วิถีแห่งภูมิปัญญา การนวดจับเส้นหมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผู้จัดทำ นายณัฐวุฒิ สิงห์หา รหัสนักศึกษา 61100101201 นางสาวประภาศิริ พรหมจอม รหัสนักศึกษา 61100101220 นางสาวญาณัจฉรา วงค์กันยา รหัสนักศึกษา 61100101222 นางสาวเกศราภรณ์ ป่าโพธิ์ชัน รหัสนักศึกษา 61100101224 คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.กมลมาลย์ รักศรีอักษร การศึกษาคติชนวิทยาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา คติชนวิทยา (TH05401) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
คำนำ การศึกษาคติชนวิทยาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาคติชนวิทยา (TH05401) ได้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาคติ ความเชื่อเรื่องหมอนวดจับเส้น สภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน รวมไปถึงการศึกษาการรักษาที่สอดแทรกอยู่ ในความเชื่อ พิธีกรรมการรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับเส้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติทั้งนี้ การจัดพิธีรักษาโดยหมอนวดจับเส้นยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีอีกทั้งพิธีกรรมการรักษาคนเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจให้กับผู้ป่วยตลอดจนญาติพี่น้อง และการประกอบพิธีตามคติความเชื่อความศรัทธาของคนที่มาร่วมพิธี การศึกษาคติชนวิทยาครั้งนี้คณะผู้ศึกษาได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น บทบาท หน้าที่ การ รักษาผู้ป่วย การปฏิบัติตนเกี่ยวกับข้อคะลำของหมอนวดจับเส้น พิธีการรักษา และสถานภาพ ของหมอนวดจับเส้น ในชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีและบุคคลอื่นที่เข้ามาทำการรักษา เพื่อเป็น แนวทางในการศึกษาแก่อนุชนคนรุ่นหลังต่อไป ณัฐวุฒิ สิงห์หา และคณะ 20 มีนาคม 2564
สารบัญ เนื้อหา หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ จ บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญ 1 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 6 3. นิยามศัพท์เฉพาะ 6 4. ขอบเขตของการศึกษา 7 5. วิธีดำเนินการ 7 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 8 7. ระยะเวลาทำการศึกษา 8 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 8 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. ความรู้ทั่วไปทางคติชนวิทยา 9 1.1 ความหมายและขอบเขตคติชนวิทยา 9 1.2 ประเภทของข้อมูลทางคติชน 12 1.3 ลักษณะของคติชนวิทยา 16 1.4 ความสำคัญและบทบาทของคติชนวิทยา 17 1.5 จุดมุ่งหมายของการศึกษาวิชาคติชนวิทยา 20 2. ความรู้ทั่วไปเรื่องความเชื่อ (Belief) 20 2.1 ความหมายของความเชื่อ 20 2.2 ความเชื่อ 21 2.3 ประเภทของความเชื่อ 22 2.4 คุณค่าของความเชื่อ 22 3. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น 22 3.1 ประเภทของการนวดจับเส้น 34
เนื้อหา หน้า 3. 2 คุณสมบัติของหมอพื้นบ้าน 34 3. 3 ประเภทของหมอพื้นบ้าน 35 4. คะลำ ขะลำ : จารีตประเพณีชาวอีสาน 38 4.1 ความหมายของคะลำ 38 4.2 ประเภทของคะลำ 39 บทที่ 3 ข้อมูลการนวดแบบจับเส้น ชุมชนบ้านม่วง 1. ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน 40 2. ข้อมูลทั่วไปของชุมชนบ้านม่วง 40 2.1 วิสัยทัศน์ชุมชน 40 2.2 คติประจำชุมชน 40 2.3 ประชากร 40 2.4 อาณาเขต 40 2. 5 สถานศึกษาภายในชุมชน 41 2.6 การประกอบอาชีพของคนในชุมชนบ้านม่วง 42 2.7 ศาสนาและประเพณี 42 3. ประวัติหมอนวด 43 4. ความสามารถของหมอนวด 44 5. ข้อปฏิบัติของหมอนวดจับเส้นหรือข้อคะลำ 44 6. ความเป็นมาในการเป็นหมอนวดจับเส้น 44 7. ขั้นตอนการนวดรักษาผู้ป่วยของหมอนวด 45 7.1 วินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บป่วย 45 7.2 อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธี 45 7.3 ดำเนินการรักษาผู้ป่วยตามสาเหตุการวินิจฉัย 46 7.4 ติดตามผล 55 บทที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษา 1. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น 57 1.1 ความเชื่อเรื่องเทพ 57
เนื้อหา หน้า 1. 2 ความเชื่อเรื่องการไหว้ครู 57 1.3 ความเชื่อเรื่องการรักษาโรค 57 2. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ 57 2.1 ไม้สะกิดเส้น 57 2. 2 ขันธ์ 5 57 2.3 องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์ ) 58 2.4 องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์ (บรมครูแพทย์แผนไทย ) 60 2.5 องค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน ) 62 3. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ 63 3.1 คติเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย 63 3.2 คติความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ในการนวด 63 4. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ 6 4 4.1 คติความเชื่อเกี่ยวกับการถอดจิต 64 5. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับร่างกาย 6 4 5.1 ธาตุในร่างกาย 64 5.2 เส้น 67 5.3 ระบบลมปราณ 68 6. สถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน 70 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการศึกษา สรุปผลการศึกษา 72 อภิปรายผลการศึกษา 76 อ้างอิง ภาคผนวก ก ประวัตผู้ให้ข้อมูล ภาคผนวก ข บทสัมภา ษณ์ ภาคผนวก ค ภาพการดำเนินงาน ภาคผนวก ง ประวัติผู้ดำเนินงาน
สารบัญภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่ 1 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 40 ภาพที่ 2 หมอนวดเฉลิมพล 43 ภาพที่ 3 เตียง 45 ภาพที่ 4 หมอนรองขา 46 ภาพที่ 5 ไม้สะกิดเส้น 46 ภาพที่ 6 หมอนวดจับเส้นไหว้ครูบาอาจารย์ 47 ภาพที่ 7 หมอนวดกล่าวคำบูชาต่อครูบาอาจารย์ 47 ภาพที่ 8 องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์) 47 ภาพที่ 9 องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์ (บรมครูแพทย์แผนไทย) 48 ภาพที่ 10 องค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน) 48 ภาพที่ 11 อาจารย์ของหมอนวดจับเส้น 49 ภาพที่ 12 คำสวดมนต์ไหว้พระ และคำนมัสการปู่ฤาษีชีวก 49 ภาพที่ 13 คำไหว้ครู 50 ภาพที่ 14 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณฝ่าเท้า 51 ภาพที่ 15 หมอนวดจับเส้น ใช้หมอนรองขาผู้ป่วย 51 ภาพที่ 16 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณหน้าแข้ง 51 ภาพที่ 17 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณต้นขาด้านหน้า 52 ภาพที่ 18 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณต้นขาด้านหลัง 52 ภาพที่ 19 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแผ่นหลัง (ท่านอน) 52 ภาพที่ 20 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแผ่นหลัง (ท่านั่ง) 53 ภาพที่ 21 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณไหล่ 53 ภาพที่ 22 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแขนและมือ 53 ภาพที่ 23 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณท้ายทอย จนถึง ขมับ 54 ภาพที่ 24 ผู้ป่วยนำค่าครูไปวางไว้ในพานและถวายต่อปู่ชีวก และองค์ฮั่วท้อเซียงซือ 54 ภาพที่ 25 พานครู 54
บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญ ปัจจุบันการรักษาแบบการแพทย์พื้นบ้านยังคงพบเห็นกันได้ทั่วไปในสังคม การบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย แบบโบราณหรือแบบพื้นบ้านเป็นวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ และความเจ็บป่วยของประชาชนตามความเชื่อ และการสั่งสมของแต่ละท้องถิ่น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ตกผลึกจากการสังเกต ทดลองใช้คัดเลือก กลั่นกรอง และสั่งสมสืบทอด จากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นหลัง โดยมีหมอพื้นบ้านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพอนามัยของ ประชาชนเป็นความรู้ และเทคโนโลยีที่เรียบง่ายสามารถเข้าถึงง่าย ใช้ประโยชน์ได้ และสามารถใช้รักษาคู่ขนานไป กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นระบบการดูแลสุขภาพที่ใช้ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ใช้ยาสมุนไพรท้องถิ่น เทคโนโลยีพื้นบ้าน และพิธีกรรมที่มีบทบาทการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายไม่มาก (สำนัก การแพทย์พื้นบ้านไทย, 2555) โดยความสัมพันธ์ระหว่างหมอพื้นบ้านกับชาวบ้าน เป็นความผูกพันด้วยความเชื่อและความศรัทธาในอดีต ที่สั่งสมมาจากครอบครัวที่เคยได้รับการรักษากับหมอพื้นบ้าน จนกลายเป็นวัฒนธรรม ความเชื่อของชาวบ้าน และ จะใช้วิธีการบอกต่อ ๆ กันให้กับสมาชิกในครอบครัว สมาชิกในหมู่บ้าน และตำบลใกล้เคียงทราบ การแพทย์ พื้นบ้านไม่มีระบบการเรียนการสอน อีกทั้งยังขาดผู้สืบทอด ศาสตร์แขนงนี้ให้คงอยู่ในสังคมไทย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ การแพทย์พื้นบ้านอาจสูญสิ้นไปในที่สุด แผนยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดแผนการพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถี ไทย เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและ การแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ มีการบรรจุในธรรมนูญ ว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน การใช้และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์ พื้นบ้านและ การแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ และมีฉันทามติในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 พัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์ พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกให้เป็นระบบบริการสุขภาพหลักของประเทศ คู่ขนานกับการแพทย์ แผนปัจจุบัน (คณะอนุกรรมการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ชาติ, 2555) ข้อมูลหมอพื้นบ้านจากสำนักงานนายทะเบียนกลาง สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรม พัฒนาการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก ปี พ.ศ. 2556 มีหมอพื้นบ้าน จำนวน 53,053 คน ส่วนใหญ่มี อายุมาก ไม่มีศิษย์หรือผู้สืบทอดต่ออีกทั้งคนรุ่นใหม่ขาดความสนใจที่จะสืบสานศาสตร์แขนงนี้ และพบว่าการ เสียชีวิตเนื่องจากชราภาพ เป็นปัจจัยหลักในการสูญเสียกำลังคนหมอพื้นบ้าน และสูญเสียความรู้ในเชิงประจักษ์ ของหมอพื้นบ้านประกอบกับการเกิดของหมอพื้นบ้านรุ่นใหม่มีน้อยมาก ส่งผลให้อนาคตของการแพทย์พื้นบ้านน่า เป็นห่วงว่าจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย (สมชัย, 2556)
จากการสำรวจหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนที่ เหลืออยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกตามลำดับ (รุจินาถ, 2551) จากการ รวบรวมข้อมูลทะเบียนหมอพื้นบ้านจังหวัดราชบุรี พ.ศ.2557 พบว่า มีจำนวนทั้งหมด 102 คน ซึ่งข้อมูลที่พบระบุ เพียงชื่อ-สกุล ที่อยู่ และประเภทของหมอพื้นบ้าน ทั้งยังพบว่าหมอพื้นบ้านส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ ซึ่งหากขาด การสืบทอดองค์ความรู้ก็จะทำให้องค์ความรู้นั้นสูญสิ้นไป (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี, 2557) จาก สถานการณ์ของการแพทย์พื้นบ้านดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่ยังคงใช้ องค์ความรู้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ประกอบกับแผนยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนด ยุทธศาสตร์การสร้างทางเลือกสุขภาพที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายมุ่งให้การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก เป็นทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพหนึ่งในระบบสุขภาพ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยใน ครั้งนี้ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในจังหวัดราชบุรี และรวบรวมเป็นฐานข้อมูล สำหรับ พัฒนาการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพของประชาชนต่อไป ปิยนุช ยอดสมสวย และสุพิมพ์ วงทองแท้กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสสังคมได้กล่าวถึงระบบการดูแลสุขภาพ แบบอื่นนอกเหนือจากการแพทย์ แผนปัจจุบันกันมากขึ้น ได้แก่ การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน หรือ การแพทย์ทางเลือก เช่น ดนตรีบำบัด ธาราบำบัด เป็นต้น แต่เนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันมิได้เป็นวิถีทางเดียว ในการแก้ปัญหาความเจ็บป่วยของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเพียงพอและมีคนไทยจำนว ไม่น้อยที่ ยังเลือกใช้วิธีการรักษาพยาบาลแบบแผนโบราณหรือแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ใช้ดูแลสุขภาพที่ สำคัญอีกศาสตร์หนึ่งหรือเลือกใช้บริการการรักษา 2 ศาสตร์ควบคู่กันไป โดยมีเหตุผลคือ สะดวก ประหยัดและ ได้ผล อีกทั้งยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านและสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้รูปแบบวิธีการรักษา โรคได้ด้วย แม้การแพทย์พื้นบ้านจะมิได้เป็นที่นิยมเท่ากับการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ยังมิได้สูญหายไปจาก สังคมไทย โดยมีหมอพื้นบ้านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนในชนบทตลอดมา เพราะ ความสัมพันธ์ระหว่างหมอพื้นบ้านกับชาวบ้าน เป็นความผูกพันโดยภารกิจที่ผูกพันด้วยความเชื่อในจิตสำนึกและ ความศรัทธาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้หมอพื้นบ้านยังคงมีบทบาทต่อสุขภาพของ ประชาชนมาถึงปัจจุบัน จากการรวบรวมข้อมูลทะเบียนหมอพื้นบ้านที่สำรวจโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นครนายก ณ เดือนพฤษภาคม 2551 พบว่าหมอพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ในอำเภอองครักษ์ที่ให้การรักษาและดูแล สุขภาพประชาชน มีจำนวนทั้งหมด 21 คนโดยใช้ศาสตร์ด้านสมุนไพร ไสยศาสตร์ และ การนวดจับเส้น เป็นต้น จากความสำคัญในศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านและบทบาทของหมอพื้นบ้านดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยได้ตระหนัก ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่ยังคงใช้องค์ความรู้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยในการป้องกัน
