The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nunninsaranya.11, 2022-07-11 01:06:29

สรุปบทที่1-บทที่6 ครูนุ่น

ประพฤตธิ รรม เบญจธรรม 5
เมตตากรุณา : มคี วามรักใครเพอื่ นมนษุ ย
สมั มาอาชวี ะ : หาเล้ยี งชพี ทางสุจรติ
กามสงั วร : เดนิ สายกลางเกย่ี วกบั ความสุขทางเนอ้ื หนงั
สัจจะ : พูดแตความจรงิ
สตสิ มั ปชญั ญะ : รูสึกตัวอยเู สมอ

เบญจศลี 5
เวนจากการทําลายชีวิต
เวน จากการลกั ขโมย ฉอ โกง
เวนจากการประพฤตผิ ิดในกาม
เวน จากการพดู เทจ็
เวนจากนา้ํ เมา และสิ่งเสพติดทัง้ หลาย

เวน ความชั่ว ความชวั่ ทพี่ ระพทุ ธศาสนาสอนใหละเวน มมี ากมาย
แตจ ริง ๆ แลวอาจรวบรวมไดเ ปน 3 อยา ง นัน่ คอื
อกุศลมูล 3 แปลวา ตน ตอของความชว่ั 3 ประการ

อันไดแก โลภะ โทสะ โมหะ หรอื โลภ โกรธ หลง

การด่ืมสุรา ทาํ ใหข าดสติมักจะเกิดการทะเลาะ เวน จาก
ววิ าทในหมนู ักเลงสรุ า เรื่องเลก็ นอ ยกก็ ลายเปน การดื่มนํ้าเมา
เรอ่ื งใหญ ทําใหรา งกายเสือ่ มลงทีละนอย และ
ทาํ ใหคนปญ ญาดีกลายเปน คนโงไ ด

หนว่ ยที่ 4

พระไตรปฎิ ก
และพุทธศาสนสุภาษติ

อา้ งองิ เนือ้ หาจากหนังสือเรียนพระพทุ ธศาสนา ม.2
สานักพมิ พอ์ กั ษรเจรญิ ทศั น์

โครงสร้างและสาระสาคัญ
ของพระไตรปฎิ ก

ความหมายและความสาคญั ของพระไตรปฎิ ก

รากศพั ท์และ คาวา่ "ไตรปิฎก" มาจากภาษาบาลวี า่
ความหมาย ติปฏิ ก तितिटक
อา่ นวา่ ติ-ปิ-ตะ-กะ

ไตร แปลวา่ สาม
ปิฎ แปลวา่ ตะกรา้ / คัมภรี ์


พระไตรปฎิ กเปน็ เปน็ คมั ภรี ์ทีบ่ นั ทกึ คาสอนของพระโคตมพุทธเจา้ ซึ่งแตเ่ ดิม
ถา่ ยทอดกันมาด้วยการทอ่ งจา พระไตรปิฎกได้รบั การจารึกเปน็ ลายลกั ษณ์
อักษรลงในใบลานในการสังคายนาครัง้ ท่ี ๕ ซึ่งจดั ขน้ึ ทล่ี ังกาทวปี
ในประมาณ พ.ศ. ๔๕๐

ในสมยั พุทธกาลเรยี กพระธรรมคาสอนของพระพุทธเจา้ วา่

"พรหมจรรย์ และ ธรรมวินัย"

ในปัจจุบนั พระไตรปฎิ ก ใช้หมายถึงคมั ภรี ใ์ นศาสนาพุทธ เช่น
๑. พระไตรปฎิ กภาษาบาลี ใช้ในนกิ ายเถรวาท
๒. พระไตรปฎิ กภาษาจนี ใช้ในนิกายมหายาน
๓. พระไตรปฎิ กภาษาทิเบต ใชใ้ นศาสนาพทุ ธแบบทเิ บต

“วัชรสูตร”

เป็นคัมภรี ์ทางพทุ ธศาสนาเลม่ แรกทไ่ี ดร้ บั การตีพมิ พ์เม่อื ค.ศ. 868
โดย วางเซียะ และยงั คงตกทอดมาจนปจั จบุ นั น้ี

