40 1. การวางแผนเพื่อเตรียมการปฏิบัติ(Plan-P) การวางแผนหรือการจัดท าแผนเป็นการเตรียมการอย่างฉลาดรอบคอบ ในการปฏิบัติงาน เป็นการเตรียมการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน เกี่ยวข้องกับงาน และเกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรต่าง ๆ ของหน่วยงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้ปฏิบัติงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่ หรืองานเล็กมากน้อยแค่ไหน ต้องอาศัยการวางแผนหรือการเตรียมการเพื่ออนาคต เพื่อช่วยให้สามารถ ท างานได้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวางแผนปฏิบัติงานจึงเป็นการก าหนดรายละเอียด เพื่อการท างาน ในอนาคตของสถานศึกษาโดยรวม และระบบการวางแผนในการท างานจะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้ 1.1 การท างานมีจุดหมาย เพราะได้เตรียมการแก้ปัญหาล่วงหน้าไว้แล้ว 1.2 สามารถตรวจวัดความส าเร็จ และประเมินผลการด าเนินงานได้เป็นระยะ ๆ และหากพบปัญหาหรืออุปสรรคก็สามารถปรับแก้ได้ทันท่วงที 1.3 ทรัพยากรได้อย่างประหยัด และคุ้มค่า 1.4 ท าให้เกิดการประสานงานภายในหน่วยงาน 1.5 ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจ และท าให้เกิดการกระจายอ านาจรับผิดชอบ 2. การปฏิบัติตามแผน (Do-D) การปฏิบัติตามแผนเป็นการบริหารแผน แผนงาน หรือโครงการของแต่ละคนตามลักษณะ งานที่รับผิดชอบ บุคลากรในหน่วยงานต่างปฏิบัติภารกิจตามที่ได้เตรียมการ หรือวางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว ในงานของตนเองที่ต่างก็มุ่งเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายบริหารสถานศึกษา จะท าหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และอ านวยความสะดวก รวมทั้งการก ากับ ติดตาม เพื่อให้บุคลากรฝ่ายปฏิบัติทั้งที่รับผิดชอบ งานเฉพาะตัวหรืองานเป็นกลุ่มได้ปฏิบัติงานโดยราบรื่นมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน หากจ าเป็นต้อง มีผู้นิเทศแนะน า เพื่อให้การด าเนินงานประสบผลส าเร็จดียิ่งขึ้น ก็เป็นหน้าที่ ที่ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องคอยสอดส่อง ดูแล และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา จุดบกพร่องของการด าเนินงาน ของสถานศึกษาในขั้นตอนนี้คือ เมื่อได้มีการวางแผน การด าเนินงานไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของ แผน แผนงาน หรือโครงการต่าง ๆ ที่จัดเป็นรูปเล่มสวยหรูแต่ไม่ได้น าไปปฏิบัติอย่างจริงจังสมกับที่ได้ ทุ่มเททรัพยากรอย่างมากมายเพื่อการนี้บางแห่งวางแผนไว้อย่าง แต่ปฏิบัติจริงเป็นอีกอย่าง หรือบาง แห่งมีการน าไปใช้เหมือนกัน แต่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างท า ขาดการก ากับติดตาม หรือประสานงาน การท างานให้ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในการปฏิบัติตามแผน ถ้าเป็นสถานศึกษาที่มีปริมาณงาน มาก มีบุคลากรมาก จ าเป็นจะต้องมีระบบงานที่ตรวจสอบได้ว่าในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ ใครกาลังท าโครงการ อะไรอยู่ และในขณะเดียวกัน จะต้องมีการนิเทศเพื่อช่วยเหลือแนะน าในการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างมีประสิทธิภาพ การด าเนินงาน ในเรื่องไหน ขั้นตอนใดยังล่าช้าหรือทาไม่ถูกต้องก็สามารถ ช่วยเหลือในการปรับปรุง แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนวิธีการท างานได้ทันท่วงที 3. การตรวจสอบและประเมินผล (Check-C) การตรวจสอบและประเมินผล เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการปฏิบัติในกระบวนการประกัน คุณภาพการศึกษา เพื่อให้ทราบว่าการด าเนินงานประสบผลส าเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ที่วางไว้มากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขวิธีการท างานหรือปรับเปลี่ยน วัตถุประสงค์และเป้าหมายของงานที่ก าลังปฏิบัติอยู่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับทรัพยากร ที่มีอยู่ใน
41 หน่วยงาน การตรวจสอบและประเมินผล เป็นการหาข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนางาน กิจกรรมนี้จึงถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนางาน ถ้าท างานโดยไม่มุ่งหวังที่จะท าให้ดีขึ้นต่อไปก็คงไม่ต้อง ตรวจสอบและประเมินผลให้เสียเวลา แต่ในวัฏจักรของการท างานเราต้องการปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้ งานดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้ผลจากการตรวจสอบและประเมินเป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการ ด าเนินงานต่อ ๆ ไป ซึ่งในการด าเนินงานในการตรวจสอบและประเมินผลมีกิจกรรมที่ควรปฏิบัติมี 4 ขั้นตอน คือ 1) การระบุสภาพความส าเร็จของงานในช่วงเวลาที่จะตรวจสอบ โดยปกติแล้วใน การปฏิบัติงานเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จะมีข้อมูลที่บอกให้เรารู้ว่างานนั้นมี วัตถุประสงค์และเป้าหมายอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ภายในระยะเวลาตามที่วางแผนไว้ในการระบุ ความส าเร็จของงาน ในขั้นตอนนี้ก็ต้องดูช่วงเวลาที่จะทาการตรวจสอบ 2) การตรวจสอบวัดผลการด าเนินงาน เป็นการตรวจวัดผลการปฏิบัติงานจริง ๆ ณ วันที่ท าการตรวจสอบว่าส าเร็จมากน้อยแค่ไหน ในการตรวจวัดก็อาศัยเครื่องมือและวิธีการในการ ตรวจวัดที่แตกต่างกัน เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์การใช้แบบสอบถาม การทดสอบเป็น ลายลักษณ์ อักษร การดูผลการปฏิบัติงานจริง เป็นต้น 3) การประเมินผลการด าเนินงาน เป็นการเปรียบเทียบ เพื่อตีค่าการด าเนินงานว่าดี มีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยการเปรียบเทียบผลจากการวัด (measurement) กับเกณฑ์ (criteria) ก็คือหลักของการประเมิน (evaluation) โดยทั่วไปการประเมินกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่าสภาพ ความส าเร็จของงานถือเป็นเกณฑ์ผลการด าเนินงานถือเป็นการวัด ดังนั้น เมื่อจะท าการประเมินเรื่องใด ก็ต้องค านึงถึงองค์ประกอบทั้งสองอย่างของการประเมิน คือ เกณฑ์และผลจากการตรวจวัด ถ้าองค์ประกอบทั้งสองอย่างไม่ครบถ้วนก็ไม่สามารถประเมินได้ 4) การเสนอแนะ เป็นการเสนอข้อคิดเห็นของผู้ตรวจสอบและประเมินจากผลการ ประเมินในข้อ 3 เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ปรับปรุงแก้ไข ท าให้การด าเนินงานในเรื่องนั้นเป็นผลดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กล่าวคือ ถ้าผลการประเมินว่าดีมีความเหมาะสมอยู่แล้ว ก็อาจจะยกย่องชมเชย หรือให้กาลังใจผู้ปฏิบัติหรือปรับเป้าหมายการด าเนินงานให้สูงขึ้น ให้ยากขึ้น ถ้าผลการประเมินยังไม่ดี ยังไม่เหมาะสม ก็อาจจะเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนวิธีการท างาน เพิ่มคน เพิ่มอุปกรณ์หรือแนะน าวิธี ปฏิบัติที่คิดว่าเหมาะสม ซึ่งข้อมูลจากการชี้แนะของผู้ประเมิน จะเป็นประโยชน์ส าหรับผู้เกี่ยวข้องใน การปฏิบัติเพื่อปรับปรุงพัฒนางานต่อไป 4. การปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงาน (Act-A) การปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงาน เป็นการปรับแก้ตามผลการตรวจสอบ และประเมิน ใน ขั้นตอนก่อนหน้านี้ถ้าผลการประเมินพบว่างานยังไม่ส าเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะต้องเร่งรัด ปรับเปลี่ยนวิธีการท างาน หรือใช้เวลาในการท างานให้มากขึ้น เพื่อจะสามารถท างานที่คาดหวังไว้แล้ว ให้ส าเร็จ แต่ถ้าผลการประเมินพบว่างานส าเร็จตามเป้าหมายแล้ว ในการด าเนินงานต่อไปก็จะได้ ปรับเปลี่ยนตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น จะได้เป็นการท้าทายผู้ปฏิบัติจึงเห็นได้ว่าการปรับปรุงการปฏิบัติงาน สามารถท าได้ตลอดเวลา ไม่ว่างานที่ท ามาแล้วประสบผลส าเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ผลจากการปฏิบัติ ในลักษณะนี้ก็จะเกิดผลดีต่อสถานศึกษา ท าให้สถานศึกษาได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปในทางที่ดีที่พึง ประสงค์มากยิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัญหาที่พบเห็นอยู่ในสถานศึกษาขณะนี้ก็คือ ไม่ได้มีการปรับปรุงการ
42 ด าเนินงานจากผลของการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง หลายเรื่องที่ได้มีการประเมินผลการด าเนินงานพบ ข้อบกพร่องเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังทาใหม่อยู่เช่นเดิม ผู้มีอ านาจที่พอจะผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไขก็ไม่ เห็นความส าคัญของข้อเท็จจริงที่ได้จากการประเมิน หรือเมื่อมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงต าแหน่ง ผู้บริหาร การด าเนินงานของสถานศึกษาก็มีการก าหนดงานใหม่ บางเรื่องก็แตกต่างไปจากที่เคยปฏิบัติ เดิม กระบวนการที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของการปฏิบัติงานให้เกิดความต่อเนื่องจึงไม่ ประสบผลส าเร็จ จากวงจรคุณภาพกับการประยุกต์ใช้เพื่อบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาที่กล่าวมา ข้างต้น สรุปได้ว่า PDCA เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วย Plan (วางแผน) เป็นการ ก าหนดเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ในการด าเนินงาน วิธีการและขั้นตอนที่จ าเป็นเพื่อให้การด าเนินงานบรรลุ เป้าหมาย Do (ปฏิบัติ) เป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนที่ก าหนดไว้Check (ตรวจสอบ) เป็นกิจกรรมที่ มีขึ้นเพื่อประเมินผลว่ามีการปฏิบัติงานตามแผนหรือไม่ มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงานหรือไม่ Act (ปรับปรุง) เป็นกิจกรรมที่มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากได้ทาการตรวจสอบแล้วทาการ ปรับปรุง และการบริหารงานโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) เป็นการท างานที่เป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน มีการด าเนินตามแผน มีการตรวจสอบประเมินผล และมีการปรับปรุงแก้ไข เป็นวงจรต่อเนื่องเพื่อให้ บรรลุผลส าเร็จที่คาดหวังและเพื่อแสวงหาสภาพที่ดีกว่า และในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษาได้น าแนวคิดการบริหารอย่างมีคุณภาพมาประสมประสานและเลือกสรรกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับนโยบายและเป้าหมายของการจัดการศึกษาของชาติและ เหมาะสมกับสถานศึกษา ตลอดจนสภาพและความต้องการของสังคม ดังนั้น ผู้วิจัยจึงน าหลักการ บริหารงานอย่างมีคุณภาพในการประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพเพื่อบริหารงานสถานศึกษา มาใช้ในการ ประเมินโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่ง ความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีและ ขั้นตอนการบริหารงานของผู้บริหารตามวงจรคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) ได้แก่ การเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อจะท างานให้ ส าเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ โดยก าหนดเป้าหมาย จัดท าแผนตามเป้าหมาย แนวทางการด าเนินงาน ระยะเวลา งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และการประเมินผล ขั้นตอนที่ 2 การด าเนินตามแผน (Do) ได้แก่ การด าเนินงานต่อเนื่องจากการ วางแผน โดยมีการอบรม ประชุมชี้แจง มอบหมายผู้รับผิดชอบ และให้การสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากร และด าเนินการนิเทศ แนะน า ก ากับ ติดตาม เพื่อให้งานเป็นไปตามแผนที่ก าหนด ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบ (Check) ได้แก่ การประเมินผลการปฏิบัติตามแผน โดยจัดให้มีการประเมินผลตามแผนที่ก าหนด วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เกี่ยวข้องจากการเปรียบเทียบ ระหว่างเป้าหมายกับการด าเนินตามแผน เพื่อจะทราบว่าต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ขั้นตอนที่ 4 การปรับปรุงแก้ไข (Act) ได้แก่ การน าผลการวิเคราะห์ปัญหาและ สาเหตุที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงแก้ไข และหากผลการด าเนินงานยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็ต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการด าเนินงานใหม่ให้เหมาะสมในการวางแผนระยะต่อไป แต่ถ้าผลการประเมินพบว่างาน ส าเร็จตามเป้าหมายแล้ว ในการวางแผนครั้งต่อไปต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดการ พัฒนา และจัดท ารายงานไว้เป็นหลักฐาน
43 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 1. ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือส าคัญในการเสริมสร้างความรู้ของมนุษย์ เพราะการอ่านท าให้มนุษย์ เป็นคนที่ทันต่อเหตุการณ์ การอ่านเป็นการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นการส่งเสริมให้มนุษย์ เกิดพัฒนาการทางด้านความคิด และสามารถช่วยประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ เพราะประชาชนมี นิสัยรักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ ซึ่งมีผู้กล่าวถึง ความหมายของการอ่านไว้หลายท่าน ดังนี้ วรรณี โสมประยูร (2553 : 128) กล่าวว่า การอ่านหมายถึงกระบวนการทางสมองที่ ต้องใช้สายตามสัมผัสตัวอักษร หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของค าหรือสัญลักษณ์โดย ออกมาเป็นความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่าน สามารถน าเอาความหมายนั้น ๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ 10 จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ และอัมพร ทองใบ (2556 : 7) กล่าวว่า การอ่านหมายถึงพฤติกรรม การสนทนาโต้ตอบระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน เป็นกระบวนการของการรับรู้และเข้าใจสาระที่เขียนขึ้นเป็น การรวบรวมความคิด ตีความ ท าความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน เพื่อพัฒนาตนเองทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม การุณันทน์ รัตนแสงวงษ์ (2556 : 3) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่าความสามารถ ของมนุษย์ในการรับรู้ความหมายจากสัญลักษณ์ ที่ผู้เขียนได้สื่อความหมายไว้ ไม่ว่าจะเป็นอักษร รูปภาพ เครื่องหมายต่าง ๆ แผนที่ แผนภูมิ ฯลฯ หรือแม้แต่การแสดงท่าทาง ซึ่งผู้อ่านจะเข้าใจความหมายและ สามารถสื่อสารต่อไปได้อย่างถูกต้อง มิ่งขวัญธรรม ฉ่ าชื่นเมือง (2555 : 16) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่าการอ่าน หมายถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้คนกับข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ การอ่านมักเรียนรู้ด้วยตา ประกอบด้วยการจดจ า การซึมซับการบูรณาการภายใน การบูรณาการภายนอก สุนทรี เตินขุนทด (2559 : 13) การอ่านเป็นการแปลความหมายจากสัญลักษณ์หรือ ตัวอักษรจากผู้เขียนเป็นค า หรือข้อความโดยใช้กระบวนการคิด เป็นตัวเชื่อมโยง ทั้งนี้การรับรู้หรือเข้าใจ ความหมายของสิ่งที่อ่านจากตัวอักษร หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ผ่านสายตาของผู้อ่านโดยแปลความหมาย ออกมาเป็นถ้อยค าความคิด และอาศัยประสบการณ์เดิมของตนเองไปช่วยในการตัดสินใจ นอกจากนี้ การอ่านยังมีความหมายที่กว้างออกไป ไม่จ ากัดเฉพาะตัวหนังสือเท่านั้น หากรวมถึงสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่เป็นการแสดงออกของมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นหัวใจของการอ่านคือการเข้าใจและแปลความหมายของค า ข้อความหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและน าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มูยจ์และเรย์โนลด์ (Muijs & Renold, 2001 : 6) และเซียร์ฟอสและรีเดนซ์ (Seafodd & Redence, 1984 : 7) กล่าวว่า การอ่านเป็นเครื่องมือสื่อสารเช่นเดียวกับการเขียนโดยมีจุดประสงค์ หรือความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง และเป็นกระบวนการที่ผู้อ่านจะต้องสร้างความหมายจากตัวอักษร เพื่อสร้างความเข้าใจกับเนื้อหามากกว่าการแปลความเป็นค า ๆ Gray W (อ้างถึงใน จิราวรรณ อารยัน, 2556) สรุปว่าการอ่าน คือการเข้าใจภาษาของ ผู้เขียนและสิ่งพิมพ์นั้น ๆ โดยการจับแนวความคิดจากกลุ่มค าและความหมายต่าง ๆ จากกลุ่มค านั้น การอ่าน คือ ประสบการณ์ของผู้อ่านที่จะช่วยท าให้เกิดทักษะมีกระบวนการ 4 ระดับ คือ 1) การรับรู้
