คูม่ อื ฐานการเรยี นรู้แหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน
วนอทุ ยานเขากระโดง
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอเมอื งบุรรี มั ย์
สำนกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จงั หวดั บุรรี มั ย์
สำนกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวคงำศนกึำษาธิการ
ก
คำนำ
คู่มือประจำฐาน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษา
(ศรร.) ฐานการเรียนรู้ “แหล่งเรียนรู้ในชุมชน” จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในฐานการ
เรียนรู้ “แหล่งเรียนรู้ในชุมชน” ของ กศน.อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นคู่มือประกอบการเรียนรู้ ในกิจกรรมฐานการเรียนรู้ “แหล่งเรียนรู้ในชุมชน” คณะ
ผู้จัดทํา หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือฐานการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษา (ศรร.)
กิจกรรมการเรียนรู้ “แหล่งเรยี นรูใ้ นชุมชน” เลม่ นี้ จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ นักศึกษา ครู และผูท้ ี่สนใจต่อไปเป็นอย่าง
ยิ่ง
กศน.อำเภอเมอื งบุรรี มั ย์
สารบญั ข
เรอื่ ง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
รูปแบบการขับเคลอื่ นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสฐู่ านการเรยี นรู้ 1
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 2
ศาสตร์พระราชา 3
แผนภูมิการขบั เคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 8
มาตรฐานการเรยี นรู้ 13
ชื่อครู/วิทยากรประจำฐาน 16
ชื่อนกั ศึกษาประจำฐาน 16
วตั ถปุ ระสงค์ 16
เน้อื หา/ ความรู้ 16
วธิ ใี ชฐ้ านการเรียนรู้ 16
ตารางการปฏบิ ัติและเวลาทใี่ ช้ 17
ส่อื /เครือ่ งมือชว่ ยสร้างการเรียนรขู้ องผเู้ รียน 18
กระบวนการจดั การเรียนรู้/วิธกี ารจดั การเรยี นรู้ 18
การวดั และประเมนิ ผล 18
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 24
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 ความหมาย ความสำคัญ และประเภทของแหลง่ เรยี นรู้ 30
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ประวตั คิ วามเปน็ มาของวนอุทยานเขากระโดง 46
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 แหล่งเรียนรพู้ ระสภุ ัทรบพิตร รอยพระพุทธบาท และบนั ไดนาคราช 60
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 แหลง่ เรียนรู้สะพานแขวนและปากปล่องภูเขาไฟ 80
แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ 97
แบบประเมนิ ผลงาน 98
ถอดบทเรียนฐานการเรียนรู้ 100
ภาคผนวก
เอกสารอ้างอิง
เฉลยแบบทดสอบก่อน – หลังเรียน
รปู ภาพประกอบ การจดั กจิ กรรมฐานการเรยี นรแู้ หลง่ เรียนรู้ในชมุ ชน
คณะกรรมการดำเนนิ งาน
1
รูปแบบการขบั เคลอื่ นหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสฐู่ านการเรยี นรู้
กศน.อำเภอเมอื งบรุ ีรมั ย์
ตามท่ีกระทรวงศึกษาธิการ ไดม้ นี โยบายการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ส่สู ถานศึกษาในทุก
ระดับ เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้เรียน และนักศึกษา มีความรู้ความเข้าใจในหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำหลักคิด หลักปฏิบัติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มา
บรู ณาการในการบรหิ ารจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวนั กอ่ ให้เกิดความตระหนัก
และฝังรากลึกภายในตนเอง และผู้อื่น อย่างยั่งยืนตลอดไปนั้น คณะกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงภาคการศึกษา ได้กำหนดนโยบายให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษา ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
มีการขยายผลการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการตาม
หลักเกณฑ์ และแนวทางทีก่ ระทรวงศึกษาธิการกำหนด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศยั จงึ ได้มีนโยบายขยายผลสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการบรหิ ารจดั การตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) โดยเรม่ิ พัฒนาเพ่ือขยายผล ในปี พ.ศ. 2554 เปน็ ต้นมา และ
ในปี พ.ศ. 2556 ได้ดำเนินการติดตามประเมินผลสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ พบว่า มีสถานศึกษาที่ผ่าน
เกณฑก์ ารประเมนิ ของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถเปน็ สถานศึกษาแบบอยา่ งการจดั กิจกรรมการเรียนรู้และการ
บริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) ประจำปี พ.ศ. 2556 จำนวนทั้งสิ้น
6,819 แห่ง ซึ่งหนึ่งในสถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินดังกล่าว มีศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยอำเภอเมืองบุรีรัมย์ รวมอยู่ด้วย โดยทั้งนี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ได้พัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการศึกษา
โดยจัดให้มศี นู ยก์ ารเรยี นรู้ในสถานศึกษาในลักษณะของฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) ฐานการเรยี นรู้พอเพียง
ตามศาสตร์พระราชา (2) ฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) ฐานแหล่งเรียนรู้ในชุมชน (4) ฐานขยะ (เพื่อ) สังคม และ
(5) ฐานบญั ชมี สี ุข เพ่ือไว้สำหรบั เป็นแหลง่ เรียนรู้ และให้บริการแกน่ ักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจทัว่ ไป
ฐานการเรียนรู้ทุกฐาน จะต้องมีคู่มือประจำฐาน เพื่อไว้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมโดยมีเนื้อหาสาระ
ครอบคลมุ ใน 2 สว่ น ได้แก่ องคค์ วามรู้เก่ียวกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ สาระทางวิชาการตามช่ือ
ของฐานการเรียนรู้นั้น ๆ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถถอดบทเรียนจากฐานการเรียนรู้เชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติในชวี ิตประจำวัน รวมถึงสามารถขยายผลองค์ความรู้นั้น ๆ
ได้
2
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชการที่ 9 ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย “เศรษฐกิจพอเพียง”เป็นปรัชญาชี้ถึง
แนวการดำรงอยู่ และปฏิบตั ิตนของประชาชนในทกุ ระดบั ตัง้ แต่ระดับครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถึงระดับรัฐ ทงั้ ใน
การพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่อื ใหก้ ้าวทันต่อโลก
ยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบ
ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้อง
อาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและ
การดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่
ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่
เหมาะสม ดำเนนิ ชวี ิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือใหส้ มดุลและพรอ้ มรองรับ
ต่อการเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเรว็ และกวา้ งขวาง ทงั้ ดา้ นวัตถุ สงั คม สง่ิ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกได้
เปน็ อย่างดี
รปู แบบหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
3
หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว 23 ขอ้
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่นอกจากจะทรงด้วยทศพิธราชธรรมแล้ว ทรงยังเป็น
พระราชาที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต และการทำงานแก่พสกนิกรของพระองค์ และนานาประเทศอีกด้วย
ผู้คนต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุด
มิได้ ซึ่งแนวคิดหรือ หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความน่าสนใจ ที่สมควรนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิต
การทำงานเป็นอย่างยิ่ง หากท่านใดต้องการปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ท่านสามารถนำหลักการทรงงาน
ของพระองค์ไปปรบั ใชใ้ หเ้ กิดประโยชนไ์ ด้ ดงั นี้
หลกั การทรงงาน ในหลวงรชั กาลที่ 9
1. จะทำอะไรตอ้ งศกึ ษาขอ้ มลู ใหเ้ ปน็ ระบบ
ทรงศกึ ษาข้อมลู รายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมลู เบื้องต้น ท้ังเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าท่ี
นักวชิ าการ และราษฎรในพืน้ ที่ให้ไดร้ ายละเอียดท่ีถูกต้อง เพ่อื นำข้อมลู เหล่าน้นั ไปใช้ประโยชน์ไดจ้ ริงอย่างถูกต้อง
รวดเรว็ และตรงตามเป้าหมาย
2. ระเบิดจากภายใน
จะทำการใด ๆ ต้องเริ่มจากคนที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจ
และอยากทำ ไม่ใช่การสั่งให้ทำ คนไม่เข้าใจก็อาจจะไม่ทำก็เป็นได้ ในการทำงานนั้นอาจจะต้องคยุ หรือประชุมกบั
ลกู น้อง เพอื่ นร่วมงาน หรือคนในทีมเสยี กอ่ น เพอ่ื ใหท้ ราบถึงเป้าหมายและวิธกี ารต่อไป
3. แกป้ ญั หาจากจดุ เล็ก
ควรมองปัญหาภาพรวมกอ่ นเสมอ แตเ่ ม่อื จะลงมอื แก้ปัญหานัน้ ควรมองในส่งิ ท่คี นมักจะมองขา้ ม แล้วเริ่ม
แก้ปัญหาจากจุดเล็ก ๆ เสียก่อน เมื่อสำเร็จแล้วจึงค่อย ๆ ขยับขยายแก้ไปเรื่อย ๆ ทีละจุด เราสามารถเอามา
ประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ โดยมองไปที่เป้าหมายใหญ่ของงานแต่ละชิ้น แล้วเริ่มลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ ก่อน
ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ แก้ไปทีละจุด งานแต่ละชิ้นก็จะลุลวงไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก
ก็ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน มันไม่ได้แก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปัญหาที่ทำให้เราปวดหวั ให้ได้เสียก่อน เพื่อจะให้
อยใู่ นสภาพท่ดี ไี ด…้ ”
4. ทำตามลำดบั ขน้ั
เริ่มต้นจากการลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นก่อน เมื่อสำเร็จแล้วก็เริ่มลงมือสิ่งที่จำเป็นลำดับต่อไป ด้วยความ
รอบคอบและระมัดระวงั ถ้าทำตามหลกั นี้ได้ งานทกุ สิง่ กจ็ ะสำเร็จได้โดยงา่ ย… ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเร่ิมต้นจาก
สิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนเสียก่อน ได้แก่ สุขภาพสาธารณสุข จากนั้นจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
4
และสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค เน้นการปรับใช้ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำ
ตามลำดบั ขัน้ ต้องสรา้ งพน้ื ฐาน คือความพอมี พอกิน พอใชข้ องประชาชนสว่ นใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน ใช้วิธีการและ
อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร สามารถปฏิบัติได้แล้วจึงค่อย
สร้างเสริมความเจรญิ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…” พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9
เม่อื วันที่ 18 กรกฎาคม 2517
5. ภมู สิ งั คม ภมู ศิ าสตร์ สงั คมศาสตร์
การพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับ
ลักษณะนิสยั ใจคอคน ตลอดจนวฒั นธรรมประเพณใี นแต่ละท้องถ่นิ ท่มี ีความแตกต่างกนั “การพฒั นาจะต้องเป็นไป
ตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเรา จะไป
บังคับให้คนอื่นคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ แล้วก็อธิบายให้เขาเข้าใจ
หลักการของการพฒั นานกี้ จ็ ะเกดิ ประโยชน์อยา่ งยง่ิ ”
6. ทำงานแบบองคร์ วม
ใชว้ ิธคี ิดเพ่ือการทำงาน โดยวิธคี ิดอยา่ งองคร์ วม คือการมองส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทุก
สงิ่ ทุกอย่างมมี ติ ิเชือ่ มต่อกนั มองสงิ่ ที่เกดิ ขึน้ และแนวทางแก้ไขอยา่ งเชอื่ มโยง
7. ไมต่ ดิ ตำรา
เมอื่ เราจะทำการใดน้ัน ควรทำงานอย่างยืดหยุ่นกับสภาพและสถานการณ์นั้น ๆ ไมใ่ ช่การยึดติดอยู่กับแค่
ในตำราวิชาการ เพราะบางที่ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด บางครั้งเรายึดติดทฤษฎีมากจนเกนิ ไปจนทำอะไรไม่ได้
เลย ส่งิ ท่ีเราทำบางครงั้ ตอ้ งโอบอ้อมต่อสภาพธรรมชาติ สง่ิ แวดลอ้ ม สงั คม และจิตวทิ ยาด้วย
5
8. รจู้ ักประหยดั เรยี บงา่ ย ไดป้ ระโยชนส์ งู สดุ
ในการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่าย
และประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่นและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นมาแก้ไข ปรับปรุง
โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากมากนัก ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก
โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาตจิ ะได้ประหยดั งบประมาณ…”
9. ทำให้งา่ ย
ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงาน การพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริไปได้โดยง่าย ไม่
ยุ่งยากซับซ้อนและที่สำคัญอย่างยิ่งคือ สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและระบบนิเวศ
โดยรวม “ทำใหง้ ่าย”
10. การมสี ว่ นรว่ ม
ทรงเปน็ นักประชาธิปไตย ทรงเปดิ โอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหนา้ ท่ีทุกระดับได้มาร่วมแสดง
ความคิดเห็น “สำคัญที่สุดจะต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งความ
วิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือ การระดมสติปัญญาละประสบการณ์อันหลากหลายมา
อำนวยการปฏิบตั บิ ริหารงานให้ประสบผลสำเรจ็ ทส่ี มบูรณน์ น่ั เอง”
11. ตอ้ งยดึ ประโยชนส์ ว่ นรวม
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “…ใคร
ต่อใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกว่า
ขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานกึ ในใจวา่ ให้ ๆ อยูเ่ รอ่ื ยแลว้ สว่ นตัวจะได้อะไร ขอใหค้ ิดว่าคนท่ีให้เป็นเพื่อ
สว่ นรวมน้ัน มไิ ดใ้ หส้ ่วนรวมแต่อยา่ งเดยี ว เปน็ การใหเ้ พ่ือตวั เองสามารถทจ่ี ะมีสว่ นรวมทีจ่ ะอาศยั ได้…”
12. บรกิ ารทจี่ ดุ เดยี ว
ทรงมีพระราชดำริมากว่า 20 ปีแล้ว ให้บริหารศนู ยศ์ ึกษาการพฒั นาหลายแหง่ ท่ัวประเทศโดยใชห้ ลักการ
“การบริการรวมท่จี ุดเดยี ว : One Stop Service” โดยทรงเน้นเรื่องรรู้ ักสามัคคแี ละการรว่ มมือรว่ มแรงรว่ มใจกนั
ด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่างหนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวข้อง
6
13. ใชธ้ รรมชาตชิ ว่ ยธรรมชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับ
ทรพั ยากรธรรมชาติ ทรงมองปญั หาธรรมชาตอิ ย่างละเอียด โดยหากเราตอ้ งการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติ
เขา้ ชว่ ยเหลอื เราดว้ ย
14. ใชอ้ ธรรมปราบอธรรม
ทรงนำความจริงในเรือ่ งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการแนวทางปฏบิ ัติในการแก้ไข
ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่ปกติ เช่น การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวา ซึ่งมีตาม
ธรรมชาตใิ หด้ ูดซมึ สิ่งสกปรกปนเป้อื นในนำ้
15. ปลกู ปา่ ในใจคน
การจะทำการใดสำเรจ็ ต้องปลูกจติ สำนึกของคนเสยี ก่อน ตอ้ งใหเ้ หน็ คณุ ค่า เหน็ ประโยชน์กบั สิ่งท่ีจะทำ….
“เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและจะ
รกั ษาตน้ ไมด้ ้วยตนเอง”
16. ขาดทนุ คอื กำไร
หลกั การในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให”้ และ “การเสียสละ”
เปน็ การกระทำอนั มีผลเปน็ กำไร คือความอยดู่ ีมสี ขุ ของราษฎร
17. การพง่ึ พาตนเอง
การพฒั นาตามแนวพระราชดำริ เพือ่ การแก้ไขปัญหาในเบ้ืองต้นด้วยการแก้ไขปญั หาเฉพาะหน้า เพื่อให้มี
ความแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตาม
สภาพแวดล้อมและสามารถพ่งึ ตนเองได้ในทีส่ ดุ
18. พออยูพ่ อกนิ
ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกิน” ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่
ก้าวหนา้ ต่อไป
19. เศรษฐกจิ พอเพยี ง
เป็นปรัชญาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต ให้ดำเนินไป
บน “ทางสายกลาง” เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และ
การเปลย่ี นแปลงต่าง ๆ ซึง่ ปรัชญานส้ี ามารถนำไปประยุกต์ใช้ไดท้ ั้งระดบั บุคคล องค์กร และชุมชน
บทความที่เก่ยี วข้อง : เดินตามรอยเท้าพ่อ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
7
20. ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ จริงใจตอ่ กนั
ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มี
ความร้มู าก แต่ไม่มีความสจุ รติ ไมม่ คี วามบรสิ ทุ ธิใ์ จ
21. ทำงานอยา่ งมคี วามสขุ
ทำงานต้องมีความสุขด้วย ถ้าเราทำอย่างไม่มีความสุขเราจะแพ้ แต่ถ้าเรามีความสุขเราจะชน ะ สนุกกับ
การทำงานเพียงเท่านั้น ถือว่าเราชนะแล้ว หรือจะทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชนใ์ ห้กับ
ผู้อ่นื ก็สามารถทำได้ “…ทำงานกับฉัน ฉันไมม่ ีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกนั ในการทำประโยชน์ให้กับ
ผ้อู ่ืน…”
22. ความเพยี ร
การเร่ิมต้นทำงานหรือทำส่ิงใดนั้นอาจจะไม่ได้มีความพร้อม ตอ้ งอาศัยความอดทนและความมุ่งม่ัน ดังเช่น
พระราชนพิ นธ์ “พระมหาชนก” กษตั ริยผ์ ูเ้ พียรพยายามแม้จะไมเ่ หน็ ฝั่งก็จะวา่ ยนำ้ ต่อไป เพราะถา้ ไมเ่ พยี รว่ายก็จะ
ตกเปน็ อาหารปู ปลาและไม่ได้พบกับเทวดาทีช่ ว่ ยเหลอื มใิ ห้จมน้ำ
23. รู้ รกั สามคั คี
• รู้ คอื รปู้ ญั หาและรู้วธิ ีแก้ปัญหานน้ั
• รัก คือ เมื่อเรารู้ถึงปญั หาและวิธแี กแ้ ล้ว เราต้องมีความรัก ท่จี ะลงมือทำ ลงมือแก้ไขปัญหานัน้
• สามคั คี คือ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไมส่ ามารถลงมือทำคนเดียวได้ ต้องอาศยั ความรว่ มมือรว่ มใจกนั
ขอ้ มลู จาก : https://th.jobsdb.com, http://www.crma.ac.th, http://umongcity.go.th
ภาพจาก สสส., Twitter.com
ในหลวง รชั กาลท่ี 9 ทรงงานหนักเพอ่ื ประชาชน
8
แผนภมู กิ ารขบั เคลอ่ื นหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ฐานการเรยี นรู้ กศน.อำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
คณะกรรมการขบั เคลอ่ื นหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
๑. ทกั ษะการเรยี นรู้ ๒. ความรพู้ น้ื ฐาน ๓. การประกอบอาชพี
๔. ทกั ษะการดำเนนิ ชีวติ ๕. การพฒั นาสงั คม
รายวชิ า
ฐานการเรียนรู้เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ผู้เรยี น
คณะกรรมการประเมนิ ผลการจดั กจิ กรรม
รายงานผลการจดั กจิ กรรม
9
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพยี ง (Sufficiency Economy)
เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 ได้ทรงมีพระราชดำรัส
ชี้แนะแนวทางที่ควรดำรงอยู่ และปฏิบัติตนแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต
เศรษฐกิจ 2550 ให้ใช้เป็นแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นวิกฤต และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
ภายใตค้ วามเปล่ยี นแปลงต่าง ๆ
ลักษณะของปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. เป็นวิถกี ารดำเนนิ ชวี ิต ท่ีใชค้ ุณธรรมกำกับความรู้
2. เปน็ การพัฒนาตัวเอง ครอบครวั องค์กร สังคม ประเทศชาตใิ ห้กา้ วหน้าไปพรอ้ มกบั ความ
สมดลุ ม่นั คงย่งั ยนื
3. เปน็ หลักคิดและหลกั ปฏบิ ัติ
- เพอื่ ให้คนส่วนใหญ่พอมีพอกินพอใช้ สามารถพ่งึ ตนเองได้
- เพอ่ื ให้คนกบั คนในสังคม สามารถอยูร่ ว่ มกนั อย่างสนั ติสขุ
- เพอื่ ใหค้ นกบั ธรรมชาติ อยรู่ ่วมกันอยา่ งสมดุล ยัง่ ยนื และให้แต่ละคนดำรงตน
อย่างมีศักด์ิศรี และรากเหง้าทางวฒั นธรรม
องค์ประกอบปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกจิ พอเพียง ประกอบดว้ ย 2 - 3 – 4 ไดแ้ ก่ 2 เงือ่ นไข 3 หลกั การ 4 มิติ โดยมกี ระบวนการดงั นี้
1. กอ่ นที่จะลงมือทำกิจกรรมใด ๆ นน้ั ต้องมีเงอ่ื นไขสำคญั ที่จะทำให้การตัดสินใจ และการกระทำเป็นไป
ในแบบพอเพียง จะต้องอาศัยท้งั คณุ ธรรม และความรู้ ดงั น้ี
1) ความรู้ ประกอบด้วย การฝึกตนให้มีความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง
รอบด้าน มีความรอบคอบ และความระมัดระวังที่จะนำความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้น มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อ
ประกอบการวางแผนและความระมดั ระวังในการปฏิบตั ิ
2) คุณธรรม จะต้องสร้างเสริมให้เป็นพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ ประกอบด้วย ด้านจิตใจ
คือ การตระหนักในคุณธรรม รู้ผิดชอบชั่วดี ซื่อสัตย์สุจริต ใช้สติปัญญาอย่างถูกต้องและเหมาะสมในการดำเนิน
ชีวิต และด้านการกระทำ คือ มีความขยันหมัน่ เพียร อดทน ไม่โลภ ไม่ตระหนี่ รู้จักแบ่งปัน และรับผิดชอบในการ
อยูร่ ว่ มกบั ผู้อ่นื ในสงั คม
2. ระหวา่ งดำเนินการให้ใช้ 3 หลกั การ เป็นตวั กำกับในการทำกิจกรรม คอื
1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดตี อ่ ความจำเปน็ และเหมาะสมกบั ฐานะของ
ตนเอง สังคมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และต้องไม่เบียดเบียน
ตนเองและผ้อู ืน่ เช่น การผลติ และการบรโิ ภคทีอ่ ย่ใู นระดับพอประมาณ
2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสนิ ใจดำเนนิ การเรอ่ื งตา่ ง ๆ อย่างมีเหตผุ ลตามหลกั
วิชาการ หลักกฎหมาย หลักศีลธรรมจริยธรรม และวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนคำนึงถงึ ผลทีค่ าดว่าจะเกิดขนึ้ จากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบร้แู ละรอบคอบ
10
3) การมภี ูมคิ ุ้มกนั ในตวั ทด่ี ี หมายถึง การเตรยี มตวั ใหพ้ ร้อมรบั ตอ่ ผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถปรับตัว
และรับมือไดอ้ ยา่ งทนั ทว่ งที
พระราชดำรสั เนอื่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา 4 ธนั วาคม 2541
“คำว่าพอเพยี ง ความหมายอีกอยา่ งหนึง่ มีความหมายกวา้ งออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้
เองเทา่ นน้ั แต่มีความหมายวา่ พอมพี อกนิ พอมพี อกินนก้ี ็แปลวา่ เศรษฐกิจพอเพยี งนัน่ เอง”
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่เป็นทั้งแนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติตนของแต่ละบุคคลและ
องค์กร โดยคำนึงถึงความพอประมาณกับศักยภาพของตนเอง และสภาวะแวดล้อม ความมีเหตุมีผล และการมี
ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง โดยใช้ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่ ไปกับการมี
คณุ ธรรม ซอ่ื สตั ย์สจุ ริต ไม่เบยี ดเบยี นกนั แบง่ ปัน ชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกัน และรว่ มมอื ปรองดองกันในสังคม ซึ่งจะ
ช่วยเสรมิ สรา้ งสายใยเช่ือมโยงคนในภาคสว่ นต่าง ๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน สร้างสรรคพ์ ลงั ในทางบวก นำไปสู่ความ
สามคั คี การพัฒนาทส่ี มดุลและยงั่ ยืน พร้อมรับต่อการเปล่ยี นแปลงภายใตก้ ระแสโลกาภวิ ัตนไ์ ด้
การนำเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยกุ ตใ์ ช้ ต้องคำนึงถึง 4 มิติ ดงั น้ี
1. ดา้ นวตั ถุ
หมายถึง การลดรายจา่ ย/ เพ่ิมรายได้/ ใช้ชวี ติ อย่างพอควร/ คิดและวางแผนอยา่ งรอบคอบ/
มีภมู ิคุ้มกนั / ไม่เสี่ยงเกนิ ไป/ การเผ่ือทางเลอื กสำรอง
2. ด้านสังคม
