The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nunninsaranya.11, 2022-07-11 01:06:29

สรุปบทที่1-บทที่6 ครูนุ่น

วนั สําคญั ทางพระพุทธศาสนา

- หลักธรรมเบอ้ื งตน้ ที่เกย่ี วขอ้ งในสําคญั ทางพระพทุ ธศาสนา -

วนั มาฆบูชา วันเพ็ญ
เดือน ๓

สมัยพุทธกาลมเี หตกุ ารณส์ ําคญั เกิดข้ึนเรียกว่า

“จาตุรงคสนั นิบาต”

ณ เวฬุวันมหาวิหาร ในกรงุ ราชคฤห์

1. พระสาวก ๑,๒๕๐ รูป มาประชมุ กัน ล้วนเป็นพระอรหันตท์ ัง้ ส้ิน
2. พระสาวกทงั้ ๑,๒๕๐ รปู ได้รบั เอหภิ ิกขสุ มั ปทา คอื ได้รบั การ

อปุ สมบทจากพระพุทธเจา้
3. พระสาวกเหลา่ นนั้ มาประชมุ กนั โดยมไิ ดน้ ัดหมาย
4. พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์

วนั มาฆบูชา วนั เพญ็
เดอื น ๓

หลกั ธรรม
พระโอวาทปาฏโิ มกข์

การไม่ทําความชว่ั ทงั้ ปวง
การทาํ แต่ความดี

การทําจิตใจให้สะอาดบริสุทธ์ิ

วันวสิ าขบูชาวันเพ็ญ
เดือน 6

35 ปี 45 ปี

ประสตู ิ (0 ป)ี ตรัสรู้ (35 ป)ี ปรนิ พิ พาน (80 ปี)

• วันวิสาขบูชา เป็นวนั คลา้ ยวนั ประสตู ิ วนั ตรสั รู้ และวันปรนิ พิ พาน ของพระพุทธเจ้า
• องค์การสหประชาชาตมิ ีมตกิ าํ หนดให้วนั วสิ าขบูชาเป็นวนั สําคญั สากลในกรอบขององค์การ
สหประชาชาติ

วันวิสาขบูชา วนั เพญ็
เดอื น 6

หลกั ธรรม
อรยิ สัจ 4

ทกุ ข์ : ความไม่สบายกายไมส่ บายใจ
สมทุ ัย : สาเหตุของการเกิดทกุ ข์
นิโรธ : ความดบั ทุกข์
มรรค : หนทางในการดับทุกข์

วันอัฏฐมบี ชู าแรม๘ค่าํ
เดือน 6

วนั อัฏฐมบี ชู า คอื วันถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะขององคส์ มเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า
หลังจากท่พี ระพทุ ธองคเ์ สดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพานได้ ๘ วนั ณ มกฏุ พันธนเจดยี ์ เมืองกสุ นิ ารา
ของมัลลกษัตริย์ในคร้ังนี้มกี ษัตรยิ ถ์ ึง ๗ เมอื ง ส่งทูตมาขอแบ่งปนั พระบรมสารรี กิ ธาตุ เพอ่ื
นํากลับไปสักการบูชาทีบ่ า้ นเมืองของตนด้วย

วนั อฏั ฐมีบชู าแรม๘คํา่
เดือน 6

ปัจฉมิ โอวาท

“วยธมฺมา สงขฺ ารา อปปฺ มาเทน สมฺปาเทถ”
แปลว่า

“สังขารท้งั หลาย มคี วามเสอื่ มสลายไปเป็นธรรมดา
ทา่ นท้งั หลายจง ให้ถึงพร้อม ด้วยความไมป่ ระมาทเถดิ ”

วันอาสาฬหบชู าวนั เพ็ญ
เดือน 8

วันอาสาฬหบชู า มคี วามสําคัญอยู่ ๔ ประการ คอื

พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนา
เป็นวันแรก
พระพุทธเจา้ ไดท้ รงแสดงปฐมเทศนาชอื่ วา่
"ธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร"
มพี ระสงฆอ์ งค์แรกเกิดข้นึ ในพระพทุ ธศาสนา
คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ
มพี ระรตั นตรัย คือ พระพทุ ธ พระธรรม และ
พระสงฆค์ รบบรบิ รู ณ์

