" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "87
ฉะนั้นนับได้ว่าโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศในระยะแรกมีบุคลากรที่มีความรู้อย่างถูกต้องตาม
หลักการ และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสาหรับการสอนเด็กและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก (สุโขทัยธรรมาธิ
ราช, มหาวทิ ยาลัย, 2547 , หนา้ 128 – 130)
ต่อมา พ.ศ.2485 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศตั้งโรงเรียนอนุบาลในส่วนภูมิภาคแห่งแรก
ข้ึน คือ โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา สังกัดกรมสามัญศึกษา และรัฐเห็นความสาคัญของการอนุบาล
ศกึ ษา จงึ ได้เปิดขยายโรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัดทุกจังหวัดและสามารถเปิดโรงเรียนอนุบาลได้ท่ัวทุก
จงั หวดั ในปี พ.ศ. 2511
ตั้งแต่ พ.ศ.2479 เป็นต้นมา รัฐบาลเร่ิมมีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนเปิดสอนระดับอนุบาล
เพ่ือเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐ ในขณะเดียวกันหน่วยงานต่าง ๆ ก็เร่ิมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาในระดับนี้มากขึ้น ดังนั้นบทบาทของเอกชนที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงมีความสาคัญขึ้น
และรัฐบาลก็ให้การช่วยเหลืออุดหนุนทางด้านการเงินและยังช่วยผลิตครูและอบรมครูแก่โรงเรียนอนุบาล
เอกชนด้วย (เยาวพา เดชะคปุ ต์, 2542, หนา้ 45)
โครงการศกึ ษาชาติ พ.ศ.2494 กับการศกึ ษาปฐมวัย
โครงการศึกษาชาติ พ.ศ.2494 ยังมีลักษณะคล้ายกับโครงการศึกษาชาติ พ.ศ.2479 โดยรวม
แนวความคิดเร่ืองอนุบาลศึกษาหรือที่เรียกว่ามูลศึกษา ซ่ึงเดิมเป็นโรงเรียนบุรพบท โรงเรียน ก ข นโม
และกินเดอกาเตนรวมเข้าไว้ด้วยกัน และเปลี่ยนจากมูลศึกษาเป็นอนุบาลศึกษาในแผนการศึกษาชาติ
พ.ศ.2494 กาหนดอายขุ องเดก็ ตา่ กว่า 8 ปลี งมาหรือในระหว่างอายุ 3–7 ปี เขา้ เรียนในช้นั มลู ศกึ ษา
ดังน้ันจะเห็นว่าชั้นมูลศึกษาหรือการศึกษาวัยก่อนเกณฑ์บังคับเรียนนั้น ยังไม่ได้กาหนด
จุดมุ่งหมายเพ่ือเตรียมความพร้อมแก่เด็ก หากแต่มุ่งเตรียมให้เด็กอ่านออก เขียนได้เป็นสาคัญ ส่วนอายุ
เด็กนั้นกาหนดอายุนักเรียนท่ีจะเข้าเรียนในช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ไว้ว่าย่างเข้าปีที่ 8 ดังน้ันเด็กชั้นมูล
ศึกษา มีอายุต่ากว่า 8 ปีลงมา หรือในอายุระหว่าง 3 – 7 ปี (สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย, 2547,
หน้า 133)
การศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2534
แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2503 การศึกษาก่อนวยั เรียนไดร้ ับความสนใจและสนับสนุน
จากรัฐบาล ไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีข้ึน จานวนโรงเรียนอนุบาลในรูปแบบต่าง ๆ ก็เกิดข้ึนมาก
ดงั ท่กี ลา่ วมาแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ก็ได้มีการขยายการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัดครบทุก
จังหวดั ซึง่ เปน็ ไปตามเป้าหมายทวี่ างไว้ตง้ั แตเ่ ร่ิมดาเนนิ การจดั การศึกษา
แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2503 มีส่วนสาคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก่อนวัยเรียนดังที่ได้ระบุ
และกลา่ วถงึ การศึกษาก่อนวัยเรยี น สรุปสาระสาคญั ดงั นี้
1. การอนบุ าลศกึ ษา เป็นระบบหนึ่งของการศึกษา และเป็นการศึกษาก่อนการศึกษาภาคบังคับ
อาจจัดเปน็ อนุบาลทม่ี ีขึ้น 2 ชนั้ หรอื 3 ชัน้ หรือชนั้ เดก็ เลก็ ในโรงเรยี นประถมศึกษา
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "88
2. การอบรมเบื้องต้น เพื่อใหก้ ุลบุตร กุลธดิ าพร้อมท่ีจะรับการศึกษาในช้ันระดับประถมศึกษา
3. อายุ กาหนดอายุเด็กก่อนวัยเรียนระหวา่ ง 3 – 6 ปี
แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2520 ในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเปล่ียนแปลงแผนการศึกษาชาติ
ฉบบั ใหม่ และมีสาระสาคัญที่เกีย่ วข้องกบั การศกึ ษาก่อนวัยเรยี นดังนี้
1. การศึกษาก่อนประถมศึกษา เปน็ การศกึ ษาระดบั หนง่ึ
2. รัฐพึงเร่งรัดและสนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูเด็กในวัยก่อนประถมศึกษา รัฐจะสนับสนุนให้
ทอ้ งถิน่ และภาคเอกชนจัดการศกึ ษาระดับนี้ให้มาก รฐั จะจดั เปน็ ตัวอย่างและเพอ่ื การค้นคว้าวิจัยเทา่ นั้น
3. การศึกษาก่อนประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งอบรมเล้ียงดูเด็กก่อนการศึกษาภาคบังคับ
เพือ่ เตรียมเดก็ ใหม้ ีความพรอ้ มทุกด้านที่จะรบั การศกึ ษาตอ่ ไป
4. การจัดการศึกษาก่อนประถมศึกษา อาจจัดเป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือการศึกษา
นอกโรงเรียน โดยอาจจัดเป็นสถานรับเล้ียงเด็กหรือศูนย์เด็กปฐมวัย หรืออาจจัดเป็นช้ันเด็กเล็ก หรือ
โรงเรียนอนบุ าล
จะเหน็ ไดว้ ่าการจดั การศึกษาสาหรบั เด็กปฐมวัยตง้ั แต่ พ.ศ.2501 – 2520 รัฐเนน้ ความ
สาคัญของการศึกษาระดับน้ีมาก และให้มีความยืดหยุ่นในการจัดรูปแบบต่าง ๆ ได้ ท้ังน้ีเพื่อให้มีการ
บริการเดก็ ในลักษณะหรอื รปู แบบต่าง ๆ ให้มากข้ึน ซึ่งปรากฏว่าหน่วยงานทั้งของรัฐบาลและเอกชนต่าง
กไ็ ดใ้ หค้ วามสนใจชว่ ยกนั จดั การศกึ ษาปฐมวยั เพ่ือชว่ ยเหลือเด็กมากข้ึน เช่น กรมการพัฒนาชุมชน กรม
ประชาสงเคราะห์ กรมอนามัย กรมการศาสนา ทบวงมหาวทิ ยาลัย กรมการ
ฝกึ หัดครู มูลนธิ โิ สสะ เป็นตน้ (สุโขทยั ธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลัย, 2547, หนา้ 133 – 134)
ใน พ.ศ. 2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศต้ังสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ โดยโอนโรงเรียนระดับอนุบาลและประถมจากกรมสามัญศึกษาและองค์การบริหารส่วนจังหวัด
มาสังกัด มีภารกิจสาคัญคือจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ซ่ึงเป็นการศึกษาภาคบังคับตาม
พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2523 นอกจากน้ียังได้รับมอบหมายจากรัฐให้จัดการศึกษาระดับก่อน
ประถมศึกษาให้แก่เด็กวัยก่อนเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับกลุ่มอายุ 4 – 6 ปี และระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้นอีกสว่ นหน่ึงดว้ ย
การจัดการศกึ ษาระดับก่อนประถมศกึ ษาในระยะแรก สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ จัดตามนโยบายของรัฐที่กาหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2520 แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ ได้แก่ โครงการสงเสริม
การศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้นเด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทาง
เศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อน
ประถมศกึ ษา การดาเนินงานในระยะน้ีเป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อการศึกษาวิจัย ผล
ของการดาเนินงานพบว่า เด็กวัย 4 – 6 ปี มีวุฒิภาวะสูงข้ึน มีความสามารถในการเรียนรู้และมีความ
มน่ั ใจในตนเองมากขนึ้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "89
ในปี พ.ศ.2529 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการ ดาเนินงานโครงการอนุบาล
ชนบท สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จึงได้ดาเนินการเปิดชั้นอนุบาลชนบทเร่ิม
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2529 เป็นต้นมา และได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการการ
ประถมศึกษา (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2535 แก้ไขเพ่ิมเติมอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ เพื่อให้มีอานาจหน้าที่ครอบคลุมการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลด้วย นอกจากน้ียังได้
ดาเนินการจดั อนบุ าล 3 ขวบ เพื่อเป็นการทดลองใน 5 ภูมิภาค คือ โรงเรียนอนุบาลสามเสน โรงเรียน
อนุบาลนครนายก โรงเรียนอนุบาลแพร่ โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ และโรงเรียนอนุบาลชุมพร ซึ่งได้
ดาเนนิ การตอ่ เนอื่ งจนถึงปจั จบุ ัน
การฝกึ หดั ครูกบั การศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย
การเตรียมครูอนุบาลในกรมการฝึกหัดครู การฝึกหัดครูได้เริ่มจัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2484 ภายหลัง
จากกระทรวงธรรมการได้จัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศข้ึน ในสังกัดกองฝึกหัดครู กรมสามัญศึกษา
ระยะแรกของการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศได้จัดตั้งขึ้นเพ่ือศึกษา ทดสอบความสนใจและความ
เขา้ ใจของประชาชนในเรือ่ งการอนุบาลศึกษา ผ้ดู าเนินการอนบุ าล คือ ม.ล.มานิจ ชุมสาย หัวหน้ากอง
ฝึกหัดครู และนางจติ รา ทองแถม ณ อยุธยา หัวหนา้ แผนกโรงเรียนอนุบาลละอออทุ ศิ ผลปรากฎว่าเป็น
ท่ีนา่ พอใจยง่ิ ในระยะหน่ึงทเี่ ปิดโรงเรยี นอนุบาล ประชาชนได้ให้ความสนใจและพากันส่งบุตรหลานเข้ามา
เรียนเป็นจานวนมากประกอบกับกระทรวงธรรมการก็มีนโยบายท่ีจะเปิดโรงเรียนอนุบาลขึ้นตามจังหวัด
ต่าง ๆ ดงั น้ันการที่จะขยายเปิดโรงเรียนอนุบาลขึน้ ใหก้ วา้ งขวาง และการท่ีจะขยายช้ันเรียนของโรงเรียน
อนุบาลละอออุทิศ จึงเกิดความจาเป็นที่จะต้องผลิตครูอนุบาลข้ึน เพื่อปฎิบัติงานในโรงเรียนอนุบาลที่
เปดิ ใหม่
ดังน้ันในปี พ.ศ.2484 ม.ล.มานิจ ชุมสาย หัวหน้ากองฝึกหัดครู จึงให้โรงเรียนอนุบาลละออ
อุทศิ เปิดรบั นกั เรยี นฝกึ หดั ครทู ี่สาเร็จประโยคครปู ระถม เข้ารับการอบรมวชิ าการอนุบาลและปฏิบัติงาน
ดา้ นอนบุ าล ในปีน้มี นี กั เรยี นฝึกหดั ครทู ี่สาเรจ็ ประกาศนียบัตรประโยคครปู ระถมมาสมัครเรียนจานวน 10
คน นางจติ รา ทองแถม ณ อยุธยา ไดท้ าหน้าท่ีทง้ั ครใู หญ่โรงเรียนอนบุ าลละอออุทิศ และหัวหน้าแผนก
อบรมครอู นุบาล จึงนบั ได้ว่าโรงเรยี นอนุบาลละอออุทิศเป็นสถาบันฝึกหัดครูอนุบาลแห่งแรกของประเทศ
ไทย
หลกั สตู รการอบรมครูอนบุ าลปี พ.ศ.2484 ประกอบด้วย
1. วิชาท่ีเรียน ได้แก่ วิชาครูอนุบาล จิตวิทยาเด็กเล็กและการปกครอง วิธีการสอน
แบบมอนเตสซอรี่ และวิธีใช้เครื่องมือของมอนเตสซอร่ี วิธีสอนวิชาเฉพาะ ซ่ึงได้แก่ ภาษาไทย นิทาน
เลขคณิต สุขศึกษา สังคมศึกษา ฝึกประสาท เพลงและดนตรี การเต้นและการราตามจังหวะเพลง
การทาสวนครัว วาดเขียน ปั้น ตัด ปะ พับ สานกระดาษ วิชาการทาอุปกรณ์การสอนและการ
ประดิษฐ์ของจากวัสดุเหลอื ใช้
2. วิชาการสังเกต ใหส้ ังเกตการจัดและดาเนินงานช้นั อนบุ าลโรงเรยี นบางแห่ง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "90
3. การฝึกสอน จัดให้นักเรียนฝึกหัดครูอนุบาลได้ฝึกการสอนทุกวันในภาคเช้าตลอดปีจนจบ
หลักสูตร 1 ปี
4. เวลาเรียน การจัดเวลาเรียนภาคเช้าเป็นการเรียนภาคปฏิบัติ มีการฝึกสอนทุกเช้า
ส่วนภาคบ่ายเปน็ การเรยี นทฤษฎีและเรียนทกุ ภาคบา่ ยตลอดปเี ชน่ กนั
นักศกึ ษารุ่นแรกสาเรจ็ การศึกษาครูอนุบาลมจี านวน 10 คน และได้คัดเลือกไว้เป็นครูในโรงเรียน
อนุบาลละอออุทิศส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้ออกไปเป็นกาลังสาคัญในการสอนโรงเรียนอนุบาลในส่วน
ภูมภิ าค
ต่อมา พ.ศ.2485 ได้เปลี่ยนหัวหน้าแผนกการอนุบาลเป็นนางสาวสมถวิล สวยสาอางค์ ซ่ึง
สาเร็จการอนบุ าลศึกษามาจากประเทศญ่ปี นุ่ และทาหน้าทเ่ี ปน็ ครูอนุบาลในขณะนนั้ ได้ดาเนินงานปฐมวัย
ศึกษาทั้งด้านโรงเรียนอนุบาลและนักเรียนฝึกหัดครู เนื่องจากจานวนครูอนุบาลท่ีผลิตยังไม่เพียงพอท่ีจะ
ดาเนนิ การให้กวา้ งขวาง ดังนัน้ โรงเรยี นฝึกหดั ครูจงึ รับนักเรยี นท่สี าเร็จประโยคครูประถมและครูการเรือน
ชั้นสูงเข้ารับการฝึกหดั ครอู นบุ าลอกี 9 คนในปดี ังนี้
พ.ศ.2486 กระทรวงธรรมการยังคงขยายงานโรงเรียนอนุบาล และมีความจาเป็นที่จะต้องจัดหา
ครูอนุบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เพียงพอกับการสอนในโรงเรียนอนุบาล จึงทาให้จังหวัดคัดเลือกผู้ที่จะเข้า
รับอบรมครูจากผู้ท่ีสาเร็จประโยคครูมัธยมและประโยคครูการเรือนชั้นสูงมาเรียน 1 ปี โดยระบุลักษณะ
ของครูอนุบาลไว้ในระเบียบ ฯ ว่าควรเป็นผู้ท่ีมีนิสัยรักเด็ก ใจเย็น อดทน แคล่วคล่องว่องไว ชอบการ
ดนตรีและการฝีมือ และกระทรวงให้เงินอุดหนุนจนจบหลักสูตร 1 ปี แต่มีเงื่อนไขว่าเม่ือเรียนสาเร็จแล้ว
ต้องกลับไปทางานในต่างจงั หวัด
พ.ศ.2486 นางสาวเบญจา ตุงคะสิริ สาเร็จการศกึ ษาอนุบาลจากประเทศญ่ีปุ่นได้กลับมา และ
ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกฝึกหัดครูอนุบาล ในสมัยนี้การฝึกหัดครูจึงย้ายมาจัดที่อาคารไม้ด้านหลัง
โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ และเปล่ียนจากการฝึกหัดครูอนุบาลเป็น “โรงเรียนฝึกหัดครูอนุบาล” และ
ในปีนี้กรมสามัญศึกษาได้รับนักเรียนฝึกหัดครูอนุบาลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ารับการอบรม
จานวน 45 คน เป็นนกั เรียนทนุ ทง้ั หมด
หลกั สูตร โรงเรยี นฝึกหัดครอู นบุ าลไดป้ รบั ปรงุ หลักสตู รการอบรมครอู นบุ าล พ.ศ.2484 โดยเพิ่ม
วิชาโรคของเด็ก หลักการสอน งานธุรการ เพลงเกมและการแสดงท่าทาง วิธีทาโปสเตอร์การสอนในที่
ประชมุ การเล่านทิ าน และวรรณคดเี ดก็
เวลาในการเรียน นักเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูรุ่นแรกก็ได้อาจารย์ผู้สอนท่ีมีความรู้ดีและเช่ียวชาญ
เฉพาะสาขามาทาการสอน เช่น หัวหน้ากองฝึกหัดครู (ม.ล.มานิจ ชุมสาย) นายแพทย์อรุณ เนตรศิริ
สอนวิชาโรคเด็ก เปน็ ตน้
พ.ศ.2486 โรงเรียนฝึกหัดครูได้ย้ายไปอยู่ท่ีจังหวัดฉะเชิงเทรา แผนกฝึกหัดอนุบาลได้ไป
ดาเนนิ งานทโี่ รงเรียนสตรีดัดดรุณ ทั้งนเี้ พราะอยูใ่ นระหว่างสงครามโลกครั้งทีส่ อง ซง่ึ ไดม้ ีการทิ้งระเบิดใน
กรุงเทพมหานครหลายครง้ั และใกล้บรเิ วณโรงเรียน กระทรวงธรรมการจึงได้ปิดโรงเรียนในกรุงเทพย้ายที่
ทาการไปอยู่ต่างจงั หวดั ใกล้เคียง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "91
พ.ศ.2487 ในระหวา่ งทน่ี างสาวเบญจา ตุงคะสริ ิ หวั หน้าแผนกฝึกหัดครูอนุบาลได้เปิดโรงเรียน
อนุบาลที่เพชรบูรณ์ อาคารของแผนกการฝึกหัดครูอนุบาลได้ถูกทาลายหมด ดังนั้นการอบรมครูอนุบาล
จึงไดเ้ ปิดอบรมทโ่ี รงเรียนฝึกหัดครูประถม หลังกระทรวงศกึ ษาธิการ และใหม้ ีการสอนนกั เรียนอนุบาลซึ่ง
เพมิ่ เป็น 2 ชั้น ในโรงเรยี นฝึกหัดครูประถมเช่นกนั
ต่อมา พ.ศ.2490 นางเอ้ือนทิพย์ เปรมโยธิน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกฝึกหัดครู
อนุบาลและได้ย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนฝึกหัดครูประถมพระนครมาใช้อาคารเรียนวิทยาศาสตร์ของ
โรงเรยี นการเรือนพระนคร (วทิ ยาลัยครูสวนดสุ ิต)
การรับนักเรียนฝึกหัดครูก็ดาเนินมาเรื่อยมาจนปี พ.ศ.2500 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ต้ัง
คณะกรรมการจัดทาหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาช้ันสูงอนุบาลข้ึน กาหนดเวลาเรียน 2 ปี โดยรับจาก
ผสู้ าเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.)
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาช้ันสูงอนุบาล (ป.กศ.ช้ันสูงอนุบาล) ได้เร่ิมใช้เมื่อ พ.ศ.
