3. ประวัติหมอนวด ภาพที่ 2 หมอนวดเฉลิมพล ชื่อ : นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล (หมอลิ้ม) อายุ 39 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 26 มกราคม พ.ศ.2525 สัญชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : โสด ที่อยู่ : 50/155 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41000 วุฒิการศึกษา : อนุบาล 1 ถึง ป.3 ศึกษาที่โรงเรียนอุดรคริสต์เตียน ป.3 ถึง ม.6 ศึกษาที่โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อาชีพ : - หมอนวดจับเส้น - ขับ Grab - ช่วยที่บ้านขายของ
4. ความสามารถของหมอนวด ความสามารถของ รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพกาย ด้วยวิธีการนวดจับเส้น และใช้ยาบางชนิด ร่วมในการรักษาด้วย 5. ข้อปฏิบัติของหมอนวดจับเส้นหรือข้อคะลำ 4.1 ห้ามดื่มสุรา แอลกอฮอล์ หรือของมึนเมาทุกชนิด 4.2 ห้ามกินเนื้อวัว 4.3 ผัวเดียวเมียเดียว 4.4 ห้ามเปิดร้านข้างนอก 4.5 ห้ามกินของดิบ หรือเลือดสด ๆ 4.6 ห้ามเอาศาสตร์การนวดจับเส้นไปผสมผสานกับการนวดแผนโบราณ 4.7 ห้ามสอนต่อบุคคลอื่น สอนได้เฉพาะลูกหลานตัวเอง กับพี่น้องร่วมสายเลือดเท่านั้น หากต้องการสอน ต่อคนข้างนอกต้องเลือคนดีๆ พิจารณาดีๆ 4.8 หมั่นสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน 4.9 ต้องกินเจทุกวันพระ 6. ความเป็นมาในการเป็นหมอนวดจับเส้น หมอนวดจับเส้นเกิดเมื่อวันที่ 26 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2525 ที่บ้านมโนรมย์เพลส ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตอนนี้อายุ 39 ปี ย้อนกลับไปตอนอายุ 17 ปี มีอาการปวดอย่างรุนแรงบริเวณแผ่น หลัง จึงโทรติดต่อหาหมอนวด (อาจารย์) จากนั้นได้ลงคิวตามปฏิทินและได้ทำการรักษาด้วยการนวดจับเส้นตาม เวลาที่นัดไว้ แต่เมื่อรักษาครั้งแรกแล้วอาการปวดก็ยังไม่หายขาด จึงได้ทำการรักษาอีกหลายครั้ง จนเริ่มสนิทกัน เป็นเวลากว่า 10 ปีได้ เมื่ออายุได้ 20 ปี เริ่มมีการสนใจในศาสตร์วิชาการนวดจับเส้นแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้หมอ นวด (อาจารย์) สอนวิชาให้ เพราะเคยมีคนมาขอเรียนวิชากับหมอนวด (อาจารย์) ท่านก็ไม่ยอมสอนให้และไล่ให้ กลับไป บางคนถึงขั้นเสนอเงินให้จำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) แต่ท่านก็ปฏิเสธ พออายุได้ 25-26 ปี มีความสนิทสนมกับท่านอาจารย์มากถึงขั้นที่ว่าเมื่อมีอาการปวดเมื่อยไม่ต้องลงคิวในปฏิทินสามารถเข้าไปทำการ รักษาได้เลยเมื่อมีเวลา จนกระทั้งวันหนึ่งนอนรักษาด้วยการนวดจับเส้นก็ได้เอ่ยปากขอเรียนวิชาศาสตร์การนวดจับเส้นกับ หมอนวด (อาจารย์) และหมอนวด (อาจารย์) ได้บอกว่าพรุ่งนี้ให้เข้ามาดูท่านรักษาอาการของผู้ป่วยคนอื่นก่อน โดยใช้เวลาอยู่ 5 ปี ท่านจึงเริ่มสอนศาสตร์วิชาการนวดจับเส้นให้ภายในเวลา 2 ปี ด้วยวิธีการไปเรียนในตอนเช้า
พอถึงเย็นก็กลับไม่ได้ค้างแรมที่บ้านพักของท่านอาจารย์ คือบ้านหนองใส ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี หลังจากที่ได้ทำการศึกษาศาสตร์วิชาการนวดจับเส้นกับอาจารย์ก็ได้เริ่มทำการรักษาผู้ป่วยร่มกันกับท่าน อาจารย์ หรือในบางครั้งก็ทำการนวดให้กับท่านอาจารย์ จากนั้นได้แยกตัวออกมาทำการนวดรักษาคนป่วยที่บ้า น ของตนเอง คือหมู่บ้านมโนรมย์เพลสจนถึงปัจจุบัน โดยจะไม่มีการรับนวดนอกสถานที่เป็นเด็ดขาด ปัจจุบันยังมีผู้คนเดินทางมาทำการรักษากับหมอนวดเป็นจำนวนมาก เพื่อมาทำการรักษาอาการป่วยทาง ร่างกาย ผู้คนเหล่านี้มีทั้งต่างจังหวัดและในจังหวัด รวมไปถึงนายอำเภอศรีธาตุ ก็เคยมาให้หมอนวดทำการรักษา ซึ่งรู้จักหมอนวดจับเส้นโดยการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาของผู้ที่เคยมาทำการรักษาก่อนหน้านี้ 7. ขั้นตอนการนวดรักษาผู้ป่วยของหมอนวด 7.1 วินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บป่วย สอบถามอาการของผู้ป่วย ในการรักษาครั้งแรก หมอนวดจะพูดคุยสอบถามลักษณะอาการโดยทั่วไปของ ผู้ป่วย ให้ทราบถึงอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้นและสาเหตุของอาการป่วย เพื่อให้ทำการรักษาอย่างถูกต้องตามอาการ ของผู้ป่วยแต่ละคน 7.2 อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธี หลังจากการวินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยแล้ว หมอนวดจะจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธี ประกอบไปด้วย เตียง หมอนรองขา ที่ใช้สำหรับผู้ป่วย ไม้สะกิดเส้น และผ้าไว้สำหรับเช็ดเหงื่อที่มือของหมอนวด ภาพที่ 3 เตียง
ภาพที่ 4 หมอนรองขา ภาพที่ 5 ไม้สะกิดเส้น 7.3 ดำเนินการรักษาผู้ป่วยตามสาเหตุการวินิจฉัย 7.3.1 หลังจากที่หมอนวดได้ทำการจัดเตรียมสถานที่ไว้สำหรับการรักษาอาการป่วยต่าง ๆ ของผู้ป่วยแล้ว จากนั้นก่อนทำการนวดรักษาจะเริ่มจากการกราบไว้บูชา และกล่าวคำบูชาต่อครูบาอาจารย์ เริ่มจากคำสวดมนต์ ไหว้พระ บทสวดนะโมตัสสะ 3 รอบ คำนมัสการปู่ฤาษีชีวกโกมารภัจจ์คำไหว้ครู
ภาพที่ 6 หมอนวดจับเส้นไหว้ครูบาอาจารย์ ภาพที่7 หมอนวดกล่าวคำบูชาต่อครูบาอาจารย์ ภาพที่ 8 องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์)
ภาพที่ 9 องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์(บรมครูแพทย์แผนไทย) ภาพที่ 10 องค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน)
ภาพที่ 11 อาจารย์ของหมอนวดจับเส้น ภาพที่ 12 คำสวดมนต์ไหว้พระ และคำนมัสการปู่ฤาษีชีวก
ภาพที่ 13 คำไหว้ครู 7.3.2 หลังจากที่ทำการไหว้ครูบาอาจารย์แล้ว หมอนวดจับเส้นจะเริ่มทำการรักษาผู้ป่วยโดยการนวด รักษาจะนวดทั่วทั้งร่างกาย และจะเริ่มนวดจากล่างขึ้นบนซึ่งการนวดจับเส้นในแต่ละส่วนของร่างกายจะมีความ แตกต่างกัน แต่หลัก ๆ แล้วเป็นการสะกิดเส้นที่ทับหรือจมให้คลายด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือหากเกินกำลังที่นิ้วมือจะ ทำการรักษาได้ก็จะใช้ไม้สะกิดเส้นแทน หมายเหตุ เนื่องจากกระบวนท่าแต่ละท่าเป็นกระบวนท่าที่มาจากการศึกษาของหมอนวดจับเส้น โดยเฉพาะ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนักเนื่องจากเป็นข้อห้ามที่ยึดปฏิบัติ หากมีการเผยแพร่ข้อมูล จะเป็นการทำผิดข้อห้าม (ผิดครู)
ภาพที่ 14 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณฝ่าเท้า ภาพที่ 15 หมอนวดจับเส้น ใช้หมอนรองขาผู้ป่วย ภาพที่ 16 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณหน้าแข้ง
ภาพที่ 17 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณต้นขาด้านหน้า ภาพที่ 18 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณต้นขาด้านหลัง ภาพที่ 19 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแผ่นหลัง (ท่านอน)
ภาพที่ 20 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแผ่นหลัง (ท่านั่ง) ภาพที่ 21 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณไหล่ ภาพที่ 22 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณแขนและมือ
ภาพที่ 23 หมอนวดจับเส้น นวดรักษาผู้ป่วยบริเวณท้ายทอย จนถึง ขมับ 7.3.3 หลังจากที่ทำการนวดรักษาผู้ป่วยเสร็จ หมอนวดจะให้ผู้ป่วยนำเงิน (ค่าครู) ไปวางไว้ในพาน เพื่อ ถวายต่อปู่ชีวกและองค์ฮั่วท้อเซียงซือ ภาพที่ 24 ผู้ป่วยนำค่าครูไปวางไว้ในพานและถวายต่อปู่ชีวก และองค์ฮั่วท้อเซียงซือ ภาพที่ 25 พานครู
7.4 ติดตามผล ขั้นตอนสุดท้ายในการรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับเส้น คือ การติดจามผลเป็นขั้นตอนที่ทำหลังจากหมอ นวดจับเส้นได้ทำการรักษาผู้ป่วยตามอาการไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษานั้น มีอาการเป็นอย่างไร ในหลายกรณีที่เข้ารับการรักษากับหมอนวดปรากฏว่าได้ผลสำเร็จ และในบางกรณีผู้ที่เข้ารับ การรักษากับหมอนวดจับเส้นแล้วยังไม่หายจากอาการป่วย ก็จะต้องมาทำการรักษากับหมอนวดจับเส้นอีกครั้ง จากการศึกษาพบว่า การดำเนินการรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับเส้น เป็นวิธีการที่ต้องอาศัยความรู้ เกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อในร่างกาย และความรู้ในการรักษาด้วยศาสตร์วิชาการนวดจับเส้น โดยจะต้องเรียนรู้และ ฝึกฝนศาสตร์วิชาการนวดจับเส้น เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนการรักษาประกอบกับความศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ และศาสตร์วิชาการนวดจับเส้น
บทที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษา จากการดำเนินการเก็บข้อมูลจากหมอนวดจับเส้นและผู้มารับการรักษา จำได้นำข้อมูลมาจัดแบ่งประเภท และวิเคราะห์ข้อมูลให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา สามารถแบ่งประเด็นในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น 2. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ 3. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ 4. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ 5. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับร่างกาย 6. สถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน การวิเคราะห์ข้อมูลดังประเด็นข้างต้นสามารถแสดงรายละเอียดในแต่ละส่วนดังต่อไปนี้
1. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น 1.1 ความเชื่อเรื่องเทพ มีการนับถือเทพ 3 องค์ ได้แก่ องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์) องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์(บรมครูแพทย์ แผนไทย) และองค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน) การประกอบพิธีรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับเส้น ในพิธีช่วงแรกจะมีการไหว้สักการะบูชาเทพทั้ง 3 องค์ พร้อมทั้งมีบทสวดอันเชิญเทพแต่ละองค์ 1.2 ความเชื่อเรื่องการไหว้ครู การไหว้ครูนั้น จะเป็นขั้นตอนที่เชื่อมโยงกับพิธีอันเชิญเทพ หลังจากพิธีสักการบูชาเทพแล้วหมอนวดจับ เส้นจะกล่าวบทไหว้ครู ในการไหว้ครูนั้นถือเป็นการรำลึกพระคุณ แสดงความเคารพกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ เชื่อ กันว่าการบอกกล่าวหรือการไหว้ครูจะบันดาลให้มีจิตใจที่กระจ่าง มีสติ มีปัญญา และให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองตน 1.3 ความเชื่อเรื่องการรักษาโรค ในการรักษานั้นจะมีความเชื่อหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง คือเมื่อทำการนวดจับเส้นแล้วเสร็จแล้ว ผู้ ที่ได้รับการรักษาจะมีอาการระบม ปวดตามเนื้อตามตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็จะมีการใช้ยากินเข้ามาร่วมด้วย โดยให้ผู้ ที่มารับการรักษาไปซื้อยาเองตามร้านขายยา ตามที่หมอนวดจับเส้นสั่ง โดยยาหลัก ๆ ที่ใช้ในการรักษาคือ ยาพาราเซนตามอล และฟ้าทลายโจร ซึ่งเป็นวิธีการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ สมุนไพร มาใช้ร่วมกับ ความเชื่อทางไสยศาสตร์ 2. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ 2.1 ไม้สะกิดเส้น ในการประกอบพิธีของหมอนวดจับเส้นนั้น จะมีการใช้อุปกรณ์ประกอบการรักษา คือ ไม้สะกิดเส้น เป็นของประจำตัวหมอนวดจับเส้น ทำจากไม้นำมาใช้สะกิดเส้น กดจุดเพื่อคลายเส้นและทำให้เลือดหมุนเวียนได้ สะดวก ซึ่งใช้ไม้กดจุดตรงจุดที่มีอาการปวดเมื่อยจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเลือด โดยที่ไม้สะกิดเส้น นั้นจะมีการลงคาถาอาคมมีครูบาอาจารย์ ก่อนที่จะใช้ต้องมีการขอหรือการไว้ก่อน ข้อสังเกตของผู้ศึกษา ในการลงคาถาอาคมที่สิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดนั้น แสดงให้เห็นคติความ เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในการประกอบพิธี 2.2 ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 หมายถึง การที่เราได้น้อมกาย ซึ่งประกอบด้วยขันธ์ทั้ง 5 อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ เคารพครูบาอาจารย์ เทียน 5 คู่ หมายถึง คำสั่งของพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระธรรม และพระวินัย
