The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือฐานแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ฐานที่ 5.docx

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khongprin2535, 2022-07-18 11:10:09

คู่มือฐานแหล่งเรียนรู้ชุมชน

คู่มือฐานแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ฐานที่ 5.docx

48

265 เมตร หรือ 297 ขนั้ กอ่ นถงึ ยอดเขาจะเหน็ สระน้ำมณวี รรณ อยู่ทางขวามือ สระน้ำน้ีเชอื่ ว่าเดมิ เป็นปากปล่อง
ภูเขาไฟปัจจุบันประเทศไทย เป็นพื้นที่ปลอดภูเขาไฟ แต่ในอดีตนั้นบ้านเรามีภูเขาไฟอยู่หลายแห่งเหมือนกัน โดย
หน่งึ ในน้ันกค็ ือ "เขากระโดง"

ที่ปัจจุบันเป็น "วนอุทยานเขากระโดง" หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ที่สำคัญของ
จังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับเขากระโดง มีลักษณะเป็นเนินเขาขนาดเล็ก 2 ลูกติดกัน สูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ
60 ม. โดยเนินทางทิศใต้เรียกว่า "เขาใหญ่" ส่วนเนินทางทิศเหนือเรียกว่า "เขาน้อยหรือเขากระโดง" ทั้งสองเนิน
เกิดจากการทับถมของเศษหินภูเขาไฟที่พ่นปะทุออกมา ซึ่งจากการสำรวจความหนาของชั้นลาวาจากการระเบิด
ของเหมอื งหนิ พบวา่ มอี ายปุ ระมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี มีความหนามากกว่า 20 ม. ส่วนบริเวณที่เป็นขอบปล่อง
ชอ่ งปะทุ คอื บริเวณที่เป็นหุบเขาอยู่ตรงกลางระหว่างเขาใหญ่กับเขากระโดง ซงึ่ ปจั จุบันมีสภาพเป็นแอ่งน้ำมีน้ำขัง
ตลอดปีสำหรับบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ อยู่ในเขตบ้านน้ำซับ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สูงจากระดับน้ำทะเล
283 เมตร ปัจจุบันตรงปากปล่องมีลักษณะเป็นหลุมลึก มีทางเดินเท้าก่อด้วยหิน และมีระเบียงให้ชมวิวมีหิน
ฟองน้ำกระจายอยู่โดยรอบหรือที่เรียกกันว่า หินลอยน้ำ ด้านบนของปากปล่องภูเขาไฟเป็นพื้นที่ราบ
ประดษิ ฐาน "พระสภุ ทั รบพิตร" เปน็ พระพุทธรูปคู่บา้ นคู่เมืองบรุ รี มั ย์ สรา้ งขน้ึ ในปี พ.ศ.2512 โดยอดตี ผ้วู า่ ราชการ
จังหวัดบุรีรัมย์ (สุรวุฒิ บุญญานุสาสน)์ หลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทเขากระโดง
ร่วมกับชาวบุรีรัมย์และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้ร่วมกันสร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ มีขนาด
หน้าตักกว้าง 12 เมตร ฐานยาว 14 เมตร หันหน้าไปทางด้านทิศเหนือในพระเศียรพระสุภัทรบพิตรองค์นี้มีบรรจุ
ของ"พระบรมสารรี ิกธาต"ุ บรรจอุ ยู่ ซงึ่ เปน็ พระบรมสารรี ิกธาตุที่เสด็จมาเองตามคำอธิฐานจิตของนางแจ๋ว มารดา
ของนายเสรี อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตราธิการ หรือกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ในปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างพระสุภัทรบพิตร นายเสรี จึงนำมาบรรจุไว้ในพระเศียรนี้ จากจุดที่ตั้งองค์พระ
สามารถเห็นทัศนียภาพเมืองบุรีรัมย์ได้สวยงามอีกด้วย ใกล้กับที่ประดิษฐานพระสุภัทรบพิตร มี "มณฑปรอยพระ
พุทธบาทจำลอง" ที่พระยาประเสริฐ สุนทราศรัย อดีตเจ้าเมืองบุรีรัมย์ กับคุณหญิงประเสริฐ สุนทราศรัย มีจิต
ศรัทธาเลอื่ มใสได้สร้างข้ึนไว้ที่เขากระโดง เมือ่ เดือนเมษายน 2448 เพื่อเปน็ พุทธบูชา และเป็นปูชนียสถานสำหรับ
พุทธศาสนิกชนทัว่ ไปต่อมาเมื่อพ.ศ.2505 ตระกูลสิงหเสนีย์ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองข้ึนมา
ใหม่ขนาดยาว 2 ศอก 1 คืบ กว้าง 1 ศอก แล้วนำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทหินเขากระโดง พร้อมกับได้สร้าง
มณฑปครอบทับไว้ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ปราสาทหินเขากระโดง ยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
ของชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2518 โดยมีขอบเขตโบราณสถาน 1 งาน 50 ตารางวาสำหรับการขึ้นเขากระโดงไป
สักการะพระสภุ ัทรบพติ รบนยอดเขาน้ัน สามารถขึ้นได้ 2 ทางคอื ทางรถยนต์ ซ่ึงตลอดเส้นทางจะพบพระพุทธรูป
ปางต่าง ๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะ ส่วนทางขึ้นอีกทางหนึ่งเป็น "บันไดนาค" สร้างเมื่อปี 2512 มีความสูงประมาณ
265 เมตร หรือ 297 ขนั้ ก่อนถึงยอดเขาจะเห็นสระน้ำมณวี รรณ อยู่ทางขวามือ สระนำ้ นเ้ี ชอ่ื วา่ เดิมเป็นปากปล่อง
ภเู ขาไฟ

ภูเขาไฟกระโดง อยู่ในเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ห่างจากพื้นที่ตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 6 กิโลเมตร

ลกั ษณะซากปล่องประทุเปน็ รปู พระจันทร์คร่ึงซกี เน่ืองจากส่วนชอ่ งประทดุ ้านตะวันออกและตะวนั ตกพังทลาย ซ่ึง

เป็นหินที่หลอมละลาย (Lava) ไหลออกไปสู่บริเวณโดยรอบแต่ก็ยังปรากฎรูปทรงของปากปล่องช่องประทุอย่าง

ชัดเจน มีน้ำขังกลายเป็นทะเลสาบบนปากปล่องภูเขาไฟที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย สูงจากระดับน้ำทะเล

ประมาณ 283 เมตร ประกอบด้วยหินบะซอลต์ที่มีรูพรุนพวก Vesicular Basalt และ Scoriaceous Basalt หิน

49

ตะกรันภูเขาไฟ (Pyroclastic Materials) เป็นพวกวัสดุที่ถูกแรงระเบิดโยนขึ้นไปในอากาศแล้วตกลงมา อาจเป็น
ลาวาเย็นตวั ในอากาศ หรอื ตกลงมาแล้ว เยน็ แข็งตัวกต็ าม เชน่ Volcanic Bomb, Ash, Breccia และ Cinder หิน
เหลา่ นจี้ ะตกลงมาทบั ถมอยู่ โดยรอบของปากปล่องช่องประทุพวก Bombs จะมมี ากกว่าภูเขาไฟอื่น ในเขตอีสาน
ใต้ และในประเทศไทยมลี ักษณะรูปรา่ งเปน็ แบบหยดน้ำ จานบิน หัวมันเทศ (Fusiform Bomb) มขี นาดเล็กต้ังแต่
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม. ถึงเกือบ 2 เมตร และแต่ละก้อนแสดงร่องรอยการหลอมละลาย และการบิด
ตัวเนื่องจากถูกแรงเหวี่ยงปลิวขึ้นไปในอากาศ หินบะซอลต์ใกล้ช่องประทุระเบิดมีลักษณะแสดงการไหล ( Lava
Flow) ชนิด Pahoehoe มผี วิ เรยี บ (Dermolithic Solidification) แบบบิดเปน็ เกลียวเชือก (Ropy or Tape Stry
Like) หรือคล้ายผ้าพับทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Thin Sheets) เนื้อหินเป็นเนื้อละเอียด สีดำถึงเทา มีผลึกแร่ขนาด
เล็กของแร่โอลิวีน (Olivine) เนื้อพื้น (Groundmass) เป็นแร่เฟลต์สปาร์ชนิดแพลจิโอเคลส มีผลึกของแร่อะพา
ไทต์ (Apatite) และแมกนีไทต์ (Magnetite) ออไจต์ (Augite) และพบแร่ซีโอไลด์แคลไซด์ (Calcite) ตกผลึกใน
ช่องว่างของหนิ เนินภูเขาไฟกระโดง มีธารลาวาไหลแผ่กระจายโดยรอบปล่องช่องประทุซึ่งอยูใ่ นเขตศูนย์กลางเนิน
ภูเขาไฟนี้ ธารลาวาแผ่กระจายคลุมพื้นที่ประมาณ 120 ตารางกิโลเมตร เป็นภูเขาที่มีขนาดพื้นที่มากที่สุดของ
จังหวัดบุรรี ัมย์ บริเวณตอนกลางของเนินยังคงเห็นร่องรอยรูปทรงปากปล่องประทุทีม่ ีการพ่นประทุ (ระเบิด) ของ
หินตะกรันภูเขาไฟ กลุ่มฝุ่นเถ้าถ่าน (Dust and Ash) กลุ่มก๊าซ ไอน้ำเดือดจัด และการไหลหลากของธารลาวา
ออกมา หินบะซอลต์บริเวณปากปล่องจะมีฟองอากาศ ฟองก๊าซต่าง ๆ แทรก บางก้อนมีรูพรุนคล้ายรังปลวกท่ี
เรยี กว่า “Scoria” หากมขี นาดใหญ่พอ จะสามารถลอยนำ้ ได้ หินบะซอลต์บางก้อนเน้ือแนน่ และถ้าผิวก้อนหินมีร้ิว
รอยการหลอมละลายการไหล ผิวหินเรยี บ บดิ ตวั เห็นไดช้ ดั เจน ลักษณะต่างๆ ท่กี ล่าวมาน้ี เกอื บจะไม่พบในภูเขา
ไฟลูกอื่น ๆ ในประเทศไทยเลย ทั้งนี้เพราะภูเขาไฟกระโดง มีอายุน้อยที่สุด คือประมาณ 0.9 – 0.3 ล้านปี ดังนั้น
ลักษณะของหินยังสด ผุสลายตัวยังไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาไฟกระโดงเป็นภูเขาไฟลูกเดียวในประเทศ
ไทยท่ีพบ “Bomb” มากท่สี ุด มีความหลากหลายทัง้ รูปร่างและขนาดอกี ดว้ ย

ความหมายตรงตามที่บอกว่า “ไม่ว่าใครก็เที่ยวได้” แม้จะเป็นปากปล่องภูเขาไฟที่สูงจากระดับน้ำทะเล
230 เมตร เพราะที่แห่งนี้คือ เขากระโดง แหล่งท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์ของจังหวัดบุรีรัมย์ เมืองแห่งภูเขาไฟ
เพราะเป็นท่ีตั้งของภูเขาไฟที่ดับแล้วถึง 6 ลูก โดยเขากระโดงเป็นภูเขาไฟ 1 ใน 6 แห่งของจังหวัดนี้ความพิเศษ
ของเส้นทางท่องเที่ยว “เขากระโดง” คือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ
ของ “วนอุทยานภูเขาไฟเขากระโดง” ให้มีความสวยงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกท่ีสามารถรองรับนักท่องเที่ยว
ได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย ให้เดินทางเข้าถึงและชื่นชมความงามตามธรรมชาติได้ถึงปากปล่อง
ภูเขาไฟ และจุดชมวิว ซ่ึงเป็นท่ีประดิษฐานของพระสุภัทรบพิตรจำลององค์ใหญ่ ท่ีต้ังตระหง่านอยู่ ณ จุดชมวิว
ให้ผู้คนได้ชมทั้งทิวทัศน์ความงามของเมืองบุรีรัมย์ในมุมสูงและยังได้กราบสักการะพระภัทรบพิตร เพื่อเป็นสิริ
มงคลในการดำเนินชีวิตต่อไป

https://mgronline.com/travel/detail/9510000033866

50

* รู้จักภูเขาไฟ “เขากระโดง”

ป่าเขากระโดงมีเนื้อที่กว่า 8,000 ไร่ ชาวบ้านเรียกว่า “พนมกระดอง” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ภูเขา
กระดอง (เต่า)” เพราะภูเขาแห่งนี้มีลักษณะคล้ายกระดองเต่า ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “กระโดง” ในอดีตเป็นที่ดิน
สาธารณะประโยชน์ที่ชาวบ้านนำสัตว์มาเลี้ยง ต่อมาปีพ.ศ. 2521 จังหวัดบุรีรัมย์ จึงเสนอป่าเขากระโดง ใน
ท้องที่ตำบลเสม็ดและตำบลสวายจีก เน้ือที่ 1,450 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 6 กิโลเมตร โดยป่าเขากระโดงได้
ตั้งเป็นวนอุทยาน เพ่ือเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน ซ่ึงกรมป่าไม้ได้ออกหนังสือประกาศจัดตั้งลง
วันที่ 22 มีนาคม 2521 หลังจากนั้นจึงกำหนดให้เขากระโดงเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และในปี 2552 มีการขอ
เปลี่ยนชื่อเป็น “วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง” เพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันได้ประกาศเป็นเขตห้าม
ล่าสัตว์ป่าภูเขาไฟกระโดง

สภาพของภูเขาแห่งนี้ ส่วนมากเป็นที่ราบสูงเนินเขา เป็นป่าเต็ง-รัง มีเนินเขาขนาดเล็ก 2 ลูกติดกันสูง
จากพื้นที่โดยรอบประมาณ 85 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เนินทางทิศใต้เรียกว่า “เขาใหญ่” ส่วนเนินทางทิศ
เหนือเรียกว่า “เขากระโดง” หรือ “เขาน้อย” ความสำคัญของผืนป่าแห่งน้ีเสมือนเป็นธนาคารอาหารป่า เพราะ
อุดมไปด้วยพืชอาหารและสมุนไพรนานาประเภทกว่า 100 ชนิด มีเห็ดกินได้กว่า 20 ชนิด นกน้ำและนกป่ากว่า
100 ชนิด สัตว์ที่พบบ่อยคืองูหลาม กระต่ายป่า ไก่ป่า กระรอกบินจิ๋วท้องขาว กระรอกหลากสี นกขุนแผนสีน้ำ
เงินนกบั้งรอกใหญ่ และนกกระรางหัวหงอก เป็นต้น

“เขากระโดง” เป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟที่ตั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นภูเขาไฟที่ดับมอดแล้วมาเป็นเวลานับแสนปี
คงเหลือไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของธรรมชาติและป่าไม้ มีพันธุ์ไม้หายากอย่างต้น “โยนี
ปีศาจ” หรือท่ีคนพื้นเมืองเรียนกันว่าต้นหีผี และอีกหลายๆ ช่ือ เช่น ต้นมะกอกเผือก ต้นมะกอกโคก โดยภาษา
เขมรจะเรียกต้นนี้ว่า ต้นกะนุยขมอย เป็นที่ตั้งของปราสาทหินเขากระโดง ซ่ึงสร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย เดิมเป็น
ปรางค์หินทรายก่อบนฐานศิลาแลงองค์เดียวโดด ๆ ฐานสี่เหลี่ยมขนาด 4x4 เมตร มีช่องทางเข้า 4 ด้าน ต่อมา
หินดังกล่าวได้พังลง จึงได้มีผู้นำหินมาเรียงขึ้นใหม่แต่ไม่ตรงตามรูปเดิม ต่อมาตระกูลสิงห์เสนีย์ ได้สร้างพระ
พุทธบาทจำลองมาประดิษฐานไว้ในปราสาท และสร้างมณฑปครอบทับไว้บนปราสาท พร้อมประกาศในราช
กิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ส่วนที่จุดชมวิวยังเป็นที่ประดิษฐานของพระสุภัทรบพิตร
ขนาดหน้าตักกว้าง 12 เมตร ฐานกว้าง 14 เมตร ภายในเศียรบรรจุพระธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุ ประทับอยู่
ขอบปากปล่องภูเขาไฟ รูปจันทร์เสี้ยวหันหน้าไปทางทิศเหนือเข้าเมืองบุรีรัมย์

• ความพิเศษของเขากระโดง
นอกจากเขากระโดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติและพรรณไม้แล้ว จุดไฮไลท์ของเขากระโดง คือ

ปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ที่นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมได้ โดยเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และจังหวัดบุรีรัมย์ได้
สร้างสะพานแขวน ให้นักท่องเที่ยวเดินชมปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างใกล้ชิด

51

ความสะดวกในการเข้าชมแต่ละจุดท่องเที่ยว นอกจากเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และจังหวัดบุรีรัมย์ได้ทุ่ม
งบประมาณในการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวยังได้เพิ่มสิ่งอำนวยความ
สะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในทุกสภาพร่างกายได้มีโอกาสเข้าชมความงามและศึกษาธรรมชาติด้วยการจัดทำ
ทางเดินที่เหมาะกับทุกเพศ วัย และทุกสภาพร่างกาย โดยผู้ที่ใช้รถวีลแชร์ก็สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในแต่
ละจุดได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากน้ัน ในการเดินทางข้ึนเขา รถยนต์ก็ขับไปส่งได้ถึงที่

“เขากระโดง” จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่เหมาะกับทุกเพศวัย และทุกสภาพร่างกายอย่าง
แท้จริง และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องการนำเสนอให้
นักท่องเท่ียวได้แวะเวียนเข้าไปสัมผัสและชื่นชมความงามของธรรมชาติหากได้มีโอกาสไปเที่ยวยังจังหวัดบุรีรัมย์
นอกจากการเที่ยวชมความงามของปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ หรือชมความยิ่งใหญ่ของสนาม
‘ช้างอารีน่า’ ซึ่งเป็นอีกหน่ึงสถานที่ท่องเท่ียวท่ีแม้ไม่ใช่คอบอล ก็ต้องแวะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ

เดิมเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ประกาศเป็นที่ นสร. ที่อยู่นี่ประมาณ 8 พันกว่าไร่ เมื่อ 2474 ประกาศเป็นวน
อุทยานเขากระโดงเมื่อ 2521 เนื้อที่ 1,450 ไร่ ส่วนที่เหลือก็ยังเป็นป่าทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นที่สาธารณะอยู่
เหมือนกับเราเป็นป่าวนอุทยานในใจกลางไข่แดงของพนื้ ท่ีป่า ลกั ษณะก็เปน็ ภูเขารูปกระดองเต่า ซึง่ เขากระโดงน่ี
ก็จริงๆ ก็เพี้ยนมาจากคำว่ากระดองแลว้ ทางภาษาท้องถิ่นทางบุรีรมั ย์ใกล้ชิดกับทางเขมรออกมาส้ันๆ ห้วนๆ ว่า
เขากระดอง กลายเพี้ยนมาเป็นเขากระโดง ก็มีเป็นภูเขา 2 ลูกแฝดติดกันลูกเล็กเรียกเขากระโดง ลูกใหญ่เรียก
เขาใหญ่ ถ้ามองจากพื้นที่ไกลๆ จะมองเห็นเหมือนกับชามก๋วยเตี๋ยวคว่ำกลางทุ่งนา ลักษณะก้นชามจะแตก
ทางด้านทิศใต้และก็ทิศตะวันออก นั่นคือเป็นทางไหลของทางลาวาค่อยๆ ลาดไหลออกมาความชันประมาณทกุ
1 กิโลเมตร ประมาณ 10 เมตร จะลดหลัน่ ไปเรื่อย ๆ นน่ั คือทางไหลของลาวาพนื้ ทร่ี อบ ๆ จะเป็นพ้ืนท่ีราบหมด
เลยเป็นทุ่งนาเป็นที่การเกษตรเพราะนั้นก็จะเป็นป่าธรรมชาติเป็นภูเขาที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด มองเห็นได้ชัดที่ไกล
เป็นปล่องภเู ขาไฟที่ดบั สนิทแลว้ แตอ่ ายนุ ้อยทส่ี ุดในประเทศไทย

ประมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี จากการคำนวณของนักธรณีวิทยาเรื่องอายุของหิน ลักษณะธรณีวิทยา
ของภูเขาไฟวนอุทยานเขากระโดงนี่คือชั้นบนจะเป็นพวกหินสกอเรีย ข้างล่างจะเป็นพวกหินอัคนี หินภูเขาไฟท่ี
เราเอามาทำถนน ซึ่งหินภูเขาไฟพวกสกอ-เรียมันจะปกคลุมหนาอยู่ประมาณ 20 เมตร ตอนนี้มันย่อยสลาย
กลายเป็นดินลึกประมาณ 1 ฟุต คอื เราก็คำนวณจากดินไดป้ ระมาณ2 เซนติเมตร ใช้เวลา 500 ปี แลว้ คำนวณไป
วา่ มันเกดิ มาเท่าไรแล้วลักษณะมนั กไ็ หลลาดปกคลุมรัศมีรอบๆ ประมาณ10 กิโลเมตร คือลกั ษณะการระเบิดของ
ภูเขาไฟมันอาจจะถึง 10 ถึง 30 กิโลตอนที่มันระเบิดกระเด็นขึ้นไปแล้วก็เกิดรอยแตกทางด้านทิศใต้แล้วก็
ตะวันออกมันก็ไหลลาดลงไป บางทีมันก็ไปไหลทุกทิศทางเลยว่าไหลมาตรงนี้จนขอบปากปล่องเหมือนขอบบ่ิน
บริเวณขอบทมี่ ีสภาพดีเป็นที่ต้ังของฐานองค์พระอย่นู ั้น ถา้ เราไปดจู ุดน้ีเราก็เหน็ ทางลาดไหลของภูเขาไฟ ในทาง
ลาดไหลเองกจ็ ะเป็นร่องห้วยซึง่ เป็นแหลง่ นำ้ ที่สามารถไหลลงไปรวมกันที่อ่างเกบ็ ห้วยตลาด และก็เป็นแหล่งผลิต
นำ้ ประปาแหล่งเดยี วทีเ่ ลี้ยงคนเมืองบรุ ีรมั ย์

สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง ตามร่องห้วยที่มีความชื้นสูงจะเป็นป่าเบญจพรรณ อันนี้คือป่าพัฒนาขึ้นมา
แล้วแต่เรื่องขนาดของต้นไม้จะไม่ใหญ่ไปกว่านี้มันเกิดมาเป็นหลายหมื่นปีหลายแสนปี เพราะว่าชั้นดินมันต้ืน

52

ที่บอกว่าประมาณเฉลี่ยโดยประมาณก็ประมาณฟุตหนึ่ง ก็จะไม่ลึกมากต้นไม้ที่เกิดได้ในสภาพดินแบบนี้จะมี
เฉพาะป่าเต็งรัง คงสภาพป่าเต็งรังนีอ่ ีกหลายร้อยปี แม้ว่าจะมีไฟหรือไม่มีไฟแต่ว่าดนิ เป็นตัวกำหนดชนิดพันธุไ์ ม้
ฉะนั้นถ้าเราจะเอาชนิดพันธุ์ไม้แปลกๆ มาปลูกต้องเพิ่มความชื้นให้เพิ่มดินเพิ่มปุ๋ยก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้น ลักษณะ
ของดินจะเป็นดินทรายที่เกิดการสลายตัวปนกับดินภูเขาไฟจะเป็นลักษณะสีออกน้ำตาลเข้ม วนอุทยานแหง่ ชาติ
เขากระโดง จะทำเป็นแหล่งการศึกษาหรือแหล่งทัศนะศึกษา สามารถศึกษาเรื่องการเกิดภูเขาไฟได้อย่างดี
สำหรับในประเทศไทยคือมีลักษณะที่ชัดเจนเข้าถึงได้ง่าย การคมนาคมสะดวก อยู่ใกล้เมือง เรื่องความพร้อม
เรื่องอาคารสถานที่เราก็เตรียมโครงการเรียกว่าศึกษาและพัฒนาภูเขาไฟวนอุทยานเขากระโดงใช้
งบประมาณ 55.6 ล้าน ซึ่งจะดำเนินการในปี 2550 และ 2551 นั้น งบของทางกลุ่มจังหวัดชัยวรมันหรือทาง
อีสานใตก้ ็จะเป็นเส้นทางเกย่ี วกับเสน้ ทางอารยธรรมขอม แตจ่ ะมาเช่อื มโยงเกีย่ วกบั ความเช่ือ ประวตั ศิ าสตร์ คือ
จะมีเรื่องประเพณีวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นซึ่งเขาจะมาขึ้นกระโดงอยู่แล้ว เรื่องเล่าเกี่ยวกับการเกิดภูเขาไฟ
แตก่ ็เป็นเหมือนนิทานพ้ืนบ้านอะไรอย่างน้เี ขากแ็ ต่งกันหลากหลาย จะเป็นนักทอ่ งเทย่ี วแถบภาคอีสานแล้วก็จะมี
ตา่ งประเทศ เพราะวา่ เขาอาจจะมามีครอบครวั ทางบุรีรัมยเ์ ยอะ มีเขยต่างประเทศเยอะมาก กจ็ ังหวดั ใกล้ๆ ก็มา
เป็นทัวร์ของนักเรียนมาก็ติดต่อล่วงหน้ามาก่อนก็จะมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ ถ้าเกิดว่ามาเป็นคณะส่วนตัวก็ไม่
สามารถบรรยายให้ไดเ้ พราะว่าเรามีเจ้าหนา้ ที่น้อย ก็มีเอกสารไว้ให้เราก็จะมีบอร์ดนทิ รรศการ ต่อไปจะมีอาคาร
นิทรรศการมีแผ่นพับ มีนิทรรศการซึ่งเป็นภาพเสมือนจริง แสง สี เสียง ซึ่งต่อไปถ้าโครงการมันเสร็จเรียบร้อยก็
จะมสี วนพฤกษศาสตร์ให้ศึกษาด้วยก็เก็บรวบรวมสมนุ ไพรและก็ตวั อย่างหินแลว้ กภ็ เู ขาไฟท่สี ำคัญๆ ของโลกก็จะ
มีนิทรรศการ อย่างนักท่องเที่ยวที่สนใจจะมาแนะนำให้มาติดต่อที่สำนักงานก่อน สำนักงานจะอยู่ที่อ่างเก็บน้ำ
คือจะเลยเข้ามาหน่อยเดินเลยเข้ามาหน่อยจะมีป้ายบอกตั้งแต่ตอนเข้ามาก็มีทางแยกก็เลี้ยวซ้ายมาก็จะเจอ
สำนักงานก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ก็จะเดินตามส่วนกลาง บางท่านมาอาจจะเข้าใจคิดว่าบริเวณสำนักงาน
เปน็ ปากปล่อง เพราะมันเป็นอ่างเก็บนำ้ กเ็ ข้าใจผิดกันไปแลว้ ก็ไมไ่ ด้ขึน้ ไปขา้ งบนเพราะไม่ทราบวา่ จะขึ้นไปได้ไหม
คือวา่ เหน็ บันได บนั ไดนาคข้ึนมาเกือบ 300 ขั้นนก่ี ถ็ อดใจแล้วจรงิ ๆ แลว้ มันมีทางรถยนต์สามารถวนขน้ึ ไปได้

ทม่ี า : http://bowboybam.blogspot.com

ต้ังอยูใ่ น อำเภอเมือง จงั หวดั บรุ ีรัมย์ เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแลว้ รอบบริเวณปกคลุมด้วยป่าไม้ที่
อุดมสมบูรณ์ สิ่งที่น่าสนใจในวนอุทยานเขากระโดง คือ ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดงซึ่งดับสนิทแล้วมีอายุ
ประมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี ปัจจุบันมีสภาพเป็นสระน้ำเป็นซากภูเขาไฟที่ยังคงสภาพดีและมีอายุน้อยที่สุดใน
ประเทศไทย มีเส้นทางเดินชมรอบปล่อง และสะพานแขวนให้ยืนชมจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน เป็นที่
ประดษิ ฐาน พระสุภทั รบพติ ร พระพุทธรปู คูเ่ มอื งของบรุ ีรมั ย์ ซ่ึงเปน็ พระพุทธรปู ก่ออิฐฉาบปนู ขนาดใหญ่ หันหน้า
ไปทางทศิ เหนือ ภายในเศียรบรรจพุ ระธาตุจากจุดท่ีตั้งขององค์พระสามารถมองเห็นทศั นียภาพของตัวเมืองบุรีรัมย์
ได้ การขน้ึ ไปเขากระโดง ทำไดส้ องวธิ ี คอื เดนิ ขนึ้ บันไดจำนวน 297 ขัน้ หรอื ขับรถข้นึ ไปถึงยอดเขา

ประวตั คิ วามเปน็ มาของวนอทุ ยานเขากระโดง: http://bowboybam.blogspot.com
แหล่งเรยี นรวู้ นอทุ ยานเขากระโดง : https://www.paiduaykan.com

53

ใบงานที่ 2
เรอื่ งประวตั คิ วามเปน็ มาของแหลง่ เรยี นรวู้ นอทุ ยานภเู ขาไฟ

ชอ่ื .....................................................................................ระดบั ชน้ั ..........................
คำชแ้ี จง : ใหผ้ ้เู รยี นตอบคำถามดงั ตอ่ ไปนี้

1. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายประวัติความเปน็ มาของแหล่งเรียนรู้วนอุทยานเขากระโดง มาพอสงั เขป

............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
2. ภเู ขาไฟ หมายถงึ

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................... .........
3. ภูเขาไฟในบรุ ีรัมย์ เกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างไร สรุปมาพอสงั เขป

............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................................ .......................................
.................................................................................................... ................................................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................

54

แบบประเมินผลการเรยี นรู้กจิ กรรม
ฐานแหลง่ เรยี นรชู้ มุ ชน วนอทุ ยานเขากระโดง
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี ัมย์

ลำดบั ชื่อ - สกลุ ความร้คู วาม ทกั ษะการ คณุ ภาพของ ผลการ ระดับการ
ท่ี เขา้ ใจใน ปฏบิ ัติ ผลงาน/ผล ประเมนิ รวม ประเมนิ
เน้ือหาสาระ (40) การปฏิบตั ิ (100) (ผา่ น/ไมผ่ า่ น)
(20) (40)

หมายเหตุ การประเมนิ ผลการจบหลกั สูตร อาจดำเนินการได้ ดงั นี้
การประเมินระหวา่ งเรียน และเมื่อจบหลักสตู ร
ประเมนิ ครังเดยี วก่อนจบหลกั สตู ร

ท้งั น้ี เกณฑก์ ารจบหลักสูตร จะตอ้ งได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะผา่ นเกณฑ์การประเมนิ

กศน.อำเภอเมืองบุรรี ัมย์

55

แบบประเมินความพึงพอใจการจัดกจิ กรรมฐานการเรยี นรตู้ ามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์

คำชแ้ี จง แบบสอบถาม

1.เพอื่ นำผลการดำเนนิ งานกจิ กรรมฐานการเรยี นรู้ไปพัฒนา แกไ้ ข ปรับปรุง กิจกรรมให้มีประสิทธภิ าพมากขน้ึ

2.โปรดเติมเครื่องหมาย ✓ และกรอกข้อมูลใหส้ มบูรณ์

ฐานการเรยี นรู้  บญั ชมี สี ขุ  แหล่งเรียนรู้ในชมุ ชน  การปลกู พืชผกั สมุนไพร

 การคดั แยกขยะ  การทำปยุ๋ หมกั ชีวภาพ  การเรียนร้ตู ลอดชวี ิต

สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม

1. เพศ  ชาย  หญิง

2. สถานะ  นักเรียน/นักศึกษา  ครู  ครู  ผู้บรหิ าร

สว่ นท่ี 2 ความพึงพอใจตอ่ กจิ กรรม

ระดบั 5 = มากทส่ี ดุ 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = นอ้ ยทส่ี ดุ

รายละเอยี ด ระดบั ความพงึ พอใจ 1
5432

1. กระบวนการ ขน้ั ตอนการจัดกิจกรรม

1.1 การประชาสมั พนั ธ์กิจกรรม

1.2 การอำนวยความสะดวกการเข้ารว่ มกจิ กรรม

1.3 ความเหมะสมของระยะเวลาในการจดั กิจกรรม

1.4 ความเหมาะสมของการจัดลำดบั ขน้ั ตอนกิจกรรม

2. วิทยากรประจำฐาน

2.1 ความรอบร้ใู นเนือ้ หา

2.2 ความสามารถในการถา่ ยทอดความรู้

2.3 การตอบคำถาม

2.4 ความเหมาะสมของวิทยากรในฐานการเรยี นรู้

3. การอำนวยความสะดวก (ของฐานการเรียนรู้)

3.1 เอกสารเผยแพรค่ วามรู้

3.2 สะถานท่ีสำหรบั จดั กิจกรรมมีความเหมาะสม

3.3 มีปา้ ย สญั ลกั ษณ์ แสดงจดุ จัดกจิ กรรมอย่างชัดเจน

3. คณุ ภาพการจัดกจิ กรรม

4.1 ได้รบั ความรู้ แนวคิด และทกั ษะประสบการณ์ใหม่ๆ

4.2 สิง่ ท่ีได้รบั จากกจิ กรรมตรงตามความคาดหวัง

4.3 ประโยชนท์ ่ีได้รบั จากกิจกรรม

5. ความพึงพอใจของท่านต่อภาพรวมกิจกรรมฐานการเรยี นรู้

56

สว่ นท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................