วันอาสาฬหบูชาวนั เพญ็
เดือน 8

ใจความสาํ คัญของ
"ธมั มจกั กัปวัตตนสูตร"

1. ไมป่ ฏบิ ตั ติ นตามทางที่สดุ ข้วั ๒ ทาง คือ การหมกมุ่นอยูใ่ นกาม (ความสุขทางเนือ้ หนงั ) กามสุขลั ลกิ านุโยค
และการทรมานตนใหล้ ําบาก เรียกวา่ อัตตกิลมถานุโยค แตค่ วรเดนิ ตามสายกลาง คอื "มัชฌิมาปฏปิ ทา"
2. ทรงแสดงอริยสจั ๔
3. ทรงแสดงวา่ ทรงร้อู รยิ สัจ ๔ ทรงรู้หน้าทอ่ี นั ควรทําในอริยสัจทงั้ ๔

และทรงรู้ว่าได้ทาํ หน้าทนี่ ัน้ แล้ว

การปฏิบัติตนในวนั สาํ คัญ ทําบญุ ตักบาตรในตอนเช้า
ทางพระพทุ ธศาสนา ฟังพระธรรมเทศนา
รกั ษาศีล ๕ ศีล ๘ หรืออโุ บสถศลี
บําเพญ็ สาธารณประโยชน์

เวยี นเทยี น

(ยกเว้นวนั อัฐมบี ชู า)

วนั สาํ คญั ทางพระพุทธศาสนา

- วันธรรมสวนะและเทศกาลสําคัญ -

วันธรรม วนั ธรรมสวนะ คอื วนั ฟังธรรม
สวนะ
วนั พระเลก็ : วนั ขน้ึ และวนั แรม ๘ คา่ํ
วันพระใหญ่ : วันข้ึน ๑๕ คํ่า และวันแรม ๑๔ หรอื ๑๕ คํ่า

ในวนั ธรรมสวนะ พุทธศาสนกิ ชนพึงปฏบิ ัติ คือ ในตอนเชา้ พระภิกษุ สามเณรและ
อบุ าสก อบุ าสกิ า ประชมุ โดยพร้อมกันทพี่ ระอุโบสถหรือศาลาการเปรยี ญ พระสงฆ์
ทําวตั รสวดมนต์ เร่ิมด้วยนมัสการพระรตั นตรยั และสวดบททาํ วตั รเชา้ ไปจนจบ มกี าร
ทําวตั รสวดมนต์ รบั ศลี ๕ หรือศีล ๘

วนั เข้า วนั เขา้ พรรษา คอื วันทพี่ ระภกิ ษุสงฆ์อธษิ ฐานว่าจะอย่ปู ระจาํ ณ อาวาสใด
พรรษา อาวาสหน่งึ เป็นระยะเวลา ๓ เดือน ตลอดฤดฝู น ไม่จารกิ ไปแรมคืนยงั สถาน
ทอ่ี ื่นแม้แต่คนื เดยี ว โดยปราศจากความจําเปน็ ตามท่รี ะบุไวใ้ นพระธรรม
วนิ ัย วันเข้าพรรษา มีอยู่ ๒ วนั คอื

วนั แรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ เรยี กว่า “ปุรมิ พรรษา” (วนั เขา้
พรรษาต้น) ออกพรรษาในวันขึน้ ๑๕ คํ่า เดอื น ๑
วนั แรม ๑ คํา่ เดือน ๙ เรียกวา่ “ปัจฉมิ พรรษา” (วันเขา้
พรรษาหลัง) ออกพรรษาในวนั ขึน้ ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๒

วนั เข้า การปฏบิ ัตติ นในวันเข้าพรรษา
พรรษา
พธิ ีของพระภิกษสุ งฆ์ เมื่อถงึ วันเข้าพรรษา พระภกิ ษุเพยี งแต่

ต้งั จติ อธิษฐานวา่ “ขา้ พเจ้าจกั อยจู่ ําพรรษาในอาวาสนีเ้ ปน็ เวลา ๓ เดอื น”
หรอื แมจ้ ะมไิ ดต้ งั้ จิตอธษิ ฐาน คร้ันถึงวันเข้าพรรษาไมจ่ าริกไปแรมคืนที่
อ่นื ก็ย่อมไดช้ ื่อว่าเข้าพรรษาหรอื อย่จู าํ พรรษาแล้ว

