The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wilaiwan Wilairat, 2020-01-13 03:35:30

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

เอกสารประกอบการสอน
รายวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนท่ี

วิไลวรรณ วไิ ลรตั น

คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร

มหาวิทยาลยั ราชภฏั ยะลา

2560

เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ าแผนทีแ่ ละการแปลความหมายแผนท่ี

วไิ ลวรรณ วไิ ลรตั น
วท.ม. (ภูมศิ าสตร)

คณะมนษุ ยศาสตรและสงั คมศาสตร

มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

2560

(1)

คํานํา

เอกสารประกอบการสอน รายวิชาแผนท่ีและการแปลความหมายแผนท่ี รหัส 2133102 ได
แบงเน้อื หาในการสอนออกเปน 9 บท มุงใหผูเรียนมีความรูความเขาใจในการอานแผนที่และสามารถ
นําแผนที่ไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันได เน้ือหาประกอบดวย ประวัติความเปนมาของแผนที่
องคประกอบของแผนที่ สัญลักษณในแผนที่ เสนโครงแผนท่ี ทิศทาง ระบบพิกัดบนแผนท่ี มาตรา
สวนแผนท่ี ความสงู และทรวดทรง เปนตน

ผูเขียนไดศึกษาคนควารวบรวมรายละเอียดแตละบทจากหนังสือ และเอกสารตางๆ ที่
เกีย่ วขอ ง หวงั เปน อยา งยิง่ วา เอกสารประกอบการสอนนี้จะเปนประโยชนตอการเรียนการสอนในวิชา
ภูมศิ าสตรรายวิชาแผนทแ่ี ละการแปลความหมายแผนท่ี หากทานท่ีนําไปใชมีขอเสนอแนะผูเขียนยินดี
รับฟง เพ่ือจะไดนําไปแกไขปรับเนื้อหาใหมีความสมบูรณมากยิ่งขึ้น และขอขอบคุณในความ
อนเุ คราะหน นั้ มา ณ โอกาสนีด้ วย

วิไลวรรณ วิไลรัตน
2 กรกฎาคม 2560

สารบญั (2)

คาํ นาํ หนา
สารบัญ (1)
สารบัญภาพ (2)
แผนบรหิ ารการสอนประจําวิชา (6)
แผนบรหิ ารการสอนประจําบทที่ 1 (9)
บทท่ี 1 ความหมายและความสําคญั ของแผนท่ี 1
3
ความนํา 3
ความหมายของแผนท่ี 3
การแบง ชนดิ ของแผนที่ 5
ประโยชนข องแผนที่ 8
บทสรปุ 10
แบบฝกหดั 11
บรรณานุกรม 12
แผนบริหารการสอนประจาํ บทท่ี 2 13
บทท่ี 2 ประวัตคิ วามเปน มาของแผนที่ 15
ความนาํ 15
แผนทย่ี คุ โบราณ 15
แผนท่ียุคกลาง 19
แผนท่สี มัยใหม 19
การผลติ แผนท่ีในประเทศไทย 21
บทสรุป 22
แบบฝกหดั 23
บรรณานกุ รม 24
แผนบรหิ ารการสอนประจําบทท่ี 3 25
บทท่ี 3 โลกและองคประกอบของโลก 27
ความนํา 27
รูปทรงของโลก 27

สารบัญ (ตอ) (3)

การหมนุ ของโลก หนา
การเอียงของแกนโลก 28
ฤดกู าล 30
เสน วงกลมใหญ 30
ละตจิ ูด ลองจิจูด 34
เสนเมอรเิ ดยี น เสนขนาน 34
การกําหนดเวลาของโลก 36
บทสรุป 37
แบบฝกหัด 40
บรรณานุกรม 41
แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทท่ี 4 42
บทที่ 4 เสน โครงแผนท่ี 43
ความนํา 45
ความหมายของเสนโครงแผนท่ี 45
การจาํ แนกคณุ สมบัติของเสนโครงแผนท่ี 45
เสนโครงแผนทแี่ บบทรงสัมผัส 45
เสน โครงแผนที่แบบทรงกรวย 48
เสนโครงแผนท่ีแบบทรงกระบอก 50
บทสรุป 52
แบบฝก หดั 54
บรรณานกุ รม 56
แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 5 57
บทที่ 5 องคประกอบของแผนท่ี 58
ความนาํ 60
ความหมายขององคประกอบแผนท่ี 60
องคประกอบภายนอกขอบระวาง 60
องคประกอบภายในขอบระวาง 60
สัญลักษณใ นแผนท่ี 66
68

สารบัญ (ตอ ) (4)

สัญลกั ษณบ อกคณุ ลักษณะ หนา
สัญลักษณบ อกปริมาณ 69
บทสรปุ 71
แบบฝกหัด 72
บรรณานุกรม 73
แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทท่ี 6 74
บทที่ 6 ระบบพิกดั บนแผนที่ 75
ความนาํ 76
ความหมายของระบบพกิ ดั บนแผนท่ี 76
ระบบพิกัดภูมิศาสตร 76
ระบบพกิ ดั กริด 76
บทสรปุ 78
แบบฝก หัด 80
บรรณานุกรม 81
แผนบริหารการสอนประจําบทท่ี 7 82
บทท่ี 7 มาตราสว นแผนที่ 83
ความนาํ 85
ความหมายของมาตราสว นแผนที่ 85
การแสดงมาตราสวนบนแผนที่ 85
ความแตกตางของมาตราสว นแผนท่ี 85
การหาระยะทางบนแผนท่ี 86
การยอ และขยายมาตรสว นแผนที่ 87
สรุป 88
แบบฝกหดั 90
บรรณานุกรม 91
แผนบรหิ ารการสอนประจําบทที่ 8 92
บทที่ 8 ทศิ ทาง 93
ความนาํ 95
95

สารบญั (ตอ) (5)

ความหมายของทิศทาง หนา
ทศิ หลกั 95
การบอกทศิ 95
การหามุมแบริ่ง 97
การหามมุ อาซิมทุ 98
การหาทิศโดยธรรมชาติ 99
สรุป 100
แบบฝก หัด 103
บรรณานุกรม 104
แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทที่ 9 105
บทที่ 9 ความสูงและทรวดทรง 106
ความนํา 108
พนื้ หลกั ฐาน 108
เสน ชน้ั ความสูง 108
ลักษณะภมู ิประเทศและทรวดทรงจากเสนชนั้ ความสูง 109
ความลาดเอียง 111
การสรางภาพตดั ขวางและการหาความสงู ผดิ พลาด 113
สรปุ 116
แบบฝก หัด 118
บรรณานกุ รม 119
บรรณานกุ รม 120
121

(6)