หมายถงึ การชว่ ยเหลือเก้ือกูล/รรู้ กั สามคั คี/สร้างความเขม้ แข็งให้ครอบครัวและชมุ ชน
3. ดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม
หมายถึง การรจู้ ักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ/เลือกใชท้ รัพยากรทีม่ ีอยู่อย่างรคู้ ่าและเกิด
ประโยชน์สงู สุด/ฟ้ืนฟูทรัพยากรเพอื่ ใหเ้ กดิ ความยงั่ ยืนสูงสุด
4. ด้านวัฒนธรรม
การรกั และเหน็ คณุ คา่ ในความเป็นไทย เอกลักษณ์ไทย/เห็นประโยชนแ์ ละคมุ้ คา่ ของภมู ิปัญญาไทย
ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ /รู้จกั แยกแยะและเลือกรบั วฒั นธรรมอื่น ๆ
11
คำชแี้ จงสำหรบั ครู
ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ นการใชช้ ดุ การเรยี นรู้
ชุดการเรียนรู้ เรอ่ื ง แหล่งเรยี นร้ใู นชมุ ชน สำหรบั ผเู้ รียน มจี ดุ มุง่ หมายเพือ่ ชว่ ยให้การดำเนนิ กจิ กรรมการ
จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผ้เู รยี นเรือ่ ง สบื สานวฒั นธรรมและประเพณที ้องถ่ิน บรรลวุ ัตถุประสงค์การเรียนรู้และมี
ประสทิ ธิภาพครู ควรดำเนินการดังน้ี
1. ข้ันเตรยี มการสอน
1.1 ศึกษาคำช้ีแจงในการใช้ชุดกจิ กรรมใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นอยา่ งละเอยี ดรอบคอบ
1.2 ศกึ ษาสาระสำคญั และจุดประสงคก์ ารเรยี นรูท้ ี่จะดำเนินการจดั กจิ กรรมใหเ้ ข้าใจชัดเจนเสียก่อน
2. ข้ันสอน/จัดกระบวนการ
2.1 ดำเนนิ การจดั กิจกรรมการเรยี นรตู้ ามกระบวนการเรยี นการสอนแบบONIE MODEL4 ขน้ั คอื
❖ ข้ันท่ี 1 กำหนดสภาพ ปญั หา ความตอ้ งการในการเรียนรู้ (O: Orientation)
เปน็ การเรียนรจู้ ากสภาพ ปัญหา หรือความต้องการของผูเ้ รยี น และชมุ ชน สังคม โดยใหเ้ ชื่อมโยงกบั ประสบการณ์
เดิม และสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรขู้ องหลกั สูตร
❖ ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรียนรู้ (N: New ways of learning)
การแสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ โดยศกึ ษา คน้ คว้าหาความรู้ และรวบรวมข้อมลู ของตนเอง ข้อมูลของชุมชน
สังคม และขอ้ มลู ทางวิชาการ จากสอ่ื และแหลง่ เรียนรทู้ ห่ี ลากหลายมกี ารระดมความคดิ เห็น วเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ขอ้ มลู และสรปุ เป็นความรู้
❖ ขนั้ ท่ี 3 ปฏบิ ตั ิและนำไปประยุกต์ใช้ (I: Implementation)
นำความรทู้ ่ไี ดไ้ ปปฏบิ ัติ และประยุกต์ใชใ้ หส้ อดคล้องกับสถานการณ์ เหมาะสมกับวัฒนธรรมและสงั คม
❖ ขั้นที่ 4 ประเมินผลการเรยี นรู้ (E: Evaluation)
ประเมิน ทบทวน แก้ไขข้อบกพร่อง ผลจากการนำความรไู้ ปประยุกต์ใช้แล้วสรุปเป็นความรใู้ หม่ พร้อมกับเผยแพร่
ผลงาน
2.2 ขณะทีน่ กั ศึกษาทำกจิ กรรม ครคู อยใหค้ วามช่วยเหลอื แนะนำกระต้นุ ใหน้ ักศึกษาทำกิจกรรมอยา่ ง
กระตือรอื รน้ และตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ระหว่างเรียนพร้อมท้ังสังเกตและประเมนิ พฤตกิ รรมการทำงานของนกั ศึกษา
2.3 ประเมนิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น โดยใช้แบบทดสอบย่อย
12
บทบาทของครู
1. ศกึ ษาชดุ การเรยี นรู้เร่ือง สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีทอ้ งถน่ิ ใหเ้ ข้าใจกอ่ นท่จี ะนำไปใช้
2. ครอู ธิบายช้แี จงเกี่ยวกับการศกึ ษาและปฏิบัติตามชุดการเรยี นรู้เรื่อง สบื สานวัฒนธรรมและประเพณี
ท้องถน่ิ และแจง้ จุดประสงค์การเรยี นร้ใู ห้ผู้เรยี นเข้าใจ
3. ครูดำเนนิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามกระบวนการเรยี นการสอนที่กำหนดไว้
4. ครูกับตดิ ตามการทำใบงาน และใหค้ ำปรึกษาแนะนำผู้เรียน
5. ครทู ดสอบนกั ศกึ ษาโดยใช้แบบทดสอบหลังจากเรยี นเนื้อหาจบเพื่อวดั ความรู้ความเข้าใจของผเู้ รียน
13
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลมุ่ สาระทกั ษะการเรยี นรู้บรู ณาการกับแผนการจดั การเรยี นรเู้ รอื่ งแหลง่ เรยี นรู้
ฐานแหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง) เวลา 12 ชว่ั โมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทดี่ ตี ่อการเรยี นรู้
ตวั ชวี้ ดั
- อธบิ ายความหมาย ความสำคญั และประเภทของแหล่งเรียนรู้
- อธบิ ายประวัตคิ วามเปน็ มาของวนอุทยานเขากระโดง
- อธบิ ายแหล่งเรียนรู้พระสภุ ัทรบพิตร รอยพระพุทธบาท และบันไดนาคราช
- อธบิ ายแหล่งเรยี นรูส้ ะพานแขวนและปากปลอ่ งภูเขาไฟ
สาระสำคญั
แหล่งเรยี นรมู้ คี วามสำคัญในการพัฒนาความรู้ของมนษุ ยใ์ ห้สมบูรณม์ ากยิ่งข้นึ นอกเหนือการเรยี นในช้นั
เรยี นและเป็นแหลง่ ที่อยใู่ นสังคมมนุษย์ล้อมรอบตัวผ้เู รียนที่สามารถเข้าไปศึกษาคน้ ควา้ เพื่อการเรียนรูไ้ ด้ตลอดชวี ิต
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. เพื่อเปน็ ศูนย์กลางการเรยี นรู้และจดั กิจกรรมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้
ประชาชนได้รับการสง่ เสรมิ ให้เรยี นรอู้ ย่างต่อเนอ่ื งตลอดชวี ิต
2. สง่ เสรมิ กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตและสรา้ งความเข้มแขง็ ให้กบั ชุมชนโดยมีแหลง่
เรยี นร้ใู นชุมชนเป็นกลไกในการจัดการเรยี นรู้
3. เพ่อื ให้ผูเ้ รียนมีความรเู้ ก่ียวกับแหล่งเรียนรู้วนอทุ ยานเขากระโดง
4. เพอ่ื ให้ชมุ ชนมสี ่วนรว่ มในการบริหารจดั การ และเป็นแหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถการสื่อสาร นกั ศึกษาสามารถตอบคำถาม และนำเสนอได้อย่างชัดเจน
2. ความสามารถในการคิด นักศกึ ษาสามารถเสนอความคดิ ของตนเองในเนื้อหาท่เี รียนในเรื่องราวตา่ งๆ
และสามารถประมวลความคิดในกระบวนการกลุ่มได้
3. ทักษะชวี ติ นักศกึ ษาสามารถทำกจิ กรรมกลุ่มรว่ มกบั ผู้อ่ืนได้
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ้ใู ฝ่เรยี น ศึกษาข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรู้ท่ีมอบหมายได้
2. มีวินยั ทำงานตามท่ีครมู อบหมายได้ทันเวลา
3. ขยนั มุ่งมัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลมุ่
4. มคี วามสามคั คี มนี ้ำใจ มีความรบั ผดิ ชอบ ช่วยเหลอื กนั ทำกิจกรรมกล่มุ
14
ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน
2. ถอดบทเรียน
กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครผู ้สู อนพดู คยุ กับนักศึกษาเร่ืองแหลง่ เรยี นรทู้ ่ีมอี ยูร่ อบตัวเราและแหล่งเรยี นร้ทู ี่สำคัญในจังหวัด
บุรรี ัมย์และประเทศไทย
ขั้นสอน
- ครูแจ้งวตั ถุประสงค์ เนื้อหาสาระกิจกรรมแหลง่ เรยี นรู้
- ครูใหผ้ เู้ รียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
- ครูผู้สอนแจกใบความรู้และอธิบายให้ความรู้ ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ ความหมาย ความสำคัญ
ประเภทแหลง่ เรียนรู้ และแหล่งเรยี นร้อู ่ืน ๆ ทส่ี ำคญั รวมท้ังการใช้อินเตอร์เนต็ เพอื่ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
- ครูผู้สอนและผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมอบหมายให้ทำใบงานตามหัวข้อที่ได้รับ เพื่อการ
เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
- ครูผู้สอนให้ผเู้ รยี นถอดองค์ความรู้ทไี่ ด้รบั และออกมานำเสนอหน้าขั้น
- ครูผสู้ อนให้ผเู้ รียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
ข้ันสรปุ
ครูผู้สอนสรุปเนื้อหาและเติมเต็มองค์ความรู้พร้อมมอบหมายงานให้ไปศึก ษาเรียนรู้จากแหล่ง
เรียนรู้ในทอ้ งถ่นิ ด้วยตนเอง
สอื่ การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สือแบบเรียน
3. ใบงาน
4. สื่ออนิ เตอร์เน็ต
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
1. สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรู้
2. วดั ความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอ่ื งมอื
1. ใบงาน
2. ถอดบทเรียน
15
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามผี ลคะแนนในการทดสอบไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 70
2. การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม
แหลง่ เรยี นร/ู้ สืบคน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เติม
1. อทุ ยานภูกระโดง
2. ฐานการเรยี นรูแ้ หลง่ เรียนรใู้ นชุมชน กศน.
