The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาปฐมวัย - หนังสือ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ratsamee.pra, 2022-10-29 23:31:39

การศึกษาปฐมวัย - หนังสือ

การศึกษาปฐมวัย - หนังสือ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "37

บทท่ี 3
การศึกษาปฐมวยั ในซีกโลกตะวนั ตก

การศึกษาปฐมวัยเป็นสาขาวิชาที่เกิดขึ้นมานานแล้วและมีการพัฒนาอยู่เสมอ การพัฒนาทาง
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเพื่อหาวิธีการช่วยเหลือเด็กให้มีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่และเม่ือเรา
ศึกษาแนวคิดของนกั การศกึ ษาที่สาคญั ๆ ในอดตี จะเหน็ ได้ว่าแนวคิดของนักการศึกษาเหล่าน้ันไม่แตกต่าง
ไปจากแนวคิดท่ีเรายึดในปัจจุบันน้ีมากนัก ท้ังนี้เน่ืองจากธรรมชาติของมนุษย์มีการเปล่ียนแปลงไปเพียง
เลก็ นอ้ ยเทา่ น้นั อยา่ งไรก็ตามการศึกษาเร่ืองราวในอดีตตั้งแต่แรกเร่ิมจนถึงปัจจุบันจะช่วยให้เข้าใจถึงความ
เปล่ียนแปลงเพื่อการพัฒนาทางการศึกษาปฐมวัยมาโดยตลอด

แนวคิดเกี่ยวกบั การศึกษาปฐมวัยเร่มิ ต้นต้ังแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาโดยนักการศึกษาแถบทวีป
ยุโรป ได้มีการศึกษาเร่ืองเด็กเล็ก ๆ ซ่ึงผลจากการศึกษาทาให้เข้าใจธรรมชาติของเด็กมากขึ้น รู้ว่าจะจัด
โรงเรียนและจัดการเรียนการสอนอย่างไรจึงจะพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพสูงสุดแนวความคิดในยุคแรกย้าให้
เหน็ ความสาคัญของเด็กและได้ววิ ฒั นาการมาเปน็ หลกั การศึกษาและวิธกี ารสอนเด็กปฐมวัยจนเป็นรูปแบบ
การศึกษาปฐมวัยท่ีใช้ในปัจจุบัน อิทธิพลแนวคิดทางการศึกษาปฐมวัยจากทวีปยุโรปแพร่หลายไปยังทวีป
อ่ืน ๆ โดยเฉพาะทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลแนวคิดมาจากทวีปยุโรปและ
พฒั นาแนวคดิ ของตนขึ้น

ประวตั ิความเป็นมาของการศกึ ษาปฐมวัยในยโุ รป

ความสนใจท่ีจะจัดต้ังโรงเรียนสาหรับเด็กปฐมวัยได้มีมานานแล้ว เช่น ในยุโรประหว่าง ค.ศ.
1592 – ค.ศ.1670 คอมมิวนิอุส ได้มองเห็นความสาคัญของระบบโรงเรียนสาหรับเด็ก ๆ เพราะเห็น
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ เขาเชื่อว่าบ้านเป็นโรงเรียนแห่งแรกสาหรับเด็ก เขาจึงได้ต้ังโรงเรียนสาหรับ
เด็กทีม่ ีลักษณะเหมอื นบา้ นข้ึน และในปี ค.ศ.1657 เขาได้เขียนเรื่องโรงเรียนสาหรับเด็กวัยก่อนหกปีไว้ใน
หนงั สือ The Great Didactic และคาวา่ โรงเรียนในท่ีนี้หมายถึง บ้านท่ีเด็กอยู่น่ันเอง แต่เป็นโรงเรียนที่มี
แม่เป็นผู้สอน จึงเรียกว่า Mother’s School ซ่ึงมีเด็กจากครอบครัวอ่ืนเข้ามาเรียนด้วย นอกจากนี้คอม
มิวนิอุส ยังได้จัดการศึกษาสาหรับมารดาก่อนคลอด เพ่ือให้มีความพร้อมและเข้าใจเด็กวัยทารก
เน้ือหาวชิ าที่สอนเขาได้กล่าวไวใ้ นหนังสอื ช่ือ School of Infancy ซึ่งตีพิมพ์คร้ังแรกในประเทศเยอรมนี ปี
ค.ศ.1633 เน้อื หาของหนังสอื เล่มนป้ี ระกอบดว้ ยบทเรียนง่าย ๆ เกี่ยวกบั ส่งิ ตา่ ง ๆ เช่น ก้อนหิน พืชและ
สตั ว์ ช่อื และหน้าที่ของสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกาย การจาแนกสี ความสว่างและความมืด สภาพห้องเรียน
ทุ่งนา ถนนและทุ่งเลี้ยงสัตว์ การฝึกฝนให้รู้จักประมาณตน ความเคร่งครัด การเช่ือฟังคาส่ังและการ
สวดมนตอ์ อ้ นวอนพระผู้เป็นเจ้า คอมมิวนิอุสยังได้แต่งหนังสือภาพสาหรับเด็ก ชื่อว่า Orbis Pictus ข้ึน
ในปี ค.ศ.1658 หนังสือเล่มนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายและแปลเป็นภาษาสาคัญ ๆ หลายภาษาทั่วโลก
คอมมวิ นอิ ุสถอื หลักสาคัญท่ีใชใ้ นโรงเรยี นของเขาว่า เดก็ จะต้องฝึกฝนตนทางด้านจิตใจ (Heart) ไปพร้อม

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "38

ๆ กบั ทางด้านสติปัญญา (Head) ไมว่ า่ เดก็ จะอย่ชู ั้นใดหรอื วยั ใดก็ตาม คือตนเองมีความรู้สึกอย่างไรก็ต้อง
ไวต่อความร้สู ึกของผอู้ ื่นด้วย

ในศตวรรษท่ี 17 ชาวฝรั่งเศสได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของความอบอุ่นใกล้ชิดท่ีมีผลต่อความรู้สึก
ของเด็ก Fineion (Leeper, et. al. 1984, p.7) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจและความ
ซือ่ สตั ยข์ องผู้ใหญ่กับเดก็ เขาเชอื่ ว่าเด็กจะไมไ่ ว้วางใจผู้ใดเลยถ้าหากไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใดมาก่อน
ใน ค.ศ.1681 เขาได้กล่าวถึงทฤษฎีการศึกษาโดยวิธีการเล่นในหนังสือชื่อ The Education of
Daughters ไว้วา่

... ข้าพเจา้ ได้เหน็ เด็กจานวนมากท่ีเรียนรกู้ ารอ่านจากการเลน่
เราควรให้หนังสือแกเ่ ด็ก อาจเปน็ หนงั สือท่ีตกแตง่ อยา่ งสวยงาม
มีหลาย ๆ อยา่ งทส่ี ง่ เสรมิ จินตนาการของเด็ก สง่ิ เหลา่ นจ้ี ะช่วยให้เดก็ เรยี นรู้
ดังน้นั เราจึงความเลือกสรรหนังสอื ทมี่ ีเรอ่ื งราวส้นั ๆ และสนุกสนาน
เพียงแคน่ ้ีกช็ ่วยให้เดก็ เรียนรกู้ ารอา่ นได้อยา่ งถูกต้อง ...

ต่อมาในระหว่างปี ค.ศ.1712 – ค.ศ.1778 ได้มีนักปฏิวัติความคิดทางการศึกษา ชื่อ ฌอง จาค
รสุ โซ เขาเป็นคนแรกท่ีรณรงค์เรื่องสิทธขิ องเด็กทวี่ ่า “เด็กก็คือเด็ก ไม่ควรปฏิบัติต่อเด็กเหมือนกับว่าเด็ก
เป็นผู้ใหญ่ย่อส่วน” เขามีความเช่ือว่าเด็กทุกคนดีมาแต่กาเนิดเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ แต่สังคมทาให้เด็ก
แปดเปอ้ื น

ในปี ค.ศ.1762 รุสโซได้พิมพ์หนังสือออกเผยแพร่ช่ือ Emile ทาให้วงการการศึกษาต่ืนตัวหันมา
ใหค้ วามสนใจการศกึ ษาเบื้องต้นกันมากขึ้น เขากล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า การศึกษาควรเร่ิมต้นต้ังแต่แรก
เกิดจนกระทั่งอายุ 25 ปี เขาเน้นถึงความจาเป็นท่ีต้องให้เด็กพัฒนาไปตามธรรมชาติมากกว่าการเตรียม
ความพร้อมเพ่ืออนาคต เขายังได้กล่าวถึงกระบวนการการศึกษาซึ่งจัดข้ึนตามความสนใจตามธรรมชาติ
ของเด็กและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นธรรมชาติของเด็ก รุสโซย้าว่า “ส่ิงที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษย์นั้นมิใช่
อานาจ หากแต่เป็นเสรีภาพ ข้าพเจ้าถือว่ามันเป็นกฎท่ีสาคัญอย่างยิ่ง มนุษย์เรามีเสรีภาพกันทุกคน
เพียงแต่ต้องประยุกต์ไปใช้ให้เหมาะสมกับเด็ก จากนั้นความรู้หรือกฎต่าง ๆ ด้านวิชาการก็จะไหลตามมา
เอง” (Leeper, et.al.1984, p.7) รุสโซยืนยันว่า “การรับรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสเป็นพ้ืนฐานที่แท้จริง
ในการแสวงหาความรขู้ องมนษุ ย์”

บุคคลต่อมาที่สนใจการปฐมวัยศึกษาคือ โจฮานน์ ไฮน์ริค เปสตาลอสซี่ เป็นชาวฝรั่งเศส มีอายุ
อยู่ระหว่าง ปีค.ศ.1746 – ค.ศ.1827 เขาชื่นชมในผลงานของรุสโซมาก เขาเห็นพ้องในเรื่องที่ว่า
การศกึ ษาตอ้ งเปน็ ไปตามธรรมชาติและเป็นการพฒั นาตนเอง เขาถือวา่ การสอนให้คนมีใจเมตตากรุณาต่อ
กันมีคุณค่ามากกว่าการสอนให้มีความรู้

เปสตาลอสซี่ ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดการศึกษาไว้หลายเล่ม แต่ท่ีสาคัญมากและรู้จักกัน
อย่างแพร่หลายมีอยู่ 2 เล่ม คือ Leonard and Gertrude และ How Gertrude Teaches Her
Children หนังสือท้ังสองเล่มน้ีมีอิทธิพลอย่างมากต่อการศึกษาในยุโรปและในอเมริกา หลักการที่เขา

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "39

ยึดถือในการสอนก็คือ ครูจะต้องคานึงถึงธรรมชาติของเด็กและความพร้อมของเด็กเป็นสาคัญ การสอน
จะตอ้ งให้เดก็ ไดร้ บั ประสบการณ์ตรง ไดล้ งมือค้นคว้าหาความร้ดู ว้ ยการใช้ประสาทสมั ผัส

โรงเรียนสาหรับเด็กปฐมวัยตามหลักของเปสตาลอสซ่ี จะมีสภาพเหมือนบ้านและเหมือนโรง
ฝึกงาน เด็ก ๆ จะสามารถคิดค้นและทดลองตามความต้องการของตนเอง แต่เด็กจะถูกฝึกให้มีวินัยใน
ตนเองดว้ ยความรักและความอบอุ่น (นิตยา ประพฤตกิ ิจ, 2539, หน้า 1 – 3)

โรงเรยี นปฐมวยั แห่งแรกของโลก

บุคคลท้ัง 3 คนท่ีกล่าวมาข้างต้นนั้นนับว่าเป็นผู้วางรากฐานเกี่ยวกับการปฐมวัยศึกษาไว้แต่ผู้ท่ี
รเิ ร่ิมงานการปฐมวยั ศึกษาอยา่ งแทจ้ ริงกค็ อื เฟรดเดอริค วิลเฮล์ม โฟรเบล ชาวเยอรมัน มีอายุระหว่าง
ปี ค.ศ.1782 – ค.ศ.1852 โฟรเบลได้รับแนวคิดจากการศึกษาของเปสตาลอสซี่ เขาถือว่าสิ่งที่สาคัญท่ีสุด
ในการปฏิรปู การศกึ ษาจะตอ้ งเนน้ ท่กี ารศึกษาระดับปฐมวยั

ก่อนท่ีโฟรเบลจะหันมาสนใจเก่ียวกับการศึกษา เขาเป็นครูในสถานเลี้ยงดูเด็กกาพร้าต่อมาเป็น
ครูสอนในโรงเรียนชาย และท่ีนีท่ าใหเ้ ขารสู้ กึ ตัววา่ เขาไมม่ ีความรู้เกี่ยวกับการสอนเพียงพอ เม่ือทราบข่าว
เก่ยี วกบั โรงเรยี นของเปสตาลอสซ่ใี นประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึง่ จดั ระบบการเรยี นแบบอาศัยกิจกรรมท่ีไม่
เคร่งเครียด เด็ก ๆ ได้รับทั้งความรักและความเข้าอกเข้าใจจากครูทาให้เขาสนใจแนวการจัดการศึกษา
แบบดังกล่าวมากขึ้น เพราะในประเทศเยอรมนีระบบโรงเรียนมีแต่ความเข้มงวดและใช้อานาจบังคับเด็ก
เขาจงึ ได้ไปสอนในโรงเรยี นของเปสตาลอสซ่ี และร้สู กึ ประทบั ใจในการปฏิบตั ติ ่อเด็กเชน่ นัน้

ในปี ค.ศ.1837 หลังจากที่โฟรเบลได้เฝ้าสังเกตมารดาของเด็ก ๆ ในหมู่บ้านของตนจึงตัดสินใจ
จัดต้ังโรงเรียนปฐมวัยข้ึนเพื่อฝึกฝนเด็กและมารดาของเด็กเหล่าน้ันด้วย เขาได้รวบรวมเด็กวัย 1 - 7 ปี
ในเมืองแบลงเกนเบอรก์ ไดก้ ลุม่ หนึง่ แลว้ สอนที่โรงงานแป้งเกา่ ๆ แหง่ หน่ึง เขาจดั กิจกรรมและให้เด็กเล่น
เกมตามที่ตนเคยเหน็ เดก็ เลน่ ในหมู่บ้านนน้ั และพฒั นาการสอนมาเร่ือย ๆ โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรม
ของเด็กขณะที่ทากิจกรรมเหล่านั้น เขาตั้งชื่อโรงเรียนของเขาว่า Kindergarten ซ่ึงแปลว่า “สวนเด็ก”
(Children’s Garden) เหตุท่ตี ัง้ ชื่อโรงเรยี นน้ีเพราะเขาเชื่อว่า เด็กจะพัฒนาได้ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่
เชน่ เดยี วกับทีต่ น้ พืชเติบโตได้เพราะมกี ารดูแลอยา่ งดี เขาถือว่ากิจกรรมสาหรับเด็กจะต้องเหมาะสมกับขั้น
พัฒนาการของเด็กขณะนั้น การสอนของเขาจะต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์และการให้เด็กเล่นอย่างธรรมชาติ
หลงั จากท่ีโรงเรยี นของเขาพฒั นาขน้ึ เขาไดจ้ ัดกิจกรรมสาหรบั เดก็ อย่างมรี ะบบมากขน้ึ

อุปกรณ์หลักของเขาเรียกว่า “ของขวัญ” (Gifts) คือกล่องไม้ขนาดเล็ก และขนาดไล่เลี่ยกัน แต่
ละกล่องจะมีรูปทรงเรขาคณิตขนาดต่าง ๆ กัน อาทิเช่น ของขวัญช้ินที่ 3 ประกอบด้วย ลูกบาศก์ขนาด
1 นิ้ว 8 ลูก ของขวัญช้ินท่ี 4 ประกอบด้วยบล็อกรูปทรงแบบก้อนอิฐขนาด 2 นิ้ว 8 แท่ง เวลาทา
กจิ กรรมเด็กจะได้รับของขวัญชนิดเดียวกันและปฏิบัติตามคาสั่งของครูเก่ียวกับการถือและการเรียนรู้ของ
แต่ละชิ้นในกล่องนน้ั ๆ นอกจากนี้ยังมีกจิ กรรมการเรียนร้เู กีย่ วกับอาชีพทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น การ
จักสานตอกเป็นรูปร่างต่าง ๆ การสานกระดาษ การพับกระดาษ การวาดบนทราย หรือบนกระดาษตา
หมากรุก กิจกรรมเหล่าน้ีส่งเสริมให้เด็กระบายความประทับใจจากการได้รับของขวัญ นอกจากนี้เด็ก ๆ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "40

ยังมีสว่ นร่วมในการทากจิ กรรมในวงกลม และการเคล่ือนไหว การดูแลสวน และการเดินชมธรรมชาติทุก
สัปดาห์ โฟรเบลได้รวบรวมและจัดทาหนังสือเพลง ร้อยกรอง รูปภาพและการเล่นโดยใช้มือ สาหรับใช้
เป็นคู่มือครูและมารดาในการสอนเด็ก ให้เรียนรู้เก่ียวกับชุมชนของตนเองและมองเห็นคุณค่าของงาน
แนวคิดของเขาแพร่หลายไปทั่วประเทศเยอรมนี และลูกศิษย์ช้ันเย่ียมของเขาก็ได้นาแนวคิดไปเผยแพร่ใน
ต่างประเทศดว้ ย (นติ ยา ประพฤติกจิ , 2539, หน้า 4 – 6)

การศึกษาปฐมวยั ในประเทศองั กฤษ

การศึกษาปฐมวัยของประเทศอังกฤษได้เริ่มต้นมาต้ังแต่ศตวรรษที่ 18 โดยการจัดตั้งโรงเรียนเด็ก
เล็กของโรเบอร์ต โอเวน (Robert Owen) ท่ีเมืองแลนาร์ด (Lanark) ในปี ค.ศ.1816 แต่ในระยะน้ัน
การศึกษาปฐมวัยยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอังกฤษนัก อาจเป็นเพราะแนวปฏิบัติทางการศึกษาของ
โรงเรยี นเดก็ เล็กเหลา่ นน้ั เปลีย่ นแปลงไปเรือ่ ย ๆ ทาให้ผปู้ กครองไม่เหน็ ดว้ ยกบั แนวปฏบิ ตั ิทางการศึกษาจึง
งดส่งบุตรหลานไปโรงเรียน ปี ค.ศ.1870 ประเทศอังกฤษได้ออกพระราชบัญญัติการศึกษากาหนดให้เด็ก
ต้ังแต่อายุ 5 ปีข้ึนไปต้องเรียนหนังสือ สาหรับเด็กท่ีอายุต่ากว่า 5 ปีลงมา รัฐบาลมิได้เข้าไปดาเนินการ
อย่างจริงจัง เพียงแต่รัฐบาลสนับสนุนให้มีโรงเรียนบริบาลสาหรับเด็กอายุ 3 – 4 ปี ในปี ค.ศ.1944 มี
พระราชบัญญัตกิ ารศึกษากาหนดให้คณะกรรมการการศึกษาส่วนท้องถ่ิน ตระหนักถึงความต้องการในอัน
ที่จะจัดช้ันเด็กเล็กให้แก่เด็กอายุต่ากว่า 5 ปี จนกระท่ังถึงปี ค.ศ.1964 ได้มีการเปล่ียนแปลง
พระราชบัญญัติการศึกษาบางประการ ทาให้โรงเรียนเด็กเล็กเพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอกับความต้องการของ
ผปู้ กครอง และจะพิจารณาเดก็ ทีด่ อ้ ยโอกาสก่อน

หลักการและรปู แบบการจัดการศกึ ษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษได้รับอิทธิพลจากปรัชญาและแนวคิดของโฟรเบล รุสโซ
และโอเบอร์ลนิ ซง่ึ เนน้ วธิ กี ารเรียนรู้ด้วยตนเองโดยให้เด็กสารวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตประจาวัน ทา
ให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็นและมีความสุขในการเรียน การจัดการศึกษาในระดับนี้ยังไม่มีการ
กาหนดจุดมุ่งหมายหลักของการจัดการศึกษาอย่างชัดเจน แต่ถ้าพิจารณาจากการจัดบริการแก่เด็กจะมุ่ง
การเลย้ี งดเู ด็กโดยพัฒนาทางอารมณ์ สติปญั ญา และความคดิ สร้างสรรค์

รูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ มี

ลกั ษณะการจดั 2 รูปแบบ ดงั น้ี
1. โรงเรยี นบริบาล (Nursery school)
2. โรงเรียนสาหรบั เดก็ วัยแรก (Infant school)

1. โรงเรียนบริบาล (Nursery school) เป็นโรงเรียนท่ีจัดสาหรับเด็กอายุแรกเกิด – 5 ปี ท้ัง
ชายและหญงิ มจี านวนประมาณห้องละ 20 คน อัตราสว่ นระหวา่ งครตู ่อเดก็ คอื 1 : 3

จุดมงุ่ หมายของโรงเรยี นบรบิ าล คอื
1. พัฒนาการทางสงั คม อารมณ์ บคุ ลิกภาพและสตปิ ญั ญา
2. พฒั นาการใช้ภาษาซ่ึงเป็นพืน้ ฐานของความคดิ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "41

3. พฒั นาความคิดสรา้ งสรรค์
4. พฒั นาทักษะทีจ่ าเป็นในการดารงชวี ิต เชน่ ทกั ษะการชว่ ยเหลอื ตนเอง
การเรียนการสอนของโรงเรียนบรบิ าล เน้นความตอ้ งการของเดก็ เปน็ สาคัญ
และไม่มีการสอนท่ีเน้นเนื้อหาวิชาการ ถึงแม้ว่าเด็กจะมีอิสระในการเลือกทากิจกรรมตามความต้องการ
แตจ่ ะมีการสอดแทรกกจิ กรรมหรอื การเลน่ ที่ครูได้วางแผนอยา่ งดไี ว้แลว้ เขา้ ไปด้วย
2. โรงเรียนสาหรับเดก็ วยั แรก (Infant school) เปน็ โรงเรยี นท่ีจัดสาหรับเดก็ อายุ 5 – 7
ปี ท้ังหญิงและชาย การจัดกลุ่มเด็กในโรงเรียนสาหรับเด็กวัยแรกมี 2 แบบ แบบที่หนึ่ง เรียกว่าการจัด
กลมุ่ ตามลักษณะครอบครัว และแบบที่สอง เรยี กวา่ การจดั กลมุ่ แยกตามวยั ของครอบครวั
การจัดกลุ่มตามลักษณะครอบครัว (Family grouping หรือ Mixed – age grouping)
เป็นการจัดกลุ่มเด็กท่ีอายุต่างกันไว้ด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วยเด็กอายุตั้งแต่ 5 – 7 ปี ในชั้นเรียนเดียวกัน
การจดั กลมุ่ แบบนม้ี าจากพ้ืนฐานแนวคิดทวี่ ่า การเรยี นร้ทู ี่สาคัญทส่ี ดุ ของเด็กคือการได้พัฒนาภาษาที่ใช้ใน
ชีวิตประจาวัน และการท่ีเด็กต่างอายุกันอยู่ร่วมกันจะทาให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสามารถ
พฒั นาการใช้ภาษาอย่างรวดเรว็ ตามธรรมชาติไดด้ ีทีส่ ดุ
การจัดกลุ่มแยกตามวัยของครอบครัว (Transitional family grouping หรือ Age –
grouping) เปน็ การจดั กลุม่ แยกตามอายขุ องเด็ก โดยแยกเปน็ กลมุ่ เด็กเล็กและเดก็ โต การจัดกลุ่มแบบน้ี
ทาให้เด็กเล็กขาดการเรียนรู้และเลียนแบบจากเด็กโต และเด็กโตขาดโอกาสท่ีจะช่วยเหลือและดูแลเด็ก
เลก็ ทาให้ขาดโอกาสฝึกการเป็นผู้นา
จดุ มุ่งหมายของโรงเรยี นเดก็ วัยแรก
จดุ มุง่ หมายของโรงเรยี นเด็กวัยแรก คอื เนน้ พฒั นาการท่วั ไปของเด็ก ความต้องการของ
เด็ก และพยายามช่วยให้เดก็ แต่ละคนไดพ้ ฒั นาทุกด้านตามศักยภาพของตัวเดก็ เอง
การเรยี นการสอนของโรงเรียนเด็กวยั แรก การเรียนการสอนของโรงเรียนเด็กวัยแรกมี
จดุ มงุ่ หมายหลกั 3 ประการ คอื
1. ให้เด็กรู้จักหนังสือประเภทต่าง ๆ เช่น หนังสืออ่านเพ่ือความเพลิดเพลิน หนังสือ
อ่านเพือ่ ให้ความรู้ ฯลฯ
2. ให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เช่น ความคิดรวบยอด
เรื่องตัวเลข สญั ลักษณ์ การวดั การชั่ง การเปรยี บเทียบขนาด ฯลฯ
3. ใหเ้ ด็กสามารถใช้ภาษาทั้งการพดู และการเขียนได้คล่องแคล่ว
ดงั น้ันการเรยี นการสอนของโรงเรียนเด็กวยั แรกพอสรุปไดด้ ังน้ี
1. เน้นกจิ กรรมการเล่น ซง่ึ เดก็ สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เช่น เล่นเคร่ืองเล่นปีนป่าย
บ่อทราย เล้ียงสัตว์ เพาะปลูก เด็กอาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ ตารางเวลาเล่นนี้ไม่ได้บังคับ
เด็กมอี สิ ระเลอื กได้ตามความพอใจ
2. จัดกิจกรรมบูรณาการ เช่น จัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีทั้งสร้างสรรค์วิชาการ ศิลปะ
และพลศึกษาเข้าด้วยกนั เด็กจะไดเ้ รียนรูส้ ่งิ ต่าง ๆ รอบตัว ทาให้เดก็ มีประสบการณ์กวา้ งขวาง

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "42

3. จัดมุมประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้ในห้องเรียน เช่น มุมศิลปะ มุมอ่าน มุม
ห้องสมุด มุมบทบาทสมมุติ มมุ คณติ ศาสตร์ เป็นต้น

จุดม่งุ หมายของการจดั การศกึ ษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษไม่มีจุดมุ่งหมายหลักที่แน่นอน นอกจากจะมีหน่วยงานหรือ
สมาคมต่าง ๆ ได้เขียนเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาปฐมวัยไว้ แต่ทว่าก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่าง
แพร่หลาย สมาคมการศึกษาของคนงาน (Workers Educational Association) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมาย
ของการศกึ ษาปฐมวยั ไว้ดังนี้ คอื

1. เพือ่ เตรยี มให้เดก็ สามารถท่ีจะส่ือสารกับผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม อกี ทัง้ ให้เด็กไดม้ ี
โอกาสเล่นเครือ่ งเลน่ ตา่ ง ๆ โดยการดแู ลจากคนทมี่ คี วามรแู้ ละทักษะเป็นอย่างดี

2. เพอ่ื เป็นการฝกึ โอกาสให้เด็กได้ตดิ ตอ่ กับบุคคลภายนอก นอกจากบคุ คลในครอบครวั
ของตนเองรวมท้งั สรา้ งสมั พนั ธท์ ดี่ ีกบั บคุ คลภายนอก

3. เพอ่ื ใหเ้ ด็กไดร้ บั การเลย้ี งดจู ากบุคคลท่ีมีความสามารถและได้รบั การฝกึ ฝนมาอยา่ งดี
4. เป็นการชว่ ยเหลอื เดก็ ทมี่ ีความต้องการพเิ ศษ เช่น เดก็ ทต่ี ้องอยูค่ นเดียวในตกึ สงู ๆ
เดก็ ทพ่ี ่อแม่ต้องออกไปทางาน เด็กท่ีมีพ่ีน้องมาก เด็กที่มาจากส่ิงแวดล้อมท่ีเลวร้าย เด็กพิการ เด็กที่มา
จากครอบครัวทอ่ี พยพมาจากที่อืน่ เป็นตน้
อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาท่ีจุดมุ่งหมายหลักใหญ่ ๆ อาจเห็นเป็นวิวัฒนาการอย่างท่ีแพร่ีและอา
เธอร์ (Parry and Archer : 1972) ไดก้ ล่าวไวว้ า่