44 2) ความเข้าใจความคิดรวบยอด 3) การตัดสินใจ การคิดหาเหตุผล 4) การน าความคิดใหม่ที่ได้รับมา ผสมกับความคิดที่มีอยู่ จากความหมายของการอ่านที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการอ่านเป็นการแปล ความหมายจากสัญลักษณ์ หรือตัวอักษรจากผู้เขียนเป็นค า หรือข้อความ โดยใช้กระบวนการคิดเป็นตัว เชื่อมโยง ทั้งนี้การรับรู้หรือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านจากตัวอักษร หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ผ่านสายตา ของผู้อ่าน โดยแปลความหมายออกมาเป็นถ้อยค าและความคิดได้ตรงกับที่ผู้เขียนต้องการสื่อความหมาย ได้ ซึ่งผู้อ่านจะเข้าใจความหมายเกิดความเข้าใจในสิ่งที่อ่านและสามารถสื่อสารต่อไปได้อย่างถูกต้อง 2. ความหมายของนิสัยรักการอ่าน ฉวีวรรณ คูหาอภินันทน์ (2542 : 86) ได้กล่าวว่า นิสัยรักการอ่านคือการชอบอ่าน จนเป็นนิสัยเมื่อมีเวลาว่างจะชอบอ่านมากว่าท าอย่างอื่น และชอบอ่านหนังสือหรือวัสดุการอ่านทุกชนิด ทุกประเภท ทั้งหนังสือที่มีความบันเทิงและสารคดี ศรีรัตน์ เจิงกลิ่นจันทร์ (2544 : 41-42) กล่าวถึง การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไว้ว่า นิสัย รักการอ่านไม่อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติจ าเป็นจะต้องสร้างขึ้นมา การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นใน ตัวคนนั้น มีขั้นตอนเช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้ กล่าวคือคนคือต้นไม้ที่ต้องการปลูกนิสัยรักการอ่านคือผล ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น “การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน” ต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ โดยการเตรียม ความพร้อมด้านต่าง ๆ ในการอ่านให้แก่เด็กเสียก่อน ด้วยการให้ความรักความอบอุ่นอย่างเพียงพอ ส่งเสริมร่างกายและสติปัญญาให้พัฒนาไปตามล าดับ พร้อมกับการจัดกิจกรรมที่ท าให้เด็กมีความสนใจ กระหายใคร่อ่าน และเมื่อเด็กพร้อมที่จะเรียนอ่านจึงสามารถสอนอ่านจนสามารถอ่านเองได้ซึ่งการสอน อ่านนั้นจะเริ่มตั้งแต่ เด็กอายุประมาณ 4 ขวบขึ้นไป หลังจากที่เด็กสามารถอ่านหนังสือเองได้ ผู้เกี่ยวข้อง กับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านจะต้องดูแลเอาใจใส่ ส่งเสริมสนับสนุนทุกวิถีทางอย่างสม่ าเสมอ เพื่อให้ เด็กสนใจการอ่านมากยิ่งขึ้นและเมื่อพบสิ่งกีดขวางความสามารถและความสนใจของเด็กจะต้องก าจัดให้ หมดไปพร้อมกับให้ก าลังใจ ให้มีนิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นแก่เด็ก นั่นหมายถึงว่าได้รับผลแห่งการปลูกฝัง ครั้งนี้แล้ว หลังจากได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้วควรสนับสนุนให้มีนิสัยรักการอ่านให้คงอยู่ตลอดไป ต้นไม้ แห่งการอ่านจึงจะเจริญงอกงามยิ่งขึ้น กรมวิชาการ (2546 : 90) ได้กล่าวว่า นิสัยรักการอ่านเป็นส่วนประกอบที่ส าคัญที่จะท า ให้การอ่านประสบความส าเร็จ ถ้ามีนิสัยรักการอ่านก็จะอ่านหนังสืออย่างสม่ าเสมอไม่ต้องรอให้ความจ า เป็นมาบังคับ เช่น อ่านหนังสือเมื่อใกล้สอบ อ่านหนังสือเพราะครูสั่ง นิสัยรักการอ่านจะต้องใช้เวลา ปลูกฝังและฝึกหัด ถ้าฝึกหัดตั้งแต่อายุน้อยจะได้ผลดีกว่าฝึกหัดตอนอายุมากและยังต้องได้รับการส่งเสริม ให้อ่านอยู่เสมอ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องนิสัยรักการอ่านข้างต้น สรุปได้ว่านิสัยรักการอ่าน หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงเจตคติที่ดีต่อการอ่าน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด เวลาใด และเป็นพฤติกรรมที่ เกิดขึ้นเป็นประจ าสม่ าเสมอจนเป็นนิสัย 3. ความส าคัญและประโยชน์ของการอ่าน อมรา ปฐภิญโญบูรณ์ (2552 : 39) ได้ อธิบายว่าการอ่านเป็นเครื่องมือส าคัญประการหนึ่ง ในการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของคนในชาติ เนื่องจากความรู้หรือข้อมูลข่าวสารกว่า 80-90% มาจากการอ่าน การอ่านท าให้เกิดการถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมท าให้สมรรถนะใน การเรียนรู้พัฒนาขึ้น สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงและมีความเข้มแข็งต่อภาวการณ์แข่งขันอย่าง
45 รุนแรงในปัจจุบัน รวมทั้งการอ่านยังเป็นทักษะที่เกิดจากอธิพลของสภาพแวดล้อม และความพร้อมของ แต่ละบุคคล สามารถฝึกฝนจนเป็นนิสัยตั้งแต่แรกปฏิสนธิโดยเฉพาะช่วงวัยทองแห่งการเรียนรู้ประมาณ 1-6 ขวบ การอ่านยังช่วยพัฒนาสติปัญญาของแต่ละบุคคลช่วยให้เกิดกระบวนการคิดและเกิด จินตนาการเกิดองค์ความรู้และความคิดใหม่ ๆ ไพรพรรณ อินทนิล (2546 : 7-9) กล่าวถึงความส าคัญของการอ่านไว้ 4 ข้อ ดังนี้ 1) การอ่าน เป็นทักษะพื้นฐานที่จ าเป็นในการด ารงชีวิตในปัจจุบันเพราะการอ่าน หนังสือไม่ออกท าให้บุคคลนั้นรู้สึกตนเองว่าไร้ศักดิ์ศรี ไม่สามารถร่วมพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อื่นได้ อย่างเท่าเทียมกัน 2) การอ่าน เป็นเครื่องมือส าคัญในการเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะการอ่านเป็นรากฐานส าคัญ ของการศึกษา 3) การอ่าน เป็นสิ่งส าคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาสังคม เพราะการอ่านช่วยพัฒนา ความคิด สติปัญญา จริยธรรม ศีลธรรม และเชาว์ปัญญาได้อย่างดีรู้จักน ามาพัฒนาตนเองทั้งสติปัญญา และจิตใจ 4) การอ่าน ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เพราะการอ่านหนังสือที่ตนชอบจะช่วยลด ความเครียดได้ พิสมัย อ าไพพันธุ์ (2548 : 7) ได้อธิบายว่าการอ่านเป็นทักษะส าคัญที่สุดที่ทุกคนควรมีการ อ่านช่วยให้ผู้อ่านประสบความส าเร็จในชีวิต และการงานในฐานะพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ หากทักษะการ อ่านจะช่วยชี้แนะให้ลูกเป็นผู้อ่านที่ดีได้ ในฐานะผู้อ่านที่มีประสิทธิภาพก็จะสนุกกับเรื่องดี ๆ จากหลากหลายผู้เขียนเรื่องดี ๆ ที่ได้อ่านก็จะมีส่วนเสมือนประตูเปิดโกลกว้างทางปัญญาอันมีส่วนช่วย พัฒนาปัญญาของปัจเจกบุคคล ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาชาติไทยโดยภาพรวมด้วยการอ่านจึงเป็นหัวใจใน การพัฒนาชาติ สนิท สัตโยภาส (2556 : 93-94) ได้กล่าวถึง ความส าคัญและประโยชน์ของการอ่าน ดังต่อไปนี้ 1) การอ่าน ช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้สึกรอบรู้ไม่แคบอยู่เฉพาะเรื่องยิ่งถ้าได้อ่าน หนังสือพิมพ์ วารสารหรือนิตยสารอยู่เป็นประจ าแล้วก็จะท าให้ผู้อ่านเป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้เท่า ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก เมื่อเข้าวงสนทนากับใครก็จะร่วมสนทนาได้เข้าใจและเข้าสังคม ได้ไม่ขัดเขิน 2) การอ่าน ช่วยพัฒนาความคิดและยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้นเพราะเมื่ออ่านมาก ย่อมรู้มาก เมื่อมีความรู้มากย่อมก่อให้เกิดสติปัญญาที่แหลมคม ฉลาดปราดเปรื่องและอาจถึงขั้น เชี่ยวชาญในเรื่องที่สนใจและติดตามอ่านก็ได้ 3) การอ่าน เป็นเครื่องมือส าคัญของการศึกษาเพราะไม่ว่านักเรียน นักศึกษาจะเรียน วิชาใดล้วนต้องอาศัยการอ่านช่วยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เพิ่มเติมจากการเรียนในชั้นเรียนทั้งสิ้น 4) การอ่าน ช่วยให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ เพราะการประกอบอาชีพย่อมอาศัย ความรู้ความสามารถ ความช านาญในการท างาน ถ้าบุคคลใดพยายามแสวงหาความรู้ความสามารถ ใส่ตนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับวิทยากรใหม่ ๆ อยู่เสมอย่อมมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพมากกว่าผู้ ที่ไม่พัฒนาตนเอง และวิธีการส าคัญประการหนึ่งที่จะได้ความรู้ ประสบการณ์และความสามารถใน วิทยาการใหม่ ๆ ก็คือการอ่าน
46 5) การอ่าน ช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ ด้วยเหตุที่มีหนังสือในกลุ่มที่มีเนื้อหาซึ่ง เสนอแนะเกี่ยวกับการวางตน การพูดจา การเข้าสังคม การแต่งกายตลอดจนการแนะน าการปฏิบัติตน ไปในทางที่เหมาะสมและทันสมัยมีอยู่มากมาย ถ้าผู้อ่านได้น าข้อแนะน าเหล่านั้นมาทดลองปฏิบัติตามก็ จะท าให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ 6) การอ่าน ช่วยแก้ปัญหาในใจได้ เพราะปัญหาที่เราประสบในชีวิตประจ าวันอาจมี วิธีแก้ไขในหนังสือที่อ่านก็จะสามารถน ามาประยุกต์แก้ปัญหาของเราได้ เช่น ปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเลี้ยงดูแลลูก ปัญหากฎหมาย หรือปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เป็นต้น 7) การอ่าน ท าให้เกิดความจรรโลงใจได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนานช่วยให้จิตใจได้ พักผ่อนหลังจากที่ได้เคร่งเครียดกับงานมาถ้าได้อ่านเรื่องเบาสมอง เรื่องชวนหัวหรืองานเขียนประเภท บันเทิงคดีก็จะคลายลงได้ 8) การอ่าน ช่วยให้เราใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าหรือเรียกว่า “การอ่านช่วยฆ่าเวลาให้มี ค่า” แทนที่จะใช้เวลาไปในทางที่ไร้ค่าไม่ถูกไม่ควร โดยสรุปจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เราจะได้ฝึกตนให้ มีทักษะการอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน ชอบการใฝ่หาความรู้และหมั่นติดตามความเคลื่อนไหว ความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ด้วยการอ่านอยู่เสมอเพื่อจะได้น าองค์ความรู้ที่ได้จากการอ่านมาช่วย พัฒนาชีวิตของตนและสังคมส่วนรวมให้เจริญก้าวหน้าต่อไป สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2551 ; อ้างใน จิรวัฒน์ เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ, 2555 : 257) กล่าวถึงความส าคัญของการอ่านว่ามีคุณค่าหลายประการต่อผู้อ่าน ดังนี้ 1) จะช่วยสร้างความคิดให้เกิดกับผู้อ่านทั้งนี้เพราะสารแต่ละประเภทผู้เขียนได้ สอดแทรกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการน าเสนอให้ผู้อ่านรู้จักและยังได้สอดแทรกความคิดเห็นของผู้เรียนลง ในเนื้อหาท าให้ผู้อ่านได้รับความรู้และความคิดของผู้เขียน ผู้อ่านเกิดความคิดใหม่ที่เป็นของตนเองโดย อาศัยแนวทางความคิดของผู้เขียนเป็นฐาน 2) จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความรู้ให้กับผู้อ่าน สารแต่ละประเภทจะสอดแทรก ความรู้ที่แตกต่างกัน รวมทั้งอาจมีความรู้ใหม่ที่ช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้รอบรู้ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน สังคม 3) จะช่วยท าให้เกิดทักษะการสรุปข้อมูลที่ได้จากการอ่าน กล่าวคือข้อมูลที่ปรากฏใน สารมักจะกระจัดกระจาย ดังนั้นการอ่านจะช่วยให้ผู้อ่านจัดข้อมูลเป็นหมู่พวกแล้วสรุปแต่ละพวกให้ เหลือแต่แก่นหรือแนวคิดเพื่อสะดวกต่อการน าไปใช้ประโยชน์ไป 4) จะช่วยให้เข้าใจสังคม เพราะสารแต่ละยุคสมัยเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของสังคม ดังนั้นการอ่านจึงมีคุณค่าช่วยท าให้เห็นฉากของสังคมในอดีต ปัจจุบัน และรวมถึงอนาคต ซึ่งต้องการ บุคคลที่มีความสามารถช่วยตัดสินความถูกต้องในเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งนี้โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการ อ่านเป็นพื้นฐานในการตัดสิน 5) จะช่วยให้เห็นรูปแบบแบบของสารประเภทต่าง ๆ สารแต่ละประเภทย่อมมีรูปแบบ ของการน าเสนอที่แตกต่างกัน เช่นการน าเสนอสารวิชาการให้ความรู้ย่อมมีรูปแบบของการน าเสนอที่ แตกต่างจากสาระบันเทิง ซึ่งมีรูปแบบของการน าเสนอที่แตกต่างออกไป การอ่านสารหลายประเภทย่อม เห็นข้อที่แตกต่างกัน อันจะน าไปสู่การพัฒนาอัตราความเร็วในการอ่านให้สูงขึ้น โดยสรุปการอ่านมีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่ง ในการด าเนินชีวิตยุคปัจจุบันเพราะการ อ่านเป็นเครื่องมือส าคัญที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ เพื่อน าไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ
47 หรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระท าอยู่ให้เจริญก้าวหน้า ประสบความส าเร็จเราต้องแสวงหาความรู้ข้อมูล ข่าวสาร การเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการ ในด้านความรู้และความคิด มองโลกที่กว้างไกล สามารถน าข้อมูลที่ได้จากการอ่านน ามาพัฒนาตนเองใน ทุก ๆ ด้านซึ่งสามารถสร้างให้ผู้มีนิสัยรักการอ่านเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมอันเป็น ทั้งทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดไป นโยบายและจุดเน้นการด าเนินงาน ส านักงาน กศน. ประจ าปีงบประมาณ 2564 ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ได้ก าหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า คนไทยได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพสามารถด ารงชีวิตที่เหมาะสมกับ ช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการอ่าน ดังนี้ คือ วิสัยทัศน์ คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะ ที่จ าเป็น และสมรรถนะที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ สามารถด ารงชีวิตได้อย่างเหมาะสมบน รากฐานของหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง พันธกิจ 1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับ การศึกษา และพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมในแต่ละ ช่วงวัย ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในการด ารงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก้าวสู่การเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างยั่งยืน 2. พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรมเทคโนโลยีทาง การศึกษา การวัดและประเมินผลในทุกรูปแบบให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับรูปแบบการ จัดการเรียนรู้และบริบท ในปัจจุบัน 3. ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และน าเทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทาง และโอกาส การเรียนรู้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดและให้บริการการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง 4. ส่งเสริมสนับสนุน แสวงหา และประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีเครือข่ายให้เข้ามามี ส่วนร่วม ในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอด ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับประชาชน 6. ยกระดับการบริหารและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ คุณธรรมและจริยธรรมที่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่มี คุณภาพมากยิ่งขึ้น
48 เป้าประสงค์ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษารวมทั้งประชาชนทั่วไปได้รับโอกาส ทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่องและ การศึกษา ตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามบริบท สภาพปัญหาและความ ต้องการของแต่ละ กลุ่มเป้าหมาย 2. ประชาชนได้รับการยกระดับการศึกษา สร้างเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม หน้าที่ ความเป็น พลเมืองที่ดีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ สอดคล้องกับหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง อันน าไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อพัฒนา ไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 3. ประชาชนได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองผ่านแหล่งเรียนรู้ ช่องทางการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีเจตคติทางสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะอย่างมีเหตุผล และน าไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน รวมถึงการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์ 4. หน่วยงานและสถานศึกษา กศน. มีหลักสูตร สื่อ นวัตกรรม ช่องทางการเรียนรู้ และ กระบวนการ เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทันสมัย และรองรับกับสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามความต้องการของประชาชนและชุมชน รวมทั้งตอบสนอง กับการเปลี่ยนแปลงบริบท ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม 5. หน่วยงานและสถานศึกษา กศน. สามารถน าเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ และน ามาใช้ในการยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้และ โอกาสการเรียนรู้ ให้กับประชาชน 6. ชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชน 7. หน่วยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพและ เป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาล 8. บุคลากร กศน. ทุกประเภททุกระดับได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มทักษะและสมรรถนะในการ ปฏิบัติงาน และการให้บริการทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการปฏิบัติงาน ตามสายงานอย่างมี ประสิทธิภาพ
49
50
51 จุดเน้นการด าเนินงานประจ าปีงบประมาณ พ.ศ.2564 1. น้อมน าพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ 1.1 สืบสานศาสตร์พระราชา โดยการสร้างและพัฒนาศูนย์สาธิตและเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการบริหารทรัพยากรรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดิน น้ า ลม แดด รวมถึงพืช พันธุ์ต่างๆและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ 3. พัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และรูปแบบ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาที่ เหมาะสมกับทุกกลุ่มเป้าหมาย มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อมรองรับกับบริบทสภาวะสังคม ปัจจุบัน ความต้องการของผู้เรียน และสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 3.1 พัฒ น า ร ะบบ ก า ร เ รี ยน รู้ ONIE Digital Learning Platform ที่ ร อง รับ DEEP ของ กระทรวงศึกษาธิการและช่องทางเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ทั้ง Online On-site และ On-air 3.2 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ อาทิ Digital Science Museum/ Digital Science Center/ Digital Library ศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย และศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ กศน. (Co-Learning Space) เพื่อให้สามารถ “เรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง ทุกที่ ทุกเวลา การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ของส านักงาน กศน. จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เมื่อเดือนธันวาคม 2562ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการเรียนการสอนของไทยในทุกระดับชั้น ซึ่งรัฐบาลและ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศและมีมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ดังกล่าว อาทิ ก าหนดให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ห้ามการใช้อาคารสถานที่ ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ ฝึกอบรม หรือการท า กิจกรรมใดๆ ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจ านวนมาก การปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ การก าหนดให้ใช้วิธีการ จัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ อาทิ การจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ การจัดการเรียนรู้ผ่านระบบการ ออกอากาศทางโทรทัศน์ วิทยุ และโซเซียลมีเดียต่างๆ รวมถึงการสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธี อิเล็กทรอนิกส์ กกกกกกกกในส่วนของส านักงาน กศน. ได้มีการพัฒนา ปรับรูปแบบ กระบวนการ และวิธีการ ด าเนินงานในภารกิจต่อเนื่องต่าง ๆ ในสถานการณ์การใช้ชีวิตประจ าวัน และการจัดการเรียนรู้เพื่อ รองรับการชีวิตแบบปกติ วิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ให้ความส าคัญกับการ ด าเนินงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) อาทิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกประเภทหากมีความจ าเป็นต้องมาพบกลุ่ม หรืออบรมสัมมนา ทางสถานศึกษาต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ผู้รับบริการต้องใส่หน้ากาก อนามัยหรือหน้ากากผ้า ต้องมีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลเน้นการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยี ออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอน
52 ภารกิจต่อเนื่อง 1. ด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ 1.4 การศึกษาตามอัธยาศัย 1) พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่านและพัฒนา ศักยภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น การพัฒนา กศน. ต าบล ห้องสมุดประชาชนทุกแห่งให้มีการบริการที่ทันสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครส่งเสริมการ อ่านการสร้างเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน จัดหน่วยบริการห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดชาวตลาด พร้อม หนังสือและอุปกรณ์เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้บริการกับประชาชน ในพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง สม่ าเสมอ รวมทั้งเสริมสร้างความพร้อมในด้านบุคลากร สื่ออุปกรณ์เพื่อ สนับสนุนการอ่านและการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างหลากหลายรูปแบบ 2) จัดสร้างและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดชีวิต ของประชาชน เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วิทยาการประจ าท้องถิ่น โดยจัดท าและพัฒนานิทรรศการสื่อและกิจกรรมการศึกษาที่เน้นการเสริมสร้าง ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจ ด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกวิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ และปลูกฝังเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง บริบทของชุมชน และประเทศ รวมทั้งระดับภูมิภาค และระดับโลกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ และสามารถน าความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิต การพัฒนา อาชีพ การรักษา สิ่งแวดล้อม การบรรเทาและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวรองรับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Disruptive Changes) ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 3) ประสานความร่วมมือหน่วยงาน องค์กร หรือภาคส่วนต่างๆที่มีแหล่งเรียนรู้อื่นๆเพื่อ ส่งเสริม การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของ ประชาชน เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ แหล่งโบราณคดี วัด ศาสนาสถาน ห้องสมุด รวมถึงภูมิปัญญา ท้องถิ่น เป็นต้นยุทธศาสตร์ที่ 3 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในหัวข้อ 3.6 เพิ่มอัตราการอ่านของประชาชน โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน ห้องสมุดประชาชน บ้านหนังสือชุมชน ห้องสมุด เคลื่อนที่ ผลักดันให้เกิดห้องสมุดสู่การเป็นห้องสมุดเสมือนจริงต้นแบบ เพื่อพัฒนาให้ประชาชนมี ความสามารถในระดับการอ่านคล่อง เข้าใจความ คิดวิเคราะห์พื้นฐาน และสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ รวมทั้งน าความรู้ที่ได้รับไปใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจ าวัน 3.1.1 สร้างกระบวนการเรียนรู้แบบ E-learning ที่ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาบริหาร จัดการเรียนรู้ เพื่อเป็นการสร้างและขยายโอกาสในกาเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้สะดวก รวดเร็ว ตรง ตามความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ เช่น ระบบการเรียนรู้ในระบบเปิดส าหรับมหาชน (Massive Open Online Course: MOOCs) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 3.1.2. ส่งเสริมการรู้ภาษาไทย เพิ่มอัตราการรู้หนังสือ และยกระดับการรู้หนังสือของ ประชาชน
53 1) ส่งเสริมการรู้ภาษาไทย ให้กับประชาชนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ ประชาชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนภาคใต้ ให้สามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทย เพื่อประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจ าวันได้ 2) เร่งจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือ และคงสภาพการรู้หนังสือ ให้ ประชาชนสามารถอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น โดยเป็นการวัดระดับการรู้หนังสือการใช้สื่อ กระบวนการ และกิจกรรมพัฒนาทักษะในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย 3) ยกระดับการรู้หนังสือของประชาชน โดยจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการรู้ หนังสือในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนาให้ประชาชนมีทักษะที่จ าเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน นโยบายพัฒนาการส่งเสริมการอ่านของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ของห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”อ าเภอสัตหีบ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดสร้างขึ้นในวโรกาสที่ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระชนมายุ 36 พรรษา ด้วยความ สนับสนุนของกรมการศึกษานอกโรงเรียน มูลนิธิหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ พร้อมกับประชาชนอ าเภอสัตหีบ โดยมีนายจ าเนียร ชวนพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2534 ในวโรกาสนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาท าพิธี เปิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2536 วัตถุประสงค์ เนื่องจากห้องสมุดประชาชนได้จัดประชุมคณะกรรมการ ห้องสมุด และมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง ห้องสมุดฯเพื่อบริการข้อมูล ข่าวสารความรู้ ส่งเสริมการ เรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษา ค้นคว้า ความบันเทิง พักผ่อนหย่อนใจ จรรโลงใจ วัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การเรียนรู้ และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 2. เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถศึกษาวิชาความรู้ที่ตนสนใจ วิสัยทัศน์ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกมารี”อ าเภอสัตหีบ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้บริการประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านและการ เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตและสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้อย่างเหมาะสม พันธกิจ หลังจากการประชุมคณะกรรมการห้องสมุดฯ ได้ก าหนดพันธกิจให้ห้องสมุด เป็นแหล่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์ข้อมูลข่าวสารและศูนย์แนะแนวการศึกษาและอาชีพของชุมชน เพื่อบริการ ประชาชนทุกกลุ่ม และให้สอดคล้องกับนโยบายของส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย ดังนี้ 1. พัฒนาห้องสมุดประชาชน “เฉลิมรากุมารี”อ าเภอสัตหีบให้เป็นห้องสมุดมีชีวิต 2. พัฒนาห้องสมุดประชาชน “เฉลิมรากุมารี”อ าเภอสัตหีบให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการให้บริการ
