร 36.วัดสวนสน ปากน้ าหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร 37.หอประชุมสมาคมชาวประมง ปากน้ าชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร 38.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.ปะทิว จ.ชุมพร 39.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดเขตอุดมศักดิ์ หาดทรายรี จ.ชุมพร
66 40.พ ร ะอนุ ส า ว รีย์ก รม ห ล วงชุ ม พ รเข ต อุ ด ม ศั ก ดิ์ เข ต ติ ด ต่ อ อ .เมื อง-อ .ท่ า แ ซ ะ จ .ชุ มพ ร 41.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ท่าแซะ จ.ชุมพร 42.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ปากตะโก จ.ชุมพร 43.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดปากน้ า จ.ชุมพร 44.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สวนสาธารณะ อ.เมือง จ.ชุมพร 45.เกาะเต่า จ.ชุมพร 46.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ใกล้ทางเลี่ยงเมืองเข้าสู่ตัว จ.ชุมพร 47.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ศาลล่าง) ณ หาดทรายรี จ.ชุมพร 48.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ศาลบน) ณ หาดทรายรี จ.ชุมพร 49.ณ ส านักสงฆ์แก้วประเสริฐ( ท่าแอด) อ.ปะทิว จ.ชุมพร 50.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ พระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ บ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ระจวบคีรีขันธ์ 51.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วนอุทยานปราณบุรี อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 52.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตั้งอยู่บริเวณเกาะไหหล า จ.ประจวบคีรีขันธ์ 53.ปากน้ าปราน อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 54.วัดทางสายเอก ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 55.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ 56.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดช่องลม อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 57.วัดบางขุนไทร ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี 58.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ริมทางเพชรเกษม ระหว่างเพชรบุรี-สมุทรสงคราม 59.วัดเขางู ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี 60.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.บางคนทีจ.สมุทรสงคราม
67 61.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม 62.วัดศรีสุทธาราม (วัดก าพร้า) ปากแม่น้ าท่าจีน ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 63.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 64.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ปากอ่าวสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร 65.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดโกรกกราก จ.สมุทรสาคร
68 66.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร นางเลิ้ง กรุงเทพฯ 67.121 ซอยอุดมสุข สุขุมวิท 103 บางนา พระโขนง กรุงเทพฯ 68.สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 69.วัดพรพระร่วงประสิทธิ์ แขวงออเงิน เขตบางเขน กรุงเทพฯ 70.กรมศุลกากร ท่าเรือ กทม. 71.วัดทุ่งเศรษฐี เขตประเวศ กรุงเทพฯ 72.วัดศรีนวลธรรมวิมล ซอยเพชรเกษม 81 ถ.เพชรเกษม แขวงหนองแขม กรุงเทพฯ 73.คลองเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 74.ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตาษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ 75.กรมจเรทหารเรือ พระราชวังเดิม กรุงเทพฯ 76.โรงเรียนพันจ่า กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กรุงเทพฯ 77.กรมการขนส่งทหารเรือ อ.อิสรภาพ กรุงเทพฯ 78.กองดุริยางศ์ทหารเรือ ถ.อิสรภาพ กรุงเทพฯ 79.กรมพลาธิการทหารเรือ ถ.อรุณอมรินทร์ กรุงเทพฯ 80.อาคารสงเคราะห์นายทหารสัญญาบัตร กองทัพเรือ ทุ่งมหาเมฆ ถ.นางลิ้นจี่ กรุงเทพฯ 81.โรงเรียนเตรียมทหาร พระราม 4 กรุงเทพฯ 82.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ถนนอิสรภาพ (กรมอู่ทหารเรือ กรุงเทพฯ) 83.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อยู่ภายในบริเวณ โรงพยาบาล รามา กรุงเทพฯ 84.พระราชวังนางเลิ้ง ทรงมีพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขต พาณิชพระนคร) ตรงข้ามท าเนียบรัฐบาล ใกล้สนามม้านางเลิ้ง 85. วิหารคด วัดโพธิ์ท่าเตียน กทม. 86.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อยู่ตรงข้ามกับ วัดประทีปพลีผล เข้าทาง สน.เทียนทะเล อยู่ปาก ทางเข้า ม.วงแหวนชัชวาล กรุงเทพฯ 87.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดรวก จ.กรุงเทพฯ 88.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ โรงพยาบาลทหารเรือ ถ. พระเจ้าตากสิน จ.กทม. 89.บ้านเลขที่ 60/9 บริษัทอุตสาหกรรมโคเมท จ ากัด ถ.เอกชัย ต.บางบอน อ.บางขุนเทียน กรุงเทพฯ 90.บ้านเลขที่ 588/71 "สันติธรรมสงเคราะห์สมาคม"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 ถ.จรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ 91.สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตสีมาราม 92.อาคารซีทราน บริษัท ซีทรานทราเวิล จ ากัด 599/1 ถ.เชื้อเพลิง คลองเตย กรุงเทพฯ 93.อาคารพักอาศัยข้าราชการ ส่วนกลาง กองทัพเรือ บุคคโล กรุงเทพฯ 94.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สวนลุมไนซ์บาซ่า ริมถนนวิทยุ กทม. 95.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วัดสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม 96.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ กลางสระน้ า หน้าอาคารบังคับการ กรมยุทธศึกษา ทหารเรือ ต าบลศาลายา ห่างจาก พุทธมณฑลประมาณ 5 กิโลเมตร 97.วัดเวฬุวนาราม ต.ล าพยา อ.บางเลน จ.นครปฐม 98.อนุสรณ์สถาน พระบิดาสามเหล่าทัพ ริมแม่น้ านครชัยศรี อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 99.โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา อ.เมือง จ.นครปฐม 100.วัดดงสักมหาธาตุ อ าเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
69 101.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ โรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ 102.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จเตี่ยฯ ณ กรมอุตุนิยม บางนา จ.สมุทรปราการ 103.พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ 104.วัดโพธิยาราม (วัดทองคง) ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 105.สะพานปลาสมุทรปราการ ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 106.สถานีวิทยุประมงชายฝั่งคลองด่าน อ.คลองด่าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 107.อู่ปราการกลการ ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 108.เรือนจ าสถานีทหารเรือกรุงเทพ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปราการ 109.กรมสรรพาวุธทหารเรือ บางนา จ.สมุทรปราการ 110.ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 111.สวนสาธารณะหนองตะเคียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี(พระอนุสาวรีย์) 112.สวนสาธารณะหนองตะเคียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ศาล) 113.โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี
70 114.กองบังคับการท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 115.ที่ท าการแผนกคลังอมภัณฑ์2 กรมสรรพาวุธทหารเรือ ทุ่งโปรง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 116.กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 117.หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 118.ซอย ร.1 พัน.4 ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 119.ร้อย ร.2 พัน.2 ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 120.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กม.10 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 121.พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เขาทัพพระยา เมือง พัทยา 122.พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ยอดเขาพระต าหนัก จ. พัทยา 123.สถานีต ารวจภูธร อ าเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี 124.หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 125.กองช่างโยธา ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี 126.สถานีต ารวจภูธร ต าบลพัทยา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี 127.ภัตตาคารเรือนทะเลบางเสร่ เลขที่ 25/1 ม.5 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 128.ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ บางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 129.สถานีวิทยุกระจายเสียง สทร.5 พัทยา เขาทัพพระยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 130.หาดนางร า อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 131.ศรีราชาฮาเบอร์ หาดผาแดง ถ.ชวนิชย์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 132.พระต าหนักเสด็จเตี่ยฯ ภายในค่ายทหารเรือชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สัตหีบ จ.ชลบุรี มี 2 สถานที่คือที่ บริเวณวงกลมในค่ายทหารเรือกับบนแหลมปู่เจ้า ภายในค่ายทหารเรือเช่นกัน