สารบัญภาพ หนา
4
ภาพที่ 5
1.1 ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับการใชแผนท่ี 5
1.2 แผนท่แี บบแบนแสดงขอมลู จังหวดั ยะลา 6
1.3 แผนท่ีภมู ปิ ระเทศเมืองบริเวณสะพานโกลเดนเกต รัฐแคลิฟอรเ นยี สหรัฐอเมริกา
1.4 แผนท่ีภาพถายจากดาวเทียม WorldView-2 ของสหรฐั อเมรกิ า มี Sensor 0.46 15
16
เมตร
2.1 แผนทช่ี าวบาบโิ ลน (clay tablet from Ga-Sur) 16
2.2 แผนทเ่ี ดินเรือของชาวหมูเกาะมารแชลลและชาวโพลนิ ีเชียนใชเดนิ เรอื ใน 17
18
มหาสมุทร 18
2.3 แผนทชี่ าวเอสกิโม 19
2.4 แผนที่ Hua I T’u ของชาวจนี โบราณ 20
2.5 แผนทีข่ องปโตเลมี 20
2.6 แผนท่ีสมัยโรมัน 21
2.7 แผนทย่ี ุคกลาง 27
2.8 แผนทีท่ างการเดินเรอื 28
2.9 แผนทข่ี ว้ั โลกของ Gerard Mercator 29
2.10 แผนที่แผนทย่ี ุทธศาสตรส มยั พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 1 30
3.1 รปู ทรงของโลก 31
3.2 การการหมุนรอบตัวเองของโลก 32
3.3 การหมุนของโลกรอบดวงอาทิตย 33
3.4 การเอียงของแกนโลก 34
3.5 วันทีแ่ สงดวงอาทิตยต ้ังฉากตรงเสน ศูนยสูตร 35
3.6 วนั ทีม่ ชี วงเวลากลางวนั และกลางคนื ไมเ ทา กนั 36
3.7 กราฟอะนาเลมมา 38
3.8 เสน วงกลมใหญและเสนวงกลมเลก็ 40
3.9 เสนละตจิ ดู
3.10 เสน ลองจิจูด
3.11 นาฬิกาบริเวณหอดดู าว the Royal Observatory ที่กรนี ชิ
3.12 เสนแบงเขตวนั สากล

สารบัญ (ตอ) (7)

ภาพท่ี หนา
4.1 แนวความคดิ ในการสรา งเสน โครงแผนท่ี 46
4.2 การฉายเงาวัตถุตามทรวดทรงตางๆท่ีนําไปสรา งเสนโครงแผนท่ี 47
4.3 พืน้ ผวิ ท่ใี ชในการจําลองเพอ่ื ใหเงาของเสน ขนานและเสนเมริเดียน 47
4.4 เสน โครงแผนทแี่ บบระนาบสัมผัส 48
4.5 เสน โครงแผนทแ่ี บบโนโมมกิ 48
4.6 เสนโครงแผนที่แบบสเตริโอกราฟก 49
4.7 เสนโครงแผนท่ีแบบออรโทกราฟ 49
4.8 เสนโครงแผนที่แบบกรวย 50
4.9 เสน โครงแผนท่ีแบบกรวยสมั ผัส 50
4.10 เสน โครงแผนที่แบบกรวยตดั 51
4.11 เสนโครงแผนท่ีแบบหลายกรวย 51
4.12 เสนโครงแผนที่แบบทรงกระบอก 52
4.13 เสนโครงแผนที่คงพนื้ ท่แี บบทรงกระบอก 52
4.14 เสน โครงแผนทีค่ งพื้นทแี่ บบกอลล 53
4.15 เสน โครงแผนทค่ี งพนื้ ท่แี บบเมอรเ คเตอร 54
5.1 ชื่อชดุ ของแผนที่และมาตราสวน 60
5.2 เลขหมายแผน ระวาง 61
5.3 มาตราสว น ในแผนท่ี L7018 62
5.4 สารบัญระวางตดิ ตอ 63
5.5 สารบัญแสดงแนวแบงเขตการปกครอง 63
5.6 แผนผงั มุมบายเบน 64
5.7 คําแนะนําเกย่ี วกับระดับสงู 64
5.8 ศัพทานุกรมทา ยระวาง 65
5.9 ช่อื ภูมิศาสตร 67
5.10 รปู แบบของสัญลักษณบ นแผนท่ี 69
5.11 รูปแบบของสญั ลักษณบอกคุณลกั ษณะ 70
5.12 รูปแบบของสัญลกั ษณบอกปริมาณ 72
6.1 ระบบพิกดั ทางภมู ิศาสตร 77

สารบัญ (ตอ) (8)

6.2 ระบบพิกัด UTM กริด หนา
6.3 ตัวอยา งเลขอักษรประจาํ เขตกรดิ 79
7.1 มาตราสว นบรรทดั 79
8.1 ทิศเหนอื จริง 86
8.2 ทิศเหนอื แมเหลก็ 95
8.3 ทิศเหนือกรดิ 96
8.4 แผนผังมุมบายเบนของทศิ เหนอื 96
8.5 การบอกทิศแบบไทย 97
8.6 การบอกทศิ ธรรมดาและแบบชาวเรือ 97
8.7 แสดงมุมแบร่ิง 98
8.8 แสดงมุมอาซมิ ุท 99
8.9 การใชแ สงเงาจากดวงอาทติ ย 100
8.10 การหาทศิ จากดวงดาว 101
9.1 แสดงเสนชัน้ ความสูง 102
9.2 ชนิดของเสนชัน้ ความสงู 108
9.3 ชนิดภมู ปิ ระเทศและทรวดทรงจากเสนชนั้ ความสงู 111
9.4 หบุ ลําธาร 112
9.5 หลมุ ยุบ 112
9.6 ลาดสมาํ่ เสมอ 113
9.7 ลาดเวา 113
9.8 ลาดนนู 114
9.9 การสรางภาพตัดขวาง 114
117

1

แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทท่ี 1

หวั ขอเนือ้ หาประจาํ บท
1. ความนาํ
2. ความหมายของแผนที่
3. การแบง ชนดิ ของแผนท่ี
4. ประโยชนข องแผนท่ี
5. บทสรปุ

วตั ถปุ ระสงคเชงิ พฤติกรรม
1. นักศกึ ษาสามารถบอกความหมายและความสาํ คัญของแผนท่ีได
2. นกั ศึกษาสามารถอธิบายการแบง ชนิดของแผนทปี่ ระเภทตางๆ ได
3. นกั ศึกษาสามารถบอกประโยชนของแผนท่ใี นดานตา งๆ ได

กจิ กรรมการเรียนการสอนประจาํ บท
1. บรรยายเนอื้ หาจาก สอ่ื Power Point หนังสือ และเอกสารที่เก่ียวของ
2. เปด ส่อื วดี ที ัศนเ พอ่ื ศึกษาเกี่ยวกับประโยชนของแผนที่
3 แบง กลุมนักศึกษาเพอื่ ศึกษาแผนทีภ่ ูมิประเทศและภาพถายทางอากาศ
4. อภิปรายรว มกนั ภายในกลุม และนําเสนอผลการศึกษาคนควา หนา ช้นั เรียน
5. ทาํ แบบฝก หดั ทา ยบทรายบคุ คล
6. อาจารยและนักศกึ ษาสรปุ ประเดน็ จากการศึกษารวมกนั