และรักษาโรค รวมทั้งการช่วยเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน กอรปกับแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การสร้างทางเลือก สุขภาพที่หลากหลายผสมผสานภูมิปัญญาไทยและสากล โดยมีเป้าหมายมุ่งให้การแพทย์แผนไทย การแพทย์ พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกเป็นทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพหนึ่งในระบบสุขภาพ จึงเป็นที่มาของ งานวิจัยในครั้งนี้ ที่มุ่งจะรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นนข้อมูลในการพัฒนาหมอพื้นบ้านให้เกิดประโยชน์กับสังคมมากกว่า ในปัจจุบัน และเป็นการรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านในการดูแลรักษาสุขภาพ มิให้สูญหาย อีกทั้งเป็นข้อมูลในการ นำไปใช้วางแผนงานการดูแลสุขภาพของประชาชนต่อไป จันทร์ทิรา เจียรณัย กล่าวว่า ปัจจุบัน ได้มีการฟื้นฟูการแพทย์แผนไทยกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ การแพทย์แผนไทยถูกปล่อย ปละละเลยมานาน จนกลายเป็นเพียงการรักษาคนไข้แบบนอกระบบ เพราะ พระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อ ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2466 มีผลโดยตรงทำให้ การแพทย์แผนไทยเป็นสิ่งผิด กฎหมาย หมอยาไทยทั้งหมด ทั้งหมอหลวงและหมอเชลยศักดิ์ (หมอพื้นบ้าน) ต่างได้ ละทิ้งอาชีพ แพทย์แผนไทยได้กลายเป็นหมอนอกระบบเรียกว่า การแพทย์แผนโบราณนั้นหมายถึง "..ผู้ประกอบ โรคศิลปะโดยอาศัยความสังเกต ความชำนาญอันได้บอกเล่าต่อกันมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ โดยมิได้ดำเนินไป ในทางวิทยาศาสตร์..." กรที่พระราชบัญญัติให้คำจำกัดความว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์นี้เอง ทำให้ การแพทย์แผน ไทย ต้องถูกตราบาปมานาน ขาดการสนใจจากวงการการสาธารณสุขไทย ทำให้ต้องดำรงอยู่อย่าง โดดเดี่ยว และขาดการสนับสนุน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถ แก้ปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นระบบการแพทย์ที่มีราคาสูง ต้องพึ่งพิงเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่ทำให้การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่าง ทั่วถึงและเท่า เทียมกัน (ดารณี อ่อนชมจันทร์, 2548) ดังนั้น การหันไปศึกษาภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพของ การแพทย์พื้นบ้านอย่างลุ่มลึกในทุกมิติเพื่อ ดึงสิ่งที่ยังเหมาะสมกับยุคสมัยมาป รับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดใน สถานการณ์จริงของชุมชนย่อมเป็นสิ่งที่ควร พิจารณา เพราะในทัศนะของชาวบ้านนั้น การแพทย์พื้นบ้านไม่ได้แยกออกจากการแพทย์แผนปัจจุบันอย่าง เด็ดขาดแต่ดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังนั้นการพัฒนา สาธารณสุขจึงควรพัฒนาการแพทย์ทุกระบบไป พร้อมกัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือก รูปแบบของการรักษาที่ เหมาะสมด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ภาครัฐและองค์กร สถาบันต่าง1 รวมทั้งภาคเอกชน เริ่มให้ความสนใจ พยายามฟื้นฟูและ พัฒนาการแพทย์พื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ ยังจำกัดในส่วนกลางของประเทศ ที่สืบทอดมรดกจากราชสำนัก เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า "การแพทย์แผนไทย" ในขณะที่แต่ละภูมิภาค ต่างมีมรดกการแพทย์ของตนที่แตกต่าง กันตามระบบนิเวศและวัฒนธรรมของตน การละทิ้งภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านมาเป็นเวลานานโดยการ ขาดการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้
ความรู้ด้านนี้ไม่ได้รับการพัฒนาแล้วกำลังจะสูญหายไปจากสังคมไทย จึงจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องศึกษาวิจัยและพัฒนา ฟื้นฟู ให้เป็นระบบที่ชัดเจนเหมือนระบบการแพทย์แผนไทยจากส่วนกลาง ที่สำคัญคือ กฎหมายยังไม่ยอมรับอย่าง เป็นทางการว่า แต่ละท้องถิ่นมีระบบการแพทย์พื้นบ้านของตนดำรงอยู่คู่กับชุมชน แม้ว่าจะถูกกำหนดไว้ในทิศทาง และนโยบายของการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติแล้วก็ตาม ยงศักดิ์ ตันติปิฎกและคณะ (2543) ได้ทำการศึกษาสำรวจ ทบทวนสถานการณ์ การแพทย์พื้นบ้าน เพื่อ ทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ อันจะนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการ ผสมผสานระบบ การแพทย์พื้นบ้านสู่ระบบสุขภาพไทยอย่างเหมาะสม และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ผนวก และพัฒนาเข้าสู่ ระบบประกันสุขภาพในอนาคต ยงศักดิ์ ได้จำแนกภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยด้านสุขภาพ หรือแนวคิด และวิธีปฏิบัติใน การดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย เป็น 2 ส่วน คือ การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน (Indigenous Self Care) และ การแพทย์พื้นบ้าน (Traditional Medicine) การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน (Indigenous Self-Care) เป็นภูมิปัญญาที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพให้สมดุล และสอดคล้องกับกฎทางสังคมวัฒนธรรมและกฎธรรมชาติ เป็นการดูชีวิตในมิติทางกาย ทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ และทางอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะ กลมกลืมกับโลกรอบตัว และหากชีวิตละเมิดกฎทางธรรมชาติชีวิต จะเสียสมดุล อ่อนแอ และเจ็บป่วย การแพทย์พื้นบ้าน (Traditional Medicine) เป็นระบบวัฒนธรรมในการดูแลรักษาสุขภาพแบบ พื้นบ้านมี เอกลักษณ์เฉพาะวัฒนธรรม และมีการเรียนรู้ โดยอาศัยรากฐานประสบการณ์และรากฐานความเชื่อ ศาสนา ระบบ การแพทย์พื้นบ้านประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ หมอพื้นบ้าน ผู้ป่วย และบริบททาง สังคมวัฒนธรรม นอกจากนั้นระบบการแพทย์พื้นบ้านยังมีปฏิสัมพันธ์ระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน และ ระบบการแพทย์อื่นใน สังคมด้วย เหตุนี้จึงทำให้ระบบการแพทย์พื้นบ้านไม่หยุดนิ่งและมีการปรับตัวตลอดเวลา ปัจจุบันพบว่า องค์ความรู้ภูมิปัญญาส่วนใหญ่มักเป็นทักษะและประสบการณ์ที่สะสมอยู่กับหมอยาผู้ นั้นเอง ไม่มีการขีดเขียนบันทึกเป็นตำรา สำหรับหมอพื้นบ้านที่สะสมความรู้ในรูปของตำราก็พบว่า ตำราเหล่านี้อยู่ ในสภาพที่เสี่ยงต่อการชำรุดเสียหายหรือมีการชำรุดสูญหายไปแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีศิษย์หรือผู้สืบทอดความรู้ต่อ สภาพที่ดำรงอยู่ดังนี้บ่งบอกแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงในการสืบต่อความรู้ของหมอพื้นบ้าน และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ สาเหตุที่เป็นอุปสรรคในการหาผู้มาสืบต่อความรู้หมอยาพื้นบ้านที่ลดน้อยลง ดังนี้ (ดารณีอ่อนชมจันทร์, 2548) 1. ค่านิยมและแรงจูงใจที่คนจะสืบต่อความรู้หมอพื้นบ้านเปลี่ยนแปลงไป แรงจูงใจเดิมที่สนใจศึกษา เพราะอยาก เป็น อยากช่วยเหลือผู้อื่นและเห็นการรักษามาตั้งแต่ครอบครัว อาจไม่เพียงพอแล้ว แรงจูงใจทาง เศรษฐกิจและ การเลี้ยงชีพมีความสำคัญกว่า จะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนมากสนใจเรียนและสอบใบประกอบโรค ศิลปะแผนไทย เพราะสามารถนำมาเป็นอาชีพเพื่อหารายได้ และได้รับการยอมรับจากทางราชการ ในขณะที่ หมอพื้นบ้านแม้ได้รับ
การยอมรับในชุมชน แต่อาจไม่สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักได้และไม่ได้การยอมรับ จากทางราชการ 2. ข้อจำกัดเฉพาะในการคัดเลือกผู้สืบต่อความรู้ของหมอพื้นบ้านเอง แม้หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่บอกว่า ยินดีสืบทอด ความรู้ให้แก่ใครก็ได้ที่สนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นหมอได้ ซึ่งหมอพื้นบ้านแต่ละคน มักจะมีหลักเกณฑ์ กำหนดว่าผู้จะสามารถรับการถ่ายทอดความรู้จากหมอพื้นบ้านได้3. ความรู้และทักษะประสบการณ์ ในการ บำบัดรักษาของหมอพื้นบ้านอาจดูด้อยประสิทธิภาพ และ ขาดความเป็นระบบ ความรู้เหล่านี้อาจเสื่อมสภาพตาม กาลเวลา กลายเป็นเทคนิควิทยาที่ล้าสมัย 4. การลดลงของแหล่งวัตถุดิบสมุนไพร การรักษาของหมอพื้นบ้านต้อง อาศัยวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน เมื่อพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติลดลง มีผลให้ การรักษาของหมอ ยาพื้นบ้านยากลำบากมากขึ้นและมีประสิทธิภาพลดลง รวมถึงความสะดวกในการจัดหายา สมุนไพรมา บำบัดรักษาผู้ป่วยก็จัดหามาบริการได้ยากลำบากขึ้น แม้ว่าการรักษาโรคของแพทย์แผนปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด แต่ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่ ยังคงใช้วิธีการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมา รวมทั้งแผนพัฒนา การ สาธารณสุขแห่งชาติฉบับที่ 4 ได้กล่าวถึงงานสาธารณสุขมูลฐานที่จะส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเอง ได้ และเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน (เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ และคณะ, 2539) จึงเป็นการฟื้นฟูการแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาไทยขึ้น โดยการแพทย์แผนไทยมีความสอดคล้องกับ การแพทย์พื้นบ้านที่ใช้การดูแลสุขภาพร่วมกับความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และทรัพยากรที่ แตกต่าง กันในแต่ล่ะท้องถิ่น หมอพื้นบ้านแต่ละคนจะมีความสามารถในการรักษาโรคที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความรู้ที่ ได้รับถ่ายทอดจากบรรพบุรุษของตัวเอง แต่ยังขาดการรวบรวมองค์ความรู้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้เป็นที่ ประจักษ์แก่สายตาของบุคคลส่วนใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้องค์ความรู้ต่างๆ ขาดการถ่ายทอดต่อไป ยังคนรุ่นหลัง หาก ไม่มีการรวบรวมจะทำให้เกิดการสูญเสียองค์ความรู้ และภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่มีการสั่งสม และสืบทอดต่อๆ กันมา ทำให้เกิดการสูญเสียทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคอันเป็นที่พึ่งของชุมชน จากความสำคัญในบทบาทของ หมอพื้นบ้านต่อการรักษาโรค คณะผู้วิจัยตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของหมอพื้นบ้านที่ยังคงใช้องค์ความรู้ เพื่อ เป็นประโยชน์ต่อการรักษาสุขภาพ อีกทั้ง ยังเป็นศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา และเผยแพร่อย่างกว้างขวางใน ปัจจุบัน ซึ่งถ้าไม่มีการศึกษา และรวบรวม ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็จะทำให้องค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนไทยถูก จำกัด และไม่มีการพัฒนาเหมือนสาขา วิชาชีพอื่นๆ คณะผู้วิจัยจึงเห็นสมควรศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์องค์ ความรู้เหล่านี้เพื่อเป็นแนวทางใน การรักษา และพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนไทยต่อไป ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงเลือกทำการศึกษาเกี่ยวกับหมอนวดจับเส้นหมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบล หมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมุ่งศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องการรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วย วิถีปฏิบัติ
ของหมอนวดจับเส้น ศึกษาคติในการรักษา และสถานภาพในปัจจุบันของหมอนวด ซึ่งในสภาพสังคมทุกวันนี้มีการ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่และการศึกษา จึงอาจทำ ให้ความเชื่อเรื่องหมอนวดจับเส้นได้รับความสนใจลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และเปลี่ยนไปตามกระแสสังคมปัจจุบัน จึงเป็นเหตุให้ผู้ศึกษาสนใจที่จะศึกษาในประเด็นนี้ 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.1 เพื่อศึกษาวิถีปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2.2 เพื่อศึกษาคติในการรักษาโรคภัย ไข้เจ็บของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2.3 เพื่อศึกษาสถานภาพในปัจจุบันของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนอง ขอนกว้าง อำเมือง จังหวัดอุดรธานี 3. นิยามศัพท์เฉพาะ รักษา การช่วยเหลือผู้ป่วยโดยการใช้ศาสตร์ทางด้านธรรมะ ไสยศาสตร์ และจิตวิทยา ผู้ป่วย หมายถึง ผู้ที่เจ็บป่วยหรือไม่สบายเพราะโรค หรือสาเหตุอื่น ความเชื่อ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2538 :267) ได้ให้ความหมาย ของความเชื่อว่า เชื่อ เห็น ตามด้วยมั่นใจไว้ใจ ความเชื่อ พระยาอนุมานราชธน (2502:28-29) ได้กล่าวถึงที่มาของความเชื่อ โดยสรุปว่า มีความเป็นธรรมดที่เรื่องใดก็ตามที่มีลักษณปกปิดเป็นเรื่องลึกลับอยู่ มักจะทำให้มนุษย์อยากรู้ อยากเห็นเมื่อไม่สามารถจะรู้ได้ ก็มักจะใช้วิธีเดาว่าคงจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เปรียบเทียบกับสิ่งที่ตน เคยรู้เคยเห็น หรือมีผู้บอกเล่ามาก่อน ถ้าเรื่องราวที่ได้รับการบอกเล่าตรงกับอารมณ์ที่ต้องการจะเชื่อ ก็จะเชื่อทันที ความเชื่อ การยอมรับนับถือในสิ่งนั้นๆในที่นี้หมายถึงผีมนต์ว่ามีจริง แม้จะเป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็น และมีอำนาจคุ้มครอง ปกปักรักษาให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขหายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ คติ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของ คติ ว่า หลัก แบบอย่าง วิถี แนวทาง เครื่องคาย หมายถึง ค่าบูชาครู หรือเครื่องบูชาคุณ เป็นเงินค่ายกครู รวมทั้งดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวาน เครื่องใช้ในพิธีกรรมนั้นๆ ซึ่งในแต่ละพิธีกรรม เจ้าพิธีจะเป็นผู้กำหนดค่าครูและ อุปกรณ์อื่นๆ สามารถใช้ได้ทั้งพิธีสงฆ์ และพิธีไสยศาสตร์
ไสยศาสตร์หมายถึง วิชาทางไสย อันเป็นลัทธิเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถาที่เชื่อว่ามาจากศาสนา พราหมณ์ โดยเฉพาะจากคัมภีร์อาถรรพเวท การสมาธิ การลงเลขยันต์ ที่มีพิธีเพื่อให้เกิดสิริมงคล ป้องกันอันตรายต่อตนเองหรือทำอันตรายต่อผู้อื่น คะลำ เป็นลักษณะความผิดบาป ผิดจรีต ไม่เหมาะ ไม่ควร อาจมีโทษมากหรือน้อย หรือไม่มี โทษแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม 4. ขอบเขตของการศึกษา 4.1 ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาในประเด็นวิถีปฏิบัติ ที่มาและความสำคัญ ความเชื่อ และสถานภาพในปัจจุบันของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 4.2 ด้านประชากร กลุ่มเป้หมายในครั้งนี้ ได้แก่ หมอนวดจับเส้น คือ นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล, ชาวบ้านที่เคยได้รับการรักษา และชาวบ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี จำนวน คน โดยกำหนดขอบเขตผู้ให้ข้อมูลตั้งแต่ 11-50 ปี 4.3 ด้านพื้นที่ในการเก็บข้อมูล พื้นที่ในการเก็บข้อมูล คือ หมอนวดจับเส้น ชุมชนบ้านม่วง หมู่บ้าน มโนรมย์ ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 4.4 ด้านเอกสาร โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตำราเชิงวิชาการ บทความ ตลอดจนแหล่งข้อมูลเอกสาร ที่ะนำมาศึกษาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ - เอกสารปฐมภูมิ (จากการลงพื้นที่จริงและการสัมภาษณ์) - เอกสารทุติยภูมิ ได้แก่ เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย บทความ หนังสือคติชน 5. วิธีดำเนินการ 5.1 การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มประชากรที่ให้การสัมภาษณ์ หมอธรรม 1 คน ได้แก่ 1. นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล อายุ 39 ปี ที่อยู่ : 50/155 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนอง ขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 ผู้ที่ให้สัมภาษณ์ 6 คน ได้แก่ 1. นายอัษฎาวุธ มีชัย อายุ 21 ปี ที่อยู่ : 147 หมู่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 กก.4 คป.คฟ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ
2. นายพงศธร บ่อแก้ว (แม็ก) อายุ 21 ปี ที่อยู่ : 147 หมู่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 กก.4 คป.คฟ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ 3. นางจิรวรรณ ธรรมวงษา อายุ 36 ปี ที่อยู่ : หมู่บ้านมโนรมเพลส ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี41000 4. นายสุริยา ภิญญโภช อายุ 30 ปี ที่อยู่ : 79 หมู่ 1 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 5. นางวันนา ธรรมวงค์ษา อายุ 42 ปี ที่อยู่ : 104 หมู่ 10 บ้านท่าม่วง ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย 43120 6. นายคำสิน ธรรมวงค์ษา อายุ 52 ปี ที่อยู่ : 104 หมู่ 10 บ้านท่าม่วง ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย 43120 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 6.1 แบ่งกลุ่มเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลมาได้ 6.2 รวบรวมข้อมูลภาคสนามมาจัดประเภทข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ 6.3 วิเคราะห์ปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น คติในการรักษาโรค สถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน 6.4 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ 7. ระยะเวลาทำการศึกษา 29 มกราคม พ.ศ.2564 – 20 มีนาคม พ.ศ.2564 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 8.1 ทำให้ทราบถึงวิถีปฏิบัติของหมอหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอน กว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 8.2 ทำให้ทราบคติในการรักษาโรคภัย ไข้เจ็บของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบล หนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 8.3 ทำให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องหมอนวดจับเส้นและสถานภาพของหมอนวดจับเส้น เพื่อนำความเชื่อไปเผยแพร่เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหมอนวดจับเส้นต่อไป
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. ความรู้ทั่วไปทางคติชนวิทยา 1.1 ความหมายและขอบเขตคติชนวิทยา คติชนวิทยาเป็นศาสตร์แขนงใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกเมื่อ 100 กว่าปีมานี้เองโดย ประเทศ ตะวันตกได้เล็งเห็นความสำคัญทางวัฒนรรมของประเทศที่ตนครอบครองอยู่และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจทาง วัฒนธรรมของคนในประเทศเหล่านั้นประเทศทางตะวันตกจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลผ่านคติชน ขนิษฐา จิตซินะกุล (2545 : 1) กล่าวว่าการศึกษาคติชนเป็นการศึกษาถึงวัฒนธรรมวิถีชีวิต เพื่อนบ้านที่ ได้รับการถ่ายทอดจากการบอกเล่าซึ่งข้อมูลทางวัฒนธรรมนี้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อน วัฒนธรรมและความ เข้าใจวัฒนธรรมของคนกลุ่มชนเหล่านั้นทั้งระบบ คติชนวิทยาเป็นศาสตร์แขนงใหม่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 แถบ ยุโรปและเจริญขึ้นในยุโรป อเมริกา โดยจะศึกษาข้อมูลของกลุ่มชนหรือชาวบ้าน ทั้งนี้การศึกษาข้อมูลสืบ เนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและมีประชากรเพิ่มมากขึ้น คนจึงเริ่มเห็นความสำคัญของวัฒนธรรมตั้งเดิม และเริ่มที่จะสนใจถ่ายทอดวัฒนธรรมโดยการบอกเล่า ซึ่งในช่วงศตวรรษดังกล่าวจะเรียกข้อมูลที่ได้มานั้นว่า Popular Antiquites ซึ่งหมายถึง คติโบราณของปวงชนและนักคติชนรุ่นเก่าเห็นว่า ผู้ที่จะเก็บรักษา ข้อมูลให้มี สภาพคงเดิมมากที่สุดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลก ก็คือชาวชนบท โดยผลงานที่ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นงานบุกเบิกทางคติชนวิทยา ก็คือการรวมนิทานของพี่น้องตระกูล กริมม์ ที่มีชื่อว่า Wihelm และ acab ซึ่งทั้งสองพี่น้องนี้มักจะได้รับการกล่าวว่าเป็นบิดาของคติชนวิทยา ด้วยมีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบและนำข้อมูล มาวิเคราะห์แยกประเภท ศิราพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2537 : 5) ได้อ้างวนักคติชนวิทยาได้ขยายขอบข่ายความสนใจ ไปยังเพลง พื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ภาษิต คำพังเผยซึ่งการศึกษานิทาน เพลง สุภาษิต ปริศนาคำทาย ได้นำไปสู่การศึกษา ศิลปวัฒนธรรมในส่วนอื่น ๆ ของวัฒนธรรมชาวบ้าน การศึกษาคติชนในระยะแรก ซึ่งเป็นการศึกษาศิลปวัฒนธรรม ของชาวบ้านในหมู่บ้านหรือในสังคมประเพณีบุปผา ทวีสุข (2525 : 3) กล่าวไว้ว่าเมื่อปี ค.ศ. 1846 วิลเลียม รอมส์ (William Thomps) ได้บัญญัติคำว่า Folklore แทนคำว่า Popular Antiquity ซึ่งหมายถึง คติชนของประชาชน ทั้งนี้วิลเลียมเห็นว่าคำว่า Fok หมายถึง ประชาชนผู้ให้ข้อมูลและ คำว่า lore หมายถึง ข้อมูลดังนั้นคำว่า Folklore จึงมีความหมายสองประการ คือ ข้อมูลที่เรานำมาศึกษาประการหนึ่งและวิชาที่ว่าด้วย การศึกษาข้อมูล อีกประการหนึ่ง โดยวิลเลียมได้กำหนดขอบข่ายข้อมูลทางคติชนเป็นการศึกษาวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ โชคลาง บทเพลง สุภาษิต จากอดีต อย่างไรก็ตามประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักคติชนวิทยาในสหรัฐอเมริกาได้ขยาย ขอบเขต การศึกษาออกไปโดยเห็นว่าการรวมกลุ่มของบุคคลตั้งแต่ 2-3 คนขึ้นไปก็จะมีเอกลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ร่วมกันซึ่งเอกลักษณ์นี้รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของบุคคลกลุ่มนั้น จึงทำให้มีจุดร่วม ทางวัฒนธรรม ร่วมกันและขอบข่ายการเก็บข้อมูลก็จะไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวบ้านอีกต่อไป แต่จะรวมไปถึงชาวเมืองด้วย นั่น คือวัฒนรรมของครอบครัว ทั้งนี้เพราะคติชนวิทยา ได้เป็นเครื่องแสดงระดับวัฒนธรรมที่บอกลักษณะสภาพชีวิต และสังคมของคนในถิ่นต่าง ๆ ดังที่ อลัน ดันเลิศ ได้กล่าวว่า ชาวบ้านเป็นกระจกเงาของวัฒนธรรม สำหรับประเทศไทยคติชนวิทยาได้เผยแพร่ข้ามาเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่นำวิชาคติชนวิทยาเข้ามา เผยแพรในประเทศไทย คือ ครูกิ่งแก้ว อัตถากร ซึ่งจบการศึกษาทางด้านคติชนวิทยามา จากสหรัฐอริกาและ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูลทางคติชนวิทยา โดยนักวิชาการของไทยได้บัญญัติคำขึ้นมาใช้แทนคำว่า Fokore แตกต่างกันออกไป เช่น คติชาวบ้านคติชนวิทยา วัฒนธรรม พื้นบ้าน เป็นต้น แต่ในที่นี้ขอใช้คำว่าคติชนวิทยาและ คติชาวบ้านในความหมายเดียวกัน ทั้งนี้ได้มีผู้ให้ความหมายของคติชนวิทยาหลายประการด้วยกัน ดังนี้ บาสคอม (Bascom 1968 : 26) ได้ให้ความหมายของคติชนวิทยาในแง่มานุษยวิทยาว่า สำหรับนัก มานุษยวิทยาแล้วคติชนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแต่ไม่ใช่วัฒนธรรมทั้งหมด คติชนรวมเอาเทพนิยาย ตำนาน นิทาน สุภาษิต ปริศนา คำทาย และรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความสำคัญน้อยกว่า แต่ไม่รวมเอาศิลปะชาวบ้าน การเต้นรำ ของชาวบ้าน ดนตรีของชาวบ้าน เครื่องแต่งกายแบบชาวบ้าน ยาพื้นบ้าน ประเพณีพื้นบ้าน และความเชื่อของ ชาวบ้านเข้าไว้ด้วยกัน เนื่องจากเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ของวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่าการจัดจำแนกเนื้อหาของคติชน วัดความแตกต่างจากความเห็นของนัก คติชนวิทยาอื่น ๆ เนื่องจากเรื่องที่บาสคอมตัดออกไปจากคติชนนั้น นักคติชนวิทยาอื่น ๆ มักรวมเข้าไว้เป็นเรื่องของคติชนด้วย อาร์เชอร์ เทเลอร์ (Archer Taylor 1968 : 37) อธิบายความหมายของคติชนวิทยาหรือคติชาวบ้านไว้ ตอนหนึ่งว่า "ได้แก่สิ่งที่มีการถ่ายทอดโดยทางประเพณี อาจถ่ายทอดโดยทางคำพูดหรือโดยขนบธรรม เนียม ประเพณี และปฏิบัติสืบทอดมาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เพลงชาวบ้าน นิทาน ชาวบ้าน ปริศนาคำทาย สุภาษิตหรือ เรื่องอื่น ๆ ซึ่งเก็บรักษาไว้ได้จากการถ่ายทอดโดยถามวาจาสืบ ๆ ต่อมา" แมคเอ็ดเวิร์ด ลีซ (MacEdward Leach 1965 : 11) กล่าวถึงความหมายของ คติชนวิทยา สรุปได้ว่า คติชนวิทยาเป็นความรู้ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งจะรู้เรื่องต่าง ๆ เหมือนเหมือนกันและได้มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมา สติธ ทอมป์สัน (Stith Tompson 1953 : 248 - 266) กล่าวถึงคติชนวิทยาสรุปได้ว่าคติชนวิทยา คือสิ่งที่ ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยการจดจำและปฏิบัติมากกว่าการจดบันทึก แจน แฮรโรลด์ บรุนแวนด์ (Jan Harold Brunvand 1968 : 204-205) กล่าวถึงคติชนวิทยา สรุปได้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับขนบธรรมเเนียม ประเพณี หรือเป็นเรื่องเล่า หรือปฏิบัติกันแล้ว ได้มีการถ่ายทอดไปยังชนรุ่นหลัง โดยสืบทอดกันทาง มุขปาฐะ ไม่ทราบผู้ที่เป็นต้นกำเนิด
ส่วนนักวิชาการไทยได้ให้ความหมายของคำว่าคติชนวิทยาพอสรุปได้ดังนี้ กิ่งแก้ว อัตถากร (2520 : 2) ให้ความหมายคติชนวิทยาสรุปได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาคติชนหรือ ผลผลิตทาง วัฒนรรมของกลุ่มชน และผลผลิตนี้จะเป็นมรดกที่ได้มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมาทั้งภายในกลุ่มชน เดียวกันและแพร่กระจายไปสู่ชนต่างกลุ่ม โดยได้ให้เหตุผลของการใช้คำว่า คติชนวิทยา แทนคติชาวบ้านว่าคำว่าชาวบ้านอาจจะสร้างความเข้าใจผิดได้ว่าเกี่ยวข้องเฉพาะชาวชนบทหรือบาระดับเท่านั้นแต่ ในความเป็นจริงแล้ว Foklore จะเกี่ยวข้องกับคนทุกสถานภาพ ที่มีลักษณะอย่างน้อยหนึ่งลักษณะคติชาบ้านจึง เป็นข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งที่นักคติชนวิทยาสนใจที่จะศึกษา และในคำว่าคติชนวิทยาจะมีความหมายที่กว้างกว่าคติ ชาวบ้านด้วยตามศัพท์ Fokore จะเป็นเรื่องที่ว่าด้วยวิถีชีวิตตามขนบประเพณีของกลุ่มชน กุหลาบ มัลลิกะมาส (2518 : 1) กล่าวถึงความหมายของคติชนวิทยา หรือคติชาวบ้าน สรุปได้ว่าคติ ชาวบ้าน คือ แนวดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่กระทำอยู่ทั่วไปและได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมา ประเทือง คล้ายสุบรรณ์ (2531 : 4) กล่าวถึงความหมายของคติชนสรุปได้ว่า เป็นสิ่งที่ได้รับการ ถ่ายทอดสืบต่อกันมา โดยการบอกเล่าหรือจดจำปฏิบัติต่อ ๆ กันมาและไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นผู้แต่ง หรือคิดประดิษฐ์ขึ้น ศิราพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2537 : 6) กล่าวถึงคติชนไว้ว่า "ข้อมูลที่เป็นศิลปะวัฒนธรรมของชาวบ้าน เพราะ Folklore หมายถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน" ปผา ทวีสุข (2525 : 6) กล่าวถึงคติชาวบ้านสรุปได้ว่า คติชาวบ้านจะเป็นม วัฒนธรรมที่ได้มีการสืบทอด ต่อ ๆ กันมาโดยอาศัยการบอกเล่าและไม่ทราบแหล่งกำเนิดของอย่างแน่ชัด จากการศึกษาความหมายของคติชนวิทยาจากผู้รู้หลายหลายท่าน จึงพอสรุปได้ว่าคติชนวิทยา คือข้อมูล ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง ซึ่งได้มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยอาศัย การบอกเล่ามากคำว่าการจด บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่สามารถบอกแหล่งที่มาของข้อมูลทางวัฒนธรรมนั้น ๆ ได้ ขนิษฐา จิตซินะกุล (2545 : 4) ได้กล่าวความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคติชนวิทยาเพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี่เอง โดยมีความสนใจที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ มีการจัดจำแนกและตีความด้วยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์อันส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิตของมนุษย์และสังคมมากขึ้น ศิราพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2537 : 9) ได้กล่าวถึงการศึกษาคติชนวิทยาในประเทศไทยว่า มักเป็น การศึกษาเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะทางเท่นั้น เช่น การรวบรวมข้อมูลนิทาน พื้นบ้าน สุภาษิต ปริศนา คำทาย เป็นต้น แต่ก็ยังไม่ทราบเป็นที่แพร่หลายนักจนกระทั่งในช่วงปี 2515 - 2525 สถาบันการศึกษาส่วนภูมิภาคได้เริ่มสนใจที่จะ เก็บรวบรวมนิทานพื้นบ้านและเพลงพื้นบ้านในท้องถิ่น ด้วยเกรงว่ามรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้จะสูญหาย
อีกทั้งในช่วงปี 2520 เกิดกระแสนิยมศึกษาวรรณคดีท้องถิ่นสืบเนื่องจากวรรณคดีท้องถิ่น มีความเกี่ยวข้องกับ นิทานท้องถิ่นอยู่มากจึงทำให้มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวรรณคดีท้องถิ่นกับนิทานท้องถิ่น ขนิษฐา จิตชินะกุล (2545 : 4) สรุปว่า ด้วยเหตุนี้ความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคติชนวิทยาจึงได้ ขยายออกไปสู่นักวิชาการต่าง ๆ จนทำให้มีการศึกษาอย่างจริงจังและเกิดเป็นสาขาวิชาคติชนวิทยาใน สถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตามปัจจุบันการศึกษาวิชาคติชนวิทยามีความแพร่หลายเป็นอย่างมาก มีทั้งองค์กรใน ส่วนต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชนสถาบันการศึกษาได้ร่วมกันจัดอบรมสัมมนาทางคติชนวิทยเพิ่มมากขึ้น เช่น การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลตลอดจนการฝึกฝนบุคลากรทางด้านคติชนวิทยา 1.2 ประเภทของข้อมูลทางคติชน การแบ่งประเภทข้อมูลทางคติชนโดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ 1. ข้อมูลมุขปาฐะ (verba) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นถ้อยคำ ได้แก่ นิทาน พื้นบ้าน บทเพลง ปริศนา คำทาย ภาษิต คำพังเผย ภาษาถิ่น ความเชื่อ 2. ข้อมูลอมุขปาฐะ (non verbal) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่ใช่ถ้อยคำ ได้แก่ หัตถกรรม พื้นบ้าน ศิลปะ สถาปัตยกรรม อาหารพื้นบ้าน การแต่งกายท้องถิ่น 3. ข้อมูลผสม (mixed) ได้แก่ การร้องรำ การละเล่น ละคร ประเพณีกรรม สำหรับการแบ่งประเภทย่อยของข้อมูลทางคติชนทั้ง 3 ประเภทนี้ นักคติชนวิทยามีการจำแนกประเภท ย่อยต่างกันไปบ้าง เช่น กิ่งแก้ว อัตถากร (2519 : 16) แบ่งประเภทย่อยเป็นดังนี้ 1. ข้อมูลมุขปาฐะ แบ่งเป็น 1.1 บทเพลง 1.2 นิทาน 1.3 ปริศนา 1.4 ภาษิตคำพังเพย 1.5 ภาษาถิ่น 1.6 ความเชื่อ 2. ข้อมูลอมุขปาฐะ แบ่งเป็น 2.1 ศิลปะ 2.2 หัตถกรรม 2.3 สถาปัตยกรรม
3. ข้อมูลผสม แบ่งเป็น 3.1 การร้องรำ 3.2 การละเล่น 3.3 ละคร 3.4 พิธีกรรม 3.5 ประเพณี วีรวัชร์ ปิ่นเขียน (2542 : 12-13) แบ่งประเภทย่อยของข้อมูลคติชน ดังนี้ 1. ประเภทมุขปาฐะ เป็นประเภทย่อยเป็น 1.1 เพลงพื้นเมือง 1.2 นิทานพื้นบ้าน 1.3 ภาษิต สำนวน 1.4 ปริศนา หรือบททาย 1.5 ความเชื่อและโชคลางต่าง ๆ 1.6 ภาษาถิ่น 1.7 เพลงกล่อมเด็ก บทปลอบ บทขู่ 2. ประเภทอมุขปาฐะ แบ่งประเภทย่อยเป็น 2.1 ศิลปะชาวบ้าน 2.2 สถาปัตยกรรมชาวบ้าน 2.3 การฝีมือหรือหัตถกรรมชาวบ้าน 3. ประเภทผสม แบ่งประเภทย่อยเป็น 3.1 การรำและมีบทเพลงประกอบของชาวบ้าน 3.2 การละเล่นของเด็กมีบทเพลงประกอบ 3.3 ละครพื้นบ้าน 3.4 ประเพณีต่าง ๆ 3.5 งานรื่นเริงตามเทศกาลต่าง ๆ ศิราพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2552 : 424) ได้จัดแบ่งข้อมูลเป็นประเภทต่าง ๆ ในขอบเขตของการศึกษา วิถีชีวิตของกลุ่มคน ( folklife studies ) ในหนังสือ Folklore and Folklife ไว้ดังนี้
1. ประเภทที่ใช้ถ้อยคำ (Oral Folklore) 1.1 เรื่องเล่าของชาวบ้าน (Folk Narrative) 1.2 บทร้อยกรอง/บทเพลงของชาวบ้าน (Folk Poetry) 1.3 ภาษิต (Proverbs) 1.4 ปริศนาคำทาย (Riddles) 1.5 คำพูดของชาวบ้าน (Folk Speech) 2. ประเภทประเพณีพื้นบ้าน (Social Folk Custom) 2.1 ประเพณีและงานฉลอง (Festival and Celebrations) 2.2 การละเล่น (Recreations and games) 2.3 ยาพื้นบ้าน (folk Medicine) 2.4 ความเชื่อและศาสนาพื้นบ้าน (Folk Religion) 3. ประเภทวัฒนธรรมวัตถุ (Material Culture) 3.1 หัตถกรรมพื้นบ้าน (Folk Crafts) 3.2 สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน (Folk Architecture) 3.3 เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายพื้นบ้าน (Folk Costume) 3.4 อาหารพื้นบ้าน (Folk Cookery) 4. ประเภทศิลปะพื้นบ้าน (Folk Arts) 4.1 การแสดงพื้นบ้าน (Folk Drama) 4.2 ดนตรีพื้นบ้าน (Folk Music) 4.3 การเต้นรำพื้นบ้าน (Folk Dance) บุปผา บุญทิพย์ (2532 : 8) แบ่งประเภทข้อมูลคติชนเป็น 4 ประเภทดังนี้ 1. วรรณกรรมและศิลปะอื่น ๆ 2. ความเชื่อประเพณีและพิธีกรรม 3. หัตถกรรม เช่น การทอผ้าและวิธีก่อกองฟาง 4. ภาษาหรือคำพูดประจำถิ่น ศิราพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2543 : 1) แบ่งข้อมูลคติชนออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ 1. ประเภทที่ใช้ถ้อยคำ ได้แก่ นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ภาษิต ปริศนาคำทาย 2. ประเภทการละเล่น ได้แก่ การแสดงพื้นบ้าน ละครชาวบ้าน
