The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน“สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2023-08-28 03:11:44

รายงานการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน“สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

รายงานการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน“สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ก รายงานการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ ต าแหน่งผู้อ านวยการ วิทยฐานะผู้อ านวยการช านาญการพิเศษ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดชลบุรี ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ


ก ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผู้ประเมิน นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์ หน่วยงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปีที่พิมพ์ 2565 บทคัดย่อ การประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริม การอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีใน 4 ด้าน คือด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และ ด้านผลผลิต 2. เพื่อประเมินนิสัยรักการอ่านของนักศึกษาประชาชน ที่เกิดจากโครงการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี4. เพื่อประเมินความ พึงพอใจของประชาชนที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ โดยใช้ รูปแบบการประเมิน โครงการ CIPP Model ประเมินใน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัย น าเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่บริการศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีรวมทั้งสิ้น 449 คน แยก เป็น แยกออกเป็น 1)ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 1 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จ านวน 21 คน นักศึกษา จ านวน 100 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และประชาชนใน พื้นที่บริการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจ านวน 327 คน ได้มาจากการก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินและแบบสอบถามชนิดมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จ านวน 4 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย (x̅ ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ( S.D. ) ผลการประเมินโครงการสรุปได้ดังนี้ 1. ผลประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรีใน 4 ด้าน คือด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยรวม


ข อยู่ในระดับมากที่สุด x̅ = 4.52 ผ่านเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 3.51 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีระดับผลการประเมินอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ซึ่งสามารถ เรียงล าดับระดับการด าเนินการ จากมากไปหาน้อย คือ ด้านผลผลิต ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านสภาวะแวดล้อม และด้านกระบวนการ ตามล าดับ สรุปได้ดังนี้ 1.1 ด้านสภาวะแวดล้อม พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.49) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีการด าเนินงานอยู่ในระดับมาก 6 ข้อ และมากที่สุด 4 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด คือ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในการด าเนินงานให้การ ยอมรับว่าเป็นโครงการที่จะเกิดการพัฒนาและมีความคุ้มค่าในการด าเนินงาน (x̅=4.70) รองลงมาคือ ชุมชน ท้องถิ่น เห็นความส าคัญและยอมรับว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์และความต้องการ (x̅=4.61) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ กระทวงศึกษาธิการ ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (x̅=4.30) โดย ทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 1.2 ด้านปัจจัยน าเข้า พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด (x̅ = 4.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีการด าเนินงานอยู่ในระดับมาก 4 ข้อ และมากที่สุด 8 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผู้บริหาร มีวิสัยทัศน์ เห็นความส าคัญและให้การสนับสนุนโครงการการจัด การศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”และศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีความคล่องตัวในการน างบประมาณที่ได้มาใช้ในโครงการ (x̅=4.70) รองลงมาคือ มีการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษาในการด าเนินกิจกรรมตามโครงการ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”(x̅=4.65) ส่วน ข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ มีวัสดุและอุปกรณ์เพียงพอต่อการใช้ด าเนินงานกิจกรรมตามโครงการการ จัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” (x̅=4.39) โดยทุก รายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 1.3 ด้านกระบวนการ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.41) เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านย่อย พบว่า มีการด าเนินงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การวางแผน (Plan) (x̅=4.47) รองลงมาคือ การลงมือปฏิบัติ (Do) (x̅=4.43) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อย ที่สุด คือ การปฏิบัติแก้ไข (Act) (x̅=4.32) โดยทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 1.4 ด้านผลผลิต พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.61) เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อ พบว่า ทุกข้อมีระดับความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 2 ด้าน คือ (x̅ = 4.59 และ 4.63) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ด้านที่ 1 คือ มีผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ (x̅ = 4.63) ส่วนข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ด้านที่ 2 คือคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ (x̅ = 4.59) โดยทุกรายการผ่าน เกณฑ์การประเมิน 2. เพื่อประเมินนิสัยรักการอ่านของนักศึกษาประชาชน ที่เกิดจากโครงการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พบว่า นักศึกษา ประชาชน ของศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีนิสัยรักการอ่านที่เกิดจากโครงการการ จัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษา


ค นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.43) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมาก 13 ข้อ และมากที่สุด 2 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ อ่านหนังสือได้หลายประเภท (x̅=4.63) และ อ่านหนังสือทุกครั้งที่เวลาว่าง (x̅=4.60) โดยทุกรายการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน 3.เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.44) เมื่อพิจารณาเป็น รายข้อ พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ข้อ และอยู่ในระดับมาก 13 ข้อ ข้อที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ นักศึกษามีความพึงพอใจในผลงานตนเองที่เกิดจากกิจกรรมในโครงการการจัด การศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”(x̅=4.61) ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีการประชาสัมพันธ์โครงการการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”อย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบันให้ นักศึกษาทราบ (x̅=4.58) และ นักศึกษาได้รับความรู้จากโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น (x̅=4.51) โดยทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 4.เพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก(x̅=4.50)เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5 ข้อ และอยู่ในระดับมาก 9 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ย มากที่สุด คือ ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลการด าเนินงานกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน (x̅=4.68) ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการด าเนินงานโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการ อ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ สัตหีบ (x̅=4.62) ตามล าดับ โดยทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน ผลการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีในภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ก าหนดไว้อยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้น จึงควร ด าเนินโครงการนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรง ควรน าผลการประเมินครั้งนี้ไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ใน โครงการให้มีความ หลากหลายน่าสนใจยิ่งขึ้น


ง กิตติกรรมประกาศ รายงานการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี ส าเร็จลงได้ด้วยความกรุณาช่วยเหลือให้ค าปรึกษาและแนะน าสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการประเมิน โครงการเป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน นายกฤตชัย อรุณรัตน์ อดีตเลขาธิการ ส านักงานการ ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดร.ศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน. นางอรณิช วรรณนุช ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดกาญจนบุรี นางชุติมณฑน์ เรืองกาญจนสุรีย์ ผู้อ านวยการส านักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.อรรถเดช สรสุชาติ อาจารย์พิเศษผู้เชี่ยวชาญ ด้านสถิติวิจัย ผู้จัดการฝ่ายวิชาการ สถาบันกวดวิชา Smart Learning Center ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือ ให้ค าแนะในการเขียนรายงานการประเมิน โครงการ จนส าเร็จ ผู้ประเมินขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่าน เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณคณะครู ประชาชน นักศึกษา ที่ตอบแบบสอบถาม และให้ความร่วมมือ รับผิดชอบด าเนินงานตามโครงการด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มความสามารถจนโครงการประสบ ความส าเร็จด้วยดี ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และบุคคลในครอบครัว ที่อยู่เบื้องหลังให้ การสนับสนุนและเป็นก าลังใจในการจัดท ารายงานการประเมินโครงการฉบับนี้ให้ส าเร็จด้วยดี คุณประโยชน์อันใดที่เกิดขึ้นจากการประเมินโครงการ ผู้ประเมินขอมอบให้แก่ บุพการีและผู้มีพระคุณ ทุกท่าน นางสุรัสวดี เลี้ยงสุพงศ์


จ สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ............................................................................................................................ ก กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ง สารบัญ ............................................................................................................................ จ สารบัญตาราง..................................................................................................................... ช สารบัญภาพประกอบ.......................................................................................................... ฌ บทที่ 1 บทน า........................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ............................................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ ............................................................................. 5 ขอบเขตของการประเมินโครงการ ..................................................................................... 6 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการประเมินโครงการ ......................................................................... 7 นิยามศัพท์เฉพาะ .............................................................................................................. 8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการประเมิน ....................................................................... 10 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ....................................................................... 11 แนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับการประเมินโครงการ ..................................................................... 11 การประเมินโครงการตามรูปแบบจ าลองซิปป์ (Stufflebeam’s CIPP Model) ................ 28 การบริหารด้วยวงจรคุณภาพ PDCA .................................................................................. 38 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน ................................................................................ 43 นโยบายและจุดเน้นการด าเนินงาน ส านักงาน กศน. ประจ าปีงบประมาณ 2564 ............... 47 นโยบายพัฒนาการส่งเสริมการอ่านของส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย .............................................................................................. 53 การจัดกิจกรรมการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ....................................................................... 54 แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลโครงการ ................................................................................. 62 ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ .............................................................................................. 67 โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี................................................................................................. 73 บริบทศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี...... 98 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................................................. 100


ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า บทที่ 3 วิธีการด าเนินการประเมินโครงการ ............................................................................. 111 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ................................................................................................. 111 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ............................................................................... 112 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ......................................... 114 วิธีการประเมินโครงการ ...................................................................................................... 116 การเก็บรวบรวมข้อมูล ........................................................................................................ 118 การวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................................. 119 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................ 120 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................ 122 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................... 122 ขั้นตอนการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ......................................................................... 122 ผลการประเมินโครงการ ..................................................................................................... 123 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ ............................................................................. 142 สรุปผล ............................................................................................................................... 144 อภิปรายผล ......................................................................................................................... 147 ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................... 153 บรรณานุกรม.............................................................................................................................. 154 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล .............................................................. 159 ภาคผนวก ข คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ........................................... 179 ภาคผนวก ค ภาพประกอบการด าเนินโครงการ ความส าเร็จของโครงการ และรางวัลที่ได้รับ ..................................................................................................................... 191 ภาคผนวก ง หนังสือขอความอนุเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อมูล .................................... 236 ภาคผนวก จ หนังสือขออนุญาตเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ .................................................... 242 ประวัติผู้ประเมิน......................................................................................................................... 265


ช สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1. ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของการประเมินความก้าวหน้า และการประเมินผล สรุปรวมกับ ประเภทของการประเมิน 32 2. รูปแบบจ าลองซิปป์ จ าแนกตามวัตถุประสงค์ วิธีการ และความสัมพันธ์กับการ ตัดสินใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลง 33 3. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก 64 4. แผนการด าเนินงาน 75 5. วิธีการด าเนินงาน 93 6. แสดงจ านวนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 112 7. แสดงรายละเอียด วิธีการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 117 8. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยรวม 123 9. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านสภาวะแวดล้อม 124 10. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านปัจจัยน าเข้า 125 11. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบจังหวัด ชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ โดยรวม . 127


ซ สารบัญตาราง(ต่อ) ตาราง หน้า 12. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ ในส่วนขั้นตอนการวางแผน (Plan) 128 13. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ ในส่วนขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน (Do) 129 14. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการ ศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ ในส่วนขั้นตอนการตรวจสอบ (Check) 130 15. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการ ศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านกระบวนการ ในส่วนขั้นตอนการแก้ไขปัญหา (Act) 131 16. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านผลผลิต โดยรวม 132 17. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านผลผลิต ในส่วนผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 133


ฌ สารบัญตาราง(ต่อ) ตาราง หน้า 18. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านผลผลิต ในส่วนคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ 134 19. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการประเมินนิสัยรักการอ่านของ นักศึกษาประชาชน ที่เกิดจากโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 135 20. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโครงการ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์ แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 137 21. ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อโครงการ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์ แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 139


ญ สารบัญภาพประกอบ ภาพประกอบ หน้า 1. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการประเมินโครงการ 7 2. ขั้นตอนการประเมินโครงการ 16 3. ขั้นตอนการประเมิน 8 ขั้นตอน 17 4. ขั้นตอนการประเมิน 9 ขั้นตอน 18 5. การแบ่งประเภทของแนวทางการประเมินตามปรัชญาประโยชน์กับปรัชญาสหชญาณ และพหุนิยม 23 6. ความสัมพันธ์ของประเภทการประเมินและประเภทของการตัดสินใจตามรูปแบบ การประเมินของสตัฟเฟิลบีม 31 7. รูปแบบประเมินซิปป์ (Cipp Model) 38 8. วงล้อเดมมิ่ง 39


1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเมือง ท าให้ทุกประเทศใน ประชาคมโลกให้ความส าคัญและเร่งการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ก้าวทันกับสภาวการณ์ของโลกที่ เปลี่ยนแปลงไปและสามารถแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้การเตรียมความพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ของโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสาร ท าให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องมีการ วางแผนและก าหนดแนวทางในการพัฒนาคน ซึ่งเป็นปัจจัยส าคัญอันดับแรกในการพัฒนาประเทศเพื่อ เตรียมการรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560 : 1) ส าหรับประเทศไทย จ าเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอดใน สภาวการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างฐานรากที่ส าคัญในการพัฒนา นั่นคือ “การพัฒนาคุณภาพคน” (Office of the Non-Formal and Informal Education, (2013: 24-25) โดยให้ความส าคัญกับการ สร้างคุณลักษณะและการปลูกฝังทักษะการเรียนรู้ที่จ าเป็นในศตวรรษที่ 21 อันเป็นการเรียนรู้เพื่อให้ได้ แนวคิดของทักษะ 3 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะชีวิตและการท างาน ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และทักษะ ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีโดยทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หรือ3Rs8Cs ประกอบด้วย 1) 3Rs ได้แก่ การอ่านออก (Reading) การเขียนได้(Writing) และการคิดเลขเป็น (Arithmetics) และ 2) 8Cs ได้แก่ ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา ทักษะด้านการ สร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ทักษะด้านความ ร่วมมือ การท างานเป็นทีม และภาวะผู้น า ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ ทักษะ ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้และ ทักษะความมีเมตตา กรุณา มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม หรือทักษะการเปลี่ยนแปลง (Panich, W. 2017:11-16 Office of Non Formal Education. 2018: 79-80) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการ บริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา คือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ทักษะ และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ก้าวไปเป็นผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 รัฐบาลจึงมีการก าหนดนโยบายด้านการอ่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ การแถลงนโยบาย ของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนนโยบายด้านการศึกษา ได้แก่ นโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 – 2561) และการก าหนดทศวรรษแห่งการอ่าน (พ.ศ. 2552 – 2561) และสนองพระราชปณิธานของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราช กุมารี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุ 66 พรรษา ก าหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปีเป็นวันรักการ อ่าน และก าหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไก ขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดเป็นรูปธรรม กอปรกับรัฐบาลได้ก าหนดนโยบายปฏิรูปการศึกษาทั้ง ในด้านคุณภาพประสิทธิภาพ มาตรฐานและความเหลื่อมล้ าทางการศึกษา โดยมุ่งแก้ปัญหาเรื่อง คุณภาพ โอกาส และประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ


2 โดยให้มีความเชื่อมโยงและส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง (ที่มา : นโยบายด้าน การศึกษาของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา : 2559) และยุทธศาสตร์ 20 ปี แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2579 และแผนแม่บทส่งเสริม วัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560 – 2564 สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 มาตรา 24 ข้อ (3) ก าหนดให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ ท าได้คิดเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง(ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. 2559 : 1-3) ดังนั้น การอ่านจึงมีความส าคัญและจ าเป็นยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเป็น ยุคที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน โดยข้อมูลและการสื่อสารสามารถส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วผ่านการ อ่าน ไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ทั้งความรู้ในเชิงวิชาการ และสาระในด้านอื่นๆ โดยต้องใช้ความสามารถในการอ่านทั้งสิ้น การอ่านจะช่วยพัฒนาสติปัญญา และ ยังช่วยสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้อ่านได้อีกด้วย (พลายพิชัย ศิริอรรถ, 2553 : 8) การอ่านจึงเป็นสิ่งส าคัญที่จะต้องตระหนักโดยต้องกระท าอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัยของบุคคล และสามารถถ่ายทอด ส่งเสริม สนับสนุนการอ่านไปสู่ผู้อื่น (พิรุณ อนวัชศิริวงศ์ และถิรนันท์ อนวัชศิริ วงศ์, 2554 : 21) เมื่ออ่านแล้วสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ การอ่านยังท าให้ผู้อ่านเกิดความคิด รู้จักใคร่ครวญในสิ่งที่ได้อ่าน ช่วยสร้างสมาธิให้กับผู้อ่าน ได้พัฒนาตนเอง เกิดความเพลิดเพลิน และเกิด แรงบันดาลใจจากสิ่งที่ได้อ่าน (สุทธิชัย ปัญญโรจน์, 2555) ยิ่งอ่านมาก ยิ่งรู้มาก เกิดแรงบันดาลใจและ ทัศนคติที่เหมาะสม เกิดความคิดสร้างสรรค์อันก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้การอ่าน ยังก่อให้เกิด คุณธรรม เกิดความชื่นชมในความรู้ที่ได้จากการอ่านอันเป็นเหตุให้เกิดนิสัยรักการอ่านได้ การอ่านเป็น เสมือนกุญแจส าคัญที่จะไขไปสู่ความกระจ่างในเรื่องราว เหตุการณ์ หรือปัญหานานาประการ การอ่าน จึงมีความส าคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่ง รวมทั้งมีความส าคัญต่อชีวิตประจ าวัน ในชีวิตประจ าวันมนุษย์เรา จะใช้ทักษะการอ่านเป็นอันมาก และการอ่าน จึงเป็นวัฒนธรรมในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ ควรส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เป็นกลไกส าคัญ ที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้จัก แสวงหาความรู้จากการอ่าน ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ดังนั้น ถ้าจะให้การอ่านหนังสือเกิดเป็นนิสัย จ าเป็นต้องมีการปลูกฝังและชักชวนให้เกิดความสนใจ จัดกิจกรรม ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง และสม่ าเสมอ ตลอดจนพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ (ส านักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2561) จากสาระส าคัญดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงความส าคัญของการอ่านแก่ผู้เรียน จึงด าเนินจัดโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และก าหนดให้ ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน และตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) ของกระทรวงศึกษาธิการได้ ก าหนดวิสัยทัศน์ให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ 4 ประการ คือ 1) คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล 2) คนไทยใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง รักการอ่าน และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง 3) คนไทยใฝ่ดี มีคุณธรรมพื้นฐาน มีจิตส านึกและ ค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย 4) คนไทยคิดเป็น ท าเป็น แก้ปัญหาได้มีทักษะในการคิดและปฏิบัติ มีความสามารถในการแก้ปัญหามี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 7) โดยได้ก าหนด ตัวบ่งชี้ตามยุทธศาสตร์ข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวบ่งชี้ตามยุทธศาสตร์ที่สอง ซึ่งประกอบด้วย


3 1) ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ ากว่าร้อยละ 75 มีทักษะในการแสวงหาวามรู้ได้ด้วยตนเอง รักการ เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 2) อัตราการรู้หนังสือของประชากร (อายุ 15-60 ปี) เป็นร้อยละ 100 3) ผู้เข้ารับบริการ ในแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นปีละอย่างน้อยร้อยละ 30 4) คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือ นอกเวลาเรียน นอกเวลาท างานโดยเฉลี่ย อย่างน้อยวันละ 60 นาที 5) สัดส่วนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ การเรียนรู้ต่อประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปเป็นร้อยละ 50 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 8) สอดคล้องกับ นโยบายและจุดเน้นการด าเนินงานส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ภายใต้กรอบทิศทางการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. 2551 – 2580) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ได้ก าหนดการด าเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์คือ “คนไทยได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถด ารงชีวิตที่เหมาะสม กับช่วงวัยสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีทักษะที่จ าเป็นในโลกศตวรรษที่ 21” ก าหนดเป้าประสงค์ข้อ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้รับโอกาสทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามสภาพปัญหา และ ความ ต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ข้อ 4 ประชาชนได้รับการสร้างและส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่านเพื่อ การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ข้อ 3.6 เพิ่มอัตราการอ่านของประชาชน โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน ห้องสมุดประชาชน บ้านหนังสือชุมชน ห้องสมุดเคลื่อนที่ ผลักดันให้เกิด ห้องสมุดสู่การเป็นห้องสมุดเสมือนจริงต้นแบบ เพื่อพัฒนาให้ประชาชนมีความสามารถในระดับ อ่านคล่อง เข้าใจความ คิดวิเคราะห์พื้นฐาน และสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ รวมทั้งน าความรู้ที่ได้รับไปใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจ าวัน และภารกิจต่อเนื่องด้านการจัดการศึกษาและ การเรียนรู้ ข้อ 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย เน้นส่งเสริมให้มีการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ในระดับต าบล เพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ และจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในชุมชนได้อย่างทั่วถึง และ จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และพัฒนาความสามารถในการอ่านและ ศักยภาพการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย(ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย.2562 : ค าน า,1,6,10) จากรายงานข้อสังเกตจากผลส ารวจการอ่านของประชากรปี พ.ศ. 2561 ของส านักงานสถิติ แห่งชาติพบข้อสังเกตว่า ผลส ารวจการอ่านของประชากรประจ าปี พ.ศ. 2561 พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่าน เพิ่มมากขึ้นเป็น 80 นาทีต่อวัน โดยอ่านหนังสือเล่มร้อยละ 88 และอ่านบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาแรงถึง ร้อยละ 75.4 ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น สะท้อนว่าหนังสือเล่ม ยังคงอยู่เคียงคู่สื่อใหม่ใน ภาพรวมมีคนไทยอ่านร้อยละ 78.8 ซึ่งหมายถึงยังมีคนไทยที่ไม่อ่านถึงร้อยละ 21.2 และยังระบุถึง ประเด็นการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียวในเด็กต่ ากว่า 6 ปี ที่มีจ านวนร้อยละ 5.4 เพิ่มขึ้น ถึง 3 เท่า จากผลส ารวจเมื่อครั้งที่แล้ว นั่นหมายถึงมีเด็กจ านวนถึง 145,000 คน ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูด้วยสื่อ อิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว ในขณะที่งานวิจัยเรื่องผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอ ทีมแพทย์ ระบุว่าการเสพสื่อผ่านจอเล็กทรอนิกส์ มีผลกระทบกับพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งไม่สมควรใช้กับเด็ก เล็กแรกเกิดจนถึง 1 ขวบครึ่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเด็นนี้นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก การรณรงค์ให้รักการ อ่านต้องเริ่มจากพ่อแม่ สถานศึกษา เนื้อหารูปเล่ม หาซื้อง่ายและห้องสมุดที่ทั่วโลกต้องรู้จักปรับตัวเพื่อ


4 การอยู่รอด ซึ่งสอดคล้องกับผลการส ารวจที่แสดงตัวเลข ผู้อ่านหนังสือในห้องสมุดคิดเป็นจ านวนกว่า 2.9 แสนคน ซึ่งต่ ากว่า 3 แสนคนเป็นครั้งแรก โดยมีผู้ยืม-คืนหนังสือลดลงคิดเป็นร้อยละ 8.3 ซึ่งปรากฏการณ์การลดลงของผู้มาอ่านหนังสือในห้องสมุดนี้เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ดังนั้น ห้องสมุดเองจะต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่นอกเหนือการเป็นพื้นที่อ่านหนังสือ เพื่อรองรับการใช้งานที่ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง และผลการส ารวจปี 2561 นี้ยังมีการจัดอันดับ 10 จังหวัดที่มีจ านวนคนอ่านหนังสือมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพฯ 92.9 % สมุทรปราการ 92.7% ภูเก็ต 91.3% ขอนแก่น 90.5% สระบุรี 90.1% อุบลราชธานี 88.8% แพร่ 87.6% ตรัง 87.2% นนทบุรี 86.6% และปทุมธานี 86.2% (ฝ่ายวิชาการ ส านักงานอุทยาการเรียนรู้, 2561: 5-6) จากความเป็นมาความส าคัญดังกล่าวข้างต้น ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย จึงน านโยบายมาใช้เป็นแนวทางในปฏิบัติ เพื่อให้การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ เป็นกลไกที่มีศักยภาพในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาใน ทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) ของประเทศ โดยมุ่งหวังให้ภารกิจของศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ ซึ่งก าหนดขึ้นบนฐานของกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษาใน ทศวรรษที่สอง น าไปสู่การปฏิบัติในฐานะของหน่วยจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในชุมชน ให้มีคุณภาพของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอโดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ “คนไทยได้รับ การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ” ตามวิสัยทัศน์ที่ก าหนดไว้ในข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่สอง และบทบาทนี้จึงต้องมีการวางแผนร่วมกันของ ผู้บริหาร คณะครู และคณะกรรมการ สถานศึกษา การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นทั้งในเวลาเรียน และนอกเวลาเรียน เน้นการ จัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่าน ทั้งนี้ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นบุคคลหลักและเป็น ผู้น า ในการก าหนดนโยบายของสถานศึกษาและการปรับพฤติกรรมกระบวนการจัดการเรียนการสอน ให้นักศึกษาที่ใช้การอ่านเป็นตัวที่มุ่งไปสู่ความส าเร็จ ตลอดจนปรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้นักศึกษามี กระบวนการเรียนรู้ด้วยการค้นคว้าซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจึงได้จัดด าเนินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้”ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้นและ ปลูกฝังให้นักศึกษามีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งกิจกรรมตามโครงการมีทั้งหมด 7 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมที่ 1 หีบ “เอก” 2) กิจกรรมที่ 2 หีบ “ทวิ” 3) กิจกรรมที่ 3 หีบ “ไตร” 4) กิจกรรมที่ 4 หีบ “จตุ” 5) กิจกรรมที่ 5 หีบ “เบญจ” 6) กิจกรรมที่ 6 หีบ “ฉ” 7) กิจกรรมที่ 7 หีบ “สตต” โดยได้วาง แนวนโยบาย เป้าหมาย โครงการ กิจกรรมเน้นส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษา ประชาชนเห็น ความส าคัญและมีนิสัยรักการอ่าน ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียนและนอกสถานที่ เพื่อพัฒนาทักษะการ อ่านที่ดีขึ้น จากการด าเนินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรีหลายปีงบประมาณ ผู้ประเมินเห็นว่าโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริม การอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ เป็นโครงการที่มีความส าคัญจ าเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัยให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ดังนั้น จึงควรมีการประเมินโครงการซึ่งเป็นกระบวนการเก็บรวบรวม


5 ข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับโครงการอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ครอบคลุมถึงปัจจัย เบื้องต้น ที่มีผลต่อการด าเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ข้อบกพร่อง จุดเด่น จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาและ อุปสรรคในกระบวนการด าเนินงาน ผู้ประเมินจึงได้ท าการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีขึ้น โดยใช้รูปแบบการประเมินตามกรอบแนวคิดของสตัฟเฟิล บีม (Stufflebeam) ซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการ ประเมินเชิงระบบทั่วทั้งองค์กร รูปแบบการประเมินนี้เรียกว่า แบบซิปป์โมเดล (CIPP MODEL) ซึ่งมุ่ง การประเมินใน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยน าเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) ในด้านกระบวนการผู้ประเมินได้น าแบบการประเมินของวัฏจักร เดมมิ่ง (Deming Cycle) มาใช้ร่วมในการประเมิน เนื่องจากเป็นรูปแบบการประเมินที่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการด าเนินงาน ตลอดจนประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ประชาชนที่มีต่อ โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ เพื่อให้ผลการประเมินในครั้งนี้ ครอบคลุมทุกด้าน และจะน าผลการประเมินที่ได้ไปประกอบการพิจารณา ปรับปรุงการปฏิบัติงานของ โครงการ เพื่อเป็นแนวทางน าไปสู่ค าตอบว่า โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริม การอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีด าเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ หรือไม่เพียงใด มีปัญหา หรือสิ่งที่ต้อง ปรับปรุงแก้ไข หรือไม่อย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงการด าเนินโครงการการจัด การศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีและให้เป็นแนวทางในด าเนินโครงการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีให้มีคุณภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ 1. เพื่อประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรีใน 4 ด้าน คือด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต 2. เพื่อประเมินนิสัยรักการอ่านของนักศึกษาประชาชน ที่เกิดจากโครงการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 4. เพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ


6 ขอบเขตของการประเมินโครงการ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา การประเมินโครงการครั้งนี้ ยึดแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model ตามแนวคิด ของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) (2007 : 327-328) โดยมุ่งศึกษาใน 4 ด้าน คือ 1. ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) 2. ด้านปัจจัยน าเข้า (Input) 3. ด้านกระบวนการ (Process) 4. ด้านผลผลิต (Product) 2. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่บริการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีแยกออกเป็น 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 1 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จ านวน 22 คน นักศึกษา จ านวน 100 คนและประชาชนในพื้นที่บริการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจ านวน 2,200 คน รวมทั้งสิ้น 2,322 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่บริการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีแยกออกเป็น 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 1 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จ านวน 22 คน นักศึกษา จ านวน 100 คนและประชาชนในพื้นที่บริการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจ านวน 327 คน รวมทั้งสิ้น 449 คน ดังนี้ 1) ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา จ านวน 122 คน ได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2) ประชาชนในพื้นที่บริการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จ านวน 327 คน ได้มาจากการก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ เครซี่ และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 อ้างใน บุญชม ศรีสะอาด 2560: 43) และใช้วิธีการ สุ่มแบบแบ่งชั้น ก าหนดจ านวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละต าบล ตามสัดส่วนของจ านวนนักศึกษาแต่ละต าบล แล้วท าการสุ่มอย่างง่ายในแต่ละต าบลจนครบตามจ านวน 3. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการประเมินโครงการ ระยะเวลาในการประเมินโครงการ คือ ปีงบประมาณ 2564 - 2565


7 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการประเมินโครงการ การประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี ผู้ประเมินได้ยึดแนวคิดของแดเนียล สตัฟเฟิลบีมและคณะ ว่าด้วยการประเมินโครงการตาม รูปแบบการประเมิน CIPP Model มาประยุกต์ใช้ มีกรอบแนวคิดในการประเมิน ดังภาพประกอบ 1 ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการประเมินโครงการ การประเมินโครงการ การจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์ แห่งความรู้” ของ ศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี 1. ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) 1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 1.2 นโยบายสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและ ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 1.3 กิจกรรมของโครงการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและความต้องการ 1.4 โครงการมีความคุ้มค่าในการด าเนินงาน 1.5 ชุมชน ท้องถิ่น และประชาชนเห็นความส าคัญและยอมรับ 2. ด้านปัจจัยน าเข้า (Input) 1.1 บุคลากร 1.2 งบประมาณ 1.3 วัสดุอุปกรณ์ 1.4 การบริหารจัดการ 3. ด้านกระบวนการ (Process) 3.1 การวางแผน (Plan) 3.2 การปฏิบัติตามแผน (Do) 3.3 การตรวจสอบ (Check) 3.4 การแก้ไขปัญหา (Act) 4. ด้านผลผลิต (Product) 4.1 ผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 4.2 คุณค่าและประโยชน์ของโครงการ 6. ความพึงพอใจของนักศึกษาและประชาชน ที่มีต่อโครงการการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี 5. นิสัยรักการอ่านของนักศึกษาประชาชน ที่เกิดจากโครงการจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี


8 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง โครงการการจัด การศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจัดเป็นฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งหมด 7 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมที่ 1 หีบ “เอก” 2) กิจกรรมที่ 2 หีบ “ทวิ” 3) กิจกรรมที่ 3 หีบ “ไตร” 4) กิจกรรมที่ 4 หีบ “จตุ” 5) กิจกรรมที่ 5 หีบ “เบญจ” 6) กิจกรรมที่ 6 หีบ “ฉ” 7) กิจกรรมที่ 7 หีบ “สตต” 2. การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบข้อมูลที่แสดงผล การด าเนินโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการมากน้อยเพียงใด เพื่อน าผลการประเมินไปปรับปรุงพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการประเมินครั้งนี้ใช้ รูปแบบการประเมินแบบจ าลองซิปป์ (CIPP Model) ของ แดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) ที่มุ่งประเมิน 4 ด้าน ดังนี้ 2.1 การประเมินด้านสภาพแวดล้อม (Context: C) หมายถึง การพิจารณาและตัดสินใจ เกี่ยวกับความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ของโครงการที่ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ 2) นโยบายสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการและส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 3) กิจกรรม ของโครงการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและความต้องการ 4) โครงการมีความคุ้มค่าในการด าเนินงาน และ 5) ชุมชน ท้องถิ่นและประชาชนเห็นความส าคัญและยอมรับ 2.2 การประเมินด้านปัจจัยน าเข้า (Input: I) หมายถึง การพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับ สิ่งที่ต้องการและมีอิทธิพลต่อการด าเนินโครงการให้บรรลุวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) วัสดุอุปกรณ์ และ4) การบริหารจัดการ 2.3 การประเมินด้านกระบวนการ (Process: P) หมายถึง การพิจารณาและตัดสินใจ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของกระบวนการ การติดตาม การก ากับ การด าเนินงานในด้านต่าง ๆ โดยใช้ รูปแบบการประเมินตามระบบวงจรควบคุณภาพ (Quality Control Circle) ของเอดวาร์ด เดมิ่ง ซึ่ง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 2.3.1 การวางแผน (Plan) หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียดรอบคอบ ในการ ก าหนดนโยบาย ขั้นตอน และแนวทางในการวางแผนการจัดกิจกรรม 2.3.2 การปฏิบัติตามแผน (Do) หมายถึง การวางก าหนดการ การจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติตามแผนในการด าเนินงาน งบประมาณและวัสดุครุภัณฑ์ บุคลากรและการให้บริการ และอาคารสถานที่ในการด าเนินงานโครงการ 2.3.3 การตรวจสอบ (Check) หมายถึง การตรวจสอบการปฏิบัติงาน การจัดโครงการ โดยก าหนดเป้าหมายความส าเร็จ การนิเทศติดตาม และการประเมินผลในการด าเนินงาน 2.3.4 การแก้ไขปัญหา (Act) หมายถึง การก าหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ต่อการด าเนินงานที่ไม่เป็นไปตามแผนงานและโครงการ โดยด าเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน


9 ป้องกันปัญหาในอนาคตและจัดท ามาตรฐานการปฏิบัติงาน ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น 2.4 การประเมินด้านผลผลิต (Product : P) หมายถึง เป็นการพิจารณาและตัดสินใจ เกี่ยวกับประสิทธิผลของผลการด าเนินงาน เพื่อการพิจารณาการตัดสินใจต่อ 1) ความส าเร็จของ โครงการตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 2) คุณค่าและประโยชน์ของโครงการ 3. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้น ชักจูง เปิดโอกาส และแนะแนวทางการอ่านให้นักศึกษา ประชาชน เพื่อเกิดความสนใจในการอ่านหนังสือน าไปสู่นิสัยรัก การอ่าน ได้แก่ 1) กิจกรรมที่ 1 หีบ “เอก” 2) กิจกรรมที่ 2 หีบ “ทวิ” 3) กิจกรรมที่ 3 หีบ “ไตร” 4) กิจกรรมที่ 4 หีบ “จตุ” 5) กิจกรรมที่ 5 หีบ “เบญจ” 6) กิจกรรมที่ 6 หีบ “ฉ” 7) กิจกรรมที่ 7 หีบ “สตต” 4. นิสัยรักการอ่าน หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระท าของนักศึกษาและประชาชนที่ได้รับ การส่งเสริมการอ่านตามโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” เพื่อให้เกิดความสนใจและการชอบอ่านหนังสือ เห็นความส าคัญของการอ่าน เห็นความจ าเป็นของการอ่าน หรือมีพฤติกรรมเกี่ยวกับการอ่าน เช่น ดูหนังสือ ดูรูปภาพจากหนังสือ รู้จักใช้เวลาว่างเพื่อการอ่าน และอ่านหนังสือสม่ าเสมอจนเป็นนิสัย 5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลในทางบวก พอใจต่อสิ่งที่ท าให้เกิดความชอบ หรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการ ตอบสนองหรือบรรลุถึงความต้องการ ในการประเมินครั้งนี้ คือ ความรู้สึกหรือความพึงพอใจของ นักศึกษาและประชาชนที่มีต่อการด าเนินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริม การอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 6. ผู้บริหาร หมายถึง ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่บริหารศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 7. ครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายถึง ข้าราชการครู พนักงานราชการ ครูอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีที่มี ส่วนเกี่ยวข้องโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่ง ความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 8. ประชาชน หมายถึง ประชาชนในพื้นที่บริการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 9. นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ 10. สตตหีบ หมายถึง อ าเภอสัตหีบ ซึ่ง สตต เป็นภาษาบาลี แปลว่า เจ็ด ในปัจจุบันได้ใช้ค า ว่า สัตหีบ 11. สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้ หมายถึง นวัตกรรมการส่งเสริมการอ่านของศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ ซึ่งมีทั้งหมด 7 กิจกรรม


10 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการประเมิน 1. ได้สารสนเทศจากผลการประเมินโครงการประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาหรือปรับปรุง โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีในปีการศึกษา ถัดไป 2. ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีได้ทราบผลการด าเนินงานของโครงการ เพื่อน าผลการด าเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการด าเนินงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้น 3. สามารถน าผลจากการประเมินไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีเพื่อให้การด าเนินงานมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น


11 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรีครั้งนี้ผู้ประเมินได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามหัวข้อดังนี้ 1. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินโครงการ 2. การประเมินโครงการตามรูปแบบจ าลองซิปป์ (Stufflebeam’s CIPP Model) 3. การบริหารด้วยวงจรคุณภาพ PDCA 4. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 5. นโยบายพัฒนาการส่งเสริมการอ่านของส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย 6. การจัดกิจกรรมการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 7. แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลโครงการ 8. ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 9. โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์ แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 10. บริบทศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 11. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินโครงการ 1. ความหมายของการประเมินโครงการ นักวิชาการได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการไว้ ดังนี้ สตัฟเฟิลบีม และชิกฟิลด์ (Stufflebeam and Shinkfield 2007 : 159 : อ้างถึงใน พิชิต ฤทธิ์จรูญ.2557 : 39) ได้ให้ความหมายว่า การประเมินโครงการเป็นกระบวนการของการแสวงหา การพรรณนา การได้มาซึ่งข้อมูล ตลอดจนการเตรียมข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และแสวงหาทางเลือกที่เหมาะสมในการด าเนินโครงการ ซัชแมน (Suchman, 1990 : 93) ให้ความหมายของการประเมินโครงการ หมายถึง การใช้ผลกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือการใช้เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์เพื่อหาข้อมูลที่เป็น จริงและเชื่อถือได้เกี่ยวกับโครงการ เพื่อการตัดสินใจว่าโครงการดังกล่าวดีหรือไม่ดีอย่างไรหรือความ มุ่งหมายของโครงการหรือไม่ ฟิทช์แพททริก แซนเดอร์และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders, and Worthen, 2014 : 5 : อ้างถึงในพิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2557 : 39) ได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการว่า เป็นวิธีการสืบ หาข้อมูลและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับโครงการ 3 ประเด็นคือ 1. การก าหนดมาตรฐานเพื่อใช้ตัดสิน คุณภาพโดยเทียบกับมาตรฐานที่ก าหนด 2. การรวบรวมข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการและ 3. การประยุกต์ใช้มาตรฐานเพื่อตัดสินคุณค่า คุณภาพ คุณประโยชน์ ประสิทธิผล หรือความส าคัญของ


12 โครงการ ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อเสนอแนะที่จะท าให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ หรือช่วยให้ ผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจได้ว่า ควรปรับปรุง ด าเนินการต่อไปหรือขยายโครงการ สมคิด พรมจุ้ย (2550 : 100) กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการที่ ก่อให้เกิดสารสนเทศ เพื่อช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ การประเมินเป็นการตรวจสอบ ความพร้อมของปัจจัยเบื้องต้น ตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการ ตลอดจนพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของ โครงการนั้นๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด การประเมินเป็นการบ่งชี้คุณค่าของโครงการ ท าให้ทราบว่าโครงการ ที่ได้ด าเนินการ ไปแล้วได้ผลตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่เพียงใด การประเมินสามารถท าได้ทั้ง การประเมินก่อนเริ่มโครงการ การประเมินโครงการก าลังด าเนินการ และการประเมินผลโครงการ หลังจากการด าเนินงานสิ้นสุดลงแล้ว สุพักตร์ พิบูลย์ (2551 : 4) กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการที่เน้น การเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วตัดสินคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยเทียบกับเกณฑ์ เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ได้ ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เป็นกิจกรรมที่ใช้วิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ มีขั้นตอนที่ส าคัญๆ คือ วิเคราะห์ เป้าหมายหรือสิ่งที่มุ่งประเมินก าหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการประเมิน ออกแบบประเมิน สร้างเครื่องมือเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปและเขียนรายงานการประเมิน อนันต์ น ามทองต้น (2557:1) ได้ให้คว ามหม ายของก ารประเมินโครงกา ร คือ กระบวนการรวบรวมข้อมูลกิจกรรมหรือการปฏิบัติงานโครงการโดยมีวิธีด าเนินการอย่างเป็นระบบมี ระเบียบวิธีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อน าผลการปฏิบัติกิจกรรมมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือ เป้าหมายที่ก าหนด ไว้ว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด เพื่อใช้ในการตัดสินใจ จัดท า ระงับ ยุบเลิก พัฒนาโครงการและให้ได้ทราบว่าโครงการดังกล่าวนั้นมีจุดเด่น จุดด้อยสมควรปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรหรือไม่ควรท าโครงการนั้นอีกต่อไป จากความหมายของการประเมินโครงการข้างต้น สรุปได้ว่าการประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์อย่างเป็นขั้นตอนโดยเทียบกับเกณฑ์กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์หรือการใช้เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์เพื่อหาข้อมูลที่เป็นจริงและเชื่อถือได้เกี่ยวกับ โครงการ และน าผลที่ได้มาตัดสินคุณค่าของโครงการนั้นๆ ว่าบรรลุวัตถุประสงค์ มีประสิทธิภาพเพียงใด และใช้เป็นข้อมูลส าหรับการตัดสินใจว่าควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขส่วนใด จะด าเนินโครงการต่อไปหรือ ล้มเลิกโครงการ 2. ความมุ่งหมายของการประเมินโครงการ การประเมินโครงการซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จ าเป็นและเป็นประโยชน์ การรับทราบความมุ่งหมายของการประเมินโครงการมีความส าคัญมีนักการศึกษา กล่าวไว้ดังนี้ มิตเซล (Mitzel, 1982 : 594-595) กล่าวว่า การประเมินโครงการมีความมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1. เพื่อแสดงผลการพิจารณาถึงคุณค่าของโครงการ 2. เพื่อช่วยให้ผู้ตัดสินใจมีการตัดสินใจที่ถูกต้องขึ้น 3. เพื่อการบริการข้อมูลแก่ฝ่ายการเมืองเพื่อใช้ในการก าหนดนโยบาย ฟรีแมน (Freeman, 1993 : 15) กล่าวว่า การประเมินโครงการมีความมุ่งหมายตาม เหตุผล ดังนี้


13 1. เพื่อพิจารณาถึงคุณค่าและการคาดคะเนคุณประโยชน์ของโครงการ 2. เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการ 3. เพื่อเป็นการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการด าเนินโครงการ 4. เพื่อเป็นการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียหรือข้อจ ากัดของโครงการเพื่อการตัดสินใจ ในการสนับสนุนโครงการ 5. เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าการด าเนินโครงการบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ความมุ่งหมายของการประเมินโครงการ หมายถึง การเสาะแสวงหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อน า ข้อมูลที่ได้มาตัดสินใจบริหารโครงการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ค้นพบจุดเด่น จุดด้อย ของโครงการเพื่อน ามาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในการด าเนินงานโครงการต่อไป 3. ความส าคัญของการประเมินโครงการ นักวิชาการได้กล่าวถึงความส าคัญของการประเมินโครงการไว้หลายประเด็น ดังต่อไปนี้ จิระศักดิ์ สาระรัตน์ (2551 : 7-8) กล่าวว่า การประเมินโครงการทางการศึกษามี ความส าคัญ ดังต่อไปนี้ 1. ช่วยชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ของการด าเนินงานนั้นเหมาะสมเป็นไปได้เพียงใด 2. ท าให้ทราบว่าการด าเนินงานนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ 3. กระตุ้นให้มีการเร่งรัดปรับปรุงการด าเนินงาน 4. ช่วยให้มองเห็นข้อบกพร่องในการด าเนินงานแต่ละขั้นตอน 5. ช่วยควบคุมการด าเนินงานให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ 6. ช่วยให้ข้อมูลสารสนเทศแก่ผู้บริหารในด้านการด าเนินงาน 7. ใช้เป็นแนวทางก าหนดวิธีการด าเนินงานที่เหมาะสมในครั้งต่อๆ ไป พิสณุ ฟองศรี(2556 : 157-158) กล่าวว่า ถ้าพิจารณาความหมายของโครงการตาม พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานแล้วจะเห็นว่าโครงการเป็นการวางแผนตามที่ก าหนดไว้ ซึ่งมนุษย์ได้มีการ วางแผนหรือก าหนดการด าเนินกิจกรรมในการปฏิบัติงานต่างๆ มาตั้งแต่ดึกด าบรรพ์แล้ว เพียงแต่ใน สมัยก่อนจะมีกิจกรรมไม่มากหรือสลับซับซ้อนมากนัก จึงอาจก าหนดล าดับขั้นการปฏิบัติงานไว้ในใจ แต่ในสภาพปัจจุบันสภาพสังคมและกิจกรรมต่างๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ การวางแผนหรือ โครงการต้องท าอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความส าคัญและจะช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ดังนี้ 1. ช่วยเป็นแนวทางหรือวิธีการที่จะน าไปสู่ปรากฏการณ์ที่ต้องการจะให้เป็นใน อนาคตอย่างเป็นระบบ โดยมีการก าหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกิจกรรมต่างๆ ไว้ 2. ช่วยก าหนดล าดับขั้นของกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องท าให้ต่อเนื่องสอดคล้องกัน อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดทรัพยากรต่างๆ และมีประสิทธิผลได้ 3. ช่วยเกิดการประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงาน หรือหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้กิจกรรมบางอย่างขาดหายไปหรือซ้ าซ้อนกัน 4. ช่วยให้เกิดการประเมินผลอย่างมีขั้นตอนและมีระบบที่ดี ท าให้ได้สารสนเทศจาก การประเมินที่เป็นประโยชน์