57

แผนการจัดการเรยี นรู้ เวลา 12 ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระทักษะการเรยี นรู้บรู ณาการกบั แผนการจดั การเรยี นรเู้ รอ่ื งแหลง่ เรยี นรู้
ฐานแหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง)
มาตรฐานการเรยี นรู้

มคี วามรูค้ วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติทดี่ ตี ่อการเรยี นรู้
ตวั ชว้ี ดั

- อธบิ ายแหล่งเรยี นร้พู ระสุภัทรบพติ ร รอยพระพุทธบาท และบันไดนาคราช

สาระสำคญั
แหลง่ เรยี นรู้มคี วามสำคัญในการพัฒนาความรู้ของมนษุ ยใ์ ห้สมบูรณ์มากย่ิงขึน้ นอกเหนือการเรยี นในช้นั

เรยี นและเป็นแหล่งที่อย่ใู นสงั คมมนษุ ยล์ ้อมรอบตัวผเู้ รยี นที่สามารถเขา้ ไปศึกษาคน้ ควา้ เพอ่ื การเรยี นรู้ไดต้ ลอดชวี ติ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. เพือ่ ใหผ้ ูส้ ามารถอธบิ ายแหล่งเรยี นรู้พระสภุ ทั รบพิตร รอยพระพุทธบาท และบนั ไดนาคราช
2. สง่ เสริมกระบวนการเรียนรเู้ พอื่ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตและสรา้ งความเข้มแขง็ ให้กับชุมชนโดยมแี หล่ง
เรยี นรูใ้ นชุมชนเป็นกลไกในการจดั การเรยี นรู้
3. เพื่อใหช้ ุมชนมีส่วนรว่ มในการบรหิ ารจัดการ และเปน็ แหลง่ เรยี นร้ใู นชุมชน
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถการสอ่ื สาร นักศึกษาสามารถตอบคำถาม และนำเสนอได้อย่างชัดเจน
2. ความสามารถในการคดิ นักศึกษาสามารถเสนอความคดิ ของตนเองในเน้อื หาทเี่ รยี นในเร่ืองราวต่างๆ
และสามารถประมวลความคิดในกระบวนการกลุ่มได้
3. ทักษะชีวิต นกั ศกึ ษาสามารถทำกิจกรรมกลุ่มรว่ มกบั ผอู้ ื่นได้
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝร่ ูใ้ ฝเ่ รียน ศึกษาข้อมูลจากแหลง่ เรยี นรทู้ ม่ี อบหมายได้
2. มีวนิ ยั ทำงานตามท่ีครูมอบหมายได้ทนั เวลา
3. ขยนั มุง่ มน่ั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกจิ กรรมกลมุ่
4. มีความสามัคคี มนี ้ำใจ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือกนั ทำกิจกรรมกลุ่ม
ชนิ้ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน

58

กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครผู ูส้ อนพูดคุยกบั นักศึกษาเรื่องแหลง่ เรยี นร้ทู ี่มอี ยูร่ อบตวั เราและแหล่งเรยี นรทู้ ีส่ ำคัญในจงั หวัด

บุรรี ัมยแ์ ละประเทศไทย
ข้นั สอน
- ครูแจ้งวตั ถปุ ระสงค์ เนือ้ หาสาระกจิ กรรมแหลง่ เรยี นรู้
- ครใู ห้ผู้เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
- ครผู ู้สอนแจกใบความรแู้ ละอธิบายให้ความรู้ เรื่องแหลง่ เรียนรู้พระสุภัทรบพิตร รอยพระพุทธ

บาท และบนั ไดนาคราช
- ครผู สู้ อนและผเู้ รยี นแลกเปล่ียนเรียนรู้และมอบหมายให้ทำใบงานตามหวั ขอ้ ท่ีไดร้ ับ เพ่อื การ

เรยี นรู้ด้วยตนเอง
- ครูผู้สอนใหผ้ ้เู รียนทำแบบทดสอบหลังเรียน

ขั้นสรปุ
ครผู ู้สอนสรุปเนือ้ หาและเติมเตม็ องค์ความรู้พรอ้ มมอบหมายงานให้ไปศกึ ษาเรยี นรูจ้ ากแหล่ง

เรยี นรู้ในท้องถน่ิ ดว้ ยตนเอง
สอื่ การเรยี นการสอน

1. ใบความรู้
2. หนังสอื แบบเรียน
3. ใบงาน
4. สอื่ อินเตอร์เน็ต
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั

1. สงั เกตพฤติกรรมระหว่างการเรียนรู้
2. วดั ความรู้จากการทำกิจกรรมในใบงาน
เครอื่ งมอื
1. ใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศกึ ษามผี ลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 70
2. การมสี ่วนร่วมในกจิ กรรม

59

แหลง่ เรยี นร/ู้ สืบคน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เติม
1. อทุ ยานภกู ระโดง
2. ฐานการเรยี นร้แู หลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน กศน.
3. ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
4. สถานท่ีสำคัญในอำเภอ
5. พพิ ิธภัณฑโ์ บราณสถาน
6. Internet

60

ใบความรู้

เรอ่ื งท่ี 3 แหลง่ เรยี นร้พู ระสภุ ทั รบพติ ร รอยพระพทุ ธบาท และบนั ไดนาคราช
พระสภุ ทั รบพติ ร

พระสุภัทรบพิตร ได้รับพระราชทานนามจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระพุทธรูปคู่เมือง ภายในเศียร
บรรจุพระธาตุ ประดิษฐานอยู่บนเขากระโดง ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 12 เมตร ฐานกว้าง 14 เมตร
ภายใน เศียรบรรจุพระธาตุ ประทับอยู่ขอบปากปล่องภูเขาไฟ รูปจันทร์เสี้ยว หันหน้าไปทางทิศเหนือเข้าเมือง
บุรีรมั ย์ สรา้ งเสร็จเม่ือปี พ.ศ.2512 โดยผ้วู า่ ราชการจังหวัดบรุ ีรัมย์ นายสรุ าวุฒิ บญุ ญานสุ าสน์ ในขณะนั้นร่วมกับ
พ่อค้าประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสได้ร่วมกัน จัดสร้างขึ้นบริเวณยอดเขากระโดงเพื่อให้เป็นที่สัการะบูชา
ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป จากจดุ ทต่ี ้ังขององค์พระสามารถมองเห็นทัศนียภาพของตวั เมืองบุรรี ัมย์ ในปี พ.ศ.2557
ฯพณฯ เนวินชิดชอบอดีตรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีและเพื่อได้สร้างฉัตรกลางแจ้งที่ใหญ่และหนักที่สุดในรู้ สึก
ถวายยอดฉัตรเป็นไทเทเนียมชุปทองคำ โดยมีพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จมาเป็นประธาน
ประกอบพธิ เี จมิ และสวมยอดฉัตรในวันท่ี 10 กุมภาพนั ธ์ 2557 เวลา 16.30 น

61

พระสุภัทรบพิตรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ก่ออิฐถือปูนสร้างบนยอด เขากระโดง ที่เรียกว่า เขาชายหรือ "พนม
เปรอ๊ ะ" เปน็ ภูเขาไฟทรี่ ะเบดิ เมื่อ ประมาณ 900,000 ปมี าเเลว้ องค์พระหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ อันเป็นที่ต้ัง
ของเมืองบุรีรัมย์หรือเมืองเเป๊ะ วางศิลาฤกษ์ในการสรา้ งเมื่อวนั ที่ 17 ตุลาคม 2512 สร้างเสร็จสมบูรณ์เเละพุทธา
ภเิ ษกเรียบรอ้ ยเมื่อ ปี พ.ศ.2514 เปน็ พระพุทธรปู ประจำจังหวัดบรุ ีรัมย์เพอ่ื ใหป้ ระชาชนชาวไทย และต่างประเทศ
ที่เลื่อมใส ศรัทธาได้นมัสการกราบไหว้ บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล และใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และ
ประเพณที อ้ งถิ่น เชน่ งานประเพณขี ้ึนเขากระโดงในวนั ขึน้ 15 คำ่ เดือน 5 ของทุกปี

พระสภุ ทั รบพติ ร
พระพทุ ธรปู องคใ์ หญ่คบู่ า้ นคเู่ มอื งบรุ รี มั ย์
ประดิษฐาน ณ วนอทุ ยานภเู ขาไฟกระโดง
บา้ นนำ้ ซบั ตำบลเสมด็ อำเภอเมอื ง จังหวดั บรุ รี ัมย์

“พระสุภทั รบพิตร” พระพุทธรปู องค์ใหญ่คู่บ้านคเู่ มืองของชาวบุรีรัมย์ ประดษิ ฐาน ณ วนอุทยานภูเขาไฟ
กระโดง บ้านน้ำซับ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 12 เมตร
ฐานยาว 14 เมตร หนั พระพักตร์ไปทางด้านทศิ เหนือ สรา้ งขึน้ เมื่อปี พ.ศ. 2512 โดย “นายสรุ วุฒิ บญุ ญานุสาสน์”
ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในขณะนั้น ร่วมกับพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสใน
แนวความคิดและโครงการต่างๆ ของ “หลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต” เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทเขากระโดง
ในขณะนั้น ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นบริเวณยอดเขากระโดง เพื่อให้เป็นที่บูชาสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป
ภายในพระเศียรขององค์พระมี “พระบรมสารรี ิกธาต”ุ บรรจุอยู่ ซง่ึ เป็นพระบรมสารรี กิ ธาตุท่เี สด็จมาเองตามคำอธิ
ฐานจติ ของนางแจ๋ว มารดาของนายเสรี อศิ รางกรู ณ อยุธยา อดตี รฐั มนตรชี ่วยวา่ การกระทรวงเกษตราธิการ หรือ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบนั เมื่อมีการสร้างองค์พระสุภัทรบพิตรขึ้น จึงได้นำมาบรรจุไว้ในพระเศียรน้ี
จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ สภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองบุรีรัมย์ และองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันจัด “งานประเพณีขึ้นภูเขาไฟกระโดง” ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานประเพณี
อันดีงามของท้องถิ่นหรือประเพณีเดือน 5 ที่ได้จัดสืบทอดต่อกันมายาวนานกว่า 13 ปีแล้ว (หลังจากในอดีต

62

ประชาชนในท้องถิ่นละแวกเขากระโดงได้ขึ้นไปนมัสการพระสุภัทรบพิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขากระโดงมา
ยาวนานในช่วงเดือน 5 เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย) และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดในช่วง
เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะมีเหลา่ ข้าราชการแต่งกายเป็นเทวดา นางฟา้ และประชาชนกว่า 1,000 คน ได้ร่วมขบวน
พิธีแห่อัญเชิญผ้าอังสะความยาว 39 เมตร เดินขึ้นบันไดนาคราชจำนวน 297 ขั้นเพื่อประกอบพิธีเปลี่ยนผ้าอังสะ
ผืนใหม่ให้แก่องค์พระสุภัทรบพิตร ทต่ี ง้ั ตระหง่านอยบู่ นยอดภูเขาไฟกระโดง พร้อมกันนพี้ ระภิกษสุ งฆ์ 99 รูปยังได้
สวดเจรญิ พระพทุ ธมนต์เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลใหบ้ า้ นเมืองสงบสุข นอกจากนี้ยังมีการประกอบพธิ ีบวงสรวงสิง่
ศกั ด์ิสิทธ์บิ นภูเขาไฟกระโดง พร้อมมกี ารแสดงวฒั นธรรมการละเลน่ พืน้ บา้ น “ชดุ ระบำภูเขาไฟ” และ “ชุดบุรีรมั ย์
รงุ่ เรอื ง” อย่างสวยงามตระการตาดว้ ย

บุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่พบซากภูเขาไฟมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว จึงกลายเป็น
สถานทท่ี ่องเที่ยวทนี่ ่าสนใจให้นักท่องเท่ยี วได้แวะเวยี นไปเยี่ยมชม นอกจากนีช้ าวบ้านยังนำดนิ ภูเขาไฟซ่ึงมีแร่ธาตุ
ตา่ งๆ มาย้อมผา้ ฝา้ ยและผ้าไหม จึงนมุ่ และมสี สี วยของดนิ ภเู ขาไฟ กลายเป็นสินค้าหายากหนึ่งเดยี วในประเทศไทย
อีกด้วย โดยซากภูเขาไฟที่พบนั้นมีทั้งหมด 6 ลูกด้วยกัน ได้แก่ ภูเขาไฟกระโดง ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟอังคาร
ภูเขาไฟหลุบหรือภูหลุบ ภูเขาไฟไปรบัด และภูเขาไฟเขาคอก สำหรับ ภูเขาไฟกระโดง ถือเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิท
มาแล้วหลายพันปีแล้ว อีกทั้งยังเป็นภูเขาไฟทีม่ ีสภาพปากปล่องสมบรู ณ์ดีและมีอายุนอ้ ยที่สดุ ในประเทศไทย เป็น
1 ใน 6 ลูกของภูเขาไฟใน จ.บรุ รี ัมย์ ต้งั อยใู่ นเขตวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง มพี ื้นท่รี าว 1,450 ไร่ มีอายุประมาณ
300,000-900,000 ปี สูงจากระดับน้ำทะเล 265 เมตร นอกจากนี้แล้วภายในวนอุทยานฯ ยังมีพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่
น่าศึกษาหลายชนิด เช่น ต้นโยนีปีศาจ ที่ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี หรือที่ภาษาถิ่นหรือคนเขมรเรียกว่า ต้นกะนุยขมอย ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองหายากที่มักพบในบริเวณเขต
ภูเขาไฟ

http://www.prakeji.com /suphatthara/prawapratsupataraborpit.htm

https://www.facebook.com/watch/?v=355812466460997
บกุ ถิน่ ภูเขาไฟ บรุ ีรัมย์

63

ปราสาทขอมพนั ปี รอยพระพทุ ธบาทจำลอง

ปราสาทหนิ เขากระโดง เป็นศาสนสถาน สร้างขึ้นก่อนสมยั สโุ ขทัย เดิมเปน็ ปรางค์หนิ ทรายก่อบนฐานศิลา
แลงองค์เดียวโดดๆ ฐานสี่เหล่ียมขนาด 4x4 เมตร มีช่องทางเข้า 4 ด้าน ต่อมาหินได้พังลง ได้มีผู้นำหินมาเรยี งข้ึน
ใหม่แต่ไม่ตรงตามรปู เดิม ตอ่ มาตระกลู สงิ ห์ 1 เสนยี ์ ในสมยั รตั นโกสินทร์ ไดน้ ำพระพทุ ธบาทจำลองมาประดิษฐาน
ไว้ในปราสาท และได้สร้างมณฑปครอบทับไวบ้ นปราสาทได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
ในราชกิจจานุ เบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2518 ขอบเขตโบราณสถาน 1 งาน 50 ตารางวา พระ
พุทธบามจำลอง พระยาประเสริญสุนทราศัยเจ้าเมืองบุรีรัมย์กับคุณหญิง มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้ส ร้างขึ้นไว้เป็น
พุทธบูชาและเป็นปูชนียสถานสำหรับ พุทธศาสนิกชนทั่วไป นำมาประดิษฐานไว้ในปราสาทหินเขากระโดง เม่ือ
เดือนเมษายน พ.ศ.2548 เพื่อสักการะบูชาต่อมาพระพุทธบาทจำลองของเดมิ ได้หายไปตระกูล สิงห์เสนีย์ จัดได้มี
จติ ศรทั ธาสร้างข้ึนใหม่ ขนาดยาว 2 ศอก 1 คบื กว้าง 1 ศอก

ปราสาทเขากระโดงและพระพทุ ธบาทจำลอง

64

ตำนานพระพุทธบาท 4 รอย
เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจารึกประกาศธรรม

และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจัยตะประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของ
ประเทศ ชื่อเขา เวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขา
เวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่าบน
เทือกเขาแห่งนี้ ไดม้ รี อยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา้ มาประทบั อย่บู นกอ้ นหินก้อนใหญ่คือ พระพุทธเจ้าทม่ี าตรัส
รู้ภัทรกัลป์นี้ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากุ
สันธะ ,พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ , พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นประธาน
เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่า พระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่าดูก่อนท่านทั้งหลาย
สถานที่แหง่ นแี้ มน้ วา่ พระพุทธเจา้ ท้ัง 3 พระองค์ ทลี่ ว่ งมาแลว้ ในอดตี กาล ก็มาประทบั รอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ทุกๆ
พระองค์ และแม้นว่าพระศรีอริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ และจักประทับรอยพระ
บาท 4 รอยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือประทับลบรอยทั้ง 4 ให้เหลือรอยเดียว ) เมื่อพุทธองค์ตรัสแก่สาวก
ทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระทาบของพระพุทธเจ้าทั้ง 3พระองค์ จึงมี
รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงเกิดเป็นพระพุทธบาท 4 รอย เมื่อองค์สมเด็จพรสัมมาสัมพุทธ
เจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิษฐานว่าในเมื่อ
(เรา) ตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทง้ั หลายก็จักนำเอาพระธาตุของตถาคต มาบรรจไุ วท้ ี่รอยพระพุทธบาทท่ีน่ี ใน
เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว 2000 ปี พระพุทธบาท 4 รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงชนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มา
ไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปเชตุวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีน้นั
แล เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ
บาท 4 รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงมาแล้วประมาณ 2000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธ
บาท 4 รอย ปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมติ เป็นรุ้งตัวใหญ่ (เหยี่ยว) ก็บินลง
จากภูเขาเวภารบรรพต อันเปน็ ท่ีต้งั แหง่ พระพุทธบาทสี่รอยในปจั จุบนั นี้เพ่ือบินลงไปเอาลกู ไก่ของชาวบ้าน(คนป่า)
ท่อี ยู่ตนี เขาเวภารบรรพต แล้วก็บนิ กลับข้ึนไปสู่ยอดเขา มนั ก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดวา่ จะยิงเสียให้ตาย มันก็คิด
ตามไปค้นหาดูแตก่ ็ไม่เหน็ รุ้งตวั นั้น แตเ่ ห็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยอนั อยู่พ้ืนตน้ ไมแ้ ละเถาวลั ย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทำ
การสกั การะบูชาเสร็จแล้วกล็ งจากภูเขา พอมาถึงหม่บู า้ นกเ็ ล่าบอกแกช่ าวบ้านท้ังหลายฟังขอ้ ความอนั นั้นก็ปรากฏ
สืบๆ กันไปแรกแตน่ ้นั คนทงั้ หลายทที่ ราบก็พากนั ไปสักการะบชู ามาก

ประวัติการพบรอยพระพุทธบาท สืบเนื่องมาจากว่า ภิกษุและพุทธศาสนิกชนจากสยามประเทศ ได้
เดินทางไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่ลงั กา ผู้ที่ไปนมัสการกันแล้วต่างก็พากลับมาเล่าต่อๆ กันว่า ชาว
ลงั กาไดบ้ อกว่ารอยพระพุทธบาทในสยามก็มี ทำไมจึงต้องพากันมากราบไหว้กนั ถึงเกาะลังกา ชาวลังกาก็ยังได้อ้าง
คมั ภรี ์ทางศาสนาของลงั กา ซง่ึ ปรากฏอย่างชดั แจ้งวา่ สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า ทรงเหยยี บรอยพระพุทธบาทไว้
ถงึ 5 แห่งคือ

65

1. เขาสุวณั ณมาลกิ หรือ สุวรรณมาลี (เช่อื ว่าอย่ใู นประเทศศรลี ังกา)
2. เขาสุมนกูฎ (ศรีลังกา)
3. เมืองโยนกบรุ ะ (วดั พระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแมร่ มิ จังหวดั เชยี งใหม่)
4. หาดในลำนำ้ นมั มทานที (มี 2 ความเช่ือคือ ประเทศอนิ เดียหรือประเทศไทย)
5. เขาสจั จพันธ์คีรี (วดั พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ประเทศไทย)