3. ประเภทที่เป็นวัตถุ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน เครื่องจักสาน ผ้าทอ ยาอาหารพื้นบ้าน 4. ประเภทขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ รัสเซล รีฟเวอร์และยอร์ช ดับบลิว บอสเวอร์ (J. Russell Reaver & George W. Bos : 12-13) แบ่งประเภทข้อมูลคติชนออกเป็น 4 ประเภทคือ 1. คติชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ 2. คติชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ 3. คติชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์ 4. คติชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรม เจ เอช บรุนแวนด์ (1968 : 1-2) จำแนกประเภทของข้อมูลคติชนออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. คติชนที่ใช้คำพูด (Verbal Folklore) คือ ข้อมูลประเภทที่ใช้ภาษาหรือคำพูด ได้แก่ 1.1 คำพูดของชาวบ้านภาษาถิ่นและการตั้งชื่อ (Folk Speech , Dialect , Naming) 1.2 สุภาษิตและคำกล่าวที่เป็นภาษิต (Folk Proverbs Proverbial Sayings) 1.3 ปริศนาคำทาย (Riddles) 1.4 คำพูดที่คล้องจองกัน (Folk Rhymes) 1.5 เรื่องเล่า (Folk Narratives) 1.6 เพลงชาวบ้าน (Folk Songs) 1.7 เพลงกล่อมเด็ก (Lullaby) 1.8 นิทานและขำขัน (Folk toles and Jokes) 2. ข้อมูลคติชนที่ไม่ใช้คำพูด (Non Verbal Folklore) คือ ข้อมูลประเภทที่ไม่ต้องใช้ภาษาพูด หรือคำพูด สามารถสืบทอดกันได้โดยไม่ใช้วิธีสังเกตและการฝึกปฏิบัติ ข้อมูลประเภทนี้ได้แก่ 2.1 สถาปัตยกรรมชาวบ้าน (Folk Architecture) 2.2 ศิลปะชาวบ้าน (Folk Arts) 2.3 งานฝีมือชาวบ้าน (Folk Craft) 2.4 การแต่งกายของชาวบ้าน (Folk Costumes) 2.5 อาหารของชาวบ้าน (Folk Food) 2.6 กิริยาท่าทางของชาวบ้าน (Folk Gesture) 2.7 ดนตรีชาวบ้าน (Folk Music)
3. ข้อมูลคติชนประเภทผสม (Partly Verbal Folklore or Mix Folklore) เป็นข้อมูลประเภทผสม ระหว่างประเภทที่ต้องใช้ภาษาและท่าทางประกอบกัน ได้แก่ 3.1 ความเชื่อและคติในเรื่องโชคลาง (Beliefs and Superstitions) 3.2 การละเล่นของชาวบ้าน (Folk Games) 3.3 การละคร (Folk Drama) 3.4 ระบำ รำเต้น (Folk Dances) 3.5 ประเพณีของชาวบ้าน (Folk Customs) 3.6 งานมหกรรม พิธี การฉลองรื่นเริง (Folk Festivals) เรไร ไพรวรรณ์ (2553 : 9) ได้กล่าวการจำแนกประเภทของข้อมูลคติชนนี้อาจจะจัดจำแนกแตกต่างกันไปบ้าง ยังไม่เป็นที่ตกลงว่าจะใช้แบบใดแบบหนึ่ง แต่โดยทั่วไปก็จะใช้การแบ่งเภทใหญ่ ๆ 3 ประเภท คือ ประเภทมุขปาฐะ ประเภทอมุขปาฐะ และประเภทผสม ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีลักษณะคาบเกี่ยวกันบ้าง ทั้งนี้ต้องพิจารณาตาม ลักษณะที่แสดงออกตามโอกาสด้วย เช่น บทร้องลิเก ถ้าร้องให้ฟังเพื่อให้รู้ว่าเป็นทำนองเพลลิเก ไม่มีการประกอบ ก็ถือได้ว่าเป็นข้อมูลประเภทมุขปาฐะ แต่ถ้าเป็นการร้องประกอบการแสดงลิเก ก็ถือว่าเป็นข้อมูลประเภทผสม เป็นต้น 1.3 ลักษณะของคติชนวิทยา นอกจากความหมายของคติชนวิทยาดังที่กล่าวมาแล้ว ยังได้มีผู้รู้กล่าวถึงลักษณะของคติชนวิทยาไว้กันซึ่ง พอสรุปได้ดังนี้เสน่ห์ บุณยรักษ์ (2547 : 5) ได้กล่าวถึงลักษณะของคติชนวิทยา สรุปได้ดังนี้ 1. เป็นเรื่องราวสืบทอดต่อกันมาไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ 2. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเชื่อขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ของชาตินั้น ๆ 3. การถ่ายทอดข้อมูลทางคติชนวิทยาจะเป็นการบอกเล่าต่อ ๆ กันมามากกว่าการถ่ายทอดเป็น ลายลักษณ์อักษร 4. เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ได้มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน 5. เป็นการศึกษาเรื่องราวของชาวบ้านมากกว่าชาวเมือง เพราะวิถีชีวิตของชาวบ้านจะมีการเปลี่ยนแปลง ช้ากว่าชาวเมือง ประเทือง คล้ายสุบรรณ์ (2531 : 4) ได้กล่าวถึงลักษณะของคติชนวิทยาสรุปได้ดังนี้ 1. เป็นสิ่งที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษ 2. เป็นสิ่งที่เป็นอมตะ
3. ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือผู้ประดิษฐ์คิดค้น 4. สืบทอดด้วยการบอกเล่า 5. สืบทอดด้วยการปฏิบัติหรือจดจำต่อ ๆ กันมามากกว่าจะรักษาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร บุปผา ทวีสุข (2526 : 6) ได้กล่าวถึงลักษณะของคติชนวิทยาสรุปได้ดังนี้ 1. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน 2. คติชนประเภทถอยคำจะใช้วิธีการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ 3. คติชนประเภทอื่นที่ใช้ถ้อยคำจะใช้วิธีการสังเกตฝึกฝน 4. ไม่ทราบผู้คิดค้นหรือแหล่งที่มาอย่างแน่ชัด 5. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขนิษฐา จิตชินะกุล (2545 : 5) จากการศึกษาลักษณะของคติชนวิทยาดังได้มีผู้กล่าวไว้ข้างต้นพอจะสรุปลักษณะ ของคติชนวิทยาได้ดังนี้ 1. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา 2. ไม่ทราบแหล่งข้อมูลหรือที่มาของข้อมูลอย่างเด่นชัด 3. มีการถ่ายทอดทางมุขปาฐะมากกว่าการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร 4. ข้อมูลสามารถมีได้หลายสำนวนเนื่องด้วยเป็นการถ่ายทอดทางมุขปาฐะ จึงทำให้มีการเล่าต่อซึ่งอาจจะ ผิดพลาดหรือตีความไปเป็นอย่างอื่นได้ 1.4 ความสำคัญและบทบาทของคติชนวิทยา ความสำคัญของคติชนวิทยา คติชนเป็นการศึกษาเรื่องราวในอดีตที่มีความสำคัญต่อปัจจุบัน ประมวล ดิคคินสัน (2539 : 19 -21) ให้เหตุผลที่จำเป็นต้องเรียนรู้อดีตไว้ดังนี้ 1. อดีตเป็นรากเหง้าของปัจจุบัน การที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และมีการพัฒนาความรู้ความก้าวหน้ามาถึง ปัจจุบันก็เพราะได้อาศัยวิทยาการความรู้อันเป็นสิ่งที่สั่งสมมาแต่ในอดีต วิทยาการในอดีตจึงเท่ากับเป็น "กองทุน" ให้แก่คนในรุ่นต่อ ๆ ไป 2. เป็นธรรมดาวิสัยของมนุษย์ที่สนใจใครรู้ว่าตนเป็นใครมาจากไหนเสียก่อนจึงจะสามารถมั่นใจได้ว่า จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจการเข้าใจอดีต จึงจะสามารถรับมือกับปัจจุบันและวางหลักสร้างอนาคตได้อย่างมั่นคง 3. การศึกษาอดีตทำให้เข้าใจถึงความเจริญและความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคและสามารถสืบทอดความ เจริญไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
4. เป็นการศึกษาเพื่อความเข้าใจและความรู้คุณค่าของปัจจุบันไม่ใช่ถอยหลังไปสู่อดีต แต่เพื่อจะได้รับมือ กับสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและจัดวางอนาคตอย่างฉลาดรอบคอบ เรไร ไพรวรรณ์ (2553 : 8) กล่าวถึงเหตุผลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องราวในอดีต ซึ่งเป็นข้อมูล คติชนมีความสำคัญในฐานะที่เป็นตัวบ่งชี้วัฒนธรรมและเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เข้าใจมนุษย์ ความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคมและธรรมชาติ และการรักษาดุลยภาพของความสัมพันธ์เพื่อให้ดำรงชีวิต อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในปัจจุบันและเป็นพื้นฐานสำหรับอนาคตหน้าที่หรือบทบาทคติชนวิทยา หน้าที่หรือ บทบาทของคติชนวิทยามีหลายประการ วิลเลียม อาร์ บาสคอม (William R. Bascom) ได้กล่าวไว้ในหนังสือการศึกษาเรื่องคติชนวิทยา (The study of folklore : 291-292) ว่ามี 4 ประการ 1. ให้ความบันเทิงสนุกสนาน คติชนประเภทที่ให้ความบันเทิง เช่น เพลงชาวบ้าน เพลงกล่อมเด็ก นิทาน การละเล่นพื้นบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกรื่นเริงและทำให้งานที่ทำเพลิดเพลิน เช่น เพลงเห่เรือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดีว่าด้วยการเห่เรือว่า การเห่เรือเป็นประเพณีขอไทยที่มีมาเก่าแก่ "การเห่เรือพระที่นั่งนั้นสังเกตตามประเพณีในชั้นหลังเห่เวลาเสด็จโดย ขบวนพยุหยาตรา ซึ่งชวนให้เห็นว่าจะทางไกล เช่น ยกขบวนเพื่อให้พลพายรื่นเริง" ของอินเดียเองก็มีการขานคำ บูชาพระรามและการขานรับเป็นจังหวะในการพายเรือเช่นเดียวกัน คล้ายกับการขานยาวของไทยในเวลาพายเรือ พระที่นั่ง ซึ่งมีจังหวะเหยอวเย่อช่วยในการพายเรือ การร้องเพลงเป็นจังหวะช่วยในการทำงานนี้มีอีกมาก เช่น ในเวลาที่กรรมกรทำงานเกี่ยวกับการดึง ชุด ชัก ลาก ฯลฯ ก็มักมีการร้องเฮโลสาระพา ฮุยเลฮุย เพลงที่ร้องเพื่อ ความบันเทิงในเวลาทำงานประเทศอื่น ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าวเป็นเพลงที่ร้องเล่นในเวลาลงแขกเกี่ยวข้าว การเล่า นิทานการละเล่นต่าง ๆ และการเล่นทายปริศนาก็มีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงเป็นการใช้เวลาว่างให้ผ่านไปด้วย ความสนุกสนาน แม้คติชาวบ้านจะมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอย่างอื่นแทรกอยู่ เช่น เพื่อให้คำสั่งสอน เพื่อให้กำลังใจ เร้าอารมณ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแยกศึกษาออกเป็น แต่ละประเภท ๆ ไปก็ตาม แต่หน้าที่หนึ่งของคติชน ชาวบ้านก็คือ การให้ความบันเทิงและความสนุกสนาน 2. เป็นกระจกส่องให้เห็นวัฒนธรรม คติชนมีหน้าที่ในแง่เป็นกฎบัตร แสดงวัฒนธรรมและโครงสร้างของ สังคม เป็นเสมือนเครื่องนำทางในการดำรงชีวิตเป็นผู้นำทางในเชิงปฏิบัติของคน เช่น พอถึงฤดูเทศกาลจะมี พิธีต่าง ๆ เช่น เมื่อใกล้ฤดูเข้าพรรษาก็มีการบวช เมื่อใกล้ออกพรรษาก็มีการทอดกฐิน นอกจากนี้ยังช่วยอธิบาย หรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันทางสังคมและเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้งเป็นการ แสดงออกของชาวบ้านในด้านความเชื่อและทัศนคติบางประการ คติชนยังช่วยในการศึกษาวิถีชีวิตของประชาชน และจิตใจของชาวบ้าน เป็นกุญแจที่ทำให้ผู้ศึกษารู้ถึง เหตุการณในอดีตและประเพณีสมัยโบราณซึ่งสูญไปแล้ว
สุภาษิต สำนวน คำพังเพย และขนบประเพณีต่าง ๆ ที่อยู่ในคติชนวิทยานั้นจะช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมต่าง ๆ ของคนแต่ก่อน เมื่อคนเข้าใจวัฒนธรรมของคนโบราณก็จะทำให้เกิดความ นิยม ภาคภูมิ ในท้องถิ่นในประเทศชาติ ของตนด้วย 3. ช่วยในด้านการให้การศึกษา สมัยก่อนคติชนวิทยามีบทบาทในการให้การศึกษา ทั่วไปในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมซึ่งไม่รู้หนังสือ และในสมัยก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียนเป็น แบบแผนอย่างทุกวันนี้ คติชนวิทยาได้ให้การศึกษาแบบนอกระบบในหลายทาง เช่น นิทานต่าง ๆ ของไทยมักมีจุดมุ่งหมายชี้ให้เห็นค่านิยม ในสังคม เช่น การทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เพลงกล่อมเด็ก มีการแทรกคำสอนต่าง ๆ เอาไว้ เช่น สอนให้มีความ กตัญญูต่อพ่อแม่หรือผู้ที่เลี้ยงดูเรามา คติชนวิทยาประเภทปริศนาคำทาย รวมทั้งนิทานบางเรื่องให้ความรู้เกี่ยวกับ ความเชื่อบางอย่าง การใช้ยาสมุนไพร ยากลางบ้าน คติชนที่เอาประเภทสุภาษิต สำนวน คำพังเผย เป็นเครื่อง วิพากษ์ วิจารณ์การกระทำของบุคคลในสังคม ว่าสังคมชอบหรือไม่ชอบในสิ่งใด เป็นสิ่งเตือนใจบุคคลในสังคม จึงมีความสำคัญในการสั่งสอนคนในสังคมในหลายด้าน เช่น ในทางแพทยศาสตร์ให้ความรู้เกี่ยวกับยากลางบ้าน ว่านยาสมุนไพรต่าง ๆ ในด้านพฤกษศาสตร์และสัตวศาสตร์ให้ความรู้และรายละเอียดของพืชและสัตว์บางชนิด ในด้านศาสนาทำให้ทราบว่าระยะก่อนมีลัทธิศาสนา เรามีความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นตัว เช่น เทพ ผีต่าง ๆ เกิดการ อ้อนวอนขอพร ในทางสุขศาสตร์ทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ เช่น สอนให้คนมีอนามัย รู้จักความสะอาด เช่น ความเชื่อที่ว่า "นุ่งผ้าเปียกเข้าบ้าน ผีไม่เกรงไม่คุ้ม" หรือให้ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อตื่นนอน ให้ความรู้ด้านกฎหมาย ประเพณี เช่น ผู้หญิงได้รับสิทธิบางอย่างไม่เท่าเทียมชายหรือสามีสามารถขายภรรยาแก่ผู้อื่นได้ นอกจากนั้น ยังสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรมและระเบียบวินัย ทั้งของตนเองและต่อส่วนรวม 4. ช่วยรักษาแบบแผนหรือมาตรฐานความประพฤติความนิยามของสังคม คติชนวิทยา ส่วนหนึ่งที่ช่วย ควบคุมสังคมโดยเฉพาะระเบียบหรือแบบแผนของพฤติกรรมสังคม คติชนจะสอนว่า อะไรดีอะไรไม่ดี หากปฏิบัติ ก็จะได้รับการยกย่องจากสังคมว่าประพฤติได้สอดคล้องกับสังคม หาก ประพฤติผิดจากสังคมก็ย่อมได้รับ การลงโทษจากสังคมไม่ว่าวิธีใดก็วิธีหนึ่ง คติชนประเภทสุภาษิตต่าง ๆ จะบอกเป็นทำนองห้ามว่าอย่าทำบางทีก็แนะนำว่าสิ่งใดควรทำนิทาน สุภาษิตต่าง ๆ หรือสวัสดิรักษา จะแนะนำการประพฤติปฏิบัติให้สอดคล้องกับสังคม ภาษิต สำนวน คำพังเพย บางข้อก็จะเป็นสินค้าที่คอยแนะนำสอน และตักเตือน จะเห็นว่าสุภาษิต สำนวนคำพังเผยต่าง ๆ ของไทยส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นเครื่องเตือนใจให้คนในสังคมประพฤติปฏิบัติตามค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม ช่วยควบคุม สังคมทางอ้อม เป็นกลไกที่จะคอยเตือนชาวบ้าน ให้ระลึกถึงขนบรรมเนียมประเพณี ค่านิยมและบรรทัดฐานที่ควร ปฏิบัติสำนวนที่ชาวบ้านนิยมใช้ใน โอกาสต่าง ๆ เช่น ไม้งามกระรอกเจาะ ปากหวานก้น เปรี้ยว น้ำขึ้นให้รีบตัก เป็นต้น คำเก่าเรานี้เป็นได้ทั้งคำตักเตือน สั่งสอน ท้าทาย เสียดสี ประชดประชัน นอกจากสุภาษิต สำนวน
คำพังเพย แล้วนิทานและเพลงประเภทต่าง ๆ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือ ช่วยรักษาแบบแผนพฤติกรรม หรือมาตรฐานทางสังคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับอยู่ในสังคมหนึ่งหนึ่ง เช่น นิทานประเภท ให้คติสอนใจหรือ นิทาน เกี่ยวกับสัตว์ มักเป็นเรื่องแต่งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้รู้ว่าการกระทำอย่างไรดี อย่างไรไม่ดีอย่างไรควรทำอย่างไร ไม่ควรทำเพลงชาวบ้านบางเพลงก็จะมีเนื้อร้องที่เยาะเย้ยบุคคลบางคน บางพวกอันเป็นวิธีการห้ามการแสดงความ ประพฤติที่ผิดไปจากวัฒนธรรมของสังคมทางหนึ่งด้วย นอกจากหน้าที่ที่กล่าวมาคติชนวิทยายังเป็นสิ่งช่วยให้อารมณ์เก็บกดและคับข้องใจของชาวบ้านคลี่คลาย ลงด้วยความกดดันที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎการด้านสังคมและวัฒนธรรม ความกดดัน ทางเพศ ความกดดันในการ ดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจ หรือความกดดันจากข้อห้ามต่าง ๆ เช่น ข้อห้าม การแต่งงานระหว่างญาติสนิท เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจแสดงออกมาในรูปแบบนิทานประเภทเพ้อฝัน นิทานที่มีอภินิหารต่าง ๆ เพื่อเอาชนะ อุปสรรคบางประการเหล่านั้น อันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความปรารถนที่จะขจัดอารมณ์และความคับข้องใจที่เกิดจาก เหตุการณ์ในชีวิตจริงนั่นเอง วีระวัชร์ ปิ่นเขียน (2542 : 6) กล่าวสรุปถึงหน้าที่ต่าง ๆ ที่คติชนวิทยามีอยู่ จะเห็นได้ว่าหน้าที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การดำรงชีวิตรักษาความมั่นคงของวัฒนธรรม คติชนช่วยทำให้ชาวบ้านประกอบพิธีกรรมและ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ถูกต้องตามแบบแผนของวัฒนธรรม ช่วยให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งแก่ผู้ใหญ่และเด็ก เป็นเครื่องช่วยผ่อนคลายความคับข้องใจและความ ตึงเครียดของชาวบ้าน คติชนยังช่วยทำ หน้าที่ควบคุมสังคม ยอมรับปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม หรือตามแบบแผนของสังคมนั้น เป็นมาตฐานทาง จริยธรรมและขนบธรรมนียมประเพณีของคนในท้องถิ่นและเป็นการให้การศึกษานอกระบบในสมัยก่อน 1.5 จุดมุ่งหมายของการศึกษาวิชาคติชนวิทยา 1. ให้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีอยู่ในประเทศไทย 2. ให้มีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลทางคติชนวิทยา 3. ให้รู้จักวิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลทางคติชนวิทยาขั้นต้น 4. ให้รู้จักวิธีจำแนกจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รวบรวมมา 5. ให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ทุกชนชั้น 2. ความรู้ทั่วไปเรื่องความเชื่อ (Belief) 2.1 ความหมายของความเชื่อ ความเชื่อเป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่แท้จริงตามความหมายของ "เชื่อ" ตามพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายไว้ดังนี้ เชื่อ ก. เห็นตามด้วย , มั่นใจ, ไวใจ, จะซื้อหรือขายโดยติดค้างไว้ไม่ต้องชำระเงินทันที ฉะนั้น "ความเชื่อ"