เนื้อหาในพระไตรปิฎกบาลีแบ่งเป็น
๓ หมวดใหญ่ ๆ คอื

พระวนิ ยั ปฎิ ก พระสตุ ตันตปฎิ ก พระอภิธรรมปิฎก

พระวินยั ปิฎก สว่ นทีว่ ่าด้วยสิกขาบท และศลี ของภกิ ษุและภกิ ษุณี ประกอบด้วย
21,000 พระธรรมขนั ธ์ แบ่งเป็น ๓ หมวดย่อย

สุตตภิวงั ค์ สว่ นทวี่ า่ ดว้ ยศีลในพระปาฏิโมกข์
ขันธกะ สว่ นทวี่ า่ ดว้ ยสงั ฆกรรม พิธกี รรม วตั รปฏิบตั ขิ องพระ
ปริวาร ส่วนที่สรปุ ขอ้ ความ หรือค่มู อื พระวนิ ัยปิฎก

พระสตุ ตันตปฎิ ก ส่วนที่วา่ ด้วยพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา้ ทท่ี รงแสดงแกบ่ ุคคล
ตา่ ง ๆ มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบง่ เป็น ๕ นิกาย ดังนี้

ทฆี นิกาย หมวดพระสตู รขนาดยาว

มัชฌิมนกิ าย หมวดพระสตู รขนาดปานกลาง
สังยตุ ตนิกาย พระสูตรโดยจัดกลุ่มตามเน้ือหา เช่น เรื่องอนิ ทรยี ์
องั คุตตรนิกาย (หนา้ ทีข่ องตน) เรอื่ งมรรค (ขอ้ ปฏิบตั ิ)
หมวดทปี่ ระมวลหมวดธรรมจากน้อยไปหามาก

ขทุ ทกนกิ าย หมวดทีป่ ระมวลเรือ่ งเบด็ เตล็ดตา่ ง ๆ

ใชอ้ ักษรยอ่ วา่ ที ม สงั อัง ขุ หรอื หวั ใจพระสูตร

พระอภิธรรมปฎิ ก สว่ นทีว่ ่าด้วยการอธิบายหลกั ธรรมในรูปวิชาการ ไม่เกี่ยวดว้ ย
บุคคลและเหตุการณ์ มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ แบ่งเป็น
๗ คัมภรี ์ ดงั นี้

ธมั มสังคณี คัมภีรท์ ร่ี วมข้อธรรมเป็นหมวดในหัวขอ้ ส้นั ๆ

วิภงั ค์ คมั ภรี ์ทแี่ ยกแยะให้เห็นรายละเอียด เช่น ขันธ์ ๕
มีอะไรบา้ ง แยกออกไปอย่างไรได้อกี

ธาตกุ ถา คมั ภรี ท์ ีจ่ ดั ข้อธรรมลงในขันธ์ ธาตุ อายตนะ วา่ มขี อ้
ใดเขา้ กนั ได้หรือไมอ่ ยา่ งไร

ปุคคลบญั ญัติ คัมภีร์บญั ญัตเิ รียกบคุ คลตามคุณธรรม

กถาวัตถุ คมั ภรี ท์ ี่อธิบายทรรศนะท่ขี ัดแยง้ กนั โดยเน้น
ทรรศนะของเถรวาททถี่ ูกตอ้ ง

ยมก คัมภีรท์ ่ยี กธรรมเป็นคๆู่ เชน่ กุศล-อกศุ ล

ปฏั ฐาน คัมภีรท์ อ่ี ธิบายปัจจยั หรอื เงื่อนไขทางธรรม ๒๔
ประการ เช่น เหตุปจั จะโย อารัมมะณะปจั จะโย

