ส่วนที่ 5 ภาคผนวก
ค ารับรองการปฏิบัติราชการ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ระหว่างผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบ และ หัวหน้า กศน.ต าบลบางเสร่
ค ารับรองการปฏิบัติราชการ ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 1. ค ารับรองระหว่าง นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบ ผู้รับค ารับรอง และ นางสุจินดา บุพนิมิตร หัวหน้า กศน.ต าบลบางเสร่ ผู้ท าค ารับรอง 2. ค ารับรองนี้เป็นค ารับรองฝ่ายเดียว มิใช่สัญญาและใช้ส าหรับระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 3. รายละเอียดของค ารับรองได้แก่ ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ น้ าหนักข้อมูลพื้นฐาน เป้าหมาย เกณฑ์การให้ คะแนนและรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารประกอบท้ายค ารับรองนี้ 4. ข้าพเจ้า นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ นางสุจินดา บุพนิมิตร ได้พิจารณา ตัวชี้วัดผล ภาคปฏิบัติราชการ น้ าหนัก ข้อมูลพื้นฐาน เป้าหมาย เกณฑ์การให้คะแนนและรายละเอียดอื่นๆตามที่ก าหนด ในเอกสารประกอบท้ายค ารับรองนี้ และข้าพเจ้ายินดีจะให้ค าแนะน า ก ากับ และตรวจสอบผลการปฏิบัติ ราชการ ของ นางสุจินดา บุพนิมิตร ให้เป็นไปตามค ารับรองที่จัดท าขึ้นนี้ 5. ข้าพเจ้า นางสุจินดา บุพนิมิตร ได้ท าความเข้าใจค ารับรับรองตาม 3 แล้วขอให้ค ารับรองกับ ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบว่า จะมุ่งมั่นปฏิบัติราชการให้เกิดผลงานที่ดีตามเป้าหมายของตัวชี้วัดแต่ละตัวในระดับ สูงสุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนตามที่ให้ค ารับรองไว้ 6. ผู้รับค ารับรองและผู้ท าค ารับรองได้เข้าใจค ารับรองการปฏิบัติราชการและเห็นพ้องกันแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อ ไว้เป็นส าคัญ (นางสุจินดา บุพนิมิตร) หัวหน้า กศน.ต าบลบางเสร่ วันที่........เดือน...................พ.ศ........... (นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์) ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบ วันที่........เดือน...................พ.ศ...........
กรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามค ารับรองการปฏิบัติราชการ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กศน.ต าบลบางเสร่ ประเด็นการประเมินผลการ ปฏิบัติราชการ ตัวชี้วัด น้ าหนัก(ร้อยละ) การประเมินประสิทธิผล ตัวชี้วัดที่ 1 ความส าเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามนโยบายส าคัญ/ แผนปฏิบัติราชการ/ตัวชี้วัดตามค ารับรองภาคปฏิบัติราชการของ กระทรวง/ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและแผนปฏิบัติ ราชการของหน่วยงาน 1.1 ร้อยละความส าเร็จในการบรรลุเป้าหมายตามโครงการ/ กิจกรรม/งาน/แผนปฏิบัติการของส านักงาน กศน. 1.2 ร้อยละความส าเร็จของโครงการที่มีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย ของโครงการตามแผนปฏิบัติการของส านักงาน กศน. 1.3 ระดับคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้าน การศึกษานอกระบบ(N-NET) 1.4 จ านวนผู้ใช้งานสื่อการเรียนการสอนจากรายการโทรทัศน์เพื่อ การศึกษา(ETV)ผ่านระบบออนไลน์ 1.5 ร้อยละของผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนสามารถน า ความรู้ไปใช้ได้ 1.6 ร้อยละของผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์การสอบปลายภาคเรียน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในรายวิชาหลักได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์/ วิทยาศาสตร์/ภาษาอังกฤษ/ภาษาไทย 80 30 10 10 10 10 10 การประเมินประสิทธิผล ตัวชี้วัดที่ 2 ร้อยละเฉลี่ยถ่วงน้ าหนักผลสัมฤทธิ์การสนับสนุนการ ด าเนินงานมิติภายในตามค ารับรองการปฏิบัติราชการของ ส านักงานปลักกระทรวงศึกษาธิการ 2.1. ร้อยละความส าเร็จของการเบิกจ่ายงบประมาณรายข่าย ภาพรวม 2.2ระดับความส าเร็จของการด าเนินงานตามมาตรการประหยัด พลังงานของส่วนราชการ 20 10 10
ค ำรับรองกำรปฏิบัติรำชกำร ประจ ำปีงบประมำณ 2565 กศน.ต ำบลบำงเสร่ ล าดับที่ โครงการ/กิจกรรม เป้าหมาย คน/แห่ง งบประมาณ (บาท) 1 การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 - ประถมศึกษา - - - มัธยมศึกษาตอนต้น 160 คน - มัธยมศึกษาตอนปลาย 160 คน 1.2 ส่งเสริมการรู้หนังสือ - คน 2 ผลผลิตที่ 4 งานการศึกษานอกระบบ - การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 8 คน 920.-บาท - การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน 3 คน 1,200.-บาท - การศึกษาเพื่อเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 6 คน 2,400.-บาท งบรายจ่ายอื่น - ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 39 คน 31,700.-บาท 3 การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย - บ้านหนังสือชุมชน 1,200 คน - - อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน 80 คน - 4 กิจกรรมตามยุทธศาสตร์ - กิจกรรมจัดสร้างแหล่งการเรียนรู้ในระดับต าบล 15 คน 4,000.-บาท - โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน 15 คน 6,600.-บาท - โครงการจัดและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการศึกษา ตลอดชีวิต เพื่อคงสมรรถนะ ทางกาย จิต และสมอง ของผู้สูงอายุ 38 คน 2,660.-บาท (นางสุจินดา บุพนิมิตร) (นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์) หัวหน้า กศน.ต าบลบางเสร่ ผู้อ านวยการ กศน.อ าเภอสัตหีบ วันที่......... เดือน................พ.ศ........... วันที่......... เดือน................พ.ศ......
คณะผู้จัดท า ที่ปรึกษา 1. นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อ านวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ 2. นางสุพัด น าเจริญลาภ ครูช านาญการ 3. นายทัพพเทพ อรเนตร ครูผู้ช่วย ผู้จัดท า นางสุจินดา บุพนิมิตร หัวหน้า กศน.ต าบลบางเสร่ นางสาวกุสุมา เพชรสีนวล ครู ศรช.ต าบลบางเสร่
แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2565 กศน.ตำบล....พลูตาหลวง..... ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ..สัตหีบ........... สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ การจัดทำแผนการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงาน ในการจัด กิจกรรมต่างๆ ของ กศน.ตำบลพลูตาหลวงและกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากผลการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ มีส่วนเกี่ยวข้องหลายทาง อาทิ งบประมาณของบุคลากร การจัดการกิจกรรมตามความต้องการของประชาชนใน ชุมชน ฯลฯ ซึ่งมุ่งเน้นให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด กศน.ตำบลพลูตาหลวง จึงได้สรุปผลการปฏิบัติงาน โดยยึดนโยบาย เพื่อแผนการปฏิบัติงานของพนักงานราชการ ปีงบประมาณ 2565 ตามเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ -ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน -สวนที่ 2 ทิศทาง นโยบาย กศน.ตำบลพลูตาหลวง -ส่วนที่ 3 รายละเอียดแผนงาน/โครงการประจำปี 2565 -ส่วนที่ 4 กลยุทธ์การดำเนินงาน -ส่วนที่ 5 ภาคผนวก กศน. ตำบลพลูตาหลวง จึงเริ่มดำเนินการโดยยึดหลักการในการดำเนินการต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ กศน.ตำบลพลูตาหลวง
สารบัญ หน้า 1. หน้าปก 2. คำนำ 3. สารบัญ 4. ส่วนที่1 ข้อมูลพื้นฐาน - ข้อมูลทั่วไป กศน.ตำบล…พลูตาหลวง……… 1 5. ส่วนที่ 2 ทิศทาง นโยบาย กศน.ตำบล...พลูตาหลวง................. - นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 14 - ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ กศน.ตำบล....พลูตาหลวง......................... 27 - ผลการวิเคราะห์ SWOT (Swot Analysis) ของ กศน.ตำบล...พลูตาหลวง.... 28 - นโยบายและจุดเน้นของ กศน.ตำบล...พลูตาหลวง......... 30 6. ส่วนที่ 3 รายละเอียดแผนงาน/โครงการประจำปี 2565 - ตารางแผนปฏิบัติการประจำปี 2565 44 - รายละเอียดโครงการ 45 7. ส่วนที่ 4 กลยุทธ์การดำเนินงาน - การดำเนินงานตามแนวทางวงจร PDCA 48 8. ส่วนที่ 5 ภาคผนวก - คำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2565 กศน.ตำบล...พลูตาหลวง......... - รายชื่อคณะกรรมการ กศน.ตำบล...พลูตาหลวง.......... \
ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทั่วไปกศน.ตำบล…พลูตาหลวง……… 1. สภาพทางกายภาพของชุมชน ตำบลพลูตาหลวง ประวัติของตำบลพลูตาหลวงเดิมในหุบเขาตาหลวงมีคนอาศัยอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ " ชุมนุม ตาหลวง " และ " ชุมนุมตาวง " โดย " ตาหลวง " เป็นเศรษฐีมีลูกสาวสวย เป็นที่หมายปองของโจรสลัดตาหลวงจึง ได้พาลูกสาวหนีมาหลบซ่อนอยู่ที่หลังเขากลางป่าเพื่อมิให้โจรมาจับตัวไป ต่อมาเหล่าบรรดาโจรทราบเรื่องและได้ ปล้นฆ่า " ตาหลวง " จนถึงแก่ความตาย ชุมนุมตาหลวงได้แตกกระจัดกระจายกันออกหาที่อาศัยใหม่จนหมดสิ้น เมื่อเวลาผ่านมาที่ดินที่ " ตาหลวง " เคยอาศัยมาก่อนพืชผลต่างๆเจริญงอกงามดีจนชาวบ้านในยุคต่อๆมามักจะเข้า ป่าไปเก็บของป่ารวมถึง " พลู " พืชที่สมบูรณ์เมื่อคนเดินป่าเก็บพืชพรรณมักมีคำถามว่า " นำพลูมาจากที่ใด "ก็จะ ตอบว่า " พลูตาหลวง " ซึ่งเป็นคำพูดติดปากของชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้จนเป็นชื่อเรียกชุมชนในที่สุด คำขวัญตำบลพลูตาหลวง สับปะรดโอท๊อป สนามกอล์ฟลือชื่อ นามระบือสิริกิติ์ เรียงชิดภูเขาสวย อุดมด้วยสมุนไพร ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร กศน.ตำบลพลูตาหลวง มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ ในหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 2551พ.ศ. จัดการเรียนการสอนผู้ไม่รู้ หนังสือ เพื่อให้อกเขียนได้ การศึกษาในระดับประถมศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การศึกษาต่อเนื่องการศึกษาเพื่อการมีงานทำ การศึกษาเพื่อ พัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจัดให้มีบ้านหนังสือ อัจฉริยะในชุมชน กศน.ตำบล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการเรียนรู้ ที่หลากหลายตามความต้องการของผู้เรียนเป็น แหล่งเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างสำหรับผู้สนใจและประชาชนในชุมชนเข้าถึงและเท่าเทียมกัน ขนาดพื้นที่ ที่ตั้งอาณาเขตติดต่อ พื้นที่โดยรวมประมาณ 54,046 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 33,903 ไร่ ทิศตะวันตกติดกับตำบลสัตหีบ ทางทิศเหนือติดกับตำบลบางเสร่และนาจอมเทียน ทิศตะวันออกติดอำเภอบ้านฉางจังหวัดระยอง ทิศใต้ติดกับเขต ทหารและทะเล โดยห่างจังหวัดชลบุรีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร และจะห่างจากอำเภอสัตหีบไปตามถนน สุขุมวิท ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร. ( สามารถดูแผนที่ประกอบ )
อาณาเขตตำบล ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ทิศใต้ ติดกับ เขตทหาร ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของตำบลพลูตาหลวงเป็นภูเขาสูงต่ำ สลับซับซ้อนล้อมรอบ ทำให้พื้นที่ราบ ลุ่มสลับกันไป ทางทิศใต้มีพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเป็นเขตทหารและมีถนนเชื่อต่อระหว่างจังหวัดชายทะเลและภาค ตะวันออก ถึงกรุงเทพมหานคร และภูมิภาคอื่นได้อย่างสะดวกรวมทั้งใกล้สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ประกอบกับ อยู่ใกล้เขตนิคม จำนวนประชากร จำนวนประชากรในพื้นที่ตำบลพลูตาหลวง แยกเป็นชาย 15,085 คน เป็นหญิง 14,177 คน รวมทั้งสิ้น 29,262 คน (ข้อมูลจาก แผนพัฒนาปี2561 ของ อบต.ตำบลพลูตาหลวง) ทรัพยากร โดยส่วนใหญ่พื้นที่ในตำบลพลูตาหลวงเป็นภูเขามาก จึงมีพื้นที่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์และมีแหล่งทราย ลูกรัง หิน สำหรับใช้ในการก่อสร้าง ปัจจุบันทางองค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวง ประกาศห้ามมิให้มีการนำ ทรัพยากรดังกล่าวไปใช้ การประกอบอาชีพ ประชากรส่วนใหญ่ในตำบลพลูตาหลวงประกอบอาชีพรับราชการซึ่งมากถึงร้อยละ 40 ของประชากร ทั้งหมดและร้อยละ 15 ประกอบอาชีพ ร้อยละ 15 ประกอบอาชีพแรงงานและร้อยละ 30 ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม โดยภาพร่วมแล้วประชากรตำบลพลูตาหลวงจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รายได้ไม่พอใช้จ่ายใน ชีวิตประจำวัน ค่าครองชีพสูง ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อรองในด้านธุรกิจการตลาดและพัฒนาฝีมือในการประกอบ อาชีพต่างๆ การประกอบอาชีพเสริมการสร้างทุนทางสังคมโดยวิธีประชาคม ซึ่งส่งผลให้ประชากรมีรายได้เพื่อเลี้ยง ครอบครัวสูงขึ้นอุตสาหกรรม จึงมีชุมชนและบ้านจัดสรรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สภาพทางสังคม 1. กศน.ตำบลจำนวน 1 แห่ง คือกศน.ตำบลพลูตาหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 100/229 หมู่2 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 2. โรงเรียนของรัฐจำนวน 3 แห่งได้แก่ 2
1) โรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา : ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 2) โรงเรียนบ้านขลอด : ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 3) โรงเรียนวัดเขาบายศรี: ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 3. วัดจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ตำบลพลูตาหลวง 4. องค์การบริหารส่วนตำบล 1 แห่ง 5. โรงงาน จำนวน 3 แห่ง 6. ถ้ารถโดยสารประจำทาง จำนวน 3 แห่ง 7. แหล่งให้ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 3 แห่งตั้งอยู่ตำบลพลูตาหลวง 8. สถานพยาบาล จำนวน 1 แห่ง คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพลูตาหลวง 10. กองดับเพลิงประจำตำบล จำนวน 1 แห่ง 11. โรงพยาบาล จำนวน 2 แห่ง คือ โรงพยาบาล กม.10 และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต 12. สนามกอร์ฟ จำนวน 1 แห่ง 13. การโทรคมนาคม มีโทรศัพท์เข้าถึงหมู่บ้านมีหอกระจายข่าว/เสียงตามสายทุกหมู่บ้าน 14.การไฟฟ้า 1) มีไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้าน ประชากรทุกครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ทุกหลัง 2) ไฟฟ้าสาธารณะยังมีไม่เพียงพอกับเขตพื้นที่ ข้อมูลที่ตั้ง กศน.ตำบลพลูตาหลวง ที่ตั้งเป็น อบต.เก่าตำบลพลูตาหลวง เลขที่ 100/229 หมู่ 3 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แผนที่แสดง: ที่ตั้ง กศน.ตำบลพลูตาหลวง 3
2. สภาพทางสังคม-ประชากร แบ่งเขตการปกครอง เป็น 8 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านพลูตาหลวง , หมู่2 บ้านขลอด , หมู่3 บ้านคลองไผ่ , หมู่4 บ้านคลองพลูตาหลวง , หมู่5 บ้านเขาบายศรี , หมู่6 บ้านเขาตะแบก , หมู่7 บ้านหนอง หญ้าน้อย , หมู่8 บ้านหนองหญ้า จำนวนประชากรใน ตำบลพลูตาหลวง จำนวนหลังคาเรือน : 8,293 หลังคาเรือน จำนวนประชากร : 29,276 คน จำนวนผู้สูงอายุ : 768 คน จำนวนเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี : 532 คน จำนวนผู้สูงอายุ ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง : 439 คน จำนวนสตรีตั้งครรภ์ : 20 คน จำนวนผู้สูงอายุ ที่ช่วยตนเองไม่ได้ : 20 คน จำนวนสตรีอายุ 35 ปี ขึ้นไป : 7,377 คน จำนวนผู้พิการ : 71 คน ศาสนา ตำบลพลูตาหลวง มีการนับถือศาสนาแยกตามชุมชน/หมู่บ้านดังนี้ 2.3.1 ศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ74 2.3.2 ศาสนาอิสลาม คิดเป็นร้อยละ25.9 2.3.3 ศาสนาอื่นๆคิดเป็นร้อยละ0.10 ประชากรแฝง ตำบลพลูตาหลวง มีประชากรแฝง แรงงานย้ายถิ่นฐานประมาณ 600-800 คน 3. สภาพทางเศรษฐกิจ ประชากรส่วนใหญ่ในตำบลพลูตาหลวงประกอบอาชีพรับราชการซึ่งมากถึงร้อยละ 40 ของประชากร ทั้งหมด และร้อยละ 15 ประกอบธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย ร้อยละ 15 ประกอบอาชีพแรงงานและร้อยละ 30 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยภาพร่วมแล้วประชากรตำบลพลูตาหลวงจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รายได้ไม่ พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าครองชีพสูง ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อรองในด้านธุรกิจการตลาดและพัฒนาฝีมือในการ ประกอบอาชีพต่างๆ การประกอบอาชีพเสริมการสร้างทุนทางสังคมโดยวิธีประชาคม ซึ่งส่งผลให้ประชากรมีรายได้ เพื่อเลี้ยงครอบครัวสูงขึ้น 4
4. แหล่งวิทยาการชุมชน และทุนด้านงบประมาณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการจัดการศึกษา สวนสมุนไพรพรอุดม ดร.อุดม ลดหวั่น หัวหน้ากลุ่มสมุนไพรพรอุดม นายอุดม ลดหวั่น ประธานชมรมเกษตรสมุนไพรไทย และเภสัชกรแพทย์แผนไทย สถานที่ประกอบการ เลขที่ 122/77 หมู่ที่ 4 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บัณฑิตคืนถิ่นจบจากเกษตรแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ได้นำ ความรู้กลับสู่ภูมิลำเนาเดิมสืบสานเจตนารมณ์ซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางปัญญาของบรรพบุรุษ ที่เป็นหมอรักษาโรค แผนโบราณประจำบ้าน อีกทั้งสืบสานยาแผนโบราณตำนาน "หมอพร" หมอผู้วิเศษพระบิดาแห่งราชนาวีไทย โดย เริ่มต้นชีวิตเป็นหมอแผนโบราณด้วยการสรรหาพันธุ์สมุนไพรนานาชนิดที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศใช้เวลา 5
ศึกษาถึง 10 ปี จนสามารถรวบรวมสมุนไพรได้มากกว่า 200 ชนิด ปลูกไว้ในพื้นที่ 30 ไร่ ของสวนสมุนไพรพรอุดม ต.พลูตาหลวง การเก็บเกี่ยวสมุนไพรที่สรรพคุณแตกต่างกันนานาชนิดมาปรุงแต่ง ผสมผสานกันให้เป็นตัวยาทั้ง ทางด้านงานวิจัย งานทางวิทยาศาสตร์และแผนไทยมาประยุกต์เข้าหากันเพื่อป้องกันพิษภัยของตัวยาที่จะเกิด ผลกระทบต่อผู้บริโภค จนได้สูตรยาแผนไทยออกจำหน่ายให้ผู้บริโภค เช่น ชาโสมเจียวกู่หลาน สรรพคุณ บำบัด ไขมันอุดตันในหลอดเลือด เส้นเลือดใหญ่อุดตัน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ฟื้น ความเป็นหนุ่มสาว สมุนไพรพรอุดม 5 ฤๅษีสรรพคุณ ปรับธาตุ บำบัดอาการปวดข้อ ท้องอืด เสมหะมาก เป็นลม บ่อย ภูมิแพ้ หนาวเย็นร่างกาย บำรุงธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์สมุนไพรน้ำ สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตาม กล้ามเนื้อ เส้นตึง เคล็ด บวม ชาตามแขนและขา แมลงมีพิษกัดต่อย น้ำร้อนลวก เส้นเลือดขอด ขี้ผึ้งสมุนไพร สรรพคุณ คนตามผิวหนัง แผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง แผลพุพองน้ำเหลืองเสีย เริม งูสวัด คันในร่มผ้า เสน่ห์สตรีสรรพคุณ ชักมดลูกให้เข้าอู่ แก้ปวดประจำเดือน ระดูขาว ขจัดกลิ่น ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น ทานแล้วเหมือนทำรีแพร์ใหม่ กระทุ้งฝ้า สรรพคุณ ปรับธาตุในร่างกาย เสริมสมรรถภาพของคนวัยทอง ชาขลู่สรรพคุณ ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาล ในเส้นเลือด แก้กระษัย ลดน้ำหนักตัว ขับฤดูขาว แก้ริดสีดวงทวารและยังมีอีกหลายชนิดที่สามารถทานได้ตั้งแต่ เด็กจนถึงวัยทอง ดร.อุดม ลดหวั่น กล่าวว่า "เบื้องต้นได้ทำยาเพื่อเป็นวิทยาทานรักษาภายในท้องถิ่นเพื่อสืบทอด เจตนารมณ์ของบิดา และหมอพร หรือพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรวมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พระบิดาแห่ง ราชนาวีไทย" ต่อมานายทวีป แต่งแก้ว ประธานกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลพลูตาหลวง และ คณะกรรมการได้พิจารณานำไปสู่หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของตำบลพลูตาหลวง มีหน่วยงานของทั้งภาครัฐและ เอกชนได้เข้ามาศึกษาดูงาน และเปลี่ยนความรู้เรื่องสมุนไพรจำนวนมาก สาเหตุที่ต้องอนุรักษ์แพทย์แผนไทยไว้ก็ เพื่อให้คนไทยหันมาเห็นคุณค่า รู้คุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยที่บรรพบุรุษใช้รักษากันมาหลายยุคหลายสมัย ลด การใช้ยาจากต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดีที่สุด บำบัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีกว่ายาชนิดอื่นๆ และยังไม่ค่อยมีผลข้างเคียง สามารถรักษาได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ผู้ที่มาใช้บริการมี2 กลุ่ม คือ กลุ่มโรคภูมิแพ้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กลุ่มวัยทองทั้งชายและหญิง และยาที่กลุ่มวัยทองต้องการมากที่สุดจนไม่สามารถปรุงยาได้ทันก็ คือ เสน่ห์สตรีสตรีวัยทอง กระทุ้งฟ้า และ 5 ฤๅษียังมีสูตรยาอีกหลายชนิดที่ผู้ป่วยต้องมาปรึกษาด้วยตัวเอง ส่วนมากจะเป็นโรคร้ายและโรคเรื้อรัง ยิ่งนานวันสถิติของผู้ที่เข้ามาซื้อยาแผนไทยไปรับประทานมีมากขึ้น ตามลำดับ และมีผู้สนใจเข้ามาศึกษาสมุนไพรมากขึ้นเช่นกัน เป็นการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มที่ปลุกสมุนไพรเพื่อ นำมาใช้ผลิตยาจำหน่ายอีกด้วย ขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราว ระหว่างปี พ.ศ.2454 - 2459 เป็นระยะเวลา 6 ปี พระองค์จึงทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อช่วยชีวิตคนยากจน โดยได้เสด็จไปหาพระยาพิษณุประสาทเวช หัวหน้าหมอหลวงฝ่ายยาไทย เพื่อขอเป็นลูกศิษย์นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์อื่น ๆ อีกหลายคน เช่น หมอฝรั่ง 6
ชาวตาเลียน และชาวญี่ปุ่น หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตแจรง อาภากร พระธิดาเสด็จในกรมฯ ได้ทรงเล่าว่าพระองค์ทรง ศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทัศน์มาสำหรับตรวจโรค มีห้องพิเศษเรียกห้องเคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรง ชอบ ทดลองมีการค้นคว้ายาแก้โรคต่าง ๆ ได้ทรงนำเอาสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์เล็ก ๆ จนถึงสัตว์ใหญ่มาทดลองยาที่ ทรงปรุง ทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณกรรม และปัจจุบันกรรม ซึ่งเป็นตำรายาแผนโบราณจนเสร็จบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2458 เมื่อทรงทดลองยาที่ทรงปรุงจนได้ผลดี จึงทรงรับเป็น หมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนทั่วไป ไม่ว่า คนมี คนจน ใครมาหาก็ทรงตรวจรักษาให้ทั้งนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงตั้งชื่อพระองค์ว่า "หมอพร" คนป่วยมา หาเองไม่ได้ถ้ามารับไปตรวจและรักษาที่บ้าน ต้องเอารถมารับส่ง เวลานั้นนายทหารเรือป่วยกันมากไม่ค่อยไป โรงพยาบาล ใครป่วยก็มาหาหมอพร หมอพรจะตรวจ และจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่ายา ที่หายก็มี และที่ป่วยหนักตาย ก็มีสำหรับการรักษาประชาชนทั่วไปนั้น มีเรื่องเล่ากันว่า มีครอบครัวจีนในสำเพ็งรายหนึ่ง สามีคือพ่อบ้าน ซึ่ง กำลังเจ็บหนักดูเหมือนจะเป็นวัณโรค ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า ฝีในท้องและใกล้จะตายอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางจะ กระเตื้องขึ้นเลย อาการมีแต่ทรงกับทรุด ครั้นบ่ายวันหนึ่งเสด็จในกรมฯ ซึ่งปลอมพระองค์เป็น "หมอพร" เดินถือย่ามยานุ่งผ้าม่วงไว้หนวดไว้เครา เสด็จเข้าไปในสำเพ็ง เด็กเล็กเดินหนีกันเกรียวกราว รู้ไปถึงหูภรรยาของคนเจ็บ เมื่อรู้ว่าหมอพรก็วิ่งกระหืด กระหอบ เข้าไปกราบที่พระบาท ร้องไห้ร้องห่ม ขอให้ไปช่วยชีวิตสามี จะเสียเงินเสียทองเท่าไรก็ยอม หมอพรจึง เดินตามอาซิ้ม เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ และจะไปพินิจพิเคราะห์ตัวเถ้าแก่ใหญ่ ที่กำลังหายใจ ครอก ๆ อยู่ หลังจาก พิจารณาด้วยความถี่ถ้วนแล้ว ก็ทำพิธีเป่ามนต์และท่องบ่นคาถาอยู่พักหนึ่ง แล้วได้อัญเชิญคุณพระมาทำน้ำมนต์ และรดคนไข้พร้อมกับมอบหมายยาไทยขนานหนึ่งไว้ให้แล้วหมอพรก็อำลาไป ต่อมาชั่วเวลาไม่นานนัก พระองค์ก็ เสด็จไปฟังผล ปรากฏว่าอาการของคนไข้กระเตื้องขึ้น อย่างทันตาเห็น เถ้าแก่ที่มีเงินทองมากมายได้ลุกขึ้นกราบ เรียกภรรยาให้เอาเงินมาถุงหนึ่ง เพื่อจะถวายให้พระองค์ เป็นค่ารักษา แทนที่เสด็จในกรมฯ หรือหมอพรจะรับไว้ กลับโบกพระหัตถ์ว่า พระองค์ไม่ใช่หมอประเภทเห็นแก่เงิน เสด็จในกรมฯ ขอให้คนไข้นำเงินนั้นไปทำ สาธารณประโยชน์ อย่างอื่นต่อไป เศรษฐีจีนคนนั้นได้มอบเงินจำนวนนั้น ไปใช้ในการสร้างศาลาการเปรียญที่วัด แห่งหนึ่ง พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงออกจากประจำการชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2454 เมื่อครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ ลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระ หัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าตรวจหาตามคัมภีร์เก่า ที่เกือบจะสูญสิ้นอยู่แล้ว เขียนเสร็จในปี พ.ศ.2458 พระองค์ทรงตั้งชื่อ ตำราไทยสมุดข่อยเล่มนี้ว่า "พระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณกรรมและปัจจุบันนะกรรม" เป็น สมุดข่อยที่มีเนื้อหาทั้งตำรายาแผนโบราณ กล่าวถึงการผสมยาแก้โรคต่าง ๆ ซึ่งในตำรา กล่าวว่าเคยใช้ได้ผลมา 7