คือ ความเห็นตามด้วยความมั่นใจ ความไว้ใจในบุคคลในสิ่งต่าง ๆ ในการกระทำ ความเชื่อเกิดขึ้นเมื่อไหร่ความคิด ที่จะกระทำจะเกิดขึ้นเสมอ เช่นตัวอย่าง เชื่อว่าทำดีต้องได้ดี คนนั้นจะ ทำดี เชื่อว่าบุญจะส่งให้เกิดความสุข คนนั้นจะ ทำบุญ เชื่อว่าจะทำงานการมงคลให้มีความสุขมีความก้าวหน้า ดูฤกษ์ดูยาม ต้องให้หาฤกษ์หายาม เครือวัลย์ มณเฑียรและคณะ (2527 : 193) ได้ให้ความหมายคำว่า ความเชื่อ หมายถึงการยอมรับนับถือ หรือ ยืดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนว่าเป็นความจริง หรือมีอยู่จริง การยอมรับนับถือนี้อาจจะมี หลักฐานอย่างเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ หรืออาจจะไม่มีหลักฐานที่จะนำมาพิสูจน์ให้เห็นจริงเกี่ยวกับสิ่งนั้นก็ได้ ภิญโญ จิตต์ธรรม ให้ความหมายของ ความเชื่อ ว่า ความกลัวและความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความเชื่อและ ความเชื่อก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดศาสนา ในสังคมมนุษย์สมัยโบราณและปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าไป มากแต่มนุษย์ก็ยังมีพฤติกรรมแสดงออกทางความเชื่อกันอยู่ในชีวิตประจำวัน 2.2 ความเชื่อ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. ความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผล คือยังไม่ทราบเจตนา 2. ความเชื่อที่มีเจตนาแฝงอยู่ เพื่ออบรมสั่งสอนให้คนประพฤติดี อยู่ร่วมกับสังคมอย่างถูกต้อง และเกิดสุขกับตนเอง ความเชื่อของแต่ละท้องถิ่นเกิดจากปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อชีวิตเกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดภัยธรรมชาติ ปัญหาให้เหล่านี้เกินขีดความสามารถที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้ คนจึงสร้างความเชื่อว่าน่าจะมี อำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติบันดาลให้เป็นเช่นนั้น อำนาจนั้นอาจจะเป็นเทพเจ้า ภูตผีปีศาจวิญญาณ สัตว์ป่า พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ตอดจนดิน น้ำ ลม ไฟ ฉะนั้น เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับคน มนุษย์จึงวิงวอน ขอความช่วยเหลือจากอำนาจลับ โดยเชื่อว่า ถ้าบอกกล่าวหรือทำให้อำนาจนั้นพอใจอาจจะช่วยให้ปลอดภัย เมื่อพ้นภัยก็ยินดี แสดงความรู้คุณด้วยการเซ่นบวงสรวงบูชา หรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ละสังคมต่างมี ความเชื่อ เป็นมรดกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เพ็ญศรี ดุ๊ก (2528 : 75) กล่าวว่า ความเชื่อถือกับข้อห้ามของคนไทยแต่ละภาคจะมีคำที่ใช้เรียกต่างกัน สิ่งที่ถูกห้ามมิให้กระทำ หากทำไปก็จะไม่ถูกต้องผิดกฎ หรือระเบียบข้อบังคับของสังคม ประชาชนถิ่นต่าง ๆ ของไทย จะเรียกความผิดนั้นต่างกันตามตามท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียกสิ่งที่ไม่ควรกระทำว่า "ขึด" หากทำลงไปจะถูกขีด คือ สิ่งที่ชั่วร้ายไม่ดี จะแพ้กับลูกหลาน ซึ่งหมายถึงจะทำให้ฉิบหาย วายวอดแก่ลูกหลานในวันข้างหน้า
ภาคกลาง เรียกสิ่งที่ไม่ควรกระทำว่า "ผิด" หากกระทำลงไปจะทำให้เดือดร้อนใจในภายหลัง เช่น ผิดกฎ ผิดใจ ผิดจารีต ภาคอีสาน เรียกสิ่งที่ไม่ควรทำว่า "ขะลำ" หากทำลงไปจะถูก "ขวง" คือ สิ่งที่ชั่วร้าย ภาคใต้เรียกสิ่งที่ไม่ควรทำว่า "ต้องห้าม" หากทำลงไปจะเป็นเสนียดจัญไร ไม่ดี 2.3 ประเภทของความเชื่อ 1. เชื่อเรื่องธรรมชาติ 2. เชื่อเรื่องความเป็นความตาย 3. เชื่อเรื่องการทำนายนายทัก ฤกษ์ ยาม 4. เชื่อเรื่องคาถา เครื่องราง เวทย์มนต์ ไสยศาสตร์ 5. เชื่อเรื่องการกสิกรรม 6. ความเชื่อของครอบครัว 7. ความเชื่อเกี่ยวกับยากลางบ้าน 8. ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรค 9. ความเชื่อเกี่ยวกับการพยากรณ์ ความเชื่อถือกับข้อห้ามของคนไทยแต่ละภาคจะมีคำที่ใช้เรียกต่าง ๆ กัน สิ่งที่ถูกห้ามมิให้กระทำหากทำไป ก็จะไม่ถูกต้องผิดกฎ หรือระเบียบข้อบังคับของสังคมประชาชนถิ่นต่าง ๆ ของไทยจะเรียกความผิดนั้นต่างกัน ตามท้องถิ่น 2.4 คุณค่าของความเชื่อ ความเชื่อมีคุณค่าต่อมนุษย์และสังคมหลายประการ ดังนี้ 1. เป็นหลักในการธำรงไว้ซึ่งพิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี 2. เป็นเครื่องกำหนด ควบคุม พฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมให้มีระเบียบ วินัย และอยู่ร่วมกัน ได้อย่างสงบสุข 3. เป็นเครื่องช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดอันเกิดจากปัญหาที่ยังไม่มีทางออก 4. เป็นการส่งเสริมจริยธรรม ความสามัคคี ความกตัญญูในชุมชน 5. เป็นการส่งเสริมให้บุคคลเป็นผู้มีสติรอบคอบและมีความสังเกต 3. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น ศาสตร์การนวด “การนวด" เป็นวิธีการบำบัดรักษาตนเองในสมัยโบราณที่มนุษย์รู้จักเมื่อเกิดอาการ เจ็บปวดตามร่างกาย กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นศาสตร์ที่ให้บริการตามสถานให้บริการสุขภาพทั่วไป รวมถึงสปาเพื่อ
สุขภาพ ซึ่งการนวดจัดเป็นบริการหลักนอกเหนือไปจากการใช้น้ำหรือวารีบำบัด นอกจากนี้การนวดยังจัดเป็น ศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและรูปแบบการแพทย์ทางเลือกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย นอกจากการนวดแบบไทยที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในธุรกิจสปา พบว่ามีการให้บริการการนวดหลายรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบสนองและดึงดูดความสนใจของผู้ใช้บริการที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามการนวดแต่ละ รูปแบบต่างมีความเหมือนหรือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแหล่งที่มาของแต่ละชนชาติ และขึ้นอยู่กับสถาพ ประกอบการสปาแต่ละแห่งว่าจะนำเอาการนวดแบบใดมาเป็นเอกลักษณ์ของคน หรือการนำ ศาสตร์ อื่นมาผสมผสานกับศาสตร์การนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดรักษามากยิ่งขึ้น เช่น การใช้น้ำมัน หอมระเหยร่วมกับการนวด เพื่อเป็นการผ่อนคลายทั้งร่างกาย และจิตใจ สำหรับผู้ใช้บริการสปาสามารถเลือก รูปแบบการนวดที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของคนเอง ไม่ว่าจะเป็นการนวดเพื่อบำบัดรักษา การนวดผ่อนคลาย การนวดเพื่อผ่อนคลาย ความหมายของการนวด การแพทย์แผนจีนได้มีบันทึกเกี่ยวกับการนวดด้วยมือเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว จนกระทั่ง อิทธิพลการนวดได้ข้าสู่ชาวตะวันตก จึงมีการบัญญัติศัพท์คำว่า Massage ขึ้น โดยมีรากศัพท์ มาจากภาษากรีก คำว่า Massien(สัมผัส) ภามาละติน คำว่า Manus (การรักษาด้วยมือ) ภาษา สันสกฤต Makch(การกด) และภาษาฝรั่งเศส Masser, Masseur/euse (การกระทำด้วยมือ) (ธิญาดา วรารัตน์, 2552, น. 39) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายความหมายของการนวดเป็น 4 ประเด็น ได้แก่ (2551, น. 156) ประเด็นที่หนึ่ง การบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อตัวของมนุษย์ ประเด็นที่สอง การสัมผัสโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ฝ่ามือ นิ้วมือ ข้อศอก หัวเข่า กระทำหรือการ ใช้วัสดุต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ ก้อนหิน โลหะ พลาสติก เพื่อเป็นการกด คลึง บีบ ตัด ทุบ ตี ดึง รวมถึงการใช้แรงอื่น ๆ เช่น แรงลม แรงน้ำ กระทำต่อส่วนของร่างกายที่มีอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ สามารถกระทำด้วยตนเอง หรือจากผู้อื่นก็ได้ ประเด็นที่สาม การนวดคือการสัมผัสร่างกายเพื่อบรรเทาอาการไม่สบายเนื้อตัว ในภาวะปกติหากรู้สึก สบายดี เราจะไม่ชอบให้ใครโดนตัว แต่หากไม่สบายแล้วนอกจากการนวดจะช่วยให้อาการดีขึ้น ยังแสดงถึง ความเอื้ออาทรต่อกัน ประเด็นที่สี่ การนวดคือศิลปะที่ต้องใช้ทักษะของผู้นวดเพื่อให้ผู้ถูกนวดเกิดความรู้สึกที่สบายและเกิด ทัศนคติที่ดีต่อการนวด ไม่มีเกณฑ์หรือแบบแผนที่แน่นอน ความพึงพอใจของผู้ ได้รับถือเป็นเรื่องสำคัญ
การนวด หรือ Massage หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ทำโดยมือ เช่น การบีบ การดัด การกด การคลึง การสับ บนเนื้อเยื่อด้านนอกของร่างกายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาประดับประคองหรือสุขอนามัย หรืออาจ กล่าวได้ว่า การนวดคือการใช้มืออย่างมีสติสัมปชัญญะบนร่างกาย โดยมีวัตถุประสงค์ในการบำบัด ตามประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2544 ได้ให้ความหมายของ "การนวดไทย" ว่า การตรวจ ประเมิน การวินิจฉัย การบำบัด การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด การคลึง กรบีบ การจับ การดัด การดึง การประคบ การอบหรือวิธีอื่นตามศิลปะการนวดไทย (เอกสารความรู้ผู้ดำเนินการส ปาเพื่อสุขภาพ, 2558, ออนไลน์) ความเป็นมาของการนวด การนวดถือเป็นการรักษาที่ง่ายและเก่าแก่ที่สุดของโลก เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ได้รับการยอมรับของ ชาวตะวันออก และเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาสำหรับชาวตะวันตก จนกระทั่งแพร่กระจายไปกว้างขวาง (พิสิฐ วงศ์วัฒนะ, 2542, น. 8) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์สองชาติแรกที่มีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดที่เก่าแก่ ที่สุด ได้แก่ อียิปต์และจีน เมื่อประมาณ 5,000 ปี มีการจารึกภาพการนวดเท้าของอียิปต์ได้ถูกบันทึกไว้ที่ผนังด้าน ในของพีระมิด ส่วนในบันทึกตำราการรักษาแบบโบราณของจีนได้กล่าวถึงการถูนวดแขนขาเพื่อป้องกันหวัด และเพื่อให้ร่างกาย เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมากขึ้น นอกจากนี้ในตำราดังกล่าวยังกล่าวถึงการฝังเข็มและ การเผยแพร่ ลัทธิเต๋า อีกด้วย ชาวอินเดียมีบันทึกเก่าแก่กว่า 4,000 ปีที่เป็นภาพแสดงให้เห็นถึงการนวดศีรษะขณะสระผมเพื่อเสริมสร้าง สุขภาพของร่างกายและหายจากอาการเจ็บป่ายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการสอนให้มารดานวดบุตรเพื่อให้มีสุขภาพ แข็งแรง ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้ถูกปฏิบัติมาจนกระทั่งปังจุบัน ชาวกรีกรู้จักการนวดร่างกายหลักการเล่นกีฬาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยหรือบาดเจ็บจากสงคราม ในตำราการแพทย์ที่ฮิโปเครติสเขียนไว้เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล เขาได้แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องหอมควบคู่กับการ นวดร่างกายทุกวันเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งชาวโรมันได้นำคำแนะนำดังกล่าวมาใช้ไนชีวิตประจำวัน ควบกับการ อาบและแช่น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น จนกลายมาเป็นวิธีที่เรียกว่าสปา ในยุคสมัยนั้น กาเลน (Galen) นายแพทย์ผู้มี ชื่อเสียงได้เขียนตำราหลายเล่มเกี่ยวกับการนวด ได้แบ่งการนวดออกเป็นหลายประเภททำให้มีผู้สนใจวิชาการนวด และมีหมอนวดฝีมือดีจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในยุคกลางหรือยุคมืดซึ่งเป็นยุคสมัยของการเกิดศาสนาคริสต์ ความนิยมในการนาดเริ่มเลือน หายไปชนเดียวกับการจากไปของกองทัพโรมัน การกระทำต่อร่างกายถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดบาป ศาสตร์การนวดจึง หายไปในยุคนี้ แล้วจึงกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งอย่างช้า ๆ ในยุคฟื้นฟูหรือยุค Renaissance ในตวรรษที่ 16 นายแพทย์แพร์ (Pare) ซึ่งเป็นแพทย์หลวงสี่รัชสมัยของกษัตริย์ฝรั่งเศส ได้ใช้หลักการทางกายวิภาคศาสตร์และ
สรีรวิทยาในการนวดบำบัด สมัยนั้นมีแพทย์ผู้ประกอบอาชีพนวดเพื่อบำบัดเป็นจำนวนมาก และการนวดเพื่อบำบัด ได้แพร่ไปถึงชาวตาฮิติ ซึ่งกัปตันคุค (Captain Cook) ผู้ล่องเรือไปทั่วโลกได้บันทึกว่าเขาได้รับการนวดเพื่อรักษา อาการปวดร้าวที่ขาโดยชาวตาฮิติ ค.ศ. 1880 ต้นแบบการนวดแบบตะวันตกที่ได้รับมาตรฐาน หรือการนวดแบบสวีดิช (Swedish Massage) ได้เกิดขึ้นโดยเปอร์เฮนริค ลิง (Per Henrik Ling) บิดาแห่งการนวดเพื่อบำบัด ซึ่งเป็นแพทย์ชาวสวีเดน การนวด ดังกล่าวเป็นการพัฒนามาจากการนวดสำหรับการออกกำลังกายแบบยิมนาสติก หลังจากนั้นมีการพัฒนาเทคนิค การนวดแบบต่าง ๆ ทั่วทั้งยุโรปและอเมริกา และเกิดสถาบันการนวดอย่างมากมาย อีกทั้งยังมีการนวดเพื่อบำบัด เพื่อใช้รักษาทหารที่บาดเจ็บจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชื่อเสียงของการนวดตกต่ำลงเนื่องจากการนวดได้ถูกนำไปใช้ในเชิงธุรกิจมากกว่า เพื่อการบำบัด ร้านเสริมสวยที่อังกฤษจำนวนมากมีบริการการนวดและเปิดสอนการนวดทั่วไปอย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอาบ อบ นวด หรือเตอร์กิธบาท (Turkish Baths) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีขาขบริการทางเพศแฝงอยู่ ด้วย (วิชัย อึงพินิจพงศ์, 2551, น.19-23) ในช่วงปี ค.ศ.1921-1925 แมรี่ แมคมิลแลน (Mary McMillan) ได้เขียนตำรา “Massage and Therapeutic Exercise” โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้และทักษะการนวดเพื่อบำบัดร่วมกับการออกกำลังบำบัด ซึ่งความรู้ดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดให้แก่นักกายภาพบำบัดและมีการเรียนการสอน อย่างเป็นระบบที่โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในอเมริกา นอกจากนี้แมรี่ยังถือเป็นผู้ก่อตั้ง วิชาชีพกายภาพบำบัดในอเมริกาอีกด้วย (วิชัย อึงพินิจพงศ์, 2551, น.23) เนื้อหาในตำราของแมรี่ได้ถูกศึกษาและนำมาสอนในวิชาการนวดให้แก่นักกายภาพบำบัด โดยเจอร์ทูด เบียร์ด (Gertrude Beard) ในปี 1964 นอกจากนี้เขายังแต่งตำราชื่อ Principles and Techniques ซึ่งเป็นตำรา ที่นักกายภาพบำบัดทั่วโลกใช้เรียนจนกระทั่งปังจุบัน (วิชัย อึงพินิจพงศ์, 2551, น. 23) อย่างไรก็ตามสามารถสรุปช่วงระยะเวลาของประวัติการนวดในแต่ละช่วงเวลาสำคัญได้ ดังนี้ (วิชัย อึงพินิจ พงศ์, 255 1, น. 25-29) 3000 ปีก่อนคริสตกาล กังฟูแห่งเต๋าซือ (Cong-Fu of the Toa-Tse) เป็นหนังสือการนวดที่ เก่าแก่ที่สุด ได้ถูกกันพบ และในปี ค.ศ.1700 ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส 1800 ปีก่อนคริสตกาล ในประเทศอินเดียมีการค้นพบหนังสืออายุรเวท ในหนังสือมีเนื้อหา กล่าวถึง การนวดเพื่อสุนทรีย์ในชีวิต 776 ปีก่อนคริสตกาล มีบันทึกว่านักกีฬาโอลิมปิกมีการใช้การนวดและเชื่อว่าการนวดช่วยเพิ่มสมรรถนะ ในการเล่นกีฬา