ดอกไม้ สื่อความหมายถึง พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ข้อสังเกตของผู้ศึกษา คติความเชื่อเรื่องศาสนา โดยขันธ์ 5 แสดงให้เห็นถึงการเคารพบูชาสิ่งที่เรานับถือ ก่อนที่จะเริ่มการทำพิธีการต่าง ๆ 2.3 องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์) พระพิฆเนศ เป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง พระองค์ ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ไม่ว่าใน อินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ พระพิฆเนศ คือเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณ เฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึง พร้อมด้วยความดีงาม สมควรแก่การสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะประกอบพิธี หรือทำกิจกรรมใด การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มการทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือแม้กระทั่งการบวงสรวง ทำพิธีมงคลต่าง ๆ ฯลฯ ต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จึงจะเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จ ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ เชื่อกันว่า พระพิฆเนศเป็นโอรสของ พระศิวะ กับ พระศรีมหาอุมาเทวี (พระแม่อุมา) ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เขียนคัมภีร์มหาภารตะ จากวาจาของพระฤาษีวยาส และนับถือกันว่า เป็นเทพเจ้าแห่งการรจนาหนังสือ ดุจเดียวกับ พระสุรัสวดี พระพิฆเนศ มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกว่า คชานนท์ มีงาข้างเดียว อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย หูยาน พระวรกายสีแดง สีขาว สีเหลือง ฯลฯ นุ่งห่มภูษาแดง มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ ขอสับช้าง และมีเทพศัสตราวุธอีกหลายชนิด ซึ่งได้รับประทานจากพระศิวะ มีพาหนะบริวาร คือ หนู นามว่า มุสิกะ พระพิฆเนศทรงหนูบริวาร ชื่อ มุสิกะ ชนพื้นเมืองของอินเดีย นอกจากจะมีลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่ง ชัยชนะเหนือธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อว่า หนู เป็นสัญลักษณ์ของความมืด พระพิฆเนศทรงขี่หนู จึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ ที่ขจัดความมืดให้หมดสิ้นไป เป็นเทพเจ้าผู้ทรง ขจัดอุปสรรคทั้งปวง เป็นเทพเจ้าแห่งความรอบรู้ ความฉลาด ความสำเร็จ เป็นเทพประจำเรือน ผู้ประทานความ อุดมสมบูรณ์ และคุ้มครองป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง จึงอาจกล่าวได้ว่า พระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าแห่งจักรวาล ก็ว่าได้ การนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทย พระพิฆเนศได้กลายเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) ความศรัทธาเชื่อถือได้แพร่หลายสู่แผ่นดินสยาม ตั้งแต่สมัยโบราณ ปรากฏเป็นรูปประติมากรรมพระพิฆเนศ ณ โบราณสถานหลายแห่ง เช่น ที่เมืองนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ลพบุรี นครราชสีมา ฯลฯ พระพิฆเนศ ได้กลายเป็นมหาเทพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมากองค์หนึ่ง นับถือให้ท่านเป็น ประธานในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ประจำกรมศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, วิทยาลัยช่าง
ศิลป และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รวมทั้งในพิธีเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละคร พิธีไหว้ครูของควาญช้าง พิธีครอบครูเรียนสรรพวิชาต่าง ๆ ฯลฯ ก็ต้องกล่าวบูชาพระพิฆเนศเสียก่อน จึงจะเป็น สิริมงคล และทำกิจการงาน หรือเล่าเรียนได้สำเร็จ ดังนั้น การอธิษฐานขอพรใด ๆ ที่ไม่เกินวาสนาบารมี ย่อมสำเร็จได้ทุกสิ่ง พระองค์ย่อมประทานพร ให้สมปรารถนาเสมอ เช่น ขอพรด้านการศึกษาเล่าเรียน ขอปัญญาความรู้ ขอตำแหน่งหน้าที่การงาน ขอด้านการเงินและความรัก ด้านปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ขอให้ทุกอย่างประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะสำเร็จมากน้อยหรือไม่ประการใดนั้น ขึ้นอยู่กับบุญกุศลบารมีของแต่ละคน ที่ย่อมมีไม่เท่ากัน การเตรียมการสักการะพระพิฆเนศ การสักการบูชาขอพรพระพิฆเนศ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นอาชีพใด ประชาชนทุกชนชั้นวรรณะ ก็สามารถขอพรจากพระองค์ท่านได้ไม่จำกัด เพราะท่านเป็นมหาเทพที่ใจดี มีปัญญา ลึกล้ำ แก้ไขปัญหาได้เก่ง จนได้รับการขนานนามให้เป็น “เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ” วิธีบูชาพระพิฆเนศ วันที่เริ่มต้นครั้งแรกควรเริ่มบูชาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี เพื่อถวายตัวเป็นผู้ ศรัทธา หรือลูกศิษย์ของพระพิฆเนศ วันต่อไปให้สักการะตามปกติ จะเป็นฤกษ์ยามใดถือเป็นมงคลทั้งสิ้น ของที่ใช้ ในการสักการบูชาได้แก่ น้ำสะอาด นม น้ำมะพร้าว แต่ถ้ามีเครื่องสังเวยควรใช้ผลไม้และขนมต่าง ๆ เช่น อ้อย กล้วยสุก มะพร้าว เลือกถวายได้ตามศรัทธา และกำลังทรัพย์ แต่ถ้าสามารถถวายได้ทุกวันก็จะเป็นการดี วันและเดือนที่เหมาะแก่การบูชาพระพิฆเนศ หลังจากที่ถวายตัวเป็นผู้ศรัทธาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดีแล้ว ก็สามารถบูชาได้ทุกวัน ทุกเดือน โปรดเข้าใจไว้ว่าไม่มีวันใดที่ไม่เหมาะแก่การบูชาพระ พิฆเนศเลย ผู้ศรัทธาสามารถกราบไหว้ สักการะบูชาองค์พระพิฆเนศได้ทุกวัน ทุกเดือน และขอพรได้ตลอดเวลา เครื่องสังเวยพระพิฆเนศ ห้ามใช้เนื้อสัตว์ทุกชนิด (สามารถใช้ขนมที่มีส่วนผสมของไข่ได้บ้าง แต่ถ้าเลือกได้ ก็ควรเลี่ยง) ให้ถวายผลไม้ที่สุกแล้วเป็นหลัก อ้อย น้ำอ้อย นมวัว ขนมโมทกะ (หรือ ขนมต้มแดง ต้มขาว ของไทย) หรือขนมหวานลาดูป (ชาวอินเดียนิยมถวาย) ตลอดจนข้าวสาร เกลือ พืช ผัก งา สมุนไพร ธัญพืชและเครื่องเทศทุก ชนิด ก็สามารถใช้ถวายได้ ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ 1. จุดเทียน หรือตะเกียงน้ำมัน ธูปหอม กำยาน ฯลฯ ต่อหน้าเทวรูป หรือ รูปภาพพระพิฆเณศ 2. ถวายเครื่องบูชาสักการะ 3. กล่าวคำบูชาพระพิฆเนศ ด้วยบทสวดมนต์และบทสรรเสริญต่างๆ (อ่านได้จากหน้าแรก) 4. ท่องพระนาม, เปิดเพลงถวาย, ทำสมาธิ ฯลฯ 6. แผ่เมตตา ขอความสันติและสงบสุข เป็นอันเสร็จพิธี
การประดิษฐานพระพิฆเนศ และเทวรูปองค์อื่น ๆ เน้นที่ความสวยงาม ความสะดวกและเหมาะสมเป็น หลัก เรื่องทิศทางถือว่าเป็นรอง ส่วนใหญ่จะเน้นทางทิศตะวันออก หรือทิศอื่น ๆ ก็ได้ ยกเว้นทิศตะวันตก แต่ที่ สำคัญควรแยกที่บูชาเป็นเอกเทศต่างหาก ไม่ปะปนกับหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป หรือพระเกจิอาจารย์ คาถาสวดบูชาพระพิฆเนศ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ “โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา” จากนั้นให้กล่าวคำ อธิษฐานขอพรเป็นภาษาไทย สำหรับผู้เริ่มต้นบูชา ควรใช้มนต์บทนี้ ซึ่งสั้นกระชับและจำง่าย 2.4 องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์(บรมครูแพทย์แผนไทย) บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์(อ่านว่า ชี-วะ-กะ-โก-มา-ระ-พัด) หรือที่มักคุ้นกันในนาม พ่อปู่ชีวกโกมารภัจจ์ บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ (แพทย์แผนไทย) ที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า โดยเฉพาะผู้เจ็บไข้ ได้ป่วย ด้วยเชื่อว่าบารมีของท่านจะช่วยให้หายเจ็บไข้ได้ตามแรงอธิษฐาน จึงมักนิยมจัดสร้างเป็นวัตถุมงคล ทั้งขนาดบูชา พระเครื่อง และเหรียญ เพื่อไว้สักการะขอพรให้หายจากโรคาพยาธิทั้งโรคกายและโรคกรรม บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เป็นผู้เชี่ยวชาญใน การรักษาและมีชื่อเสียงมากในครั้งพุทธกาล เรื่องราวชีวิตของท่านมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ตลอดชีวิตของท่านบำเพ็ญแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือผู้เจ็บไข้โดยไม่เลือกฐานะ จนได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ ว่า ‘เป็นเอตทัคคะ’ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงในทางเป็นที่รักของปวงชน บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ ถือกำเนิดที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นบุตรของนางคณิกา (หญิงงามเมือง) ชื่อว่า ‘สาลวดี’ แต่ไม่รู้จักมารดาบิดาของตน เพราะเมื่อนางสาลวดีมีครรภ์ เกรงค่าตัวจะตกจึงเก็บตัวอยู่ ครั้นคลอดแล้วก็ให้คนรับใช้เอาทารกไปทิ้งที่กองขยะ แต่พอดีเมื่อถึงเวลาเช้าตรู่ ‘เจ้าชายอภัย’ โอรสองค์หนึ่งของ พระเจ้าพิมพิสาร จะไปเข้าเฝ้าฯ เสด็จผ่านไปเห็นการุมล้อมทารกอยู่ เมื่อทรงทราบว่าเป็นทารกและยังมีชีวิตอยู่ จึงได้โปรดให้นำไปให้นางนมเลี้ยงไว้ในวัง ประทานนามว่า “ชีวก” แปลว่า ยังเป็นอยู่หรือยังมีชีวิตอยู่ และมีสร้อย นามว่า “โกมารภัจจ์” อันหมายถึง ผู้อันพระราชกุมารเลี้ยง ครั้นเจริญวัยขึ้น พอจะทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า ก็คิดแสวงหาศิลปวิทยาไว้เลี้ยงตัว จึงได้เดินทางไป ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์แพทย์ทิศาปาโมกข์ ที่เมืองตักสิลา ศึกษาอยู่ 7 ปี อยากทราบว่าเมื่อใดจะเรียนจบ อาจารย์ให ถือเสียมไปตรวจดูทั่วบริเวณ 1 โยชน์รอบเมืองตักสิลา เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวยา ชีวกหาไม่พบ กลับมา บอกอาจารย์ ๆ ว่า สำเร็จการศึกษามีวิชาพอเลี้ยงชีพแล้ว และมอบเสบียงเดินทางให้เล็กน้อย ชีวกเดินทางกลับยัง พระนครราชคฤห์เมื่อ เสบียงหมดในระหว่างทาง ได้แวะหาเสบียงที่เมือง สาเกต โดยไปอาสารักษาภรรยาเศรษฐี เมืองนั้นซึ่งเป็นโรคปวดศีรษะมา 7 ปี ไม่มีใครรักษาหาย ภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ให้รางวัลมากมาย หมอชีวกได้ เงินมา 16,000 กษาปณ์ พร้อมด้วยทาสทาสีและรถม้าเดินทางกลับถึงพระนครราชคฤห์ นำเงินและของรางวัล ทั้งหมดไปถวายเจ้าชายอภัยเป็น ค่าปฏิการะคุณที่ได้ทรงเลี้ยงตนมา เจ้าชายอภัยโปรดให้หมอชีวกเก็บรางวัลนั้นไว้