3. ภูมิปญั ญาทอ้ งถนิ่
4. สถานที่สำคญั ในอำเภอ
5. พิพธิ ภัณฑโ์ บราณสถาน
6. Internet
16
ฐานการเรียนรแู้ หลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชน วนอทุ ยานเขากระโดง
1. ชอ่ื คร/ู วิทยากรประจำฐาน
1. นางสาวจติ ติมา ดดั ถุยาวตั ร
2. นายมารตุ โชครมั ย์
3. นายกัณฑ์ชาติ ชดุ ไธสง
4. นางปรญิ ดา ชุดไธสง
5. นางโสพดิ พรงิ้ เพราะ
6. นางสาววรรณิศา กลอ่ มกมล
7. นางสาวสวุ ิมล สขุ ทอง
8. นางสาวปาณดิ า หนองหาญ
9. นางพชั ญ์สติ า ทมุ ภา
2. ชอื่ นกั ศกึ ษาประจำฐาน
1. นายประสทิ ธ์ิ วงเวยี น ระดับ ม.ต้น
2. นายเฉลยี ว อะรัญ ระดบั ม.ปลาย
3. นางสาวนวลจันทร์ ไชยโย ระดบั ม.ปลาย
4. นางบุญเติม สมอาจ ระดับ ม.ปลาย
3. วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ เป็นศูนย์กลางการเรยี นรูแ้ ละจัดกจิ กรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย เพื่อให้
ประชาชนได้รบั การส่งเสริมให้เรยี นรอู้ ย่างต่อเน่อื งตลอดชีวิต
2. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพอื่ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตและสรา้ งความเข้มแข็งใหก้ บั ชุมชนโดยมแี หลง่
เรยี นร้ใู นชมุ ชนเป็นกลไกในการจัดการเรียนรู้
3. เพ่ือใหผ้ เู้ รียนมีความรูเ้ ก่ียวกับแหล่งเรยี นร้วู นอทุ ยานเขากระโดง
4. เพอื่ ให้ชมุ ชนมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารจัดการ และเปน็ แหลง่ เรียนรู้ในชุมชน
4. เนอ้ื หา/ความรู้
เร่อื งท่ี 1 ความหมาย ความสำคัญ และประเภทของแหล่งเรียนรู้
เรื่องท่ี 2 ประวัติความเปน็ มาของวนอุทยานเขากระโดง
เรื่องที่ 3 แหลง่ เรยี นรู้พระสภุ ัทรบพติ ร รอยพระพุทธบาท และบันไดนาคราช
เร่อื งที่ 4 แหลง่ เรยี นร้สู ะพานแขวนและปากปลอ่ งภูเขาไฟ
5. วธิ ใี ชฐ้ านการเรยี นรู้
1. ศกึ ษาใบความรู้
2. ศึกษาเปน็ รายบุคคลหรือกลุ่ม ท้ังภาคทฤษฎหี รือฝึกปฏิบตั ิ
3. ศึกษาเอกสารสื่อประกอบความรู้ และฝึกปฏิบตั ิจริงในฐานการเรียนรู้
4. สรปุ องค์ความรู้ท่ีได้รับ
17
6. ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับ
1. เปน็ ศูนย์กลางการเรียนรู้และจดั กิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประชาชน
ไดร้ ับการสง่ เสรมิ เรียนรู้อยา่ งต่อเนื่องตลอดชีวติ
2. ผูเ้ รยี นเกดิ กระบวนการเรยี นรู้พฒั นาคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งใหก้ ับชมุ ชนโดยมแี หลง่ เรียนรู้
ในชมุ ชนเปน็ กลไกในการจดั การเรยี นรู้
3. ผูเ้ รยี นมีความร้เู ก่ียวกบั แหล่งเรยี นรูว้ นอทุ ยานเขากระโดง
4. เป็นแหล่งเรยี นร้ใู นชุมชน
7. ตารางการปฏบิ ตั แิ ละเวลาท่ีใช้
1. เรอ่ื งความหมาย ความสำคัญ และประเภทของแหล่งเรยี นรู้
ลำดับ การปฏบิ ตั ิ เวลาทใ่ี ช้
1 ชี้แจงวัตถุประสงค์ 10 นาที
2 ทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 20 นาที
3 ความหมาย และความสำคัญของแหลง่ เรียนรู้ 30 นาที
4 ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้อน่ื ๆ ทส่ี ำคัญ รวมทั้งการใชอ้ ินเตอรเ์ น็ต 30 นาที
เพอ่ื การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
5 ทำใบงาน/ทำแบบทดสอบหลังเรยี น 20 นาที
6 สรุปองคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั 10 นาที
2. ประวตั คิ วามเป็นมาของวนอุทยานเขากระโดง เวลาทใ่ี ช้
ลำดบั การปฏบิ ตั ิ 10 นาที
1 ชแ้ี จงวตั ถปุ ระสงค์ 20 นาที
2 ทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 30 นาที
3 ประวัติความเป็นมาของวนอทุ ยานเขากระโดง 30 นาที
4 การจำแนกหนิ ภเู ขาไฟ 20 นาที
5 ทำใบงาน/ทำแบบทดสอบหลังเรยี น 10 นาที
6 สรุปองค์ความรู้ที่ได้รบั
3. แหล่งเรยี นรู้พระสภุ ทั รบพิตร รอยพระพทุ ธบาท และบันไดนาคราช เวลาทใี่ ช้
ลำดบั การปฏบิ ตั ิ 10 นาที
1 ชแี้ จงวัตถุประสงค์ 20 นาที
2 ทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 30 นาที
3 อธบิ ายแหล่งเรยี นร้พู ระสภุ ัทรบพิตร 30 นาที
4 อธบิ ายแหล่งเรยี นรูร้ อยพระพุทธบาท และบนั ไดนาคราช 20 นาที
5 ทำใบงาน/ทำแบบทดสอบหลังเรียน 10 นาที
6 สรปุ องค์ความรทู้ ่ไี ด้รบั
4. แหลง่ เรยี นรู้สะพานแขวนและปากปล่องภเู ขาไฟ 18
ลำดบั การปฏบิ ตั ิ
1 ชี้แจงวัตถุประสงค์ เวลาทใ่ี ช้
2 ทำแบบทดสอบก่อนเรียน 10 นาที
3 อธิบายแหล่งเรยี นรู้สะพานแขวน 20 นาที
4 อธิบายแหล่งเรยี นร้ปู ากปล่องภูเขาไฟ 30 นาที
5 ทำใบงาน/ทำแบบทดสอบหลังเรยี น 30 นาที
6 สรปุ องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ ับ (ถอดบทเรยี น) 20 นาที
10 นาที
8. สอ่ื /เคร่อื งมอื ช่วยสร้างการเรียนรขู้ องผู้เรียน
1. ใบงาน / ใบความรู้
2. แหลง่ เรยี นรู้
3. อินเตอรเ์ นต็
4. QR Code ความรู้
5. การถอดบทเรยี น
9 .การวดั และประเมนิ ผล
สง่ิ ทตี่ อ้ งการวดั วธิ วี ดั เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมนิ
1. สังเกตพฤติกรรม - การสังเกต - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั ดีขึน้ ไป ( ร้อยละ 70 )
การทำงานกลุ่ม
การทำงานกลุม่ - การประเมินผลจาก - ใบงาน/ถอดบทเรยี น ระดบั ดีข้นึ ไป ( ร้อยละ 70 )
2. ใบงาน/ ถอดบทเรียน ใบงาน/การถอดบทเรียน
- การสงั เกต - แบบประเมิน ระดบั ดีข้นึ ไป ( รอ้ ยละ 70 )
3 คณุ ลกั ษณะพอเพียง คณุ ลักษณะพอเพยี ง
19
ผงั ความคดิ
ขนั้ ตอนในการเรยี นดว้ ยชุดการเรยี นรู้
ศกึ ษารายละเอยี ดของชดุ การเรยี นรแู้ ตล่ ะเรอ่ื ง
ศึกษาผลการเรยี นร้ทู ค่ี าดหวงั /จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
ดำเนนิ การใชช้ ดุ การเรียนรู้
1. ขนั้ นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
- แจง้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้
- บอกส่ิงทนี่ ักศกึ ษาต้องปฏิบัติ
- ทดสอบก่อนเรียน
2. ขนั้ เรยี นรู้
นักศกึ ษาปฏิบตั กิ ิจกรรมตามทร่ี ะบุไวใ้ นใบงาน
3. ขนั้ สรปุ
สรปุ อภิปราย แลกเปลยี่ นเรียนรู้
ทดสอบหลงั เรยี นไมผ่ า่ น
ผา่ น
ทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
หมายเหตุ ผา่ น หมายถึง ผูเ้ รยี นทำใบงานครบ ทำแบบทดสอบไดร้ ้อยละ 70 และแบบฝึกหัดครบ
20
แผนผงั ฐานการเรียนรแู้ หลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน
ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี ัมย์
21
22
ฐานการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้ในชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง)
ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2 เงื่อนไข
เงอ่ื นไขความรู้ เงอื่ นไขคุณธรรม
- ความหมาย ความสำคัญ และประเภทของแหลง่ เรียนรู้
- ประวัตคิ วามเปน็ มาของวนอุทยานเขากระโดง 1. สะอาด
- แหลง่ เรยี นรพู้ ระสภุ ทั รบพิตร รอยพระพทุ ธบาท และ 2. มวี ินยั
บนั ไดนาคราช 3. สภุ าพ
- แหล่งเรียนรสู้ ะพานแขวนและปากปล่องภเู ขาไฟ 4. ซื่อสตั ย์
5. สามัคคี
มีเหตผุ ล 3 หลกั การ มภี มู คิ ุ้มกนั ในตวั ทด่ี ี
1. ผเู้ รยี นไดร้ บั ความรูจ้ ากแหลง่ พอประมาณ 1. มคี วามรู้ ทักษะ ประสบการณ์
เรียนรู้วนอทุ ยานเขากระโดง 1. มีแหลง่ เรยี นรูใ้ กลท้ ีบ่ ้าน 2. มีแหลง่ เรียนร้เู พอื่ ศึกษา
2. การบริหารจดั การเวลาในการ 2. จดั สรรเวลาการเรียนรู้แหลง่ 3. มคี วามตรงตอ่ เวลา
จดั กจิ กรรมให้ผเู้ รียน เรยี นรเู้ หมาะสมกบั เนื้อหา
วตั ถุ 4 มติ ิ สงั คม
1. มแี หลง่ เรยี นรวู้ นอุทยานเขากระโดง 1. สังคมเกิดการเรียนรู้
2. เกิดการจา้ งงาน 2. ความรรู้ กั สามคั คี
3. สร้างรายไดใ้ หก้ ับชมุ ชน 3. สังคม ชุมชนมีส่วนร่วม
4. ยกระดับคุณภาพชวี ิต
สง่ิ แวดลอ้ ม
1. สร้างความรับผิดชอบตอ่ สังคม วฒั นธรรม
2. สรา้ งความตระหนกั และอนุรักษ์ 1. ชุมชนมีการเรียนรตู้ ลอดชวี ิต
สิ่งแวดลอ้ ม 2. รักษแ์ ละบำรุงรักษาวฒั นธรรมท้องถ่นิ
3. ปลูกฝงั ใหร้ ักวฒั นธรรมท้องถิน่
23
การวเิ คราะหก์ จิ กรรมการเรยี นรหู้ ลักปรชั ญาของเศรฐกจิ พอเพยี ง
1. ศาสตร์พระราชา 2. ศาสตรท์ อ้ งถน่ิ 3. ศาสตรส์ ากล
1.1 หลักการทรงงาน - ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ - สาระทักษะการเรียนรู้
1) พงึ่ พาตนเอง - ปราชญ์ทอ้ งถิน่ - แหลง่ เรียนรูว้ นอุทยานเขา
2) พออยพู่ อกนิ กระโดง
1.2 พระราชดำรสั /พระบรม
ราชโอวาท
- ความเพียร
- ความพอดี
24
แบบทดสอบ กอ่ นเรยี น
คำชแ้ี จง ใหผ้ เู้ รียนทำเครื่องหมายกากบาท (x) หนา้ ข้อท่ีถกู ตอ้ ง เร่ือง แหลง่ เรียนรใู้ นชุมชน
กศน.อำเภอเมืองบุรีรัมย์
ค1ำ.ชีแ้ จแงหล: ง่ใเหร้ผยี ู้เนรรยี ู้นหเมลาอื ยกถคงึ ำขต้ออใบดทถ่ี ูกต้องท่สี ดุ แลว้ ทำเคร่ืองหมาย x ลงในกระดาษคำตอบ
ก. ถน่ิ ท่ีอยู่
ข. ศนู ย์รวมขอ้ มลู ความรู้
ค. องค์ความรทู้ ่ีปรากฏอยูร่ อบตัวมนษุ ย์
ง. ถูกทุกข้อ
2. แหลง่ เรียนรตู้ า่ งๆ สามารถรบั รขู้ ้อมูลจากประสาทสมั ผัสขอ้ ใด
ก. หู ตา
ข. จมูก ล้ิน
ค. กาย และใจ
ง. ถกู ทุกข้อ
3. แหลง่ เรยี นรแู้ บ่งออกเปน็ กีป่ ระเภท
ก. 4
ข. 5
ค. 6
ง. 7
4. แหลง่ เรียนรู้ด้านอาคาร และส่ิงก่อสรา้ ง เป็นแหลง่ เรียนรู้ประเภทใด
ก. วัสดุและสถานท่ี
ข. ธรรมชาติ
ค. บุคคล
ง. เทคนคิ
5. การส่งเสรมิ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธปิ ไตย เป็นแหล่งเรยี นร้ปู ระเภทใด
ก. บุคคล
ข. กิจกรรม
ค. เทคนคิ
ง. สอ่ื
6. แหล่งเรยี นรู้ประเภทใด ท่ีทำหนา้ ทีเ่ ปน็ สื่อกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้สารสนเทศ
ก. ส่ือ
ข. บุคคล
ค. ธรรมชาติ
ง. กิจกรรม
25
7. วนอุทยานเขากระโดง เป็นแหล่งเรยี นรู้ประเภทใด
ก. กิจกรรม
ข. วัสดุและสถานที่
ค. ธรรมชาติ
ง. สื่อ
8. ข้อใดมใิ ชแ่ หลง่ เรยี นรู้ประเภทวสั ดแุ ละสถานท่ี
ก. ปากปลอ่ งภเู ขาไฟ
ข. สะพานแขวน
ค. พระสุภทั รบพิตร
ง. ห้องสมุดประชาชน
9. แหลง่ เรยี นรู้ มีความสำคัญอย่างไร
ก. ใหม้ นุษยเ์ กิดโลกทศั น์ทก่ี วา้ งไกล
ข. ก่อให้เกิดทักษะและการเรียนรูไ้ ด้เร็วขนึ้
ค. สามารถเข้าไปหาความรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง
ง. ถกู ทุกข้อ