500 ปีก่อนคริสตกาล แพทย์ชาวกรีกเฮโรดิคัส (Herodicus) มีชื่อเสียงจากการใช้การออกกำลังกายเพื่อ การบำบัด ได้ใช้การนวดเพื่อการบำบัดผู้ป่วย 460-380 ปีก่อนคริสตกาล ฮิปโปรเครติสริเริ่มความคิดว่าเชื้อโรคเกิดจากความไม่สมดุลของธรรมชาติ และคนเราสมารถนวดเพื่อซ่อมแซมร่างกายตนเองให้สมดุลกับธรรมชาติได้ รวมถึงการใช้การนวดแบบบดขยี้ (Friction) เพื่อรักษาอาการข้อเท้าแพลงอีกด้วย 100-44 ปีก่อนคริสตกาล มีการใช้เทคนิคการนวดแบบหยิกแล้วดึงที่ผิวหนัง (Pinching) เพื่อบรรเทา อาการปวดปลายประสาทและอาการชัก โดยเทคนิคดังกล่าว ได้ถูกใช้กับกษัตริย์แห่งโรมันจูเลียส ซีซาร์ ค.ศ. 130-201 กาเลน (Gale) แพทย์ชาวกรีกใช้วิธีการถูนวดตัวให้นักรบชาวกรีก ก่อนออกรบ ค.ศ. 50 แพทย์ชาวโรมัน ออร์ลัส คอร์เนลเลียส เซลเซียส (Aulus Cornelius Celsius) เขียนตำราแพทย์ 8 เล่มเกี่ยวกับการนวดเพื่อบำบัด ค.ศ. 228-337 คอนสแตนติน (Constantine) จักรพรรดิแห่งโรมันกล่าวว่าการนวด ในอ่างน้ำถือเป็น พฤติกรรมที่ไม่หมาะสมและนำมาซึ่งการประพฤติผิดในกาม ค.ศ 589-617 ราชวงศ์ซุยของจีนมีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดเพื่อรักษาโรค ค.ศ. 1300-1368 นายแพทย์กาย เดอร์ ชอว์เลียก ชาวฝรั่งเศส (Guy de Chauliac) ได้เขียนตำราที่ กล่าวถึงการนวดก่อนและหลังการผ่าตัดรักษา เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น ค.ศ. 1564-1626 ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) สังเกตว่าการนวดช่วยให้การไหลเวียนของ โลหิตดีขึ้น ค.ศ. 1660-1742 เฟรดดริค ฮอฟมาน (Friedrich Hoffman) แพทย์ประจำกษัตริย์ แห่งปรัสเซียแนะนำ และถวายการนวดบำบัดแก่ราชวงศ์ ค.ศ. 1776-1839 เปอร์ เฮนริค ลิง (Per Henrik Ling) ชาวสวีเดน ครูสอนยิมนาสติก เรียนรู้การนวด บำบัดเพื่อรักษาอาการข้อและเอ็นอักเสบของตน และก่อตั้งระบบยิมนาสติกทางการแพทย์ ค.ศ 1813 เปอร์ เฮนริค ลิง ใช้การนวดบำบัดให้แก่นักกีฬายิมนาสติก ที่สถาบันยิมนาสติกแห่งสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ค.ศ. 1839-1909 การนวดเพื่อบำบัดได้ถูกนำเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์โดยโจฮาน เมซเจอร์ (Johan Mezger) นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ริเริ่มวิธีการนวด แบบลูบไล้ (Effleurage) การบีบนวดกล้ามเนื้อ (Petrissage) และการสับด้วยสันมือ (Tapotement)
ค.ศ 1856 มาเธียส รอท (Mathias Roth) แพทย์ชาวอังกฤษได้สอนการนวด บำบัดให้แก่ ชาร์ลส์ ฟาเยท์ เทย์เลอร์ (Charles Fayete Taylor) และ จอร์จ เฮนรี่ เทย์เลอร์ (George Henry Taylor) เพื่อนำการนวดบำบัด ไปเผยแพร่ที่อเมริกา ค.ศ 1852-1943 จอนห์ ฮาร์วี เคลล็อก (John Harvey Kellogg) ผู้เขียนตำรา “Good Health” และใช้ การนวดบำบัดร่วมกับธาราบำบัดในอเมริกา ค.ศ 1884 รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชาร์โคท์ (Charcot) ชาวฝรั่งเศสได้แนะนำให้ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียง ใช้การนวดเพื่อบำบัดขณะที่บำบัดอาการทางจิตให้แก่คนไข้ ค.ศ. 1894 ที่ประเทศอังกฤษมีการก่อตั้งสมาคมอาชีพหมอนวด และมีการเขียนหลักสูตรการศึกษาการ นวดสากลและกำหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาการนวด ค.ศ. 1895 ซิกมันด์ ฟรอยด์ใช้การนวดเพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคฮิสทีเรีย ค.ศ. 1907 เอดการ์ เฟอร์ดินานด์ ไซเรียกช์ (Edgr Ferdinand Cyriax) ใช้วิธีจัดกระดูกรักษาผู้ป่วยร่วมกับ การนวดบำบัดตามแบบของ เปอร์ เฮนริค ลิง ค.ศ. 1913 ดร.วิลเลียม ฟิตเจอราล (William Fitzgerald) ตั้งทฤษฎีโซนบำบัด (Zone Therapy) ซึ่งพัฒนามาจากศาสตร์แห่งการนวดตามเขตสะท้อน (Reflexology) ค.ศ. 1917 ที่โรงพยาบาลเซนต์ โทมัส ประทศอังกฤษ นายแพทย์เจมส์ เมนเนล (James Menell) ใช้การนวดบำบัดร่วมกับการออกกำลังกายและการดัดข้อ ค.ศ. 1921-1925 แมรี่ แมคมิลแลน (Mary McMillan) ผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งวิชาชีพกายภาพบำบัด ในอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเคยเป็นหัวหน้านักกายภาพบำบัดที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์ วาร์ด และเขียนหนังสือชื่อ “Massage and Therapeutic Exercise” ค.ศ. 1929 อลิซาเบท ดิคกี้ (Elizabeth Dicke) นักกายภาพบำบัดชาวเยอรมัน ได้คิดค้นการนวดบำบัด แบบการนวดเนื้อเยื่อ (Connective Tissue Massage) หรือ Bindgewebs massage ค.ศ. 1930 สแตนเลย์ ลีฟ (Stanley Leif) ใช้วิธีการนวดที่เรียกว่า Neuromuscular Therapy' ค.ศ. 1932 อีมิล โวเคอร์ (Emil Voder) นักสรีรวิทยาชาวเดนมาร์ก ใช้การนวดชนิด Manual Lymph Drainage เพื่อลดบวมอักเสบจากความผิดปกติ ของการไหลเวียนของน้ำเหลือง ค.ศ. 1940 บุตรของเอดการ์ เฟอร์ดินานด์ ไซเรียกช์ ชื่อว่าเจมส์ ไซเรียกส์(James Cyriax) ใช้วิธีการนวด บำบัดแบบบดขยี้ขวางแนวเนื้อเยื่อ (Deep Transverse Friction) เพื่อลดการยึดติดของพังผืด ค.ศ. 19433 ที่อเมริกามีการก่อตั้งสมากมหมอนวดแห่งชิคาโก ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมหมอนวด แห่งอเมริกา (American Massage Therapy Association)
ค.ศ. 1950 นักกายภาพบำบัดของอมริกาสองท่าน ฟรานซิส แรพแผน (Francis Tappan) และ เจอร์หด เบียร์ด (Gertrude Beard) ได้แต่งตำราและบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับการนวดเพื่อสอนนักกายภาพบำบัด และใช้ เรียนอย่างเป็นสากลจนถึงปัจจุบัน ค.ศ. 1990 กระแสการดูแลสุขภาพแบบองค์รามกลับมาอีกครั้ง องค์ความรู้เกี่ยวกับการนวดเพื่อฟื้นฟู ร่างกายและจิตใจได้ถูกวิจัยและเผยแพร่มากมาย มีการใช้นวดเพื่อบำบัดให้แก่ผู้ป่วยต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยโรคข้อ และกระดูก ผู้ป่วยโรครื้อรัง ผู้ป่วยโรคเครียดและกังวล เป็นต้น ความเป็นมาของการนวดแผนไทย สำหรับชาวไทยการนวดถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณ โดยมีจุดกำเนิดมาจาก การช่วยเหลือตัวเอง และคนในครอบครัวเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย โดยใช้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาข เช่น ศอก ข้อมือ ข่า ช่วยในการ นวด ความชำนาญจากการลองผิดลองถูกในการนวดตนเองและญาติพี่น้อง ทำให้ผู้ที่นวดกลายเป็นที่รู้จักจน กลายเป็นหมอนวด และมีคนจากต่างถิ่นมาใช้บริการ (วินัย อึงพินิจพงศ์, 2551, หน้า 9) เชื่อกันวการนวดไทยมีมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่การแพทย์ แผนไทยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการตั้งกรมหมอนวด หมอตา และหมอเด็ก ชาวบ้าน นิยมการรักมาด้วยการนวดและการใช้สมุนไพร ในยุคนี้มีการแต่งตำราการนวดและมีการ เรียนการ สอนนวดอย่างเป็นระบบ แต่เมื่อเข้าสู่สมัยกรุงธนบุรีเกิดสงครามมากมาย ทำให้ตำราการแพทย์ต่าง ๆ ถูกเผาทำลายรวมถึงตำราการนวดไทยด้วย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ภาวะหลังสงครามทำให้ เอกสารและวิชาความรู้ แพทย์แผนไทยบางส่วนได้สูญหายไป ตลอดจนหมอหลวงถูกจับไปเป็นเชลย รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์ วัดโพธาราม และสถาปนาให้เป็นวัดหลวงนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) โดยโปรดให้สร้างภาพ ฤาษีดัดตนเพื่อให้ประชาชนศึกษา และนำไปปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมผู้มีความรู้ ด้านการแพทย์เพื่อจารึกตำรายาสมุนไพรไว้รอบศาลารอบอุโบสถ สมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ให้วัดโพธิ์เป็นวิทยาลัยของปวงชน และปั้นรูปฤาษีดัดตนโดยหล่อด้วยสังกะสีผสมดีบุกเพิ่มจนครบ 80 ท่า ตลอดจนจารึกสรรพวิชการนวดแผนไทยลงบนหินอ่อน 60 ภาพบนผนังศาลาและบนเสาภายในวัดโพธิ์ เพื่อแสดง ถึงจุดนวดอย่างละเอียด การแพทย์แผนไทยเสื่อมความนิยมลงในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากประเทศไทยเริ่มติดต่อค้าขายกับ ชาวตะวันตกมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและนำการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ อย่างไรก็ตามการนวดแผน ไทยยังคงมีสืบต่อมาแม้จะไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ถึงแม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 จะมีหมอนวดที่มีฝีมือไม่ น้อยแต่การถ่ายทอดวิชาความรู้มีไม่มาก โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชบัญญัติการแพทย์เพื่อควบคุมการ ประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2466 เป็นครั้งแรกเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากผู้ประกอบอาชีพที่ไม่มีความรู้ ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากยกเลิกการรักษาเนื่องจากกลัวจะถูกจับจึงได้เลิกทำอาชีพนี้ เป็นเหตุให้การแพทย์
แผนไทยหายไปเป็นจำนวนมาก สมัยรัชกาลที่ 7 มีปัญหาการขาดแคลนยากจนจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีการศึกษาวิจัยสมุนไพรเพื่อใช้รักยาโรคบางชนิด เมื่อสิ้นสงดรามรัฐบาลจึงมีโยบายให้กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรมผลิตยาสมุนไพร การแพทย์แผนไทยกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทยขึ้นครั้งแรกและมีการจัดพิมพ์ ตำราแพทย์และตำรายาจากตำราคัมภีร์เก่า ๆ ที่มีการรวบรวมไว้ทำให้การแพทย์แผนไทยได้รับความสนใจอีกครั้ง (มหาวิทยาลัยสุโขทับธรรมมาธิราช, 2551, น. 11) กล่าวกันว่าการถ่ายทอดความรู้เรื่องการนวดของคนในยุคก่อน มิได้ทำกันอย่างเป็นระเบียบแบบแผน หรือมีสอนกันตามโรงเรียนหรือศูนย์สุขภาพชนในปัจจุบันนี้ สมัยก่อนการสืบ ทอดวิชาการนวดจะกระทำกันภายในครอบครัวหรือเครือญาติ โดยผู้ถ่ายทอดจะพิจารณาหาผู้ที่เหมาะสม มีร่างกายแข็งแรง มีความตั้งใจและสนใจที่จะเรียนวิชาการนวด จากนั้นจึงทำการไหว้ครูและจึงทำการเรียนการ สอนตัวต่อตัวโดยเริ่มที่การฝึกความแข็งแรงของกำลังนิ้ว จุดนวด เส้น ประตูลม และท่านวดต่าง ๆ และลองฝึก ปฏิบัติกับผู้สอนและเฝ้าดูการนวดของผู้สอนเพื่อให้มีประสบการณ์ (วิชัย อึ้งพินิงพงศ์, 2551, น. 13) รูปแบบการนวดที่นิยม รูปแบบการนวดที่นิยมในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ การนวด แบบตะวันออก และการนวดแบบตะวันตก ซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือ เพื่อให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย หรือเพื่อการบำบัดรักษา รูปแบบการนวดที่นิยมและสามารถพบเห็นได้บ่อยมีดังนี้ 1. การนวดไทย (Thai Massage) เป็นการแพทย์แผนไทย หรืออายุรเวชแผนโบราณ ซึ่งได้รับความนิยม แล พบมากในธุรกิจสปาในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ชัดจน และ กิริยามารยาทที่สุภาพอ่อนน้อมของผู้ให้บริการ การนวดไทยสามารถแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ การนวดแบบ ทั่วไป หรือการนวดแบบเชลยศักดิ์ ซึ่งเป็นการนวดให้แก่ บุคคลทั่วไปและเป็นการนวดตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มี การสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ และการนวดแบบราชสำนัก ซึ่งเป็นการนวดสำหรับกษัตริย์ และเจ้านาย ขุนนาง ชั้นสูงในวัง ก่อนทำการนวดจะมีการตรวจและวินิจฉัยโรค รวมถึงการชักประวัติโรคประจำตัว อาการเจ็บป่วยว่า ผู้รับบริการสามารถนวดได้หรือไม่ หรือมีข้อควรระวังอย่างไร การนวดไทยเป็นการนวดเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อ สุขภาพภายในและภายนอกร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ ระบบการหายใจ ระบบ การไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง และระบบทางเดินอาหาร สำหรับผู้ที่จะมาเป็นพนักงานนวดไทยควรผ่านการ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวจะมี 3 ระดับ ได้แก่ 1) สามารถนวดผ่อนคลาย 2) สามารถนวดผ่อนคลาย และนวดก็เพื่อสุขภาพบำบัดโรคทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น 3) สามารถนวดรักษาโรคได้ ทั้งนี้ะมีการวินิจฉัยตามหลักแพทย์แผนไทย และรักษาโรคใน
กลุ่มที่สามารถรักษาหายขาดกลุ่มเพื่อบรรเทาอาการ และกลุ่มเพื่อป้องกันหรือแก้ไขโรคแทรกซ้อน ทั้งนี้มาตรฐาน ทั้ง 3 ระดับกำหนดให้ผู้ทดสอบต้องมีความรู้เกี่ยวกับข้อห้าม และข้อระวังในการนวด 2. การนวดฝ่าเท้า (Foot Massage) เป็นรูปแบบการนวดที่ได้รับความนิยม และพบได้มากในธุรกิจสปา บางครั้งอาจเรียกว่า การนวดเท้าหรือการนวดฝ่าเท้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ การนวดเท้ามีกำเนิดใน ประเทศจีนประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว แต่รูปแบบการนวดเท้าในประเทศจีนไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงทำ ให้ศาสตร์ดังกล่าวมีการใช้น้อยลง (ม. อึ้งอรุณ, 2553, น. ) ส่วนอียิปต์ก็เป็นอีกหนึ่งชนชาติที่มีหลักฐานในภาพ ฝาผนังเกี่ยวกับการกดจุดที่ฝ่าเท้าเพื่อรักษาโรค (บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, 2547, น. 14) รูปแบบการนวดเท้าใน ประเทศไทยที่นิยมมี2 รูปแบบ คือการนวดเท้าแบบไทย หรือการนวดเท้าเพื่อสุขภาพ และการนวดกดจุดสะท้อน ที่ฝ่าเท้า (เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, 2549, น.) การนวดกดจุดสะท้อนที่ทำซึ่งมีพื้นฐานมาจากการกดจุด โดยจะเป็น การนวดหรือกดไปที่จุดบนฝ่าเท้าซึ่งสะท้อนผ่านไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกาย 62 จุด ทำให้ร่างกายมีการ ปรับสภาวะสมดุลทำให้สุขภาพดีขึ้น ทั้งการนวดกดจุดสะท้อนที่เท้าและการนวดเท้าแบบไทยจัดเป็นศาสตร์ การแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลาย ส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ป้องกันการเกิดโรค และแก้ไขปัญหา สุขภาพได้บางชนิด แต่ไม่สามารถแก้ไขโรคติดเชื้อได้ ผู้นวดต้องมีความรู้เรื่องของจุดต่าง ๆ ที่ฝ่าเท้าจะส่งผลต่อ อวัยวะส่วนใดของร่างกาย และจำต้องลงน้ำหนักมากน้อยเพียงใดเพื่อให้เกิดผลการรักษา 3. การนวดชิอัตสึ (shistsu) มาจากภาษาญี่ปุ่น คือ คำว่า “ชิ” ซึ่งหมายถึง “นิ้ว” และ “อัตสึ” ซึ่งหมายถึง “การกด” ดังนั้น ชิอัตสึ มีหมายความว่า “การกดด้วยนิ้ว” แต่จริง ๆ แล้วสามารถใช้ส่วนอื่นของ ร่างกายได้เช่น ข้อศอก หรือเข่า (พิสิฐ วงศ์วัตนะ, 2537, น. 78) ชิอัตสึ เป็นการนวดแบบญี่ปุ่นที่ใช้หลักการแบบ ลัทธิเซ็น (Zen) โดยผู้คิดค้นคือ โทกูจิโร นามิโคชิ (Tokuiro Namikoshi) ในปี 1940 (Bailey, Harcup & Harrington, 2005, p. 105) การนวดแบบชิอัตสึแฝงปรัชญาธรรมชาติ โดยยืดหลักของความสมดุลแห่งธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และโลหะ ถือว่าเป็นการนวดแบบองค์รวมที่ผู้นวดต้องมีความเข้าใจเรื่องลมปราณของธาตุทั้ง ห้าเป็นอย่างดี ชิอัตสึมีพื้นฐานเช่นเดียวกับการฝังเข็มของจีนที่จะใช้เข็มฝังลงบนจุดสำคัญของร่างกายแต่ชิอัตสึเป็น การกดโดยใช้น้ำหัวแม่มือนิ้วอื่น ๆ และฝ่ามือแทนราวศตวรรษที่ 18 ชิอัตสึเริ่มพัฒนาขึ้นในลักษณะของการ ผสมผสานระหว่างการฝั่งเข็มและการนวดแบบตะวันออกที่เรียกว่า “แอมม่า” ("แอม" คือ การกด และ "ม่า" คือ การลูบ) ซึ่งเป็นการใช้นิ้วและฝ่ามือแทนการใช้เข็ม กดและลูบที่ร่างกายบนจุดที่เจ็บ จุดต่าง ๆ เสมือนประตูที่ปิด กั้นพลัง เมื่อถูกกระตุ้นจากการกดก็เหมือนประตูถูกเปิดออกทำให้พลังสามารถหมุนเวียนเข้าไปได้ (เพ็ญศรี ทองใหญ่ ณ อยุธยา, 2550, น. 30) ถึงแม้ว่าพื้นฐานของชิอัตสึจะเหมือนกับการฝั่งเข็ม แต่ในขณะที่ประโยชน์หลักของการฝั่งเข็มคือการรักษา ความเจ็บป่วย แต่ชิอัตสึจะเน้นการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี นอกจากนี้ข้อดีของชิอัตสึ ถือโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