สอื่ การเรียนการสอน
1. หนงั สือ และเอกสารท่ีเก่ียวขอ ง
2. สื่อ Power Point
3. เครอ่ื งคอมพิวเตอร
4. แผนที่ภมู ปิ ระเทศ
5. ภาพถายทางอากาศ
6. สือ่ วดี ีทศั น

2

การวัดและการประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรมในชัน้ เรียน การเขาชน้ั เรียน
2. สงั เกตการทาํ กิจกรรมกลมุ การมปี ฏิสัมพันธร ะหวา งบุคคล การมสี ว นรว มในกิจกรรม
3. ผลการนาํ เสนองานหนา ชัน้ เรียนจากการศึกษาคน ควา
4. ตรวจผลงานจากการทาํ แบบฝกหดั ทา ยบท

3

บทที่ 1
ความหมายและความสาํ คัญของแผนที่

1. ความนํา
แผนที่เปนเครื่องมือท่ีชวยในการวิเคราะหขอมูลเชิงพื้นท่ี มีความสําคัญในการศึกษาทาง

ภูมิศาสตร เพราะเปน การบันทึกขอมูลท่ีปรากฏอยูในภูมิประเทศท้ังท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและส่ิง
ที่มนุษยสรางขึ้น ซ่ึงมีความสัมพันธกับกิจกรรมตางๆ ของมนุษยในพ้ืนที่นั้น ดังน้ันการศึกษาในเรื่อง
แผนทแ่ี ละการแปลความหมายจึงมีความจําเปน เพราะจะชวยใหเราสามารถนําแผนท่ีไปใชประโยชน
ในดานตางๆ ไดอยา งเหมาะสม

2. ความหมายของแผนท่ี
ธวชั บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย (2551) อธิบายความหมายวา แผนท่ี หมายถึง สิ่งที่

แสดงลักษณะของผิวโลก ท้ังท่ีเปนอยูตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น โดยแสดงลงบนพื้นราบ
อาศยั การยอสว นใหเลก็ ลงตามขนาดท่ีตองการ และใชเครื่องหมายหรือสัญลักษณแทนส่ิงที่ปรากฏอยู
บนพนื้ โลก

ไพฑรู ย ปยะปกรณ และคณะ (2549) อธบิ ายความหมายวา แผนที่ คือสิ่งท่ีแสดงลักษณะภูมิ
ประเทศของผิวโลกทั้งท่ีเปนอยูตามธรรมชาติและสวนท่ีมนุษยปรุงแตงขึ้น โดยนํามาแสดงลงในพ้ืน
ราบจะเปนกระดาษหรือวัตถุอยางใดอยางหน่ึงท่ีแบน ดวยการยอสวนใหเล็กลงตามขนาดท่ีตองการ
ซ่ึงตองอาศัย เคร่ืองหมาย สัญลักษณ ทิศทาง มาตราสวน และส่ิงอื่นๆ ท่ีชวยทําใหการอานลักษณะ
ภูมิประเทศไดถูกตองแมนยํามากยิ่งข้ึน ดังน้ันแผนที่จึงเปนเคร่ืองมือท่ีดีที่สุดท่ีใชในการศึกษาวิชา
ภมู ศิ าสตร

ประมาณ เทพสงเคราะห (2541) อธิบายความหมายวา แผนท่ี คือส่ิงที่ใชลักษณะตางๆบน
พนื้ โลก ทั้งท่ีเปน อยูตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษยปรุงแตงขึ้น อาจเขียนลงบนแผนกระดาษหรือวัตถุที่
แบนราบหรือแผนรองรับใดๆก็ได ปกติแลวแสดงรายละเอียดลงบนพ้ืนราบตามมาตราสวนท่ีกําหนด
ข้ึน หรือดวยการยอใหเล็กลงตามขนาดที่ตองการ และอาศัยสี เสน เคร่ืองหมาย หรือรูปตางๆ เปน
สญั ลกั ษณท ่ีกาํ หนดขึน้ เปนเครื่องแสดงลกั ษณะของพื้นผวิ โลก

พจนานุกรมศพั ทภ ูมศิ าสตร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2549) อธบิ ายความหมายวา แผนที่ คือ
ส่ือรูปแบบหนึ่งที่ถายทอดขอมูลของโลกในรูปของกราฟก โดยการยอสวนใหเล็กลงดวยมาตราสวน
ขนาดตางๆ และเสน โครงแผนท่แี บบตา งๆ ใหเ ขาใจตรงตามวัตถุประสงคดวยการใชสัญลักษณ แผนที่
แบงเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ (1) แผนที่อางอิง (general reference map) เชน แผนที่ภูมิประเทศ
แผนที่ชดุ (2) แผนท่เี ฉพะเร่ือง (thematic map) เชน แผนทปี่ ระชาการ แผนทย่ี ุทธศาสตร

4

แผนท่ีสามารถจําแนกความสาํ คัญไดดังนี้
1) ชวยใหม องเห็นภาพของภูมภิ าคตา งๆ ทั้งตําแหนง ที่ตง้ั ขนาด และระยะทาง
2) ชวยใหมองเห็นภาพความสัมพันธของปจจยั ทางกายภาพกบั กจิ กรรมของมนุษยในพนื้ ที่
3) ชว ยใหม องเห็นการเปลย่ี นแปลงพ้นื ท่ีในชว งเวลาท่แี ตกตางกัน
4) สามารถแสดงขอมลู ในการสรปุ และลงความเห็นตางๆ เพือ่ ใชในการวางแผนพัฒนาและ

แกป ญ หา

ภาพที่ 1.1 ในหลวงรัชกาลท่ี 9 กับการใชแ ผนท่ี
ทม่ี า : http://www.tnews.co.th/contents/319614

แผนทขี่ องในหลวง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลาถึงเรื่อง แผนท่ีของในหลวง ไวใน
รายการ พูดจาภาษาชา ง ทางสถานีวทิ ยุจฬุ าฯ ไวว า
“ แผนที่แผนหนึ่งของทานคอนขางจะกวางกวาแผนที่ ที่ใครๆเห็นกันท่ัวไป เพราะทานเอา
หลายๆ ระวางมาแปะติดกัน การปะแผนท่ีเขาดวยกัน ทานทําอยางพิถีพิถัน แลวถือวาเปนงานที่ใคร
จะมาแตะตองชวยเหลือไมไดเลยทีเดียว ทานไดตัดหัวแผนท่ีนั้นออก แลวสวนที่ตัดออกนั้นท้ิงไมได
ทา นจะคอยๆเอากาวมาแปะติดกัน สํานักงานของทานคือหองกวางไมมีเกาอี้ มีพ้ืน แลวทานกมอยูกับ
พ้ืน แลวกาวติดกับแผนที่เขาดวยกัน แลวเวลาเสด็จไป ก็ตองไปถามชาวบานวาสถานที่น้ันอยูที่ไหน
ทศิ เหนอื มอี ะไร ทิศใตม ีอะไร ทา นถามหลายๆคน แลวตรวจสอบไปมาวาแผนท่ีอันนั้นถูกตองดีหรือไม
นํ้าไหลจากไหนไปที่ไหน