14 เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 93-95) ชี้ให้เห็นความส าคัญของการประเมิน โครงการ ดังนี้ 1. การประเมินเป็นเครื่องมือของการรับรองคุณภาพในการให้บริการถึงแม้จะไม่ สามารถประกันผลสัมฤทธิ์ขั้นสูงสุดของโครงการได้ แต่ก็สามารถรับรองคุณภาพของการให้บริการใน ระดับหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ องค์กรที่เป็นเจ้าของโครงการต่างๆ จ านวนมาก จึงเห็นความจ าเป็นที่ต้องใช้วิธี ประเมินโครงการเพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่น่าเชื่อถือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจากประชาชน ทั่วไปด้วย 2. การประเมินช่วยให้ผู้สนับสนุนด้านเงินทุนได้รับทราบปัญหาหรืออุปสรรคในการ ด าเนินงานของโครงการโดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์จากสภาพการณ์ที่เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่จัดขึ้นเพื่อการกุศล เช่น โครงการอาหารกลางวันส าหรับเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส จากการ ประเมินโครงการดังกล่าว ย่อมท าให้ทราบว่าทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้มีจ านวนเพียงพอ หรือไม่ ผู้เรียนที่เข้ารับบริการจากโครงการประเภทนี้มีความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจในด้านใดบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางปรับปรุงหรือแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในโอกาสต่อๆไป 3. การประเมินช่วยให้ได้ข้อมูลซึ่งเป็นสารสนเทศที่มีคุณค่าส าหรับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องอาทิ หน่วยงานที่ต้องพิจารณาจัดสรรเงินทุนเพื่อให้การสนับสนุนโครงการ เช่น ส านัก งบประมาณแผ่นดิน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมีการอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใดๆ ทางส านัก งบประมาณแผ่นดินก็มักจะขอข้อมูลสารสนเทศที่เป็นผลการประเมินจากหน่วยงานซึ่งจัดท าโครงการ เหล่านั้นไปประกอบการพิจารณาด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ลดค าวิพากษ์วิจารณ์ และสอดคล้องกับความต้องการที่เป็นจริง 4. การประเมินช่วยชี้ให้เห็นความส าคัญของแต่ละโครงการตามล าดับก่อนหลังโดย สามารถจะทราบได้ว่าโครงการใดมีความจ าเป็นเร่งด่วนกว่ากัน ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการคัดเลือก โครงการ ตลอดจนช่วยลดความกดดันจากอ านาจทางการเมือง อันเนื่องมาจากโครงการมีจ านวนมาก (ทั้งนี้จากการขยายโครงการต่างๆ อย่างมีระบบและครบทุกขั้นตอนจะท าให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยชี้แนะได้ว่าโครงการใดควรจะได้รับการพิจารณาให้การสนับสนุนก่อนและโครงการ ใดควรจะให้การสนับสนุนในล าดับถัดไป 5. การประเมินช่วยให้ได้ข้อมูลป้อนกลับจากผู้รับบริการ ข้อมูลประเภทนี้ท าให้ ทราบถึงข้อจ ากัดและปัญหาต่างๆ ในการปฏิบัติงาน เพื่อน ามาปรับปรุงโครงการ ตลอดจนเพื่อก่อให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ 6. การประเมินช่วยให้ทราบถึงผลผลิตของโครงการทั้งในด้านที่พึงประสงค์และไม่ พึงประสงค์ควบคู่กันไป ถึงแม้ว่าการด าเนินโครงการต่างๆ ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตที่พึง ประสงค์เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วก็อาจจะมีผลผลิตบางส่วนที่ไม่พึงประสงค์เกิดตามมาด้วย จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การประเมินโครงการมีความส าคัญ ดังนี้ 1. ท าให้เกิดระบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะผลย้อนกลับจะช่วยให้เกิด แผนที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือ 2. ท าให้ได้โครงการที่เหมาะสมมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและเกิดผลตามเป้าหมาย ที่ก าหนด


15 3.กระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติมีความกระตือรือร้น มีความเอาใจใส่และระมัดระวังในการ ปฏิบัติงานอยู่เสมอ 4.ท าให้ทราบความส าเร็จ ปัญหาและอุปสรรค เพื่อจะได้แก้ไข ปรับปรุง และส่งเสริมให้ การด าเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายหรือสถานการณ์ที่เป็นไป 4. ขั้นตอนการประเมินโครงการ ขั้นตอนของการประเมินโครงการ มีนักวิชาการหลายๆ ท่านได้กล่าวถึงขั้นตอนของการ ประเมินโครงการไว้หลายแนวคิด ดังนี้ สุวิมล ติรกานันท์ (2550 : 13-14) ได้กล่าวถึง การด าเนินการประเมินขั้นตอนของการ ประเมินโดยละเอียดจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะประเมิน และประเภทของการประเมิน แต่โดยทั่วไปสามารถ แบ่งคร่าวๆ ดังแสดงในภาพประกอบ 2


16 ภาพประกอบ 2 ขั้นตอนการประเมินโครงการ ศึกษารายละเอียดของ สิ่งที่ถูกประเมิน (การวิเคราะห์โครงงาน) ศึกษาความต้องการของ ผู้ใช้ผลการประเมิน ก าหนดประเด็นในการประเมิน ก าหนดตัวชี้วัด พัฒนาตัวชี้วัด 1. ก าหนดแหล่งข้อมูล 2. ก าหนดเครื่องมือ 3. ก าหนดเกณฑ์ หรือมาตรฐานตัวชี้วัด ออกแบบการประเมิน 1. ออกแบบการสุ่มตัวอย่าง 2. ออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ออกแบบการเสนอรายงานการประเมิน เก็บรวบรวมข้อมูล 1. สร้างเครื่องมือ 2. ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 3. เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แปลผลและสรุปผล เขียนรายงาน


17 พิสณุ ฟองศรี (2554 : 9-11) ได้แสดงความคิดเห็นว่า การประเมินโครงการควรจะมี ขั้นตอนที่ส าคัญๆ 8 ขั้นตอนซึ่งอาจปรับ ข้าม ลด เพิ่มขั้นตอน หรือปรับรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนได้ ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ และขนาดของโครงการที่จะประเมิน เช่น การก าหนดค่าน้ าหนักอาจ ไม่มีหรือการก าหนดเกณฑ์ อาจมีหลายระดับก็ได้ เป็นต้น หรือในบางขั้นตอนมีการสลับก่อนหลัง หรือ เชื่อมโยงกลับไปมาบ้าง โดยเฉพาะขั้นตอนการศึกษาโครงการที่ประเมินกับการก าหนดวัตถุประสงค์ หรือประเด็นการประเมิน ก็น่าจะเป็นการศึกษาโครงการก่อน แต่บางท่านกลับเห็นว่าน่าจะเป็นการ ก าหนดวัตถุประสงค์ หรือประเด็นการประเมินก่อน แล้วค่อยศึกษาสิ่งที่ประเมิน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าจะ ก าหนดอะไรก่อนก็ได้ เพราะทั้ง 2 ขั้นตอน จะต้องเชื่อมโยงพึ่งพากันอยู่แล้ว ในที่นี้จึงได้ท าลูกศร เชื่อมโยงไว้ ได้ก าหนดขั้นตอนการประเมินไว้ทั้งสิ้น 8 ขั้นตอน ดังแสดงในภาพประกอบ 3 ภาพประกอบ 3 ขั้นตอนการประเมิน 8 ขั้นตอน การศึกษาแนวคิดการประเมิน และวิเคราะห์โครงการที่จะประเมิน การก าหนดวัตถุประสงค์หรือประเด็นการประเมิน และตัวชี้วัด การก าหนดเกณฑ์และค่าน้ าหนัก (ถ้ามี) การก าหนดกรอบแนวคิดและขอบเขตการประเมิน การสร้าง และพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนรายงานการประเมิน


18 พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557 : 52-66) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการประเมินโครงการว่าในการ ประเมินโครงการ นักประเมินจะต้องก าหนดขั้นตอนให้ครอบคลุมชัดเจน ซึ่งเป็นภาระงาน หรือกิจกรรม ต่างๆ ของการประเมินโครงการที่นักประเมินต้องคิด เตรียมการ หรือวางแผนก าหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ การด าเนินการประเมินโครงการบรรลุตามเป้าหมายของโครงการ ขั้นตอนของการประเมินโครงการ ท าโดยการประยุกต์ใช้ค าถามเพื่อหาค าตอบในกิจกรรม 9 ขั้นตอนดังแสดงในภาพประกอบ 4 ภาพประกอบ 4 ขั้นตอนการประเมินโครงการ 9 ขั้นตอน 1. ประเมินอะไร วิเคราะห์โครงการที่มุ่งประเมิน 2. ท าไมจึงต้องประเมิน ระบุหลักการ และเหตุผลของการประเมิน 3. ประเมินเพื่ออะไร ก าหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน 4. ใช้แนวคิด ทฤษฎีอะไรในการประเมิน ศึกษา แนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบการ ประเมิน 5. ประเมินอย่างไร ออกแบบการประเมิน 6. เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือชนิดใด พัฒนาเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 7. เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร เก็บรวบรวมข้อมูล 8. สรุปข้อมูลอย่างไร วิเคราะห์ข้อมูล 9. น าเสนอผลการประเมินอย่างไร รายงานการประเมินโครงการ


19 รายละเอียดของแต่ละขั้นตอนในการประเมินโครงการ มีดังนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์โครงการที่มุ่งประเมิน การด าเนินการในขั้นนี้เพื่อให้นักประเมินมีความเข้าใจในสาระส าคัญของ โครงการที่จะท าการประเมิน ซึ่งช่วยให้นักประเมินก าหนดขอบข่าย หรือระบุรายละเอียดของสิ่งที่มุ่ง ประเมินได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนที่มุ่งพิจารณา หรือตอบค าถามว่า จะประเมินอะไร ดังนั้นการที่จะ ท าให้นักประเมินตัดสินใจได้ว่า จะประเมินอะไร จึงจ าเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์โครงการนั้นก่อนที่จะ วางแผนหรือออกแบบการประเมินต่อไป ขั้นที่ 2 ระบุหลักการและเหตุผลของการประเมิน ในขั้นนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะให้มีการประเมินโครงการ โดยมุ่งตอบค าถามว่า ท าไมจึงต้องประเมินโครงการนี้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงหลักการและเหตุผลของการประเมินโครงการตลอดจน ความจ าเป็น หรือความส าคัญของการประเมินโครงการนี้ ดังนั้นข้อมูล ที่ควรรวบรวมและบรรยาย น าเสนอในหัวข้อนี้คือ 1. ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า การประเมินโครงการที่มุ่งประเมินนั้นมีความส าคัญอย่างไร มีความจ าเป็นมากน้อยเพียงใด หากไม่ท าการประเมินโครงการแล้ว จะท าให้เกิดผลเสียหายหรือไม่ อย่างไร 2. การศึกษาความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น ผู้บริหารโครงการ ผู้ให้ การสนับสนุนด้านงบประมาณของโครงการว่า ต้องการข้อมูลที่เกิดจากผลการประเมินบ้าง หรือไม่ อย่างไร 3. ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า การประเมินโครงการจะท าให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง ใครบ้าง ที่จะได้รับประโยชน์จากผลของการประเมินโครงการ ขั้นที่ 3 ก าหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการเป็นสิ่งที่ก าหนดทิศทางในการประเมิน ท าให้ นักประเมินรู้ว่า จะท าการประเมินโครงการนั้นเพื่ออะไร หรือประเมินเพื่อมุ่งตอบค าถามเรื่องอะไร โดยทั่วไปแล้วการประเมินโครงการจะมุ่งให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เชื่อถือได้ที่เป็นประโยชน์ต่อการ ตัดสินใจของผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ดังนั้นในขั้นตอนนี้จะต้องวิเคราะห์ความต้องการใช้ ผลการประเมินเพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเพื่อน าไปสู่การก าหนด วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการที่เหมาะสม ขั้นที่ 4 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบการประเมิน การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประเมินจะท าให้นักประเมินมีฐานความคิด และ มองเห็นแนวทางในการด าเนินการประเมินโครงการได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถออกแบบและวางแผนการ ประเมินโครงการได้ครอบคลุม และเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ผลการประเมินได้มากขึ้น นอกจากนี้นัก ประเมินควรจะได้ศึกษากรณีตัวอย่างการประเมินโครงการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือใกล้เคียงกันด้วย รวมทั้งการศึกษารูปแบบของการประเมินที่นักวิชาการทางการประเมินได้เสนอไว้ซึ่งจะท าให้นัก ประเมินได้แนวคิดและมองเห็นแนวทางในการประเมิน มีความเชื่อมั่นและสามารถออกแบบการประเมิน ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้น เพราะรูปแบบการประเมินจะเป็นกรอบแนวคิดในการประเมินที่บ่ง บอกให้ทราบว่า ในการประเมินโครงการนั้น ควรพิจารณาอะไรบ้าง (what) และในบางรูปแบบการ ประเมินอาจเสนอแนะถึงวิธีการประเมินตรวจสอบด้วยว่า ควรท าอย่างไร (how) ดังตัวอย่าง


20 รูปแบบจ าลองซิปป์ (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม ได้เสนอแนะว่า ในการประเมินโครงการควร พิจารณาหรือตัดสินคุณค่าของโครงการใน 4 ประเด็น คือ (1) การประเมินสภาวะแวดล้อมของโครงการ (Context evaluation) (2) การประเมินทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ (Input evaluation) (3) การ ประเมินกระบวนการด าเนินโครงการ (Process evaluation) และ (4) การประเมินผลผลิตของโครงการ (Product evaluation) การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบการประเมินต่างๆ จะช่วยให้นักประเมิน สามารถออกแบบและวางแผนการประเมินได้อย่างสมเหตุสมผล มีความเชื่อมั่นในการด าเนินการ ประเมินโครงการให้บรรลุผลส าเร็จได้ ขั้นที่ 5 การออกแบบการประเมิน การออกแบบการประเมิน เป็นขั้นตอนของการเชื่อมโยงจากสิ่งที่จะประเมินไปสู่วิธีการ ประเมินเพื่อให้ได้กรอบแนวทางในการประเมินที่มีความครอบคลุมชัดเจน ซึ่งนักประเมินจะต้องตัดสินใจ ไว้ล่วงหน้าว่าจะประเมินอย่างไร จึงจะท าให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับโครงการอย่างถูกต้อง และ เชื่อถือได้ การออกแบบการประเมินโครงการ จึงเป็นการวางแผนการประเมินเพื่อก าหนดรูปแบบ ขอบเขตและแนวทางการประเมินเพื่อให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับโครงการ ที่มุ่งประเมิน ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อการตัดสินใจปรับปรุงและพัฒนาโครงการต่อไป การออกแบบการประเมินที่มีประสิทธิภาพที่จะให้ได้ค าตอบตรงตามวัตถุประสงค์ของการ ประเมินหรือได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจจะต้องมีองค์ประกอบที่ส าคัญ 3 ประการคือ 1. การออกแบบการวัดตัวแปร (Measurement Design) 2. การออกแบบสุ่มตัวอย่าง (Sampling Design) หรือการเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Informants) 3. การออกแบบการวิเคราะห์ ข้อมูล (Analysis Design) ขั้นที่ 6 พัฒนาเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบว่าเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ระบุไว้ในกรอบแนวทางการ ประเมินนั้นมีหรือยัง จะใช้เครื่องมือที่มีผู้อื่นสร้างไว้แล้วหรือจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือที่ใช้เก็บ รวบรวมข้อมูลจะต้องวัดได้ตรง และครอบคลุมกับประเด็นการประเมินตัวแปร หรือตัวบ่งชี้การประเมิน หากเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ นักประเมินต้องสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลขึ้นมาใหม่โดย จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัด เช่น ความเป็นปรนัย ความยาก (Difficulty) ความตรง (Validity) ความเที่ยง (Reliability) เป็นต้น เทคนิควิธี และเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินมีหลายประเภทนักประเมินต้อง เลือกใช้ให้เหมาะสม ตรงกับการวัดตัวแปร หรือประเด็นการประเมินและลักษณะของผู้ให้ข้อมูล เทคนิควิธีการ และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม การสังเกต การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการใช้ข้อมูลจากเอกสาร เป็นต้น ขั้นที่ 7 เก็บรวบรวมข้อมูล การด าเนินการตามขั้นตอนของการประเมินโครงการดังกล่าวข้างต้น ท าให้นักประเมินมีกรอบ แนวทางการประเมินที่ชัดเจน และได้เครื่องมือการประเมิน ขั้นตอนต่อไปเป็นการด าเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูลจริง โดยใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลแต่ละประเภทที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งจะต้องมีการ วางแผน ประสานงานกับผู้ให้ข้อมูล ก าหนดช่วงระยะเวลาวิธีการด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลมีความถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วนในการด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล


21 นักประเมินจะต้องใช้เทคนิควิธีการ และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นไปตามแผนการด าเนินงานที่ ก าหนดไว้ เพื่อให้ทันตามก าหนดเวลา ขั้นที่ 8 วิเคราะห์ข้อมูล ในขั้นนี้การวิเคราะห์ข้อมูล และแปลความหมายของข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้ได้ค าตอบตาม วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ โดยทั่วไปการวิเคราะห์ข้อมูลมี 2 ลักษณะคือ 1. ถ้าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ หรือข้อมูลที่เป็นตัวเลข การวิเคราะห์จะใช้สถิติเป็น เครื่องมือช่วย เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบนัยส าคัญ ทางสถิติด้วย t-test f-test เป็นต้น 2. ถ้าเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ข้อมูลที่ไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลขแต่อาจจะอยู่ใน รูปการบรรยายสถานการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น หรือคุณลักษณะของสิ่งต่าง ๆ การวิเคราะห์ข้อมูล ประเภทนี้ ส่วนมากใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ขั้นที่ 9 รายงานการประเมินโครงการ เป้าหมายส าคัญของการประเมินโครงการ ก็เพื่อน าข้อมูลสารสนเทศไปใช้ประกอบการ ตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับปรุง และพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย หรือการ บริหารงานขององค์กร ขั้นตอนการรายงานผลการประเมิน จึงเป็นขั้นตอนที่มีความส าคัญอย่างยิ่งที่นัก ประเมินจะต้องจัดท ารายงานผลการประเมิน เพื่อน าเสนอต่อผู้บริหารหรือผู้มีอ านาจในการตัดสินใจ เกี่ยวกับโครงการ สิ่งที่ผู้ประเมินต้องพิจารณาในการเสนอผลการประเมินโครงการก็คือ 1. ต้องพิจารณาว่า ผู้ใช้ผลการประเมินเป็นใครและต้องการข้อมูลไปใช้ท าอะไร เมื่อไร 2. ต้องพิจารณาว่า รูปแบบของการเสนอผลการประเมินโครงการในลักษณะใดเป็น รูปแบบที่น่าจะเหมาะสมที่สุด เช่น จัดท ารายงานสรุปสั้นๆ ใช้วิธีการบรรยายหรือจัดท ารายงานฉบับ สมบูรณ์ เป็นต้น 3. การเสนอผลการประเมินควรยึดหลัก 6 ประการ คือ 1) ความถูกต้องชัดเจน 2) ความสมบูรณ์ครบถ้วน 3) ความเหมาะสม 4) ความทันต่อการใช้ 5) ความสะดวกและ 6) ความ ประหยัด กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่ากระบวนการของการประเมินโครงการนั้นมีขั้นตอนเริ่มต้นจาก การศึกษาท าความเข้าใจโครงการที่จะท าการประเมินอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อน าไปสู่การก าหนด วัตถุประสงค์ของการประเมินได้อย่างชัดเจน รู้จักเลือกอุปกรณ์เครื่องมือและกระบวนการต่างๆ ในการ เก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้ง การเลือกเทคนิคที่จะวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาข้อมูลสรุปและข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ ในการน าเสนอผู้เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง 5. หลักการประเมินโครงการ หลักการและแนวทางในการประเมินโครงการ เป็นสิ่งที่จ าเป็นในการด าเนินงานทุกๆ โครงการ โดยถือว่า เป็นกระบวนการที่ช่วยในการให้ข้อมูลหรือช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการด าเนินโครงการ มีนักวิชาการเสนอแนวคิดที่น่าสนใจของหลักการประเมินไว้ดังนี้


22 สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553 : 52) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้คือ 1. มีความเที่ยงสูง 2. มีความตรงสูง 3. มีความเป็นปรนัย 4. ครอบคลุมเรื่องราวที่ต้องการประเมินอย่างครบถ้วน 5. มีความสะดวกและประหยัดอีกทั้งมีความเป็นไปได้สูง 6. ต้องให้ผลประเมินเป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่าย 7. ต้องให้การประเมินแก่ผู้บริหารได้ทันท่วงที 8. ควรรบกวนผู้รับผิดชอบโครงการน้อยที่สุด 9. ควรท าให้ผสมผสานกับกิจกรรมมากที่สุด 10. ควรมีการวางแผนการประเมินก่อนเริ่มโครงการ ตลอดจนแผนการประเมินให้ เด่นชัดเป็นขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อน าไปสู่การปฏิบัติได้ อนันต์ นามทองต้น (2557 : 7) ได้กล่าวถึงหลักการประเมินโครงการ ดังนี้ 1. ประเมินอย่างถูกต้อง โดยอาศัยองค์ประกอบในการประเมินและมีคุณภาพ คือ 1.1 วัตถุประสงค์ (Objective) มีความชัดเจน 1.2 ตัวบ่งชี้ (Indicators) จะเป็นตัวบ่งชี้คุณลักษณะสิ่งที่ก าหนด และต้องสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 1.3 ข้อมูล (Data) เป็นค่าการวัดที่ใช้บรรยายหรือบอกจ านวนปริมาณของ คุณลักษณะที่ก าหนดขึ้น (ตัวบ่งชี้) ข้อมูลที่ได้ควรมีลักษณะ ดังนี้ - ถูกต้องตรงความเป็นจริง (Relevant) - เชื่อถือได้ (Reliable) - เพียงพอ (Sufficient) - ทันการณ์ (Update) 1.4 เกณฑ์ (Criteria) เกณฑ์ที่ดีมีลักษณะที่ชัดเจน ยุติธรรม มีความเหมาะสม เป็นไปได้ครบถ้วนพิจารณาทุกแง่มุมทุกด้าน 1.5 ดุลยพินิจ (Judgment) เป็นองค์ประกอบสุดท้ายของการประเมินผล ควรค านึงถึงความเป็นธรรม ความรอบรู้ ให้ความส าคัญของผลสรุปหรือการตัดสินใจที่ไม่เกิดผลกระทบ ต่อส่วนรวม 2. การประเมินอย่างเชื่อถือได้ โครงการที่ดีควรตรวจสอบผลได้ (Accountability) เมื่อประเมินผลออกมาแล้ว ถ้าตรวจสอบผลซ้ าจะต้องได้ผลตรงกับครั้งแรก นั่นคือ การรวบรวมข้อมูล ต้องด าเนินอย่างมีแบบแผนเวลาใกล้เคียงกัน อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน 3. การประเมินอย่างยุติธรรม การประเมินต้องใจเป็นกลาง มีความเป็นอิสระในการคิด มีเจตนาที่มุ่งเน้นพัฒนา สร้างสรรค์ ปราศจากอิทธิพลหรือข้อบังคับใดๆ


23 จากทัศนะของนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงหลักการประเมินโครงการสามารถสรุปได้ ดังนี้ ผู้ประเมินควรมีการวางแผนการด าเนินงาน โดยใช้การประเมินที่มีหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง ประเมิน อย่างเชื่อถือได้ ประเมินอย่างยุติธรรมเพื่อผลการประเมินที่ดีมีคุณภาพที่สุด 6. รูปแบบการประเมินโครงการ ได้มีผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการประเมินไว้หลากหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมี แนวคิด ทฤษฎี เหตุผล และวิธีการประเมินที่แตกต่างกัน ดังนี้ ฟิทซ์แพททริก แซนเดอร์ และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders and Worthen, 2014 : 68 : อ้างถึงในพิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2557 : 70-72) ได้แบ่งประเภทของรูปแบบ หรือแนวทางการประเมิน ตามปรัชญาประโยชน์นิยม (Utilitarian Evaluation) ไว้ขั้วหนึ่งกับปรัชญาสหชญาณและพหุนิยม (Intuitionist–Pluralist Evaluation) อีกขั้วหนึ่ง ซึ่งแบ่งแนวทางการประเมินได้ 5 แนวทาง สรุปได้ดัง ภาพประกอบ 5 ภาพประกอบ 5 การแบ่งประเภทของแนวทางการประเมินตามปรัชญาประโยชน์ กับปรัชญาสหชญาณและพหุนิยม การประเมินตามแนวทางทั้ง 5 แนวทางดังกล่าว มีสาระส าคัญดังนี้ 1. การประเมินที่เน้นวัตถุประสงค์ (Objective – Oriented Approaches) เป็น แนวทางการประเมินที่ยึดเอาเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของสิ่งที่มุ่งประเมินเป็นหลักในการประเมินผู้ บุกเบิกวิธีการหรือแนวทางการประเมินที่เน้นวัตถุประสงค์ ก็คือ ไทเลอร์ (Tyler) ซึ่งเรียกว่า วิธีการหรือ แนวทางการประเมินของไทเลอร์ (The Tylerian Evaluation Approach) และมีอิทธิพลต่อวิธีการหรือ กระบวนทัศน์การประเมินที่น าเสนอโดย เมทเฟสเสสและมิเซล (Metfessel and Michael’s Evaluation Paradigm) รูปแบบประเมินไม่สอดคล้องของโพรวัส (Provus’s Discrepancy Model) และวิธีการประเมินของแฮมมอนด์ (Hammond) 2. การประเมินที่เน้นการจัดการ (Management – Oriented Approaches) เป็นแนวทางการประเมินเพื่อตอบสนองต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร สารสนเทศจากการประเมิน จะเป็นส่วนส าคัญที่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่ดี และมีเหตุผล นักประเมินจึงมีบทบาทส าคัญที่จะช่วย สนับสนุนสารสนเทศให้นักบริหารหรือผู้มีอ านาจในการก าหนดนโยบาย คณะบริหาร ผู้ปฏิบัติงานและ บุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบหรือแนวทางการประเมินแบบนี้ การประเมินตาม ปรัชญาสหชญาณและพหุนิยม การประเมินที่เน้น การจัดการ การประเมินที่เน้น ลูกค้าหรือผู้บริการ การประเมิน โดยผู้เชี่ยวชาญ การประเมินที่เน้น การมีส่วนร่วม การประเมินตาม ปรัชญาประโยชน์นิยม การประเมินที่เน้น วัตถุประสงค์


24 ได้แก่ The CIPP Evaluation Model ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) และ The UCLA Evaluation Model ของอัลคิน (Alkin) 3. การประเมินที่เน้นลูกค้าหรือผู้บริการ (Consumer – Oriented Approaches) เป็น แนวทางการประเมินที่ให้ความส าคัญ และมุ่งให้เกิดประโยชน์กับลูกค้า หรือผู้รับบริการส าหรับตัดสินใจ เลือกการบริโภคหรือรับบริการที่คุ้มค่า โดยเฉพาะกับโครงการที่เป็นการให้บริการแก่ประชาชน การ ประเมินโครงการแบบนี้จึงต้องให้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า “ลูกค้าส าคัญที่สุด จึงต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด” ในการประเมินจึงต้องพิจารณาจากเกณฑ์ที่เป็นความคาดหวังของลูกค้าและใช้ผลการประเมินเพื่อ ปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการต่อ ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคหรือผู้รับบริการ ผู้บุกเบิกการประเมินตาม แนวทางนี้ คือ สคริฟเวน (Scriven) โดยได้เสนอแนวคิด และชี้ให้เห็นความแตกต่างต่างระหว่างการ ประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation) และการประเมินผลสรุปรวม (Summative Evaluation) 4. การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expertise – Oriented Approaches) เป็นแนวทาง การประเมินที่ให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพเป็นผู้ตัดสินคุณภาพของสิ่งที่มุ่งประเมิน เช่น การประเมิน คุณภาพของสถานศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยโครงการ ผลผลิต หรือ กิจกรรมต่างๆ ซึ่งในการประเมินจ าเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องผู้น าในการประเมินแบบนี้ คือ อีสเนอร์ (Eisner) ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวคิดการประเมินตามแนวทางผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาและ ศิลปวิจารณ์ (Education Connoisseurship Criticisin) 5. การประเมินที่เน้นการมีส่วนร่วม (Participant – Oriented Approaches) เป็น แนวทางการประเมินที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ โดยใช้เทคนิคการสังเกตและการระบุความต้องการให้ มากที่สุดเท่าที่จะท าได้จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ ผู้ประเมินต้องพยายามใช้ข้อมูลที่หลากหลาย จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายๆ ด้าน มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าของโครงการ เพื่อให้ผลสรุปของการ ประเมินโครงการนั้นมีความหมายต่อสังคม หรือชุมชนนั้นๆ นักทฤษฎีการประเมินที่ได้บุกเบิกการ ประเมินตามแนวทางนี้ก็คือ สเตค (Stake) ซึ่งได้เสนอแนวทางการประเมินการตัดสินคุณค่าทางการ ศึกษา (The Countenance of Educational) โดยเน้นการบรรยายและการตัดสินคุณค่าของผู้มีส่วน ร่วมในการประเมิน ต่อมากูบา (Guba) ได้เสนอแนวทางการประเมินเชิงธรรมชาติ ริปเป้ (Rippey) ได้เสนอแนวทางการประเมินเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transactional Evaluation) พาร์เลต และแฮมิลตัน (Parlentt and Hamilton) ได้เสนอแนวทางการประเมินเพื่อความแจ่มแจ้ง (Illuminative Evaluation) โดยใช้วิธีการประเมินตามแนวทางของนักมนุษย์วิทยา กูบาและลินตอร์น (Guabaand Lincoin) ได้ เสนอบูรณาการแนวทางการประเมินตอบสนองของสเตค (Stake’s Responsive evaluation) กับ วิธีการเชิงธรรมชาติ แมคโดแนลด์ (Mac Donald) ได้เสนอแนวทางการประเมินเชิงประชาธิปไตย (Democratic Evaluation) และแพตตัน (Patton) ได้เสนอแนวทางการประเมินแบบมีส่วนร่วม (Participant Approaches)