54 เป้าประสงค์ 1. ประชาชนผู้ด้อย พลาด และขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไปในอ าเภอ สัตหีบได้รับโอกาสทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษา ต่อเนื่องและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามสภาพ ปัญหา และ ความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย 2. ประชาชนในอ าเภอสัตหีบ ได้รับการยกระดับการศึกษา สร้างเสริมและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองอันน าไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ชุมชน เพื่อพัฒนาไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และ สิ่งแวดล้อม 3. ประชาชนในอ าเภอสัตหีบ ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน รวมทั้งแก้ปัญหาและ พัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์ 4. ประชาชนในอ าเภอสัตหีบ ได้รับการสร้างและส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่านเพื่อการ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 5. ชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในอ าเภอสัตหีบ ร่วมจัด ส่งเสริม และสนับสนุน การด าเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ ของชุมชน 6. หน่วยงานและสถานศึกษาพัฒนา เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ใน การยกระดับคุณภาพในการจัดการเรียนรู้และเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ให้กับประชาชนในอ าเภอสัตหีบ 7. หน่วยงานและสถานศึกษาพัฒนาสื่อและการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาและ พัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งตามความต้องการของประชาชน และชุมชนในอ าเภอสัตหีบ ในรูปแบบที่หลากหลาย 8. บุคลากรของหน่วยงานและสถานศึกษาได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการ ปฏิบัติงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ 9. หน่วยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล การจัดกิจกรรมการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2561 : 8-15) ได้กล่าวว่า การอ่านหนังสือเป็นการพัฒนาตนเองและใช้เวลาว่างให้ เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นมากในการพัฒนาคนและพัฒนาสังคม ถ้าจะให้การอ่านหนังสือเกิดเป็น นิสัย จ าเป็นต้องมีการปลูกฝังและชักชวนให้เกิดความสนใจ มีการอ่านอย่างต่อเนื่องและสม่ าเสมอ โดย การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ซึ่งควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. เร้าใจ บุคคลที่เป็นเป้าหมายอาจเป็นคนเดียว กลุ่มคน หรือคนทั่วไป ให้เกิดความอยาก อ่านหนังสือโดยเฉพาะหนังสือที่มีคุณภาพตามที่ประสงค์ หรือที่ผู้จัดกิจกรรมเห็นว่าควรอ่าน 2. จูงใจ บุคคลที่เป็นเป้าหมายเกิดความพยายามที่จะอ่านให้แตกฉาน เพื่อจะได้รู้เรื่องราว อันน่ารู้น่าสนุก นอกจากประโยชน์แล้วยังเกิดความรู้สึกว่าความพยายามอ่านให้เข้าใจถ่องแท้นั้นคุ้มค่า
55 ให้ความรู้สึกเป็นอิสระเสรี ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นให้ช่วยอ่าน เห็นความจ าเป็นที่จะต้องฝึกฝนการอ่านและ การใช้คู่มือช่วยการอ่าน เช่น พจนานุกรม ศัพท์วิชาเฉพาะ เป็นต้น ไม่เกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้ที่จะต้อง ต่อสู้เอาชนะตนเองให้เอาชนะหนังสือให้ได้ 3. กระตุ้น แนะน า ให้อยากรู้อยากเห็น เรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหนังสือมากมายหลาย อย่างอยากมองดูให้รู้รอบและรู้ลึกซึ้ง เปิดความคิดให้กว้าง เมื่ออ่านเรื่องหนึ่งแล้วก็อยากอ่านเรื่องอื่น ต่อไป มีความรู้สึกว่าการอ่านเป็นกิจกรรมประจ าวันที่ขาดเสียมิได้ เกิดความรู้สึกว่าหนังสือท้าทายให้ อ่าน ให้วิจารณ์ ให้ประเมินค่าให้อยากน าเอาความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้อย่างเหมาะสม อยากเขียนหนังสือ ท านองเดียวกันนี้ให้ดีกว่าเล่มที่อ่านเหล่านี้เป็นต้น 4. สร้างบรรยากาศการอ่านขึ้นในบ้าน ในโรงเรียน และในสังคม นอกจากกิจกรรม จะเร้า ใจ จูงใจให้อ่าน และกระตุ้นให้เกิดความคิดให้กว้างแล้ว กิจกรรมส่งเสริมการอ่านจะเกี่ยวข้องกับการ ผลิตวัสดุการอ่านให้เหมาะสม การสร้างและปรับปรุงแหล่งวัสดุการอ่านให้มีเพียงพอ การบูรณาการ การ อ่านในการเรียนการสอนและในการตัดสินใจเพื่อด าเนินการต่าง ๆ 1. แนวทางขับเคลื่อนของสถานศึกษาสู่การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และการพัฒนาห้องสมุด โรงเรียนเป็นหน่วยงานส าคัญที่มีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนชอบ อ่านและมีนิสัยรักการอ่าน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน และการพัฒนาห้องสมุดสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โรงเรียนควรมีการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของ นักเรียนและการพัฒนาห้องสมุดให้ชัดเจน โดยมีด าเนินงานดังต่อไปนี้ 1. วางแผนก าหนดกิจกรรมการอ่านทั้งในห้องเรียนและนอกเวลาเรียน และกิจกรรม การเรียนการสอนที่สอดแทรกการอ่าน โดยความร่วมมือของผู้บริหาร ครูผู้สอน ครูบรรณารักษ์ และ คณะกรรมการสถานศึกษา 2. ก าหนดนโยบายของโรงเรียนให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้เป็นไปอย่าง สม่ าเสมอและต่อเนื่อง มีการก ากับ ติดตาม นิเทศ แก้ปัญหาและให้ก าลังใจ ตลอดจนการสนับสนุน งบประมาณประจ าปี 3. จัดการเรียนการสอนที่สอดแทรกการอ่าน ปรับกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้ นักเรียนมีกระบวนการเรียนรู้ด้วยการศึกษาค้นคว้า มีความเข้าใจว่าการอ่านเป็นความจ าเป็น หรือเป็น พฤติกรรมที่ติดตัวนักเรียนไปตลอดชีวิต ฝึกให้นักเรียนอ่านอย่างต่อเนื่องและสม่ าเสมอ การฝึกที่ดีที่สุดก็ คือการสอนของครูที่มุ่งฝึกให้นักเรียนได้อ่าน การเตรียมการสอนที่ให้นักเรียนได้อ่านและ จัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน 4. จัดหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนให้มีการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการใช้ ห้องสมุดสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอนของรายวิชาพื้นฐาน ก าหนดให้นักเรียนอ่านหนังสือ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 เล่มหรือ 5 ชั่งโมงต่อสัปดาห์ และเขียนบันทึกการอ่าน จัดเป็นส่วนหนึ่งของการ ตัดสินผลการเรียนรายวิชา หรือจัดการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการใช้ห้องสมุดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ในช่วงชั้นทุกระดับ หรือจัดเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หรือกิจกรรมเพิ่มเวลารู้ 5. จัดห้องสมุดมีชีวิตและกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และหนังสือใหม่ ๆ ที่ให้ความรู้และ สาระบันเทิง
56 6. จัดให้มีครูหรือครูบรรณารักษ์ปฏิบัติงานห้องสมุดและจัดกิจกรรมเต็มเวลา อย่างน้อย 1 คน 7. จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการใช้ห้องสมุดในช่วงเวลาพักกลางวันช่วงละ ไม่เกิน 30 นาที หรือในช่วงเวลาที่ก าหนดไว้ในแต่ละวันทุกวัน 8. จัดกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมนิทานหรรษาพาเพลิน ซึ่งนักเรียนจะต้องอ่าน นิทานให้เข้าใจเรื่องและบทตัวละคร จัดนิทรรศการหนังสือ สนทนาเกี่ยวกับ หนังสือ เป็นต้น 9. จัดกิจกรรมช่วยนักเรียนในการท ารายงาน การค้นคว้า แนะน าหนังสือในห้องสมุด สอนวิธีเขียนบรรณานุกรม จัดท าแฟ้มประวัติส่วนตัวของนักเรียน บันทึกเรื่องที่นักเรียนสนใจ/ปัญหาที่ พบระดับพัฒนาการการอ่านจากการแนะน าหนังสือให้อ่าน พยายามช่วยเหลือให้สามารถแก้ปัญหาและ พัฒนาการอ่านของตนเอง 10. สร้างบรรยากาศของห้องสมุดให้น่าสนใจ มีชีวิตชีวา ตกแต่งห้องสมุดด้วย สิ่งสวยงามสะดุดตาจัดระบบหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบสามารถค้นหาหนังสือด้วยตนเองได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว ข้อส าคัญต้องรักษาสภาพห้องสมุดให้สะอาด ปราศจากฝุ่น และวัสดุครุภัณฑ์ไม่ทรุดโทรม 2. แนวคิดเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การเรียนรู้ที่จะอ่านเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป เด็กแต่ละคนจะเรียนรู้การอ่านตาม จังหวะธรรมชาติของตน เด็กบางคนอ่านได้เร็ว บางคนอ่านได้ช้า มีหลากหลายวิธีที่จะช่วยกระตุ้นเด็ก อ่านได้เร็วขึ้น 2.1 การสร้างนิสัยรักการอ่านในโรงเรียน ผู้บริหารและครูมีบทบาทส าคัญในการสร้างทัศนคติอันถูกต้องเกี่ยวกับการอ่าน การอ่านต้องใช้วิธีสอนและแนะน าวิธีเรียน ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างเหมาะสม และ ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ดังนี้ 1. ผู้บริหารสนับสนุนการจัดห้องสมุดโรงเรียนและมุมหนังสือในห้องเรียน สนับสนุน งบประมาณเพื่อการซื้อหนังสือและส่งเสริมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียน ควรมีหนังสือ เสริมประสบการณ์ความรู้ หนังสือการเสริมสร้างลักษณะนิสัย พัฒนาบุคลิกภาพ สร้างความเข้าใจใน สิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม หนังสือนวนิยาย หนังสืออ่านสนุกที่ประเทือง ปัญญาและกล่อมเกลาอารมณ์ 2. ผู้บริหารจัดครูบรรณารักษ์ประจ าในห้องสมุด และมีการปฏิบัติงานในรูปของ คณะท างาน สนับสนุนให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สอนวิธีใช้ห้องสมุด แนะแนวการอ่านเพื่อ การศึกษาและพัฒนาบุคลิกภาพเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคล ส่งเสริมให้ครูผู้สอนทุกคนมีส่วนร่วม ด าเนินงานตามนโยบายของโรงเรียนที่สนับสนุนการสอนโดยวิธีบูรณาการหนังสืออื่น ๆ ร่วมกับหนังสือ เรียน เน้นการสอนให้เด็กรู้จักค้นคว้าด้วยตนเอง หัดให้เด็กรู้จักฟัง พูด อ่าน เขียน ควบคู่กับฝึกให้เด็ก รู้จักถาม สนับสนุนให้ค้นหาค าตอบด้วยตนเองเพื่อให้ได้ความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง เกิดความเข้าใจ แจ่มแจ้ง
57 3. ครูบรรณารักษ์ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและแนะน านักเรียนรู้จักอ่าน ประสานความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนในกลุ่มเดียวกัน ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่าง หลากหลาย 4. ตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 4.1 กิจกรรมที่ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ได้แก่ การจัดแสดงหนังสือที่ได้รับมา ใหม่ (News Arrival) ท ารายชื่อหนังสือที่น่าอ่าน (พร้อมบรรณนิทัศน์) (Recommended) ปิดไว้ที่ป้าย นิเทศ การเล่านิทานสั้น ๆ การเล่าเรื่องจากหนังสือ การอ่านหนังสือให้ฟังระหว่างเวลาพักรับประทาน อาหารช่วงเวลาไม่เกิน 30 นาที 4.2 กิจกรรมที่ต้องใช้เวลาเตรียมค่อนข้างมากและต้องให้ผู้อื่นช่วยเหลือด้วย เช่น การจัดนิทรรศการเรื่องส าคัญ ๆ การจัดโครงการยอดนักอ่าน การประกวดการอ่านในใจและอ่านออก เสียง การทายปัญหาจากหนังสือ การแข่งขันหาค าตอบจากหนังสือ เป็นต้น 4.3 กิจกรรมที่เน้นเด็กมีส่วนร่วม เช่น การเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาท สมมุติ การจัดนิทรรศการโดยให้เด็กเป็นผู้ช่วยด าเนินกิจกรรม เช่น การเขียนค าอธิบาย นิทรรศการการ จัดวางหนังสือและสิ่งของตามแผนผังที่ก าหนด การโต้วาทีเกี่ยวกับหนังสือ การสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ เป็นต้น อาจจะขอความร่วมมือจากครูผู้สอนในแต่ละรายวิชาร่วมด้วย 5. ฝึกการจัดท ารายงานและศึกษาค้นคว้า แนะน าหนังสือในห้องสมุด วิธีการเขียน เรียบเรียง ย่อเรื่องและการเขียนบรรณานุกรม ท าให้เด็กไว้วางใจโดยคุณครูจะต้องท าหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ของเด็กในเรื่องการเรียนหรือบุคลิกภาพ แนะน าหนังสือให้อ่าน เพื่อช่วยให้เด็กสามารถแก้ปัญหาได้และ พัฒนาการอ่านของตนได้ 6. สร้างบรรยากาศในห้องสมุดให้เอื้อต่อการอ่านและเป็นที่น่าสนใจ เชิญชวนให้เข้าใช้ มีความเป็นระเบียบ สะดวกสบาย มีการจัดแสดงหนังสือใหม่ มีหนังสือที่สอดคล้องกับการเรียนการสอน หนังสือแนะน าแนวทางให้กับนักเรียน โดยระเบียบของห้องสมุดไม่ควรเคร่งครัดเกินไป มีการเขียนและ ปิดประกาศระเบียบไว้ในที่เห็นได้ชัดเจน ตกแต่งห้องสมุดให้มีแสงสว่างเพียงพอและมีสีสันสวยงาม น่าสนใจ น าวัสดุเก่ามาปรับปรุงใหม่ ซึ่งไม่จ าเป็นต้องเป็นวัสดุราคาแพง สามารถน าวัสดุของท้องถิ่นมา ใช้ ข้อส าคัญต้องรักษาสภาพให้สะอาดปราศจากฝุ่น และไม่ดูทรุดโทรม เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อ นักเรียนและผู้ใช้ห้องสมุด 7. ครูบรรณารักษ์เป็นเครื่องดึงดูดเด็กให้เข้าห้องสมุดได้อย่างดี ควรเข้าใจเด็ก ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีใจใฝ่บริการรักการอ่าน และพยายามหาเวลาอ่านหนังสือให้มากและหลากหลาย สามารถ แนะน าหนังสือที่ดีและเหมาะสมให้แก่เด็กได้ และมีสัมพันธภาพอันดีกับผู้บริหาร เพื่อนครู และเจ้าหน้าที่ ทุกระดับ 3. แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน วิธีอ่านหนังสือ 1. ส่วนประกอบที่ส าคัญในการอ่าน การอ่านจะได้ผลดีต้องประกอบด้วย 1) ความรู้และประสบการณ์เดิม จะมีส่วนให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้เร็ว 2) ความรู้ด้านภาษา ค าบางค ามีความหมายหลายอย่าง ความหมายตรง ความหมายแฝง ค าใหม่ศัพท์บัญญัติ ฯลฯ 3) วิธีการเขียนของผู้แต่ง