พธิ ขี องพุทธศาสนิกชน 1. พธิ อี ปุ สมบทใหแ้ ก่บตุ รหลานของตน

ทมี่ ีอายุครบบวช ๒๐ ปบี ริบูรณ์ ไปบรรพชาอุปสมบท โดยถอื กันวา่ ถา้
บตุ รหลานไดเ้ ข้าบวชเรียนและอยจู่ ําพรรษาจะได้รับอานิสงสส์ ูงสุด
2. มีการแหเ่ ทยี นพรรษา การถวายผา้ อาบนํ้าฝน ทําบญุ ตกั บาตร งดดม่ื
สุรา งดเล่นการพนัน

วนั ออก วันออกพรรษา ถ้าเป็นพรรษาต้นจะตรงกบั วันข้ึน ๑๕ ค่าํ เดอื น ๑ และ
พรรษา พรรษาหลังจะตรงกบั วันข้ึน ๑๕ ค่าํ เดอื น ๑๒

เป็นวนั ทพ่ี ระภกิ ษสุ งฆส์ นิ้ สุดระยะการจําพรรษา หลังจากทจี่ าํ พรรษามา
นานเป็นระยะเวลา ๓ เดือน ซึ่งพระภกิ ษุสงฆท์ กุ รูปจะต้องทาํ การปวารณา
หลังจากออกพรรษาแลว้

คําวา่ “การปวารณา” คอื การท่พี ระภกิ ษุสงฆ์เปดิ
โอกาสใหผ้ ปู้ ระพฤติพรหมจรรยใ์ นธรรมวนิ ัยเดียวกนั
ว่ากลา่ วตกั เตอื นกันได้

การปฏบิ ตั ติ นในวันออกพรรษา
ทาํ บญุ ตักบาตรในตอนเชา้
ฟงั พระธรรมเทศนา
รักษาศีล ๕ ศลี ๘

วนั เทโว
โรหณะ

ตรงกับ วันแรม 1 ค่าํ เดอื น 1 (หลงั ออกพรรษา 1 วนั )
พุทธศาสนิกชนจะไปร่วมทําบญุ ตกั บาตรท่วี ัด เรยี กว่า
“ตักบาตรเทโว” คําว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณ”
แปลว่า การเสด็จลงมาจากเทวโลก (สวรรค์)

ศาสนพธิ ี

การทาํ บญุ ตกั บาตร

ตักบาตร หมายถึง การถวายภัตตาหารแดพ่ ระสงฆด์ ้วยการใสภ่ ัตตาหารลงไปใน
บาตรของท่าน ซ่ึงมีวัตถุประสงค์ ดังน้ี

ถือเปน็ การทําบญุ อยา่ งหน่ึงซึ่งการทําบญุ น้ันยอ่ มมผี ลดตี อ่ จิตใจของผู้กระทาํ
เป็นการถวายความอปุ ถมั ภแ์ ดพ่ ระสงฆ์
สรา้ งความดีให้แก่ตนเอง เพราะการทําบญุ น้นั ถอื เปน็ การใหท้ าน
เป็นส่วนประกอบสาํ คัญของการทาํ บญุ

การถวายภัตตาหาร

ภัตตาหาร หมายถงึ อาหารตา่ ง ๆ ทีเ่ ราประกอบข้นึ แลว้ นาํ ไปถวายแดพ่ ระสงฆเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้ฉัน การถวายภตั ตาหาร
เปน็ ประเพณีท่ียดึ ถอื ปฏบิ ตั ิสบื ต่อกนั มาต้ังแตส่ มัยพุทธกาล โดยมวี ตั ถุประสงค์ ดงั นี้

เพ่ือสืบทอด เพือ่ จะไดม้ โี อกาส เปน็ การช่วยทาํ นบุ าํ รงุ
ประเพณี ฟงั พระธรรมเทศนา พระพุทธศาสนา

