" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "137
การสอนแบบมอนเตสซอรี่
ภาพท่ี 7.5 การสอนแบบมอนเตสซอร่ี ที่มาของภาพประกอบ : www.stcswalsh.org
การสอนแบบมอนเตสซอรี่ เป็นการสอนรูปแบบหน่ึงที่เหมาะกับเด็ก ท้ังเด็กพิเศษละเด็กปกติ จะ
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญโดยมีแพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Dr. Maria Montessori) เป็นผู้ริเร่ิมจัดการ
เรียนการสอนแบบน้ีข้ึนมา สาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา มอนเตสซอรี่ ได้ใช้วิธีการท่ีคิดข้ึน
เองนี้ จนประสบผลสาเร็จ และได้พัฒนาวิธีการสอนต่อมาจนสมบรูณ์ เพื่อใช้เป็นวิธีการสอนสาหรับเด็ก
ทัว่ ๆ ไปจุดหมายหลักของการสอนแบบมอนเตสซอร่ีนั้น คือเด็กจะเรียนได้ดีที่สุด โดยการอนุญาตให้เด็กได้
ค้นพบสงิ่ ต่างๆ ด้วยตนเอง การฝกึ ฝนทางด้านประสาทสัมผัสดว้ ยการทางานด้วยมือ เป็นส่ิงสาคัญประการ
แรก ครูและผู้ปกครองไม่ควรบังคับให้เด็กทาในส่ิงท่ีตนเองต้องการ การให้รางวัลและการลงโทษควรต้อง
ยกเลิกไป และระเบียบวินัยควรเกิดมาจากความเป็นอิสระของเด็ก และแรงผลักดันที่เด็กทาให้เกิดข้ึนเอง
จากตัวของเด็กเอง
หลักสตู รการสอนแบบมอนเตสซอรี่
หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสซอรี่ ดร.มาเรียมอนเตสซอร่ี ผู้ริเริ่มคิดและจัดต้ังวิธีการสอนแบบ
มอนเตสซอร่ี จากความเชอ่ื ในการจัดการศกึ ษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษา
ในระยะแรกน้ัน ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตาม
ความต้องการตามธรรมชาติของเขา การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามข้ันตอนของความสามารถ
นั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระใน
ขอบเขตทกี่ าหนดไวใ้ ห้ ตลอดจนการจดั สง่ิ แวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน การสอนแบบมอนเตสซอร่ี
ไดม้ าจากการทม่ี อนเตสซอรไี่ ดส้ ังเกตเด็กในสภาพทเ่ี ปน็ จรงิ ของเดก็ ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น
จากการสงั เกตเด็ก จงึ ได้พัฒนาวธิ ีการสอน การจัดเตรียมส่ิงแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่างๆ ขึ้นมาใช้
โดยเร่ิมตน้ จากการทดลองทโ่ี รงเรียน ที่มอนเตสซอรี่เข้าไปรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Casa Dei Bambini หรือ
Children's House แล้ววิธกี ารสอนนี้จึงได้แพร่หลายตอ่ ไปจนท่ัวโลกเชน่ ในปจั จุบนั
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "138
แนวคดิ พืน้ ฐาน
มอนเตสซอรีเ่ ชื่อว่า เราสามารถสร้างสงั คมท่ดี ีและก่อกาเนดิ โลกข้ึนมาใหม่ได้โดยการให้การศึกษา
ทดี่ ีแกเ่ ด็ก เพราะเด็กในวนั น้ีคือผู้ใหญ่ในวันหน้าซ่ึงจะเป็นผู้สร้างสังคมใหม่เด็กแต่ละคนเป็นผู้ริเริ่มอนาคต
ใหม่ ดังน้ัน เด็กทุกคนจึงเป็นอนาคตของเรา มอนเตสซอรี่เช่ือว่าเราสามารถใช้เด็กเป็นเคร่ืองมือในการ
เปล่ียนแปลงสังคม และแก้ไขปัญหาปัจจุบันได้เพราะ ฉะน้ันการศึกษาจึงเป็นสิ่งสาคัญสาหรับเด็ก เพราะ
การศึกษาเป็นหัวใจขงการเปล่ียนแปลง และ มีพ้ืนฐานแนวคิดว่า การเรียนรู้ของเด็กต้องเกิดจากการเห็น
อย่างเป็นรูปธรรม การสัมผัส การได้หยิบจับทดลองด้วยตนเองตามรูปแบบอย่างมีขั้นตอนและเป้าหมาย
เด็กจะเรียนรู้อย่างเข้าใจจากการสัมผัส การใช้สมาธิและมีวินัยในตนเอง โดยมีอุปกรณ์เป็นสื่อการสอนที่
สาคญั ที่ทาใหเ้ ดก็ พฒั นาความรู้และความคิดอย่างมรี ะบบ
การจดั การเรียนการสอน
การเรียนการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ ความสาคัญจะอยู่ที่อุปกรณ์การสอนหรือการเรียนรู้ ให้เด็ก
ได้สัมผัสด้วยมือของตนเอง อุปกรณ์เป็นองค์ประกอบหลักของกิจกรรมที่ทาให้เด็กเรียนรู้การแก้ไขให้
ถูกต้องได้ด้วยตนเอง โดยเน้นการเรียนเรียนรู้เป็นลาดับขั้นท่ีไม่ต้องการให้เด็กลองผิดลองถูก แต่ต้องการ
สร้างสมาธิ ความมั่นใจ และความสาเร็จในการเรียน หลักสูตรมอนเตสซอรี่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
โดยมุ่งให้เด็กใช้ศักยภาพของตนในการพัฒนาตนเองจากสิ่งแวดล้อมที่ครูจัดให้ ซึ่งมีการแบ่งหลักสูตร
พ้ืนฐานสาหรบั เด็กอายุ 3-6 ปี เป็น 3 กลมุ่ ใหญ่ๆ ไดแ้ ก่
1.การศกึ ษาทางด้านทกั ษะกลไก (Motor Education)
2.การศกึ ษาทางดา้ นประสาทสัมผัส (Education of the Senes)
3.การตระเตรียมสาหรบั การเขยี นและคณติ ศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)
บทบาทครู
1.เป็นผู้สาธิตครตู ้องเตรยี มอุปกรณแ์ ละกิจกรรมตา่ งๆ ให้พร้อมสาหรับการเรียนของเด็ก เมื่อเปิด
ช่วั โมงเรียนครตู อ้ งให้เด็กเลือกเล่นตามความสนใจ ถ้าสังเกตพบเด็กสนใจครูจะให้เด็กลองเล่นเองก่อน ถ้า
ครูสังเกตวา่ เดก็ รวู้ ธิ กี าร แตห่ ากครูสังเกตพบว่าเด็กไม่ทราบวิธีเล่นครูต้องสาธิตนา ในบางกรณีถ้าครูพบว่า
เดก็ เลือกของเล่นสูงกว่าความสามารถ ครูต้องเปลี่ยนแปลงความสนใจเด็กแล้วจูงใจให้เด็กเลือกอุปกรณ์ท่
เหมาะกับการเรียนรูใ้ หม่
2.เป็นผู้วินิจฉัยครูต้องแปลความหมายการแสดงออกของเด็กและเช่ือมโยงสู่การสอนเพื่อการ
เรยี นรูใ้ นระหวา่ งการเล่นอุปกรณ์ ตามหลกั ของครูมอนเตสซอร่ี ครตู อ้ งมีความสามารถในการสังเกตเด็กทั้ง
ด้านการคิด การกระทาและการพัฒนาของเด็ก โดยการดูอยู่ใกล้ๆ ครูต้องใช้สายตาในการประเมิน
ความคิดเด็ก การพูดสนทนาตอบโต้ความต้องการและการก้าวเดินทางปัญญา แล้วแปลความหมายส่ิงท่ี
เดก็ ต้องการ
3.เป็นผู้สนับสนุนการคิดแก้ปัญหาระหว่างเด็กทากิจกรรมการเรียนรู้ ถ้ามีปัญหาครูต้องแก้ไข
ด้วยการสนับสนุนให้เด็กคิดแก้ปัญหา ด้วยคาถามหรือบางครั้งสาธิตให้เด็กดูใหม่ เพื่อให้เด็กได้คิดแล้ว
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "139
นาไปแก้ไขการกระทาของตนที่นาไปสู่การเรียนรู้และความสาเร็จ ในการเล่นกับชุดอุปกรณ์น้ันๆ ใน
ขณะเดียวกนั ครูตอ้ งชกั ชวนใหเ้ ดก็ ชอบและสนกุ กบั ชุดอุปกรณ์ดว้ ย
4.เป็นผู้ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็กชุดอุปกรณ์แต่ละชุดของมอนเตสซอรี่จะมี
จุดประสงค์ของการเรียนรู้เฉพาะ การสังเกตของครูในขณะเด็กเรียนรู้จากอุปกรณ์ และการบันทึกความ
สามมารถในการเรียนรู้ของเด็กจะช่วยให้ครูทราบการเรียนรู้ของและ สามารถรายงานผลความก้าวหน้า
ใหแ้ กผ่ ู้ปกครองไดท้ ราบ
ปรชั ญาและหลกั การสอน
1.เดก็ จะตอ้ งไดร้ บั การยอมรบั นับถือ เดก็ จะต้องได้รับการยอมรับนับถือในสภาพท่ีแตกต่างไปจาก
ผูใ้ หญ่
2.เด็กที่มีจิตซึมซับได้ มนุษย์เราน้ีเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเองและเปรียบจิตของเด็กเหมือน
ฟองน้า ซง่ึ จะซมึ ซบั ขอ้ มูลจากสงิ่ แวดลอ้ ม
3.ช่วงเวลาหลักของชีวิต คือ คือช่วงเวลาท่ีสาคัญที่สุด สาหรับการเรียนรู้ในระยะแรกเป็นช่วง
พฒั นาสตปิ ัญญาและเด็กสามารถเรียนทกั ษะเฉพาะอย่างได้อยา่ งดี
4. การเตรียมส่ิงแวดล้อม มอนเตสซอร่ีเชื่อว่า เด็กเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้
ตระเตรียมเอาไว้อย่างมีจุดหมายการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เพ่ือให้เด็กได้มีอิสระจากการควบคุมของ
ผู้ใหญ่
5. การศึกษาด้วยตนเอง เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในส่ิงแวดล้อมท่ีจัดเตรียมไว้
อยา่ งสมบรูณ์
จดุ มงุ่ หมายของการศกึ ษา
ช่วยพัฒนาหรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆอย่างมากมายส่ิงแวดล้อม
ของโรงเรียนระบบมอนเตสเซอร่ี คือ การจดั ระบบเพือ่ สะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริง และความต้องการของ
เด็ก เพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขาลักษณะการสอนระบบน้ีเด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติตาม
พัฒนาการ ของเด็ก เด็กมีอิสรภาพในการเลือกจากส่ิงแวดล้อมที่มีสิ่งต่างๆซึ่งสนองความพอใจและความ
ต้องการภายในของเขาเป็นการจัดระบบของตนเองเพ่ือเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของสังคมและ
ส่ิงมีชีวิตต่างๆ การสอนแบบมอนเตสซอรี่เป็นการสอนท่ีเน้นเด็กเป็นรายบุคคลในชั้นเรียนท่ีคละอายุและ
คานงึ ถึงเด็กเปน็ หลกั ในการจดั การเรยี นรู้ตามความสนใจและความต้องการตามธรรมชาติของเด็กหลักสูตร
แบง่ ออกเปน็ 3กลมุ่ คอื 1. กลมุ่ ประสบการณช์ ีวิต 2. กลุ่มประสาทสัมผัส 3. กลุ่มวิชาการ
ข้อดีของวิธีการเรียนแบบน้ีคือเด็กมีอิสระในการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเด็กเด็กกับผู้ใหญ่และการ
ทางานกับอุปกรณ์ต่างๆท่ีได้จัดไว้อย่างมีระบบเป็นกลุ่มตามหลักสูตรเป็นห้องเรียนท่ีสงบเด็กรู้จักเคารพ
ขอ้ ตกลงกฎระเบียบทาให้เด็กมีวินัยในตนเองแต่มีข้อจากัดว่าเด็กจะมีความบกพร่องทางด้านสังคมเนื่อง
ด้วยเดก็ จะทางานเป็นรายบุคคลเปน็ ส่วนใหญเ่ ดก็ จะขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากการท่ีเด็ก
ตอ้ งสงั เกตการสาธติ อปุ กรณ์จากครแู ลว้ ทาตามแบบ (จีรพนั ธุ์ พูลพฒั น์. 2551.35-44)
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "140
การสอนแบบวอลดอร์ฟ
ภาพท่ี 7.6 การสอนแบบวอลดอร์ฟ ที่มาของภาพประกอบ : www.stcswalsh.org
มรี ากฐานมาจากมนษุ ยปรัชญา (Anthroposophy) โดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner)
โรงเรียนแนววอลดอรฟ์ แห่งแรกตั้งข้นึ ในชว่ งสงครามโลกคร้งั ที่ 1 โดยการสนับสนนุ ของเอมิล มอลล์ (Emil
Molt) การศึกษาแนววอลดอร์ฟมีเป้าหมายเพื่อพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ครูวอลดอร์ฟ
จงึ เร่มิ ตน้ ยามเช้าดว้ ยการมาแต่เช้าเพื่อเตรียมห้องเรียน และร่วมกันท่องบทกลอน เพื่อย้าเจตจานงความ
ต้ังใจในการปฏิบัติอาชีพครู และบางครั้งในบางโอกาส ในตอนเย็น ครูก็จะท่องกลอนเพ่ือนาพาจิตใจให้
สงบ ครูวอลดอร์ฟรุ่นพ่ีๆจะแนะนาครูรุ่นน้องเสมอว่า หากเธอมีปัญหาที่แก้ไขได้ยากกับเด็กๆในห้องเรียน
ของเธอ ควรพาปัญหาน้ีกลับไป หลับฝันไปกับปัญหาน้ี เผื่อว่า...ในยามค่าคืน โลกจิตวิญญาณที่เธอได้
สัมผัสยามที่เธอหลับ จะช่วยเธอได้..ด้วยเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ หากเร่ิมต้นด้วยความต้ังใจ มี
เจตจานงอันมุ่งมั่นเพ่ือจะทาสิ่งน้ัน การงานเหล่านั้นย่อมขับเคล่ือนต่อไปได้เหมือนล้อหมุนได้ขยับขับออก
จากท่จี อดแล้ว ระหว่างทางเปน็ ประสบการณ์ที่น่าเก็บเกี่ยว เพลิดเพลินเผชิญอุปสรรคไปอย่างคนรู้ตัว ฝึก
สตไิ ปกบั การงานท่ที าตรงหนา้ ย้ิมรับกับโชคชะตาทีไ่ ดม้ าเดนิ ในเสน้ ทางสาย “ ครู ”
นวัตกรรมการศึกษาแนววอลดอร์ฟมีรากฐานมาจากมนุษยปรัชญา (Anthroposophy)โดย ดร.
รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner 1861-1925) ได้นามาจัดการศึกษาในโรงเรียนท่ีมีเป้าหมายเพื่อ
พัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการพัฒนากาย (Body) จิต (Soul) และจิตวิญญาณ
(Spirit)ให้บรรลุถึง ความดี (Good) ความงาม (Beauty) ความจริง (Truth) แนวคิดของมนุษยปรัชญาที่
เปน็ รากฐานสาคญั ในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ เช่ือว่า เมื่อมองดูการเกิดและเติบโตของเด็กคนหนึ่ง เรา
จะเหน็ ได้วา่ กาย (Body) เป็นส่วนที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ในโลก ส่วนจิตวิญญาณ (spirit) เป็นจิตเดิมแท้ของ
เด็กเองที่ มาจากโลกเบื้องบน และเชื่อมโยงกันด้วยวิญญาณ (Soul) พ่อแม่และครูมีส่วนช่วยให้การ
เช่ือมโยงน้ีเป็นไปอย่างราบรื่นกลม กลืนความสาคัญของครูในอนุบาลวอลดอร์ฟ จึงต้องเรียนรู้ท่ีจะเข้าใจ
“เด็กตามธรรมชาติ” (Natural Childhood) และภาวะก่ึงฝัน (Dreamy stated) ที่มีอยู่ในวัยเด็ก
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "141
การศึกษาจึงเสมือนการทาหน้าที่ปลุกให้เด็กค่อยๆตื่นข้ึนมาในโลก หาวิธีเช่ือมโยงเด็กสู่โลกท่ีเขาได้ลงมา
เกิดครูยังต้องใส่ใจในการเตรียมสิ่งแวดล้อม สถานท่ี อาคาร ห้องเรียน บริเวณสวน ตลอดจนเครื่องมือ
เครื่องใช้ และของเล่นท่ีเด็กเล่น ให้เด็กสามารถเช่ือมโยงท่ีมาท่ีไปในธรรมชาติได้ ตลอดจนพลังธรรมชาติ
ของโลก คอื ดนิ นา้ ลม ไฟ ครูไดน้ ามาประสานในกจิ กรรมต่างๆในอนุบาลวอลดอร์ฟอย่างมีศิลปะ เพื่อให้
เดก็ ไดเ้ ขา้ ถึงธรรมชาติอันแท้จริงของโลก และแบง่ ขัน้ พฒั นาการของเดก็ ดังนี้
*(0 – 7 ป)ี กาย (Body) พัฒนาผา่ นพลัง เจตจานง (Will) การม่งุ ม่นั ลงมือทาใหส้ าเร็จ
*(7 – 14 ปี) จติ (Soul) พัฒนาผา่ นความรสู้ กึ (Feeling) เข้าถงึ ความงาม และศลิ ปะแบบต่างๆ
*(14 – 21 ป)ี จติ วิญญาณ (Spirit) พฒั นาผ่านความคิด (Thinking) การตระหนักรู้ ในคณุ ธรรม ความดี
ครูอนบุ าลยังตอ้ งให้ความสาคัญในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับอายุและความสามารถตามวัย
ของเดก็ ให้เกดิ ความสมดลุ กนั เกณฑ์อายุของระดับอนุบาลวอลดอรฟ์ คือ ก่อน 7 ขวบ หรือก่อนฟันแท้จะ
ข้ึนมนุษยปรัชญายังได้เผยภาพลักษณ์ของมนุษย์อันประกอบไปด้วย กาย 4 กาย ได้แก่ ร่างกาย กายพลัง
ชีวิต กายความรู้สึก กายตัวตน ถึงแม้ว่ากายท้ัง 4 จะมาพร้อมกันเมื่อคนเราเกิดมาในโลก แต่ก็ค่อยๆเผย
ออกมาทีละกายทุกๆรอบ 7 ปี จนเด็กอายุ 21 ปี จึงมีกายทั้ง 4 ครบสมบูรณ์ หากในระหว่างน้ัน มีการ
สนับสนุนทางการศกึ ษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแก่เด็ก จะย่ิงเป็นประ โยชน์ต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์
ท่ีสมบูรณ์ ในระดับอนุบาล เป็นขั้นตอนท่ีกาลังสร้างร่างกายและบ่มเพาะกายพลังชีวิต การศึกษาสาหรับ
เดก็ อนุบาล ควรสง่ เสริมพลงั เจตจานง (Will) ของเด็กและการรักษาจังหวะในชีวิตประจาวัน (Rhythm of
life) ของเด็กให้มีความสมา่ เสมอ นอกจากนี้ มนษุ ยย์ งั รับรูโ้ ลกผา่ นสัมผัส ท้ัง 12 แตใ่ นระดับอนุบาล เด็กๆ
รบั รดู้ ้วยสมั ผัส 4 อยา่ งข้ันพน้ื ฐาน ได้แก่
*สัมผัสรูท้ ผี่ วิ กาย (Touch)
*สัมผัสรู้พลงั ชวี ิต (Life)
*สมั ผัสร้กู ารเคล่ือนไหว (Movement)
*สัมผัสรคู้ วามสมดลุ (Balance)
ความรูด้ ้านสมั ผัสรู้ เป็นประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ เมือ่ ครูนาไปเปน็ แนวทางในการจดั กิจกรรมให้เด็กในอนุบาล
วอลดอร์ฟ
ที่มาของการศึกษาแนววอลดอรฟ์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงเรียนแห่งแรกต้ังข้ึนโดยการสนับสนุนของ เอมิล มอลล์ (Emil
Molt) ซ่ึงเป็นผู้อานวยการโรงงานยาสูบวอลดอร์ฟ แอสโทเรียล ท่ีสตุทการ์ท ประเทศเยอรมัน ถึงแม้จะ
ทางานด้านอุตสาหกรรม แต่เขาก็เห็นด้วยกับความคิดด้านมนุษยปรัชญาของ ดร. รูดอร์ฟ สไตเนอร์ และ
ต้องการเปล่ียนทิศทางของสังคมในเวลานั้น เขาได้เชิญรูดอร์ฟ สไตเนอร์ไปบรรยายแนวคิดด้านมนุษย
ปรัชญาให้คนงานในโรงงานฟัง จึงเกิดกลุ่มคนท่ีมีความเห็นร่วมกันว่า หากจะให้ความคิดเช่นนี้เป็นจริงได้
ต้องให้เกิดขึ้นในคนรุ่นหลัง เขาจึงจัดต้ังโรงเรียนข้ึนในโรงงาน ช่ือโรงเรียนวอลดอร์ฟ ดาเนินการสอน
ลูกหลานของคนงาน ต้ังแต่ปีค.ศ. 1919 เป็นการศึกษาระดับประถม ซ่ึงต่อมาภายหลัง ได้ขยายแนวคิดมา
ในระดบั อนบุ าล จนบัดน้ีกว่า 90 ปแี ลว้ การศึกษาวอลดอร์ฟ ทั้งระดบั ประถมและอนบุ าลได้แผ่ขยายไปทัว่ โลก
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "142
การศึกษาแนวน้มี คี วามเชือ่ ว่าโรงเรยี นคือบา้ นครูคือแม่นักเรยี นคือลกู กจิ กรรมการเรียนการสอน
ในโรงเรยี นอนุบาลคอื กิจกรรมงานบา้ นในชวี ติ ประจาวันเน้นการจัดบรรยากาศในการเรียนให้เหมาะสมจัด
สีในห้องจัดแสงสว่างให้พอเหมาะสวยงามเด็กจะเรียนรู้ทุกส่ิงทุกอย่างรอบตัวด้วยการเลียนแบบครูและ
ผ้ปู กครองเป็นแบบอย่างทีด่ ีใหเ้ ด็กเห็น
ขอ้ ดี เด็กมีความพร้อมทุกด้าน ท้งั จติ ใจร่างกายและความคดิ สร้างสรรค์ท่ีสาคัญพวกเขาเติบโต
ขึ้นอย่างท่ีเข้าใจการเออื้ อาศยั ซึ่งกนั และกนั ของสรรพชีวติ ในโลกชอบลงมือทางานด้วยตนเองและเข้าสังคม
ไดเ้ ป็นอย่างด(ี อภสั รี จรัลชวนะเพท. 2551.45-52)
การสอนแบบโครงการ(Project Approach)
ภาพที่ 7.7 การสอนแบบโครงการ (Project Approach)
(ที่มาของภาพประกอบ : http://sombunwit.ac.th//wp-content/uploads/2013/11/P362.jpg
การสอนแบบโครงการหรือแบบโครงงาน Project Approach วงการศึกษาของไทยใช้ชื่อ “การ
สอนแบบโครงการ” ในระดับปฐมวัยศึกษาหรือระดับอนุบาลศึกษา และ ใช้ช่ือ การสอนแบบโครงงาน ใน
ระดบั ประถมศกึ ษาและระดบั มธั ยมศกึ ษา การสอนดังกล่าวเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีท่ีส่งเสริมให้เด็กเกิด
การเรยี นรู้โดยการสรา้ งความรดู้ ้วยตนเอง นับเปน็ ตัวอยา่ งท่ีดีสาหรับการปฏิบัติที่เหมาะสมและการเรียนรู้
ทมี่ คี วามหมายเต็มไปด้วยความกระตือรือรน้ ของเด็กปฐมวัย
ความหมายของโปรเจคแอพโพส (Project Approach)
เป็นวิธีการสอนรูปแบบหน่ึงท่ีได้ให้โอกาสเด็กปฐมวัยเรียนรู้โดยการสืบค้นข้อมูลอย่างลึ กในหัว
เรื่องที่เด็กสนใจ มีค่าต่อการเรียนรู้ การสืบค้นอาจทาโดยเด็กกลุ่มเล็ก ๆ หรือเด็กทั้งชั้นร่วมกันหรืออาจ
เป็นเพียงเด็กคนใดคนหน่ึง เพ่ือหาคาตอบจากคาถามที่เด็กร่วมกันคดิ ด้วยกันกับเพือ่ นหรือร่วมกันคิดกับครู
และทาใหเ้ กดิ กระบวนการสืบค้นข้ึนมา ท้ังน้ีหัวเรื่องที่นามาสืบค้นมักจะมีความหมายต่อตัวเด็ก เช่น บ้าน
รถยนต์ รถเมล์ เคร่ืองบิน โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถบูรณาการเข้าในหลักสูตรปฐมวัยได้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "143
หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับครูและสถานศึกษาท่ีนาไปใช้ หรือบูรณาการเน้ือหาเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งภาษา ในขณะทาโครงการได้อกี ดว้ ย
นักการศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการว่าเป็น
วิธีการสอนที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้ศึกษา ค้นคว้าอย่างลึกซ้ึง ในหัวข้อที่ตนสนใจ ด้วยการบูรณา
การวิชาการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วิธีนี้จึงเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย รวมทั้งยังเน้นการให้
ความรว่ มมือช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน และยืดหยุ่นตามความสนใจ และความต้องการของเด็ก (จิรภรณ์ วสุ
วัต,2544)
ที่มาแนวคิด “Project Approach” เริ่มจากความเคลื่อนไหวของนักการศึกษากลุ่มพิพัฒนนิยม
(Progressive) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงศตวรรษท่ี 19 – 20 จอห์น ดิวอี้ ได้เขียนบทความและ
หนงั สอื ทเี่ กยี่ วกับการสร้างประสบการณ์ทางการศึกษา ท่จี ะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดความตระหนักในชุมชน
ร่วมกัน และได้นาโครงการเข้าไปใช้ในโรงเรียนทดลองที่มีชื่อเสียงแห่งหน่ึง ในปี ค.ศ. 1943 ลูซ่ี สปราค
มิทเชลล์ (Lucy Spraque Mitchell) ได้นานักศึกษาของวิทยาลัยการศึกษาแบงก์สตรีท เมืองนิวยอร์ก
ออกศึกษาส่ิงแวดล้อม และได้สอนครูให้รู้จักวิธีการใช้โครงการวิธีสอนที่พัฒนาโดยวิทยาลัยการศึกษา
แบงก์สตรีทนี้ มสี ว่ นคล้ายคลงึ อยา่ งมากกบั การสอนการใช้โครงการวิธีการสอนที่แบบโครงการ ส่วนในช่วง
30 ปี ท่ีผ่านมา ครูโรงเรียนก่อนประถมศึกษาเมืองเรกจิโอ เอมิเลีย ประเทศอิตาลี ได้ประสบความสาเร็จ
ในการนาโครงการเข้าไปใช้กับเด็กปฐมวัย แต่ลักษณะโครงการส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางการเรียนรู้ภาษา
กราฟิก (เขียนภาพลายเส้น) และข้อมูลท่ีขยายการเรียนของเด็กผ่านโครงการรวมท้ังบทบาทของครูและ
พอ่ แม่ในงานโครงการ
การนาแนวคดิ การสอนแบบโครงการประยุกตใ์ ช้ในการเรียนการสอน
ในระดับปฐมวัยศึกษา หรือการสอนแบบโครงการจะปรากฏกิจกรรม 5 ลักษณะในแต่ละระยะ
ของการทาโครงการ ซึ่งเสมอื นขน้ั ตอนการสอนแบบโครงการกจิ กรรมท้ัง 5 ลกั ษณะประกอบดว้ ย
1. การอภิปราย ในงานโครงการครูสามารถแนะนาการเรียนรู้ให้เด็ก และช่วยให้เด็กแต่ละคนมี
โอกาสแลกเปล่ียนส่ิงท่ีตนทากับเพ่ือน การพบปะสนทนากันในกลุ่มย่อย หรือกลุ่มใหญ่ท้ังช้ันทาให้เด็กมี
โอกาสที่จะอภปิ รายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่งึ กนั และกนั
2. การศึกษานอกสถานที่ หรืองานในภาคสนาม เป็นกระบวนการที่สาคัญของการทาโครงการ
ประสบการณ์ในระยะแรกครูอาจพาไปศึกษานอกห้องเรียน เรียนรู้สิ่งก่อสร้างต่างๆท่ีอยู่รอบบริเวณ
โรงเรียนเชน่ ร้านคา้ ถนนหนทาง ปา้ ยสญั ญาณ งานบรกิ ารตา่ ง ๆ ฯลฯ จะช่วยใหเ้ ดก็ เข้าใจโลกท่ีแวดล้อม
มีโอกาสพบปะกับบุคคลท่ีมีความรู้เช่ียวชาญในหัวเร่ืองท่ีเด็กสนใจ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ข้ัน
แรกของงานศึกษาค้นคว้า
3. การนาเสนอประสบการณ์เดิม เด็กสามารถทบทวนประสบการณ์เดิมในหัวเรื่องที่น่าสนใจ
มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประสบการณ์ที่เหมือนหรือแตกต่างกับเพื่อน รวมทั้งแสดงคาถามที่
ต้องการสืบค้นในหัวเรื่องนั้นๆ นอกจากนี้เด็กแต่ละคนสามารถท่ีจะเสนอประสบการณ์ท่ีตนมีให้เพื่อนใน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "144
ช้ันไดร้ ูด้ ว้ ยวิธกี ารอันหลากหลายเสมอื นเป็นการพัฒนาทักษะเบ้ืองต้น ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การเขียน
การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การเลน่ บทบาทสมมติ และการก่อสร้างแบบต่าง ๆ
4. การสบื ค้น งานโครงการเปิดกว้างให้ใช้แหลง่ คน้ ควา้ ข้อมูลอยา่ งหลากหลายตามหัวเร่ืองที่สนใจ
เด็กสามารถสัมภาษณ์พ่อแม่ ผู้ปกครองของตนเอง บุคคลในครอบครัว เพ่ือนนอกโรงเรียน สามารถหา
คาตอบของตนดว้ ยการศึกษานอกสถานท่ี สัมภาษณ์วิทยากรท้องถิ่นท่ีมีความรอบรู้ในหัวเร่ือง อาจสารวจ
วิเคราะห์วัตถุสิ่งของตนเอง เขียนโครงร่าง หรือใช้แว่นขยายส่องดูวัตถุต่าง ๆ หรืออาจใช้หนังสือในช้ัน
เรยี นหรอื ในหอ้ งสมุดทาการคน้ ควา้
5. การจัดแสดง การจัดแสดงทาไดห้ ลายรูปแบบ อาจใชฝ้ าผนงั หรือปา้ ยจดั แสดงงานของเด็ก เป็น
การแลกเปล่ียนความคิด ความรู้ท่ีได้จากการสืบค้นแก่เพื่อนในช้ัน ครูสามารถให้เด็กในชั้นได้รับทราบ
ความกา้ วหนา้ ในการสืบค้นโดยจดั ให้มกี ารอภปิ ราย หรือการจัดแสดงท้ังจะเป็นโอกาสให้เด็กและครูได้เล่า
เรื่องงานโครงการท่ที าแก่ผูม้ าเยี่ยมเยียนโรงเรียนอีกด้วยลักษณะทั้ง 5 ประการดังที่กล่าวมา จะปรากฏใน
แตล่ ะระยะของงานโครงการ ซึง่ มอี ย่3ู ระยะ คอื (พชั รี ผลโยธนิ ,2551)
ระยะที่ 1 เร่ิมตน้ โครงการ : ทบทวนความรู้และความสนใจของเด็ก เด็กและครูจะใช้เวลาส่วนใหญ่ใน
การอภิปรายเพ่ือเลือกและปรับหัวเรื่องท่ีจะทาการสืบค้น หัวเร่ืองอาจเสนอโดยเด็ก หรือครูและเด็กร่วมกันโดยใช้