มากแล้วและบันทึกไว้ด้วยศิลปะภาพเขียน นับตั้งแต่หน้าปกที่เป็นลายไทย ปิดทองที่สวยงามมาก หน้าต่อไปเป็น ภาพเขียนด้วยหมึกสี ภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิด้านซ้ายและด้านขวา เป็นภาพฤๅษี 2 องค์นั่งพนมมือ ถัดมา ด้านขวามือสุด เป็นตราประจำราชสกุลอาภากร รูปพระอาทิตย์ทรงราชรถประทับยืน ทรงพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ ขวา มีอักษรเขียนเป็นภาษาบาลีว่า "กยิราเจ กยิราเถนํ" แปลว่า "จะทำสิ่งไร ควรทำจริง" ขอบสมุดด้านซ้าย และ ขวาเขียนลายไทย ด้วยสีสันที่สดใสสวยงาม ตัวอักษรบางตัวเป็นอักษรประดิษฐ์ประกอบกับลายไทย นอกจากเสด็จ ในกรมฯ ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายาต่าง ๆ แล้วพระองค์ยังไม่ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกคนจน หรือคนมี และมิได้คิดค่ารักษาหรือค่ายา แต่อย่างใด ทุกคนที่มีความเดือดร้อน จะต้องได้รับความเมตตาอารีจาก พระองค์ไปทั้งสิ้น จนเป็นที่นับถือของคนทั่วไปในนามของพระองค์ว่า "หมอพร" ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในพระ อัธยาศัย ของพระองค์อีกด้านหนึ่งว่า ทรงเมตตาอารี ต่อคนทุกชั้น แม้ผู้ที่มิใช่ทหารเรือ ก็เคารพนับถือ พระองค์ เป็นที่สุดเช่นกันตำรายา "พระคัมภีร์ อติสาระวรรค" นี้มีอยู่ 2 เล่ม เล่ม 1 นั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ สมุทรปราการ ส่วนเล่ม 2 นั้น ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ถึงแม้ว่า จะมีร่องรอยของการถูกทำลายจากแมลงตัวเล็ก ๆ อยู่ บ้าง แต่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือก็ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อยู่ในสภาพที่ดีสามารถอ่านข้อความได้ชัดเจน เคยมีผู้ คัดลอกตำรายา พิมพ์เผยแพร่ลงหนังสือไปบ้างแล้ว 4 - 5 ขนาน คือ ยาเขื่อนกำบัง ยาเบญจขันธ์ ยาประสะพุงเม่น และยาแก้ 8 8
สนามกอล์ฟพลูตาหลวง เมื่อปี พ.ศ.2507 กองทัพเรือมีนโยบายที่จะย้ายกองเรือยุทธการ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ในขณะนั้น ไปอยู่ ที่อำเภอสัตหีบ ในการย้ายกองเรือยุทธการไปจัดสร้างกองบัญชาการใหม่ที่ อำเภอสัตหีบ นั้น นอกจากจะต้อง ก่อสร้างอาคารที่ทำการและท่าเทียบเรือแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งประกอบด้วย บ้านพัก ถนน ไฟฟ้าและ น้ำประปา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ทั้งนี้ เพื่อผลในด้านขวัญและกำลังใจของผู้ที่ย้ายมาปฏิบัติราชการที่ สัตหีบ ปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งของสัตหีบในขณะนั้นก็คือ การขาดแคลนน้ำประปา ดังนั้น พลเรือเอก สวัสดิ์ ภูติ อนันต์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในขณะนั้น จึงมีนโยบายให้ออกแบบก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ที่เขาพลูตาหลวง อำเภอ สัตหีบ โดยได้ประสานงานกับ กรมชลประทาน และได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอู่ทหารเรือ กรมอุทก ศาสตร์สถานีทหารเรือสัตหีบ กรมการขนส่งทหารเรือ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ฯลฯ รวบรวมเครื่องมือกลที่มีอยู่ ประจำหน่วย พร้อมทั้งข้าราชการของกองทัพเรือ ปฏิบัติงานร่วมกับกรมชลประทาน ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณสองพันไร่ตามที่กองทัพเรือได้ซื้อไว้ การก่อสร้างได้เสร็จเรียบร้อย สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มอ่าง และส่งน้ำตามท่อไปยังโรงกรองน้ำของ กองเรือยุทธการ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขาหมอนได้ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2508 ค่าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพลูตาหลวง เป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคาที่ กรมชลประทาน ได้ประมาณการไว้ 15 ล้านบาท เมื่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จ ต่อมามีชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำภูติอนันต์” สิ่งที่ตามมาก็คือ การ บำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำให้คงสภาพเดิม สถานีทหารเรือสัตหีบซึ่งเป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ ได้สั่งการให้คงเจ้าหน้าที่ และเครื่องมือกลไว้จำนวนหนึ่ง โดยมี นาวาเอก ประจวบ พลกล้า เป็นผู้ควบคุม จากการที่บริเวณพื้นที่โดยรอบ อ่างเก็บน้ำมีทิวทัศน์อันสวยงามหลังจากได้ถากถางหญ้า ต้นอ้อและพืชไร่ที่เจ้าของที่ดินเดิมขุดไป ประกอบกับ กองทัพเรือต้องใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาปีละสองหมื่นบาท เพื่อให้คงสภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา นาวาเอก ประจวบฯ จึงได้เสนอแนวความคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ว่างให้เป็นสนามกอล์ฟ เพื่อใช้เป็นสถานที่ออกกำลังของ ข้าราชการกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบอีกแห่งหนึ่ง และบำรุงรักษาบริเวณรอบ ๆ อ่างเก็บน้ำ ซึ่งต่อมามีชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำภูติอนันต์” การสร้างสนามกอล์ฟแห่งนี้ใช้แรงงาน เจ้าหน้าที่และเครื่องมือกลที่มีอยู่ รวมทั้งอุปกรณ์ บางอย่างจากทางการสหรัฐฯ ตามโครงการช่วยเหลือ ไทย – สหรัฐฯ ทำการสำรวจ วัดระยะวางจุดแท่นตี กรีน และหลุมทราย เพียง 9 หลุมก่อน และนำหญ้านวลน้อยทะเลที่มีอยู่บริเวณสันเขื่อนกั้นน้ำมาปลูกพร้อมทั้งสร้าง อาคารสโมสรเล็ก ๆ ขึ้นที่บริเวณหน้าโรงซ่อมเครื่องทุ่นแรง ฯ ในปัจจุบัน ต่อมากองทัพเรือ จึงได้สั่งการให้การ สวัสดิการสัตหีบรับภาระเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟพลูตาหลวง โดยมี นาวาเอก เสวก ตาดทอง เป็นผู้จัดการฯ มีการ ลงทุนปรับปรุงสิ่งต่างๆ ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและได้เปิดสนามกอล์ฟพลูตาหลวงเป็นทางการโดยกราบบังคมทูลเชิญ 9
หลังจากสนามกอล์ฟพลูตาหลวงสร้างเสร็จครบ 9 หลุม ก็ได้มีการสำรวจออกแบบและสร้างอีก 9 หลุม จนเสร็จครบ 18 หลุม เช่นเดียวกับ สนามกอล์ฟมาตรฐานทั่วไป ต่อมาในปี พ.ศ.2528 พลเรือตรี สมุทร สหนาวิน ผู้บังคับการสถานีทหารเรือสัตหีบ ได้พิจารณาย้ายตัว อาคารสโมสรหน้าโรงซ่อมเครื่องทุ่นแรงฯ มาสร้างบริเวณหลังกรีนหลุม 9 (กรีนหลุม 8 สนาม South ในปัจจุบัน) เพื่อให้สะดวกในการออกเล่นได้ทั้ง 2 รอบ โดยใช้งบประมาณของกิจการสนามกอล์ฟ มี พลเรือตรี โกวิทย์ วัฒนธรรม เป็นผู้จัดการ ฯ เมื่อเริ่มก่อสร้าง และ พลเรือตรี อุทัย เจริญพงษ์ เป็นผู้จัดการ ฯ เมื่อก่อสร้างเสร็จ และได้มีการปรับปรุงอาคารสโมสรพลูตาหลวง ทำการต่อเติมและดัดแปลงจากอาคารเดิม เมื่อ พ.ศ.2529 โดย ความเห็นชอบของ พลเรือเอก ประสพ อุดหนุน รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานอำนวยการสวัสดิการ สัตหีบ จึงให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองหลวงก่อสร้าง เป็นผู้ก่อสร้าง เริ่มก่อสร้างเมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ.2529 เสร็จใน 16 ตุลาคม พ.ศ.2529 วงเงิน 6,547,280.-บาท ทำพิธีเปิดอาคารโดย พลเรือเอก นิพนธ์ ศิริธร ผู้บัญชาการ ทหารเรือ เมื่อ 24 กันยายน พ.ศ.2529 ต่อมาใน พ.ศ.2531 ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้พิจารณาเห็นว่า การให้บริการแก่นักกอล์ฟที่เข้ามาใช้บริการ คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกมาก อันเนื่องมาจากการขยายตัวของย่านอุตสาหกรรมในภาคฝั่งทะเลด้านตะวันออก จึงได้พิจารณาสำรวจออกแบบและปรับพื้นที่บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำภูติอนันต์ ทำเป็นสนามกอล์ฟขึ้น อีก 9 หลุม โดยใช้กำลังพล งบประมาณ เครื่องมือกลที่มีอยู่ และได้รับเพิ่มเติมจากสมาชิกพิเศษสมทบ โดยมี พลเรือตรี โกวิทย์ วัฒนธรรม และ นาวาเอก ประกอบ นาคบัว เป็นผู้ออกแบบวาง Lay - Out และ พลเรือตรี กิจการณ์ อเนกะมัย เป็นผู้จัดการกิจการสนามกอล์ฟพลูตาหลวง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ 11 มีนาคม 2532 โดยใช้งบประมาณของกิจการกอล์ฟ เป็นเงินทั้งสิ้น 3, 178,015.52 บาท แล้วเสร็จสิ้นเดือน เมษายน พ.ศ.2535 โดยมี พลเอก สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดสนาม East เมื่อใน วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2535 ต่อมาปี พ.ศ.2539 พลเรือเอก ประเจตน์ ศิริเดช ประธานกรรมการสวัสดิการภายใน ทร.และผู้ บัญชาการทหารเรือ มีนโยบายที่จะก่อสร้างขยายสนามกอล์ฟราชนาวีพลูตาหลวงให้เป็นสนามกอล์ฟมาตรฐาน 36 หลุม และได้กรุณาอนุมัติแผนงานโครงการขยายสนามเพิ่มเติมอีก 9 หลุม ตามที่ พลเรือโท สุนันท์ พัฒนวงศ์ ประธานอนุกรรมการศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวีพลูตาหลวงและผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ เสนอ โดยมี พลเรือโท บุญทรง เชี่ยววิทย์ เป็นผู้จัดการ ฯ และ พลเรือโท เลิศ ศรีประเสริฐ เป็นผู้วาง Lay - Out โดย เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ตุลาคม พ.ศ.2538 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 20,107,519.14 บาท จากกองทุนสวัสดิการ ภายในกองทัพเรือ โดย พลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ทำพิธีเปิดเมื่อ 9 สิงหาคม พ.ศ.2540 10
หลังจากสร้างสนามกอล์ฟจนครบ 36 หลุมแล้ว มีข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการแข่งขัน ต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกอล์ฟกองทัพไทย การแข่งขันกอล์ฟนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ เกษียณสัมพันธ์และกอล์ฟราชองครักษ์ ตลอดจนการแข่งขันกอล์ฟเพื่อหารายได้เป็นการกุศลอื่น ๆ ซึ่งมีผู้เข้าร่วม การแข่งขันเป็นจำนวนมาก ทำให้สนามกอล์ฟประสบปัญหาในการให้บริการแก่นักกอล์ฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสโมสรซึ่งมีขนาด เล็กเหมาะสำหรับสนามกอล์ฟที่มี 18 หลุม การบริการห้องน้ำ (Locker ชาย – หญิง) สามารถให้บริการได้เพียง 50 - 60 คน สถานที่จัดเลี้ยง สามารถรับแขกได้เพียง 200 คน สถานที่ใช้สอย ไม่เหมาะสมกับการให้บริการผู้มา ใช้บริการ ตลอดจน Lay - out สนามของสนามกอล์ฟทั้ง 4 รอบ ไม่สอดคล้องกับออกเล่นจากศูนย์กลางและ จบจากศูนย์กลางเดียวกัน ซึ่งเป็นการไม่สะดวกในการให้บริการ ผู้ใช้สนามและการบริหารของสนามเอง ในปี พ.ศ.2542 สนามกอล์ฟศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวีพลูตาหลวง จึงได้เสนอแผนการปรับปรุง Lay - Out และการ ก่อสร้างอาคารสโมสรแห่งใหม่ ซึ่งประธานกรรมการอำนวยการศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวี และ เสธ.ทร. ขณะนั้น คือ พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง ได้เห็นพร้องตามที่ศูนย์พัฒนาราชนาวีพลูตาหลวงเสนอโดยเล็งเห็นว่าอาคารสโมสร แห่งใหม่นี้จะเป็นแหล่งชุมนุมของกำลังพลในการพบประสังสรรค์ได้อีกแห่งหนึ่ง ทั้งยังสามารถจะรับแขกของ กองทัพเรือได้อย่างสมเกียรติ หรือจะจัดการแข่งขันกอล์ฟในระดับประเทศหรือระดับชาติได้อย่างเชิดหน้าชูตา จึงได้ให้ความเห็นชอบและเสนอต่อประธานกรรมการสวัสดิการภายใน ทร.และ ผบ.ทร. พลเรือเอก วิจิตร ชำนาญ การณ์ ขออนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยการปรับเปลี่ยน Lay – Out เป็นงานอันดับแรก และให้ดำเนินการ ก่อสร้างอาคารสโมสรหลังใหม่เป็นโครงการต่อไป แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ พลเรือเอก ธีระ ห้างเจริญ ประธานกรรมการสวัสดิการภายใน ทร.และ ผบ.ทร. จึงให้ชะลอโครงการก่อสร้าง อาคารสโมสรแห่งใหม่ไว้ก่อน ต่อมา พลเรือตรี สุธี บูรณะสิน เป็นผู้จัดการฯ มีแนวความคิดที่จะปรับปรุงให้การเล่นกอล์ฟมีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดในที่แห่งเดียวกันทั้ง 4 สนาม มีการปรับเปลี่ยน Lay - Out ใหม่บางหลุม กับมีแนวคิดที่จะสร้างสโมสร ใหม่ จัดสร้าง Starting House จำนวน 2 หลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนในการสร้าง Starting House จากการ ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด บริจาคงบประมาณจำนวนหน่วยละ 600,000.- บาท เพื่อให้สนามกอล์ฟศูนย์พัฒนากีฬาราชนาวีพลูตาหลวง ได้ใช้สำหรับให้บริการแก่สมาชิกและ ผู้เล่นกอล์ฟ ให้ได้รับความสะดวกในการออกรอบและสิ้นสุดในที่แห่งเดียวกัน โดยได้ดำเนินการสร้างแล้วเสร็จเมื่อ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2543 ในปี พ.ศ.2544 เศรษฐกิจของประเทศเริ่มดีขึ้นในระดับหนึ่ง พลเรือเอก ประเสริฐ บุญทรง ประธาน กรรมการสวัสดิการภายใน ทร.และ ผบ.ทร. จึงได้อนุมัติดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารสโมสรแห่งใหม่ พร้อม สิ่งอำนวยความสะดวก วงเงิน 80,393,400.-บาท เมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ.2544 11
สำหรับสนามทั้ง 4 สนาม ได้ปรับปรุงจนเสร็จสมบูรณ์ สามารถใช้ได้ครบและเป็นไปตามแผน Lay Out ใหม่ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ.2544 เมื่อ 30 มีนาคม พ.ศ.2544 หจก.งามวงศ์วานการช่าง ผู้ได้รับงานโครงการก่อสร้างอาคารสโมสรแห่งใหม่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ได้เริ่มเข้ามาดำเนินการก่อสร้าง โดยใช้ระยะเวลา 330 วัน กำหนด แล้วเสร็จใน 23 กุมภาพันธ์พ.ศ.2545 5. ปัญหาและความต้องการทางการศึกษาของประชาชนที่จำแนกตามลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย 5.1 ขนาด กศน.ตำบล จำนวนผู้เรียน/นักศึกษา ระดับการศึกษาที่ให้บริการ กศน.ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจัดการศึกษาสำหรับผู้ ไม่รู้หนังสือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีนักศึกษาชาย และหญิง รวมทั้งสิ้น จำนวน 205 คน 5.2 ความต้องการทางการศึกษาของประชาชน กศน.ตำบลพลูตาหลวงได้จัดทำฐานข้อมูลสำรวจความ ต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไว้ในเวฟไซน์ของ กศน.อำเภอสัตหีบ เพื่อเป็นการง่ายและสะดวกต่อการค้นหา กลุ่มเป้าหมาย และให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลสามารถสืบค้นข้อมูล ความต้องการของประชาชน จากหน้าในเวฟไซน์ของ กศน.อำเภอสัตหีบได้ โดยสามารถสืบค้นโดยแยกตามกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้ http://202.143.146.70/survey/insert.php 12