2501 วิชาทเี่ รียนมีดงั นี้
1. วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย สงั คมศกึ ษา
2. วิชาอนบุ าล ไดแ้ ก่ วิชาสขุ ภาพเดก็ วรรณคดเี ดก็ ดนตรีและจงั หวะเพลง
การเลน่ และเครอ่ื งเลน่ เดก็ ศิลปะการช่างเก่ยี วกับเดก็ พัฒนาการเด็ก การจัดโรงเรียนเดก็
3. วิชาการศึกษา ไดแ้ ก่ การศกึ ษาแผนใหม่เบอ้ื งต้น หลักการสอนและวิธีสอนเบื้องต้น
การบริหารโรงเรยี น การเรยี นรขู้ องเดก็ วสั ดกุ ารสอน
4. การฝึกสอน กาหนดเวลาไว้ 6 สปั ดาห์
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาช้ันสูงอนุบาล (ป.กศ.ช้ันสูงอนุบาล) ได้ใช้รับนักเรียน
จนถงึ ปี พ.ศ.2510 จึงไดย้ กเลิกการสอนนกั เรียนประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาช้ันสูงอนุบาลประเภท 2 ปี
และกลับมาสอนนกั เรยี นฝกึ หัดครูประกาศนียบตั รประโยคครูอนบุ าลหลกั สูตร 1 ปีแทน
พ.ศ.2512 จึงได้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาช้ันสูงอนุบาล (ป.กศ.ชั้นสูง
อนุบาล) หลักสูตร 2 ปี ควบคู่ไปกับการสอนนักเรียนประกาศนียบัตรประโยคครูอนุบาลหลักสูตร 1 ปี
ดว้ ย
นับได้ว่ากรมการฝึกหัดครูเป็นสถาบันผลิตครูปฐมวัยแห่งแรกของไทย ซ่ึงเป็นต้นแบบของการ
จัดการอนุบาลที่รบั เอาแนวคิดและแบบอยา่ งของโฟรเบลและมอนเตสซอรี่มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท
ของประเทศไทย (สุโขทัยธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลัย, 2547, หน้า 136 – 138)
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสวนดุสิต สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ยังคงดาเนินการ
สอนผลิตครปู ฐมวยั แตเ่ ปดิ เปน็ หลกั สูตรศึกษาศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาการศกึ ษาปฐมวยั ระดับปริญญาตรี
หลักสูตร 5 ปี นอกจากนั้นยังทาหน้าที่ให้บริการฝึกอบรมบุคลากรท่ีทางานเก่ียวข้องกับเด็กให้แก่
หนว่ ยงานตา่ ง ๆ เช่น กรมการพัฒนาชมุ ชน กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย สานักอนามัย
กรงุ เทพมหานคร เป็นตน้
92
สรปุ
การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย สมัยเริ่มแรกก่อนมีระบบโรงเรียนมุ่งให้การศึกษาแก่เด็ก
เลก็ โดยวดั ต่อมาจึงพฒั นามาเป็นโรงเรียนสาหรับเจ้านายเช้ือพระวงศ์ ภายหลังจึงจัดในรูปของสถานรับ
เลี้ยงเด็ก ในสมัยมีระบบโรงเรียนจดั ในรูปของชั้นมลู ศึกษาซ่งึ อาจฝากไว้ในโรงเรียนประถมศึกษา มุ่งสอน
ใหเ้ ด็กมีความรู้เพ่ือเรียนต่อในชั้นประถมศึกษา ในรัชกาลที่ 6 แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยตามแบบ
โฟรเบลและมอนเตสซอรี่เข้ามาสู่ประเทศไทย โดยมีการจัดช้ันอนุบาลข้ึนในโรงเรียนราษฎร์ ต่อมาจึงมี
การต้ังโรงเรยี นอนุบาลของรฐั แห่งแรกข้ึน คือ โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างในการจัด
โรงเรยี นอนบุ าล ในสมัยต่อมารัฐได้ดาเนินการขยายโรงเรียนอนุบาลในส่วนภูมิภาค พ.ศ.2516 สามารถ
เปดิ โรงเรยี นอนุบาลในส่วนภมู ภิ าคครบทกุ จังหวัด
แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี 5
1. จงอธิบายถงึ การจัดการศกึ ษาปฐมวัยในสมัยก่อนมรี ะบบโรงเรียน
2. จงอธิบายการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนราชกุมารและโรงเรียนราชกมุ ารี
3. โรงเล้ียงเด็กจัดตง้ั ข้นึ โดยมีจดุ ม่งุ หมายอย่างไร
4. จงอธิบายถึงการจดั การศึกษาปฐมวยั ในสมยั มีระบบโรงเรยี น
5. โรงเรยี นอนบุ าลแห่งแรกของรัฐ ตง้ั ขึ้นเพ่อื วตั ถุประสงค์ใด มีแนวคดิ และลักษณะในการจัด
การศึกษาปฐมวัยอย่างไร
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
93
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. สานกั งาน (2545 ค). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒
และที่แก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕. กรุงเทพ ฯ : สานกั นายกรฐั มนตรี.
........... (2545 ง). แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๔๕ – ๒๕๔๙) ฉบับสรุป. กรุงเทพ ฯ : พริกหวาน
กราฟฟิค.
........... (2546). สภาการศึกษา : จากอดีตถึงปัจจุบัน สู่มิติใหม่ในการพัฒนานโยบายการศึกษาของ
ชาติในอนาคต. กรุงเทพ ฯ : สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ.
........... (2545). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ.2545 – 2549. กรุงเทพ ฯ :
โรงพิมพ์คุรุสภา.
วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2542). การจัดสภาพแวดล้อมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพ ฯ : สถาบัน
ราชภฏั พระนคร.
เยาวพา เดชะคปุ ต์. (2542). การศกึ ษาปฐมวัย. กรุงเทพ ฯ : แม็ค.
........... (2542). การจดั การศกึ ษาปฐมวยั . กรุงเทพ ฯ : แมค็ .
สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลยั . (2547). พฤตกิ รรมการสอนปฐมวัยศกึ ษา หน่วยท่ี 1 – 8 (พิมพ์คร้ังที่
14). นนทบรุ ี : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "94
บทท่ี 6
รูปแบบและแนวทางการจัดการศกึ ษาปฐมวัยในประเทศไทย
การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทยในอดีต แม้ว่าจะไม่ได้กาหนดให้เห็นเป็นระบบไว้อย่าง
ชัดเจน แตก่ ็ได้มกี ารริเร่ิมและดาเนินงานอย่างต่อเน่ือง จนถึงปี พ.ศ.2520 ได้มีการประกาศใช้แผนการ
ศึกษาชาติ ซึ่งในแผนการศึกษาฉบับน้ีได้ระบุนโยบายและวิธีการจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัยไว้อย่าง
ชัดเจน โดยระบุว่า “รัฐพึงเร่งและสนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูเด็กในวัยก่อนประถมศึกษา โดยรัฐจะ
สนับสนุนให้ท้องถิ่นและภาคเอกชนจัดให้มากท่ีสุด สาหรับการจัดการศึกษาในระดับน้ีของรัฐ จะจัดทา
เพียงเพ่ือเป็นตัวอย่างและเพื่อการค้นคว้าวิจัยเท่าน้ัน” และกล่าวว่า “การศึกษาระดับก่อน
ประถมศึกษา” เป็นการศึกษาท่ีมุ่งอบรมเล้ียงดูเด็กก่อนการศึกษาภาคบังคับ เพ่ือเตรียมเด็กให้มีความ
พร้อมทุกด้านดีพอท่ีจะเข้ารับการศึกษาต่อไป การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษานั้น อาจจะ
จัดเป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือการศึกษานอกโรงเรียน โดยอาจจัดเป็นสถานรับเล้ียงดูเด็กหรือ
ศูนยเ์ ด็กปฐมวัยและในบางกรณอี าจจัดเปน็ ชน้ั เด็กเลก็ หรือโรงเรียนอนุบาลก็ได้
จากนโยบายของแผนการศึกษาชาติฉบับนี้จึงเป็นแนวนโยบายที่มีการสานต่อเนื่องมาจนถึง
ปัจจุบัน และการจัดการศึกษาสาหรบั เดก็ ปฐมวัยได้มีการจัดโดยหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน รวมท้ัง
การดาเนินงานโดยภาคเอกชน มลี ักษณะการใหบ้ รกิ ารท่ีหลากหลาย
สภาพและปัญหาของการจัดการศกึ ษาปฐมวัย
ในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ.2550 - 2554) ยังคงกล่าวถึง
อนั ตรายจากกระแสการเปลีย่ นแปลงของโลกท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง และทวีความรุนแรงข้ึนเรื่อย ๆ การ
เปล่ียนแปลงดังกล่าวน้ันมีผลกระทบตอ่ สภาวะทัง้ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ค่านิยมของคนใน
ประเทศ นอกจากนี้การเปลยี่ นแปลงของส่ิงแวดล้อมโลกที่เกิดจากทรัพยากรธรรมชาติถูกทาลายได้ส่งผล
ใหเ้ กิดอุบตั ิภัยร้ายแรงแก่ภมู ิภาคท่ัวโลก และระบุว่าประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการเปล่ียนแปลงและ
ผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึน โดยอัญเชิญ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบ
บรู ณาการเปน็ องคร์ วมทม่ี ี “คนเป็นศนู ยก์ ลางการพฒั นา”
บริบทของการเปล่ยี นแปลงทางสังคมและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อเด็ก
ปฐมวัยเช่นเดียวกันกับคนท้ังหลายท้ังในชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอนาคต กระแสการเปลี่ยนแปลงทาง
วัฒนธรรมทาให้สูญเสียวัฒนธรรมเดิมท่ีดีงาม ค่านิยมท่ีไม่พึงประสงค์ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม
เด็กเล็ก ๆ ท่ีฐานรากทางวัฒนธรรมยังไม่เข้มแข็งขาดความสามารถในการคัดกรองส่ิงที่เหมาะสมมาสู่
ตนเอง อีกท้ังยังมีธรรมชาติของการเรียนรู้ โดยการเลียนแบบจากตัวแบบในสังคม ดังน้ีสถานการณ์ท่ี
เด็กเผชญิ อย่จู งึ เปน็ สถานการณ์ที่นา่ วิตกอยา่ งย่ิง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "95
สภาพการเปล่ียนแปลงทางสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มทกี่ ระทบตอ่ เด็กปฐมวยั
กระแสการเปลยี่ นแปลงของโลกมไิ ด้มีผลกระทบตอ่ คนท่ัวไปเท่านนั้ หากแตส่ ง่ ผลกระทบต่อเด็ก
ปฐมวัยดว้ ยเช่นกัน ซง่ึ ปรากฏสภาพดงั นี้
1. สภาพการไหลบ่าทางวัฒนธรรมท่มี าจากการสอ่ื สารไร้พรมแดน ทาให้วัฒนธรรม ค่านิยมท่ีดี
งามลดน้อยถอยลง ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินถูกละเลย ลักษณะของสังคมไทยท่ีเคยช่วยเหลือเกื้อกูล เอ้ืออาทร
เอาใจใส่ดแู ลรกั ใคร่ฉนั ญาติมิตรพ่ีน้องเริ่มเส่ือมถอย สังคมเมืองขยายตัวมากขึ้น เกิดกระแสวัตถุนิยมเป็น
ค่านิยมของคน วิถีชีวิตที่เคยพ่ึงพาตนเองมีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายสูญหายไป ความสัมพันธ์ของคนใน
ชุมชนลดน้อยลง ต่างคนต่างอยู่ จิตสานึกสาธารณะไม่มี เกิดความรู้สึกว่าธุระไม่ใช่ ไม่สนใจความ
ประพฤติของตนว่าจะส่งผลเสียหายต่อผู้อื่นหรือสังคม เด็กปฐมวัยจึงอยู่ท่ามกลางสภาพสังคมท่ีบกพร่อง
ดา้ นคณุ ธรรม ตวั แบบทด่ี ไี มม่ ีหรือหายาก เดก็ จงึ เติบโตขึน้ มาอยา่ งขาดคณุ ภาพ
2. การทาลายทรัพยากรและใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า ขาดการเอาใจใส่ดูแลจัดการอย่างมี
คุณภาพ ทาให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติขาดความสมดุล เกิดปัญหาระบบนิเวศ มีอุบัติภัย
ทางธรรมชาตเิ กดิ ข้นึ มากมาย รวมทง้ั โรคภยั ไข้เจ็บทรี่ มุ เร้ามนษุ ยแ์ ละสง่ิ มชี ีวติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
เกิดมลพิษในส่ิงแวดล้อม ปริมาณขยะและของเสียอันตรายมากข้ึน แบบแผนการดาเนินวิถีชีวิตไม่
เหมาะสม ความสุขในชีวิตจึงลดน้อยลง อุบัติภัยและโรคภัยต่าง ๆ ทาภัยมนุษย์มากข้ึน เด็กปฐมวัยจึง
เตบิ โตขนึ้ มาทา่ มกลางภาวะแหง่ ความทุกข์ยาก
จากบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมโลก ซ่ึงอาจจะเรียกได้ว่าการเปล่ียนแปลงที่เกิด
จากการกระทาของมนุษย์ เด็กปฐมวัยต้องอยู่ในสังคมแห่งการแปรปรวนน้ี วิถีชีวิตท่ีดีงามในอดีตค่อย
ลดลง เด็กจะต้องเผชิญกับโลกที่มสี ภาวะยากลาบากย่ิงขึ้นตอ่ ไป (วัฒนา ปุญญฤทธ,์ิ 2551)
ปญั หาของการจดั การศกึ ษาปฐมวัย
ปัจจุบันเป็นท่ีน่าวิตกและถือเป็นวิกฤตของเด็กปฐมวัย เน่ืองจากข้อเท็จจริงจากการ
ประเมินสถานการณ์และทดสอบพัฒนาการอย่างคัดกรองในเด็กปฐมวัย (อายุ 0 – 5 ปี) พบว่า โดย
ภาพรวมเด็กปฐมวัยมีแนวโน้มพัฒนาการล่าช้าในด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา และ
จริยธรรม เมื่อพิจารณาจากประเด็นต่าง ๆ แล้ว สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, หน้า 12 –
17) สรุปปญั หาของการจัดการศึกษาปฐมวัยไดด้ งั นี้
1. ขาดความเข้าใจเร่ืองปรัชญาการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปัจจุบันการเรียนการสอนเด็กปฐมวัย
ดาเนินการโดยปราศจากความเข้าใจปรัชญาพื้นฐานที่มีมนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยของชีวิต รวมทั้ง
ความรูค้ วามเขา้ ใจเร่ืองสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนมีน้อย จึงทาให้ขาดความเข้าใจถึงความสาคัญของการ
คมุ้ ครองปอ้ งกันให้เดก็ ทกุ คนอย่รู อดปลอดภยั มพี ัฒนาการและเจรญิ เติบโตตามวัยทุกดา้ น
2. ขาดการวิจัย/ความรู้เชิงสังเคราะห์ที่จะเอ้ือต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก มีการศึกษา
วิจัยองค์ความรู้ใหม่ ๆ องค์ความรู้เร่ืองพัฒนาการของเด็ก องค์ความรู้เรื่องการอบรมเล้ียงดูเด็กอย่าง
เหมาะสม และทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือการดูแลเด็กปฐมวัยในต่างประเทศมากมาย แต่การนาองค์ความรู้
เหล่านี้มาศึกษาและนามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการและการศึกษาปฐมวัยในบริ บทของ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "96
ประเทศไทยมีนอ้ ย ขาดการกระตุ้นให้เกดิ การวิจัยและพัฒนา รวมทง้ั การเผยแพร่ที่จะนาสู่การส่งเสริมให้
มคี วามเชย่ี วชาญแกผ่ ู้ท่ีสอนและผู้วิจยั ระดับอุดมศึกษา ในอันท่ีจะนามาใช้ฝึกอบรมให้ได้ประโยชน์แก่เด็ก
ปฐมวยั ในระยะยาว
3. ขาดวิธบี รหิ ารจดั การที่มคี ณุ ภาพประสิทธภิ าพ ผูบ้ ริหารจดั การด้านการบริการและการศึกษา
เด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่ไม่ได้รับความรู้เฉพาะทางที่จะช่วยให้การบริการแก่เด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมี
คุณภาพ รวมทั้งการจัดหาและการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมแก่เด็กตามวัย การจัดทาฐานข้อมูลท่ีเป็น
ภาพรวมของการพฒั นาเด็กปฐมวยั ทุกด้าน ตลอดจนการใช้ขอ้ มลู ทม่ี ีอย่ใู นการบรหิ ารจดั การ
4. ขาดการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม ต้องมีบูรณา
การของงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การปกป้องคุ้มครอง ความม่ันคงทางสังคม สวัสดิการ
โดยมกี ารประสานกับครอบครัว ชุมชน สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ และจาเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้
ทันเหตุการณ์ มีบุคลากรพอเพียงกับการประสานความรู้และทักษะในทุกระดับท้ังในระดับท้องถ่ิน
ระดบั ประเทศ และระดับนานาชาติ
5. ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานจัดบริการ/พัฒนา หน่วยงานท่ีดาเนินการจัดบริการ
เกีย่ วกับการพัฒนาเด็กปฐมวยั (0 – 5 ป)ี และการใหค้ วามรูพ้ ่อแม่ ผ้ปู กครอง เกยี่ วกับ
การอบรมเล้ียงดูลูก ทั้งภาครัฐและเอกชนมีไม่น้อยกว่า 8 กระทรวง 35 หน่วยงาน แต่ก็ยังไม่สามารถ
จดั บรกิ ารเสริมกาลงั ครอบครัว เพ่ือพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ไดค้ รอบคลมุ ท่วั ถงึ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ขาดการประสานงาน และไมม่ ีเอกภาพของนโยบาย ตลอดจนทิศทางในการจัดการศกึ ษา
6. ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ประชาชน ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมและใส่ใจในการ
พฒั นาเด็กปฐมวัยให้มากขึ้น เพอ่ื ให้พลังชุมชนและท้องถน่ิ เปน็ ขุมกาลงั ทีช่ ่วยดูแลเด็กได้อย่างต่อเน่ืองและ
มีคณุ ภาพ
7. ขาดการทอนแผนระยะส้ันและระยะยาวไปสู่การปฏิบัติ ประเทศไทยมีนโยบายและแผนการ
พัฒนาเด็กมาเป็นเวลากว่า 20 ปี แต่ไม่ได้กาหนดผู้รับผิดชอบโดยตรงของการนาแผนไปสู่การปฏิบัติ
ขาดกลไกการดาเนินงานท้ังในระดับชาติ และระดับท้องถ่ิน นอกจากนี้ยังไม่มีการติดตาม และ
ประเมินผล ใหส้ ามารถดาเนินการให้เปน็ ไปตามนโยบายและแผนตา่ ง ๆ
8. ขาดการระดมทรัพยากร ทกุ ภาคส่วนของสังคมโดยเฉพาะภาครัฐยังไม่ได้ “ลงทุน” เพ่ือการ
พัฒนาเดก็ ปฐมวยั ให้ชัดเจนเหมาะสมและตอ่ เน่อื ง
นอกจากน้ี สิริมา ภญิ โญอนนั ตพงษ์ (2550, หนา้ 31 – 32) ยงั กลา่ วถึงปญั หาของการ
จดั การศกึ ษาปฐมวยั ไว้ดงั น้ี
1. การขาดคุณภาพ ผลการประเมินการจัดบริการพัฒนาเด็ก 3 – 5 ปี พบว่าด้อยคุณภาพท้ังใน
ด้านการบริหารและจัดการ ขาดคุณภาพในเรื่องวิธีการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การเรียนรู้โดยการให้เด็ก
ท่องจาอย่างเดียว ไม่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดต้ังแต่เล็ก ๆ การให้เด็กน่ังอยู่กับท่ีท้ังวัน การจัดหลักสูตร
ตายตัว การเร่งสอนอ่าน เขียน คิดเลข เพ่ือให้สอบเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ ไม่ให้อิสระในการ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "97
แสดงออก ห้ามเด็กพูด ให้น่ังเงียบ ๆ บังคับให้ทาการบ้านทุกวัน ความเข้าใจผิดเก่ียวกับวิธีการเรียนรู้ที่
ยดึ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ
2. ขาดการใหค้ วามรู้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างท่ัวถึง พ่อแม่ไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อแม่
ที่ดี และวิธีรักลูกในทางท่ีถูกท่ีควร พ่อแม่จานวนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดในเร่ืองการเลี้ยงดูลูก เช่นให้
ความรักด้วยวิธีการให้สิ่งของเป็นรางวัล ตีเด็กทุกครั้งที่ทาผิด ขู่เด็กว่า จะไม่รัก ถ้าไม่เช่ือฟัง เด็กไม่มี
สิทธพิ ูดเวลารบั ประทานอาหาร ใหเ้ ดก็ กลัวในตวั บุคคลทผี่ ดิ ๆ เช่น หมอ ตารวจ
3. ขาดการฝึกอบรมบุคลากรท่ีเก่ียวข้อง กระบวนการผลิตครูและการเตรียมบุคลากร เช่น
ผู้ดูแลเด็กท่ีจะทางานกับปฐมวัยจะต้องเน้นการเสริมสร้างให้บุคลากรมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความรู้
ความเข้าใจ โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาเด็ก ปัจจุบันยังขาดการฝึกอบรม ท้ังก่อนประจาการ และระหว่าง
ประจาการอย่างเป็นระบบ ควรจัดฝึกอบรมได้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัย
ในสถานท่ี ๆ บคุ คลนัน้ จะเขา้ ทางาน
4. ขาดการกาหนดมาตรฐาน การจัดบริการสาหรบั เดก็ ปฐมวัยที่มีอายุต่ากว่า 3 ปี และบริการ
สาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ไม่มีการกากับดูแลคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง รวมท้ังไม่มีการกาหนด
มาตรฐานคุณภาพท่ีเหมาะสม เช่น ขาดการกาหนดตวั บ่งช้คี ุณภาพ ขาดระบบให้การรบั รองคณุ ภาพ
ด้วยความตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาของเด็กปฐมวัยท่ีกาลังเกิดขึ้นในขณะนี้ รวมทั้ง
เจตนารมณข์ องรัฐบาลทีจ่ ะแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนผู้แทนวิชาชีพองค์กรต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการ
พฒั นาเดก็ จึงร่วมระดมสมองจดั ทานโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ขึ้น
ยทุ ธศาสตร์ในการพัฒนาเดก็ ปฐมวัย
นับต้ังแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา นโยบายของรัฐให้
ความสาคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก โดยมุ่งท่ีจะเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กปฐมวัยก่อน
วัยเขา้ เรยี นในระดับประถมศกึ ษา โดยพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับ
ที่ 2) พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มสี าระท่ีเกี่ยวขอ้ งกับเดก็ ปฐมวยั ดังนี้
การจดั การศกึ ษาเป็นการศึกษาตลอดชวี ิต จึงมีความหมายครอบคลุมการศึกษาต้ังแต่แรกเกิดจน
ตาย ดังน้ัน “การศึกษาปฐมวัย” จึงเร่ิมต้ังแต่แรกเกิด เด็กปฐมวัยตามนัยคณะรัฐมนตรี (16 มีนาคม
2542) หมายถึง เด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ทุก
ส่วนของสังคมมสี ่วนร่วมในการจดั การศกึ ษา
การศึกษาปฐมวัยจัดอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน รัฐบาลยังคงให้ความสาคัญกับการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัย (0 – 5 ปี) เพราะการพัฒนาเด็กในวัยน้ีเป็นช่วงเวลาสาคัญสาหรับการพัฒนาการทางสมองของ
บุคคล การท่ีกาหนดนโยบายการจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 12 ปี โดยไม่ครอบคลุมการศึกษาของเด็ก
ปฐมวัย เน่ืองจากการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาควรเป็นการศึกษาเพ่ือเตรียมความพร้อม โดยการ
ส่งเสริมให้ชุมชนหรือสถาบัน หรือองค์กรในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างย่ิงสถาบันครอบครัว มีส่วนร่วมใน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "98
การจัดการศึกษาระดับน้ีควบคู่ไปด้วย ดังน้ัน ในการจัดทาแผนปฏิบัติการในนโยบายและมาตรการการ
จัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 12 ปี จึงได้กาหนดให้ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี) พ่อแม่
ผู้ปกครอง บุคคลและสถาบันสังคมต่าง ๆ มีสิทธิที่จะได้รับความรู้ในการอบรมเล้ียงดู ได้รับเงินอุดหนุน
จากรฐั ไดร้ ับยกเวน้ ภาษตี ามทกี่ ฎหมายกาหนด
การจัดการศึกษาปฐมวัย สามารถจัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอก
ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษาปฐมวัยสามารถจัดได้ในสถานศึกษา เช่นเดียวกับ
การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน คือ จดั ในสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัย โรงเรยี น หรือศนู ย์การเรียน
การจัดการศึกษาปฐมวัยต้องเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จัดกระบวนการเรียนรู้ตามความถนัดและ
ความสนใจของผ้เู รยี น การประเมนิ ผเู้ รยี นโดยพิจารณาจากพฒั นาการ ความประพฤติ การร่วมกิจกรรม
และจากการทดสอบ
ท้องถิ่นและสถานศึกษาเอกชนสามารถจัดการศึกษาปฐมวัยได้ สถานศึกษาเอกชนได้รับการ
สนับสนุนเงินอุดหนุนลดหย่อนภาษีตามความเหมาะสม และสถานศึกษาเอกชนนั้นต้องเป็นนิติบุคคล
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียนที่จัดการศึกษาปฐมวัย ต้องมีระบบประกันคุณภาพ
การศึกษาภายใน เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
สามารถให้ความรู้แก่พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ตลอดจนผู้เรียนได้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (สถาบัน
แหง่ ชาตเิ พ่ือการศกึ ษาสาหรบั เดก็ ปฐมวยั , 2542, หนา้ 2 – 29)
มติคณะรัฐมนตรีในการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี) ตามมติคณะรัฐมนตรี เม่ือวันที่ 16
มีนาคม 2542 เร่อื ง นโยบายการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน 12 ปี ขอ้ 2.1 ระบวุ า่ รฐั บาลยังคงให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาเดก็ ปฐมวัย (0 – 5 ปี) เพราะการพัฒนาเด็กในวัยนี้เป็นช่วงเวลาสาคัญสาหรับพัฒนาการทางสมอง
ของบุคคล การศึกษาระดับนี้ ควรเป็นการศึกษาเพ่ือเตรียมความพร้อม โดยการส่งเสริมให้ชุมชนหรือ
สถาบันหรือองค์กรในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างย่ิงสถาบันครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาระดับน้ี
ควบคู่ไปด้วย ดงั น้ัน การจดั ทาแผนปฏิบัติการในนโยบายและมาตรการการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐาน 12 ปี
ต้องให้ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี ) ซ่ึงคณะกรรมการการศึกษาและพัฒนาเด็กปฐมวัย
ของกระทรวงศกึ ษาธิการ (ในโครงการปฏริ ูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ) ได้กาหนดวิสัยทัศน์ของ
การจัดการศึกษา และพัฒนาเด็กปฐมวัย (กระทรวงศึกษาธิการ. 2544) ไว้ว่า “เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับ
บริการท่เี หมาะสม เพ่ือให้เติบโตเรียนรู้อย่างมีความสุขและพัฒนาทุกด้านอย่างสมดุล เต็มตามศักยภาพ
บนพ้ืนฐานของความเป็นไทย” และกาหนดยทุ ธศาสตรร์ ะยะแรก ตั้งแตป่ ี พ.ศ. 2543 – 2545 ส่วนหน่ึง
ไว้วา่
1. การพัฒนาเดก็ อายุต่ากว่า 3 ปี ใช้หลักการ บ้านและชุมชนเป็นฐานในการเลี้ยงดู ซ่ึงบุคคล
สาคัญคอื พ่อแม่ ผปู้ กครอง และครอบครวั
2. เด็กอายุ 3 – 5 ปี ใช้สถานพัฒนาเด็กหรือรูปแบบอ่ืนที่เป็นท้ังในระบบ นอกระบบและตาม
อธั ยาศยั โดยใหผ้ ู้ดแู ลเด็ก ฯลฯ มลี กั ษณะเป็นมืออาชีพ และรว่ มมอื กบั พ่อแม่ ผู้ปกครองและครอบครัว
99
3. การพัฒนาเดก็ อายุ 0 - 5 ปี ทดี่ แี ละมีคณุ ภาพ ต้องมีระบบการสง่ ต่อเพื่อเชื่อมโยงจากบ้านไป
ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ ปฐมวยั และโรงเรยี น ฯลฯ
ยุทธศาสตร์ระยะหลัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นไป เม่ือชุมชนมีความเข้มแข็งพอ รัฐจะ
กระจายความรบั ผดิ ชอบไปยังชมุ ชน ท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กร สถาบันต่าง ๆ ดาเนินการเต็มที่
ในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรัฐจะเป็นเพียงผู้กาหนดนโยบาย รูปแบบ การตรวจสอบมาตรฐาน การประเมินผล
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ เท่านั้น รัฐสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนท้องถ่ิน (องค์การ
บรหิ ารส่วนตาบล, องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, เอกชน และชุมชน) จัดการศึกษาปฐมวัยแทน
รัฐ (http : // www.moe.go.th) ใ น ปั จ จุ บั น ไ ด้ มี ก า ร เ ส น อ น โ ย บ า ย แ ล ะ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550 – 2559 โดยความร่วมมือของ 3
กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มน่ั คงของมนุษย์ ซ่ึงคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นควรให้มีการบูรณาการแผนในทุกมิติ ไม่เฉพาะภาครัฐเท่าน้ัน
แตค่ วรสนับสนนุ ให้เอกชนเขา้ มามีส่วนรว่ มจดั การศึกษาปฐมวัยดว้ ย
กระทรวงศึกษาธิการกาหนดแนวนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็ กปฐมวัย
(0 – 5 ป)ี ระยะยาว พ.ศ.2550 – 2559 ไว้ดงั น้ี
วิสัยทัศน์ เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับและมีการพัฒนาที่เป็นเลิศและเหมาะสมอย่างรอบด้าน สมดุล
เต็มศักยภาพ พร้อมทั้งเรียนรู้อย่างมีความสุข และเติบโตตามวัยอย่างมีคุณภาพ เพ่ือเป็นรากฐานอัน
สาคญั ย่ิงในการพัฒนาเด็กในระยะต่อ ๆ ไป
นโยบาย พัฒนาเด็กปฐมวัยชว่ งอายุ 0 – 5 ปี ทุกคนอยา่ งเต็มศักยภาพและมีคุณภาพเต็มท่ี โดย
ใหค้ รอบครัวเป็นแกนหลัก และให้ผู้มีหน้าท่ีดูแลเด็กและทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดบริการและ
ส่งิ แวดล้อมทด่ี ี เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั สภาพของท้องถนิ่ และเหมาะสมกบั เด็กตามวัย
กลุ่มเป้าหมาย เด็กอายุ 0 – 5 ปี ทุกคน พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว ผู้เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ ผู้ท่ี
เก่ยี วข้องกบั เด็กโดยตรง ได้แก่ ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครู ผู้ดูแลเด็ก พ่ีเล้ียงเด็ก ผู้สูงอายุที่ดูแล
เด็ก แพทย์ พยาบาล นกั จิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจา้ หน้าท่สี าธารณสุข ชมุ ชน ได้แก่ องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน องค์กรชุมชนต่าง ๆ ผู้นาทางศาสนา สังคม ได้แก่ สถาบันทางสังคม สื่อมวลชน สถาบันวิจัย
สถาบันการศึกษา นักวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรธุรกิจและองค์กร
ระหวา่ งประเทศ
ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย ประกอบด้วย
1. การพฒั นาเดก็ อายตุ ่ากว่า 3 ปี ให้ครอบครัวเป็นแกนหลักในการดแู ลและส่งเสริมพัฒนาการ
ทุกด้าน
2. การพัฒนาเด็กอายุ 3 – 5 ปี เด็กอายุ 3 – 5 ปี ครอบครัวยังคงเป็นแกนหลักในการดูและ
ส่งเสริมพัฒนาการ และให้สถานพัฒนาเด็ก สถานศึกษา หรือรูปแบบอื่น ทั้งในระบบและนอกระบบและ
ตามอธั ยาศยั เป็นทใี่ หบ้ รกิ ารพฒั นาเดก็
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "100
3. การพัฒนาเด็กอายุ 0 – 5 ปี ต้องดีและมีคุณภาพรวมทั้งมีการให้บริการสุขภาพเด็กอย่าง
สม่าเสมอ และมีระบบการส่งต่อท่ีดีและทันต่อสถานการณ์เพ่ือเช่ือมโยงจากบ้านไปยังศูนย์พัฒนาเด็ก
ปฐมวัย โรงเรยี น และหนว่ ยปรกึ ษาทางการแพทย์
ยทุ ธศาสตรก์ ารสง่ เสริมพอ่ แมแ่ ละผเู้ กย่ี วข้องเพือ่ พัฒนาเด็กปฐมวยั ประกอบด้วย
1. การพัฒนาเด็กปฐมวัย 0 – 5 ปี ให้ใช้หลักการท่ีมีบ้านและครอบครัว โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง
และสมาชกิ ในครอบครัวเปน็ บคุ คลสาคญั เป็นฐานในการอบรมเล้ียงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์
รวม
2. พัฒนาความร้แู ละทักษะแก่ผ้ทู ่ีเกย่ี วข้องกับเด็กปฐมวัย ในด้านจิตวทิ ยาพฒั นาการเด็กต้ังแต่ยัง
อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 5 ปี รวมถึงการให้ความรู้พ้ืนฐานด้านพัฒนาการเด็กอายุ 5 ปี รวมถึงการให้ความรู้
พื้นฐานด้านพัฒนาการเด็กอายุ 6 - 8 ปี เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างต่อเน่ืองของการพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัย
ยุทธศาสตร์การส่งเสริมหน่วยงานทางสงั คมเพื่อพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ประกอบด้วย
1. รัฐและสังคมร่วมรับผิดชอบในการจัดส่ิงแวดล้อมและบริการให้ครอบครัวและผู้เลี้ยงดูได้
พัฒนาเด็กปฐมวัยอยา่ งครบวงจร ตัง้ แต่การวางแผนปฏบิ ัติการเฝา้ ระวงั ตรวจสอบและประเมินผล
2. สร้างความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคมให้ชุมชนและองค์กรท้องถ่ินให้เอื้อต่อครอบครัวที่มี
เด็กปฐมวัย สามารถดาเนินการและจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
3. ใหร้ ัฐบาลกระจายความรับผดิ ชอบไปยังชุมชนท้องถ่ิน (ครอบครัว ชุมชน องค์การบริหารส่วน
ตาบล เทศบาล เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรธุรกิจ และอื่น ๆ) ดาเนินการเต็มท่ีในทุกด้านโดยรัฐมีหน้าท่ี
กาหนดนโยบายระดับชาติ แนวทาง รปู แบบ การตรวจสอบ มาตรฐาน การประเมินผลการสนับสนุน และ
การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ พร้อมท้ังสร้างส่ิงแวดล้อมและสื่อที่เอื้อต่อการรับรู้และการพัฒนา
เด็ก
4. ส่ือมวลชนมีบทบาทสาคัญในการสร้างเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ด้วยการเผยแพร่
ความรแู้ ละทักษะให้พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็กในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงกระตุ้นให้สังคมเห็น ความสาคัญของ
การพฒั นาเด็กปฐมวัย
จะเห็นได้ว่าในอนาคตการจัดการศึกษา และพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้รับความสนใจ เห็น
ความสาคัญและส่งเสริมให้มีการจัดรูปแบบท่ีหลากหลาย วิธีการที่จัดในปัจจุบันสามารถนามาใช้ได้
เพยี งแต่ตอ้ งพจิ ารณาหนว่ ยงาน หรือองค์กรที่จัดให้มีความเป็นเอกภาพ และพัฒนาคุณภาพการจัดให้ได้
มาตรฐาน ดังนั้น การจัดการศึกษาปฐมวัยของเด็กในช่วงอายุ 0 – 3 ปี อาจจัดในรูปศูนย์พัฒนา หรือ
สถานศึกษา หรือท่ีเรียกอย่างอ่ืน แต่โดยส่วนใหญ่จะเรียกว่า อนุบาล สามารถจัดให้เหมาะสมกับ
สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมของชุมชน และผู้ปกครอง ท้ังนี้เนื่องจากการจัดการศึกษาระดับนี้มี
ความสาคัญคอื
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "101
1. ผลการศึกษาของนักจิตวิทยา เช่น เพียเจต์ สกินเนอร์ ฯลฯ ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับ
พัฒนาการของเด็ก พบว่า องค์ประกอบส่วนหน่ึงที่จะส่งผลต่อการพัฒนาความเจริญงอกงามของเด็ก
โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเร่ิมต้นของชีวิต คือ สิ่งแวดล้อม ดังนั้น เด็กปฐมวัยถ้าเข้าสู่ระบบการพัฒนาที่
ถูกต้อง ยิ่งเร็วเท่าไรจะเกิดประโยชน์แก่ชีวิตเด็กมากเท่าน้ัน เพราะจะเป็นผลดีในด้านการพัฒนาสมอง
ซง่ึ จะต้องมกี ารกระต้นุ ทีถ่ ูกวธิ ี รวมทั้งการพัฒนาทางบุคลกิ ภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการที่ว่า
ประสบการณต์ ่าง ๆ ที่เดก็ รับในตอนตน้ ของชวี ิต จะมีอทิ ธิพลต่อเด็กในอนาคต
2. เด็กท่ีด้อยโอกาส เช่น ร่างกายพิการ พ่อแม่ยากจน เด็กประเภทน้ีจะไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่
ถูกต้อง ขาดการกระตุ้น ส่งเสริมศักยภาพ การจัดศูนย์พัฒนาเด็กหรือสถานศึกษาที่มีคุณภาพจะทาให้
เดก็ เหลา่ นไี้ ด้เขา้ มาอย่ใู นสภาพแวดลอ้ มทดี่ ี
3. สภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็กวัยนี้ ส่วนใหญ่มีภารกิจใน
การประกอบอาชีพ ประกอบกับสตรีมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงข้ึน และนิยมทางานนอกบ้านทาให้ไม่
สามารถเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองได้ จึงทิ้งเด็กไว้กับพี่เลี้ยง หรือญาติผู้ใหญ่ อาจดูแลเด็กไม่มีคุณภาพ
เท่าทีค่ วร ซึ่งอาจกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาสุขภาพ เช่น การขาดสารอาหาร ฯลฯ และปญั หาสงั คม เช่น การใช้
โทรทศั นเ์ ลีย้ งเด็ก ซึ่งจะมีผลต่อพฒั นาการของเดก็ ฯลฯ ตามมา
4. พ่อ แม่ ผ้ปู กครองเด็ก นิยมสง่ ลกู เขา้ โรงเรยี นอนบุ าล ซึ่งรบั เด็กตง้ั แตอ่ ายุ 3 ปี เข้าเรียนใน
อนุบาลปีท่ี 1 และเรียน 3 ปี จนถึงอนุบาลปีท่ี 3 หรือนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในปีท่ี 1 และย้ายโรงเรียนในโรงเรียนอนุบาล ซ่ึงจัดอนุบาล 2 ปี ซึ่งจะรับเด็กอายุ 3 ½ - 4 ปี
เขา้ เรียนในชั้นอนุบาลปที ี่ 1
ในกรณีที่ชุมชนน้ันไม่มีโรงเรียนอนุบาลเอกชน ผู้ปกครองที่มีภารกิจจะนาลูกไปฝากไว้ในศูนย์
พัฒนาเดก็ หรอื ท่ีเรียกช่ือเป็นอย่างอ่ืน เพ่ือเข้าชั้นเรียนอนุบาลก่อนพาไปเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลใน
ปตี ่อไป
ดังนัน้ การจัดการศึกษาระดับอนุบาล โดยเฉพาะสาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี มีความสาคัญซ่ึงจะ
มีผลต่อชีวิตเด็กทุก ๆ ด้าน รัฐควรมีนโยบายการให้บริการการศึกษาด้านนี้อย่างเต็มท่ี ส่วน พ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็กท่ีมีความพร้อมอาจไม่ใช้บริการนี้จะอบรมเล้ียงดูให้การศึกษาด้วยตนเองก็ได้ ถือเป็น
การศึกษาตามอธั ยาศยั (http://www.aihd.mahidol.ac.th/)
ทิศทางการจัดการศกึ ษาสาหรบั เดก็ ปฐมวัย
ในการจดั การศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย ควรดาเนนิ การภายใตข้ อ้ ตกลงเบ้ืองต้น หมายถงึ การ
ทาความเข้าใจในทิศทางที่ตรงกนั รว่ มกนั ซ่งึ สริ ิมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2550, หนา้ 33 – 36) ได้กลา่ ว
ทศิ ทางการจัดการศกึ ษาสาหรับเดก็ ปฐมวยั ดังต่อไปนี้
1. ทิศทางการจัดการศึกษาเด็กปฐมวัย ควรครอบคลุมดังน้ี เด็กปฐมวัยโดยธรรมชาติแล้วมี
ความอยากรู้ อยากเห็น มีความสามารถในการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ การจัด
ประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและส่งเสริมเด็กกระตุ้นให้เด็กเกิด
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "102
การเรียนรู้ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความรู้สุข สามารถริเร่ิมและสามารถกากับการเรียนรู้ของตนเองได้
สามารถสรา้ งสรรคค์ วามรู้ข้นึ ได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและได้รับส่ือวัสดุอุปกรณ์ที่มีความหมาย
ในสถานการณ์ท่ีเป็นจริง มีพัฒนาการด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมในระดับและ
อัตราที่ต่างกัน เด็กควรได้รับการพัฒนาพร้อมกันโดยรวมกันทุกด้านในช่วงแปดปีแรกซึ่งเป็นวัยพัฒนาที่
สาคญั
2. ทิศทางการเรียนรู้ มีดังน้ี กระบวนการเรียนรู้เร่ิมจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมโดยอาศัย การ
เสาะแสวงหาและค้นหาคาตอบ การจดั สภาพแวดล้อมหลากหลายที่กระตุ้นการเรียนรู้ การจัดสภาพสังคม
ทก่ี ระตนุ้ ให้ปฏสิ มั พนั ธ์กบั ผู้เรียน ผมู้ ีประสบการณ์จัดกจิ กรรมขัน้ ตอนการเรียนรู้ที่เหมาะสม เม่ือเกิดการ
เรียนรู้แล้วย่อมเข้าฝังลึกภายในจิตใจ มีความหลากหลายทางสติปัญญาท่ีแตกต่างกันในการเรียนรู้ เช่น
ด้านภาษา คณติ ศาสตร์ มติ สิ ัมพันธ์ กล้ามเน้ือ การเคลื่อนไหวทางร่างกาย การเข้าใจผู้อื่น การเข้าใจ
ตนเองและอ่นื ๆ การเรยี นรทู้ ัง้ หมดเปน็ พนื้ ฐานสังคมมาจากพื้นฐานของเดก็ ช่วงปฐมวัย
3. ทิศทางความรู้ มีดังนี้ ความรู้มีรากฐานมาจากความสามารถทางภาษา ความเช่ือ และ
วัฒนธรรม ประเพณีที่ต่างกัน ความรู้มีหลากหลายสาขาวิชา ท้ังผลงานการผลิตและทักษะวิธีการมี
ความสาคัญต่อการได้มาซึ่งความรู้ ความรู้ที่ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาจะช่วยให้ความรู้ความยั่งยืนกว่า
การจดจา
4. ทิศทางการเรียนการสอน มีดงั นี้
1) ครูผูส้ อน จะต้องไดร้ ับการฝกึ อบรมทักษะการสอนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
การสอนเด็กปฐมวัย
2) การเรียนการสอน ต้องเป็นการสอนที่เน้นตอบสนองผู้เรียนเป็นสาคัญมากกว่าเน้น
ทักษะการท่องจาเนื้อหาสาระตามหลักสูตร เน้นการส่งเสริมเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มเล็ก ครอบคลุม
และตอบสนองต่อการค้นคว้าวิจัยท่ีเกิดขึ้นใหม่และความรู้ใหม่ ๆ เก่ียวกับการเจริญงอกงาม พัฒนาการ
และการเรียนรู้ของผู้เรียน ครอบคลุมและตอบสนองต่อขอบข่ายการเรียนรู้ท่ีขยายมากข้ึนอย่างไม่จบส้ิน
ในทุกสาขาวชิ า ต้องยอมรับความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและลีลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของผู้เรียน
การเรยี นการสอนจะตอ้ งดาเนินควบคไู่ ปกบั การประเมนิ อย่างตอ่ เนอ่ื งกันไปด้วยกันและกลมกลืนเป็นส่งิ เดียว
5. ทิศทางการประเมินการเรียน มีดังนี้ การประเมินด้วยการเปรียบเทียบผลงานระหว่างกันใน
กลุ่มทั้งหมดเป็นส่ิงท่ีเกือบไม่มีคุณค่าใด ๆ การประเมินการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มิใช่การ
สะท้อนปริมาณความรูท้ ่มี อี ยู่แตเ่ ป็นการสะท้อนปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลกับสง่ิ แวดลอ้ มและความสามารถ
ท่ีเกิดข้ึน แต่เป็นการประเมินสภาพที่มีรากฐานของการสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการให้ข้อมูล
ทางด้านพัฒนาการ ความคิดและจิตวิทยา เป็นการประเมินสภาพจริงท่ีให้ข้อมูลสารสนเทศที่เท่ียงตรง
เกี่ยวกับผู้เรียนรวมทั้งกระบวนการเรียนรู้ต้องพิจารณาถึงสติปัญญาท่ีแตกต่างกัน ลีลาการเรียนรู้ที่
แตกตา่ งกนั และสภาพการเรียนรทู้ ่ี แตกต่างกนั และสะทอ้ นความเข้าใจได้ถูกต้องที่สุดจากความแตกต่าง
ของมนุษย์ การประเมินตามสภาพจริงมีรากฐานจากความรู้ด้านการเจริญงอกงามและพัฒนาการของ
ผู้เรียนที่สามารถทานายการปฏิบัติในอนาคตได้เที่ยงตรง รูปแบบการประเมินเชิงคุณภาพสามารถให้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "103