25 จากแนวทางการประเมินดังกล่าวฟิทช์แพททริก แซนเดอร์ และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders and Worthen, 2014 : 68 : อ้างถึงในพิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2557: 70-72) ได้สรุปเปรียบเทียบ แนวทางการประเมินโดยพิจารณาใน 8 ประเด็น คือ 1. ผู้คิดค้นแนวทางการประเมิน หมายถึง บุคคลที่เสนอแนวทางและวิธีการประเมิน 2. วัตถุประสงค์ของการประเมิน หมายถึง ความมุ่งหมายในการประเมิน 3. ลักษณะเฉพาะ หมายถึง ค าอธิบายเกี่ยวกับหลักการด าเนินงานของแต่ละแนวทาง และวิธีการประเมิน 4. การน าไปใช้ในอดีต หมายถึง วิธีการที่แต่ละแนวทางและวิธีการที่เคยใช้ในการ ประเมินทางการศึกษา 5. กรอบแนวคิดหรือมโนทัศน์ของการประเมินหมายถึง ลักษณะพิเศษของแต่ละ แนวทางและวิธีการในการประเมิน การเกี่ยวข้องในเชิงเหตุผลและค าอธิบายเพิ่มเติมที่แต่ละแนวทางจะ แสดงถึงลักษณะเฉพาะของการประเมิน 6. เกณฑ์การประเมิน หมายถึง การอธิบายทั้งโดยทางตรง และโดยนัยว่าจะใช้การ ตัดสินคุณภาพของการประเมินอย่างไรในแต่ละวิธี 7. ข้อดี หมายถึง จุดเด่นของแนวทางและวิธีการประเมินนั้นๆ 8. ข้อจ ากัด หมายถึง ข้อเสียและความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้แนวทางและวิธีการ ประเมินนั้นๆ ศิริชัย กาญจนวาสี(2552 : 112) ได้ใช้ค าว่า โมเดลรูปแบบ และแนวทางการประเมินใน การน าเสนอรูปแบบการประเมินซึ่งประมวลจากนักทฤษฎีการประเมิน ได้ 28 แนวทาง และใช้มิติของ รูปแบบการประเมินจัดประเภทรูปแบบการประเมินได้ 4 ประเภท ดังนี้ 1. การประเมินที่เน้นการตัดสินใจโดยใช้วิธีเชิงระบบ (Systematic Decision –Oriented Evaluation) เป็นการประเมินที่เน้นการใช้วิธีเชิงระบบเพื่อการเสนอสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อ ผู้เกี่ยวข้องส าหรับการตัดสินใจในเชิงบริหาร รูปแบบหรือแนวทางการประเมินตามแนวคิดนี้ เช่น Goal–Based (Behavioral Objective) Approach ของไทเลอร์ (Tyler) CIPP Model ของสตัฟเฟิล บีม และคณะ (Stufflebeam) เป็นต้น 2. การประเมินที่เน้นการตัดสินใจโดยใช้วิธีเชิงธรรมชาติ (Naturalistic Decision– Oriented Evaluation) เป็นการประเมินที่เน้นการใช้วิธีธรรมชาติเพื่อการเสนอสารสนเทศที่เป็น ประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องส าหรับการตัดสินใจในเชิงบริหาร รูปแบบหรือแนวทางการประเมินตามแนวคิด นี้ เช่นUtilization-Focused Approach (UFA) ของ Patton Responsive (Countenance) Model ของ Stake เป็นต้น 3. การประเมินที่เน้นการตัดสินคุณค่าโดยใช้วิธีเชิงระบบ (Systematic ValueOriented Evaluation) เป็นการประเมินที่เน้นการใช้วิธีเชิงระบบเพื่อให้นักประเมินตัดสินคุณค่าของสิ่ง ที่มุ่งประเมิน รูปแบบหรือแนวทางการประเมินตามแนวคิดนี้ เช่น Consumer–Oriented Approach ของ Scriven Training Approach ของ Kirkpatrick เป็นต้น 4. การประเมินที่เน้นการตัดสินคุณค่าโดยใช้วิธีเชิงธรรมชาติ (naturalistic value – oriented evaluation) เป็นการประเมินที่เน้นการใช้วิธีธรรมชาติเพื่อให้นักประเมินตัดสินคุณค่าของสิ่ง


26 ที่มุ่งประเมิน รูปแบบหรือแนวทางการประเมินตามแนวคิดนี้ เช่น Criticism Approach ของ Eisner Empowerment Approach ของ Fetter man เป็นต้น พิสณุ ฟองศรี (2554 : 6) ได้กล่าวถึง รูปแบบการประเมินเป็นตัวช่วยที่ส าคัญในการ ประเมินโครงการ เพราะมีประเด็นการประเมิน หรือตัวชี้วัดและแนวทางต่างๆ ให้ไว้ ซึ่งรูปแบบการ ประเมินที่ใช้กันมากคือ 1. รูปแบบ CIPP เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถใช้ได้กับ โครงการทุกขนาด ทุกประเภท มีความครอบคลุมและคิดตัวชี้วัดง่าย แต่ต้องประเมินทุกระยะ คือ ก่อน ระหว่าง และเสร็จโครงการ โดยมีประเด็นการประเมิน 4 ประเด็น คือ บริบท( Context : C) ปัจจัยน าเข้า(Input : I) กระบวนการ (Process : P) และผลผลิต(Product : P) 2. รูปแบบ Responsive เป็นรูปแบบที่ใช้กันบ้าง ซึ่งก าหนดให้ผู้ประเมินต้องระบุ เกณฑ์การประเมินไว้ด้วยโดยต้องประเมินทุกระยะ คือ ก่อน ระหว่างและเสร็จโครงการเช่นเดียวกัน มีประเด็นการประเมิน 3 ประเด็น คือ สิ่งน า การปฏิบัติ และผลลัพธ์ 3. รูปแบบ Training เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากกับโครงการฝึกอบรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งประเมินเพียง 2 ระยะ คือ ระหว่างและเสร็จโครงการเท่านั้น แต่เมื่อโครงการ เสร็จแล้วระยะหนึ่งต้องประเมินด้วยการติดตามหรือตามไปดู เนื่องจากต้องการเฉพาะผลที่ได้จริงๆ เท่านั้น ท าให้คิดตัวชี้วัดได้ยาก และถ้าโครงการไม่ใหญ่พอก็จะเห็นผลไม่ชัด มีประเด็นการประเมิน 4 ประเด็น คือ ปฏิกิริยา (Reaction) หรือความพึงพอใจด้านต่างๆ ต่อโครงการการเรียนรู้ (Learning) หรือความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมตามโครงการ พฤติกรรม (Behavior) หรือน าความรู้ไปใช้ปฏิบัติ และ ผลลัพธ์ต่อองค์การ (Result) คือผลจากพฤติกรรมท าให้หน่วยงานมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สุภมาส อังศุโชติ (2555 : 6 – 7) ได้จัดกลุ่มการประเมินออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. รูปแบบการประเมินที่เน้นวัตถุประสงค์ (Objective – Based Model) เป็นรูปแบบ ที่เน้นการตรวจสอบว่าผลที่เกิดขึ้นจากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นหรือไม่ ได้แก่ รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ (Ralph W,Tyler) ครอนบาค (Cronbach) และเดิร์ก แพททริก (Kirkpatrick) 2. รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินคุณค่า (judgmental evaluation model) เป็นรูปแบบการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมสารสนเทศส าหรับก าหนดและวินิจฉัยคุณค่าของ โครงการที่มุ่งประเมิน ได้แก่ รูปแบบการประเมินของสเตค (Stake) สคริฟเวน (Scriven) และโพรวัส (Provus) 3. รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจ (Decision – Oriented Evaluation Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมสารสนเทศเกี่ยวกับโครงการเพื่อช่วยให้ ผู้บริหารหรือผู้มีอ านาจในการตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผล ได้แก่ รูปแบบ การประเมินของเวลซ์ (Welch) สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam : CIPP model) และอัลคิน (Alkin) รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ภาคขยายและรูปแบบการประเมินเชิงระบบ เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 36 – 64) ได้จัดกลุ่มรูปแบบการประเมินเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ ดังนี้


27 1. กลุ่มรูปแบบการประเมินเพื่อการตัดสินใจ (Decision – Oriented Evaluation) นักประเมินกลุ่มนี้มีความเชื่อในการประเมินที่เป็นระบบ โดยมีขั้นตอนการประเมินที่ครบวงจร ซึ่งให้ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม นักประเมินกลุ่มนี้ ได้แก่ ครอนบาค (Cronbach) สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) อัลคิน (Alkin) โปรวัส (Provus) รวมทั้งรูปแบบ CSE (Center for the Study of Evaluation) ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลีส (UCLA) ด้วยนักทฤษฎีการ ประเมินยุคใหม่ได้ให้ความสนใจต่อรูปแบบของกลุ่มนี้มากเพราะสามารถน าผลจากการประเมินไปใช้ใน การตัดสินใจส าหรับการบริหารงานได้เป็นอย่างดีบทบาทของนักประเมินเพื่อการตัดสินใจกลุ่มนี้ ต้องมี ความชัดเจนว่าต้องการสารสนเทศอะไรบ้าง เพื่อเสนอทางเลือกที่จะน าไปสู่การตัดสินใจได้ดีและ เหมาะสม เช่น ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่น าไปสู่การปฏิบัติที่ดีกว่า เป็นต้น อย่างไรก็ตามนัก ประเมินตามแนวคิดกลุ่มนี้ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการตัดสินใจทางการบริหาร แต่ต้องมี บทบาทส าคัญคือการน าเสนอสารสนเทศของการประเมินที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น (Stufflebeam ot al, 1971) 2. กลุ่มรูปแบบการประเมินเพื่อการตัดสินคุณค่า (Value – Oriented Evaluation) นักประเมินกลุ่มนี้เห็นว่า การประเมินเป็นการให้คุณค่าหรือตีราคาสิ่งที่ถูกประเมิน การประเมินใน ลักษณะนี้ในยุคแรกๆ มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และขาดความเชื่อถือ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันรูปแบบการ ประเมินในกลุ่มนี้ได้มีผู้นิยมน ามาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเพื่อให้บริการสังคม หรือโครงการเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งมักจะมีความซับซ้อน จึงต้องอาศัยวิธีการประเมินทั้ง แบบมีระบบและแบบวิธีการตามธรรมชาติ (Naturalistic Approach) ควบคู่กันไป โดยให้ความส าคัญ กับผลผลิตที่เกิดจากโครงการทั้งหมด แม้จะเป็นผลกระทบก็ถือว่าเป็นข้อมูลส าคัญต่อการตัดสินคุณค่า เช่นกัน นักทฤษฎีการประเมินที่มีความเชื่อถือตามแนวคิดนี้ ได้แก่ สคริฟเวน (Scriven) กลาส (Glass) เฮาวส์ (House) กูบาและลินคอล์น (Guba and Lincoin) เป็นต้น บทบาทของนักประเมินเพื่อตัดสินคุณค่า จะต้องมีความเป็นปรนัยและมีคุณธรรมของ การประเมิน รวมทั้งสามารถตัดสินคุณค่าได้อย่างเหมาะสม และตรงตามผลการประเมินที่แท้จริง ไม่ว่า ผลการประเมินจะเป็นดังที่หวังหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะมีผลทางบวกหรือทางลบก็ตาม ก็ต้องน าไปสู่ การตัดสินคุณค่าทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด นอกจากนั้นนักประเมินจะต้องมี ความรับผิดชอบต่อผลการตัดสินคุณค่าของตน เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อไปด้วย จากทัศนะของนักวิชาการจะเห็นได้ว่า มีผู้เสนอรูปแบบการประเมินโครงการไว้หลาย รูปแบบพอสรุป ได้แก่ รูปแบบการประเมินที่เน้นวัตถุประสงค์ รูปแบบการประเมินที่เน้นการจัดการ รูปแบบการประเมินที่เน้นลูกค้าหรือผู้รับบริการ รูปแบบการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ รูปแบบการ ประเมินที่เน้นการมีส่วนร่วม รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจโดยใช้วิธีเชิงระบบ/วิธีเชิงธรรมชาติ รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินคุณค่าโดยใช้วิธีเชิงระบบ/วิธีเชิงธรรมชาติ ซึ่งแต่ละรูปแบบมี ข้อจ ากัดที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการประเมินโครงการนั้น ๆ โครงการที่ผู้ประเมินได้ ศึกษาอยู่ในขณะนี้ ได้เลือกรูปแบบที่สามารถประเมินทั้งระบบ (system approach) เป็นการมองทุก ส่วนและทุกองค์ประกอบตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ความส าคัญของแต่ละส่วนอย่างเท่าเทียมกันในการประเมิน ซึ่งก็คือรูปแบบของสตัฟเฟิลบีมหรือรูปแบบจ าลองซิปป์ (CIPP Model)


28 การประเมินโครงการตามรูปแบบจ าลองซิปป์ (Stufflebeam’s CIPP Model) สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam, 1971) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการประเมินที่เรียกว่า รูปแบบจ าลองซิปป์โมเดล (CIPP Model) ซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็น รูปแบบการประเมินที่มีระบบแบบแผนอย่างชัดเจนและสามารถน าไปใช้ในการประเมินโครงการต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางค าว่า CIPP ย่อมาจาก ค าว่า Context (บริบทหรือสภาวะแวดล้อม) Input (ปัจจัย น าเข้า) Process (กระบวนการ) และ Product (ผลผลิต) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) หรือวิธีการเชิงระบบ (Systems Approach) (พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2557 : 111) ทั้งนี้สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) ได้ให้ความหมายของการประเมินว่าเป็นวิธีการศึกษาหรือสืบค้นหาคุณค่าของสิ่งที่ ประเมินอย่างเป็นระบบ การประเมินจึงเป็นกระบวนการที่จัดหาน าเสนอสารสนเทศ และน าไป ประยุกต์ใช้ในการอธิบาย และการตัดสินคุณค่า และคุณประโยชน์ในการตัดสินใจหาทางเลือกที่ เหมาะสมในการด าเนินโครงการ (Stufflebeam and Shinkfield, 2007 : 326) โดยมีสาระส าคัญที่ สามารถขยายความเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1. การประเมิน เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นกระบวนการ คือ มีความต่อเนื่องกัน ในการด าเนินงานอย่างครบวงจรและย้อนกลับมาสู่รอบใหม่ของวงจรด้วย 2. กระบวนการประเมิน จะต้องมีการระบุหรือบ่งชี้ข้อมูลที่ต้องการ 3. กระบวนการประเมิน จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ได้ระบุหรือบ่งชี้ไว้ 4. กระบวนการประเมิน จะต้องมีการน าเอาข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาแล้วนั้นมาจัดท าให้เป็น สารสนเทศ 5. สารสนเทศที่ได้มานั้นจะต้องมีความหมายและมีประโยชน์ 6. สารสนเทศดังกล่าว จะต้องได้รับการน าไปเสนอเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการ ก าหนดทางเลือกใหม่หรือแนวทางด าเนินการใดๆ ต่อไป (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. 2556 : 57) อนันต์ นามทองต้น (2557 : 17) ได้กล่าวว่ารูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model ของสตัฟเฟิลบีม (Daniel l . Stufflebeam) เน้นการประเมินที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยมีจุดเด่นที่ ส าคัญคือใช้ควบคู่กับการบริหารโครงการเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วัตถุประสงค์การประเมินคือ การให้สารสนเทศที่ส าคัญเพื่อการตัดสินใจ ค าว่า CIPP เป็นค าย่อมาจาก ค าว่า Context, Input, Process และ Product การประเมินเป็นกระบวนการของการบรรยาย การ เก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเพื่อน าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ เหมาะสม เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 58) ได้กล่าวถึง การประเมินตามโมเดลของสตัฟเฟิลบีม นั้น สามารถสรุปการประเมินเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1. ก าหนด หรือระบุบ่งชี้ข้อมูลที่ต้องการ 2. จัดเก็บรวบรวมข้อมูล 3. วิเคราะห์จัดสารสนเทศ เพื่อน าเสนอฝ่ายบริหาร ฟิทช์แพททริก แซนเดอร์ และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders and Worthen, 2014 : 68 : อ้างถึงในพิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2557 : 112) ได้กล่าวถึงวิธีการประเมินโดยใช้รูปแบบจ าลองซิปป์จะเกี่ยวข้อง กับลักษณะของการตัดสินใจ ซึ่งจ าเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาช่วยในการตัดสินใจ 4 ลักษณะ คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน (Planning Decisions) การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง


29 (Structuring Decisions) การตัดสินใจเกี่ยวกับการด าเนินงาน (Implementing Decisions) และการ ตัดสินใจเกี่ยวกับการทบทวนการด าเนินโครงการเมื่อสิ้นสุดโครงการ (Recycling Decisions) มโนทัศน์ เบื้องต้นของรูปแบบ CIPP ก็คือ ประเภทของการตัดสินใจที่แตกต่างกันจ าเป็นต้องใช้สารสนเทศในการ ตัดสินใจที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งสตัฟเฟิลบีม ได้จ าแนกการตัดสินใจและการประเมินเพื่อการบริหารและ การวางแผนไว้ 4 ประเภท ดังนี้ 1. การประเมินบริบทหรือสภาวะแวดล้อม(Context Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ สารสนเทศส าหรับการตัดสินใจในการวางแผนก าหนดเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการ หรือ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ การประเมินบริบทเป็นการประเมินเกี่ยวกับนโยบาย ปรัชญา เป้าหมาย แรงกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม ความต้องการของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน แรงกดดันทางการเมือง ซึ่งเยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 59) อธิบายการประเมินบริบทหรือ สภาวะแวดล้อม เป็นการประเมินก่อนที่จะลงมือด าเนินการโครงการใดๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อก าหนด หลักการและเหตุผล รวมทั้งเพื่อพิจารณาเพื่อความจ าเป็นที่จะต้องจัดท าโครงการดังกล่าว การชี้ประเด็น ปัญหา ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมของเป้าหมายของโครงการ ในขณะที่ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553 : 169) อธิบายว่า การประเมินบริบทของโครงการเป็นการประเมินความต้องการจ าเป็นเพื่อ ก าหนดโครงการ เป็นการประเมินสภาพเศรษฐกิจสังคม การเมือง ตลอดจนปัญหา อุปสรรคต่างๆ อันน าไปสู่ทิศทางและวัตถุประสงค์ของโครงการ 2. การประเมินปัจจัย หรือทรัพยากร(Input Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้ สารสนเทศส าหรับการตัดสินใจ เกี่ยวกับวิธีการและกลวิธีด าเนินโครงการ เป็นการตรวจสอบความพร้อม ของปัจจัยเบื้องต้นต่างๆ เช่น บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ เป็นต้น เป็นการประเมินเพื่อ มุ่งเน้นว่ามีปัจจัยพร้อมข้อมูลที่จะด าเนินการหรือไม่ แผนหรือโครงการที่น าเสนอเหมาะสมหรือไม่ ควรปรับปรุงส่วนใด สารสนเทศที่ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง เพื่อเลือกแผนการจัด โครงการ หรือแผนการด าเนินงานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ซึ่ง เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 59) ได้กล่าวว่าเป็นการประเมินเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมความพร้อมเพรียงของ ทรัพยากรที่จะใช้ในการด าเนินโครงการตลอดจนเทคโนโลยีและแผนของการด าเนินงาน ในขณะที่ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553 : 163) กล่าวว่า การประเมินปัจจัยหรือทรัพยากรเป็นการตรวจสอบความ พร้อมด้านทรัพยากรทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนระบบการบริหารจัดการเพื่อวิเคราะห์และก าหนด ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้สารสนเทศ ส าหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับการน าโครงการไปปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลส าเร็จ ซึ่งเป็นการประเมินขณะ ด าเนินงาน หรือประเมินในเชิงความก้าวหน้าเพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารหรือการด าเนินโครงการ รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคจุดเด่น จุดด้อย ซึ่งเยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี(2556 : 59) กล่าวว่า การประเมินกระบวนการ เป็นการประเมินเพื่อหาข้อบกพร่องของการด าเนินโครงการเพื่อท าการแก้ไข ให้สอดคล้องกับข้อบกพร่องนั้นๆ ตลอดจนบันทึกภาวะของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน ในขณะที่ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์(2553 : 167 – 170) ได้เสนอให้แนวคิดว่า การประเมินกระบวนการเป็น การประเมินการด าเนินงานเมื่อน าโครงการที่วางแผนไว้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อศึกษาจุดแข็งและจุดอ่อน ตลอดจนปัญหา อุปสรรคของการด าเนินโครงการ จึงเป็นการประเมินเพื่อปรับปรุงการด าเนินโครงการ


30 ได้อย่างทันท่วงที สารสนเทศที่ได้จะน ามาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ ควบคุมหรือ ปรับปรุงแก้ไขวิธีการต่างๆ ให้เหมาะสมทันท่วงทีในขณะที่ก าลังด าเนินโครงการอยู่ 4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้สารสนเทศ ส าหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการ ซึ่งเป็นการประเมินผลหลังจากการด าเนินโครงการ สิ้นสุดลง เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ ซึ่งเยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556 : 59) กล่าวว่า การประเมินผลผลิตที่เกิดขึ้น เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจากการท า โครงการกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของโครงการที่ก าหนดไว้แต่ต้น รวมทั้งพิจารณาประเด็นของการ ยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการ ในขณะที่ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553 : 170) เห็นว่า เป็นการ ประเมินที่มุ่งตอบค าถามว่า โครงการประสบความส าเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่ผลผลิตของโครงการ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ผลการด าเนินงานคุ้มค่าเพียงใด ประกอบด้วย การประเมินผลผลิต (Output Evaluation) โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ ของโครงการตลอดจนการน าเอาความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน อีกส่วนหนึ่งคือผลกระทบ (Impact) สารสนเทศที่ได้จะน ามาใช้ในการตัดสินคุณค่าผลผลิตของโครงการ ทั้งในด้านปริมาณและคุณค่า เพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรจะท าโครงการต่อไปหรือยุติ ล้มเลิก หรือยกฐานะเป็นงานประจ า จากแนวคิดในการประเมินองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านดังกล่าวนั้น จึงเรียกแนวคิดในการประเมิน นี้ว่า รูปแบบจ าลองซิปป์ ซึ่งมีกรอบแนวคิดในการประเมินเขียนแสดงความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของ การประเมินและประเภทของการตัดสินใจได้ (สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. 2553 : 168) ดังภาพประกอบ 6


31 ประเภทของการประเมิน ประเภทของการตัดสินใจ ภาพประกอบ 6 ความสัมพันธ์ของประเภทการประเมิน และประเภทของการตัดสินใจตามรูปแบบ การประเมินของสตัฟเฟิลบีม สตัฟเฟิลบีม และชิกฟิลด์ (Stufflebeam and Shinkfield, 2007 : 329 ; อ้างถึงในพิชิต ฤทธิ์ จรูญ. 2557 : 115-116) ได้อธิบายวิธีการใช้รูปแบบจ าลองซิปป์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างบทบาท ของการประเมินกับประเภทของการประเมิน และเมื่อพิจารณารูปแบบจ าลองซิปป์จ าแนกตาม วัตถุประสงค์ วิธีการและความสัมพันธ์กับการตัดสินใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสรุปได้ตารางที่ 1 และตารางที่ 2 การประเมิน สภาวะแวดล้อม หรือบริบท Context Evaluation วัตถุประสงค์ของโครงการ การประเมินปัจจัย หรือทรัพยากร Input Evaluation วิธีการ และกลวิธีด าเนินโครงการ การประเมินกระบวนการ Process Evaluation น าโครงการสู่ปฏิบัติ ความก้าวหน้าของโครงการ จุดแข็ง และจุดอ่อนของโครงการ ปรับปรุงวิธีการด าเนินโครงการ การเร่งรัดโครงการ การประเมิน ผลผลิต หรือผลลัพธ์ Product Evaluation ปรับขยายโครงการ ยุติล้มเลิกโครงการ ยกฐานะเป็นงานประจ า


32 ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของการประเมินความก้าวหน้า และการประเมินผลสรุป รวมกับประเภทของการประเมิน บทบาทของ การประเมิน การประเมิน สภาวะแวดล้อม การประเมิน ปัจจัยเบื้องต้น การประเมิน กระบวนการ การประเมิน ผลผลิต การประเมิน ความก้าวหน้า โดยใช้ สารสนเทศเพื่อ ตัดสินใจปรับปรุง และประกัน คุณภาพโครงการ เป็นแนวทางใน การตัดสินใจ ก าหนด วัตถุประสงค์ของ โครงการ และ จัดล าดับ ความส าคัญของ เป้าหมายของ โครงการ เป็นแนวทางใน การตัดสินใจ ก าหนดยุทธวิธี วิธีการ และ แนวทางการ ปฏิบัติงานตาม โครงการ เป็นแนวทางใน การตัดสินใจ ปฏิบัติงาน โครงการ ก ากับ และปรับกิจกรรม ของโครงการให้มี ประสิทธิภาพ เป็นแนวทางใน การตัดสินใจ ด าเนินโครงการ ปรับขยาย โครงการโดย พิจารณาจาก ผลลัพธ์ และ ผลข้างเคียงที่ เกิดขึ้น การประเมินผล สรุปรวม โดยใช้ สารสนเทศสรุป รวมตัดสินคุณค่า คุณประโยชน์ และความส าคัญ ของโครงการ เปรียบเทียบ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และ จัดล าดับ ความส าคัญ และ ตามรายการความ ต้องการ ปัญหา และโอกาส เปรียบเทียบ ยุทธวิธีที่เลือก การออกแบบ และงบประมาณ เหตุผลที่เลือกมา จากทางเลือก อื่นๆ พรรณนา กระบวนการ ปฏิบัติงาน และ ค่าใช้จ่ายรวมทั้ง เปรียบเทียบการ ออกแบบ กระบวนการ ปฏิบัติ และ ค่าใช้จ่าย เปรียบเทียบ ผลลัพธ์ และ ผลข้างเคียงกับ เป้าหมายที่ ต้องการ ความ เป็นไปได้ ความส าเร็จ และ การตัดสินใจใน รอบใหม่อีกครั้ง


33 ตารางที่ 2 รูปแบบจ าลองซิปป์ จ าแนกตามวัตถุประสงค์ วิธีการ และความสัมพันธ์ กับการตัดสินใจในกระบวนการเปลี่ยนแปลง บทบาทการ ประเมิน การประเมิน สภาวะแวดล้อม การประเมิน ปัจจัยเบื้องต้น การประเมิน กระบวนการ การประเมิน ผลผลิต วัตถุประสงค์ 1. เพื่อก าหนดสภาวะ แวดล้อมที่เกี่ยวข้อง 2. เพื่อระบุประชากร กลุ่มเป้าหมาย และ ประเมินความต้องการ จ าเป็น และโอกาส 3. เพื่อวินิจฉัยปัญหา ที่อยู่เบื้องหลังความ ต้องการจ าเป็น และโอกาสนั้น ๆ เพื่อระบุ และ ประเมิน ความสามารถ ของระบบของ ปัจจัย และ ยุทธวิธีที่มีอยู่ และการ ออกแบบเพื่อ การใช้ยุทธวิธี ดังกล่าว เพื่อระบุ หรือ พยากรณ์เกี่ยวกับ จุดอ่อนใน กระบวนการ ออกแบบ ด าเนินงาน และ จัดหาสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ เกี่ยวกับ กระบวนการ/ กิจกรรมต่างๆ ที่ ได้ด าเนินงาน เพื่อเปรียบเทียบ ผลผลิตกับ วัตถุประสงค์ และสารสนเทศที่ ได้จากสภาวะ แวดล้อมปัจจัย เบื้องต้น และ กระบวนการ ต่าง ๆ วิธีการ ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิง ระบบ การส ารวจ การศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวข้องการวิเคราะห์ ข้อมูลทุติยภูมิ การ หยั่งเสียงประชามติ สัมภาษณ์ การ ทดสอบวินิจฉัย และ การใช้เทคนิคเดลฟาย บรรยาย และ วิเคราะห์ ทรัพยากรที่มี ทั้งคน และ วัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ยุทธวิธี แก้ปัญหาการ ออกแบบ กระบวนการที่ มีความเป็นไป ได้ และ ประหยัด ก ากับปัญหา และอุปสรรคที่จะ เกิดขึ้นใน กิจกรรม และ กระบวนการ ด าเนินงาน โดย การหา สารสนเทศที่ เฉพาะส าหรับใช้ ในการตัดสินใจ ด าเนินงาน และ การบรรยายสิ่งที่ เกิดขึ้นจริงใน กระบวนการ 1. นิยาม และ ก าหนดเกณฑ์ การประเมิน 2. เก็บรวบรวม ผลข้อมูลผลการ ประเมินจาก ผู้เกี่ยวข้องโดยวิธี เชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพ 3. เปรียบเทียบ ผลการประเมิน กับเกณฑ์ มาตรฐานที่ ก าหนดไว้


34 ตารางที่ 2 (ต่อ) บทบาทการ ประเมิน การประเมิน สภาวะแวดล้อม การประเมิน ปัจจัยเบื้องต้น การประเมิน กระบวนการ การประเมิน ผลผลิต ความสัมพันธ์ กับการตัดสินใจ ในกระบวนการ เปลี่ยนแปลง 1. ตัดสินใจเกี่ยวกับ บริบท หรือเลือก สภาพการณ์ที่จะท า โครงการ 2. ตัดสินใจก าหนด วัตถุประสงค์ และ เป้าหมายเพื่อการ แก้ปัญหาตามความ ต้องการจ าเป็นโดย พิจารณาถึงโอกาส ล าดับความส าคัญ งบประมาณ เวลา และทรัพยากรอื่นๆที่ ต้องใช้ในการวางแผน เพื่อการเปลี่ยนแปลง และจัดหาสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ เลือกแหล่ง ทรัพยากรที่จะใช้ ในการสนับสนุน โครงการ การ เลือกยุทธวิธีการ แก้ปัญหา และ การออกแบบการ ด าเนินงานที่ ก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง ด าเนินโครงการ และการ ตรวจสอบ ปรับปรุงแบบ แผนของโครงการ และวิธีการเพื่อ การควบคุม กระบวนการให้มี ประสิทธิภาพ 1. ตัดสินใจเกี่ยวกับ โครงการว่าจะท าต่อไป จะยกเลิกปรับปรุง หรือเน้นที่จุดใด 2. น าเสนอผลการ ประเมินอย่าง ครอบคลุมชัดเจน ทั้งผลทางบวก และผล ทางลบ 3. เปรียบเทียบผลการ ประเมินกับ วัตถุประสงค์ที่เป็น เป้าหมาย นอกจากนี้ เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2550 : 28-34) กล่าวว่า CIPP Model ในช่วง ค.ศ. 2003 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่ใช้ในการพัฒนาตัวแบบเป็นเวลายาวนาน ปัจจุบันนี้ CIPP Model เป็นกรอบการประเมินที่กว้างขวาง สามารถใช้ประเมินในลักษณะต่างๆ ดังเช่น 1. ประเมินเป็นช่วง (Formative Evaluation) เพื่อการปรับปรุงแก้ไข และการประเมินผล รวม (Summative Evaluation) 2. การประเมินภายใน (Internal Evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินตนเองหรือประเมินโดย บุคลากรภายในองค์กร และการประเมินภายนอก (External Evaluation) ซึ่งประเมินโดยบุคลากร ภายนอกองค์กร 3. การประเมินระยะสั้น (Short – Team) และการประเมินระยะยาว (Long – Team) 4. การประเมินทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ในปัจจุบัน CIPP Model มิได้ใช้เพื่อการประเมินโครงการแต่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้ใน การประเมินสิ่งต่างๆ ดังนี้ 1. โครงการ (Project) 2. โปรแกรม (Programs)