พทุ ธศาสนสภุ าษติ

กมมฺ ุนา วตฺตตี โลโก

กัม - มุ - นา - วดั - ตะ - ตี - โล - โก

สัตวโ์ ลกย่อมเปน็ ไปตามกรรม

กรรม แปลว่า การกระทา และมักหมายรวมถึงผลแห่งการกระทา
พระพทุ ธศาสนาสอนวา่ คนเราจะมชี ีวติ เป็นไปอยา่ งไรนน้ั ข้ึนอยูก่ ับกรรม
หรอื การกระทาของเรา ดงั พทุ ธดารัสท่ีว่า
“ควรพิจารณาโดยเนอื่ ง ๆ วา่ เรามีกรรมเปน็ ของตน เปน็ ผู้รับผลแหง่ กรรม
มกี รรมเป็นกาเนิด มกี รรมเป็นเผ่าพันธ์ุ มกี รรมเป็นทพี่ งึ่ อาศัย เราทากรรม
อนั ใดไว้ดีกต็ ามชวั่ กต็ าม เราจกั เปน็ ผ้รู บั ผลแหง่ กรรมนน้ั ”

กลยฺ าณการี กลฺยาณ ปาปการี จ ปาปก
กัน - ยา - นะ - กา - รี - กนั - ยา - นัง - ปา - ปะ - กา -

รี - จะ - ปา - ปะ - กงั ทาดไี ดด้ ี ทาชั่วได้ชั่ว

พระพทุ ธศาสนามหี ลักคาสอนทสี่ าคัญยิง่ ขอ้ หนง่ึ เรียกว่า “กฎ
แหง่ กรรม” มคี วามหมายว่า ทาดไี ดด้ ี ทาชวั่ ได้ช่วั หรอื เรยี กอกี ยา่ งวา่
“วบิ ากกรรม”

กรรม แปลว่า การกระทา และวบิ าก แปลว่า ผล กรรมวบิ าก
จึงแปลว่า ผลแห่งกรรม มี ๓ ระดับ ดังน้ี
๑. ระดบั ภายในจิตใจหรอื คุณภาพของจิต
๒. ระดับบุคลิกภาพและอปุ นิสยั
๓. ระดบั ภายนอกหรอื ผลทางสงั คม

สโุ ข ปญุ ญฺ สสฺ อุจฺจโย

สุ - โข - ปนุ - ยสั - สะ - อุด - จะ - โย

การสัง่ สมบญุ นาสุขมาให้

บญุ แปลวา่ ความดงี าม การทาบญุ ทาได้ ๑๐ วธิ ี เรียกว่า บุญกิริยาวตั ถุ ๑๐

มีดังนี้

๑. ทาบญุ ดว้ ยการให้ ๖. ทาบุญด้วยการเกลยี่ ความดีให้ผู้อ่นื

๒. ทาบญุ ดว้ ยการรกั ษาศีล ๗. ทาบุญดว้ ยการยินดีในความดีของผู้อน่ื

๓. ทาบญุ ด้วยการเจริญภาวนา ๘. ทาบญุ ดว้ ยการฟังธรรมหาความรู้

๔. ทาบุญด้วยการออ่ นน้อม ๙. ทาบุญดว้ ยการสัง่ สอนธรรมให้ความรู้

๕. ทาบญุ ดว้ ยการรบั ใช้ ๑๐. ทาบุญดว้ ยการทาความเห็นใหต้ รง

ปชู โก ลภเต ปชู วนทฺ โก ปฏวิ นทฺ น

ปู - ชะ - โก - ละ - พะ - เต - ปู - ชัง - วัน - ทะ - โก - ปะ - ติ - วนั - ทะ -นงั

ผู้บชู าย่อมไดร้ บั การบชุ าตอบ ผไู้ หว้ย่อมไดร้ บั การไหว้ตอบ

บูชา หมายถงึ การแสดงความเคารพบคุ คลหรอื ส่งิ ทน่ี ับถือ รวมตลอดไป
ถงึ การยกยอ่ งเทดิ ทูนดว้ ยความเคารพนับถอื อยา่ งไรกต็ ามการนับถือน้ี เราไม่กล่าว
ยกย่องสรรเสริญเกินงาม จนกลายเปน็ การประจบสอพลอ

การบูชาเป็นการแสดงความรู้สึกออกมาใหเ้ หน็ เป็นรปู ธรรม การบูชาดว้ ยวธิ ี
ตา่ ง ๆ ถอื เปน็ การแสดงออกซงึ่ ไมตรจี ติ เป็นการเปิดโอกาสความรูส้ กึ ทด่ี ี นาไปสู่
ความสาเร็จในหนา้ ทก่ี ารงานได้