ข้อมูลเก่ียวกับผู้เรียนได้อย่างปรนัยและเช่ือถือได้ การประเมินท่ีเหมาะสมกับพัฒนาการได้มาจากการ
พัฒนาหลักสูตรได้อย่างเหมาะสมกับพัฒนาการและในทางกลับกัน หลักสูตรมีความเหมาะสมกับการ
พัฒนาการของผู้เรยี นได้มาจากการประเมินที่เหมาะสมกับพฒั นาการ
การประเมินการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นการประเมินตามสภาพจริง ที่ต้องเปิดโอกาสให้
ผเู้ รียนและครผู ้สู อนสะท้อนความคิดเห็นต่อเปา้ หมายและแนวทางสคู่ วามสาเรจ็ ไดแ้ นวคิด หลักการ และ
ทศิ ทางในการจัดการเรียนการสอนของระดับปฐมวัย ซึ่งเมื่อมองภาพการจัดการศึกษาในระดับนี้โดยรวม
แล้วมงุ่ เนน้ พฒั นาเด็กโดยส่วนรวมทกุ ดา้ นคอื ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญา
แนวโน้มการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยจึงมีแนวโน้มการจัดการเรียนเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มี
ลักษณะดังน้ี มุ่งเสริมสร้าง/สนับสนุน เกี่ยวกับวุฒิภาวะพัฒนาการและการเรียน มุ่งเน้นพัฒนาการที่
เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด มุ่งให้ความสาคัญกับจุดเด่นของผู้เรียน มุ่งเน้นผลจากการจัดหลักสูตรการเรียนการ
สอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มุ่งเน้นสถานการณ์ท่ีสอดคล้องกับชีวิตจริง มุ่งอาศัยการปฏิบัติ
มุง่ สอดคล้องกลมกลืนกับการเรียนการสอน มุ่งเน้นการเรียนรู้อย่างมีจุดหมาย มุ่งดาเนินควบคู่ไปกับทุก
สภาพแวดล้อม ม่งุ สามารถใหภ้ าพเร่อื งราวการเรียนรู้ และความสามารถของผู้เรียนท่ัว ๆ ไป มุ่งอาศัยความ
รว่ มมอื กนั ระหว่างผปู้ กครอง ครแู ละนักเรยี น รวมทง้ั บุคคลในวิชาชีพอ่ืน ๆ ตามความจาเปน็
วัฒนา ปุญญฤทธ์ิ (2551) กล่าวถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยตามแผนพัฒนาฉบับที่ 10 ไว้ว่า
การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีภูมิคุ้มกัน มีคุณภาพเพื่อเติบโตสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและสุขอย่างเพียงพอ
จากสภาพท่ีแสดงให้เหน็ ถึงบรบิ ทการเปลี่ยนแปลงทางดา้ นสังคมและสิ่งแวดล้อม เด็กในวันน้ีจึงต้องได้รับ
การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพ่ือให้เป็นคนท่ีรอบรู้ เท่าทันการเปล่ียนแปลงนั้น และในอนาคตของ
เด็กที่มีภูมิคุ้มกันน้ีจะเป็นผู้เข้าไปสู่ฐานะของผู้จัดระบบคุ้มกันสังคม การพัฒนาเด็กปฐมวัยของ
สถานศกึ ษามีแนวทาง ดงั นี้
1. การปลูกฝังคุณธรรมพ้ืนฐานให้เกิดขึ้นซ่ึงได้แก่ คุณธรรมเรื่องความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์
มวี นิ ยั สุภาพ สะอาด สามคั คี และมนี ้าใจ การปลูกฝังคุณธรรมนี้เกิดจากการสอนสั่ง การอบรม การ
ฝึกให้ทา การชมเชยยกย่องเม่ือเด็กทาดี ให้กาลังใจเม่ือเขาประสบความลาบากในการทาดี การอบรม
และเปน็ ตัวแบบทดี่ ีของผู้ใหญ่ในบา้ น ในชุมชน และในประเทศ
2. ในสถานศึกษาปฐมวัยจัดให้มีการจัดประสบการณ์ท่ีเน้นเป้าหมายการปลูกฝังคุณธรรมควบคู่
กับการจัดประสบการณ์ด้านความรู้ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ฝึกทักษะพื้นฐานท่ีจาเป็น ฝึกทักษะ
ชีวิต การคิดสร้างสรรค์ การใฝ่หาความรู้ เรียนรู้จากภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เรียนรู้
เทคโนโลยีพื้นบ้านท่ีพึ่งพาตนเอง ปลูกฝังจิตใจที่รักท้องถิ่น และรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อมท้ังหมดน้ีอยู่บน
พ้ืนฐานการเรยี นรู้โดยการปฏิบัตแิ ละการแนะนาเปน็ แบบอย่างท่ีดีของผใู้ หญ่
3. จัดการพัฒนาเด็กอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้การพัฒนาเด็กคงจะไม่ประสบความสาเร็จ หากเป็น
การจัดการเฉพาะในสถานศึกษา แต่ต้องเกิดจากความตั้งใจและการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน
และสถาบันต่าง ๆ ภายในชุมชน ดังน้ันจึงต้องสร้างความตระหนักให้แก่ชุมชน โดยยึดเป้าหมายว่าเด็ก
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "104
ปฐมวัยทุกคนเป็นเด็กของชุมชน ดังนั้น ชุมชนต้องมีบทบาทในการกาหนดวัตถุประสงค์ แนวทาง
วธิ ีการ และรว่ มกันพัฒนาเดก็ ของชุมชนไปยงั เป้าหมายทช่ี มุ ชนกาหนด
4. สถานศึกษาจะต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าท่ีในการจัดการเรียนรู้และเป็นแหล่งเรียนรู้ของ
ชุมชนในเร่ืองทเ่ี กย่ี วกับการจดั การศึกษาปฐมวัย ได้แก่ การรวบรวมองค์ความรู้ท่ีเก่ียวกับการพัฒนาเด็ก
การทาวจิ ัยร่วมกับชมุ ชนเพอื่ แก้ปญั หาทีก่ ระทบตอ่ ครอบครวั และตัวเด็ก การจัดการแหล่งความรู้ในชุมชน
การรวบรวมภูมิปัญญาท้องถ่ิน และเทคโนโลยีการพ่ึงพาตนเองของชุมชน เม่ือการถ่ายทอดทาง
วัฒนธรรมและองค์ความรู้ ตลอดจนการร่วมกับชุมชนในการปลูกฝังให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับ
สิง่ แวดล้อม และการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติในทอ้ งถนิ่ อย่างเหมาะสม
การพัฒนาเด็กในลักษณะดังกล่าวเป็นแนวทางหน่ึงของการจัดการการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งเน้นให้
เกดิ ผลลพั ธท์ ต่ี ัวเดก็ ใหม้ ีภมู คิ ้มุ กันท่ีดี สามารถดูแลตนเองได้ สามารถสร้างสังคมท่ีเป็นสุขอย่างพอเพียง
ได้ กล่าวคอื ไมเ่ ป็นผู้สรา้ งปญั หา เปน็ ผ้ปู อ้ งกันปัญหา เปน็ ผู้แก้ปัญหา และเป็นผู้สร้างสรรค์จรรโลงสิ่ง
ที่มคี ุณค่าในสังคมในอนาคต
บทบาทหน้าท่ขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
นับต้งั แต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา รัฐบาลมนี โยบายถ่ายโอนการศึกษาระดับปฐมวัยให้กับองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นแผนของการกระจายอานาจให้แก่องค์กร
ปกครองสวนทอ้ งถ่นิ โดยให้มีบทบาทในการจดั การศกึ ษา ดงั น้ี
1. การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เพ่ือให้เด็กเล็กและเด็กปฐมวัย ได้รับการส่งเสริมพัฒนาและ
เตรียมความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้มีความพร้อมท่ีจะเข้ารับ
การศึกษาในระดับขน้ั พ้ืนฐาน
2. การจัดการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน เพ่ือให้เด็กท่ีมีอายุอยู่ในเกณฑ์การศึกษาได้เข้ารับการศึกษาตาม
หลักสูตรอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ให้เกิดสมดุลท้ังด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ความมีคุณธรรม
จรยิ ธรรม และค่านิยมทถี่ กู ต้อง
3. การจดั บริการให้ความรดู้ ้านอาชีพ เพื่อพัฒนาและประกอบอาชีพสรา้ งรายได้ และให้ทกุ คน
มงี านทา
4. การจัดการส่งเสริมกีฬา นันทนาการ และกิจกรรมเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็ก เยาวชน
และประชาชนไดใ้ ชเ้ วลาให้เป็นประโยชน์
5. การดาเนนิ งานด้านศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม จารตี ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการ
อนุรักษ์ บารุงรักษา และเสริมสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิ ตและความ
หลากหลายทางวัฒนธรรม
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "105
รปู แบบการสง่ เสริมการจดั การศกึ ษาปฐมวัยขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินนั้นมี 3
รปู แบบ คอื
รูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบท่ีเหมาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมมากในด้าน
อาคารสถานที่ บุคลากร งบประมาณ วัสดุและการจัดการ โดยจัดในโรงเรียนอนุบาลประจาจังหวัด/
อาเภอ และโรงเรยี นสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน ซึ่งสานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานให้การสนับสนุนชว่ ยเหลือดา้ นวิชาการ
รูปแบบที่ 2 เป็นรูปแบบทเ่ี หมาะกับองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ที่มคี วามพร้อมระดับปานกลาง
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับภาระเก่ียวกับการจ้างครูพี่เลี้ยง วัสดุฝึก สื่อต่าง ๆ โรงเรียนให้สถานท่ี
จัดอาหารเสรมิ (นม) อาหารกลางวนั และดูแลด้านวชิ าการ
รูปแบบท่ี 3 เป็นรปู แบบที่เหมาะกบั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ที่มีความพร้อมน้อยก็ให้โรงเรียน
รับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบบางส่วน เช่น ค่าจ้างครูพ่ีเล้ียง
หรือค่าวสั ดุ/สื่อ เป็นตน้
กระทรวงศึกษาธิการ โดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมีนโยบายลด
ภาระการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย โดยถ่ายโอนการจัดการอนุบาล 3 ขวบ ให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิน่ เรมิ่ ตั้งแต่ปกี ารศึกษา 2544 โดยมหี ลกั การสาคัญ ดงั น้ี
1. โรงเรยี นในสงั กัดของกระทรวงศึกษาธิการจะไมจ่ ัดช้นั อนุบาล 3 ขวบ
2. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะให้การสนับสนุนด้านวิชาการและ
มาตรฐานคณุ ภาพ เพ่อื ใหอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมในการจัดการศึกษาปฐมวัย ซึ่งในการ
ดาเนินงานได้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย และแจ้งให้สานักงานการประถมศึกษาจังหวัด
ดาเนินการตามนโยบาย โดยให้ความร่วมมอื กบั องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั นี้
ด้านอาคารสถานที่ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใดขาดแคลนอาคารสถานท่ีใน
การจัดอนุบาล 3 ขวบ และประสงค์จะขอให้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา ให้ดาเนินการตามระเบียบ
กระทรวงศกึ ษาธิการว่าด้วยการขอให้อาคารสถานทีข่ องสถานศกึ ษา พ.ศ. 2539
ด้านครูอัตราจ้างหรือครูที่ทาการสอนอนุบาล 3 ขวบเดิม ในระหว่างท่ีองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถจ้างครูผู้สอนอ่ืนมาทดแทนได้ ให้สถานศึกษาให้ความร่วมมือ
ดาเนนิ การสอนในปีการศกึ ษา 2544 ไปตามเดมิ กอ่ น
ด้านวิชาการ ให้สถานศึกษาสนับสนุนด้านวิชาการแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ท้ังในด้านการเป็นห้องเรียนต้นแบบและสนับสนุนเอกสารสื่อต่าง ๆ นอกจากน้ันยังได้เตรียมถ่ายโอน
งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (อนุบาล 3 ขวบ) ให้แก่องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ินดว้ ย
ดังนั้นในปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นหน่วยงานหลักที่ทาหน้าท่ีจัดการศึกษาในระดับ
ปฐมวัยตามกรอบของกฎหมายของการกระจายอานาจให้แกอ่ งคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "106
รปู แบบการจัดการศึกษาปฐมวยั
การจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทยสามารถจาแนกรูปแบบของการจัดสถานพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยได้ใน 2 รูปแบบ คือ สถานพัฒนาเด็กในรูปแบบโรงเรียน และการจัดสถานพัฒนาเด็กในรูปแบบ
ศูนย์พัฒนาเด็ก โดยแต่ละรูปแบบจะมีนโยบาย วัตถุประสงค์และลักษณะการดาเนินงานท่ีเป็น
ลักษณะเฉพาะของตน ดงั ท่ี วัฒนา ปญุ ญฤทธิ์ (2542, หนา้ 22 – 28) กล่าวถึงรูปแบบการจัดการศึกษา
ปฐมวัยในประเทศไทยไว้ดงั น้ี
การจัดการศึกษาปฐมวัยในรปู แบบโรงเรยี น
การจดั การศกึ ษาปฐมวัยเปน็ การศึกษาในระดับข้ันพ้ืนฐานที่ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ จึงทาให้มี
หลายหนว่ ยงานใหค้ วามสนใจเข้ามามีสว่ นในการดาเนนิ การ และเข้ามามสี ่วนรับผิดชอบการจัดการศึกษา
ระดับนี้ ซ่ึงประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยท่ีจะมีลักษณะการดาเนินการ และ
วัตถุประสงค์เฉพาะตนของหน่วยงาน มีหลายหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบและดาเนินการจัดการศึกษา
ปฐมวยั ในรูปแบบโรงเรยี น ได้แก่
กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานหลักทจ่ี ดั การศึกษาในระดบั ปฐมวัยในรปู ระบบ
โรงเรียน โดยมีหนว่ ยงานย่อยในการรบั ผิดชอบงาน ไดแ้ ก่ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยแต่ละหน่วยงานมี
ลักษณะการดาเนินงานทีม่ วี ัตถุประสงคเ์ ฉพาะของแต่ละหนว่ ย ดงั นี้
1. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
นโยบายทจี่ ดั
1) ใหค้ วามรู้ พฒั นาเด็กและเตรียมความพร้อมให้เด็กเพื่อเข้าเรียนในช้นั ประถมศึกษา
2) เพื่อเปน็ ตัวอย่างแกเ่ อกชนในการจดั การศึกษาระดบั น้ี
3) เปน็ แหล่งฝกึ อบรมบุคลากรท่ีจะไปดแู ลเด็กในโรงเรยี น/ศนู ย์เด็ก
ลกั ษณะการดาเนนิ งาน เดิมจัด 2 รูปแบบ คือ ช้ันอนุบาล และชั้นเด็กเล็ก ช้ันอนุบาล
จดั 2 ปี เป็นโรงเรยี นอนบุ าลประจาจังหวัด ทั้งอยู่ในเขตเมือง และชนบท รับเด็กอายุ 4 – 6 ปี ส่วนชั้น
เด็กเล็ก รับเด็กอายุ 3 ปีครึ่ง – 4 ปี เข้าเรียนหลักสูตร 1 ปี จัดในโรงเรียนประถมศึกษาท่ีอยู่ในท้องถ่ินท่ี
ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย เพื่อให้เด็กได้เตรียมความพร้อมในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ปัจจุบันเลิก
จัดช้ันเด็กเล็ก แต่จัดเพ่ิม 1 ช้ันคือเตรียมอนุบาล เรียกว่า อนุบาล 3 ขวบ ซึ่งอนุบาล 3 ขวบ กาลังจะ
โอนใหอ้ งคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลทั้งหมด
2. สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาเอกชน
นโยบายทีจ่ ัด
1) เพ่ือแบง่ เบาภาระของผปู้ กครองในการเลยี้ งดูเด็ก
2) เพอื่ เตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คมและสตปิ ัญญาใหเ้ ดก็
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "107
ลักษณะการดาเนินงาน จัดการศึกษาในหลักสูตรอนุบาล 3 ปี รับเด็กวัยก่อนเกณฑ์
การศึกษาภาคบังคับตง้ั แตอ่ ายุ 3 – 6 ปี
3. สานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา
นโยบายทจี่ ัด
1) เตรียมสภาพเด็กใหพ้ ร้อมทีจ่ ะช่วยเหลอื ตนเองได้ เพอ่ื เขา้ เรยี นในช้ันประถมศึกษา
2) สง่ เสรมิ ให้เดก็ ได้เจรญิ เติบโตทง้ั ทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ปลูกฝัง
นิสัยอันดีงามใหแ้ ก่เด็กและฝึกระเบียบวินัย
3) เพื่อเปน็ สถานศกึ ษาฝึกปฏิบัติการสาหรบั นกั ศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย
4) เพ่ือใช้เป็นสถานทีส่ าหรับการศึกษา สังเกต ทดลอง และวจิ ยั ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ
การศึกษาระดับปฐมวัย สาหรบั นิสิต นกั ศึกษา ครู อาจารย์ ผทู้ ่ีเกี่ยวข้องและผทู้ ่สี นใจทัว่ ไป
ลักษณะการดาเนินงาน จัดการศึกษาในระบบโรงเรียนในโรงเรียนสาธิตของ
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้แก่เด็กอายุ 3 – 6 ปี จานวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรอนุบาล 2 ปี และ
หลกั สตู รอนุบาล 3 ปี เพอื่ เตรยี มความพรอ้ มให้แก่เด็ก
สานักนายกรฐั มนตรี
กองบญั ชาการตารวจตระเวนชายแดน สานักงานตารวจแห่งชาติ
นโยบายท่จี ดั
1) เพื่อจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาแก่เด็กในถิ่นทุรกันดารห่างไกลและตามแนว
ชายแดน การคมนาคมไมส่ ะดวก
2) ชว่ ยพัฒนาเด็กให้มคี วามพรอ้ มก่อนเขา้ เรยี น
3) ส่งเสรมิ สขุ ภาพอนามยั และภาวะโภชนาการทดี่ ีให้กบั เดก็
ลักษณะการดาเนินงาน ดาเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยใน 2 รูปแบบ คือ ช้ันก่อน
อนุบาลรับเด็กอายุ 2 ½ - 3 ปี เข้าไว้ในสถานสงเคราะห์เด็ก และกลุ่มอายุ 3 – 6 ปี ในชั้นก่อน
ประถมศึกษา เขา้ เรยี นในโรงเรยี นประถมศึกษาของตารวจตระเวนชายแดน
กระทรวงมหาดไทย
1. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถ่ิน (องคก์ ารบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, องค์การบริหาร
สว่ นตาบล, พทั ยาและกรงุ เทพมหานคร)
นโยบายทจี่ ดั
1) เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองในทอ้ งถน่ิ ในการแบ่งเบาภาระ
2) ช่วยพัฒนาเดก็ ท้งั 4 ด้าน ฝกึ ความพรอ้ มกอ่ นเข้าเรียน
3) เผยแพร่แนวทางอบรมแก่ผู้เล้ียงดูเด็กเล็ก ให้มีการเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
4) แก้ปัญหาให้แก่ชุมชนในสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดาเนินงานโดยมกี รมสง่ เสริมการปกครองท้องถน่ิ ใหก้ ารสนบั สนนุ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "108
ลักษณะการดาเนินงาน ดาเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ช้ันเตรียมอนุบาล เรียกว่า
อนบุ าล 3 ขวบ ซงึ่ อนบุ าล 3 ขวบ กาลังจะได้รับจากโรงเรียนในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้นื ฐานท้งั หมด จดั ตง้ั ศนู ย์พฒั นาเดก็ เลก็ ขึ้นในตาบล หมบู่ า้ น
2. กรุงเทพมหานคร
โดยสานักการศึกษา นโยบายท่จี ัด
1) เพ่ือชว่ ยเหลอื ผู้ปกครองในการแบ่งเบาภาระ
2) ชว่ ยพฒั นาเด็ก ฝึกความพร้อมกอ่ นเขา้ เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษา
ลักษณะการดาเนินงาน จัดการศึกษาหลักสูตรอนุบาล 2 ปี รับเด็กอายุ 4 ปี ในชั้น
อนบุ าลปที ี่ 1
การจดั การศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศนู ย์พัฒนาเดก็
การจดั การศกึ ษาปฐมวัยในรูปแบบศนู ย์พฒั นาเด็ก ไดม้ ีความร่วมมือกับดาเนินการโดยหน่วยงาน
หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนท้องถ่ิน ซึ่งต่างพยายามนารูปแบบและวิธีการต่าง ๆ
เขา้ มาชว่ ยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก หน่วยงานท่ีดาเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนา
เดก็ มีดงั นี้
หนว่ ยงานภาครัฐ ทจี่ ดั การศึกษาปฐมวัยในรปู แบบศนู ย์พัฒนาเดก็ มีดังน้ี
1. กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมการศาสนา ได้จัดศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด โดยให้
พระภกิ ษสุ งฆ์ในวัดตา่ ง ๆ ท่ัวประเทศท่ีมีความพร้อม ช่วยดูแล ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม
และประเพณี อันดีงามให้แก่เด็ก ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา
อารมณ์ และสงั คม รับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
2. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มี 2 หน่วยงานท่ีจัด คอื
1) กรมการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยกองพัฒนาสตรีและเด็ก ได้ดาเนินการ
พัฒนาเด็กในชนบทตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี เพื่อให้มีความเจริญเติบโตท้ังทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์
สังคมและสติปัญญาอย่างถูกต้อง โดยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถใน
การอบรมเล้ียงดูเด็ก ตลอดจนสนับสนุนให้องค์กรท้องถ่ินเข้าใจและมีสวนร่วมในการดาเนินงานพัฒนา
เด็ก
2) กรมประชาสงเคราะห์ ให้การสนับสนุน ส่งเสริมและควบคุมสถานสงเคราะห์เด็ก
และสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชน เพื่อให้ดาเนินงานด้วยดีมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย โดย
สถานสงเคราะห์เด็กเอกชนจะรับอุปการะเด็กกาพร้า เด็กครอบครัวยากจน อายุระหว่างแรกเกิดถึง 18