เมื่อพระภิกษุสงฆ์คณะนั้นได้รับคำบอกเล่าเมื่อกลับมาสู่ประเทศไทย จึงนำความขึ้นถวายสมเด็จพระเจ้า
ทรงธรรม พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราสั่งบรรดาหัวเมืองทั้งปวงใหเ้ ที่ยวตรวจตราค้นดูตามภูเขาต่างๆ ว่า
จะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ ณ ที่แห่งใด ครั้งนั้นเจ้าเมืองสระบุรสี ืบได้ความจากนายพรานบุญว่า ครั้งหนึ่งออกไปลา่
เนอ้ื ในปา่ ใกล้เชิงเขายิงถูกเนื้อตวั หน่ึงเจ็บลำบากหนีข้ึนไปบนไหล่เขา ซกุ เขา้ เชงิ ไม้หายไปพอบัดเดี๋ยวก็เห็นเนื้อตัว
นน้ั วิง่ ออกจากเชิงไมเ้ ปน็ ปกติอยา่ งเก่า นายพรานบญุ นึกประหลาดใจจึงตามขึ้นไปดูสถานท่ีบนไหลเ่ ขาท่ีเนื้อหนีขึ้น
ไป กพ็ บรอยปรากฏอยู่ในศิลามีลักษณะเหมือนรูป รอยเทา้ คน ขนาดยาวประมาณสกั ศอกเศษ และ ในรอยน้นั มีน้ำ
ขงั อย่ดู ว้ ย นายพรานบญุ เขา้ ใจว่าบาดแผลของเนื้อตัวที่ถูกตนยิง คงหายเพราะดมื่ น้ำในรอยน้ัน จงึ วักน้ำลองเอามา
ทาตัวดู บรรดาโรคผิวหนังคือ กลากเกลื้อน ซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านานแล้ว ก็หายหมดสิ้นไป เจ้าเมืองสระบุรี จึง
สอบสวนความจริงดู ก็ตรวจค้นพบรอยนั้น สมดังคำบอกเล่าของนายพรานบุญ จึงมีใบบอกแจ้งเรื่องเข้ามายังกรุง
ศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ณ ที่เขานั้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นรอยนั้นแล้ว
จึงทรงพระราชวิจารณ์ตระหนักแน่ในพระราชหฤทัยว่าคงเป็นรอยพระพุทธบาท เพราะมีลายลักษณ์กงจักร
ประกอบด้วยอัฏฐุตตรสตมหามงคลร้อยแปดประการ ตรงกับเรื่องทีชาวลังกาทวีปแจ้งเข้ามาด้วย เกิดพระราช
ศรัทธาปราโมทยโ์ สมนัสเปน็ กำลังโดยทรงพระราชดำริเห็นว่ารอยพระพุทธบาทย่อมจัดเปน็ บริโภคเจดีย์แท้ เพราะ
เปน็ พทุ ธบทวลญั ชอ์ ันเน่ืองมาแต่พระพทุ ธองค์ ย่อมประเสรฐิ ยง่ิ กว่าอุเทสิกเจดีย์ เช่น พระสถปู เจดีย์ สมควรจะยก
ยอ่ งบูชาเป็นพระมหาเจดยี สถาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหช้ า่ งก่อเปน็ คฤหหลงั น้อย สวมรอยพระพทุ ธบาท
ไว้เป็นการชั่วคราวกอ่ นแล้ว ครัน้ เสดจ็ พระราชดำเนินกลับมายังราชธานี จึงทรงสถาปนายกที่พระพุทธบาทขึ้นเป็น
เจดีย์สถานเป็นการสำคัญ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปยอดเดี่ยวสวมรอยพระพุทธบาทกำหนดเป็นพุทธเจดีย์
และสร้างอารามวัตถุอื่นๆ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ให้เป็นที่สำหรับพระภิกษุอยู่แรม เพื่อทำการบริบาลพระ
พุทธบาท ทรงพระราชศรัทธาอุทิศเนื้อที่โยชน์หนึ่ง โดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธเกษตรต่างพุทธบูชา
บรรดากัลปนาผล ซ่ึงไดเ้ ปน็ ส่วนของหลวงจากเน้ือที่นั้นให้ใช้จ่ายเป็นคา่ บำรงุ รักษาพระมหาเจดียสถานที่พระพุทธ
บาท ทรงยกที่พุทธเกษตรส่วนนี้ให้เป็นเมืองชั้นจัตวา ชื่อเมืองปรันตปะ แต่นามสามัญเรียกกันว่า เมืองพระพุทธ
บาท ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่พระพุทธบาทพ้นจาก
หนา้ ท่รี าชการอยา่ งอื่นสนิ้ ตัง้ ใหเ้ ปน็ พวกขุนโขลนเปน็ ขา้ ปฏบิ ัตบิ ูชารักษพระพุทธบาทแต่หน้าที่เดยี ว พระราชทาน
ราชทินนามบรรดาศักดิ์ประจำตำแหน่งผู้รักษาการพระพุทธบาท หัวหน้าเป็นที่ขุนสัจจพันธ์คีรีรัตนไพรวัน เจติยา
สนั คามวาสี นพคหู าพนมโขลน รองลงมาเปน็ ท่ีหม่ืนสวุ รรณปราสาท หม่นื แผว้ อากาศ หมน่ื ชนิ ธาตุ หม่ืนศรสี ปั บุรุษ

66

ทั้ง 4 คนนี้ เป็นผู้รักษาเฉพาะองค์พระมณฑป ตั้งนายทวารบาล 4 นาย เป็นที่หมื่นราชบำนาญทมุนิน หมื่นอินทร
รักษา หมื่นบูชาเจดีย์ หมื่นศรีพุทธบาล โปรดเกล้าฯ ให้สร้างคลังสำหรับเก็บวัตถุสิ่งของที่มีผู้นำมาถวายเป็นพุทธ
บูชา ใหผ้ รู้ ักษาคลังเป็นที่ขุนอนิ ทรพิทักษ์ ขนุ พรหมรกั ษา หม่ืนพิทักษ์สมบัติ หมืน่ พิทกั ษ์รักษา ให้มีผู้ประโคมยาม
ประจำทั้งกลางวันกลางคืนเป็นพุทธบูชา ตั้งเป็นที่หมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ทรง
กำหนดเทศกาลสำหรับให้มหาชนขึ้นไปบูชารอยพระพุทธบาทเดือน 3 ครั้ง 1 และเดือน 4 ครั้ง 1 เป็นประเพณี
ตั้งแต่นั้นมา ครั้นล่วงถึงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดฯ ให้แต่งธารทองแดงเป็นท่ี
ประพาส และโปรดฯ ใหส้ ร้างพระตำหนักเป็นทีป่ ระทบั สำหรับเสด็จไปนมสั การพระพุทธบาทด้วย และขนานนาม
ว่า "พระตำหนักธารเกษม" แห่งหนึ่งตกแต่งพระตำหนักที่ท่าเจ้าสนุกแห่งหนึ่ง และโปรดฯ ให้ขุดบ่อทำศาลาราย
ริมถนนหลวงขึ้นไปจนถึงพระพุทธบาทต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯ ให้สร้างถนน เป็นทาง
พระราชดำเนิน คือ เริ่มตั้งแต่เมือลพบุรีไปจนถึงเขาสุวรรณบรรพตอีกสายหนึ่ง โปรดฯ ให้สร้างอ่างแก้วและก่อ
กำแพงกั้นตามไหล่เขา ชักน้ำฝนให้ไหลลงไปในอ่างแก้ว เพื่อสำหรับให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้ใช้บริโภคใน
รัชกาลของสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี หรือสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ ทรงปฏิสังขรณ์ พระมณฑปลักษณะเป็นยอด
เดียว มีอายุถึง 70 ปีเศษ เห็นจะชำรุดทรุดโทรม ก็ทรงโปรดฯ ให้เปลี่ยนเครื่องบน โดยแปลงเป็นพระมณฑป 5
ยอดและปฏิสังขรณ์สิ่งอื่นๆ ทั่วไปในพระอารามอีกหลายแห่ง รัชกาลสมเด็จพระภูมิทราธิบดี หรือสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงปฏิสังขรณ์เฉพาะองค์พระมณฑป ซึ่งแต่เดิมเป็นพระมณฑปโปร่งโถง โปรดฯ ให้ทำเป็น
มณฑปทบึ ดว้ ยการกอ่ อฐิ อุดช่องโถงนั้นเสยี และโปรดฯ ใหเ้ อากระจกเงาแผน่ ใหญ่ ประดับฝาผนงั ข้างในพระมณฑป
และปั้นลายปิดทองประกอบตามแนวที่ต่อกระจกเพื่อให้งดงามยิ่งขึ้นเฉพาะองค์พระมณฑป สูงถึง 18 วา 2 ศอก
พื้นพระมณฑปใช้เงินคาดว่าหนักถึง 600 ชั่ง โดยใช้ทองคำปูลาดหลังคาพระมณฑปหนักถึง 62 ชั่ง โปรดฯ ให้ใช้
ทองคำเปลว ปิดประดับถึง 946,000 แผ่น ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์
สยามครานนั้ มีศึกพม่าติดพัน ขา้ งศกึ พม่ารามัญเข้าทำการล้อมกรงุ ศรีอยธุ ยา เม่ือปจี อ พ.ศ. 2309 พวกจีนที่พำนัก
อยู่ในกรุงศรีอยุธยา ขันอาสาต่อสู้พม่า ชาวจีนจึงจัดให้มีกองรบจีน ตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลคลองสวนพลู แต่นานวัน
เขา้ พวกจนี คิดมิซื่อ รวมสมคั รพรรคพวกไดป้ ระมาณ 300 คน พากนั ข้ึนไปยังพระพทุ ธบาท แล้วช่วยกนั ลอกทองคำ
ที่หุ้มพระมณฑปน้อย ซึ่งทรงรอยพระพุทธบาทอยู่ และพร้อมกับเอาแผ่นเงินที่ปูลาดพื้นพระมณฑปไปเป็น
ประโยชน์ส่วนตัวเสีย และถือโอกาสเผาพระมณฑป เป็นทำนองกลบเกลื่อนว่า เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เสียหายไปใน
กองไฟพระมณฑปถูกทิ้งร้างอยู่ 20 ปี ครั้นถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช (รัชกาลที่ 1) จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2330 ทำเป็นมณฑปยอดเดียวอย่างที่เป็นอยู่
ในปัจจบุ ัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หวั (รัชกาลที่ 3) ไฟเทียนบูชาได้ลามไหม้ม่านทองที่ปิดพระ
มณฑปน้อย แล้วลามไหม้พระมณฑปน้อยทั้งหมด พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปน้อยขึ้นใหม่
พร้อมกับปฏิสงั ขรณ์พระมณฑปใหญ่ ปิดทองผนังพระมณฑป ซึ่งล่องชาดไว้ตั้งแต่รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธ
ยอดฟ้าฯ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งพระมณฑป

67

ใหญ่และพระมณฑปน้อยให้งดงามยิ่งขึ้น ทรงเปลี่ยนแผ่นเงินปูพื้นพระมณฑปเป็นเสื่อเงิน ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมผนังข้างในพระมณฑป
เขียนเป็นลายทอง ส่วนบันไดนาคทางขึ้นพระมณฑปนั้น เดิมมีสองสาย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเติมอีกสายหนึ่งเป็น
สามสาย แลว้ หล่อศรี ษะนาค ด้วยทองสมั ฤทธไิ์ ว้ท่ีเชงิ บันได ในตอนปลายรัชสมยั ของพระองค์ เคร่ืองพระมณฑปที่
เป็นไม้ชำรุดมากต้องรื้อของเดิมออก แล้วสร้างใหม่ทั้งหมด แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระจุลมงกุฎเหนือพุ่มข้าว
บิณฑ์ยอดพระมณฑป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้โปรดเกล้าฯให้สร้าง
เครื่องสูงประดิษฐานไว้ในพระมณฑป เพื่อถวายเป็นเครื่องพุทธบูชาด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้เปลี่ยนยอดพระมณฑป ซึ่งเดิมทำด้วยเครื่องไม้เป็นคอนกรีตทั้งหมด เขียนลายทองรูป
พระเกย้ี วข้างในพระมณฑป เขียนรปู เสีย้ วกางท่ีหลังบานประตูพระมณฑป ซ่อมดาวที่เพดาน และประดับกระจกที่
พระมณฑปน้อย เมื่อปี พ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรง
ประกอบพระราชพธิ ี ยกพระจุลมงกฎุ ยอดพระมณฑป ปี พ.ศ.2538 ได้มีการซอ่ มพระมณฑป เพ่ือแก้ไขส่ิงท่ีชำรุด
ทรดุ โทรม เป็นการเฉลิมพระเกยี รติถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เน่ืองในวโรกาสพระราชพิธี
กาญจนาภเิ ษกเสดจ็ ครองสริ ริ าชสมบัตคิ รบ 50 ปี

หมายเหตุ - ความเชื่ออกี แงม่ ุม : รอยพระพุทธบาท คือ อุทเทสิกเจดยี ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชนสมัยก่อน นิยม
สร้างขึ้นมาเพื่อสักการะบูชากอ่ นที่จะสร้างพระพุทธรูป สมัยก่อนพุทธศาสนกิ ชนเคารพพระศาสดามาก จึงไม่นิยม
สร้างรูปเหมือนหรือพระพุทธรูปจะสร้างเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ เช่น จะสร้างปางประสูติ ก็จะสร้าง
เฉพาะดอกบัว 7 ดอก และมีพุทธมารดายืนอยู่ใต้ต้นสาละ ปางตรัสรู้จะสร้างเฉพาะบัลลังก์ประทับนั่งตรัสรู้
ปางปฐมเทศนา จะสร้างเฉพาะธรรมจักร และกวางมอบ เป็นต้นการสร้างพระพุทธรูปเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้ามิ
ลินท์ หรือ เมนันเดอร์ กษัตริย์ชนชาติกรีก ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทรงให้ครองอินเดี ย หันมานับถือ
พระพุทธศาสนา สรา้ งขึ้นในลกั ษณะแบบเทพเจ้ากรีก พระพทุ ธบาท จงึ เป็นอทุ เทสิกเจดยี ส์ ำหรับกราบไหวบ้ ชู า ซึ่ง
พุทธศาสนิกชนสมยั ก่อนนิยมสร้างขึน้ - ตำนาน หมายถึง เรื่องเล่าขานที่มีมาแต่อดีต เปรียบได้เหมือนเครื่องมือที่
ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ รวมถึง
ประเพณีต่างๆ ของคนในยุคอดีต ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใ้ หน้ ิยามของคำว่า ตำนาน
ไวว้ า่ ...น.เร่ืองแสดงกิจการอนั มีมาแล้วแตป่ างหลัง, เรือ่ งราวนมนานที่เล่ากนั สืบๆ มา, เช่น ตำนานพุทธเจดีย์สยาม
ในหนงั สอื แบบเรยี นประวัติศาสตร์ ของกรมสามญั ศกึ ษา ของนกั เรยี นระดบั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 หนา้ 74 ได้ให้นิยาม
ของคำว่า ตำนาน และการใช้ประโยชน์จากตำนานในการศึกษาทางวชิ าการไว้วา่ ..." นิทานพื้นบา้ น นทิ านปรัมปรา
และเทพนิยายผสมผสานเข้าด้วยกัน เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา การใช้ข้อมูลจากตำนานต้อง
ตรวจสอบกับหลักฐานอื่นๆให้ดีกอ่ น เพราะตำนานมกั จะคดั ลอกต่อๆ กันมา บางเรื่องมีหลายสำนวน เช่น ตำนาน
มูลศาสนา มีถึง 5 สำนาน การคัดลอกมขี ้อความผดิ พลาดตกหลน่ บางคร้ังก็เขยี นต่อยาวกนั เป็นพืด ทง้ั ทีเ่ ป็นคนละ
เรื่องกนั ทำให้ยากต่อการตีความ "เอกสารประกอบการเขยี น/ขอบคุณ - ศรัทธาของชาวสุวรรณภูมิ, อ.สิริเดชะกุล
น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความรู้ทั้งหลายนี้เป็นพุทธบูชาเนื่องในมหาสมัยครบรอบ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้

68

ของสมเดจ็ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหาสมณโคดม น้อมเกลา้ น้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในพระราชพิธีศุภมงคลเฉลิมพระ
ชนมพรรษา

69

บนั ไดนาคราช

สะพานพิสูจน์ศรัทธาสาธุชน (บันไดนาคราช) สร้างขึ้นเมื่อปี 2512 เพื่อเป็นทางเดินขึ้นไปสักการะบูชา
พระสุภัทรบพิตรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาไฟกระโดง จำนวน 297 ชั้น ตามคดีโบราณว่าพญานาคกับรุ้งเป็นอัน
เดยี วกันดงั่ สะพานเชอ่ื มโลกมนุษย์กบั สวรรค์ ใช้ประกอบกจิ กรรมทางศาสนา และร่วมทำบุญงานประกวดกวนข้าว
ทิพย์–ช่วงวันออกพรรษาในพิธีตักบาตรเทโวโรหณะ เปรียบดั่งพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์โดยบันไดแก้ว
มณีสีรุ้ง นอกจากนี้ใช้ในงานประเพณีแห่ผ้าอังสะขึ้นภเู ขาไฟกระโดงหรือวันประเพณีข้ึนเขากระโดง วันขึ้น 15 คํา
เดอื น 5 ในช่วงกอ่ นวันออกพรรษาและวนั ออกพรรษาของทุกปี

70

ตำนานพญานาค
นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ

นาคยังเป็นสญั ลกั ษณ์ของบันไดสายรุ้งสจู่ ักรวาลนาคเปน็ เทพเจ้าแหง่ ท้องนำ้ บางแห่งกว็ า่ เป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า
ตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีตน้

กำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนน้ั
ลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองูใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาค
อาศยั อยู่ในแม่นำ้ โขง หรอื เมืองบาดาล และเช่อื กันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคข้ึนมาในวนั ออกพรรษาโดยจะมี
ลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ลักษณะของพญานาคตามความเชอื่ ในแต่ละภมู ิภาคจะแตกต่างกนั ไป แต่พนื้ ฐานคือพญานาคน้ันมีลกั ษณะตัวเป็นงู
ตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ
หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนัน้ จะมีสามเศียร ห้าเศียร
เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนจี้ ะสบื เชอ้ื สายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เปน็ บัลลังก์ของพระ
วิษณนุ ารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมทุ ร อนนั ตนาคราชนั้นเล่ากันวา่ มีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไมส่ ิน้ สุด มีพัน
ศีรษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและ
โทษได้ นาคนนั้ มักจะแปลงรา่ งเป็นมนษุ ย์รปู ร่างสวยงาม
ความเช่อื เกยี่ วกับคุณลักษณะและคุณสมบตั ิ

พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่ว
ร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า
พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์
ตรงกบั ความเช่ือของลทั ธิพราหมณ์
• พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่
จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น
เปน็ รูปปั้นหนา้ โบสถ์ ตามวดั ตา่ งๆบนั ไดขึน้ สู่วดั ในพทุ ธศาสนา ภาพเรื่องราวทเี่ ก่ยี วข้อง กบั ศาสนาพทุ ธอีกมากมาย
• พญานาคแปลงกายได้ ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไรก็ได้ แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม
คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย
กก็ ลับเปน็ งูใหญ่เหมือนเดิม
• พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมี
สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ท่ีนาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มี
ปราสาทราชวังท่วี จิ ติ รพสิ ดารไม่แพ้สวรรค์ ท่ีมอี ยู่ถงึ 7 ช้นั เรยี งซอ้ นๆ กนั ช้นั สูงๆ กจ็ ะมคี วามสขุ เหมอื นสวรรค์
• พญานาค สามารถผสมพันธกุ์ ับสตั วช์ นดิ อน่ื ได้ แปลงกายแลว้ ผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคต้ังท้องจะออกลูกเป็น
ไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุก
ตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตาม
สภาวะเหตุการณ์น้ันๆ

71

จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่
มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทงั้ เอกลักษณข์ องความดี และความไม่ดี
ความเชอ่ื เกี่ยวพนั กบั ชวี ิต นำ้ ธรรมชาติ

พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี
จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้ง
เรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ
พญานาคเกยี่ งกนั ใหน้ ำ้ แตล่ ะตัวจึงกลนื น้ำไวใ้ นท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา
เกยี่ วข้องกับคนไทย

เรามักจะเหน็ สัญลกั ษณท์ ี่เกี่ยวกบั นาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็น
ส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมท่ีว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสงู ส่ง เช่น นาคสะดงุ้
ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาค
จำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค
พญานาคกบั ตำนานในพระพทุ ธศาสนา

ตามตำนาน พญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม
พิเศษแลว้ ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพอื่ แสดงธรรมเทศนา มคี ร้งั หน่ึงไดเ้ สด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยัง
ร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาว
ตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพ่ือ
จะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าท่ี
เบ้ืองพระพกั ตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกลา้

ความเชอ่ื ดังกล่าวทำให้ชาวพทุ ธสร้างพระพุทธรปู ปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนง่ั บนตัวพญานาค
ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระ
ศาสดานาคสะดงุ้ ...ท่ีราวบนั ไดโบสถ์นน้ั ได้สร้างขึ้นตามความเชอื่ ถือ "บันไดนาค" กด็ ว้ ยความเช่อื ดงั กล่าว แม้ตอนที่
พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอา
หลงั หนุนบันไดไว้
ความเชอ่ื ในดินแดนตา่ งๆ ของไทย

รูปพญานาคแกะสลัก ประดับราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่โรงเมี้ยน
โกศ วัดเชียงทอง หลวงพระบางในดา้ นของดินแดนสยามหรอื ประเทศไทยของเราน้นั ก็มคี วามเชือ่ เร่ืองนาคปรากฏ
อยู่มากมาย
ภาคเหนอื

มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกัน ดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือ
เอง "เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่และขอให้อยู่ใน
ทศพิธราชธรรมพอตกกลางคนื ก็ข้ึนมาสร้างคเู มืองเปน็ เมืองนาคพันธ์ุสงิ หนวัติต่อมายกทัพปราบเมืองอน่ื ได้และรวม
ดินแดนเข้าดว้ ยกันจึงเปลี่ยนชื่อเปน็ แคว้นโยนกนครต้นวงศ์ของพญามังรายผกู้ ่อกำเนดิ อาณาจักรล้านนานน่ั เอง"

72

ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
นาคล้วนมีส่วนรว่ มในตำนานอยา่ งชัดเจนเชน่ ผคู้ นทอ่ี าศัยอยู่บรเิ วณลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจาก

การแถตัวของพญานาคนอกจากนี้ยังรวมถึงบั้งไฟพญานาคโดยมีตำนานว่าในวันออกพรรษาหรือเป็นวันท่ี
พระพทุ ธเจา้ เสด็จจากสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์พญานาคแหง่ แม่น้ำโขงต่างช่ืนชมยนิ ดีจึงเฮด็ (จุด)บ้งั ไฟถวายการเสด็จกลับ
ของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทกุ ปีและเนื่องจากเชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าบาดาลเป็นผู้ให้กำเนิดน้ำ ดังน้ัน
เมื่อชาวนาจะทำพิธีแรกไถนาจึงต้องดู วัน เดือน ปี และทิศ ที่จะบ่ายหน้าควายเพื่อไม้ให้ควายลากไถไปในทิศท่ี
ทวนเกล็ดนาคไม่อย่างนั้นการทำนาจะเกิดอุปสรรคต่างๆขึ้นนับว่าเป็นเรื่องเหลือเช่ือและเปน็ สิ่งมหัศจรรย์แห่งล่มุ
แม่นำ้ โขงทแี่ ท้จริงเพราะลกู ไฟประหลาดหรือท่ีเรยี กว่า บงั ไฟพญานาค" นเี้ กดิ ข้นึ เฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่าน้ัน
ตามแนวแม่น้ำโขงไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทนส์ มัยก่อนนนั้
การปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาคจึงได้รับอิทธิพลนี้เช่น กันถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครองและแยก
ประเทศออกจากกันแต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกันตำนานประเพณีต่างๆของคนแถบลุ่ม
แม่น้ำโขงจะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้นเพราะพญานาคหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และความ
เป็นอยู่ของมนุษย์

https://www.sanook.com/horoscope/17105/

73

ใบงานท่ี 3
เรอื่ งแหลง่ เรยี นรพู้ ระสภุ ทั รบพติ ร รอยพระพุทธบาท และบนั ไดนาคราช

ชอ่ื .....................................................................................ระดบั ชนั้ ..........................
คำชแี้ จง : ใหผ้ ูเ้ รยี นตอบคำถามดงั นี้

1. “พระสุภัทรบพิตร” มีความสำคัญอย่างไรกบั จงั หวัดบุ่รรี ัมย์ และสรา้ งขึน้ เมื่อใด

............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. ......................................................
............................................................................................................................................................................. .......
............................................................................................................................ .......................................................
2. สรปุ ความเปน็ มาของรอยพระพทุ ธบาทจำลอง มาพอสังเขป
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................... ............................
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
3. บนั ไดนาคราชสรา้ งขน้ึ เม่ือใด และมีจำนวนกี่ขนั้
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................... ............................
....................................................................................................................................................... ............................

74

แบบประเมนิ ผลการเรยี นรกู้ จิ กรรม
ฐานแหลง่ เรยี นรชู้ มุ ชน วนอทุ ยานเขากระโดง
ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์

ลำดบั ชอ่ื - สกุล ความรู้ความ ทกั ษะการ คณุ ภาพของ ผลการ ระดับการ
ท่ี เขา้ ใจใน ปฏบิ ัติ ผลงาน/ผล ประเมนิ รวม ประเมนิ
เน้ือหาสาระ (40) การปฏบิ ตั ิ (100) (ผ่าน/ไมผ่ ่าน)
(20) (40)

หมายเหตุ การประเมนิ ผลการจบหลกั สูตร อาจดำเนินการได้ ดังนี้
การประเมนิ ระหว่างเรยี น และเม่ือจบหลักสตู ร
ประเมนิ คร้ังเดียวก่อนจบหลักสตู ร

ท้ังนี้ เกณฑก์ ารจบหลักสูตร จะต้องได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 จงึ จะผ่านเกณฑ์การประเมนิ

กศน.อำเภอเมืองบรุ รี มั ย์

75

แบบประเมินความพงึ พอใจการจดั กจิ กรรมฐานการเรยี นรตู้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์

คำชแี้ จง แบบสอบถาม

1.เพ่อื นำผลการดำเนนิ งานกจิ กรรมฐานการเรียนรู้ไปพัฒนา แกไ้ ข ปรบั ปรุง กิจกรรมใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากข้นึ

2.โปรดเตมิ เคร่ืองหมาย ✓ และกรอกขอ้ มลู ใหส้ มบรู ณ์

ฐานการเรยี นรู้  บัญชีมสี ขุ  แหลง่ เรียนรชู้ มุ ชน  การปลูกพืชผกั สมุนไพร

 การคดั แยกขยะ  การทำป๋ยุ หมักชวี ภาพ  การเรยี นรตู้ ลอดชีวิต

สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม

1. เพศ  ชาย  หญงิ

2. สถานะ  นักเรียน/นักศกึ ษา  ครู  ครู  ผู้บรหิ าร

สว่ นที่ 2 ความพึงพอใจตอ่ กจิ กรรม

ระดับ 5 = มากท่สี ุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = นอ้ ยท่สี ดุ

รายละเอยี ด ระดบั ความพงึ พอใจ 1
5432

1. กระบวนการ ขน้ั ตอนการจัดกิจกรรม

1.1 การประชาสัมพันธก์ ิจกรรม

1.2 การอำนวยความสะดวกการเข้าร่วมกิจกรรม

1.3 ความเหมะสมของระยะเวลาในการจดั กจิ กรรม

1.4 ความเหมาะสมของการจดั ลำดบั ขั้นตอนกจิ กรรม

2. วทิ ยากรประจำฐาน

2.1 ความรอบรูใ้ นเน้อื หา

2.2 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้

2.3 การตอบคำถาม

2.4 ความเหมาะสมของวิทยากรในฐานการเรยี นรู้

3. การอำนวยความสะดวก (ของฐานการเรียนรู้)

3.1 เอกสารเผยแพรค่ วามรู้

3.2 สะถานท่สี ำหรับจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม

3.3 มีปา้ ย สัญลกั ษณ์ แสดงจดุ จัดกิจกรรมอยา่ งชัดเจน

3. คณุ ภาพการจัดกิจกรรม

4.1 ไดร้ บั ความรู้ แนวคดิ และทกั ษะประสบการณ์ใหม่ๆ

4.2 ส่งิ ท่ีได้รับจากกจิ กรรมตรงตามความคาดหวัง

4.3 ประโยชน์ที่ไดร้ บั จากกิจกรรม

5. ความพึงพอใจของทา่ นต่อภาพรวมกจิ กรรมฐานการเรยี นรู้

76

สว่ นท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................

77

แผนการจัดการเรยี นรู้

กลมุ่ สาระทักษะการเรยี นรู้บรู ณาการกับแผนการจดั การเรยี นรเู้ รอ่ื งแหลง่ เรยี นรู้

ฐานแหลง่ เรยี นรใู้ นชมุ ชน (วนอทุ ยานเขากระโดง) เวลา 12 ชวั่ โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้

มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทดี่ ตี ่อการเรียนรู้

ตวั ชว้ี ดั

- อธิบายแหลง่ เรยี นรูส้ ะพานแขวนลาวา และปากปล่องภเู ขาไฟ
สาระสำคญั

แหล่งเรียนรูม้ ีความสำคัญในการพัฒนาความรู้ของมนษุ ยใ์ ห้สมบูรณม์ ากย่ิงขน้ึ นอกเหนือการเรยี นในช้นั

เรยี นและเปน็ แหลง่ ที่อยูใ่ นสังคมมนษุ ย์ล้อมรอบตัวผเู้ รยี นท่ีสามารถเขา้ ไปศึกษาคน้ ควา้ เพ่ือการเรียนรไู้ ด้ตลอดชวี ติ

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนสามารถอธบิ ายแหล่งเรียนรสู้ ะพานแขวน และปากปล่องภเู ขาไฟ

2. สง่ เสรมิ กระบวนการเรียนรู้เพอื่ การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ และสรา้ งความเขม้ แขง็ ให้กับชุมชนโดยมแี หล่ง

เรียนรใู้ นชมุ ชนเปน็ กลไกในการจัดการเรียนรู้

3. เพ่อื ให้ชุมชนมสี ่วนร่วมในการบรหิ ารจัดการ และเป็นแหลง่ เรยี นรู้ในชุมชน

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น

1. ความสามารถการสอื่ สาร นกั ศกึ ษาสามารถตอบคำถาม และนำเสนอได้อย่างชัดเจน

2. ความสามารถในการคิด นักศกึ ษาสามารถเสนอความคิดของตนเองในเน้ือหาท่เี รยี นในเรอื่ งราวต่างๆ

และสามารถประมวลความคิดในกระบวนการกลุ่มได้

3. ทักษะชวี ติ นักศึกษาสามารถทำกิจกรรมกลุ่มรว่ มกบั ผู้อื่นได้

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ใฝ่รู้ใฝเ่ รียน ศกึ ษาข้อมลู จากแหล่งเรยี นรทู้ ี่มอบหมายได้

2. มวี ินัย ทำงานตามที่ครมู อบหมายได้ทันเวลา

3. ขยัน มุ่งมน่ั ในการทำงาน ทำใบงาน ทำกจิ กรรมกลุ่ม

4. มีความสามคั คี มีน้ำใจ มีความรบั ผิดชอบ ชว่ ยเหลือกนั ทำกจิ กรรมกลุ่ม

ชนิ้ งาน/ภาระงาน

1. ใบงาน

2. ถอดบทเรยี น

78

กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ข้ันนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครผู สู้ อนพดู คุยกบั นักศึกษาเรื่องแหลง่ เรียนรทู้ ี่มอี ยรู่ อบตวั เราและแหลง่ เรยี นรทู้ ส่ี ำคัญในจังหวดั

บรุ ีรัมยแ์ ละประเทศไทย
ขน้ั สอน
- ครแู จง้ วตั ถปุ ระสงค์ เนอ้ื หาสาระกิจกรรมแหลง่ เรียนรู้
- ครูใหผ้ ูเ้ รียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
- ครูผู้สอนแจกใบความร้แู ละอธบิ ายใหค้ วามรู้ เร่ือง แหล่งเรียนรู้สะพานแขวน และปากปลอ่ ง

ภูเขาไฟ
- ครูผสู้ อนและผเู้ รยี นแลกเปล่ยี นเรยี นรู้และมอบหมายให้ทำใบงานตามหวั ขอ้ ทไ่ี ด้รบั เพื่อการ

เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
- ครูผ้สู อนให้ผเู้ รียนถอดองค์ความรทู้ ไี่ ดร้ ับและออกมานำเสนอหนา้ ข้นั
- ครูผสู้ อนใหผ้ ู้เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น

ขน้ั สรปุ
ครผู ู้สอนสรปุ เน้ือหาและเติมเตม็ องค์ความรู้พรอ้ มมอบหมายงานให้ไปศึกษาเรียนรู้จากแหล่ง

เรียนรใู้ นทอ้ งถนิ่ ด้วยตนเอง
สอื่ การเรยี นการสอน

1. ใบความรู้
2. หนังสอื แบบเรยี น
3. ใบงาน
4. สอื่ อนิ เตอร์เน็ต
การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั

1. สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ งการเรยี นรู้
2. วัดความรู้จากการทำกจิ กรรมในใบงาน
เครอ่ื งมอื
1. ใบงาน
2. ถอดบทเรยี น
เกณฑก์ ารวดั ผลประเมนิ ผล
1. นกั ศกึ ษามีผลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 70
2. การมสี ว่ นร่วมในกิจกรรม

79

แหลง่ เรยี นร/ู้ สืบคน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เติม
1. อทุ ยานภกู ระโดง
2. ฐานการเรยี นร้แู หลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน กศน.
3. ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
4. สถานท่ีสำคัญในอำเภอ
5. พพิ ิธภัณฑโ์ บราณสถาน
6. Internet

80

ใบความรู้

เรอื่ งท่ี 4 แหลง่ เรยี นรสู้ ะพานแขวนลาวา และปากปลอ่ งภเู ขาไฟ

สะพานแขวนลาวา
เป็นสะพานแขวนลาวาทสี่ ามารถเดินเพ่ือไปชมปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างชดั เจน ชมความสวยงามของ

ปากปลอ่ งภูเขาไฟท่ีมอดดับสนิทมาแล้วนับแสนปี ชมววิ ทิวทศั น์ สดู กล่ินอายธรรมชาติ สะพานพสิ จู นศ์ รทั ธา
สาธชุ น หรอื ทเี่ รียกวา่ บนั ไดนาคราช หรอื สะพานแขวนลาวา เปน็ สะพานท่ีใหเ้ ราข้ามคลองจากฝงั่ หนึง่ ไปอีกฝง่ั
หน่งึ