35 3. บุคคล (Personnel) 4. ผลผลิต (Product) 5. สถาบัน (Institution) 6. ระบบ (Systems) การใช้ CIPP Model เพื่อการประเมินเป็นช่วง (Formative Evaluation) โดยมากประเมิน เพื่อการปรับปรุงนั้น ความส าคัญอยู่ที่การได้ข้อมูลเพื่อการวางแผนและการน าแผนไปสู่การปฏิบัติแบบนี้ จะให้ข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับแนวทางหรือขอบเขตที่จะพัฒนาต่อไป การก าหนดเป้าหมายที่ เหมาะสม การวางแผนกิจกรรมและงบประมาณการด าเนินตามแผนกิจกรรมให้ส าเร็จเป็นการประเมิน เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าจะซ้ าของเก่า ปรับปรุงและขยายงานต่อไปอีกหรือยุติกิจกรรมนั้นๆ การประเมินเป็นช่วง (Formative Evaluation) จะประเมินเพื่อตอบค าถามต่อไปนี้ 1. บริบท (Context) : ต้องการจะท าอะไร? 2. ปัจจัยน าเข้า (Input) : จะท าอย่างไร? 3. กระบวนการ (Process) : แล้วท าหรือยัง? 4. ผลผลิต (Product) : ท าเสร็จหรือไม่? เพื่อที่จะช่วยตอบค าถามข้างต้นการประเมินเป็นช่วง (formative evaluation) ความประเมิน ในประเด็นหรือสาระต่อไปนี้ 1. บริบท (Context) : เป็นการประเมินความต้องการ (needs) ปัญหาสินทรัพย์หรือ ทรัพยากร และโอกาสต่างๆ เพื่อที่จะระบุความต้องการ เลือกหรือจัดล าดับเป้าหมาย 2. ปัจจัยน าเข้า (Input) : เป็นการประเมินกลยุทธ์ทางเลือกและแผนในการจัดสรร ทรัพยากรเพื่อการเลือกโปรแกรม กิจกรรม หรือกลยุทธ์อื่นๆ 3. กระบวนการ (Process) : เป็นการประเมินก ากับติดตาม การตัดสินใจ กิจกรรมต่างๆ และการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะๆ เพื่อการปฏิบัติตามแผน 4. ผลผลิต (Product) : เป็นการประเมินผลลัพธ์และผลข้างเคียง (side effects) เพื่อ พิจารณาว่ากิจกรรมนั้นควรจะด าเนินการต่อไป ปรับขยายหรือยุติกิจกรรมนั้น ส าหรับการใช้CIPP Model เพื่อการประเมินผลรวม (summative evaluation) จะใช้ผล การประเมินเพื่อการพิจารณาคุณภาพค่าใช้จ่ายและการลงทุน ตลอดจนความสามารถในการแข่งขัน การประเมินผลรวมจะประเมินเพื่อตอบค าถามต่อไปนี้ 1. บริบท (Context) : ความต้องการที่ส าคัญ (needs) ได้ระบุไว้หรือไม่ 2. ปัจจัยน าเข้า (Input) : ได้ใช้ความพยายามหรือด าเนินกิจกรรมตามแผนและ งบประมาณหรือไม่ 3. กระบวนการ (Process) : การออกแบบการให้บริการได้ด าเนินการเสร็จสมบูรณ์หรือได้ ปรับขยายตามความต้องการแล้วหรือไม่ 4. ผลผลิต (Product) : ความพยายามที่ใช้ไปหรือกิจกรรมที่ท าประสบความส าเร็จหรือไม่ เพื่อที่จะช่วยตอบค าถามข้างต้น การประเมินผลรวม (summative evaluation) ควรประเมินใน ลักษณะต่อไปนี้ 4.1 บริบท (Context) : เปรียบเทียบเป้าหมายและล าดับความส าคัญกับผลการ ประเมินความต้องการ ปัญหา สินทรัพย์หรือทรัพยากรและโอกาส


36 4.2 ปัจจัยน าเข้า (Input) : เปรียบเทียบกลยุทธ์ของโปรแกรมการออกแบบโปรแกรม และงบประมาณกับคู่แข่งที่ส าคัญ และกับความต้องการตามเป้าหมายของผู้ได้รับประโยชน์ 4.3 กระบวนการ (Process) : เปรียบเทียบกระบวนการและค่าใช้จ่ายตามแผนกับ กระบวนการและค่าใช้จ่ายที่ปฏิบัติจริง 4.4 ผลผลิต (Product) : เปรียบเทียบผลลัพธ์และผลข้างเคียงกับความต้องการตาม เป้าหมายและผลของโปรแกรมอื่น การแบ่งองค์ประกอบในการประเมินผลผลิตในการประเมินระยะยาวนั้น การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เพื่อจะตอบค าถามว่า ประสบความส าเร็จหรือไม่ลักษณะเช่นนี้จะประเมินใน 4 องค์ประกอบ คือ 1. ผลกระทบ (impact) 2. ประสิทธิผล (effectiveness) 3. ความยั่งยืน (sustainability) 4. ความสามารถที่จะถ่ายทอดได้ (transportability) การประเมินแต่ละองค์ประกอบเพื่อที่จะตอบค าถามต่อไปนี้ 1. ผลกระทบ : กิจกรรมหรือผลการปฏิบัติได้ถึงผู้ที่ควรรับประโยชน์หรือไม่? 2. ประสิทธิผล : ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้บรรลุหรือไม่? 3. ความยั่งยืน : ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนหรือไม่? 4. ความสามารถที่จะถ่ายทอดได้ : กิจกรรมที่ท าและเกิดผลดีนั้นสามารถน าไปใช้ที่อื่นหรือ ปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในที่อื่นหรือไม่? จุดเน้นเพื่อการปรับปรุง จุดมุ่งเน้นของการประเมินโดยใช้ CIPP Model อยู่บนพื้นฐาน แนวคิดที่ว่าเป้าหมายของการประเมินไม่ได้อยู่ที่การพิสูจน์ (prove) แต่อยู่ที่การปรับปรุง (improve) ดังนั้นหน้าที่ส าคัญในการประเมินเพื่อผลระยะยาว คือ การกระตุ้นช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กิจกรรมที่ท ามี ความเข้มแข็ง ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การประเมินโดยใช้ CIPP Model อาจน าไปสู่ ค าตอบที่ว่าโปรแกรม โครงการ กิจกรรม หรือบริการต่างๆ นั้นมีคุณค่าที่จะด าเนินการต่อไปหรือไม่ควร ปรับขยายหรือไม่ หรือไม่มีคุณค่าแล้วและสมควรที่จะหยุดด าเนินการ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557 : 119) ได้กล่าวถึง การประยุกต์ใช้รูปแบบจ าลองซิปป์มาใช้ใน การประเมินโครงการ นักประเมินหรือผู้รับผิดชอบโครงการจะต้องด าเนินการประเมินโครงการอย่าง ต่อเนื่อง เป็นระบบเพื่อน าสารสนเทศที่ได้จากการประเมินเสนอต่อผู้มีอ านาจในการตัดสินใจหรือ น ามาใช้ในการตัดสินใจ ปรับปรุง และพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยด าเนินการ ดังนี้ 1. ประเมินก่อนการด าเนินโครงการ นักประเมินหรือผู้ปฏิบัติงานควรท าการประเมิน สภาวะแวดล้อมและปัจจัยเบื้องต้น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสินใจเลือกวัตถุประสงค์ของโครงการ ตรวจสอบความเหมาะสม ความสมเหตุสมผลของการวางแผนด าเนินโครงการ ความเป็นไปได้ของ โครงการที่จะน าไปปฏิบัติ คุณภาพของโครงการ รวมทั้งตรวจสอบโอกาสที่โครงการนั้นจะประสบ ความส าเร็จตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ การประเมินเพื่อตัดสินใจ หรือหาข้อมูลสรุปส าหรับ การตัดสินใจเลือกโครงการ บางครั้งเรียกว่า “การวิเคราะห์โครงการ” ในขั้นนี้เน้นการพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก คือ


37 1) ความเหมาะสมของโครงการที่จะด าเนินการโดยวิเคราะห์ปัญหาและความจ าเป็น ของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการด าเนินโครงการ ความพร้อมในการบริหารจัดการโครงการ ความพร้อมในการสนับสนุนทางด้านทรัพยากร โดยเฉพาะความเป็นไปได้ทางการเงิน ก าลังคน วัสดุ และการจัดการ 2) การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการด าเนินโครงการ 3) การศึกษาและคาดหวังถึงผลประโยชน์ หรือสิ่งที่อาจตามมาจากการด าเนินโครงการ นั้นทั้งในระยะเริ่มโครงการและในขณะด าเนินโครงการ 2. การประเมินระหว่างการด าเนินโครงการ โดยประเมินขณะที่ก าลังด าเนินโครงการ โดยนักประเมินหรือผู้รับผิดชอบโครงการควรประเมินจุดเด่น จุดด้อยของการด าเนินงานตรวจสอบว่า การด าเนินงานเป็นไปตามแผนที่ก าหนดไว้หรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง มีสาเหตุมาจากอะไร มีวิธีการด าเนินการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร แล้วใช้สารสนเทศที่ได้จากการประเมินส าหรับตัดสินใจ ด าเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ทันท่วงที 3. การประเมินหลังการด าเนินโครงการ โดยนักประเมินหรือผู้รับผิดชอบโครงการต้อง ประเมินที่มุ่งตอบค าถามว่าโครงการประสบความส าเร็จตามเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด ซึ่งเป็นการตรวจสอบการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลการด าเนินงานคุ้มค่าหรือไม่ เกิดผล กระทบอะไรบ้าง สารสนเทศที่ได้จากการประเมินจะน ามาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของ โครงการว่า ควรด าเนินโครงการนั้นต่อไป หรือปรับปรุงขยาย หรือล้มเลิกโครงการ โดยสรุป การประเมินโครงการตามรูปแบบจ าลองซิปป์ (CIPP Model) หมายถึง รูปแบบ ส าหรับการประเมินกระบวนการด าเนินงานโครงการเพื่อการค้นหาข้อมูลสารสนเทศของโครงการ การจัดหาข้อมูลข่าวสารแบบต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัย ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจเกี่ยวกับ ทางเลือกในการพัฒนา ด ารงไว้ซึ่งโครงการ หรือการปรับปรุงและการยุติการด าเนินงานของโครงการ นั้นๆ ซึ่งการประเมินประกอบไปด้วย 4 ด้าน ดังนี้ 1. การประเมินบริบท (Context Evaluation) หมายถึง การประเมินก่อนที่จะลงมือ ด าเนินการใดๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณาความจ าเป็นที่จะต้องจัดท าโครงการดังกล่าว โดยศึกษาว่า โครงการสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความต้องการของ ชุมชน สังคม เกี่ยวกับโครงการอย่างไรบ้าง 2. การประเมินปัจจัย (Input Evaluation) หมายถึง การประเมินเพื่อพิจารณาถึงความ เหมาะสมของทรัพยากรที่จะใช้ในการด าเนินโครงการ ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ ที่ใช้ด าเนินโครงการ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) หมายถึง การประเมินเพื่อหา ข้อบกพร่องของการด าเนินโครงการเพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อบกพร่องนั้นๆ เพื่อหาข้อมูล ประกอบการตัดสินใจที่จะสั่งการเพื่อการพัฒนางานต่างๆ เพื่อบันทึกภาวะของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน 4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) หมายถึง การประเมินเพื่อเปรียบเทียบผล ที่เกิดขึ้นจากการท าโครงการกับเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของโครงการที่ก าหนด รวมทั้งพิจารณาใน ประเด็นของการยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการ


38 จากการศึกษาถึงแนวคิดการประเมินโครงการของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) สรุปได้ว่า รูปแบบการประเมินโครงการแบบจ าลองซิปป์ (CIPP Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่มีความ ต่อเนื่องกันในการด าเนินงานอย่างครบวงจร มีการเก็บรวมรวมข้อมูลตามที่ได้ก าหนดไว้ แล้วน าข้อมูลที่ได้ นั้น จัดท าให้เป็นสารสนเทศ เพื่อน าโครงการไปโดปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงโครงการอย่างทันท่วงทีโดยแบ่งเป็น 4ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ดังนั้นการประเมินผล โครงการต้องเลือกแบบจ าลองประเมินผลที่เหมาะสมกับลักษณะของโครงการที่จะประเมิน ในทีนี้ผู้ศึกษาจึง ได้เลือกใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) เนื่องจาก ประกอบด้วยการประเมินผล 4 ด้าน อันเป็นโครงสร้างของโครงการศึกษาทั่วไป เป็นรูปแบบการประเมินที่ เป็นระบบและครอบคลุมทุกด้าน ทุกขั้นตอน เหมาะกับการตัดสินใจ ตัดสินคุณค่า และมีประสิทธิภาพ ตามภาพประกอบ 7ซึ่งสามารถน ามาใช้ในการประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในครั้งนี้ ภาพประกอบ 7 รูปแบบการประเมินซิปป์ (CIPP Model) ที่มา : สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam, D.L.). (2004) ; อ้างถึงใน เพ็ญศิริ สายจันทร์หอม (2555 : 41) การบริหารด้วยวงจรคุณภาพ PDCA การบริหารด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) ตามแนวคิดของเดมมิ่ง (Deming in Mycoted, 2004) กล่าวว่า การจัดการอย่างมีคุณภาพเป็นกระบวนการที่ด าเนินการต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลผลิตและบริการที่ มีคุณภาพขึ้น โดยหลักการที่เรียกว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) หรือวงจรเดมมิ่ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไข มลนิค และเดนซเลอร์(Melnyk&Denzler อ้างถึงใน สุรัตน์ สุทธิชัชวาล. 2555 : 98-99) กล่าวถึงแนวคิดของเดมมิ่ง ว่าผู้บริหารระดับสูงต้องมีบทบาทหลายด้าน และการจัดการคุณภาพ


39 ที่ประสบความส าเร็จนั้นต้องอาศัยหลักการที่เรียกว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) หมายถึง วางแผนโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่หรืออาจเก็บ รวบรวมขึ้นมาใหม่ นอกนั้นอาจทดสอบเพื่อเป็นการน าร่องก่อนก็ได้ ขั้นตอนที่ 2 การท า (Do) หรือลงมือท า หมายถึง ลงมือเอาแผนไปท าซึ่งอาจท าใน ขอบข่ายเล็ก ๆ เพื่อทดลองดูก่อน ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) หมายถึง การตรวจสอบ หรือสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดและเป็นไปในทางใด ขั้นตอนที่ 4 การแก้ไข (Act) หรือลงมือแก้ไข (corrective action) หมายถึง หลังจาก ที่ได้ศึกษาผลลัพธ์ดูแล้ว อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการหรือมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็ต้องด าเนินการแก้ไข ตามที่จ าเป็น หลังจากนั้นสรุปเป็นบทเรียนและพยากรณ์เพื่อเป็นพื้นฐานในการคิดหาวิธีการใหม่ ๆ ต่อไป การลงมือปฏิบัติดังกล่าวนี้แสดงได้ดังภาพประกอบที่ 8 ภาพประกอบที่ 8 วงล้อเดมมิ่ง วงจรคุณภาพกับการประยุกต์ใช้เพื่อบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในช่วงของการปฏิรูปการศึกษานวัตกรรมในการบริหารงานเพื่อก้าวไปสู่ความส าเร็จเรื่องหนึ่ง ที่มีการน าเสนอมาใช้ในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและ มีประสิทธิผลเป็น อย่างยิ่ง ก็คือ กระบวนการบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) เนื่องจากวงจรคุณภาพเป็นทั้งปรัชญา นวัตกรรมและเป็นต้นธารภูมิปัญญา หรือเป็นศาสตร์ใหญ่ของวงจรการบริหารในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะ เครื่องมือการบริหารที่มีนับร้อย พัน หรือหมื่นรูปแบบนั้นล้วน แต่มีแกนร่วมที่ส าคัญบนพื้นฐานเดียวกัน นั้นคือ วงจรคุณภาพ (PDCA) (ถวัลย์มาศจรัส, 2546 : 16) มีนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึงการน าวงจร คุณภาพ (PDCA) มาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ดังนี้ จ ารัส นองมาก (2545 : 115-127) กล่าวถึง การน าวงจรคุณภาพ (PDCA) มาใช้ในสถานศึกษา ด้านประกันคุณภาพในแต่ละขั้นตอน ดังนี้


Click to View FlipBook Version