ปี สว่ นสถานรับเลี้ยงเดก็ เอกชนจะรบั เล้ียงเดก็ 2 ประเภท คือ ประเภทกลางวนั และประเภทประจา อายุ
ระหว่างแรกเกดิ ถงึ 7 ปี
นอกจากน้ียังจัดตั้งหน่วยงานของกรมประชาสงเคราะห์ เพื่อให้การสงเคราะห์เด็ก
กาพร้า อนาถา พิการทางสมองและปัญญา และยังจัดต้ังสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ในรูปแบบของ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "109
สถานรับเลี้ยงเด็กและพัฒนาเด็ก เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าท่ี กรมประชาสงเคราะห์
และเป็นตวั อยา่ งแก่สถานประกอบการของเอกชน
3. สานกั นายกรฐั มนตรี
1) สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของ
กองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน สานักงานตารวจแห่งชาติ จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 – 6
ปี ที่ไม่สามารถรับบริการการศึกษาจากหน่วยงานท่ีรับผิดชอบจัดการศึกษาโดยตรง จัดบริการในเขต
พื้นท่ีที่เป็นจังหวัดชายแดน และมีกองร้อยตารวจตระเวนชายแดนต้ังอยู่ หรือพ้ืนที่เป้าหมายเพื่อความ
ม่นั คงตามแผนมหาดไทยแมบ่ ท
4. กระทรวงสาธารณสขุ
1) กองโภชนาการ กรมอนามัย จัดในรูปแบบศูนย์โภชนาการ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้
เด็กในท้องถ่ินท่ีอยู่ในวัยเด็กเล็กได้รับการเล้ียงดูอย่างถูกวิธี เผยแพร่ความรู้ทางโภชนาการแก่พ่อแม่ของ
เด็ก ตลอดจนชวยเหลือครอบครวั ทยี่ ากจน
2) กรมอนามัยและกรมการแพทย์ ได้ดาเนินการจัดสถานรับเลี้ยงเด็กขึ้น ในรูปแบบ
ศูนย์สาธิตเด็กเล็ก โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เด็กซึ่งเป็นทรัพยากรที่สาคัญและมีค่า ได้พัฒนาเป็น
ประชากรท่ีมีคุณภาพ โดยได้รับการเล้ียงดูให้มีพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์
สงั คมและสติปัญญาอย่างเหมาะสม สถาบันสุขภาพเดก็ แหง่ ชาตมิ หาราชนิ ี
จัดบริการให้เดก็ ทป่ี ่วยอยทู่ โี่ รงพยาบาล
5. กรงุ เทพมหานคร มี 2 หนว่ ยงานทีจ่ ดั คือ
1) สานกั งานอนามยั จดั ดาเนินสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันสาหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 2
½ - 6 ปี จากครอบครวั ทีย่ ากจนและขาดอาหาร เพ่ือให้บริการด้านสุขภาพอนามัยและโภชนาการ ด้าน
การพัฒนาจิตใจ สติปัญญาและสังคม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก โดยมีพี่เลี้ยงเด็กเป็นตัว
ประสานระหว่างพ่อแม่และลูก ช่วยช้ีแนะเกี่ยวกับการเลี้ยงดู เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้า
เรยี นชน้ั ประถมศึกษา และเสริมสร้างพฤติกรรมของเด็กด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรู้และทักษะการ
ทางาน
2) สานักสวัสดิการสังคม ดาเนินการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
ในชุมชนแออัดและเขตรอบนอก เพื่อเตรียมความพร้อมแก่เด็กก่อนเข้าเรียนช้ันประถมศึกษาและ
ชว่ ยเหลือผู้ปกครองท่ีตอ้ งออกทางานนอกบ้าน ไมม่ ีเวลาดูแลเดก็
6. กระทรวงกลาโหม จัดในรูปของสถานรบั เลีย้ งเดก็ โดยรับเด็กอายุต้ังแต่แรกเกิด – 5 ปี โดย
มีหน่วยงาน คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ การจัดสถานรับเล้ียงเด็กมีวัตถุประสงค์
เพื่อช่วยเหลือข้าราชการทหารในการเล้ียงดูบุตรหลานขณะออกปฏิบัติหน้าท่ี อันเป็นการสร้างขวัญ
กาลงั ใจใหก้ ับขา้ ราชการทหารภายในหน่วยงาน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "110
หนว่ ยงานเอกชน หนว่ ยงานทจี่ ดั การศกึ ษาปฐมวัยในรปู แบบศูนย์พฒั นาเดก็ มดี ังน้ี
1. มูลนธิ ิเดก็ มโี ครงการท่ีจัดทาเพ่ือเด็ก 3 โครงการคือ โครงการบ้านทานตะวัน ศูนย์เด็กเล็ก
ในชุมชนแออัด โครงการศนู ย์เดก็ เล็กเคลอ่ื นท่ี
2. มูลนิธิเพ่ือการพัฒนาเด็ก จัดโครงการแด่น้องผู้หิวโหย ให้ความช่วยเหลือเด็กตั้งแต่แรกเกิด
ในดา้ นการให้อาหารเสริม
3. พีริยานุเคราะห์มูลนิธิ จัดโครงการให้ความช่วยเหลือแม่และเด็ก โดยการให้คาแนะนาแก่
สตรีนอกสมรสทต่ี ัง้ ครรภ์และขาดผอู้ ปุ การะ
4. สหทัยมูลนิธิ มีโครงการสาหรับเด็ก 4 โครงการ คือ โครงการครอบครัวอุปการะ โครงการ
เล้ียงเด็กกลางวัน ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย โครงการส่งเสริมและพัฒนาเด็กอ่อนปากเกร็ด โครงการ
สงเคราะห์คนไขเ้ ดก็ ในโรงพยาบาล
5. มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย รับเลี้ยงดูเด็กกาพร้าและสืบหาบิดา มารดา หรือ
ญาติของเด็ก เพอ่ื ให้เด็กไดอ้ ยกู่ ับครอบครวั ของตน
6. มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ชวยเหลือเด็กอ่อนในสลัมให้ได้รับการเลี้ยงดูท่ีถูกต้อง มี 2 โครงการ
คอื โครงการรับเล้ยี งดูเด็กแรกเกิด โครงการให้ความรแู้ กม่ ารดา
7. โสสะมลู นิธิแหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รบั เลย้ี งดเู ด็กท่ขี าดท่ีพ่งึ ต้งั แตแ่ รกเกิด
8. สภาสตรีแห่งชาติในพระราชินูปถัมภ์ เปิดดาเนินการศูนย์พัฒนาเด็กในวัด โดยได้รับการ
สนับสนุนจากสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงประจาจังหวัดนั้น ๆ รับเด็กอายุประมาณ 3 – 5 ปี เพ่ือ
ช่วยเหลือเด็กในด้านโภชนาการ การเตรียมความพร้อม ดูแลด้านสุขภาพอนามัยและแบ่งเบาภาระบิดา
มารดาในการเลยี้ งดบู ุตร
โดยสรุปรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทย (มูลนิธิสาธารณสุขแห่งประเทศ
ไทย, 2550, หน้า ฑ) สามารถแยกประเภทของการบริหารงานตามหน่วยงานท่ีรับผิดชอบ 3 ประเภท
ดังนี้
ประเภทท่ี 1 จัดตั้งโดยรัฐ ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในการจัดต้ังและดาเนินการ โดย
หน่วยงานของรัฐ การแต่งต้ังบุคลากรและระบบการบริหารจะต้องเป็นไปตามระเบียบของรัฐท่ีวางไว้ทุก
ประการ สถานศึกษาเหล่าน้ี ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลของรัฐ โรงเรียนประถมศึกษาที่จัดต้ังชั้นเด็กเล็ก
(เด็กอายุ 5 ขวบ) ในท้องที่ของเด็กด้อยโอกาส ซ่ึงจัดโดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
นอกจากนก้ี ็มชี นั้ อนุบาลหรือชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย ซ่ึงสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
สถานสงเคราะห์เดก็ ของกรมประชาสงเคราะห์
การจัดประเภทนี้เนื่องจากเป็นของรัฐแนวการบริหารจะเป็นไปตามระเบียบของทางราชการทุก
ประการ ท้ังนเ้ี พื่อใหก้ ารดาเนนิ งานของสถานศึกษาบรรลุเป้าหมาย
ประเภทที่ 2 จัดตั้งโดยเอกชน ซึ่งหมายรวมถึงสมาคม มูลนิธิ หรือองค์การใดองค์การหน่ึง
สถานศึกษาเหล่าน้ีรัฐจะทาหน้าที่ควบคุมทางด้านคุณภาพและการดาเนินงานบางประการ ท่ี
กระทรวงมหาดไทยดาเนินงานอยู่ ลักษณะการบริหารสถานศึกษาเหล่าน้ีก็จะเป็นอีกแบบหน่ึง กล่าวคือ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "111
การบริหารส่วนหนึ่งย่อมข้ึนอยู่กับจุดมุ่งหมายของเจ้าของสถานศึกษา แต่อีกส่วนหนึ่งจะต้องปฏิบัติตาม
ระเบียบที่ทางราชการวางไว้ เช่น ในด้านการเงนิ ดา้ นวิชาการ และงานอาคารสถานท่ี
การจัดประเภทน้ีผู้ดาเนินกิจการ ได้แก่ เอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จัดอยู่ในรูปของธุรกิจ ยกเว้น
สมาคม หรือมูลนิธิต่าง ๆ ซ่ึงจัดการศึกษาด้วยวัตถุประสงค์อื่น ศูนย์พัฒนาเด็กประเภทน้ีรัฐวางแนว
บริหารใหส้ ว่ นหน่ึงเพื่อควบคุมมาตรฐาน
ประเภทที่ 3 จัดตั้งโดยชุมชน มีคณะบุคคลเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในรูปของกรรมการ ลักษณะ
ของการบริหารศูนย์ก็จะเป็นไปตามความเห็นชอบของกรรมการ แต่ละศูนย์ก็จะมีระบบไม่เหมือนกัน
หน่วยงานประเภทน้ี ไดแ้ ก่ ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น สถาน
รับเล้ียงเด็กของกระทรวงกลาโหม
การจดั ประเภทน้ีเปน็ การจัดโดยหนว่ ยงานท่มี ขี นาดเลก็ ผู้รับผิดชอบอาจเป็นบุคคลเพียงคนเดียว
หรอื ในรูปของกรรมการศึกษา การบรหิ ารจะเปน็ แนวที่ผ้บู ริหารพอใจและเหมาะเฉพาะหน่วยงานน้นั
แนวการจัดประสบการณ์สาหรบั เดก็ ปฐมวัย
กระทรวงศึกษาธกิ ารมนี โยบายให้พัฒนาการศึกษาระดับปฐมวยั อย่างจริงจัง เม่ือปี พ.ศ. 2536 ซึ่ง
ขณะนนั้ เรียกตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ว่าการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา เพื่อให้
การศึกษาในระดับนี้มีมาตรฐานเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการ จัดทาแนว
การจัดประสบการณ์ และพัฒนาเป็นหลักสูตรก่อนประถมศึกษาพุทธศักราช 2540 และประกาศให้โรงเรียน
และศูนยพ์ ฒั นาเดก็ ระดับกอ่ นประถมศึกษาท่วั ประเทศใช้ตัง้ แตป่ ีการศึกษา 2541 เป็นต้นไป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรระดับก่อน
ป ร ะ ถ ม ศ ึก ษ า ขึ ้น เ พื ่อ พ ัฒ น า ห ล ัก ส ูต ร ใ ห ้ส อ ด ค ล ้อ ง ก ับ ส ภ า พ ก า ร เ ป ลี ่ ย น แ ป ล ง ข อ ง ส ัง ค ม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 ได้ร่าง
หลกั สตู รกอ่ นประถมศึกษาฉบับปรับปรุงและนาเสนอเข้าท่ีประชุมรับฟังความคิดเห็น ซึ่งผู้เข้าประชุมมีท้ัง
ภาครฐั และภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป ตลอดจนพ่อแม่และผู้ปกครอง มติที่ประชุมให้เปลี่ยนช่ือหลักสูตร
ก่อนประถมศึกษาเป็นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพ่ือให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ดังนนั้ หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2546 จึงเกดิ ข้นึ ในปี พ.ศ. 2546
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศักราช 2546 ฉบับน้ี จัดทาข้ึนเพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้เล้ียง
ดูเด็ก และ ผู้สอนใช้เป็นแนวทางในการอบรมเล้ียงดูเด็กและเพื่อให้สถานศึกษาและสถานพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยทุกหนว่ ยงานทุกสงั กัดที่เกยี่ วข้อง ได้ใช้เปน็ แนวทางในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และเป็น
มาตรฐานเดียวกัน และเพื่อสร้างเสริมให้เด็กปฐมวัยได้เติบโตมีพัฒนาการ ทุกด้านอย่างสมดุล เหมาะสม
กับวัย เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขและเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพต่อไป กระทรวงศึกษาธิการหวัง
ว่าหลักสูตรฉบับน้ีจะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้
เป็นอย่างดี และสามารถนาไปใช้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการปฐมวัยศึกษา
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "112
สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นท่ีแวดล้อมเด็ก และบรรลุผลตามจุดหมายที่กาหนดไว้ในหลักสูตร
(หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2546)
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2546
สาระสาคญั ของหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช 2546 หลกั สตู รการศึกษา
ปฐมวัย พุทธศกั ราช 2546 แบง่ ใหญ่ ๆ ได้ 3 ส่วนได้ดังน้ี
1. ปรัชญาและหลักการของการศกึ ษาปฐมวยั
2. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สาหรับเด็กอายุต่ากว่า 3 ปี ประกอบด้วย จุดหมาย
คุณลักษณะตามวัย สาระการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ การประเมินพัฒนาการ การใช้หลักสูตร การ
จัดการศึกษาปฐมวัย (เด็กอายุต่ากว่า 3 ปี) สาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะการเชื่อมต่อค่าของการศึกษา
ปฐมวัยกบั การเรียนรู้ในสถานศกึ ษาพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
3. หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย สาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ประกอบด้วย จุดหมาย คุณลักษณะ
ตามวัย ระยะเวลาเรียน สาระการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ การประเมินพัฒนาการ การใช้หลักสูตร
การจัดหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและการกากับติดตาม
ประเมนิ ผลและรายงาน
ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ต้ังแต่แรกเกิดถึง 5 ปี* บนพ้ืนฐาน การอบรมเลี้ยงดูและ
การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ
ภายใตบ้ ริบทสังคม – วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน
เพื่อสรา้ งรากฐานคุณภาพชีวิตใหเ้ ดก็ พฒั นาไปสู่ความเปน็ มนุษยท์ ่ีสมบูรณ์ เกดิ คณุ คา่ ตอ่ ตนเองและสังคม
หลกั การ
เด็กทุกคนมีสิทธิท่ีจะได้รับการอบรมเล้ียงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจนการเรียนรู้อย่าง
เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดูหรือบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถ
ในการอบรมเล้ียงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพ่ือให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลาดับขั้นของ
พัฒนาการทกุ ด้าน อยา่ งสมดุลและเต็มตามศักยภาพ โดยกาหนดหลักการ ดังน้ี
1. ส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้และพฒั นาการที่ครอบคลมุ เด็กปฐมวยั ทกุ ประเภท
2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสาคัญ โดยคานึงถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบคุ คล และวถิ ชี ีวิตของเด็กตามบรบิ ทของชุมชน สงั คม และวฒั นธรรมไทย
3. พฒั นาเด็กโดยองค์รวมผา่ นการเลน่ และกจิ กรรมทเี่ หมาะสมกบั วัย
4. จดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ให้สามารถดารงชวี ิตประจาวันได้อย่างมคี ุณภาพและมีความสุข
5. ประสานความรว่ มมือระหวา่ งครอบครวั ชมุ ชน และสถานศกึ ษาในการพฒั นาเด็ก
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "113
แนวคดิ การจดั การศึกษาปฐมวัย
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2546 พฒั นาขึ้นมาโดยอาศัยแนวคดิ ตอ่ ไปนี้
1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนในตัว
มนุษย์ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซ่ึงครอบคลุมการเปล่ียนแปลงในเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนา
อย่างต่อเนื่องเป็นลาดับขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน เด็กแต่ละคนจะเติบโตและมีลักษณะพัฒนาการ
แตกต่างกันไปตามวัย โดยท่ีพัฒนาการเด็กปฐมวัยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนในตัวเด็กอย่าง
ต่อเนือ่ งในแต่ละวัย เริม่ ต้ังแตป่ ฏิสนธิจนถงึ อายุ 5 ปี
พฒั นาการแตล่ ะด้านมที ฤษฎเี ฉพาะอธบิ ายไว้ และสามารถนามาใช้ในการพัฒนาเด็ก อาทิ ทฤษฎี
พฒั นาการทางร่างกายที่อธิบายการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กว่ามีลักษณะต่อเนื่องเป็นลาดับขั้น
เด็กจะพัฒนาถึงข้ันใดจะต้องเกิดวุฒิภาวะของความสามารถขั้นนั้นก่อน หรือ ทฤษฎีพัฒนาการทาง
สติปญั ญาท่อี ธิบายวา่ เดก็ เกดิ มาพรอ้ มวุฒิภาวะ ซ่งึ จะพัฒนาขึ้นตามอายุ ประสบการณ์ ค่านิยมทางสังคม
และส่ิงแวดล้อม หรือทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพ ท่ีอธิบายว่าเด็กจะพัฒนาได้ดีถ้าในแต่ละช่วงอายุ
เด็กได้รบั การตอบสนองในสงิ่ ทีต่ นพอใจ ไดร้ ับความรกั ความอบอนุ่ อยา่ งเพียงพอจากผู้ใกล้ชิด มีโอกาสช่วย
ตนเอง ทางานทเ่ี หมาะสมกับวัยและมอี ิสระทีจ่ ะเรียนรู้ในสง่ิ ทีต่ นอยากรรู้ อบ ๆ ตนเอง
ดังนัน้ แนวคดิ เกีย่ วกับพัฒนาการเด็กจงึ เป็นเสมอื นหนึ่งแนวทางให้ผู้สอนหรอื ผู้ท่ีเก่ียวข้องได้เข้าใจ
เด็ก สามารถอบรมเล้ียงดูและจัดประสบการณ์ท่ีเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างของแต่ละบุคคล ใน
อันทจี่ ะส่งเสริมให้เด็กพัฒนาจนบรรลุผลตามเปา้ หมายทตี่ ้องการได้ชัดเจนข้นึ
2. แนวคดิ เกี่ยวกับการเรียนรู้ การเรยี นรขู้ องมนุษย์เรามผี ลสบื เน่ืองมาจากประสบการณ์ต่าง ๆ
ทีไ่ ด้รบั การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมเกดิ ขึ้นจากกระบวนการท่ีผู้เรียน มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม
รอบตัว โดยผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทาให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และการเรียนรู้จะเป็นไปได้ดี ถ้าผู้เรียนได้ใช้
ประสาทสัมผัสทั้งหา้ ไดเ้ คลอ่ื นไหว มีโอกาส คดิ ริเรม่ิ ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง รวมทั้ง
อยู่ในบรรยากาศท่ีเป็นอิสระ อบอุ่นและปลอดภัย ดังน้ัน การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ จึง
เปน็ ส่ิงสาคัญท่ีจะช่วยส่งเสรมิ การเรียนร้ขู องเดก็ และเน่อื งจากการเรียนรู้น้ันเป็นพ้ืนฐานของพัฒนาการใน
ระดับทส่ี งู ข้นึ ทัง้ คนเราเรยี นรู้มาต้งั แตเ่ กิดตามธรรมชาตกิ ่อนท่จี ะมาเขา้ สถานศกึ ษา การจัดทาหลักสูตรจึง
ยึดแนวคิดทีจ่ ะให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วยตัวเด็กเอง ในสภาพแวดล้อมท่ีเป็นอิสระเอ้ือต่อการ
เรยี นรู้ และจดั กจิ กรรมใหเ้ หมาะสมกับระดับพัฒนาการของผ้เู รยี นแต่ละคน
3. แนวคิดเก่ียวกับการเล่นของเด็ก การเล่นถือเป็นกิจกรรมท่ีสาคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะ
รู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสทาการทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วย
ตนเอง การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปัญญา จากการเล่นเด็กมีโอกาสเคล่ือนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้
ผ่อนคลายอารมณ์ และแสดงออกถึงตนเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การเล่นจึงเป็นทางที่เด็กจะสร้าง
ประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อ่ืน สร้างความสัมพันธ์อยู่ร่วมกับผู้อื่น กับ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "114
ธรรมชาตริ อบตวั ดังนั้น หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยฉบบั น้ีจึงถือ “การเล่น” อย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นหัวใจ
สาคญั ของการจัดประสบการณ์ใหก้ ับเด็ก
4. แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคม บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือ
แวดล้อมตวั เด็ก ทาใหเ้ ดก็ แต่ละคนแตกตา่ งกนั ไป หลักสตู รการศึกษาปฐมวัยฉบับน้ีถือว่าผู้สอนจาเป็นต้อง
เข้าใจและยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ
และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กท่ีตน
รับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้ และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพื้นฐานเหมือนหรือต่าง
จากตนได้อย่างราบร่ืน มีความสุข สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ผนวกกับ
แนวคิด 4 ประการดงั กลา่ วขา้ งตน้ ทาให้หลักสตู รการศึกษาปฐมวัยกาหนดปรชั ญาการศึกษาให้สถานศึกษา
หรอื สถานพฒั นาเด็กปฐมวัยได้ทราบถึงแนวคิด หลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 5 ปี ท้ังนี้ผู้รับผิดชอบ