58 4) นิสัยรักการอ่าน เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญที่จะท าให้การอ่านประสบความส าเร็จ 5) รู้จักสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ การรู้จักสิ่งพิมพ์แต่ละประเภท จะท าให้อ่านได้เร็ว ขึ้น 2. คุณสมบัติของนักอ่านที่ดี 1) มีความสนใจในการอ่านหนังสือ 2) รู้จักวิธีการอ่านหนังสือได้เร็ว 3) มีประสบการณ์ที่จะเข้าใจและซาบซึ้งกับความหมายของเนื้อเรื่อง 4) ติดตามความเคลื่อนไหวทางวิทยาการต่าง ๆ 5) มีความรู้เรื่องหนังสือ สามารถเลือกหนังสือได้ตรงกับความต้องการและความ สนใจได้ 6) มีวิจารณญาณในการอ่านคือ อ่านอย่างไตร่ตรอง ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การเลือกหนังสืออ่าน การเลือกหนังสืออ่าน หมายถึง วิธีการเลือกหนังสืออ่านให้ตรงตามที่ต้องการ มีวิธีการ ดังนี้ 1. เลือกหัวเรื่องที่สนใจจากฐานข้อมูล จดเลขเรียกหนังสือแล้วไปหาหนังสือบนชั้น 2. เลือกชื่อหนังสือที่น่าสนใจอ่าน 3. พิจารณาจากชื่อผู้แต่งหนังสือ 4. พิจารณาจากปีที่พิมพ์ หากเป็นหนังสือประเภทวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ควรเลือกฉบับที่พิมพ์ปีที่เป็นปัจจุบันหรือฉบับที่พิมพ์ล่าสุด 5. อ่านสารบัญพิจารณาแต่ละบทว่ามีเรื่องที่ต้องการหรือมีเรื่องที่น่าอ่านหรือไม่ 6. ถ้ามีค าวิจารณ์ให้อ่านบทวิจารณ์นั้น จะท าให้ทราบเรื่องราวของหนังสือ โดยสังเขป 7. อ่านหนังสือ 2-3 หน้าแรก แล้วจึงเปิดพิจารณาตอนกลางของหนังสือนั้น เพื่อทราบเรื่องราวโดยสังเขป การอ่านหนังสือให้ฟัง เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างหนึ่งที่จะจูงใจผู้ฟังให้รักหนังสือ อยากติดตามเรื่องที่ได้ฟังต่อไปด้วยตนเอง และที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งคือ ได้ฟังการอ่านออกเสียงที่ ถูกต้อง การอ่านที่ถูกวิธี ได้ฟังความไพเราะของภาษาอันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนภาษา สิ่งส าคัญใน การอ่านหนังสือให้ฟังประกอบด้วย ผู้อ่าน สิ่งที่อ่าน ผู้ฟัง และการเตรียมการ ดังนี้ 1. ผู้อ่าน ที่จะอ่านหนังสือให้ผู้อื่นฟัง ต้องเป็นผู้ที่อ่านหนังสือถูกต้องตามอักขรวิธี อ่านชัดเจน เว้นวรรคตอนถูกต้อง ฯลฯ ทุกคนมีโอกาสท าได้ด้วยการฝึกฝน ผู้ที่อ่านหนังสืออาจจะเป็น 1) ครูบรรณารักษ์หรือ ครูที่สนใจ 2) นักเรียนที่อ่านหนังสือได้คล่องแคล่ว ถูกต้องตามอักขรวิธี 3) วิทยากรจากภายนอก 4) เจ้าของบทประพันธ์ที่น ามาอ่าน 2. สิ่งที่อ่าน สิ่งที่น ามาอ่านให้ผู้ฟัง อาจจะเป็นในลักษณะต่อไปนี้ 2.1 บทความจากหนังสือพิมพ์ วารสาร
59 2.2 หนังสือประเภทต่าง ๆ ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง 2.3 ประกาศต่าง ๆ การอ่านแต่ละครั้ง อาจจะเป็นการอ่านตอนหนึ่งหรือหลายตอนของเรื่องเดียวกัน หรืออ่านหลาย ๆ เรื่องเรื่องละตอนก็ได้ 3. ผู้ฟัง 3.1 ได้ฟังความไพเราะของภาษา 3.2 ได้ฟังการอ่านออกเสียงที่ถูกต้อง 3.3 ได้ฟังการอ่านหนังสือที่ถูกต้องตามอักขรวิธี เช่น การเว้นวรรค การทอดจังหวะ ฯลฯ 3.4 ถ้าเป็นการอ่านในลักษณะที่เห็นตัวผู้อ่าน ผู้ฟังก็จะได้เห็นท่าทางของผู้อ่าน การหยิบจับหนังสือที่ถูกต้อง 3.5 ได้รู้จักหนังสือและข่าว เรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นแนวทางในการอ่านและศึกษา ด้วยตนเอง 4. การเตรียมการ การเตรียมการอ่านหนังสือให้ฟัง ควรมีการเตรียมการ ดังนี้ 4.1 การเลือกเรื่อง ผู้ที่จะอ่านหนังสือให้ฟังควรจะ - เลือกเรื่องที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟัง ตามวัย ตามวาระและโอกาส เช่น ถ้าเป็น เด็กก่อนวัยเรียนควรเลือกเรื่องที่มีค าศัพท์เข้าใจง่าย มีค าคล้องจอง ฯลฯ - เลือกเรื่องที่เหมาะสมกับความถนัดและบุคลิกของผู้อ่าน - ถ้าเป็นหนังสือ เมื่อเลือกเรื่องได้แล้ว ควรเลือกตอนที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นตอนที่ดี ที่สุดของหนังสือเล่มนั้น หรืออาจจะเลือกบางบท หรืออ่านบางส่วนของบท เพื่อชวนให้ผู้ฟังอยากติดตาม อ่านต่อไป - ถ้าเป็นการอ่านทางวิทยุ ซึ่งเป็นรายการติดต่อกัน ให้อ่านเป็นตอน ๆ ไปจนจบ เรื่อง 4.2 การเตรียมตัวส าหรับผู้อ่าน ผู้ที่จะอ่านหนังสือให้ฟังควรจะ - ต้องรู้ว่าการอ่านหนังสือให้ฟังแต่ละครั้งนั้นเป็นการอ่านต่อหน้าผู้ฟังกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ และจะต้องไปนั่งอ่านหรือยืนอ่าน หรือเป็นการอ่านผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือ เสียงตามสาย - หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่จะอ่าน ควรคั่นหน้าหรือตอนที่จะอ่านไว้ให้เรียบร้อย ถ้ามีหลายตอนอาจบันทึกหัวชื่อเรื่องไว้ที่บนกระดาษคั่นหน้าหนังสือทุก ๆ เรื่องที่จะอ่าน - เตรียมตัวฝึกซ้อมการอ่านล่วงหน้าจนกระทั่งพอใจ ถ้าเป็นการอ่านมากกว่า หนึ่งคน ควรมีการฝึกซ้อมล่วงหน้าให้แม่นย า โดยเฉพาะถ้าอ่านบทสนทนาโต้ตอบกัน 4.3 สถานที่ส าหรับจัดกิจกรรมอ่านหนังสือให้ฟัง อาจเป็นหน้าเสาธง ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องประชุมสถานที่จัดงานส าคัญต่าง ๆ ห้องส่งเสียงตามสาย สถานีวิทยุ ฯลฯ ถ้าการอ่านนั้น ต้องมีอุปกรณ์การอ่านประกอบต้องเตรียมให้พร้อม ถ้าเป็นการอ่านต่อหน้าผู้ฟัง ควรจัดที่นั่งให้ผู้ฟัง สามารถมองเห็นและได้ยินผู้อ่านอย่างชัดเจนถ้าเป็นการอ่านหนังสือให้กลุ่มผู้ฟังซึ่งเป็นเด็กเล็ก ควรจัดให้ ผู้อ่านได้อยู่ใกล้กับเด็ก และจัดกลุ่มขนาดเล็กเพื่อเด็กจะได้ดูรูปจากหนังสือหรือหยิบจับหนังสือด้วย
60 4.4 อุปกรณ์ประกอบการอ่าน ในการอ่านหนังสือให้ฟัง ถ้ามีอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบด้วย จะท าให้กิจกรรมการอ่านหนังสือให้ฟังน่าสนใจยิ่งขึ้น อุปกรณ์ที่ควรจัดหามาตามความ เหมาะสม เช่น - ภาพประกอบเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นภาพถ่าย หรือภาพวาดก็ได้ - เพลงประกอบ - การแสดงหุ่น - ป้ายนิทรรศการ - ภาพนิ่ง ภาพเลื่อน วิดีโอ - แผ่นภาพและป้ายผ้าส าลี 4.5 วิธีการอ่าน - ถ้าเป็นการอ่านต่อหน้าผู้ฟัง ผู้อ่านควรอยู่ในท่าที่จะเห็นผู้ฟังทั่วถึง - การจับหนังสือและเปิดหนังสือควรให้ถูกต้อง - ท่าทางในการอ่านควรอยู่ในอาการส ารวม แต่มีลักษณะชวนให้อยากฟัง - การอารัมภบทควรให้กะทัดรัด เร้าใจผู้ฟังให้สนใจในเรื่องที่จะอ่าน ถ้ามี อุปกรณ์ประกอบต้องเตรียมให้พร้อม - อ่านออกเสียงให้ได้ยินชัดเจนทั่วถึง โดยเฉพาะการออกเสียง ร ล ค าควบกล้ า ฯลฯ - ทอดจังหวะในการอ่านให้เหมาะสม - อ่านเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง - ผู้อ่านควรมองหน้าผู้ฟังเป็นระยะ 4.6 การประชาสัมพันธ์กิจกรรมการอ่านหนังสือให้ฟัง ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ฟังได้ ทราบว่าจะมีการอ่านหนังสือให้ฟัง วัน เวลาใด ใครเป็นผู้อ่าน จัดที่ไหน มีการจัดกิจกรรมประกอบ อะไรบ้าง และเมื่อจัดแล้วควรจัดอย่างสม่ าเสมอ 4.7 กิจกรรมการอ่านหนังสือให้ฟัง จัดได้หลายลักษณะ เช่น - อ่านในรายการเสียงตามสาย - อ่านหนังสือวันละหน้าหรืออ่านข่าวตอนเช้า หน้าเสาธง หน้าชั้นเรียน - อ่านหนังสือเพื่อเป็นการแนะน าหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ หรือแนะน า สิ่งพิมพ์ใหม่ - อ่านหนังสือในวันส าคัญต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันเด็กแห่งชาติ ฯลฯ - ประกวดการอ่านหนังสือให้ฟัง - กิจกรรมอ่านหนังสือในครอบครัว - อ่านหนังสือทางวิทยุกระจายเสียง 4. ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้มีประสิทธิภาพควรมีการเตรียมพร้อมและค านึงถึงใน เรื่องต่อไปนี้
61 1. จัดห้องสมุดให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างเพียงพอ จัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้ เอื้อต่อการเรียนรู้ส าหรับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เข้าสู่บรรยากาศของการอ่านและได้ใกล้ชิดกับ หนังสือมากยิ่งขึ้น เช่น จัดนิทรรศการหนังสือในโอกาสต่าง ๆ จัดกิจกรรมเชิญชวนให้อ่านหนังสือ สม่ าเสมอ ฯลฯ 2. ครูผู้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ควรเตรียมพร้อมในด้านวิธีการด าเนินการ และสื่อ อุปกรณ์ เพื่อให้การจัดกิจกรรมด าเนินไปด้วยความเรียบร้อยบรรลุตามเป้าหมายที่ก าหนด รวมทั้งต้อง เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนิสัยรักการอ่านด้วย 3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ต้องเป็นกิจกรรมที่เร้าใจ ท้าทายความสนใจของ นักเรียน มีความหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีความสุข ควรเป็นกิจกรรม เน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง 4. ครูผู้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ควรเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการอ่านของนักเรียน รายบุคคล เพื่อจัดกิจกรรมให้สนองกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่าง เหมาะสม 5. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อให้กิจกรรมน่าสนใจ แปลกใหม่ และสามารถ น าไปปฏิบัติจริง 6. โรงเรียนจะมีบทบาทส าคัญในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียนได้นั้น จ าเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ ผู้ปกครองอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เป็นไปอย่างสม่ าเสมอและต่อเนื่อง 5. แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านในโรงเรียน โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. กิจกรรมหลัก เป็นกิจกรรมที่ก าหนดให้โรงเรียนในสังกัดด าเนินการอย่างสม่ าเสมอ และต่อเนื่อง โดยสามารถปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของนักเรียนและครูผู้รับผิดชอบ โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1) ระดับปฐมวัย 2) ระดับประถมศึกษา 3) ระดับมัธยมศึกษา 4) ระดับโรงเรียน 2. กิจกรรมเสนอแนะ โรงเรียนสามารถเลือกจัดกิจกรรมอย่างอิสระตามความเหมาะสม และบริบทของโรงเรียน 6. ค าชี้แจงการจัดกิจกรรม การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูบรรณารักษ์ และ หรือ ครูผู้สอนแต่ละกลุ่มทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ สามารถจัดกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยด าเนินการ ดังนี้ 1) ศึกษารายละเอียดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านทั้งกิจกรรมหลักและกิจกรรม เสนอแนะ 2) โรงเรียนสามารถปรับประยุกต์วัตถุประสงค์ สื่อและอุปกรณ์ การจัดกิจกรรม การวัดและประเมินผลและข้อเสนอแนะแต่ละกิจกรรมได้ตามบริบทและความต้องการของผู้รับผิดชอบ
62 3) โรงเรียนจัดเตรียมความพร้อมในการด าเนินงาน ทั้งเวลา สถานที่ และวัสดุอุปกรณ์ 4) จัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านกิจกรรมหลักอย่างสม่ าเสมอและต่อเนื่อง ในขณะท ากิจกรรมครูผู้สอน ครูบรรณารักษ์ ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ควรให้ค าแนะน านักเรียน และ อ านวยความสะดวกให้นักเรียนตลอดจนการด าเนินกิจกรรม รวมถึงมีการวัดและประเมินผลกิจกรรม ตามสภาพจริงของนักเรียน 5) มีการนิเทศ และติดตามผลการจัดกิจกรรม โดยให้บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนมีส่วน ร่วม แนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลโครงการ 1. ความหมายของประสิทธิผลโครงการ การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลและประสิทธิผลของโครงการ มีผู้ให้ความหมายของค าว่า ประสิทธิผลของโครงการไว้ดังนี้ รัตนะ บัวสนธ์(2540 : 16) ได้ให้ความหมายของประสิทธิผลของโครงการว่า หมายถึง การด าเนินงานของโครงการนั้น ๆ บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้กล่าวคือ การที่เราจะพิจารณา ว่าโครงการที่จัดท าขึ้นนั้นมีผลส าเร็จมากน้อยเป็นประการใด เราจะน าผลที่เกิดขึ้นจากโครงการไปเทียบ กับวัตถุประสงค์ของโครงการที่เราก าหนดไว้หากผลที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็แสดงว่าโครงการ ดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ศิริชัย กาญจนวาสี(2552 : 96) อธิบายถึงการประเมินประสิทธิผลโครงการว่าเป็นวิธี หนึ่งในการตัดสินคุณค่าของสิ่งที่ประเมิน เช่น คุณค่าของโครงการ เป็นต้น สามารถกระท าได้โดยการ เปรียบเทียบผลที่ได้จากโครงการกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้อย่างครอบคลุมตัวแปรที่เป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการอย่างแท้จริง โครงการจะบรรลุประสิทธิผลก็ต่อเมื่อผลของโครงการ บรรลุเป้าหมายที่ก าหนดไว้ความส าเร็จของผลที่ได้ย่อมอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมของบริบท การวางแผน และการด าเนินงาน ตามล าดับ ทศพร ศิริสัมพันธ์(2532 : 8) ให้ความหมายของการประเมินประสิทธิผลโครงการว่า เป็นการประเมินผลรูปแบบหนึ่งซึ่งกระท าเมื่อตัวโครงการได้ถูกน าไปปฏิบัติสิ้นสุดลงแล้วหรือข้อมูลบาง ประการ เพื่อการตรวจสอบและการตัดสินใจต่อเนื่อง การปรับปรุง หรือการสิ้นสุดตัวโครงการ โดยการ ประเมินผลในลักษณะนี้จะศึกษาถึงผลของโครงการ ทั้งที่ได้คาดหวังไว้และไม่ได้คาดหวังต่อ กลุ่มเป้าหมายและสังคมส่วนรวม กล่าวโดยสรุป การประเมินประสิทธิผลโครงการ หมายถึง การวัดผลลัพธ์ของโครงการ หลังจากที่โครงการนั้นสิ้นสุดลงแล้วว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ 2. ขั้นตอนการประเมินประสิทธิผลโครงการ วัฒนา วงศ์เกียรติรัตน์(2545 : 71-78) อธิบายถึงขั้นตอนการด าเนินงานในการประเมินผล โครงการ ซึ่งสามารถน ามาใช้กับการประเมินประสิทธิผลโครงการไว้ดังนี้ 1. การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานภาพของโครงการ ประกอบด้วยประเด็นต่างๆ เหล่านี้ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโครงการ 1.2 แผนงานที่โครงการนี้เป็นส่วนประกอบตามที่กระทรวงก าหนด
63 1.3 ตัวชี้วัดความส าเร็จตามวัตถุประสงค์ของแผนงาน และตัวชี้วัดความส าเร็จตาม วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.4 ระบบกระบวนการจัดท าแผนปฏิบัติงานประจ าปีในระยะเวลาที่ผ่านมา 1.5 บทบาทของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่าย ข้าราชการประจ า 1.6 อิทธิพลของนักการเมือง สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่มีต่อการด าเนินงานขององค์กร 2. การวิเคราะห์องค์ประกอบของโครงการ การประเมินผลโครงการได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบของโครงการและ ความสัมพันธ์กับแผนงาน โดยพิจารณาถึงระบบของจุดมุ่งหมาย 4 ระดับ ได้แก่จุดมุ่งหมายของแผนงาน วัตถุประสงค์ของโครงการ ผลงานหรือผลผลิตจากการจัดท ากิจกรรม และกิจกรรมที่จัดท า 2.1 ระบุจุดมุ่งหม ายของแผนง าน (Program me Objective) ก าร ระบุ จุดมุ่งหมายของแผนงาน โดยใช้จุดมุ่งหมายของแผนงานที่ได้ในขั้นตอนที่ผ่านมา เพื่อแสดงเป้าประสงค์ การพัฒนาโดยภาพรวมที่โครงการมีส่วนท าให้เกิดขึ้น ข้อความในระดับจุดมุ่งหมายของแผนงาน ให้ระบุ ว่า “ใครเป็นกลุ่มสังคมผู้ได้รับผลกระทบในเชิงบวกตามที่โครงการคาดหมายไว้” เพื่อแสดงถึง จุดมุ่งหมายปลายทางของแผนงาน ตัวรูปประโยคจะขึ้นต้นด้วย Impacts ที่มีต่อกลุ่มสังคมผู้ได้รับ ผลกระทบในเชิงบวกตามที่โครงการคาดหมายไว้” เพื่อแสดงถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของแผนงาน ตัวรูปประโยคจะขึ้นต้นด้วย Impacts ที่มีต่อกลุ่มสังคมผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจมีได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม และลักษณะของผลกระทบต่อแต่ละกลุ่มอาจะแตกต่างกันได้ 2.2 ระบุวัตถุประสงค์ของโครงการ (Project Purpose) การระบุวัตถุประสงค์ ของโครงการ โดยใช้วัตถุประสงค์ของโครงการที่ได้ในขั้นตอนที่ผ่านมาเพื่อแสดงผลที่โครงการต้องการให้ บรรลุความส าเร็จตามวัตถุประสงค์ที่โครงการก าหนดไว้ข้อความ Project Purpose ให้ระบุว่า “ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงตามที่โครงการคาดหมายไว้” เพื่อแสดงถึงผลที่ได้รับต่อ กลุ่มเป้าหมายจากการด าเนินงานของโครงการ ตัวรูปประโยคจะขึ้นต้นด้วย Direct Effect ที่มีต่อกลุ่ม สังคมผู้ได้รับผลโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและลักษณะของผลที่ได้รับมีเพียงลักษณะเดียว 2.3 ก าหนดผลงานหรือผลผลิตจากการท ากิจกรม (Project Outputs) การก าหนดผลงานหรือผลผลิตจากการท ากิจกรรม โดยระบุผลงานที่ต้องการของโครงการในแต่ละ ช่วงเวลา ข้อความ Outputs ให้ระบุว่า “อะไรคือผลผลิตที่โครงการคาดหมายไว้” เพื่อแสดงถึงผลงาน จากการด าเนินงานของโครงการซึ่งจะน าไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ตัวรูปประโยคจะ ขึ้นต้นด้วย End Results จากการด าเนินกิจกรรมของโครงการ (หรือ Object) 2.4 ก าหนดกิจกรรมที่ท า การก าหนดกิจกรรมที่ท า (Project Activities) เพื่อด าเนินงานให้เกิดผลงานที่ต้องการของโครงการในแต่ละช่วงเวลา ข้อความ Activities ให้ระบุว่า “วิธีการอย่างไรที่โครงการใช้ในการด าเนินงานเพื่อท าให้เกิดผลงานตามที่ต้องการ” เพื่อแสดง กระบวนการด าเนินงานของโครงการ ตัวรูปประโยคจะขึ้นต้นด้วยกิริยาที่กระท า (หรือ Verb)