5

3. การแบงชนดิ ของแผนท่ี
3.1 การจําแนกชนิดของแผนที่แบบท่ัวไปแบงเปน 3 ชนิด คือ แผนที่แบบแบน แผนที่ภูมิ

ประเทศ และแผนท่ีภาพถาย
- แผนที่แบบแบน (Plan metric Map) คือแผนท่ีแสดงพ้ืนผิวโลกในทางราบไมไดแสดง

ลักษณะความสูงตํ่าของภูมิประเทศ ดังนั้นผูใชประโยชนจึงไมสามารถทราบความสูงของพ้ืนที่ เชน
แผนทแี่ สดงเขตการปกครอง แผนที่แสดงเสนทางคมนาคม แผนทแี่ สดงเขตภมู ิอากาศของโลก เปน ตน

ภาพท่ี 1.2 แผนทแี่ บบแบนแสดงขอ มลู จังหวดั ยะลา
ทมี่ า : www yala.go.th

- แผนท่ีภูมิประเทศ (Topographic Map) คือ แผนท่ีท่ีแสดงใหเห็นความสูงต่ําของภูมิ
ประเทศ โดยจะแสดงดว ยสหี รอื เสนชั้นความสงู ซ่ึงมักเปน แผนที่มาตราสวนใหญ แตสวนประกอบอ่ืนๆ
ก็มแี บบเดียวกับแผนท่แี บบแบน

ภาพที่ 1.3 แผนที่ภูมิประเทศเมืองบริเวณสะพานโกลเดนเกต รัฐแคลฟิ อรเนยี สหรัฐอเมริกา
ทีม่ า : https://viewer.nationalmap.gov/basic/?basemap=b1&category=histtopo%2
Custopo&title=Map%20View

6

- แผนที่ภาพถาย (Photo Map) เปนแผนท่ีซึ่งมีรายละเอียดในแผนที่ท่ีไดจากการ
ถายภาพดวยกลอ งถา ยภาพ อาจถา ยภาพจากเครอ่ื งบินหรือดาวเทียม ซ่ึงแผนท่ีลักษณะนี้จะทําใหเห็น
ลกั ษณะทแี่ ทจ รงิ ขิงสิง่ ตา งๆ ท่ปี รากฏบนพน้ื ผิวโลก

ภาพท่ี 1.4 แผนท่ภี าพถา ยจากดาวเทียม WorldView-2 ของสหรฐั อเมรกิ า มี Sensor 0.46 เมตร
ที่มา : https://www.satimagingcorp.com/gallery/worldview-2/

3.2 การจาํ แนกชนิดแผนท่แี บง ตามความสําคญั
3.2.1 การจาํ แนกชนดิ ของแผนท่ตี ามขนาดของมาตราสวน
ในทางภูมศิ าสตรแบง เปน 3 ชนิด คอื
- แผนทม่ี าตราสวนใหญ ไดแก แผนทีม่ าตราสวนใหญก วา 1: 250,000
- แผนที่มาตราสวนปานกลาง ไดแก แผนท่ีมาตราสวนตั้งแต1: 250,000 ถึง 1:

1,000,000
- แผนทมี่ าตราสวนเลก็ ไดแก แผนท่มี าตราสวนเล็กกวา 1: 1,000,000
ในกิจการทหารแบง เปน 3 ชนดิ คือ
- แผนทม่ี าตราสวนใหญ ไดแก แผนท่ีมาตราสว น ต้งั แต 1: 75,000 และใหญกวานั้น

เชน 1: 30,000 1: 5,000 เปนตน
- แผนท่ีมาตราสวนปานกลาง ไดแก แผนที่มาตราสวนเล็กกวา 1: 75,000 แตใหญ

กวา 1: 600,000 เชน 1: 200,000 1: 90,000 เปน ตน
- แผนท่ีมาตราสวนเลก็ ไดแก แผนทม่ี าตราสวนตั้งแต 1: 600,000 และเล็กกวาน้ัน

เชน 1: 800,000 1: 2,000,000 เปนตน
3.2.2 การจําแนกชนิดของแผนท่ีตามลักษณะของรายละเอยี ดที่ปรากฏบนแผนท่ี

7

- แผนที่ลายเสน (Line Map) เปนแผนที่แสดงรายละเอียดในพื้นท่ีดวยเสนและ
องคประกอบของเสน ซึ่งอาจเปนเสนตรง เสนโคง ทอนเสน หรือเสนใด ๆ ท่ีประกอบเปนรูปแบบ
ตางๆ เชน ถนนแสดงดวยเสนคูขนาน อาคารแสดงดวยเสนประกอบเปนรูปส่ีเหล่ียม สัญลักษณท่ี
แสดงรายละเอียดเปนรูปที่ประกอบดวยลายเสน แผนท่ีลายเสนยังหมายรวมถึงแผนที่แบบแบนราบ
และแผนที่ทรวดทรง ซึ่งถารายละเอียดท่ีแสดงประกอบดวยลายเสนแลวถือวาเปนแผนที่ลายเสน
ทัง้ สิน้

- แผนที่รูปถายหรือภาพถาย (Photo Map) เปนแผนท่ีซ่ึงมีรายละเอียดในแผนที่ที่
ไดจากการถายภาพดวยกลองถายภาพ อาจถายภาพจากเคร่ืองบินหรือดาวเทียมก็ได การผลิตแผนท่ี
ทาํ ดว ยวิธีการนาํ เอาภาพถา ยมาทาํ การดัด แก แลว นาํ มาตอเปนภาพแผนเดียวกันในบริเวณท่ีตองการ
แลว นาํ มาใสเ สน โครงพกิ ดั ใสรายละเอียดประจําขอบระวาง แผนที่ภาพถายสามารถทําไดรวดเร็ว แต
การอา นคอ นขา งยากเพราะตองอาศัยเคร่ืองมอื และความชํานาญ

- แผนที่แบบผสม (Annotated Map) เปนแบบท่ีผสมระหวางแผนที่ลายเสนกับ
แผนท่ีภาพถาย โดยรายละเอียดท่ีเปนพื้นฐานสวนใหญจะเปนรายละเอียดที่ไดจากการถายภาพ สวน
รายละเอียดท่ีสําคัญ ๆ เชน แมน้ํา ลําคลอง ถนนหรือเสนทาง รวมท้ังอาคารท่ีตองการเนนใหเห็น
เดนชดั ก็แสดงดว ยลายเสน พิมพแ ยกสีใหเ ห็นเดนชดั ปจ จบุ นั เปนที่นิยมนาํ มาใชงานเพราะสะดวกและ
งา ยแกก ารอา น มีทั้งแบบแบนราบ และแบบพิมพนูน สว นใหญมสี ีมากกวา สองสขี น้ึ ไป