เป็นของตนเอง ไม่ทรงรับเอา และ โปรดให้หมอชีวกสร้างบ้านอยู่ในวังของพระองค์ ต่อมาไม่นานเจ้าชายอภัยนำ หมอชีวกไปรักษาโรคริดสีดวงงอกแด่ พระเจ้าพิมพิสาร จอมชนแห่งมคธทรงหายประชวรแล้ว จะพระราชทาน เครื่องประดับของสตรีชาววัง 500 นางให้ เป็นรางวัล หมอชีวกไม่รับ ขอให้ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ของตนเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงโปรดให้หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ประจำฝ่ายในทั้งหมด และประจำพระภิกษุสงฆ์ อันมี ‘พระพุทธเจ้า’ เป็นประมุข หมอชีวกได้รักษาโรคร้ายสำคัญหลายครั้ง เช่น ผ่าตัดรักษาโรคในสมองของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ ผ่าตัดเนื้อ งอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐี เมืองพาราณสี รักษาโรคผอมเหลืองแด่พระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี และถวาย การรักษาแด่พระพุทธเจ้าใน คราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมา จากภูเขา เพื่อหมายปลงพระชนม์ชีพ หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ 2-3 ครั้ง เห็นว่าพระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้างวัดถวายใน ‘อัมพวัน’ คือสวนมะม่วงของ ตน เรียกกันว่า “ชีวกัมพวัน” (อัมพวัน ของหมอชีวก) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนา หมอชีวกก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์ และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุ ให้ มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติข้อ ห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิด นอกจากนั้นหมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและ เรือนไฟ เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย หมอชีวกได้รับพระดำรัสยกย่องเป็นเอตทัคคะใน บรรดาอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล พระคาถาบูชา บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสะฯ (3 จบ) “โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กะรุณิโก สัพพะสัตตานัง โอสะถะ ทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยาจันทัง โกมาระภัจโจ ปะกาเสสิ วันทามิ ปัณฑิโต สุเมธะโส อะโรคา สุมะนา โหมิ” ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้นมัสการบูชาต่อองค์บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ หมอหลวงประจำองค์พระสัมมาสัม พุทธเจ้า เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล) ขอตั้งจิตอธิษฐานกราบไหว้บูชาด้วย ความเคารพ โดยน้อมระลึกถึงองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่ตั้ง ดุจดั่งที่บรมครูหมอ มีศรัทธาเป็นมั่นคงต่อ องค์พระสัมมาในสมัยพุทธกาล ขอบารมีของบรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ ให้บรรดา โรคร้ายภัยเวรที่เกิดขึ้นใน ร่างกาย บรรดาโรคร้ายภัยเวรที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ที่ทำให้เป็นทุกข์ และโรคร้าย ภัยเวรอันเกิดจากโรคเวรโรค กรรมทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจแก่ข้าพเจ้า บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณ
ญาติสนิท มิตรสหายของข้าพเจ้า จงมลายหายสิ้นไปด้วยบารมีของ บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ บารมีของบรมครู หมอชีวกโกมารภัจจ์ จงคุ้มครองพิทักษ์รักษาข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล) ไปตลอดปีตลอดไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้ประสบความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรง สุขภาพกาย สุขภาพใจ มีความ สมบูรณ์เป็นสุข ดุจดั่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “อะโรคะยา ปะระมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอัน ประเสริฐ ขอให้ความมีลาภอันประเสริฐ จงบังเกิดขึ้นตามคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยเทอญ 2.5 องค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน) ฮั่วท้อเซียนซือ (Hua Tuo Xian Shi) เทพแห่งหมอยา เป็นหมอที่มีชื่อเสียงมากในประเทศจีนสมัยสามก๊ก เป็นแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเป็นคนแรกของโลก ก่อนพุทธกาล ที่ยอดที่สุดคือเป็นหมอที่สามารถรักษาคนที่ไม่มีทาง รักษาแล้ว ให้กลับเป็นปกติได้ จึงได้รับฉายาว่า หมอเทวดา หรือ เซียนหมอ คนที่ให้ท่านรักษาล้วนหายขาดจากโรคเหมือนรักษาคนตายให้ฟื้น ชาวจีน หรือ ชาวไทยสายเลือดจีน จะมาบนบานขอให้ ฮั่วท้อเซียนซือ ซึ่งถือว่าเป็นประดุจเทพเจ้าแห่งการแพทย์ช่วยปัดเป่าความเจ็บความป่วยให้ หมดสิ้นไป ฮั่วท้อเซียงซือ (สำเนียงแต้จิ๋ว) หรือหมอฮัวโต๋ ในวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก (สำเนียงฮกเกี้ยน) เป็นชาว มณฑลเจียงซูเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์จีน ช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นในยุคสามก๊ก เมื่อราว 1800 ปีที่ แล้ว ในเรื่องสามก๊กจะกล่าวถึง ความสามารถทางการแพทย์ของท่านอันหลากหลาย เช่น การคิดค้นสารสกัดจาก สมุนไพรมาเป็นยาชา ในการผ่าตัดครั้งแรก การผ่าตัดแขนของกวนอูซึ่งถูกธนูอาบยาพิษลึกถึงกระดูก การเขียน ตำราโหงวฮิมจื่อฮี่ ซึ่งเป็นตำราบริหารร่างกายทางการแพทย์โดยเลียนจากท่าทางของสัตว์ต่าง ๆ เพื่อรักษาสุขภาพ และลดอาการเจ็บป่วย การรักษาชีวิตของมารดาที่ลูกเสียชีวิตในครรภ์และการรักษาที่ลึกล้ำต่าง ๆ จนไม่คิดว่าจะ เกิดขึ้นในสมัยนั้น ด้วยความสามารถทางการแพทย์อันเป็นที่ประจักษ์ ชาวจีนต่างยกย่องหมอฮั่วท้อขึ้นประดุจดัง หมอเทวดาและขนานนามท่านว่า “ฮั่วท้อเซียงซือ” ในอดีตที่ผ่านมาวิทยาการและการเข้าถึงทางการแพทย์สมัยใหม่ยังมีไม่มากนัก สิ่งที่เป็นที่พึ่งยามป่วยไข้ ของชาวจีนในประเทศไทย จึงหนีไม่พ้นการขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดเล่งเน่ยยี่ มีรูปเคารพฮั่วท้อเซียงซือ ที่นับถือ กันว่าศักดิ์สิทธิ์มากองค์หนึ่ง นอกจากจะเป็นที่กราบสักการะขอพรเฉกเช่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์อื่น ๆ แล้ว ด้วยความที่ ท่านเป็นหมอเทวดาที่วัดแห่งนี้จึงมีเซียมซีขอยาจากองค์ฮั่วท้อเซียงซือด้วย เมื่ออธิษฐานขอยาจากท่านได้แล้วก็มี ห้องจ่ายยาสมุนไพรตามเลขที่ในติ้วของเซียมซีอยู่ด้านข้าง ความสำคัญและความศรัทธาของชาวจีนในไทยที่มีต่อ องค์ฮั่วท้อเซียงซือในอดีตยังสะท้อนออกมาถึงการให้ความสำคัญต่อท่านในวันคลัายวันระลึกวันเกิดซึ่งตรงกับ วันที่18เดือน4ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน ท่านเป็นเทพเจ้าเพียงองค์เดียวในวัดเล่งเน่ยยี่ที่มีสาธุชนจัดการแสดงงิ้ว มาฉลองแก่ท่านในวันเกิดติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญโดยการจารึกป้าย
อักษรจีนด้านบนเหนือที่ประดิษฐานรูปเคารพของท่านโดยออกนามท่านเป็นการเฉพาะกว่าเทพเจ้าองค์อื่นๆ แม้ ปัจจุบันการเวลาเปลี่ยนแปลงไปวิทยาการและการเข้าถึงทางการแพทย์สมัยใหม่ได้ง่ายขึ้น เซียมซีขอยากระบอก เก่าและห้องจ่ายยาฮั่วท้อที่วัดเล่งเน่ยยี่มีผู้นึกถึงน้อยลง แต่ความศรัทธาในหมู่ชาวจีนต่อองค์ฮั่วท้อเซียงซือก็ยังคงมี อยู่ด้วยระลึกในเมตตาคุณของท่านที่อำนวยพรด้านสุขภาพและการรักษาปัดเป่าโรคภัยที่สืบมาอย่างช้านาน ข้อสังเกตของผู้ศึกษา จากองค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์) องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์(บรมครูแพทย์แผน ไทย) และองค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน) แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อทำให้เห็นว่ามนุษย์ให้ความนับถือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพยดา ซึ่งเป็นการที่นำรูปปั้นของเทพที่เป็นผู้คิดค้นศาสตร์ด้านการรักษามากราบไหว้เคารพบูชา เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและระลึกถึง 3. วิเคราะห์คติที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ 3.1 คติเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ในการนวดห้ามนอนหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย หากหันหัว เตียงไปทางทิศนั้นอายุจะสั้น จะถูกผีหลอก ผีอำ ได้ง่าย รวมทั้งยังเชื่อว่าหากยมบาลเห็นจะเข้าใจผิดคิดว่าเราตาย ไปแล้ว และจะดึงวิญญาณออกไป บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ญาณัจฉรา : เวลานวดต้องนอนหันหัวไปทางไหนคะ หรือได้ทุกทางคะ หมอลิ้ม : ทางไหนก็ได้ แต่ห้ามนอนหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตก เพราะเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย หาก หันหัวเตียงไปทางทิศนั้นอายุจะสั้น จะถูกผีหลอก ผีอำ ได้ง่าย รวมทั้งยังเชื่อว่าหากยมบาลเห็นจะเข้าใจผิดคิดว่า เราตายไปแล้ว และจะดึงวิญญาณออกไป 3.2 คติความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ในการนวด การประกอบพิธีการนวดนั้น ต้องทำที่บ้านของหมอนวดเท่านั้น ห้ามออกไปนวดนอกสถานที่ เนื่องจาก เป็นการผิดครู บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม เกศราภรณ์:แล้วตอนเรียนมีกฎหรือศีลอะไรบ้างไหมคะ หมอลิ้ม : เออ คนที่รับวิชานี้อะ เหมือนจะต้องมีศีล 5 นะ แต่มันไม่ใช่ศีล 5 นะ มันจะเป็นแบบ ข้อแรกที่ ผมรู้นะ คือ ห้ามดื่มเหล้า ดื่มสุรา ข้อที่สองผัวเดียวเมียเดียว ก็คือว่าสมมุติว่าผมแต่งงานนะ ถ้าภรรยาเลิกหรือ เสียชีวิตไป ผมห้ามไปแต่งงานใหม่ จะผิดครูเลย ข้อที่สามคือ ห้ามไปเปิดร้านข้างนอก เช่น ตามร้านข้างนอก ตรง หนองประจักษ์ นี่ห้ามเลย ให้ทำที่บ้านอย่างเดียวเท่านั้น มันจะผิดครู
4. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ 4.1 คติความเชื่อเกี่ยวกับการถอดจิต การทำให้วิญญาณ หรือกายทิพย์หรือที่เรียกว่าการถอดจิตของเราออกจากร่างกาย แล้ววิญญาณจะท่อง ไปในโลกทิพย์ บางคนเคยถอดวิญญาณในช่วงที่ป่วยหนัก เผชิญเหตุการใกล้ตาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า มนุษย์ สามารถฝึกถอดจิตวิญญาณเองได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ณัฐวุฒิ:แล้วคนที่ให้กำเนิดวิชานี้คือใครครับ หมอลิ้ม :ย้อนกลับไปซัก 100 กว่าปีก่อน มีหมอนวดคนหนึ่ง เขาก็เป็นหมอรักษาคนปกติ เขาถอดจิตนั่ง สมาธิกรรมฐาน (อันนี้แล้วแต่ความเชื่อนะครับ) การทำให้วิญญาณ หรือกายทิพย์ หรือที่เรียกว่าการถอดจิตของเรา ออกจากร่างกาย แล้ววิญญาณจะท่องไปในโลกทิพย์ บางคนเคยถอดวิญญาณในช่วงที่ป่วยหนัก เผชิญเหตุการใกล้ ตาย มนุษย์สามารถฝึกถอดจิตวิญญาณเองได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน เขานั่งสมาธิกรรมฐานถอดจิตไปไหนอันนี้ ไม่มีใครรู้ แล้วหลังจากนั้นเขาก็กลับมารักษาคน ทั้งที่เขาเป็นหมอสมุนไพรธรรมดา แต่พอนั่งสมาธิถอดจิตไปศึกษา กับใครไม่ทราบแล้วก็เริ่มนวดรักษาคน แล้วก็สอนให้ลูกหลานต่อ ๆ กันมา เชื่อว่าวิชานี้เป็นวิชาของอีกโลกหนึ่ง ซึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นสวรรค์ นรก หรือบาดาล และใครเป็นผู้สอนอันนี้ก็ไม่ทราบ (ย้ำว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคนนะ ครับ) แล้ววิชานี้เนี่ยคล้าย ๆ กับวิชาผีบอก ก็คือรักษาคนได้ แกล้งคนก็ได้เหมือนกัน สมมติว่าผมไม่ชอบน้องคนนี้ ผมคิดจะวางยาเขานี่ ง่าย ๆ ผมแค่กดเส้นสวนทางกัน เรียบร้อยเลยเดินไม่ได้ เส้นล็อก และไม่มีใครแก้ได้ต้องให้คน ที่ทำแก้ให้เท่านั้น 5. วิเคราะห์คติเกี่ยวกับร่างกาย 5.1 ธาตุในร่างกาย ธาตุ 4 คือ รูป หรือรูปขันธ์ หรือกองร่างกาย เกิดจากเหตุหรือสิ่งที่มาเป็นปัจจัยกันของธาตุทั้ง 4 อันมี ธาตุดิน คือปฐวีธาตุ, ธาตุนํ้า คืออาโปธาตุ, ธาตุลม คือวาโยธาตุ, และธาตุไฟ คือเตโชธาตุ หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่ง ว่า “มหาภูตรูป” ซึ่งได้แก่ 1. ปถวีธาตุ (ธาตุดิน) เป็นธาตุ ที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์ หรือทำให้ร่างกายมีสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นรูปร่าง ขึ้นมา ซึ่งประกอบกันทั้งสิ้น 20 ประการ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อ ผิวหนัง เส้นเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อาหารเก่า(กาก) อาหารใหม่ และมันสมอง ถ้าจะ เปรียบกับแพทย์แผนปัจจุบัน ธาตุดินเปรียบเสมือนเซลล์ หรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย
2. อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ถือว่าน้ำ เป็นองค์ประกอบที่มีมากที่สุด ในร่างกาย ทั้งในเซลล์และนอกเซลล์ ประกอบด้วย 12 ประการ คือ น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น มันเหลว น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร (น้ำ ปัสสาวะ) แพทย์แผนปัจจุบันมีความคิดว่าน้ำมีความสำคัญต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ เพราะน้ำเป็นสื่อในการพาอาหารไปตามระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยให้เกิดความอิ่มเอิบ ความตึงตัว ถ้า ขาดน้ำผิวหนังจะเหี่ยวย่น ขาดความตึงตัว 3. วาโยธาตุ (ธาตุลม) กำหนดไว้ 6 ประการ คือ ลมสำหรับพัดตั้งแต่ปลายเท้าตลอดศีรษะ ลมพัดตั้งแต่ศีรษะตลอด ปลายเท้า ลมพัดตั้งแต่ท้องแต่นอกลำไส้ ลมพัดในลำไส้ถึงกระเพาะ ลมพัดทั่วสรรพางค์กาย ลมหายใจเข้า ออก ปัจจุบัน หมายความถึงตัวควบคุมการเคลื่อนไหวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การยืดหดของ กล้ามเนื้อ การบีบตัว การสูบฉีดเลือดของหัวใจ การไหลเวียนเลือด หรือการเคลื่อนไหวของระบบทางเดิน อาหาร การเคลื่อนไหวของเซลล์ หรือกระแสสัญญาณของระบบประสาท 4. เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) ประกอบด้วย 4 ประการ คือ ไฟสำหรับอุ่นกาย ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย ไฟสำหรับเผาให้คร่ำ คร่า และไฟสำหรับย่อยอาหาร ธาตุไฟคือ กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน ขึ้นมา พลังงานนี้จะทำให้ธาตุดิน(เซลล์และเนื้อเยื่อ) และธาตุน้ำ(เลือดและน้ำเหลือง) ให้คงอยู่ ไม่เน่าเสีย ภาวะ ธาตุทั้ง 4 เสียสมดุล หากร่างกาย เกิดภาวะเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลนั้นจะมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ง่ายด้วยอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับธาตุนั้นๆ โดยอาการเจ็บป่วยที่ปรากฏจะแสดงอาการให้เห็น ตามธาตุต่าง ๆ ดังนี้ 1. ธาตุดิน มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของ ธาตุดิน 3 ประการ ด้วยกันคือ หทยังหรือหทัยวัตถุ(หัวใจ) หมายถึง ความสมบูรณ์ของหัวใจ การทำงาน การเต้น ความสมบูรณ์ ของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น โรคที่เกิดมักเกิดจากการทำงานของหัวใจ อุทริยัง(อาหารใหม่) หมายถึง อาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่ๆ โรคที่เกิดมักเกิดจากการกินอาหารที่ ผิดปกติเรียกว่า “กินผิด” คือกินไม่ถูกกับธาตุ กินอาหารไม่สะอาด กินอาหารแสลงโรค เป็นต้น
กรีสัง(อาหารเก่า) หมายถึง กากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่จะออกมาเป็นอุจจาระ ลักษณะหรือกลิ่นของ อุจจาระเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพ อุจจาระหยาบ ละเอียด แข็ง เหลว กลิ่นเหมือนปลาเน่า ธาตุน้ำเป็นเหตุกลิ่นเหมือน หญ้าเน่า ธาตุไฟเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนข้าวบูด ธาตุลมเป็นเหตุกลิ่นเหมือนซากศพ ธาตุดินเป็นเหตุ เป็นต้น 2. ธาตุน้ำ มักจะเจ็บป่วยด้วยของเหลว หรือน้ำภายในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุน้ำ 3 ประการ ด้วยกันคือ คอเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณลำคอ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เมือกในจมูก ลำคอ หลอดลมตอนต้น เช่น มีเสมหะ ไซนัส ไข้หวัด เป็นต้น อุระเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณทรวงอก และช่องท้องส่วนบน ได้แก่ เสมหะ น้ำย่อยใน กระเพาะอาหาร โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับทรวงอกและปอด เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคกระเพาะ เป็นต้น คูถเสมหะ หมายถึง ของเหลวที่อยู่ในช่องท้องส่วนล่าง หรือระบบขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ โรคที่เกิดมัก เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เมือกมูกในลำไส้ น้ำในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ท้องเสีย บิดมูกเลือด ริดสีดวงทวาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะผิดปกติ เป็นต้น 3. ธาตุลม มักจะเจ็บป่วยด้วยระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบประสาท โดยมีสิ่งที่ควบคุมความ เจ็บป่วยของธาตุลม 3 ประการ ด้วยกันคือ หทัยวาตะ หมายถึง ภาวะจิตใจ โรคที่เกิดมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ อารมณ์ ความหวั่นไหว ความกังวล ทำให้เกิดการแปรปรวนด้านอารมณ์ได้ สัตถกะวาตะ หมายถึง ลมในร่างกายที่แหลมคมเหมือนศัสตราวุธ ซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาทต่าง ๆ และเส้นเลือดฝอยแตก ตีบตัน หรือเป็นอัมพาต อาการปวด อาการชา เป็นต้น สุมนาวาตะ หมายถึง การไหลเวียนของโลหิตและระบบการทำงานของประสาท สมอง ไขสันหลัง โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับการเจ็บหลัง การชัก การกระตุก ความดันโลหิต ลมจากหัวใจ และหลอดเลือดใหญ่ กลางลำตัว 4. ธาตุไฟ มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความ เจ็บป่วยของธาตุไฟ 3 ประการคือ พัทธปิตตะ (ดีในฝัก) หมายถึง ขบวนการผลิตน้ำดีของตับ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับ ระบบน้ำดีภายในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะการผลิตน้ำดีของตับผิดปกติ ตับอักเสบเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดน้ำดีอักเสบ เป็นนิ่ว เป็นต้น
อพัทธปิตตะ (ดีนอกฝัก) หมายถึง ขบวนการย่อยอาหารโดยน้ำดีหรือน้ำดีในลำไส้ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับ การทำงานของน้ำดีในลำไส้ ระบบการย่อยอาหาร อาการคือ จุกเสียด อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ดีซ่าน เหลืองทั้งตัว ถ่ายเป็นสีเขียว เป็นต้น กำเดา หมายถึง ความร้อนที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญ การทำงานของร่างกาย โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับ อาการตัวร้อน เป็นไข้ ร้อนใน ติดเชื้อ อักเสบ เป็นต้น ดังนั้น ธาตุทั้ง 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมกันเป็นร่างกายของเรา การที่ร่างกายมีธาตุทั้ง 4 อย่าง สมดุล ย่อมหมายถึง ร่างกายที่แข็งแรงปราศจากโรคภัย ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายมีธาตุทั้ง 4 ที่ไม่สมดุล คำว่าไม่ สมดุลหมายความได้ 3 อย่าง คือ ธาตุกำเริบ (มีธาตุนั้นมากเกินไป) ธาตุหย่อน (มีธาตุนั้นน้อยเกินไป) ธาตุพิการ (ธาตุมีความบกพร่อง) ซึ่งก็จะส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย โดยที่ถ้าเราต้องการรักษาอาการเจ็บป่วยก็ต้องใช้การนวด ใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยเรื่องการปรับธาตุ หรือปรับสมดุลร่างกายให้สมบูรณ์ ยาบำรุงธาตุ ทางแพทย์แผนไทย หมายถึง ยาที่ช่วยปรับธาตุทั้ง 4 ให้อยู่ในสมดุล เพื่อให้ร่างกายปกติสุข กล่าวคือให้ร่างกายมีสุขภาพดีและแข็งแรง บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ประภาศิริ: แล้วหลังจากนวดเสร็จ มีข้อห้ามอะไรไหมคะ สำหรับคนมานวด หมอลิ้ม : อย่าไปกินของเย็น อย่าไปกินน้ำปั่น เพราะเส้นมันจะยึด อย่าดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ออกกำลังกาย นี่ก็ได้ปกติ แต่อย่ากินน้ำเย็นก็พอ ถ้าทนไม่ได้น้ำเย็นสัก 4-5 องศา นี่กินได้ แต่ถ้าติดลบนี่ห้ามเลย เพราะว่าใน ร่างกายเราอะมีธาตุ ธาตุทั้ง 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หากร่างกาย เกิดภาวะเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลนั้นจะมี ปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ 5.2 เส้น เส้นในร่างกายที่ใช้นวด เรียกว่า “เส้นประธาน” คือ เส้นซึ่งเป็นหลักสำคัญของวิชาการนวด ตามที่ บูรพาจารย์ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เชื่อกันว่ามีเส้นอยู่ในร่างกายถึง 72,000 เส้น แต่ที่เป็นเส้นประธานแห่งเส้นทั้ง ปวงมีเพียง 10 เส้นเท่านั้น เส้นประธานเป็นทางเดินของลม ซึ่งเป็นพลังกายในที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ทำงานได้ ตามปกติ เส้นประธานมีความสำคัญต่อการบำบัดรักษาโรคด้วยวิธีการนวด เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการอธิบาย ถึงความเป็นปกติสุข และความผิดปกติของร่างกายได้ โดยเฉพาะความผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดขัดหรือ
กำเริบของลม จึงสามารถนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของความผิดปกตินั้น ว่ามีความสัมพันธ์กับเส้น ประธานเส้นใด รวมทั้งสามารถกำหนดวิธีการนวดรักษา ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเส้นประธานนั้นได้อย่างมีหลักการ ทางเดินของเส้นประธานก็คือ ทิศทางการแล่นของกระแสความรู้สึกที่เกิดจากการกดจุดต่าง ๆ การนวดเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง ทางสรีรวิทยาเพื่อเกิดผลในการรักษา องค์ประกอบตาม ทฤษฎีเส้นประธาน มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1. เส้น ซึ่งมีเส้นประธาน และเส้นแขนงต่าง ๆ มีทางเดินของเส้นที่แน่นอน 2. ลม เป็นพลังซึ่งแล่นไปตามเส้น หากถลมแล่นไม่ปกติ มีการติดขัด ก่อโทษทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ 3. จุด เป็นตำแหน่งบนร่างกายที่มีความสัมพันธ์กับเส้น เมื่อกดหรือกระตุ้นถูกจุด จะเกิดกระแสความรู้สึก แล่นของลมไปตามแนวเส้นได้ บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ประภาศิริ: แล้วสมมุติว่าแค่ขาพลิกข้อเท้าพลิก หมอลิ้ม : ก็ต้องนวดทั้งตัวครับ ไล่เส้นทั้งแต่เท้าขึ้นไป เพราะเส้นคนเราเนี่ยทั้งหมดทั้งตัวมีเป็นหมื่นเส้น แต่มีเส้นที่ให้เราจับ อยู่แค่ไม่กี่ร้อยเส้น หลัก ๆ มีอยู่สิบเส้น เรียกว่าเส้นประธาน ข้อเท้าพลิกนี่ก็แก้ง่าย ๆ แต่ก็ต้อง นวดไล่เส้นทั้งตัว ณัฐวุฒิ: ก็เหมือนกับการจัดเรียงเส้นใหม่หรอครับ หมอลิ้ม : ใช่ ก็เหมือนจัดเรียงเส้นใหม่ตั้งแต่เท้าขึ้นไป เหมือนปวดคอ คอตกหมอน ก็ต้องเรียงจากเท้าขึ้น ไปหัว นวดแค่เฉพาะจุดแค่ตรงที่เขาเจ็บไม่ได้ คือคุณจะปวดอะไรมาก็ช่วงผมต้องไล่เส้นให้ทั้งตัวเรียงใหม่ ถ้าฟ้าวถ้า รีบมากไม่มีเวลาพอ วันหลังก็ค่อยมาแค่นั้น เกศราภรณ์: แล้วนวดเรียงเส้นนี่ทำยังไงคะ หมอลิ้ม : เราก็กดหาตำแหน่งเส้นที่มันจม ตรงที่มันเจ็บอะ เส้นมันจะฝัง เราก็งัดขึ้น 5.3 ระบบลมปราณ ระบบเส้นลมปราณ (经络系统 จิงลั่วซี่ถ่ง) เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญของการฝังเข็ม รมยา และ การแพทย์แผนจีนทุกสาขา เส้นลมปราณเป็นเส้นทางไหลเวียนของเลือดและชี่ โดยจะแตกแขนงเชื่อมโยงกันเป็น ร่างแหไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย แบ่งเป็นเส้นลมปราณหลัก (经จิง) และเส้นลมปราณย่อย (络 ลั่ว) เส้นลมปราณหลัก เป็นเส้นลมปราณใหญ่ มีเส้นทางตามแนวยาวของลำตัวและแขนขา มักอยู่ลึกลงไปใต้ ผิวหนังและในชั้นกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์ร่างกายส่วนบนกับส่วนล่างและอวัยวะภายในกับระบบ โครงสร้างของร่างกาย
เส้นลมปราณย่อย เป็นเส้นลมปราณที่แตกแขนงจากเส้นลมปราณหลัก ส่วนมากแยกออกตามแนวขวางไป ยังผิวหนังและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแตกเป็นแขนงย่อย ๆ เชื่อมโยงกันเป็นร่างแหคล้ายระบบเส้นเลือดฝอย หน้าที่ของระบบเส้นลมปราณ คือ 1. เป็นทางไหลเวียนของเลือดและชี่ ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายอย่างเป็นระบบ 2. ควบคุมและปรับสมดุลการไหลเวียนของเลือดและชี่ 3. เชื่อมโยงเนื้อเยื่อและอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายนอกและภายใน ตื้นและลึก บนและล่าง ซ้ายและขวา ให้ทำงานสอดคล้องสัมพันธ์กัน 4. เป็นระบบติดต่อระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม ปรับการทำงานของร่างกายให้เหมาะสม กับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปกป้องร่างกายจากเหตุแห่งโรคที่มากระทำต่อร่างกาย 5. เป็นช่องทางในการรักษาความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เส้นลมปราณเป็นช่องทางให้สาเหตุของโรค จากภายนอกรุกรานเข้าสู่ภายในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อระบบ การปกป้องร่างกายของระบบเส้นลมปราณบกพร่อง เส้นลมปราณช่วยสะท้อนอาการและอาการแสดงของ ความผิดปกติ ของอวัยวะภายในสู่ภายนอก จึงช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะ หรือตำแหน่งของการ เกิดโรค เช่น ความผิดปกติของหัวใจจะมีอาการแสดงออกมาตามแนวเส้นลมปราณหัวใจ หรือที่ลิ้น ซึ่งเป็นทวาร ของหัวใจ เป็นต้น เส้นลมปราณช่วยสะท้อนลักษณะของพยาธิสภาพ จึงช่วยในการวินิจฉัยแยกโรค เช่น การมีแผลที่ลิ้นบ่ง บอกว่ามีไฟหัวใจมากเกินไป การที่ผิวหนังมีสีคล้ำบ่งบอกถึงการไหลเวียนของเลือดและชี่ติดขัด ผิวหนังซีดขาวบ่ง บอกถึงการได้รับผลกระทบจากความเย็น เป็นต้น บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ญาณัจฉรา : แล้วนวดเสร็จจะหายเจ็บเลยมั้ยคะ หมอลิ้ม : ต้องดูอาการสัก 2-3 วัน ญาณัจฉรา : แล้วถ้า 2-3 วันยังไม่หายล่ะคะ หมอลิ้ม : ก็ต้องมาซ้ำ พวกนี้แสดงว่าระบบลมปราณมันไม่ดี เลือดลมเค้าไม่ดี อาจจะเป็นมานานเป็นแรมปี เช่น อาจจะเป็นเกิน 10 ปี พวกนี้นวดครั้งเดียวมันไม่หายหรอก มันก็ต้องมาซ้ำ ลูกค้าบางคนก็เข้าใจนะ แต่ลูกค้า บางคนก็ไม่เข้าใจคิดว่าครั้งเดียวต้องหายเลย หมอทุกคนถ้าเจอพวกปวดเป็นแรมปีอะ นวดครั้งเดียวมันไม่หาย หรอกมันต้องซ้ำ แต่ถ้าเป็นพวกปวดมาไม่กี่สัปดาห์นี่นวดครั้งเดียวจบ แต่ถ้าเป็น 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 10 ปีขึ้น พวก นี้ต้องซ้ำตลอด ไม่มีหรอก หมอเทวดาจะมานวดโป้งเดียวหาย ก็คือต้องกลับไปดูอาการสัก 2-3 วันแล้วมันจะค่อย ๆ คลาย บางคนบอกต้องหายเดี๋ยวนี้ ๆ มันไม่มีหรอกครับ ขนาดแพทย์แผนปัจจุบันยังทำไม่ได้เลย แล้วส่วนมาก
แพทย์แผนปัจจุบันนี่ยิ่งแอนตี้ผมนะ แอนตี้การจับแส้น การนวดน้ำมัน นวดแผนโบราณ ยิ่งเป็นคนไข้เค้า เค้าจะสั่ง งดสั่งห้ามเลย คือหมอแผนปัจจุบันใช้ยาฝรั่ง แต่เราจะใช้ยาสมุนไพร มันขัดกันไงมันงัดกัน 6. สถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าต่างๆไม่ว่าจะเป็น การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการรักษาด้วย วิธีทางการแพทย์สมัยใหม่ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปด้านอื่น ๆ ถึงทำให้คนในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะ เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งทางด้านรสนิยม ความต้องการและความเชื่อตามไปด้วย โดยเฉพาะด้านความเชื่อเรื่อง อำนาจของสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น ภูต ผี ปีศาจ เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลดความสำคัญลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจาก ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ความลี้ลับเหล่านี้ให้กลายเป็นหลักการที่น่าเชื่อถือได้ การแพทย์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการรักษาทำให้ การแพทย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และการรักษาทางการแพทย์ ถือว่ามีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยมากที่สุด และแพทย์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ป่วยใช้วิธีการนวดในการรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งแพทย์ได้มีการห้าม ผู้ป่วยที่อยู่ในการรักษาของตนไปรักษากับหมอนวดโดยเด็กขาด จึงทำให้ผู้ป่วยนิยมไปรักษากับแพทย์มากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญมากกว่าหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้ เช่น หมอนวด หมอผีหมอธรรม หมอลำ ผีฟ้า ร่างทรง ฯลฯ ย่อมได้รับความนิยมลดน้อยลงตามไปด้วย จากแต่เต็มที่คนให้ความสำคัญกับผู้ประกอบอาชีพ เกี่ยวกับความเชื่อเป็นอันดับที่หนึ่ง เป็นที่พึ่งพาอันดับแรก ในปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับความเชื่อดังกล่าว กลับถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นทางเลือกที่สองรองจากอาชีพที่มีความน่าเชื่อถือ จึงกล่าว ได้ว่า จากเดิมที่ผู้ประกอบอาชีพทางด้านความเชื่อที่มีสถานภาพเป็นอันดับแรกในสังคม กลับถูกลดทอนสถานภาพ ลงให้กลายเป็นผู้ที่มีความสำคัญอันดับสองหรือรองลงมาเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคม เนื่องด้วยความ เจริญก้าวหน้าทางด้านต่าง ๆ ที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นเอง โดยเฉพาะสถานภาพของหมอธรรมเฉลิมพล หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก็ได้ถูกลดทอนสถานภาพกลายเป็นบุคคลสำคัญรองจากบุคคลอื่น ๆ ด้วย สาเหตุจาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร และความก้าวหน้าทางการแพทย์ บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม ญาณัจฉรา : แล้วถ้า 2-3 วันยังไม่หายล่ะคะ หมอลิ้ม : ก็ต้องมาซ้ำ พวกนี้แสดงว่าระบบลมปราณมันไม่ดี เลือดลมเค้าไม่ดี อาจจะเป็นมานานเป็นแรม ปี เช่น อาจจะเป็นเกิน 10 ปี พวกนี้นวดครั้งเดียวมันไม่หายหรอก มันก็ต้องมาซ้ำ ลูกค้าบางคนก็เข้าใจนะ แต่ลูกค้า บางคนก็ไม่เข้าใจคิดว่าครั้งเดียวต้องหายเลย เขาก็เลยไปหาหมอที่โรงบาลแทน หมอทุกคนถ้าเจอพวกปวดเป็นแรม
ปีอะ นวดครั้งเดียวมันไม่หายหรอกมันต้องซ้ำ แต่ถ้าเป็นพวกปวดมาไม่กี่สัปดาห์นี่นวดครั้งเดียวจบ แต่ถ้าเป็น 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 10 ปีขึ้น พวกนี้ต้องซ้ำตลอด ไม่มีหรอก หมอเทวดาจะมานวดโป้งเดียวหาย ก็คือต้องกลับไปดู อาการสัก 2-3 วันแล้วมันจะค่อย ๆ คลาย บางคนบอกต้องหายเดี๋ยวนี้ ๆ มันไม่มีหรอกครับ ขนาดแพทย์แผน ปัจจุบันยังทำไม่ได้เลย แล้วส่วนมากแพทย์แผนปัจจุบันนี่ยิ่งแอนตี้ผมนะ แอนตี้การจับแส้น การนวดน้ำมัน นวด แผนโบราณ ยิ่งเป็นคนไข้เค้า เค้าจะสั่งงดสั่งห้ามเลย คือหมอแผนปัจจุบันใช้ยาฝรั่ง แต่เราจะใช้ยาสมุนไพร มัน ขัดกันไงมันงัดกัน ข้อสังเกต จากการศึกษาพบว่าความเป็นมาของหมอนวดจับเส้นมีคติที่มาจาก ความเชื่อเรื่องการไหว้ครู ความเชื่อ เรื่องการรักษาโรค ขันธ์ 5 ความเชื่อเรื่องเทพ ได้แก่ องค์พระพิฆเนศ (บรมครูทุกศาสตร์) องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์ (บรมครูแพทย์แผนไทย) องค์ฮั่วท้อเซียงซือ (บรมครูแพทย์แผนจีน) คติเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย คติความเชื่อ เกี่ยวกับสถานที่ในการนวด และคติความเชื่อเกี่ยวกับการถอดจิต ซึ่งเป็นการผสมผสานทั้งความเชื่อในศาสนาพุทธ ของประเทศไทยและของประเทศจีนมารวมกัน อีกทั้งยังมีบทสวดคาถาอาคมที่เกี่ยวของกับไสยศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อ ความเชื่อของผู้ที่เข้ามารับการรักษาด้วยการนวดจับเส้น คือคนที่มีความเชื่อเป็นคนที่เคยมารักษากับหมอนวดจับ เส้นแล้วหายจากโรคหรือหายเป็นปกติ และมีคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คือผู้ที่พึ่งมารักษาครั้งแรก ซึ่งได้ยินคำบอก เล่ามาจากคนที่ไปรักษาแล้วหาย ทำให้ในปัจจุบันคนยังมารับการรักษา การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านอยู่ เพราะยัง มีความเชื่อความศรัทธาในวิธีการรักษา คำพูด สิ่งเหนือธรรมชาติ ทำให้หมอนวดจับเส้นยังคงมีสถานภาพเป็น บุคคลสำคัญของชุมชนอยู่
บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการศึกษา สรุปผลการศึกษา การดำเนินชีวิตของผู้คนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้มีความสุข ก็ถือว่าย่อมมีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นสิ่ง ทำให้ชีวิตมีความสุขเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง ได้แก่ เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การคมนาคม อุปโภค บริโภค และ การมีคุณภาพชีวิตที่ดี การมีคุณภาพชีวิตจำเป็นจะต้องรักษาคุณภาพชีวิตทั้งทางกายและทางใจ การ รักษาคุณภาพด้านจิตใจอาจจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือจะใช้วิธีการทางความเชื่อก็ได้ เพื่อให้เรามีคุณภาพ ชีวิตที่สมดุลกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมนุษย์เราต้องการที่จะรักษาคุณภาพชีวิตให้สมดุลกันทั้งด้านร่างกายและ จิตใจ หากเรามีโรคภัยไข้เจ็บเราก็ต้องหาทางรักษาเพื่อที่จะให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี หากเราไม่สบายทางใจเรา ก็ต้องหาทางที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตใจที่ดี วิธีการช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเราสามารถ ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางความเชื่อได้ วิธีการด้านความเชื่อนี้ ผู้ที่จะรักษาให้ก็ต้องมีวิชาคาถาอาคม นั่นคือ หมอธรรม ซึ่งถือได้เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่นอกจากช่วยรักษาด้านร่างกายแล้ว ยังช่วยรักษาบำบัดด้านจิตใจ ได้ด้วย ดังนั้น คณะผู้ศึกษาจึงต้องการศึกษาเกี่ยวกับ วิถีปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น คติในการรักษาโรคของหมอ นวดจับเส้น และสถานภาพของหมอธรรมในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นประวัติความเป็นมาของหมอนวดจับเส้นแนวทาง ปฏิบัติของหมอจับเส้น พิธีกรรมต่าง ๆ ในการรักษาผู้ป่วย สถานภาพของหมอนวดจับเส้น และเพื่อให้ผู้ที่สนใจเรื่อง หมอนวดจับเส้นได้ศึกษาเกี่ยวกับวิถีปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น คติในการรักษาโรคของหมอนวดจับเส้นสถานภาพ ของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน จากการศึกษาสามารถสรุปผลได้ดังต่อไปนี้การศึกษา 1. การศึกษาทำให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น คณะผู้ศึกษาได้ศึกษานายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล (หมอลิ้ม) ซึ่งเป็นหมอนวดจับเส้นที่หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีโดยมีประเด็นศึกษาด้านวิถีปฏิบัติของหมอนวดจับ เส้นที่ประกอบไปด้วย ความหมายของหมอนวดจับเส้น ประวัติของหมอนวดจับเส้น แนวทางการเป็นหมอนวดจับ เส้น ความสามารถของหมอนวดจับเส้น ข้อปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น ขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับ เส้น สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.1 ความหมายของหมอนวดจับเส้น หมอนวดจับเส้น คือ ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเส้นต่างๆในร่างกาย จนเกิดความรู้ความสามารถโดยจะต้องปฏิบัติ ตัวอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมมีศีลมีธรรม สามารถถือข้อคลำหรือข้อห้ามว่าอย่างเคร่งครัดเช่น ไม่ดื่มสุราหรือของมึน
เมาทุกชนิด ไม่กินของดิบหรือเนื้อวัว มีผัวเดียวเมียเดียวและห้ามนำศาสตร์การนวดจับเส้นไปผสมผสานกับการ นวดแผนโบราณ 1.2 ประวัติของหมอนวดจับเส้น ชื่อนายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล (หมอลิ้ม) อายุ 39 ปีเกิดวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2525 สัญชาติไทย ศาสนา พุทธ สถานภาพ โสด ที่อยู่ปัจจุบัน 50/155 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000 วุฒิการศึกษา ม.6 ศึกษาที่โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อาชีพ หมอนวดจับเส้น ขับ Grab ช่วย ที่บ้านขายของ 1.3 แนวทางการเป็นหมอนวดจับเส้น หมอนวดจับเส้นเกิดเมื่อวันที่ 26 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2525 ที่บ้านมโนรมย์เพลส ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตอนนี้อายุ 39 ปี เมื่อตอนอายุ 17 ปี มีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังอย่างรุนแรง จึง โทรติดต่อหาหมอนวด (อาจารย์) จากนั้นจึงได้ไปทำการนวดรักษา จนกระทั่งวันหนึ่งได้เอ่ยปากขอเรียนวิชาศาสตร์ การนวดจับเส้นกับอาจารย์ โดยได้เข้ามานั่งดูท่านรักษาอาการของผู้ป่วยคนอื่นก่อน โดยใช้เวลาอยู่ 5 ปี จึงมาเรียน ศาสตร์วิชาการนวดจับเส้นเป็นเวลา 2 ปี และได้เริ่มทำการรักษาผู้ป่วยร่วมกันกับท่านอาจารย์ จากนั้นได้แยกตัว ออกมาทำการนวดรักษาคนป่วยที่บ้านของตนเองจนถึงปัจจุบัน 1.4 ความสามารถของหมอนวดจับเส้น รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพกาย ด้วยวิธีการนวดจับเส้น และใช้ยาบางชนิดร่วมในการรักษาด้วย 1.5. ข้อปฏิบัติของหมอธรรมหรือข้อคะลำ ข้อปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น มีดังนี้ ห้ามดื่มสุราหรือของมึนเมาทุกชนิด ห้ามกินของดิบหรือเนื้อวัว มีผัว เดียวเมียเดียว ห้ามเปิดร้านข้างนอก ห้ามเอาศาสตร์การนวดจับเส้นไปผสมผสานกับการนวดแผนโบราณห้ามสอน ต่อบุคคลอื่นสอนได้เฉพาะลูกหลานตัวเอง หมั่นสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน และต้องกินเจทุกวันพระ 1.6 ขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยของหมอนวดจับเส้น ในขั้นตอนการรักษาของหมอนวดจับเส้น จะเริ่มด้วยวิธีการวินิจฉัยอาการโดยการสอบถามอาการของ ผู้ป่วย จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธีการรักษา โดยมีการจัดเตรียมสถานที่ประกอบไปด้วยเตียง หมอนรองขา ไม้ สะกิดเส้น และผ้าสำหรับเช็ดเหงื่อ จากนั้นทำการไหว้ครู เมื่อไหว้ครูเสร็จหมอนวดจะเริ่มทำการรักษาโดยทำการ นวดให้ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งเริ่มนวดจากล่างขึ้นบน โดยการนวดแต่ละส่วนจะมีความแตกต่างกันและใช้เวลาไม่เท่ากัน 2. การศึกษาทำให้ทราบคติที่เกี่ยวกับหมอนวดจับเส้น จากการประกอบพิธีกรรมเพื่อการรักษาผู้ป่วยในกรณีต่าง ๆ ผู้ศึกษานำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว พบว่าหมอนวดจับเส้นมีความเชื่อเรื่องอื่น ๆ อีกดังนี้
2.1 ความเชื่อเรื่องเทพ เป็นการอันเชิญเทพทั้งสามองค์เพื่อมาปกป้องและเป็นสักขีพยานให้การรักษาประสบความสำเร็จลุล่วงไป ด้วยดี 2.2 ความเชื่อเรื่องการไหว้ครู เป็นขั้นตอนที่เชื่อมโยงกับพิธีอันเชิญเทพ เพื่อเป็นการรำลึกพระคุณ แสดงความเคารพกตเวทีต่อครูบา อาจารย์ เชื่อกันว่าการบอกกล่าวหรือการไหว้ครูจะบันดาลให้มีจิตใจที่กระจ่าง มีสติ มีปัญญา และให้อำนาจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน 2.3. ความเชื่อเรื่องการรักษาโรค เป็นความเชื่อของชาวบ้านในการรักษาโรค เมื่อเวลาป่วยอันดับแรกจะเลือกรักษากับแพทย์สมัยใหม่ก่อน หากไม่หายจึงจะหันมารักษากับธรรม 3. การศึกษาทำให้ทราบคติที่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ 3.1 ไม้สะกิดเส้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดและมีการลงคาถาอาคม แสดงให้เห็นคติความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในการ ประกอบพิธี 3.2 ขันธ์ 5 เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพบูชาสิ่งที่เรานับถือก่อนที่จะเริ่มการทำพิธีการต่าง ๆ 4. การศึกษาทำให้ทราบคติที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ 4.1 คติเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ในการนวดห้ามนอนหันหัวไปทางด้านทิศตะวันตก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย หากหันหัว เตียงไปทางทิศนั้นอายุจะสั้น จะถูกผีหลอก ผีอำ ได้ง่าย รวมทั้งยังเชื่อว่าหากยมบาลเห็นจะเข้าใจผิดคิดว่าเราตาย ไปแล้ว และจะดึงวิญญาณออกไป 4.2 คติความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ในการนวด การประกอบพิธีการนวดนั้น ต้องทำที่บ้านของหมอนวดเท่านั้น ห้ามออกไปนวดนอกสถานที่ เนื่องจาก เป็นการผิดครู 5. การศึกษาทำให้ทราบคติเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ 5.1 คติเกี่ยวกับการถอดจิต
เป็นการทำให้ดวงวิญญาณ กายทิพย์ ออกจากร่างกายเรียกว่า การถอดจิต คือ การนั่งสมาธิ กรรมฐาน แล้วถอดดวงจิตท่องไปในโลกทิพย์ สวรรค์ นรก หรือเมืองบาดาล โดยมีจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป เช่น การ ถอดจิตไปช่วยรักษาคน การถอดจิตไปเรียนวิชาต่าง ๆ กับองค์เทพหรือดวงวิญญาณแล้วกลับมารักษาผู้คน เรียกว่า วิชาผีบอก รวมถึงการถอดจิตไปยังที่ที่ต้องการจะไป เชื่อว่าการถอดจิตหรือดวงวิญญาณมนุษย์สามารถฝึกได้ด้วย ตนเอง แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นเรื่องจริง ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องอาศัยวิจารณญาณ 6. การศึกษาทำให้ทราบคติเกี่ยวกับในร่างกาย 6.1 คติเกี่ยวกับธาตุในร่างกาย เชื่อว่าในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย ธาตุ 4 คือ รูป,รูปขันธ์ หรือกองร่างกาย เกิดจากเหตุหรือสิ่งที่มาเป็น ปัจจัยกันของธาตุทั้ง 4 อันมีธาตุดิน คือปฐวีธาตุธาตุน้ำ คืออาโปธาตุธาตุลม คือวาโยธาตุและธาตุไฟ คือเตโชธาตุ เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “มหาภูตรูป” ธาตุทั้ง 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมกันเป็นร่างกายของเรา การที่ร่างกายมี ธาตุทั้ง 4 อย่างสมดุล ย่อมหมายถึง ร่างกายที่แข็งแรงปราศจากโรคภัย ในทางกลับกันถ้าร่างกายมีธาตุทั้ง 4 ที่ไม่ สมดุล คำว่า ไม่สมดุล หมายความได้ 3 อย่าง คือธาตุกำเริบ (มีธาตุนั้นมากเกินไป) ธาตุหย่อน (มีธาตุนั้นน้อย เกินไป) ธาตุพิการ (ธาตุมีความบกพร่อง) ซึ่งก็จะส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย โดยที่ถ้าเราต้องการรักษาอาการเจ็บป่วย ก็ต้องใช้การนวด ใช้สมุนไพร เข้ามาช่วยเรื่องการปรับธาตุ หรือปรับสมดุลร่างกายให้สมบูรณ์ 6.2 คติเกี่ยวกับระบบเส้นในร่างกาย เชื่อว่าเส้นในร่างการของเรานั้นมีมากแต่มีเส้นประธานหรือเส้นหลักที่สำคัญในการนวดเพียง 10 เส้น เส้น ประธานเป็นทางเดินของลมซึ่งเป็นพลังกายในที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ทำงาน มีความสำคัญต่อการบำบัดรักษาโรค ด้วยวิธีการนวด เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการอธิบายถึงความเป็นปกติและความผิดปกติ ของร่างกาย 6.3 คติเกี่ยวกับระบบลมปราณ ระบบเส้นลมปราณ เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่สำคัญของการแพทย์แผนจีนทุกสาขา เส้นลมปราณเป็นเส้นทาง ไหลเวียนของเลือดและชี่ โดยจะแตกแขนงเชื่อมโยงกันเป็นร่างแห ไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย แบ่งเป็นเส้น ลมปราณหลักและเส้นลมปราณย่อย เส้นลมปราณช่วยสะท้อนอาการ และอาการแสดงของ ความผิดปกติ ของ อวัยวะภายในสู่ภายนอก จึงช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะ หรือตำแหน่งของ การเกิดโรค 7.การศึกษาทำให้ทราบถึงสถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบัน จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถานภาพของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ชุมชนบ้าน ม่วง ตำบลหนองกวางกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่าสถานภาพของหมอนวดจับเส้นในปัจจุบันมี ความสำคัญลดลง เพราะในอดีตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์หรือการศึกษายังไม่ทั่วถึง และไม่มี บทบาทเทียบเท่ากับปัจจุบัน เมื่อคนมีอาการเจ็บป่วยก็จะเข้ารับการรักษากับหมอนวดและสอบถามเกี่ยวกับอาการ