64 3. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก การประเมินผลโครงการ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อความส าเร็จ ในระดับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับแผนงาน ระดับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับโครงการ และระดับผลผลิตที่ เกิดจากการจัดท า ดังตาราง 3 ปัจจัยภายนอก การวิเคราะห์ปัจจัยที่เกิดขึ้น กิจกรรม Program me Objective “Impact” – “เป้าประสงค์การ พัฒนาโดยภาพรวมที่โครงการมี ส่วนท าให้เกิดขึ้น” ลักษณะของตัวแปรที่เป็นเงื่อนไขภายนอกองค์กรที่มีอิทธิพลเชิง สนับสนุนและเชิงอุปสรรคต่อการที่จะท าให้ความส าเร็จของ โครงการที่มีผลต่อสังคม โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การเมืองและการบริหาร เศรษฐกิจและ การเงิน สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี Project Purpose “Effect” – “ผลที่โครงการ ต้องการให้บรรลุความส าเร็จ ตามวัตถุประสงค์” ลักษณะของตัวแปรที่เป็นเงื่อนไขภายนอกองค์กรที่มีอิทธิพลเชิง สนับสนุนและเชิงอุปสรรคต่อการที่จะท าให้ผลงานจากการจัดท า กิจกรรมต่างๆ ของโครงการมีผลต่อบรรลุความส าเร็จตาม วัตถุประสงค์ของโครงการ โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การเมืองและการบริหาร เศรษฐกิจ และการเงิน สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี Outputs “Outputs” – “ผลที่คาดหมาย จะให้เกิดขึ้นจากการจัดท า กิจกรรมต่างๆ ของโครงการ” ลักษณะของตัวแปรที่เป็นเงื่อนไขภายนอกองค์กรที่มีอิทธิพลเชิง สนับสนุนและเชิงอุปสรรคต้องการที่จะท าให้กิจกรรมต่างๆ ของ โครงการเกิดผลงานตามที่คาดหมาย โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยที่ เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดท ากิจกรรม และเกี่ยวข้องกับการจัดหา ทรัพยากรโครงการได้แก่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และ การบริหารของโครงการ Activities “Activities” – “กิจกรรมที่ ต้องจัดท าเพื่อให้เกิดผลงาน ตารางที่ 3 การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก 4. การก าหนดตัวชี้วัด การประเมินผลโครงการ ได้แก่ การก าหนดตัวชี้วัดที่พิสูจน์ได้เชิงรูปธรรมให้แก่ Program me Objective, Project Purpose, Outputs และ Activies การเขียนตัวชี้วัดที่พิสูจน์ได้เชิงรูปธรรมควรมีองค์ประกอบ คือ ปริมาณ (Quantity), ลักษณะ (Quality), เวลา (Time), กลุ่มเป้าหมาย (Target Group) และสถานที่ (Place) การจัดท าตัวชี้วัดต้องให้ตรงประเด็นและเป็นที่เข้าใจได้โดยบุคคลทั่วไป ต้องก าหนด จ านวนตัวชี้วัดให้ได้น้อยที่สุดโดยเลือกตัวแปรเพียงตัวเดียวจากกลุ่มตัวแปรที่ใช้ท าเป็นตัวชี้วัดหรือตัด ทอนตัวแปรที่คล้ายคลึงกันออกไป และต้องจัดท าตัวชี้วัดด้วยความประหยัดโดยการใช้ข้อมูลที่ได้มีการ จัดเก็บไว้แล้วตามปกติจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ค่าของตัวชี้วัด แสดงเป็นตัวเลข ในลักษณะของร้อยละ (percentage) อัตราส่วน (ratio) สัดส่วน (proportion) อัตรา (rate) จ านวน (number) และค่าเฉลี่ย (average of mean)
65 ส่วนการเขียนตัวชี้วัดเพื่อแสดงตัวชี้วัดส าหรับการประเมินประสิทธิผล มีหลักการที่สามารถน าไป ประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้ 1) ตัวชี้วัดประสิทธิผลทางการเงิน = จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/สัดส่วน/ ค่าเฉลี่ยของมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้รับจริง เปรียบเทียบกับ จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/สัดส่วน/ ค่าเฉลี่ยของมูลค่าของผลประโยชน์ที่คาดหวังตามแผน 2) ตัวชี้วัดประสิทธิผลทางการบริการ = จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/สัดส่วน/ ค่าเฉลี่ยของผู้ได้รับบริการที่ได้รับจริง เปรียบเทียบกับ จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/สัดส่วน/ค่าเฉลี่ยของ มูลค่าของผู้ได้รับบริการที่คาดหวังตามแผน 3) ตัวชี้วัดประสิทธิผลด้วยค่าใช้จ่ายที่เท่ากัน = จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/ สัดส่วน/ค่าเฉลี่ยของมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้รับจริงหรือผู้ได้รับบริการที่ได้รับจริง เปรียบเทียบกับ จ านวน/ร้อยละ/อัตราส่วน/สัดส่วน/ค่าเฉลี่ยของมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้รับรองหรือผู้ได้รับบริการที่ คาดหวังตามแผน 5. การก าหนดวิธีการรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศ ในการประเมินผลโครงการ ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อพิสูจน์ ตัวชี้วัด วิธีการโดยทั่วไปประกอบด้วย การสัมภาษณ์การสอบถาม การสังเกตการณ์และเอกสารต่างๆ แหล่งที่มาของข้อมูลและสารสนเทศ อาจได้มาจากระดับโครงการทั้งผู้ปฏิบัติงาน ของโครงการและประชากรในเขตโครงการ ระดับท้องถิ่นจากหน่วยงานภาครัฐบาลและภาคเอกชนที่ โครงการอยู่ในเขตอ าเภอหรือจังหวัดนั้น และระดับชาติจากหน่วยงานจัดเก็บสถิติของกระทรวงทบวง กรมต่างๆ 6. การก าหนดระเบียบวิธีการศึกษา ในการประเมินผลโครงการ ได้แก่ การก าหนดระเบียบวิธีการศึกษา โดย 6.1 ก าหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินผล โดยระบุวัตถุประสงค์เชิง จุดมุ่งหมาย 6.2 ก าหนดผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยระบุว่า หน่วยงานใดบ้าง จะน า ผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในแง่มุมใด (เช่น การก าหนดนโยบาย การปรับแผนโครงการ การปรับปรุง กระบวนการจัดท ากิจกรรม ฯลฯ 6.3 ก าหนดขอบเขตของการศึกษา โดยระบุขอบเขตของเนื้อหาที่ศึกษาและ ขอบเขตของพื้นที่และช่วงเวลาที่ศึกษา 6.4 ก าหนดกรอบแนวความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการประเมินผล โดยระบุความ ครอบคลุมของรูปแบบการประเมินผลว่าจะประเมินประสิทธิผลจากโครงการ หรือประเมินประสิทธิภาพ ในการด าเนินกิจกรรมของโครงการ และประเมินผลกระทบจากโครงการ 6.5 ก าหนดนิยามปฏิบัติการ (ถ้ามี) และการให้ค าจ ากัดความ ต้องเป็นการให้ ความหมายที่ใช้ค าว่า “หมายถึง” หรือ “คือ” เท่านั้น 6.6 ก าหนดพื้นที่ส าหรับการศึกษา และการสุ่มตัวอย่าง (ถ้ามี) โดยระบุการ ก าหนดพื้นที่ที่ศึกษา และระบุวิธีการสุ่มตัวอย่าง 6.7 ก าหนดวิธีการจัดเก็บข้อมูล โดยระบุว่าใช้ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ หรือข้อมูล เชิงปริมาณ
66 6.8 ก าหนดเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล โดยระบุว่าจะใช้เทคนิคใดส าหรับข้อมูล เชิงคุณลักษณะ หรือเทคนิคใดส าหรับข้อมูลเชิงปริมาณ 6.9 ก าหนดรูปแบบการน าเสนอรายงาน โดยระบุว่ารายงานการประเมินผลจะ ประกอบด้วยเนื้อหาที่ส าคัญในประเด็นใดบ้าง 6.10 กรณีการน าเสนอผลการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถามหรือผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ต้องอยู่ในหัวข้อลักษณะของประชากรที่ศึกษาและต้องอยู่ในบท ที่ว่าด้วยวิธีการประเมินผล ไม่ควรน าเสนอในบทวิเคราะห์เนื่องจากไม่ใช่ผลการวิเคราะห์เพื่อตอบ วัตถุประสงค์ของการประเมินผล 7. การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ การประเมินผลโครงการ ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ โดย 7.1 จัดเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารของหน่วยงาน และเอกสารของหน่วยงาน อื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถิติข้อมูลที่มีการจัดเก็บโดยหน่วยงานที่จัดเก็บสถิติในระดับท้องถิ่นและใน ระดับชาติ 7.2 จัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิโดยการส ารวจภาคสนามด้วยการใช้เครื่องมือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์หรือโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกระดับบุคคล หรือระดับกลุ่ม และการ สังเกตการณ์ภาคสนาม 7.3 จัดท ารายงานบันทึกข้อจ ากัดและปัญหาอุปสรรคในระหว่างจัดเก็บข้อมูล ทุติยภูมิและข้อมูลปฐมภูมิเช่น ระบุข้อจ ากัดเกี่ยวกับบุคลากร ระยะเวลา และงบประมาณที่ท าให้ต้อง ลดขนาดปริมาณของข้อมูลที่จัดเก็บ (ถ้ามี) หรือระบุปัญหาและอุปสรรคที่ท าให้จัดเก็บข้อมูลในส่วนที่ ต้องการไม่ได้(ถ้ามี) 8. การวิเคราะห์ข้อมูลและอภิปรายผล ในการประเมินผลโครงการ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลและตีความข้อมูล โดยน าผล จากการประมวลผลมากรอกลงตาราง และอาจน าไปสร้างแผนภูมิหรือกราฟได้ตามความเหมาะสม ต่อจากนั้น ให้พิจารณาความแตกต่างระหว่างแผนกับผล และตีความผลความแตกต่างที่เกิดขึ้น แล้ว อธิบายสาเหตุของความแตกต่างโดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกและการสังเกตการณ์ภาคสนาม การอภิปรายผล ประกอบด้วยข้อความแสดงความเข้าใจของผู้เขียนรายงานต่อผล การวิเคราะห์และอธิบายเพิ่มเติมด้วยการใช้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมในสนามและ ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากการสังเกตการณ์ภาคสนาม ไม่ควรเขียนข้อความคาดเดา ส่วนในกรณีที่การจัดเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ก็สามารถใช้การ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติได้โดยแสดงเฉพาะตารางที่ชี้ให้เห็นถึงตัวปัจจัยสาเหตุที่มีต่อความแตกต่าง ระหว่างแผนและผลที่มีนัยส าคัญทางสถิติเท่านั้น 9. การน าเสนอผลสรุปและข้อเสนอแนะ ในการประเมินผลโครงการ ได้แก่ การน าเสนอผลสรุปและข้อเสนอแนะ 9.1 บทสรุปต้องสรุปผลรวบยอดโดยเฉพาะ ต้องระบุว่าโครงการก่อให้เกิด ประสิทธิผลและมีการด าเนินงานที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ 9.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเป็นการเสนอแนะว่าแนวทางใดควรจะน ามาใช้ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ตามที่คาดหวังไว้หรือผลประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่
67 9.3 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติงานเป็นการเสนอแนะว่ากิจกรรมใดที่จะต้องเพิ่ม/ ขยาย/ลด/ปรับปรุง และขั้นตอนของกิจกรรรมใดควรท าอะไรบ้าง 3. ปัญหาและข้อจ ากัดในการประเมินประสิทธิผลโครงการ ในการประเมินประสิทธิผลหรือผลลัพธ์ของโครงการนั้น ผู้ประเมินผลควรจะค านึงถึง ปัญหาและข้อจ ากัดทางเทคนิคบางประการที่อาจจะเกิดขึ้นและเตรียมตัวหาหนทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า กล่าวคือ (ทศพร สิริสัมพันธ์. 2532 : 9) 1. วัตถุประสงค์ต่างๆ มิได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน และมิได้อยู่ในลักษณะที่จะสามารถ ท าการวัดได้บางครั้งวัตถุประสงค์ต่างๆ เหล่านี้อาจจะขัดแย้งกันเองก็ได้ 2. ขาดหลักเกณฑ์ส าหรับการประเมินผลในการวัดความส าเร็จหรือล้มเหลวของตัว โครงการที่แน่ชัดและเป็นที่ยอมรับ 3. ผลกระทบ หรือผลข้างเคียงของตัวโครงการนั้นค่อนข้างที่จะทราบได้ยากและวัดได้ ล าบาก 4. ข้อมูลที่จ าเป็นส าหรับการวิเคราะห์ขาดความสมบูรณ์และถูกต้องแน่นอน 5. การไม่สามารถแยกแยะผลที่เกิดขึ้นจากตัวโครงการออกจากผลที่เกิดขึ้นจากปัจจัย อื่นๆ ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ดังนี้ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์(2553 : 143) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึก รวมของบุคคลที่มีต่อการท างานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับ การตอบแทน คือผลที่เป็นความพึงพอใจที่ท าให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะ ท างาน มีขวัญและก าลังใจ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการท างานรวมทั้ง การ ส่งผลต่อความส าเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์การ สอดคล้องกับ ประสาท อิศรปรีดา (2547 : 108) ได้สรุปไว้ว่า ความหมายของความพึงพอใจใน การปฏิบัติงาน คือ ความรู้สึกชอบ ยินดี เต็มใจ หรือเจตคติที่ดีของบุคคลที่มีต่องานที่เขาปฏิบัติความพึงพอใจเกิดจากการได้รับการตอบสนอง ความต้องการ ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ ส่วนอารีพันธ์มณี(2546 : 12) กล่าวว่า ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเอง ต้องการ หรือเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเอง ต้องการ หรือเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ และความรู้สึกดังกล่าวนี้จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความ ต้องการหรือเป้าหมายนั้นไม่รับการตอบสนอง ซึ่งระดับความพึงพอใจจะแตกต่างกัน ย่อมขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบของการบริการและพรรณีชูทัย เจนจิต (2550 : 14) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก ในทางบวก ความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ ราคา การจัด จ าหน่าย และ การส่งเสริมการตลาด ซึ่งสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดจากความรู้สึก จากความคิดของบุคคล ซึ่งความต้องการที่เป็นไปตามความคาดหวัง ถ้าความต้องการได้รับการ ตอบสนอง ความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้นที่เราเรียกว่า ความรู้สึกในทางบวก