จดุ มุ่งหมายในปี ค.ศ.1918 มุ่งที่การเล้ียงดูเด็ก
จุดม่งุ หมายในปี ค.ศ.1939 มุ่งท่กี ารพฒั นาทางอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์
จดุ ม่งุ หมายในปี ค.ศ.1967 มุ่งทก่ี ารพฒั นาทางสติปญั ญา
เน่อื งจากการศกึ ษาปฐมวยั ไมม่ ีจุดม่งุ หมายที่เปน็ หลกั แนน่ อน ดงั น้ันจุดมุ่งหมายในแต่ละโรงเรียน
ย่อมจะต้องแตกต่างกันไปบ้าง ซึ่งความแตกต่างน้ันย่อมเป็นผลมาจากอิทธิพลของครูใหญ่และผู้ปกครอง
ของเด็กในทอ้ งถ่นิ น้ันเอง สว่ นรัฐบาลมุง่ ทีก่ ารดแู ลสขุ ภาพและโภชนาการที่โรงเรียนจัดให้แก่เด็กเป็นหลัก
เทา่ น้ัน

หลักสตู รและการจดั การศกึ ษาปฐมวัย
โรงเรียนบรบิ าล

โรงเรียนหรือช้ันบริบาลในประเทศอังกฤษนั้น เน้นหนักไปในทางกิจกรรมการเล่นสาหรับเด็ก
สาหรับตวั ครแู ลว้ มักปลอ่ ยใหส้ อนไปตามสญั ชาตญิ าณของตนเอง ครูจะตอ้ งเป็นผนู้ าในการเล่นของเด็กทั้ง
ในร่ม และกลางแจ้ง โดยใช้อุปกรณ์ทแี่ ตกตา่ งหลากหลาย

การศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันเน้นให้ครูและพยาบาลผู้ดูแลได้ตระหนักและเข้าใจวิธีการใช้ภาษา
ของเด็ก เพื่อจะช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะการคิดของเขาได้กว้างขวาง กิจกรรมท่ีจัดข้ึนจะต้องคานึงถึง
ความตอ้ งการทางสงั คม ทางอารมณ์ และจะต้องนาไปสู่การพัฒนาสติปัญญาด้วยการเล่นของเด็กจะต้องมี
จุดประสงค์ทีจ่ ะชว่ ยใหเ้ กิดการเรียนรู้ ครูจะตอ้ งจัดเวลาในการสอนทักษะท่ีจาเป็นให้แก่เด็ก ถึงแม้ว่าเด็ก

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "43

จะมีอิสระทจี่ ะเลอื กทากจิ กรรมใด ๆ ตามท่ีเดก็ ตอ้ งการ แต่ก็จะต้องมีการสอดแทรกกิจกรรมหรือการเล่น
ท่ีครูได้วางแผนไว้อย่างดีแล้วเข้าไปด้วย ทุก ๆ วันครูจะต้องจัดสภาพส่ิงแวดล้อมท่ีจะเอ้ือให้เด็กมีโอกาส
ได้สารวจ ค้นคว้ากับสิ่งของวัตถุต่าง ๆ ได้รู้จักรูปร่างรูปทรง ได้สัมผัสผิวของสิ่งต่าง ๆ แปลก ๆ รู้จักสี
ได้ยินเสียงต่าง ๆ โรงเรียนถือเป็นจุดประสงค์หลักที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาบุคลิกภาพไปในทางท่ีพึง
ประสงค์ ใหร้ จู้ ักพ่ึงตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่นและในเวลาเดียวกันก็ให้ความร่วมมือกับ
ผู้อ่ืนด้วย ส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ีจะช่วยปูพื้นฐานสาหรับการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษา โดย
เน้นทกี่ ารมคี วามคิดสรา้ งสรรคด์ ว้ ย ทั้งนีม้ ิไดห้ มายความว่าโรงเรียนบริบาลเหล่านี้ จะเตรียมความพร้อม
สาหรบั ให้เด็กได้ไปเรยี นตอ่ การศกึ ษาภาคบังคบั อย่างเดียว ในขณะที่โรงเรียนเหล่านีอ้ ยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็น
เอกเทศ ชั้นบริบาลในโรงเรียนประถมกป็ ระสบปญั หาที่อาจจะตอ้ งปิดตัวเองลงในเวลาต่อไป

ในโรงเรียนหรือช้ันบริบาลจะไม่มีการเรียนการสอนเป็นเร่ืองเป็นราว เด็ก ๆ จะได้สนุกสนานกับ
การฟังนทิ าน ดนตรี โคลงกลอนและเลน่ ตามธรรมชาติ เด็ก ๆ จะเล่นตามใจชอบ จะเล่นคนเดียว หรือ
จะเล่นกับคนอื่น ๆ ก็ได้ เล่นในร่มหรือออกไปกลางแจ้งก็แล้วแต่จะเลือก มีกิจกรรมสาหรับฝึกออกกาลัง
กายโดยใช้เครื่องเล่นต่าง ๆ สาหรับปีนป่าย มีสระน้า มีสนามทรายไว้ให้เด็กได้เล่นฝึกทดลองต่าง ๆ
อุปกรณ์หลายอย่างจัดไว้สาหรับเด็ก ๆ จะได้ค้นพบความรู้ใหม่ ๆ เป็นการปูพื้นฐานสาหรับการเรียน
วทิ ยาศาสตร์ตอ่ ไป แทง่ ไม้และอิฐบลอ็ กใชส้ าหรบั ใหส้ รา้ งหรอื ตอ่ รูปต่าง ๆ ดินเหนียว สีและดินสอเทียนก็
มีจดั ไวใ้ หส้ าหรบั พฒั นาความสามารถในทางศิลปะของเด็ก

หนังสือท่ีเลือกมาอย่างดีแล้วจะช่วยส่งเสริมจินตนาการและความสามารถทางภาษาของเด็กได้
เป็นอย่างดี วรรณคดีต่าง ๆ ก็เป็นอุปกรณ์ท่ีสาคัญมากสาหรับการเรียนรู้ของเด็ก ตุ๊กตาเครื่องเรือน
จาลอง และของเลน่ ต่าง ๆ ชว่ ยเสรมิ สร้างทักษะทางสงั คมและครอบครัว ของเล่นที่เป็นภาพตัดต่อต่าง ๆ
ปริศนาคาทาย ล้วนนามาใช้ประโยชน์ในการเพ่ิมประสบการณ์และการค้นพบใหม่ ๆ ของเด็กท่ีจะช่วยใน
การปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับสภาพแวดลอ้ มได้

โรงเรียนสาหรับเด็กวยั แรก

โรงเรยี นสาหรับเดก็ วยั แรกจะเนน้ โดยตรงเกีย่ วกบั พฒั นาการทวั่ ๆ ไปของเด็ก โดยพิจารณาความ
ตอ้ งการของเด็ก และพยายามช่วยให้เด็กแต่ละคนได้เจริญพัฒนาไปในทุกด้านตามศักยภาพของเด็กอย่าง
เตม็ ทีใ่ นการเปดิ โอกาสให้เด็กมปี ระสบการณ์อย่างกว้างขวาง โรงเรียนได้จัดให้เขาได้ทดลองกับวัตถุต่าง ๆ
เช่น ทราย น้า ดินน้ามัน สีและแท่งไม้ เด็ก ๆ จะใช้แท่งไม้บล็อกก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ แสดงละครตาม
จินตนาการของตน ฟังนิทาน ฟังดนตรีท่ีเขาชอบ กิจกรรมเหล่าน้ีในบางคร้ังจะบูรณาการเข้าด้วยกันกับ
การอา่ น การเขยี นหรอื กบั คณติ ศาสตร์ง่าย ๆ

โรงเรียนสาหรับเด็กวัยแรกบางแห่งจะมีวันหน่ึงท่ีเรียกว่า “วันบูรณาการ” (The integrated
day) เป็นวันที่การสอนประจาวันจะรวมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีทั้งสร้างสรรค์ วิชาการ ศิลปะ และพละเข้าไว้
ด้วยกัน นักเรียนทุกคนได้รับบริการของโรงเรียน ห้องเรียนก็เปล่ียนไปเป็นห้องทางานและเด็ก ๆ
สามารถจะทางานของตนได้ตามลาพังหรือจะไปรวมกลุ่มกับคนอื่นก็ได้ แผนการสอนแบบบูรณาการนี้จะ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "44

จัดกจิ กรรมต่าง ๆ ใหเ้ ด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากส่ิงที่ล้อมรอบตัวเด็กอยู่ เด็กจะพอใจและกระตือรือร้นมากที่จะ
คน้ ควา้ หาคาตอบด้วยตนเอง เต็มใจท่จี ะทาในสง่ิ ทย่ี ากและทา้ ทายไดอ้ ย่างประสบความสาเร็จ

แผนการสอนแบบบูรณาการยังช่วยสง่ เสริมใหเ้ ดก็ ไดใ้ ช้ความคิดเก่ียวกับสิ่งต่าง ๆ ได้พัฒนาการใช้
ภาษา และมีประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมากมาย ทาให้การศึกษาเล่าเรียนเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง
นอกจากนั้นยังอานวยความสะดวกในเรื่องวัสดุอุปกรณ์หรือเคร่ืองมือทดลองต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ใช้อย่าง
พอเพยี ง

เดก็ ๆ จะใช้เวลาในการสารวจการเรียนรู้ในสิ่งท่ีเรียนแต่ละเรื่อง อย่างสนอกสนใจโดยใช้เวลาไม่
มากนกั การใหโ้ อกาสเดก็ ๆ ได้มีประสบการณ์น้ีจะไม่กาหนดเวลาตายตัว เด็กจะได้เรียนรู้หลาย ๆ ด้าน
บางครั้งอาจจะทากิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิและความสนใจอย่างมาก บางครั้งก็จะได้เล่นหรือทาอะไรที่
สบาย ๆ สนกุ สนาน ซง่ึ จะโยงตอ่ เน่ืองไปยังกจิ กรรมอ่ืน ๆ ตอ่ ไป

ครูจะเป็นผู้จัดหากิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กทา โดยบูรณาการเข้ากับกิจกรรมของตัวเด็กเอง แต่ก็ยัง
ยึดปรัชญาที่ว่า ลักษณะของกิจกรรมท้ังหลายจะต้องเป็น “การเล่น” เสมอ ความจริงแล้วสาหรับเด็กใน
วัยน้ี จะเล่นหรือเรียนก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก และเด็กเองก็ยังแยกไม่ออกด้วยซ้าระหว่างวิชาต่าง ๆ ที่
เรยี นไป

เมื่อเด็กมาถึงโรงเรียนในตอนเช้า ก็จะเห็นรายการกิจกรรมต่าง ๆ สาหรับวันน้ันเขียนไว้บน
กระดาน เด็ก 6 คนอาจจะไปน่ังรวมกลุ่มกันอ่านหนังสือที่มุมอ่าน เด็กอีก 6 คนอาจจะไปท่ีมุมห้องสมุด
และอีก 6 คน อาจจะไปทม่ี มุ เลน่ แต่งตัว เด็ก ๆ มีสิทธ์ิจะเลือกกิจกรรมของตัวเองและทาไปจนกว่าจะได้
ผลงานทีพ่ อใจ

สาหรับความต่อเนื่องของความคิดรวบยอดในการแบ่งกลุ่มแบบครอบครัวนั้น คือในการจัด
ห้องเรียนจะไม่มีโต๊ะเดี่ยว ๆ และเด็กก็จะไม่ต้องน่ังตามท่ีประจา ห้องเรียนจะจัดในลักษณะเอาโต๊ะมาต่อ
กันและใช้ตู้หนังสือล้อมเป็นส่วน ๆ ไม่มีโต๊ะครู ครูจะเดินดูไปท่ัว ๆ ตามโต๊ะต่าง ๆ และช่วยเหลือเด็กท่ี
ตอ้ งการคาแนะนาเปน็ รายบคุ คล

หน่วยงานรับผดิ ชอบ

ประเทศอังกฤษมีหน่วยงานที่ดแู ลรับผดิ ชอบเดก็ ตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี อยู่ 3 หน่วยงาน คือ
1. กระทรวงศึกษาธิการและแรงงาน (Department For Education And
Employment) ดูแลรับผิดชอบโรงเรียน ซึ่งจะมีรัฐมนตรีผู้ควบคุมทางด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์
เป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลการบริหาร กระทรวงนี้จัดตั้งข้ึนในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1995 โดยการ
รวมกระทรวงศึกษาธิการเดิมและเกือบทั้งหมดของกระทรวงแรงงานเดิมเข้าด้วยกัน ส่วนในการ
ดาเนินงานจะมีคณะกรรมการการศึกษาส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่นท่ีได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบด้าน
การศึกษา ปฏิบัติงานโดยได้รับคาแนะนาจากเจ้าหน้าท่ีที่เช่ียวชาญทางการศึกษา อานาจการควบคุม
และการบริหารโรงเรียนจะอยู่ท่ีครูใหญ่ทั้งหมด ในประเทศอังกฤษครูใหญ่จะมีอิสระและอานาจในการ
บรหิ ารโรงเรียนของตนมากกวา่ ครใู หญ่ในประเทศอนื่ ๆ สว่ นหนว่ ยงานกรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์น้ัน
ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกย่ี วขอ้ งกับหลักสูตรหรือวิธีการสอน หรือแม้แต่เข้ามาควบคุมดูแลเกี่ยวกับเน้ือหาหรือ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "45

ลักษณะของหนงั สือท่ีอนุญาตให้โรงเรียนใช้เลย แต่จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมประสิทธิภาพในการ
สอน และการส่งเสริมมาตรฐานของโรงเรียนโดยการจดั หาครูทชี่ านาญมานเิ ทศการสอน

2. กรมอนามัยและสวัสดิการสังคม (Depaartment Of Health And Social Security) จะมี
หน้าท่ีดูแลสถานรับเล้ียงเด็กสาหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ซ่ึงเป็นสถานท่ีในลักษณะให้การเล้ียงดูเป็นส่วน
ใหญ่จึงเป็นหน้าท่ีสนองความต้องการและความจาเป็นของมารดาที่จะต้องทางานนอกบ้าน มารดาที่ไม่
สามารถเลยี้ งดูบตุ รด้วยตนเอง และเดก็ ๆ ทมี่ าจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อสขุ ภาพ

3. องค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่น (Local Education Authorities) มีหน้าท่ีรับผิดชอบใน
การกาหนดและจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียน ภายในแผนการบริหารโรงเรียนท้องถิ่น ซ่ึงได้แก่
โรงเรียนของเขต และโรงเรียนอาสาสมัคร โดยองค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่นจะต้องมอบอานาจอย่าง
น้อยร้อยละ 85 ของงบประมาณท่ีเป็นไปได้ของโรงเรียนตามท่ีกาหนดไว้ให้แก่โรงเรียน งบประมาณของ
แตล่ ะโรงเรียนได้รบั การจัดสรรตามสูตรทอ่ี งคก์ ารบรหิ ารการศึกษาท้องถ่ินกาหนดโดยได้รับการอนุมัติจาก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงส่วนใหญ่งบประมาณท่ีให้จะกาหนดจากจานวนนักเรียน และ
โรงเรยี นมีอสิ ระทจี่ ะตัดสนิ ใจใชจ้ ่ายงบประมาณไดอ้ ย่างเต็มท่ี

บคุ ลากรดาเนินการ

ครูระดับการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษนั้นจะเป็นครูที่ได้รับการฝึกฝนเป็นเวลา 3 ปี ใน
มหาวิทยาลยั หรือวิทยาลัยก่อนทจ่ี ะไดร้ บั ประกาศนยี บัตรการศึกษาระดบั ธรรมดา หลังจากน้ันครูเหล่าน้ีก็
จะต้องทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลาอีก 1 ปี จึงถือได้ว่าเป็นครูท่ีมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กาหนดไว้
(ประภาพรรณ สุวรรณศุข, 2547, หน้า 84) โดยครูมีเงินเดือนประจาตามสัญญาท่ีทาไว้กับรัฐ แต่ไม่ใช่
ข้าราชการ ครูที่สอนอยู่ในระดับเด็กเล็กหรือโรงเรียนเด็กวัยแรกน้ันจะมีฐานะและได้รับเงินเดือน
เช่นเดียวกับครูในโรงเรยี นประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษา ทม่ี ีคณุ วฒุ กิ ารศึกษาเท่ากัน โดยรัฐให้อานาจแก่
คณะกรรมการการศึกษาส่วนทอ้ งถิ่นทไ่ี ด้รบั เลอื กตงั้ ในการแต่งตงั้ ครูใหญ่และเลือกจ้างครูผู้สอน นอกจาก
ครูแล้วยังมีพยาบาลสาหรับเด็กเล็กซ่ึงเป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนเด็กเล็ก หรือในชั้นเด็กเล็กหรือชั้นเด็กวัย
แรก ซงึ่ ผชู้ ว่ ยครเู หลา่ นีจ้ ะต้องมอี ายุเกนิ กว่า 18 ปี และไดร้ บั การฝึกอบรมเป็นเวลาอีก 2 ปี ส่วนใหญ่เป็น
การฝึกโดยการกระทา ในขณะเดียวกันผู้หญิงท่ีสงู อายแุ ละเคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กอาจทาหน้าท่ี
เป็นผูช้ ่วยครไู ด้ โดยจะต้องไดร้ ับการฝกึ เป็นเวลาอีก 1 ปี

การศึกษาปฐมวัยในประเทศสวเี ดน

ประเทศสวีเดนเป็นประเทศหน่ึงในยุโรปซึ่งให้ความสาคัญกับการศึกษาปฐมวัย โดยมีกฎหมาย
รองรับอย่างมีประสิทธิภาพ มีการตั้งวิทยาลัยครูอนุบาลและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี
การศึกษาปฐมวัยในประเทศสวีเดนเกิดข้ึนจากการเปล่ียนแปลงสภาพสังคมภายหลังการเกิดสงครามโลก
ครั้งท่ี 2 สตรีซึ่งแต่เดิมเคยทางานในบ้านเล้ียงดูลูก มีความจาเป็นจะต้องออกไปทางานนอกบ้านเพื่อ
ช่วยเหลือเศรษฐกิจในครอบครัว การเล้ียงดูเด็กจึงต้องมีหน่วยงานอ่ืนเข้ามาช่วยดูแล ทาให้เกิดบริการ
การอบรมเล้ยี งดใู นรูปแบบตา่ ง ๆ ข้นึ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "46

อัลวา ไมล์ดาล (Alva Myrdal) เป็นผู้บุกเบิกทางการศึกษาปฐมวัยของสวีเดน ได้ก่อต้ังวิทยาลัย
ครอู นบุ าลแห่งแรกข้นึ ในกรุงสต๊อกโฮล์ม เพ่ือให้การฝึกอบรมแก่บุคลากรท่ีทางานในโรงเรียนอนุบาล ซ่ึง
ต่อมาในปี ค.ศ.1960 ได้มีการจัดวางโปรแกรมการปฏิบัติงานในโรงเรียนอนุบาลเพ่ือปฏิรูปและส่งเสริม
การศกึ ษาสาหรับเด็กวัยก่อน 7 ปี โดยรัฐบาลได้จดั ต้ังคณะกรรมการเพือ่ ดาเนนิ การในเรื่องนี้

หลกั การและรปู แบบการจัดการศกึ ษาปฐมวยั

การจัดการศึกษาปฐมวัยของสวีเดนนั้นจัดขึ้นเพื่อบริการแก่ครอบครัวท่ีสมาชิกต้องออกไปทางาน
นอกบา้ น โดยใหก้ ารดูแลเอาใจใสเ่ ด็กเปน็ อยา่ งดี มีการจัดสภาพแวดลอ้ มท่ีใกล้เคียงกับบ้านมากกว่าท่ีจะ
เป็นโรงเรียน การจดั การศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศสวีเดนมรี ปู แบบดังน้ี

1. โรงเรยี นอนุบาล (The Kindergarten) ตัง้ ขึน้ เพื่อเป็นสถานดูแลและให้การศึกษาแก่
เด็กวัยอนุบาลเพื่อช่วยเหลือให้เด็กปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ โรงเรียนจะรับเด็ก 2 รอบ รอบแรกคือ
เวลา 09.00 – 12.00 น. และรอบหลังคือเวลา 14.00 – 17.00 น. รับเด็กอายุตั้งแต่ 4 – 6 ปี แต่อาจจะ
ยืดหยุ่นไปในแต่ละท้องถ่ิน คือ ถ้าท้องถิ่นใดมีเด็กมากจะรับเด็กอายุมาก คือ 6 ปีก่อน เพ่ือจะได้เข้า
เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เม่ือย่างขวบเข้าอายุ 8 ปี ส่วนในท้องถ่ินใดมีเด็กไม่มากนัก ก็อาจจะ
พิจารณารับเดก็ อายุ 3 ปีกอ่ น

2. สถานเล้ียงเด็ก (Nursery) ต้ังขึ้นเพื่อช่วยเหลือมารดาท่ีออกไปทางานนอกบ้าน มีรูปแบบ
การให้บริการคอื
2.1 สถานเลยี้ งเดก็ กลางวัน (Day nursery) รับเดก็ อายุ 6 เดือน – 7 ปี ศูนย์เหล่าน้ีจะ

ทางานเวลา 06.30 -19.00 น. ในวนั ธรรมดาและเวลา 06.30 – 14.30 น. ในวนั เสาร์ ส่วนในวนั อาทติ ย์ปดิ
2.2 สถานเล้ียงเด็กแบบครอบครัวในเขตเทศบาล (Municipal family day nursery)

เป็นสถานเล้ียงเด็กท่ีจัดขึ้นในบ้านโดยได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารท้องถ่ิน งานส่วนใหญ่คือการเลี้ยงเด็ก
นอกจากนยี้ ังรบั ดแู ลเด็กท่มี ปี ัญหาทางด้านสุขภาพดว้ ย

2.3 สถานเล้ยี งเด็กในเขตเกษตรกรรม (Farming day nursery) รับดูแลเด็กอายุ 1 – 7
ปี ที่ผู้ปกครองต้องออกไปทางานในนาระหว่างฤดูเก็บเกี่ยว เป็นการให้บริการดูแลเด็กเต็มวัน ดาเนินการ
โดยการบริหารส่วนจงั หวัด

2.4 สถานเล้ียงเด็กเวลาบ่ายหรือศูนย์นันทนาการ (Afternoon nursery recreation
center) จะเปิดให้บริการเด็กต้ังแต่เวลา 16.00 น. ทุก ๆ วัน เว้นวันสุดสัปดาห์หรือวันปิดเทศกาลต่าง ๆ
โดยรบั ดูแลเดก็ ทีท่ างบ้านไม่มใี ครดูแลหลงั จากที่โรงเรยี นอนุบาลเลิกแล้ว

จดุ มงุ่ หมายของการจดั การศกึ ษาปฐมวยั

1. เพือ่ สนับสนุนสง่ เสรมิ พัฒนาการของเด็กตอ่ จากทางบา้ น จัดสภาพแวดล้อมใหส้ มบูรณ์ที่สุดที่
เด็กจะได้พัฒนาท้ังทางด้านสังคม อารมณ์ ร่างกายและสติปัญญา รวมท้ังการพัฒนาทางบุคลิกภาพ
มีทัศนคติท่ีดีต่อตนเองและมีอิสระท่ีจะเรียนรู้ในส่ิงต่าง ๆ เด็กทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังให้เกิดความ
ม่นั คงภายใน และทาใหเ้ ขาได้เรียนรู้ในการท่ีจะมีความสัมพันธ์กับผู้อ่นื ด้วย

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "47

2. เพื่อให้ได้รับการฝึกให้รู้จักมารยาทที่ดี ให้มีทักษะในการช่วยเหลือตนเอง การพัฒนา
กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก การเคารพกฎระเบียบต่าง ๆ ของส่วนรวม และความสามารถในการ
ตดิ ต่อสือ่ สารกบั ผู้อนื่ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

หลกั สตู รและการจดั การศกึ ษาปฐมวยั

หลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศสวีเดนมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของ อาร์
โนล กีเซล (Arnold Gesell) เพียเจต์ (Jean Piaget) และอีริค อีริคสัน (Erik Erikson) คือครูจะต้อง
เรียนรู้เก่ียวกับอัตราและข้ันตอนของพัฒนาการของเด็กท่ัว ๆ ไป และจะใช้วิธีการสอนท่ีมีส่วนคล้ายคลึง
กับโรงเรียนเด็กเล็กของอังกฤษ ท่ีเรียกว่า วิธีสอนแบบค้นพบด้วยตนเอง (Discovery method)
จุดประสงค์ในการสอนก็เพ่ือกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในสิ่งแวดล้อมท้ังทางสังคมและทางกายภาพให้
มากขน้ึ และในสภาพแวดลอ้ มท่ปี ราศจากความกดดันเชน่ น้ีจะชว่ ยใหเ้ ดก็ ได้คน้ พบและเรียนรู้เก่ียวกับโลก
ของตนเอง ไม่ได้เน้นการเตรียมเด็กอย่างที่เป็นเรื่องเป็นราว และมีการเตรียมสาหรับการสอนอย่างจริงจัง
น้อยมาก เด็ก ๆ จะมีอิสระท่ีจะทดลองสิ่งต่าง ๆ ท่ีสนใจได้โดยมีผู้ใหญ่คอยดูแลและให้คาแนะนาเม่ือ
ต้องการเขาจะไดร้ บั การเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มในทกั ษะตา่ ง ๆ ที่จาเป็นสาหรับการเข้าร่วมในสังคมกับเพื่อน ๆ
รุ่นราวคราวเดียวกันหรือกับคนอื่น ๆ รอบ ๆ ตัว จุดมุ่งหมายที่สาคัญของหลักสูตรก็คือ ให้เด็กได้มี
พัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพมีทัศนคติท่ีดีต่อตนเองและมีอิสรเสรีที่จะเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการ
ช่วยพฒั นาเด็กทัง้ ทางสงั คม อารมณ์ รา่ งกายและสติปัญญา วิชาที่จะใช้สอนให้แก่เด็ก ได้แก่ ทักษะการ
ช่วยเหลอื ตนเอง การพฒั นากลา้ มเนื้อใหญแ่ ละกลา้ มเนอื้ เล็ก การเคารพกฎระเบียบ ข้อห้ามต่าง ๆ และ
ความสามารถในการติดต่อส่ือสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนจะเรียนในอาคารชั้นเดียว ซ่ึง
ออกแบบสร้างขึ้นเป็นพิเศษสาหรับเด็กแต่ละกลุ่มอายุ มีเคร่ืองเล่นและอุปกรณ์การเรียนรู้ไว้อานวยความสะดวก
กับเดก็ ด้วย

หนว่ ยงานทีร่ บั ผดิ ชอบ

การจัดการศึกษาปฐมวัยในสวีเดนรัฐบาลสนับสนุนให้บรรดาผู้นาในท้องถิ่นอาสาสมัครเข้ามา
ดาเนินการ หน่วยงานที่มีอานาจสูงสุดทางการศึกษาปฐมวัย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและสังคม
(Ministry of health and social affairs) ได้แต่งต้ังคณะกรรมการสาธารณสุขและ สวัสดิการแห่งชาติ
ให้เป็นผู้ดูแลและคอยให้คาแนะนาในการดาเนินงานของโรงเรียนอนุบาล การบริหารจะแบ่งออกเป็น
มณฑลและทอ้ งถน่ิ โดยมผี รู้ บั ผิดชอบคอื คณะกรรมการบริการสงั คม ซ่ึงเป็นสาขาของเทศบาลท้องถิ่นเป็น
ผดู้ แู ลรับผิดชอบสถานรับเลยี้ งเดก็ และศนู ย์ท้ังหมด (สานกั งานคณะกรรมการวิจัยแหง่ ชาต,ิ 2534, หนา้ 186)

บคุ ลากรดาเนนิ การ

ในประเทศสวีเดนมีการตั้งวิทยาลัยครูอนุบาลเป็นวิทยาลัยเอกเทศเฉพาะ หลักสูตรการศึกษาจะ
เน้นหนักไปทางวชิ าการ ซงึ่ จะเปน็ สวัสดกิ ารแก่เดก็ ปฐมวัยโดยเฉพาะ โดยไม่เลอื กว่าเดก็ น้นั อย่ใู นสภาพใด
วทิ ยาลยั ครูอนุบาลจึงผลติ นกั ศึกษาเพ่ือรบั ผิดชอบทางสวสั ดิการของชุมชนเกยี่ วกบั เด็กต้ังแต่แรกเกิดจนถึง
7 ปีท่ัวประเทศทั้งในและนอกโรงเรียน รวมทั้งในสถานเลี้ยงดูเด็กอ่อนของรัฐหรือสมาคมองค์กรต่าง ๆ
ดงั นั้นครอู นบุ าลของสวีเดนจงึ ได้รับการอบรมและฝกึ ฝนมาเป็นอยา่ งดี ครูจะผ่านการศึกษา 2 – 4 ปี จาก