จะตอ้ งดาเนินการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั ของตน และนาสู่การปฏิบัติให้เด็กปฐมวัยมีมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงคท์ ี่กาหนดในจุดหมายของหลักสูตร
หลักการจัดการศึกษาปฐมวัย การจัดทาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยฉบับนี้ ยึดหลักการจัด
การศึกษาปฐมวัย ดังน้ี
1. การสร้างหลักสูตรท่ีเหมาะสม การพัฒนาหลักสูตรพิจารณาจากวัยและประสบการณ์ของเด็ก
โ ดย เป็นห ลักสูตร ท่ีมุ่งเ น้นก าร พัฒ นาเ ด็ก ทุกด้าน ท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปัญญา โดยอยู่บนพ้ืนฐานของประสบการณ์เดิมท่ีเด็กมีอยู่ และประสบการณ์ใหม่ที่เด็กจะได้รับต้องมี
ความหมายกบั ตวั เด็ก เป็นหลักสูตรท่ใี ห้โอกาสทั้งเดก็ ปกติ เด็กด้อยโอกาส และเด็กพิเศษได้พัฒนา รวมทั้ง
ยอมรับในวัฒนธรรม และภาษาของเด็ก พัฒนาเด็กให้รู้สึกเป็นสุขในปัจจุบัน มิใช่เพียงเพื่อเตรียมเด็ก
สาหรับอนาคตขา้ งหน้าเท่านนั้
2. การสร้างสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ของเด็ก สภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้
จะต้องอยใู่ นสภาพทส่ี นองความตอ้ งการ ความสนใจของเด็กทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ผู้สอนจะต้อง
จัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้อยู่ในที่ท่ีสะอาด ปลอดภัย อากาศสดชื่น ผ่อนคลาย ไม่เครียด มีโอกาสออก
กาลังกายและพักผ่อน มีส่ือวัสดุอุปกรณ์ มีของเล่นท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับวัย ให้เด็กมีโอกาสได้เลือก
เล่น เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและโลกท่ีเด็กอยู่ รวมทั้งพัฒนาการ อยู่ร่วมกับคนอ่ืนในสังคม ดังนั้น
สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน จึ ง เ ป็ น เ ส มื อ น หน่ึงสังคมที่มีคุณค่าสาหรับเด็กแต่ละคน
จะเรยี นร้แู ละสะท้อนใหเ้ ห็นวา่ บคุ คลในสงั คมเหน็ ความสาคัญของการอบรมเลี้ยงดแู ละให้การศึกษากับเด็ก
ปฐมวยั
3. การจัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ผู้สอนมีความสาคัญต่อการจัด
กิจกรรมพัฒนาเด็กอย่างมาก ผู้สอนต้องเปล่ียนบทบาทจากผู้บอกความรู้หรือส่ังให้เด็กทามาเป็นผู้
อานวยความสะดวก ในการจัดสภาพแวดล้อมประสบการณ์ และกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการ
เรียนรู้ของเดก็ ทผ่ี ้สู อนและเด็กมีส่วนท่ีจะรเิ ริม่ ทง้ั 2 ฝ่าย โดยผู้สอนจะเป็นผู้สนับสนุน ช้ีแนะ และเรียนรู้
ร่วมกับเด็ก ส่วนเด็กเป็นผู้ลงมือกระทา เรียนรู้ และค้นพบด้วยตนเอง ดังนั้นผู้สอนจะต้องยอมรับ เห็น
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "115
คุณค่า รจู้ ักและเข้าใจเด็กแต่ละคนที่ตนดูแลรับผิดชอบก่อน เพ่ือจะได้วางแผน สร้างสภาพแวดล้อม และ
จัดกิจกรรมท่ีจะส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ผู้สอนต้องรู้จักพัฒนา
ตนเอง ปรบั ปรุงใช้เทคนคิ การจัดกจิ กรรมตา่ ง ๆ ใหเ้ หมาะกบั เดก็
4. การบูรณาการการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยยึดหลักการ บูรณา
การที่ว่า หนึ่งแนวคิดเด็กสามารถเรียนรู้ได้หลายกิจกรรม หน่ึงกิจกรรมเด็กสามารถเรียนรู้ได้หลาย
ทักษะและหลายประสบการณ์สาคัญ ดังน้ันเป็นหน้าที่ของผู้สอนจะต้องวางแผนการจัดประสบการณ์ใน
แต่ละวันให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นท่ีหลากหลายกิจกรรม หลากหลายทักษะ หลากหลายประสบการณ์
สาคัญ อย่างเหมาะสมกบั วยั และพัฒนาการ เพอื่ ให้บรรลจุ ุดหมายของหลักสตู รแกนกลางท่ีกาหนดไว้
5. การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การประเมินเด็กระดับปฐมวัยยึดวิธี การ
สังเกตเป็นส่วนใหญ่ ผู้สอนจะต้องสังเกต และประเมินท้ังการสอนของตน และพัฒนาการการเรียนรู้ของ
เดก็ ว่าไดบ้ รรลุตามจุดประสงค์ และเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ผลท่ีได้จากการสังเกตพัฒนาการ จากข้อมูล
เชิงบรรยาย จากการรวบรวมผลงาน การแสดงออกในสภาพท่ีเป็นจริง ข้อมูลจากครอบครัวของเด็ก
ตลอดจนการท่ีเด็กประเมินตนเองหรือผลงาน สามารถบอกได้ว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้า
เพียงใด ข้อมูลจากการประเมินพัฒนาการจะช่วยผู้สอนในการวางแผนการจัดกิจกรรม ชี้ให้เห็นความ
ตอ้ งการพิเศษของเดก็ แต่ละคน ใช้เปน็ ขอ้ มลู ในการสือ่ สารกับพอ่ แม่ ผปู้ กครองเด็ก และขณะเดียวกันยังใช้
ในการประเมินประสทิ ธภิ าพการจดั การศึกษาให้กับเด็กในวัยนีไ้ ด้อกี ดว้ ย
6. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับครอบครัวของเด็ก เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ท้ังนี้
เนื่องจากสภาพแวดล้อมท่ีเด็กเจริญเติบโตขึ้นมา ผู้สอน พ่อแม่ และผู้ปกครองของเด็กจะต้องมีการ
แลกเปลยี่ นข้อมูล ทาความเขา้ ใจพัฒนาการและการเรียนร้ขู องเด็ก ตอ้ งยอมรบั และร่วมมือกันรับผิดชอบ
หรือถือเป็นหุ้นส่วนท่ีจะต้องช่วยกันพัฒนาเด็กให้บรรลุเป้าหมายท่ีต้องการร่วมกัน ดังน้ัน ผู้สอนจึงมิใช่
จะแลกเปลีย่ นความรูก้ บั พอ่ แม่ ผ้ปู กครองเกยี่ วกบั การพฒั นาเดก็ เทา่ น้นั แต่จะต้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง มี
ส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย ท้ังนี้มิได้หมายความให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้กาหนดเน้ือหาหลักสูตรตาม
ความต้องการ โดยไมค่ านึงถงึ หลักการจดั ท่ีเหมาะสมกับวัยเด็ก
จากแนวคดิ และหลกั การจดั การศึกษาปฐมวยั ท่ีสาคญั เกยี่ วกับพัฒนาการของเด็กท่ีมีความสัมพันธ์
และพัฒนาอย่างต่อเน่ืองเป็นขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน แนวคิดเก่ียวกับการเรียนรู้ท่ียึดให้เด็กได้เรียนรู้
จากประสบการณ์จริงด้วยตัวเด็กเองในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระเอ้ือต่อการเรียน รู้ และจัดกิจกรรมบูรณา
การให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน โดยถือว่าการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นหัวใจ
สาคัญของการจดั ประสบการณ์ให้กบั เดก็ และแนวคิดเกี่ยวกับวฒั นธรรมและสังคมท่ีแวดล้อม ซึ่งมีอิทธิพล
ต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน และจากพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 หมวดต่าง ๆ หลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย พุทธศักราช 2546 จึงกาหนดสาระสาคัญและโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยขึ้น ซ่ึง
จะกล่าวรายละเอียดต่อไป
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "116
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2546 สาหรบั เดก็ อายุ 3 – 5 ปี
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศักราช 2546 สาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี เป็นการจัดการศึกษา
ในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คมและสตปิ ญั ญา ตามวยั และความสามารถของแต่ละบคุ คล
จดุ มงุ่ หมาย
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัยสาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายอารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญาท่ีเหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล จึง
กาหนดจุดหมายซงึ่ ถือเปน็ มาตรฐานคุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ ดงั น้ี
1. ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย และมสี ุขนิสัยท่ดี ี
2. กล้ามเน้ือใหญแ่ ละกลา้ มเน้ือเลก็ แข็งแรง ใชไ้ ด้คลอ่ งแคล่วและประสานสมั พันธ์พัน
3. มีสขุ ภาพจิตดี และมคี วามสขุ
4. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจทีด่ ี
5. ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว และรกั การออกกาลังกาย
6. ชว่ ยเหลอื ตนเองได้เหมาะสมกับวยั
7. รกั ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย
8. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคม ในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์เป็นประมุข
9. ใชภ้ าษาสอื่ สารไดเ้ หมาะสมกับวัย
10. มคี วามสามารถในการคิดและการแก้ปญั หาไดเ้ หมาะสมกับวัย
11. มจี ินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
12. มเี จตคติท่ดี ตี อ่ การเรียนรู้ และมที ักษะในการแสวงหาความรู้
คุณลักษณะตามวยั
คณุ ลักษณะตามวยั เป็นความสามารถตามวยั หรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กอายุถึงวัยน้ัน ๆ
ผู้สอนจาเป็นต้องทาความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 3 – 5 ปี เพ่ือนาไปพิจารณาจัด
ประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคนซ่ึงมีความ
แตกต่างระหว่างบุคคลอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ เพื่อนาข้อมูลไปช่วยในการพัฒนาให้เป็นไป
อย่างต่อเนื่อง ถ้าสังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือ
แพทยเ์ พอ่ื ช่วยเหลือและแกไ้ ขได้ทนั ท่วงที คุณลักษณะตามวยั ทส่ี าคญั ของเดก็ อายุ 3 – 5 ปี มดี ังน้ี
เด็กอายุ 3 ปี
พัฒนาการด้านร่างกาย
กระโดดขน้ึ ลงอยกู่ ับที่
รับลกู บอลดว้ ยมือและลาตัว
เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น " 117
เขยี นรปู วงกลมตามแบบได้
ใชก้ รรไกรมอื เดียวได้
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
แสดงอารมณ์ตามความรู้สกึ
ชอบท่ีจะทาให้ผใู้ หญ่พอใจและไดร้ ับคาชม
กลวั การพลัดพรากจากผูเ้ ลี้ยงดูใกล้ชดิ น้อยลง
พฒั นาการด้านสังคม
รับประทานอาหารได้ดว้ ยตนเอง
ชอบเล่นแบบคขู่ นาน (เล่นของเล่นชนิดเดยี วกนั แต่ตา่ งคนต่างเลน่ )
เล่นสมมตไิ ด้
รู้จกั รอคอย
พฒั นาการด้านสตปิ ญั ญา
สารวจสิง่ ต่าง ๆ ที่เหมือนกนั และต่างกนั ได้
บอกชือ่ ของตนเองได้
ขอความชว่ ยเหลือเมือ่ มปี ัญหา
สนทนา โตต้ อบ/เล่าเรื่องดว้ ยประโยคส้ัน ๆ ได้
สนใจนิทานและเรื่องราวต่าง ๆ
ร้องเพลง ท่องคากลอน คาคล้องจองง่าย ๆ และแสดงท่าทางเลียนแบบได้
รจู้ กั ใช้คาถาม “อะไร”
สร้างผลงานตามความคดิ ของตนเองอย่างง่าย ๆ
อยากรู้อยากเหน็ ทุกอยา่ งรอบตวั
เด็กอายุ 4 ปี
พฒั นาการดา้ นร่างกาย
กระโดดขึน้ ลงอย่กู บั ที่
รบั ลกู บอลดว้ ยมือท้ังสอง
เดนิ ขึ้น ลงบันไดสลบั เทา้ ได้
เขยี นรูปสีเ่ หลี่ยมตามแบบได้
ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้
กระฉบั กระเฉงไมช่ อบอยูเ่ ฉย
พฒั นาการดา้ นอารมณ์และจติ ใจ
แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกบั บางสถานการณ์
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น " 118
เรม่ิ รูจ้ กั ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อ่ืน
ชอบทา้ ทายผูใ้ หญ่
ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ
พฒั นาการดา้ นสังคม
แต่งตวั ได้ดว้ ยตนเอง ไปห้องสว้ มได้เอง
เลน่ ร่วมกนั คนอน่ื ได้
รอคอยตามลาดับกอ่ น - หลงั
แบ่งของใหค้ นอ่นื
เกบ็ ของเล่นเข้าที่ได้
พัฒนาการด้านสตปิ ญั ญา
จาแนกส่งิ ต่าง ๆ ดว้ ยประสาทสัมผัสทง้ั 5 ได้
บอกชอ่ื และนามสกลุ ของตนเองได้
พยายามแกป้ ญั หาดว้ ยตนเองหลังจากได้รับคาชแ้ี นะ
สนทนา โตต้ อบ/เล่าเรื่องดว้ ยประโยคต่อเนื่อง
สรา้ งผลงานตามความคดิ ของตนเอง โดยมีรายละเอยี ดเพ่ิมขึ้น
รู้จักใช้คาถาม “ทาไม”
เด็กอายุ 5 ปี
พัฒนาการดา้ นร่างกาย
กระโดดขาเดยี วไปข้างหน้าอย่างต่อเน่ือง
รบั ลกู บอลท่ีกระดอนข้ึนจากพ้นื ได้ดว้ ยมือทั้งสองข้าง
เดนิ ข้นึ ลงบันไดสลบั เทา้ อยา่ งคลอ่ งแคลว่
เขียนรปู สามเหลีย่ มตามแบบได้
ตัดกระดาษตามแนวเส้นโคง้ ที่กาหนด
ใชก้ ลา้ มเนอื้ เล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผกู เชอื กรองเท้า ฯลฯ
พัฒนาการดา้ นอารมณแ์ ละจติ ใจ
แสดงออกทางอารมณ์ไดส้ อดคลอ้ งกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
ชน่ื ชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อน่ื
ยดึ ตนเองเปน็ ศูนย์กลางน้อยลง
พัฒนาการด้านสังคม
ปฏิบัตกิ จิ วัตรประจาวันไดด้ ว้ ยตนเอง
เล่นหรอื ทางานโดยมีจดุ มงุ่ หมายร่วมกบั ผู้อนื่ ได้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "119
พบผ้ใู หญ่ รจู้ ักไหว้ ทาความเคารพ
รจู้ ักขอบคุณ เม่ือรับของจากผใู้ หญ่
รับผิดชอบท่ีได้รบั มอบหมาย
พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา
บอกความแตกต่างของกล่ิน สี เสยี ง รส รูปร่าง จาแนกและจัดหมวดหม่สู งิ่ ของได้
บอกช่อื นามสกุล และอายุของตนเองได้
พยายามหาวิธแี กป้ ัญหาดว้ ยตนเอง
สนทนา โต้ตอบ/เล่าเปน็ เรอื่ งราวได้
สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมรี ายละเอียดเพิ่มข้ึนและแปลกใหม่
รูจ้ กั ใช้คาถาม “ทาไม” “อย่างไร”
เร่มิ เขา้ ใจสงิ่ ที่เปน็ นามธรรม
นบั ปากเปลา่ ได้ถึง 20
ระยะเวลาเรียน
ใช้เวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 1 – 3 ปีการศึกษาโดยประมาณ ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับอายุ
ของเด็กทเ่ี ริ่มเข้าศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
สาระการเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก เพ่ือส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านท้ัง
ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซ่ึงจาเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ท้ังน้ีสาระการเรียนรู้ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการคุณลักษณะหรือค่านิยม
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ความรู้สาหรับเด็กอายุ 3 - 5 ปี จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กบุคคลและ
สถานทีท่ แี่ วดล้อมเดก็ ธรรมชาติรอบตวั และส่ิงตา่ ง ๆ รอบตวั เด็กท่ีเด็กมีโอกาสใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ใน
ชีวิตประจาวันและเป็นสิ่งท่ีเด็กสนใจ จะไม่เน้นเนื้อหา การท่องจา ในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับทักษะหรือ
กระบวนการจาเป็นต้องบูรณาการทักษะท่ีสาคัญและจาเป็นสาหรับเด็ก เช่น ทักษะการเคล่ือนไหว
ทักษะทางสังคม ทักษะการคิด ทักษะการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
ขณะเดียวกันควรปลูกฝังให้เด็กเกิดเจตคติท่ีดี มีค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เช่น ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและ
ผอู้ ืน่ รักการเรียนรู้ รกั ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมีคุณธรรม จริยธรรม ท่ีเหมาะสมกบั วัย เปน็ ต้น
ผสู้ อนหรือผู้จัดการศกึ ษา อาจนาสาระการเรียนรู้มาจัดในลักษณะหน่วยการสอนแบบบูรณาการ
หรือเลือกใช้วิธีการทส่ี อคล้องกบั ปรชั ญาและหลักการจดั การศกึ ษาปฐมวัย
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "120
สาระการเรยี นรู้กาหนดเปน็ 2 สว่ น ดงั นี้
1. ประสบการณส์ าคัญ
ประสบการณส์ าคัญเปน็ อย่างยง่ิ สาหรบั การพฒั นาเดก็ ทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และ
สติปัญญาช่วยให้เด็กเกิดทักษะท่ีสาคัญสาหรับการสร้างองค์ความรู้ โดยให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ
ส่ิงของ บุคคลต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตัว รวมท้ังปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมไป พร้อมกันด้วย ประสบการณ์
สาคัญมดี งั นี้
1.1 ประสบการณ์สาคัญท่สี ่งเสรมิ พัฒนาการดา้ นร่างกาย ได้แก่
1.1.1 การทรงตัวและการประสานสัมพนั ธข์ องกลา้ มเนอ้ื ใหญ่
การเคล่อื นไหวอยู่กบั ทแ่ี ละการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่
การเคล่ือนไหวพร้อมวัสดุอปุ กรณ์
การเล่นเครื่องเล่นสนาม
1.1.2 การประสานสัมพนั ธ์ของกลา้ มเนอ้ื เล็ก
การเลน่ เคร่ืองเลน่ สมั ผัส
การเขียนภาพและการเลน่ กบั สี
การปั้นและประดษิ ฐ์สิ่งต่าง ๆ ดว้ ยดนิ เหนียว ดินน้ามนั แทง่ ไม้ เศษวัสดุ
ฯลฯ
การต่อของ บรรจุ เท และแยกชน่ิ ส่วน
1.1.3 การรกั ษาสุขภาพ
การปฏบิ ตั ิตนตามสขุ อนามยั
1.1.4 การรักษาความปลอดภัย
การรักษาความปลอดภยั ของตนเองและผู้อนื่ ในกจิ วัตรประจาวัน
1.2 ประสบการณ์สาคญั ที่สง่ เสริมพัฒนาการดา้ นอารมณแ์ ละจิตใจ ไดแ้ ก่
1.2.1 ดนตรี
การแสดงปฏกิ ริ ิยาโต้ตอบเสยี งดนตรี
การเล่นเครอื่ งดนตรงี ่าย ๆ เช่น เคร่อื งดนตรีประเภทเคาะ ประเภทตี ฯลฯ
การร้องเพลง
1.2.2 สุนทรยี ภาพ
การชน่ื ชมและสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม
การแสดงออกอยา่ งสนกุ สนานกับเรอ่ื งตลก ขาขัน และ เร่ืองราว/เหตุการณท์ ี่
สนุกสนานต่าง ๆ
1.2.3 การเล่น
การเลน่ อสิ ระ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น " 121
การเล่นรายบคุ คล การเลน่ เป็นกล่มุ
การเลน่ ในห้องเรียนและนอกหอ้ งเรยี น
1.2.4 คุณธรรม จริยธรรม
การปฏิบตั ติ นตามหลกั ศาสนาท่นี บั ถือ
1.3 ประสบการณ์สาคญั ท่สี ่งเสรมิ พฒั นาการดา้ นสังคม ได้แก่
1.3.1 การเรยี นรูท้ างสงั คม
การปฏบิ ตั ิกิจวัตรประจาวันของตนเอง
การเล่นและการทางานรว่ มกับผอู้ ื่น
การวางแผน ตัดสินใจเลอื ก และลงมือปฏบิ ัติ
การมโี อกาสไดร้ บั รู้ความรสู้ กึ ความสนใจ และความต้องการของตนเองและ
ผ้อู ืน่
การแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ และเคารพความคิดเห็นของผูอ้ ื่น
การแกป้ ัญหาในการเล่น
การปฏิบตั ิตามวฒั นธรรมท้องถ่ินทอี่ าศัยอยู่และความเปน็ ไทย
1.4 ประสบการณ์สาคัญท่ีสง่ เสรมิ พัฒนาการด้านสติปัญญา ไดแ้ ก่
1.4.1 การคิด
การรู้จักส่งิ ต่าง ๆ ด้วยการมอง ฟงั สมั ผัส ชิมรส และดมกลิน่
การเลียนแบบการกระทาและเสียงตา่ ง ๆ
การเช่ือมโยงภาพ ภาพถ่าย และรูปแบบตา่ ง ๆ กบั สิง่ ของหรือสถานท่จี ริง
การรบั รู้และแสดงความรู้สึกผ่านสื่อ วสั ดุ ของเล่น และผลงาน
การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อ วัสดุต่าง ๆ
1.4.2 การใช้ภาษา
การแสดงความรู้สึกดว้ ยคาพูด
การพดู กับผอู้ ่ืนเกยี่ วกบั ประสบการณข์ องตนเอง หรือเลา่ เรอ่ื งราวเก่ยี วกบั
ตนเอง
การอธิบายเก่ียวกับส่งิ ของ เหตกุ ารณ์ และความสมั พนั ธ์ของสิง่ ตา่ ง ๆ
การฟงั เรื่องราว นทิ าน คาคล้องจอง คากลอน
การเขยี นในหลายรปู แบบผา่ นประสบการณ์ทส่ี อ่ื ความหมายต่อเด็ก เขียนภาพ
ขีดเขียน เขยี นคลา้ ยตวั อักษร เขียนเหมือนสัญลกั ษณ์ เขียนช่อื ตนเอง
1.4.3 การสังเกต การจาแนก และการเปรียบเทียบ
การสารวจและอธิบายความเหมอื น ความตา่ งของสิ่งต่าง ๆ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "122
การจบั คู่ การจาแนก การจัดกลุ่ม
การเปรียบเทียบ เช่น ยาว/สั้น ขรขุ ระ/เรียบ ฯลฯ
การเรียงลาดบั ส่งิ ตา่ ง ๆ
การคาดคะเนสิง่ ต่าง ๆ
การต้งั สมมติฐาน
การทดลองสิง่ ต่าง ๆ
การสืบค้นข้อมลู
การใชห้ รืออธิบายสง่ิ ต่าง ๆ ดว้ ยวิธกี ารท่หี ลากหลาย
1.4.4 จานวน
การเปรียบเทยี บจานวนมากกวา่ นอ้ ยกว่า เท่ากัน
การนับสิง่ ต่าง ๆ