3.2.3 การจาํ แนกชนิดของแผนท่ตี ามลักษณะการใชง าน
1 แผนที่ยุทธศาสตร
2 แผนท่ยี ทุ ธวธิ ี
3 แผนท่เี ดินเรอื
4 แผนท่ีการบนิ
5 แผนทถ่ี นน
6 แผนทต่ี ัวเมือง
7 แผนท่ที รวดทรง
8 แผนทโี่ ฉนด
9 แผนที่เฉพาะวิชา มี 2 ประเภทคอื
- ประเภทแสดงคณุ ลักษณะ เชน แผนท่ปี าไม แผนท่ีแสดงชนดิ ของดนิ แผนที่แบง

เขตการปกครอง แผนท่ีแสดงสถานท่ีทองเทยี่ ว
- ประเภทแสดงปริมาณ เขน แผนที่แสดงปริมาณนํ้าฝน แผนทแี่ สดงความหนาแนน

ของประชากร แผนท่ีแสดงเสนความกดอากาศ

8

10 แผนทเ่ี ศรษฐกิจ
11 แผนทก่ี ารใชท ี่ดนิ
12 แผนท่รี ฐั กจิ
13 แผนที่ประวตั ิศาสตร
14 แผนท่ีเพ่ือการนิทศั น
15 แผนทเ่ี คาโครง

4. ประโยชนข องแผนท่ีในการศึกษาพื้นท่ี
แผนท่ีมีความสําคัญคือ เปนเครื่องชวยในการดําเนินงานหรือประกอบกิจการตางๆ มนุษย

รูจกั ใช แผนท่ีมาต้งั แตโบราณ ประโยชนข องแผนทีใ่ นสมัยน้ันใชเปนเคร่ืองแสดงเสนทางเดิน ถิ่นที่อยู
อาศัย แหลงอาหาร ในทางภูมศิ าสตรถอื วาแผนทีเ่ ปน ศนู ยรวมขอ มูลทางภูมิศาสตร มีความสําคัญตอ
การศกึ ษาขอมูลเพ่ือประโยชนท ง้ั ทางเศรษฐกจิ ทางสงั คม และทางการเมอื ง ปจจุบันแผนท่ีถูกนําไปใช
ใหเปนประโยชนอยางกวางขวางตามความเจริญกาวหนาในดานเทคโนโลยี จากการท่ีจํานวน
ประชากรเพิ่มจํานวนขึ้นอยาง รวดเร็ว ความจําเปนในการวางผังเมืองใหเหมาะสมกับการขยายตัว
ของชุมชนและการอนุรักษทรัพยากร ธรรมชาติจึงเพิ่มมากขึ้นตามลําดับ แผนที่จึงมีความสําคัญตอ
การนาํ ขอมูลไปคิดวิเคราะหเพ่ือหาศักยภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศตลอดจนทรัพยากรท่ีมีอยูเพ่ือการ
พัฒนาท่ยี ่งั ยืน ประโยชนของแผนทมี่ มี ากมายแตไ ดจ ดั ไว ตามการดาํ เนนิ กิจกรรมใหญๆ ดงั นี้

4.1 ประโยชนท างดานการเมอื งการปกครอง
เพื่อใหบรรลุเปาหมายในการรักษาความม่ันคงของประเทศชาติ ใหคงอยู จําเปนจะตองมี
ความรูในเร่ืองภูมิศาสตรการเมืองหรือท่ีเรียกกันวา "ภูมิรัฐศาสตร" และเครื่องมือที่สําคัญของนักภูมิ
รัฐศาสตรก็คือ แผนที่ เพื่อใชศึกษาสภาพทางภูมิศาสตรและนํามาวางแผนดําเนินการเตรียมรับหรือ
แกไขสถานการณที่เกิดขึ้นได เชน แนวพรมแดนระหวางประเทศ จําเปนตองอาศัยแผนท่ีในการ
วางแผนดําเนินการ เตรียมรบั หรือแกไ ขสถานการณท ี่อาจเกิดข้นึ อยางถูกตอง

4.2 ประโยชนท างดา นการทหาร
ในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตรของทหาร จําเปนตอง หาขอมูลหรือขาวสารที่
เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร และตําแหนงทางส่ิงแวดลอมท่ีถูกตองแนนอนเกี่ยวกับระยะทาง ความสูง
เสนทาง ลักษณะภูมปิ ระเทศทส่ี ําคัญ

9

4.3 ประโยชนท างดา นเศรษฐกิจและสงั คม
ดานเศรษฐกิจ เปนเคร่ืองบงชี้ความเปนอยูของประชาชนภายในชาติ เพราะฉะน้ันทุก
ประเทศก็มุงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของตนเพ่ือความมั่งคั่งและมั่นคง การดําเนินงานเพ่ือพัฒนา
เศรษฐกิจของแตละภูมิภาคท่ีผานมา แผนที่เปนสิ่งแรกท่ีตองผลิตขึ้นมาเพ่ือการใชงาน ในการ
วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติก็ตองอาศัยแผนท่ีเปนขอมูลพ้ืนฐานเพ่ือใหทราบถึงที่ต้ัง
สภาพทางกายภาพ แหลงทรัพยากร และแผนที่ยังชวยใหเขาใจเก่ียวกับภาพรวมและความสัมพันธ
ระหวางพน้ื ทไี่ ดม ากข้ึน ทาํ ใหก ารวางแผนและพฒั นาเปน ไปไดอยางสะดวกและมปี ระสทิ ธิภาพ
ดานสังคม สภาพแวดลอมทางสังคมมีการเปล่ียนแปลงอยูเสมอที่เห็นชัดคือ สภาพแวดลอม
ทางภูมิศาสตรซ่ึงทําใหสภาพแวดลอมทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลง
ตองอาศัยแผนที่เปนสําคัญและอาจชวยใหการดําเนินการวางแผนพัฒนาสังคมเปนไปในแนวทางที่
ถกู ตอง

4.4 ประโยชนท างดา นการเปลีย่ นแปลงสภาพทางภูมิศาสตร
เม่ือสิ่งแวดลอมทางสังคมเดิมเปล่ียนแปลงไป การศึกษาความเปลี่ยนแปลงดังกลาวยอมตอง
อาศยั การอา นรายละเอยี ดในแผนทท่ี ้ังในอดตี และปจ จบุ นั เพื่อเปรียบเทียบกัน เพื่อประโยชนในการ
หาขอมูล หรือสมมุติฐานของเหตุการณที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเพ่ือหามาตรการและวางแผนการ
ปองกันผลกระทบจากปรากฏการณทางธรรมชาติ หรือเพ่ือวางแผนพัฒนาสังคมไปในแนวทางที่
ถูกตอ ง อีกท้งั ยงั เปน ประโยชนตอการวางผังเมืองใหเหมาะสมกับการขยายตัวของชุมชน นอกจากนี้
ในการศึกษาทางดานโบราณคดีกต็ องอาศยั แผนทีเ่ พ่ือคนหาแหลงชุมชนโบราณอีกดว ย