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "48

วทิ ยาลยั รัฐบาลจะจา่ ยเงินเดอื นครูตามวุฒิ โรงเรยี นที่เปิดสอนเตม็ วันจะต้องมีครูใหญ่และครูอนุบาลห้อง
ละ 2 คน อัตราส่วนของครูต่อเด็กอายุเกิน 2 ปีจะเป็น 1 : 5 ถ้าเป็นเด็กทารกอัตราส่วนจะเป็น 1 : 4
และย่ิงถ้าเป็นเด็กท่ีจะต้องดูแลเป็นพิเศษอัตราส่วนก็จะยิ่งต่าลงอีก ในกรณีที่ขาดแคลนครูอนุบาล
โรงเรยี นจะต้องพยายามจัดหาพยาบาลแผนกเด็กมาประจาการแทน สาหรับโรงเรียนท่ีเปิดสอนไม่เต็มวัน
อตั ราสว่ นของครูตอ่ เดก็ จะเปน็ 1 : 40 สาหรับเด็กอายุ 5 – 6 ปี และ 1 : 30 สาหรับเด็กท่ีอายุน้อยลงมา
อัตราส่วนสาหรับบางโรงเรยี นทมี่ ีการจัดแบบสบาย ๆ คือ 1 : 5

สาหรับในสถานเลี้ยงเด็กแบบครอบครัวจะมีมารดาทางานในการช่วยดูแลเด็ก มารดาเหล่านี้
จะต้องผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการอบรมเล้ียงดูเด็ก เพ่ือจะได้มีความรู้และประสบการณ์เพ่ิมมากข้ึน
ด้วย สถานเลี้ยงเด็กหรือศูนย์เล้ียงเด็ก จะมีคณะทางานที่ประกอบไปด้วย ผู้อานวยการหรือครูใหญ่ ครู
อนบุ าล พยาบาล คนครัวและภารโรง (Muecller, 1971 อ้างถึงในสานกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ,
2534, หน้า 186)

การศึกษาปฐมวยั ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งมีความเจริญท้ังทางด้าน
เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาเป็นอย่างมาก การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ
สหรัฐอเมริกานั้นประกอบด้วยแนวคิดหลายรูปแบบและหลายบุคคล จึงมีรูปแบบการจัดการศึกษาท่ี
แตกต่างกนั ออกไป

ประวัตคิ วามเป็นมา

ในปี ค.ศ.1885 Mrs. Carl Schurz ลกู ศษิ ย์เอกของโฟรเบล ไดก้ ่อตั้งโรงเรียนปฐมวัยแห่งแรกขึ้น
ณ เมืองวอเตอร์ทาวน์ในรัฐวิสคอนซิน โรงเรียนน้ีใช้ภาษาเยอรมันในการสอนและใช้บ้านของเธอเป็นท่ี
เรยี น ต่อมาเธอไดพ้ บกับ มิสอลซิ าเบต พีบอด้ี ที่เมืองบอสตัน และได้เล่าเกี่ยวกับการปฐมวัยตามหลักของ
โฟรเบล ดังน้ัน ในปี ค.ศ.1860 พีบอดี้ ได้จัดตั้งโรงเรียนปฐมวัยขึ้นในเมืองบอสตัน นับว่าเป็นโรงเรียน
ปฐมวยั เอกชนแหง่ แรกทสี่ อนโดยใช้ภาษาองั กฤษและใชห้ ลกั การของโฟรเบลในการสอน

ในปี ค.ศ.1873 ถือว่าเป็นปีสาคัญในประวัติการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ Susan E.
Blow กับ William T. Harris ได้ก่อต้ังโรงเรียนปฐมวัยของรัฐข้ึนเป็นแห่งแรกในเมืองเซนต์หลุยส์ มลรัฐ
มิสซูรี่ และได้รับความสาเร็จอย่างมาก จนทาให้โรงเรียนประถมศึกษาของรัฐหลายโรงได้จัดให้มีชั้น
ปฐมวัย (Kindergarten) ข้ึนและมีถึง 53 โรง ในปี ค.ศ.1879 ได้มีชั้นปฐมวัยเพิ่มข้ึนในมลรัฐต่าง ๆ
ประมาณ 30 รัฐ

ในช่วงท่ีมีการใช้แนวคิดของโฟรเบล ในการสอนเด็กปฐมวัยในสหรัฐอเมริกาน้ันได้เกิดมีผู้สงสัย
และปฏิวัติหลักการและอุปกรณ์ตามแบบของโฟรเบล เธอผู้น้ีคือ แพทต้ี สมิทธ ฮิลล์ (1868 – 1946) ซึ่ง
เป็นครสู อนเดก็ ยากจนในเมืองหลุยสว์ ิลล์ มลรัฐเคนตกั๊ กี้

ฮิลล์ ได้รับอิทธิพลจากหลักการและวิธีการของ จี สเตนเลย์ ฮอลล์ ในเรื่องการใช้แบบสอบถาม
การใช้ระเบียนพฤติการณ์ (Anecdotal Records) การเน้นการพัฒนากล้ามเน้ือใหญ่ก่อนกล้ามเนื้อเล็ก

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "49

การจัดหาเคร่ืองเล่นท่ีมีขนาดใหญ่ขึ้น การให้เด็กมีกิจกรรมและเสรีภาพมากข้ึน และที่สาคัญถือว่าด้าน
อารมณ์เปน็ พ้นื ฐานท่สี าคญั กวา่ ดา้ นสติปญั ญาของเด็ก

โรงเรียนของฮิลล์ มีชื่อเสียงแพร่หลาย มีผู้เย่ียมชมจานวนมาก รวมท้ัง จอห์น ดิวอี้ ด้วย ฮิลล์ ได้
นาหลักการของ ดิวอี้ มาใช้ในโรงเรียนของเธอด้วย เช่น การสร้างห้องเรียนให้มีบรรยากาศเหมือนบ้าน
นักเรียนเป็นผู้วางแผนกิจกรรมเอง ปฏิบัติตามแผนและประเมินผลเอง การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และ
การใหเ้ วลาเดก็ อย่างเพียงพอ เพ่ือส่งเสริมการสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก นอกจากนี้ ฮิลล์ ยังใช้
การสังเกตพฤติกรรม การจดบันทึก การจัดหาบล็อกขนาดใหญ่ เครื่องปีนชนิดใหญ่ การเล่นกลางแจ้ง
และสิ่งของต่าง ๆ ท่ีส่งเสริมการเล่นสมมติและการให้เวลาเด็กเล่นอย่างเสรีด้วย ฮิลล์ ถือว่ากระบวนการ
(Process) ท่ีเด็กทากิจกรรมมีความสาคัญกว่าผลงาน (Product) ของเด็ก (Lundsteen & Tarrow,
1981)

จากการที่ ฮิลล์ หันมาเน้นเร่ืองสุขภาพของเด็ก กิจกรรมท่ีใช้กล้ามเนื้อใหญ่และการพัฒนาด้าน
อารมณ์ ทาให้เกิดข้อโต้แย้งกับผู้นิยมหลักการของโฟรเบล ซึ่งมีผู้นาคือ ซูซาน อี โบลว์ แต่อย่างไรก็ตาม
ทั้งดิวอ้ีและนักวิชาการอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้โจมตีเร่ือง “การนั่งเรียนน่ิง ๆ และการทากิจกรรมท่ีใช้
กล้ามเน้ือเล็ก” ซ่ึงสนับสนุนแนวคิดของฮิลล์ ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น จัดหา
อุปกรณ์ทีม่ ขี นาดใหญ่และมีหลากหลายชนิดข้ึน เปิดโอกาสให้เด็กได้สร้างสรรค์มากขึ้น และมีอิสรเสรีใน
การทากิจกรรมและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ และลักษณะการเข้าสังคม เน้นแบบไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่น
มีความเหมาะสมท้งั ด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก

จากอิทธิพลของการจัดโปรแกรมปฐมวัยของฮิลล์ ซ่ึงอาศัยหลักการและวิชาการของดิวอ้ี ฮอลล์และนัก
การศึกษาสาคัญอ่ืน ๆ ยังผลให้การปฐมวัยศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกามีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของ
ตนเองมากขึน้ (นติ ยา ประพฤตกิ จิ , 2539, หน้า 6 – 7)

โรงเรียนมอนเตสซอรี่ (Montessori School)

ในระหวา่ งท่ปี ระเทศสหรัฐอเมริกากาลังมีการเปลี่ยนแปลงด้านโปรแกรมการปฐมวัยศึกษาอยู่นั้น
ได้เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการปฐมวัยศึกษาขึ้นในประเทศอิตาลี ผู้นาความคิดใหม่มาใช้นี้ก็คือ ดร.มาเรีย
มอนเตสซอรี่ (1870 – 1952) เป็นนักจิตแพทยช์ าวอิตาลี เปน็ คนเฉลียวฉลาด มีความเพียรพยายามและขยัน
ขนั แข็ง

มอนเตสซอรี่ เป็นแพทย์หญิงคนแรกของประเทศอิตาลี ก่อนสาเร็จการศึกษาได้ฝึกงานที่คลินิกจิต
เวชในกรุงโรม และเกิดความสนใจเด็กปัญญาอ่อนท่ีถูกกักกันให้อยู่รวมกันโดยไม่ทาอะไรเลยใน
สถานพยาบาลแห่งนั้น เธอจึงเริ่มต้นสอนเด็กปัญญาอ่อน จนกระท่ังเด็กเหล่าน้ีสามารถเรียนรู้หลาย ๆ
อยา่ ง และสามารถสอบผ่านเหมือนเด็กปกตทิ ่ัวไป มอนเตสซอรี่เรมิ่ มองเห็นว่าการศึกษาของเด็กปกติก็ต้อง
มีการพัฒนาเช่นกัน

ดังนัน้ ในปี ค.ศ.1907 เธอไดเ้ ร่ิมอาชพี ดว้ ยการเป็นผ้ดู ูแลเด็กยามพ่อแม่ไปทางาน บ้านท่ีเธอดูแล
เด็กน้ีตั้งอยู่ในแหล่งสลัมของกรุงโรม เธอใช้วิธีการสังเกตและทดลอง ใช้วิธีการต่าง ๆ เช่นเด็กจะต้อง

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "50

เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง การรักษาความสะอาดทั้งท่ีบ้านและการแต่งกาย เด็กที่นี่เร่ิมเรียนรู้ข้ึน
มากจนเป็นที่ปรากฏ และมีผู้คนมาเย่ียมชมสถานท่ีน้ีซง่ึ เธอเรียกวา่ “บ้านเดก็ ” (Children’s House)

ลักษณะเด่นของระบบน้ีก็คือ การจัดสถานท่ีเรียนให้เหมือนกับบ้าน เพ่ือสร้างบรรยากาศที่เป็น
กันเอง ไมม่ เี ก้าอเ้ี รียงแถว เพราะเป็นการบังคับและจากัดเสรีภาพของเด็ก จัดให้มีโต๊ะ เก้าอี้ และช้ันวาง
ของขนาดเล็กเหมาะสาหรับเด็ก มีเคร่ืองเล่นแบบมอนเตสซอรี่ ท่ีเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นเองและ
ตรวจสอบแก้ไขด้วยตนเอง เด็ก ๆ มีเสรีภาพท่ีจะเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง ไป
หยิบอุปกรณ์หรือของเล่นเอง แล้วนาไปเก็บเข้าท่ีเอง เด็กส่วนมากไม่ต้องอาศัยครูช่วยแนะนา แต่ครูมี
หน้าท่ีเฝ้าดูห่าง ๆ และพร้อมที่จะแนะนาเครื่องเล่นชิ้นต่อไปให้เด็ก ถ้าหากเด็กสามารถทางานชิ้นเก่า
ประสบผลสาเร็จแล้ว นอกจากนี้เด็กจะต้องทางานบ้านต่าง ๆ เช่น เช็ดถูโต๊ะ กวาดถูพ้ืน ทาความ
สะอาดกระจก ทาอาหารและแบ่งปนั ใหเ้ พอื่ น ๆ การดแู ลรักษาสุขภาพของตัวเองและการดูแลสวน

มอนเตสซอรี่ ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์หลายชนิดเพ่ือส่งเสริมการพัฒนาด้านสติปัญญาของเด็ก เช่น
การเรียนรู้เก่ียวกับรูปทรงกระบอกท่ีมีความยาว กว้าง ลึก ต้ืน ต่าง ๆ การใช้ลูกปัดเพ่ือเรียนรู้ความคิด
รวบยอดทางคณิตศาสตร์เร่ืองหลักหน่วย (Units) และหลักสิบ (Tens) การใช้กระดิ่งเพื่อเรียนรู้เก่ียวกับ
ดนตรี ของเล่นดังกล่าวถูกลอกเลียนนาไปใช้ท่ัวโลก มีผู้คนจานวนมากไปเยี่ยมชมระบบการจัดโรงเรียน
และการสอนตามแบบมอนเตสซอรแี ละสรุปได้ว่า ระบบน้ีไมไ่ ด้ปล่อยให้เด็กเรยี นไปตามธรรมชาติ แต่เรียน
อยู่ในวงแคบเป็นระบบกลไก มีแบบแผน (ตามเคร่ืองเล่นหรืออุปกรณ์ที่จัดไว้ให้) จากัดการแสดงออกของ
เด็ก ไม่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นโดยใช้จินตนาการและไม่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ซ่ึงไม่สอดคล้องกับ
หลกั การทก่ี าลงั นยิ มอยู่ในปัจจุบันน้นี กั

โรงเรียนปฐมวยั ตามระบบมอนเตสซอร่ี เร่มิ จัดตง้ั ขนึ้ โดยเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกาในกลาง
ปี ค.ศ.1920 แต่อยู่ไดไ้ ม่นานกเ็ ลกิ ไปบา้ งหรือเปล่ียนเป็นระบบอืน่ บ้าง จนกระท่ัง ปี ค.ศ.1958 ได้มีผู้ฟ้ืน
ระบบน้ีข้ึนมาอีกและจัดตั้งสมาคม “American Montessori Society or AMS” ขึ้น โรงเรียนนี้ได้
พยายามแก้ไขจุดบกพร่องท่ีนักการศึกษาในสหรัฐวิจารณ์ไว้ คือ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกมากข้ึนท้ังใน
ด้าน ศิลปะ ดนตรี และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) แต่โรงเรียนระบบน้ีส่วนใหญ่เป็น
ของเอกชน และเมอ่ื ไมน่ านมานม้ี โี รงเรยี นของรฐั บาลบางโรงได้เลือกใช้ระบบการจัดช้ันเรียนแบบมอนเตส
ซอร่ี (นิตยา ประพฤตกิ จิ , 2539, หน้า 7 – 8)

หลักการและรปู แบบการจดั การศึกษาปฐมวยั

ประเทศสหรฐั อเมรกิ าถือว่าเดก็ เป็นทรัพยากรท่ีมีความสาคัญสูงสุด เพราะเด็ก ๆ คืออนาคตของ
ชาติ การหล่อหลอมในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตเด็กเป็นความรับผิดชอบของสังคมแล ะนโยบายสังคม
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้กาหนดวิสัยทัศน์ทางการศึกษาไว้ในกฎหมายช่ือว่า “Goals 2000 : Educate
America Act” ในปี ค.ศ.1994 และมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ.1996 เพ่ือสนับสนุนการปรับปรุงการเรียน
การสอน โดยการจัดสร้างกรอบแนวคิดและเป้าหมายการศึกษาของชาติเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซ่ึงมี
การกาหนดเปา้ หมายการศกึ ษาไว้ 8 ประการ โดยมสี ่วนที่เก่ยี วข้องกับการศึกษาปฐมวัย คือ เป้าหมายข้อ
ที่ 1 ในเร่ืองความพร้อมที่จะเรียน (School Readiness) ซึ่งระบุไว้ว่า “ในปี ค.ศ.2000 เด็กทุกคนใน

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "51

สหรัฐอเมริกามาโรงเรียนด้วยความพร้อมที่จะเรียน” (ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์, 2542, หน้า 41 – 42)
จุดประสงค์ของเป้าหมายข้อนี้ คือ

1. เดก็ ปฐมวัยทุกคนจะได้รับการศึกษาที่พัฒนาอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพสูง เพ่ือเตรียมความ
พร้อมทางการเรยี นของเด็กเม่ือเข้าสรู่ ะบบโรงเรยี น

2. พ่อแม่ของเด็กทุกคนในสหรัฐอเมริกาถือเป็นครูคนแรกของลูก ผู้ซ่ึงอุทิศเวลาแต่ละวันเพื่อ
เตรียมความพรอ้ มในการเรยี นใหล้ ูก ท้งั น้ีพอ่ แมส่ ามารถเข้ารับการฝึกอบรมและรับบริการท่ีจาเป็นในการ
ปฏบิ ัติหน้าท่ดี ังกลา่ ว

3. เด็กทุกคนจะได้รับประสบการณ์ท่ีเกี่ยวกับกิจกรรมหลายหลากและการดูแลสุขภาพเพื่อเข้าสู่
ระบบโรงเรียนด้วยสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายและใจ กระฉับกระเฉงพร้อมที่จะเรียนรู้ มีการจัดระบบ
อนามัยแม่และเด็กทีด่ เี พอื่ ลดจานวนเด็กแรกเกิดทม่ี นี ้าหนักต่ากว่ามาตรฐาน

สาหรับรูปแบบการจัดการศึกษานั้น ประเทศสหรัฐอเมริกามีรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย 3
รูปแบบใหญ่ ๆ คอื

1. โรงเรียนอนุบาล ในช่วงแรก ๆ จะรับเด็กในช่วงอายุ 3 – 7 ปี ต่อมาในปีศตวรรษท่ี 20 ได้
จากัดอายุให้แคบลง กาหนดให้รับเด็ก 4 – 5 ปี ส่วนใหญ่จะรับเล้ียงเด็กเพียงครึ่งวัน โดยมีตารางเวลา
เรียนประมาณ 2 ชั่วโมง หรือ 2 ช่ัวโมงคร่ึง แต่มีบางแห่งท่ีต่างออกไปมีการเรียนเต็มวันตั้งแต่เวลา 8.20
– 15.30 น.

2. โรงเรียนเด็กเล็ก รับเด็กวัย 3 – 4 ปี จัดต้ังขึ้นโดยมีพ้ืนฐานที่จะเล้ียงดูเด็กทั้งหลายให้มี
พัฒนาการทางดา้ นรา่ งกาย สติปัญญา อารมณ์และสงั คม

3. ศูนย์เล้ียงเด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก จัดขึ้นเพื่อให้การดูแลเด็กท่ีแม่ต้องออกไปทางาน
มากกว่าท่ีจะมุ่งให้การศึกษาแก่เด็ก ศูนย์เลี้ยงเด็กหรือสถานรับเล้ียงเด็กจะแบ่งออกเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ
คือ สถานรับเลี้ยงเด็กตามบ้าน สถานรับเล้ียงเด็กแบบครอบครัวและศูนย์ดูแลเด็ก นอกจากน้ียังมีสถาน
รบั เลย้ี งเด็กยอ่ ย ๆ อีกหลายแบบ แต่หลักการและวิธีปฏิบัติก็จะคล้ายคลึงกับแบบใดแบบหนึ่งใน 3 แบบ
ที่กล่าวมานม้ี ีลกั ษณะการดาเนินงานสรปุ ได้ดังนี้ (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2534, หน้า 141
– 143)

3.1 สถานรับเล้ียงเด็กในบ้าน จะจัดให้เด็กได้อยู่ในบรรยากาศท่ีคุ้นเคยเหมือนบ้าน
ตนเอง ได้ทากิจกรรมต่าง ๆ ท่ีกาหนดไว้เช่นเดียวกับท่ีเคยทาท่ีบ้าน ผู้ดูแลเด็กจะทาหน้าท่ีในการทา
ความสะอาด ทาอาหาร และงานบา้ นอื่น ๆ รวมทง้ั รบั ผิดชอบดูแลเดก็ ๆ ดว้ ย เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ในสิ่ง
ท่ีเปน็ ประโยชน์และไดร้ ับการเล้ียงดแู บบท่ีบ้าน เด็กจึงไม่ค่อยได้รับประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ เท่าที่ควร
และไม่คอ่ ยไดม้ โี อกาสปฏิสัมพนั ธ์กับเพื่อน

3.2 สถานรับเล้ียงเด็กแบบครอบครัว จะรับเด็กอายุต่าง ๆ กัน เด็ก ๆ มีโอกาสเล่นกับ
เพ่ือน ๆ และผู้ปกครองสามารถเลือกผู้ดูแลท่ีมีความคิดเห็นเก่ียวกับการเลี้ยงดู อบรมเด็กที่เหมือนหรือ
ใกลเ้ คยี งกับตนเองได้ เพราะสถานรับเล้ียงเด็กในลักษณะน้ีมีให้เลือกมาก แต่สถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้ไม่

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "52

ค่อยจะไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื จากผ้ชู านาญที่จะช่วยให้โปรแกรมการเล้ียงดูมี ประสิทธิภาพ และบางแห่งก็
ไม่ค่อยมั่นคงนกั เพราะบางคร้ังผูด้ แู ลกป็ ดิ กิจการโดยไมแ่ จง้ ลว่ งหน้า

3.3 ศูนย์ดูแลเด็ก จะมีตารางเวลาการดูแลท่ีแน่นอน สถานที่ทาการศูนย์มีความมั่นคง
โปรแกรมสนับสนนุ ความสาคัญของกลุม่ และประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กเป็นโปรแกรมที่ได้รับอนุญาต
ถูกต้องมีใบรับรองและคณะที่ทางานเป็นมืออาชีพ แต่บรรยากาศของศูนย์ไม่มีบรรยากาศอบอุ่นของบ้าน
บางครั้งอาจมกี ารดูแลเด็กอย่างเข้มงวด ผู้ปกครองไม่สามารถเลือกผู้ดูแลเด็กที่มีความเห็นตรงกันในเรื่อง
แนวทางการอบรมดูแลเดก็ ได้

จุดมุ่งหมายของการจัดการศกึ ษาปฐมวยั

การจัดการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นระบบการกระจายอานาจ จึงทาให้แต่ละรัฐนั้นมี
สิทธิเต็มท่ีในการจัดการศึกษาในรัฐของตน จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ
สหรฐั อเมริกาแบง่ ออกเปน็ 5 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาสติปัญญา และการเรียนรู้โดยได้เรียนรู้เกี่ยวกับส่ิงแวดล้อม
พฒั นาความสามารถในการแก้ปัญหา ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การแสดงออกเกี่ยวกับตนเองในการ
พูดและสือ่ สารกบั ผู้อ่นื โดยจดั ให้มกี จิ กรรมต่าง ๆ ท่ีเหมาะสม

2. เพื่อให้เด็กได้พัฒนาอารมณ์ที่มั่นคง โดยการสร้างมโนคติทางบวกให้แก่ตนเอง อีกท้ังรู้จัก
คุณค่าของตนเอง รวมไปถึงการพัฒนาความม่ันใจในตนเองและผู้อ่ืน การยอมรับและปรับตนเองเม่ือมี
อุปสรรค

3. เพือ่ ให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี โดยสร้างสัมพันธ์ท่ีดีต่อครอบครัวและ
ผอู้ ืน่ เรยี นรทู้ ีจ่ ะยอมรบั สิทธขิ องตนเองและสทิ ธิของผู้อ่นื มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ งานท่ีกระทา

4. เพ่ือพัฒนาการแสดงออกในด้านต่าง ๆ ให้เด็กประสบความสาเร็จด้วยตนเอง ยอมรับความ
แตกต่างและความไมเ่ ท่าเทยี มกันในความสามารถของตนเองและผู้อนื่

5. พัฒนาความสัมพันธ์ให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อส่งเสริมและ
สนับสนนุ การศกึ ษาปฐมวัยใหม้ ีประสทิ ธิภาพยง่ิ ขนึ้

หลักสูตรและการจัดการศกึ ษาปฐมวยั

หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัยในประเทศสหรฐั อเมริกาน้ันมีมากมายหลายแบบด้วยกัน นับต้ังแต่การ
จัดโปรแกรมเพื่อดูแลเด็กไปจนถึงโปรแกรมการเลี้ยงดูเพ่ือการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กมีทั้งหลักสูตรท่ีมี
โครงสร้างที่แน่นอนและหลักสูตรท่ีไม่มีโครงสร้างเลย ซ่ึงปัจจุบันได้มีการทดลองการใช้รูปแบบการศึกษา
ปฐมวัยอยู่มากมายก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เน่ืองจากมีแนวคิดในการจัดหลักสูตรมากมาย อีกท้ังในแต่ละรัฐ
นัน้ กม็ ีหลักสูตรที่แตกตา่ งกันออกไป จึงมีการยากท่ีจะกล่าวถึงหลักสูตรหน่ึงโดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ตาม
ทุกหลักสูตรต้องมีส่วนสาคัญที่ช่วยในการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยการ
จดั เตรียมสถานทีต่ ่าง ๆ ไว้สาหรับกิจกรรมที่จาเป็นในหลักสูตร กิจกรรมที่เด็กทาในพื้นท่ีต่าง ๆ เหล่านี้จะ
ชว่ ยพฒั นาเดก็ ทงั้ ทางรา่ งกาย อารมณ์และสติปัญญา เด็ก ๆ ไม่เบื่อที่จะเล่นหรือทากิจกรรมเหล่าน้ีทุก ๆ
วนั พ้นื ท่ตี ่าง ๆ เหลา่ นอ้ี าจจะปรับเปล่ียนได้ตามวัตถุประสงค์และขนาดของกลุ่ม และใช้ได้ทั้งในการเล่น

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "53

อิสระของเด็กหรือการทากิจกรรมตามที่กาหนดไว้ หลักสูตรจะต้องไม่จากัดขอบเขตสาหรับพื้นท่ีเหล่าน้ี
และสิ่งสาคัญก็คือจะต้องยืดหยุ่นและปรับให้เหมาะสมได้ (สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2534,
หน้า 149 – 151)

โปรแกรมปฐมวยั ไฮ / สโคป ( The high / scope perry preschool project)

เป็นการศึกษาระยะยาว (Long – term study) เพ่ือประเมินว่าโปรแกรมปฐมวัยที่มีคุณภาพสูง
มุ่งเน้นรูปแบบการเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ลงมือกระทากิจกรรมต่าง
ๆ ดว้ ยตนเอง สามารถส่งผลทางบวกทั้งระยะส้ันและระยะยาวต่อเด็กยากจนหรือเด็กท่ีอยู่ในสภาวะเส่ียง
ต่อการล้มเหลวด้านการเรียนโดยมีการรายงานและติดตามผลการวิจัยเป็นระยะ ๆ ดังที่ นภเนตร ธรรม
บวร (2542, หน้า 1) สรุปไว้ดงั นี้

- อายุ 5 ปี มุ่งเน้นพฒั นาการทางด้านสติปัญญา
- อายุ 8 ปี ม่งุ เน้นความสาเรจ็ ด้านการเรยี น
- อายุ 15 ปี ม่งุ เน้นความสาเร็จด้านการเรยี นและพฤตกิ รรมทางสังคม
- อายุ 19 ปี มุ่งเนน้ การเขา้ สสู่ ภาวะความเป็นผ้ใู หญ่
- อายุ 27 ปี มงุ่ เน้นสถานภาพของความเป็นผ้ใู หญแ่ ละความสาเร็จ

องค์ประกอบสาคญั ของโปรแกรมไฮ / สโคป

องค์ประกอบสาคญั ที่สง่ ผลใหโ้ ปรแกรมไฮ / สโคปประสบความสาเรจ็ มดี ังต่อไปนี้
1. หลกั สูตรทมี่ ุง่ เน้นผเู้ รยี นเปน็ ศูนย์กลาง ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นและเป็น

ผูล้ งมอื กระทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง
2. การนิเทศการใช้หลักสูตรอย่างสม่าเสมอและการอบรมครูประจาการ (Inservice

training) อย่างเป็นระบบซ่งึ ส่งผลระยะยาวต่อการจัดโปรแกรม
3. มีการประเมินผลโปรแกรมและการสังเกตความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเน่ืองและ

สมา่ เสมอ
4. เนน้ การมีส่วนร่วมของผูป้ กครองในกจิ กรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่น เยี่ยมผู้ปกครอง

(Home visits) อาทิตย์ละครั้ง คร้ังละ1½ ช่ัวโมง เป็นต้น ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่สาคัญต่อความสาเร็จ
ของโปรแกรม