71 133.บ้านสุขาวดี อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 134.ศาลกรมหลวงชุมพรบริเวณใกล้ๆกับ อุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด 135.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง จ.ระยอง 136.ศูนย์ซ่อมอากาศยาน กองการบินทหารเรือ สนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 137.กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 11 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 138.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง 139.บ้านกตัญญู เลขที่ 89/1 บ้านห้วยขวาง ต.สองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง 140.หน้าพระอุโบสถวัดกลาง อ.เมือง จ.จันทบุรี 141.พระรูป บนเขา หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อ.โป่งน้ าร้อน จ.จันทบุรี 142.ศาลหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อ.โป่งน้ าร้อน จ.จันทบุรี
72 143.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ ปากน้ าประแสร์ จ.จันทบุรี 144.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมงอบ ศาลกรมหลวงชุมพรที่ยุทธนาวีเกาะช้าง จ.ตราด 145.บ้านคลองมะขาม อ.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 146.บ้านแหลมศอก ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด 147.วัดอ่าวพร้าว จ.ตราด 148.วัดนกกระจาบ ต.วัดยม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา 149.โรงเรียนเตรียมทหาร เลขที่ 9 ม.10 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก 26110 150.ศูนย์เกษตรกรรมโยทกา อ.บางน้ าเปรี้ยว จ.นครนายก 151.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ณ วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท 152.วัดป่าสิริวัฒน์วิสุทธิ บ้านเขาโคกเผ่น ต.ท านบ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ 153.ศาลกรมหลวงชุมพร ฯ อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง อยู่เยื้องศาล ต.กลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ประมาณ กม.ที่ 229 154.ต.กลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1552.วัดยางตาล ต.ยางตาล อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ 156.ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ริมถนน สายเข้าเมือง จ.นครสวรรค์
73 157.สถานีเรืออ าเภอเขมราฐ นปข.เขตอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี 158.วัดบุปผาวัน อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี(อยู่ติดกับสถานีเรืออ าเภอโขงเจียม นปข.เขตอุบลราชธานี ) 156.สถานีเรืออ าเภอเมืองมุกดาหาร นปข.เขตนครพนม จ.มุกดาหาร 160.สถานีเรืออ าเภอเชียงคาน นปข.เขตหนองคาย จ.เลย 161.สถานีเรืออ าเภอสังคม นปข.เขตหนอง 162 ศาลกรมหลวงชุมพร วัดเขางู เมืองราชบุรี เรื่องวัตถุมงคล รุ่น ฉก.นย.181
74 เหรียญทรงข้าวหลามตัดกรมหลวงชุมพรฯ หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ปลุกเสก สร้างถวายโดย ฉก.นย 181 (นาวิกโยธิน) เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ 2517 เหรียญกรมหลวงชุมพร ปี 2518 หลวงปู่ทิมวัดละหารไร่ ปลุกเสก “โค๊ะเฑาว์มหาอุดเต็มใบ” หายาก มากๆ พิมพ์หลังผด เขียนโดย ชินพร สุขสถิตย์ ในฐานะที่ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ ทิม วัดละหารไร่ สร้างพระ เครื่องให้ท่าน เกือบทั้งหมด และก็ดังทุกรุ่น ทั้งยังได้น า เรื่องราวอิทธิฤทธิ์ของพระเครื่องต่างๆ ที่ท่านสร้าง และมีประสบการณ์มา ประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ ไม่อายเลยที่จะ บอกว่าเหรียญเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯ ที่ หลวงปู่ทิมปลุกเสกให้กับ หน่วย ฉก.นย. 181 เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518 มีพุทธคุณไม่น้อยไปกว่า เหรียญรุ่น ออกพระเมรุปี 2466แต่สนนราคาต่าง กันราวกับฟ้ากับดินแต่เรื่องพุทธคุณนั้นผม ยืนยันได้เลยว่า พอที่จะใช้ทดแทนกันได้ ถ้าจะใช้ในเรื่องของพุทธานุภาพ หรือ เทวานุภาพ ในทางคุ้มครองป้องกันตัว โดยที่ ไม่เอาไปใช้ในทางโอ้อวดกันในเรื่อง ของราคาค่าบูชา เพราะเหรียญเสด็จเตี่ยที่หลวงปู่ ทิม วัดละหารไร่ ปลุกเสกก็มีประสบ-การณ์เป็นที่ประจักษ์กันมาแล้วมากมาย ตัวผมเองได้รับเหรียญเสด็จเตี่ยที่หลวงปู่ ทิม เสกมาจ านวนหนึ่ง จึงได้เรียนถาม หลวงปู่ทิมท่านว่าใช้ดีทางไหนครับ หลวงปู่ หลวงปู่ทิมท่านตอบว่า ใช้ แล้วคน ทั้งรักทั้งเกรง ท่านบอกเพียงเท่านั้นแหละ ก็เพราะว่าหลวงปู่ทิมท่านจะไม่ค่อยพูด ถามค าท่านก็ ตอบค า และก็ไม่เคยคุยโว โอ้อวดว่าของๆ ท่านดีทางไหนอย่างไร เพียงแต่ท่านพูดว่า “ใช้แล้วคนทั้งรัก ทั้ง เกรง” นั่นก็ถือได้ว่าท่านบอกเรามากแล้ว หลวงพ่อส าเนียง อยู่สถาพร พระเกจิอาจารย์องค์หนึ่งที่ผมเคารพ นับถือ เมื่อท่านสัมผัสเหรียญเจริญพร ที่ผมสร้าง ให้หลวงปู่ทิมท่านถึงกับพูดว่า พระสงฆ์ ที่ทรงอภิญญาถึง ขนาดนี้ยังมีอยู่ในโลก อีกหรือ! เหรียญเจริญพรที่ท่านปลุกเสก ไว้นี้เทียบได้กับหลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า ปลุกเสกทีเดียว เพราะค าพูด ประโยคที่ว่านี้ของหลวงพ่อส าเนียง บรรดาลูกศิษย์ของท่านที่ได้ยินได้ฟังจึงพา กันจองพระกริ่งชินบัญชรกันมากราย แม้แต่พระกริ่งชินบัญชรเนื้อทองค าก็ หลายองค์ และไม่น่าสงสัยเลยว่า เหตุใด ชมรมศิษย์ สมเด็จพุฒาจารย์โต หลวงปู่ทวด และหลวงปู่ศุข จึงติดต่อไปหาผม ขอน าคณะศิษย์ไป สวดพระคาถาชินบัญชร ในคืนสุดท้ายที่หลวงปู่ทิมปลุกเสกพระกริ่ง ชินบัญชร พร้อมกับน าเหรียญวัดผาทั่ง อันมีเหรียญสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) หลวงปู่ทวด และเหรียญหลวงปู่ศุข ที่ท าพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ที่วัดระฆัง มาแล้ว ไปให้หลวงปู่ทิมปลุกเสกพร้อมพระกริ่ง ชินบัญชร โดยบอกผมว่าเบื้องบนสั่ง และ ในที่สุดเหรียญ พระรูปของพระอริยสงฆ์ ทั้ง 3 องค์ ก็เล่นหากันในนามหลวง ปู่ทิมเสก ทีนี้ก็มามองหา “ผู้เสก” ซึ่งจ าเป็น อย่างยิ่งที่ต้องมีความเก่งจริง เพราะเป็น ของราชการ ท าไม่ดีเดี๋ยวจะเสียหายไปกัน ใหญ่ในยุคนั้นไม่มีใครดัง เกิน “ผู้ทรง อภิญญา” แห่งบ้านค่าย “หลวงปู่ทิม อิสริโก” คณะ กรรมการจึงร่างหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งให้ เจ้าหน้าที่น าไปกราบขอความเมตตาจาก องค์ท่านให้ปลุกเสกให้ ซึ่งหลวงปู่ทิมก็ ตอบรับมาว่า “เต็มใจท าให้ ด้วยความ ยินดี” เป็นเหตุให้คณะกรรมการมีก าลัง ใจขึ้นอีกอักโข เมื่อองค์เสกปรากฏชัดคณะกรรมการจึง ได้จัดตั้งเครื่องสังเวยชุดใหญ่บวงสรวงดวงพระวิญญาณของเสด็จเตี่ย ณ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ บนยอดเขา แหลมปู่เฒ่า เพื่อขออนุญาตท าเหรียญ ขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 จากนั้นก็เริ่มรวบรวมชนวน มวล สารต่างๆ ไม่ยอมให้เหรียญรุ่นส าคัญนี้ เป็นเพียง “ทองแดงเปล่า” แต่อย่างใด ล าดับแรกก็น าแผ่น ทองค า แผ่นเงิน ไป ให้พระที่ว่าเก่งลงอักขระปลุกเสกดังมี รายนามต่อไปนี้ 1. พระครูภาวนาภิรัต (ทิม อิสริ โก) วัดละหารไร่ ต.ตาสิทธิ์ (ต.หนองละลอกปัจจุบัน) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง 2. พระครูภาวนานุโยค (หอม จันทโชโต) วัดชากหมากป่าเรไร ต.ส านัก ท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 3. พระครูพิพิธวรญาณ (ชื่น สุจิตโต) วัดมาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง 4. พระครูอุดมวิชชากร (เหมือน อินทโชโต) วัดก าแพง ต.มะขามหย่ง อ. เมือง จ.ชลบุรี 5. พระครูวรพรตศีลขันธ์ (แฟ้ม อภิรโต) วัดอรัญญิกาวาส (วัดป่า) ต.บาง ปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี 6. หลวงพ่อทัต วัดช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 7. หลวงพ่อแดง วัดเชิงเขา อ.บาเจาะ จ. นราธิวาส 8. หลวงพ่อบัว วัดสารวัน กิ่ง อ.ไม้แก่น (อ.ไม้แก่น-ปัจจุบัน) จ.ปัตตานี 9. หลวงพ่อชื่น วัดหัวเขา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ดูรายชื่อก็ขนลุกแล้ว ไม่ใช่เท่านั้น นะยังไปเสาะแสวงหาของดีจากที่อื่นๆ มาหล่อหลอม
75 ร่วมด้วย ที่ทราบแน่ชัดก็คือ 1. ตะกรุดโทน หลวงพ่อปาน วัด มงคลโคธาวาส (วัดบางเหี้ย) ต.คลองด่าน อ. บางบ่อ จ.สมุทรปราการ 2. ตะกรุดโทน หลวงพ่อเหลือ วัด สาวชะโงก อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 3. ตะกรุดโทน พระครูพินิจสมา-จารย์ (หลวงพ่อโด่ ไชยเสมอ) วัดนา มะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 4. ตะกรุด เก่า ไม่ทราบส านัก จาก ผู้มีจิตศรัทธามอบให้จ านวนหลายร้อยดอก 5. ห่วงเหรียญต่างๆ หลายร้อย ห่วง เมื่อมวลสารครบครัน ก็ท าการ หล่อหลอมโลหะธาตุทั้งหมดให้เป็นเนื้อ เดียวกันแล้วน าไปรีดเป็นแผ่นเข้า เครื่อง ปั๊มซึ่งผู้แกะบล๊อกเหรียญคือ ช่างยิ้ม ยอดเมือง เพราะปั๊มเหรียญเพียงเนื้อ เดียวจึงเสร็จเร็ว ได้ของ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 นับเหรียญ ทั้งหมดมีจ านวน 23,599 เหรียญ แยก ออกมาเป็นจ านวน 1,000 เหรียญแล้ว น าไปกะไหล่ทอง เพื่อมอบให้กับข้า-ราชการและทหารหาญในหน่วย “ฉก.นย. 181” และบรรดาผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย เป็นกรณีพิเศษ ครั้นกระบวนการสร้างแล้วเสร็จก็ขนลังบรรจุพระไปมอบ ถวายให้หลวงปู่ทิม ที่วัดละหารไร่ หลวงปู่ท่านก็เริ่ม ปลุกเสกแบบ “บินเดี่ยว” ตามแบบฉบับ ของท่าน ใน วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งวันนั้นเป็น วันคล้ายวันสิ้นพระ ชนม์ของเสด็จในกรมฯ พอดี ท่านเมตตา ท าให้เต็มที่ถึง 5 วัน ไปขอคืนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ได้เหรียญมาแล้วน ามาตอกโค้ด รูปตัว “เฑาว์มหาอุด” โดยเหรียญชุบทอง ทั้ง 1,000 เหรียญ ได้ตอกโค้ดเอาไว้ที่ ด้านซ้ายขององค์ท่าน หรือ ด้าน ขวามือ ของเราเวลาดูเหรียญ ส่วนเหรียญทอง ผสมธรรมดาก็ตอกที่ด้านล่างขององค์ท่าน เมื่อตอกโค้ด เรียบร้อยก็ขน เหรียญทั้งหมดขึ้นไปท าพิธีบวงสรวงต่อ ดวงพระวิญญาณของเสด็จเตี่ยอีกครั้งที่ ศาลกรม หลวงชุมพรฯ บนยอดเขาแหลม ปู่เฒ่าโดยมีการตั้งเครื่องสังเวยและราช วัตรฉัตรธงอย่างสมบูรณ์แบบ มี พราหมณ์ เป็นผู้ด าเนินการบูชาจนเสร็จพิธี พอกล่าวบูชาเสร็จก็น าน้ าพระพุทธมนต์มาประพรมเหรียญจน ทั่วถึงอีก ครั้ง น่าประหลาดตรงที่นับแต่จุดธูปจน เสร็จพิธีการ ธูปดับสนิทในวินาทีสุดท้าย ได้29 นาที พอ ดิบพอดีก่อนการสร้างเหรียญได้มีพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณของเสด็จเตี่ย ณ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ มีการน าแผ่นทองชนวนไปขอเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งยุคหลายท่านได้ลงอักขระคาถาให้อาทิ เช่น 1.หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง 2.หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก จ.ระยอง 3.หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า จ.ระยอง 4.หลวงพ่อเหมือน วัดก าแพง จ.ชลบุรี 5หลวงพ่อแดง วัดเชิงเขาจ.นราธิวาส 6.หลวงพ่อบัว วัดสารวัน จ.ปัตตานี 7.หลวงพ่อชื่น วัดหัวเขา จ.ปัตตานี นอกจากนี้คณะกรรมการผู้จัดสร้างยังได้จัดหาตะกรุดของสุดยอดพระเกจิอาจารย์มา หลอมผสม เป็นชนวนเพิ่มเติมอีกจากหลายส านักเช่น 1.ตะกรุด หลวงพ่อปาน วัดวัดบางเหี้ย จ.สมุทรปราการ 2.ตะกรุด หลวงพ่อเหลือ วัดเขาชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา เหรียญทุกเหรียญของรุ่นนี้เกิดจากการน าเอาชนวนโลหะทั้งหมดที่กล่าวไว้มาหลอม แล้วรีดเป็นแผ่น ก่อน น าเข้าเครื่องปั๊มขึ้นรูป ในวันที่ 17 พ.ค 2518 จ านวนเหรียญที่สร้างคือ 20,000 กว่าเหรียญ ในจ านวน ทั้งหมดนี้แยกเอาไปท ากะไหล่ทอง 1,000 เหรียญ หลวงปู่ทิมปลุกเสกเดี่ยวเต็มก าลังหลายวัน ในระหว่าง เดือน พฤษภาคม 2518 หลังจากนั้นคณะกรรมการฯได้น าเหรียญทั้งหมดไปท าพิธีบวงสรวงต่อ ดวงพระ วิญญาณของเสด็จเตี่ยอีกครั้งที่ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ บนยอดเขาแหลม ปู่เฒ่าโดยมีการจัดตั้งพิธีอย่างเต็ม รูปแบบมีพราหมณ์ เป็นผู้ด าเนินพิธีเหรียญถูกแจกจ่ายไปยังทหารหาญ และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ ชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่ง น าถวายหลวงปู่ทิม เพื่อบ ารุงวัดส่วนหนึ่ง กรมนาวิกโยธินกองทัพเรือสัตหีบน าไป
76 ออกให้เช่าบูชาส่วนหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหาทุนสวัสดิการกองทัพเรือ และเหลืออีกส่วนหนึ่ง ออกจ าหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เขียนโดย ชินพร สุขสถิตย์เหรียญพระต าหนักแยกประแสร์ ปี 2518 เหรียญ เปิดศาลกรมหลวงชุมพร ปากน้ าประแสร์ ปี 12 เหรียญเปิดศาลกรมหลวงชุมพรชุมพร ปากน้ าประแสร์ ปี12 ซึ่งถือว่าเป็นเหรียญรุ่นแรก ส่วนเหรียญพระ ต าหนักสามแยกประแสร์ ปี 2518 เป็นเหรียญรุ่นสองก็ว่าได้ พิธีพุทธาภิเษกดีมาก มีพระเกจิอาจารย์สาย ตะวันออกและจังหวัดระยองร่วมปลุกเสกหลายองค์ อาธิ หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรสหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเชอ หลวงปู่คร่ า วัดวังหว้าและอีกหลายๆองค์ซึ่งไม่ได้เอ่ยนาม วัตถุประสงค์เพื่อมอบ เป็นที่ระลึกให้กับบรรดาศิษย์ยานุศิษย์ครับ "พระต าหนักสามแยกประแสร์" ที่ชาวบ้านเรียกติดปากกันที่จริง แล้วสถานที่นี้จัดตั้งเป็น มูลนิธิ "พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์" ปัจจุบันนี้ได้มอบให้เป็นทรัพย์สินของกองทัพเรือไปแล้วครับเหรียญนี้ประสบการณ์ดีน่า เก็บบูชาเป็นอย่างยิ่งครับผม ราคายังไม่แพง ไม่ค่อยพบในสนามเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ ปี 2531 หลวงปู่ดู่ ปลุกเสก (ที่ระลึกการบูรณะ วิหารน้อย วัดราชบพิธ) เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ ปี 2531 หลวงปู่ดู่ปลุกเสก (ที่ระลึกการบูรณะ วิหารน้อย วัดราชบพิธ) สวยเยี่ยม ...จัดสร้างโดยกองกษาปกณ์ กรมธนารักษ์ ใน ปี 2531 เพื่อเป็นที่ระลึกในการบูรณะวิหารน้อย ในวัดราช บพิธฯ ซึ่งเป็นที่เก็บพระอัฐิ ของเสด็จเตี่ย (กรมหลวงชุมพรฯ) เหรียญกรมหลวงชุมพร รุ่นนี้นับว่าเป็น "เหรียญกรมหลวงฯ ที่ออกแบบได้สวยงามที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีการจัดสร้าง จัดสร้างโดยกองกษาปณ์ ออกแบบ และแกะพิมพ์ได้อย่างสวยงามสุดยอดจริงๆจัดสร้างมี -เนื้อทองค า
77 -เนื้อเงิน -เนื้อฝาบาตร -และเนื้อทองแดง มีพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกมากมาย และที่สุดยอดคือ "หลวงปู่ดู่ วัดสะแก" ท่านร่วมปลุกเสกด้วย (ด้านหลังเหรียญ ตรงใต้หูเจาะจะเห็นยันต์หลวงปู่ดู่) เหรียญพิธีดีและเจตนาดีมีการจุดเทียนอัญเชิญดวง วิญญาณเสด็จเตี่ยโดยบุตรสาวคนเล็ก ขององค์เสด็จเตี่ย..ผู้ที่ร่วมในพิธีท่านอื่นๆ ก็เป็นคนในราชสกุล "อาภากร" เพราะเป็นงานใหญ่ในคราวที่บูรณะวิหารน้อย อันเป็นที่เก็บพระอัฐิของเสด็จเตี่ย ซึ่งประดิษฐาน อยู่ใน..วัดราชบพิธฯ...เหรียญสภาพสวยเยี่ยม..เก็บเดิมๆ สวยสุดยอด..จ านวนสร้างน้อยมาก หายาก ประสบการณ์ดี...กรมหลวงรุ่นแรก หลวงพ่อสาคร ปี46 เนื้อทองแดง เหรียญกรมหลวงฯ รุ่นส่งทางอากาศ เนื้อทองทิพย์ วัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง : 1) เพื่อน าไปแจกทหารต ารวจปฏิบัติหน้าที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) เพื่อสมนาคุณแก่ผู้สมทบทุนสร้างพระวิหารบูรพาจารย์ในบริเวณพระวิหาร เสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ จ.นครปฐม 3) เพื่อสมทบทุนกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และบรรเทาสาธารณะภัยในประเทศไทยเหรียญกรม หลวงชุมพรฯ รุ่น ลูกระเบิด 1. เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ รุ่น ลูกระเบิด ซึ่งเป็นเหรียญที่สร้างมาและมีประสบการณ์เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วฯ เกิดจากนิมิตที่เทพมาเข้าฝันให้สร้าง เป็นลักษณะยันต์อย่างนี้ อาจารย์หม่อมท่านมีอาจารย์ที่ศรัทธาหลาย
78 รูป เช่น พระเทพโมลี เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ถวายธรรมะให้แก่ในหลวง ทุกๆวันพระ และเป็นพระอาจารย์ที่ได้เข้าพิธีตอนในหลวงทรงผนวช และ หลวงปู่จันทร์หอม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ของสมเด็จลุ่น สังฆราชฝั่งลาว อาจารย์หม่อมท่านก็จะสร้างพระถวายอาจารย์เหล่านี้ไว้แต่ไม่มากพระ ทั้งหมดที่สร้างก็จะถวายให้พระบรมฯ โดยให้ทางวังเก็บบล็อกและท าลายไม่ให้เหลือที่โรงงานเป็นอันขาด (เนื่องจากมีคนโทรไปถามหาซื้อบล็อค ) ต่อมาก็พระบรมฯ แจกให้ทหารสามจังหวัดภาคใต้ หรือไม่ก็อาจารย์ หม่อมก็จะแจกก่อนถ้าเหลือจากแจกก็เก็บเข้าวังสถาน เดียว.....เหรียญแต่ละเหรียญมีที่ปลุกเสกแตกต่างกัน เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ ออกที่พระต าหนักอยุธยา ปลุกเสกที่นั้นด้วย และน าไปปลุกเสกที่ชุมพร ปี 48 ที่ ศาลกรมหลวงชุมพร และทางอาจารย์หม่อมก็ได้มอบให้วัดป่าฯส่วนหนึ่ง วัดป่าก็ได้ปลุกเสกที่วัดราชผาฯ อีก ครั้งหนึ่ง และได้น าไปปลุกเสกที่วัดป่าสิริฯ วัดในพระพี่นางฯ อีกครั้งหนึ่งและพระเครื่องที่อยู่วัดป่าก็ถวายให้ สมเด็จพระพี่นางฯ อีกครั้งหนึ่งเพื่อมอบให้ส าหรับบุคคลที่ท าความดี แต่โดยหลักแล้วรุ่นนี้จะอยู่วังและทหาร สามจังหวัดภาคใต้เหรียญกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื้อทองแดงบริสุทธิ์ มีรูปลักษณะเป็นเหรียญสาม มิติรูปไข่ ขนาด 3x3.5 ซม. ด้านหน้าเป็น รูปกรม-หลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ครึ่งพระองค์แกะนูนสูงเด่นเป็น สามมิติ พระพักตร์ชัดเจนสง่างามมาก ขอบเหรียญด้านหน้าวงในเป็นยันต์รูปกงจักรหมุนติดต่อกันไป เพื่อ ฟาดฟัดศัตรูหมู่มาร ขอบเหรียญด้านนอกเป็นรูปเขี้ยวฉลามเรียงล้อมโดยรอบ ยันต์หัวท้ายของเหรียญ ด้านหน้าเป็นรูปลูกระเบิดน้อยหน่า และลูกระเบิดสมัยใหม่ เพื่อใช้ดักกันภัยจากลูกระเบิดทุกชนิด ใต้ องค์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นยันต์ 2 ระดับ ไล่ระดับกันลงไปคล้ายเป็นแท่นที่บูชาพระองค์ เหรียญ ด้านหลัง เป็นรูปยันต์โบราณพิทักษ์ชาติ และเอาชนะศัตรู ด้านบนจารึกค าว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอบเหรียญด้านหลังนี้ท าเป็นรูปปลายกระสุนปืนเอ็น 16 เรียงรายรอบด้าน โดยหันปลายกระสุนปืนเข้าหา ตัวยันต์ เหรียญกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีจุดมุ่งหมายในการท าเพื่อสร้างพลังกู้ชาติ ป้องกันชาติที่ เหนียวแน่นที่สุด ยันต์โบราณที่ลงเป็นยันต์เหนียว มีฌานครบทุกอย่าง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2548 ประกอบ พิธีพุทธาภิเษกที่ พระอุโบสถ วัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ และที่ อุโบสถ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ จ. นครสวรรค์ อานุภาพเด่น คือ ดุ ฟาดฟันศัตรู และเอาชนะอาวุธทุกชนิดได้ ราชสกุล ปี52 เนื้อเงิน กรมหลวงปี 51 หลวงพ่อคูณ ปลุกเสก
79 เหรียญกรมหลวง ปากน้ าประแสร์ รุ่น 2 สร้างโดย สอ.รฝ. เกจิดังปลุกเสกหลายรูป เหรียญกรมหลวง หลังสามสมอ กะไหล่ทอง เหรียญกรมหลวงฯ พณิชการพระนคร ปี15 อนุสำวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยบนเขา จุดชมวิวพัทยา อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พัทยา) อนุสาวรีย์แห่งนี้จะอยู่บนเขาพระต าหนัก รูปปั้นองค์ท่านสวยงามเด่นสง่าบนยอดเขา ทางขึ้นไม่ยากแต่ที่ จอดรถด้านบนจะน้อยไปหน่อย ด้านบนมีจ าหน่ายชุดกราบไหว้ด้วยแจกันใส่กุหลาบสีแดง พวงมาลัย ธูป เทียน ศักดิ์สิทธิ์มากนะมาขอพรกันสมหวังจุดประทัดกันเยอะ มาไหว้ที่นี่ได้ชมวิวพัทยาสวยงามแบบพาโร นาม่าด้วยศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า ตั้งอยู่บนเขาแหลมปู่เจ้า บริเวณใต้สุดของโค้งอ่าว เตยงาม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 ภายในศาลมีพระรูปและกล่องส าหรับเก็บพระอัฐิของพระองค์ท่าน ด้านบนมีจุดชมวิวเขาแหลมปู่เจ้า ที่สามารถมองเห็นอ่าวสัตหีบ อ่าวเตยงาม เกาะพระ เกาะเตาหม้อ รวมถึง อ่าวไทยได้อย่างงดงามศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า ใกล้ ๆ กันมีกระโจมไฟชุมพรเขตอุดม ศักดิ์ ลักษณะเป็นประภาคารรูปครีบกระโดงปลา สูง 19.50 เมตรใช้ส่องสว่างให้เป็นจุดสังเกตแก่คนเรือใน