4.5 ประโยชนดา นการเรียนการสอน
แผนที่เปนตัวสงเสริมกระตุนความสนใจ และกอใหเกิดความเขาใจในบทเรียนดีขึ้น ใชเปน
แหลงขอมูลท้ังทางดานกายภาพ ภูมิภาค วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สถิติ และการกระจายของสิ่งตาง ๆ
รวมท้ังปรากฏการณทางธรรมชาติ อันจะนําไปศึกษาสถานการณและวิเคราะหความแตกตาง หรือ
ความสัมพันธของพื้นที่ได

4.6 ประโยชนด า นสง เสริมการทองเทย่ี ว
แผนที่มีความจาํ เปนตอนักทองเที่ยวในเร่ืองท่ีจะทําใหรูจักสถานที่ทองเท่ียวไดงาย สะดวกใน
การวางแผนการเดินทาง หรือเลือกสถานท่ีทอ งเทีย่ วตามความเหมาะสม

10

5. บทสรุป
แผนที่ คือ สิ่งที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกท้ังสิ่งท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย

สรา งข้ึน โดยการยอ สวนใหเล็กลงและแสดงในวัตถุที่แบนราบ โดยใชสัญลักษณหรือเคร่ืองหมายแทน
ส่ิงท่ีปรากฏบนพื้นโลก แผนที่แบงออกเปน 3 ประเภท คือ 1) การจําแนกชนิดของแผนที่แบบทั่วไป
ไดแก แผนที่แบบแบน แผนที่ภูมิประเทศ และแผนท่ีภาพถาย 2) การจําแนกชนิดแผนที่แบงตาม
ความสําคัญ ไดแก การจําแนกชนิดของแผนที่ตามขนาดของมาตราสวน และการจําแนกชนิดของ
แผนทตี่ ามลกั ษณะของรายละเอยี ดท่ีปรากฏบนแผนท่ี 3) การจําแนกชนิดของแผนท่ีตามลักษณะการ
ใชงาน ไดแก แผนทีย่ ุทธศาสตร แผนที่เดินเรือ แผนท่ีการบิน แผนท่ีถนน แผนท่ีตัวเมือง แผนท่ีโฉนด
แผนที่ประวัติศาสตร แผนท่ีเพ่ือการนิทัศน เปนตน แผนที่มีความสําคัญตอการศึกษาขอมูลเพ่ือ
ประโยชนทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง ปจจุบันแผนท่ีถูกนําไปใชใหเปนประโยชน
อยางกวางขวางตามความเจริญกาวหนาในดานเทคโนโลยี เชน ประโยชนทางดานการเมืองการ
ปกครอง ประโยชนทางดานการทหาร ประโยชนทางดานเศรษฐกิจและสังคม ประโยชนทางดานการ
เปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร ประโยชนดานการเรียนการสอน และประโยชนดานสงเสริมการ
ทอ งเท่ยี ว

11

แบบฝก หัด

จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. แผนท่คี ืออะไร และมคี วามสาํ คัญอยา งไร
2. ใหยกตัวอยา งสิง่ ท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและสง่ิ ท่ีมนุษยส รางข้นึ มาอยา งละ 5 ตวั อยาง
3. เพราะเหตใุ ดแผนที่จงึ ตองยอสวนใหเ ลก็ ลงอยเู สมอ
4. ถาแบง ในทางภูมศิ าสตรแ ผนท่มี าตราสวนตอไปน้ีจดั เปนแผนท่มี าตราสว นใด

1) แผนท่มี าตราสว น 1: 250,000
2) แผนทีม่ าตราสว น 1: 3,000,000
3) แผนทมี่ าตราสว น 1: 50,000
4) แผนท่มี าตราสวน 1: 1,000,000
5) แผนทีม่ าตราสวน 1: 75,000
6) แผนทมี่ าตราสวน 1: 3,500
7) แผนทีม่ าตราสว น 1: 165,000
8) แผนที่มาตราสวน 1: 2,500,000
5. ใหย กตัวอยา งแผนที่มาตราสว นขนาดเล็ก มาตราสว นขนาดกลาง และมาตราสว นขนาดใหญ
ในทางกิจการทหารมาอยางละ 3 ตัวอยา ง
6. จงพิจารณาวา แผนท่ีตอไปน้ีเปน แผนทแ่ี สดงคุณลักษณะหรอื แผนท่ีแสดงปริมาณ
1) แผนทแ่ี สดงความหนาแนนของประชากรในแตล ะพ้นื ท่ี
2) แผนท่ีแสดงปริมาณนํา้ ฝน
3) แผนทีแ่ สดงกลมุ ชาติพันธใุ นภาคเหนอื
4) แผนทภี่ ูมปิ ระเทศ
5) แผนทีแ่ สดงการกระจายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม
6) แผนท่แี บงเขตการปกครอง
7) แผนที่แสดงหยอมความกดอากาศ
8) แผนทีแ่ สดงแหลงทองเทีย่ ว
7. ใหย กตัวอยา งแผนท่ีทจ่ี าํ แนกตามลกั ษณะการใชงาน มาทงั้ หมด 5 ตวั อยาง พรอมอธิบายพอ
สังเขป
8. นักศกึ ษาคดิ วา แผนที่มปี ระโยชนใ นดา นการเรียนการสอนอยางไร จงอธิบาย

12

บรรณานกุ รม

ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนที่และภาพถายทาง
อากาศ. กรุงเทพฯ: อักษรวัฒนา.

ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษิณ.

ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนที่และภาพ (Map and Image
interpretation). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2549). พจนานุกรมศัพทภูมิศาสตร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพคร้ังที่ 4
กรงุ เทพฯ: ชวนพมิ พ.

สรรคใจ กล่ินดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพคร้ังท่ี 2 กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.

อภิศักดิ์ โสมอินทร. (2525). แผนท่ีและการแปลความหมายจากแผนท่ี. พิมพคร้ังที่ 3 กรุงเทพฯ:
ไทยวฒั นาพานชิ .

13

แผนบริหารการสอนประจําบทท่ี 2

หวั ขอเนือ้ หาประจําบท
1. ความนํา
2. แผนทย่ี ุคโบราณ
3. แผนที่ยุคกลาง
4. แผนท่ีสมยั ใหม
5. การผลติ แผนที่ในประเทศไทย
6. บทสรปุ

วตั ถปุ ระสงคเ ชงิ พฤติกรรม
1. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายความสาํ คญั ของแผนท่ียุคโบราณ แผนท่ยี ุคกลาง และแผนท่ี

สมัยใหมได
2. นักศึกษามคี วามรู ความเขาใจ และอธบิ ายการผลติ แผนทใี่ นประเทศไทยได

กิจกรรมการเรียนการสอนประจาํ บท
1. บรรยายเนอื้ หาจาก สอ่ื Power Point หนังสอื และเอกสารที่เกี่ยวของ
2. เปดสอ่ื วีดีทศั นเพ่อื ศกึ ษาการทําแผนท่ใี นประเทศไทย
3. ผูสอนต้งั ประเด็นคําถามใหนักศกึ ษารวมกันอภิปรายประวตั ิความเปนมาของแผนท่ใี นยุค