สาระสาคญั ของหลกั สูตรไฮ / สโคป

หลักสูตรของโปรแกรมไฮ / สโคปจะเน้นท่ีการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในการเรียนและการเปิด
โอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองเป็นองค์ประกอบหลัก ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นถึง
ความสาคัญของสภาพแวดล้อมว่าต้องมีวัสดุอุปกรณ์ในการสอนท่ีพอเพียง นอกจากน้ันกิจกรรมต่าง ๆ ท่ี
เดก็ ทาในชัน้ เรียนกม็ ุ่งเนน้ วา่ ต้องเป็นกิจกรรมทเ่ี ดก็ เปน็ ผู้รเิ รม่ิ (Child – initated
activities) ซงึ่ ประกอบดว้ ยกระบวนการหลัก ๆ 3 ประการ (PDR – Plan – Do – Review)

1. เดก็ เปน็ ผ้วู างแผนกจิ กรรมว่าต้องการจะทาอะไร
2. เด็กเป็นผูด้ าเนินกิจกรรมด้วยตนเอง

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "54

3. เด็กสะท้อนความคิดต่อกิจกรรมท่ีตนทาว่า ตนเรียนรู้อะไรจากกิจกรรมดังกล่าว ท้ังน้ีโดย
ตอ้ งคานงึ ถงึ ความสนใจของเด็กเปน็ สาคัญ

บทบาทของผู้ใหญห่ รือครูในการมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมของเดก็

บทบาทของผู้ใหญ่หรือครูในหลักสูตรแบบไฮ / สโคป คือ การสังเกต สนับสนุนและส่งเสริม
กิจกรรมต่าง ๆ ของเด็ก โดยการจัดสิ่งแวดล้อมที่คานึงถึงความสนใจของเด็กเป็นสาคัญ นอกจากน้ัน
กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและดาเนินไปในช้ันเรียนควรอยู่ในรูปแบบของกิจวัตรประจาวัน เพื่อให้เด็ก
สามารถพัฒนาความร้สู กึ ของการเปน็ เจ้าของหลักสตู ร เขา้ ใจกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีดาเนินไปในชั้นเรียนได้เพื่อ
เดก็ จะได้สามารถวางแผน ดาเนนิ กจิ กรรมและสะทอ้ นความคดิ ตอ่ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ได้

นอกจากน้ันครูหรือผู้ใหญ่ควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของเด็ก โดยการถามคาถามที่
เหมาะสม เพ่ือช่วยให้เด็กวางแผนและคิดเกี่ยวกับกิจกรรมท่ีตนจัดได้ ลักษณะของคาถามที่มุ่งเน้น คือ
คาถามปลายเปดิ (Open-Ended Questions) ทมี่ ุ่งให้เด็กคิดมากกว่าต้องการคาตอบท่ีถูกต้อง (นภเนตร
ธรรมบวร, 2542, หนา้ 18 – 20)

โครงการ Head start ประเทศสหรฐั อเมริกา

โครงการ Head start เปน็ โครงการระดบั ซาตทิ ใี่ ห้บริการดา้ นพัฒนาการแก่เด็กอายุ 3–5 ปี ท่ีพ่อ
แม่ มีรายได้น้อยและบริการด้านสังคมแก่ครอบครัวของเด็กเหล่าน้ัน การบริการเฉพาะสาหรับเด็กเน้น
เรื่องการศึกษาพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม สุขภาพทางกาย จิตใจและโภชนาการ พ้ืนฐานสาคัญของ
โครงการคือ การมีส่วนร่วมของพ่อแม่และชุมชน ซ่ึงเป็นหน่ึงในโครงการปฐมวัยที่ประสบความสาเร็จ
ทสี่ ุดของประเทศ (กมล สดุ ประเสริฐ, 2542, หนา้ 25)

โครงการ Head start มจี ดุ ประสงค์ 5 ประการ ดังนี้
1. สง่ เสรมิ ความเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของเด็ก
2. สร้างครอบครวั ใหเ้ ข็มแข็งในการเป็นผ้เู ล้ียงดเู ด็กขน้ั ต้น
3. ใหเ้ ดก็ ไดร้ ับการบรกิ ารทางการศกึ ษา สขุ ภาพและโภชนาการ
4. เชื่อมโยงเดก็ และครอบครัวตอ่ การบริการชุมชนท่ีมีความต้องการจาเปน็
5. ประกันโครงการทีจ่ ดั การทดี่ ีวา่ พอ่ แม่มสี ่วนรว่ มในการตกลงใจ

มาตรการการวัดการปฏิบัติงานของโครงการช่วยให้เห็นคุณภาพของการปฏิบัติงานของโครงการ
Head start ทั้งระดบั ชาติ ระดับภาคและระดับท้องถน่ิ

หน่วยงานทร่ี ับผดิ ชอบ

หน่วยงานท่ีรับผิดชอบในการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศสหรัฐอเมริกามีหลายหน่วยงาน
เนอื่ งจากกระบวนการปกครองและระบบการศึกษาของประเทศเป็นระบบการกระจายอานาจ แบ่งภาระ
รับผิดชอบตามหนว่ ยงานที่สามารถสรปุ ได้ ดงั น้ี

1. กาหนดเขตโรงเรียน การสร้างโรงเรียนจะต้องมีการเลือกสถานที่และกาหนดเขตโรงเรียน
โดยท่ีโรงเรียนนั้นจะต้องไม่อยู่ในเขตที่มีเสียงรบกวน หน่วยงานท่ีกาหนดเขตโรงเรียนได้แก่
คณะกรรมการกาหนดเขตของเมือง

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "55

2. อาคารโรงเรียน ในการก่อสร้างอาคารโรงเรียนนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากแผนกอาคารของ
ท้องถ่ินหรือของรฐั เสียก่อนจึงจะสรา้ งได้

3. กระทรวงสาธารณสุขแห่งรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสภาพของโรงเรียนในเรื่องของความ
ปลอดภยั และสุขภาพของเดก็

4. การออกใบอนญุ าตใหเ้ ปิดโรงเรียน ในการเปิดโรงเรียนนั้นจะต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงาน
ของรฐั ก่อน ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั แตล่ ะรฐั หน่วยงานของรัฐน้ีจะเป็นผูก้ าหนดวา่ โรงเรียนแต่ละโรงเรียนนั้นควรจะ
รับนักเรียนก่ีคน โดยถือมาตรฐานว่าพ้ืนที่ในอาคารน้ันควรจะต้องมีประมาณ 35 ตารางฟุต และพื้นที่
นอกอาคารจะต้องมีอย่างน้อย 75 ตารางฟุตต่อนักเรียน 1 คน ในบางรัฐใบอนุญาตน้ีอาจจะรวมทั้ง
อตั ราสว่ นระหว่างครูและนักเรยี น รวมทั้งคุณสมบตั ิของครอู ีกดว้ ย

5. การจดั รถรบั สง่ นกั เรียน โรงเรียนจะตอ้ งได้รับอนญุ าตจากแผนกการขนสง่ ของรัฐกอ่ น
6. คุณสมบัติของบุคลากรในโรงเรียนกาหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐ ซึ่งในแต่ละรัฐจะ
กาหนดคุณสมบตั ทิ ีแ่ ตกต่างกันออกไป
7. การจัดโปรแกรมและหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ผู้รับผิดชอบได้แก่ หน่วยการศึกษาของ
รัฐบาลกลาง กระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐหรือคณะกรรมการการศึกษาท้องถ่ินท้ังน้ีข้ึนอยู่กับว่าโรงเรียน
นั้น ๆ ได้รับเงินอุดหนุนจากใคร ถ้าโรงเรียนนั้นรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางโปรแกรมและหลักสูตร
จะต้องเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลส่วนกลาง ส่วนโรงเรียนเอกชนมีอิสระในการจัดโปรแกรมและ
หลกั สตู รไดต้ ามต้องการ แต่ก็ต้องอยู่ภายใตก้ ารแนะนาของกระทรวงศกึ ษาธิการแห่งรัฐ

บุคลากรดาเนินการ

คุณสมบัติของบุคลากรในโรงเรียนอนุบาลในประเทศสหรัฐอเมริกาน้ันจัดได้ว่ามีมาตรฐานมาก
เพราะบุคลากรเหล่าน้ันจะต้องผ่านการฝึกฝนมาจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับในแต่ละรัฐแล้ว ซ่ึง
คณุ สมบัตขิ องบุคลากรแต่ละประเภทมีลกั ษณะดังน้ี

1. ผ้อู านวยการ จะตอ้ งไดร้ ับการศึกษาอยา่ งนอ้ ยขั้นอนุปริญญา จนถึงปริญญาเอกจากวิทยาลัย
หรือมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับในสาขาการศึกษาเด็กปฐมวัย จะต้องมีอายุไม่ต่ากว่า 21 ปี
มีประสบการณ์ในการสอนในโรงเรียนเด็กปฐมวัยเป็นเวลา 1 – 4 ปี และเรียนเก่ียวกับการบริหาร
การศึกษาไม่นอ้ ยกวา่ 3 หน่วยกติ

2. ครู ต้องได้รับการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาจากวิทยาลัยชุมชนหรือวิทยาลัย หลักสูตร 2 ปี
จนถึงระดับปริญญาตรี โท เอก ในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ หรือ
อาจจะได้รับประกาศนียบัตรการสอนจากคณะกรรมการการศึกษาแห่งรัฐ ต้องมีอายุไม่ต่ากว่า 18 ปี
มีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 3 ช่ัวโมงต่อวัน เป็นเวลา 100 ชั่วโมง ภายใต้การแนะนาของ
ผู้เชี่ยวชาญ และหลักสูตรที่เรียนจะต้องเรียนในวิชาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยอย่างน้อย 12
หน่วยกติ

ครูท่ีสอนในโรงเรียนอนุบาลนั้นมักจะมีคุณสมบัติสูงกว่าครูที่สอนในโรงเรียนเด็กเล็กในศูนย์เล้ียง
เด็ก ท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะโรงเรียนอนุบาลนั้นส่วนใหญ่เป็นของรัฐ ดังนั้นการรับครูจึงมีข้อกาหนดมากมาย

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "56

ไม่น้อยกว่าการเปน็ ครใู นโรงเรียนประถมศึกษา ส่วนโรงเรียนเด็กเล็กน้ันมักจะเป็นของเอกชนหรือองค์กร
ตา่ ง ๆ เสยี มากกวา่ จงึ ทาให้การรับครูเข้ามาทางานไม่เข้มงวดเหมือนโรงเรียนของรัฐ โดยท่ีครูเหล่าน้ีไม่
จาเป็นต้องมีประกาศนียบัตรการสอน แต่ทว่าจะต้องมีการศึกษาและประสบการณ์ตามมาตรฐานที่
หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐหรือเอกชนต้ังไว้ คือ อย่างน้อยท่ีสุดจะต้องได้รับการยอมรับจากหน่วยงานท่ี
เกย่ี วขอ้ ง

3. ผู้ช่วยครู ต้องได้รับประกาศนียบัตรการสาเร็จการศึกษาที่เรียนจากวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
สมาคมวิชาชีพ สมาคมของรัฐของโรงเรียน ของเขตการศึกษา หรือของท้องถ่ิน เป็นต้น จนถึงได้รับ
อนปุ รญิ ญาจากวทิ ยาลยั ชุมชนหรอื วทิ ยาลยั หลกั สูตร 2 ปีโดยมีคณุ สมบัติอนื่ ๆ เหมือนกับครู

ในปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสาคัญกับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัยเป็นอย่าง
มาก เพราะตามกฎหมาย “Goal 2000 : Educate American Act” ได้มีการกาหนดเป้าหมายเก่ียวกับ
การศึกษาของครูและการพัฒนาอาชีพครูไว้เปน็ เป้าหมายข้อที่ 4 ที่ระบุว่า “ในปี ค.ศ.2000 คณะครูผู้สอน
ของชาติจะเข้าโครงการปรับปรุงทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสได้รับความรู้และทักษะที่จาเป็นต่อ
การสอนและเตรียมนักเรียนอเมริกันทั้งหมดเข้าสู่ศตวรรษหน้า” โดยมีการจัดกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพ
สาหรับครูและผู้บริหารโรงเรียนอย่างกว้างขวาง (กมล สุดประเสริฐ และสุนทร สุนันท์ชัย, 2540, หน้า
39 – 40)

สรุป

แนวคิดเกย่ี วกับการศึกษาปฐมวัยในซีกโลกตะวันตก เร่ิมตั้งแต่ศตวรรษท่ี 17 เป็นต้นมา ในทวีป
ยุโรป ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สวีเดน ซ่ึงได้เห็นความสาคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัย จึงพัฒนาการ
จัดการศึกษาระดับนี้จนได้รับการยอมรับว่าจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนประเทศ
สหรัฐอเมริกาซ่ึงเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือได้มีการพัฒนาแนวคิดและวิธีการจัดการศึกษาปฐมวัย
จนได้รบั การยอมรบั ว่ามปี ระสทิ ธภิ าพเชน่ เดียวกบั การจัดการศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศยุโรป

การจัดการศึกษาปฐมวัยในซีกโลกตะวันตกมีรูปแบบการจัดท่ีคล้ายคลึงกัน 2 รูปแบบคือ สถาน
เลี้ยงเดก็ โรงเรยี นเด็กเล็กและโรงเรียนอนบุ าล

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทที่ 3

1. ให้นักศึกษาเขียนสรุปแนวคิด รูปแบบและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
ประเทศอังกฤษ

2. จงอธบิ ายคณุ สมบตั ิของครปู ฐมวัยในประเทศองั กฤษ
3. หลกั สูตรการจัดการศึกษาปฐมวยั ของประเทศอังกฤษมีลกั ษณะอยา่ งไร จงอธิบาย
4. จงเปรียบเทียบจุดมุ่งหมายและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบริบาลและโรงเรียน
เด็กวัยแรกของประเทศอังกฤษ

57

5. ให้นักศึกษาเขียนสรุปแนวคิด รูปแบบและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
ประเทศสวีเดน

6. จงอธิบายคุณสมบัติของครปู ฐมวยั ในประเทศสวีเดน
7. หลกั สูตรการจัดการศกึ ษาปฐมวยั ของประเทศสวเี ดนมลี ักษณะอย่างไร จงอธบิ าย
8. ให้นักศึกษาเขียนสรุปแนวคิด รูปแบบและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยของ
ประเทศสหรฐั อเมริกา
9. หลกั สูตรการจดั การศึกษาปฐมวัยของประเทศสหรฐั อเมริกามีลักษณะอยา่ งไร
10. ให้นักศึกษาเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศอังกฤษ สวีเดนและ
สหรฐั อเมรกิ า ในหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้

ก. แนวคดิ ในการจดั การศึกษาปฐมวยั
ข. รปู แบบการจดั การศกึ ษาปฐมวัย
ค. จดุ มงุ่ หมายของการจดั การศึกษาปฐมวยั
ง. คุณสมบตั ิของครูปฐมวยั
จ. หลกั สูตรการจดั การศกึ ษาปฐมวยั
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "

58

เอกสารอ้างอิง

กมล สุดประเสริฐ และ สุนทร สุนันท์ชัย. (2540). รายงานการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ
สหรัฐอเมริกา. กรงุ เทพ ฯ : สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ.

กมล สุดประเสริฐ. (2542). ประสบการณ์การศึกษาปฐมวัยต่างประเทศ. กรุงเทพ ฯ : สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ.

คณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ, สานักงาน. (2534). การศึกษาปฐมวัยเปรียบเทียบ. กรุงเทพ ฯ : โรง
พิมพค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว.

ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์. (2542). ประสบการณ์การศึกษาปฐมวัยต่างประเทศ. กรุงเทพ ฯ : สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ.

นภเนตร ธรรมบวร. (2542). ประสบการณ์การศึกษาปฐมวัยต่างประเทศ. กรุงเทพ ฯ : สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ.

นติ ยา ประพฤตกิ จิ . (2539). การพฒั นาเดก็ ปฐมวยั . กรงุ เทพ ฯ : โอเดียนสโตร์.
ประภาพรรณ สวุ รรณสุข. (2547). “พัฒนาการการปฐมวัยศึกษาในต่างประเทศ” เอกสารการสอนชุด

วิชาพฤติกรรมการสอนปฐมวัยศึกษา หน่วยที่ 1 – 8 (พิมพ์คร้ังที่ 14). นนทบุรี :
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช.
สุกัญญา กาญจนกิจ. (2537). “การปฐมวัยศึกษาของต่างประเทศในปัจจุบัน” ประมวลสาระชุดวิชา
ห ลั ก ก า ร แ ล ะ แ น ว คิ ด ท า ง ก า ร ป ฐ ม วั ย ศึ ก ษ า . ห น่ ว ย ท่ี 1 – 4 . น น ท บุ รี :
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "59

บทที่ 4
การศกึ ษาปฐมวัยในซีกโลกตะวันออก

การศึกษาในระดับปฐมวัย เป็นการศึกษาที่มุ่งเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
จัดและส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กได้รับการพัฒนาทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาตามศักยภาพและ
ให้มคี วามสมดุลกันในทุกด้านท้ังในระดับความคิด ค่านิยม พฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ ดังน้ันใน
ปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ จึงได้ตระหนักถึงความสาคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัยมากขึ้น แต่การจัด
การศกึ ษาสาหรับเดก็ ปฐมวัยของแต่ละประเทศอาจมีรูปแบบและแนวทางการจัดท่ีแตกต่างกัน ทั้งน้ีขึ้นอยู่
กับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ ปรัชญาและนโยบายในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ การศึกษา
ปฐมวัยของประเทศต่าง ๆ ในซกี โลกตะวนั ออกทีน่ า่ สนใจ ได้แก่

การศึกษาปฐมวยั ของประเทศนวิ ซีแลนด์
การศึกษาปฐมวัยของประเทศญี่ปุน่
การศกึ ษาปฐมวยั ของประเทศอิสราเอล

การศกึ ษาปฐมวัยในประเทศนวิ ซแี ลนด์

ในปี ค.ศ.1889 เม่ือสาธุคุณ ดร.รัทเธอร์ฟอร์ด วัดเดลล์ (Reverend Dr.Rutherford
Waddell) ไดส้ งั เกตเหน็ เดก็ เลก็ ๆ ซึ่งเปน็ ลกู ของชนช้นั แรงงานเล่นกันอยู่ในดินโคลนตามถนนของเมืองดู
เนอดิน (Dunedin) จึงไดจ้ ดั ให้มกี ารประชุมสาธารณชน ผลจากการประชุมดังกลา่ ว ชาวเมอื งดูเนอดินท่ี
ม่งั คง่ั กลุม่ หนึง่ ได้รวมตัวกนั จัดตงั้ คณะกรรมการและอีกหลายสปั ดาห์ตอ่ มา ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนอนุบาล
แห่งแรกข้ึนในนิวซีแลนด์จัดต้ังข้ึนในบริเวณโบสถ์ ของ ดร.วัดเดลล์ โดยท่ีกรรมการแกนนาจานวนสาม
คนซึ่งมีส่วนร่วมในการก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งเมืองดูเนอดินเป็นผู้ที่ยึดถือปรัชญาของโฟรเบลอย่าง
ม่ันคง ดังน้ันจึงมีการจ้างครูอนุบาลที่ได้รับการฝึกอบรมตามปรัชญาของโฟรเบล และนาอุปกรณ์
การศึกษาที่โฟรเบลได้พฒั นาไวม้ าใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียน

ด้วยเหตุนีค้ วามเมตตาสงสารทม่ี ตี ่อลกู หลานของผทู้ ย่ี ากจนจงึ เป็นแรงจูงใจที่อยู่เบ้ืองหลังการก่อต้ัง
โรงเรียนอนุบาลในประเทศนิวซีแลนด์ เน่ืองจากบริบทด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนิวซีแลนด์
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างศตวรรษเก่าที่กาลังจะสิ้นสุดลงและศตวรรษใหม่ท่ีกาลังจะเร่ิมต้นนั้น
มีลกั ษณะของครอบครัวท่ที ัง้ พ่อและแมอ่ อกไปทางานนอกบา้ นเปน็ จานวนมาก

บรรดาอาสาสมัครผูก้ ่อต้ังโรงเรียนอนุบาลมีความเช่ือว่าเด็กเล็ก ๆ ของครอบครัวท่ียากจนเหล่านี้
ได้รบั การปฏบิ ตั อิ ยา่ งตา่ ต้อยและสูญเสียสิทธิท่ีพึงได้รับ เน่ืองมาจากสภาพแวดล้อมของครอบครัวรวมท้ัง
ยังเชื่ออีกด้วยว่า เด็กเหล่านี้จะไม่สามารถพัฒนาตนเองและเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ จะมี
ปจั จัยแทรกแซงภายนอกบางอย่างเกดิ ขนึ้

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "60

การก่อสร้างโรงเรียนอนุบาลในสภาพแวดล้อมซึ่งมีการออกแบบเป็นพิเศษ และมีวัตถุประสงค์
เพ่ือการใชป้ ระโยชน์เฉพาะอย่าง (purpose – built surroundings) นน้ั ถือเปน็ จดุ เน้นตัง้ แตร่ ะยะเร่ิมแรก
ของการก่อตั้งโรงเรียนอนุบาล ท้ังน้ีเพ่ือให้เป็นไปตามข้อกาหนดของโฟรเบลในเร่ืองสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพที่สวยงาม และสมาคมโรงเรียนอนุบาลแห่งเมืองโอคแลนด์ (The Auckland kindergarten
association) ก็ได้ก่อสร้างอาคารโรงเรียนอนุบาลถาวรแห่งแรกขึ้นในปี ค.ศ.1910 โรงเรียนอนุบาลท่ี
ก่อตั้งขึ้นในระยะแรกได้บรรจุครูซ่ึงเป็นหญิงสาวที่มีบุคลิกดีจากครอบครัวชนช้ันกลางและได้รับการ
ฝกึ อบรมเพือ่ การเป็นครูอนุบาลมาแลว้

โรงเรยี นอนุบาลท่ีก่อต้ังข้ึนในระยะแรกมีคณะกรรมการระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นอาสาสมัครทาหน้าท่ี
บริหารงาน คณะกรรมการดังกลา่ วปฏิบัติงานอย่างอิสระท้ังในการก่อสร้างโรงเรียนในเขตรับผิดชอบและ
การฝึกอบรมครูอนุบาล โดยระยะเร่ิมแรกเป็น “การฝึกอบรมระหว่างประจาการ” ต่อมาจึงเป็นการ
ฝึกอบรมในศูนย์ของตนเอง ในปี ค.ศ.1904 เมื่อรัฐบาลเร่ิมมีนโยบายให้การสนับสนุนงบประมาณแก่
โรงเรยี นอนบุ าล กไ็ ด้ใหเ้ งินอดุ หนุนแก่คณะกรรมการดงั กลา่ ว

จนถึงปี ค.ศ.1947 สมาคมโรงเรียนอนบุ าลแต่ละสมาคมจึงได้จัดทาหลักสูตรฝึกอบรมของตนเอง
ขึน้ รวมทั้งจัดฝกึ อบรมและให้ประกาศนียบัตรด้วย การจัดฝึกอบรมครูให้แก่โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ในเขต
รับผดิ ชอบ และการได้รับความสนบั สนนุ ด้านการเงินจากรฐั บาลสาหรบั ดาเนินการดังกล่าว ทาให้สมาคม
โรงเรยี นอนุบาลมีสถานภาพเป็นองค์กรบริหารโรงเรยี นอนบุ าลทไี่ ด้รบั การรับรองแล้ว

การยอมรับโครงสร้างองค์กรท่ีมีรูปแบบคล้ายกันโดยการสร้างศูนย์เด็กเล่นรูปแบบใหม่ในช่วง
ทศวรรษระหว่าง ค.ศ.1940 – ค.ศ.1949 ได้เพิ่มการสนับสนุนการรับรองสถานภาพของสมาคมโรงเรียน
อนุบาล เน่ืองจากผู้บริหารและผู้จัดการของโรงเรียนอนุบาลแต่ละโรงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ
สมาคมดังกล่าว สถานภาพของสมาคมโรงเรียนอนุบาลได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อมีการ
ประกาศใช้ ระเบยี บข้อบงั คบั โรงเรยี นอนุบาล ค.ศ.1959 (The Kindergarten Regulations)

หลักการและรูปแบบการจดั การศกึ ษาปฐมวัย

การศกึ ษาปฐมวัยในประเทศนิวซแี ลนดม์ ีการจัดบริการหลายประเภทเพือ่ ตอบสนองความต้องการ
ท่ีหลากหลายของผู้ปกครองและบุตรหลานที่มีอายุก่อนเข้าเรียนประถมศึกษา ซ่ึงรวมถึงการบริการ
การศึกษาที่เปิดกว้างอย่างการให้บริการดูแลและจัดการศึกษาที่บ้าน (home – based services) และ
ศูนย์เด็กปฐมวัย (early children centres) สาหรับบริการการศึกษาประเภทศูนย์เด็กปฐมวัยนั้นได้มี
การกาหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา ค.ศ.1989 (Education Act 1989) การจัดบริการการศึกษา
ดังกลา่ วมหี ลายประเภท ไดแ้ ก่

โรงเรยี นอนบุ าล (Kindergartens)
ศูนย์เดก็ เล่น (Play centers)
ศูนย์ดูแลและสอนภาษาสาหรบั เด็กชนเผา่ เมารี (Kohanga reo)
ศูนยด์ แู ลเด็กเลก็ (Childcare centers)

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "61

ศูนย์เด็กปฐมวัยแห่งหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific island early childhood
education centres)

ศูนย์เด็กเลก็ ในชมุ ชน (Community playgroups)
โรงเรียนอนุบาล เป็นประเภทของบริการการศึกษาปฐมวัยแบบเป็นช่วง ๆ (Sessional early
childhood education) ให้แก่เด็กซ่ึงส่วนใหญ่มีอายุ 3 – 5 ปี ช่วงเช้าสัปดาห์ละ 5 วัน เป็นช้ันเรียน
สาหรับเด็กอายุ 5 ปี ส่วนช่วงบ่ายสัปดาห์ละ 3 วัน เป็นช้ันเรียนสาหรับเด็กอายุต่ากว่า 5 ปี (เน่ืองจาก
ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาแบบเต็มวัน) โรงเรียนอนุบาลสามารถรับเด็กอายุระหว่าง 2 – 6 ปี เข้ารับ
การศึกษาได้ แต่มีสมาคมโรงเรียนอนุบาลบางสมาคมที่จากัดร้อยละของเด็กซ่ึงมีอายุต่ากว่า 3 ปี ซ่ึง
สามารถเข้าเรียนได้ โรงเรียนอนุบาลเป็นสมาชิกอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมโรงเรียนอนุบาลระดับ
ท้องถน่ิ ซง่ึ สมาคมดงั กล่าวเปน็ สมาชิกขององค์กรบริหารระดับชาติประเภทใดประเภทหนึ่ง คือ สมาคม
โรงเรยี นอนบุ าลอสิ ระแห่งนิวซแี ลนด์ (New Zealand Free Kindergarten Association) หรอื สหพันธ์
โรงเรียนอนุบาล (Kindergarten Frderation)

หลกั สูตรและการจดั การศกึ ษาปฐมวยั

หลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศนิวซีแลนด์ ยึดปรัชญาของจอห์น ดิวอ้ี คือ การ
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (Child Centered) ผู้เรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing) โดย
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้ เป็น
การศึกษาเพ่ือชีวิต (Learn for life) การเรียนการสอนจึงเน้นให้ผู้เรียนสามารถคิดได้ ปฏิบัติได้และ
สามารถแกป้ ัญหาได้ โดยครูจะเรยี นรู้ควบคู่ไปกับนักเรยี นและสรุปบทเรยี นร่วมกนั เพราะถือว่าการเรียน
การสอน ครจู ะมีความรู้ควบคู่ไปกับเด็กจึงให้ความสาคัญกับเด็กเป็นส่วนใหญ่ บทบาทของครูเป็นผู้ปลุก
เร้าให้เด็กคิดหรือทา เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน เป็นนักวิเคราะห์และผู้ท้าทายให้เด็กคิด
เป็นผสู้ อื่ สารทางความคิด ตลอดจนเป็นผู้อานวยความสะดวก (Facilitator) เปน็ ผ้ปู ระสานการเรียนการ
สอนแกน่ ักเรียน (พิณสุดา สิรธิ รงั ศรี, 2540, หนา้ 24) การจัดช้นั เรยี นเป็นไปตามระดับอายุของช้ันเรียน
ในการเลื่อนระดับช้ันใช้วิธีเล่ือนตามกลุ่มอายุ ไม่มีการสอบอย่างเป็นทางการเพ่ือเล่ือนช้ัน โรงเรียน
อนุบาลสว่ นใหญจ่ ะอยู่รวมกบั โรงเรียนระดับประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับ ซ่ึงมีอายุระหว่าง 5 –
16 ปี