10. แหล่งเรียนรสู้ ามารถคน้ คว้าไดด้ ้วยตนเอง ผ่านโซเชยี ลข้อใด
ก. YouTube
ข. Google
ค. Facebook
ง. ถกู ทุกข้อ
11. การถอดบทเรียนแหลง่ เรียนรู้ในชมุ ชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง มอี งค์ประกอบตรงกับข้อใด
ก. 2 เงื่อนไข 3 หลักการ 4 มติ ิ
ข. 2 เง่อื นไข 4 หลักการ 3 มติ ิ
ค. 3 เงอ่ื นไข 2 หลกั การ 4 มิติ
ง. 3 เง่ือนไข 4 หลกั การ 2 มิติ
12. การถอดบทเรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มี 2 เงื่อนไข ประกอบดว้ ยขอ้ ใด
ก. พอประมาณ มเี หตุผล
ข. ความรู้ คณุ ธรรม
ค. เศรษฐกจิ วัฒนธรรม
ง. สังคม ส่งิ แวดลอ้ ม
26
13. การถอดบทเรียนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแหล่งเรียนรู้ มี 3 หลักการ ประกอบดว้ ยขอ้ ใด
ก. ความรู้ คณุ ธรรม พอประมาณ
ข. พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมคิ ุ้มกัน
ค. สงั คม วัฒนธรรม สงิ่ แวดลอ้ ม
ง. วตั ถุ มีเหตผุ ล ความรู้
14. การถอดบทเรียนตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในแหล่งเรียนรู้ มี 4 มติ ิ ประกอบดว้ ยขอ้ ใด
ก. ความรู้ คณุ ธรรม พอประมาณ มีเหตุผล
ข. พอประมาณ มเี หตผุ ล สังคม วฒั นธรรม
ค. เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม สง่ิ แวดล้อม
ง. คุณธรรม ภูมคิ ุ้มกัน วฒั นธรรม พอประมาณ
15. นกั ศึกษาสามารถเรียนรู้วธิ ีใดสะดวกที่สุด
ก. เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ข. เรยี นรจู้ ากทอ้ งถน่ิ
ค. เรยี นรจู้ ากครุผู้สอน
ง. เรยี นรูจ้ ากโรงเรยี น
27
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลมุ่ สาระทักษะการเรยี นรู้บรู ณาการกบั แผนการจดั การเรยี นรเู้ รอ่ื งแหลง่ เรยี นรู้
ฐานแหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง) เวลา 12 ชวั่ โมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มีความรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติท่ดี ีต่อการเรยี นรู้
ตวั ชว้ี ดั
- อธบิ ายความหมาย ความสำคัญ ของแหล่งเรียนรู้
สาระสำคญั
แหลง่ เรียนรู้มีความสำคัญในการพฒั นาความรู้ของมนุษย์ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเรียนใน
ช้นั เรียน และเปน็ แหลง่ ท่ีอยู่ในสงั คมมนุษยล์ ้อมรอบตวั ผู้เรยี น ทีส่ ามารถเข้าไปศึกษาคน้ คว้าเพ่อื การเรยี นรู้ได้
ตลอดชวี ิต
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. เพือ่ เป็นศนู ย์กลางการเรยี นรู้และจดั กิจกรรมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั เพื่อให้
ประชาชนไดร้ บั การสง่ เสรมิ ให้เรยี นรูอ้ ย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
2. เพือ่ ให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เหน็ ความสำคญั ของแหล่งเรยี นรู้ และใช้แหล่งเรียนรไู้ ด้
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถการส่อื สาร นักศึกษาสามารถตอบคำถาม และนำเสนอไดอ้ ย่างชัดเจน
2. ความสามารถในการคดิ นักศึกษาสามารถเสนอความคิดของตนเองในเนือ้ หาทเ่ี รียนในเรื่องราวต่างๆ
และสามารถประมวลความคิดในกระบวนการกลุม่ ได้
3. ทกั ษะชวี ิต นกั ศกึ ษาสามารถทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผอู้ ่ืนได้
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝ่รู้ใฝ่เรยี น ศึกษาข้อมูลจากแหลง่ เรียนรู้ทีม่ อบหมายได้
2. มวี นิ ยั ทำงานตามที่ครูมอบหมายไดท้ ันเวลา
3. ขยัน มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกิจกรรมกลมุ่
4. มคี วามสามัคคี มีนำ้ ใจ มีความรับผิดชอบ ชว่ ยเหลือกันทำกิจกรรมกลุ่ม
ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน
2. ถอดบทเรยี น
28
กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครผู ู้สอนพดู คุยกบั นักศึกษาเร่ืองแหลง่ เรยี นรูท้ ี่มอี ยรู่ อบตัวเราและแหล่งเรยี นรทู้ ส่ี ำคัญในจังหวดั
บรุ ีรัมย์และประเทศไทย
ขน้ั สอน
- ครแู จ้งวัตถปุ ระสงค์ เนอ้ื หาสาระกิจกรรมแหลง่ เรียนรู้
- ครใู หผ้ เู้ รียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
- ครผู ูส้ อนแจกใบความรู้และอธบิ ายให้ความรู้ ตามหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปน้ี ความหมาย ความสำคัญ
ประเภทแหล่งเรียนร้แู ละแหล่งเรียนรู้อ่นื ๆ
- ครผู ูส้ อนและผู้เรียนแลกเปลีย่ นเรยี นรู้และมอบหมายให้ทำใบงานตามหัวขอ้ ที่ไดร้ บั เพอื่ การ
เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
- ครูผสู้ อนให้ผูเ้ รียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
ขั้นสรปุ
ครผู ู้สอนสรปุ เนอ้ื หาและเติมเต็มองคค์ วามรู้พร้อมมอบหมายงานให้ไปศกึ ษาเรยี นร้จู ากแหลง่
เรียนรู้ในทอ้ งถ่นิ ด้วยตนเอง
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สือแบบเรียน
3. ใบงาน
4. สอ่ื อินเตอร์เน็ต
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
1. สังเกตพฤติกรรมระหว่างการเรียนรู้
2. วดั ความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอ่ื งมอื
1. ใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 70
2. การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม
29
แหลง่ เรยี นร/ู้ สืบคน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เติม
1. อทุ ยานภกู ระโดง
2. ฐานการเรยี นร้แู หลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน กศน.
3. ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
4. สถานท่ีสำคัญในอำเภอ
5. พพิ ิธภัณฑโ์ บราณสถาน
6. Internet
30
ใบความรู้
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสำคญั และประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
ความหมาย และความสำคญั ของแหลง่ เรยี นรู้
ความรใู้ นยุคปัจจุบันมีการเกดิ ข้นึ ใหม่ และมีการพัฒนาเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ทงั้ ในประเทศและทั่วโลก
ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเผยแพร่สื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่องและตลอดเวลา ทำให้
มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอค
คล้องกลมกลนื กับสังคมที่ไม่หยุดนิง่ และสามารถดำรงชวี ิตได้อย่างมีความสุข อยา่ งไรก็ตามการเรยี นรู้ในห้องเรียน
ย่อมไม่ทันเหตุการณ์และเพียงพอ ต้องมีการเรียนรู้ทุกรูปแบบให้ดำเนินไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการเรียนรู้จาก
สิ่งแวดล้อมในชุมชนที่มีสาระเนื้อหาที่เป็นข้อมูลความรู้ หรือองค์ความรู้เป็นแหล่งให้ความรู้ ประสบการณ์ ส่ิง
แปลกใหม่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ประสาทสัมผัสทั้ง ตา จมูก หู ลิ้น กาย และใจ จึงจะทำให้เรียนรู้ได้เท่าทันความ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแหล่งสถานที่ บริเวณ หรือที่อยู่ที่มีองค์ความรู้ที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้เรียกว่า "แหล่ง
เรียนร้"ู
ความหมาย
แหล่งเรียนรู้ หมายถึง ถิ่น ที่อยู่ บริเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ที่มีสาระเนื้อหาที่เป็นข้อมูลความรู้หรือ
องค์ความรู้ที่ปรากฎอยู่รอบตัวของมนุษย์ เมื่อได้ปฏิสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วทำให้
เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความเท่าทันความเปลี่ยนแปลงไปของสิ่งต่างๆ ช่วยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ใน โลกของ
การเปล่ยี นแปลงได้อยา่ งเปน็ สุขตามสมควรแก่อตั ภาพ
ความสำคัญ
แหลง่ เรียนรู้มีบทบาทสำคญั อยา่ งย่งิ ในการชว่ ยพฒั นาคุณภาพของมนุษย์ในยุคความรู้ที่เกิดขน้ึ ใหม่ๆ และ
เปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว ดังตอ่ ไปน้ี
1. เปน็ แหล่งท่มี สี าระเน้ือหา ทีเ่ ป็นขอ้ มลู ความรู้ใหม้ นุษยเ์ กิดโลกทัศนท์ กี่ ว้างไกล
2. เปน็ สอ่ื การเรียนร้สู มยั ใหม่ทเ่ี รียนรใู้ ด้เรว็ และมากยิง่ ขน้ึ
3. เป็นแหล่งช่วยเสรมิ การเรยี นรขู้ องการศกึ ษาทกุ ประเภท
4. เป็นแหลง่ การเรียนรตู้ ลอดชวี ติ ทบ่ี คุ คลสามารถเรยี นรู้ไดด้ ้วยตนเอง
5.เป็นแหลง่ ทมี่ นุษยไ์ ดร้ ับประสบการณ์ตรงจากการเข้าไปหาความรจู้ ากแหลง่ กำเนดิ
6. เป็นแหล่งท่มี นษุ ย์สามารถเขา้ ไปปฏสิ ัมพันธใ์ หเ้ กิดความรเู้ กย่ี วกับวทิ ยาการใหม่ๆ
7. เปน็ แหลง่ สง่ เสรมิ ความสมั พันธอ์ นั ดรี ะหว่างคนในท้องถน่ิ กับผู้เข้าศึกษา
8. เปน็ ส่ิงทช่ี ่วยเปลยี่ นทศั นคติ ค่านิยมใหเ้ กดิ การยอมรบั สงิ่ ใหม่ เกดิ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
9. เป็นการประหยัดเงนิ ของผู้เรยี นในการใช้เหลง่ เรียนรู้ของชมุ ชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
31
ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัว แหล่งเรียนรู้ในชุมชนมีการแบ่งแยกตาม
ลักษณะได้ 6 ประเภท ดังนี้
1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล ได้แก่ บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถด้านต่างๆ ที่สามารถถ่ายทอด
ความรดู้ ว้ ยรูปแบบวิธตี า่ งๆ ที่ตนมอี ยู่ ใหผ้ สู้ นใจ หรือผูต้ อ้ งการเรียนรู้ เช่น ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ผอู้ าวโุ สที่
มปี ระสบการณม์ ามาก หรืออาจเป็นบคุ คลที่ไดร้ ับการแตง่ ต้ังเปน็ ทางการ มีบทบาทสถานะทางสังคม หรืออาจเป็น
บุคคลที่เป็นโดยการงานอาชีพ หรือบุคคลที่เป็นโดยความสามารถเฉพาะตัวหรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นภูมิ
ปัญญา
2. แหล่งเรียนรู้ประเภทธรรมชาติ ได้แก่ สิง่ ตา่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ โดยธรรมชาติและให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น
ดิน นำ้ อากาศ พืช สัตว์ ต้นไม้ แรธ่ าตุ ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ อาจถกู จัดให้เป็นอทุ ยาน วนอุทยาน เขตรักษา