ตา งๆ และการทาํ แผนทใี่ นประเทศไทย
4. ทําแบบฝก หัดทา ยบทรายบุคคล
5. อาจารยแ ละนักศกึ ษาสรปุ ประเด็นจากการศึกษารว มกัน

ส่อื การเรยี นการสอน
1. หนงั สอื และเอกสารท่เี กี่ยวขอ ง
2. สอื่ Power Point
3. เคร่ืองคอมพิวเตอร
4. สอื่ วดี ีทัศน

14

การวดั และการประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมในชนั้ เรียน การเขาชั้นเรยี น
2. สังเกตการมีสวนรวมในการอภิปราย

3. ประเมินจากการตอบคําถาม

4. ตรวจผลงานจากการทําแบบฝกหัดทา ยบท

15

บทที่ 2
ประวัตคิ วามเปนมาของแผนที่

1. ความนาํ
ประวัติการทําแผนท่ีไดมีหลักฐานบันทึกเอาไวไมตํ่ากวา 3,000 ป โดยมีกาคนพบแผนท่ีที่ทํา

จากกระดาษปาปรุส และดินเหนียว ซ่ึงการทําแผนที่ในอดีตจะเปนการบันทึกเรื่องราวในบริเวณท่ี
มนุษยอาศัยอยูหรือมีการเดินทางทองเที่ยวไปยังพื้นที่ตางๆ ตอมาจึงมีการพัฒนาแผนที่มีการสมมติ
เสนรอบวงของโลก แตในยุคกลางแผนท่ีกลับถูกครอบงําดวยอํานาจทางศาสนา จนกระทั้งมีการ
พัฒนาและปรับปรุงแผนท่ีอีกครั้งในสมัยใหมโดยเร่ิมจากแผนที่การเดินเรือ ซึ่งในบทนี้จะไดเห็น
พัฒนาการการทําแผนที่ตั้งในอดีตจนถึงปจจุบันที่แตกตางกันออกไปในแตละยุคสมัย และการทํา
แผนทีใ่ นประเทศไทยท่ปี รากฏมาตง้ั แตส มัยกรุงศรีอยธุ ยาตอนตน

2. แผนทยี่ คุ โบราณ
2.1 แผนท่ีชาวบาบิโลน เปนแผนที่ท่ีเกาแกท่ีสุด ปจจุบันจัดตั้งอยูท่ีพิพิธภัณฑมหาวิทยาลัย

ฮารว ารด ถูกคน พบที่เมืองกะซูร (Ga-Sur) ซึง่ อยูหางจากกรุงบาบิโลนไปทางเหนือประมาณ 200 ไมล
ประกอบดว ยแผน อิฐจาํ นวนหลายรอ ยแผน แตละแผนมีอักษรสุเมเรียนและแอกกาเดียน มีอายุไมนอย
กวา 4,500 ป สันนิฐานวาบริเวณที่เขียนน้ันอยูทางตอนเหนือของประเทศอิรัก แสดงลุมแมน้ํายูเฟรติส
บริเวณดนิ ดอนสามเหลี่ยมปากแมน ํ้าและภเู ขา

ภาพท่ี 2.1 แผนทชี่ าวบาบิโลน (clay tablet from Ga-Sur)
ท่ีมา : http://www.myoldmaps.com/maps-from-antiquity-6200-bc/100title-the-earliest-
known/

16

2.2 แผนที่เดินเรือของชาวหมูเกาะมารแชลล ทําดวยเปลือกหอยใหแทนเกาะและ
กานมะพรา วที่ผูกเปนเสนตรงใชแ ทนเสน ทางเดนิ เรอื และบรเิ วณทีค่ ลนื่ ลมแรง

ภาพท่ี 2.2 แผนทีเ่ ดนิ เรือของชาวหมูเ กาะมารแชลลแ ละชาวโพลนิ เี ชียนใชเ ดนิ เรอื ในมหาสมทุ ร
ที่มา : https://telemachusunedited.wordpress.com/2011/02/28/stick-charts/

2.3 แผนท่ีชาวเอสกิโม หรือชาวInuit สรางแผนที่จากการแกะสลักแผนไม โดยใชไมสลัก
ตดิ ลงบนแผน หนงั แมวนํา้ เพื่อแสดงแหลง ลาสัตว หรอื ทรัพยากร และใชใ นการเดินทาง ในป 1880 นัก
สํารวจชาวเดนมารกชื่อ Gustav Holm คนพบแผนที่นี้ทางชายฝงตะวันออกของเกาะกรีนแลนดซ่ึง
ใกลเ คียงกบั แผนท่ีที่ทาํ หลงั จากมีการสํารวจแลว

ภาพที่ 2.3 แผนท่ชี าวเอสกโิ ม
ท่มี า : http://territories.indigenousknowledge.org/exhibit-4/2

2.4 แผนที่ของจีนโบราณ ไดจัดสรางข้ึนอยางละเอียดกอนท่ีชาวยุโรปเดินทางมาถึงประเทศ
จนี บคุ คลสาํ คัญในการทําแผนทีข่ องจีนคือ เพโชว (Pui Hsiu) ไดทําแผนท่ีครอบคลุมแผนดินจีนตั้งแต
เปอรเซียไปจนถึงญ่ีปุน แผนท่ีที่เกาแกท่ีสุดของจีนเปนแผนที่ซึ่งเกาะสลักดวยหินแสดงใหเห็นกําแพง

17

เมืองจีนตัดขามแมนํ้าเหลือง โดยชาวจีนในสมัยน้ันเช่ือวาโลกแบนและจีนเปนศูนยกลางของโลก ใน
แผนที่จีนไดว างหลักเกณฑเ ก่ยี วกบั การทําแผนท่ไี วด งั นี้

1) ไดมีการแบงตารางในแผนทีเ่ พ่ือหาทตี่ ั้งสมั พันธ
2) ไดมีการกําหนดทศิ อยา งถกู ตองจากสถานท่ีหนงึ่ ไปอกี ที่หนึง่
3) บอกระยะทางถกู ตอง
4) บอกภูมิประเทศสงู ตา่ํ
5) การหักเลีย้ วของแมน้ํา ถนน ลาํ คลอง พยายามใหเปนจริงวา โคงไปทางซายหรือขวา

ภาพท่ี 2.4 แผนที่ Hua I T’u ของชาวจีนโบราณ
ทมี่ า : http://www.myoldmaps.com/early-medieval-monographs/218-hua-i-tu/

2.5 แผนที่สมัยกรีก เปน รากฐานของการทําแผนที่ในปจจุบัน กรีกเช่ือวาโลกมีสัณฐานตันทึบ
ประกอบดวยข้ัวศูนย ทรอปก จึงไดคิดเกี่ยวกับระยะละติจูดและลองจิจูด มีการสรางเสนโครงแผนที่
และไดคาํ นวณขนาดของโลก มีบุคคลสาํ คัญคือ