หลกั ในการเลอื กหัวเร่อื งดังนี้
1. เลือกหัวเรื่องท่ีเกี่ยวกับประสบการณ์ท่ีเด็กมีอยู่ทุกวัน อย่างน้อยเด็กประมาณ 2 – 3 คน ควร
คุ้นเคยกับหวั เรอื่ ง และจะชว่ ยในการตัง้ ประเด็นคาถามเกีย่ วกบั หวั เรอ่ื ง
2. ทักษะพ้ืนฐานทางการรู้หนังสือและจานวน ควรถูกบูรณาการอยู่ในหัวเรื่องท่ีทาโครงการ
รวมท้งั วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษา เช่น การถามคาถาม การสังเกต การนับ การทากราฟ การส
เก็ตซ์ภาพ การป้นั การประดษิ ฐ์ ฯลฯ
3. หัวเรื่องท่ีเลือกควรใช้เวลาทาโครงการได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ และเหมาะท่ีจะทาการสารวจ
ค้นคว้าที่โรงเรียนมากกว่าท่ีบ้านเมื่อได้หัวเร่ืองแล้ว ครูควรเร่ิมทาแผนที่ทางความคิด (Mind map) หรือ
ใยแมงมุม(Web) เพ่ือระดมความคิดร่วมกับเด็กในหัวเร่ืองน้ัน และจัดแสดงแผนท่ีทางความคิดท่ีทาไว้
ภายในช้ันเรียน ซึ่งข้อมูลต่าง ๆท่ีได้สามารถใช้ในการสรุป อภิปราย ระหว่างทาโครงการ และยังสามารถ
เช่ือมโยงไปยังหัวเร่ืองย่อยได้อีกนอกจากนี้ ในช่วงอภิปรายระดมความคิด ครูจะทราบว่าเด็กมี
ประสบการณ์ในหัวเรื่องนั้นเพียงใดท่ีเด็กจะเสนอประสบการณ์และแสดงแนวคิดสิ่งที่ตนเข้าใจในรูปแบบ
ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของวยั เชน่ เด็กปฐมวัยอาจใชก้ ารเขียนภาพ เล่นบทบาทสมมติ ฯลฯ ครูจะเป็น
ผชู้ ว่ ยใหเ้ ดก็ เสนอคาถามท่ีต้องการสืบค้นคาตอบ จดหมายเก่ียวกับหัวเรื่องท่ีจะสืบค้นถูกส่งไปยังบ้านของ
เด็ก ครจู ะเป็นผู้กระตุน้ ใหพ้ ่อแม่พดู คุยกับเดก็ เก่ยี วกบั หัวเร่ืองเพื่อแลกเปลีย่ นประสบการณ์ ครูจะช้ีแนะวิธี
สืบค้นเพื่อให้เด็กแต่ละคนได้ทางานตามศักยภาพโดยใช้ทักษะพ้ืนฐานทางการสร้าง การวาดภาพ ดนตรี
และบทบาทสมมติ
ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ : ให้โอกาสเด็กค้นคว้า และมีประสบการณ์ใหม่เป็นงานในภาคสนาม
ประกอบด้วยการสืบค้นตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระยะนี้ถือเป็นหัวใจของโครงการ ครูจะเป็นผู้จัดหา
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "145
จัดเตรียมแหล่งข้อมูลให้เด็กสืบค้น ไม่ว่าจะเป็นจริง หนังสือ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆหรือแม้แต่การออก
ภาคสนามหรือไปศกึ ษานอกสถานท่ี หรือนดั หมายผเู้ ชยี่ วชาญ วิทยากรท้องถ่ิน เพื่อให้เด็กได้ทาการสืบค้น
สังเกตอย่างใกล้ชิด และบันทึกส่ิงท่ีพบเห็น เขียนภาพท่ีเกิดจากการสังเกต จัดทากราฟ แผนภูมิ
ไดอะแกรม หรือสรา้ งแบบตา่ ง ๆ สารวจ คาดคะเน มกี ารอภปิ รายเล่นบทบาทสมมติเพ่ือแสดงความเข้าใจ
ในความรใู้ หมท่ ีไ่ ด้
ระยะที่ 3 สรุปโครงการ : ประเมิน สะท้อนกลับ และแลกเปล่ียนงานโครงการเป็นระยะสรุป
เหตุการณ์ รวมถึงการเตรียมเสนอรายงานและผลที่ได้ในรูปของการจัดแสดงการค้นพบ และจัดทาสิ่งต่าง
ๆ สนทนา เล่นบทบาทสมมติ หรือจัดนาชมส่ิงท่ีได้จากการก่อสร้างครูควรจัดให้เด็กได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตน
เรียนร้กู บั ผอู้ นื่ เด็กสามารถชว่ ยกนั เล่าเร่ืองการทาโครงการให้ผู้อื่นฟังโดยจัดแสดงสิ่งท่ีเป็นจุดเด่นให้เพื่อน
ในชนั้ เรียนอืน่ ครู พ่อ แม่ ผปู้ กครอง และผู้บริหารไดเ้ ห็น ครูจะช่วยเด็กเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่จะนามาแสดง
ซึ่งการทาเช่นน้ีเท่ากับช่วยให้เด็กทบทวนและประเมินโครงการท้ังหมด ครูอาจเสนอให้เด็กใช้จินตนาการ
ความรู้ใหม่ที่ได้ผ่านทางศิลปะ ทางละคร สุดท้ายครูนาความคิดและความสนใจของเด็กไปสู่การสรุป
โครงการ และอาจนาไปสู่หวั เร่อื งใหมข่ องโครงการต่อไป
คณุ คา่ ของโครงการ
ตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ มุ่งเน้นให้สอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญการสอนโดยการ
ทาโครงการเปน็ วธิ ีหนึง่ โดยแบง่ โครงการออกเปน็ 2 ประเภท คอื (วมิ ลศรี สวุ รรณรตั น์,2544)
1. โครงการตามสาระการเรียนรู้ เป็นโครงการท่ีนักเรียนมีกรอบการทางานภายใต้วัตถุประสงค์
ของการเรียนรูใ้ นเน้ือหาแตล่ ะเรื่อง
2.โครงการตามความสนใจ นักเรียนอาสาสมัครทาตามความสนใจจากการสังเกตจากความสนใจ
สว่ นตัว
ประเภทของโครงการ
เนื่องจากโครงการ คือ การแก้ปัญหาหรือข้อสงสัยของนักเรียน โดยใช้กระบวนกา รทาง
วทิ ยาศาสตร์ ถ้าเน้ือหาหรือขอ้ สงสยั ตรงกับรายวชิ าใด ก็จัดเป็นโครงการในรายวชิ าน้ัน ๆ จงึ แบง่ โครงการ
ตามการได้มาซึ่งคาตอบของกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรอ์ อกเปน็ 4 ประเภท คอื
1. โครงการประเภทการสารวจและรวบรวมข้อมลู
2. โครงการประเภททดลอง
3. โครงการประเภทสิง่ ประดษิ ฐ์
4. โครงการประเภททฤษฏี
บทบาทของครทู ่ีปรกึ ษาโครงการ (วิมลศรี สุวรรณรตั น์, 2544)
1. ใช้วธิ กี ารตา่ ง ๆ ท่จี ะกระตุ้นให้นักเรียนคดิ หวั ข้อเร่อื งโครงการ
2. จดั หาส่งิ อานวยความสะดวก วสั ดุอุปกรณ์ในการทาโครงการ
3. ติดตามการทางานอยา่ งใกลช้ ดิ เดก็ วัยอนบุ าลควรคานงึ ถึงความปลอดภยั เป็นสิ่งสาคญั
4. ให้กาลังใจในกรณีทีล่ ม้ เหลว ควรแก้ปญั หาต่อไป
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "146
5. ชี้แนะแหลง่ ขอ้ มลู แหล่งความรู้ ผูร้ ู้ เอกสารต่าง ๆ ในการศกึ ษาค้นควา้
6. ประเมินผลงาน ส่งผลงานเขา้ รว่ มประกวด จัดเวทใี ห้แสดงความรู้
แนวการจดั ประสบการณ์แบบโครงการ
การจดั ประสบการณ์แบบโครงการ เปน็ วิธีการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถุ
สภาพแวดล้อม โดยการที่เด็กได้ศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับหัวข้อ ท่ีสนใจอย่างลึกซึ้ง เน้นให้เด็กมีอิสระในการ
คิด การค้นวิธีท่ีจะได้คาตอบ จากคาถามท่ีเด็กตั้งข้ึนด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาเสนอส่ิงที่ได้เรียนรู้ ความรู้
ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่มีเกี่ยวกับหัวข้อที่ได้ทาโครงการ การทาโครงการเด็กอาจจะทาเป็นกลุ่ม
เล็ก ๆ ที่มีความสนใจร่วมกัน หรือเป็นรายบุคคล ในแต่ละโครงการจะใช้เวลานานกว่า 1 สัปดาห์ก็ได้
ขน้ึ อยกู่ ับความสนใจของเด็ก โดยลักษณะการจดั ประสบการณ์แบบโครงการ แบ่งออกได้ดังนี้ (จิรภรณ์ วสุ
วตั , 2544)
ระยะเตรียมการวางแผนเข้าสู่โครงการ เป็นระยะที่เด็กและครูคัดเลือกหัวข้อท่ีศึกษาในโครงการ
โดยครูและเด็กร่วมกันคิดและตัดสินใจเลือกหัวข้อเพ่ือนามาทาโครงการร่วมกันและช่วยกันระดมสมองทาแผนภูมิ
เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่เด็กนาประสบการณ์ ท่ีมีเกี่ยวกับหัวข้อมานาเสนอ
แลกเปลี่ยน ความคิดเหน็ และรว่ มกนั คิดหาวิธีการท่จี ะค้นหาคาตอบเกย่ี วกับประเดน็ ต่าง ๆท่ีสนใจซ่ึงระยะ
น้ถี อื เป็นพ้นื ฐานของความเข้าใจที่สาคัญในการพัฒนาโครงการในระยะตอ่ ไป
ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ เป็นระยะที่เป็นหัวใจของโครงการท่ีเด็กได้ศึกษาค้นคว้าหาคาตอบ
เก่ยี วกบั หัวข้อในเรื่องที่สนใจ และนามาเสนอความรู้ที่ได้รับออกมาในรูปแบบของกิจกรรมและผลงานต่าง
ๆ ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นถงึ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการเรยี นรู้
ระยะที่ 3 สรุปโครงการ เป็นระยะท่ีสรุปส่ิงที่ได้เรียนรู้และนาเสนอผลงานต่าง ๆ ที่ได้ทาใน
โครงการเพอื่ ให้ผ้ปู กครอง ครู เพอื่ น ผูส้ นใจได้รับทราบและแลกเปลี่ยนความร้เู ก่ียวกับหัวขอ้ ท่ที า
ความรทู้ เี่ ดก็ จะไดร้ ับเม่ือทาโครงการ
Piaget ไดก้ ล่าววา่ ความรูจ้ ากการจัดประสบการณแ์ บบโครงการ มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1. ความรู้ทางกายภาพ (PhysicalKnowledge) เป็นความรู้ท่ีอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่
เกดิ จากการกระทากับวตั ถุ และการสังเกตปฏกิ ริ ยิ าสะทอ้ นกลับ ซึ่งความร้ปู ระเภทนี้จะไม่มีทางสร้างขึ้นได้
หากเด็กไม่มีข้อมูลที่เกิดจากปฏิริยาสะท้อนกลับจากวัตถุ เช่นการสังเกตการณ์จม และการลอยของวัตถุ
ชนิดต่าง ๆ หรือการเปล่ียนแปลงของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามความรู้ประเภทนี้ไม่สามารถที่จะ
ละเอียดละออได้หากไม่มเี หตผุ ลทางตรรกะเขา้ มา
2. ความรทู้ างตรรกะ คณิตศาสตร์ (Logio –MathematicalKnowledge) เป็นความรู้ที่เกี่ยวข้อง
กับผลของการกระทากับวัตถุ ที่ใช้การคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดไว้ในใจ ดังน้ัน การเสนอแนะเก่ียวกับผล
ของการกระทา จะเกิดขึ้นก่อนที่วัตถุนั้นจะถูกกระทา และเร่ืองราวของความสัมพันธ์ที่ใช้การแทนค่าของวัตถุ เช่น
เร่อื งจานวน ซึ่งไม่ได้อยูใ่ นกลมุ่ วัตถใุ ด
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "147
3. ความรู้ทางสังคม (Conventional ArbitryKnowledge) เป็นความรู้ท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติตน
ในสังคม เช่นการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับหรือกฎหมาย การเรียนรู้และปฏิบัติตามประเพณีต่าง ๆ ของ
สงั คม หรือ การเรยี นรู้ภาษาที่ใช้ในการพแู ละเขียน เปน็ ตน้
กิจกรรมที่สาคญั ในการจัดประสบการณ์แบบโครงการ
การจัดประสบการณแ์ ต่ละระยะ มีกจิ กรรมทส่ี าคัญดังนี้ (วมิ ลศรี สุวรรณรตั น์, 2544)
1. การพูดคยุ สนทนา (Discussion)
การพดู คยุ สนทนาเป็นกิจกรรมที่สาคัญในทุกระยะของการทาโครงการ ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป
นอกจากนี้ครูควรเลือกเวลา และสถานท่ีในการพูดคุยกับเด็กที่ครูพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมในการพูดคุย
กับเด็กทั้งช้ัน ขณะท่ีเด็กมีความสนใจเกี่ยวกับเร่ืองใดเรื่องหน่ึง แล้วเด็กต้องการที่ปรึกษาหรือ การ
แก้ปัญหาต่างๆนอกจากนี้การพูดคุยสนทนาเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ ความ
เข้าใจ และประสบการณ์ของตนเองท่มี ไี ปยังครแู ละเพอ่ื นและรับรู้ถึงความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์
ของบคุ คลอ่นื
วิธีการตั้งคาถามท่ีกระตุ้นความสนใจเด็ก มีความสาคัญอย่างมากในการที่ครูจะนาไปใช้เพ่ือ
กระตุ้นความสนใจของเด็ก เพ่ือให้เด็กได้คิด และพยายามค้นหาคาตอบ ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กได้
แสดงออกทางความคิด และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น K_W_L เป็นเทคนิควิธีการกระตุ้นความสนใจ
ของเดก็ ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจพน้ื ฐานท่มี ีเก่ยี วกบั หัวขอ้ และเตรยี มการในการเรียนรู้ของเดก็
What youKnow? อะไรท่ีเด็กอยากรู้
What youWant? อะไรท่เี ดก็ ต้องการ
What youLearned? อะไรที่เด็กรูแ้ ลว้
ยังมีคาถามที่สามารถกระตุ้นความสนใจของเด็กดังน้ี เด็กเห็นอะไร, เด็กรู้อะไรเก่ียวกับส่ิงที่พบ
เห็น, คาดว่าอะไรจะเกิดขึ้น, ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่คาดไว้, เด็กอยากเป็นอะไร, อยากรู้อะไรเกี่ยวกับ
อาชพี น้ี, รอู้ ะไรบ้างเกยี่ วกับอาชพี น้ี เปน็ ต้น
2. การปฏบิ ัติงานภาคสนาม (Field Work)
การปฏบิ ตั ิภาคสนามจะชว่ ยให้เด็กไดท้ ัง้ เป็นผรู้ บั และผสู้ รา้ งความรซู้ ่งึ เกดิ จากการทเ่ี ดก็ ได้มีโอกาส
ค้นคว้าข้อมูลที่เป็นแหล่งข้อมูล ปฐมภูมิ และจะทาให้เด็กสามารถเข้าใจความรู้ท่ีได้รับในห้องเรียนชัดขึ้น
ส่ิงหนง่ึ ทที่ าใหป้ ฏบิ ัตภิ าคสนามมคี วามสาคญั ต่อการเรียนร้ขู องเด็กวัยอนบุ าล และทุก ๆวัยมาก เพราะเด็ก
จะได้ใช้ประสาทสัมผัสท้ัง 5 คือ การมอง การได้ยิน การได้กล่ิน การได้ชิม และความประทับใจ จะทาให้
เด็กเกิดการเรยี นรไู้ ด้ดี
3. การนาเสนอ (Representation)
การนาเสนอเป็นกิจกรรมท่ีเด็กได้ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ที่มีเก่ียวกับหัวข้อท่ีเด็ก
กาลังทาโครงการ การนาเสนอจึงเป็นกิจกรรมท่ีเด็กสามารถทาออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการวาดภาพ
การเขียน การระบายสี การสร้าง การประดิษฐ์ การป้ัน การตัด การแสดงละคร บทบาทสมมติ การร้อง
เพลง การเตน้ การเลน่ เกม และอืน่ ๆ ทีเ่ ด็กสนใจ การที่เด็กจะทาผลงานหรือนาเสนอส่ิงตา่ ง ๆ เด็กจะต้อง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "148
ทาความเข้าใจ และใช้ความรู้ ทักษะต่าง ๆเช่น คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะและอื่น ๆ การนาเสนอจึง
เปน็ ส่งิ ทสี่ ะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ กระบวนกรเรียนร้ขู องเด็ก
4. การค้นควา้ (Investigation)
การค้นคว้าเป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นคือ การหาวิธีการท่ีจะได้ข้อมูลหรือความรู้
เก่ียวกับหัวข้อ การค้นคว้ามีกลวิธีท่ีเด็กจะได้ปฏิบัติจากการทาโครงการคือ กลวิธีการเป็นผู้กระทา และ
กลวธิ กี ารเป็นผูร้ ับ
5. การจัดแสดง (Display)
การจัดแสดง เป็นการนาความรู้ หรอื ผลงานที่เด็กได้ทาในโครงการออกนาเสนอ ซึ่งจะทาให้เด็กท่ี
ทาโครงการไดน้ าผลงานมาแสดงใหเ้ พอ่ื น ครแู ละผู้ปกครองไดเ้ หน็ ถึงขั้นตอน และ กระบวนการการเรียนรู้
ท่ีเด็กได้ทาในโครงการ การจัดแสดงมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดป้ายนิเทศ การจัดนิทรรศการ และ
การจดั แสดงอน่ื ๆ
ดังนั้นการจัดประสบการณ์แบบโครงการจังเป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กท่ีแตกต่าง
จากการจดั ประสบการณโ์ ดยทัว่ ๆไป คือ การเปิดโอกาสให้เด็กสร้างทางเลือก และใช้การตัดสินใจ การให้
เด็กได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตนเอง ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์เพ่ือช่วยในการคิดและตัดสินใจในคร้ังต่อไป
การใหเ้ ด็กคาดการณ์ถึงผลทีจ่ ะเกิดข้ึน ความลึกซึง้ ในเรื่องที่ศึกษาข้ึนอยู่กับความสนใจของเด็กที่จะค้นคว้า
หาความรู้ของตนเองและครูจะให้คาแนะนาตามความสนใจที่เด็กอยากเรียนรู้ ในแต่ละระยะของการทา
โครงการกิจกรรมหลักที่สาคัญทั้ง 5 กิจกรรมจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ และพัฒนาโครงการท่ีทาจน
เปน็ ผลสาเรจ็
แนวคิดการสอนแบบ ไฮสโคป
ภาพท่ี 7.8 แนวคดิ การสอนแบบ ไฮสโคป ท่มี าของภาพประกอบ : http://2.bp.blogspot.com
โปรแกรมไฮสโคปเนน้ การเรยี นรู้แบบลงมือกระทาผา่ นมุมเลน่ ท่ีหลากหลาย ด้วยสื่อและ กิจกรรม
ที่เหมาะ สมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น ในระยะเริ่มต้น การพัฒนา
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "149
โปรแกรมไฮสโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา(Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget)เป็น
พน้ื ฐานโดยเฉพาะการสรา้ งองค์ความรู้ของผู้เรียนซ่ึงเน้น การเรียนรู้แบบลงมือกระทา (Active Learning)
ระยะต่อมามกี ารผสมผสานทฤษฎี และแนวคิดอน่ื ๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน(Erikson)ในเรื่องการให้โอกาส
เด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระและทฤษฎีของ ไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ในเร่ือง
ปฏิสมั พันธ์และการใช้ภาษา เปน็ ตน้
การเรยี นรแู้ บบลงมอื กระทา (Active Learning)
หลักการท่ีสาคัญของไฮสโคปในระดับปฐมวัย คือ การเรียนรู้แบบลงมือกระทา ซ่ึงถือว่าเป็น
พ้ืนฐานสาคัญ ในการพัฒนาเด็ก การเรียนรู้แบบลงมือกระทาจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมาก ที่สุดใน
โปรแกรมที่พัฒนาเดก็ อยา่ ง เหมาะสมกับพัฒนาการ การเรียนรู้แบบลง มือกระทา หมายถึง การเรียนรู้ซ่ึง
เด็กได้จัดกระทากับวัตถุ ได้มีปฏิสัมพันธ์ กับบุคคล ความคิดและเหตุการณ์ จนกระท่ัง สามารถสร้างองค์
ความรู้ด้วย ตนเอง (Hohmann and Weikart,1995) ทั้งน้ี องค์ประกอบของ การเรียนรู้แบบลงมือ
กระทา ไดแ้ ก่
1. การเลือกและตัดสินใจ เด็กจะเป็นผู้ริเร่ิมกิจกรรมจากความสนใจและความตั้งใจของตนเอง
เด็กเป็นผู้เลือกวัสดุอุปกรณ์ และตัดสินใจว่า จะใช้วัสดุอุปกรณ์น้ันอย่างไร การที่เด็กมีโอกาสเลือกและ
ตัดสินใจทา ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตน เองมากกว่าได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้ใหญ่ ดังน้ันผู้ใหญ่ท่ี
ตระหนักถึงความสาคัญเร่ือง การเลือก และการตัดสินใจต้องจัดให้เด็กมีอิสระท่ีจะเลือกได้ตลอดท้ังวัน
ขณะทปี่ ฏบิ ัตกิ จิ วตั รประจาวันไม่ใช่เฉพาะ ในชว่ งเวลาเลน่ เสรเี ทา่ น้นั
2. ส่ือ ในห้องเรียนท่ีเด็กเรียนรู้แบบลงมือกระทาจะมีเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ที่ หลากหลาย
เพียงพอ และเหมาะสมกับระดับอายุของเด็ก เด็กต้องมีโอกาสและมีเวลา เพียงพอ ท่ีจะเลือกใช้วัสดุ
อุปกรณ์อย่างอิสระ เมื่อเด็กใช้เคร่ืองมือหรือวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เด็กจะมีโอกาส เช่ือมโยงการ กระทาต่าง
ๆ การเรียนรูใ้ นเร่อื งของความสมั พนั ธ์ และมโี อกาส ในการแกป้ ัญหา มากขึ้นด้วย
3. การใช้ประสาทสัมผัสท้ัง 5 การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทาเป็นเร่ืองที่เกี่ยวข้องกับประสาท
สัมผัสทงั้ 5 การให้เด็กได้สารวจ และจัดกระทากับวัตถุโดยตรงทาให้เด็กรู้จักวัตถุ หลังจากท่ีเด็กคุ้นเคยกับ
วตั ถุ แล้วเดก็ จะนาวตั ถตุ า่ ง ๆ มาเกยี่ วข้องกนั และเรยี นรูเ้ ร่ืองความสัมพันธ์ ผู้ใหญ่มีหน้าท่ีจัดให้เด็กค้นพบ
ความสัมพันธ์เหล่านี้ด้วยตนเอง
4. ภาษาจากเดก็ ส่ิ งท่เี ด็กพูดจะสะท้อนประสบการณ์และความเข้าใจของเดก็ ในห้อง เรียนท่ีเด็ก
เรียนรู้ แบบลงมือกระทาเด็กมักจะเล่าว่าตน กาลังทาอะไร หรือทาอะไรไปแล้วใน แต่ละวัน เม่ือเด็กมี
อิสระในการใช้ภาษา เพื่อส่ือความคิดและรู้จักฟังความคิด เห็นของผู้อ่ืน เด็กจะเรียนรู้วิธีการพูด ที่เป็นที่
ยอมรบั ของผ้อู ่นื ไดพ้ ฒั นาการ คดิ ควบคู่ ไปกบั การพัฒนา ความเชือ่ มัน่ ในตนเองด้วย
5. การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในห้องเรียนการเรียนรู้แบบลงมือกระทาต้องสร้าง
ความสัมพนั ธก์ บั เด็ก สงั เกตและค้นหา ความตง้ั ใจ ความสนใจของเดก็ ผู้ใหญ่ควรรับฟังเด็ก ส่งเสริมให้เด็ก
คิดและ ทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตน เอง ในห้องเรียนท่ีเด็กเรียนรู้แบบ ลงมือกระทา เด็กจะเผชิญกับ
ประสบการณ์สาคัญ ซ้าแล้วซ้า อีกในชีวิตประจาวันอย่าง เป็นธรรมชาติ ประสบการณ์สาคัญเป็นกุญแจที่
150
จาเปน็ ในการสรา้ ง องคค์ วามร้ขู อง เด็กเป็นเสมือนกรอบความคดิ ทจี่ ะทาความเขา้ ใจการเรียนรู้แบบลงมือ
กระทา เราสามารถใหค้ าจากัดความได้วา่ ประสบการณ์สาคัญเป็นส่วนหนึ่งของ ความรู้ที่เด็กจะต้องหามา
ใหไ้ ด้โดยการปฏสิ มั พันธ์กับวัตถุ คน แนวคิดและเหตุการณ์ สาคัญต่างๆ อย่างหลากหลาย ประสบ การณ์
สาคัญเป็นกรอบ ความคิดให้กับผู้ใหญ่ในการเข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก สามารถวางแผน การจัดประสบ
การณเ์ พอ่ื ส่งเสริมและประเมินพฒั นาการของเดก็ อย่างเหมาะสม
ดร.เดวิด ไวคาร์ท (Dr.David Weikart)ประธานมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคป (High/Scope
Educational Research Foundation) เปน็ ผรู้ ิเร่ิมและร่วมกับคณะนักวิชาการและนักวิจัย อาทิ แมรี่ โฮ
แมน (Mary Hohmann) และ ดร.แลร่ี ชไวฮาร์ต (Dr.Larry Schweinhart) พัฒนาขึ้นจาก โครงการเพอร่ี
พรี สคูล (Perry Preschool Project) ตงั้ แต่พ.ศ.2505 ซึ่งเปน็ หน่ึงในโครงการ Head Startเพ่ือช่วยเหลือ
เด็กด้อยโอกาสให้มีการศึกษาท่ีเหมาะสม และประสบความสาเร็จ ในชีวิตมูลนิธิวิจัยการศึกษาไฮสโคปได้
ศึกษาเปรียบเทียบเด็ก 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มท่ี ได้รับการสอน จากครูโดยตรง (Direct Instruction)
กลุ่มเนอรส์ เซอร่ีแบบดัง้ เดิม (Traditional Nursery)และกลุ่มที่ได้รบั ประสบการณ์โปรแกรมไฮสโคป จาก
การศกึ ษาติดตามเดก็ เหลา่ นี้ ตั้งแต่ ระดับปฐมวัยจนถึงอายุ 29 ปี พบว่ากลุ่มที่เรียนด้วยโปรแกรมไฮสโคป
มีปัญหาพฤติกรรม ทางสังคม-อารมณ์ เช่น การถูกจับข้อหาลักขโมย ทาร้ายผู้อ่ืน บกพร่องทางอารมณ์
และล้มเหลว ในชีวิตน้อยกว่าอีก 2 กลุ่ม ดังนั้น โปรแกรมนี้จึงพิสูจน์ได้ว่าช่วย ป้องกันอาชญากรรรม
เพิ่มพูน ความสาเร็จทางการศึกษาและผลผลิตตลอดชีวิต (Weikart and others, 1978และ
Schweinhart, 1988 และ 1997)
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
สรุป
การพัฒนานวัตกรรมเป็นทางหน่ึงของการสร้างความงอกงามของศาสตร์ทางการศึกษา การวิจัย
และพัฒนาจะทาให้นวัตกรรมการศึกษาพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งความย่ังยืนของนวัตกรรม และความ
คล่องตัวของการเผยแพร่ จะอยู่ที่ลักษณะและรูปแบบของนวัตกรรมนั้น ๆ ว่ามีความง่ายต่อการนาไปใช้
และใหป้ ระโยชน์โดยตรงแต่ผรู้ ับระดบั ใด นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
เป็นแนวคิด วิธีการหรือการกระทาใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีนามาใช้เพ่ือการปรับปรุง
ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ดีข้ึน ซ่ึงนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยมีความสาคัญต่อเด็ก
ปฐมวยั ในฐานะเป็นสือ่ ส่งเสรมิ และขยายประสบการณก์ ารเรยี นรู้ให้แก่เด็ก เพราะเด็กวัยน้ีต้องเรียนรู้ด้วย
การกระทาจากประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม ผู้บริหาร ครูและบุคลากรอ่ืน ๆ ในสถานศึกษาปฐมวัย
รวมทงั้ ผปู้ กครอง ควรศึกษาและค้นหานวัตกรรมทางการศกึ ษาปฐมวัยใหม่ ๆ มาปรับใช้ในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัยต่อไป
151
แบบฝกึ หัดทา้ ยบทที่ 7
1. จงอธิบายความหมายและความสาคัญของนวตั กรรมทางการศึกษาปฐมวยั
2. การสอนแบบมอนเตสซอร่ีมีหลกั การและแนวการจัดการเรยี นการสอนอยา่ งไร
3. การสอนแบบวอลดอรฟ์ มหี ลักการและแนวการจัดการเรียนการสอนอย่างไร
4. การสอนแบบโครงการมีหลักการและแนวการจัดการเรยี นการสอนอย่างไร
5. การสอนแบบแบบ ไฮสโคปมีหลักการและแนวจัดการเรียนการสอนอยา่ งไร
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
152
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2546). คูม่ ือสง่ เสรมิ พฒั นาการเดก็ แรกเกดิ – 5 ปี. กระทรวงสาธารณสขุ .
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สานักงาน.(2543). เด็กปฐมวัยของสหรัฐอเมริกา : รายงานการ
พัฒนาและการเรยี นรู้. กรุงเทพฯ : พรกิ หวาน กราฟฟิก.
จรูญ วงศส์ ายัณห.์ (2520). นวตั กรรมการศกึ ษา.(พมิ พ์คร้งั ที่ 5). กรุงเทพฯ.
ไชยยศ เรอื งสุวรรณ. (2521). หลักการทฤษฎนี วัตกรรมของการศึกษา. กาฬสนิ ธุ:์ ประสานการพมิ พ.์
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์. (2534). การสอนแบบมอนเตสซอรี่ : การประเมินผลการทดลองใช้หลักสูตรใน
โรงเรยี นอนุบาลกรแกว้ . กรุงเทพมหานคร : เดอะมาสเตอรก์ รปุ๊ แมเนจเม้นทจ์ ากดั
จิราภรณ์ วสุวัต. (2540). การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมทางสังคมของเด็กวัยอนุบาล ตามแนวคิด
คอนสตรัคติวิส โดยการใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการ. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษาคุรุศาสตร
มหาบณั ฑิต จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
บุญเกือ้ ควรนาเวช. (2542). นวตั กรรมการศกึ ษา.กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั (หน้า 9)
พชั รี ผลโยธนิ และคณะ. (2550). การเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวยั ตามแนวไฮสโคป. กรงุ เทพมหานคร
วิมลศรี สุวรรณรัตน์. (2545). ร่วมปฏิรูปการเรียนรู้กับครูต้นแบบ การจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ : การสอนแบบโครงงานวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545.