81

วนอุทยานเขากระโดง อกี จุดนา่ แวะท่ีบรุ รี มั ย์ เขากระโดงมาจากภาษาเขมร "พนมกระดอง" หมายถึงภูเขา
ที่รูปร่างเหมืองกระดองเต่า มีต้นไม้น้อยใหญ่บรรยากาศร่มรื่น และยังจุดชมเมืองบุรีรัมย์ในระยะไกลได้อีกด้วย ท่ี
สำคัญสามารถเลือกที่จะเดินขึ้นหรือขับรถได้จนถึงยอดเลย บนยอดสูงสุดของเขากระโดงเป็นทีป่ ระดิษฐาน พระสุ
ภัทรบพิตร พระใหญ่คู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์ และรอยพระพุทธบาทจำลอง มีต้นโยนี ซึ่งเป็นต้นไม้ท้องถิ่นที่นี่และหา
ชมได้ยากตำนานต้นโยนีปีศาจ หรือต้นหีผี หรือต้นสำโรง หรือมะกอกโคก ที่มีเรื่องเล่าอ้างอิงมาจากวรรณกรรม
ท้องถิ่น เมื่อนางอรพิมได้ พลัดพรากจากท้าวปาจิต และต้องเร่ร่อนในป่า ด้วยความกลัวอันตรายจึงอธิฐานขอให้
แปลงเพศเป็นชาย และเดินทางเรื่อยไปจนถึงเมืองจำปาก นางอรพิมได้ใช้รากไม้สมุนไพรรักษาพระธิดาของเจ้า
เมืองจนหายรอดชีวิตมาได้ เจ้าเมืองจึงยกพระธิดาให้อภิเษกด้วย แต่นางอรพิมได้บ่ายเบี่ยง และขอลาบวชจนได้
สมณศกั ด์เิ ป็น พมิ สงั ฆราช ผ่านไป 7 ปี เม่ือท้าวปาจติ เดินทางมาพบนางอรพิมในร่างของพิมสังฆราช นางจึงได้อธิ
ฐานขอกลับเปน็ เพศหญงิ ตามเดมิ ทบี่ ริเวณเนนิ ง้ิวและสระอ้อยใตต้ น้ สำโรงน้ี ชาวบา้ นยงั เชื่อวา่ ผลไมน้ ี้มีสรรพคุณใน
การรักษาโรคภูมิแพ้ไดเ้ ป็นอย่างดี จะมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง ที่เขากระโดงนี้จะมีปากปล่องภูเขาไฟอยู่ใน
หุบ ซึ่งนับว่าเป็นซากภูเขาไฟที่ดีและอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยจากตำนานรักบุรีรัมย์ เชื่อกันว่า ที่ปากปล่อง
ภูเขาไฟแห่งนี้เคยเป็นสระอ้อย ในตำนานรักของท้าวปาจิต-โอรสแห่งนครธม) กับนางอรพิม-สาวชาวนาไทย ท่ี
พลัดพลากจากกัน ต้องฝ่าฟันอุปสรรค และมีเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมายเป็นเวลา 7 ปี จึงได้กลับมาคลองรักกัน
อย่างมีความสุข สะพานพิสูจน์ศรัทธาสาธชุ น หรือที่เรียกว่าบันไดนาคราช หรือ สะพานแขวนลาวา เป็นสะพานท่ี
ให้เราขา้ มคลองจากฝั่งหนึง่ ไปอกี ฝั่งหน่งึ

เนื่องจากบริเวณปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้อดีตเคยเป็น “สระอ้อย” ที่มีเรื่องเล่าขานตำนานรักแท้ของ
“ท้าวปาจติ ” โอรสแห่งนครธม กบั “นางอรพิม” หญงิ สาวชาวนาซงึ่ เป็นสามัญชน ซ่ึงมีความรักต่อกัน แต่ต้องพลัด
พรากจากกัน ต้องผจญภัยฟันฝ่าอุปสรรค และเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมาย เป็นเวลาถึง 7 ปีจึงได้กลับมาพบและ
ครองรักกันซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรักแท้ของคนในสมัยอดีตที่ผ่านมา นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังได้ชมและศึกษา
ประวัติความเป็นมาของ “ต้นโยนปี ศี าจ” หรือภาษาพนื้ ถิ่นเรียกว่าต้น “หผี ”ี ซึง่ เป็นไม้ยืนต้นท่ีมีผลลักษณะคล้าย
กบั อวยั วะเพศของผู้หญงิ ซึง่ ในตำนานเรอื่ งเล่านางอรพมิ ได้อธษิ ฐานขอให้สงิ่ ศักดสิ์ ิทธแิ์ ปลงร่างใหเ้ ธอเปน็ ชาย โดย
ขอให้บางสว่ นที่เปน็ หญิงหลดุ หายไปจากรา่ งและฝากโยนีไวก้ บั ตน้ ดังกล่าว

ดา้ น นายรณภพ ณรงค์ หัวหนา้ วนอทุ ยานภเู ขาไฟกระโดง กล่าววา่ จากกรณีทีม่ นี กั ทอ่ งเทย่ี วนำแม่กุญแจ
มาคล้องไว้ตามลวดสลิงบนสะพานลาวา พร้อมอธิษฐานตามตำนานความเช่ือของความรกั แท้ จนปัจจบุ ันมีจำนวน
มากขึ้น ทางวนอุทยานฯ จึงได้จัดสร้างจุดคล้องแม่กุญแจไว้บริเวณหัวสะพาน พร้อมเขียนตำนานเรื่องย่อของเท้า
ปาจติ อรพมิ ให้นกั ท่องเทย่ี วได้อ่านอีกดว้ ย เพราะนอกจากนักท่องเท่ียวจะได้มาเท่ียวชมความสวยงามแล้ว อยาก
ใหไ้ ดร้ บั รูถ้ ึงตำนานความรกั ของคนในสมัยก่อนที่มีความรักแท้อกี ด้วย

วนอทุ ยานเขากระโดง อีกจุดน่าแวะที่บรุ ีรมั ย์ เขากระโดงมาจากภาษาเขมร "พนมกระดอง" หมายถงึ ภูเขา

ที่รูปร่างเหมืองกระดองเต่า มีต้นไม้น้อยใหญ่บรรยากาศร่มรื่น และยังจุดชมเมืองบุรีรัมย์ในระยะไกลได้อีกด้วย ที่

สำคัญสามารถเลือกทีจ่ ะเดินข้ึนหรือขับรถได้จนถึงยอดเลย บนยอดสูงสุดของเขากระโดงเป็นที่ประดิษฐาน พระสุ

ภัทรบพิตร พระใหญ่คู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์ และรอยพระพุทธบาทจำลอง มีต้นโยนี ซึ่งเป็นต้นไม้ท้องถิ่นที่นี่และหา

ชมได้ยากตำนานต้นโยนีปีศาจ หรือต้นหีผี หรือต้นสำโรง หรือมะกอกโคก ที่มีเรื่องเล่าอ้างอิงมาจากวรรณกรรม

ท้องถิ่น เม่ือนางอรพิมได้ พลัดพรากจากท้าวปาจิต และต้องเร่ร่อนในป่า ด้วยความกลัวอันตรายจึงอธิฐานขอให้

82

แปลงเพศเป็นชาย และเดินทางเรื่อยไปจนถึงเมืองจำปาก นางอรพิมได้ใช้รากไม้สมุนไพรรักษาพระธิดาของเจ้า
เมืองจนหายรอดชีวิตมาได้ เจ้าเมืองจึงยกพระธิดาให้อภิเษกด้วย แต่นางอรพิมได้บ่ายเบี่ยง และขอลาบวชจนได้
สมณศักด์เิ ป็น พมิ สงั ฆราช ผ่านไป 7 ปี เม่อื ทา้ วปาจติ เดินทางมาพบนางอรพิมในร่างของพิมสังฆราช นางจึงได้อธิ
ฐานขอกลับเป็นเพศหญงิ ตามเดิมทบ่ี รเิ วณเนินงิว้ และสระอ้อยใต้ต้นสำโรงน้ี ชาวบา้ นยงั เชอ่ื ว่าผลไม้นี้มีสรรพคุณใน
การรักษาโรคภูมิแพ้ไดเ้ ปน็ อย่างดี จะมีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง ที่เขากระโดงนี้จะมีปากปล่องภูเขาไฟอยู่ใน
หุบ ซึ่งนับว่าเป็นซากภูเขาไฟที่ดีและอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยจากตำนานรักบุรีรัมย์ เชื่อกันว่า ที่ปากปล่อง
ภูเขาไฟแห่งนี้เคยเป็นสระอ้อย ในตำนานรักของท้าวปาจิต-โอรสแห่งนครธม) กับนางอรพิม-สาวชาวนาไทย ท่ี
พลัดพลากจากกัน ต้องฝ่าฟันอุปสรรค และมีเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมายเป็นเวลา 7 ปี จึงได้กลับมาคลองรักกัน
อยา่ งมีความสขุ

83

ปากปลอ่ งภเู ขาไฟ

มีเนื้อที่ราว 80. อยู่ตรงกลางระหว่างเขากระโดงกับเขาใหญ่ ประทุเมื่อ 6-9 แสนปีก่อนหลังสุดในบรรดา
ภูเขาไฟทั้ง - ลูกของบุรีรัมย์ ในปัจจุบันปล่องมีลักษณะเป็นหลุมลึกพอหินฟองน้ำลายพงนาคที่ลอยน้ำได้จำนวน
มากมีสะพานแขวนเดินข้ามปากปล่องยาว 50 เมตร สูง 15 เมตร ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ราว 7กิโลเมตรจาก
ภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชตเห็นลักษณะของลาวาทลากหินบะชอลด์อย่างชัดเจนเป็นเหินแผ่กว้างคลุมพื้นท่ี
ประมาณ 250. ตารามก็โลเมตร กว้าง 10 กิโลเมตรยาว 25 กิโลเมตร ระดับความสูงประมาณ 150-230 เมตร
จากระดับน้ำทะเลปกคลุมด้วยป่าเต็งวังและทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่ราบและเนิงรองรับด้วยหมวดหินมหาสารคามมีหิน
เหลือแทรกอยู่โดยทั่วไปฐานของปล่อยภูเขาไฟทั้งสองอยู่ระดับต่ำกว่ายอดเนินลาวาหลาก ปากปล่องภูเขาไฟกระ
โดงานใต้ถูกกัดกร่อนเป็นช่องทางน้ำไทลส่วนปล่องภูเขาไฟเขาใหญ่ ระดับความสูง 283เมตรปากปล่องด้าน
ตะวันตกถูกกดั กวอ่ นทมเปน็ เพยี งร่องเปดิ ทป่ี ากช่อง

84

ภเู ขาไฟระเบดิ

ภูเขาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเปลือกโลก ซึ่งแผ่นธรณีทวีปดันกันทำให้ชั้นหินคดโค้ง ( Fold)
เป็นรูปประทุนคว่ำและประทุนหงายสลับกัน ภูเขาที่มียอดแบนราบอาจเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกตาม
บริเวณรอยเลื่อน (Fault) แต่ภูเขาไฟ (Volcano) มีกำเนิดแตกต่างจากภูเขาทั่วไป ภูเขาไฟเกิดจากการยกตัวของ
แมกมาใต้เปลือกโลก

ภาพท่ี 1 โครงสรา้ งของภูเขาไฟ

แมกมา
เมื่อแผ่นธรณีมหาสมุทรเคลื่อนที่เข้าหากัน หรือปะทะกับแผ่นธรณีทวีป แผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งมีความ

หนาแน่นกวา่ จะจมลงสู่ชั้นฐานธรณภี าค และหลอมละลายกลายเปน็ หินหนืดหรือแมกมา (Magma) โดยมีปัจจัยที่
เรง่ ใหเ้ กดิ การหลอมละลาย ไดแ้ ก่

▪ ความร้อน: เม่ือแผน่ ธรณีปะทะกนั และจมลงสู่ชน้ั ฐานธรณีภาค แรงเสยี ดทานซง่ึ เกิดจากการทแ่ี ผ่นธรณีทั้ง
สองเสียดสีกันจะทำให้เกิดความร้อน เร่งให้ผิวชั้นบนของเปลือกโลกมหาสมุทรที่จมตัวลง หลอมละลาย
กลายเปน็ แมกมาไดง้ ่ายข้นึ

▪ น้ำในชั้นฐานธรณีภาค: หินเปียก (Wet rock) มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าหินแห้ง (Dry rock) เมื่อหินใน
เปลือกแผ่นมหาสมุทรจมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค โมเลกุลของน้ำซึ่งเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำจะช่วยเร่ง
ปฏกิ รยิ าให้หนิ เกดิ การหลอมเหลวไดง้ ่ายข้นึ

▪ การลดความกดดัน: ตามปกติหินใต้เปลือกโลกจะหลอมละลายยากกว่าหินบนเปลือกโลก เนื่องจากความ
กดดนั สูงป้องกันหนิ ไม่ให้เปลยี่ นสถานะเป็นของเหลว อยา่ งไรก็ตามอณุ หภูมิสงู ของชั้นฐานธรณีภาค ทำให้
หินหลอมละลาย ขยายตัวออก แลว้ ยกตวั ลอยตวั สงู ขน้ึ เม่อื หินหนืดร้อนขยายตวั ความกดดนั จะลดลง ทำ
ใหห้ ินทอ่ี ย่ใู นหนา้ สัมผัสบรเิ วณรอบข้างหลอมละลายได้งา่ ยข้ึน

แหลง่ กำเนดิ ของแมกมา
แมกมาไม่ได้กำเนิดขึ้นทั่วไปทุกหนแห่งของโลก หากมีอยู่แต่บริเวณที่รอยต่อของแผ่นธรณีบางชนิด และ

บรเิ วณจุดรอ้ นของโลก

85

▪ รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่ออกจากกัน: แมกมาจากชั้นฐานธรณีภาคลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก แรงดันท่ี
ลดลงช่วยทำให้เปลือกโลกที่อยู่ด้านบนหลอมละลายเกิดเป็นสันเขาใต้สมุทร และดันตัวออกทางด้านข้าง
กลายเป็นแผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งกำเนิดมาจากแมกมาหินบะซอลต์ ดังภาพที่ 2 ตัวอย่างเช่น สันเขาใต้
มหาสมุทรแอตแลนติก อย่างไรก็ตามในบางแห่งแมกมาก็ยกตัวขึ้นสู่แผ่นธรณีทวีป เช่น ทะเลสาบ
มาลาวี ในทวีปแอฟรกิ า

ภาพที่ 2 แหลง่ กำเนดิ แมกมาบรเิ วณสันเขาใตม้ หาสมุทร
▪ รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่เข้าหากัน: การชนกันของแผ่นธรณีสองแผ่นในแนวมุดตัว (Subduction

zone) ทำใหแ้ ผน่ ทีม่ คี วามหนาแนน่ มากกว่าจมตัวลงตวั สูช่ ้นั ฐานธรณภี าค แรงเสยี ดทานซึง่ เกดิ จากการท่ี
แผ่นธรณีทั้งสองเสียดสีกันจะทำให้เกิดความร้อน น้ำในแผ่นหินซึ่งระเหยกลายเป็นไอ ประกอบกับแรง
กดดันทล่ี ดลง ช่วยให้หนิ หลอมละลายกลายเป็นแมกมาได้เรว็ ขึ้น และแทรกตัวออกจากผิวโลกทางปล่อง
ภเู ขาไฟ ดงั ภาพท่ี 3 ยกตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟฟจู ิ ในประเทศญ่ีปุ่น

ภาพท่ี 3 แหลง่ กำเนิดแมกมาในเขตมดุ ตัว
จุดร้อน (Hotspot): แก่นโลกช้นั นอกมีความร้อนไม่เท่ากัน ในบางจุดของแกน่ โลกมีความร้อนสูง จึงทำให้เนื้อโลก
ชั้นล่างเหนือบริเวณน้ันหลอมละลาย และแทรกตัวลอยข้ึนมาตามชอ่ งแมกมา (Magma plume) จุดร้อนจะอยู่ ณ
ตำแหนง่ เดิมของแกน่ โลก แต่เปลือกโลกจะเปล่ยี นทิศทางการเคลื่อนทผี่ า่ นจุดร้อน แมกมาท่ีโผล่ข้ึนสู่พื้นผวิ โลก จึง
ทำให้เกิดหมู่เกาะเรียงตัวกันเป็นแนว ดังเช่น หมู่เกาะฮาวาย โดยที่เกาะที่มีอายุมากจะอยู่ห่างจากจุดร้อน เกาะที่
เกิดขึ้นมาใหมจ่ ะอยู่บนจุดรอ้ นพอดี ทิศทางการเรียงตัวของหมู่เกาะจะข้ึนอยู่กับทิศทางการเคลือ่ นที่ของแผ่นธรณี
ดังภาพท่ี 4

86

ภาพที่ 4 แหลง่ กำเนิดแมกมาบนจดุ รอ้ น
▪ แมกมาแกรนติ และ แมกมาบะซอลต:์ ปกตแิ มกมาที่เกดิ จากชั้นหินในเปลือกโลกมหาสมทุ รหลอมละลาย

ในชั้นฐานธรณีภาคจะเป็นแมกมาบะซอตล์ (Basaltic magma) แต่เมื่อแมกมาบะซอลต์ลอยตัวสูงข้นึ ดนั
เปลือกโลกทวปี ซ่ึงมอี งค์ประกอบหลักเป็นหินแกรนิตกจ็ ะหลอมละลายกลายเปน็ แมกมาแกรนติ (Granitic
magma) แต่เนื่องจากหินแกรนิตซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกาซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าหินบะซอลต์
เราจึงมักพบว่า แมกมาแกรนิตมักเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งภายในเปลือกโลก (Pluton) กลายเป็นหิน
อัคนีแทรกซอน ส่วนแมกมาบะซอลต์มักเย็นตัวบนพื้นผิวโลกเรียกว่า ลาวา (Lava) และกลายเป็นหิน
อัคนีพุในท่สี ุด
ประเภทของภูเขาไฟ
ภูเขาไฟมีรูปร่างสัณฐานต่างๆ กัน เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาซึ่งมีแหล่งกำเนิดแตกต่างกัน และมี
องค์ประกอบของแร่แตกต่างกนั เราจำแนกชนดิ ของภเู ขาไฟตามลกั ษณะทางกายภาพได้ 4 ประเภท ดงั นี้
▪ ที่ราบสูงลาวา (Basalt Plateau): เกิดจากแมกมาบะซอลต์แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของเปลือกโลก
แล้วกลายเป็นลาวาไหลท่วมบนพื้นผวิ ในลักษณะเช่นเดยี วกับน้ำท่วม เมื่อลาวาเย็นตัวลงก็จะกลายเป็นที่
ราบสูงลาวาขนาดใหญ่ประมาณ 100,000 ถึง 1,000,000 ตารางกิโลเมตร เช่น เกาะสกาย ประเทศ
อังกฤษ (ภาพที่ 5)

ภาพท่ี 5 ท่ีราบสูงลาวา (เกาะสกาย)