80 ยามค่ าคืน โดยทหารเรือต่างขนานนามให้ว่า “ดวงประทีปแห่งท้องทะเลไทย” ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2503 สร้างขึ้นพร้อมกับกระโจม ไฟอุดมศักดิ์ ภายในศาลบรรจุรูปหล่อของพระองค์ท่านขนาดความสูง ขนาดเท่าพระองค์จริง เป็นศาลกรม หลวงชุมพรแห่งเดียวที่เก็บบรรจุอัฐิของพระองค์ให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะ เขาแหลมปู่เจ้ามีวิว ทัศนียภาพที่โดดเด่น เนื่องจากตั้งอยู่บนเขาจึงสามารถเห็นทัศนียภาพของท้องทะเลและเกาะแก่งในสัตหีบ ได้โดยรอบ มีจุดชมวิวมากมาย เป็นวิวที่นักถ่ายภาพต้องเก็บไว้ย้ าเตือนความประทับใจทุกครั้งที่ได้มาเยือน ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แหลมปู่เจ้า อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยบัญชาการนาวิก โยธิน การเดินทางขึ้นไปสักการะพระรูปของเสด็จเตี้ย สามารถเดินทางได้จากทางเส้นทางพื้นที่ กองบัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ หรือ มาจากทางหาดเตยงาม หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เส้นทางขึ้นเขา โค้งชัน นักท่องเที่ยวที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปสักการะเอง ต้องใช้เกียร์ต่ า และใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ 1. สวนกรมหลวงชุมพร หรือ สวนกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ตั้งอยู่ที่บริเวณหนองตะเคียน ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นสวนสาธารณะ ภายในมีอ่างเก็บน้ าใหญ่ชื่อว่า อ่างเก็บน้ าหนองตะเคียน บรรยากาศดี มาก ลมพัดเย็นสบาย มีที่จอดรถกว้างขวาง ควำมเชื่อและพิธีกรรมของทหำรเรือและประชำชนทั่วไปที่มีต่อพระอนุสำวรีย์พลเรือเอก พระเจ้ำบรม วงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จากการศึกษาเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมของทหารเรือและประชาชนทั่วไปที่มีต่อพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะความเชื่อ รูปแบบพิธีกรรมความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในพิธีกรรม จุดมั่งหมาย สาเหตุของการมาสักการะพระ อนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่มีความเกี่ยวข้อและสัมพันธ์กับ ทหารเรือและประชาชนทั่วไป โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงส ารวจจากแบบสอบถาม การเก็บข้อมูลได้จากทหารเรือ และประชาชนที่มาประกอบพิธีกรรมบริเวณลานพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ประดิษฐาน ณ ฐานทัพเรือกรุงเทพ วังนันทอุทยาน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร จ านวนทหารเรือ 200 นาย และประชาชน 200 คน สรุปผลการวิจัยดังนี้ ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะความ เชื่อของทหารเรือและประชาชนทั่วไปที่มีต่อพระอนุสาวรีย์ฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ความเชื่อของ ทหารเรือมีค่าเฉลี่ย = 3.62 ส่วนประชาชนมีค่าเฉลี่ย = 3.77 ทหารเรือและประชาชนมีค่าเฉลี่ยความเชื่อใน การสร้างพระอนุสาวรีย์ฯ เป็นการแสดงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อประองค์ในระดับมาก ส าหรับ ความเชื่อของทหารเรือในเรื่องรูปแบบ พิธีกรรม และสัญลักษณ์ในวันอาภากร 19 พฤษภาคมทุกปี และวัน ส าคัญของทหารเรือไทย จุดมุ่งหมายของการมาสักการะพระอนุสาวรีย์ฯ เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคล เมื่อแสดงความเคารพพระอนุสาวรีย์ฯ แล้วรู้สึกสบายใจและนับถือพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของ สังคมไทย สาเหตุของการมาสักการะพระอนุสาวรีย์ฯ เชื่อว่าทหารเรือและประชาชนทั่วไปมาขอความมั่นใจ ในการด าเนินชีวิต คุ้มครองครอบครัวและญาติพี่น้อง ท างานประสบความส าเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดีของ สังคมไทย จากการะเปรียบเทียบความเชื่อระหว่างทหารเรือและประชาชนทั่วไปโดยใช้ t-test และไคส แควร์ เป็นรายข้อพบว่ามีบางข้อแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสรุปดังนี้ 1. ทหารเรือ มีความเชื่อเรื่องการสร้างพระอนุสาวรีย์ฯ “เสด็จเตี่ย” เป็นการแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ และเชื่อว่า “เสด็จเตี่ย” ดลบันดาลให้มีความสุขสมหวังในชีวิตและมีสุขภาพพลานามัยดีมากกว่าประชาชน 2. รูปแบบ พิธีกรรมและสัญลักษณ์ที่ใช้ในพิธีกรรม ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อเรื่องการน าดอกกุหลาบสีแดงมา สักการะพระอนุสาวรีย์ฯ มากกว่าทหารเรือ 3. จุดมุ่งหมายของการมาสักการะพระอนุสาวรีย์ฯ ประชาชนมี จุดมุ่งหมายเพื่อตอบแทน ขอบคุณและแก้บนมากกว่าทหารเรือ 4. สาเหตุความเชื่อของทหารเรือและ ประชาชนทั่วไปที่มาสักการะพระอนุสาวรีย์ฯ ประชาชนเชื่อว่า “เสด็จเตี่ย” ช่วยคุ้มครองครอบครัว ประสบ
81 ความส าเร็จในด้านการงานละมั่นใจในการด าเนินชีวิตมากกว่าทหารเรือ ควำมศักดิ์สิทธิ์และปำฏิหำริย์ “เสด็จเตี่ย” ประสบการณ์จริง เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของ เสด็จเตี่ย พลเรือเอก พระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ดิฉันเคยได้ยินมาหลายเรื่องด้วยกัน บางเรื่องก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อ อยู่เหนือเหตุผล ญาติของดิฉันไปท าการค้าอยู่ที่จังหวัดชุมพร วันหนึ่งเพื่อน ของเขาซึ่งเป็นเจ้าของบังกะโลมาหาที่บ้าน พร้อมกับกล่าวก าลังจะเลิกกิจการ เขาถามญาติดิฉันว่าสนใจจะ รับซื้อไว้หรือไม่ ญาติดิฉันเห็นว่าท าเลที่ตั้งใช้ได้ และราคาไม่แพงจึงตอบตกลงหลังจากที่ญาติของดิฉันได้เข้า ไปดูแลกิจการ ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเต็มทุกวัน มีคิวจองยาวเหยียด ในขณะที่บังกะโลซึ่งอยู่ ข้างๆซึ่งสถานที่โอ่อ่าหรูหรา และราคาถูกกว่า แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่สนใจ เวลาผ่านไปประมาณ 5 เดือน เจ้าของบังกะโล (คนเก่า) ได้มาเยี่ยมญาติดิฉัน พอเขาเดินเข้ามาในบังกะโลก็ถึงกับอึ้ง เนื่องจากบรรยากาศ ของสถานที่ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาถามญาติดิฉันว่าแขกเยอะมั้ย ญาติดิฉันตอบว่าเยอะมาก มี คิวจองยาวเป็นเดือน พอเขาได้ฟังก็ต้องอุทานออกมาเบาๆ "มันเป็นไปได้ยังไง"จากนั้นก็ได้เล่าความจริงให้ ฟัง ถึงสาเหตุที่ต้องเลิกท าธุรกิจบังกะโล คือ ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเลย ในแต่ละเดือนต้องขาดทุนเดือน ละหลายหมื่นบาท เขาถามญาติดิฉันว่าท าอย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า จ้างนักข่าวมาเขียนเชียร์หรือลดราคาค่า ห้อง ซึ่งญาติดิฉันตอบไปว่าไม่ได้ท าอะไรเลยสักอย่าง วันแรกที่เข้ามาท างาน ก็สั่งให้คนมาท าความสะอาด สถานที่ คนงานได้ไปพบภาพของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ อยู่ในห้องเก็บเอกสาร ซึ่งเห็นว่าเป็นการไม่ สมควร จึงได้อัญเชิญภาพของท่านมาไว้ในห้องรับแขกจากนั้นก็จัดหาโต๊ะหมู่บูชา ทุกวันจะต้องเปลี่ยน ดอกไม้ให้ท่าน จัดหาผลไม้และน้ าสะอาดมาถวายท่าน งานทั้งหมดที่กล่าวมาผมจะเป็นคนลงมือท าด้วย ตัวเอง ท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพนับถือมาก ผมจะตั้งจิตอธิษฐานถึงท่าน ขอให้กิจการรุ่งเรือง ซึ่งแขก ที่เข้ามาพักก็เต็มทุกวัน ในขณะบังกะโลซึ่งอยู่ติดกันและเป็นคู่แข็งทางการค้า พยายามทุกวิถีทาง เป็นต้นว่า ยอมลดราคาให้ถูกลง แถมอาหารเช้า จัดรถบริการน าเที่ยวทั่วจังหวัด แต่ลูกค้ากลับมาเปิดห้องพักที่นี่ ผมมี ความเชื่อมั่นและศรัทธาเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ จึงกราบไหว้บูชาท่านเป็นประจ า จึงท าให้สิ่งดีๆ ย้อนกลับมาหาผม ญาติดิฉันกล่าวกับเพื่อนของเขา คาถาบูชาเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ (จุดธูป 9 ดอก หรือ 19 ดอก) ตั้งนะโม 3 จบ ชุมพรจุตติอิทธิกรณัง สุโข นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ มะอะอุ ชุมพรจุตติอิทธิกรณัง สุโข นะโมพุทธายะ ทะอะระหัง ทะจะพะกะสะ มะอะอุ พุทธสังมิ ธัมมะสังมิสังฆะสังมิ ( 3 จบ ) * เครื่องสักการะ...กุหลาบแดง พวงมาลัย ดอกมะลิ น้ าตาลเมา ขนมจีนน้ าพริก
82 กิจกรรมท้ำยบท 1. กิจกรรมที่ 1 แบบทดสอบวัดควำมรู้ เรื่อง คุณค่ำ และควำมศรัทธำที่มีต่อพลเรือเอกพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ค ำชี้แจง แบบทดสอบฉบับนี้มีจ านวน 10 ข้อ มีลักษณะเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก ให้นักศึกษาเลือกค าตอบถูกต้องที่สุ เพียงข้อเดียว 1. ค าว่า “ปูชนียบุคคล” คือ ผู้มีคุณวิเศษ 4 ประเภท คือข้อใด ก. พ่อแม่ / ครู-อาจารย์ / พระมหากษัตริย์/ พระสงฆ์ ข. พ่อแม่ / ครู-อาจารย์ / พระมหากษัตริย์/ พระพุทธเจ้า ค. พ่อแม่ / ครูอุปัชฌาย์อาจารย์/ ผู้น าชุมชน/ พระมหากษัตริย์ ง. พ่อแม่ / ครูอุปัชฌาย์อาจารย์/ พระมหากษัตริย์/ พระพุทธเจ้า 2. ค าว่า “เสด็จเตี่ย” หมายถึงบุคคลท่านใด ก. พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมทศักดิ์ ข. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ง. พระเจ้าตากสินมหาราช 3. "อำภำกรร ำลึก"ตรงกับข้อใด ก. วันที่ 19 ธันวาคม ข. วันที่ 20 ธันวาคม ค. วันที่ 21 ธันวาคม ง. วันที่ 22 ธันวาคม 4. พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีความสามารถในด้านใด ก. บิดาแห่งกองทัพเรือ ข. ด้านการแพทย์ ค. ด้านการกีฬา ง. ถูกทุกข้อ 5. เหรียญที่ระลึกรุ่นแรก กรมหลวงชุมพรฯ จัดสร้างขึ้นในปีใด ก. พ.ศ. 2466 ข. พ.ศ. 2467 ค. พ.ศ. 2468 ง. พ.ศ. 2469 6. พระอาจารย์ที่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์นับถือฝากตัวเป็นศิษย์คือใคร ก. หลวงปู่อี๋ ข. หลวงปู่คง ค. หลวงปู่มั่น ง. หลวงปู่ศุข 7. ศาลและอนุสาวรีย์ของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มีทั้งหมดแห่งใน ประเทศไทย ก. 216 แห่ง ข. 217 แห่ง ค. 218 แห่ง ง. 219 แห่ง 8. พระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สร้างขึ้นขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ ในจังหวัดใด . ก. ชลบุรี ข. สงขลา ค. สมุทรสาคร ง. สมุทรสงคราม 9. เหรียญเสด็จเตี่ย ที่ได้รับความนิยมอันดับที่ 1 ตลอดกาลเป็นเหรียญต้นแบบคือข้อใด ก. เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ รุ่น ลูกระเบิด ข. กรมหลวงปี 51 หลวงพ่อคูณ ค. เหรียญกรมหลวงฯ พณิชการพระนคร ปี15 ง. เหรียญที่ระลึกงานพระเมรุ พ.ศ.2466