ส่วนที่ 2 ทิศทาง นโยบาย กศน.ตำบล……พลูตาหลวง……… นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ได้กําหนดแผนแม่บทประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอด ช่วงชีวิต โดยมีแผนย่อยที่เกี่ยวข้องกับการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนได้แก่ แผนย่อยประเด็นการ พัฒนาการเรียนรู้ และแผนย่อยประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ เอื้อต่อการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย การพัฒนา ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น การพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงาน รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ ประเด็น การพัฒนาการเรียนรู้ ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย ประกอบกับแผนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา นโยบายรัฐบาลทั้งในส่วนนโยบายหลักด้านการปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพ คนตลอดช่วงชีวิต และนโยบายเร่งด่วนเรื่องการเตรียมคนไทยสู่ ศตวรรษที่ 21 ตลอดจนแผนพัฒนาประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2568) นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2562 2568) โดยคาดหวัง ว่าการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ประชาชนจะได้รับ การพัฒนาการเรียนรู้ให้เป็นคนดี คนเก่งมีคุณภาพ และมีความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ กําหนดนโยบายและจุดเน้น ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ขึ้น เพื่อเป็น เข็มมุ่งของหน่วยงานภายใต้ กระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนการดําเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนต่าง ๆ ดังกล่าว สํานักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตระหนัก ถึงความสําคัญของการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจหลักตามแผนพัฒนาประเทศ และนโยบาย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ที่คํานึงถึงหลักการบริหารจัดการทั้งในเรื่องหลักธรรมาภิบาล หลักการกระจาย อํานาจ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และ ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร การสร้างบรรยากาศในการทํางานและการเรียนรู้ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรด้านการ จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ใน 4 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้คุณภาพ การ สร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ องค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ และการบริหารจัดการคุณภาพ อันจะนําไปสู่การสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา การยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการสําหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความพึงพอใจ ให้กับผู้รับริการ โดยได้กําหนดนโยบายและจุดเน้น การดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ดังนี้
หลักการ กศน. เพื่อประชาชน “ก้าวใหม่ : ก้าวแห่งคุณภาพ” นโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สํานักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 1. ด้านการจัดการเรียนรู้คุณภาพ 1.1 น้อมนําพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงาน โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริทุกโครงการ และโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 1.2 ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 1.3 ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างวินัย จิตสาธารณะ และอุดมการณ์ ความยึดมั่น ในสถาบันหลักของชาติ รวมถึงการมีจิตอาสา ผ่านกิจกรรมต่างๆ 1.4 ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภทให้สอดรับกับการพัฒนาคน ทิศทางการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการและความหลากหลายของผู้เรียน/ผู้รับบริการ รวมถึงปรับลด ความหลากหลายและความซ้ำซ้อนของหลักสูตร เช่น หลักสูตรการศึกษาสําหรับกลุ่มเป้าหมายบนพื้นที่สูง พื้นที่ พิเศษ และพื้นที่ชายแดน รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ 1.5 ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียน สามารถเข้าถึงการประเมินผลการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ เพื่อการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้ความสําคัญกับ การเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะผู้เรียน ให้ตอบโจทย์การประเมินในระดับประเทศและระดับสากล เช่น การประเมินสมรรถภาพผู้ใหญ่ ตลอดจนกระจาย อํานาจ ไปยังพื้นที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.6 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ด้วยตนเองครบวงจร ตั้งแต่ การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษา ต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการสร้างและขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถ เรียนรู้ ได้สะดวก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน 1.7 พัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสํานักงาน กศน. ตลอดจน พัฒนา สื่อการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และให้มีคลังสื่อการเรียนรู้ที่เป็นสื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย ง่าย ต่อการสืบค้นและนําไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 1.8 เร่งดําเนินการเรื่อง Academic Credit-bank System ในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อ การสร้างโอกาสในการศึกษา 1.9 พัฒนาระบบนิเทศการศึกษา การกํากับ ติดตาม ทั้งในระบบ On-Site และ Online รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาการดําเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2. ด้านการสร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ 2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตที่เน้นการพัฒนาทักษะที่จําเป็นสําหรับแต่ละช่วงวัย และ 14
การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายและบริบทพื้นที่ 2.2 พัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้นที่เน้น New skill Up skill และ Re skill ที่สอดคล้องกับบริบท พื้นที่ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของตลาดแรงงาน และกลุ่มอาชีพใหม่ที่รองรับ Disruptive Technology 2.3 ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ที่เน้น “ส่งเสริมความรู้ สร้าง อาชีพ เพิ่มรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาด ต่อยอดภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์และช่องทางการจําหน่าย 2.4 ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุเพื่อให้เป็น Active Ageing Workforce และมี Life Skill ใน การดํารงชีวิตที่เหมาะกับช่วงวัย 2.5 ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จําเป็นสําหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เช่น ผู้พิการ ออทิสติก เด็กเร่ร่อน และผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ 2.6 ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษาให้กับบุคลากร กศน. และผู้เรียนเพื่อรองรับ การพัฒนาประเทศ 2.7 ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน กศน. 2.8 สร้าง อาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ใน ชุมชน 2.9 ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. รวมทั้งรวบรวมและเผยแพร่เพื่อให้ หน่วยงาน / สถานศึกษา นําไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 3. ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ 3.1 ทบทวนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน สถานศึกษา เช่น สถาบัน กศน.ภาค สถาบันการศึกษา และ พัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถานศึกษาขึ้นตรงสังกัดส่วนกลาง กลุ่มสํานักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ฝึกและพัฒนาราษฎร ไทย บริเวณชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในพื้นที่ 3.2 ยกระดับมาตรฐาน กศน.ตําบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ให้ เป็นพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สําคัญของชุมชน 3.3 ปรับรูปแบบกิจกรรมในห้องสมุดประชาชน ที่เน้น Library Delivery เพื่อเพิ่มอัตราการอ่าน และ การรู้หนังสือของประชาชน 3.4 ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Science@home โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือนําวิทยาศาสตร์ สู่ ชีวิตประจําวันในทุกครอบครัว 3.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ Public Learning Space/ Co- (eaming Space เพื่อการสร้างนิเวศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นสังคม 3.6 ยกระดับและพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน ให้เป็นสถาบันพัฒนาอาชีพระดับภาค 3.7 ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานของกลุ่ม กศน. จังหวัดให้มีประสิทธิภาพ 15
4. ด้านการบริหารจัดการคุณภาพ 4.1 ขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนทบทวนภารกิจบทบาท โครงสร้างของหน่วยงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย 4.2 ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ คําสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เอื้อต่อการบริหาร จัดการ และการจัดการเรียนรู้ เช่น การปรับหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการจัดหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง 4.3 ปรับปรุงแผนอัตรากําลัง รวมทั้งกําหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนําคนเข้าสู่ตําแหน่ง การย้าย โอน และการเลื่อนระดับ 4.4 ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรทุกระดับให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตําแหน่งให้ตรงกับ สายงาน และทักษะที่จําเป็นในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 4.5 ปรับปรุงระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาให้มีความครอบคลุม เหมาะสม เช่น การปรับ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของผู้พิการ เด็กปฐมวัย 4.6 ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น ข้อมูล การรายงานผลการดําเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจากการศึกษาในระบบ เด็กเร่ร่อน ผู้พิการ 4.7 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ 4.8 ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 และการประเมินคุณภาพ และ ความโปร่งใสการดําเนินงานของภาครัฐ (ITA) 4.9 เสริมสร้างขวัญและกําลังใจให้กับข้าราชการและบุคลากรทุกประเภทในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ประกาศ เกียรติคุณ การมอบโล่ / วุฒิบัตร 4.10 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการจัดการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสําหรับประชาชน ภารกิจต่อเนื่อง 1. ด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 1.1 การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยดําเนินการ ให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนค่าจัดซื้อหนังสือเรียน ค่าจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าจัดการเรียน การ สอนอย่างทั่วถึงและเพียงพอเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ด้อย พลาด และขาด โอกาสทางการศึกษา ผ่านการเรียนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง การพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียน และการจัด การศึกษาทางไกล 3) พัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านหลักสูตรรูปแบบ/กระบวนการเรียนการสอน สื่อและนวัตกรรม ระบบการวัดและประเมินผล การเรียน และระบบการให้บริการนักศึกษาในรูปแบบอื่น ๆ 16