พันธส์ุ ัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ ศูนย์ศกึ ษาธรรมชาติ เปน็ ต้น
3. แหล่งเรียนรู้ประเภทวัสดุและสถานที่ ได้แก่ อาคาร สิ่งก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งต่างๆ ที่
ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ให้ได้มาซึ่งคำตอบ หรือสิ่งที่ต้องการเห็น ได้ยิน สัมผัส เช่น ห้องสมุด ศาสน
สถาน ศูนย์การเรียน พิพิธภัณฑ์ สถานประกอบการ ตลาด นิทรรศการ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ชุมชนแห่งการ
เรยี นรตู้ า่ งๆ
4. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทส่ือ ไดแ้ ก่ ส่ิงทท่ี ำหนา้ ทเี่ ป็นส่อื กลางในการถ่ายทอดเนอ้ื หาความร้สู ารสนเทศ ให้
ถึงกัน โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ แหล่งเรียนรู้ประเภทนี้ทำให้ขบวนการ
เรยี นรูเ้ ป็นไปไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว มีประสิทธภิ าพสงู ทัง้ สื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ สือ่ ส่งิ พมิ พ์ สือ่ โสตทัศนวัสดุ
5. แหล่งเรียนรู้ประเภทเทคนิค สิ่งประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ สิ่งที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางนวัตกรรม
เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นหรือพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาให้มนุษย์ได้เรียนรู้ถึงความก้าวหน้า
เกดิ จินตนาการ แรงบนั ดาลใจ
6. แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม ได้แก่ การปฏิบัติการด้านประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนการปฏิบตั ิการ
ความเคลอ่ื นไหว เพ่ือแก้ปัญหาและปรับปรุงพฒั นาสภาพต่างๆ ในท้องถน่ิ การทีม่ นุษยเ์ ขา้ ไปมีสว่ นรว่ มในกิจกรรม
ตา่ ง ๆ เชน่ การรณรงคป์ ้องกันยาเสพติด การส่งเสริมการเลือกตง้ั ตามระบอบประชาธปิ ไตย
32
การใช้อนิ เทอรเ์ นต็ ในการค้นหาขอ้ มลู
อนิ เทอรเ์ น็ต (INTERNET)
เปน็ ระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ท่ีใหญ่ที่สุด ท่ีเกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพวิ เตอรจ์ ำนวนมาก บน
โลกใบนี้เข้าด้วยกัน โดยแต่ละเครือข่ายจะต้องมีแม่ข่าย (Server) ที่เรียกว่า โฮสต์ (Host) เป็นคอมพิวเตอร์
ศูนย์กลางทำหนา้ ท่ีประมวลผลข้อมลู ที่รบั มาจากเคร่ืองคอมพวิ เตอรอ์ ่ืน ๆเมือ่ ตอ้ งการเชือ่ มต่อกบั อินเทอร์เนต็ ผ้ใู ช้
ควรติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider)หรือ ISP ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งที่ทำการติดตั้งและ
ดูแลเครื่องสำหรับให้บริการ (Server) ที่ต่อตรงเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่าน
สายโทรศัพท์ หรือ สายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือส่งสัญญาณ ผ่านจานดาวเทียม ไปตาม บ้าน ผ่าน เร้าเตอร์
(Router) มายัง คอมพิวเตอร์ของผูใ้ ช้งานท่วั ไป
1. ผูใ้ ห้บริการอนิ เตอร์ ISP
หมายถึง หน่วยงาน หรือ องค์กรผู้ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต แก่บุคคลทั่วไป โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
รายใหญ่ทสี่ ุดของไทย คอื การสือ่ สารแหง่ ประเทศไทย หรอื กสท. แลว้ เชอื่ มโยงไปยงั ผใู้ หบ้ ริการรายอ่ืน เช่น TOT,
3BB, True, AIS ซึ่งจะเชือ่ มไปยงั ผ้ใู ชง้ านตามบ้านเรอื นและบรษิ ทั ต่าง ๆ
2. สายโทรศัพท์ (Telephone)
หมายถึง ระบบโทรศัพท์ทั่วไปซึ่งสามารถนำเอาสายสัญญาณเสียบเข้ากับช่องสำหรับเสียบสายเชื่อมต่อ
ของคอมพิวเตอร์
3. การเชือ่ มต่อสัญญาณความเรว็ สงู โยนแกว้ นำแสง (Optical Fiber)
เป็นสายสัญญาณอีกชนิดหนึ่งที่ทำจากเส้นใยพิเศษที่สามารถรับ – ส่งข้อมูลได้ดีกว่าสายโทรศัพท์ทั่วไป
และรวดเร็วมากกว่า
4. ดาวเทยี มและคลน่ื วทิ ยุ ( Microwave & Satellite)
เปน็ ระบบการส่ือสารโดยใชค้ ล่ืนวทิ ยแุ ละคล่ืนไมโครเวฟ รับ-ส่งสัญญาณแบบไรส้ ายจากดาวเทียม
5. บ้านหรือสำนกั งาน
เป็นผู้ใช้งานทั่วไปแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้งานว่าจะเลือกใช้สัญญาณความเร็วเท่าใด เช่น 10, 30
หรอื 100 MB
6. โมเตม็ เรา้ เตอร์ (Modem Router)
เปน็ อุปกรณ์ทท่ี ำหนา้ ท่เี ปลยี่ นรปู แบบสัญญาณข้อมูลระหว่างอะนาลอ็ กและดจิ ิทัล ความเรว็ ในการสง่ ผ่าน
ขอ้ มูลของโมเด็มมหี น่วยเป็นบติ ต่อนาที (bps)
7. คอมพวิ เตอร์ลกู ชา่ ย (Client)
เป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่รับ – ส่งข้อมูลมาจากเครื่องแม่ข่าย อาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ
เครื่องโน้ตบุ๊ค เครื่องแล็ปท็อป ฯลฯ ก็จัดเป็นเครื่องลูกข่ายทั้งสิ้นการใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลอย่างมี
ประสิทธิภาพการค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ค้นต้องมี เทคนิคในการค้นหา ข้อมูลให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความ
ต้องการในเวลาที่รวดเร็ว และนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลายแหล่ง ที่มีความสอดคล้องกัน และนำมา
จัดลำดับผลลพั ธ์จากการค้นหา การเรยี บเรยี ง สรุปสาระสำคัญ เพ่อื นำมาทำเปน็ รายงานตอ่ ไป
1. การคน้ หาขอ้ มลู จะต้องใช้คำสำคัญ (Keyword) ที่เหมาะสมในการค้นหา และตอ้ งรจู้ ักการใช้เทคนิคการค้นหา
ขน้ั สูงเช่น ใชต้ ัวดำเนนิ การการระบรุ ูปแบบของขอ้ มูลหรอื ชนิดของไฟล์ในการค้นหา
33
2. การพจิ ารณาผลการคน้ หา ใหเ้ ลือกใชข้ ้อมูลจาก เว็บไซต์ทน่ี า่ เช่ือถือ และจากหลายแหล่ง และนำมาจัดลำดับ
ผลลัพธจ์ ากการค้นหา
3. ประเมินความน่าเชือ่ ถือของข้อมลู แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้จากหลายแหล่งนำมา เปรียบเทียบ หาความสอดคล้อง
เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ของข้อมูล โดยจะต้องประเมินแหล่งต้นตอของข้อมูล ผู้เขียน วันที่เผยแพร่
4. เรียบเรียงข้อมูล และสรุปสาระสำคัญ นำข้อมูลที่ได้มา เรียบเรียง และสรุปสาระสำคัญ พร้อมทั้งพิจารณา
รายละเอียดหรือลักษณะของข้อมูลความสมบูรณ์ของข้อมูลข้อมูลที่ดีต้องมีรายละเอียดครบทุกด้าน เพื่อนำไปทำ
เป็นรายงานตอ่ ไป
1. การคน้ หาขอ้ มลู
เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุด มี เว็บไซต์ ซึ่งเป็นเอกสาร
เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลต่างๆ ท้ังขอ้ ความ ภาพ เสียง ภาพเคลอ่ื นไหวขององค์กรต่าง ๆ นำออกมาเผยแพร่ โดยปัจจุบัน
มีจำนวนเว็บไซต์มากกว่า 1,200 ล้านเว็บไซต์ ซึ่งการค้นหาเว็บไซต์ท่ีต้องการนั้นต้องใช้ เว็บไซต์สำหรับสืบค้น
(Search Engine) ตัวอยา่ งเชน่
เวบ็ ไซตส์ ำหรบั สบื คน้ (Search Engine)
คอื เคร่ืองมอื หรือโปรแกรมทีใ่ ช้ในการคน้ หาข้อมูลบนเว็บไซตต์ ่าง ๆ โดยการกรอกขอ้ มลู หรอื คำสำคัญ
(Keyword) ท่ีต้องการคน้ หา เข้าไปใส่ช่องค้นหา (Search Box) แล้ว รายชื่อเวบ็ ไซตท์ ีม่ เี นื้อหาเก่ยี วข้องกบั คำ
สำคัญจะถูกแสดงออกมา
การคน้ หาขอ้ มลู ดว้ ย Google
Google เป็นเว็บไซต์ฐานข้อมูลที่ใช้สำหรับสืบค้น (Search Engine) ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมี เว็บเซิร์ฟเวอร์
(Web Server) กระจายอยู่กว่า 36 ประเทศทั่วโลกและมีโปรแกรมสนับสนุนภาษาต่างๆ ทั่วโลกกว่า 80 ภาษา
(รวมท้งั ภาษาไทย)
34
การใชเ้ ทคนคิ การคน้ หา หมายถงึ วธิ กี ารทใ่ี ช้ในการคน้ หา เพอ่ื ให้ได้ข้อมูลท่ีตรงกับความตอ้ งการมากท่สี ดุ เทคนิค
ในการคน้ หาน้ัน สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. การคน้ หาแบบพนื้ ฐาน (Basic Search) เปน็ การค้นหาโดยใช้ คำสำคญั หรือคยี เ์ วิรด์ (Keyword) ซ่ึง
คำทีใ่ ชค้ วรเป็นคำทต่ี รงประเดน็ กระชบั จะทำใหไ้ ด้ผลลพั ธท์ รี่ วดเร็วและตรงตามความต้องการ เพอ่ื ค้นหาข้อมูลใน
เว็บไซต์ โดยคำสำคญั ต่างๆ เช่น
1. ชอื่ ผแู้ ต่ง เป็นการค้นหาโดยใชช้ อ่ื ผแู้ ต่งซ่ึงอาจจะเป็นชื่อบคุ คล กลุม่ คน นามปากกา หรอื
เจ้าของบทความ เชน่ ชือ่ หน่วยงาน/องค์กร ที่เปน็ ผู้แต่งหรือผู้เผยแพรบ่ ทความ เชน่ รศ.ดร. วรรณพงษ์ เตรียม
โพธิ์ เป็นตน้
2. ชอื่ เรอ่ื ง เป็นการคน้ หาขอ้ มูล ด้วยชื่อเรอื่ ง เช่น ช่ือหนังสือ ชือ่ บทความ ช่ือเร่ืองสนั้ นวนิยาย
ชอื่ งานวจิ ัย หรือวิทยานิพนธ์ เชน่ ชนิดของคำในภาษาไทย เป็นตน้
3. หวั เรอ่ื ง คือ คำสั้นๆ ทีก่ ำหนดขึน้ มา เพื่อใช้แทนภาพรวมของเน้ือหาหรือขอ้ มูลที่ต้องการ
ค้นหา เชน่ การทอ่ งเทีย่ วจังหวัดกระบี่ เปน็ ต้น
4. คำหรอื วลสี นั้ ๆ คือ การค้นหาด้วยคำหรือวลีสั้นๆ โดยทั่วไปคำจะมีลักษณะทสี่ ั้น กะทัดรดั ได้
ใจความ มคี วามหมาย เปน็ คำนามหรือเป็นศัพท์ ภายในเนื้อหาข้อมลู ทต่ี อ้ งการ เช่น การเดินทางไปทะเลแหวก
เป็นต้น
2. การใช้เทคนิคการค้นหาขั้นสูง (Advanced Search) เป็นการเพิ่มความซับซ้อนในการค้นหามากกว่า
การค้นหาแบบพื้นฐานโดยมเี ทคนิคที่ชว่ ยใหก้ ารค้นหาไดผ้ ลลัพธก์ ารค้นหาที่แคบลง หรอื ตรงกบั ความต้องการมาก
ที่สุด เช่น การตัดคำ การจำกัดการค้นหาการใช้ตัวดำเนินการ การระบุรูปแบบของข้อมูลหรือชนิดของไฟล์ ดัง
รายละเอียดตอ่ ไปนี้
1. การใช้เคร่ืองหมายคำพูด เชน่ “ทอ่ งเท่ียวทะเลในประเทศไทย” เพื่อกำหนดขอบเขตของ
ขอ้ มูลในการคน้ หา จะทำใหไ้ ด้ผลลัพธ์แคบลง
2. การใชเ้ คร่อื งหมายบวกลบคดั เลือกคำ + (บวก) หน้าคำท่ีต้องการจริง – (ลบ) ใช้นำหนา้ คำที่
35
ไมต่ ้องการ เชน่ การทอ่ งเที่ยวท่ีไมใ่ ช่ภูเขา แตเ่ ป็นทะเล
3. การใสเ่ ครื่องหมายคำพูด (” “) กรณีค้นหาคำทม่ี ตี วั เลขปน เชน่ “windows 10” ไม่ควร
ค้นหาตัวเลขเด่ียวๆ เพราะข้อมลู จะเยอะมาก
4. ระบุประเภทของเว็บไซต์ เช่น คน้ หาโรงเรียนเฉพาะเวบ็ ไซตข์ องสถานศึกษาในประเทศไทย
โรงเรยี น Site:ac.th
* การใช้เทคนิคสบื ค้นข้อมลู โดยใชต้ วั ดำเนนิ การ หรือ ตรรกบลู ีน (Boolean Logic) เป็นการค้นหา โดยใช้คำเช่อื ม
3 ตวั คอื AND, OR, NOT ดงั น้ี หมายเหตุ : หรอื ผคู้ น้ หาสามารถใช้ตัวดำเนินการเชื่อมต่อกันก็ได้ เชน่ … and ….
not …..