87

▪ ภูเขาไฟรูปโล่ (Shield volcano): เกิดขึ้นจากแมกมาบะซอลต์ที่มีความหนืดสูง ไหลออกมาฟอร์มตัวเปน็
ท่รี าบสงู ลาวา แตค่ วามหนืดทำให้แมกมาก่อตวั เป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่และอาจสูงได้ถึง 9,000 เมตร แต่มี
ลาดชันเพียง 6 - 12 องศา ภูเขาไฟรูปโล่มักเกิดขึ้นจากแมกมาซึ่งยกตัวขึ้นจากจุดร้อน (Hotspot) ใน
เนื้อโลกชั้นล่าง (Lower mantle) ตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟมอนาคีบนเกาะฮาวาย ที่กลางมหาสมุทร
แปซิฟิก (ภาพท่ี 6)

ภาพที่ 6 ภูเขาไฟรูปโล่ (มอนาคี)
▪ กรวยกรวดภเู ขาไฟ (Cinder cone): เป็นภเู ขาไฟขนาดเล็กมาก สงู ประมาณ 100 - 400 เมตร ความลาด

ชันปานกลาง เกิดจากการสะสมตัวของแก๊สร้อนในแมกมาที่ยกตัวขึ้นมา เมื่อมีความดันสูงเพียงพอ ก็จะ
ระเบิดทำลายพื้นผิวโลกด้านบนเกิดเป็นปล่องภูเขาไฟ กรวดและเถ้าภูเขาไฟ กระเด็นขึ้นสู่อากาศแล้วตก
ลงมากองทบั ถมกันบรเิ วณปากปล่องเกิดเป็นเนินเขารูปกรวย (ภาพท่ี 7) ข้อสงั เกตคือ ภเู ขาไฟแบบนี้ไม่มี
ธารลาวาซึ่งเกิดขึ้นจากแมกมาไหล แต่จะมีลักษณะเป็นกรวดกลมๆ พุ่งออกมาจากปากปล่อง แล้วกอง
สะสมกันทำให้เกิดความลาดชันประมาณ 30 - 40 องศา เช่น กรวยภูเขาไฟในรัฐโอรีกอน ประเทศ
สหรัฐอเมริกา

ภาพท่ี 7 กรวยกรวดภเู ขาไฟ

88

▪ ภูเขาไฟกรวยสลับชั้น (Composite cone volcano): เป็นภูเขาไฟขนาดปานกลาง ที่มีรูปทรงสวยงาม
เป็นรูปกรวยคว่ำ สูงประมาณ 100 เมตร ถึง 3,500 เมตร เรียงตัวอยู่บริเวณเขตมุดตัว (Subduction
zone) เกิดขึ้นจากแผ่นธรณีมหาสมุทรที่หลอมละลายเป็นแมกมา แล้วยกตัวขึ้นดันเปลือกโลกขึ้นมาเป็น
แนวภูเขาไฟรูปโค้ง (Volcanic arc) สิ่งที่ภูเขาไฟพ่นออกมามีทั้งธารลาวา และกรวดเถ้าภูเขาไฟ สลับชั้น
กนั ไป เนอ่ื งจากในบางคร้ังแมกมาแขง็ ตัวปิดปากปล่องภเู ขาไฟ ทำให้เกิดแรงดันจากแก๊สร้อน ดันให้ภูเขา
ไฟระเบิดและเปลี่ยนรูปทรง ตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น (ภาพที่ 8), ภูเขาไฟพินาตู
โบ ประเทศฟิลิปปนิ ส์, ภูเขาไฟเซนตเ์ ฮเลน รัฐวอชิงตนั ประเทศสหรัฐอเมริกา ภูเขาไฟรูปกรวยเป็นแนว
ภเู ขาไฟรปู โคง้ (Volcano arc) ซึง่ เกดิ ข้ึนจากแมกมาในบริเวณเขตมุดตัวของเปลือกโลกมหาสมทุ รท่ีหลอม
ละลาย ประเภทนี้ระเบดิ จะมคี วามรนุ แรงสูงและก่อใหเ้ กิดความเสียหายเปน็ อย่างมาก

ภาพที่ 8 ภเู ขาไฟกรวยสลับชัน้ (ฟูจ)ิ
การประทขุ องภเู ขาไฟ

ภูเขาไฟไม่มีคาบการระเบิดที่แน่นอน ทั้งนีึ้ขึ้นอยู่กับแรงดันภายใน คุณสมบัติและปริมาณหินที่กดทับโพรง
แมกมา อย่างไรก็ตามนักธรณีวิทยาสามารถทำการพยากรณ์อย่างคร่าวๆ โดยการวิเคราะห์ความถึ่ของคลื่นไหว
สะเทอื น ความรนุ แรงของแผน่ ดินไหว ความเปน็ กรดของนำ้ ใตด้ ินซึ่งเกิดจากแมกมาอุณหภมู ิสงู ทำให้แร่ธาตุละลาย
ตัว และความผดิ ปกตขิ องพฤตกิ รรมสัตว์

ภาพท่ี 9 การปะทุของภเู ขาไฟ

89

การปะทุของภเู ขาไฟท่ีรุนแรงเกิดขึ้น เมอ่ื แมกมาบะซอลต์ยกตัวขึ้นลอยตัวขึ้นจากชน้ั ฐานธรณีภาค จะทำให้
แผ่นเปลือกโลกธรณซี ึ่งเปน็ หนิ แกรนติ หลอมละลายกลายเป็นแมกมาแกรนิต แลว้ ดันพนื้ ผิวโลกใหโ้ กง่ ตัวขึน้ (ภาพที่
9 ก) แรงอัดของแก๊สร้อนดันให้ปากปล่องภเู ขาไฟระเบิด พ่นฝุ่นเถ้าภูเขาไฟ (Pyroclastic flow) ซ่งึ มีคามร้อนถึง
900 องศาเซลเซยี สขึ้นสชู่ น้ั บรรยากาศ (ภาพท่ี 9 ข) แล้วตกลงมาทับถมกนั ทีบ่ ริเวณเนินภเู ขาไฟ (ภาพท่ี 9 ค) ทั้ง
ลาวาที่ไหลออกมาและเศษวัสดุที่ตกลงมาทับถมกัน ทำให้บริเวณรอบปากปล่องภูเขามีน้ำหนักมาก จึงทรุดตัว
กลายเป็นแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาด (Caldera) เมื่อเวลาผ่านไปน้ำฝนตกลงมาสะสมกัน ทำให้เกิดเป็นทะเลสาบ
(ภาพที่ 9 ง)
ประโยชน์และโทษของภูเขาไฟ

ภูเขาไฟระเบิดใกล้ชมุ ชนทำใหเ้ กดิ มหนั ตภยั ครั้งยง่ิ ใหญ่ แผน่ ดนิ ไหวทำให้อาคารพงั พนิ าศ ถนนขาด และไฟ
ไหม้เนื่องจากท่อแก๊สถูกทำลาย ธารลาวา กรวดและเถ้าภูเขาไฟที่ไหลลงมา (Pyroclastic flow) สามารถทับถม
หมู่บ้านและเมืองที่อยู่รอบข้าง ถ้าภูเขาไฟอยู่ชายทะเล แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิ
ขนาดยักษ์กระจายตัวออกไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟสามารถปลิวไปตามกระแสลมเป็น
อุปสรรคต่อการจราจรทางอากาศ แต่อย่างไรก็ตามภูเขาไฟระเบิดหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรณีแปรสั ณฐาน
ซึ่งหมุนเวียนธาตุอาหารให้แก่ผิวโลก ดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินภูเขาไฟ มีความอุดมสมบูรณ์สูงใช้ปลูกพืช
พรรณได้งอกงาม แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งปล่อยออกมาจากปล่องภูเขาไฟ ทำให้พืชสามารถสังเคราะห์ธาตุ
อาหารด้วยแสง แมกมาใต้เปลือกนำแร่ธาตุและอัญมณีที่หายาก เช่น เพชร พลอย ขึ้นมา เป็นต้น และด้วยเหตุท่ี
ภูเขาไฟนำมาซึ่งความม่งั คัง่ อดุ มสมบูรณ์ ดังนั้นชมุ ชนจึงมกั ตง้ั อยู่ที่เชงิ ภเู ขาไฟ

ภาพที่ 10 กรวดและเถ้าภูเขาไฟ (Pyroclastic flow)
http://www.lesa.biz/earth/lithosphere/geological-phenomenon/volcano

90

การกำเนิดภเู ขาไฟ
ภเู ขาไฟ (Volcano) คอื ชอ่ งรอยแตกบนพ้ืนผิวของดาวเคราะห์หรือแผ่นเปลือกโลก (Crust) ทีท่ ำให้ลาวา

(Lava) ฝุ่นละออง และเถ้าถ่านภูเขาไฟเคลื่อนที่ขึ้นมาตามช่องหินหนืด (Magma Chamber) จากใต้พื้นพิภพ
โดยทั่วไปแล้ว ภูเขาไฟมักก่อตัวขึ้นตามแนวรอยต่อหรือเขตมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก (Subduction Zone)
โดยเฉพาะตามขอบแผ่นเปลือกโลกท่ยี งั คงมีการเคลื่อนไหวอยู่ อยา่ งวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ที่ประกอบข้ึน
จากภูเขาไฟกวา่ 452 ลกู รวมถึงตามบริเวณเขตความรอ้ นสูง (Volcanic Hotspot) ทวั่ โลก
ภูเขาไฟที่สงบ (Dormant Volcano) หมายถึง ภูเขาไฟที่ยังคงหลับใหล เนื่องจากไม่มีประวัติการปะทุในช่วง
10,000 ปีที่ผ่านมา แต่ภูเขาไฟประเภทนี้ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ เฉกเช่นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ อย่างเช่นการ
ปลดปล่อยก๊าซตา่ ง ๆ ดงั นัน้ ภูเขาไฟเหล่านี้จงึ ยังสามารถปะทุและก่อใหเ้ กิดการระเบดิ ขนึ้ ไดใ้ นอนาคต
ภูเขาไฟท่ีดับสนิท (Extinct Volcano) หมายถึง ภูเขาไฟที่ไม่มีประวัติการปะทุและไม่มีสญั ญาณทางวิทยาศาสตร์
วา่ เกิดกจิ กรรมทางภูเขาไฟใตพ้ นื้ ท่ดี งั กลา่ วอีกแล้วในช่วง 10,000 ปีท่ีผ่านมา
ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ (Active Volcano) หมายถึง ภูเขาไฟที่ยังคงมีพลังในการปะทุ ซึ่งมีประวัติการระเบิดข้ึน
ในช่วง 10,000 ปี ทผ่ี า่ นมา ในปจั จุบนั มีภูเขาไฟท่ยี งั คงมพี ลงั อยู่อย่างน้อย 500 ลกู ทว่ั โลก
ภเู ขาไฟ

ภูเขาไฟ เป็นธรณีสัณฐานที่หินหนืดปะทุผ่านขึ้นมายังพื้นผิวของดาวเคราะห์ ภูเขาไฟมักเกิดขึ้นใกล้กับ
แนวรอยต่อระหวา่ งแผ่นเปลือกโลก อยา่ งไรกต็ ามยังมีภูเขาไฟทเี่ ป็นข้อยกเว้น เรยี กว่า จดุ รอ้ นภูเขาไฟ (Volcanic
Hotspot)
การเกิดภเู ขาไฟระเบิด

"ภเู ขาไฟระเบิด" เปน็ ภยั พิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง การระเบดิ ของภูเขาไฟ แสดงให้เห็นว่าใต้
เปลือกโลกลงไปมีความร้อนสะสมอยู่มาก ภูเขาไฟเกิดจากหินหนืดร้อน เหลว (แมกมา) ที่อยู่ในส่วนลึกใต้เปลือก
โลก เคลื่อนตัวด้วยแรงดันออกมาสู่ผิวของเปลือกโลก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และทางเคมีภายใน
เปลือกโลกขึ้น อัตราความรุนแรง ของการระเบิดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการระเบดิ ความดันของไอ และความ
หนืดของลาวา ถ้าลาวาข้นมาก ๆ อัตราความรุนแรงของการระเบิดจะรุนแรงมากตามไปด้วย เวลาภูเขาไฟระเบดิ
มิใช่มีแต่ลาวาที่ไหลออกมาเท่านั้น ยังมีไอน้ำ ก๊าซ ฝุ่นผงเถ้าถ่านต่าง ๆ ออกมาด้วย พวกไอน้ำจะควบแน่น
กลายเปน็ น้ำ นำเอาฝุน่ ละอองเถ้าตา่ ง ๆ ทต่ี กลงมาดว้ ยกันไหลบา่ กลายเปน็ โคลนท่วมในบริเวณเชิงเขาต่ำลงไป ย่ิง
ถ้าภูเขาไฟนั้นมีหิมะปกคลุมอยู่ มันจะละลายหิมะ นำโคลนมาเป็นจำนวนมากได้ ภูเขาไฟมักเกิดขึ้นตามแนวขอบ
ของแผ่นเปลือกโลก ตามแนวเทือกเขาริมฝั่งมหาสมุทรของทวีปต่าง ๆ รวมทั้งในบริเวณหมู่เกาะในมหาสมุทร
บริเวณรอบ ๆ มหาสมุทรแปซิฟิกจะมีภูเขาไฟเป็นจำนวนมากตามแนวขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก จนถูกขนาน
นามวา่ เปน็ "วงแหวนแหง่ ไฟ" (Ring of Fire) นอกจากน้กี ม็ ีทีม่ หาสมทุ รอินเดียทางตอนเหนือและพบเพียงเล็กน้อย
ในทะเลแครเิ บยี น ทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น และบนเกาะไอซแ์ ลนด์

91

การจำแนกภเู ขาไฟตามรปู รา่ ง
ปกตจิ ะมกี ารจำแนกภูเขาไฟตามรปู รา่ ง ตามส่วนประกอบที่ทำใหเ้ กิด และชนดิ ของการประทุ โดยสรปุ แลว้ เราจะ
จำแนกภูเขาไฟได้ 4 ลักษณะคือ

1. ภเู ขาไฟแบบกรวยสงู (Steep cone) เกิดจากลาวาทม่ี คี วามเป็นกรด หรือ Acid lava cone รปู กรวย
ควำ่ ของภูเขาไฟเกิดจากการทับถมของลาวาที่เป็นกรด เพราะประกอบดว้ ยธาตุซิลกิ อนมากกว่าธาตอุ นื่ ๆ ลาวามี
ความขน้ และเหนยี ว จงึ ไหลและเคลอื่ นตวั ไปอยา่ งชา้ ๆ แต่จะแขง็ ตัวเร็ว ทำให้ไหลเ่ ขาชันมาก ภเู ขาไฟแบบนจี้ ะ
เกดิ การระเบดิ อยา่ งรนุ แรง

2. กรวยภูเขาไฟสลบั ช้ัน (Composite Cone Volcano) เป็นภเู ขาไฟซึ่งเกดิ จากการสลับหมนุ เวยี นของ
ช้ันลาวา และเศษหนิ ภูเขาไฟชนดิ นอ้ี าจจะดนั ลาวาไหลออกมาเป็นเวลานาน และจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประ
ทุอยา่ งกะทนั หัน ภูเขาไฟชนิดนีท้ ม่ี ชี ่ือ เช่น ภูเขาไฟฟจู ิ (ญ่ีปุ่น), ภูเขาไฟมายอน (ฟลิ ิปปินส์) และ ภูเขาไฟเซนตเ์ ฮ
เลน (สหรัฐอเมริกา)

3. ภูเขาไฟรปู โล่ (Shield Volcano) เป็นภูเขาไฟท่ีมขี นาดใหญ่ โดยพื้นฐานแลว้ ภเู ขาไฟชนดิ นี้เกดิ จาก
ลาวาชนิดบาซอลท์ที่ไหลด้วยความหนดื ตำ่ ลาวาทไี่ หลมาจากปลอ่ งกลาง และไม่กองสงู ชัน เหมือนภเู ขาไฟชนิด
กรวยสลับชน้ั ภูเขาไฟชนดิ น้ีมักจะเปน็ ภูเขาไฟท่ใี หญ่ เช่น ภเู ขาไฟ Mauna Loa (ฮาวาย)

4. กรวยกรวดภเู ขาไฟ (Cinder Cone) ภูเขาไฟชนดิ นี้จะสงู ชันมาก และเกดิ จากลาวาท่ีพุ่งออกมาทับถม
กัน ลาวาจะมคี วามหนืดสงู การไหลไม่ต่อเน่ือง และมีลักษณะเป็นลาวาลกู กลมๆ ท่ีพงุ่ ออกมาจากปล่องเด่ียว และ
ทับถมกันบรเิ วณรอบปล่อง ทำใหภ้ เู ขาไฟชนดิ นไ้ี ม่ค่อยก่อใหเ้ กิดความสูญเสยี ชวี ิตมากมาย
ประโยชนข์ องการเกดิ ภเู ขาไฟ

- แผ่นดินขยายกว้างข้นึ หรือสูงขน้ึ
- เกิดเกาะใหม่ภายหลงั ทเ่ี กิดการปะทุใต้ทะเล
- ดนิ ทีเ่ กิดจากภเู ขาไฟระเบดิ จะอุดมสมบูรณ์ดว้ ยแร่ธาตตุ ่างๆ
- เปน็ แหล่งเกิดนำ้ พุร้อน
- การระเบิดของภเู ขาไฟช่วยปรบั ระดบั ของเปลือกโลกให้อยใู่ นภาวะสมดลุ
- การเคลื่อนท่ีของลาวาจากการระเบดิ ของภเู ขาไฟ ทำใหห้ ินอัคนแี ละหนิ ช้นั ซงึ่ อยู่ใต้ที่ลาวาไหลผา่ น
เกิดการแปรสภาพเป็นหนิ แปรทีแ่ ข็งแกร่งขน้ึ
- แหล่งภูเขาไฟระเบิด ทำใหเ้ กิดแหลง่ แรท่ สี่ ำคัญขน้ึ เชน่ เพชร เหลก็ และธาตุอน่ื ๆ อีกมากมาย
- แหลง่ ภเู ขาไฟระเบดิ จะเปน็ แหล่งดินดีทีเ่ หมาะแกก่ ารเพาะปลูก เช่น ดินทีอ่ ำเภอท่าใหม่ จังหวดั
จนั ทบุรี เปน็ ตน้
- แหลง่ ภเู ขาไฟ เป็นแหลง่ ท่องเท่ยี วท่สี ำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติฮาวาย ในอเมรกิ า หรอื แหล่งภู
กระโดง ภอู งั คาร ในจังหวดั บุรีรมั ย์ของไทย เป็นต้น