4) จัดให้มีการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ที่มี ความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ มีมาตรฐานตามที่กําหนด และสามารถตอบสนองความต้องการ ของ กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) จัดให้มีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีคุณภาพที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้และเข้าร่วมปฏิบัติ กิจกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตร อาทิ กิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคี กิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดการแข่งขันกีฬา การบําเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด กิจกรรม จิตอาสา และการจัดตั้งชมรม/ชุมนุม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนํากิจกรรมการบําเพ็ญประโยชน์อื่นๆ นอกหลักสูตรมาใช้เพิ่มชั่วโมงกิจกรรมให้ผู้เรียนจบตามหลักสูตรได้ 1.2 การส่งเสริมการรู้หนังสือ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ไม่รู้หนังสือ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัยและเป็นระบบ เดียวกัน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 2) พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร สื่อ แบบเรียนเครื่องมือวัดผลและเครื่องมือการดําเนินงานการ ส่งเสริมการรู้หนังสือที่สอดคล้องกับสภาพและบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 3) พัฒนาครู กศน. และภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดการศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะ การ จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้ไม่รู้หนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจัดให้มีอาสาสมัครส่งเสริมการรู้ หนังสือใน พื้นที่ที่มีความต้องการจําเป็นเป็นพิเศษ 4) ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ การคงสภาพการรู้หนังสือ การพัฒนาทักษะการรู้หนังสือให้กับประชาชนเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ของประชาชน 1.3 การศึกษาต่อเนื่อง 1) จัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทําอย่างยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทําในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการ บริการ รวมถึงการเน้นอาชีพช่างพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน ความต้องการและศักยภาพของแต่ ละพื้นที่ มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ ตลอดจน สร้างความเข้มแข็งให้กับศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยจัดให้มีการส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การ พัฒนา หนึ่งตําบลหนึ่งอาชีพเด่น การประกวดสินค้าดีพรีเมี่ยม การสร้างแบรนด์ของ กศน. รวมถึงการส่งเสริมและ จัดหาช่องทางการจําหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ และให้มีการกํากับ ติดตาม และรายงานผลการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทําอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 2) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ ที่ สอดคล้องกับความต้องการจําเป็นของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีทักษะการดํารงชีวิตตลอดจน สามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคม ได้ อย่างมีความสุขสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 17
เตรียมพร้อมสําหรับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต โดย จัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสําคัญต่าง ๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ความรู้เพื่อการป้องการการแพร่ระบาด ของเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COMID - 19) การอบรมพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพจิต การอบรมคุณธรรม และจริยธรรม การป้องกันภัยยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝังและการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ ความปลอดภัย ในชีวิตและ ทรัพย์สิน ผ่านการอบรมเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุม การอบรม ส่งเสริมความสามารถพิเศษต่าง ๆ เป็นต้น 3) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน โดยใช้หลักสูตรและการจัดกระบวนการเรียนรู้ แบบ บูรณาการในรูปแบบของการฝึกอบรมการประชุม สัมมนา การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดกิจกรรม จิตอาสา การสร้างชุมชนนักปฏิบัติ และรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และบริบทของชุมชน แต่ละพื้นที่ เคารพ ความคิดของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายทางความคิดและอุดมการณ์ รวมทั้งสังคม พหุวัฒนธรรม โดยจัดกระบวนการให้บุคคลรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันสร้างกระบวนการจิตสาธารณะ การสร้าง จิตสํานึกความเป็นประชาธิปไตย การเคารพในสิทธิและเสรีภาพ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ความเป็นพลเมือง ที่ดี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การ เป็นจิตอาสา การบําเพ็ญประโยชน์ในชุมชนการ บริหารจัดการ การรับมือกับสาธารณภัย การอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอด ชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับประชาชน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีการ บริหารจัดการ ความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ตามทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและพัฒนา ศักยภาพ การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น การพัฒนา กศน. ตําบล ห้องสมุด ประชาชนทุกแห่งให้มีการบริการที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน การสร้าง เครือข่าย ส่งเสริมการอ่าน จัดหน่วยบริการห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดชาวตลาด พร้อมหนังสือและอุปกรณ์เพื่อ จัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ รวมทั้ง เสริมสร้างความพร้อมในด้านบุคลากร สื่ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการอ่าน และการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการอ่าน อย่างหลากหลายรูปแบบ 2) จัดสร้างและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอด ชีวิต ของประชาชน เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะวิทยาการประจํา ท้องถิ่น โดยจัดทําและพัฒนานิทรรศการสื่อและกิจกรรมการศึกษาที่เน้นการเสริมสร้างความรู้และสร้างแรง บันดาลใจ ด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกวิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และปลูกฝังเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ผ่านการกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง บริบทของชุมชน และ ประเทศ รวมทั้งระดับภูมิภาค และระดับโลกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และสามารถนําความรู้และทักษะไป 18
ประยุกต์ใช้ในการดําเนินชีวิต การพัฒนา อาชีพ การรักษาสิ่งแวดล้อม การบรรเทาและป้องกันภัยพิบัติทาง ธรรมชาติ รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่าง รวดเร็วและรุนแรง (Disruptive Changes) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ประสานความร่วมมือหน่วยงาน องค์กร หรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อ ส่งเสริม การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ แหล่งโบราณคดี วัด ศาสนาสถาน ห้องสมุด รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น 2. ด้านหลักสูตร สื่อรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลงานบริการ ทางวิชาการ และ การประกันคุณภาพการศึกษา 2.1 ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเพื่อส่งเสริม การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และ หลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน 2.2 ส่งเสริมการพัฒนาสื่อแบบเรียน สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่น ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 2.3 พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลให้มีความทันสมัย หลากหลายช่องทางการเรียนรู้ ด้วยระบบ ห้องเรียนและการควบคุมการสอบรูปแบบออนไลน์ 2.4 พัฒนาระบบการประเมินเพื่อเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับรู้และสามารถเข้าถึงระบบการประเมินได้ 2.5 พัฒนาระบบการวัดและประเมินผลการศึกษานอกระบบทุกหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตร ในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้มาตรฐานโดยการนําแบบทดสอบกลาง และระบบการสอบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ การ วัด และประเมินผล และเผยแพร่รูปแบบการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย รวมทั้งให้มีการนําไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบท 2.7 พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาระบบการประกัน คุณภาพภายในที่สอดคล้องกับบริบทและภารกิจของ กศน. มากขึ้น เพื่อพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสําคัญของระบบการประกันคุณภาพ และสามารถ ดําเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้การประเมินภายในด้วยตนเอง และจัดให้ มี ระบบสถานศึกษาพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุนอย่างใกล้ชิด สําหรับสถานศึกษาที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมินคุณภาพ ภายนอก ให้พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด 19
3. ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 3.1 ผลิตและพัฒนารายการวิทยุและรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อให้เชื่อมโยงและตอบสนอง ต่อ การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษา สําหรับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ให้มีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีคุณภาพ สามารถพัฒนาตนเองให้รู้เท่า ทัน สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร เช่น รายการพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานทํา รายการติวเข้มเติม เต็มความรู้ รายการ รายการทํากินก็ได้ ทําขายก็ดี ฯลฯ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุศึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) และทางอินเทอร์เน็ต 3.2 พัฒนาการเผยแพร่การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยโดยผ่านระบบ เทคโนโลยี ดิจิทัล และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Youtube Facebook หรือ Application อื่น ๆ เพื่อส่งเสริม ให้ครู กศน. นําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Do It Yourself : DIY) 3.3 พัฒนาสถานีวิทยุศึกษาและสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการ ออกอากาศให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยขยาย เครือข่ายการรับฟังให้สามารถรับฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและเพิ่มช่องทาง ให้สามารถ รับชมรายการโทรทัศน์ได้ทั้งระบบ Ku - Band C - Band Digital TV และทางอินเทอร์เน็ต พร้อมที่จะ รองรับการ พัฒนาเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสาธารณะ (Free ETV) 3.4 พัฒนาระบบการให้บริการสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเพื่อให้ได้หลายช่องทางทั้งทาง อินเทอร์เน็ต และรูปแบบอื่น ๆ อาทิ Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ Tablet รวมทั้งสื่อ Offline ในรูปแบบ ต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกใช้บริการเพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ 3.5 สํารวจ วิจัย ติดตามประเมินผลด้านการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อนําผล มาใช้ ในการพัฒนางานให้มีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของประชาชน ได้อย่างแท้จริง 4. ด้านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์ 4.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริหรือโครงการ อันเกี่ยวเนื่อง จากราชวงศ์ 4.2 จัดทําฐานข้อมูลโครงการและกิจกรรมของ กศน.ที่สนองงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริ หรือโครงการอันเกี่ยวเนื่องจากราชวงศ์เพื่อนําไปใช้ในการวางแผน การติดตามประเมินผลและการ พัฒนางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการดําเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เพื่อให้ เกิดความเข้มแข็งในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 4.4 พัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”เพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตามบทบาทหน้าที่ที่กําหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.5 จัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ถิ่นทุรกันดาร และพื้นที่ชายของ 20