5. คำเชอื่ ม AND คอื การค้นหาโดยจะต้องมคี ำน้ัน ๆ มาแสดงเพิ่มขนึ้ ด้วย เชน่ ทะเล AND ภูเขา
หมายถงึ ใหแ้ สดงข้อความทีม่ ีท้งั ทะเลและภเู ขา ขนึ้ มาแสดงผลการคน้ หา
6. คำเชื่อม OR คือ การค้นหาโดยจะต้องนำคำใดคำหนึง่ ที่พมิ พล์ งไปมาแสดง หรือท้งั สองคำ เชน่
สถานทท่ี ่องเทยี่ ว ภเู ขา OR น้ำตก หมายถึง ให้แสดงสถานที่ทอ่ งเท่ยี วที่เป็น ภเู ขา หรือ น้ำตก หรือแสดงอยา่ งใด
อย่างหนึ่ง
7. คำเชื่อม NOT คอื การค้นหาโดยไม่ใหเ้ ลือกคำนั้นๆ มาแสดง เช่น สถานทีท่ อ่ งเทย่ี ว NOT วัด
หมายถึง สถานทีท่ อ่ งเท่ยี ว ทีไ่ มใ่ ชว่ ดั
8. คน้ หาไฟล์ เชน่ ระบุชนิดของไฟล์เอกสาร เช่น pdf, ppt, doc เปน็ ต้น filetype:pdf
ทอ่ งเทีย่ ว
2. การพจิ ารณาผลการคน้ หาขอ้ มลู
เมื่อได้ผลการค้นหาข้อมูลแล้วจะพบเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้วสิ่งควรทำต่อไปคือ การประเมิน ความน่าเชื่อถือ
ของเว็บไซต์ โดยควรเลือกเว็บไซตท์ มี่ ีความน่าเช่อื ถือเช่น ac.th, or.th, go.th, co.th เลอื กข้อมูลทม่ี ีความทันสมัย
โดยสังเกตวันทีเ่ ผยแพรข่ ้อมลู สังเกตข้อมูลยอ่ ๆ ว่าตรงกบั ท่ีต้องการหรอื ไม่ และ จุดประสงค์ที่ข้อมูลนี้ถูกสง่ ออก
มา
1. ใครเปน็ เจ้าของเวบ็ ไซต์และขอ้ มูล (Who) เวบ็ ไซต์ผู้เผยแพร่ มแี หลง่ อา้ งอิงหรอื ไม่ ผเู้ ขยี น คอื ใคร
36
2. วนั ทเ่ี ผยแพรข่ อ้ มลู (When) เพ่อื สงั เกตความทนั สมยั ของขอ้ มูล
3. ส่งข้อมูลอะไรออกมา (What) ข้อมูลที่ได้รับมามีความเหมาะสมหรือไม่มีความสมบูรณ์ของข้อมูล
หรือไม่
4. ขอ้ มลู นี้ถกู ส่งออกมาทำไม (Why) เพอื่ ตอ้ งการทราบจุดประสงคก์ ารเผยแพรข่ ้อมูลทแ่ี ท้จริง
ในการค้นหาข้อมูล ความน่าเชอ่ื ถือของเวบ็ ไซต์เป็นเร่ืองสำคญั เพ่ือนำไปอ้างอิงหรือใชป้ ระโยชน์ ควรเลือกเว็บไซต์
ท่มี ีความนา่ เช่ือถือดังต่อไปนคี้ รบั
37
1. .ac.th หรอื .edu เป็นสถาบนั การศกึ ษา เช่น www.mahidol.ac.th
2. .go.th หรอื .gov เปน็ หน่วยงานของรัฐ เช่น www.m-culture.go.th
3. .or.th หรอื .org เป็นมลู นธิ ิหรอื สมาคม เชน่ www.ramafoundation.or.th
4. .co.th หรือ .com เป็นสถาบันธุรกิจการค้า เช่น www.thairath.co.th การจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหา
เนื่องจากการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต โดยปกติจะได้ปริมาณผลลัพธ์ของเว็บไซต์จำนวนมาก ผู้ค้นหาจึง
จำเปน็ ต้องมกี ารจดั ลำดับผลลัพธ์การค้นหา ซึ่งก็คือ การจัดกลุ่ม จัดเรียงข้อมูลผลลัพธ์ โดยกอ่ นจะจัดกลุ่มจัดเรียง
เวบ็ ไซต์ตอ้ งเข้าใจ ลักษณะของข้อมูลพื้นฐานของเวบ็ ไซต์ ซ่งึ ประกอบดว้ ยรายละเอยี ดหลักๆ ดังตอ่ ไปน้ี
38
3. การประเมินความนา่ เชื้อถอื ของขอ้ มลู
เมื่อได้ข้อมูลจากการค้นหาแล้วและพิจารณาจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาแล้วว่าเว็บไซต์ที่เลือกนำมาใช้มี
เนื้อหาใกล้เคียงกับความต้องการ น่าเชื่อถือขั้นตอนต่อไปก็คือการวิเคราะห์เนื้อหาโดยตรวจสอบว่าข้อมูลตรงกับ
ความต้องการหรือไม่ ชื่อผู้เขยี นน่าเช่ือถือหรอื ไม่ วันที่เผยแพร่ขอ้ มูล แล้วจึงนำข้อมลู มาทำการเปรยี บเทียบความ
สอดคล้อง เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ของข้อมูลโดยใช้แหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง จึงนำข้อมูลที่รวบรวมได้นั้นไป
ประมวลผล วเิ คราะห์หาทางเลือกเพ่อื กลายเป็นสารสนเทศต่อไป
อ้างอิง : https://imagineering.co.th/digital-kids
39
ใบงานท่ี 1
เรอ่ื ง ความหมาย ความสำคญั และประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
กระโดง
ชอ่ื .....................................................................................ระดบั ชน้ั ..........................
คำชแี้ จง ให้นกั ศกึ ษาตอบคำถามต่อไปนี้
1. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายความหมายของแหลง่ เรยี นรู้ มาพอสงั เขป
........................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………...................................................................................
..................................………………………………………………………………………………….…………………………………
…………………..................................................................................................................………………………….
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
2. บอกความสำคญั ของแหล่งเรยี นร้วู นอทุ ยานเขากระโดง
.................................................................................................................. .....................................
…………………………………………………………………………...................................................................................
..................................………………………………………………………………………………….…………………………………
…………………..................................................................................................................………………………….
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
3. บอกประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
......................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………...................................................................................
..................................………………………………………………………………………………….…………………………………
…………………..................................................................................................................………………………….
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
………………....................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
40
แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู้ จิ กรรม
ฐานแหลง่ เรยี นรชู้ มุ ชน วนอทุ ยานเขากระโดง
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี ัมย์
ลำดบั ชื่อ - สกุล ความร้คู วาม ทักษะการ คณุ ภาพของ ผลการ ระดับการ
ท่ี เขา้ ใจใน ปฏบิ ัติ ผลงาน/ผล ประเมนิ รวม ประเมนิ
เน้ือหาสาระ (40) การปฏิบตั ิ (100) (ผา่ น/ไมผ่ า่ น)
(20) (40)
หมายเหตุ การประเมนิ ผลการจบหลกั สูตร อาจดำเนินการได้ ดงั น้ี
การประเมินระหวา่ งเรียน และเมื่อจบหลักสตู ร
ประเมนิ ครังเดยี วก่อนจบหลกั สตู ร
ท้งั น้ี เกณฑก์ ารจบหลักสูตร จะตอ้ งได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 จงึ จะผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
กศน.อำเภอเมืองบุรรี ัมย์
41
แบบประเมินความพงึ พอใจการจดั กจิ กรรมฐานการเรยี นรตู้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์
คำชแี้ จง แบบสอบถาม
1.เพ่อื นำผลการดำเนนิ งานกจิ กรรมฐานการเรียนรู้ไปพัฒนา แกไ้ ข ปรบั ปรุง กิจกรรมใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากข้นึ
2.โปรดเตมิ เคร่ืองหมาย ✓ และกรอกขอ้ มลู ใหส้ มบรู ณ์
ฐานการเรยี นรู้ บัญชีมสี ขุ แหลง่ เรียนรชู้ มุ ชน การปลูกพืชผกั สมุนไพร
การคดั แยกขยะ การทำป๋ยุ หมักชวี ภาพ การเรยี นรตู้ ลอดชีวิต
สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
1. เพศ ชาย หญงิ
2. สถานะ นักเรียน/นักศกึ ษา ครู ครู ผู้บรหิ าร
สว่ นที่ 2 ความพึงพอใจตอ่ กจิ กรรม
ระดับ 5 = มากท่สี ุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = นอ้ ยท่สี ดุ
รายละเอยี ด ระดบั ความพงึ พอใจ 1
5432
1. กระบวนการ ขน้ั ตอนการจัดกิจกรรม
1.1 การประชาสัมพันธก์ ิจกรรม
1.2 การอำนวยความสะดวกการเข้าร่วมกิจกรรม
1.3 ความเหมะสมของระยะเวลาในการจดั กจิ กรรม
1.4 ความเหมาะสมของการจดั ลำดบั ขั้นตอนกจิ กรรม
2. วทิ ยากรประจำฐาน
2.1 ความรอบรูใ้ นเน้อื หา
2.2 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้
2.3 การตอบคำถาม
2.4 ความเหมาะสมของวิทยากรในฐานการเรยี นรู้
3. การอำนวยความสะดวก (ของฐานการเรียนรู้)
3.1 เอกสารเผยแพรค่ วามรู้
3.2 สะถานท่สี ำหรับจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม
3.3 มีปา้ ย สัญลกั ษณ์ แสดงจดุ จัดกิจกรรมอยา่ งชัดเจน
3. คณุ ภาพการจัดกิจกรรม
4.1 ไดร้ บั ความรู้ แนวคดิ และทกั ษะประสบการณ์ใหม่ๆ
4.2 ส่งิ ท่ีได้รับจากกจิ กรรมตรงตามความคาดหวัง
4.3 ประโยชน์ที่ไดร้ บั จากกิจกรรม
5. ความพึงพอใจของทา่ นต่อภาพรวมกจิ กรรมฐานการเรยี นรู้
42
สว่ นท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
43
แผนการจดั การเรยี นรู้
กลมุ่ สาระทกั ษะการเรยี นรู้บรู ณาการกับแผนการจดั การเรยี นรเู้ รอื่ งแหลง่ เรยี นรู้
ฐานแหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง) เวลา 12 ชว่ั โมง
มาตรฐานการเรยี นรู้
มีความรคู้ วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้
ตวั ชวี้ ดั
- อธิบายประวัติความเป็นมาของวนอุทยานเขากระโดง
สาระสำคญั
แหล่งเรียนรู้มคี วามสำคัญในการพฒั นาความรู้ของมนุษย์ให้สมบูรณ์มากยิ่งขนึ้ นอกเหนือจากการเรียนใน
ชัน้ เรยี นและเป็นแหลง่ ท่ีอยู่ในสังคมมนุษย์ล้อมรอบตัวผเู้ รยี นทส่ี ามารถเขา้ ไปศกึ ษาค้นควา้ เพ่ือการเรียนรไู้ ดต้ ลอด
ชวี ติ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพ่อื เป็นศนู ย์กลางการเรียนรูแ้ ละจดั กิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย เพ่ือให้
ประชาชนได้รับการสง่ เสรมิ ให้เรียนร้อู ย่างต่อเน่อื งตลอดชวี ิต
2. ส่งเสริมกระบวนการเรยี นร้เู พอ่ื การพัฒนาคุณภาพชีวติ และสร้างความเข้มแขง็ ให้กับชมุ ชนโดยมีแหลง่
เรียนร้ใู นชมุ ชนเปน็ กลไกในการจดั การเรยี นรู้
3. เพื่อใหผ้ เู้ รยี นมีความร้เู กย่ี วกับประวัติความเป็นมาของแหล่งเรยี นรู้วนอุทยานเขากระโดง
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถการสื่อสาร นกั ศึกษาสามารถตอบคำถาม และนำเสนอได้อย่างชัดเจน
2. ความสามารถในการคิด นักศกึ ษาสามารถเสนอความคิดของตนเองในเนอ้ื หาทเี่ รยี นในเรอื่ งราวตา่ งๆ
และสามารถประมวลความคิดในกระบวนการกลุ่มได้
3. ทกั ษะชีวติ นักศึกษาสามารถทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผอู้ ื่นได้
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ใู้ ฝ่เรียน ศกึ ษาข้อมูลจากแหลง่ เรยี นร้ทู ่มี อบหมายได้
2. มีวินยั ทำงานตามที่ครูมอบหมายไดท้ ันเวลา
3. ขยัน ม่งุ มน่ั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกจิ กรรมกลุ่ม
4. มีความสามคั คี มีนำ้ ใจ มีความรบั ผดิ ชอบ ชว่ ยเหลอื กันทำกจิ กรรมกล่มุ
ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน
44
กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขัน้ นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครผู สู้ อนพดู คยุ กับนักศึกษาเรื่องแหล่งเรียนรู้ท่ีมอี ยูร่ อบตวั เราและแหลง่ เรยี นร้ทู ส่ี ำคญั ในจงั หวดั
บรุ ีรัมยแ์ ละประเทศไทย
ขนั้ สอน
- ครแู จง้ วตั ถุประสงค์ เนื้อหาสาระกิจกรรมแหล่งเรยี นรู้
- ครูให้ผู้เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
- ครผู ้สู อนแจกใบความร้แู ละอธบิ ายให้ความรู้ ตามหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปน้ี ประวตั คิ วามเปน็ มาของวน
อุทยานเขากระโดง
- ครผู ู้สอนและผูเ้ รยี นแลกเปลี่ยนเรยี นรู้และมอบหมายให้ทำใบงานตามหัวขอ้ ท่ีได้รับ เพอื่ การ
เรยี นรู้ด้วยตนเอง
- ครูผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น
ขัน้ สรปุ
ครผู ูส้ อนสรุปเนอื้ หาและเติมเต็มองค์ความรู้พรอ้ มมอบหมายงานให้ไปศึกษาเรียนรจู้ ากแหล่ง
เรยี นรู้ในทอ้ งถิน่ ดว้ ยตนเอง
สอื่ การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สือแบบเรยี น
3. ใบงาน
4. สอ่ื อนิ เตอรเ์ น็ต
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
1. สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรียนรู้
2. วดั ความรู้จากการทำกิจกรรมในใบงาน
เครอื่ งมอื
1. ใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นกั ศกึ ษามีผลคะแนนในการทดสอบไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 70
2. การมสี ่วนร่วมในกิจกรรม
45
แหลง่ เรยี นร/ู้ สืบคน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เติม
1. อทุ ยานภกู ระโดง
2. ฐานการเรยี นร้แู หลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน กศน.
3. ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
4. สถานท่ีสำคัญในอำเภอ
5. พพิ ิธภัณฑโ์ บราณสถาน
6. Internet
46
ใบความรู้
เรอ่ื งที่ 2 ประวตั คิ วามเปน็ มาของแหลง่ เรยี นรวู้ นอทุ ยานภเู ขาไฟกระโดง
ภูเขาไฟ หมายถึง ภูเขาที่เกิดข้ึนจากการประทขุ องหนิ หนืดก๊าซ และเถ้าธุลีของภูเขาไฟจากใตเ้ ปลือกโลก
แล้วปรากฏตัวเป็นสภาพเด่นอย่างหนึ่งในทางภูมิศาสตร์ ภูเขาไฟมีหลายชนิดแบ่งตามรูปร่างได้ 3 กลุ่ม คือ
1. ภูเขาไฟรูปโล่ มีรูปร่างลักษณะเหมือนโล่คว่ำ การจาการระเบิดแบบมีลาวาไหลออกมา 2. ภูเขาไฟแบบกรวย
กรวด มีรูปร่างเป็นกรวยคว่ำคล้ายกระด้งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ แบบไม่มีลาวาไหลออกมา 3. ภูเขาไฟ
แบบสลับชั้นของลาวาและหินตะกอน ภูเขาไฟกลุ่มที่มีรูปรา่ งสวยงาม เช่น ภเู ขาไฟฟูจิ ในญี่ปุ่น ภูเขาไฟในบุรีรัมย์
เป็นภเู ขาแบบโล่ คือมีลักษณะกล้าง เตยี้ คล้ายรปู โลค่ ว่ำ มคี วามลาดชนั น้อยประมาณ 4 - 10 องศา ภูเขาไฟแบบ
นี้เกิดจากการไหลของลาวาบะซอลท์ ซึ่งค่อนข้างเหลวจึงไหลแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้าง เช่น ภูเขาไฟกระโดง
ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟเขาอังคาร ภูเขาไฟหลุบ ภูเขาไฟเขาคอก และภูเขาไฟไปรบัต การกำเนิดและการแจก
กระจายของภูเขาไฟในจงั หวดั บรุ ีรมั ย์ ท้ัง 6 แหง่
ภูเขาไฟในบุรีรัมย์ เกิดจากการไหลทะลักของลาวา (อาจมีการประทุระเบิดบ้าง ถ้ามีก๊าซและไอน้ำร้อน
เดือดมาก) ตามแนวรอยเลื่อนแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust – Fault) โดยภูเขาไฟกระจาย (Distribution) อยู่ห่าง
จากแนวรอยเลื่อนขึ้นไปทางเหนือเป็นระยะๆ ภูเขาไฟ แนวแรกอยู่ห่างจากแนวรอยเลื่อนประมาณ 40 กิโลเมตร
ได้แก่ภูเขาไฟคอก แนวที่สองห่างจากแนวรอยเลื่อน ประมาณ 45 กิโลเมตร ได้แก่ภูเขาไฟหลุบ และภูเขาไฟไปร
บัด แนวที่สามห่างจากแนวรอยเลื่อนประมาณ 50 กิโลเมตร ได้แก่ ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟอังคาร และภูเขาไฟ
กระโดงซึ่งอยู่ห่างจากแนวรอยเลื่อนมากที่สุด ประมาณ 75 กิโลเมตร ภูเขาไฟแต่ละแนวเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วมี
อายแุ ตกต่างกันไป แนวทอ่ี ยใู่ กลร้ อยเล่ือนมากที่สุด (แนวแรก) มอี ายเุ ก่าแกท่ ่ีสดุ คือ ประมาณไมเ่ กิน 2 ลา้ นปี ซ่ึงมี
สัณฐานและร่องรอยการไหลของธารลาวา ถูกทำลายเกือบหมด หินที่ผุกล่อนง่ายสลายกลายเป็นดินหมดแล้ว
คงเหลือแต่หินที่แข็งแกร่งเทา่ นั้น และภูเขาไฟแนวทางเหนือสดุ ไดแ้ ก่ ภูเขาไฟกระโดง มีอายุน้อยท่ีสุดลูกหน่ึงของ
ประเทศไทย ร่องรอยการประทุระเบิด การไหลหลากของธารลาวา เศษหินที่ผุสลายตัวง่าย เช่น Slag, Cinder,
Bomb, Volcanic Tuff, Breccia เปน็ ต้น ยังคงพบอยูท่ ่วั ไป ตามบรเิ วณชอ่ งประทรุ ะเบิด (Vent) หรือเขตไหลเ่ นิน
ภูเขาไฟ
ซากภเู ขาไฟในจังหวัดบุรรี มั ย์
ซากภูเขาไฟในจังหวัดบุรีรัมย์ส่วนใหญ่ มีสัณฐานของช่องปล่องประทุระเบิดชัดเจน เนินภูเขาไฟเกิดจาก
การทบั ถมของเศษหินภูเขาไฟ(Pyroclastic Materials) ซ่ึงเกิดจากแรงดันของก๊าซ (Gas) ตา่ ง ๆ ท่ีแทรกอยู่ในหิน
หลอมละลาย เช่น ไอน้ำ (70.75%) คาร์บอนไดออกไซด์ (14.07%) ไฮโดรเจน (0.33%) ไนโตรเจน (5.45%)
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (6.40%) ซัลเฟอร์ไฮออกไซด์ (1.93%) เป็นต้น เศษหินภูเขาไฟเหล่านี้เป็นมวลหินหลอม
ละลายท่ถี กู ดันประทขุ ้ึนไปและเยน็ แข็งตวั ในอากาศ มขี นาดตา่ ง ๆ กนั และมีชอื่ เฉพาะเรียกแตกต่างกัน
47
ถ้าจำแนกหนิ ภเู ขาไฟเหลา่ นตี้ ามลักษณะโครงสร้าง สามารถจำแนกไดด้ ังต่อไปน้ี
พวกเนื้อแน่น (Massive Structure) ได้แก่ หินบะซอลต์เนื้อแน่น ซึ่งโรงโม่หินใช้บดและย่อยให้เป็นวัสดุ
ก่อสร้างพวกหินมีรูพรุนคิดเป็นร้อยละน้อยกว่า 50 โดยปริมาตร (Vesicular Structure) เช่น Vesicular Basalt
ตามชอ่ งวา่ งมักจะมีแรท่ ุติยภูมิ (Secondary Mineral) เช่น แคลไซด์ ซีโอไลต์ หรอื ควอรต์ (Quartz) ตกผลึกแทรก
อยู่ ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบน้ีว่า Amygdaloidal Structure หินภูเขาไฟแบบนี้ จะพบในเขตใกล้ช่องประทุพวกมีรู
พรนุ คดิ เปน็ รอ้ ยละ เกนิ 50 โดยปรมิ าตร (Scoriaceous Structure) ได้แก่ หนิ สกอเรีย (Scoria or Slag) สว่ นมาก
เป็น Scoraceous Basalt หินเหล่านี้จะพบในเขตช่องปล่องประทุและน้ำหนักเบา บางก้อนลอยน้ำได้คล้ายหิน
พัมมิส (Pumice) แต่หินพัมมิสไมพ่ บในเขตอีสานใต้
"เขากระโดง" ที่ปัจจุบันเป็น "วนอุทยานเขากระโดง" หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ที่สำคัญ
ของจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับเขากระโดง มีลักษณะเป็นเนินเขาขนาดเล็ก 2 ลูกติดกันสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ
60 ม. โดยเนินทางทิศใต้เรียกว่า "เขาใหญ่" ส่วนเนินทางทิศเหนือเรียกว่า "เขาน้อยหรือเขากระโดง"
ทั้งสองเนิน เกิดจากการทับถมของเศษหินภูเขาไฟที่พ่นปะทุออกมา ซึ่งจากการสำรวจความหนาของชั้นลาวาจาก
การระเบดิ ของเหมืองหิน พบวา่ มีอายปุ ระมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี มีความหนามากกว่า 20 ม. สว่ นบริเวณท่ีเป็น
ขอบปล่องช่องปะทุ คือบริเวณทเี่ ปน็ หบุ เขาอยตู่ รงกลางระหว่างเขาใหญก่ ับเขากระโดง ซ่งึ ปจั จบุ ันมีสภาพเป็นแอ่ง
น้ำมีน้ำขังตลอดปีสำหรับบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ อยู่ในเขตบ้านน้ำซับ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 283 ม. ปัจจุบันตรงปากปล่องมีลักษณะเป็นหลุมลึก มีทางเดินเท้าก่อด้วยหิน และมีระเบียงให้ชม
วิว มีหินฟองน้ำกระจายอยู่โดยรอบ หรือที่เรียกกันว่า หินลอยน้ำ ด้านบนของปากปล่องภูเขาไฟเป็นพื้นที่ราบ
ประดิษฐาน "พระสภุ ทั รบพติ ร" เป็นพระพุทธรูปคบู่ ้านคูเ่ มืองบุรีรมั ย์ สร้างข้นึ ในปี พ.ศ.2512 โดยอดตี ผู้ว่าราชการ
จังหวัดบุรีรมั ย์ (สุรวุฒิ บุญญานุสาสน์) หลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทเขากระโดง
ร่วมกับชาวบุรีรัมย์และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้ร่วมกันสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ หน้าตัก
กว้าง 12 ม. ฐานยาว 14 ม. หันหน้าไปทางด้านทิศเหนือในพระเศียรพระสุภัทรบพิตรองค์นี้มี "พระบรม
สารีริกธาตุ" บรรจุอยู่ ซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาเองตามคำอธิฐานจิตของนางแจ๋ว มารดาของนายเสรี
อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงเกษตราธิการ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจบุ นั
เมื่อมีการสร้างพระสุภัทรบพิตร นายเสรี จึงนำมาบรรจุไว้ในพระเศียรนี้ จากจุดที่ตั้งองค์พระสามารถเห็น
ทัศนียภาพเมืองบุรีรัมย์ได้สวยงามอีกด้วยใกล้กับที่ประดิษฐานพระสุภัทรบพิตร มี "มณฑปรอยพระพุทธบาท
จำลอง" ที่พระยาประเสริฐ สุนทราศรัย อดีตเจ้าเมืองบุรีรัมย์ กับคุณหญิงประเสริฐ สุนทราศรัย มีจิตศรัทธา
เลื่อมใสได้สร้างขึ้นไว้ที่เขากระโดง เมื่อเดือนเมษายน 2448 เพื่อเป็นพุทธบูชา และเป็นปูชนียสถานสำหรับ
พุทธศาสนิกชนทัว่ ไปต่อมาเมื่อพ.ศ.2505 ตระกูลสิงหเสนีย์ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองข้ึนมา
ใหม่ขนาดยาว 2 ศอก 1 คืบ กว้าง 1 ศอก แล้วนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทหินเขากระโดง พร้อมกับได้สร้าง
มณฑปครอบทับไว้ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ปราสาทหินเขากระโดง ยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
ของชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2518 โดยมีขอบเขตโบราณสถาน 1 งาน 50 ตารางวาสำหรับการขึ้นเขากระโดงไป
สกั การะพระสภุ ัทรบพิตรบนยอดเขานั้น สามารถขน้ึ ได้ 2 ทางคือ ทางรถยนต์ ซ่งึ ตลอดเส้นทางจะพบพระพุทธรูป
ปางต่างๆเรียงรายอยู่เป็นระยะ ส่วนทางขึ้นอีกทางหนึ่งเป็น "บันไดนาค" สร้างเมื่อปี 2512 มีความสูงประมาณ