การจบั คหู่ นึ่งต่อหน่งึ
การเพิ่มข้นึ หรือลดลงของจานวนปริมาณ
1.4.5 มติ ิสัมพันธ์ (พืน้ ที่/ ระยะ)
การต่อเขา้ ด้วยกัน การแยกออก การบรรจุ และการเทออก
การสงั เกตส่งิ ต่าง ๆ และสถานท่ีจากมุมมองทต่ี ่าง ๆ กนั
การอธบิ ายในเร่ืองตาแหน่งของสงิ่ ตา่ ง ๆ ทีส่ มั พนั ธ์กนั
การอธิบายในเรื่องทิศทางการเคล่อื นที่ของคนและส่ิงตา่ ง
การสื่อความหมายของมิติสัมพนั ธ์ดว้ ยภาพ ภาพย่อย และรปู ภาพ
1.4.6 เวลา
การเรมิ่ ต้นและการหยดุ การกระทาโดยสัญญาณ
การเปรยี บเทยี บเวลา เช่น ตอนเช้า ตอนเยน็ เม่ือวานน้ี พรุ่งน้ี ฯลฯ
การเรียงลาดบั เหตุการณต์ า่ ง ๆ
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของฤดู
2. สาระที่ควรเรียนรู้
สาระท่คี วรเรยี นรู้ เป็นเร่ืองรอบตัวเด็กท่นี ามาเป็นสือ่ ในการจดั กจิ กรรมให้เด็กเกิดการเรียนรู้
ไม่เน้นการท่องจาเนื้อหา ผู้สอนสามารถกาหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ
และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่สาคัญท่ีระบุไว้ข้างต้น ทั้งนี้อาจยืดหยุ่น
เนื้อหาได้ โดยคานึงถึงประสบการณ์และส่ิงแวดล้อมในชีวิตของเด็ก สาระที่ที่เด็กอายุ 3 – 5 ปี ควร
เรียนรู้ มีดงั นี้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "123
2.1 เรือ่ งราวเกีย่ วกับตัวเด็ก เดก็ ควรรู่จักช่ือ นามสกลุ รูปร่าง หน้าตา รู้จักอวัยวะต่าง
ๆ วธิ กี ารระวังรักษาร่างกายให้สะอาด ปลอดภัย การรับประทานอาหารท่ีถูกสุขลักษณะเรียนรู้ที่จะเล่น
และทาส่ิงต่าง ๆ ด้วยตนเองคนเดียวหรืกับผู้อื่น ตลอดจนเรียนรู้ท่ีจะแสดงความคิดเห็นความรู้สึก และ
แสดงมารยาททด่ี ี
2.2 เรื่องราวเก่ียวกับบุคคลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก เด็กควรได้มีโอกาสรู้จักและรับรู้
เร่ืองราวเก่ียวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่เด็กต้องเก่ียวข้องหรือมีโอกาส
ใกล้ชดิ และมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ในชวี ิตประจาวัน
2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรจะได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมทั้งความ
เปลีย่ นแปลงของโลกที่แวดลอ้ มเด็กตามธรรมชาติ เช่น ฤดูกาล กลางวนั กลางคืน ฯลฯ
2.4 ส่ิงต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักสี ขนาด รูปร่าง รูปทรง น้าหนัก
ผิวสัมผัสของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สิ่งของเคร่ืองใช้ ยานพาหนะ และการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้ใน
ชีวติ ประจาวัน
การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 5 ปี จะไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดในรูปของ
กิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพ่ือให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ทักษะคุณธรรม
จริยธรรม รวมท้ังเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยมีหลักการ
และแนวทางการจดั ประสบการณ์ ดงั น้ี
1. หลกั การจัดประสบการณ์
1.1 จดั ประสบการณก์ ารเล่นและการเรยี นรู้เพ่อื พัฒนาเดก็ โดยองคร์ วมอยา่ งตอ่ เนื่อง
1.2 เน้นเดก็ เป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกตา่ งระหวา่ ง
บคุ คลและบริบทของสังคมทเ่ี ดก็ อาศัยอยู่
1.3 จดั ให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยใหค้ วามสาคัญทงั้ กับกระบวนการและผลผลิต
1.4 จดั การประเมนิ พัฒนาการใหเ้ ปน็ กระบวนการอยา่ งตอ่ เนื่อง และเป็นส่วนหน่ึงของ
การจัดประสบการณ์
1.5 ใหผ้ ปู้ กครองและชุมชนมสี ว่ นร่วมในการพฒั นาเดก็
2. แนวทางการจัดประสบการณ์
2.1 จดั ประสบการณ์ใหส้ อดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ คือ เหมาะกับอายุ วุฒภิ าวะ
และระดบั พัฒนาการเพื่อใหเ้ ด็กทกุ คนได้พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพ
2.2 จดั ประสบการณ์ให้สอดคล้องกบั ลักษณะการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ คือเด็กไดล้ งมือ
กระทา เรยี นรู้ผา่ นประสาทสัมผัสทัง้ 5 ไดเ้ คลื่อนไหว สารวจ เล่น สังเกต สบื ค้น ทดลอง และคิด
แกป้ ัญหาด้วยตนเอง
2.3 จดั ประสบการณ์ในรปู แบบบรู ณาการ คอื บรู ณาการทั้งทกั ษะและสาระการเรยี นรู้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "124
2.4 จดั ประสบการณ์ให้เดก็ ได้ริเร่ิม คดิ วางแผน ตดั สินใจ ลงมอื กระทาและนาเสนอ
ความคดิ โดยผสู้ อนเป็นผู้สนบั สนนุ อานวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกบั เด็ก
2.5 จดั ประสบการณใ์ หเ้ ดก็ ปฏสิ มั พนั ธ์กบั เด็กอ่ืน กับผูใ้ หญ่ ภายใตส้ ภาพแวดล้อมที่เอ้ือ
ตอ่ การเรียนรู้ ในบรรยากาศที่อบอ่นุ มีความสุขและเรยี นร้กู ารทากจิ กรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน
2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กปฏสิ ัมพันธ์กับสื่อและแหล่งการเรียนรูท้ ่หี ลากหลายและอยู่ในวิถี
ชวี ิตของเด็ก
2.7 จัดประสบการณ์ท่ีส่งเสริมลกั ษณะนิสยั ท่ีดีและทักษะการใชช้ ีวติ ประจาวนั ตลอดจน
สอดแทรกคณุ ธรรมจริยธรรมใหเ้ ป็นส่วนหนง่ึ ของการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้อยา่ งต่อเน่ือง
2.8 จดั ประสบการณท์ ้ังในลักษณะท่ีมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และแผนท่เี กดิ ขน้ึ ในสภาพ
จรงิ โดยไม่ได้คาดการณ์
2.9 ใหผ้ ู้ปกครองและชุมชนมีส่วนรว่ มในการจัดประสบการณท์ ัง้ การวางแผนการสนับสนุน
สอ่ื การสอน การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ
2.10 จัดทาสารนิทศั น์ด้วยการรวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกับพัฒนาการ และการเรยี นรู้ของเดก็
เปน็ รายบุคคล นามาไตรต่ รองและใช้เปน็ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาเดก็ และการวจิ ัยในช้ันเรียน
3. หลักการจดั กิจกรรมประจาวัน
กิจกรรมสาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี สามารถนามาจัดเป็นกิจกรรมประจาวันได้หลาย
รปู แบบ เปน็ การชว่ ยให้ท้ังผู้สอนและเด็กทราบว่าแตล่ ะวันจะทากิจกรรมอะไร เม่ือใด และอย่างไร การ
จัดกิจกรรมประจาวนั มีหลกั การจัดและขอบข่ายของกิจกรรมประจาวัน ดงั นี้
3.1 หลักการจัดกิจกรรมประจาวัน
3.1.1 กาหนดระยะเวลาในการจัดกจิ กรรมแต่ละกจิ กรรมให้เหมาะสมกบั วยั ของเดก็
ในแต่ละวนั
3.1.2 กจิ กรรมท่ตี ้องใช้ความคดิ ทงั้ ในกลุ่มเลก็ และกลุ่มใหญ่ไม่ควรใช้เวลาตอ่ เนื่อง
นานเกนิ กวา่ 20 นาที
3.1.3 กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเลน่ เสรี เช่น การเลน่ ตามมมุ การเล่นกลางแจ้ง
ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40 – 60 นาที
3.1.4 กิจกรรมควรมีความสมดลุ ระหวา่ งกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมท่ีใช้
กลา้ มเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมท่ีเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมท่ีเด็กเป็นผู้
ริเร่ิมและผู้สอนเป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมท่ีใช้กาลังและไม่ใช้กาลังจัดให้ครบทุกประเภท ทั้งน้ีกิจกรรมที่
ต้องออกกาลังกายควรจดั สลับกับกิจกรรมที่ไมต่ ้องออกกาลงั กายมากนัก เพอื่ เด็กจะได้ไม่เหน่ือยเกินไป
3.2 ขอบข่ายของกิจกรรมประจาวัน การเลือกกิจกรรมที่จะนามาจัดในแต่ละวันต้องให้
ครอบคลุมส่ิงต่อไปนี้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "125
3.2.1 การพัฒนากล้ามเนือ้ ใหญ่ เพอ่ื ให้เด็กไดพ้ ัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่
การเคลื่อนไหว และความคลอ่ งแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ จึงควรจัดกิจกรรม โดยให้เด็กได้เล่นอิสระ
กลางแจ้ง เล่นเครอื่ งเลน่ สนาม เคลือ่ นไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี
3.2.2 การพัฒนากล้ามเน้ือเล็ก เพ่ือให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก
การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมต่อ
ภาพ ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งการ หยิบจับช้อนส้อม ใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร
พ่กู ัน ดนิ เหนียว ฯลฯ
3.2.3 การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคูณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เด็กมี
ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อม่ัน กล้าแสดงออก มีวินัยในตนเอง รับผิดชอบ ซ่ือสัตย์
ประหยัด เมตตากรุณา เอ้ือเฟอื้ แบง่ ปนั มีมารยาท และปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาท่ีนับ
ถือ จึงควรจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองค วาม
ตอ้ งการ ได้ฝึกปฏบิ ัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ตลอดเวลาที่โอกาสเอ้อื อานวย
3.2.4 การพัฒนาสังคมนสิ ยั เพ่ือใหเ้ ดก็ มีลักษณะนิสัยทีด่ ี แสดงออกอย่างเหมาะสม
และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทากิจวัตรประจาวัน มีนิสัยรักการทางาน
รู้จักระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น จึงควรจัดให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจาวันอย่าง
สมา่ เสมอ เชน่ รบั ประทานอาหาร พกั ผ่อนนอนหลับ ขับถา่ ย ทาความสะอาดร่างกาย เล่นและทางาน
ร่วมกบั ผูอ้ ื่น ปฏบิ ตั ติ ามกฎกติกาข้อตกลงของสว่ นรวม เกบ็ ของเข้าที่เมือ่ เล่นหรือทางานเสร็จ ฯลฯ
3.2.5 การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกต จาแนก
เปรยี บเทียบ จดั หมวดหมู่ เรยี งลาดบั เหตกุ ารณ์ แก้ปัญหา จงึ ควรจดั กิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปราย
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทดลองศึกษานอก
สถานที่ ประกอบอาหาร หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาท่ีเหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย ฝึกการ
แก้ปัญหาในชวี ติ ประจาวนั และในการทากิจกรรมท้งั ทีเ่ ปน็ กลมุ่ ย่อย กลุม่ ใหญ่ หรอื รายบคุ คล
3.2.6 การพัฒนาภาษา เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาส่ือสารถ่ายทอดความรู้สึก
ความนึกคดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจในสิ่งต่าง ๆ ท่เี ดก็ มปี ระสบการณ์ จงึ ควรจดั กิจกรรมทางภาษาให้มีความ
หลากหลายในสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน และบุคลากรที่แวดล้อม
ต้องเป็นแบบอย่างท่ีดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคานึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็ก
เป็นสาคัญ
3.2.7 การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพ่ือให้เด็กได้พัฒนาความคิด
รเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์ ได้ถา่ ยทอดอารมณค์ วามรสู้ กึ และเหน็ ความสวยงามของสิง่ ตา่ ง ๆ รอบตัวโดยใช้กิจกรรม
ศลิ ปะและดนตรีเปน็ ส่ือ ใช้การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ให้ประดิษฐ์ส่ิงต่าง ๆ อย่างอิสระ
ตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่าง ๆ เล่นน้า เล่นทรายก่อสร้างส่ิง
ต่าง ๆ เชน่ แท่งไม้ รูปทรงตา่ ง ๆ ฯลฯ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "126
การประเมินพัฒนาการ
การประเมนิ พัฒนาการเด็กอายุ 3 – 5 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเน่ือง และเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรม
ปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ทั้งนี้มุ่งนาข้อมูลการประเมินมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม
เพอื่ ส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การประเมินพัฒนาการควรยึด
หลกั ดงั นี้
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกดา้ นและนาผลมาพัฒนาเดก็
2. ประเมินเปน็ รายบคุ คลอย่างสมา่ เสมอตอ่ เน่ืองตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั การปฏิบัติกิจกรรมประจาวัน
4. ประเมนิ อยา่ งเปน็ ระบบ มีการวางแผน เลือกใชเ้ ครอื่ งมือและจดบนั ทึกไวเ้ ป็นหลักฐาน
5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการท่ีหลากหลายเหมาะสมกับเด็ก รวมท้ังใช้แหล่งข้อมูลหลาย ๆ
ดา้ น ไมค่ วรใชก้ ารทดสอบ
สาหรับวิธีการประเมินท่ีเหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ได้แก่ การสังเกต การ
บันทกึ พฤติกรรม การสนทนา การสมั ภาษณ์ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลจากผลงานเดก็ ท่ีเกบ็ อย่างมีระบบ
การจดั หลักสูตรสถานศกึ ษา
1. จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้อง
ดาเนินการจัดทาหลักสตู รสถานศึกษาร่วมกับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงาน และสถานศึกษาท้ัง
ภาครัฐและเอกชน กาหนดจุดหมายของหลักสูตรท่ีมุ่งให้เด็กมีการพัฒนาทุกด้าน ท้ังด้านร่างกาย
อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสติปญั ญาอย่างเหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความแตกต่างของบุคคลเพ่ือ
พัฒนาเดก็ ใหเ้ กิดความสุขในการเรียนรู้ เกิดทักษะท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต รวมทั้งการปลูกฝังคุณธรรม
จรยิ ธรรม คา่ นิยมที่พงึ ประสงคใ์ ห้แกเ่ ด็ก
2. การสร้างหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจะต้อง
สนองตอ่ การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม เศรษฐกจิ และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับธรรมชาติและการเรียนรู้
ของเดก็ ปฐมวยั ดงั น้ันสถานศึกษาหรอื สถานพฒั นาเด็กปฐมวยั ควรดาเนนิ การจดั ทาหลกั สูตร ดังน้ี
2.1 ศึกษาทาความเข้าใจเอกสารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและเอกสารหลักสูตรอื่นๆ
รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กและครอบครัว สภาพปัจจุบัน ปัญหาความต้องการของชุมชนและ
ทอ้ งถนิ่
2.2 จัดทาหลักสูตรสถานศึกษา โดยกาหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ สาระการเรียนรู้รายปี การจัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ การประเมิน
พัฒนาการ ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ รวมท้ังจัดทาแผนการจัดประสบการณ์ ท้ังนี้สถานศึกษาหรือสถาน
พัฒนาเด็กปฐมวัยอาจกาหนดหัวข้ออื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสมและความจาเป็นของสถานศึกษาแต่ละ
แห่ง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "127
2.3 การประเมิน เป็นข้ันตอนของการตรวจสอบหลักสูตรของสถานศึกษา แบ่งออกเป็น
การประเมินกอ่ นนาหลกั สตู รไปใช้ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรองค์ประกอบของ
หลักสูตรหลังจากท่ีได้ทาแล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้เช่ียวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ การ
ประเมินระหว่างการดาเนินการใช้หลกั สตู รเปน็ การประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนาไปใช้ได้ดี
เพยี งใด ควรมกี ารปรับปรุงแกไ้ ขในเร่ืองใด และการประเมนิ หลงั การใชห้ ลกั สตู ร
สรุป
ทิศทางในการจดั การศกึ ษาสาหรบั เดก็ ปฐมวยั เปน็ การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นเด็กเป็นสาคัญ โดย
ให้เด็กแต่ละคนได้รับการส่งเสริม เกิดการพัฒนา และเรียนรู้ ก้าวหน้าอย่างสูงสุดเท่าท่ีเด็กทาได้
ครูผู้สอน ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้เก่ียวข้อง ต้องสร้างแนวคิดพื้นฐานการจัดการศึกษาสาหรับ
เด็กปฐมวัย โดยรู้ทันความเคลื่อนไหวในมิติใหม่แห่งการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กเป็นสาคัญการจัดการศึกษาและสิ่งแวดล้อมการ
เรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวัยจึงไม่ควรเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกันทุกคนควรเป็นไปตามหลักการจัดเน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ เน้นพัฒนาการและธรรมชาติของเด็ก สนับสนุนศักยภาพ และพัฒนาการของผู้เรียน
ท้ังทางร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา เน้นสอดคล้องตามแนวการจัดการศึกษาปฐมวัย
โดยเด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติกิจกรรมอย่างสนุกสนาน กลมกลืนไปกับการเรียนการ
สอน เกิดการเรียนรู้และความก้าวหน้าอย่างสูงสุดในแต่ละคน ในสถานศึกษาปฐมวัยควรจัดให้มีการจัด
ประสบการณท์ ่ีเน้นเปา้ หมายการปลูกฝงั คุณธรรมควบคู่กับการจดั ประสบการณ์ดา้ นความรู้ โดยยึดผู้เรียน
เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ คุณธรรมเร่ืองความขยัน ประหยัด ซ่ือสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี
และมนี า้ ใจ จดั การพฒั นาเด็กอยา่ งมีสว่ นร่วม
ปัจจุบันสถานพฒั นาเด็กปฐมวัยในประเทศ จัดดาเนินงานโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดย
มีลักษณะการดาเนินงานใน 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ รูปแบบโรงเรียน โดยจัดช้ันเรียนระดับอนุบาล 1 – 3
รับเดก็ อายุ 3 – 6 ปี ส่วนอีกรูปแบบหน่ึงจะอยู่ในรูปศูนย์พัฒนาเด็ก ซ่ึงจะรับเด็กเข้าดูแลตั้งแต่อายุ 0 –
3 ปี ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ในการอบรมเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมและ
ความสามารถทเ่ี หมาะสมกับวัย และมีพืน้ ฐานเพยี งพอท่ีจะพฒั นาในขน้ั ท่ีสงู ตอ่ ไปไดอ้ ย่างม่นั คง
แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี 6
1. จงอธบิ ายถึงลกั ษณะการจัดการศึกษาปฐมวยั ในประเทศไทย
2. นักศกึ ษามคี วามคดิ เหน็ เกยี่ วกับนโยบายการจดั การศึกษาปฐมวยั ของไทยอย่างไร
3. จงยกตัวอย่างแผนยุทธศาสตรข์ องรฐั บาลท่ใี ชใ้ นการส่งเสรมิ การจดั การศึกษาปฐมวัย
4. ในการจัดการศกึ ษาปฐมวยั นกั ศกึ ษาต้องยดึ หลักการอยา่ งไร จงเขียนอธิบาย
5. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายทศิ ทางการจดั การศึกษาสาหรบั เด็กปฐมวัย
6. จงวิเคราะหป์ ัญหาของการจัดการศกึ ษาปฐมวัยในประเทศไทย
128
7. จงอธบิ ายรปู แบบและวัตถปุ ระสงค์ของหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวยั ของไทย
8. ให้นักศึกษาเปรียบเทียบลักษณะความเหมือนและความแตกต่างของรูปแบบสถานพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยของไทย
9. ให้นักศึกษาแสดงความคิดเหน็ วา่ แนวโนม้ การจัดการศึกษาปฐมวัยของไทยจะเปน็ อยา่ งไร
10. จงวิเคราะห์ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยและหลักการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2546
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "129
เอกสารอ้างองิ
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน, สานักงาน. (2547). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546.
กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
เลขาธิการสภาการศึกษา, สานักงาน. (2550). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5
ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550 – 2559. กรุงเทพ ฯ : ว.ี ที.ซี.คอมมิวนิเคช่ัน.
วัฒนา ปุญญฤทธ.ิ์ (2542). การจดั สภาพแวดลอ้ มในสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัย. กรงุ เทพ ฯ : สถาบันราช
ภัฏพระนคร.
........... (2551). เอกสารประกอบการสัมมนา เร่ือง แผนพัฒนาฉบับที่ 10 กับการจัดการศึกษา
ปฐมวัย. 25 มนี าคม 2551.
วิชาการ, กรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพ
ฯ : โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
เยาวพา เดชะคุปต์. (2550). การจัดการเรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนดุสิต
เยาวพา เดชะคุปต์, สุทธิพรรณ ธีรพงศ์และพรรัก อินทมาระ. (2550). การบริหารจัดการศึกษา
ปฐมวยั . กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ติ
ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2548). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 – 5 ปี)ระยะยาว
พ.ศ. 2549 – 2558. กรุงเทพ ฯ :โรงพิมพค์ ุรุสภาลาดพร้าว.
สงบ ลักษณะ. (2542). “กรอบนโยบายและแผนการศึกษาข้ันพื้นฐาน 12 ปี” ใน แนวคิดและนโยบาย
กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพ ฯ :โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพร้าว.
สถาบันแห่งชาติเพ่ือการพฒั นาเด็กปฐมวยั . (2542). การศกึ ษาปฐมวยั สร้างชาติ สร้างชาติ. กรุงเทพ ฯ :
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ.
สาธารณสุขแห่งประเทศไทย, มูลนิธิ. (2550). รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทย.
กรุงเทพ ฯ : กระทรวงสาธารณสุข
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2538). แนวคิดสู่แนวปฏิบัติ : แนวการจัดประสบการณ์ปฐมวัยศึกษา
(หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั ). กรุงเทพ ฯ : ดวงกมล.
........... (2550). การศึกษาปฐมวยั . กรงุ เทพ ฯ : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ิต
สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, มหาวิทยาลัย. (2537). ประมวลสาระชุดวิชาสัมมนาการปฐมวัยศึกษาหน่วยที่ 1 –
8. นนทบุรี : โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.
อมรชัย ตันติเมธ. (2537). ประมวลสาระชุดวิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย หน่วยท่ี1 – 8.
นนทบรุ ี : โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.
มตคิ ณะรฐั มนตรีในการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั (0-5 ปี) [Online] Available : http:// www.moe.go.th/
websm/news_online04.htm [2006, กันยายน 2].
130
ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของไทย [Online] Available http://www.aihd.mahidol.ac. th/
[2008, มีนาคม 28].
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "131
บทที่ 7
นวตั กรรมทางการศึกษาปฐมวัย
การศกึ ษาปฐมวัยเปน็ การพฒั นาเด็ก ต้ังแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี บนพื้นฐาน การอบรมเล้ียงดู
และการส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้ ท่ีสนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ
ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน
เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม
(กระทรวงศึกษาธิการ2546:3) ในปัจจุบันการจัดการศึกษาปฐมวัยมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านปริมาณ
และคุณภาพอันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดีข้ึน อย่างไรก็ตามเน่ืองด้วยสังคมวิถีชีวิตและความ
เป็นอย่มู ีการเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วและซบั ซ้อนมากขึ้นทาใหม้ ปี ัญหาและอุปสรรคหลายประการในการ
พัฒนาประเทศชาติ ซ่ึงนักการศึกษาปฐมวัยได้พยายามศึกษาและค้นคว้า วิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการ
หรือการกระทาใหม่ๆ ซึ่งหมายถึงการนานวัตกรรมมาใช้เพื่อประโยชน์ในการขจัดปัญหาและอุปสรรคที่มี
ใหน้ อ้ ยลงหรือหมดไปในทส่ี ุด
นวัตกรรมทางการศึกษา
จากัดความของคาว่า “นวัตกรรมทางการศึกษา” จึงหมายถึงส่ิงประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ ๆการ
เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมโดยมีการทดลองหรือพัฒนาจนเป็นที่น่าเช่ือถือได้ว่าจะมี
ผลดีในทางปฏิบัตสิ ามารถนาไปใช้ในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพนวัตกรรมตรงกับคาว่า “innovation”
ในภาษาอังกฤษ โดยที่ในภาษาอังกฤษคากริยาว่า innovate นั้นมีรากศัพท์มาจากคาภาษาลาตินว่า
innovareซ่ึงแปลว่า “to renew” หรือ “ทาข้ึนมาใหม่”ซึ่งนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาจะมี
การคิดและทาส่ิงใหม่อยู่เสมอ ดังน้ัน นวัตกรรมจึงเป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนใหม่ได้เร่ือยๆ สิ่งใดท่ีคิดและทามานาน
แล้วก็ถือว่าหมดความเป็นนวัตกรรมไป โดยจะมีส่ิงใหม่มาแทน ในวงการศึกษาปัจจุบัน มีส่ิงที่เรียกว่า
นวัตกรรมทางการศึกษา หรือ นวัตกรรมการเรียนการสอน จะต้องพยายามค้นคว้าวิธีการใหม่ ๆ ใน
รูปแบบตา่ ง ๆ นนั้
มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็นการทาให้ใหม่ขึ้นอีกคร้ัง(Renewal)
ซ่ึง หมายถึง การปรับปรุงส่ิงเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การน้ัน ๆ
นวตั กรรม ไม่ใชก่ ารขจดั หรือล้มลา้ งส่ิงเกา่ ให้หมดไปแต่เป็นการ ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan
edt01.htm)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ไว้ ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติ
ใหมๆ่ ทแี่ ปลกไปจากเดมิ โดยอาจจะได้มาจากการคดิ คน้ พบวธิ กี ารใหม่ๆขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้
เหมาะสมและสงิ่ ทงั้ หลายเหลา่ น้ไี ดร้ บั การ ทดลอง พฒั นาจนเปน็ ทเ่ี ชอ่ื ถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติทา
ให้ระบบก้าวไปสู่จดุ หมายปลายทางได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพข้ึน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "132
จรูญ วงศ์สายัณห์(2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ “นวัตกรรม” ไว้ว่า “ในภาษาอังกฤษ
เอง ความหมายกต็ า่ งกนั เป็น 2 ระดับ โดยท่ัวไป นวตั กรรม หมายถงึ ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสาเร็จ
หรือไมม่ ากนอ้ ยเพียงใดก็ตามที่เป็นไปเพ่ือจะนาสิ่งใหม่ ๆเข้ามาเปล่ียนแปลงวิธีการที่ทาอยู่เดิมแล้วกับอีก
ระดบั หนง่ึ ซงึ่ วงการวทิ ยาศาสตร์แหง่ พฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มาลักษณะ กรรมวิธี และผลกระทบ
ท่ีมีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คาว่านวัตกรรม มักจะหมายถึงส่ิงท่ีได้นาความเปล่ียนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้
ผลสาเรจ็ และแผ่กว้างออกไปจนกลายเป็นการปฏบิ ัติอยา่ งธรรมดาสามัญ (บุญเก้อื ควรหาเวช , 2543)
ประเภทของการใช้นวตั กรรมการศกึ ษาในประเทศไทย
ประเภทของนวัตกรรมการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้มีบทบัญญัติท่ี
เก่ียวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษาไว้หลายมาตรา มาตราท่ีสาคัญ คือ มาตรา 67
รัฐตอ้ งส่งเสริมใหม้ ีการวิจยั และพัฒนาการผลติ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา รวมท้ังการติดตาม
ตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับ
กระบวนการเรียนรู้ของคนไทยและในมาตรา 22 "การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการ
ศึกษาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ"การดาเนินการปฏิรูปการศึกษาให้สาเร็จได้ตามท่ี
ระบุไวใ้ นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังกล่าว จาเป็นต้องทาการศึกษาวิจัยและพัฒนา
นวัตกรรมการศึกษาใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางการศึกษาท้ังในรูปแบบของการศึกษาวิจัย การ
ทดลองและการประเมินผลนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่นามาใช้ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
นวัตกรรมท่ีนามาใช้ท้ังที่ผ่านมาแล้วและท่ีจะมีในอนาคตมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้
นวัตกรรมในด้านต่างๆกลา่ วคือ นวตั กรรม 5 ประเภท คือ
1. นวัตกรรมทางดา้ นหลักสูตร
2. นวัตกรรมการเรียนการสอน
3. นวัตกรรมสื่อการสอน
4. นวตั กรรมการประเมินผล
5. นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการ
1. นวตั กรรมทางดา้ นหลักสูตร
นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
สภาพแวดล้อมในท้องถ่ินและตอบสนองความต้องการสอนบุคคลให้มากข้ึน เนื่องจากหลักสูตรจะต้องมี
การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพ่ือให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศและของโลก นอกจากนก้ี ารพฒั นาหลกั สตู รยงั มีความจาเปน็ ท่จี ะต้องอยบู่ นฐานของแนวคิดทฤษฎี
และปรัชญาทางการจดั การสัมมนาอีกด้วย การพัฒนาหลักสูตรตามหลักการและวิธีการดังกล่าวต้องอาศัย
133
แนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมการศึกษาเข้ามาช่วยเหลือจัดการให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ
นวัตกรรมทางด้านหลกั สตู รในประเทศไทย ไดแ้ ก่ การพัฒนาหลักสตู รดังต่อไปน้ี
ภาพท่ี 7.1 นวัตกรรมการศกึ ษาด้านหลักสตู ร
1.1 หลักสูตรบูรณาการ เป็นการบูรณาการส่วนประกอบของหลักสูตรเข้าด้วยกัน
ทางด้านวทิ ยาการในสาขาต่างๆ การศึกษาทางด้านจริยธรรมและสังคม โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดีสามารถ
ใช้ประโยชน์จากองค์ความรูใ้ นสาขาตา่ งๆ ใหส้ อดคล้องกบั สภาพสงั คมอย่างมีจรยิ ธรรม
1.2 หลักสูตรรายบุคคล เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อการศึกษาตามอัตภาพ
เพื่อตอบสนองแนวความคิดในการจัดการศึกษารายบุคคล ซ่ึงจะต้องออกแบบระบบเพ่ือรองรับ
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยดี า้ นต่างๆ
1.3 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ เป็นหลักสูตรท่ีมุ่งเน้น กระบวนการในการจัด
กจิ กรรมและประสบการณใ์ ห้กบั ผู้เรยี นเพอ่ื นาไปสู่ความสาเร็จ เช่น กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในบทเรยี น ประสบการณก์ ารเรียนรจู้ ากการสบื ค้นด้วยตนเอง เป็นต้น
1.4 หลกั สูตรท้องถน่ิ เป็นการพฒั นาหลกั สตู รท่ีต้องการกระจายการบริหารจัดการออกสู่
ท้องถ่ิน เพ่ือให้สอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีอยู่ในแต่ละ
ท้องถ่ิน แทนท่หี ลักสตู รในแบบเดมิ ที่ใช้วธิ ีการรวมศนู ย์การพฒั นาอยใู่ นสว่ นกลาง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "134
2.นวตั กรรมการเรยี นการสอน
ภาพที่ 7.2 นวตั กรรมการเรยี นการสอน ทมี่ า : http://kanokwan-1.blogspot.com/
เป็นการใช้วิธีระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการ
เรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้แบบแก้ปัญหา
การพัฒนาวิธีสอนจาเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการและสนับสนุนการเรียนการ
สอน ตัวอย่างนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการ
กลุ่มสัมพันธ์ การสอนแบบเรียนรู้ร่วมกัน และการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การ
วจิ ยั ในชัน้ เรยี น ฯลฯ
3.นวัตกรรมส่ือการสอน
ภาพท่ี 7.3 นวัตกรรมสอื่ การสอน ทมี่ า : ศนู ยศ์ ึกษาพัฒนาครูและพฒั นานวตั กรรมการเรียนรู้
เน่ืองจากมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครือข่ายและเทคโนโลยี
โทรคมนาคม ทาให้นักการศึกษาพยายามนาศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่าน้ีมาใช้ในการผลิตส่ือการเรียน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "135
การสอนใหม่ๆ จานวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเองการเรียนเป็นกลุ่มและการเรียนแบบมวลชน
ตลอดจนสื่อที่ใช้เพื่อสนับสนุนการฝึกอบรม ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตัวอย่าง นวัตกรรมสื่อการสอน
ได้แก่
- คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
- มลั ติมเี ดีย (Multimedia)
- การประชุมทางไกล (Teleconference)
- ชุดการสอน (Instructional Module)
- วดี ที ัศนแ์ บบมปี ฏิสมั พนั ธ์ (Interactive Video)
4.นวตั กรรมทางดา้ นการประเมินผล
เป็นนวัตกรรมที่ใช้เป็นเคร่ืองมือเพื่อการวัดผลและประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทาได้
อยา่ งรวดเรว็ รวมไปถึงการวจิ ยั ทางการศึกษา การวิจัยสถาบัน ด้วยการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
มาสนับสนุนการวัดผล ประเมินผลของสถานศึกษา ครู อาจารย์ ตัวอย่าง นวัตกรรมทางด้านการ
ประเมนิ ผล ไดแ้ ก่
- การพฒั นาคลงั ขอ้ สอบ
- การลงทะเบียนผา่ นทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอนิ เตอร์เนต็
- การใช้บตั รสมารท์ การ์ด เพอื่ การใชบ้ รกิ ารของสถาบันศึกษา
- การใชค้ อมพิวเตอรใ์ นการตัดเกรด ฯลฯ
5.นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการ
เป็นการใช้นวัตกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศมาช่วยในการบริหารจัดการ เพ่ือการ
ตดั สินใจของผู้บริหารการศึกษาให้มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์ ทันต่อการเปล่ียนแปลงของโลกนวัตกรรม
การศึกษาท่ีนามาใช้ทางด้านการบริหารจะเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการฐานข้อมูลในหน่วยงาน
สถานศึกษา เชน่ ฐานข้อมูล นักเรียน นกั ศึกษา ฐานข้อมลู คณะอาจารย์และบุคลากร ในสถานศึกษา ด้าน
การเงิน บัญชี พัสดุ และครุภัณฑ์ ฐานข้อมูลเหล่าน้ีต้องการออกระบบที่สมบูรณ์มีความปลอดภัยของ
ขอ้ มลู สงู
นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับสารสนเทศภายนอกหน่วยงาน เช่น ระเบียบปฏิบัติ กฎหมาย
พระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซ่ึงจะต้องมีการอบรม เก็บรักษาและออกแบบระบบการ
สบื ค้นท่ดี ีพอซ่ึงผู้บริหารสามารถสบื ค้นข้อมลู มาใช้งานได้ทันทีตลอดเวลาการใช้นวัตกรรมแต่ละด้านอาจมี
การผสมผสานที่ซ้อนทับกันในบางเร่ือง ซึ่งจาเป็นต้องมีการพัฒนาร่วมกันไปพร้อมๆ กันหลายด้าน การ
พฒั นาฐานขอ้ มูลอาจต้องทาเปน็ กลมุ่ เพ่ือให้สามารถนามาใชร้ ว่ มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "136
นวตั กรรมการศกึ ษาปฐมวยั
การศกึ ษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ต้ังแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี บนพื้นฐาน การอบรมเล้ียงดูและการ
ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ท่ีสนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ ภายใต้
บริบทสงั คม-วัฒนธรรม ทีเ่ ดก็ อาศยั อยู่ ดว้ ยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้าง
รากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม
(กระทรวงศึกษาธิการ2546:3)ในปัจจุบันการจัดการศึกษาปฐมวัยมีความเจริญก้าวหน้าท้ังในด้านปริมาณ
และคุณภาพอันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยสังคมวิถีชีวิตและความ
เปน็ อยมู่ ีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขน้ึ ทาใหม้ ีปญั หาและอุปสรรคหลายประการในการ
พัฒนาประเทศชาติ ซึ่งนักการศึกษาปฐมวัยได้พยายามศึกษาและค้นคว้า วิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการ
หรอื การกระทาใหม่ๆ ซึ่งหมายถึงการนานวัตกรรมมาใช้เพ่ือประโยชน์ในการขจัดปัญหาและอุปสรรคที่มีให้
นอ้ ยลงหรือหมดไปในที่สุด นวตั กรรมการจัดการศกึ ษาปฐมวัยมีมากมายในที่นี้ขอนาเสนอบางนวัตกรรม ดงั น้ี
การจัดการเรยี นการสอนแนวบรู ณาการ(ขวัญฟา้ รังสิยานนท์. 2551.27-34)
ภาพท่ี 7.4 การจดั การเรยี นการสอนแนวบูรณาการ
ท่มี าของภาพประกอบ : http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.asp?ID=1716647
การจัดการเรียนการสอนแนวบูรณาการหมายถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีนาความรู้ใน
ศาสตรต์ า่ งๆ มาเชอื่ มโยงผสมผสานเขา้ ด้วยกันอย่างมีความหมายเน้นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมให้เด็กได้
ประยุกต์ใช้ความรู้และประสบการณ์ในชีวิตประจาวันและมีทักษะในกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือ
กระทา