68 2. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ นักวิชาการได้พัฒนาทฤษฎีที่อธิบายองค์ประกอบของความพึงพอใจและอธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจกับปัจจัยอื่น ๆ ไว้หลายทฤษฎีดังนี้ สมศักดิ์คงเที่ยง และอัญชลีโพธิ์ทอง (2542 : 162) ได้จ าแนกความคิดเกี่ยวกับความ พึงพอใจงานจากผลการวิจัยออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้1) กลุ่มความต้องการทางด้านจิตวิทยา กลุ่มนี้ได้แก่ Maslow, A.H., Herzberg. F และ Likert R. โดยมองความพึงพอใจงานเกิดจากความต้องการของ บุคคลที่ต้องการความส าเร็จของงาน และความต้องการการยอมรับจากบุคคลอื่น 2) กลุ่มภาวะผู้น า มองความพึงพอใจงานจากรูปแบบและการปฏิบัติของผู้น าที่มีต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชา กลุ่มนี้ได้แก่ Blake R.R., Mouton J.S. และ Fiedler R.R. 3) กลุ่มความพยายามต่อรองรางวัล เป็นกลุ่มที่มองความพึง พอใจจากรายได้เงินเดือน และผลตอบแทนอื่น ๆ กลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัย แมนเชสเตอร์(Manchester Business School) 4) กลุ่มอุดมการณ์ทางการจัดการ มองความพึงพอใจ จากพฤติกรรมการบริหารงานขององค์กร ได้แก่ Crogier M. และ Coulder G.M. และ 5) กลุ่มเนื้อหา ของงานและการออกแบบงาน ความพึงพอใจงานเกิดจากเนื้อหาของตัวงาน แนวคิดนี้มาจากสถาบันทา วิสตอค (Tavistock Institute) มหาวิทยาลัยลอนดอน มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ Abraham Maslow เป็นผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษยนิยม เขาได้พัฒนาทฤษฎี แรงจูงใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของอเมริกันเป็นอันมาก ทฤษฎีของเขามีพื้นฐานอยู่บน ความคิดที่ว่าการตอบสนองแรงขับเป็นหลักการเพียงอันเดียวที่มีความส าคัญที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลัง พฤติกรรมของมนุษย์มาสโลว์มีหลักการที่ส าคัญเกี่ยวกับแรงจูงใจ โดยเน้นในเรื่องล าดับขั้นความ ต้องการ เขามีความเชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้น แรงจูงใจของคนเรา มาจากความต้องการ พฤติกรรมของคนเรามุ่งไปสู่การตอบสนองความพอใจ มาสโลว์แบ่งความต้องการ พื้นฐานของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ดังนี้1) มนุษย์มีความต้องการและความต้องการมีอยู่เสมอ ไม่มีที่สิ้นสุด 2) ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจส าหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม 3) ความต้องการของคนซ้ าซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก 4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นล าดับขั้นความส าคัญ กล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ าได้รับ การตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง และ 5) ความต้องการเป็น ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ล าดับความต้องการพื้นฐานของ มาสโลว์เรียกว่า Hierarchy of Needs มี5 ล าดับขั้น ดังนี้ 1) ความต้องการด้านร่างกาย เป็นความต้องการปัจจัย 4 เช่น ต้องการ อาหารให้อิ่มท้อง เครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความร้อน หนาวและอุจาดตา ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งที่ อยู่อาศัยเพื่อป้องกันแดด ฝน ลม อากาศ ร้อน หนาว และสัตว์ร้าย ความต้องการเหล่านี้มีความจ าเป็น ต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์ทุกคน จึงมีความต้องการพื้นฐานขั้นแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องการบรรลุให้ได้ ก่อน 2) ความต้องการความปลอดภัย หลังจากที่มนุษย์บรรลุความต้องการด้าน ร่างกาย ท าให้ชีวิตสามารถด ารงอยู่ในขั้นแรกแล้วจะมีความต้องการด้านความปลอดภัยของชีวิตและ
69 ทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นต่อไป เช่น หลังจากมนุษย์มีอาหารรับประทานจนอิ่มท้องแล้วได้เริ่มหันมา ค านึงถึงความปลอดภัยของอาหาร หรือสุขภาพ โดยหันมาให้ความส าคัญกับเรื่องสารพิษที่ติดมากับ อาหาร ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับชีวิตของเขา เป็นต้น 3) ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ เป็นความต้องการที่เกิดขึ้น หลังจากการที่มีชีวิตอยู่รอดแล้ว มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว มนุษย์จะเริ่มมองหาความรัก จากผู้อื่น ต้องการที่จะเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองครอบครองอยู่ตลอดไป เช่น ต้องการให้พ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก รักเราและต้องการให้เขาเหล่านั้นรักเราคนเดียว ไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นไปรักคนอื่น โดยการแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นต้น 4) ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น เป็นความต้องการอีกขั้นหนึ่ง หลังจากได้รับความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรักและเป็นเจ้าของแล้ว จะต้องการการ ยอมรับ นับถือจากผู้อื่นต้องการได้รับเกียรติจากผู้อื่น เช่น ต้องการการเรียกขานจากบุคคลทั่วไปอย่าง สุภาพ ให้ความเคารพนับถือตามควรไม่ต้องการการกดขี่ข่มเหงจากผู้อื่น เนื่องจากทุกคนมีเกียรติและ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน 5) ความต้องการความเป็นตัวตนอันแท้จริงของตนเอง เป็นความต้องการขั้น สุดท้าย หลังจากที่ผ่านความต้องการความเป็นส่วนตัว เป็นความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ลดความ ต้องการภายนอกลง หันมาต้องการสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่ซึ่งเป็นความต้องการขั้นสูงสุด ของมนุษย์แต่ ความต้องการในขั้นนี้มักเกิดขึ้นได้ยากเพราะต้องผ่านความต้องการในขั้นอื่น ๆ มาก่อนและต้องมีความ เข้าใจในชีวิตเป็นอย่างยิ่ง สรุปได้ว่าระดับความต้องการทั้ง 5 ระดับของมนุษย์ตามแนวคิดของมาสโลว์นั้น สามารถตอบค าถามเรื่อง ความมุ่งหมายของชีวิตได้ครบถ้วนในระดับหนึ่งเพราะมนุษย์เราตามปกติจะมี ระดับความต้องการหลายระดับและเมื่อความต้องการระดับต้นได้รับการสนองตอบก็จะเกิดความ ต้องการ ในระดับสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยไปตามล าดับจนถึงระดับสูงสุด การตอบค าถามเรื่อง เป้าหมายและ คุณค่าของชีวิตมนุษย์ตามแนวของจิตวิทยาแขนงมนุษย์นิยมจึงท าให้เราได้เห็นค าตอบในอีกแง่มุมหนึ่ง 2. ทฤษฎีความต้องการของแอลเดอร์เฟอร์(Alderfer’s Hierarchy Modified Need Theory) Alderfer ได้ให้ทฤษฎีที่เรียกว่า E.R.G. (Existence - Relatedness - Growth Theory) โดยแบ่งความต้องการของบุคคลออกเป็น 3 ประการ คือ 1) ความต้องการมีชีวิตอยู่ 2) ความต้องการสัมพันธ์ภาพกับคนอื่น และ 3) ความต้องการความเจริญก้าวหน้า 3. ทฤษฎีความต้องการของเมอร์เรย์Murray’s Manifest Needs) ทฤษฎีของ Murray สามารถอธิบายได้ว่า ในเวลาเดียวกันบุคคลอาจมีความ ต้องการด้านใดด้านหนึ่งที่จ าเป็นและส าคัญเกี่ยวกับการท างานซึ่งมีอยู่ 4 ประการ คือ ความต้องการ ความส าเร็จความต้องการมิตรสัมพันธ์ความต้องการอิสระ 4. ทฤษฎีความต้องการแสวงหาของแมคคีแลนด์ (McClelland’s Acquired needs Theory) ทฤษฎีของ McClelland เป็นทฤษฎีที่บุคคลมุ่งความต้องการเฉพาะอย่าง มากกว่าความต้องการอื่น ๆ ความต้องการความส าเร็จเป็นความปรารถนาที่บรรลุเป้าหมายซึ่งมี
70 ลักษณะ ท้าทาย ทฤษฎีนี้ท าความเข้าใจถึงรูปแบบการจูงใจความต้องการพื้นฐาน 3 ประการ คือ ความ ต้องการอ านาจความต้องการผูกพัน และความต้องการความส าเร็จ 5. ทฤษฎีสองปัจจัย (Two Factor Theory) เป็นทฤษฎีที่ Frederick K. Herzberg ได้ศึกษาท าการวิจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจใน การท างานของบุคคล เขาได้ศึกษาถึงความต้องการของคนในองค์การหรือการจูงใจจากการท างาน โดยเฉพาะเจาะจง โดยศึกษาว่าคนเราต้องการอะไรจากงานค าตอบก็คือ บุคคลต้องการความสุขจาก การท างานซึ่งได้สรุปได้ว่า ความสุขจากการท างานนั้นเกิดมาจากความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจในงานที่ ท าโดยความพึงพอใจในงานที่ท านั้น ไม่ได้มาจากกลุ่มเดียวกันแต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยสองกลุ่ม คือ ปัจจัยจูงใจ (Motivational Factors) และปัจจัยค้ าจุนหรือปัจจัยสุขศาสตร์ (Maintenance or Hygiene Factors) 1) ปัจจัยจูงใจ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงเพื่อจูงใจให้คนชอบ และรัก งานที่ปฏิบัติเป็นตัวกระตุ้นท าให้เกิดความพึงพอใจให้แก่บุคคลในองค์การให้ปฏิบัติงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพราะเป็นปัจจัยที่สามารถตอบสนองความต้องการภายในของบุคคลได้ดังนี้ 1.1) ความส าเร็จในงานที่ท าของบุคคล หมายถึง การที่บุคคลสามารถท างาน ได้เสร็จสิ้นและประสบความส าเร็จอย่างดีเป็นความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ การรู้จักป้องกัน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นเมื่อผลงานส าเร็จจึงเกิดความรู้สึกพอใจในผลส าเร็จของงานนั้น ๆ 1.2) การได้รับการยอมรับนับถือ หมายถึง การได้รับการยอมรับนับถือไม่ว่า จากผู้บังคับบัญชา เพื่อน จากผู้มาขอรับค าปรึกษาหรือจากบุคคลในหน่วยงาน การยอมรับนี้อาจจะอยู่ ในรูปของการยกย่องชมเชย แสดงความยินดีการให้ก าลังใจ หรือการแสดงออกอื่นใดที่ก่อให้เห็นถึงการ ยอมรับในความสามารถเมื่อได้ท างานอย่างหนึ่งอย่างใดบรรลุผลส าเร็จการยอมรับนับถือจะแฝงอยู่กับ ความส าเร็จในงานด้วย 1.3) ลักษณะของงานที่ปฏิบัติหมายถึง งานที่น่าสนใจ งานที่ต้องอาศัย ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ท้าทายให้ลงมือท าหรือเป็นงานที่มีลักษณะสามารถกระท าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยล าพังแต่ผู้เดียว 1.4) ความรับผิดชอบ หมายถึง ความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากการได้รับ มอบหมายให้รับผิดชอบงานใหม่และมีอ านาจในการรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ไม่มีการตรวจ หรือควบคุม อย่างใกล้ชิด 1.5) ความก้าวหน้า หมายถึง ได้รับเลื่อนขั้น เลื่อนต าแหน่ง ให้สูงขึ้นของ บุคคลในองค์การ การมีโอกาสได้ศึกษาเพื่อหาความรู้เพิ่มหรือได้รับการฝึกอบรม 2) ปัจจัยค้ าจุนหรือปัจจัยสุขศาสตร์หมายถึง ปัจจัยที่จะค้ าจุนให้แรงจูงใจใน การท างานของบุคคลมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีหรือมีในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับบุคคลในองค์การ จะเกิด ความไม่ชอบงานขึ้นและเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอกตัวบุคคล ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ 2.1) เงินเดือน หมายถึง เงินเดือนและการเลื่อนขั้นเงินเดือนในหน่วยงาน นั้นๆ เป็นที่พอใจของบุคลากรที่ท างาน 2.2) โอกาสได้รับความก้าวหน้าในอนาคต หมายถึง การที่บุคคลได้รับการ แต่งตั้งเลื่อนต าแหน่งภายในหน่วยงานแล้วยังหมายถึง สถานการณ์ที่บุคคลสามารถได้รับ ความก้าวหน้า ในทักษะวิชาชีพด้วย
71 2.3) ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน หมายถึง การติดต่อไม่ว่าจะเป็นกิริยาหรือวาจาที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สามารถท างาน ร่วมกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี 2.4) สถานะทางอาชีพ หมายถึง อาชีพนั้นเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมที่ มีเกียรติและศักดิ์ศรี 2.5) นโยบายและการบริการ หมายถึงการจัดการและการบริหารของ องค์การ การติดต่อสื่อสารภายในองค์การ 2.6) สภาพการท างาน หมายถึง สภาพทางกายภาพของงาน เช่น แสง เสียง อากาศ ชั่วโมงการท างาน รวมทั้งลักษณะของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ 2.7) ความเป็นอยู่ส่วนตัว ความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีอันเป็นผลที่ได้รับจากงาน ในหน้าที่ เช่น การที่บุคคลถูกย้ายไปท างานในที่แห่งใหม่ซึ่งห่างไกลจากครอบครัวท าให้ไม่มีความสุขและ ไม่พอใจกับการท างานในที่แห่งใหม่ 2.8) ความมั่นคงในการท างาน หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อความ มั่นคงในการท างาน ความยั่งยืนของอาชีพหรือความมั่นคงขององค์การ 2.9) วิธีการปกครองบังคับบัญชา หมายถึง ความสามารถของผู้บังคับบัญชา ในการท างานหรือความยุติธรรมในการบริหาร จากทฤษฎีสองปัจจัย สรุปได้ว่า ปัจจัยทั้ง 2 ด้านนี้เป็นสิ่งที่คนต้องการ เพราะ เป็นแรงจูงใจในการท างาน องค์ประกอบที่เป็นปัจจัยจูงใจเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญท าให้คนเกิดความสุข ในการท างาน โดยมีความสัมพันธ์กับกรอบแนวคิดที่ว่าเมื่อคนได้รับการตอบสนองด้วยปัจจัยชนิดนี้ จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการท างาน ผลที่ตามมาก็คือคนจะเกิดความพึงพอใจในงาน สามารถท างานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปัจจัยค้ าจุน หรือสุขศาสตร์ท าหน้าที่เป็นตัวป้องกัน มิให้คนเกิดความไม่เป็น สุขหรือไม่พึงพอใจในงานขึ้น ช่วยท าให้คนเปลี่ยนเจตคติจากการไม่อยากท างานมาสู่ความพร้อมที่จะ ท างาน นอกจากนี้Herzberg ยังได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า องค์ประกอบทางด้านการจูงใจจะต้องมีค่าเป็น บวกเท่านั้น จึงจะท าให้บุคคลมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานขึ้น แต่ถ้าหากว่ามีค่าเป็นลบ บุคคลจะไม่ มีความรู้สึก ไม่พึงพอใจในงานแต่อย่างใด เนื่องจากองค์ประกอบทางด้านปัจจัยนี้มีหน้าที่ค้ าจุนหรือ บ ารุงรักษาบุคคลให้มีความพึงพอใจในงานอยู่แล้ว ปัจจัยทั้งสองนี้ควรจะต้องมีในทางบวกจึงจะท าให้ ความพึงพอในการท างานของบุคคลเพิ่มขึ้น จากทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg เป็นทฤษฎีที่ศึกษา เกี่ยวกับขวัญ โดยจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความพึงพอใจและการจูงใจ ซึ่งเกิดจากปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ าจุนนั่นเอง 3. การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจนั้น ประสาท อิศรปรีดา (2547 : 137) ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทัศนคติหรือเจตคติเป็นนามธรรม เป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะวัดทัศนคติ โดยตรง แต่เราสามารถวัดทัศนคติโดยอ้อมได้โดยวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นแทน ฉะนั้น การวัด ความพึงพอใจก็มีขอบเขตจ ากัดด้วย อาจมีความคลาดเคลื่อนขึ้นถ้าบุคคลเหล่านี้แสดงความคิดเห็นไม่ ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งความคลาดเคลื่อนเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้ธรรมดาของการวัดทั่ว ๆ ไป ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์(2553 : 14) ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายของการวัดความพึงพอใจไว้ ดังนี้