การลงทุนของรัฐบาลเพื่อการจัดการศึกษาระดับอนุบาลได้เพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ืองตลอดศตวรรษที่
20 ความสนับสนุนของรัฐบาลในระยะแรกเริ่มขึ้นเนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การศึกษาระดับนี้จะช่วย
เตรยี มบุตรหลานของชนชั้นแรงงานให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพมากขึ้น การตระหนัก
ถึงความสาคัญของการศึกษาปฐมวัยซึ่งส่งเสริมการเลี้ยงดูของครอบครัวให้สมบูรณ์ได้เพ่ิมมากขึ้นในช่วง
ทศวรรษระหว่าง ค.ศ.1930 – ค.ศ.1940 ดังน้ันรัฐบาลจึงได้ตอบสนองด้วยการสนับสนุนอย่างเป็น
ทางการใหม้ กี ารดแู ลเด็กแบบไม่เต็มวนั โรงเรียนอนุบาลในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา
ปฐมวยั แบบเปน็ ช่วง ๆ จงึ ไดย้ ึดครองตลาดการศกึ ษาปฐมวัยรูปแบบใหมน่ ้ี

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "62

ความต้องการการศึกษาปฐมวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจาก “ภาวะการเจริญพันธ์ุสูงมาก
หลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2” (baby boom) ในชว่ งทศวรรษระหว่าง ค.ศ.1940 – ค.ศ.1959 ทาให้มีการ
จดั ตั้งโรงเรียนอนบุ าลข้ึนเพ่ือเป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่ให้การศึกษาปฐมวัยและในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ความสนับสนุนด้านการเงินของรัฐบาลท่ีให้แก่โรงเรียนอนุบาลได้เพิ่มขึ้นสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด ในปี
ค.ศ.1948 รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้กาหนดอัตราเงินเดือนของครูอนุบาลเพ่ือให้สมาคมโรงเรียนอนุบาล
สามารถตอบสนองความต้องการที่เพ่ิมข้ึนของประชากรในการเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาล และ
ขณะเดียวกันก็เป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาล ในการให้เงินอุดหนุนตามจานวนรายหัวนักเรียนแก่
สมาคมโรงเรยี นอนบุ าล ตอ่ มาในปี ค.ศ.1955 รัฐบาลจงึ ไดป้ รับอัตราเงินเดือนของครูอนุบาลเพื่อส่งเสริม
ให้สตรมี าเป็นครมู ากขึ้น เพือ่ แสดงใหเ้ หน็ ถึงความไม่เพียงพอกับความต้องการของการจัดการศึกษาระดับ
นี้

ในพระราชบัญญัติการศึกษา ค.ศ.1964 (Education Act 1964) ได้นับรวมครูอนุบาลว่าเป็น
บุคลากรทางการศึกษาด้วย ซ่ึงนิยามของคาดังกล่าวได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติแห่งรัฐ ค .ศ.1988
(State Sector Act 1988) ฉะน้ันครูอนุบาลจึงมีสถานภาพเช่นเดียวกับบุคลากรทางการศึกษาระดับชั้น
อืน่ ๆ ของรฐั สิง่ ที่กล่าวแลว้ ข้างตน้ มคี วามหมายดงั น้ี

1. คณะกรรมการการบริการแห่งรัฐ มีหน้าที่รับผิดชอบการเจรจาต่อรองในการทาสัญญาจ้าง
เปน็ หม่คู ณะของครอู นุบาล

2. สมาคมโรงเรียนอนุบาลจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายการเป็นผู้ว่าจ้างท่ีดี และพัฒนา
นโยบายและแผนงานเพ่ือสร้างโอกาสการจา้ งงานทเี่ สมอภาคกนั

3. การแต่งต้ังครอู นบุ าลทกุ คนซ่ึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของรัฐจะใช้ระบบคุณธรรมเป็นเกณฑ์ในการ
พิจารณา

หนว่ ยงานทรี่ บั ผิดชอบ

การจัดการศึกษาปฐมวัยในนิวซีแลนด์ รัฐบาลลงทุนจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อว่าประชาชนจะได้
ตระหนกั ถึงประโยชน์ของบรกิ ารการศกึ ษาดงั กลา่ วท่ีมตี อ่ สงั คม โดยสรุปประโยชน์สาธารณะ 4 ประการ
ทีเ่ กิดจากบรกิ ารการศกึ ษาปฐมวยั ไว้ ดังน้ี

1. ประโยชน์ดา้ นการศกึ ษา การศึกษาปฐมวัยช่วยเสริมสร้างคุณภาพผลผลิตของการศึกษาและ
สังคมโดยเฉพาะอย่างย่ิงเดก็ ทดี่ ้อยโอกาสด้านต่าง ๆ

2. ประโยชน์ด้านตลาดแรงงาน บริการการศึกษาปฐมวัยจะช่วยสร้างตลาดแรงงานท่ีมี
ประสิทธภิ าพและประสิทธิผลด้วยการทาใหผ้ ู้ดูแลเดก็ เข้าสู่ตลาดแรงงานงา่ ยขึน้

3. ประโยชน์ด้านสวัสดิการ บริการการศึกษาปฐมวัยมีบทบาทให้สังคมและปัจเจกชนในสังคม
ได้รับสวัสดิการ ดว้ ยมาตรการการจดั สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสาหรับเด็ก การสนับสนุนผู้ปกครองและ
การส่งเสริมใหผ้ ปู้ กครองมที กั ษะการเลี้ยงดูและอบรมบุตรหลาน (Parenting skills)

4. ประโยชนด์ า้ นภาษาและวฒั นธรรม

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "63

หน่วยงานทีม่ ีอานาจทางการจดั การศกึ ษาปฐมวัยในนวิ ซีแลนด์ มี 2 หน่วยงานหลกั ไดแ้ ก่
1. สมาคมโรงเรยี นอนบุ าลอสิ ระแห่งนวิ ซแี ลนด์ ซึง่ รบั ผดิ ชอบการจดั การโรงเรยี นอนบุ าล
362 โรง โดยสมาคมโรงเรียนอนุบาลอิสระแห่งนิวซีแลนด์ว่าจ้างเจ้าหน้าท่ีสองคนเป็นผู้ปฏิบัติงานและมี
คณะกรรมการบริหารระดับชาติ ซ่ึงมาจากการเลือกตั้งจานวนเจ็ดคนเป็นผู้บริหารงาน การดาเนินงาน
ของสมาคมโรงเรียนอนุบาลอิสระแห่งนิวซีแลนด์ครอบคลุมถึงการประสานความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง
กับลูกจ้างในระดับชาติ การจัดสัมมนาเพ่ือการพัฒนานโยบายระดับชาติและการให้ความสนับสนุนแก่
สมาคมโรงเรียนอนุบาลเฉพาะราย
2. สหพันธ์โรงเรียนอนุบาล เกิดจากการรวมตัวของสมาคมโรงเรียนอนุบาล 4 สมาคม แต่ละ
สมาคมสามารถกาหนดนโยบายของตนเอง นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายร่วมท่ีกาหนดไว้และสมาคมอาสาที่
จะดาเนินการร่วมกัน การดาเนินงานของสหพันธ์โรงเรียนอนุบาล เน้นการให้ความร่วมมือของส่วนรวม
การใหค้ วามสาคัญกับการจัดการทม่ี ปี ระสิทธิภาพ รวมทง้ั การพฒั นาบุคลากรของสหพนั ธ์ คณะกรรมการ
ผู้ปกครองระดบั ทอ้ งถิ่นและกลุ่มเป้าหมายใหม้ ีความรู้ความสามารถ เพ่ือท่ีจะตอบสนองความต้องการการ
เรียนรู้ของผู้เรยี นให้มากทส่ี ดุ (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ , 2542 , หนา้ 17 - 20)

โครงสรา้ งองค์กรบรหิ ารโรงเรียนอนุบาลในนวิ ซีแลนด์

โครงสร้างการบริหารและการจัดการของโรงเรียนอนุบาลในประเทศนิวซีแลนด์ มีการกระจาย
อานาจท่ียืดหยุ่น และระดับความรับผิดชอบร่วมกันหลายระดับ ในปี ค.ศ.1926 ได้มีการจัดตั้งองค์กร
บริหารโรงเรียนอนุบาลระดับชาติแห่งแรกคือ สหภาพโรงเรียนอนุบาลอิสระแห่งนิวซีแลนด์ (New
Zealand free kindergartenunion) เพ่ือสนองตอบความต้องการในเร่ืองความสอดคล้องและการสร้าง
เครือข่าย ด้วยการขยายการก่อสร้างโรงเรียนอนุบาลอย่างรวดเร็ว หน้าท่ีหลักของสหภาพคือจะต้อง
อานวยความสะดวกในการแลกเปล่ียนข่าวสารข้อมูลระหว่างสมาคมโรงเรียนอนุบาล ต่อมา สหภาพ
ดงั กล่าวได้เปล่ียนชื่อเป็นสมาคมโรงเรียนอนุบาลอิสระแห่งนิวซีแลนด์ ในปี ค.ศ.1991 สมาคมโรงเรียน
อนบุ าล 4 สมาคมประกอบดว้ ย สมาคมโรงเรยี นอนบุ าลแหง่ เมืองโอคแลนด์ (Auckland) เมืองไวกาโต
(Waikato) กรุงเวลลิงตัน (Wellington) และเกาะเหนือตอนกลาง (Central north island) ได้
ตัดสินใจท่ีจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสมาคมโรงเรียนอนุบาลอิสระแห่งนิวซีแลนด์ และร่วมกัน
จดั ตั้งสหพนั ธ์โรงเรียนอนุบาลขนึ้

บทบาทขององค์กรทั้งสองในปัจจุบันคือ การรักษาสิทธิของสมาชิกในองค์กร โดยร่วมมือกัน
ดาเนินการในเรอื่ งท่ีเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การเจรจาต่อรองการทาสัญญาจา้ งงาน

บคุ ลากรดาเนินการ

อาจารย์ใหญใ่ นฐานะผบู้ ริหารด้านวิชาการ โดยท่ัวไปอาจารยใ์ หญม่ ภี าระหน้าท่ี 2 ประการ คือ
ประการแรก อาจารย์ใหญ่จะให้คาแนะนาและแนะแนวการสอนแก่ครู ประเมินการดาเนินงาน
ติดตามการพฒั นาวชิ าชพี จัดการประชุมบคุ ลากร จดั ใหค้ รูและบคุ ลากรกา้ วทนั กับการพัฒนาและความรู้
ในการจดั การศกึ ษาปฐมวัย รวมทั้งการติดตอ่ สอ่ื สารตัดสินใจระดบั นโยบายของสมาคมใหค้ รูทราบ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "64

ประการท่ีสอง ให้ความสนับสนุนทางวิชาการและให้การแนะแนวแก่นายจ้าง คือสมาคม โดย
การจัดทารายงานเก่ียวกับคุณภาพของหลักสูตร และมีส่วนร่วมในการบรรจุบุคลากรในฐานะที่ปรึกษา
ทางวิชาการ ซ่งึ ชว่ ยใหม้ ีความมัน่ ใจว่า ได้มีการนานโยบายไปปฏิบัติและดาเนินงานตามข้อกาหนดที่ระบุ
ไว้ในกฎหมายและสัญญา

ครูและผู้สอน ครูอนุบาลในนิวซีแลนด์ มีหน้าท่ีรับผิดชอบในเร่ืองการจัดการเรียนการสอนเด็ก
ปฐมวัย การติดตามการเข้าเรียนของเด็ก จัดทาเอกสารจานวนนักเรียน เก็บสถิติอุบัติเหตุและการรักษา
ทางการแพทย์ของเด็ก ครูในนิวซีแลนด์ ต้องได้รับการจดทะเบียนครู โดยคณะกรรมการทะเบียนครู
(Teachers Registration Board) จึงถือว่าเป็นครูที่มีคุณภาพและได้การยอมรับจากโรงเรียนและสังคมท้ังน้ี
คณะกรรมการทะเบยี นครจู ะมหี น้าที่

1. ตัดสนิ วา่ ครูคนใดจะได้ข้ึนทะเบยี น
2. ปรบั ปรุงทะเบียนและจัดทาประกาศนยี บัตร
3. รกั ษาทะเบียนครแู ละให้ขอ้ มลู ครูทข่ี ้ึนทะเบยี นแก่คณะกรรมการบรหิ ารโรงเรยี น
4. ตดั สนิ วา่ ครคู นใดจะถูกคดั ออกจากทะเบียนครู
5. ใหข้ ้อมูลรายชือ่ ครูที่ถกู คดั ออกจากทะเบียนแก่คณะกรรมการบริหารโรงเรยี น
ผู้บริหารหรืออาจารย์ใหญ่จะเป็นผู้สรรหาและจ้างครูที่ผ่านการขึ้นทะเบียนครู เพ่ือให้ได้ครูหรือ
บุคลากรท่ีมีคุณภาพ จากนั้นจะมีการปฐมนิเทศ เพ่ือเป็นการสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานร่วมกัน
ระหว่างผู้บริหารและครู ในเร่ืองเป้าหมาย นโยบาย และความต้องการของโรงเรียน บทบาทและ
ภาระหน้าท่ีของครูและความก้าวหน้าต่าง ๆ ที่ครูพึงจะได้รับจากโรงเรียน มีการสร้างขวัญและกาลังใจ
โดยการจดบนั ทกึ ความดคี วามชอบของครูเพื่อเป็นหลักฐานในการเล่ือนข้ันเงินเดือน ส่วนในเรื่องของการ
พัฒนาครู โรงเรยี นจะส่งครเู ข้ารบั การอบรมพฒั นาตามหลกั สตู รทก่ี าหนด และมีการติดตามผลการอบรม
เพื่อใหท้ ราบวา่ มกี ารนาไปและพัฒนาการเรียนการสอน ขณะเดียวกันครูใหญ่อาจพัฒนาครูด้วยการนิเทศ
การประชุมชีแ้ จงและใหค้ วามรูก้ ารจดั เอกสารใหอ้ า่ น ฯลฯ
การใหอ้ อกจากงาน โรงเรียนจะพิจารณาให้ครูออกจากงานด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ กรณีที่
ครูไม่ปฏิบัติหน้าท่ีตาม Job description ที่กาหนดตามสัญญา และกรณีเกษียณอายุซ่ึงกาหนดที่อายุ
65 ปี เมื่อครูออกจากงานจะได้รบั คา่ ตอบแทนใน 2 ประเภทคือ เงนิ สะสมท่ีรัฐหักไว้เป็นรายเดือนและ
ที่รัฐสะสมให้ และกรณีท่ีรัฐไม่ได้หักเงินสะสมไว้ รัฐจะจ่ายเงินประกันสังคมเป็นค่าอาหารรายสัปดาห์
สปั ดาห์ละประมาณ 2,100 บาท
การสร้างเจตคติของครู เนื่องจากครูในนิวซีแลนด์เป็นครูท่ีผ่านการจดทะเบียนครู ซึ่งหมายถึง
การประกันคุณภาพครู การได้รับเงินเดือนที่เพียงพอ (ประมาณ 45,000 บาท) การได้รับการยอมรับ
จากสงั คม การรคู้ วามกา้ วหน้าของตนเองรวมทั้งมีระบบการติดตามตรวจสอบและพัฒนาครูท่ีชัดเจน ครู
ของนิวซแี ลนด์จงึ เปน็ ครูท่ีต้งั ใจสอน มีความรักในอาชีพ ครูส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเอาใจใส่ต่อ
นกั เรยี นค่อนข้างสูง จงึ ส่งผลต่อคณุ ภาพการเรียนของเด็ก (พณิ สุดา สริ ธิ รังศรี, 2540, หน้า 25)

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "65

การศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น

การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยในประเทศญ่ีปุ่นได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1876 โดยจัดตั้งโรงเรียน
อนุบาลแหง่ แรกข้ึนในทเี่ ดียวกันกบั วทิ ยาลยั ครูสตรแี ห่งโตเกยี ว วตั ถุประสงค์ของโรงเรียนอนุบาลในระยะ
น้ีเพื่อพัฒนาความถนัดตามธรรมชาติ ปลูกฝังคุณธรรม ส่งเสริมสุขภาพอนามัย พัฒนาความสามารถใน
การใช้วาทศิลป์ และมีแบบอย่างการแสดงพฤติกรรมท่ีเหมาะสม ต่อมาในปี ค.ศ.1889 และ ค.ศ.1890
ได้มีระเบยี บเกี่ยวกับการศกึ ษาระดับปฐมวัยออกมาทาให้วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาระดับน้ีชัดเจน
ข้ึนและจานวนโรงเรียนอนุบาลก็ค่อย ๆ เพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ ในขณะท่ีการศึกษาระดับปฐมวัยกาลังแพร่ขยาย
ไปท่ัวประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจน คือ ความไม่เหมาะสมของระเบียบท่ีได้ออกมากับ
สถานการณ์ในขณะนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศกฎหมายเกี่ยวกับระเบียบการจัดการศึกษา
ระดับปฐมวัยและกฎหมายเก่ียวกับการจัดอานวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่าง ๆ ข้ึนในปี ค.ศ. 1899
กฎหมายน้ีไดก้ าหนดอายุของเด็กที่จะรับเขา้ เรียน เวลาท่ใี ช้ในการเรียน จานวนนักเรียน ส่ิงอานวยความ
สะดวกในอาคารเรียน หลกั สูตร อุปกรณก์ ารเรียนการสอน และส่งิ จาเปน็ พน้ื ฐานของการจดั การศกึ ษา

หลกั การและรูปแบบการจดั การศึกษาปฐมวยั

โรงเรี ยน อนุ บา ลที่จั ดขึ้นในช่ วงแร กนั้น ได้ รับ อิทธิพลมา จา กแนว คว า มคิดของโฟรเ บล แล ะ
แนวความคดิ เกี่ยวกับการจดั การศึกษาปฐมวัยของอเมริกา แมจ้ ะไดร้ ับอทิ ธิพลมาจากโฟรเบลและ
อเมรกิ าก็ตาม ญปี่ นุ่ ไดท้ าการปรบั แนวความคดิ เหล่าน้ันให้สอดคล้องกับความต้องการและวัฒนธรรมของ
ตน ดงั จะเห็นได้จากจุดมุ่งหมายของการศึกษาปฐมวัยท่ีกล่าวไว้ว่า “การศึกษาปฐมวัยน้ัน มุ่งเพื่อฝึกให้
เด็กเกิดการรับรู้ตามธรรมชาติ พัฒนาให้จิตใจต่ืนอยู่เสมอ อีกทั้งก่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลูกฝังความ
หนักแน่นของอารมณ์ พร้อมทั้งฝึกให้ใช้ภาษาและท่าทางท่ีสุภาพ” (ประภาพรรณ สุวรรณศุข, 2547,
หนา้ 72)

หลังสงครามโลกคร้ังที่ 1 ลัทธิชาตินิยมเริ่มมีอิทธิพลต่อการศึกษาในทุก ๆ ระดับ วัตถุประสงค์
ของการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงกลายเป็นชาตินิยมไปในที่สุด ต่อมาในระหว่างสงครามโลกคร้ังท่ี 2
โรงเรียนอนบุ าลหลายแหง่ ถกู ทาลายเสยี หายจนต้องเลิกสอน โรงเรียนอนุบาลท่ีเหลืออยู่ก็ต้องเปลี่ยนเป็น
สถานเล้ียงเด็กกลางวันระหว่างสงครามเพราะที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอกับความจาเป็น จนกระท่ังหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไดม้ ีประกาศรัฐธรรมนญู ฉบับใหมท่ ่เี ปลี่ยนวัตถุประสงคข์ องการศกึ ษาเน้นไปในทาง
การศกึ ษาเพื่อชวี ิตทีม่ คี วามสขุ และสนั ติแทน

การจดั การศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศญี่ปุ่น มรี ปู แบบการจัด 2 ประเภท คอื
1. โรงเรียนอนุบาล รับเด็กอายุระหว่าง 3 – 5 ปี แบ่งกลุ่มตามอายุ คือ กลุ่มอายุ 3 ปี กลุ่ม
อายุ 4 ปี และกลุ่มอายุ 5 ปี จานวนกลุ่มละ 40 คน เด็กเหล่านี้จะเรียนอยู่ที่โรงเรียนวันละ 4 ช่ัวโมง
โดยกาหนดเวลาเรียนต้องมากกว่า 220 วันต่อ 1 ปี และมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพทาง
ร่างกายและจิตใจของเด็ก ๆ ให้เจริญควบคู่กันไป พร้อมทั้งช่วยสร้างแบบแผนขั้นต้นแห่งความประพฤติ
ในชวี ติ ประจาวันของเด็กดว้ ยการจัดสง่ิ แวดล้อมทเ่ี หมาะสม

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "66

2. สถานรับเลย้ี งเดก็ จัดข้นึ เพ่อื รับเลยี้ งเด็กทพ่ี อ่ แม่ต้องออกไปทางาน โดยเฉพาะเด็กที่มาจาก
ครอบครัวท่ีฐานะยากจน ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาให้การเลี้ยงดูวันละ 8 ชั่วโมง โดยท่ีเด็กจะมาท่ีสถานรับ
เลย้ี งเดก็ ประมาณ 08.30 น. และกลับบ้านเวลา 16.30 น. สาหรับเด็กที่มารับบริการจะรับเด็กต้ังแต่แรก
เกดิ – 5 ปี การแบ่งกลุ่มเดก็ จะแบ่งตามขัน้ พัฒนาการเปน็ สาคญั โดยมีการจดั กลุ่มและจัดชั้นแบบรวม

หลกั สตู รและการจดั การศึกษาปฐมวัย

หลักสูตรและการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญ่ีปุ่น จุดประสงค์ของการจัดการศึกษาใน
โรงเรียนอนุบาลจะเน้นการพัฒนาเด็กตามธรรมชาติ ปลูกฝังคุณธรรมและการส่งเสริมคุณภาพอนามัย
โดยได้นาหลักสูตรแกนกลางหรือหลักสูตรระดับชาติมาพัฒนาเป็นหลักสูตรสถานศึกษาสะท้อนปรัชญา
การศกึ ษาของชาติท่ีเน้นการสง่ เสริมพัฒนาการเด็กแบบองค์รวม โดยจัดกิจกรรมท่ีคานึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างวัยของเด็ก ระยะเวลาในการสอนและสภาพของท้องถ่ิน สาระหลักของหลักสูตรแกนกลาง 6
สาระ คือ

1. พลานามยั เน้นใหเ้ ดก็ เรียนรู้สขุ นสิ ัยและการออกกาลังกายเพอ่ื ความมสี ุขภาพดี
2. สังคมศกึ ษา มงุ่ ใหเ้ ด็กเรยี นรสู้ ังคมและพัฒนาลักษณะนสิ ัยท่ีพงึ ประสงค์ ท้งั โดย
ส่วนตวั และสว่ นท่ีสมั พนั ธก์ บั สงั คม
3. ธรรมชาตศิ ึกษา เป็นการเรยี นรเู้ กย่ี วกับสตั ว์ พชื และปรากฏการณธ์ รรมชาติ เดก็ จะ
ไดร้ บั การฝึกการสงั เกต การวิเคราะห์ การเรยี นรสู้ ิ่งต่าง ๆ รอบตัว
4. ภาษา เปน็ การพฒั นาทกั ษะภาษา การใชภ้ าษาไดถ้ ูกตอ้ ง
5. ดนตรีและจังหวะ เพื่อให้เด็กได้สนุกสนานกับการฟังดนตรี ส่งเสริมการร้องเพลง การเล่น
กับเครื่องดนตรีต่าง ๆ ให้อิสระในการที่เด็กจะแสดงออกท้ังทางความคิดเห็น ความรู้สึกทางเสียงเพลง
และการแสดงทา่ ทางอยา่ งเสรี
6. การวาดภาพและงานฝีมือ เพื่อพัฒนาทางด้านสุนทรียภาพ ช่วยให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่
สนุกสนานในการวาดภาพและงานฝีมือตา่ ง ๆ อย่างมีอสิ ระ
หลักสูตรสาหรับสถานรับเลี้ยงเด็ก ถ้าเป็นเด็กกลุ่มอายุเท่ากันกับเด็กโรงเรียนอนุบาลนั้น
หลักสูตรจะต้ังอยู่บนพื้นฐานของ “มาตรฐานหลักสูตรอนุบาล” ในสถานรับเล้ียงเด็กมีกิจกรรมต่าง ๆ
ดงั น้ี การตรวจสุขภาพประจาวัน การนอนพักผ่อนกลางวัน การตรวจผิวหนังและอุณหภูมิร่างกาย การ
ตรวจความสะอาดเมื่อนักเรียนมาโรงเรียน การเล่นอย่างอิสระ ซ่ึงอาจเลือกเล่นดนตรี กิจกรรมเข้า
จังหวะ การวาดภาพ ศลิ ปะปฏบิ ัติ ศึกษาธรรมชาติ สงั คมศกึ ษาหรอื เล่นเกมกันเป็นกลุ่ม ตามปกติแล้ว
สถานรบั เลย้ี งเด็กจะดแู ลเด็กวันละ 8 ชว่ั โมง

หน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบ

การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญ่ปี นุ่ ไมใ่ ช่การศึกษาภาคบังคับ การจัดการศึกษาในระดับนี้
เป็นหน้าที่ของจังหวัด (Prefecture) ซ่ึงเป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค โดยมีคณะกรรมการ
การศึกษาของจังหวัด (Prefectural Board of Education) มีหน้าท่ีในการบริหารการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
คือบริการให้คาปรึกษาและข้อมูลเก่ียวกับโปรแกรม สารวจความต้องการในการเรียนรู้ของประชาชน

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "67

และพัฒนาโปรแกรมการศึกษาเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งรับผิดชอบจัดการฝึกอบรม
สาหรับผู้จดั โปรแกรม ตลอดจนเตรียมระบบและวิธีการสาหรับฝึกอบรมดังกล่าว นอกจากจังหวัดจะเป็น
ผู้รับผิดชอบจัดการศึกษาแล้วยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่สนับสนุนและกากับดูแลการจัดการศึกษาในแต่ละ
รปู แบบ ดงั นี้

1. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร วิทยาศาสตร์ การกีฬาและวัฒนธรรม รับผิดชอบดูแลโรงเรียนอนุบาล
ท้ังโรงเรียนอนุบาลของรัฐที่ท้องถ่ินหรือจังหวัดดูแลรับผิดชอบ และโรงเรียนอนุบาลเอกชน โดย
กระทรวงศึกษาธิการจะออกกฎท่ีใช้เป็นหลักในการพิจารณาค่าเล่าเรียนซ่ึงจะคานึงถึงจานวนปีท่ีจะต้อง
เรียน ช่ัวโมงที่สอน มาตรฐานของตึกเรียน เครื่องมือภายในโรงเรียน การฝึกฝนจานวนครูและครูใหญ่
และหลกั สตู รอย่างกวา้ ง ๆ

2. กระทรวงสาธารณสุขและการสงเคราะห์ จะดูแลรับผิดชอบสถานรับเลี้ยงเด็กโดยมีการ
กาหนดมาตรฐานอย่างต่าของสถานรับเลี้ยงเด็กไว้ ซ่ึงมาตรฐานน้ันรวมถึงสถานท่ี เครื่องมือสาหรับเลี้ยง
ดูทารก ห้องเล้ียงเด็ก อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียน ส่วนหลักสูตร เคร่ืองมือและของเล่นต่าง ๆ
สาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปีน้ัน เหมือนกับของโรงเรียนอนุบาลทุกประการ สาเหตุท่ีจัดเหมือนกันก็
เน่ืองมาจากข้อตกลงระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและการสงเคราะห์กับกระทรวงศึกษาธิการในปี
ค.ศ.1963 เงินสนับสนนุ ในการดาเนินงานของสถานรับเล้ียงเด็กน้ัน ได้รับจากการร่วมมือกันระหว่างส่วน
บริหารงานส่วนท้องถ่ินกับรัฐบาล โดยที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือผ่านทางองค์การสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ
ส่วนคา่ เลา่ เรยี นนัน้ ขน้ึ อยู่กับฐานะครอบครัวเด็กเป็นหลัก ถ้าเด็กที่มาจากครอบครัวท่ีมีฐานะต่าก็แทบจะ
ไมต่ ้องจ่ายเงนิ เลย