น้อยกว่าการฝังเข็ม การฝังเข็มหากทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้เนื้อเยื่อฉีกขาดได้ ชิอัตสึสามารถนวดได้วันละครั้งและไม่ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ หรือน้ำมัน ผู้ใดมีพื้นฐานของชิอัตสึก็สามารถใช้ปฏิบัติเพื่อบำบัดตนเองได้ ในขณะ ที่การฝั่งเข็ม ถึงแม้จะเรียนพื้นฐานมาแต่คงต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์ถึงจะฝั่งเข็มตนเองได้ หรือบางครั้งก็ไม่ สามารถบำบัดตนเองได้ต้องให้ผู้อื่นรักษาแทนการนวดแบบชิอัตสึจะช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความผ่อนคลายระดับ ลึกเป็นการบำบัดร่างกายและจิตใจ(บุษบง จำเริญดารารัศมี, 2548, น.32) 4. การนวดทุยนา (Tuina) เป็นศาสตร์การบำบัดรักษาโรคของจีนโบราณที่สืบทอดกันมา หลายพันปี โดยมีหลักฐานการใช้ศาสตร์ดังกล่าวในบันทึก "หวงตี้เจ่ยหนิง" ซึ่งเป็นบันทึกการแพทย์แผนจีน ในบันทึกกล่าวถึง การรักษาผู้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและหดลีบ เนื่องจากความผิดปกติของเลือดลม โดยใช้วิธีบำบัดด้วยการนวด แบบทุยนาและการฝึกชี่กงควบคุมกัน (พีรยุ ดีประเสริฐ,2550, น. 9-10) นอกจากนี้การนวดทุยนาช่วยบำบัดอาการ นอนไม่หลับ ปวดหัว เจ็บกระดูกสันหลัง แน่นหน้าอก ใจสั่น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตทำให้กล้ามเนื้อ ไขข้อ เส้นเอ็นแข็งแรง เป็นต้น ข้อดีคือสะดวก ง่าย ไม่มีผลข้างเคียงและอันตราย การนวดประเภทนี้จะใช้กำลังจากฝ่ามือนวด กระตุ้นเส้นประสาท ส้นลมปราณเพื่อให้ส่งสัญญาณไปยังสมอง และสมองสั่งการไปยังบริเวณที่ เจ็บปวด ทำให้ อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ หรือเป็นการปรับสมดุลของหยิน หยางในร่างกายนั่นเอง ผู้นวด จะต้องใช้แรงและพลังอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เทคนิคการนวด แบบทุยนา ถือการจับกำ การกด การจี้ และ การถู โดยใช้นิ้วมือ ข้อนิ้วฝ่ามือ ข้อศอก (สุวิชญ์ ปรัชญา ปารมิตา, 2541, น. 429) ปัจจุบันการนวดทุยนาได้รับ การพัฒนาและถูกนำมาใช้รักษาโรคทั้ง ทางด้านอายุเวช ศัลยศาสตร์ สูตินารีเวช กุมารเวช และเป็นที่นิยมอย่าง มากในหลายประเทศ ตลอดจนมีการค้นคว้าและวิจัยเพื่อนำการนวดทุยนาไปใช้กับการแพทย์แขนงอื่น ๆ อีกด้วย 5. การนวดสวีดิช (Swedish Massage) บางครั้งเรียกว่าการนวดน้ำมัน ถือเป็นต้นแบบของการนวดแบบ สมัยใหม่ที่รู้จักกันดีทั่วโลก และนิยมกันมากในธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ ผู้คิดค้นคือ Per Henrik Ling (พอร์ เฮนริค ลิง) ซึ่งใช้เริ่มแรกกับนักกีฬายิมนาสติกผสมผสานกับความรู้เกี่ยวกับ โครงสร้างของสรีระของร่างกาย เพื่อรักษา อาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย การนวดแบบสวีดิชเป็นเทคนิคการนวดตามหลัก กายภาพต่อเนื้อเยื่อร่างกาย เพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ ประสาท การหายใจ การไหลเวียนของโลหิต ซึ่งทำให้ร่างกายตื่นตัวการนวดประเภทนี้จะลงน้ำหนักแต่ผิวชั้นบนนวดหนักและเร็วสลับ กับเทคนิคการนวดแบบอื่น ๆ ร่วมกับการนวดนั้นเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างมือผู้นวดและผิวของผู้รับบริการ (สุวิชญ์ ปรัชญาปารมิตา, 2541, น. 422) 6. การนวดน้ำมัน หรือการนวดสุคนธบำบัด (Aromatic Massage) เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลาย โดยเป็น วิธีการนวดแบบลูบวนและคลึง พบมากในสปาแบบตะวันตก คล้ายการนวดแบบสวีดิช แต่ใช้น้ำมันหอมระเหยที่
สกัดได้จากพืชพรรณธรรมชาติเท่านั้นร่วมกับการนวด นอกจากน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ทำให้อวัยวะในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เช่น ระบบไหลเวียนโลหิตสูบฉีด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น กล้ามเนื้อคลายตัว เพิ่มพลังทางเพศ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน เป็น ต้น อย่างไรก็ตามผู้นวดควรให้คำแนะนำว่าน้ำมันหอมแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร และเหมาะกับผู้รับบริการ หรือไม่ บางคนอาจมีโรคประจำตัวที่น้ำมันหอมระเหยบางกลิ่นอาจทำให้อาการกำเริบได้ เช่น โรคลมชัก โรคหัวใจ โรคลมบ้าหมู เป็นต้น 7. การนวดแบบอื่น ๆ เช่น การนวดเซลลูไลท์ (Cellulite Massage) เป็นการนวดที่ทำให้เปราะของเซลลู ไลท์อ่อนตัวลง การนวดด้วยหิน (Stone Massage) เป็นการใช้หินบำบัดรักษาโดยจะวางหินร้อนบนร่างกาย และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในร่างกาย การนวดผ่อนคลายนักกีฬา (Sport Mac) เป็นการนวดให้นักกีฬาเพื่อ รักมาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ การเพิ่มพลังให้ล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่น การนวดจุด (Spot Massage) เป็นต้น ประโยชน์ของการนวด การนวดถือเป็นการบำบัดร่างกายที่เรียบง่ายที่สุดของมนุษย์ ประโยชน์ของการนวดนั้นส่งผลทั้งต่อร่างกาย และจิตใจดังนี้ (สุวรรณา รู้คนเสถียร, 2549, น. 120) 1. กระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิต ทำให้มีออกซิเจนและสารอาหารหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย 2. ระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ยืดหยุ่นและข้อต่อไม่ติดยึด 3. กระตุ้นระบบกรทำงานของน้ำหลือง ป้องกันและขับของเสีย รวมทั้งสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณสดใส คลายความเหนื่อยล้า 4. ลดอาการบวมน้ำ โดยการขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายโดยฉพาะบริเวณข้อต่อและเท้า 5. กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรค 6. ผ่อนคลายจิตใจคลายความวิตกกังวลและความตึงเครียด ช่วยให้หลับสบาย การนวดอาจกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาอาการปวดวิธีแรกที่มนุษย์เรารู้จัดตังแต่โบราณกาล เป็นวิธีทาง ธรรมชาติที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ปวดตรงไหนก็ถู บีบนวดตรงนั้น ต่อมามีการสั่งสมประสบการณ์จนเป็นศาสตร์ หนึ่งในการรักษา สำหรับการนวดแผนไทย หรือบางครั้งเรียกนวดแผนโบราณ มีบันทึกตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาเจริญรุ่งเรืองมากสมัยอยุธยา แล้วจืดจางลงเมื่อแพทย์แผนใหม่เข้ามาสู่ประเทศของเรา ปัจจุบันกลับได้รับความ นิยมอย่างมากอีกครั้งเนื่องจากสรรพคุณที่ปรากฏให้เห็นที่น่าประหลาด คือ คนที่เห็นคุณค่ากลับเป็นคนต่างชาติ
การนวดแบ่งตามสรรพคุณออกเป็น 3 อย่าง คือ นวดเพื่อสนุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษาและนวดเพื่อ การฟื้นฟูสรรถภาพ นอกจากนี้การนวดแผนโบราณยังแบ่งออกได้ตามกรรมวิธีการนวดเป็น 2 อย่างใหญ่ ๆ คือ นวดเชลยศักดิ์ และนวดราชสำนัก บางแห่งแบ่งนวดฝ่าเท้าออกมาต่างหาก การนวดจับเส้นเป็นอันเดียวกับการนวดแบบเชลยศักดิ์ เช่น นวดรักษาอาการปวดเมื่อย ที่เรียกว่าเส้นจม ถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพก็นวดได้ทุกคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะการนวดสามารถกระตุ้นระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำให้กระปี๋กระเปร่า ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย ถานวดเพื่อการบำบัดรักษา จะมีประโยชน์มาก ในกลุ่มอาการปวด โดยเฉพาะปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดคอ ปวดคอ โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่ ในระยะที่มีไข้ไม่ควรนวดเพราะกล้ามเนื้อยอก ระบบได้ง่าย ปวดข้อและกล้ามเนื้อที่อยู่ในระบบเฉียบพลัน เช่น มีอาการปวดมาก บวม แดงร้อนของข้อ ให้หลีกเลี่ยงจนกว่าอาการจะทุเลาก่อน ผู้ที่มีภาวะข้อหลวมหรือเคลื่อน เช่น ผู้ป่วยไขข้อรูมาตอยด์ ผู้ที่มีกระดูก สันหลังเคลื่อน ไหล่หลวม ควรหลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณนั้น บริเวณใกล้เคียงสามารถนวดแต่ต้องให้ ความระมัดระวังโดยไม่นวดรุนแรงและหลีกเลี่ยงการดัด บริเวณที่กระดูกหักยังไม่ติดสนิท เพราะความแข็งแรง อาจจะยังไม่เพียงพอต่อแรงนวด บริเวณที่ใส่ข้อเทียมควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรง สตรีตั้งครรภ์ไม่นวดที่ท้อง ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง ผู้ที่มีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ หรือเป็นก้อนเลือดในกล้ามเนื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เคยนวดไทยมาก่อนนวดครั้งแรก ๆ หรือผู้ที่กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่แน่ใจ ทำให้ กล้ามเนื้อเกร็งไม่ผ่อนคลายขณะถูกนวด มักจะเกิดอาการปวดยอกระบบกล้ามเนื้อได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้ มักจะหายไป ใน 2 - 3 วัน หลังจากนั้นจะกลับรู้สึกสบายหายปวดเมื่อย แต่ถ้าอาการยังมากควรปรึกษาแพทย์ ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้นวด ผู้นวดจะต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานทางกายวิภาคและวินิจฉัยโรค หรือภาวะต่าง ๆ ที่เป็นข้อห้ามหรือข้อควรระวัง อาจจะดูได้จากหลังสูตรหรือใบประกาศที่ผู้นวดได้ผ่านการอบรม มา ตลอดจนสถานบัน ส่วนประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความชำนาญของผู้นวด ผู้ที่มีประสบการณ์ การนวดเวลานวดจะให้ความรู้สึกที่นิ่งดูนุ่มนวลถึงแม้จะหนัก สามารถทราบได้ว่าควรใช้แรงนวดหนักเบาต่างกัน ในแต่ละราย ผู้ที่ชำนาญในการนวดจะมีผลงานการนวดดีมาก เรียกฝีมือดี ตามศัพท์พื้นบ้านว่ารสมือเด็ด นอกจากนี้ยังขึ้นกับสถานที่ ควรเป็นสถานที่ที่สะอาดและบรรยากาศผ่อนคลาย การนวดจะนวดบ่อยครั้งหรือไม่ ไม่มีหลักตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้านวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพอาทิตย์ละครั้ง หรือ สองอาทิตย์ครั้ง ถ้านวดเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อยควรนวดวันเว้นวัน เมื่ออาการทุเลาก็ทิ้งช่วงห่างขั้น จนอาการหายก็หยุดนวด ในกรณีนี้ไม่ควรนวดทุกวันเพราะต้องการให้กล้ามเนื้อได้พัก
3.1 ประเภทของการนวดจับเส้น การนวดจับเส้นมี 6 แบบ 1. เส้นลอย ลักษณะของเส้นลอย จะร้อนตรงจุดที่ปวดเมื่อยโดยไม่มีสาเหตุจากอุบัติเหตุหรือตกกระแทก หากเราปวดเมื่อยตรงไหนนวดอย่างไรก็ไม่หายก็เรียกว่าเส้นลอย 2. เส้นจม แยกได้ 2 แบบ ได้แก่ 2.1) เส้นจมอย่างเดียว ลักษณะ คือมีรอยบุ๋มตามเส้น หรือแนวเส้นนิ่ม หรือตามเส้นตามกล้ามเนื้อหมด แรง หรือเมื่อยลึก ๆ เจ็บติด ๆ ขัด ๆ วิธีการจะใช้เทคนิคของการเขย่าเส้นให้นิ่ม แล้วงัดเส้นขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เส้น เต็ม หากมีรอยบุ๋มจะหายไป 2.2) เส้นจมผสมเส้นลอย ในส่วนของเส้นจมผสมเส้นลอย ลักษณะอันนี้ คือไม่ใช่เส้นจมที่นวดได้ เวลาแตะ ไปยังไม่ได้นวดจะร้องเจ็บเลย 3. เส้นติด คือ เส้นติดกระดูก ลักษณะคือ จะปวดเมื่อยมากนวดอย่างไรก็ไม่หาย ทรมานมาก ต้องงัดออก จากกระดูกให้ได้ ลักษณะการงัดถ้างัดครั้งเดียวให้หลุดเลยจะเจ็บมาก หากงัด 2 ถึง 3 ครั้งจะเบาหน่อย หมอจะถามผู้ป่วยว่ากลัวเจ็บไหม หากกัดฟันทนยอมเจ็บครั้งเดียวก็จะหาย หากกลัวเจ็บจะต้องทำถึง 2 ถึง 3 ครั้ง ก็จะหลุด 4. เส้นตก คือ อาการปวดตามข้อต่าง ๆ นิ้วมือ นิ้วเท้า กระดูกไขสันหลังนวดอย่างไรก็ไม่หาย เส้นหย่อน เคลื่อนลงไปในร่องเรียกว่าเส้นตก เทคนิคอันนี้จะยากมาก ใช้แค่ปลายนิ้วค่อย ๆ คลึงเบา ๆ จนหลุดขึ้นมา ถึงจะหาย 5. เส้นพลิก คือ กระดูกพาเส้นพลิกไปได้ ลักษณะ คือ ข้อเท้าแพลง หรือคอตกหมอน ลักษณะเราทำให้ กระดูกเคลื่อนพาเส้นเราไปด้วย วิธีแก้ คือการจัดกระดูกก่อน จากนั้นค่อย ๆ จับเส้นกลับที่เดิม 6. ลมเข้าเส้น ลักษณะจะแสดงออกถึงอาการบวม กดบุ๋ม คือ มีลม สังเกตเห็นได้ง่าย อาจจะเกิดอยู่ทั่วไป ลมขัดอยู่ตามเส้น พาเส้นบวมขึ้นมา อาจจะเป็นตามท้องทำให้ท้องตึง แน่นตามแขนขา แก้โดยวิธีการเปิดประตูลม ไล่ลมตามเส้น หากถูกวิธีจะมีการผายลมยาวร่วมด้วย 3.2 คุณสมบัติของหมอพื้นบ้าน การที่จะเป็นหมอพื้นบ้านได้นั้นใช่ว่าทุกคนจะเป็นกันได้ ผู้ที่จะเป็นหมอพื้นบ้านนั้นจะต้องมีคุณสมบัติ หลายประกาตลอดจนต้องผ่านการสั่งสมการเรียนรู้ถึงวิธีการวินิจฉัยโรค และวิธีรักษามาแล้วเป็นวลานาน โดยทั่วไปแล้วการเรียนรู้และการถ่ายทอดตำรตลอดจนวิธีการรักษาจะถ่ายทอดกันอยู่ในตระกูลจากพอมาสู่ลูกหรือ จากไปสู่หลานแต่กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้ตายตัวเสมอไปเพราะมีหมอพื้นบ้านบางคนถ่ายทอดวิชาการต่าง ๆ แก่บุคคลอื่น ที่มาสมัครเป็นศิษย์หรือหมอพื้นบ้านบางประเภท เช่น หมอลำฟ้าหรือนางเทียม ก็จะถ่ายทอดวิชาให้กับบุคคลที่ถูก
เลือกโดยผีฟ้าที่มาเข้าทรงอยู่ในตัวหมอพื้นบ้า คุณสมบัติขงผู้ที่จะเป็นหมอพื้นบ้านนั้นที่สำคัญต้องเป็นคนสุขุมเยือก เย็น เฉลี่ยวฉลาด มีคุณรรมประจำใจ มีเมตตาจิตในการรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยไม่ถือชั้นวัณณะ และถือว่า การรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นถือเป็นการประกอบกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 3.3 ประเภทของหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้านเป็นสถาบันทางสังคมที่อยู่คู่กับชุมชนอีสานเสมอมา โดยเฉพาะชุมชนชนบทและ นับว่ามี ความสำคัญยิ่งในการบำบัดความเจ็บไข้ได้ป่วยของชาวบ้านในชุมชน หมอพื้นบ้านซึ่งมีบทบาท ในการให้การรักษา โรคหายเจ็บไข้นั้นมีหลายประเภทตั้งแต่หมอทำนายทายทัก และชี้แนะเรื่องความ เจ็บป่วยและความเคราะห์ร้าย หรือที่เรียกกันว่า "หมอมอ" ถ้าความเจ็บป่วยหรือความเคราะห์ร้ายนี้เป็นเรื่องของดวงชะตาก็มี "หมอสูด" เป็นผู้ แต่งแก้ (สะเดาะเคราะห์) ถ้าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องการ กระทำผิดต่อสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้แก่ผิดผีเชื้อผีนาก็มี "หมอธรรม" เป็นผู้ให้การบำบัดปัดเป้า ถ้าทำ ผิดต่อปู่ผีตาจะทำให้เกิดเคราะห์หรือเจ็บป่วยขึ้นก็ต้องไปหา "เฒ่าจ้ำ" เป็นต้น หมอพื้นบ้านในอีสาน นั้นมีอยู่หลายประเภทและแต่ละประเภทก็จะมีบทบาทวิธีการในการรักษา โรคภัยไข้เจ็บที่แตกต่างกัน ออกไปตามแต่วิธีการที่หมอแต่ละคนได้ศึกษามา ในการแยกประเภทของหมอพื้นบ้านนี้ ได้แยกตามวิธีการรักษาของหมอ ซึ่งมีวิธีการรักษาไม่เหมือนกัน 1. หมอไสยศาสตร์ รักษโรคโดยวิธีการทางไสยศาสตร์แยกออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้ 1.1 หมอดู หรือ หมอมอ เป็นหมอดูฤกษ์ยาม ทายโชคชะตาราศีตามหลักโหรศาสตร์ ดูสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บว่าอาจเกิดจากการ กระทำของผีต่างๆ ชาวบ้านมีเรื่องไม่สบายใจ มาปรึกษาหมอมอให้ช่วยทำนายและชี้แจงว่าควรทำอะไรจึงจะหาย จากอาการ ถ้ามีเคราะห์หมอก็แนะให้ทำการสะเดาะเคราะห์นอกจากดูเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หมอมอยังสามารถดูถึง สิ่งของที่สูญหายได้ด้วย 1.2 หมอจ้ำ หรือ เฒ่าจ้ำ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการบวงสรวง สังเวยผี และเทวดาประจำหมู่บ้านหรือผีตาเป็นผู้ช่วย สื่อสารระหว่างคนกับผี เป็นผู้ช่วยแก้ไขไถ่โทษแก่ชาวบ้านกรณีทำผิดผีบ้านหรือผีบรรพบุรุษ 1.3 หมอสูด หรือ หมอทำขวัญ เป็นผู้มีความรู้และความสามารถในการขับกล่อมขวัญ สู่ขวัญ หรือเรียกขวัญ ชาวบ้านเชื่อกันว่าขวัญเป็น สิ่งที่มองไม่เห็นแต่อยู่ภายในร่างกายของคนยามปกติ เป็นสิ่งทำให้ร่างกายคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคน เจ็บป่วยหรือตกใจ ขวัญจะออกจากร่างกาย ชาวบ้านจึงต้องทำพิธีเรียกขวัญ หรือสู่ขวัญ เพื่อให้ขวัญนั้นกลับมาอยู่ ในร่างกายตามเดิม และผูกมัดขวัญให้อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยสายสิญจน์ บางครั้งก็ทำพิธีสู่ขวัญให้แขกผู้มาเยือน