Weikart, D.P., Ann S. Epstein, Larry J. Schweinhart, and J.Terry Bond. The Ypsilanti
Preschool Curriculum Demonstration Project : Preschool Years and
Longitudinal Results. Ypsilanti : High/Scope Press,1978.
http://www.anubanratchaburi-ep.ac.th/pdf%2054/leaning%20k1%202.pdf
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "153
บทท่ี 8
แนวโน้มการจัดการศกึ ษาปฐมวยั ในอนาคต
การจดั การศึกษาปฐมวัยมีการพัฒนามาจากทฤษฏีและแนวคิดท่ีศึกษาเก่ียวกับธรรมชาติของการ
เรียนรู้ของเด็กแต่ละวัย ซึ่งมีการนามาปฏิบัติตามความเชื่อ ที่สอดคล้องกับแนวคิดต่างๆ และมีการ
ปรบั เปล่ยี นตามอทิ ธพิ ลดา้ นตา่ งๆ รวมถึงความคาดหวัง ที่ทาให้ผู้ที่เก่ียวข้องพยายามแสวงหาแนวคิดและ
สร้างองค์ความรู้ใหม่มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ซ่ึงการจัดการศึกษา
ปฐมวัยมีองค์ประกอบสาคัญคือ เด็กปฐมวัย ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคม ครูปฐมวัย การจัดการหลักสูตร
การจดั การเรียนรู้ การบริหารจดั การ ทัง้ มรี ายงานการวิจัยเผยแพร่ในวงการศึกษาปฐมวัยที่แสดงให้เห็นว่า
การท่ีเดก็ ปฐมวยั ได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมที่ถูกต้องท้ังในด้านการจัดกิจกรรม และการมีส่วนร่วมของผู้
ท่ีเกี่ยวข้อง จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเด็กให้เป็นคนเก่ง ดี มีสุข ได้จึงส่งผลให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและ
เอกชนต่ืนตวั และใหค้ วามสาคญั ด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยมากขนึ้
เด็กปฐมวัยท้ังเด็กปกติและเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมต้ังแต่
ในครรภ์มารดา และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านเรียนรู้ทักษะชีวิต และวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท่ีตนอาศัยอยู่
พ่อ แม่ ครอบครัว ชุมชน ผู้ทาหน้าท่ีดูแลและการให้การศึกษาต้องมีความรู้และเข้าใจธรรมชาติของเด็ก
ปฐมวัย มีบทบาทร่วมมือกันในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทา จัด
สภาพแวดล้อมทเ่ี อ้ือตอ่ การเรยี นรูแ้ ละพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษาส่คู วามยั่งยนื
ประเทศไทยมีแผนการพัฒนาเด็กมาตั้งแต่พ.ศ. 2522 โดยได้จัดทาแผนระยะยาว(2522-2542)
นอกจากน้ีในปีพ.ศ. 2535 ได้จัดทานโยบายการพัฒนาเด็กเล็กโดยใช้สภาวะความต้องการพื้นฐานและ
บริการสาหรับเด็ก(สพด.) และอดีตนายกรัฐมนตรี(นายกอานันท์ ปันยารชุน) ได้ต้ังคณะกรรมการการ
พัฒนาศึกษาอบรมและเลี้ยงดูเด็กขึ้นเพ่ือศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและจัดทาข้อเสนอแนะเก่ียวกับการให้
การศึกษาอบรมและเลี้ยงดูเด็กต้ังแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี ต่อมาประเทศไทยได้จัดทาแผนการจัด
การศึกษาเพ่ือปวงชน(พ.ศ.2545-2559) ได้กาหนดแนวทางนโยบายในการให้การอบรมเล้ียงดูและพัฒนา
เด็กอายุ 0-5 ปีอย่างรอบด้าน กาหนดเป้าหมายการดาเนินงานไว้ว่าในปี2549 เด็กอายุต่ากว่า 3 ปีต้อง
ได้รับการอบรมเล้ียงดูและมีพัฒนาการทุกด้านท่ีเหมาะสมตามวัยเพ่ิมข้ึน และเด็กอายุ 3-5 ปี ทุกคนต้อง
ได้รับการพัฒนาทุกด้านก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ นอกจากน้ียังมียุทธศาสตร์ในการให้ประชา
สังคมทกุ ระดับมสี ่วนรว่ มมากท่ีสุด ในการผลักดันและสร้างความตระหนักแก่สังคมให้คานึงถึงความสาคัญ
ของการให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชน และประชาชน ให้ได้รับการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต
(สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ.2550:4-6)
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "154
การจัดการศึกษาศตวรรษท่ี 21
การจัดการศึกษาของไทยกาลังมุ่งสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ แรงงาน
และความเป็นพลเมือง ซึ่งประเสรฐิ ผลิตผลการพิมพ์กล่าวว่า ความสามารถในการทางานมิได้ขึ้นกับรู้มาก
หรือรนู้ ้อย แตข่ ึน้ กับ
ทักษะการเรียนรู้ พร้อมเรียนรู้ ใฝ่เรียนรู้ อยากเรียนรู้ สนุกกับการเรียนรู้เรียนรู้ได้ตลอดเวลาจากทุก
สถานที่มีทักษะชีวิตท่ีดีปรับตัวได้ทุกครั้งเมื่อพบอุปสรรค ยืดหยุ่นตัวเองได้ทุกรูปแบบเมื่อพบปัญหาชีวิต
นอกจากน้ยี ังมคี วามสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศซง่ึ เปน็ ปรากฏการณ์ใหมแ่ หง่ ศตวรรษที่ 21
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
ภาพที่ 8.1 กรอบแนวคดิ เพือ่ การเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 (21st Century Learning Framework) (http://www.qlf.or.th/)
กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สาหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการ
เรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซ่ึงเป็นท่ี
ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดท่ีเน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes)
ท้ังในดา้ นความรู้สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ท่ีจะช่วยผู้เรียนได้เตรียม
ความพร้อมในหลากหลายด้าน รวมท้ังระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน
หลักสูตรและการเรยี น การสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมตอ่ การเรยี นในศตวรรษที่ 21
วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 ท่ีคนทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ช้ันอนุบาลไป
จนถึงมหาวิทยาลัยและตลอดชีวิตคือ 3R x 7C กล่าวคือ 3R ได้แก่ 1. Reading (อ่านออก) 2. (W)Riting
(เขยี นได้) 3. (A)Rithmetics (คดิ เลขเป็น) และ 7C ไดแ้ ก่
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "155
1. Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
ทกั ษะ ในการแก้ปัญหา)
2. Creativity & innovation (ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม)
3. Cross-cultural understanding (ทกั ษะด้านความเข้าใจตา่ งวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน)์
4. Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทางาน
เปน็ ทีม และภาวะผนู้ า)
5. Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร
สารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทนั สือ่ )
6. Computing & ICT literacy (ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและ
การสอ่ื สาร)
7. Career & learning skills (ทักษะอาชพี และทักษะการเรียนรู้)
ครเู พ่ือศษิ ยเ์ องต้องเรยี นรู้ 3R x 7C และตอ้ งเรยี นรตู้ ลอดชีวิต แม้เกษียณอายุจากการเป็นครูประ
จาการไปแล้วเพราะเป็นการเรียนรู้เพ่ือชีวิตของตนเอง ระหว่างเป็นครูประจาการก็เรียนรู้สาหรับเป็นครู
เพ่ือศิษย์ และเพื่อการดารงชีวิตของตนเองโดยย้าว่าครูต้องเลิกเป็น “ผู้สอน” ผันตัวเองมาเป็นโค้ช หรือ
Facilitator ของการเรียนของศิษย์ท่ีส่วนใหญ่เรียนแบบ PBL คือโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องเลิกเน้น
สอน หนั มาเน้นเรียน เน้นทง้ั การเรยี นของศิษย์และของครู
ภาพที่ 8.2 ทกั ษะการดาเนินชวี ิตในศตวรรษที่ 21
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "156
ปจั จยั สาคัญตอ่ การเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช กล่าวถงึ หลักการหรอื ปัจจยั สาคัญดา้ นการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ไว้ 5 ประการคอื
1. Authentic learning
2. Mental model building
3. Internal motivation
4. Multiple intelligence
5. Social learning
1. Authentic learning
การเรียนรู้ท่ีแท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียนยังไม่ใช่การเรียนรู้ที่
แทจ้ ริง ยังเป็นการเรียนแบบสมมติ ดงั น้ัน ครูเพ่ือศษิ ยจ์ ึงต้องออกแบบการเรยี นรู้ใหศ้ ษิ ย์ได้เรียนในสภาพที่
ใกลเ้ คียงชีวติ จริงทส่ี ุดกลา่ วในเชิงทฤษฎีได้วา่ การเรียนรขู้ ึน้ อยู่กับบริบทหรือสภาพแวดล้อมในขณะเรียนรู้
ห้องเรียนไม่ใช่บริบทท่ีจะทาให้เกิดการเรียนรู้ในมิติท่ีลึกเพราะห้องเรียนไม่เหมือนสภาพในชีวิตจริง การ
สมมติโจทย์ที่คล้ายจะเกิดในชีวิตจริงก็ได้ความสมจริงเพียงบางส่วน แต่หากไปเรียนในสภาพจริงก็จะได้
การเรียนรใู้ นมิติทล่ี ึกและกว้างขวางกว่าสภาพสมมตกิ ารออกแบบการเรยี นรูใ้ หศ้ ษิ ย์เกิด “การเรียนรู้ท่ีแท้”
(authenticlearning) เป็นความทา้ ทายตอ่ ครูเพ่อื ศิษย์ ในสภาพที่มีข้อจากัดด้านเวลาและทรัพยากรอื่น ๆ
รวมท้ังจากความเป็นจริงว่า เด็กนักเรียนในเมืองกับในชนบทมีสภาพแวดล้อมและชีวิตจริงท่ีแตกต่างกัน
มาก
2. Mental Model Building
การเรียนรู้ในระดับสร้างกระบวนทัศน์อาจมองอีกมุมหน่ึงว่า เป็นauthentic learning แนวหน่ึง
ผมมองว่านี่คือ การอบรมบ่มนิสัย หรือการปลูกฝังความเชื่อหรือค่านิยมในถ้อยคาเดิมของเรา แต่ใน
ความหมายข้อนี้เป็นการเรียนรู้วิธีการนาเอาประสบการณ์มาสั่งสมจนเกิดเป็นกระบวนทัศน์ (หรือความ
เชื่อ ค่านิยม) และที่สาคัญกว่าน้ันคือ สั่งสมประสบการณ์ใหม่ เอามาโต้แย้งความเชื่อหรือค่านิยมเดิม ทา
ให้ละจากความเชื่อเดิมหันมายึดถือความเช่ือหรือกระบวนทัศน์ใหม่นั่นคือ เป็นการเรียนรู้ (how to
learn, how to unlearn/ delearn, how to relean) ไปพร้อม ๆ กัน ทาให้เป็นคนที่มีความคิดเชิง
กระบวนทัศน์ชัดเจน และเกิดการเรียนรู้เชิงกระบวนทัศน์ใหม่ได้ แต่การจะมีทักษะหรือความสามารถ
ขนาดนี้ จาตอ้ งมีความสามารถรบั รู้ข้อมลู หลักฐานใหม่ ๆและนามาสังเคราะห์เป็นความรู้เชิงกระบวนทัศน์
ใหม่ได้
3. Internal Motivation
การเรียนรู้ที่แท้จริงขับดันด้วยฉันทะ ซ่ึงเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวคนไม่ใช่ขับดันด้วยอานาจของครู
หรือพ่อแม่ เด็กท่ีเรียนเพราะไม่อยากขัดใจครูหรือพ่อแม่จะเรียนได้ไม่ดีเท่าเด็กท่ีเรียนเพราะอยากเรียน
เมื่อเดก็ มีฉันทะและไดร้ บั การส่งเสรมิ ท่ีถูกต้องจากครู วิริยะ จิตตะและวิมังสา (อิทธิบาทส่ี) ก็จะตามมา ทาให้เกิด
การเรียนรู้ในมติ ทิ ่ีลึกซ้งึ และเช่ือมโยง
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "157
4. Multiple Intelligence
เวลาน้ีเป็นที่เชื่อกันท่ัวไปแล้วว่า มนุษย์เรามีพหุปัญญา (MultipleIntelligence) และเด็กแต่ละ
คนมีความถนัดหรอื ปัญญาทตี่ ิดตวั มาแตก่ าเนดิ ต่างกัน รวมทั้งสไตลก์ ารเรียนร้กู ็ตา่ งกนั ดงั นัน้ จึงเป็นความ
ท้าทายต่อครูเพ่ือศิษย์ในการจัดการเรียนรู้โดยคานึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และจัดให้การ
เรียนรู้สว่ นหนึง่ เปน็ การเรียนรเู้ ฉพาะตัว (personalized learning)
5. Social Learning
การเรียนรู้เป็นกิจกรรมทางสังคม หากยึดหลักการนี้ ครูเพ่ือศิษย์ก็จะสามารถออกแบบ
กระบวนการทางสังคมเพ่ือให้ศิษย์เรียนสนุก และเกิดนิสัยรักการเรียน เพราะการเรียนจะไม่ใช่กิจกรรม
สว่ นบุคคลท่หี งอยเหงาน่าเบอื่
โฮวารด์ การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ไดก้ ล่าวถึง พลงั สมอง ๕ ด้าน หรอื จรติ ๕ ไว้ดงั นี้
ภาพท่ี 8.3 จติ ห้าลกั ษณะสาหรบั อนาคต ท่ีมา : http://www.schoolguide.in.th
พลังสมอง ๓ ใน ๕ ด้านนี้เป็นพลังเชิงทฤษฎี หรือท่ีเรียก cognitivemind ได้แก่ สมองด้านวิชา
และวินัย (disciplined mind) สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind) และสมองด้านสร้างสรรค์
(creating mind) อีก ๒ ด้านเป็นพลังด้านมนุษย์สัมผัสมนุษย์ได้แก่ สมองด้านเคารพให้เกียรติ
(respectful mind) และสมองดา้ นจริยธรรม (ethical mind)
การเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง ๕ ด้าน ไม่ดาเนินการแบบแยกส่วนแต่เรียนรู้ทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน
หรือท่เี รยี กวา่ เรยี นรูแ้ บบบรู ณาการ และไม่ใช่เรียนจากการสอน แต่ให้เด็กเรียนจากการลงมือทาเองซ่ึงครู
มีความสาคัญมาก เพราะเด็กจะเรียนได้อย่างมีพลัง ครูต้องทาหน้าท่ีออกแบบการเรียนรู้ และช่วยเป็น
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "158
“คุณอานวย” หรือเป็นโค้ชให้ ครูท่ีเก่งและเอาใจใส่จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ลึกและเชื่อมโยง น่ีคือ มิติ
ทางปญั ญา
ผเู้ รยี นในศตวรรษท2่ี 1
วิจารณ์ พานิช กล่าวถึงลกั ษณะ ๘ ประการของเดก็ สมัยใหมไ่ วด้ งั นี้
1. มอี สิ ระทจี่ ะเลือกส่งิ ท่ีตนพอใจ แสดงความเหน็ และลักษณะเฉพาะของตน
2. ตอ้ งการดดั แปลงสิ่งต่าง ๆ ใหต้ รงตามความพอใจและความต้องการของตน
(customization & personalization)
3. ตรวจสอบหาความจรงิ เบอื้ งหลงั (scrutiny)
4. เป็นตัวของตวั เองและสรา้ งปฏิสมั พันธ์กับผู้อ่ืน เพ่ือรวมตัวกันเป็นองค์กร เช่น ธุรกิจ
รัฐบาล และสถาบันการศึกษา
5. ความสนุกสนานและการเล่นเปน็ ส่วนหนึง่ ของงาน การเรยี นร้แู ละชวี ติ ทางสังคม
6. การรว่ มมือ และความสมั พนั ธเ์ ปน็ สว่ นหนึ่งของทกุ กจิ กรรม
7. ตอ้ งการความเรว็ ในการสอื่ สาร การหาข้อมูล และตอบคาถาม
8. สรา้ งนวตั กรรมตอ่ ทุกสง่ิ ทุกอย่างในชีวิต
การเรียนรทู้ ักษะในการเรียนรู้ (learning how to learn หรอื learning skills) และเรียนรู้ทักษะ
ในการสร้างการเปลยี่ นแปลงไปในทางดขี ้นึ (นวัตกรรม) ประกอบด้วยทกั ษะยอ่ ย ๆ ดังตอ่ ไปน้ี
1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และการแก้ปัญหา (problem
solving) ซ่งึ หมายถึง การคิดอยา่ งผู้เชีย่ วชาญ (expert thinking)
การออกแบบการเรยี นรทู้ กั ษะการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแก้ปัญหาการออกแบบ
การเรียนรทู้ กั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา ควรมีเปา้ หมายและวิธกี ารดังต่อไปนี้
เปา้ หมาย : นกั เรียนสามารถใช้เหตุผล
- คิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหลากหลายแบบ ได้แก่ คิดแบบอุปนัย (inductive) คิด
แบอนมุ าน (deductive) เปน็ ต้นแลว้ แตส่ ถานการณ์