ที่ตนเป็น แต่เมื่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จึงทำให้ ความสำคัญ ความเคารพนับถือต่อหมอนวดจับเส้นลดน้อยลง เมื่อมีอาการเจ็บป่วยชาวบ้านก็จะเลือกรักษากับ การแพทย์สมัยใหม่เสียก่อน เมื่อรักษาไม่หายหรือไม่ทราบสาเหตุจึงจะเลือกเข้ารับการรักษา กับหมอนวดจับ เส้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีคนบางกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหมอนวดจับเส้นและผู้ที่เคยรักษา อาการปวดกับหมอนวดจับเส้นแล้วหายจากโรค ก็ยังคงความศรัทธาต่อหมอนวดจับเส้นและให้ความนับถือต่อหมอ นวดจับเส้นอย่างมาก แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เชื่อในหมอนวดจับเส้น โดยยังคงยึดติดกับวิทยาศาสตร์ดังนั้นจะเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้หมอนวดจับเส้นมีบทบาทลดน้อยลงคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารความเจริญก้าวหน้า ทางการแพทย์สมัยใหม่ การศึกษาที่เข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น อภิปรายผลการศึกษา จากการศึกษาวิธีปฏิบัติของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีทำให้ทราบว่าในอดีตหมอนวจับเส้นมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของ ชาวบ้านอย่างมาก จนถึงปัจจุบันหมอนวดจับเส้นก็ยังมีบทบาทหน้าที่ในการรักษาผู้ป่วย เพียงแต่บทบาทของหมอ นวดจับเส้นนั้นได้ถูกลดทอนลงสาเหตุเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และการศึกษาได้เข้ามา มีบทบาทในปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และการศึกษาในปัจจุบันเป็นสาเหตุให้คนในปัจจุบันมีมี ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บุคคลจะเชื่อสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์หรือต้องมี หลักฐานเป็นรูปประธรรม หากเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ความเชื่อเรื่องบทสวด ทุกคนก็จะมีความเชื่อน้อยลง เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้หรือความเชื่อบางอย่างก็ได้รับการอธิบายตามวิทยาศาสตร์ ทำให้หมอนวดจับเส้นใน สังคมปัจจุบันถูกลดบทบาททางสังคมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ยังให้ความสำคัญกับหมอนวด จับเส้นเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องด้วยความศรัทธาที่มีมาตั้งแต่อดีตและความใกล้ชิดสัมพันธ์กับหมอนวดจับเส้น แนวโน้มบทบาทและความสำคัญของหมอนวดจับเส้นในอนาคตภายภาคหน้าที่สังคมจะมีความ เจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา วัฒนธรรม ประเพณีการสื่อสารที่ไร้ขอบเขตก็ อาจกล่าวได้ว่าบทบาทของหมอนวดจับเส้นอาจจะมีความสำคัญลดน้อยลงกว่าปัจจุบันเพราะคนก็ต่างมองหาความ เจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าหมอนวดจับเส้น เพราะหากหมอนวดจับเส้นรักษาคนไม่ เป็นไปตามความหวังของผู้มารักษาหรือไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้ ความเชื่อความศรัทธาก็จะลดลงไปอีกทำให้ หมอจับเส้นถูกมองว่าเป็นเพียงบุคคลธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าหมอนวดจับเส้นปฏิบัติให้คนเชื่อถือและศรัทธาในการ รักษา สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายได้ความเชื่อความศรัทธาต่อหมอนวดจับเส้น ก็ยังอยู่สืบต่อไป
ผู้ศึกษาหวังเป็นอย่ายิ่งว่า ผลการวิเคราะห์และการศึกษาของหมอนวดจับเส้น หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชน บ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการธำรงรักษา ความศรัทธาของบุคลคลรุ่นหลัง ให้บุคคลทั้งหลายเห็นความสำคัญของหมอนวดจับเส้นซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณค่ายิ่ง ในการรักษาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต่อไป ข้อเสนอแนะ 1. หมอนวดจับเส้นถือว่าเป็นหมอพื้นบ้านแขนงหนึ่งเท่านั้น ยังมีหมอพื้นบ้านแขนงอื่น ๆ ที่มีความ น่าสนใจให้คนได้ศึกษาหาความรู้ 2. หมอนวดจับเส้นไม่ได้มีความน่าสนใจเพียงแค่การนวดรักษาโรคเพียงเท่านั้น แต่ยังมีความน่าสนใจใน เรื่องอื่น ๆ อีก เช่น บทสวด ความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ของแพทย์แผนจีน ที่ควรศึกษาต่อไป
อ้างอิง Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ. (2561). ประวัติศาสตร์การนวดพื้นบ้านไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564. จาก https://www.hfocus.org/content/ Nanasara.Net. (2563). การถอดจิต. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก https://nanasara.net คำสิน ธรรมวงค์ษา. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์. จันทร์ทิรา เจียรณัย, ณัฐฐิตา เพชรประไพ, นรีลักษณ์ สุวรรณโนบล, และศรัญญา จุฬารี. (2556). การศึกษาภูมิ ปัญญาการแพทยแผนไทยการผดุงครรภ์แผนไทยและการใช้สมุนไพรของหมอพื้นบ้าน : กรณีศึกษา หมอพื้นบ้านรอบเขตพื้นที่เขื่อนน้ำพุงจังหวดสกลนคร. รายงานการวิจัย สํานักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. จิรวรรณ ธรรมวงษา. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์. เฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์. ชวลิต ทัศนสว่าง. (2530). เทคนิคการนวดสำหรับนักกีฬา. กรุงเทพมหานคร : ยูไนเต็ดท์บุ๊ค ชํานาญ ผึ่งผาย. (2550). ผลของการนวดแผนไทยประยุกต์ต่อการผ่อนคลาย. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณัฐพล เปลี่ยนศรี. (2557). ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สืบค้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 จาก https://banmuang3.blogspot.com ณัฐพัฒน์. (ม.ป.ป.). นวดสุขสัมผัส. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์กราฟฟิค ตูแวยูโซะ กูจิ. (2557). ผลของการนวดแบบประยุกต์ที่มีต่อความอดทนและแรงระเบิดของกล้ามเนื้อ และระดับ ความผ่อนคลายทางจิตใจของนักกีฬา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลับสงขลานครินทร์. ประเวศ วะสี. (2521). หมอประจำบ้าน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
ปิยนุช ยอดสมสวยและสุพิมพ์ วงศ์ทองแท้. (2552). การศึกษาภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก. โครงงานวิจัย คณะสหเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พงศธร บ่อแก้ว. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์. พิทักษ์ โค้ววันชัย. (2562). เรื่องน่ารู้เบื้องต้น เกี่ยวกับพระพิฆเนศ. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก http://www.siamganesh.com/firstknow พิสิฐ วงศ์วัฒนะ. (2539). นวดกายคลายโรค. กรุงเทพมหานคร : บริษัทโฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด มานพ ประภาษานนท์. (2521). ยืดเส้นสายคลายสารพัดโรค. กรุงเทพมหานคร : เรือนแก้วการพิมพ์ ราม วัชรประดิษฐ์. (2562). บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก http://www.arjanram.com/content_detail. สมบัติ ตาปัญญา. (2538). ศิลปะการนวดแบบไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดวงกมล สุริยา ภิญญโภช. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์. หมอเส็งสโตร์. (2563). ธาตุทั้ง 4 ในร่างกายมนุษย์. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก https://morsengstore.com/knowledge/what-is-the-four-elements/ หัวเฉียวแพทย์แผนจีน. (2560). ระบบเส้นลมปราณ. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก https://www.huachiewtcm.com/content ไหว้พระไหว้เจ้า. (2559). องค์ฮั่วท้อเซียงซือ. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564. จาก https://www.facebook.com/permalink. อภิรดี ธรรมสรณ์. (2560). การศึกษาผลของการนวดแผนไทยต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มคนวัย ทำงาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ. มหาวิทยาลับธุรกิจบัณฑิตย์. อัษฎาวุธ มีชัย. (2564, 8 กุมภาพันธ์). ราษฎร หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. สัมภาษณ์.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ประวัติผู้ให้ข้อมูล
ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติหมอนวดจับเส้น ชื่อ : นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล (หมอลิ้ม) อายุ 39 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 26 มกราคม พ.ศ. 2525 สัญชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : โสด ที่อยู่ : 50/155 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41000 วุฒิการศึกษา : อนุบาล 1 ถึง ป.3 ศึกษาที่โรงเรียนอุดรคริสต์เตียน ป.3 ถึง ม.6 ศึกษาที่โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อาชีพ : - หมอนวดจับเส้น - ขับ Grab - ช่วยที่บ้านขายของ
ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นายอัษฎาวุธ มีชัย อายุ : 21 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 10 ตุลาคม พ.ศ. 2543 สัญชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : โสด ที่อยู่ : 147 หมู่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์41000 กก.4 คป.คฟ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ วุฒิการศึกษา : กำลังเรียนตำรวจ ที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ อุดรธานี
ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นายพงศธร บ่อแก้ว (แม็ก) อายุ 21 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 22 สิงหาคม พ.ศ. 2543 สัญชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : โสด ที่อยู่ : 147 หมู่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์41000 กก.4 คป.คฟ.บช.ตชด. ค่ายเสนีย์รณยุทธ วุฒิการศึกษา : กำลังเรียนตำรวจ ที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ อุดรธานี
ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นางจิรวรรณ ธรรมวงษา อายุ 36 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 2 มีนาคม พ.ศ. 2528 สัญชาติ : ไทย เชื้อชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : สมรส ที่อยู่ : หมู่บ้านมโนรมเพลส ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหนองขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์41000 วุฒิการศึกษา : ปริญญาตรี อาชีพ : พนักงานบริษัท ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นายสุริยา ภิญญโภช อายุ : 30 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 30 เมษายน พ.ศ. 2534 สัญชาติ : ไทย เชื้อชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : โสด ที่อยู่ : 79 หมู่ 1 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์41000 วุฒิการศึกษา : ปริญญาตรี อาชีพ : พนักงานบริษัท
ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นางวันนา ธรรมวงค์ษา อายุ : 42 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 สัญชาติ : ไทย เชื้อชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : สมรส ที่อยู่ : 104 หมู่ 10 บ้านท่าม่วง ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย รหัสไปรษณีย์ 43120 วุฒิการศึกษา : ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อาชีพ : ทำนา / ค้าขาย ประวัติผู้ให้ข้อมูล ประวัติคนมารับบริการการนวดจับเส้น ชื่อ : นายคำสิน ธรรมวงค์ษา อายุ : 42 ปี วัน/เดือน/ปีเกิด : 19 กันยายน พ.ศ. 2522 สัญชาติ : ไทย เชื้อชาติ : ไทย ศาสนา : พุทธ สถานภาพ : สมรส ที่อยู่ : 104 หมู่ 10 บ้านท่าม่วง ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย รหัสไปรษณีย์ 43120 วุฒิการศึกษา : ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อาชีพ : ทำนา / รับจ้าง หมายเหตุ : ประวัติผู้ให้ข้อมูลที่ไม่มีรูปภาพประกอบ เนื่องจากผู้ให้สัมภาษณ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพและไม่ต้องการ เปิดเผยตัวตน
ภาคผนวก ข บทสัมภาษณ์
บทสัมภาษณ์หมอลิ้ม นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล (หมอลิ้ม) บุคคล บทสัมภาษณ์ ประภาศิริ ชื่ออะไรคะ หมอลิ้ม นายเฉลิมพล ฐิติกานต์สกุล ชื่อเล่นลิ้ม หรือหมอลิ้มนั่นแหละ ประภาศิริ อายุเท่าไรคะ หมอลิ้ม หมอลิ้ม 39 ปี ประภาศิริ เกิดวันที่เท่าไหร่ หมอลิ้ม 26 มกราคม พ.ศ. 2525 ประภาศิริ ที่อยู่ล่ะคะ หมอลิ้ม 50/155 หมู่บ้านมโนรมย์ ชุมชนบ้านม่วง ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41000 เกศราภรณ์ พี่เรียนการนวดนี้มาจากไหนคะ เรียนนานไหม หมอลิ้ม ใช้เวลาเรียนมา 2 ปีจบ แต่ว่าพี่รู้จักกับอาจารย์ โดยพี่เป็นลูกค้าแกก่อน เมื่อตอนอายุ 17 ประมาณปี 42 - 43 ตอนนั้นปวดหลัง เลยติดต่อโทรหาอาจารย์ ไม่ใช่ทางไลน์นะ โทรเอา สมัยนั้นยังไม่มีเนาะ แกก็ให้ลงคิวในปฏิทิน พี่ก็ลงคิวในปฏิทิน แล้วก็ไปหาเพิ่นตามเวลาที่ นัดไว้ นวดกับอาจารย์อยู่สิบปี ก็สนิทกับเพิ่น แล้วในเวลา 10 ปีนี้ พี่สนใจในวิชานวดแก สนใจนะแต่ไม่กล้าเอ่ยปากบอกแก เพราะเคยเห็นมานวดมาหาแกหลายคน ขอให้แกสอน แกไม่ยอมสอนเลย แกไล่หนีหมด มีหมอคนนึงนะเป็นลูกค้าแกนี่แหละเสนอเงินให้แกสาม แสน แกไล่หนีเลยแกไม่สอน ตอนแรกพี่ก็คิดว่าแกหวงวิชาก็เลยเฉย ๆ พออายุสัก 25 - 26 ตอนนั้นผมก็สนิทกับอาจารย์นะ ซี้ปึ๊กเลยล่ะ พอจะนวดปุ๊บก็แบบตาม จะนวดมีคิว ว่างไหม แกก็เปิดปฏิทินดู เออวันนี้ว่างนะมาเลย ผมก็ไปตามนัด เสร็จปุ๊บมีอยู่วันนึง ผมก็ นอนนวดอย่างนี้แหละ ตาก็นวดผมอยู่ ผมก็เลยเอ่ยปากขอวิชาเพิ่น ตาผมชื่อลิ้มนะ ผม อยากจะขอศึกษาวิชาการนวดของตา เพิ่นก็เลยถามว่า มึงสิเอาติ ตอนนั้นจบแค่ ม.3 หา งานไม่ได้ เต็มที่ก็รอคอยล้างจาน ถ้าตาสอนผมนี่ยังพอจะมีอาชีพติดตัวในอนาคตได้เนาะ ตาสอนผมซะ หมอลิ้ม อาจารย์ก็เลยหัวเราะ โอ้พรุ่งนี้กูรับแขกอยู่เด้ มึงมานั่งดูกูนวดก่อนแล้วกัน น้องเชื่อไหมพี่ ไปนั่งดูแกนวดอยู่ 5 ปี นั่งดูเฉย ๆ นะ 5 ปีนี่ แล้วแกค่อยสอนผมสอนอยู่ 2 ปี ค่อยเป็น แต่ผมไม่ได้พักค้างแรมกับแกนะ ไปเรียนเช้าเย็นก็กลับ
บุคคล บทสัมภาษณ์ ประภาศิริ เรียนอยู่ไหนคะ หมอลิ้ม บ้านหนองใสครับ เกศราภรณ์ แล้วตอนเรียนมีกฎหรือศีลอะไรบ้างไหมคะ หมอลิ้ม เออ คนที่รับวิชานี้อะ เหมือนจะต้องมีศีล 5 นะ แต่มันไม่ใช่ศีล 5 นะ มันจะเป็นแบบ ข้อ แรกที่ผมรู้นะ คือ ห้ามดื่มเหล้า ดื่มสุรา ข้อที่สองผัวเดียวเมียเดียว ก็คือว่าสมมุติว่าผม แต่งงานนะ ถ้าภรรยาเลิกหรือเสียชีวิตไป ผมห้ามไปแต่งงานใหม่ จะผิดครูเลย ข้อที่สาม คือ ห้ามไปเปิดร้านข้างนอก เช่น ตามร้านข้างนอก ตรงหนองประจักษ์นี่ห้ามเลย ให้ทำ ที่บ้านอย่างเดียวเท่านั้น มันจะผิดครู ญาณัจฉรา แล้วคือห้ามกินแค่เหล้าหรอคะ หมอลิ้ม หมอลิ้ม ไม่ใช่แค่เหล้าสิ ของดิบก็ไม่ให้กิน เลือดสด ๆ ของดิบ ๆ นั่น เขาไม่ให้กินเลย แล้วก็ข้อที่สี่อย่าเอาวิชานี้ไปผสมกับพวกนวดแผนโบราณ ไม่เอา ไม่ให้แล้วอะไรอีกนะ เยอะอยู่ พี่ก็จำไม่ได้เหมือนกัน...เออข้อที่ห้า ห้ามสอนต่อให้สอนเฉพาะลูกหลานตัวเอง กับพี่น้องในสายเลือดเท่านั้น ถ้าจะสอนคนข้างนอกต้องคัดคนดีๆ พิจารณาดีๆ แล้วก็ สอน แต่ว่าอาจารย์พี่บอกว่าถ้าไม่จำเป็นก็อย่าสอนท่านสั่งแค่นี้แหละ อีกข้อก็คือ หมั่น สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติตัวให้อยู่ในศีล แล้วก็ปีนึงให้กินเจทุกวันพระ ประภาศิริ ทุกวันพระหรอคะ หมอลิ้ม ใช่ครับ ผมก็กินเจเกือบทุกวัน เมื่อวานไม่ใช่วันพระผมก็กินเหมือนกัน เกศราภรณ์ แล้ววันพระรับนวดไหมคะ หมอลิ้ม จริงแล้วอะ อาจารย์ผมจะไม่รับนวดนะ แกจะไปหานวดให้พระ แต่ของผมนี่สามารถนวด ได้ แต่ถ้ากรณีวันพระแล้วมีพระมานวด อย่าไปเก็บเงินจากท่าน ให้นวดถวายท่านเลย แต่ ถ้าไม่ใช่วันพระเป็นวันธรรมดาพระมานวด เก็บค่าครูท่านได้ แต่อย่าไปเรียกร้องเขา แล้ว ก็จะไม่รับนอกสถานที่ด้วย เกศราภรณ์ แล้วค่าครูคนทั่ว ๆ ไปคิดยังไงคะ หมอลิ้ม ค่าครูคนทั่วไปอย่างน้องคนนี้นะ 500 แล้วก็การรับค่าครูนี่เราห้ามไปรับจากมือลูกค้านะ ครับ ให้ลูกค้าใส่ในพาน ญาณัจฉรา หนูเป็นผู้หญิงนวดได้ไหมคะ หมอลิ้ม นวดได้ครับไม่เกี่ยว ญาณัจฉรา แล้วถ้ามีลูกผู้หญิงจะสอนวิชาต่อได้ไหมคะ หมอลิ้ม ได้สอนได้หมดเลยจะลูกชายหรือลูกสาว
บุคคล บทสัมภาษณ์ ประภาศิริ ถ้ามีประจำเดือนนวดได้ไหมคะ หมอลิ้ม นวดได้ครับ ยกเว้นโรคบางโรค เช่น โรคเบาหวาน ความดันเกิน 200 นี่ไม่ได้ มะเร็งระยะ สุดท้ายนวดไม่ได้ คนที่มีแผลเบาหวานติดเชื้อนวดไม่ได้ โรคอ้วนก็นวดไม่ได้ ประภาศิริ แล้วรักษาโรคอะไรคะ หมอลิ้ม รักษาโรคที่เกี่ยวกับพวกเส้น ตัวอย่างเช่น ข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง สลักเพชรจม ญาณัจฉรา สลักเพชรจมคืออะไรหรอคะ หมอลิ้ม ขามันเอียง เส้นมันอยู่ตรงก้น นี่อย่าน้องคนนี้เป็นสลักเพชร นี่มันจะอยู่ตรงนี้ช่วง ๆ เอว แล้วก็แก้เรื่องสะบักจมยกแขนไม่ขึ้น คอนอนตกหมอน ไมเกรน เอาคร่าว ๆ ก่อนเนาะ จริง ๆ มันแก้ได้หลายโรค ประภาศิริ ปวดหลังประจำเดือนได้ไหมคะ หมอลิ้ม ได้ครับ แต่ต้องกินยาคู่ด้วย ณัฐวุฒิ แล้วแต่ละโรคใช้คาถาเดียวกันไหมครับ หมอลิ้ม ไม่มีคาถานะครับ แค่นี้ครับ ณัฐวุฒิ ตอนนวดไม่มีคาถาหรอครับ หมอลิ้ม ไม่มีนะ แต่ก่อนนวดจะต้องสวดคาถาบูชาองค์พระพิฆเนศกับปู่ชีวกก่อน แล้วก็มาไหว้ องค์ฮั่วท้อเซียงซือเป็นบรมครูเกี่ยวกับแพทย์แผนจีน ปู่ชีวกจะเป็นบรมครูเกี่ยวกับแพทย์ แผนไทย พระพิฆเนศจะเป็นบรมครูเกี่ยวกับทุกศาสตร์ หมอลิ้ม อันนี้ก็เป็นศาสตร์และศิลป์อีกอย่างนึง แล้วสุดท้ายก็มาไหว้ อาจารย์ผม ตอนนวดก็ไม่ได้ ท่องอะไร แต่ทุกเช้าผมตื่นตอนเช้าอะไรเสร็จสรรพ เปลี่ยนน้ำพระให้เสร็จ อาบน้ำเสร็จ ผมจะสวดมนต์ทุกเช้า ประภาศิริ ใช้อุปกรณ์อะไรบ้างคะ หมอลิ้ม มือกับผ้าและไม้สะกิดเส้นแค่นั้น ญาณัจฉรา ใช้น้ำมันอะไรไหมคะ หมอลิ้ม ไม่ครับ ไม่ได้ใช้มันจะทำให้มือลื่น หาเส้นได้ยากครับ เกศราภรณ์ แล้วที่ว่าใช้ยาควบคู่นี่อะไรคะ ยาแผนปัจจุบันหรอคะ หมอลิ้ม ยาแผนโบราณครับ ประภาศิริ มีให้หรอคะ
บุคคล บทสัมภาษณ์ หมอลิ้ม อ๋อ ต้องไปซื้อเองครับ ผมจะเขียนชื่อยาให้ แล้วก็ไปซื้อเอง ร้านขายยามันจะมีขายอยู่ แต่ ก่อนอาจารย์ผมจะต้มยาเองนะ แกจะเทใส่ถุงแจกให้ลูกค้าไปกิน แต่ตอนผมเรียน แก ไม่ได้สอนผมต้มยา ประภาศิริ อ๋อ แต่ว่าถ้าเป็นระดับอาจารย์จะต้มยาเองหรอคะ หมอลิ้ม ต้มเองครับ แกปลูก ดอง ต้มเองหมด ปรุงยาเองหมด ญาณัจฉรา ต่อวันรับนวดกี่คนคะ หมอลิ้ม ประมาณ 3 คนครับแล้วแต่เวลา ญาณัจฉรา แล้วแต่ละคนใช้เวลาเท่าไหร่คะ หมอลิ้ม แต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากันครับ บางคน 1 ชั่วโมง บางคน 2 ชั่วโมง แล้วแต่อาการ บางคน 3 ชั่วโมงก็มี แต่ที่เจอนานสุดเลยนะ 5 ชั่วโมงก็มี ประภาศิริ เขาเป็นอะไรมาหรอคะ หมอลิ้ม 5 ชั่วโมงนี่ เขาเส้นตันทั้งตัว เส้นมันตันทั้งตัว เลือดลมไม่เดิน เพราะเขาไปกินของแสลง เยอะ เกศราภรณ์ แล้วคนที่มานวดต้องเตรียมตัวยังไงบ้างคะ หมอลิ้ม ฮ่า ก็แต่ตัวสบาย ๆ แต่ถ้าเป็นลูกค้าประจำผมจะให้เขามาเลย ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ผมจะให้ โอนเงินค่ามัดจำก่อน เพราะที่ผ่านมาเจอลูกค้าโรคจิต หมอลิ้ม โทรมานัดแล้วไม่มา เมื่อวานวันก่อนก็เจอนะโทรนัดแล้วก็ไม่มา โทรติดต่อขาประจำก็ไม่ ติด คือเราก็เสียไปเลย น้องสาวผมเขาเลยบอกถ้าขาใหม่ให้มัดจำสัก 300-400 ก่อน แล้ว ถ้าคุณนัดแล้วไม่มาผมก็ไม่คืนค่ามัดจำให้ แต่ถ้าลูกค้าประจำนี่ไม่ต้อง มาได้เลย ประภาศิริ แล้วหลังจากนวดเสร็จ มีข้อห้ามอะไรไหมคะ สำหรับคนมานวด หมอลิ้ม อย่าไปกินของเย็น อย่าไปกินน้ำปั่น เพราะเส้นมันจะยึด อย่าดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ออก กำลังกายนี่ก็ได้ปกติ แต่อย่ากินน้ำเย็นก็พอ ถ้าทนไม่ได้น้ำเย็นสัก 4-5 องศา นี่กินได้ แต่ ถ้าติดลบนี่ห้ามเลย เพราะว่าในร่างกายเราอะมีธาตุ ธาตุทั้ง 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาก ร่างกาย เกิดภาวะเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลนั้นจะมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เกิด การเจ็บป่วยได้ ญาณัจฉรา แล้วลูกค้าส่วนใหญ่อายุเท่าไหร่คะ หมอลิ้ม ประมาณ 30 กว่าถึง 40 ครับ ญาณัจฉรา อ๋อ แต่ไม่มีคนแก่ หมอลิ้ม คนแก่ก็มีครับ แต่มีน้อย ผมเคยเจอเด็กสุด 11 ขวบเอง
บุคคล บทสัมภาษณ์ ประภาศิริ อาชีพที่มานวดส่วนมากเป็นอาชีพไหนคะ หมอลิ้ม ก็คนที่ทำงานทั่ว ๆ ไป ทำงานออฟฟิศนี่เยอะเลย แล้วก็รับราชการ ตำรวจ ทหารก็มี แล้ว ก็มีรองผู้ว่าอุดร นายอำเภอศรีธาตุก็มานวด ประภาศิริ แล้วถ้าสมมุติพี่นวดครบ 3 คนแล้ว แต่หนูเป็นถึงผู้ว่าอุดรเลยอยากมานวด พี่จะนวดไหม คะ หมอลิ้ม จะนวดเป็นคนที่ 4 หรอ ก็พิจารณาตามความเหมาะสม ดูตามเวลา ถ้าเกิน 2 ทุ่มแล้วนี่ก็ ไม่รับเลย ประภาศิริ เพราะอะไรคะ หมอลิ้ม มันล้าครับ ณัฐวุฒิ พี่เคยไปนวดที่อื่นไหมครับ หมอลิ้ม พี่ไม่เคย แต่อาจารย์พี่เคยไปนวดให้หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่ แกเป็นหมอนวดประจำตัว หลวงพ่อคูณนะ หลวงพ่อคูณท่านเนี่ยเรียกอาจารย์ผมทุกเดือน ให้ลูกศิษย์จากโคราชเอา รถมารับไปนวดให้หลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่ ตั้งแต่ปี 21 จนถึงปี 49 อาจารย์ผมไปนวดให้ หลวงพ่อคูณทุกเดือน ญาณัจฉรา พี่จบ ม.3 จากไหนคะ หมอลิ้ม โรงเรียนบ้านหมากแข้ง ญาณัจฉรา แล้วพ่อกับแม่พี่ไปไหนคะ หมอลิ้ม อ๋อ ไปค้าขายครับ เปิดร้านอยู่อุดร ญาณัจฉรา แล้วพี่ไปช่วยแม่มั้ยคะ หมอลิ้ม วันไหนไม่ได้นวดก็ไปช่วยพ่อกับแม่ ประภาศิริ แล้วมานวดต้องจองคิวมั้ยคะ หมอลิ้ม ต้องจองคิวครับ แต่ก่อนเต็มทุกสัปดาห์เลย แต่ทีนี้เจอโควิดระลอกใหม่ คนก็เลยซา เดี๋ยวนี้3-4 วันคนนึง หรืออาจจะเป็นเดือนล่ะ 1-2 ก็มีครับ แล้วแต่ช่วง เกศราภรณ์ แล้วที่พี่นวดต่างกับนวดแผนโบราณยังไงคะ หมอลิ้ม นวดแผนโบราณอันนั้นเขานวดแบบผ่อนคลาย คือคนที่มีอาการ เช่น เจ็บเข่า เจ็บข้อเท้า เจ็บสะบักมันจะไม่ช่วย พูดยากอะ มันคนละสายกัน ไอ้พวกนั้นมันนวดให้เราสบาย มัน คนละสายกันมันพูดยาก อันนี้มันแพทย์แผนจีน