83 10. เครื่องสักการะตามความเชื่อที่นิยมน าไปสักการะคือข้อใด ก. กุหลาบแดง พวงมาลัย ดอกมะลิ น้ าตาลเมา ขนมจีนน้ ายา ข. กุหลาบแดง พวงมาลัย ดอกมะลิ น้ าตาลเมา ขนมจีนน้ าเงี้ยว ค. กุหลาบแดง พวงมาลัย ดอกมะลิ น้ าตาลเมา ขนมจีนน้ าพริก ง. กุหลาบแดง พวงมาลัย ดอกมะลิ น้ าตาลเมา ขนมจีนแกงเขียวหวาน 2. กิจกรรมที่ 2 ใบงำน เรื่อง คุณค่ำ ควำมศรัทธำ 1. ให้นักศึกษา บอกความหมายของหัวข้อต่อไปนี้ 1.1. คุณค่า 1.2. ความศรัทธา 1.3. ปูชนียสถาน 1.4. วัตถุมงคล 1.5. ความเชื่อ 2. ให้นักศึกษาบอกลักษณะของเหรียญกรมหลวงชุมพร ดังต่อไปนี้ 2.1 รุ่นปากน้ าประแสร์ ปี12 2.2 รุ่นลูกระเบิด 2.3 รุ่นหลวงพ่อสาคร ปี46 เนื้อทองแดง 2.4 รุ่นส่งทางอากาศ เนื้อทองทิพย์ 2.5 รุ่นหลังสามสมอ กะไหล่ทอง 3. จงบอกคาถาบูชา กรมหลวงชุมพร 4. เครื่องสักการะที่นิยมน ามาบูชา กรมหลวงชุมพร มีอะไรบ้าง 5. ให้นักศึกษาบอกสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์พร้อมประวัติของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มา 1 แห่ง
84 บทที่ 5 กำรสืบสำน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพร สำระส ำคัญ กกกกกกก1. กำรเป็นมัคคุเทศก์อำสำ มัคคุเทศก์หมายถึง ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที่อ านวยความสะดวก ให้ข้อมูล ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่าง ๆ แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่ม นักท่องเที่ยว ในกรณีทัศนศึกษาที่สถานที่ทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ ได้รับความสนใจอื่น ๆ มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนปฏิบัติหน้าที่ มัคคุเทศก์ มัคคุเทศก์อาสา หมายถึง ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที่อ านวยความสะดวก ให้ข้อมูล ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวแก่บุคคลที่ อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว โดยสมัครใจท างานเพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็น เงิน หรือสิ่งอื่นใด คุณลักษณะที่ดีของมัคคุเทศก์จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ อย่าง สามารถปรับตัว ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม จ าเป็นต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้(1) มนุษยสัมพันธ์ดี (2) บุคลิกภาพ (3) มีความรู้ดี (4) รักงานรักหน้าที่ และ(5) มีศิลปะใน การพูด 2. จิตอำสำ จิตอาสา จิตอาสาจะมีลักษณะเดียวกันกับจิตส านึก (ความรู้สึกดีหรืออยากตอบแทนสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจาก ประสาท สัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่ง รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย จิตสาธารณะ จิตส านึกสาธารณะ จิต บริการ จิตอาสา จิตส านึกทางสังคม ค าศัพท์เหล่านี้มีลักษณะมีความหมายคล้ายคลึงกันหรือปฏิบัติในแง่ เดียวกัน โดยความหมาย ของศัพท์เหล่านี้ท่านกล่าวความหมายเอาสรุปได้ 5 ประการ คือ ประการที่ 1 จิต สาธารณะ คือ จิตส านึกเพื่อส่วนรวมจิตส านึก ประการที่ 2 จิตสาธารณะ คือ จิตอาสา ที่แสดงออกมาในรูป ของพฤติกรรม ประการที่ 3 จิตสาธารณะ คือ การส านึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลตระหนักรู้และ ค านึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม มองเห็นคุณค่าของการเอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งต่างๆ ที่เป็นของ ส่วนรวม ประการที่ 4 จิตสาธารณะ คือ จิตบริการที่เกี่ยวกับการคิด และการปฏิบัติในการให้ความ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการประพฤติปฏิบัติที่มุ่งความสุขของผู้อื่น ประการที่ 5 จิตสาธารณะ คือ จิตส านึกทาง สังคมที่ส านักงานและคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติได้อธิบายว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระ และเข้าร่วมใน เรื่องของส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติมีความส านึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ ดีงาม ละอายต่อสิ่งผิดเน้นความเรียบร้อย ประหยัด และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ 3. วันกองทัพเรือ กองทัพเรือ มีก าเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทยนับตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กองทัพ ไทย ในสมัยนั้น มีเพียง ทหารเหล่าเดียว มิได้แบ่งแยกออกเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ อย่างเช่น ในสมัยปัจจุบัน หากยาตราทัพ ไปทางบก ก็เรียกว่า "ทัพบก" หากยาตราทัพ ไปทางเรือ ก็เรียกว่า "ทัพเรือ" การจัดระเบียบ การปกครอง บังคับบัญชา กองทัพไทย ในยามปกติ สมัยนั้น ยังไม่มี แบบแผน ที่ แน่นอน ในยามศึกสงครามได้ใช้ทหาร"ทัพบก"และ"ทัพเรือ"รวมๆกันไป ในการ ยาตราทัพ เพื่อท าศึก
85 สงคราม ภายในอาณาจักร หรือ นอกอาณาจักร ก็มีความจ าเป็น ต้องใช้เรือ เป็นพาหนะในการ ล าเลียง ทหาร เครื่องศาสตราวุธเรือ นอกจาก จะสามารถ ล าเลียง เสบียงอาหาร ได้คราวละมากๆ แล้ว ยังสามารถ ล าเลียง อาวุธหนักๆ เช่น ปืนใหญ่ ไปได้สะดวก และ รวดเร็ว กว่าทางบกด้วย จึงนิยม ยกทัพไปทางเรือจน สุดทางน้ าแล้วจึงยกทัพต่อไปบนทางบกเรือรบ ที่เป็นพาหนะ ของกองทัพไทย สมัยโบราณ มี 2 ประเภท ด้วยกันคือ เรือรบในแม่น้ า และ เรือรบในทะเล เมื่อสันนิษฐาน จากลักษณะ ที่ตั้ง ของราชธานี ซึ่งมี แม่น้ า ล้อมรอบ และ มีแม่น้ าล าคลอง เป็นเส้นทาง ในการคมนาคม ตลอดจน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่ต้องใช้น้ า ใน การบริโภค และ การเกษตรกรรม แล้ว เรือรบ ในแม่น้ า คงมีมาก่อน เรือรบในทะเล เพราะสงคราม ของ ไทย ในระยะแรกๆ จะเป็น การท าสงคราม ในพื้นที่ ใกล้เคียงกับ ประเทศไทย กล่าวคือ เป็นการ ท า สงคราม กับพม่า เป็นส่วนมาก 4. วันอำภำกร วันอาภากร ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม ของทุกปี ตรงกับวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466) ซึ่ง เป็นที่เคารพของทหารเรือไทย ในฐานะที่ทรงเป็นผู้วางรากฐาน และพัฒนากิจการกองทัพเรือไทย จัดตั้งฐาน ทัพเรือ โรงเรียนนายเรือ กองทัพเรือไทยได้ก าหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันอาภากร พร้อมกับขนานพระนาม พระองค์ท่านเป็น "พระบิดาของกองทัพเรือไทย" ตั้งแต่ พ.ศ. 2536 กกกกกกก5. กำรประชำสัมพันธ์ด้วยสื่อที่หลำกหลำย ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทาง สังคม (Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์ และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับ สารมีส่วนร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User-GenerateContent: UGC) ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสียง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อแผ่นพับ แผ่นพับ หมายถึง สื่อโฆษณาที่เป็นสิ่งพิมพ์ที่ผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค มีทั้งวิธีการส ่งทาง ไปรษณีย์และแจกตามสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะเด่นของแผ่นพับ คือ มีขนาดเล็ก หยิบง่าย ให้ข้อมูล รายละเอียดได้มากพอสมควร ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเวลาใดก็ได้ ผู้ออกแบบมีเทคนิคการออกแบบตาม อิสระ หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ ากว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่เข้าถึงเป้าหมายได้ อย่างแท้จริง การท าแผ่นพับที่ดี ต้องประกอบไปด้วย (1) หลักการทั่วไป การออกแบบแผ่นพับ มี 2 เรื่อง ที่ส าคัญ คือ หลักการที่ 1 สิ่งที่ต้องก าหนดและวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ หลักการที่ 2 องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผ่นพับ (2) สิ่งที่ต้องก าหนด และวางแผนก่อน การออกแบบแผ่นพับ มี 4 ข้อ ดังนี้ การก าหนดขนาดและรูปแบบของแผ่นพับ การก าหนดลักษณะการส่ง การก าหนดกระดาษ และการก าหนดล าดับของการอ่านตามลักษณะของแผ่นพับ และ (3) องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผ่นพับที่ต้องก าหนดและวางแผนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การออกแบบ มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ พาดหัว ภาพประกอบข้อความ ภาพสถานที่หลัก และตราสัญลักษณ์ เป็นต้น
86 ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง กกกกกกก1. สามารถบอกกล่าวเล่าขาน หรือเป็นมัคคุเทศก์อาสา แนะน าสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณ กรมหลวงชุมพรได้ กกกกกกก2. สามารถการประชาสัมพันธ์ แนะน าสืบสาน และเผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพรด้วยสื่อที่ หลากหลายได้ ขอบข่ำยเนื้อหำ กกกกกกก1. การเป็นมัคคุเทศก์อาสา 2. จิตอาสา 3. วันกองทัพเรือ 4. วันอาภากร 5. การประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อที่หลากหลาย สื่อแหล่งเรียนรู้ 1. สื่อเอกสาร ได้แก่ 1.1 ใบความรู้ 1.2 ใบงาน 1.3 หนังสือสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค2300132 กรมหลวงชุมพร ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น 2. สื่ออิเล็กทรอนิคส์ 2.1 Website ได้แก่ 2.2.1 พระปรีชาสามารถของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ 2.2.2 ผลงานของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 2.2.3 สื่อการสอนการจัดรายการน าเที่ยวในฐานะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น - YouTube 2.2.4 “เกียรติยศ..ราชนาวี” สุดยอดสารคดีวันกองทัพเรือ - YouTube เรื่องที่ 1กำรเป็นมัคคุเทศก์อำสำ กกกกกกก1. กำรเป็นมัคคุเทศก์อำสำ มีผู้ให้ความหมายของมัคคุเทศก์ที่ส าคัญดังนี้ มัคคุเทศก์ แปลตามศัพท์ หมายถึง ผู้น า หรือ ผู้ชี้ทาง ตรงกับค าในภาษาอังกฤษ “Guide” หรือ “ Courier” ซึ่งทั้งสองค านี้มีความหมายต่างกัน Guide หมายถึงผู้ที่ท าหน้าที่น าชมสถานที่ ต่างๆ ส่วน Courier หมายถึง ผู้ท าหน้าที่อ านวยความสะดวกในด้านการน าเที่ยวการเดินทางและการพัก แรมตามสถานที่ต่างๆ ค าทั้งสองค านี้สามารถใช้แทนกันได้แต่ส าหรับประเทศนิยมใช้ค าว่า Guide หรือ Tourist Guide มากกว่าใช้ค าว่า Courier มัคคุเทศก์(Guide) หมายถึง ผู้ให้บริการเป็นปกติธุระในการน านักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ ต่างๆ โดยให้บริการเกี่ยวกับค าแนะน า และความรู้ด้านต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว
87 มัคคุเทศก์ หมายถึง เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ข้อมูล ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆ แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว เอกเทศ หรือ นักท่องเที่ยวในกรณีทัศนศึกษาที่สถานที่ทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ รับความสนใจอื่นๆ มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนปฏิบัติหน้าที่ มัคคุเทศก์ กล่าวโดยสรุป มัคคุเทศก์ หมายถึง ผู้ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที่อ านวยความสะดวก ข้อมูล ความเข้าใจ ทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆ แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่ม ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว เอกเทศ หรือนักท่องเที่ยวในกรณีทัศนศึกษาที่สถานที่ทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่รับความสนใจอื่นๆ มัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองจากองค์กรที่ เกี่ยวข้องก่อนปฏิบัติหน้าที่มัคคุเทศก์ 1.1 ควำมหมำยมัคคุเทศก์อำสำ มัคคุเทศก์อาสา หมายถึง ผู้ให้ความช่วยเหลือ ข้อมูลความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆแก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว โดยสมัครใจท างานเพื่อ ประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือสิ่งอื่นใดกล่าวโดยสรุป มัคคุเทศก์ อาสา หมายถึง ผู้ให้ความช่วยเหลือ ท าหน้าที่อ านวยความสะดวกให้ข้อมูล ความเข้าใจทางด้าน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยต่างๆแก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว โดยสมัครใจท างาน เพื่อประโยชน์แห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือสิ่งอื่นใด 1.2 คุณสมบัติส ำคัญของมัคคุเทศก์อำสำ คุณสมบัติส าคัญของมัคคุเทศก์อาสา มี 3 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 ท างานด้วยความสมัครใจไม่ใช่ด้วยการถูกบังคับหรือเป็นเพราะ หน้าที่ ประการที่ 2 ท างานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม หรือ สาธารณประโยชน์ ประการที่ 3 ท าโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นเงินหรือสิ่งของมีมูลค่าแทนเงิน กล่าวโดยสรุป คุณสมบัติส าคัญของมัคคุเทศก์อาสามี 3 ประการ ดังนี้ (1) ท างานด้วย ความสมัครใจไม่ใช่ด้วยการถูกบังคับหรือเป็นเพราะหน้าที่ (2) ท างานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม หรือสาธารณประโยชน์ (3) ท าโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นเงิน หรือสิ่งของมีมูลค่าแทนเงิน 1.3 บทบำทส ำคัญของมัคคุเทศก์ 1.3.1 บทบาทความเป็นครู 1) มีความรู้เฉพาะเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งประวัติศาสตร์ และปัจจุบัน 2) มีทักษะวิธีการถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนกับครูสอน วิชาการต่างๆให้กับนักเรียน 3) สามารถใช้อธิบายสอดแทรกเพิ่มเติมความรู้ให้กว้าง 4) ต้องแสวงหาความรู้ ข้อมูลใหม่ๆเพิ่มเติมอยู่เสมอพร้อมทั้งหมั่นสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวตลอดเวลา
88 1.3.2 บทบาทการเป็นนักแสดง 1) นอกเหนือความรู้ทางวิชาการแล้ว ควรจะมีกิจกรรมอื่นมาช่วยผ่อน คลายความเบื่อหน่าย เช่น เล่าเรื่องสนุกข าขัน นิทาน ร้องเพลง หรือเกมส์การละเล่นต่างๆ 2) กรณีเกิดปัญหาเฉพาะหน้า ต้องแก้ไขปัญหาโดยฉุกเฉิน การ แสดงออกในท่าที่ปกติ จะท าให้นักท่องเที่ยวคลายความระส่ าระส่ายในเหตุการณ์นั้นหรือแทบจะไม่รู้ว่ามี ปัญหาเกิดขึ้น 1.3.3 บทบาทการเป็นนักจิตวิทยา 1) สังเกตการณ์แสดงออกของอารมณ์ และความพร้อมที่จะรับฟังเรื่อง ความรู้และความช่วยเหลือ 2) ใช้จิตวิทยาด้วยการแทรกตัวเข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกคน สัมผัส ความรู้สึก และความต้องการของนักท่องเที่ยว 1.3.4 บทบาทการเป็นนักการทูต 1) ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กองตรวจคนเข้าเมือง ต ารวจ ศุลกากร พนักงานโรงแรม แม้กระทั่งคนใกล้ตัว คือคนขับรถ และในหมู่นักท่องเที่ยวด้วยกันให้มี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 2) ปฏิบัติตนให้เหมาะสม เกิดภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะเป็นตัวแทนของคน ในท้องถิ่นกล่าวโดยสรุป มัคคุเทศก์ มีบทบาทที่ส าคัญคือ มีความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่ต้องแนะน าแก่ นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายทอดความรู้นั้นๆได้เป็นอย่างดี โดยแสวงหาขอมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ สามารถจัด กิจกรรมสร้างความสนุกสนานผ่อนคลาย และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี รู้จัก สังเกตบรรยากาศและอารมณ์ของนักท่องเที่ยวเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ถูกต้อง และสามารถประสานงานอ านวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวรวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการเป็นคน ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี 2. หน้ำที่ของมัคคุเทศก์ 2.1 หน้ำที่ของมัคคุเทศก์หลักๆเลยก็คือมัคคุเทศก์จะเป็นคนที่คอยดูแลและให้บริการ ต่างๆแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเราก็จะต้องคอยอ านวยความสะดวกต่างๆให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดในการเดินทาง ซึ่งเราก็ต้องเป็นคนคอยรับและคอยส่งนักเที่ยวที่สนามบินอีกด้วย จากนั้นเราก็จะพานักท่องเที่ยวของเราไป ส่งที่โรงแรม และเราก็จะเป็นคนที่พาพวกเขาเที่ยวชมในสถานที่ต่างๆ และก็จะบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ สถานที่นั้นๆด้วย และก็ต้องดูแลในเรื่องของอาหารการกินและความปลอดภัยของทุกๆคน และเราก็ต้องเป็น ที่สร้างความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อให้บรรยากาศมีความสนุกสนาน 2.2 หน้ำที่ของมัคคุเทศก์ก็คือมีหน้าที่พานักเที่ยวเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ และก็จะต้องมี ความรู้เพื่อจะสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆของสถานที่นั้นๆ อย่างเช่นเรื่องของ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ศาสนา การเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมัคคุเทศก์ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และข้อมูล ก็จะต้องมีความถูกต้อง ซึ่งมัคคุเทศก์จะสามารถน าเที่ยวได้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ และยังเป็นผู้เผยแพร่ ภาพพจน์ที่ดีให้กับถานที่ที่พานักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม ซึ่งก็มีส่วนช่วยในการสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น อีกด้วย เพราะถ้าเราพานักเที่ยวไปเที่ยวในที่ใดที่หนึ่ง ก็จะท าให้ที่นั้นๆได้มีรายได้เพิ่มขึ้น
89 2.3 คุณสมบัติของมัคคุเทศก์มัคคุเทศก์จะต้องมีความอดทน และก่อนเดินทางก็จะต้องมี ความเตรียมตัวก่อนทุกครั้ง และต้องคนที่มีใจรักงานบริการ มีบุคลิคภาพที่ดี และต้องใช้ภาษาในการสื่อสาร ได้ถูกต้อง มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ มีความรู้รอบตัว มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความซื่อสัตย์ ต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ส าหรับตอนท างานต้องดูแลทุกคนให้เป็นอย่างดีเท่าเทียมกัน และต้องมีไหวพริบที่ดีในการที่จะแก้ไขปัญหา ต่างๆ สามารถที่จะเป็นคนที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะได้ดี และนอกจากนั้นต้องเป็นคนที่ยอมรับในข้อผิดพลาด ต่างๆและต้องน ากลับมาปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไป อย่างสุดท้ายต้องจรรยาบรรณที่ดีในการท าอาชีพมัคคุเทศก์ ด้วย 2.4 จรรยำบรรณของมัคคุเทศก์มัคคุเทศก์มีความส าคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นผู้ที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เป็นตัวแทนของประเทศในการให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อภาพพจน์ที่ ดีของประเทศเรา มัคคุเทศก์ก็จะต้องมีผู้ที่มีจรรยาบรรณ เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีต่อประเทศและต่ออาชีพ ด้วย ซึ่งจรรยาบรรณของมัคคุเทศก์ก็คือ จะต้องเทิดทูนศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องมี ความเลื่อมใสในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ยึดหมั่นในค าสอนของศาสนาที่เรานับถือ และต้อง ไม่ดูหมิ่นในศาสนาอื่นๆ และต้องมีความรับผิดต่อหน้าที่ของตัวเอง ต้องท างานที่ได้รับมอบหมายให้เป็น อย่างดี โดยต้องค านึงถึงผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ต้องรักษาชื่อเสียงของตัวเอง โดยการ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ดี หรือฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีงาม ท าให้ตัวเราต้องเสียชื่อเสียง และเราจะต้องมีทัศนะคติที่ดี มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอๆ และทักษะในการ ปฏิบัติงาน ในงานวิชาชีพมัคคุเทศก์ และต้องท าตัวให้เป็นตัวอย่างโดยการ ต้องเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพยากร ท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี งาม และต้องประพฤติตนด้วยความสุภาพ มีความสามัคคีต่อผู้ร่วมอาชีพ และบุคคลทั่วไป 2.5 คุณลักษณะที่ดีของมัคคุเทศก์บุคคลที่ต้องการเป็นมัคคุเทศก์ จะต้องมีคุณสมบัติ พิเศษหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น ความมีใจรักในอาชีพ มีความอดกลั้น มีความยืดหยุ่นในการ ปฏิบัติงาน ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ซื่อสัตย์ สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับแต่ละ สถานการณ์จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม มัคคุเทศก์เป็นผู้ท าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยว อย่างใกล้ชิดเกือบตลอดเวลาของการน าเที่ยวในแต่ละครั้ง ดังนั้นในการปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์จะเป็นไป โดยธรรมชาติ ไม่มีการฝืนปฏิบัติ หรือท าหน้าที่หวังเพียงเฉพาะค่าตอบแทน มัคคุเทศก์ที่ดีต้องมี คุณสมบัติ 5 ประการ คือ 1. มนุษยสัมพันธ์ดี 2. บุคลิกภาพดี 3. ความรู้ดี 4. มีความรักงาน 5. มีศิลปะในการพูด 1. มนุษยสัมพันธ์ดี มีลักษณะ ดังนี้ 1. รู้เขารู้เรา ต้องรู้ว่านักท่องเที่ยวของเราเป็นใคร เป็นชาติใด มีลักษณะนิสัยโดยทั่วไปเป็นอย่างไร มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางท่องเที่ยวเพื่ออะไร เพื่อที่จะได้ปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นได้ และให้ การบริการที่เหมาะสมเป็นที่ถูกใจแก่นักท่องเที่ยว เช่น นักท่องเที่ยวชาวไทยชอบซื้อของมากกว่าชาติอื่น ๆ จะต้องจัดเวลาในการซื้อของมากขึ้นกว่ากลุ่มอื่น ๆ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษชอบให้ตรงเวลาและเป็นไป ตามกฏเกณฑ์ที่ตั้งไว้