จบการนาเสนอ

หนว่ ยท่ี 5

หนา้ ทชี่ าวพทุ ธและ
มารยาทชาวพทุ ธ

อา งองิ เนอื้ หาจากหนงั สอื เรียนพระพุทธศาสนา ม.2
สํานักพิมพอ กั ษรเจริญทศั น

หนา้ ที่ชาวพทุ ธ

การเข้าใจบทบาทของ
พระภกิ ษใุ นการเผยแผ่

พระพุทธศาสนา

พระภกิ ษุสละความสขุ ทางโลกเพอ่ื แสวงหาสจั ธรรม
หน้าที่สําคัญของพระภิกษุ กค็ ือ ศกึ ษาพระธรรม
คําสอนใหเ้ ข้าใจอยา่ งถอ่ งแท้ แล้วนํามาเผยแผ่แก่
มวลมนษุ ย์

การแสดงธรรม การแสดงธรรม หรอื การแสดงพระ
การแสดงปาฐกถาธรรม ธรรมเทศนา หรือการเทศนเ์ ปน็ รปู แบบ
ทีท่ าํ กันมาแต่โบราณ มรี ะเบียบวิธี
ปฏิบตั ิเป็นแบบอย่างโดยเฉพาะ มกี าร
อาราธนาศีล อาราธนาธรรม

การแสดงปาฐกถาธรรม เปน็ การแสดง
ธรรมโดยใช้ภาษาธรรมดาทสี่ ่อื ความหมาย
ได้ง่าย ตัดรูปแบบและพธิ ีกรรมอย่างที่ใช้
ในการเทศนอ์ อก

การประพฤตติ น พระภกิ ษมุ ีหน้าที่ที่จะทําให้เห็นวา่ การมชี วี ิตตามที่
ให้เป็นแบบอย่าง พระพทุ ธองค์ทรงสอนนน้ั เป็นไปได้ หลักคําสอน
เปน็ นามธรรม การปฏิบตั เิ ป็นรปู ธรรม พระภกิ ษุ
ต้องมีชีวติ เรียบง่าย พง่ึ เพยี งปจั จยั ๔ เลยี้ งชพี
ไม่สะสมทรพั ย์สินเงนิ ทอง ไมย่ ดึ ตดิ ในลาภ
สกั การะ มเี มตตา ไมพ่ ยาบาท ไมค่ ิดร้ายตอ่ ผู้อ่ืน

เรื่องนา่ รู้

อปุ ปถกิริยา

คอื การกระทาํ นอกรตี นอกรอยของพระภิกษสุ ามเณร มี ๓
ประการ ดังน้ี

อนาจาร คือ การประพฤติที่ไม่ดี ไม่งาม ไมเ่ หมาะสม
มี ๓ อยา่ ง คอื การเลน่ เหมอื นเด็ก การร้อยดอกไม้
การเรยี นดริ ัจฉานวชิ า
บาปสมาจาร คือ ความประพฤติเหลวไหล เลวทราม
อเนสนา คอื การหาเล้ียงชพี ในทางทไี่ มเ่ หมาะสม
กบั ความเปน็ ภกิ ษุ ผิดสมณวสิ ยั

การฝกึ บทบาทของตน
ในการชว่ ยเผยแผ่
พระพุทธศาสนา

ประชาชนท่ัวไปก็มภี ารกจิ ทางโลกทตี่ ้องทําอาจ
ไมม่ เี วลาหรอื ความร้มู ากพอที่จะเผยแผ่ แต่
หากมีโอกาสเหมาะสมในการประพฤตปิ ฏบิ ัติก็
ควรทาํ หน้าท่เี ท่าทสี่ ามารถทาํ ได้

การบรรยายธรรม ในการบรรยายเพ่อื เผยแผ่พระศาสนาน้ัน มขี ้อควรคํานึง
ดังนี้

อย่าดหู ม่ินศาสนาอนื่ ไมว่ า่ โดยตรงหรือโดยอ้อม
ควรใหเ้ กียรตแิ ละเคารพซ่ึงกันและกัน
ตอ้ งดูกาลเทศะที่เหมาะสม ไม่อธบิ ายหรือ
บรรยายพรํ่าเพือ่ ไม่พดู ถึงแตศ่ าสนาของตน
ในการบรรยายเม่ือเปรียบเทยี บกับศาสนาอนื่
ควรแยกใหอ้ อกว่าอะไรคือขอ้ เท็จจรงิ อะไรเป็น
ความเห็น ผรู้ นู้ อ้ ยควรหลกี เล่ยี งการเปรียบ
เทียบ