5. ด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่บริเวณ ชายแดน 5.1 พัฒนาการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1) จัดและพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ที่ตอบสนองปัญหา และ ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ 2) พัฒนาคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถนําความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้จริง 3) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาจัดให้มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่บุคลากรและ นักศึกษา กศน.ตลอดจนผู้มาใช้บริการอย่างทั่วถึง 5.2 พัฒนาการจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 1) ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทําแผนการศึกษาตามยุทธศาสตร์ และบริบทของแต่ละจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 2) จัดทําหลักสูตรการศึกษาตามบริบทของพื้นที่ โดยเน้นสาขาที่เป็นความต้องการของตลาด ให้ เกิดการพัฒนาอาชีพได้ตรงตามความต้องการของพื้นที่ 5.3 จัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน(ศฝช.) 1) พัฒนาศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกและสาธิต การ ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการจัดกิจกรรมตามแนวพระราชดําริปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สําหรับประชาชนตามแนวชายแดนด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) มุ่งจัดและพัฒนาการศึกษาอาชีพโดยใช้วิธีการหลากหลายใช้รูปแบบเชิงรุกเพื่อการเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย เช่น การจัดมหกรรมอาชีพ การประสานความร่วมมือกับเครือข่าย การจัดอบรมแกนนําด้านอาชีพ ที่เน้นเรื่องเกษตรธรรมชาติที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนชายแดน ให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดน 6. ด้านบุคลากรระบบการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 6.1 การพัฒนาบุคลากร 1) พัฒนาบุคลากรทุกระดับทุกประเภทให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและระหว่าง การดํารงตําแหน่งเพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงานให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตําแหน่ง ให้ตรงกับสาย งาน ความชํานาญ และความต้องการของบุคลากรสามารถปฏิบัติงานและบริหารจัดการการดําเนินงานของ หน่วยงานและ สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งส่งเสริมให้ข้าราชการในสังกัดพัฒนาตนเองเพื่อเลื่อน ตําแหน่ง หรือเลื่อนวิทยฐานะโดยเน้นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ 2) พัฒนาศึกษานิเทศก์ กศน. ให้มีสมรรถนะที่จําเป็นครบถ้วน มีความเป็นมืออาชีพ สามารถ ปฏิบัติการนิเทศได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยในสถานศึกษา 21
3) พัฒนาหัวหน้า กศน.ตําบล/แขวงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อการบริหารจัดการ กศน.ตําบล/ แขวง และการปฏิบัติงานตามบทบาทภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นนักจัดการความรู้และผู้อํานวย ความสะดวกในการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 4) พัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้สามารถจัดรูปแบบการเรียนรู้ ได้อย่างมีคุณภาพโดยส่งเสริมให้มีความรู้ความสามารถในการจัดทําแผนการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้ การ วัด และประเมินผล และการวิจัยเบื้องต้น 5) พัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่รับผิดชอบการบริการการศึกษาและการเรียนรู้ ให้มีความรู้ ความสามารถและมีความเป็นมืออาชีพในการจัดบริการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน6) ส่งเสริมให้ คณะกรรมการ กศน. ทุกระดับ และคณะกรรมการสถานศึกษา มีส่วนร่วมในการ บริหารการดําเนินงานตาม บทบาทภารกิจของ กศน.อย่างมีประสิทธิภาพ 7) พัฒนาอาสาสมัคร กศน. ให้สามารถทําหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) พัฒนาสมรรถนะและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรรวมทั้งภาคีเครือข่ายทั้งใน และ ต่างประเทศในทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ร่วมกันในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องอาทิ การแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพ ใน การทํางาน 6.2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอัตรากําลัง 1) จัดทําแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดําเนินการปรับปรุงสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ให้มี ความพร้อมในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 2) สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง และบริหารอัตรากําลังที่มีอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ราชการ และลูกจ้าง ให้เป็นไปตามโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากําลัง รวมทั้งรองรับกับบทบาทภารกิจ ตามที่กําหนดไว้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 3) แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากรเพื่อนํามาใช้ ในการ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมสําหรับดําเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้สําหรับประชาชน 6.3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ. 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศ อย่าง เป็นระบบเพื่อให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดสามารถนําไปใช้เป็นเครื่องมือสําคัญในการบริหาร การ วางแผน การปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผล รวมทั้งจัดบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อย่างมีประสิทธิภาพ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ โดยพัฒนาระบบการกํากับ ควบคุม และ เร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ 22
3) พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของนักศึกษา กศน. ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย และ เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ สามารถสืบค้นและสอบทานได้ทันความต้องการเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้กับ ผู้เรียนและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมให้มีการจัดการความรู้ในหน่วยงานและสถานศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการศึกษาวิจัย เพื่อสามารถนํามาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการดําเนินงานที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และ ชุมชนพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถเชิงการแข่งขันของหน่วยงานและสถานศึกษา 5) สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมทั้งใน ประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้เกิด ความร่วมมือ ในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับประชาชนอย่างมีคุณภาพ 6) ส่งเสริมการใช้ระบบสํานักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-office) ในการบริหารจัดการ เช่น ระบบการ ลา ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการขอใช้รถราชการ ระบบการขอใช้ห้องประชุม เป็นต้น 7) พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริต และ ประพฤติมิชอบ บริหารจัดการบนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความโปร่งใส 6.4 การกํากับ นิเทศติดตามประเมิน และรายงานผล 1) สร้างกลไกการกํากับ นิเทศ ติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดําเนินงานการศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยให้เชื่อมโยงกับหน่วยงาน สถานศึกษา และภาคีเครือข่ายทั้งระบบ 2) ให้หน่วยงานและสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกระดับ พัฒนาระบบกลไกการกํากับ ติดตามและ รายงานผลการนํานโยบายสู่การปฏิบัติ ให้สามารถตอบสนองการดําเนินงานตามนโยบายในแต่ละเรื่องได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสื่ออื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อการกํากับ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ 4) พัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการตามคํารับรองการปฏิบัติราชการ ประจําปี ของหน่วยงาน สถานศึกษา เพื่อการรายงานผลตามตัวชี้วัดในคํารับรองการปฏิบัติราชการประจําปี ของ สํานักงาน กศน.ให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กําหนด 5) ให้มีการเชื่อมโยงระบบการนิเทศในทุกระดับ ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่ ส่วนกลาง ภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด อําเภอ/เขต และตําบล/แขวง เพื่อความเป็นเอกภาพในการใช้ข้อมูล และ การพัฒนางานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 23
การจัดการศึกษาต่อเนื่อง ความหมาย การศึกษาต่อเนื่อง หมายความว่า เป็นการจัดการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบที่เป็น หลักสูตรระยะสั้น การศึกษาสายอาชีพ กลุ่มสนใจ ที่จัดตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ อาชีพ ทักษะชีวิต การพัฒนาสังคมและชุมชน การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะในการประกอบอาชีพของบุคคล เพื่อให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพหรือพัฒนาอาชีพของตนเองได้ โดยพิจารณาถึงความต้องการในการเรียนของ แต่ละบุคคล ทักษะชีวิต เป็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเพื่อให้มีความรู้ เจตคติและทักษะที่ จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้บุคคลสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมกับการปรับตัวในอนาคต เช่น ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีเป็นต้น การพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นการศึกษาที่บูรณาการความรู้และทักษะจากการศึกษาที่ผู้เรียน มีอยู่หรือได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบ แล้วนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและ ชุมชนโดยมีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย และใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนรู้ของคนในชุมชน เช่น ประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น วิธีการจัดการเรียนรู้ วิธีการจัดการศึกษาต่อเนื่อง เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จากวิทยากร สื่อ หรือการปฏิบัติ โดยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ดังนี้ 1. การเรียนรู้รายบุคคล เป็นการเรียนรู้ของผู้เรียนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ต้องการจะ เรียนรู้ในเนื้อหาใด เนื้อหาหนึ่ง ซึ่งเป็นความสนใจเฉพาะตัว ตามหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องในสถานศึกษาหรือ ภาคีเครือข่าย โดยผู้เรียนและวิทยากรร่วมกันวางแผน และออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของ ผู้เรียนแต่ละบุคคล 2. การเรียนรู้รายกลุ่ม เป็นการเรียนรู้ของผู้เรียนตั้งแค่สองคนขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน สิบห้าคน ซึ่งมีความสนใจตรงกันตามหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง 3. การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้เป็นการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนในแหล่งเรียนรู้ เช่น ศูนย์ขยายเพาะพันธุ์ปลา ศูนย์สาธิตการทำไร่นาสวนผสม ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อ การผลิต องค์การชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น โดยมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ใน การจัดการศึกษาให้กับผู้เรียน 24