การถวายภัตตาหาร

ในการประกอบพิธกี รรมทางพระพุทธศาสนาจะจดั ภตั ตาหาร
ออกเปน็ ๒ ท่ี คอื ถวายพระพุทธรูป ๑ ที่ และถวายพระสงฆ์
อีก ๑ ที่

อาหารท่ีนํามาถวายพระสงฆ์นั้นจะต้องไม่เปน็ อาหาร
ต้องห้าม ๑๐ ชนดิ ตามทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงบญั ญัตไิ ว้มิ
ใหพ้ ระภกิ ษสุ งฆ์บรโิ ภค ได้แก่ เนอ้ื มนษุ ย์ เน้อื ช้าง
เน้อื มา้ เนอ้ื สุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ (สิงโต) เน้ือเสือ
โครง่ เน้ือเสือเหลือง เน้อื หมี และเน้ือเสอื ดาว

การถวายสงั ฆทาน

สังฆทาน คอื ทานที่ถวายแดพ่ ระสงฆ์ทัว่ ไป มิได้เจาะจงวา่ จะเปน็ พระภกิ ษุรูปใดรูปหน่งึ โดยสิ่งของท่ีจะถวายเป็น
ทานแดพ่ ระสงฆ์นั้น เรียกวา่ “เคร่ืองไทยธรรม” ซง่ึ สามารถจาํ แนกออกเป็น ๑๐ อยา่ ง ดังน้ี

ภัตตาหาร นา้ํ และเครื่องด่มื เคร่ืองนุ่งหม่ ยานพาหนะ เคร่ืองบชู า

รวมถงึ การถวายปจั จยั เปน็ คา่ พาหนะ

ธปู เทียน ของชําระร่างกาย เครื่องทีน่ อน ทอ่ี ยู่อาศัยและบริวาร เครือ่ งใช้ที่ให้แสงสวา่ ง

การถวายสงั ฆทาน

การถวายสงั ฆทานเปน็ พิธีปฏบิ ตั ิทมี่ มี าตัง้ แตค่ รัง้ สมัยพุทธกาลแลว้
โดยทพ่ี ระพุทธเจ้าไดต้ รัสแกพ่ ระอานนท์ ความวา่ “สังฆทาน คือ
การรอ้ งขอต่อสงฆใ์ หส้ ง่ ใครไปรับ แลว้ ถวายแกผ่ ้นู ัน้ ”

ํคาแปล ํคา ่อานการถวายสังฆทาน

คาํ กล่าวถวายสังฆทาน

อิมานิ มะยัง ภนั เต ภตั ตานิ สะปะริวารานิ ภิกขสุ งั ฆัสสะ โอโณชะยามะ
สาธุ โน ภันเต ภกิ ขสุ งั โฆ อมิ านิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ
อมั หากังทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

ขา้ แตพ่ ระสงฆ์ผเู้ จริญ ขา้ พเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายภัตตาหารและ
ของบรวิ ารเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆจ์ งรับ
ภัตตาหาร รวมทั้งบรวิ ารเหล่าน้ขี องข้าพเจ้าทง้ั หลาย เพ่อื ประโยชน์
และความสขุ แกข่ ้าพเจา้ ทง้ั หลาย ตลอดกาลนานเทอญ

การถวายผา้ อาบน้าํ ฝน

ผ้าอาบนํา้ ฝน หรอื ผ้าวัสสิกสาฏก คอื ผา้ อาบน้าํ ทีพ่ ุทธศาสนกิ ชนนาํ มาถวายแด่พระสงฆใ์ นฤดู
ฝน เป็นการทาํ บุญและอุปถมั ภ์ใหพ้ ระสงฆ์มขี ้าวของเครอ่ื งใชต้ ามฤดกู าล

การถวายผ้าอาบนํ้าฝนไมม่ กี ฎเกณฑแ์ น่นอนตายตัวว่าจะตอ้ งถวายวนั ไหน
ขน้ึ อย่กู ับความเหมาะสมของแตล่ ะแหง่ สว่ นใหญ่แล้วจะกระทํากนั ใน
ระหว่าง แรม ๑ คา่ํ เดือน ๗ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่าํ เดอื น ๘ และมกั จะถวาย
กันในวันพระ แตใ่ นบางวัดก็จัดถวายในวันเข้าพรรษา คือ วนั แรม ๑ ค่าํ
เดอื น ๘