การจดั นิทรรศการ ส่ิงท่นี ํามาแสดงใน การจัดนิทรรศการเพื่อเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาอาจมที ั้งหนงั สือ บทความ ภาพถ่าย
โปสเตอร์ ในงานนทิ รรศการอาจมีบรกิ ารถามตอบใน
เรื่องของพระพทุ ธศาสนาด้วยก็ได้ แตก่ ม็ ีจดุ ออ่ น
การท่จี ะใหค้ นเข้าใจหลกั ธรรมท่ีค่อนข้างยากและลกึ ซึ้ง
โดยการจัดนิทรรศการนน้ั เป็นไปไดย้ าก

การเป็นลูกทีด่ ตี ามหลัก
ทิศ ๖ (ทศิ เบ้อื งหน้า)

สมณะ

เพอื น พ่อแม่
สาม/ี ภรรยา ลกู ครู อาจารย์

ลกู น้อง

ทศิ ในทางพระพทุ ธศาสนาเป็นนัยเปรยี บเทยี บถึงบุคคลประเภทต่าง ๆ ทส่ี มั พันธ์เก่ยี วข้องในสงั คม
ทศิ ๖ ถอื เป็นหลักธรรมทกี่ ่อใหเ้ กดิ ความสมานฉนั ท์ การเกอื้ กลู ระหว่างบคุ คลต่าง ๆ

ทิศเบื้องหน้า (ปรุ ัตถิมทศิ หรือทศิ ตะวันออก) ไดแ้ ก่ บดิ ามารดา

การปฏิบตั ติ นเพอ่ื ทศิ เบ้อื งหน้ามีอปุ การะตอ่ เรา คอื
เป็นลูกทด่ี ีตามหลกั 1. เลี้ยงดใู หเ้ ตบิ ใหญ่
ทศิ ๖ เบ้ืองหนา้ 2. อบรมส่งั สอนไม่ให้ประพฤติช่วั
3. อบรมสั่งสอนให้กระทําแตค่ วามดี
4. อบรมใหค้ วามรู้ ใหป้ ัญญา
5. อุปการะทรพั ยส์ ิน เงนิ ทอง

การปฏบิ ัติตนเพ่อื แนวทางปฏบิ ัตติ อ่ ทศิ เบ้อื งหนา้
เป็นลกู ทดี่ ตี ามหลัก 1. พงึ อุปการะเลย้ี งดทู า่ นเมือ่ ยามแก่เฒ่า
ทิศ ๖ เบ้อื งหน้า 2. ดาํ เนนิ ในกศุ ลธรรม และอุทศิ ส่วนบญุ ให้
แก่ทา่ นเมือ่ ล่วงลบั ไปแล้ว
3. ชว่ ยกจิ การงานของท่านอย่างม่นั เพียร
4. ประพฤติตน อยใู่ นศลี ธรรม และรักษาชื่อ
เสียงวงศต์ ระกูล
5. ใช้ทรพั ย์ทที่ า่ นมอบให้อย่างรูเ้ หน็ คณุ คา่

การเขา้ รว่ มกิจกรรมทาง
พระพุทธศาสนา

การเขา้ ค่ายคุณธรรม

การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เปน็ การช่วย
แก้ปัญหาทางหนึ่ง
การหาวธิ ใี หเ้ ยาวชนมจี ติ สํานกึ รบั ผดิ ชอบต่อ
ตนเองและสังคม
ใหเ้ ยาวชนรู้จกั นาํ หลักธรรมไปใชใ้ นการดํารง
ชวี ติ ไดอ้ ย่างเหมาะสม