4. การเรียนรู้ในสถานประกอบการ เป็นการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสถาน ประกอบการ เช่น อู่ซ่อมรถยนต์ ห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งประกอบการ SMEs ที่มีส่วนร่วมหรือมีวัตถุประสงค์ใน การจัดการศึกษาต่อเนื่อง 5. การเรียนรู้จากฐานการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เช่น ฐาน การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ ฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ฐานการเรียนรู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ สุขภาพอนามัย ฐานการเรียนรู้คุณธรรม จริยธรรม ฐานการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากวิทยากร สถานการณ์จริง หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง 6. การศึกษาทางไกล เป็นวิธีการจัดการศึกษาที่เปิดกว้างในเรื่องของเวลา สถานที่ เน้น การเรียนรู้ด้วยตนเองจากสื่อประสมที่หลากหลาย มีการจัดกิจกรรมเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ที่จำเป็น เหมาะสมกับเนื้อหา ตามหลักสูตร รวมทั้งมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหรือปฏิบัติการจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้แบบพึ่งพาตนเอง ผู้เรียนจึงต้องวางแผนและสร้างวินัยในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การสรรหาและแต่งตั้งวิทยากร การสรรหาวิทยากร ให้สถานศึกษาสรรหาวิทยากรโดยพิจารณาจากคุณสมบัติดังนี้ 1. เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิหรือเกียรติบัตรรับรอง หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ ในสาขาวิชาหรือหลักสูตรนั้น ๆ 2. เป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพสาขาวิชาหรือหลักสูตรนั้น ๆ 3. เป็นผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน การแต่งตั้งวิทยากร ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด สำนักงาน กศน. เป็นผู้อนุมัติแต่งตั้ง โดยจัดทำเป็นคำสั่ง ขั้นตอนการดำเนินงาน 1. สถานศึกษาและภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมในเรื่องหลักสูตร วิทยากร สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการจัดการศึกษา 2. ผู้เรียนสมัครและลงทะเบียนเรียนต่อสถานศึกษาหรือภาคีเครือข่าย 3. สถานศึกษาพิจารณาอนุญาตและจัดส่งผู้เรียนได้เรียนกับวิทยากรในแหล่งการเรียนรู้ สถานประกอบการ ที่เหมาะสมตามหลักสูตร 4. วิทยากรประเมินพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนก่อนจัดกระบวนการเรียนรู้ 5. ผู้เรียนกับวิทยากรร่วมกันจัดทำแผนการเรียนรู้ 6. ดำเนินการจัดการเรียนการสอน 7. วิทยากรประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนและหลังจบหลักสูตร รวมทั้งประเมินความ พึงพอใจของผู้เรียน 25
การวัดผลประเมินผลและรายงานผลการเรียน การวัดผลประเมินผลให้ดำเนินการตามที่หลักสูตรกำหนด ด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น 1. ประเมินความรู้ ความสามารถ ทักษะ ด้วยการซักถาม ทดสอบและปฏิบัติ 2. ประเมินด้านคุณธรรม ด้วยแบบประเมินคุณธรรม 3. ประเมินชิ้นงาน ด้วยผลงานที่ปฏิบัติ 4. ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนด้วยแบบสอบถาม การออกหลักฐานการศึกษา ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนามในหลักฐานการศึกษา ตามหลักสูตรกำหนด โดยระบุชื่อ วิชา/กิจกรรม ระยะเวลา ในกรณีภาคีเครือข่ายที่ไม่ใช่สถานศึกษาเป็นผู้จัดให้ส่งหลักฐานการจบการศึกษาให้กับ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเป็นผู้ออกวุฒิบัตร แหล่งเรียนรู้/สถานประกอบการ แหล่งเรียนรู้/สถานประกอบการ ควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. อยู่ในทำเลที่ตั้งที่ผู้เรียนสามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย 2. มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติ 3. เป็นแหล่งการเรียนรู้/สถานประกอบการ ที่มีการดำเนินงานมั่นคง น่าเชื่อถือเป็นที่ ยอมรับในสังคม 4. มีความพร้อม มีวิทยากร หรือผู้ให้ความรู้ประจำ สามารถจัดการเรียนรู้ หรือจัดการ เรียนการสอนจนจบหลักสูตรหรือจบกระบวนการได้ รวมทั้งสามารถให้การฝึกปฏิบัติแก่ผู้เรียนจนสามารถปฏิบัติ ในเรื่องนั้น ๆ ได้ 5. สามารถจัดบุคลากรเข้าร่วมประชุม อบรม พัฒนากับสถานศึกษาได้ 6. มีทัศนคติ เจตคติที่ดีต่อการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้กับผู้อื่น 7. สามารถดูแล ให้คำปรึกษา แนะนำ และรับผิดชอบผู้เรียนจนจบหลักสูตร หลักเกณฑ์การจ่ายเงินงบประมาณ 1. อาชีพ ในแต่ละ กศน. ตำบล ให้เปิดสอนอาชีพ 40 ชั่วโมงขึ้นไป จำนวน 1 ห้อง ผู้เรียนไม่น้อยกว่า 15 คน โดยให้เบิกค่าใช้จ่ายดังนี้ 1.1 ค่าตอบแทน จ่ายค่าตอบแทนวิทยากรชั่วโมงละไม่เกิน 200 บาท ตาม จำนวนผู้เรียน 3 ระดับ ดังนี้ (1) ผู้เรียนที่มีต่ำกว่า 6 คน ชั่วโมงละไม่เกิน 50 บาท (2) ผู้เรียนที่มีตั้งแต่ 6 – 10 คน ชั่วโมงละไม่เกิน 100 บาท (3) ผู้เรียนที่มีตั้งแต่ 11 คนขึ้นไป ชั่วโมงละไม่เกิน 200 บาท 1.2 ค่าใช้สอย จ่ายเป็นค่าเช่าสถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการ 26
เดินทางไปราชการของวิทยากรที่เป็นบุคคลภายนอก (จ่ายเป็นค่าพาหนะ และค่าเช่าที่พัก ในอัตราต่ำสุด กรณีเป็น ข้าราชการบำนาญเบิกจ่ายตามยศ ตำแหน่งครั้งสุดท้าย) 1.3 ค่าวัสดุ จ่ายเป็นค่าวัสดุฝึกเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นและเหมาะสม ประหยัด และเพื่อ ประโยชน์ของทางราชการ ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร หลักสูตรละไม่เกิน 2000 บาทต่อผู้เรียน 1 คน 1.4 ค่าสาธารณูปโภค จ่ายให้แก่หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ถัวจ่ายจากวงเงินที่ได้รับในแต่ละหลักสูตร (ใช้ใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงิน) 2.1 ความหมายของหลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร ความหมายของหลักสูตร ททททททททวิชัย วงษ์ใหญ่ (2525:2-3) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์ทั้งหลายที่สถานศึกษาจัดให้แก่ ผู้เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง และหลักสูตรที่ดีนั้นต้องเป็นหลักสูตรที่ตอบสนองความ ต้องการ ความสนใจของผู้เรียน และสอดคล้องกับความต้องการของชีวิต ที่เหมาะสมที่สุด ได้แก่ สภาพทาง เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมด้านการศึกษา การเปลี่ยนแปลงทางสังคม สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ สภาพทางการเมืองการปกครอง สภาพด้านขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ค่านิยม และคุณธรรม สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (2549:2) กล่าวว่า หลักสูตรระยะสั้น หมายถึง หลักสูตรที่สถานศึกษาจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนนอกเหนือจาการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต โดย ให้มีความยืดหยุ่น เนื้อหา ระยะเวลาเรียน และสถานที่ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและชุมชน หรือตาม นโยบายของทางราชการ สรุปได้ว่า หลักสูตรคือประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับ จะเป็นประสบการณ์ใดๆ ก็ได้เมื่อผ่านเข้าไปใน การรับรู้ของผู้เรียนแล้ว ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (2547:17) กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรนั้น สถาบันหรือ สถานศึกษาจะต้องสำรวจศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายโดยตรง จึงจะสามารถพัฒนาหลักสูตรได้ สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย บรรพต สุวรรณประเสริฐ (2544:12) กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ในสถานศึกษาให้มี ประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางที่ชาติต้องการ 2.2 ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตร Taba (อ้างถึงใน วิชัย วงษ์ใหญ่ ,2525:10) ได้กล่าวถึงขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรและการสอน ที่เต็มรูปแบบและสมบูรณ์ไว้ 7 ประการ ดังนี้ 1. การศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ของสังคมและวัฒนธรรม 2. การกำหนดจุดมุ่งหมาย 3. การเลือกเนื้อหาสาระ 4. การจัดรวบรวมพินิจเนื้อหาสาระ 27
5. การเลือกประสบการณ์เรียน 6. การจัดประสบการณ์เรียน 7. การประเมินผล เพื่อตรวจสอบดูว่ากิจกรรมและประสบการณ์เรียนที่จัดขึ้นนั้นได้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (2549:5) กล่าวว่าในการจัดทำหลักสูตรจะต้องมี องค์ประกอบอย่างน้อย 5 ขั้นตอน คือ 1. สำรวจ / รวบรวมความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 2. วิเคราะห์ / จัดลำดับข้อมูลความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 3. กำหนดหลักสูตรระยะสั้น 4. การอนุมัติหลักสูตร 5. คลังหลักสูตรระยะสั้น ททททททททและตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (กรมการศึกษานอกโรงเรียนม.ป.ป.:9) ยังได้ กล่าว การศึกษานอกระบบเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและ หลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม ททททททททสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรจะต้องมีการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ก่อน แล้วจึงนำข้อมูลที่สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ มากำหนดทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองความ ต้องการความสนใจ ความถนัด และความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมาย 2.3 หลักสูตรระยะสั้น ททททททททหหมายถึง หลักสูตรที่สถานศึกษาจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนนอกเหนือจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยให้มีความยืดหยุ่นด้านเนื้อหา ระยะเวลาเรียน และสถานที่ตามความต้องการของ กลุ่มเป้าหมายและชุมชน หรือตามนโยบายของทางราชการ หมายถึงบุคคลที่สถานศึกษาหรือหน่วยงานที่ คัดเลือกให้ทำหน้าที่จัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสถานศึกษาให้เป็นผู้แทนในการ ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนโดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทักษะและประสบการณ์มีความเข้าใจในปรัชญาการศึกษา ผู้ใหญ่และจิตวิทยาการศึกษาผู้ใหญ่เป็นต้น 2.4 วิทยากรผู้สอน ททททททททวิทยากรหรือผู้สอน จะต้องโน้มน้าวและสามารถควบคุมผู้เรียนในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ให้ บรรลุตามเป้าหมาย โดยวิทยากร/ผู้สอน จะต้องมีศิลปะเทคนิคต่างๆ ที่จะต้องสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่ผู้เรียน เพื่อมุ่ง ไปสู่ความร่วมมือในการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกิจกรรมนั้น พร้อมทั้งจะต้องให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้ และ วิทยากร/ผู้สอน จะต้องมีความรู้เชิงวิชาการและทักษะในกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างดี พร้อมที่จะร่วมลงมือ ปฏิบัติ สาธิต และแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความศรัทธาเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน 28
ททททททททวิทยากร หรือผู้สอน จะต้องดำเนินการ ดังนี้ 1) ศึกษารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนั้นให้เข้าใจ 2) จัดทำหรือเตรียมแผนการสอนของหลักสูตรระยะสั้น 3) คิดกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลักสูตรระยะสั้น และเตรียมอุปกรณ์ วัสดุสื่อการเรียนการสอนที่ เกี่ยวข้อง 4) จัดทำบัญชีลงเวลา 5) ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียน 6) ทำการวัดผล ประเมินผล การเรียนของผู้เรียนแต่ละคน และรายวิชา 7) รับผิดชอบและควบคุม ดูแลวัสดุอุปกรณ์ให้ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด 8) เป็นผู้ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 9) รายงานผล 10) จัดทำอกสาร/หลักฐานการจบ 2.5 สถานศึกษา ททททททททหมายถึง สถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานอื่นที่สถานศึกษาเห็นชอบให้จัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นได้ สถานศึกษามีบทบาท หน้าที่ คือ 1) จัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ดังนี้ ททท 1.1 สำรวจและสืบค้นข้อมูล ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้รับการอบรม โดย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 1.2 จัดหา/รวบรวมหลักสูตรระยะสั้น หรือจัดทำ/พัฒนาขึ้นใหม่ จากหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว จากหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงรูปแบบ วิธีการ และมาตรฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามคำสั่งและ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 1.3 ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุจุดประสงค์ของหลักสูตร 1.4 ฝึกอบรมและพัฒนาและพัฒนาวิทยากรผู้สอน ให้จัดการเรียนการสอนได้ 1.5 กำหนดแผนงาน/โครงการ 1.6 ดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน/โครงการ 1.7 ส่งเสริมสนับสนุนหน่วยงานอื่นจัด 1.8 วัดผลประเมินผล สรุปรายงาน 1.9 ออกหลักฐานวุฒิบัตร / ใบสำคัญการจบหลักสูตร 2) ผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอำนาจหน้าที่ ททท 2.1 อนุมัติหลักสูตร 2.2 แต่งตั้งคณะกรรมการการพิจารณาหลักสูตร 29