90 2. มีน้ าใจ พร้อมที่จะบริการเสมอ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจ ในขณะเดียวกัน ก็ จะต้องอดทดอดกลั้น ไม่แสดงอารมณ์และกริยามารยาทที่ไม่ดีออกมาให้นักท่องเที่ยวเห็น ต้องควบคุม อารมณ์ของตนเองได้ 3. มีความรับผิดชอบมัคคุเทศก์ต้องคอยดูแลเอาใจใส่สุขภาพและทรัพย์สินแก่นักท่องเที่ยวเมื่อมี ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวในด้านอื่น ๆ เช่น ติดต่อส่งข่าวสารกลับประเทศ การติดต่อสื่อสาร กับคนในท้องถิ่น มัคคุเทศก์จะต้องช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. สร้างความเข้าใจระหว่างคนในชาติและระหว่างชาติ อธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของความ เชื่อ ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม พื้นฐานการศึกษา และลักษณะร่วมของคนแต่ละชาติ และไม่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดระหว่างชาติ โดยไม่แสดงความ ดูถูกหรือยกย่อง วัฒนธรรม หรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งท าให้เกิดความเป็นกันเองระหว่างกลุ่มนักท่องเที่ยว ท าให้บรรยากาศ การท่องเที่ยวมีความสุข หลักมนุษยสัมพันธ์ของมัคคุเทศก์ หลักมนุษยสัมพันธ์ประกอบด้วย NURSE&CARE ประกอบด้วย 1. Need คือ การรู้เขารู้เรา มัคคุเทศก์จะต้องรู้ว่านักท่องเที่ยวเป็นใคร ชาติใด มีลักษณะนิสัย โดยทั่วไปเป็นอย่างไร เพื่อปฏิบัติให้เป็นที่ถูกใจนักท่องเที่ยว เช่น นักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยชอบซื้อของ มากกว่าสิ่งอื่น นักท่องเที่ยวที่เป็นชาวเกาหลีชอบรับประทานอาหารประเภทผัก เป็นต้น 2. Unity คือ สมานฉันท์ มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักอดทน อดกลั้น ยิ้มแย้ม ไม่น าสิ่งที่ไม่ดีของ นักท่องเที่ยวมากล่าว เช่นไม่พูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 กับนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวญี่ปุ่น 3. Responsibility คือ ความรับผิดชอบ มัคคุเทศก์จะต้องมีความรับผิดชอบ มัคคุเทศก์จะต้องมี ความรู้อย่างดีในเรื่องที่เล่า ตอบค าถามได้ แก้ปัญหาได้ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวท าของหายหรือเกิดอุบัติเหตุ 4. Security คือ ความปลอดภัย มัคคุเทศก์ต้องท าให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง ใน การน าเที่ยวของมัคคุเทศก์ 5. Environment คือ ภาวะแวดล้อม มัคคุเทศก์ต้องเข้าใจว่า นักท่องเที่ยวนั้นต่างก็มีความเชื่อ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนพื้นฐานทางการศึกษาแตกต่างกัน ฉะนั้นจะต้อง ไม่ แ ส ดงอ า ก า ร ดู ถู ก ห รื อ ต าห นิ ใช้ ค าพู ด ที่ สุ ภ าพ เช่ น “ก รุณ า” ห รื อ “Please” แ ท น ค า ว่า “อย่า” หรือ “Don’t” CARE ประกอบด้วย 1. Collection มัคคุเทศก์จะต้องเป็นนักสะสม รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งความรู้เชิงวิชาการและ เทคนิคการปฏิบัติงาน 2. Content มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักเก็บรวมรวมเนื้อหาสาระต่าง ๆ ให้ได้มากและถูกต้อง 3. Context มัคคุเทศก์จะต้องมีลีลาที่งดงาม สุภาพและเหมาะสม เช่นรู้จักใช้ถ้อยค าและการแต่ง กายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ 4. Channel มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักใช้วิธีการสื่อสารที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่นักท่องเที่ยว เช่น การน าเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ มัคคุเทศก์อาจให้นักท่องเที่ยวชมภาพยนตร์ สไลด์ หรืออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ สถานที่นั้น ๆ เสียก่อน 5. Communication มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักการใช้สื่อภาษาที่ดี ซึ่งอาจใช้ได้หลายวิธี เช่น การ เขียน การพูด การใช้สัญญาณ เสียง แสง สี การเคลื่อนไหว กิริยาท่าทาง รวมตลอดถึงเครื่องหมายภาพ ที่ แสดงออกอย่างมีระเบียบและหลักเกณฑ์ ที่มนุษย์ในแต่ละหมู่รับรู้และเข้าใจ นับว่าเป็นสิ่งที่ส าคัญมาก
91 6. Approach มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักวิธีน าเข้าสู่เรื่อง เริ่มตั้งแต่การแนะน าตัวอย่างสุภาพและเป็น กันเองกับนักท่องเที่ยว 7. Atmosphere มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวเพื่อให้ นักท่องเที่ยวเกิดความอบอุ่นใจ ท่องเที่ยวด้วยความสุข และสนุกสนาน รู้จักใช้อารมณ์ขันให้เหมาะสม การ พูดหรือเล่าเรื่องตลกควรระมัดระวัง เพราะเรื่องตลกของคนกลุ่มหนึ่งหรือชาติหนึ่งคนอีกกลุ่มหนึ่งหรือชาติ หนึ่งอาจไม่ตลกก็ได้ ฉะนั้น มัคคุเทศก์จะต้องแน่ใจว่าเรื่องที่จะเล่านั้นเป็นเรื่องตลกของคนกลุ่มนั้น เนื่องจากคุ้นเคยหรือเคยอยู่กับคนกลุ่มนั้นหรือชาตินั้น จึงควรจะเล่า แต่ถ้าไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรเล่า 8. Attension มัคคุเทศก์จะต้องสนใจ ใส่ใจ และให้เกียรติแก่นักท่องเที่ยวโดยใช้ถ้อยค า น้ าเสียง กิริยาท่าทาง การให้เกียรติแก่ผู้อื่นย่อมจะมีผลตอบรับในทางให้เกียรติเช่นเดียวกัน 9. Attitude มัคคุเทศก์จะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อนักท่องเที่ยว โดยอาจถามถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่น าชมให้ต่อเนื่องกับเรื่องราวของนักท่องเที่ยวบ้าง 10. Action มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักแสดงท่าทางให้เหมาะสม เช่น กระฉับกระเฉง แจ่มใส ไม่แสดง อาการกิริยาฮึดฮัด เกรี้ยวกราด มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักแสดงท่าทางที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อเป็นตัวอย่าง แก่นักท่องเที่ยว เช่น เมื่อพานักท่องเที่ยวเข้าชมในบริเวณวัด เดินผ่านหรือพบพระสงฆ์ มัคคุเทศก์ควรแสดง ความเคารพโดยการไหว้หรือก้มตัวให้ถูกต้องตามประเพณีไทย 11. Appreciation มัคคุเทศก์ต้องรู้จักปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยวด้วยความชื่นชม และถ้อยทีถ้อย อาศัยกัน 12. Research มัคคุเทศก์จะต้องมีความจ าแม่นย า ทั้งที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวและเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ต้องอ่านจากเอกสาร 13. Evaluation มัคคุเทศก์จะต้องรู้จักประเมินผลการปฏิบัติงานในหน้าที่และความรับผิดชอบว่า มีข้อดี ข้อเสีย ประการใด เพื่อที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในโอกาสต่อ ๆ ไป 14. Effectiveness มัคคุเทศก์จะต้องปฏิบัติงานในหน้าที่และความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพ และปฏิบัติให้ดีที่สุด เพื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพต่อไป กำรสร้ำงมนุษยสัมพันธ์ของมัคคุเทศก์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง มัคคุเทศก์จะปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้นั้น ผู้ร่วมงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนส าคัญอย่างยิ่ง และบุคคลที่มัคคุเทศก์ควรสร้างมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่ 1. เพื่อนร่วมงำนในบริษัทน ำเที่ยว 1. กล่าวค าทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส ตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงพนักงานท าความสะอาด 2. สร้างความเป็นกันเองกับเพื่อนร่วมงาน 3. หลีกเลี่ยงการกล่าวค านินทาเพื่อนร่วมงาน 4. หากมีปัญหาที่เกี่ยวกับงานควรตกลงด้วยเหตุผล 5. ควรมีของฝากเล็ก ๆน้อย ๆ เช่น พวกของที่ระลึก ขนมต่าง ๆ มาฝากเพื่อนร่วมงาน เพื่อ แสดงความมีน้ าใจ ให้เหมาะกับกาลเทศะ มิฉะนั้นคนอื่นจะมองว่าท าเพื่อผลประโยชน์ 2. เพื่อนมัคคุเทศก์ 1. ทักทาย ปราศรัย กรณีที่เป็นมัคคุเทศก์ใหม่ ควรแนะน าตนเองให้เพื่อนมัคคุเทศก์ และคนที่ เกี่ยวข้องในอาชีพคนอื่น ๆ รู้จัก 2. หากเป็นเพื่อนมัคคุเทศก์ที่เคยรู้จักกันมาก่อนควรที่เข้าไปทักทาย ถามไถ่เรื่องการงานที่ผ่าน มา