การเขา้ ร่วมพธิ กี รรมทางพระพุทธศาสนา

พธิ ีกรรมทางศาสนา หมายถงึ ระเบียบปฏิบตั ิเก่ยี ว
กับศาสนา หรือลทั ธปิ ระเพณีทกี่ าํ หนดข้นึ เป็นการ
แสดงออกถงึ ความเช่อื ทางศาสนา ซง่ึ กระทําเพื่อให้
เกดิ ความอบอุน่ ทางใจ และมีความน่าเช่อื ถอื
น่าศรทั ธามากยง่ิ ขน้ึ เช่น เวยี นเทยี น ถวายภตั ราหาร
แห่เทยี นพรรษา ตกั บาตรเทโว อมุ้ พระดําน้ํา
เป็นตน้

ปอยสา่ งลอง จ.แม่ฮ่องสอน อุ้มพระดําน้าํ จ.เพชรบรู ณ์
ตักบาตรเทโว จ.อทุ ยั ธานี
ชกั พระ จ.สรุ าษฎร์ธานี แห่ปราสาทผึ้ง จ.สกลนคร
แห่เทยี นพรรษา จ.อบุ ลฯ
ปกรบัะเพพรณะพไี ทุทยธทศีเ่ กาส่ียนวาขอ้ ง ตักบาตรดอกไม้ จ.สระบุรี
โยนบวั จ.สมทุ รปราการ

แหผ่ ้าข้ึนธาตุ จ.นครศรธี รรมราช

การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ

พุทธมามกะ หมายถงึ ผถู้ อื พระพทุ ธเจา้ ว่าเป็นของเราหรอื ผู้ประกาศตนว่าเปน็ ผู้นับถอื
พระพุทธศาสนา
การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ คอื การแสดงให้ปรากฏวา่ ตนยอมรับนับถอื พระพุทธ
ศาสนาเป็นศาสนาประจาํ ชีวิตของตน

มารยาทชาวพทุ ธ

มารยาท หมายถึง ระเบยี บปฏิบัติทส่ี ังคมกําหนดไว้เปน็ แนวทางใน
การแสดงออกทางกาย และทางวาจาในดา้ นต่าง ๆ ทุกคนควรเป็นผมู้ ี
มารยาทออ่ นน้อม น่ารกั เราจึงควรเรียนรมู้ ารยาทในสังคม เพื่อจะได้
ปฏิบตั ไิ ดถ้ กู ต้อง

การตอ้ นรบั (ปฏิสันถาร)

การตอ้ นรบั ทําได้หลายวธิ ี คือ ปฏิสันถาร
ดว้ ยวาจา ปฏสิ นั ถารด้วยการให้ท่พี กั อาศัย
และปฏสิ นั ถารด้วยการแสดงน้าํ ใจตอ่ กนั

มารยาทของผู้เป็นแขก

ควรหาโอกาสไปเยย่ี ม ถา้ ไมใ่ ช่ญาตสิ นิทไมค่ วร
ญาตมิ ติ รตามสมควร อย่นู านเกนิ สมควร

กอ่ นเข้าบา้ นควรให้เสียง ไม่ควรนําคนทเ่ี จา้ ของบา้ น
หรอื สัญญาณอื่น ๆ ไม่รู้จักไปดว้ ย

ทาํ ความเคารพ เมอื่ จะกลับควรบอกลา
เจา้ ของบ้านกอ่ น และทาํ ความเคารพ

ระเบียบพธิ ปี ฏิบตั ิตอ่ พระภิกษุ

การยืน การใหท้ ่นี ัง่

1. การยืนตามลําพัง ควรยนื ในลักษณะสุภาพ 1. ถา้ มีเกา้ อใ้ี หล้ กุ ข้ึน หลกี ให้พระสงฆ์นั่งแถวหน้า
2. การยนื ต่อหนา้ ผใู้ หญ่และพระภกิ ษุ ยืนตรง 2. ถา้ จาํ เป็นต้องนงั่ แถวเดยี วกนั ใหน้ ่ังทางซ้าย
ขาชดิ ปลายเทา้ หา่ งกนั เลก็ นอ้ ย มอื แนบข้าง 3. สตรีถา้ จะน่ังอาสนะยาวเดยี วกบั พระสงฆ์ตอ้ ง
ลาํ ตวั ทา่ ทางสํารวม มีบรุ ุษนง่ั ค่ันกลาง
4. ถ้าต้องนัง่ พ้นื พึงจดั อาสนส์ งฆใ์ หเ้ ปน็ สัดส่วน