92

- ฝ่นุ เถา้ ภูเขาไฟท่ีล่องลอยอยู่ในช้ันสเตรโตสเฟียร์ ทำใหบ้ รรยากาศโลกเย็นลง ปรบั ระดบั อุณหภมู ิของ
บรรยากาศชั้น โทรโพสเฟยี ร์ของโลกท่ีกำลงั ร้อนขน้ึ
ผลกระทบจากการระเบดิ ของภเู ขาไฟ

- แรงสั่นสะเทอื นท่ีสน่ั มาก ท้ังการเกิดแผ่นดินไหวเตอื น แผ่นดนิ ไหวจริง และแผน่ ดินไหวตดิ ตาม
ประชาชนทต่ี ั้งถ่ินฐานอย่บู นเชิงภูเขาไฟอาจหนไี ม่ทนั เกดิ ความสูญเสียชีวติ และทรัพยส์ ิน

- การเคลอื่ นทขี่ องลาวา อาจไหลออกมาจากปากปล่องภเู ขาไฟเคล่อื นท่รี วดเร็วถงึ 50 กิโลเมตรต่อ
ชวั่ โมง มนุษยแ์ ละสตั ว์อาจหนีภัยไมท่ นั เกิดความสญู เสยี อย่างใหญ่หลวง

- เกดิ เถา้ ภูเขาไฟ ระเบดิ ขนึ้ สูบ่ รรยากาศ ครอบคลมุ อาณาบริเวณใกล้ภเู ขาไฟ และลมอาจพดั พาไปไกล
จากแหลง่ ภเู ขาไฟระเบดิ หลายพนั กโิ ลเมตร เช่น ภูเขาไฟพินาตูโบระเบิดทเี่ กาะลูซอนประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส์ ฝุ่นภเู ขา
ไฟยงั ตกทางจังหวดั ภาคใต้ ของประเทศไทย เช่น จงั หวัดสงขลา นราธิวาส และปตั ตานี เกดิ มลภาวะทางอากาศ
และแหล่งนำ้ กินน้ำใชข้ องประชาชน รวมทง้ั ฝุ่นภูเขาไฟได้ขึ้นไปถงึ บรรยากาศข้ันสตราโตสเฟียร์ ใช้เวลานานหลาย
ปี ฝ่นุ เหล่านั้นถึงจะตกลงบนพน้ื โลกหมด

- เกดิ คลน่ื สนึ ามิ ขณะเกิดภเู ขาไฟระเบิด โดยเฉพาะภูเขาไฟใตท้ ้องมหาสมุทร คลืน่ นจี้ ะโถมเข้าหาฝงั่ สูง
กวา่ 30,000 เมตร หลังจากภูเขาไฟระเบิด เถา้ ภเู ขาไฟจะถลม่ ลงมา ทำให้พืน้ ที่ใกลเ้ คยี งถูกทำลาย
• ภเู ขาไฟกระโดง ตงั้ อยใู่ นเขตอำเภอเมือง ภายในวนอุทยานเขากระโดง ภเู ขาไฟแหง่ น้เี ปน็ ภเู ขาไฟที่สามารถเห็น
ปากปลอ่ งภเู ขาไฟเม่ือคร้ังอดีตได้ชัดเจนทีส่ ุดและยังเป็นสถานทที่ อ่ งเท่ียวสำคญั อกี แห่งหน่ึงของจังหวดั บรุ ีรมั ย์
โดยบริเวณดา้ นบนยอดเขานั้นมีลกั ษณะเปน็ แอง่ ลึก ซ่ึงเป็นปากปล่องภูเขาไฟเม่ือครัง้ อดตี และสามารถทีจ่ ะเดินชม
บรเิ วณปากปลอ่ งได้ดว้ ยสะพานแขวน ชมววิ ทิวทศั นม์ มุ สงู ของจงั หวัดบุรีรัมย์อีกด้วย
(https://mgronline.com/travel/detail/9570000120159)

การกำเนดิ และการแจกกระจายของภเู ขาไฟในจงั หวดั บรุ รี มั ย์
ภเู ขาไฟในบุรีรมั ย์ เกิดจากการไหลทะลกั ของลาวา (อาจมีการประทรุ ะเบิดบา้ ง ถ้ามีก๊าซและไอนำ้ รอ้ น

เดอื ดมาก) ตามแนวรอยเล่ือนแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust – Fault) โดยภูเขาไฟกระจาย (Distribution) อยหู่ า่ ง
จากแนวรอยเลื่อนขึ้นไปทางเหนือเปน็ ระยะๆ ภูเขาไฟ แนวแรกอยหู่ า่ งจากแนวรอยเลือ่ นประมาณ 40 กโิ ลเมตร
ไดแ้ กภ่ เู ขาไฟคอก แนวทส่ี องหา่ งจากแนวรอยเล่ือน ประมาณ 45 กิโลเมตร ได้แกภ่ ูเขาไฟ
หลุบ และภเู ขาไฟไปรบัด แนวท่ีสามหา่ งจากแนวรอยเล่อื นประมาณ 50 กโิ ลเมตร ได้แก่ ภเู ขาไฟพนมรุ้ง ภเู ขาไฟ
อังคาร และภเู ขาไฟกระโดงซ่ึงอยหู่ า่ งจากแนวรอยเล่ือนมากทส่ี ุด ประมาณ 75 กโิ ลเมตร ภเู ขาไฟแต่ละแนวเป็น
ภเู ขาไฟทด่ี บั แล้วมีอายุแตกต่างกันไป แนวที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนมากทส่ี ุด (แนวแรก) มีอายุเกา่ แก่ท่สี ุดคือ ประมาณ
ไมเ่ กิน 2 ลา้ นปี ซ่ึงมีสัณฐานและร่องรอยการไหลของธารลาวา ถูกทำลายเกือบหมด หนิ ท่ีผกุ ลอ่ นง่ายสลาย
กลายเป็นดนิ หมดแล้ว คงเหลือแตห่ ินท่ีแข็งแกรง่ เท่าน้ัน และภูเขาไฟแนวทางเหนอื สุดได้แก่ ภเู ขาไฟกระโดง มี
อายุนอ้ ยท่สี ดุ ลกู หนึ่งของประเทศไทย ร่องรอยการประทรุ ะเบดิ การไหลหลากของธารลาวา เศษหินที่ผสุ ลายตัว

93

ง่าย เชน่ Slag, Cinder, Bomb, Volcanic Tuff, Breccia เป็นต้น ยังคงพบอยทู่ ่วั ไป ตามบรเิ วณชอ่ งประทรุ ะเบิด
(Vent) หรอื เขตไหล่เนินภเู ขาไฟ
ซากภเู ขาไฟในจงั หวัดบรุ รี มั ย์

ซากภูเขาไฟในจังหวัดบุรีรัมย์ส่วนใหญ่ มีสัณฐานของช่องปล่องประทุระเบิดชัดเจน เนินภูเขาไฟเกิดจาก
การทับถมของเศษหนิ ภูเขาไฟ(Pyroclastic Materials) ซ่งึ เกิดจากแรงดันของก๊าซ (Gas) ตา่ ง ๆ ท่ีแทรกอยู่ในหิน
หลอมละลาย เช่น ไอน้ำ (70.75%) คาร์บอนไดออกไซด์ (14.07%) ไฮโดรเจน (0.33%) ไนโตรเจน (5.45%)
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (6.40%) ซัลเฟอร์ไฮออกไซด์ (1.93%) เป็นต้น เศษหินภูเขาไฟเหล่านี้เป็นมวลหินหลอม
ละลายท่ีถูกดันประทขุ นึ้ ไปและเยน็ แข็งตัวในอากาศ มขี นาดตา่ ง ๆ กัน และมชี อ่ื เฉพาะเรียกแตกตา่ งกนั
ถ้าจำแนกหนิ ภเู ขาไฟเหลา่ นี้ตามลกั ษณะโครงสรา้ ง สามารถจำแนกไดด้ งั ตอ่ ไปนี้

1. พวกเน้ือแนน่ (Massive Structure) ได้แก่ หนิ บะซอลตเ์ นื้อแนน่ ซึ่งโรงโม่หินใช้บดและยอ่ ยให้เป็นวัสดุ
ก่อสร้าง

2. พวกหินมรี ูพรนุ คิดเปน็ ร้อยละนอ้ ยกว่า 50 โดยปรมิ าตร (Vesicular Structure) เช่น Vesicular Basalt
ตามชอ่ งวา่ งมักจะมแี รท่ ตุ ิยภูมิ
(Secondary Mineral) เชน่ แคลไซด์ ซีโอไลต์ หรือควอร์ต (Quartz) ตกผลกึ แทรกอยู่ ซึ่งเรยี กโครงสร้าง
แบบนีว้ า่ Amygdaloidal Structure หนิ ภูเขาไฟแบบนี้ จะพบในเขตใกล้ชอ่ งประทุ

3. พวกมรี ูพรุนคิดเป็นร้อยละ เกิน 50 โดยปรมิ าตร (Scoriaceous Structure) ไดแ้ ก่ หินสกอเรีย (Scoria
or Slag) ส่วนมากเปน็

ภเู ขาไฟกระโดง

ภเู ขาไฟกระโดง อยใู่ นเขตอำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์ หา่ งจากพนื้ ทตี่ ง้ั จงั หวัดบุรีรัมย์ ประมาณ 6 กโิ ลเมตร ลกั ษณะ
ซากปล่องประทุเป็นรูปพระจนั ทร์ครึ่งซีก เนื่องจากสว่ นช่องประทุด้านตะวันออกและตะวันตกพงั ทลาย ซึ่งเป็นหินที่
หลอมละลาย (Lava) ไหลออกไปสู่บริเวณโดยรอบแต่ก็ยังปรากฎรูปทรงของปากปล่องช่องประทุอย่างชัดเจน มีน้ำ
ขังกลายเป็นทะเลสาบบนปากปล่องภเู ขาไฟทีส่ วยงามท่สี ดุ ในประเทศไทย สูงจากระดบั นำ้ ทะเลประมาณ 283 เมตร
ประกอบด้วยหินบะซอลต์ที่มีรูพรุนพวก Vesiculat Basalt และ Scoriacceous Basalt หินตะกรันภูเขาไฟ
(Pyroclastic Materials) เป็นพวกวัสดุที่ถูกแรงระเบิดโยนขึ้นไปในอากาศแล้วตกลงมา อาจเป็นลาวาเย็นตัวใน
อากาศ หรือตกลงมาแล้ว เย็นแข็งตัวก็ตาม เช่น Volcanic Bomb, Ash, Breccia และ Cinder หินเหล่านี้จะตกลง
มาทบั ถมอยโู่ ดยรอบของปากปล่องช่องประทุพวก Bombs จะมมี ากกว่าภูเขาไฟอน่ื ในเขตอสี านใต้ และในประเทศ
ไทยมีลักษณะรูปร่างเป็นแบบหยดน้ำ จานบิน หัวมันเทศ (Fusiform Bomb) มีขนาดเล็กตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 2 – 3 ซม. ถึงเกือบ 2 เมตร และแต่ละก้อนแสดงร่องรอยการหลอมละลายและการบิดตัวเนื่องจากถูกแรง
เหว่ียงปลวิ ข้ึนไปในอากาศ หนิ บะซอลตใ์ กล้ชอ่ งประทุระเบิดมลี กั ษณะแสดงการไหล (Lava Flow) ชนิด Pahoehoe
มผี ิวเรยี บ (Dermolithic Solidification) แบบบิดเปน็ เกลยี วเชือก (Ropy or Tape Stry Like) หรือคล้ายผ้าพับทับ
ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Thin Sheets) เนื้อหินเป็นเนื้อละเอียด สีดำถึงเทา มีผลึกแร่ขนาดเล็กของแร่โอลิวีน (Olivine)

94

เนื้อพื้น (Groundmass)เป็นแร่เฟลต์สปาร์ชนิดแพลจิโอเคลส มีผลึกของแร่อะพาไทต์ (Apatite) และแมกนีไทต์
(Magnetite) ออไจต์ (Augite) และพบแร่ซโี อไลด์แคลไซด์ (Calcite) ตกผลึกในชอ่ งวา่ งของหนิ

เนินภเู ขาไฟกระโดง มธี ารลาวาไหลแผ่กระจายโดยรอบปล่องชอ่ งประทซุ ่ึงอยู่ในเขตศูนยก์ ลางเนินภูเขาไฟ
นี้ ธารลาวาแผ่กระจายคลุมพื้นที่ประมาณ 120 ตารางกิโลเมตร เป็นภูเขาที่มีขนาดพื้นที่มากที่สุดของจังหวัด
บุรีรัมย์ บริเวณตอนกลางของเนินยังคงเห็นร่องรอยรูปทรงปากปล่องประทุที่มีการพ่นประทุ (ระเบิด) ของหิน
ตะกรนั ภูเขาไฟ กลุ่มฝุ่นเถ้าถา่ น (Dust and Ash) กลมุ่ กา๊ ซ ไอน้ำเดอื ดจดั และการไหลหลากของธารลาวาออกมา
หินบะซอลต์บริเวณปากปล่องจะมีฟองอากาศ ฟองก๊าซต่าง ๆ แทรก บางก้อนมีรูพรุนคล้ายรังปลวกท่ี
เรยี กว่า “Scoria” หากมีขนาดใหญ่พอ จะสามารถลอยน้ำได้ หนิ บะซอลต์บางก้อนเน้ือแน่นและถ้าผิวก้อนหินมีริ้ว
รอยการหลอมละลายการไหล ผวิ หินเรยี บ บดิ ตัว เหน็ ไดช้ ดั เจน ลกั ษณะตา่ งๆ ท่ีกล่าวมาน้ี เกือบจะไม่พบในภูเขา
ไฟลูกอื่น ๆ ในประเทศไทยเลย ทั้งนี้เพราะภูเขาไฟกระโดง มีอายุน้อยที่สุด คือประมาณ 0.9 – 0.3 ล้านปี ดังนั้น
ลักษณะของหินยังสด ผุสลายตัวยังไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาไฟกระโดงเป็นภูเขาไฟลูกเดียวในประเทศ
ไทยทีพ่ บ “Bomb” มากทสี่ ดุ มคี วามหลากหลายท้งั รปู รา่ งและขนาดอีกดว้ ย

https://sites.google.com/site/duangnapha4wantha/home/phukheafi-hin-phnm-rung

ภเู ขาไฟจงั หวดั บรุ รี มั ย์

95

ใบงานที่ 4
เรอ่ื งแหลง่ เรยี นรสู้ ะพานแขวนลาวา และปากปลอ่ งภเู ขาไฟ

คำชแี้ จง : ใหผ้ ูเ้ รยี นตอบคำถามดงั นี้

1. ให้นักศึกษาอธิบายความสำคญั ของสะพานแขวนลาวา มาพอสงั เขป

............................................................................................................................. .......................................................
................................................................................................................................................ ...................................
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
................................................................................................ ......................................................... ..........................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. ......................................................
2. ใหน้ กั ศกึ ษาอธิบายความเป็นมาของปล่องภูเขาไฟ มาพอสังเขป

............................................................................................... .....................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
...................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................... ............................
............................................................................................................................ ........................................................
............................................................................................................................. ......................................................
................................................................................................................................................. ...................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................................

ถอดบทเรียนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 96
ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี มั ย์
ชอ่ื – สกลุ .............................................
ฐานการเรียนรทู้ ี่ 3 แหลง่ เรยี นรูใ้ นชมุ ชน ระดบั ชนั้ ................................................
โรงเรียน/ตำบล…………………………………

เงอื่ นไขพนื้ ฐาน 2 เงอื่ นไข

ความรู้ คณุ ธรรม

…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………

………………………… หลกั การพอเพยี ง 3 หลกั การ ………………………………………

พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี ูมคิ มุ้ กนั ทด่ี ี

…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………

…………………………………………… …………………ส…ู่ …4…ม…ติ …ิ ……………… ………………………………………………

…มิต…ดิ …า้ …น…วฒั…น…ธ…ร…รม…………………… มิตดิ า้ น…ส…ังค…ม…………………………ม…ิต…ดิ …า้ น…ว…ฒั นธรรม ………………………………………………
…………………………………………… ……………………………………………… ……………………มติ…ดิ …า้ …น…ส่ิง…แ…วด…ล…อ้ …ม…

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………

………………………………………… ……………………………………… …………………………………… ………………………………………

…………………………………… ……………………………………… …………………………………… ………………………………………

…………………………………… ……………………………………… …………………………………… ………………………………………

…………………………………… ……………………………………… …………………………………… ………………………………………

…………………………………… ……………………………………… …………………………………… ………………………………………

…………………………………… ……………………………………… …………………………………… ……………………………………….

…………………. . ………………….

97

แบบประเมินผลการเรยี นรู้กจิ กรรม
ฐานแหลง่ เรยี นรชู้ มุ ชน วนอทุ ยานเขากระโดง
ศูนยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอเมอื งบรุ รี ัมย์

ลำดบั ชื่อ - สกุล ความร้คู วาม ทกั ษะการ คณุ ภาพของ ผลการ ระดับการ
ท่ี เขา้ ใจใน ปฏบิ ัติ ผลงาน/ผล ประเมนิ รวม ประเมนิ
เน้ือหาสาระ (40) การปฏิบตั ิ (100) (ผา่ น/ไมผ่ า่ น)
(20) (40)

หมายเหตุ การประเมนิ ผลการจบหลกั สูตร อาจดำเนินการได้ ดงั นี้
การประเมินระหวา่ งเรียน และเมื่อจบหลักสตู ร
ประเมนิ ครังเดยี วก่อนจบหลกั สตู ร

ท้งั น้ี เกณฑก์ ารจบหลักสูตร จะตอ้ งได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะผา่ นเกณฑ์การประเมนิ

กศน.อำเภอเมืองบุรรี ัมย์


Click to View FlipBook Version