เปา้ หมาย : นักเรยี นสามารถใช้การคิดกระบวนระบบ (systems thinking)
- วเิ คราะห์ไดว้ ่าปจั จยั ยอ่ ยมีปฏิสมั พนั ธก์ ันอย่างไร จนเกดิ ผลในภาพรวม
เปา้ หมาย : นกั เรยี นสามารถใชว้ ิจารณญาณและตดั สนิ ใจ
- วเิ คราะห์และประเมนิ ขอ้ มูลหลกั ฐาน การโตแ้ ย้ง การกลา่ วอ้างและความเชื่อ
- วิเคราะห์เปรยี บเทยี บและประเมินความเห็นหลกั ๆ
- สังเคราะห์และเชือ่ มโยงระหวา่ งสารสนเทศกับข้อโต้แยง้
- แปลความหมายของสารสนเทศและสรปุ บนฐานของการวิเคราะห์
- ตีความและทบทวนอยา่ งจริงจัง (critical reflection) ในด้านการเรียนรู้ และกระบวนการ
เป้าหมาย : นกั เรยี นสามารถแกป้ ัญหาได้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "159
- ฝึกแก้ปัญหาท่ีไม่คุ้นเคยหลากหลายแบบ ทั้งโดยแนวทางที่ยอมรับกันทั่วไป และแนวทางที่
แหวกแนว
- ต้ังคาถามสาคัญท่ีช่วยทาความกระจ่างให้แก่มุมมองต่าง ๆเพื่อนาไปสู่ทางออกที่
ดกี ว่า
2. การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration)ซึ่งหมายถึง การ
สื่อสารอย่างซับซ้อน (complex communicating)
การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการส่ือสารและความร่วมมือ ควรมีเป้าหมายและวิธีการ
ดังตอ่ ไปนี้
เปา้ หมาย : ทกั ษะในการสื่อสารอยา่ งชดั เจน
- เรียบเรียงความคิดและมุมมอง (idea) ได้เป็นอย่างดีสื่อสารออกมาให้เข้าใจง่ายและ
งดงาม และมีความสามารถส่ือสารได้หลายแบบ ท้ังด้วยวาจา ข้อเขียน และภาษาท่ีไม่ใช่ภาษาพูดและ
เขียน (เช่น ทา่ ทาง สหี น้า)
- ฟังอย่างมีประสิทธิผล เกิดการส่ือสารจากการตั้งใจฟังให้เห็น ความหมาย ท้ังด้าน
ความรู้ คณุ คา่ ทัศนคติ และความต้งั ใจใช้การสื่อสารเพ่ือบรรลุเป้าหมายหลายด้าน เช่น แจ้งให้ทราบบอก
ให้ทา จงู ใจ และชักชวน
- สื่อสารอย่างได้ผลในสภาพแวดล้อมท่ีหลากหลาย รวมท้ังในสภาพที่ส่ือสารกันด้วย
หลายภาษา
เป้าหมาย : ทกั ษะในการรว่ มมอื กับผู้อื่น
- แสดงความสามารถในการทางานอย่างได้ผล และแสดงความเคารพให้เกียรติทีมงานท่ีมีความ
หลากหลาย
- แสดงความยืดหยุน่ และชว่ ยประนปี ระนอมเพ่ือบรรลเุ ปา้ หมายรว่ มกัน
- แสดงความรับผดิ ชอบร่วมกันในงานทต่ี อ้ งทาร่วมกันเป็นทีมและเห็นคุณค่าของบทบาท
ของผู้ร่วมทีมคนอื่น ๆ
3. ความริเร่ิมสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation) ซ่ึงหมายถึง การ
ประยุกตใ์ ชจ้ นิ ตนาการและการประดิษฐ์
การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ควรมีเป้าหมายและวิธีการ
ดังต่อไปนี้
เป้าหมาย : ทกั ษะการคิดอย่างสรา้ งสรรค์
- ใช้เทคนคิ สรา้ งมมุ มองหลากหลายเทคนิค เชน่ การระดมความคดิ (brainstorming)
- สรา้ งมุมมองแปลกใหม่ ทัง้ ท่ีเป็นการปรับปรงุ เล็กนอ้ ยจากของเดิม หรือเป็นหลักการ
ทแี่ หวกแนวโดยสิ้นเชงิ
- ชักชวนกันทาความเข้าใจ ปรับปรุง วิเคราะห์ และประเมินมุมมองของตนเอง เพื่อ
พัฒนาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การคดิ อยา่ งสร้างสรรค์
160
เป้าหมาย : ทักษะในการทางานร่วมกับผอู้ นื่ อยา่ งสรา้ งสรรค์
- พัฒนา ลงมือปฏิบตั ิ และสอื่ สารมุมมองใหมก่ บั ผอู้ น่ื อย่เู สมอ
- เปิดใจรบั และตอบสนองต่อมมุ มองใหม่ ๆ หาทางไดข้ ้อคดิ เห็นจากกล่มุ รวมท้งั การ
ประเมินผลงานจากกลุ่ม เพอื่ นาไปปรับปรงุ
- ทางานดว้ ยแนวคิดหรือวธิ ีการใหม่ ๆ และเข้าใจขอ้ จากัดของโลกในการยอมรับมุมมองใหม่
- มองความล้มเหลวเป็นโอกาสเรียนรู้ เข้าใจว่าความสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็น
เร่ืองระยะยาว เข้าใจวัฏจักรของความสาเร็จเล็ก ๆ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่าจะนาไปสู่การ
สรา้ งสรรคแ์ ละนวัตกรรม
เป้าหมาย : ประยกุ ต์สนู่ วัตกรรม
- ลงมือปฏบิ ัตติ ามความคดิ สรา้ งสรรค์เพือ่ นาไปสู่ผลสาเรจ็ ทีเ่ ปน็ รปู ธรรม
ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมเป็นหัวใจสาหรับทักษะเพ่ือการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี ๒๑
แต่ทักษะนี้ยังต้องมีทักษะอ่ืนมาประกอบและส่งเสริม อันได้แก่ทักษะอีก ๓ ด้าน คือ ด้านสารสนเทศ
(information) ดา้ นส่อื (media) และดา้ นดิจิตอล (digital literacy)
บทบาทของการศึกษา เปรยี บเทียบยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และยุคปัจจุบันที่เรียกว่ายุค
ความรู้ ไว้ใน ๔ บทบาท อันได้แก่ (๑) เพ่ือการทางานและเพื่อสังคม (๒) เพื่อฝึกฝนสติปัญญาของตน (๓)
เพอื่ ทาหน้าทีพ่ ลเมือง และ (๔) เพ่ือสืบทอดจารีตและคณุ ค่า ดังนี้
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
ตารางที่ 8.1 บทบาทของการศึกษา เปรยี บเทยี บยุคเกษตรกรรม ยคุ อุตสาหกรรม และยุคปัจจุบัน
เปา้ หมายของ ยุคเกษตรกรรม ยคุ อตุ สาหกรรม ยุคความรู้
การศึกษา
มีบทบาทในเศรษฐกิจ มบี ทบาทต่อช้ินส่วน มีบทบาทในเศรษฐกิจ
ครวั เรอื น หนึ่งของห่วงโซ่การ โลก
ผลิตและการกระจาย
สินคา้ ทยี่ าว
เพ่ือฝึกฝนสติปัญญา เรียนวิชาพ้นื ฐาน 3R เรียนรู้ “อ่านออก เขียน พฒั นาตนเองด้วย
ของตน (Reading, ‘riting, ได้” และคิดเลขเป็น” ความรู้ผา่ นนเทคโนโลยี
‘rithmetic) หากได้ (เน้นจานวนคนมากท่ีสุด แ ล ะ เ ค รื่ อ ง มื อ เ พ่ิ ม
เรียนการเกษตรกรรม เท่าท่ีจะทาได้เรียนรู้ ศั ก ย ภ า พ ไ ด้ รั บ
และทกั ษะทางชา่ ง ทักษะสาหรับโรงงาน ผลประโยชน์จากการที่
ก า ร ค้ า แ ล ะ ง า น ใ น งานบนฐานความรู้และ
อุตสาหกรรม(สาหรับคน ผู้ประกอบการขยาย
ส่วนใหญ่)เรียนรู้ทักษะ ตัวและเช่ือมโยงไปทั่ว
ดา้ นการจดั การ โลกใชเ้ ทคโนโลยีเป็น
161
เป้าหมายของ ยุคเกษตรกรรม ยุคอตุ สาหกรรม ยุคความรู้
การศึกษา
วิ ศ ว ก ร ร ม แ ล ะ เคร่ืองมืออานวยความ
เพ่อื ทาหน้าทีพ่ ลเมือง
วิทยาศาสตร์(สาหรับคน สะดวกในการเรียนรู้
เพอื่ สบื ทอดจารีต
และคุณคา่ ช้ันสูงส่วนน้อย) ตลอดชวี ติ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "
ช่วยเหลือเพ่ือนบ้านมี เข้าร่วมกิจกรรมของ เข้าร่วมในการตัดสินใจ
ส่วนร่วมในกิจกรรมของ องค์กรทางสังคมเพื่อ ข อ ง ชุ ม ช น แ ล ะ ก า ร
หม่บู า้ นสนับสนุนบริการ ประโยชน์ของชุมชนเข้า ตัดสินใจทางการเมือง
ในท้องถิ่นและงานฉลอง ร่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ด้ า น ทั้งโดยเข้าร่วมกิจกรรม
ต่างๆ แรงงานและการเมือง ของโลกผ่านทางชุมชน
เ ข้ า ร่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ออ น ไ ล น์ แ ล ะ social
อาสาสมัครและบริจาค network รับใช้ชุมชน
เพอื่ การพฒั นาบา้ นเมอื ง ท้องถ่ินไปจนถึงระดับ
โลกในประเด็นสาคัญๆ
ด้วยเวลาและทรัพยากร
ผ่านทางการส่ือสารและ
social network
ถ่ายทอดความรู้และ เรยี นรคู้ วามรู้ดา้ นการค้า เรียนรู้ความรู้ในสาขา
วัฒนธรรมเกษตรกรรม ช่าง และวิชาชีพ และ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว แ ล ะ
ไปยังคนรุ่นหลังอบรม ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ประยุกต์ใช้หลักวิชานั้น
เลี้ยงดูลูกหลานตาม ธ า ร ง คุ ณ ค่ า แ ล ะ ข้ า ม ส า ข า เ พ่ื อ ส ร้ า ง
จารีตประเพณีของชน วัฒนธรรมของตนใน ค ว า ม รู้ ใ ห ม่ แ ล ะ
เผา่ ศาสนาและความเชื่อ ทา่ มกลางความแตกต่าง น วั ต ก ร ร ม ส ร้ า ง
ของพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา หลากหลาย ของชีวิตคน เอกลักษณ์ของคนจาก
ยาย เมืองเชื่อมโยงกับคนใน จ า รี ต วั ฒ น ธ ร ร ม ท่ี
วั ฒ น ธ ร ร ม อ่ื น แ ล ะ แตกต่างหลากหลาย
ภูมิภาคอื่น ตามการ และเคารพจารีตและ
ข ย า ย ตั ว ข อ ง ก า ร วัฒนธรรมอ่ืนเข้าร่วม
คมนาคมและการสื่อสาร กิจกรรมข้ามวัฒนธรรม
ผ ส ม ผ ส า น จ า รี ต ท่ี
แตกต่างหลากหลายและ
ความเป็นพลเมืองโลก สู่
จารตี ใหม่ และสืบทอดสู่
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "162
การศกึ ษาสาหรบั โลก ๓ ยคุ แตกต่างกนั มากหากเราตอ้ งการใหส้ งั คมไทยดารงศักด์ิศรี และคนไทย
สามารถอยู่ในสงั คมโลกได้อยา่ งมคี วามสขุ การศึกษาไทยต้องก้าวไปสู่เป้าหมายในยุคความรู้ไม่ใช่ย่าเท้าอยู่
กบั เปา้ หมายในยุคเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรม นี่จงึ เปน็ จุดท้าทายครูเพื่อศิษย์ และเป็นเข็มทิศนาทางครู
เพ่ือศิษย์ให้ได้สนุกสนานและมีความสุขในการทางานอย่างมีเป้าหมายเพ่ือชีวิตที่ดีของศิษย์ในโลกยุค
ความรู้ (www.gotoknow.org)
ครูในศตวรรษที่ 21
วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า ครูต้องยึดหลักสอนน้อย เรียนมาก การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ต้องก้าว
ข้ามสาระวิชาไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21” (21st Century Skills) ที่ครู
สอนไมไ่ ด้ นกั เรยี นตอ้ งเรียนเองหรอื พดู ใหม่ว่าครูตอ้ งไม่สอนแต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ และอานวยความ
สะดวก (Facilitate) ในการเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนรู้จากการเรียนแบบลงมือทา แล้วการเรียนรู้ก็จะเกิด
จากภายในใจและสมองของตนเอง ซง่ึ การเรียนรแู้ บบน้เี รยี กวา่ PBL (Project-Based Learning)
ทักษะเพ่ือการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ สาระวิชาหลัก ภาษาแม่และภาษาโลก ศิลปะ
วทิ ยาศาสตร์ ภมู ิศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐและความเปน็ พลเมอื งดี
หัวข้อสาหรับศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโลก ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ
และการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองดี ความรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ด้านส่ิงแวดล้อม
ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ
การแก้ปญั หา การสอ่ื สารและการร่วมมอื
ทักษะด้านสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี ได้แก่ ความรูด้ ้านสารสนเทศ ความรู้เก่ียวกับสื่อความรู้
ด้านเทคโนโลยี
ทกั ษะชีวิตและอาชีพ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง
ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผลิต (Productivity) และความรับผิดรับชอบ
เชือ่ ถอื ได้ (Accountability) ภาวะผู้นาและความรบั ผดิ ชอบ (Responsibility)
นอกจากนีว้ ิจารณ์ พานชิ ยงั ได้กลา่ วถึงทกั ษะที่ควรเพม่ิ เตมิ ในศตวรรษท่ี 21
1. ความรับผิดชอบในหน้าที่ และความสามารถในการปรับตัว (ความสามารถในการดัดแปลงให้
เหมาะสมได้) (Accountability and Adaptability) การฝึกความรับผิดชอบส่วนตัวและความยืดหยุ่นใน
บริบทส่วนตัว ท่ีทางาน และชุมชน กาหนดและบรรลุตามมาตรฐานและเป้าหมายท่ีสูงสาหรับตนเองและ
ผ้อู ่นื อดทนตอ่ สภาวะทค่ี ลมุ เครือ
2. ทักษะการส่ือสาร (Communication Skills) ความเข้าใจ การจัดการ และการสร้างการ
ส่อื สารทางการพดู การเขียนท่ีมีประสิทธภิ าพ และผา่ นทางมัลติมเี ดีย ในรูปแบบและบรบิ ททห่ี ลากหลาย
3. ความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือร้น (ความอยากรู้อยากเห็น) ทางปัญญา (Creativity
and Intellectual Curiosity) การพัฒนา การนาไปใช้และการส่ือสารข้อคิดเห็นไปสู่ผู้อื่น เปิดรับและ
โต้ตอบแงม่ มุ ทใ่ี หมแ่ ละหลากหลาย
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "163
4. การคิดเชิงวิพากษ์และการคิดอย่างเป็นระบบ (Critical Thinking and Systems Thinking)
ฝกึ การใหเ้ หตผุ ลในการทาความเขา้ ใจและการสร้างทางเลือกที่ซับซ้อน การเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่าง
ระบบตา่ ง ๆ
5. ข้อมูลและทักษะการอ่านเขียนส่ือ (Information and Media Literacy Skills) การวิเคราะห์
การเข้าถึง การจดั การ การบรู ณาการ การประเมนิ และการจดั ทาขอ้ มลู ในรปู แบบและสอ่ื ทหี่ ลากหลาย
6. ทักษะระหว่างบุคคลและการร่วมมือประสานกัน (Interpersonal and Collaborative
Skills) รู้จักการทางานเปน็ ทมี และภาวะผู้นา การปรับตัวในบทบาทและความรบั ผิดชอบท่ีแตกต่าง การทา
งาน อยา่ งมผี ลิตภาพ (Productivity) กบั ผู้อน่ื การเห็นอกเหน็ ใจ การเคารพในมุมมองทแ่ี ตกตา่ งกัน
7. การระบปุ ัญหา การกาหนดและการแกป้ ัญหา (Problem Identification, Formulation and
Solution) ความสามารถในการกาหนดขอบขา่ ยของปัญหา วิเคราะหแ์ ละแก้ปัญหา
8. การกากับตนเอง (Self-direction) กากับดูแลความเข้าใจของตนเองและเรียนรู้ความต้องการ
ระบแุ หล่งเรยี นรู้ที่เหมาะสม การถา่ ยโอนส่ิงท่เี รียนรู้จากทีห่ น่ึงไปยังอีกทีห่ นงึ่
9. ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ใส่ใจต่อชุมชนขนาดใหญ่อย่างมีความ
รับผิดชอบ ตระหนักในพฤติกรรมทางเช้ือชาตใิ นบริบทของชุมชน ที่ทางานและรายบุคคล
โรงเรียนและครูตอ้ งจดั ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานและการประเมินในยุคศตวรรษ
ที่ 21 หลกั สูตรและการเรียนการสอนสาหรับศตวรรษที่ 21 การพัฒนาครูในศตวรรษที่ 21สภาพแวดล้อม
ท่ีเหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21 ท้ังยงั เป็นแนวทางในการกาหนดเป็นวิสัยทัศน์สู่การปรับแนวคิดสู่
การปฏิรูปการศกึ ษาไทย การสร้างความเข้มแข็งทางการศึกษาของไทยภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลง
ท่ีเกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งท่ีทุกฝ่ายควรตระหนักและมองเห็นความสาคัญในการกาหนดยุทธศาสตร์ของการ
พัฒนาคนสู่การพัฒนาชาติเพื่อก้าวสู่สังคมโลกท่ามกลางสภาพการณ์แห่งการแข่งขันในปัจจุบัน การสร้าง
ความเข้มแข็งของคนในชาติในการจัดการศึกษาจะเป็นปัจจัยสาคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทางานอย่างเป็น
องคร์ วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษา (Educational Reform) นั้นย่อม
มีความสาคัญและจาเป็นที่ต้องร่วมกันกาหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความรู้แก่คนในชาติอย่างมีคุณค่าและ
เกิดประสิทธิภาพสงู สดุ ส่งผลตอ่ การปฏิรปู และเกิดการพัฒนาอยา่ งย่งั ยนื (Sustainable Development)
STEM Education สบู่ ริบทไทย
หลายประเทศที่กาลังต่ืนตัวกับการจัดการศึกษาในเรื่อง “สเต็มศึกษา”(science Technology