ระเบียบพิธีปฏบิ ตั ิตอ่ พระภิกษุ

การเดนิ สวนทาง การสนทนา

1. หลกี ชดิ ทางซา้ ยมอื ของพระสงฆ์ 1. ใช้สรรพนามใหเ้ หมาะสม
2. ยนื ตรงหรอื น่ังตามความเหมาะสม 2. ใช้สรรพนามแทนทา่ นว่า พระคุณเจ้า หลวงพ่อ
3. เม่อื พระสงฆเ์ ดินผ่านเฉพาะหน้า พงึ ยกมือ 3. เวลารบั คาํ ใชค้ าํ วา่ ครบั ขอรบั คะ่ เจ้าคะ่
ไหวจ้ นกวา่ ทา่ นจะผา่ นไป 4. เวลาพระทา่ นพูด พงึ ต้ังใจฟัง เวลาท่านใหพ้ ร
พงึ ประนมมือฟงั โดยเคารพ

ระเบยี บพิธปี ฏิบตั ิตอ่ พระภิกษุ

การรับสง่ิ ของ

1. การรบั ส่ิงของขณะพระภกิ ษสุ งฆย์ นื อยู่
ใหย้ ืนตรง นอ้ มตวั ลงไหว้ และยื่นมอื ทง้ั สองขา้ งไปรับ พรอ้ มกับน้อมตวั
เล็กน้อย

2. การรบั สิง่ ของขณะพระภิกษุสงฆน์ ง่ั เก้าอี้
เดินเขา้ ไปด้วยอาการสํารวม เมือ่ ได้ระยะ ยืนตรงและคกุ เขา่ ด้านซ้าย ชัน
เข่าขวาขึน้ นอ้ มตัวลงยกมอื ไหว้ แล้วยนื่ มือทั้งสองออกไปรับ

3. การรับสงิ่ ของขณะพระภกิ ษสุ งฆ์นงั่ กับพน้ื
นงั่ คกุ เขา่ แล้วเดินเขา่ หรอื คลานเขา่ เขา้ ไปเม่อื ไดร้ ะยะรับของ ชายนง่ั
คุกเขา่ หญงิ พับเพยี บ กราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ หน แล้วย่นื มือทั้ง
สองไปรบั

การแต่งกายในพธิ ตี า่ ง ๆ

การแตง่ กายไปวดั

1. สะอาดเรยี บรอ้ ย หลีกเลีย่ งการใช้เส้อื ผา้
สีสนั ฉดู ฉาด
2. ไมค่ วรแตง่ กายหรหู ราหรอื นาํ สมัยเกนิ ไป
3. ใสเ่ สื้อผา้ หลวม ๆ ไม่รัดรูป เพอื่ สะดวกใน
การกราบพระ

การแต่งกายในพิธตี ่าง ๆ

การแต่งกายไปงานมงคล
1. แต่งกายใหเ้ หมาะสมกบั งานนั้น ๆ เปน็ การ
ใหเ้ กยี รติเจา้ ภาพ
2. ท้งั นี้อาจตอ้ งยดึ ความนยิ มของสังคมด้วย

การแตง่ กายในพธิ ีตา่ ง ๆ

การแต่งกายไปงานอวมงคล
1. ชาย แต่งชดุ สากลนยิ มสเี ข้ม หรือชดุ ไทยพระราชทานสดี าํ ท้ังชุด
2. หญิง นงุ่ ซน่ิ หรือกระโปรงตามสมัยนยิ ม ควรเปน็ สีดาํ ทง้ั ชุดถา้ เปน็ ไปได้
3. ไมค่ วรใสเ่ พชรนลิ จินดามากเกนิ เหตุ

หน่วยท่ี 6

วันสําคญั ทาง
พระพทุ ธศาสนา
และศาสนพธิ ี

อา งอิงเนอ้ื หาจากหนงั สอื เรียนพระพุทธศาสนา ม.2
สํานักพมิ พอักษรเจรญิ ทัศน


Click to View FlipBook Version