ํคาแปล ํคา ่อานการถวายผ้าอาบนา้ํ ฝน

คาํ กล่าวถวายผ้าอาบน้ําฝน

อิมา มะยงั ภนั เต วัสสกิ ะสาฏิกา สะปะริวารา ภกิ ขสุ ังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภกิ ขุสังโฆ
อิมา วสั สิกะสาฏกิ า สะปะริวารา ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากญั เจวะ มาตาปติ ุอาทนี ญั จะ ปยิ ะชะนานงั ทฆี ะ
รัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

ข้าแตพ่ ระสงฆ์ผูเ้ จรญิ ข้าพเจ้าทง้ั หลาย ขอน้อมถวายผา้ อาบน้าํ ฝน พร้อมกับของบรวิ ารทั้งหลาย
เหล่าน้ี แกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ ขอพระภกิ ษุสงฆ์ จงรับผ้าอาบนา้ํ ฝนพร้อมกับของบรวิ ารทง้ั หลายเหลา่ นี้
ของขา้ พเจา้ ทั้งหลาย เพอ่ื ประโยชน์ เพอ่ื ความสขุ แกข่ ้าพเจา้ ท้งั หลายดว้ ย แกป่ ิยชนทัง้ หลายมมี ารดา
บิดาเปน็ ตน้ ด้วยตลอดกาลนานเทอญฯ

การจัดและถวายเคร่ืองไทยธรรม
เครือ่ งไทยทาน

เครือ่ งไทยธรรม เคร่อื งไทยทาน หมายถงึ สิ่งของท่คี วรถวายเปน็ ทาน
แดพ่ ระสงฆ์ ในพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พุทธศักราช
๒๕๔๒ ให้ความหมายของคาํ ว่า “ไทยทาน” วา่ ของสาํ หรบั ทําทาน และ
ใหค้ วามหมายของคาํ วา่ “ไทยธรรม” ว่า ของทาํ บญุ ต่าง ๆ ของถวาย
พระ ความหมายของคําว่า “ไทยทาน” กว้างกวา่ คําวา่ “ไทยธรรม”
หมายความวา่ เป็นของสําหรับทาํ ทานกบั ใครก็ได้ ไม่จําเพาะเจาะจงว่า
ต้องเปน็ พระสงฆ์

การกรวดน้ํา

การกรวดนํ้า คอื การอทุ ิศสว่ นกุศล อนั จะพึงเกดิ จากการทําบญุ ให้แกผ่ ลู้ ่วงลับไปแล้วดว้ ยวิธกี ารหลั่งน้ํา
พรอ้ มกบั กล่าวคําอุทิศในการกรวดนา้ํ มวี ัตถปุ ระสงค์และความสาํ คัญ คอื

เพอ่ื สบื ทอด คเวปพาทน็มรกกยี่ ะางัคตรมณุัญแชี ญสีวทติด่ีลกู องว่ตยองเลอู่วตทบัก่อีขซไผปอง่ึ ูม้แงีผลวู้้ คาํ อ่าน
ประเพณี อทิ งั เม ญาตนี งั โหตุ สขุ ติ า โหนตุ ญาตะโย

คาํ แปล

ขอส่วนบญุ นี้ จงสําเรจ็ แกญ่ าติทง้ั หลายของขา้ พเจ้า ขอให้
ญาตทิ ง้ั หลายของข้าพเจา้ จงมคี วามสขุ

การทอดกฐิน

กฐนิ เปน็ ภาษาบาลี แปลว่า “ไมส้ ะดงึ ” สมยั ก่อนการตดั เยบ็ จวี รเปน็ เร่ืองใหญ่
เนอื่ งจากไม่มเี คร่ือง ทุ่นแรง เช่น จักรเย็บผ้า และไม่มรี า้ นขายจีวรสาํ เรจ็ รปู การทําจวี ร
สบง หรือสงั ฆาฏแิ ตล่ ะผนื ตอ้ งอาศยั พระสงฆ์หลาย ๆ รปู ชว่ ยกันทําโดยขึงผ้ากับไม้
สะดึงให้ตึงกอ่ นแลว้ จึงตัดเย็บ