Engineering and Mathematics Education : STEM Education) ท่ีนามาบูรณาการการเรียนรู้
ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตั้งแต่ระดับข้ันการศึกษาพ้ืนฐาน ซ่ึงท้ัง
ภาครัฐภาคเอกชน องค์กรและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ต้องให้ความสาคัญ และให้ความร่วมมือ เพ่ือให้การ
เรยี นการสอนแนวใหมน่ ้ใี ห้มปี ระสทิ ธิภาพและสัมฤทธิผล
เสตม็ ศกึ ษาในประเทศไทย
กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งผลักดันแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม
เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ (Science Technology Engineering and Mathematics Education :
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "164
STEM)หรือที่เรียกว่า ระบบ “สเต็มศึกษา”เพ่ือสร้างความเข้มแข็งให้แก่การศึกษาไทยและการศึกษาใน
ประชาคมอาเซียนเร่ิมจากความร่วมมือในการประชุมเชิงปฏิบัติการของผู้บริหารสถานศึกษาในภูมิภาค
อาเซียน เพือ่ สร้างวสิ ยั ทัศน์การเป็นผนู้ าทางวชิ าการ มคี วามรคู้ วามเข้าใจ และกลวิธใี นการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เพื่อปรับการเรียนเปล่ียนการสอนของครูในโรงเรียนต่อไปซึ่งการประชุมนี้ได้นาไปขยายผล
ภายในประเทศเพื่อระดมความคิดมาแล้วหลายคร้ัง โดย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี (สสวท.)ซ่ึงรับผิดชอบเก่ียวกับหลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และ
เทคโนโลยี ได้จัดทาร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
พ.ศ. 2555 –2559 โดยตั้งเป้าจะพัฒนาเด็กไทยให้มีความสามารถระดับนานาชาติภายในปี 2570 หรือ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ของนกั เรียนทุกช่วงชั้นจะต้องเพ่ิมข้ึนร้อยละ 4 ต่อปี
ซ่งึ จะวดั ผลจากการสอบโอเน็ตซึง่ เปา้ หมายนจ้ี ะใช้ระบบ“สเตม็ ศึกษา”เป็นกลยุทธ์หลักในการพัฒนา
แนวทางการนา STEM Education ในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ในประเทศ
ไทย เพ่ือการนา STEM Education มาใช้ในประเทศไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย
คานึงถึง การทาความเข้าใจ การศึกษาถึงแนวทางท่ีถูกต้อง ผลการศึกษาวิจัยและองค์ประกอบอื่นๆท่ี
เก่ียวข้องด้วยโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จะสร้างศูนย์เรียนรู้นาร่อง 10 จังหวัด
แตล่ ะจงั หวดั จะมีจานวน 3 โรงเรยี น รวม 30 โรงเรียน ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อสร้างแนวทางการดาเนินงาน
และวัดผลให้เป็นรูปธรรม และหลังจากนั้นจึงจะได้ขยายไปสู่วงกว้างต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่า โครงการ
“สะเต็มศึกษา” เป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพ่ือสร้างคนไทยรุ่นใหม่ ให้มี
ทักษ ะใน การ สร้ างน วัตก รร ม ท่ี จะช่ ว ย เสริ มคว าม สาม ารถ ใน การ แข่ง ขัน ของ ประ เท ศ
(www.gammaco.com)
สสวท. ได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ตามแนวทาง STEM หลายกิจกรรม
STEM การดาเนินการในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จะสร้าง
ศูนย์เรียนรู้นาร่อง 10 จังหวัด แต่ละจังหวัดจะมีจานวน 3 โรงเรียน รวม 30 โรงเรียน ในปี พ.ศ. 2556
เพอื่ สรา้ งแนวทางการดาเนนิ งานและวดั ผลใหเ้ ปน็ รปู ธรรม และหลงั จากนั้นจงึ จะไดข้ ยายไปสู่วงกว้างต่อไป
จึงอาจกล่าวได้ว่า โครงการ “สะเต็มศึกษา” เป็นนวัตกรรมการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ ให้มีทักษะในการสร้างนวัตกรรม ที่จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศ (www.krusmart.com)
ความหมายและความสาคญั ของสะเตม็ ศกึ ษา
STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics เป็นแนวทางการ
เรียนการสอนที่มีลักษณะของการบูรณาการการเรียนการสอนทั้งส่ีสาขาเข้าด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์
(Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์
(Mathematics) เพื่อให้ผู้เรียนนาความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหา และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ใน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "165
ชีวิตประจาวัน โดยอาศัยการจัดการเรียนรู้ด้วยครูหลายสาขาร่วมมือกัน - Science เป็นวิชาที่ว่าด้วย
การศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific
Inquiry) -Technology เป็นวิชาที่ว่าด้วยกระบวนการทางานท่ีมีการประยุกต์ศาสตร์สาขาอ่ืนๆ ที่
เกีย่ วข้อง มาใช้ในการแก้ปัญหา ปรบั ปรุงแก้ไขหรือพฒั นาสง่ิ ตา่ งๆ เพื่อตอบสนองความตอ้ งการ หรือความ
จาเป็นของมนุษย์ -Engineering เป็นวิชาที่เก่ียวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือสร้างส่ิงต่างๆ เพ่ือมา
อานวยความสะดวกของมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และกระบวนการทาง
เทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ช้ินงานนั้นๆ -Mathematics เป็นวิชาท่ีว่าด้วยการศึกษาเก่ียวกับการ
คานวณ หรือ วิชาที่เก่ียวกับการคานวณ เป็นพ้ืนฐานสาคัญในการศึกษาและต่อยอดทางวิศวกรรมศาสตร์
สาเหตทุ ตี่ ้องมี STEM EDUCATION หรือ สะเตม็ ศกึ ษา จุดเรม่ิ ต้นของแนวคดิ STEM มาจากสหรัฐอเมริกา
ที่ประสบปัญหาเร่ือง ผลการทดสอบ PISA ของสหรัฐอเมริกา ที่ต่ากว่าหลายประเทศ และส่งผลต่อขีด
ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิศวกรรม รัฐบาลจึงมีนโยบาย ส่งเสริมการศึกษาโดย
พฒั นา STEM ข้ึนมา เพือ่ หวังวา่ จะช่วยยกระดับผลการทดสอบ PISA ใหส้ งู ข้นึ และจะเป็นแนวทางหน่ึงใน
การส่งเสริมทักษะที่จาเป็นสาหรับผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (21st Century skills)
(http://www.krusmart.com)
สะเต็มศึกษา (STEM Education) คือ แนวทางการศึกษาท่ีได้บูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์
วิชาต่างๆเช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ความรู้ทางด้านวิศวกรรม และความรู้ด้าน
คณิตศาสตร์ รวมเขา้ ด้วยกนั
- Science เป็นวิชาท่วี ่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนการ
สบื เสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry)
-Technology เปน็ วชิ าทวี่ า่ ด้วยกระบวนการทางานทม่ี ีการประยุกต์ศาสตรส์ าขาอืน่ ๆ ที่เกีย่ วข้อง
มาใช้ในการแก้ปัญหา ปรับปรุงแกไ้ ขหรือพฒั นาสง่ิ ต่างๆ เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการ หรือความจาเป็น
ของมนุษย์
-Engineering เป็นวิชาท่ีเกีย่ วกบั การสรา้ งสรรคน์ วัตกรรมหรอื สรา้ งสงิ่ ตา่ งๆ เพือ่ มาอานวยความ
สะดวกของมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และกระบวนการทางเทคโนโลยี มา
ประยุกตใ์ ชส้ รา้ งสรรค์ช้ินงานนั้นๆ
-Mathematics เป็นวชิ าทีว่ า่ ด้วยการศกึ ษาเก่ียวกับการคานวณ หรอื วิชาทีเ่ กีย่ วกับการคานวณ
เปน็ พ้นื ฐานสาคัญในการศึกษาและต่อยอดทางวศิ วกรรมศาสตร์
ดังนั้นสะเต็มศึกษาน้ันจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการต่อยอดหลักสูตรโดยการบูรณาการการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ เพ่ือเน้นการนาความรู้ไปใช้
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตรวมทั้งเพื่อให้สามารถพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
การดาเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต อีกท้ังวิชาทั้งสี่เป็นวิชาทีมีความสาคัญอย่างมากการกับ
การเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ความม่ันคงของ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "166
ประเทศ ซ่ึงล้วนเป็นวิชาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความสามารถที่จะดารงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพใน
โลกศตวรรษที่ 21 (www.gammaco.com)
ปัณญานัตย์ วิเศษสมวงศ์ กล่าวว่า STEM Education (Science Technology Engineering
and Mathematics Education) คือแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์
ความรูท้ างดา้ นเทคโนโลยี ความรู้ทางด้านวิศวกรรม และความรู้ด้านคณิตศาสตร์ เพื่อเน้นการนาความรู้
ไปใชแ้ กป้ ญั หาในการดาเนินชวี ิตรวมทั้งเพือ่ ให้สามารถพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ท่ีเป็นประโยชน์
ต่อการดาเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต ในสังคมโลกในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็วด้วยความก้าวหน้าเทคโนโลยีการส่ือสารก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีข้อมูลข่าวสา รจานวนมหาศาล
อยู่ในแหล่งต่างๆ รวมถึงการที่ต้องแข่งขันกันเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าทาให้ทุกประเทศต้องเร่ง
พัฒนาประชากรของตนให้มีคุณภาพสูงข้ึนเพ่ือให้สามารถดารงชีวิตและแข่งขันในตลาดแรงงานกับนานา
อารยะประเทศได้ เพราะฉะน้ันจึงต้องมีการปรับหลักสูตรโดยบูรณาการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์เทคโนโลยีและกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนาไปใช้แก้ปัญหาใน
ชวี ติ จริงและการประกอบอาชพี ในอนาคต ส่วนของผู้สอนและผู้เรยี นก็ต้องมปี รับเปลีย่ นตนเองให้มีทักษะท่ี
จาเป็นในการเป็นผู้สอนและผู้เรียนสาหรับการจัดการศึกษาในศตวรรษท่ี 21ซึ่งกาลังเป็นหัวข้อที่ได้รับ
ความสนใจกลา่ วถึงกันอยา่ งมากในวงวิชาการ
จิราภรณ์ พากร กล่าวว่า การเรียนรู้ที่บูรณาการ การจัดการศึกษาทางด้านวิชาวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตั้งแต่ระดับขั้นการศึกษาพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษาและ
รวมท้ังการศึกษาตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายท่ีจะส่งเสริมให้ประชากรรุ่นใหม่ได้มีความรู้และทักษะการ
เรียนรู้ในทางสร้างสรรค์แบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในศตวรรษที่ 21 ที่โลกเราสามารถติดต่อสื่อสารกัน
ไดอ้ ย่างรวดเร็ว จาเปน็ อย่างยิ่งท่ีจะตอ้ งพฒั นาทกั ษะในการดารงชีวิต เพ่ือให้เยาวชนไทยก้าวสู่การแข่งขัน
กับประชากรโลกได้ รวมท้ังเม่ือก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558(คศ.2015)ไม่ว่าจะเป็นวิชา เคมี
ฟิสิกส์ ชีววิทยา รวมท้ังวิชาคณิตศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ โดยสเต็มศึกษานั้นเป็นส่วนหน่ึงของการ
เรียนวิชาเหล่าน้ีอยู่แล้ว เพียงแต่เน้นการบูรณาการการเรียนรู้การนาไปใช้และการฝึกการคิดเพ่ือแก้ไข
ปัญหาด้วยกระบวนการใหม่ ๆไม่ใช่การเรียนท่ีเน้นการท่องจาหรือการเรียนเพื่อนาไปสอบเท่านั้น ซึ่งการ
เรยี นแบบสเต็มศึกษาน้นั จะเน้นการลงมือปฏิบัติจริง โดยครูผู้สอนมีความสาคัญอย่างย่ิงที่จะตั้งคาถามให้
เดก็ สนใจและเรียนร้วู า่ สิ่งที่เรียนในหอ้ งเรียนนัน้ เปน็ สิง่ ทอ่ี ยูร่ อบตวั ในชีวิตประจาวันของเรา
ดร.เปกกา เคส จากมหาวิทยาลัยโอลู ประเทศฟินแลนด์ ซ่ึงเป็นผู้เช่ียวชาญทางการศึกษา กล่าว
ว่า “การศึกษาในระบบสะเต็ม ทาให้ระบบการเรียนการสอนในประเทศฟินแลนด์ ถือว่าดีท่ีสุดในโลก
รัฐบาลให้ความสาคัญกับระบบการศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศอย่างย่ังยืน โดยบุคคลที่
ประกอบอาชีพครูในทุกระดับชั้น ต้องจบการศึกษาข้ันต่าในระดับปริญญาโท นอกจากน้ีทุกโรงเรียนต้อง
ปรับปรุงให้ได้มาตรฐานเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในเมืองหรือนอกเมืองและการสอบแข่งขัน
มหาวทิ ยาลัยก็ไมส่ งู เพราะทุกมหาวิทยาลยั มีคุณภาพเทา่ เทียมกัน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "167
ชองชุง จากมูลนิธิวิทยาศาสตรข์ ัน้ สงู เพอ่ื การสร้างสรรค์ กล่าวว่าประเทศเกาหลีใต้ ก็เป็นประเทศ
หนึ่งท่ีให้ความสาคัญกับระบบสะเต็ม โดยเริ่มมือสามปีท่ีผ่านมาและพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
หลักสูตรให้บ่อยขึ้นเพ่ือตอบสนองเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้ความสาคัญกับ
วทิ ยาศาสตรท์ ่ีเกดิ ขึ้นเมอื่ หนึ่งร้อยปีทีผ่ า่ นมาแตใ่ ห้ความสาคัญกบั วิทยาศาสตร์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจาวัน
และการคดิ ค้นวทิ ยาศาสตรส์ ร้างสรรคเ์ พือ่ ใชใ้ นอนาคต
โอบามา ก็ไดส้ นบั สนนุ นโยบายการศึกษาของระบบสเต็ม โดยการให้องค์กรเอกชนท่ีลงทุนโดยไม่
หวังผลกาไรมาสนับสนุนผลักดันการศึกษาระบบสเต็มเพ่ือเพ่ิมคุณภาพนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
และเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งเกณฑ์ประเมินตัวช้ีวัดการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จากการวัด
ของหน่วยงาน Tim และ Pissa ได้ดาเนินการอยู่ ในหน่วยงานความร่วมมือในระหว่างประเทศรวมทั้ง
ประเทศไทยเราด้วย
แนวทางการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
1. เชื่อมโยงเนื้อหาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี สู่โลกจริง คุณครูหลายท่านน่าจะทาอยู่
แลว้ อยา่ งสม่าเสมอ เพียงนักเรียนมองเห็นว่าแนวคิดหลัก หรือกระบวนการท่ีเรียนรู้นั้น สามารถเกิดขึ้นได้
ในธรรมชาติ ใชป้ ระโยชนไ์ ด้ในชวี ิตจริง ก็เป็นกา้ วแรกสู่การบรู ณาการความรู้สู่การเรียนอย่างมีความหมาย
เพราะปรากฏการณ์หรือประดิษฐกรรมใดๆ รอบตัวเรา ไม่ได้เป็นผลของความรู้จากศาสตร์หนึ่งศาสตร์ใด
เพียงศาสตร์เดยี ว การประยกุ ต์ความรู้ง่ายๆ เช่น การคานวณพื้นท่ีของกระดาษชาระแบบม้วน เชื่อมโยงสู่
ความรู้ความสงสัยด้านวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิต และการใช้กระบวนการทางวิศวกรรมวิเคราะห์
ปญั หาและสรา้ งสรรค์วธิ แี ก้ไขได้อยา่ งหลากหลายจนนา่ แปลกใจ
2. การสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ศึกษาประเด็นปัญหา หรือต้ัง
คาถาม แล้วสร้างคาอธบิ ายดว้ ยตนเอง โดยการรวบรวมประจกั ษพ์ ยานหลกั ฐานท่ีเก่ียวข้อง สื่อสารแนวคิด