92 3. ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับเพื่อนมัคคุเทศก์ที่ท างานในบริษัทน าเที่ยวที่เดียวกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องงาน หากเพื่อนมัคคุเทศก์ติดภารกิจงานอื่น ควรให้ความช่วยเหลือเท่าที่สามารถท าได้ 4. ไม่ควรกล่าวค านินทาเพื่อนมัคคุเทศก์ให้คนอื่นฟังทั้งคนในบริษัทเดียวกันและต่างบริษัท 5. แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับมัคคุเทศก์คนอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในวงการ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการใช้บริการในสถานประกอบการ ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อจะได้ปฏิบัติได้ ถูกต้องเหมือน ๆ กันและเลือกใช้บริการในราคาที่เท่ากัน 3. นักท่องเที่ยว 1. กล่าวค าทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส แนะน าตนเองให้กับนักท่องเที่ยวรู้จัก 2. เอาใจใส่นักท่องเที่ยวทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนมีความส าคัญเท่ากันหมด 3. หลีกเลี่ยงการพูด เกี่ยวกับภาวะแวดล้อมอื่น ที่ท าให้เกิดความขัดแย้ง เช่น พื้นฐานความ เป็นอยู่ศาสนา วัฒนธรรม ที่รู้สึกเป็นปมด้อย และเกิดความแตกแยก 4. มัคคุเทศก์ควรแสดงตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีโดยการให้บริการที่เกิดความพึงพอใจกับนักท่องเที่ยว ให้เกิดความประทับใจมากที่สุด 5. ควรค านึงถึงประโยชน์ของนักท่องเที่ยวมากว่าผลประโยชน์ของตนเองที่จะได้รับ 6. เมื่อนักท่องเที่ยวบ่น หรือไม่พอใจในขณะที่มัคคุเทศก์ก าลังน าเที่ยว หรือไม่ทับใจในแหล่ง ท่องเที่ยว มัคคุเทศก์อย่าแสดงอาการโกรธ ร าคาญ ควรที่จะเข้าไปทักทาย พูดคุยท าความเข้าใจ แสดงท่าที ให้รู้ว่ามัคคุเทศก์ยินดีที่จะช่วยเหลือ แก้ไขอย่างจริงใจ สนใจและใส่ใจในสิ่งที่เขาต้องการ จะช่วยให้ นักท่องเที่ยวใช้เหตุผลพูดคุยและเข้าใจมัคคุเทศก์มากกว่าใช้อารมณ์ 4. สถำนประกอบกำร 1. สร้างความคุ้นเคยกับบุคลากรในสถานประกอบการ ม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ 2. เข้าไปทักทาย แนะน าตัวเองกับผู้ที่เกี่ยวข้องในสถานประกอบการ นอกจากจะพูดทาง โทรศัพท์หรือการส่งแฟกซ์อย่างเดียว หากรู้จักกันแล้วช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วเจอกันก็ควรที่จะมีการ ทักทาย ถามถึงการท างาน หรือธุรกิจที่ท าอยู่ในปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้างในช่วงขณะนี้ พร้อมทั้ง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการมาใช้บริการในสถานประกอบการ โดยเฉพาะเรื่อง ข้อดี ข้อเสีย ของการให้บริการ เช่น ความสะดวกสบายและความสะอาดของห้องพัก รสชาติของ อาหาร คุณภาพของสินค้า และบริการอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาที่ดีขึ้น แต่หาก ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ควรยุติการสนทนา 5. พนักงำนขับรถ 1. ให้ความส าคัญกับคนขับรถในกรณีที่ออกปฏิบัติน าเที่ยว นอกจากจะแนะน าตัวเอง แล้วควร แนะน าคนขับรถให้นักท่องเที่ยวรู้จักด้วย 2. หากมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นทาง ควรปรึกษากับคนขับรถ เพราะจะท าให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ของการน าเที่ยว 3. ควรให้คนขับรถมีโอกาสรับประทานอาหารร่วมด้วย และมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมอื่น ๆ 4. ควรแบ่งค่าคอมมิสชั่นบางส่วนให้กับคนขับรถ ในกรณีที่มัคคุเทศก์ได้ค่าคอมมิสชั่นจาก ร้านค้าต่าง ๆ เช่นร้านค้าขายของฝาก ร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ ฯลฯ อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพที่ต้องเป็นผู้น าเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศ การปฏิบัติงานให้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีในการจัดน าเที่ยว มัคคุเทศก์ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจะเสนอแนะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ดังนี้
93 1. ควรระวังในเรื่องสุขภาพ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ต้องเริ่มต้นที่สุขภาพดี ถ้าบุคคลมีสุขภาพดี หน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ท าให้คนอื่นอยากเข้าใกล้ 2. ควรระงับอารมณ์ไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอารมณ์โกรธ ควรทิ้งอารมณ์ต่าง ๆ พยายามท าอารมณ์ให้ แจ่มใสก่อนจะพูดคุยกับผู้อื่น 3. การปรับปรุง บุคลิกภาพภายนอกให้เหมาะสม เช่น ปรับปรุงการแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสมกับกาลเทศะ 4. ควรรักษาสัญญา มีความรับผิดชอบต่อค าพูด และการกระท าของตนเอง 5. ควรรู้จักให้และรับอย่างเหมาะสม 6. ควรมีความเกรงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ชิด เพราะคนเรามักจะลืมรักษาน้ าใจ คนที่ใกล้ชิด เสมอ ข้อควรระวังในกำรสร้ำงมนุษยสัมพันธ์ เนื่องจากการสร้างมนุษยสัมพันธ์เป็นการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ได้รับความรักใคร่ น่าเชื่อถือ ไว้ใจ และร่วมมือร่วมใจในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการท าพฤติกรรมดังต่อไปนี้ 1. การแสดงสีหน้า กิริยาท่าทาง และบุคลิกภาพที่ไม่สุภาพในกรณีที่ไม่พอใจ 2. การนินทาว่าร้ายผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 3. การพูดประชดประชัน และแสดงความไม่พอใจ เมื่อผู้อื่นถามค าถาม 4. การไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คิดว่าตนเองเป็นผู้รู้แต่ฝ่ายเดียว 5. การโต้แย้ง ถกเถียง ก่อการทะเลาะวิวาท 6. การแสดงความอิจฉาตาร้อน และไม่มีความจริงใจต่อผู้อื่น 7. การพูดโอ้อวด พูดแต่เรื่องของตนเอง พูดข่มผู้อื่น 8. การแสดงความอิจฉาตาร้อน และไม่มีความจริงใจต่อผู้อื่น 9. การเลือกที่รักมักที่ชัง ล าเอียงและการตัดสินใจอย่างไม่เป็นธรรม 10. การไม่รักษาค าพูด จิตใจรวนเร เชื่อถือไม่ได้ 11. การแสดงความโมโห ฉุนเฉียว ใจร้อน ไม่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน 12. การแสดงความจู้จี้จุกจิก เจ้าระเบียบ จนท าให้ผู้อื่นร าคาญ 13. การมีอคติที่ไม่ดีต่อผู้อื่น 2. บุคลิกภำพดี บุคลิกภาพของมัคคุเทศก์ที่ดีบุคลิกภาพทั่วไปประกอบด้วยบุคลิกภาพภายนอกและบุคลิกภาพ ภายใน บุคลิกภำพภำยนอกส ำหรับมัคคุเทศก์หมายถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ในตัวมัคคุเทศก์ ได้แก่ 1. ร่ำงกำย มัคคุเทศก์ควรให้ความสนใจและเอาใจใส่ต่อร่างกายเป็นอันดับแรก โดยพิจารณาที่จะ ท าให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความสบายตา จมูก และอารมณ์ มีจุดส าคัญ ๆ ในร่างกายที่ต้องค านึงถึง คือ 1.1 ผม ไม่ปล่อยให้ยุ่งเหยิง แต่ควรดูแลให้สะอาด และมองดูเรียบร้อย ทั้งนี้ มิได้หมายถึง การตกแต่งที่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย 1.2 หน้าตา แจ่มใส ไม่ยู่ยี่ หรือง่วงเหงาหาวนอน 1.3 หู จมูก ฟัน ควรดูแลท าความสะอาดให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนจะออกจากบ้าน การแคะ หูจมูก ฟันในที่สาธารณะหรือต่อหน้าบุคคลอื่นเป็นมารยาทที่ไม่สุภาพ ไม่ควรปฏิบัติ 1.4 เล็บ ตัดให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมทั้งเล็บมือและเล็บเท้า ถ้าจะไว้ยาวก็ควรค านึงถึง ความสะอาด การแคะเล็บในที่สาธารณะก็เป็นมารยาทไม่ควรท าอีกเช่นเดียวกัน
94 2. กำรแต่งกำย ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ โดยค านึงถึงความสะอาดเรียบร้อย และเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมเป็นส าคัญ 2.1 เสื้อ กระโปรง หรือกางเกง ควรให้อยู่ในสภาพที่ควรจะเป็น ทั้งรูปร่าง ลักษณะ และ สีสันนอกจากความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ควรค านึงถึงกาลเทศะในการใช้เสื้อผ้าชุดนั้นๆ ด้วย ส าหรับเสื้อผ้า ที่มีกระดุม จะต้องตรวจดูให้ครบตามจ านวน ถ้าเสื้อผ้ามีสิ่งผิดปกติ เช่นมีคราบเหงื่อไคล รอยขาด รูโหว่ ซิป แตก ฯลฯ ควรปรับปรุงแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ดีก่อนที่จะน ามาใช้ 2.2 รองเท้า ถุงเท้าต้องสะอาด ไม่ขาด หรือช ารุด และเหมาะสมกับโอกาส หรือสถานที่ที่ จะใช้ด้วย การแต่งกายที่สะอาดเรียบร้อยและเหมาะสมกับกาลเทศะ นอกจากจะช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดี แล้ว ยังช่วยให้ผู้แต่งกายนั้นมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีได้อีกด้วยตรงข้าม หากแต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อย และไม่เหมาะสมจะท าให้เกิดความผันแปรแห่งอารมณ์ทั้งแก่ผู้ที่แต่งกาย และผู้ที่พบเห็น 3. กำรพูดจำ ควรระมัดระวังเกี่ยวกับค าพูด น้ าเสียง ปฏิกิริยาของผู้ฟัง ดังนี้ 3.1 ค าพูด ควรระมัดระวังการใช้ถ้อยค าให้สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ค าหยาบหรือค าที่มี ความหมายสองแง่สองมุม 3.2 น้ าเสียง ไม่พูดห้วน ๆ ตวาด กระโชกโฮกฮาก ให้เน้นน้ าหนักเสียงหนักเบาให้ เหมาะสม พูดให้ชัดถ้อยชัดค า ไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป 3.3 ปฏิกิริยาของผู้ฟัง ขณะพูดควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังว่าสนใจหรือต้องการฟังมาก น้อยเพียงใด มีผู้ใดต้องการซักถาม ไม่พูดสวนหรือแย่งพูด ควรมีจังหวะจะโคนในการพูดให้เหมาะสม 4. กิริยำมำรยำท หมายถึง การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และความประพฤติ จะต้องอยู่ใน อาการส ารวม เช่น ไม่ล้วง แคะ แกะ เกา ควัก จิ้มร่างกายในที่ชุมชน และไม่กระท าการที่ควรกระท าในที่ลับ ไปกระท าในที่แจ้ง หากจ าเป็นจริง ๆ ก็ควรกระท าให้แนบเนียน เช่น การจาม การไอ หรือเมื่อเกิดอาการคัน ก็ควรหันความสนใจของผู้ที่อยู่รอบข้างไปที่อื่นเสียก่อน แล้วจึงแอบ ๆ ท า บุคลิกภำพภำยในส ำหรับมัคคุเทศก์หมายถึง สิ่งที่มัคคุเทศก์แสดงออกจากความรู้สึกภายในหรือ ที่เรียกกันว่า “จรรยำบรรณของมัคคุเทศก์” ที่ส าคัญมีดังนี้ 1. มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพและหน้าที่ของมัคคุเทศก์ ต่อธุรกิจการท่องเที่ยว และต่อชื่อเสียงของ ประเทศชาติ 2. มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อนักท่องเที่ยว และทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3. มีสติในการปฏิบัติหน้าที่การงาน 4. มีน้ าใจต่อนักท่องเที่ยว 5. มองโลกในแง่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ 6. มีความรับผิดชอบในหน้าที่ จรรยาบรรณของมัคคุเทศก์ที่ส าคัญดังกล่าวข้างต้นนี้ จะช่วยให้การปฏิบัติงานของมัคคุเทศก์ส าเร็จ ลุล่วงไปได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มัคคุเทศก์มักจะประสบคือ ปัญหาเฉพาะ หน้าที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน ซึ่งมักจะเป็นปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อน บ่อยครั้งปัญหาเกิดขึ้นก่อนที่ มัคคุเทศก์จะพบกับนักท่องเที่ยว เช่น นักท่องเที่ยวปวดฟันขณะเดินทาง นักท่องเที่ยวท าฟันปลอมหาย นักท่องเที่ยวท าแว่นสายตาตกแตก ฯลฯ หากมัคคุเทศก์มีจรรยาบรรณก็ย่อมจะช่วยแก้ปัญหาให้ส าเร็จได้ โดยง่าย และเป็นผลดีแก่เจ้าของปัญหาอย่างแน่นอน 3. มีควำมรู้ดี มัคคุเทศก์ต้องมีความรู้เรื่องส าคัญ 6 ประการ ดังนี้