หรือผู้ที่จะออกนอกหมู่บ้าน เดินทางไกลเป็นเวลานานๆ หรือสู่ขวัญให้สัตว์ สิ่งของด้วย เช่น สู่ขวัญวัว สู่ขวัญควาย สู่ขวัญข้าว เป็นต้น 1.4 หมอธรรม เป็นผู้ที่เรียนรู้วิชอาคมแลปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเคารพนับถือ สามารถขจัดปัดเป้าผี ร้ายเมื่อเกิดการเจ็บป่วยอันมีสาเหตุมาจากการถูกผีร้ายกระทำ เช่น ผีปอบ ผีโพง ชาวบ้านมักจะมาให้หมอรรมผูก ฝ้าย รดน้ำมนต์ พร้อม ๆ กับการรักษาด้วยสมุนไพร 1.5 หมอลำผีฟ้า นางเทียมและหมอลำทรง หมอลำผีฟ้า นางเทียมและหมอลำทรง เป็นการลำในพิธีกรรมรักษาโรค โดยวิธีขับร้องประกอบเสียงดนตรี (แคน ฉิ่ง ฉาบ) หมอลำส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง การรักษาแบบนี้มักเป็นวิธีท้าย หลักจากที่รักษาโรคด้วยวิธีต่างๆ ได้ผล แล้ว พิธีกรรมลำผีฟ้าจัดขึ้นหลังจากที่หรือหมอทรง แจ้งสาเหตุแห่การเจ็บไข้ให้เจ้าของไข้ทราบแล้ว หรือไม่ก็ลัด ขั้นตอนจัดพิธีกรรมลำผีฟ้าเลย โดยไม่ต้องลำส่องก็ได้ ลำผีฟ้ามีชื่อเรียกอื่นๆ อีกคือ ลำผีไท้ ลำไท้เทิง ลำผีแถน 1.6 หมอผี เป็นผู้นำกรรักษาผู้ป่วยที่สงสัยว่าเกิดจกการกระทำของผีร้ายต่างๆ โดยใช้คาถาอาคมและเวทย์มนต์ต่างๆ ขับไล่ผีออกจากร่างผู้ป่วย 1.7 หมอสะเดาะเคราะห์ เป็นผู้ทำพิธีกรมเพื่อแก้ไขหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ ที่ชาวบ้านถือกันว่านำโรคภัยมาสู่ตนและครอบครัว เช่น ฝันไม่ดี ถูกของเสกต่างๆ มีสัตว์รังเกียจข้ามาในบ้าน เช่น เหี้ย แร้ง เป็นต้น การสะเดาะเคราะห์ส่วนใหญ่มักกระทงกาบกล้วยรูปสี่เหลี่ยมใส่ตอกไป เทียน อาหาร หมาก พลู ตุ๊กตา (แทนคนที่สะเดาะเคราะห์) ด้าวสายสิญจน์ประดับธงริ้วต่างๆ หมอสะเดาะเคราะห์ทำพิธีสวดวกมนต์คาถาแล้นำ กระทงนั้นไปทิ้งนอกหมู่บ้าน แล้วทำพิธีผูกข้อมือรับขวัญให้กับผู้ที่ประสงค์จะขับไล่เคราะห์ร้ายให้พ้นตัว 1.8 หมอมนต์ เป็นผู้รักษาคนเจ็บไข้ที่ไม่ได้เกิดจากผีทำ การรักษาแบบนี้มักใช้กับผู้ป่วยกะทันหัน เช่น ตกต้นไม้ กระดูกหัก ถูกสัตว์ร้ายขบกัด ฟกช้ำต่างๆ โดยใช้สมุนไพร หรือน้ำมันที่เสกเป่าประกอบคาถาอาคม ที่เชื่อว่าจะทำ ให้การเจ็บป่วยหายเร็วขึ้น 2. หมอยา คือหมอที่รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพร แบ่งเป็น 8 ประเภท ดังนี้ 2.1 หมอยาฮากไม้ หรือ หมอสมุนไพร เป็นหมอที่ใช้วิธีการรักษโรคด้วยสมุนไพร แร่ธาตุ และส่วนต่างๆ ของสัตว์ การกินยาสมุนไพรของชาว อีสานมีวิธีสกัดด้วยออกมาจากสมุนไพรแบบง่ายๆ คือการฝนยา เป็นการนำ
สมุนไพรมาฝนหรือถูกับแผ่นหิน แผ่นทำมือ เมื่อฝนแล้วก็เอาแผ่นหินนั้นจุ่มน้ำ ตัวยาที่ฝนออกมาละลายใน น้ำเป็นน้ำยาที่สกัดออกมา สมุนพรที่นำมาฝนประกอบด้วยรากไม้ แร่ธาตุบางชนิด ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ยาชุม" 2.2 หมอเป่า เป็นหมอที่ใช้วิธีการบำรักษาโรค โดยส่วนประกอบที่ใช้และพบบ่อยได้แก่ ปูนกิน หมาก หมอเป่าบางราย ใช้เคี้ยวกระเทียมหรือหมาก หรือใบไม้บางชนิด แล้วเป่าลงไปที่ผู้ป่วย ส่วนมากใช้กับอาการปวดศีรษะ โรคผิวหนัง งูสวัด ถูกหมากัด 2.3 หมอเอ็น หรือ หมอนวด เป็นหมอที่ใช้การรักษาโคโดยวิธีนวด โดยใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้สำหรับจับเส้นเอ็นที่เคล็ด ขัด ยอก เรียกอีก ชื่อว่าหมอจับเส้น 2.4 หมอพระ เป็นพระสงฆ์ทำหน้ที่เป็นหมอรักษาโคแก่ชาวบ้านโดยการประพรมน้ำมนต์ การอาบน้ำมนต์ การผูกแขน และให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น 2.5 หมอยาหม้อ หรือหมอสมุนไพร เป็นหมอที่มีความชำนาญในการรักษาโรคโดยใช้ยาสมุนไพร หรือยาโบราณหลายอย่างผสมกัน ต้มในหม้อ ดินดื่มน้ำยา 2.6 หมอกระดูก บางแห่งเรียกหมอน้ำมัน เป็นผู้มีความชำนาญในการรักษาอาการกระดูกหัก โดยใช้น้ำมันงา ในการรักษาร่วมด้วย 2.7 หมอตำแย เป็นผู้มีความชำนาญในกรทำคลอดด้วยวิธีโบราณ หมอตำแยอีสานใช้ไม้ไผ่เหลาบางๆหรือหอยกีบกี้ (หอยน้ำจืดขนาดเล็ก) มาตัดสายสะดือ หมอตำแยทุกคนไม่เรียกค่าบริการ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เป็นผีปอบได้ 2.8 หมอฉีดยา หรือหมอเถื่อน เป็นผู้มีความรู้ ชำนาญในการรักษาโรคตัวยวิธีการฉีดยาเข้าเส้นหรือกล้ามเนื้อผู้ป่วย มักเรียกหมอฉีดยาว หมอเถื่อน เพราะรักษาอย่างผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นที่นิยมของคนส่วนหนึ่ง
4. คะลำ ขะลำ : จารีตประเพณีชาวอีสาน 4.1 ความหมายของคะลำ คำลำ,ขะลำ หรือ กะลำ บางท่านเชื่อว่ามาจากรากศัพท์ของคำว่า กรรม ซึ่งหมายถึงการกระทำ อันเป็น เรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของคนอีสานในอดีต เนื่องจากคะลำเป็นข้อห้ามในการกระทำแสดงออกต่างๆ หรือสิ่ง ต้องห้าม ต้องเว้นห้ามประพฤติปฏิบัติไม่สมควรที่จะกระทำทั้งกาย วาจาและใจ หากละเลย หรือล่วงละเมิดจะเป็น อัปมงคล เป็นบาปกรรม ผิดฮีตผิดคองนำความเสื่อม เสีย และอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนรวมทั้งมีผลต่อ สังคมที่อยู่ด้วย ดังนั้นคะลำจึงเป็นดังมาตรการหรือข้อห้ามในการควบคุมความประพฤติของคนในสังคม และเป็นกฎเกณฑ์ในการจัดความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย คะลำ เป็นลักษณะความผิด บาป ผิดจารีต ไม่เหมาะ ไม่ควร อาจมีโทษมากหรือน้อยหรือไม่มีโทษ แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม คะลำจึงเป็นหลักคำสอนที่ปฏิบัติกันมาจนเป็นขนบธรรมเนียมที่มี ลักษณะเป็นข้อห้าม คำละ หรือ ขะลำ ความหมายตามพจนานุกรมภาษาถิ่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของสำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2537 หน้า 16 ว่าไว้ดังนี้ กะลำ ๑ เป็นคำนาม แปลว่า สิ่งต้องห้าม กะลำ ๒ เป็นคำกิริยา แปลว่า เว้น (อย่างว่า อันไหนเห็นว่าบ่ดีก็ กะลำ ซะ) กะลำชำชอย เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า นอกรีตนอกรอย ทำตามใจชอบ,ตามอำเภอใจ มะลำซำ แซะ, มะลำ มะลอย ก็ว่า พจนานุกรมภาษาลาวโดย ดร.กองคำ อ่อนมะนีสอน หน้า 24 ให้ความหมายไว้ดังนี้ "กะลำ น. สิ่งใดที่เฮ็ด ลงไปแล้วดีบ่งาม เกิดโทษเกิดภัย เกิดเสนียดจัญไรแก่ตนและผู้อื่น โบราณเอิ้นกะลำ คะลำ ขะลำ ก็ว่าอย่างว่า "หัวโล้นอยากลำ หัวดำอยากเทศน์ คะลำ (พาสิด)" คำว่า "คะลำ" เป็นภาษาอีสาน ในสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ให้ความหมายว่า "คะลำ น.ผิด บาปกรรม สิ่งใดที่ทำลงไปผิดจารีตประเพณี ผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ผิดศีลธรรม ในทางพระศาสนา จะมีโทษมาก โทษน้อย หรือไม่มีโทษ แต่สังคมรังเกียจ สิ่งนั้นเรียก คะลำ อย่างว่า ของมันผิดอย่าได้กระทำ ของคะลำอย่าได้ไป ต้อง ของพี่น้องอย่าได้ไปซูน (บ.) sin. Transgression, taboo." ได้แก่ ไม่ดี ไม่งาม ไม่เหมาะสม เป็นบาปเป็นกรรม ถ้าทำอะไรลงไปผู้เฒ่าผู้แก่ทักท้วงว่า “คะลำ” “คะลำ” คำนี้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ผู้ทำจะไม่กล้าทำต่อไป คำว่า “คะลำ” จึงถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจน
4.2 ประเภทของคะลำ ทั้งนี้หากจะแบ่งประเภทของข้อคะลำแล้ว สามารถแบ่งออกกว้างๆ ตามสิ่งที่ได้ไปเกี่ยวข้องหรือปฏิสัมพันธ์ได้ 3 ลักษณะคือ 1. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล เช่น คะลำของสตรีมีครรภ์ที่ห้ามนั่งขวางบันไดบ้าน เพราะจะคลอดลูกยาก ฯลฯ, คะลำของสตรีแม่ลูกอ่อนที่ห้ามนั่งยอง ๆ หรือนั่งพับเพียบ เพราะจะทำให้กระทบกระเทือนบาดแผล จากอาการคลอดลูก ฯลฯ คะลำของผู้ป่วยที่ห้ามกินหมากไม้ทุกชนิด เช่น กลัวยน้ำว้า ฝรั่ง มะม่วง ทุเรียน ลำไย อ้อย มะละกอ สับปะรด ฯลฯ คะลำของเด็กเล็กที่ห้ามทักว่าเด็กใหม่ว่าน่ารัก เพราะถ้าผีรู้จะตามมาเอาตัวเด็ก หรืออายุเด็กจะสั้น ฯลฯ คะลำของผู้ที่ร่ำเรียนอาคมที่ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า จะทำให้วิชาคุณไสยเสื่อม ฯลฯ คะลำของบุคคลทั่วไป ข้าม นั่งทับ หรือเหยียบหนังสือเพราะ จะทำให้สมองทึบ ฯลฯ เป็นต้น 2. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับสถานที่ ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับสถานที่ เช่น คะลำเกี่ยวกับบ้านเรือนที่ห้ามเลือกตันไม้ที่มีรูกลวงระหว่างลำต้น มัน คะลำ ไม่ดี ห้ามข้ามบันไดทีละหลาย ๆ ขั้น มันไม่ดี ผีจะมาแกล้ง ฯลฯ คะลำที่เกี่ยวกับสถานที่อื่น ๆ ที่ห้ามส่งเสียง ดังในเขตวัด ห้ามขี่ม้าเข้าวัด เพราะเป็นการสำรวมต่อพื้นที่สาธารณะและสังคม ฯลฯ เป็นต้น 3. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลา ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลา เช่น คะลำเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันที่ห้ามล้างจานในเวลากลางคืน ห้ามร้องเพลงในเวลากลางคืน ห้ามนอนหลับในเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เพราะมัน ไม่ดี ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการแบ่งลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นอิสรภาพ หากแต่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยงกัน ในลักษณะองค์รวมความรู้ของคำนิยม บรรทัดฐาน อุดมการณ์ อันจะครอบคลุมไปทั้งหมด ของวิถีการดำเนิน ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเกิด การอยู่ การกิน การนอน การเจ็บป่วย การแต่งงาน การตาย เป็นต้น ซึ่งจะจัด พฤติกรรมความสัมพันธ์ของผู้คนในระดับต่าง ๆ เพื่อผลที่น่าปรารถนาทั้งต่อระดับบุคคลและสังคม
บทที่ 3 ข้อมูลการนวดแบบจับเส้น ชุมชนบ้านม่วง 1. ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ชุมชนบ้านม่วง 2 เดิมอยู่ในเขตการปกครองชุมชนบ้านม่วง ก่อนวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2538 นั้น บ้าน ม่วง 2 ยังอยู่ในเขตปกครอง ตำบลหนองบัวและหนองขอนกว้างตามลำดับ ต่อมาเมื่อเทศบาลเมืองอุดรธานี ได้รับ การจัดตั้งเป็นเทศบาลนคร ตำบลหนองขอนกว้าง กำนันและผู้ใหญ่บ้าน บ้านม่วง ต้องไปรวมอยู่กับตำบลหมาก แข้ง ขึ้นตรงต่อเทศบาลนครอุดรธานี ผู้ใหญ่บ้านปรับเปลี่ยนเป็นประธานชุมชนบ้านม่วง จากปลายปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2548 เทศบาลนครอุดรธานี ได้แบ่งเขตการปกครองชุมชนบ้านม่วง ออกเป็น 2 ชุมชน โดยใช้ซอยประชาสันติเป็นเส้นแนวเขต คือ ชุมชนบ้านม่วง 1 และ 2 ภาพที่ 1 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. ข้อมูลทั่วไปของชุมชนบ้านม่วง 2.1 วิสัยทัศน์ชุมชน : ชุมชนเข้มแข็ง รักความสามัคคี ห่างไกลยาเสพติด 2.2 คติประจำชุมชน : รู้รักสามัคคี เพื่อพัฒนาชุมชน 2.3 ประชากร - ประชากร ชาย จำนวน 353 คน หญิง 376 คน รวมเป็น 729 คน - จำนวนหลังคาเรือน 166 หลังคาเรือน - จำนวนครอบครัว 166 ครอบครัว 2.4 อาณาเขต - ทิศเหนือ เชื่อต่อกับ ชุมชนเก่าจาน
- ทิศใต้ เชื่อมต่อกับ ชุมชนบ้านม่วง 1 - ทิศตะวันออก เชื่อมต่อกับ ถนนรอบเมือง - ทิศตะวันตก เชื่อมต่อกับ ชุมชนเก่าจาน 5 หมู่บ้านมโนรมย์ และโรงเรียนบ้านม่วงสว่างสามัคคี 2.5 สถานศึกษาภายในชุมชน ประวัติโรงเรียนบ้านม่วงสว่างสามัคคีโดยโรงเรียนบ้านม่วงสว่างสามัคคี ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโรงเรียนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2520 ระดับการศึกษาที่เปิดสอน ก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนจัดตั้งโรงเรียนบ้านม่วงสว่างสามัคคี นักเรียนที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านม่วง ได้เดินทางไปเรียนโรงเรียนบ้าน หนองบัว โรงเรียนบ้านหนองตุ โรงเรียนบ้านหนองขาม โรงเรียนค่ายประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งอยู่ไกลจากชุมชนทำให้ ไม่สะดวก ในการเดินทางและปลอดภัยสำหรับนักเรียน ดังนั้น นายสวาสดิ์ ผิวฝ้าย เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านม่วง ในสมัยนั้นร่วมกับ นายเกิน จะระคร ได้ประชุมชาวบ้านเพื่อจัดหาที่ดินสำหรับปลูกสร้างอาคารเรียน ซึ่งมีผู้บริจาค ที่ดิน ดังนี้1. นางเขียว วงษ์ขุลี บริจาคที่ดิน จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา 2. นางน้อย สินทิพลา บริจาคที่ดิน จำนวน 1 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา 3. นางจันดี ฝ่ายชาวนา บริจาคที่ดิน จำนวน 1 ไร่แต่ที่ดินดังกล่าวไม่พอที่จะ จัดตั้งโรงเรียนได้ ชาวบ้านม่วงจึงได้ร่วมกันบริจาคเงิน เพื่อซื้อที่ดินเพิ่มอีก จำนวน 2 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา เป็นเงิน 44,000 บาท ( สี่หมื่นสี่พันบาทถ้วน ) และนางน้อย สินทิพลาบริจาคที่ดินเพิ่มอีก จำนวน 1 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา รวมที่ดินที่ได้ทั้งหมด 9 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา ต่อมาได้ขอจัดตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นในที่ดินดังกล่าว โดยได้รับ การจัดสรรงบประมาณจากทางราชการให้สร้างอาคารเรียนชั่วคราวขึ้น 1 หลัง เป็นเงิน 80,000 บาท (แปดหมื่น บาทถ้วน) และได้เปิดทำการสอน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ตั้งชื่อว่า “โรงเรียนบ้านม่วง” ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีโดยมีนายสุทธิ สนสายสิงห์ รักษาการแทนหัวหน้าหมวดการศึกษา อำเภอเมืองอุดรธานี เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายโรงเรียน ทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีนักเรียนทั้งสิ้นจำนวน 108 คน มีครูทั้งหมด 3 คน โดยมี นายเกิน จะระคร เป็นครูใหญ่ ปัจจุบันโรงเรียนบ้านม่วงสว่างสามัคคี ทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ถึงระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น - มีนักเรียนทั้งสิ้น จำนวน 219 คน - คณะครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ทำการสอน จำนวน 16 คน - นักการภารโรง (อัตราจ้างชั่วคราว) จำนวน 1 คน - ผู้บริหารคนปัจจุบันชื่อว่า “นายสุภาพ ประเสริฐโส”
2.6 การประกอบอาชีพของคนในชุมชนบ้านม่วง กลุ่มอาชีพในชุมชน เยาวชนในชุมชนมีอาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ไม้จามจุรี ประกอบด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ต่างๆ อาชีพเกษตรกรลดลงเหลือเป็นจำนวนน้อยมาก เนื่องจากพื้นที่จำกัด ผู้คนส่วนมากจะทำอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้านค้าขายของชำ ร้านอาหารเล็กๆ ข้าราชการ นักธุรกิจ ประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นต้น และประมาณ 30% เปิด หอพัก และบ้านเช่า 2.7 ศาสนาและประเพณี สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา วัดโนนโปร่งราษฎร์บูรณะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนบ้านม่วง ให้ความเคารพและศรัทธา คือ ศาลปู่จอมพล ที่ตั้งอยู่ที่วัดโนนโปร่งราษฎร์บูรณะ ชาวชุมชนบ้านม่วงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมา ได้แก่ ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ จะมีการร่วมกันทำบุญตักบาตร หากมีคน ในหมู่บ้านตาย หรือเสียชีวิต ก็จะประกอบพิธีกรรมตามศาสนา ชาวบ้านโคกสำราญมีชีวิตที่เรียบง่าย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีประเพณีที่สืบ ทอดกันมาแต่ช้านาน คือ ฮีต 12 คอง 14 มีดังต่อไปนี้ 1. เดือนอ้าย - บุญเข้ากรรม 2. เดือนยี่ - บุญคูนลาน 3. เดือนสาม - บุญข้าวจี่ 4. เดือนสี่ - บุญพระเวส 5. เดือนห้า - บุญสงกรานต์ 6. เดือนหก - บุญบั้งไฟ 7. เดือนเจ็ด - บุญซำฮะ 8. เดือนแปด - บุญเข้าพรรษา 9. เดือนเก้า - บุญข้าวประดับดิน 10. เดือนสิบ - บุญข้าวสาก 11. เดือนสิบเอ็ด - บุญออกพรรษา 12. เดือนสิบสอง - บุญกฐิน