72 1. เพื่อจะได้เข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านบุคคล ด้านงาน ด้านการจัดการที่เกี่ยวกับ ความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจในการท างาน 2. เพื่อจะได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการท างานกับการ ปฏิบัติงานว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนท างานได้ดี 3. เพื่อให้เข้าใจถึงหน่วยงานลักษณะใดที่คนพึงพอใจและไม่พอใจ รวมทั้งเกี่ยวกับการ จัดและการบริการหน่วยงานนั้น 4. เพื่อให้เข้าใจถึงผลจากการไม่พึงพอใจ เช่น การขาดงาน ลางาน และการออก จากงาน รวมทั้งได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาต่อ การจัดสวัสดิการบริการต่าง ๆ ว่าจะ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับการท างานได้อย่างไร
73 โครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่ง ความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี 1. หลักการและเหตุผล กระทรวงศึกษาธิการโดยส านักงาน กศน. ได้ด าเนินงานส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่ ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ผ่านแหล่ง การเรียนรู้ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนจังหวัด ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และห้องสมุดประชาชนอ าเภอ ให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ และช่วงอายุของผู้อ่านตั้งแต่ วัยเด็กไปจนถึงวัยสูงอายุ เพื่อให้เข้าถึงการอ่านได้หลากหลาย ปรับการอ่านให้ทันต่อ ยุคสมัยที่ เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย สอดคล้องกับ มาตรฐานการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โครงการ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่ง ความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ าเภอสัตหีบ ได้เห็นถึงความส าคัญ ของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ นักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนในอ าเภอสัตหีบ และตระหนักถึงความส าคัญของการอ่าน และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมีการ ส่งเสริมการอ่าน เผยแพร่กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ให้ความรู้ ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และ ออนไซด์และ เพื่อเพิ่มทักษะการอ่านและความสนใจต่อผู้ใช้บริการมากขึ้น ดังนั้น ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีได้ เล็งเห็นถึงความส าคัญของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ซึ่งได้ด าเนินงานตามนโยบายของส านักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จึงได้จัด โครงการการจัดการศึกษาตาม อัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ประจ าปีงบประมาณ 2564 เพื่อเป็นการส่งเสริม การอ่านและเพื่อเป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 2.2 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรีได้พัฒนาทักษะชีวิต รวมทั้งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเหมาะสมกับวัยและความ ต้องการของแต่ละบุคคล 2.3 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ขยายผล และเผยแพร่ ให้กับผู้อื่นได้
74 3. เป้าหมาย 3.1 เชิงปริมาณ กิจกรรมที่ 1 หีบ “เอก”จ านวน 2,500 คน กิจกรรมที่ 2 หีบ “ทวิ”จ านวน 150 คน กิจกรรมที่ 3 หีบ “ไตร”จ านวน 500 คน กิจกรรมที่ 4 หีบ “จตุ”จ านวน 700 คน กิจกรรมที่ 5 หีบ “เบญจ”จ านวน 500 คน กิจกรรมที่ 6 หีบ “ฉ”จ านวน 150 คน กิจกรรมที่ 7 หีบ “สตต”จ านวน 25,000 คน 3.2 เชิงคุณภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “สตตหีบ ขุมทรัพย์ แห่งค ว าม รู้” ของศูน ย์ก า รศึกษ าน อก ร ะบบแ ล ะก า รศึกษ าต ามอั ธ ย าศัย อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีได้รับความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ได้พัฒนาทักษะชีวิต เสริมสร้าง คุณภาพชีวิตที่ดีเหมาะสมกับวัยและความต้องการของแต่ละบุคคล ส่งเสริมการอ่าน สร้างนิสัยการรัก การอ่าน ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ขยายผล และเผยแพร่ให้กับผู้อื่นได้
4.แผนการด าเนินงาน ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริมาณ1.หีบ “เอก” โครงการ พัฒนาทักษะ การเรียนรู้ นักศึกษาและ ประชาชน อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 1.เพื่อส่งเสริม การอ่านและการ เขียนให้นักศึกษา และประชาชน 2.เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ที่ หลากหลาย ให้ นักศึกษาและ ประชาชน 3.เพื่อ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมส่งเสริม การอ่าน 1. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ส าหรับทุกช่วงวัย -วิถีชีวิตความเป็นอัตลักษณ์ สัตหีบ -ภูมิปัญญาท้องถิ่นของอ าเภอ สัตหีบ -วัฒนธรรมไทย -การแสดงพื้นบ้าน -การละเล่นพื้นบ้าน -เพลงพื้นบ้าน -ประเพณีที่ดีงามของไทย 2.กิจกรรมการท าบันทึก การเรียนรู้ นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ 3. ประชาสัมพันธ์กิจกรรม ของห้องสมุด ผู้เข้าร่วม กิจกรรม จ านวน 2,500 คน
ตัวชี้วัด เป้าหมาย งบประมาณ ณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย 1.ร้อยละ 80 ของ นักศึกษา และ ประชาชนสนใจใน การอ่านและการ เขียนมากขึ้น 2. ร้อยละ 80 ของ นักศึกษาและ ประชาชนได้เรียนรู้ จากสื่อส่งเสริมการ อ่านที่มีความ หลากหลาย 3. ร้อยละ 80 มี การประชาสัมพันธ์ ข่าวสารอย่าง ต่อเนื่อง นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ และประชาชน ทั่วไปในพื้นที่ อ าเภอสัตหีบ 2,500 คน -งบด าเนินงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน การจัดซื้อหนังสือ สื่อ ส าหรับ ห้องสมุดประชาชนแผนงานพื้นฐาน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพคน ผลผลิตที่ 5 ผู้รับบริการ การศึกษาตามอัธยาศัย -งบอุดหนุน ค่าจัดการเรียนการสอน แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา เพื่อความยั่งยืน โครงการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริมาณ2.หีบ “ทวิ” โครงการ 2 เมษายนวันรัก การอ่าน เฉลิมพระ เกียรติเนื่องใน วันคล้ายวัน พระราช สมภพสมเด็จ พระกนิษฐาธิ ราชเจ้า กรม สมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี 1. เพื่อเฉลิมพระ เกียรติ 65 พรรษา สมเด็จ พระกนิษฐาธิราช เจ้า กรมสมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี 2. เพื่อให้ นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ จงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหา กษัตริย์ 3. เพื่อปลูกฝังให้ นักศึกษากศน. อ าเภอสัตหีบ 1. ลงนามถวายพระพร 2. แนะน า และให้ความรู้ เกี่ยวกับห้องสมุดฯ 3. ฐานการเรียนรู้ ส่งเสริมการ อ่าน จ านวน7 ฐาน“สตตหีบ ขุมทรัพย์แห่งความรู้” -ฐานหีบใบที่ 1 เอก ข้าวต้ม มัดใจ -ฐานหีบใบที่ 2 ทวิ น้ า สมุนไพรใส่ใจสุขภาพ -ฐานหีบใบที่ 3 ไตร ถุงผ้าช่วยโลก ช่วยเรา -ฐานหีบใบที่4 จตุ คัดลายมือเฉลิมพระเกียรติ -ฐานหีบใบที่ 5 เบญจ ส้มต า ลีลา นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ เข้า ร่วมกิจกรรมจ านวน 150คน
85 ตัวชี้วัด เป้าหมาย งบประมาณ ณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้า หมาย ม 0 1.ร้อยละ 80 ของ นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ ได้ เข้าร่วมเฉลิมพระ เกียรติสมเด็จพระ กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี 2.ร้อยละ 100 ของ นักศึกษา กศน.อ าเภอสัต หีบเห็น ความส าคัญของ สถาบัน พระมหากษัตริย์ นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ 150 คน งบอุดหนุน ค่าจัดการเรียนการสอน แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา เพื่อความยั่งยืน โครงการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริมมีนิสัยรักการ อ่านและน า ความรู้ไปใช้ ประโยชน์ได้ -ฐานหีบใบที่ 6 ฉ สุภาษิต ค าพังเพย -ฐานหีบใบที่ 7 สตต 2 เมษา เทิดพระเกียรติฯ
86 ตัวชี้วัด เป้าหมาย งบประมาณ มาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ 80 ของ นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบมี นิสัยรักการอ่าน
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก ตัวชี้วเชิงปริมาณ 3.หีบ “ไตร” โครงการ ส่งเสริมการ อ่าน บ้าน หนังสือชุมชน อ าเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 1. เพื่อให้ ผู้เข้าร่วม โครงการฯ ได้รับความรู้ จากกิจกรรม ส่งเสริมการ อ่าน 2. เพื่อให้ ผู้เข้าร่วม โครงการ เข้าถึงแหล่ง เรียนรู้ได้จาก ชุมชน 3. เพื่อให้ ผู้เข้าร่วม โครงการฯ มี นิสัยรักการ อ่าน และเพิ่ม อัตราการอ่าน กิจกรรมที่ 1 ต าบลสัตหีบ“จิบกาแฟ แลหนังสือ” SATTAHIP Library Talk About it กิจกรรมที่ 2 ต าบลนาจอมเทียน“พักริม ทาง ว่างๆคุยกัน” SATTAHIP Library Talk About it กิจกรรมที่ 3 ต าบลบางเสร่ “อิ่มสมอง สบายท้อง” SATTAHIP Library Talk About it กิจกรรมที่ 4 ต าบลพลูตาหลวง “เรื่องเล่า เช้าแฟ แชร์ ความรู้” SATTAHIP Library Talk About it ประชาชน ทั่วไปใน พื้นที่อ าเภอ สัตหีบเข้า ร่วมกิจกรรม จ านวน 500 คน 1ผู้โคคกิก2ขโคเข้เรี3ขโครักมีเพิ
87 วัด เป้าหมาย งบประมาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย .ร้อยละ 80 ้เข้าร่วม ครงการฯได้รับ วามรู้จาก จกรรมส่งเสริม ารอ่าน .ร้อยละ 80 องผู้เข้าร่วม ครงการฯได้ ข้าถึงแหล่ง รียนรู้มากขึ้น .ร้อยละ 80 องผู้เข้าร่วม ครงการมีนิสัย ักการอ่านและ การอ่านที่ พิ่มขึ้น ประชาชน ทั่วไปในพื้นที่ อ าเภอสัตหีบ 500 คน งบด าเนินงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน การบริหารหน่วยงานในการ ปฏิบัติงาน แผนงานพื้นฐานด้านการ พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ผลผลิตที่ 5 ผู้รับบริการการศึกษา ตามอัธยาศัย
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก ตัวชี้วเชิงปริมาณ กิจกรรมที่ 5 ต าบลแสมสาร “ธรรมะสุขใจ กายใจ แข็งแรง” SATTAHIP Library Talk About it กิจกรรมที่ 6 บิงโก การอ่าน กิจกรรมที่ 7 Davinci เกมส์ถอดรหัส
88 วัด เป้าหมาย งบประมาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริ4.หีบ “จตุ” โครงการ ห้องสมุด เคลื่อนที่ ส าหรับชาว ตลาด 1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วม โครงการได้รับการ ส่งเสริมการอ่านและ เข้าร่วมกิจกรรมของ ห้องสมุด 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วม โครงการสามารถน า ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ได้ กิจกรรมที่ 1 ห้องสมุดชาวตลาดออนไลน์ กิจกรรมที่ 2 “ตะกร้าความรู้ สู่อาชีพ” กิจกรรมที่ 3 ให้บริการอ่านหนังสือเคลื่อนที่ กิจกรรมที่ 4 อาสาสมัครส่งเสริม การอ่าน น าความรู้สู่ ชาวตลาด กิจกรรมที่ 5 แจกความรู้ ชาวตลาดผ่าน QR-CODE กิจกรรมที่ 6 กระเป๋านักอ่านชาวตลาด กิจกรรมที่ 7 “ฉลาดเลือก ฉลาดรู้” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจ านวน 700 คน(ต าบลล20 คนตกิจกรรม
89 ตัวชี้วัด เป้าหมาย งบประมาณ มาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย ม ม น ะ ต่อ ม) 1.ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วม โครงการได้รับ การส่งเสริมการ อ่านและร่วม กิจกรรมของ ห้องสมุดฯ 2.ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วม โครงการ สามารถน า ความรู้ไปใช้ ประโยชน์ได้ ประชาชนทั่วไปใน พื้นที่อ าเภอสัตหีบ 700 คน งบด าเนินงานเพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร หน่วยงานในการ ปฏิบัติงาน แผนงานพื้นฐานด้านการ พัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพคน ผลผลิตที่ 5 ผู้รับบริการการศึกษา ตามอัธยาศัย
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เชิงปริ5. หีบ “เบญจ” กิจกรรม ศึกษาแหล่ง เรียนรู้ของ อ าเภอสัตหีบ และน าความรู้ ไปใช้ใน ชีวิตประจ าวัน ได้ เพื่อให้นักศึกษาและ ประชาชนได้ศึกษา แหล่งเรียนรู้ในอ าเภอ สัตหีบและน าความรู้ ไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ได้ กิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ใน พื้นที่อ าเภอสัตหีบ -ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”อ าเภอสัตหีบ -แหล่งเรียนรู้ในภาคเอกชน -แหล่งเรียนรู้ในภาครัฐ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม500 คน
90 ตัวชี้วัด เป้าหมาย งบประมาณ มาณ เชิงคุณภาพ ประเภท กลุ่มเป้าหมาย จ านวน กลุ่มเป้าหมาย ม ม น ร้อยละ 80 ของ ผู้เข้าร่วม กิจกรรมได้รับ ความรู้จาก แหล่งเรียนรู้ใน อ าเภอ สัตหีบ นักศึกษา กศน. อ าเภอสัตหีบ และประชาชน 500 คน งบด าเนินงานเพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร หน่วยงานในการ ปฏิบัติงาน แผนงานพื้นฐานด้านการ พัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพคน ผลผลิตที่ 5 ผู้รับบริการการศึกษา ตามอัธยาศัย
ที่ ชื่อ/ โครงการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมหลัก เ6.หีบ “ฉ” โครงการ วันที่ระลึก สากลแห่ง การรู้ หนังสือ 1. เพื่อให้นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ ตระหนักถึงความส าคัญ ของวัน ที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากล แห่งการรู้หนังสือ (International Literacy Day) และวัน การศึกษานอกโรงเรียน 2. เพื่อให้นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบ มีทักษะในการแสวงหา ความรู้ 3. เพื่อให้นักศึกษา กศน.อ าเภอสัตหีบมี ทักษะการอ่าน ส่งเสริมการอ่านจัดเป็นฐานการ เรียนรู้ 7 ฐาน ฐานที่ 1 หีบ เอก (วิถีชีวิตความเป็นอัตลักษณ์สัตหีบ) ฐานที่ 2 หีบ ทวิ (ภูมิปัญญาท้องถิ่นของอ าเภอสัตหีบ) ฐานที่ 3 หีบ ไตร (วัฒนธรรมไทย) ฐานที่ 4 หีบ จตุ (การแสดงพื้นบ้าน) ฐานที่ 5 หีบ เบญจ (การละเล่นพื้นบ้าน) ฐานที่ 6 หีบ ฉ (ประกวดการอ่านร้อยกรองร้อยแก้ว) ฐานที่ 7 หีบ สตต (วิธีการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล ต่างๆ) นกสัร่วจ ค