บคุ ลากรดาเนินการ

1. บุคลากรในโรงเรียนอนุบาล จะประกอบไปด้วย ผู้อานวยการ คณะครูและอาจจะมีบุคลากร
อื่น ๆ อีก แต่ในสถานการณพ์ เิ ศษกอ็ าจมกี ารยกเวน้ ได้

ผู้อานวยการ เป็นผู้บังคับบัญชาและดูแลรับผิดชอบ รวมท้ังให้คาปรึกษาแก่ผู้ร่วมงาน
อื่น ๆ มักจะเป็นผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตรครูระดับช้ันเยี่ยมและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานทางด้าน
การศึกษาไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ปี

ครปู ระจาการทปี่ ฏบิ ตั งิ านเตม็ เวลา ซึ่งมหี นา้ ทดี่ ูแลรบั ผิดชอบเด็ก มักจะมีวุฒิปริญญา
ตรีหรืออนุปริญญาตรีจากวิทยาลัย ในบางกรณีอาจมีผู้ช่วยครูที่ทางานเต็มเวลาหรือครูประจาการท่ี
ทางานได้ไม่เต็มเวลา มาสอนแทนบ้าง แต่ครูผู้ช่วยหรือครูแบบทางานไม่เต็มเวลาเหล่าน้ีก็จะต้องมีวุฒิ
อย่างน้อยมธั ยมปลาย

โรงเรียนอนุบาลทุกแห่งจะมีหัวหน้าซ่ึงทาหน้าที่ช่วยเหลือผู้อานวยการ มีครูพยาบาล
หรือผ้ชู ว่ ยและเสมียน นอกจากน้ถี ้าสามารถจดั หาในโรงเรียนอนุบาลก็จะได้จัดหาแพทย์ ทันตแพทย์และ
เภสัชกรรมไว้ดว้ ย ห้องเรยี นแตล่ ะหอ้ งควรมคี รเู ต็มเวลาประจาอย่างน้อย 1 คน ต่อนักเรียนท่ีอายุเท่ากัน
ไมเ่ กิน 40 คน

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "68

2. บุคลากรของสถานรับเลี้ยงเด็ก ประกอบด้วย พยาบาลกลางวันและแพทย์ที่มาประจาเฉพาะ
บางเวลา สาหรบั พยาบาลกลางวันนั้นจะมีอัตราส่วน 1 คน ต่อเด็กอายุต่ากว่า 3 ปี จานวน 6 คน และอย่าง
น้อย 1 คน ต่อเด็กอายุระหว่าง 3 – 4 ปี จานวน 20 คน สถานรับเลี้ยงเด็กทุกแห่งควรมีพยาบาลประจา
อย่างน้อยท่ีสุดแห่งละ 2 คน พยาบาลเหล่าน้ีควรจะมีวุฒิทางพยาบาลจากสถาบันที่กระทรวงสาธารณสุข
และการสงเคราะห์หรือองคก์ รอื่นทีเ่ กี่ยวขอ้ งรบั รองแล้ว (ประมขุ กอรปสริ พิ ฒั น,์ 2534)

การศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศอิสราเอล

อสิ ราเอลถือไดว้ า่ เปน็ ประเทศทใ่ี ห้ความสาคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างสูงประเทศ
หนึ่ง โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา ระบบการศึกษาของประเทศอิสราเอลตั้งขึ้นบนพื้นฐานความเช่ือว่า
เด็กควรได้รับการศึกษาให้เร็วท่ีสุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อว่าเด็กทุกคนจะได้รับโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพ
ของตนให้สงู ที่สุด การศึกษาของประเทศอิสราเอลมุ่งเน้นท่ีการเตรียมเด็กให้เป็นสมาชิกท่ีมีความรับผิดชอบ
ในสังคมประชาธิปไตย ซ่ึงประกอบด้วยกลุ่มคนหลาย เชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม หลายศาสนาและมี
พืน้ ฐานทแ่ี ตกต่างกนั

อทิ ธิพลทางประวัตศิ าสตร์และการเมอื งท่ีมีผลต่อกระบวนการจัดการศึกษาในอิสราเอล
ปี ค.ศ.1980 Eliezer Ben ตั้งคณะกรรมการสร้างภาษาพูดฮิบรู และต้ังอนุบาลเพื่อสอนเด็กให้
พูดภาษาฮิบรู เรียกว่า “โรงเรียนอนุบาลฮิบรู” สอนโดยครูยิว จากยุโรป ใช้หลักการ/ปรัชญาการสอน
ของโฟรเบล
ปี ค.ศ.1940 – 1950 ครูอนุบาลถูกส่งไปเรียนที่วิทยาลัย Bank St. ในมลรัฐนิวยอร์ค
สหรฐั อเมริกา ใช้หลกั การสอนของ จอห์น ดิวอี้ ดังน้ันหลักสูตรจึงควรเน้น “เด็กเป็นศูนย์กลาง” ให้เด็ก
ได้ฝึกคิด วิเคราะห์ การจัดสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน ให้ถือว่าโรงเรียนเป็นส่วนส่งเสริมครอบครัว บ้าน
ชุมชน และสังคม โรงเรียนเป็นท่ีฝึกกฎเกณฑ์ทางสังคม ครูจึงควรจัดบรรยากาศของห้องเรียนและ
โรงเรยี นให้มกี ารปฏสิ ัมพนั ธใ์ นกลุ่มมากขน้ึ
ปี ค.ศ.1953 รัฐสภาออกกฎหมายการศึกษาภาคบังคับท่ีเป็นการศึกษาให้เปล่า เด็กวัย 5 ปีทุก
คนต้องเข้าเรียนอนุบาล เพื่อจะได้เรียนภาษาฮิบรู และเรียนรู้วัฒนธรรมประจาชาติ ครูต้องมีคุณภาพ
ต้องเรียนวิชาชีพครูเป็นเวลา 4 ปี มีการออกกฎหมายว่าด้วยการกากับดูแล เพ่ือสร้างความม่ันใจว่า
โรงเรยี นอนบุ าลทกุ โรงตอ้ งไดร้ ับการกากับ ดแู ลและนิเทศก์
ปี ค.ศ.1960 – ค.ศ.1970 เดก็ อายุ 3 – 4 ปี ไดร้ ับการศึกษาชั้นปฐมวยั
ปี ค.ศ.1989 กระทรวงศึกษาธิการ พยายามให้มีการสอน การอ่าน/เขียนในโรงเรียนอนุบาล
ซ่งึ ขดั กบั ปรชั ญาดงั เดิมของการใหก้ ารศกึ ษา จึงไดม้ ีการนาวิธกี ารสอนภาษาแบบธรรมชาติมาใช้ โดยเน้น
การจัดส่ิงแวดล้อมท่ีเต็มไปด้วยภาษาเขียน และเปิดโอกาสให้เด็กได้พูด และเขียน นอกจากนี้ยังพาเด็ก
ไปทศั นศึกษานอกสถานท่ี ได้เรียนรู้ศลิ ปะ ดนตรี ละคร และคอมพิวเตอร์

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "69

ปี ค.ศ.1990 – ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการ เพิ่มการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุก
ระดบั การศึกษา รวมท้ังระดับปฐมวัย จัดเป็นโปรแกรมท่ีให้เด็กได้หัดสังเกตสิ่งรอบตัว โดยผนวกเข้าใน
กจิ กรรมการเล่นบทบาทสมมตุ ิ กิจกรรมสรา้ งสรรค์ตา่ ง ๆ การเล่านิทานหรือการทาโครงงาน

หลักการและรปู แบบการจัดการศึกษาปฐมวัย

การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลนั้น มุ่งท่ีจะพัฒนาเด็กในทุกด้านต้ังแต่พัฒนาการทางด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ สงั คม สตปิ ญั ญาและจรยิ ธรรม ท้ังน้ีโดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
เป็นหลัก จุดประสงค์ประการสาคัญของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยในประเทศอิสราเอลนั้นเพื่อท่ีจะ
ส่งเสริมเด็กในการพัฒนาทักษะชีวิต (Life Skills) โดยคานึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยเป็นสาคัญ
นอกจากน้ันยังมุ่งเน้นถึงการพัฒนาทัศนคติทางบวกต่อตนเองและผู้อื่น จุดมุ่งหมายประการสุดท้ายคือ
เพื่อที่จะพัฒนาเด็กให้มีทักษะการเรียนรู้และพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ มีพ้ืนฐานของความเป็นมนุษยชน
โดยคานงึ ถึงวฒั นธรรมและประเทศชาติเปน็ หลกั

การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลนั้นพัฒนาจากรากฐานความเช่ือว่า การเรียนรู้คือ
กระบวนการของการสร้าง (Construction) ท่ีเกิดข้ึนภายใน(With in) การจัดรวบรวมข้อมูลความรู้ที่มีอยู่
แลว้ ใหเ้ ป็นระบบระเบยี บพร้อมท่จี ะนามาใช้ไดต้ ลอดเวลา และคือการสะสมความรู้ใหม่ ๆ (Assimilating
New Knowledge) การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยน้ันเกิดข้ึนทุกหนทุกแห่งและเกิดข้ึนตลอดเวลา เด็กปฐมวัย
เรียนรู้ทั้งทางตรงโดยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีผู้ใหญ่จัดให้และทางอ้อมโดยผ่านประสบการณ์ใน
ชีวิตประจาวันของตน ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมล้วนส่งผลต่อ
พฒั นาการการเรียนรู้ของเด็กทงั้ สิน้

เน่ืองจากเด็กปฐมวัยนั้นไม่สามารถที่จะมุ่งสมาธิ (Concentratr) ในสิ่งหนึ่งสางใดได้เป็นระยะ
เวลานาน ๆ ยิ่งกว่าน้ันการเข้าร่วมกิจกรรม (Participate) ของเด็กปฐมวัยก็ข้ึนอยู่กับความสนใจของเด็ก
เป็นสาคญั ดงั นน้ั ในการจดั การศึกษาใหก้ ับเด็กปฐมวัย (3 – 6 ปี) ควรมีความหลากหลายของกิจกรรมโดย
มพี ้นื ฐานทีก่ ารเล่นเปน็ หลกั

รปู แบบการจดั การศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศอสิ ราเอล แบ่งเปน็ รูปแบบ 3 รูปแบบ ดงั นี้
1. ศนู ย์เดก็ เลก็ (Day Care Centres) รับเด็กตัง้ แต่อายุ 3 เดือน – 4 ปี อยภู่ ายใต้การ
ดูแลขององค์การอาสาสมัครของสตรีและกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จัดข้ึนเพื่อบริการแม่ท่ีต้อง
ทางาน กระทรวงแรงงาน ฯ จะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายโดยคานึงถึงรายได้ของแต่ละครอบครัวเป็นหลัก
ศนู ยเ์ ลยี้ งเดก็ ของเอกชนหลายแห่ง ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครฐั
2. สถานรบั เล้ยี งเด็ก (Nursery School) รับเด็กอายุ 3 – 5 ปี อย่ภู ายใตก้ ารดูแลของ
สภาเทศบาล ซึ่งสภาเทศบาลอุดหนุนเร่ืองสถานท่ี อุปกรณ์ เงินเดือนผู้ช่วย และค่าใช้จ่ายอีกเล็กน้อย
ส่วนกระทรวงศกึ ษาธิการ จะเป็นผู้จ่ายเงินเดอื นครูและให้การนิเทศ เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวของเด็ก ท้ังน้ี
ข้นึ อยู่กบั รายไดข้ องแตล่ ะครอบครัว อยา่ งไรก็ตาม ยังมีสถานรับเล้ียงเด็กของเอกชนที่มีการจดทะเบียนและ
ดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน ครูในสถานเล้ียงเด็กทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติตามที่
กาหนด

70

3. โรงเรยี นอนบุ าล (Kindergarten) รับเด็กอายุ 5 – 6 ปี การศกึ ษาระดับช้ันอนบุ าล

เป็นการศึกษาภาคบังคับ และจัดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หน่วยการศึกษาของเทศบาล ให้เงินสนับสนุนค่า

อาคารสถานท่ี อุปกรณ์ เงินเดือนครูผู้ช่วยและเงินค่าใช้จ่ายอื่นอีกก้อน กระทรวงศึกษาธิการจะให้

เงนิ เดือนครูและนิเทศการสอนด้วย ครูอนุบาลทกุ คนจะต้องมีคณุ สมบตั ิ

ตามที่กาหนด
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
สัดส่วนของเด็กตอ่ ครู

เดก็ อายุ 4 – 6 ปี จานวนเดก็ 35 คน : ครู 1 คน ครูผ้ชู ว่ ย 1 คน

เดก็ อายุ 2 – 3 ปี จานวนเด็ก 12 คน : ครู 1 คน

เด็กอายุ 1 ½ – 2 ปี จานวนเดก็ 10 คน : ครู 1 คน

เดก็ อายุ 3 เดอื น – 1 ½ ปี จานวนเด็ก 6 คน : ครู 1 คน

ทางกระทรวงศึกษาธิการ บังคับให้ผู้ที่เล้ียงเด็ก 2 – 3 ปี ต้องได้รับการฝึกหัดเป็นครูสถานรับ
เลี้ยงเด็ก (ตามกฎหมายวา่ ด้วยการดูแลเดก็ อายุ 2 ปี)

หลักสูตรและการจัดการศกึ ษาปฐมวัย

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับปฐมวัยของประเทศอิสราเอลนั้น คานึงถึงความ
หลากหลายของกจิ กรรม โครงสร้างการเรยี นรู้ ช่วงระยะเวลาในการเรียนและสถานท่ีเป็นหลักสาคัญ ใน
การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหก้ บั เด็กปฐมวัยในช้ันเรียนของตนน้ัน ครูอิสราเอลได้คานึงถึงสิ่งต่าง ๆ
ต่อไปน้ี อันได้แก่ การเล่นเสรี (Free Play) กิจกรรมการแสดงออกต่าง ๆ (Expressie Activties) การ
สมั ผสั โดยตรงกับวัสดุต่าง ๆ (Contact With Materials) กิจกรรมการสอนโดยตรง (Diactic Activties)
และการเรียนรู้โดยมีการแนะนา (Guided Learning) เป็นหลัก ท้ังน้ีโดยที่กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้นั้นอาจ
จดั ไดห้ ลายรปู แบบ เชน่ กิจกรรมเป็นรายบุคคล (Individual) กจิ กรรมกลุ่มย่อย (Small group) หรือ
กจิ กรรมกลุม่ ใหญ่ (Enyire Class) เป็นตน้

รูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นอาจเกิดข้ึนทันทีทันใด (Spontaneous) โดยไม่
มีการวางแผนหรืออาจมีการวางแผน (Planned) ไว้ล่วงหน้าก็ได้ นอกจากน้ันรูปแบบของกิจกรรมที่
กล่าวถึงจะเกิดข้ึนใน 2 ลักษณะคือ ในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน อาจเป็นกิจกรรมเสรีหรือกิจกรรมท่ีมี
ครเู ปน็ ผ้แู นะนากไ็ ด้

กิจวตั รประจาวันของเดก็ ปฐมวยั นัน้ มีความหลากหลายมาก เวลาโดยส่วนใหญ่ของเด็กจะมุ่งเน้น
ไปท่กี ิจกรรมกลุ่มย่อยหรือกิจกรรมเป็นรายบุคคลมากกว่ากิจกรรมกลุ่มใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปท่ีการเล่นและ
การให้เด็กได้มีโอกาสสัมผัสกับวัสดุต่าง ๆ โดยที่กิจกรรมกลุ่มใหญ่ เช่น การร้องเพลง การฟังนิทาน การ
พูดคุย จะได้รบั ความสาคัญน้อยกวา่

71

หลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับปฐมวัย การจัดกิจกรรมการเรียนการ

สอนในระดับปฐมวัยของประเทศอิสราเอล ได้คานึงถึงสง่ิ ตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี้เปน็ หลกั คอื
1. การจัดการกับสถานที่ (Organization Of Space) ในการจัดส่ิงแวดล้อมสาหรับเด็กปฐมวัย

นั้น ครูอิสราเอลคานึงถึงการใช้พ้ืนท่ีใน 2 ลักษณะคือ พื้นท่ีในช้ันเรียนหรือในอาคารเรียน และพ้ืนท่ีใน
สนาม พ้ืนที่ดังกล่าวข้างต้นจะได้รับการแบ่งเป็นมุมต่าง ๆ โดยคานึงถึงความปลอดภัย ความ
หลากหลายของกิจกรรม ความสะดวกในการเข้ามาใช้พ้ืนที่ โดยมีการยืดหยนุ่ ได้เพื่อตอบสนองการเรียนรู้
ความสนใจและความตอ้ งการของเด็กเปน็ สาคญั กิจกรรมต่าง ๆ ทีจ่ ดั ขึ้นมุ่งให้เด็กได้มกี ารสารวจ ค้นคว้า
โดยผา่ นประสาทสัมผัสทงั้ 5

2. การจัดการกบั เวลา (Organization Of Time) ตารางกจิ วัตรประจาวันในระดับ
ปฐมวัยของประเทศอิสราเอลน้ันยืดหยุ่นได้ ตารางกิจวัตรประจาวันประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ใน
หลายรปู แบบดว้ ยกัน อันได้แก่ การเล่นเสรี ซึ่งหมายรวมถึง การแสดงบทบาทสมมติ การเลน่ บล็อกต่าง
ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก
กิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะในการดารงชีวิตต่าง ๆ รวมตลอดถึงกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีการวางแผนล่วงหน้า
เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียนอนุบาลหรือในศูนย์เด็กจะมุ่งเน้นไปท่ีกิจกรรมกลุ่มย่อย (Small Groups) หรือ
กจิ กรรมเป็นรายบุคคล (Individuals) หรือมิฉะน้ันก็เน้นรูปแบบกิจกรรมที่เด็กสนใจและเลือกท่ีจะมีส่วน
รว่ ม เช่น การเลน่ การแสดงออกในรปู แบบตา่ ง ๆ เป็นตน้ เวลาสว่ นน้อยเท่านั้นที่จะใช้กับกิจกรรม
ในโรงเรียนอนุบาลของรัฐที่เน้นทางด้านการสอนศาสนาน้ัน ตารางกิจวัตรประจาวันจะกาหนดเวลาสวด
มนต์ การเรียนคัมภรี ์ทางศาสนาและกฎหมายชาวยิวรวมอยดู่ ว้ ย

ตารางกจิ วัตรประจาวนั ของโรงเรยี นอนบุ าลในอสิ ราเอลจะกาหนดเวลาท่ีเพียงพอสาหรับกิจกรรม
ต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมท่ีมุ่งพัฒนาด้านร่างกาย และกล้ามเนื้อ กิจกรรมท่ีมุ่งเน้นพัฒนาด้านอารมณ์
ประสบการณ์ทางสังคม ประสบการณ์ที่สร้างเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและทักษะในการ
ดารงชวี ติ รวมตลอดถึงกระบวนการในการค้นหาความรู้ดว้ ย
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
07.45 น. – 08.30 น. ตารางกจิ วัตรประจาวัน
08.30 น. – 09.00 น. เดก็ มาถงึ โรงเรียน
กิจกรรมวงกลม สนทนาพูดคุยกับเด็กเก่ียวกับเรื่องอากาศ
09.00 น. – 10.30 น. เรื่องท่ัว ๆ ไปเกี่ยวกับตัวเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก
10.30 น. – 11.00 น. หน้าชน้ั
11.00 น. – 12.00 น. กิจกรรมเสรี เด็กแยกยา้ ยทากิจกรรมตามมมุ ตา่ ง ๆ
รับประทานอาหารว่าง
12.00 น. – 13.00 น. กิจกรรมกลางแจ้ง ในขณะเดียวกันครูจะสอนเด็กประมาณ 6 คน
ในกลุ่มยอ่ ย
เกมการศกึ ษา

72

13.00 น. – 13.30 น. กจิ กรรมสงบ นทิ าน สรปุ กจิ กรรมตลอดวนั

* ตารางกจิ วัตรประจาวนั น้ีสามารถยดื หยุน่ ได้ตามความเหมาะสม
เดก็ นักเรียนในประเทศอสิ ราเอลไปโรงเรยี นสปั ดาห์ละ 6 วัน *

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
3. การจัดการกับเน้ือหาหลักสูตร (Organization Of Content) หลักสูตรในระดับปฐมวัย
ของประเทศอิสราเอลมีความยดื หยุ่นสงู และประกอบดว้ ยเน้อื หา การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ หลายด้านด้วยกัน
โปรแกรมการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยมุ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะความสามารถของเด็กรวมตลอดถึง
ความเหมาะสมของเน้อื หากับความสนใจ ความต้องการและพัฒนาการของเด็ก

ในประเทศอิสราเอลน้ันครูมีอิสระในการกาหนดเน้ือหา การเรียนการสอนโดยคานึงถึงความ
ต้องการและความสนใจของเด็กเป็นสาคญั ในขณะเดยี วกันเน้ือหาการเรียนการสอนจาเป็นต้องสอดคล้อง
กับชุมชนท่ีโรงเรียนต้ังอยู่ด้วย หลักสูตรการเรียนการสอนของอิสราเอลมุ่งเน้นการจัดประสบการณ์ตรง
(Direct Learning - Experiences) ใหก้ บั เดก็ โดยคานึงถึงวัฒนธรรมและสังคมทเ่ี ดก็ เตบิ โตด้วย

สาหรบั การประเมินผลเด็กในระดับปฐมวัยน้ันมีจุดมุ่งหมายท่ีจะดูความสนใจและความต้องการของ
เดก็ เป็นสาคญั เพอ่ื นาข้อมูลทไี่ ด้ไปใชใ้ นการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่
ละคนต่อไป เมื่อเป็นเช่นน้ีการประสบความสาเร็จอย่างเป็นทางการ (Formal Achievements) หรือ
คะแนนจึงมิใช่จุดมุ่งหมายที่สาคัญทีส่ ดุ สาหรับการศึกษาปฐมวยั

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

การศึกษาปฐมวยั ในประเทศอิสราเอลมุ่งให้การศึกษาเด็กตั้งแต่อายุ 3 – 6 ปี ถึงแม้ว่าโปรแกรม
การศกึ ษาในศูนยเ์ ดก็ จะไมไ่ ดถ้ อื เป็นการศกึ ษาภาคบังคับแต่อย่างใด และมีการเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายหัว แต่
โดยส่วนใหญ่แล้วมักได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่น องค์กรสตรีและองค์เอกชน โดยอัตรา
ค่าใช้จ่ายท่ีผู้ปกครองต้องเสียจะถูกกาหนดโดยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ส่วนการศึกษาใน
โรงเรยี นอนบุ าลสาหรับเดก็ วยั 5 ปีนนั้ ถอื วา่ เปน็ การศึกษาภาคบังคบั และไมต่ อ้ งเสียค่าใชจ้ ่ายแต่อยา่ งใด

หนว่ ยงานทส่ี นับสนุนและกากบั ดแู ลการจัดการศกึ ษาในแต่ละรปู แบบ ได้แก่
1. องค์การอาสาสมัครของสตรีและกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม องค์การอาสาสมัคร
ของสตรี มีหน้าที่กากับดูแลศูนย์เด็กเล็ก กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จะเป็นผู้ตรวจสอบ
แมบ่ ้านและมีการอบรมให้ความรู้แกแ่ ม่บา้ น ในเรอ่ื งการจดั สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและวิธีการดูแลเด็ก
รวมทง้ั สนบั สนุนคา่ ใช้จา่ ยโดยคานึงถึงรายได้ของแตล่ ะครอบครวั
2. สภาเทศบาล มีหนา้ ท่ีดแู ลสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนบุ าล โดยให้การสนับสนุน
ค่าใช้จ่าย เรื่องอาคารสถานท่ี อุปกรณ์ เงนิ เดือนครูผ้ชู ว่ ยและคา่ ใชจ้ ่ายอ่นื ๆ
3. กระทรวงศึกษาธกิ าร รับผิดชอบค่าใช้จา่ ยเงนิ เดือนครอู นุบาลและให้การนิเทศการสอนแกค่ รู
อนบุ าล โดยจดั สรรงบประมาณ 11 % ของทัง้ หมดแก่การศกึ ษาเดก็ ปฐมวัย

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "73

บุคลากรดาเนนิ การ

ครอู นบุ าล ผู้ที่จะเป็นครอู นุบาลในประเทศอสิ ราเอลจะต้องเข้าฝึกอบรมในศูนย์ฝึกหัดครู ซ่ึงมีอยู่
10 แห่ง ท่ัวประเทศ ใช้เวลาอบรม 3 ปีและเพ่ิม 1 ปี จะได้ปริญญาตรี หลักสูตรเป็นวิชาทั่วไปและวิชา
การศึกษาปฐมวัย ในระยะเวลา 4 ปีนี้ ต้องไปฝึกงานในโรงเรียนอนุบาลอย่างน้อย 2 วัน / สัปดาห์ และ
จะเลือกชานาญทางการศึกษาภาคปกติหรือภาคพิเศษก็ได้ สาหรับการศึกษาภาคปกติจะเลือกเรียน
เกี่ยวกับเด็ก 0 – 5 ปี หรือ 3 – 8 ปี ก็ได้ ผู้ท่ีเรียนการศึกษาภาคปกติจะต้องเรียนวิชาท่ีเก่ียวกับเด็กที่
ตอ้ งการความช่วยเหลือเปน็ พเิ ศษดว้ ย

กระทรวงศกึ ษาธิการ จะจัดหน่วยศึกษานิเทศก์มาให้การอบรมครูอนุบาล การอบรมจะเป็นการ
สะสมแต้มของครู และจะเปน็ การเพิม่ เงนิ เดือนด้วย นอกจากนก้ี ระทรวงศึกษาธิการบังคับให้ผู้ท่ีเล้ียงเด็ก
อายุ 2 – 3 ปี ตอ้ งได้รับการฝกึ หดั เปน็ ครสู ถานรบั เล้ยี งเดก็ (ตามกฎหมายว่าด้วยการดแู ลเดก็ 2 ป)ี

สรุป

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัยในซีกโลกตะวันออก เริ่มต้ังแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา
ประเทศต่าง ๆ ในซีกโลกตะวันออก ได้เห็นความสาคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัยมากขึ้น จึง
พัฒนาการจัดการศึกษาระดับน้ี โดยได้รับอิทธิพลและยึดแนวทางการปฏิบัติตามแนวคิดของ โฟรเบล
และมอนเตสซอรี นามาพัฒนาจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศของตนให้มีเหมาะสมตามบริบทและมี
ประสทิ ธภิ าพ

การจัดการศึกษาปฐมวัยในซีกโลกตะวันออกมีรูปแบบการจัดที่คล้ายกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ในซกี โลกตะวันตก โดยมี 2 รปู แบบคือ สถานเลย้ี งเดก็ โรงเรยี นเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล

แบบฝกึ หดั ท้ายบทที่ 4

1. ให้นกั ศึกษาสรุปแนวคิดและรปู แบบการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศนวิ ซแี ลนด์
2. หลักสูตรการจัดการศกึ ษาปฐมวัยของประเทศนวิ ซีแลนดม์ ีลักษณะอย่างไร จงอธบิ าย
3. ใหน้ กั ศกึ ษาสรปุ แนวคดิ และรูปแบบการจดั การศึกษาปฐมวยั ของประเทศญป่ี ุน่
4. หลกั สูตรการจดั การศึกษาปฐมวยั ของประเทศญ่ีปุ่นมลี ักษณะอยา่ งไร จงอธิบาย
5. ให้นกั ศึกษาสรุปแนวคดิ และรปู แบบการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศอสิ ราเอล
6. หลักสูตรการจดั การศึกษาปฐมวัยของประเทศอิสราเอลมีลักษณะอยา่ งไร จงอธิบาย
7. จงอธบิ ายความสาคัญของสาระหลักของหลักสูตรแกนกลางของประเทศญีป่ นุ่
8. จงอธิบายหลกั ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนระดบั ปฐมวยั ของประเทศอิสราเอล
9. จงเปรียบเทียบแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศนิวซีแลนด์ญ่ีปุ่น และ
อิสราเอล
10. จงเปรียบเทียบลักษณะของหลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศนิวซีแลนด์ญ่ีปุ่น
และอิสราเอล

74

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, สานักงาน. (2542). ประสบการณก์ ารศกึ ษาปฐมวยั ของนิวซีแลนด์.
กรุงเทพ ฯ : สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต.ิ

นภเนตร ธรรมบวร. (2539). “หลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั ในประเทศอสิ ราเอล” วารสารครุศาสตร.์ ก.ค.
– ก.ย., หน้า 38

ประภาพรรณ สวุ รรณศุข. (2547). “พัฒนาการการปฐมวยั ศึกษาในตา่ งประเทศ” เอกสารการสอนชดุ วิชา
พฤติกรรมการสอนปฐมวัยศกึ ษาหนว่ ยที่ 1 – 8 (พมิ พค์ รั้งท่ี 14). นนทบรุ ี :
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.