ผ้ากฐนิ ก็คือ ผา้ ทีส่ ําเรจ็ ขน้ึ ไดเ้ พราะอาศยั ไมส้ ะดงึ และถึงแมใ้ นปัจจบุ ันการทาํ จีวรจะไมต่ อ้ งอาศยั
ไมส้ ะดงึ แล้วกต็ าม แตช่ ื่อของผา้ ชนดิ นย้ี งั คงเรียกว่า “ผ้ากฐิน” อยตู่ ามเดิม

การทอดกฐนิ

วิธปี ฏิบัตใิ นการทอดกฐนิ

กําหนดระยะเวลาการทอดกฐิน เร่ิมต้งั แตว่ ันแรม ๑ ค่ํา เดือน ๑ ไป
จนถึงวนั ขน้ึ ๑๕ คํา่ เดือน ๑๒ จะทอดกอ่ นหรอื หลงั จากน้ไี มไ่ ด้
วดั หนึง่ ๆ จะรบั ผ้ากฐินหรือมกี ารทอดกฐนิ ได้เพียงปีละคร้งั เดยี ว
เทา่ นั้น
วดั ทจ่ี ะรบั กฐนิ จะต้องมพี ระภกิ ษุสงฆ์อยูจ่ ําพรรษาในวดั นั้นตั้งแต่
๕ รปู ขนึ้ ไป ตลอด ๓ เดอื น โดยไม่ขาดพรรษา และผา้ กฐนิ กจ็ ะ
ถวายแดพ่ ระสงฆท์ อี่ ยู่ประจาํ วัดเดียวตลอดพรรษา

การทอดกฐิน

การถวายผ้ากฐนิ เจ้าภาพยกผ้าไตรวางบนแขนทงั้ ๒ ขา้ ง น่ังคุกเข่าประนมมอื หนั ไปทางพระพุทธรปู แล้วกลา่ ว
คาํ บชู าพระรัตนตรัย คอื ตง้ั นะโม ๓ จบ จากน้นั จงึ หันหน้ามาทางพระสงฆ์ แล้วกลา่ วคําถวายผา้ กฐิน ดงั นี้

คําอ่าน : อิมัง สะปะรวิ ารงั กะฐนิ ะจวี ะระทุสสัง สงั ฆัสสะ โอโณชะยามะ (ว่า ๓ ครั้ง)
คาํ แปล : ขา้ พเจ้าทั้งหลาย ขอนอ้ มถวายผา้ กฐนิ จีวรพร้อมท้งั ของบรวิ ารน้ี แดพ่ ระภิกษุสงฆ์

การทอดผ้าปา่

ผา้ ป่า หมายถึง ผ้าท่ีไมม่ ีเจา้ ของ วางทง้ิ อยู่ตามป่า ป่าช้า หรอื พาดอยู่
ตามก่ิงไม้ ประเพณกี ารทอดผา้ ป่ามีมาแตค่ ร้งั พุทธกาล สมัยนัน้
พระพุทธองคม์ ไิ ด้ทรงอนุญาตใหพ้ ระภิกษสุ งฆ์รับผ้าไตรจวี รจากชาว
บา้ น ทรงอนญุ าตให้พระสาวกแสวงหาผ้าบงั สกุ ลุ คือ ผา้ ท่เี ป้ือนฝุน่
เศษผ้าจากกองขยะ หรอื ผา้ ห่อซากศพ นํามาย้อมฝาดและตัดเยบ็

การทอดผา้ ปา่

วธิ ีปฏิบัติในการทอดผา้ ป่า

การทอดผา้ ป่า ไมม่ กี ารจาํ กัดเวลา คือ ทอดไดต้ ลอดปี และจะทอด
กีค่ รง้ั กไ็ ดแ้ ต่ต้องมีผา้ บังสกุ ลุ อยา่ งนอ้ ย ๑ ผืน
การทอดผา้ ปา่ เป็นสังฆทาน ไม่เจาะจงวา่ พระภกิ ษุสงฆร์ ปู ใดจะ
เป็นผรู้ ับ
การทอดผ้าป่าจะกระทําเปน็ สว่ นตัวหรอื รวมกันหลายคนเปน็ ผา้ ป่า
สามัคคีกไ็ ด้


Click to View FlipBook Version