3.3 อนุมัติเกณฑ์การพิจารณาหลักสูตร 2.4 อนุญาตให้จัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้น 2.5 บริหาร ประสานงาน สถานศึกษา เครือข่ายอื่น 2.6 กำกับ ตรวจสอบ ติดตาม สนับสนุนกิจกรรม 2.7 จัดตั้ง ขยาย เปลี่ยนแปลง ยุบ หยุดทำการสอนชั่วคราว ชั้นเรียน/กลุ่ม 2.6 ผู้เรียน ทหมายถึง ผู้ที่สมัครเข้ารับการศึกษา และได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาของสถานศึกษา หรือหน่วยงาน นั้น โดยมีพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ และอายุของผู้เรียนให้เป็นไปตามหลักสูตรนั้นๆ กำหนด การฝึกอบรมอาชีพแบบกลุ่มชั้นเรียน อาชีพแบบชั้นเรียน หมายถึง อาชีพที่ให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปปรับปรุงอาชีพให้ดีขึ้นการทำ อาชีพ การประกอบอาชีพอิสระการได้รับการจ้างงานหรือการเข้าสู่ตลาดแรงงาน การมองเห็นช่องทางในการ ประกอบอาชีพเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หรือปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการและความ สนใจ หลักสูตรตั้งแต่ 31 ชั่วโมงขึ้นไป กลยุทธ์การวิเคราะห์ SWOT ของ กศน.ตำบลพลูตาหลวง การวิเคราะห์สถานศึกษาโดยใช้วิธีการ SWOT ตรวจสอบการดำเนินงานจะทำให้ทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และอุปสรรคของสถานศึกษาเพื่อหาวิธีที่จะทำงานให้ไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ตลอดจนหา แนวทางหรือหาวิธีควบคุมจุดอ่อนไม่ให้เกิดขึ้น หรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและ กำหนดทิศทางในการปฏิบัติงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบจึงวิเคราะห์ สถานศึกษา โดยสรุปได้ ดังนี้ ปัจจัยภายใน จุดแข็ง (Strengh) 1. บุคลากรส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ทำให้มีความคล่องตัวและการประสานงานที่ดีบุคลากรมีนิสัยใฝ่ เรียนรู้ มีความกระตือรือร้น เสียสละและทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติงานทำให้สามารถพัฒนา สถานศึกษาให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น 2. บุคลากรทุกคนได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ อย่าง ต่อเนื่อง 3. ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ คือเป็นผู้นำทางความคิด วิสัยทัศน์ การบริหาร และเป็นผู้นำทางวิชาการ กล้าตัดสินใจ และมีการบริหารแบบมีส่วนร่วม 4. ผู้บริหารมีความสามารถในการถ่ายทอดและการสื่อสารที่ดี ทำให้บุคลากรทราบทิศทางเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการทำงาน 30
5. สถานศึกษากำหนดนโยบาย การวางแผนและพัฒนาโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่ เกี่ยวข้อง จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานและบรรลุเป้าหมาย 6. สถานศึกษามีการบริหารจัดการโดยยึดการมีส่วนร่วมของบุคลากร การมอบอำนาจการกระจาย อำนาจในการบริหารจัดการสถานศึกษา การประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ การบริหารโดยใช้แผนงาน โครงการเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน 7. สถานศึกษามีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจนมีคำสั่งมอบหมายที่กำหนดขอบข่ายหน้าที่ของแต่ละกลุ่ม งานอย่างชัดเจน 8. สถานศึกษามีหลักสูตรและกิจกรรมที่หลากหลาย สามารถให้บริการกับประชาชนได้ทุก กลุ่มเป้าหมาย จุดอ่อน (Weakness) 1. บุคลากรส่วนใหญ่ไม่ได้จบปริญญาทางการศึกษา ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ใน การจัดกระบวนเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. สถานศึกษาไม่มีอัตราบุคลากรสนับสนุนการดำเนินการด้านการเงิน บัญชี พัสดุ ธุรการและผู้ดูแล พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะ ทำให้ครูไม่มีเวลาในการคิด และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ใน การจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาเพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ดังกล่าว 3. ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการนิเทศติดตามกำกับงานในพื้นที่ ทำให้การนิเทศติดตามงานขาด ความคล่องตัว 4. การขาดระบบการแนะนำและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาอย่างเพียงพอจึงส่งผลกระบทบต่ออัตราการ ขาดเรียน และขาดสอบ 5. การวางแผนการจัดกิจกรรม ต้องมีการเปลี่ยนแผนบ่อยไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดเนื่องจากมีภารกิจ เร่งด่วนเข้ามาเป็นประจำ ปัจจัยภายนอก โอกาส (Opportunity) 1. มีการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานระดับอำเภอและผู้นำท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทำให้ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนในการดำเนินงานเป็นอย่างดี 2. พื้นที่รับผิดชอบมีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้ประชาชนมีความต้องการและ จำเป็นต้องพัฒนาตนเองในหลายๆด้าน เพื่อความก้าวหน้าในการทำงานและการยอมรับจากสังคม ส่งผลให้มีผู้ ต้องการเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งประชาชนในพื้นที่และประชากร 3. พื้นที่รับผิดชอบมีแหล่งเรียนรู้หลายหลายที่สามารถเรียนรู้ได้ตามต้องการ 4. พื้นที่รับผิดชอบมีสื่อประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ 5. พื้นที่รับผิดชอบมีสภาพเศรษฐกิจที่ดี เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ 6. ลักษณะของพื้นที่รับผิดชอบมีทั้งสังคมเมืองและสังคมเกษตรทำให้สามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลาย 31
อุปสรรค (Threat) 1. สังคมมองว่าผู้เรียน กศน. ไม่มีคุณภาพ 2. ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพมีงานทำ ทำให้ไม่มีเวลาเรียนหรือเข้าร่วมกิจกรรม 3. การที่พื้นที่รับผิดชอบมีลักษณะเป็นสังคมเมืองโดยเฉพาะในเขตเมืองพัทยาที่มีประชาชนอยู่อย่าง หนาแน่นและมีประชากรแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก การสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ทำได้ยาก 4. ผู้เรียนมีความแตกต่างทั้งด้านอายุ ฐานะ สภาพการเลี้ยงดู ทัศนคติและค่านิยม การจัดกระบวนการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนจึงทำได้ยาก 32
ส่วนที่ 3 รายละเอียดแผนงาน/โครงการประจำปี 2565 ตารางแผนปฏิบัติการประจำปี2565 กศน.ตำบล....พลูตาหลวง.............. ลำดับที่ โครงการ/กิจกรรม เป้าหมาย คน/แห่ง งบประมาณ (บาท) 1 การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 - ประถมศึกษา - - - มัธยมศึกษาตอนต้น 191 คน - - มัธยมศึกษาตอนปลาย 264 คน - 1.2 ส่งเสริมการรู้หนังสือ - - 2 ผลผลิตที่ 4 งานการศึกษานอกระบบ - การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต 8 คน 920.-บาท - การศึกษาเพื่อเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 คน 1,200.-บาท - การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน 6 คน 2,400.-บาท งบรายจ่ายอื่น -ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 39 คน 31,700.-บาท 3 การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย - กศน.ตำบล 1 แห่ง 2,470.-บาท - บ้านหนังสือชุมชน 1,200 คน - - อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน 80 คน - 4 กิจกรรมตามยุทธศาสตร์ -โครงการจัดและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อคงสมรรถนะ ทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ 38 2,660.-บาท - โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน 15 คน 6,600.-บาท - ศูนย์สงเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ร่วมทั้งสิ้น 47,950.-บาท
รายละเอียดโครงการ ประจำปีงบประมาณ 2564 (เดือนตุลาคม 2563 - เดือนมีนา ลำดับ ที่ ชื่องาน/โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริ 1 กระเป๋าถักโครเซต์ (15 ชม.) เพื่อให้มีความรู้และ ทักษะในการ ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง หลักสูตรระยะสั้น (กลุ่มสนใจ) จำวน 6 2 การทำ Eco print ผ้าพิมพ์ลาย ธรรมชาติ(35 ชม.) เพื่อให้มีความรู้และ ทักษะในการ ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง หลักสูตรระยะสั้น (กลุ่มชั้นเรียน) จำวน 1
าคม 2564 ) ตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย งบประมาณ หมายเหตุ ริมาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จำนวน กลุ่มเป้าหมาย 6 คน ผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ75 สามารถ นำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้ ประชาชน ทั่วไปและผู้ที่ สนใจ 6 คน 3,500 โครงการ ศูนย์ฝึก อาชีพชุมชน กิจกรรม ส่งเสริมศูนย์ ฝึกอาชีพ ชุมชน 3 คน ผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ75 สามารถ นำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้ ประชาชน ทั่วไปและผู้ที่ สนใจ 13 คน 11,700 โครงการ ศูนย์ฝึก อาชีพชุมชน กิจกรรม ส่งเสริมศูนย์ ฝึกอาชีพ ชุมชน 3 4
ลำดับ ที่ ชื่องาน/โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริ 3 ศิลปะผ้าด้นมือ (32 ชม.) เพื่อให้มีความรู้และ ทักษะในการ ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่ มั่นคงได้ หลักสูตรระยะสั้น (กลุ่มชั้นเรียน) จำวน 1 4 การทำเบเกอรี่ (16 ชม.) เพื่อให้มีความรู้และ ทักษะในการ ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่ มั่นคงได้ หลักสูตรระยะสั้น (กลุ่มสนใจ) จำวน
ตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย งบประมาณ หมายเหตุ ริมาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จำนวน กลุ่มเป้าหมาย 1 คน ผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ75 สามารถ นำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้ ประชาชน ทั่วไปและผู้ที่ สนใจ 11 คน 8,100 โครงการ ศูนย์ฝึก อาชีพชุมชน กิจกรรม ส่งเสริมศูนย์ ฝึกอาชีพ ชุมชน 6 คน ผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ75 สามารถ นำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้ ประชาชน ทั่วไปและผู้ที่ สนใจ 6 คน 4,200 โครงการ ศูนย์ฝึก อาชีพชุมชน กิจกรรม ส่งเสริมศูนย์ ฝึกอาชีพ ชุมชน 3 5
รายละเอีย ลำดับ ที่ ชื่องาน/โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรม หลัก เชิงป 1 การศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะชีวิต (โครงการอนุรักษ์ ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม) 1. เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชน และประชาชนในการอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.เพื่อเป็นการสร้างความ สามัคคี และให้เยาวชนและ ประชาชนในการมีส่วนร่วมใน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ ชุมชน 3. เพื่อปลูกจิตสำนึกในการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน 4. เพื่อฟื้นฟูและรักษา สภาพแวดล้อมป่าชายเลนที่ เสื่อมโทรม อบรม จำวน
ดโครงการ ตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย งบประมาณ หมาย เหตุ ปริมาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จำนวน กลุ่มเป้าหมาย น 5 คน ผู้เข้าร่วม โครงการร้อยละ 80 สามารถนำ ความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน มี ความรู้ ความ เข้าใจการอนุรักษ์ ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถนำ ความรู้ไปเผยแพร่ ได้ ประชาชนใน ตำบลนาจอม เทียน 5 คน 575.-บาท 3 6
ลำดับ ที่ ชื่องาน/โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก ตั เชิงปริม 2 การศึกษาเพื่อพัฒนา ทักษะชีวิต (โครงการรู้เท่าทันภัย ออนไลน์) 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับ การอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ในการ ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและภัย บนโลกออนไลน อบรมโครงการ รู้เท่าทันภัย ออนไลน์ จำนวน 3
ตัวชี้วัดความสำเร็จ เป้าหมาย งบประมาณ หมาย เหตุ มาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จำนวน กลุ่มเป้าหมาย คน ผู้เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 80 มี ความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ อาชญากรรมและ รู้เท่าทันมิจฉาชีพ บนโลกออนไลน์ ประชาชนใน ตำบลนาจอม เทียน 3 คน 345.-บาท 3 7