และเหตุผล เปรียบเทียบแนวคิดต่างๆ โดยพิจารณาความหนักแน่นของหลักฐาน ก่อนการตัดสินใจไป
ในทางใดทางหน่ึง นับเป็นกระบวนการเรียนรู้สาคัญ ท่ีไม่เพียงแต่สนับสนุนการเรียนรู้ในประเด็นที่ศึกษา
เทา่ น้นั แตย่ ังเป็นช่องทางให้มีการบูรณาการความรู้ในศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาถาม นับเป็นแนวทาง
การจดั การเรียนรูท้ ่สี นบั สนนุ จุดเน้นของสเตม็ ศกึ ษาได้เปน็ อย่างดี
3. การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การทาโครงงานเป็นการสืบเสาะหาความรู้ในรูปแบบหน่ึง
แต่ผู้เขียนได้แยกโครงงานออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เน่ืองจากเป็นแนวทางท่ีสามารถส่งเสริมการบูรณาการ
ความรู้สู่การแก้ปัญหาได้ชัดเจน การสืบเสาะหาความรู้บางครั้งครูเป็นผู้กาหนดประเด็นปัญหา หรือให้
ขอ้ มลู สาหรับศกึ ษาวิเคราะห์ หรือกาหนดวิธกี ารในการสารวจตรวจสอบ ตามข้อจากัดของเวลาเรียน วัสดุ
อุปกรณ์ หรือปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แต่การทาโครงงานน้ันเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนเกิดประสบการณ์
การเรียนรู้สาคัญในทุกข้ันตอนด้วยตนเอง ต้ังแต่การกาหนดปัญหา ศึกษาความรู้ที่เก่ียวข้อง ออกแบบ
วิธีการรวบรวมข้อมูล ดาเนินการ ลงข้อสรุป และสื่อสารส่ิงท่ีค้นพบ (บางครั้งครูอาจกาหนดกรอบกว้างๆ
เช่น ให้ทาโครงงานเก่ียวกับพลังงานทดแทน โครงงานเก่ียวกับการใช้คณิตศาสตร์ในผลิตภัณฑ์ของชุมชน
เป็นต้น) โครงงานในรปู แบบสิง่ ประดิษฐ์จะมีการบูรณาการกระบวนการทางวิศวกรรมได้อย่างโดดเด่น แต่
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "168
โครงงานในรปู แบบอนื่ ทั้งโครงงานเชงิ ทดลอง เชงิ สารวจ หรือเชงิ ทฤษฎี กม็ คี ุณค่าควรแก่การสนับสนุนไม่
แพ้กัน แม้นักเรียนจะมีบทบาทหลักในการเรียนรู้ผ่านการทาโครงงาน แต่บทบาทของครูในการให้
คาปรึกษาระหว่างนักเรียนทาโครงงานนั้นเป็นบทบาทท่ีสาคัญและท้าทาย เนื่องจากครูมีความรับผิดชอบ
ในการสนับสนุนให้นักเรียนเกิดความรู้ความสามารถตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ โดยครูต้อง
เตรียมพร้อมท่ีจะเรยี นรู้สิ่งใหมไ่ ปพร้อมๆ กับนกั เรยี นในทุกหวั ขอ้ โครงงาน
4. การสร้างสรรค์ช้ินงาน แนวคิดน้ีไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่เลยเสียทีเดียว ผู้เขียนยังจดจา
ประสบการณ์วัยเด็กได้ว่า มีโอกาสประดิษฐ์ส่ิงของ อุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสานพัด การ
ร้อยมาลยั การประดษิ ฐ์เครอ่ื งดนตรี สมุดภาพ การจดั ป้ายนิเทศ เดก็ ๆ ทุกวนั น้ีอาจได้รับการมอบหมายให้
สรา้ งสรรค์ชนิ้ งานท่ีแตกต่างไปจากยุคก่อน เช่น ประดิษฐ์ป้ายไฟ รถแข่งพลังงานแสงอาทิตย์ ถ่ายหนังส้ัน
ทามัลติมีเดียสาหรับนาเสนองาน ประสบการณ์การทาช้ินงานเหล่านี้ สร้างทักษะการคิด การออกแบบ
การตดั สนิ ใจ การแก้ปญั หาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้ินงานท่ีครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดอย่าง
อิสระและสร้างสรรค์ การประดิษฐ์ช้ินงานเหล่านปี้ ระยกุ ตใ์ ช้ความรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อย่างไม่รู้ตัว
บางคร้ังครูอาจจัดให้นักเรียนสะท้อนความคิดว่าได้เกิดประสบการณ์หรือเรียนรู้อะไรบ้างจากงานที่
มอบหมายให้ทา เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้อยู่ท่ีกระบวนการทางานด้วยเช่นกัน หากนักเรียนมอง
เพียงเป้าหมายชิ้นงานที่สาเร็จอย่างเดียว อาจไม่ตระหนักว่าตนเองได้เรียนรู้บทเรียนสาคัญมากมาย
ระหวา่ งทาง
5. การบูรณาการเทคโนโลยี เพียงครูบูรณาการเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่กระบวนการเรียนรู้ของ
นกั เรียน ครูก็ได้กา้ วเขา้ ใกล้เป้าหมายการจัดการเรียนรตู้ ามแนวทางสเต็มศึกษาอกี กา้ วหนึ่งแล้ว เทคโนโลยี
ท่ีครูสามารถใช้ประโยชน์ในช้ันเรียนปัจจุบันมีได้ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูลลักษณะต่างๆ การบันทึกและ
นาเสนอข้อมูลด้วยภาพนิ่ง วีดิทัศน์ และมัลติมีเดีย การใช้อุปกรณ์ sensor/data logger บันทึกข้อมูลใน
การสารวจตรวจสอบ การใช้ซอฟต์แวรจ์ ัดกระทา วิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย การใช้
ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ กระตุ้นให้นักเรียนสนใจการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ประยุกต์ใช้ความรู้
แกป้ ญั หา และทางานร่วมกนั รวมท้ังสรา้ งทกั ษะสาคัญในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพต่อไปในอนาคต
ด้วย
6. การมุ่งเน้นทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 กจิ กรรมการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษาพัฒนาพัฒนา
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม (Learning and
Innovation Skills) ตามกรอบแนวคิดของ Partnership for 21st Century Skills ท่ีครอบคลุม 4C คือ
Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) Communication (การสื่อสาร) Collaboration (การทางาน
ร่วมกนั ) และ Creativity (การคิดสรา้ งสรรค)์ จะเหน็ ได้ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงาน หรือการ
สร้างสรรค์ช้ินงานที่กล่าวถึงข้างต้นน้ันสามารถสร้างเสริมทักษะเหล่านี้ได้มาก อย่างไรก็ตามในบริบทของ
โรงเรียนทัว่ ไป ครูอาจไม่สามารถให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการทาโครงงาน หรือการสร้างสรรค์ช้ินงานเท่าน้ัน
ดังนั้นในบทเรียนอ่ืนๆ ถ้าครูมุ่งเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในทุกโอกาสท่ีเอ้ืออานวย เปิดโอกาสให้
นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ทางานร่วมกัน เรียนรู้การหาท่ีติ (ฝึกคิดเชิงวิพากษ์) หาที่ชมหรือเสนอ
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "169
วธิ ีการใหม่ (ฝึกคิดเชิงสร้างสรรค์) ก็นับว่าครูจัดการเรียนการสอนเข้าใกล้แนวคิดสเต็มศึกษามากขึ้น ตาม
สภาพจริงของช้นั เรยี น
7. การสร้างการยอมรับและการมีส่วนร่วมจากชุมชน ครูหลายท่านอาจเคยมีประสบการณ์กับ
ผปู้ กครองท่ีไม่เขา้ ใจแนวคดิ การศึกษาที่พัฒนานักเรียนให้เป็นคนเต็มคน แต่มุ่งหวังให้สอนเพียงเนื้อหา ติว
ข้อสอบ อยากให้ครูสร้างเด็กที่สอบเรียนต่อได้ แต่อาจใช้ชีวิตไม่ได้ในสังคมจริงของการเรียนรู้และการ
ทางาน เมื่อครูมอบหมายให้นักเรียนสืบค้น สร้างชิ้นงาน หรือทาโครงงาน ผู้ปกครองไม่ให้การสนับสนุน
หรืออีกด้านหน่ึงผู้ปกครองรับหน้าที่ทาให้ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม หวังว่าผู้ปกครองทุกคนจะไม่เป็นไป
ตามที่กล่าวข้างต้น ผลงานจากความสามารถของเด็ก เป็นอาวุธสาคัญที่ครูจะนามาเผยแพร่จัดแสดงเพื่อ
ชนะใจผู้ปกครองและชุมชนให้ให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษา ครูสามารถนา
นักเรียนไปศึกษาในแหล่งเรียนรู้ของชุมชน สารวจสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในท้องถิ่น ศึกษาและรายงาน
สภาพมลพิษหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นท่ีให้ชุมชนรับทราบ ตลอดจนศึกษาและแก้ปัญหาที่
เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ เกิดประโยชน์สาหรับนักเรียนเอง อาจเป็น
ประโยชน์สาหรับชุมชน และสามารถสร้างการมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และท่ีสาคัญอย่างย่ิงคือ
ความรู้สึกเป็นเจา้ ของ ร่วมรบั ผดิ ชอบคุณภาพการจัดการศกึ ษาในท้องถิ่นตวั เองให้เกดิ ข้นึ ได้
8. การสร้างการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น การให้นักเรียนศึกษาปัญหาปลายเปิดตาม
ความสนใจของตนเองในลกั ษณะโครงงาน ตลอดจนการเชอ่ื มโยงการเรยี นรู้สู่การใช้ประโยชน์ในบริบทจริง
น้นั บางครงั้ นาไปสูค่ าถามท่ีซับซ้อนจนต้องอาศัยความรู้ความชานาญเฉพาะทาง ครูไม่ควรกลัวจะยอมรับ
กับนกั เรียนว่าครูไม่รคู้ าตอบ หรือครูช่วยไมไ่ ด้ แต่ควรใช้เครือข่ายท่ีมี เชื่อมโยงให้ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นมา
ชว่ ยสนบั สนุนการเรยี นรู้ของนักเรียน เครือขา่ ยดงั กล่าวอาจเป็นได้ท้งั ศิษย์เกา่ ผปู้ กครอง ปราชญ์ชาวบ้าน
เจ้าหน้าท่รี ัฐ หรืออาจารยใ์ นสถาบนั อดุ มศึกษาในท้องถิน่ ครูสามารถเชิญวทิ ยากรภายนอกมาบรรยายหรือ
สาธิตในบางหวั ขอ้ หรอื ใช้เทคโนโลยี เช่น การประชุมผ่านวีดทิ ัศน์ เออื้ อานวยใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญสามารถพูดคุย
ให้ความคดิ เห็น หรอื วิพากษ์ผลงานของนกั เรยี น เปน็ ต้น
9. การเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ (informal learning) เด็กๆ นั้นรักความสนุก หากเราจากัด
ความสนุกไม่ให้กล้ากรายใกล้ห้องเรียน ความสุขคงอยู่ห่างไกลจากครูและจากเด็กไปเร่ือยๆ แต่จะบูรณา
การความสนุกสู่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาอย่างไร
ต้องอาศัยความคิดสรา้ งสรรค์ของครูในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีท้าทาย เพลิดเพลิน ให้การเรียน
เหมอื นเปน็ การเล่น แต่ในขณะเดียวกนั ก็ตอ้ งสรา้ งความรู้และความสามารถตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
ด้วย การเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการท่ีได้รับความนิยม คือ การจัดกิจกรรมค่าย การเรียนรู้จากเพลง เกม
ละคร หรือการประกวดแข่งขัน กิจกรรมเหล่าน้ีเป็นโอกาสดีที่จะสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน เช่น อาจ
เชิญผูเ้ ช่ียวชาญในทอ้ งถ่นิ เปน็ วทิ ยากรในคา่ ย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรอื ใหก้ ารสนับสนนุ ของรางวลั
10. การเรียนรู้ตามอัธยาศัย (non-formal learning) เม่ือครูได้ดาเนินการ 9 ข้อข้างต้นแล้ว
อาจมองออกนอกขอบเขตร้ัวโรงเรียน สร้างนิสยั การเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เป็นวัฒนธรรมของชุมชน ร่วมกัน
สร้างแหล่งเรียนรู้สเต็มในท้องถ่ิน เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หรือประยุกต์ความรู้สเต็มเพ่ือสนับสนุน
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "170
แหล่งเรียนรู้วิถีชุมชน เช่น ส่งเสริมให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมนาเสนอข้อมูลภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมในชุมชน สร้างหอเกียรติยศสเต็มของหมู่บ้าน เพ่ือนาเสนอเร่ืองราวการใช้
ความรู้สเตม็ ในการพัฒนาอาชพี และพฒั นาคุณภาพชีวติ เชน่ ผลงานด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้าน
การพฒั นาผลิตภณั ฑ์ หรอื ด้านการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ตน้
สรุป
แนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคต การจัดการศึกษาศตวรรษที่ 21 เพ่ือมุ่งสู่การ
พัฒนาผู้เรียนให้มคี วามพร้อมทางด้านเศรษฐกจิ แรงงาน การเรียนรู้ และมีความเป็นพลเมืองท่ีดี วิจารณ์
พานิช กล่าวว่า ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ สาระวิชาหลัก ภาษาแม่และภาษาโลก
ศิลปะ วทิ ยาศาสตร์ ภูมศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ คณติ ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐและความเป็นพลเมืองดี
STEM ย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics เป็นแนวทางการ
เรียนการสอนที่มีลักษณะของการบูรณาการการเรียนการสอนท้ังสี่สาขาเข้าด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์
(Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์
(Mathematics) เพื่อให้ผู้เรียนนาความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหา และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ใน
ชีวิตประจาวัน โดยอาศัยการจัดการเรียนรู้ด้วยครูหลายสาขาร่วมมือกัน - Science เป็นวิชาท่ีว่าด้วย
การศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ (Scientific
Inquiry) -Technology เป็นวิชาท่ีว่าด้วยกระบวนการทางานท่ีมีการประยุกต์ศาสตร์สาขาอ่ืนๆ ท่ี
เกีย่ วข้อง มาใชใ้ นการแกป้ ญั หา ปรับปรงุ แก้ไขหรอื พัฒนาสงิ่ ตา่ งๆ เพื่อตอบสนองความตอ้ งการ หรือความ
จาเป็นของมนุษย์ -Engineering เป็นวิชาที่เก่ียวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือสร้างสิ่งต่างๆ เพ่ือมา
อานวยความสะดวกของมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และกระบวนการทาง
เทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ช้ินงานนั้นๆ -Mathematics เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับการ
คานวณ หรือ วชิ าท่ีเกย่ี วกบั การคานวณ เปน็ พ้ืนฐานสาคญั ในการศึกษาและตอ่ ยอดทางวิศวกรรมศาสตร์
แบบฝกึ หดั ท้ายบทที่ 8
1. การจัดการศึกษาศตวรรษท่ี 21 ม่งุ การพฒั นาผูเ้ รยี นใหม้ คี วามพรอ้ มด้านใด
2. วาดกรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สาหรับทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21พร้อมอธิบายความหมายของ
กรอบแนวคดิ
3. ให้ผู้เรยี นบอกปจั จยั สาคญั ดา้ นการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21
4. STEM Education มคี วามหมายว่าอยา่ งไร
5. STEM Education มคี วามสาคัญอยา่ งไร
171
เอกสารอ้างอิง
จริ าภรณ์ พากร. บทความออนไลน์ www.preschool.or.th
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2550) นโยบายและแผนการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย(0-5ปี) ระยะยาว
พ.ศ. 2550-2559 . กรงุ เทพฯ: หา้ งหุ้นสว่ นจากัด วี.พี.ที. คอมมวิ นิชั้น.
วจิ ารณ์ พานิช. (2555) วถิ ีสรา้ งการเรยี นรเู้ พื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21. พมิ พ์คร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ : มลู นิธิ
สดศรี-สฤษวงศ์.
www.aseanthai.net
www.gammaco.com
www.krusmart.com
www.schoolguide.in.th
www.qlf.or.th
" มหาวิทยา ัลยสวน ุด ิสต เพื่อการ ึศกษาเ ่ทานั้น "