ประมขุ กอรปสริ ิพัฒน์. (2534). “การอนุบาลศกึ ษาในประเทศญป่ี นุ่ ” เอกสารประกอบการสมั มนา
ความคดิ สร้างสรรค์กับเด็กปฐมวยั . กรุงเทพ ฯ : โรงพมิ พ์สหพฒั นะการพิมพ.์

พณิ สดุ า สิรธิ รังศร.ี (2540). รายงานการปฏิรูปการศกึ ษาของประเทศนวิ ซแี ลนด์ กรุงเทพ ฯ :
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ

สถาบนั แห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย. (2542). การศึกษาปฐมวัย สรา้ งชาติ สรา้ งชาติ. กรุงเทพ ฯ :
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "75

บทท่ี 5
การศกึ ษาปฐมวยั ในประเทศไทย

การศึกษาปฐมวัยในประเทศไทยเป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและทักษะ ทุกด้าน
ของเด็กวัย 3 – 6 ปี หรือท่ีเรียกกันว่า “เด็กปฐมวัย” ซ่ึงประเทศไทยเห็นถึงความสาคัญและให้ความ
สนใจการจัดการศึกษาให้กับเด็กระดับน้ีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบัน
โดยที่รปู แบบการจดั การศกึ ษาสาหรับเดก็ ปฐมวยั นัน้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปบ้าง ทั้งรูปแบบ
วิธีการและการเรียกช่ือท่ีทาให้เห็นเป็นความแตกต่างกัน ในเอกสารประกอบการสอนนี้ขอเรียกว่า การ
จัดการศึกษาปฐมวยั สาหรับในประเทศไทยสามารถแบ่งพัฒนาการของการจัดการศึกษาปฐมวัยได้เป็น 5
ยุค ดังน้ี

การจัดการศกึ ษาปฐมวยั ในสมยั ก่อนมีระบบโรงเรยี น
การจัดการศกึ ษาปฐมวยั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
การจัดการศึกษาปฐมวัยสมัยมรี ะบบโรงเรียน
การจดั การศึกษาปฐมวยั สมัยก่อนเปล่ียนแปลงการปกครอง
การจดั การศกึ ษาปฐมวัยหลังการเปลยี่ นแปลงการปกครอง

การจัดการศกึ ษาปฐมวยั ในสมัยก่อนมีระบบโรงเรียน

การจัดการศึกษาในสมัยโบราณก่อนที่จะมีการจัดเป็นระบบโรงเรียนนั้น ยังไม่มีการจัดท่ีเป็น
รูปแบบท่ีแน่นอน ผู้คนยังไม่ให้ความสาคัญกับการศึกษามากนัก เด็กผู้ชายพ่อแม่นิยมไปฝากไว้ท่ีวัด
ส่วนเด็กผู้หญิงให้อยู่ท่ีบ้านหรือไปฝากไว้ในวังเจ้านาย ซึ่งลักษณะของการศึกษาในช่วงน้ีแบ่งออกเป็น 2
ลักษณะ คือ

1. วัดกับการศึกษาก่อนมีระบบโรงเรียน การศึกษาของไทยต้ังแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นการศึกษาก่อนมีระบบโรงเรียนเน่ืองจากยังไม่มี
โรงเรียนสาหรับเรียนหนังสือโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการกาหนดเวลาเรียนและไม่มีการวัดผล
การศกึ ษา โดยเฉพาะอย่างย่ิงรัฐไม่ได้เป็นผู้จัดการศึกษาโดยตรงแต่มอบให้วัดเป็นผู้จัดตามความสามารถ
และความเหมาะสม โดยมีพระสงฆเ์ ปน็ ครูผสู้ อน

ในสมัยน้ีเด็กผู้ชายพ่อแม่จะส่งไปอยู่วัดเพ่ือเรียนหนังสือและวิชาต่าง ๆ เม่ือโกนจุกหรืออายุ
ประมาณ 11 – 13 ปี ส่วนเด็กผู้หญิงมักจะไม่ได้รับโอกาสให้ออกไปเรียนหนังสือ ให้อยู่บ้านหรือส่งไป
เปน็ เดก็ รับใชใ้ นวงั เจา้ นายหรือบา้ นข้าราชการ เพ่อื ฝึกอบรมมารยาทและเรียนวิชา การบา้ นการเรือน

การจัดการศึกษาสาหรับเด็กผู้ชายที่วัดเป็นผู้จัดน้ัน นักเรียนท่ีเข้ามาเรียนในวัดมี 3 ประเภท
แบ่งไดค้ ือ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "76

ประเภทท่ี 1 นักเรียนที่เป็นพระภิกษุ เป็นนักเรียนที่มีอายุต้ังแต่ครบอุปสมบทเป็น
พระภกิ ษุ

ประเภทที่ 2 นักเรียนที่เป็นสามเณร เป็นนักเรียนที่มีอายุต้ังแต่ 11 ปีข้ึนไป หลังจาก
ทเ่ี ด็กไดโ้ กนจุกและไดบ้ วชเป็นสามเณร ศึกษาเลา่ เรียนอยใู่ นวดั

ประเภทที่ 3 นกั เรียนที่เป็นศิษย์วัด เป็นนักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 7 – 8 ปีขึ้นไป ซ่ึงมีทั้ง
ท่ีพ่อและแม่นามาฝากให้เป็นศิษย์วัดเพ่ือศึกษาเล่าเรียนและกินอยู่ประจาวัด อีกพวกหนึ่งเป็นเด็กไปเช้า
กลบั เย็น

สาหรบั เวลาเรียนศิษยว์ ดั จะเร่ิมศึกษาเลา่ เรียนหลังจากพระสงฆ์ฉันอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว หรือ
หลังจากเวลาประมาณ 8.00 น. ไปจนถึง 10.30 น. แล้วจึงหยุดพักเพ่ือเตรียมให้พระสงฆ์ฉันเพล และ
เริม่ เรียนตอ่ ในเวลา 14.00 – 16.00 น. จงึ เลิกเรียน

วธิ กี ารสอนก็ใชว้ ิธีการท่องจาเป็นส่วนใหญ่ โดยครูเป็นผู้ต่อหนังสือให้แล้วศิษย์เอาไปท่องจาหรือ
หัดเขียนเอง ตาราเรียนมีทั้งตาราเรียนธรรมดาสาหรับอ่านเขียน ได้แก่ หนังสือปฐม ก.กา ปฐมจินดา
เล่ม 1 ปฐมจินดาเล่ม 2 และตาราเรียนวิชาชีพ หรือที่เรียกว่าตาราพิเศษ ตาราหมอดู ตาราหมอยา
และเลขวิชาตา่ ง ๆ เป็นตน้

2. การศึกษาปฐมวัยกับการศึกษาก่อนมีระบบโรงเรียน การให้การศึกษาปฐมวัย

สมยั กอ่ นมรี ะบบโรงเรียนนั้น จัดแบ่งออกได้ 3 ประเภทตามประเภทของเดก็
ประเภทแรก ได้แก่ การให้การศึกษาสาหรับเจ้านาย เชื้อพระวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัด

การศึกษาในพระบรมมหาราชวัง โดยจ้างอาลักษณ์มาทาการสอนหนังสือแก่เด็กอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไป
จนถงึ 7 ปี การเรียนในระดับปฐมวัยยงั เรยี นรวมกันทงั้ เด็กหญิงและเดก็ ชาย

ประเภทสอง ได้แก่ การให้การศึกษาปฐมวัยสาหรับบุคคลท่ีมีฐานะดี พ่อแม่ก็จะจ้างครูมาสอน
หนังสือให้แกเ่ ดก็ ทบี่ า้ น

ประเภทที่สาม ได้แก่ การให้การศึกษาปฐมวัยแก่บุคคลธรรมดาท่ีพ่อแม่มีฐานะยากจน
มคี วามจาเปน็ ต้องไปประกอบอาชีพไม่มีผู้ดูแลเด็ก ก็จะนาเด็กไปฝากไว้ที่วัดเป็นลูกศิษย์วัด เพื่อให้เรียน
หนังสือและศึกษาพระธรรมวินัย ส่วนเด็กช่วงปฐมวัย พระสงฆ์จะทาหน้าที่ดูแลเล้ียงดูเร่ืองการกิน การ
นอน ตลอดจนการอบรมสั่งสอนและการให้การศึกษาด้วยตามลาดับ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, หน้า
38 – 44)

การจัดการศึกษาปฐมวัยสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การจัดศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มเป็นรูปร่าง
มากขึน้ โดยในสมัยน้ีแบ่งลกั ษณะการจัดการศกึ ษาออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ

1. โรงเรียนราชกมุ ารและโรงเรียนราชกมุ ารี

ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว วัดยังคงทาหน้าที่ให้การศึกษาอบรมส่ัง
สอนแกเ่ ด็ก แตง่ านดา้ นการจัดการศึกษาสาหรับเด็กก่อนวัยเรียนก็ได้พัฒนาขึ้นโดยการท่ีพระบาทสมเด็จ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "77

พระจุลจอมเกล้า ฯ ได้จัดตั้งโรงเรียนราชกุมารในปี ร.ศ.111 (พ.ศ. 2435) และโรงเรียนราชกุมารีในปี
ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) สาหรับเป็นสถานศึกษาของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอที่ยังทรงพระเยาว์ มี
แนวความคิดในการจัดท่ีมุ่งส่งเสริมให้มีการสร้างแรงจูงใจแก่เด็ก ใช้วิธีการสอนท่ีทาให้เด็กเรียนรู้ด้วย
ความสนุกสนาน สาหรับวิชาท่ีเรียนและวิธีการสอน นอกจากจะส่งเสริมให้เด็กอยากรู้แล้วยังใช้วิธีสอน
แบบเรียนปนเลน่ และสนับสนุนเด็กใหล้ งมือกระทากจิ กรรมด้วยตนเอง

การจัดช้ันเรียน กาหนดไว้ 3 ช้ัน คือ ช้ันที่ 1 นับเป็นช้ันต้นเทียบได้กับช้ันมูล ตาราเรียนที่
ใช้ในชั้นแรกหรือช้ันท่ี 1 ใช้แบบเรียนเร็ว เล่มท่ี 1 ช้ันที่ 2 ตาราเรียนใช้แบบเรียนเร็ว เล่มที่ 2 ช้ันที่ 3
ตาราเรยี นใช้แบบเรียนเรว็ เลม่ ท่ี 3 วชิ าท่ีเรยี นมีทงั้ อา่ น เขยี นและเลข ส่วนเวลาเรียนกาหนดไว้ 3 ตอน
ดังน้ี ตอนท่ี 1 เรียนตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น. ตอนท่ี 2 เรียนต้ังแต่เวลา 13.00 – 14.30 น.
ตอนท่ี 3 เรียนตัง้ แตเ่ วลา 15.00 – 16.00 น.

2. การจัดการศึกษาปฐมวยั ในรปู ของสถานเล้ยี งเด็กหรือโรงเลี้ยงเดก็

การจดั การศึกษาปฐมวยั ของไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้พฒั นา
ต่อมาในรูปของสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเลี้ยงเด็ก โดยพระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์กรมขุน
สทุ ธาสินีนาฎ ในรชั กาลที่ 5 เป็นผูด้ าริกอ่ ตั้งขึ้นเมอื่ พ.ศ.2433 เนอื่ งจากสาเหตุท่ีพระองค์ต้องสูญเสียพระ
ราชธดิ า เจา้ ฟา้ นภาพรจารัสศรี อันเปน็ พระราชธิดาองค์ที่ 45 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ซึ่ง
สนิ้ พระชนมเ์ ม่อื วันที่ 31 สิงหาคม ปีฉลู พ.ศ. 2324 ในขณะที่มพี ระชนมายไุ ด้เพยี ง 6 ชนั ษาเทา่ นนั้

ด้วยเหตุนี้ทาให้พระอัครชายาเธอทรงคิดถึงเด็กในวัยเดียวกันนี้ท่ีต้องประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ
โดยเฉพาะเด็กพ่อแม่ยากจนทมี่ อี ยเู่ ปน็ จานวนมากท่ีพ่อแมไ่ ม่สามารถให้การเลี้ยงดูอบรม ให้การศึกษา ให้
เป็นคนดีได้ เด็กมักจะถูกปล่อยปละละเลยได้รับอันตราย ถ้ามีชีวิตรอดมาได้เด็กก็เจริญเติบโตมาอย่าง
ขาดการอบรมเล้ียงดูท่ีดี ไม่ได้รับการศึกษา เด็กจึงม่ัวสุมและประพฤติตัวไปในทางที่เสียหาย เช่น
ปล้นสดมภ์ เป็นต้น ดังนั้นพระอัครชายาเธอจึงมีดาริท่ีจะรวบรวมเด็กกาพร้ายากจน เด็กจรจัดเหล่านี้
เขา้ มาเลย้ี งไว้ท่ีโรงเล้ยี งเด็กเพอื่ ให้การดูแลเรอ่ื งอาหาร การนอน สุขภาพ และการศึกษา เพื่อช่วยให้เด็ก
ได้รอดพน้ อันตราย มีความปลอดภัย และเจริญเติบโตเป็นพลเมืองดีต่อไป พระองค์จึงได้นาความกราบ
บงั คมทลู พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ ฯ ปรากฏว่าทรงอนุญาต และสนับสนุนให้เป็นไปด้วยพระราช
ประสงค์ของอัครชายาเธอทุกประการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว โรงเลี้ยงเด็กจึงได้ก่อต้ังขึ้นท่ีตาบลสวนมะลิ
ถนนบารุงเมือง และเปิดเม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2433 และได้ขยายให้กว้างขวางเพื่อรับเด็กให้มาก
ขึ้นในเวลาต่อมา โรงเล้ียงเด็กแห่งแรกนี้ได้ดาเนินการมาเป็นอย่างดีมีอาคารหลายหลัง สาหรับเล้ียง
เดก็ ผู้หญงิ และเด็กผูช้ าย มีโรงเล้ยี งอาหาร โรงครัว โรงพยาบาล มีบริเวณกว้างขวางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้
ดอกไม้และผลไม้ มีสนามหญ้าให้เด็กได้ว่ิงเล่น มีที่ให้เด็กทาสวนครัวและพักผ่อนหย่อนใจ และเป็น
สถานท่ีฝึกเด็กได้เป็นอย่างดี เกณฑ์การรับเด็กและวิธีการในการรับเด็กเพื่อเข้ารับการอบรมในโรงเลี้ยง
เด็ก มหี ลักเกณฑด์ งั ตอ่ ไปนี้

1. โรงเล้ียงเด็กจะรับเลี้ยงเด็กชายหญิงท่ีพ่อแม่มีฐานะยากจน หรือกาพร้าพ่อแม่ หรือเป็นคนพิการไม่
สามารถเลย้ี งดูเดก็ ไดเ้ อง

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "78

2. อายุของเด็ก เด็กที่เข้าสถานเลี้ยงเด็ก กาหนดอายุต้ังแต่แรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 11 ปี
สาหรับเด็กหญิง และไม่เกนิ 13 ปี สาหรับเดก็ ชาย

3. การอบรมเล้ียงดู เด็กชายและเด็กหญิงในโรงเลี้ยงเด็กจะได้รับการดูแลในเรื่องการกิน การ
นอน สุขภาพ ให้ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย และเมื่อมีอายุพอสมควรก็ให้เรียนหนังสือ
ฝกึ อาชีพและหางานใหท้ าตามลาดับ

4. การอบรมเลีย้ งดเู ดก็ ดังกล่าว จะจัดให้ฟรี พ่อแม่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ท้ังในขณะ
ทีย่ ังเลก็ หรอื เมือ่ เติบโตขนึ้ ออกไปประกอบอาชีพไดด้ ว้ ยตนเอง

5. พ่อแม่ที่นาบุตรมาฝากท่ีโรงเลี้ยงเด็กต้องทาสัญญายกให้เป็นสิทธิแก่โรงเล้ียงเด็กไปจนโต
จนกว่าจะทามาหากินเองได้ และจะมาขอเด็กคืนไปไม่ได้ เว้นแต่ผู้เลี้ยงดูเด็กจะเห็นสมควรและอนุญาต
จึงจะรับคืนไปได้ แต่ในขณะที่เด็กอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กอนุญาตให้พ่อแม่ไปเยี่ยมเยียนเด็กได้และจะมาอยู่
รักษาพยาบาลเดก็ เม่อื ป่วยไข้ก็ได้

6. บรรดาเดก็ ทีอ่ ยู่ในโรงเลีย้ งเดก็ จะไดร้ บั การดแู ลใหค้ วามปลอดภัยและพิทักษ์ให้พ้นจากความ
เดือดรอ้ น การทุจริตท้ังภายในและภายนอก อน่ึงในการให้การเล้ียงดูเด็กก็จะปฏิบัติเสมือนเด็กเป็นบุตร
ของผเู้ ลย้ี งดู ทง้ั นเี้ พื่อเด็กจะได้รับความอบอนุ่ ปลอดภัยและเจริญพฒั นาไดอ้ ยา่ งราบร่นื

7. โรงเล้ียงเดก็ น้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เรียกช่ือว่าโรง
เลี้ยงเด็กของพระอัครชายาเธอ และทรงสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน โรงเล้ียงเด็กของพระอัคร
ชายาเธอเปิดดาเนินการต้ังแต่วันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2433 เด็กที่เลี้ยงไว้มีทั้งส้ิน 108 คน เป็นเด็กชาย
74 คน เด็กหญิง 34 คน เด็กเหลา่ นี้ได้รบั การอปุ การะเลย้ี งดูทั้งในด้านการกิน การนอน และการศึกษา
เป็นอย่างดียงิ่ เวลาเจบ็ ป่วยก็ไดร้ ับการรกั ษาพยาบาล และเม่ือโตข้ึนก็มีการโกนจุกตามพธิ ีทางศาสนา

ผอู้ านวยการโรงเลยี้ งเด็กคนแรกคอื กรมหมื่นดารงราชานุภาพ ได้ทรงวางระเบียบในการเลี้ยงดู
เด็กไว้ดังน้ีคือ สาหรับเด็กทารกท่ีเพ่ิงคลอด ให้พ่ีเลี้ยงนางนมคอยดูแลให้คว่า คลาน เดินและพูดจา
เมื่อเข้าใจภาษาดีแล้วจึงเร่มิ ให้อา่ น เขยี น ตามลาดบั

ดังน้ันจะเห็นว่าการอบรมเล้ียงดูเด็กของโรงเล้ียงเด็กของพระอัครชายาเธอในระยะแรกก็มุ่ง
สนองตอบความต้องการพื้นฐานของเด็กเปน็ สาคัญ ในเร่ืองอาหารการกิน การพักผ่อนและสุขภาพ แล้ว
จึงฝึกอบรมมารยาทและเรียนหนังสือเม่ือเด็กเจริญเติบโตขึ้น ในด้านการสอนก็มีครูอาจารย์มาอบรมสั่ง
สอนครบถ้วน การให้การศึกษามีการจูงใจเด็กให้เกิดอยากเรียนรู้ด้วยการสอนเกี่ยวกับการเล่น การร้อง
ราทาเพลง มีของเล่น มีตุ๊กตาให้เด็กได้เล่นและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างดี อนึ่งโรงเลี้ยงเด็ก
แหง่ น้ีได้รบั การสนบั สนนุ และสมทบทุนทรพั ย์จากเจา้ นายผใู้ หญ่ และขนุ นางในราชสานักเป็นอย่างดี การ
อบรมส่ังสอนเด็กก็ได้รับการเอาใจใส่จากครูอย่างเต็มท่ีจนกล่าวได้ว่าเด็กที่เกิดและเติบโตในสมัย
พระพุทธเจ้าหลวงน้ัน แม้จะเกิดในบรรดาบุตรข้าราชการหรือผู้ดีมีสกุลบางคนก็ยังไม่ได้รับการอบรมบ่ม
นิสัยดีเทา่ เด็กจากโรงเล้ยี งเดก็ จงึ เป็นประกันได้ว่าเด็กเหล่าน้ีจะเติบโตและมีฐานะดี มีตาแหน่งหน้าที่ใน
ราชการในเวลาตอ่ มา นับได้ว่าโรงเลี้ยงเด็กของพระอัครชายาเธอ เป็นการริเริ่มงานปฐมวัยศึกษาข้ึนครั้ง
แรกในรูปของสถานเล้ียงเด็ก หรืออาจกล่าวได้ว่าพระองค์ได้เริ่มงานประชาสงเคราะห์เป็นคนแรกของ

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "79

เมืองไทยในการจัดการศึกษาและการบริการแก่เด็กกลุ่มเสียเปรียบ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และ
คณุ ภาพของประชากรของชาติให้ดีขนึ้ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, หนา้ 38 – 44)

การจัดการศึกษาปฐมวัยสมยั มีระบบโรงเรียน

ภายหลังจากท่ีได้มกี ารดาเนินการจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัยในลักษณะโรงเล้ียงเด็กของพระ
อคั รชายาเธอในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ แล้ว ต่อมาได้มีการเริ่มจัดการศึกษาท่ีเป็นระบบ
มากขึน้ ซึง่ มีลกั ษณะและรายละเอยี ดดังนี้

1. โครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2411 กับการศึกษาปฐมวัย การจัดการศึกษาสาหรับเด็ก

ปฐมวัยสมัยมรี ะบบโรงเรียน เริ่มนับต้ังแต่มีโครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา ซ่ึงโครงการศึกษา
ฉบับนี้ได้กล่าวถึง “โรงเรียนมูลศึกษา อันเป็นการศึกษาเบื้องแรก” หรือเบ้ืองต้น ซึ่งเทียบได้กับการศึกษา
ก่อนวัยเรียน โรงเรียนมูลศึกษาแบ่งออกเป็น

1.1 โรงเรียนบุรพบท โรงเรียนบุรพบทมูลศึกษาอาจจัดเป็นโรงเรียนต่างหากหรือเป็น
สาขาของโรงเรียนประถมก็ได้ รับเด็กอายุภายใน 7 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือฝึกเด็กให้มีความรู้ในช้ันสูง
เพ่อื เขา้ เรยี นในโรงเรียนประถมศึกษาตอ่ ไป

1.2 โรงเรยี น ก ข นโม
1.3 โรงเรยี นกินเดอกาเตน สาหรับโรงเรียน ก ข นโม และโรงเรียนกินเดอกาเตนน้ัน
รบั ผ้เู ข้าเรียนไมจ่ ากัดอายุ และใหเ้ รยี นเขียน อ่าน คิดคานวณตามวิธีเรียนอย่างเก่า ส่วนสถานที่เรียนก็
จดั ให้เรียนตามวดั บ้าง ตามบา้ นบา้ ง
อนึ่งการจัดช้ันมูลศึกษาในเวลาน้ัน นิยมฝากไว้ในโรงเรียนประถมศึกษาและเป็นการจัดเพื่อ
เตรยี มเขา้ เรยี นชนั้ ประถมศึกษา จึงจดั กนั เองไม่มหี ลกั สูตร ไมม่ รี ะบบการสอน

2. โครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2445 พ.ศ. 2451 พ.ศ. 2452 พ.ศ. 2456 และ
พ.ศ.2465 กับการศึกษาปฐมวัย ในปีพ.ศ. 2445 ได้มีการเปล่ียนแปลงโครงการศึกษาชาติ พ.ศ.

2441 ขึ้น ทง้ั น้ีเพราะได้รับอทิ ธิพลจากการศกึ ษาของประเทศญ่ีปุ่นโดยเจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรี (สนั่น
เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา) พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และพระยา ชีวบรรณาคม
ได้กลับจากการดูงานการศึกษาในประเทศญ่ีปุ่น และได้นาเอาแผนการศึกษาของญ่ีปุ่นมาดัดแปลงใช้ให้
เหมาะสมกับประเทศไทย

โครงการศกึ ษาชาติ พ.ศ. 2445 มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัยศึกษา ได้แก่ การกาหนดให้มี
ขั้นการศึกษาเบื้องต้นข้ึน เรียกว่า ประโยคมูลศึกษา เพ่ือสอนเด็กให้มีความรู้พื้นฐานเพ่ือเรียนต่อในชั้น
ประถมศึกษา การกาหนดให้มีการสอบไล่ประโยคมูลศึกษา และกาหนดวิชาเรียนให้อ่านเขียนและเรียน
เลข เป็นต้น

โครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2451 ไดก้ าหนดใหโ้ รงเรยี นประถมศึกษาท่ีไม่มีแผนกมูลศึกษาให้จัดช้ันเตรียมข้ึน
อีก 1 ช้ันกไ็ ด้

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "80

โครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2452 ได้ประกาศใช้หลักสูตรมูลศึกษา กล่าวถึงเวลาเรียนซ่ึงกาหนด
ไว้ 2 – 3 ปี และเด็กท่ีเข้าเรียนอายุต้ังแต่ 7 – 9 ปี วิชาบังคับให้เรียน ได้แก่ ภาษาไทย จรรยา
มารยาท วชิ าเลือก ได้แก่ ศลิ ปะ ซ่ึงรวมวาดเขียน ขับร้องและกายบริหาร โดยเปล่ียนชื่อจากชั้นมูลมา
เป็นช้ันเตรยี มประถม

โครงการศึกษาชาติ พ.ศ. 2456 และ พ.ศ. 2464 มิได้ระบุเรื่องการจัดชั้นมูลไว้ แต่ได้มีการจัด
ชั้นเรียนท่ีเรียกว่า เตรียมประถม สาหรับเตรียมเด็กเพื่อเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 (เยาวพา เดชะคุปต์,
2542, หน้า 38 – 44)

การจดั การศกึ ษาปฐมวัยสมัยกอ่ นเปลย่ี นแปลงการปกครอง

การจัดการศึกษาตามโครงการศึกษาชาติ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดการศึกษาชั้นมูล
เรื่อยมา เม่ือประเทศไทยได้มีการติดต่อกับต่างประเทศมากข้ึน รูปแบบการจัดการปฐมวัยศึกษาก็มีการ
เปล่ยี นแปลงพัฒนาไป โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสมัยก่อนการเปล่ียนแปลงการปกครอง การจัดการศึกษาได้
มกี ารเปลย่ี นแปลงข้นึ อีกตามแนวความคิดการจดั การ ดงั นี้

1. แนวความคิดการจดั การศกึ ษาปฐมวยั การใหก้ ารศึกษาแก่เด็กปฐมวยั ไดพ้ ัฒนา

เร่ือยมา โดยจัดในรูปแบบชั้นมูลหรือโรงเรียนมูลศึกษาหรือช้ันเตรียมประถมศึกษา ต่อมาการศึกษา
ปฐมวัยสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็พัฒนาข้ึน ในรูปแบบของการอนุบาล (Kindergarten)
ตามแนวความคิดของโฟรเบลและมอนเตสซอรี่ ซึ่งได้นามาประเทศไทยตั้งแต่ปลายรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ดังปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการสอนเด็กในหนังสือ “นรางกุโร
วาท” เมือ่ ร.ศ.129 (พ.ศ.2453) ดงั น้ี

........ทารกประจวบขวบคร่งึ จ่งึ พอสอน เปรียบเสมือนป้อนข้าวกลว้ ย
ช่วยถนอม ทาของเลน่ เป็นท่อน ๆ อกั ษรพร้อม ทาสีสนั หวา่ นล้อมซ้อมให้จา
จงหาเหตใุ ห้สังเกตประเภทของ เรียกไรต้องมิใหย้ ากถลากถลา ลอ่ ใหช้ ี้สแี สง
แดงดา เลน่ ลูกประคาคลาลกู ปดั หดั ประเมิน

สองขวบแล้วแคลว่ คล่องต้องหาเลศิ ใหร้ เู้ หตุผลแทแ้ ต่เผินเผิน
เช่นรู้ชอ้ นป้อนขา้ วเรากินเพลิน ไฟร้อนเกินจับอยา่ ได้ใกลก้ ราย หดั นบั หนง่ึ
สองสามตามสะดวก หดั ลบบวกเทียบเคยี งเพียงง่าย ๆ ชวนให้คดิ ลกู ปัดสี
อธบิ าย ทั้งลองทายอกั ษรสะกดกระถดไป

ได้สามขวบรูจ้ ักควบพยัญชนะ กับสระเช่ียวชาญพออา่ นได้ รอ้ ยลกู ปดั
หดั เขยี นเพียรตามใจ รู้จักใช้สิ่งของที่ตอ้ งการ ใหร้ จู้ กั กลวั ช่ัวชา้ ฆ่ามดบี้ หรือ
ทุบตแี มวหมาน่าสงสาร ของของเขาอยา่ เข้าปองเปน็ พ้องภาร เลิกคดิ อ่าน
พูดเจเช็ดอาญา ให้เอ้ือเฟอ้ื เผ่อื แผ่แกใ่ คร ๆ มีอะไรให้ปันหัดหนั หา หา้ มส่อเสยี ด
เกยี จกนั ฉนั ทา ยัว่ ปรารถนานยิ มอย่างทางที่ดี

สขี่ วบถ้วนควรอ่านหนงั สอื ออก ใหห้ ดั ลอกเขยี นหนังสอื หรอื ภาพสี

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "81

ล่อทางานอย่าให้คร้านเบ่ืองานลี้ เล่นเครื่องเล่นเห็นวธิ ีในทางเรียน
ถึงห้าขวบรวบลดั หัดให้คลอ่ ง พอจัดห้องให้คลา้ ยเสมียน แขวนรปู หรู

น่าดูชูความเพยี ร ต้ังโตะ๊ เขยี นหนงั สอื ไวใ้ ห้นิยม ทัง้ กระดาษดินสอมีสตี ่าง ๆ
จะไดร้ า่ งจะได้เขียนเรียนขรม ต้สู มดุ ชดุ นิทานอ่านตะบม รูปภาพสมฝมี อื
เด็กเล็กลอกลาย ให้ปล้ืมปลกุ สนุกสนานการศกึ ษา จูงสมัครรักวชิ าอย่า
เสยี หาย ถึงเล่นชนผละเล่นเป็นอบุ าย ร้แู ยบคายแต่ขา้ งหนุนคุณวชิ า

หกเจด็ ขวบจวบสมัยไปโรงเรียน ตอ้ งฝกึ เพยี รประหยัดตัวกลวั โทษา
เข้าหลักสอนตอนคา่ ตามตารา ทารกอายุควรเหมือนพรวนดิน แลโรยปยุ๋ ค้นุ
ร่วนสงวนถกู ถึงจะปลกู พืชเพาะก็เหมาะสิ้น คงงอกงามตามเฉลยเชยอารนิ ทร์
ชุมธรณินทรโ์ อชารสสดงดงาม ถงึ จะปลูกพืชเพาะก็เหมาะส้นิ กพ็ พี นู ภิญโญ
โตอร่าม เช่น เด็กหดั กระหายวิชาพยาบาล ต้องมีความรกู้ ลา้ ปรชี าชาญ......

จากหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ความคิดเรื่องการอนุบาลศึกษาเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยต้ังแต่สมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เน่ืองจากพระองค์ได้เคยเสด็จประพาสทวีปยุโรปและโปรด
เกล้า ฯ ให้ผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาและดูงานต่างประเทศ นอกจากน้ีในรัชสมัยของพระองค์ได้มีสัมพันธ์
ไมตรีกบั ตา่ งประเทศ พวกมิชชนั นารีได้เข้ามามบี ทบาทสาคญั ย่งิ ในการศึกษาของไทย

2. การศึกษาปฐมวัยในรูปของอนุบาล การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปของอนุบาลตาม

แนวความคดิ ของโฟรเบลและมอนเตสซอร่ี ได้เข้าสปู่ ระเทศไทยและเร่ิมจัดดาเนินงานโดยโรงเรียนราษฎร์
เป็นส่วนใหญ่ โรงเรียนราษฏร์ท่ีได้เปิดแผนกอนุบาลข้ึน ได้แก่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนราชินี
และโรงเรียนมารแ์ ตร์เดอี

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยหรือโรงเรียนวังหลัง ได้จัดตั้งข้ึนโดยศาสนทูตอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่
คริสต์ศาสนาในเมืองไทย ครั้งแรกได้จัดการศึกษาสาหรับเด็กชายและขยายต่อมาถึงการศึกษาสาหรับ
เดก็ หญงิ หลายปตี อ่ มาโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้จัดตั้งแผนกอนุบาลข้ึนใน พ.ศ. 2454 นับเป็นโรงเรียน
อนุบาลแห่งแรกท่ีเปิดขึ้นและดาเนินการโดยนางสาวโคลด์ (Miss Edna Cold) จัดการเรียนการสอน
ตามแนวคิดของโฟรเบล โรงเรียนอนุบาลแห่งน้ีมีครูไทยท่ีสาเร็จการศึกษาด้านการอนุบาลศึกษาเป็นคน
แรกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นาความรู้และแนวคิดมาปรับปรุงการจัดการปฐมวัยศึกษาให้ถูกต้อง
ตามหลักเกณฑ์มากยิ่งขึ้น ท้ังในด้านวัสดุ ครุภัณฑ์ และการเรียนการสอน นับได้ว่าโรงเรียนวัฒนา
วทิ ยาลยั เปน็ โรงเรยี นทเ่ี ปดิ สอนชัน้ อนบุ าลศกึ ษาโดยครสู ตรไี ทยคนแรกทส่ี าเรจ็ การศึกษามาโดยตรง

เกณฑ์การรับและอบรมเด็ก แม้ว่าโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจะเป็นโรงเรียนสตรีแต่ก็รับเด็กชาย
และเด็กหญงิ ท่ีมอี ายุ 3 – 6 ปีมาฝึกหดั อบรมในเร่อื งต่าง ๆ เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร การ
อบรมและสร้างสุขนสิ ยั แก่เด็ก เป็นตน้ สว่ นวธิ ีสอนกฝ็ กึ เด็กตามแบบของโฟรเบลที่เรียกว่า เรียนปนเล่น
มีการนาเอาวิชาศิลปะ การร้องรา เพลง ดนตรี มาฝึกความพร้อมทางด้านสายตาและกล้ามเนื้อให้
ทางานประสานสมั พนั ธ์กัน

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "82

โรงเรียนราชินีนับเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ที่เปิดแผนกอนุบาลขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2466
และเป็นโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกท่ีดาเนินการโดยคนไทยคือ ม.จ.หญิงพิจิตร จิราภา เทวกุล ซ่ึงเป็นศิษย์
ของมิสโคลด์ รับเด็กอายุ 3 – 5 ปี และทาการสอนตามแนวคิดของมอนเตสซอร่ีและโฟรเบลตามท่ีได้
ศึกษามาจากประเทศญี่ปุ่น มุ่งสอนให้เด็กช่วยตนเอง เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน ใส่และถอดกระดุมเสื้อ
เอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหาร การพักผ่อน การออกกาลังกาย ฝึกการฟ้อนราและศิลปะแบบไทย ๆ
โรงเรียนราชินีแผนกอนุบาลมีชื่อเสียงมากเก่ียวกับการฟ้อนราและการละคร นาออกแสดงให้ชาว
ต่างประเทศชมและได้รับคาชมเสมอ

โรงเรยี นราชนิ ีก็เช่นเดยี วกับโรงเรียนวังหลังหรือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย คือเป็นโรงเรียนสาหรับ
สตรี แต่สาหรับแผนกอนบุ าลรบั ท้ังเดก็ ชายและเด็กหญิงเพื่อรับการอบรมดังไดก้ ลา่ วมาแลว้

โรงเรียนมารแ์ ตรเ์ ดอี ไดเ้ ปดิ รับนกั เรียนอนุบาลในปี พ.ศ. 2470 นับเปน็ โรงเรยี นแห่งท่ี 3 ที่เปิด
แผนกอนุบาล รบั นักเรียนชายและหญงิ โดยใชแ้ นวการสอนตามแบบอย่างของประเทศอังกฤษ ซึ่งได้แก่
แบบโฟรเบล ท้ังนี้อาจเป็นเพราะมาแมร์เทเรชา ชาวเบลเยี่ยมได้เคยเป็นครูสอน ณ ประเทศอังกฤษ
จึงได้นาเอาวิธีสอน ตลอดจนระเบียบการจัดชั้นเรียนมาเป็นแนวการสอนของโรงเรียน และที่โรงเรียนน้ี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรง
เคยศึกษาเลา่ เรียนชน้ั อนุบาลในสมัยทรงพระเยาว์

3. พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับแรกกับการศึกษาปฐมวัย ในปลายรัชสมัย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรม
การ ได้มีโรงเรียนราษฎร์เพิ่มมากข้ึน ทั้งโรงเรียนราษฎร์ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของและท่ีมีคนต่างชาติเป็น
เจ้าของ การจัดสอนวิชาต่าง ๆ ก็สอนกันตามความพอใจของแต่ละโรงเรียน ไม่เป็นระเบียบแบบแผน
เดียวกัน รัฐจึงได้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับแรกของไทยข้ึน โดยมีสาระสาคัญในการให้
โรงเรียนราษฎร์ทุกโรงจะต้องจดทะเบียนและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่กระทรวงธรรมการ พร้อมทั้ง
ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้ พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับน้ีประกาศใช้เม่ือวันที่ 5
มถิ ุนายน พ.ศ. 2461 และในพระราชบญั ญัติน้ีนับเปน็ หลกั ฐานทสี่ าคญั และเดน่ ชัดทแ่ี สดงให้เห็นว่า การ
ปฐมวัยศึกษาในรูปแบบของอนุบาลได้เร่ิมข้นึ แลว้ ในประเทศไทย ซง่ึ ได้กลา่ วถงึ โรงเรียนอนบุ าลไวด้ งั นี้

........ลกั ษณะที่ 4 โรงเรยี นอนบุ าล
มาตราท่ี 27 โรงเรียนอนุบาลเป็นโรงเรียนท่มี ุง่ เอาการเล้ียงดูเด็กอ่อน ๆ
เปน็ สาคญั และสอนใหเ้ ดก็ รู้อ่าน รู้เขยี น รนู้ บั ไปพลางในระหว่างเวลานั้นด้วย
โรงเรียนเชน่ นี้ ครอู นุบาลในโรงเรียนไม่ตอ้ งมีประกาศนยี บตั รก็ควรเปน็ ได้
ส่วนลกั ษณะของครกู ็ระบไุ ว้ว่าไมต่ อ้ งมปี ระกาศนยี บัตร เพยี งสอนให้เด็กอ่านออก
เขยี นได้บา้ ง....... (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, หน้า 38 – 44)

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "83

การจัดการศกึ ษาปฐมวัยหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลงั จากการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา การศึกษาปฐมวัยได้รับความสนใจ
เพิ่มมากข้ึนบรรดานักศึกษา ผู้ที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในสมัยนั้น ได้เล็งเห็นและตระหนักถึง
ความสาคัญของวัยเด็ก จึงได้จัดการศึกษาแก่เด็กในวัยนี้กว้างขวางข้ึน ดังน้ันคาว่า มูลศึกษาหรือ
การศึกษาเบอ้ื งตน้ กย็ งั คงปรากฏอยู่ในโครงการศึกษาชาติ พ.ศ.2479 ซ่ึงได้กาหนด “มูลศึกษา” เป็น
การศึกษาสาหรบั เด็กอายุต่ากว่าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ และเป็นการศกึ ษาเบื้องแรก

โรงเรียนอนบุ าลแหง่ แรกของรฐั

การเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาล ดังที่กระทรวงธรรมการและผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญใน
การศึกษาได้เล็งเห็นความสาคัญของการจัดการศึกษาปฐมวัย จึงได้เร่ิมเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาล
ศึกษาข้ึน โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดต้ังโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงข้ึนในปี พ.ศ. 2480
ประกอบด้วย นายนาท เทพหัสดิน ณ อยุธยา ม.ล.มานิจ ชุมสาย และนางจานงเมืองแมน (นางพิณ
พาท พิทยเพท) ในระหว่างปี พ.ศ. 2480 – พ.ศ. 2482 กระทรวงธรรมการได้จัดส่งครูหลายท่านไป
ศึกษาและดูงานการอนุบาลศึกษาในประเทศญี่ปุ่น อาทิ นางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา ไปศึกษาและ
ฝึกงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 เดือน และได้กลับมาจัดเตรียมการดาเนินงานโรงเรียนอนุบาล
นางสาวสมถวิล สวยสาอาง (นางสมถวิล สังขะทรัพย์) ไปศึกษาการอนุบาลศึกษา ณ ประเทศญ่ีปุ่น
และในปี พ.ศ.2482 กระทรวงธรรมการจึงได้คัดเลือกครู 3 คน คือ นางสาวสวัสดี วรรณโกวิท นางสาว
เอ้ือนทิพย์ วินิจฉัยกุล (นางเอื้อนทิพย์ เปรมโยธิน) และนางสาวเบญจา ตุงคะสิริ (นางเบญจา แสง
มะลิ) ได้รับการคัดเลือกไปศึกษาการอนุบาล ณ ประเทศญ่ีปุ่น ซ่ึงท่านเหล่าน้ีก็ได้กลับมาเป็นผู้นา
ทางการอนบุ าลศกึ ษาของไทยในเวลาต่อมา

การเปิดโรงเรียนอนบุ าล เมอื่ กระทรวงธรรมการได้เตรียมความพร้อมท้ังในด้านบุคลากรและอ่ืน
ๆ จึงได้เปดิ โรงเรียนอนบุ าลแหง่ แรกของรฐั ขึน้ ในจังหวดั พระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ซ่ึง
ได้รับเงินบริจาคในกองมรดกของ น.ส.ลออ ล่ิมเซ่งไถ่ สาหรับสร้างอาคารเรียน โรงเรียนอนุบาลละออ
อุทิศ ได้เปิดทาการสอนเมื่อวันท่ี 2 กันยายน พ.ศ.2483 ในสังกัดกรมการฝึกหัดครู ซึ่งมี ม.ล.มานิจ
ชมุ สาย เป็นหวั หนา้ กองฝกึ หดั ครใู นขณะน้นั และมีนางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา เปน็ ครใู หญ่

ในเร่ืองการอนุบาลศึกษานี้ บุคคลท่ีมีความสาคัญในวงการและเป็นผู้บุกเบิกการอนุบาลศึกษา
ของไทย ได้แก่ ม.ล.มานิจ ชุมสาย โดยได้สาเร็จปริญญาตรีและปริญญาโททางการศึกษาจากประเทศ
อังกฤษ และเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสนใจ และเชี่ยวชาญในเรื่องเด็กเล็ก และการประถมศึกษา เป็นผู้
วางโครงการก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ให้การสนับสนุนและเผยแพร่เคร่ืองมือการ
สอนของมอนเตสซอรี่ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อการสอนอนุบาล เพ่ือช่วยให้การอนุบาลศึกษา
ดาเนนิ ไปไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศที่จัดตั้งข้ึนในระยะแรกน้ัน มีวัตถุประสงค์เพ่ือทดลองจัดการอนุบาล
ศึกษา และเพ่ือทดสอบความสนใจ ความเข้าใจของประชาชนในเร่ืองการอนุบาลศึกษาและรับนักเรียน

" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "84

ชาย หญงิ ท่ีมอี ายรุ ะหว่าง 3 ½ ปีข้ึนไป จนถึง 6 ปี หรือจนเข้าเรียนในช้ันประถมศึกษา (เยาวพา เดชะ
คปุ ต,์ 2542, หน้า 38 – 44)

ความมุ่งหมายและวิธกี ารอบรม

1. เพ่ือเตรยี มสภาพจิตใจของเด็กให้พร้อมที่จะรับการศึกษาในช้ันต่อไป หัดใช้เครื่องมือ
ในการเรียน การเล่น และการประดิษฐ์ อบรมให้เป็นคนช่างคิด ช่างทา ขยันไม่อยู่นิ่งเฉยและเป็นคน
วอ่ งไวกระฉับกระเฉง

2. เพื่ออบรมเดก็ ให้เปน็ คนมีความสังเกต มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด คิดหาเหตุผลให้เกิด
ความเขา้ ใจดว้ ยตนเอง มคี วามพากเพยี รพยายามและอดทนไมจ่ ับจด

3. เพ่ืออบรมให้เปน็ คนท่ีพง่ึ ตนเอง สามารถทา หรือปฏบิ ัตอิ ะไรได้ดว้ ยตนเอง เด็กใน
โรงเรียนอนุบาลนี้จะต้องอบรมใหช้ ่วยตนเองใหม้ ากท่สี ุด เช่น หดั แต่งตัว ใสเ่ ส้อื นุ่งกางเกง กระโปรง หวี
ผม รับประทานอาหารเอง ฯลฯ ทงั้ นีจ้ ะตอ้ งทาให้เป็นเวลาดว้ ย โดยทไ่ี ม่มพี ่เี ลีย้ งคอยตักเตือนหรือคอย
รบั ทาให้ ครเู ปน็ ผู้คอยดคู วบคมุ อยู่แตห่ า่ ง ๆ เทา่ นนั้

4. เพื่อหดั มารยาทและศลี ธรรมทง้ั ในส่วนตัวและการปฏบิ ตั ติ อ่ สงั คม และหัดมารยาทใน
การนงั่ นอน เดิน และการรับประทานอาหาร ฯลฯ หัดให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ฝึกนิสัยให้เป็นคนมี
ศีลธรรมอันดี จติ ใจเข้มแข็ง มีระเบยี บรกั ษาวนิ ยั มคี วามสามัคคซี ่งึ กนั และกัน

5. เพ่ือปลูกฝังนิสัยทางสุขภาพอนามัย รู้จักระวังสุขภาพของตน เล่นและรับประทาน
อาหารเป็นเวลา ร้จู กั รกั ษาร่างกายใหส้ ะอาดและแข็งแรงอยูเ่ สมอ

6. เพ่ืออบรมให้เป็นคนร่าเริงต่อชีวิต มีการสอนร้องเพลงและการเล่นท่ีสนุกสนานทั้งนี้
เพอ่ื จะได้เป็นนักสู้ซ่งึ เต็มไปดว้ ยความรา่ เริงเบิกบานและคิดก้าวหนา้ เสมอ

นับไดว้ า่ การปฐมวยั ศึกษาในระยะน้ีมุ่งเตรียมเด็กให้พร้อมท้ังสภาพร่างกายและจิตใจและส่งเสริม
พฒั นาการของเด็กทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เน้นการฝึกให้คิดตัดสินใจได้ รู้จักช่วยตนเอง
ตั้งแต่เยาว์วัย การเรียนการสอนก็คานึงถึงตัวเด็กเป็นสาคัญ การจัดกิจกรรมต่าง ๆส่งเสริมเด็กให้เป็น
ผู้เรียนท่ีคล่องแคล่วว่องไว เลือกและลงมือปฏิบัติกิจกรรมอย่างอิสระ มีครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะและคอย
ดูแลชว่ ยเหลือ จดั สงิ่ แวดล้อมบรรยากาศที่เอื้ออานวยให้เด็กพัฒนาอย่างราบรื่น เป็นขั้นตอนและพัฒนา
อยา่ งเต็มที่ถึงขีดสดุ

การจัดการเรียนการสอน โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ได้จัดการเรียนการสอนตาม

แนวความคิดของโฟรเบล ซ่ึงถือว่าเป็นบิดาแห่งการอนุบาลศึกษาและใช้วิธีการสอนแบบ Play Way
Method หรือเรียนปนเล่น กิจกรรมประกอบด้วย เกม การร้องรา การละเล่น ดนตรี เข้าเป็นส่วน
สาคัญในการเรียนของเด็กและส่งเสริมให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง สาหรับการสอนอนุบาล
กาหนดไว้ 2 ปี คือ ช้ันอนุบาลปีที่ 1 และชั้นอนุบาลปีท่ี 2 เด็กที่เพ่ิงเข้าเรียนและยังเด็ก พยายามจัดให้
เล่น การปฏบิ ตั กิ จิ วตั รประจาวันจนเดก็ คอ่ ยคุน้ เคยจงึ เพ่ิมความรู้ให้มากข้ึน เพื่อเตรียมตัวเด็กเข้าเรียนใน
ระดบั ช้นั ประถมต่อไป การสอนทุกวิชาครูหัดให้เด็กสังเกต คิด สนทนา เล่านิทาน ใช้วิธีสอนที่ย่ัวยุให้
เดก็ อยากเรียนรู้ และการเรยี นรูไ้ ดเ้ ป็นไปอย่างสนกุ สนาน

85

ระยะเวลาในการเรียน ในการเรียนชั้นอนุบาล ระยะเวลาเรียนสั้น แต่ส่งเสริมให้เด็กได้

พักผ่อนให้มาก และประกอบกับความสนใจของเด็กสั้น จึงไม่ควรให้เด็กเรียนหรือทากิจกรรมอย่างหน่ึง
อยา่ งใดนานเกนิ ควร แต่ควรเปลย่ี นวิชาและกิจกรรมหรอื การเล่นอยเู่ สมอ

ตารางที่ 4.1 ตัวอย่างระยะเวลาในการเรียนของโรงเรียนอนุบาลละอออทุ ิศ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
วชิ า ชั่วโมง/สัปดาห์ หมายเหตุ

หน้าทีพ่ ลเมือง 1 การประชุม สวดมนต์
การเลน่ ฝกึ เชาวน์ 2 สรรเสริญพระบารมี ให้มี
ภาษาไทย 3 สปั ดาหล์ ะครง้ั ในวนั สุดทา้ ย
เลขคณติ 1 ของวนั เรยี นในสัปดาห์และไม่
ความรู้เรื่องเมอื งไทย 1½ ควรเกนิ ½ ชวั่ โมง
วาดเขียนและการฝมี ือ 2
ขับรอ้ ง 2
สขุ ศึกษา 1
การเลน่ และการทาสวน 3

รวมเวลา 16 ½

ท่มี า (สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลยั , 2547 , หน้า 129)

09.00 – 09.15 น. ตารางสอนประจาวนั
09.15 – 09.30 น. เขา้ แถวเคารพธงชาติ รอ้ งเพลงชาติ ตรวจรา่ งกาย
ศลี ธรรม สขุ ศกึ ษา ความรเู้ ร่ืองเมืองไทย และความรู้ เกี่ยวกับหน้าท่ี
09.30 – 09.45 น. พลเมือง ใชเ้ ลา่ นิทานและภาพประกอบการสนทนา
09.45 – 10.00 น. ดูเลข นบั คิดเลข
10.15 – 10.45 น. วาดเขยี น และการฝีมือ
10.45 – 11.00 น. พกั ผอ่ น เล่นกลางแจง้ ทาสวนครัว
สนทนาเพื่อฝึกภาษาไทย เล่นตวั อักษรและหัดผสม หัดเขียน หัดปน้ั
11.00 – 11.15 น. หดั คัดตัวอกั ษร
ร้องเพลง และการเลน่ เบด็ เตลด็ การเล่นเกยี่ วกบั การฝึกเชาวน์ ฝึก
11.15 – 11.30 น. การสังเกต ความจาและประสาท
11.30 – 12.00 น. จดั โตะ๊ รบั ประทานอาหารและท่นี อน
รบั ประทานอาหารเสร็จแล้ว เกบ็ โต๊ะเข้าแถวเดนิ ออกจาก

86

12.00 – 14.00 น. หอ้ งอาหารไปลา้ งปากและมือ
14.00 – 14.30 น. เตรียมตวั นอน ล้างมือและเท้า นอน
14.30 – 14.45 น. ตนื่ นอน อาบน้า เก็บตเู้ สอ้ื ผ้า ขา้ วของ ตรวจความเรยี บร้อย
14.50 – 15.00 น. อาหารว่าง
ชกั ธงลง ทาความเคารพและกลบั บา้ น
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
กิจกรรมประจาวันนอกตารางสอน

1. ก่อนเข้าเรียน เม่ือเด็กมาถึงโรงเรียนตอนเช้ามีการตรวจร่างกายและเคร่ืองนุ่งห่ม
การตรวจร่างกายได้แก่ ตรวจหู ตา จมกู ปาก ฟนั เล็บ และผวิ หนงั

2. การทาสวน เมื่อเด็กได้รับการตรวจร่างกายและเคร่ืองนุ่งห่มเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้
เดก็ ชว่ ยกนั ทาสวน เช่น รดน้าต้นไม้ ดแู ลสัตวเ์ ลยี้ ง

3. ก่อนเข้าห้องเรียน นักเรียนทุกคนเข้าแถวร้องเพลงชาติ ทาพิธีชักธงชาติข้ึนสู่เสา
ทาความเคารพ

4. ก่อนกลบั บา้ น ครูให้เดก็ ตรวจและจัดตู้เสอื้ ผ้า เกบ็ ข้าวของของตนให้เรียบร้อย
5. เวลาเชา้ และเวลาเลกิ เรยี น ใหเ้ ดก็ กลา่ วคาว่า สวัสดี แก่ครู อาจารย์ และเพ่ือน
6. การจะใหเ้ ด็กทาอะไรกต็ ามฝกึ หัดให้เข้าแถวและเขา้ คิวเสมอ

ครู และบุคลากร โรงเรยี นอนุบาลละอออทุ ิศ ต้งั แตเ่ ริ่มเตรียมการเปิดโรงเรียนอนบุ าล

กระทรวงก็ได้แตง่ ต้งั บุคคลที่มีความรู้ ความเชยี่ วชาญในเรอื่ งการอนบุ าล และการประถมศึกษาอย่างดี
เป็นกรรมการจัดโครงการโรงเรยี นปฐมวัยศึกษา คือ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ซงึ่ ขณะนั้นท่านสาเร็จปริญญา
ตรีและปรญิ ญาโททางการศึกษาจากประเทศองั กฤษ เปน็ ผูท้ ่สี นใจและสนับสนุนให้มีการเปิดโรงเรยี น
อนุบาล รวมท้ังได้เผยแพรส่ ่อื การสอนปฐมวยั ศึกษาโดยได้นาตวั อย่างมาจากต่างประเทศและมาออกแบบ
ผลติ ข้ึนในประเทศไทยด้วย นบั ไดว้ า่ บุคลากรในการเตรยี มการและดาเนินการเก่ยี วกบั การปฐมวยั ศกึ ษา
ไดว้ างรากฐานที่ถกู ต้อง และทา่ นได้รับยกยอ่ งว่าเปน็ ปรมาจารยท์ างการอนุบาลศึกษาในประเทศไทย

ครูใหญ่ โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีครูใหญ่ท่ีได้รับการคัดเลือกไปศึกษาดูงานและสาเร็จการ
อนุบาลศกึ ษาโดยตรงจากประเทศญ่ปี ุ่น เช่น นางจิตรา ทองแถม ณ อยุธยา นางสมถวิล สังขะทรัพย์
และนางสาวเบญจา ตุงคะสิริ บุคคลดังกล่าวมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในเร่ืองการอนุบาล
ศกึ ษา สามารถจดั การอนุบาลศึกษาได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

คณะครู โรงเรียนอนุบาลละอออทุ ศิ ในระยะเรมิ่ เปิดโรงเรียน ครทู ี่ทาการสอนในโรงเรียนอนุบาล
ละอออทุ ศิ เป็นผทู้ ไ่ี ดร้ บั การฝึกหดั สาเรจ็ การอนุบาลศึกษามาโดยตรง เช่น นางสมถวิล สังขะทรัพย์ ก็
ได้เป็นครูผู้สอนก่อนท่ีจะเล่ือนตาแหน่งเป็นครูใหญ่ ต่อมาเม่ือเปิดโรงเรียนฝึกหัดครูอนุบาลขึ้น ครูที่
สาเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฝึกหัดครูอนุบาลรุ่นแรกส่วนหนึ่งก็ได้มาเป็นครูสอนในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้
ซง่ึ หลกั สตู รฝกึ หดั ครูอนบุ าลก็ได้กาหนดคุณสมบัติสาหรับผู้ท่จี ะเรียนครูอนุบาลไว้วา่ มนี ิสัยรักเด็ก ใจเย็น
อดทน แคล่วคล่องว่องไว ชอบการดนตรี และการฝมี อื เบด็ เตลด็


Click to View FlipBook Version