- Eratosthenes ไดชื่อวาเปนบิดาของวิชาภูมิศาสตร เปนผูคํานวณระยะทางรอบโลกได
ใกลเคยี งกบั ความเปน จริงมาก และไดส รา งแผนทีข่ ึ้นโดยกําหนดเสน สมมตุ ิทเี่ รยี กวาเสนขนานและเสน
เมอรเิ ดียนอยา งละ 7 เสน

- Ptolemy เปน ผพู ัฒนาแผนท่ขี องกรกี ใหเ จริญมากที่สุด โดยเขียนหนังสือ Geographia ขึ้น
8 เลม และเลม สดุ ทายนบั เปน Atlas เลม แรกของโลก

18

ภาพท่ี 2.5 แผนทข่ี องปโตเลมี
ทม่ี า : http://www.myoldmaps.com/maps-from-antiquity-6200-bc/

2.6 แผนท่ีสมัยโรมัน โรมันสนใจทําแผนที่เพ่ือการเดินทาง การรบ และแสดงการแผ
อาณาจักรโรมัน เชน แผนท่ี Orbis Terrarum แผนท่ีสมัยโรมันไมไดคํานึงถึงความตองของรูปราง
แผนดินดงั น้ันรูปรางของแผน ดนิ จงึ ผิดจากความเปนจรงิ อยมู าก

ภาพท่ี 2.6 แผนท่ีสมัยโรมนั
ที่มา : http://www.myoldmaps.com/maps-from-antiquity-6200-bc/115-strabo/118-
agrippas-orbis-terrarum/

19

3. แผนที่ยคุ กลาง
ในสมัยกลางการทําแผนท่ีมีลักษณะผิดธรรมชาติ เน่ืองจากตกไปอยูในอิทธิพลของคริสต

ศาสนา นักทําแผนที่ไมไดแสดงลักษณะของโลกตามความเปนจริง แตพยายามแสดงลักษณะของโลก
ไปตามความนึกคิดของตนเองภายใตการครอบงําของศาสนา มุงเนนไปทางดานศิลปะ และรูป
เคร่อื งหมายตา งๆ ลกั ษณะโดยท่ัวไปของแผนที่เปนรูปกลมแบนเหมือนจานแบนลอยอยูในนํ้า มีขนาด
ผิดไปจากความเปนจริงมาก ตั้งแต พ.ศ.843 เปนตนมา แผนท่ีสมัยกลางของยุโรปเปนการทําแผนที่
โลกถูกผูกติดอยูกับคติทางศาสนา เพราะยุคสมัยกลางนี้ ศาสนามีอิทธิพลมากตอวิทยาการหลาหลาย
แขนง แผนท่ีสมัยน้ีจึงแสดงรูปรางของโลกเปนวงกลมแบน มีมหาสมุทรลอมรอบ ภายในมีทะเล แบง
แผนดินออกเปน 3 สวน คือเอเชีย ยโุ รป และแอฟริกา โดยมีเมืองเยรูซาเลมซึ่งเปนเมืองศักดิ์สิทธ์ิของ
ศาสนาครสิ ตตง้ั อยูต รงกลาง เรียกวา T-in-O

ภาพที่ 2.7 แผนทยี่ ุคกลาง
ท่มี า : http://www.myoldmaps.com/early-medieval-monographs/206-the-albi-or-
merovingian/205-isidore-of-seville-t-o/

4. แผนทีส่ มัยใหม
4.1 ยุคการเดินเรือในสมัยกลาง ไดเร่ิมมีการใชแผนท่ีทางการเดินเรือ เรียกวา Portolan มี

วิธีการคือจากจุดใดจุดหน่ึงก็จะมีเสนทางเดินเรือแยกออกไปยังสถานท่ีตางๆ ไดถึง 32 เสนทาง ซึ่งมี
ประโยชนสาํ หรับนักเดนิ เรือเพราะแผนท่นี ้จี ะแทนเสน ทางเดินเรือท่ีตรงท่ีสดุ

20

ภาพที่ 2.8 แผนที่ทางการเดนิ เรอื
ทีม่ า : http://www.myoldmaps.com/renaissance-maps-1490-1800/305-juan-de-la-cosa-
portola/

4.2 ยุคการสํารวจ ซ่ึงเร่ิมตนในตอนกลางศตวรรษท่ี 16 นับเปนเวลาเกือบรอยปถือวาเปน
“ยุคทองของนักทําแผนที่ชาวฮอลันดา” (Golden age of Dutch Cartography) นักทําแผนท่ีที่มี
ช่อื เสยี งสําคัญที่สุดคือ Gerardus Mercator (ค.ศ. 1512-1594) หลักการใหญของเมอรเคเตอรไดรับ
อิทธิพลในการทําแผนที่มาจากของ Ptolemy แผนที่ยุโรปของเขาทําในป ค.ศ. 1554 ลดความยาว
ของทะเลเมดิเตอรเรเนียนลง ซ่ึงทําใหแผนท่ีของ Ptolemy ถูกตอง ปจจุบันน้ีแผนที่ของเมอรเคเตอร
นับวาเปนแผนที่ทมี่ ีชื่อเสยี งมาก ซงึ่ เรยี กวา Mercator map สวนใหญใชใ นทางการเดินเรอื

ภาพท่ี 2.9 แผนที่ข้วั โลกของ Gerard Mercator
ท่ีมา : http://www.myoldmaps.com/renaissance-maps-1490-1800/407-gerard-mercator-
polar/

21

ระหวางศตวรรษที่ 17-18 การทําแผนที่เริ่มเปลี่ยนไป นักทําแผนที่ชาวฮอลันดายังใชแบบ
แผนที่ของศตวรรษท่ี 17 และเร่ิมตกแตงแผนที่ดวยรูปภาพและสัญลักษณตางๆ พอศตวรรษท่ี 18
แผนท่จี ึงเริ่มมคี วามถกู ตองแนน อนมากข้ึน โดยเฉพาะอยา งย่ิงในทางการสงคราม
5. ประวตั ิการผลติ แผนทใ่ี นประเทศไทย

ในอดตี เคยมแี ผนที่ประเทศไทยปรากฏอยูในแผนท่ีของปโตเลมี เม่ือป 693 เรียกบริเวณที่ตั้ง
ประเทศไทยในปจจบุ นั วา Aurea Khersonesus ซึ่งแปลวาแหลมทอง (Golden peninsular) แผนที่
ภายในประเทศที่เกาแกท่ีสุดคือแผนที่ยุทธศาสตรสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
ตนกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893-1912) ตอจากนั้นแผนที่ในประเทศไทยเร่ิมมีวิวัฒนาการเจริญมากขึ้น
ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณม หาราช เพราะเปนชวงท่ีมกี ารติดตอ คาขายกบั ตางประเทศ

ภาพท่ี 2.10 แผนทีย่ ทุ ธศาสตรส มยั พระบาทสมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ 1
ท่ีมา : http://www.trueplookpanya.com/blog/content/59969/

การทําแผนที่ภายในประเทศไทยเร่ิมตนคร้ังแรกเม่ือป พ.ศ. 2411 ตรงกับปลายรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ซ่ึงมีการทําแผนที่บริเวณชายแดนดานตะวันตกของประเทศ
เพื่อใชกาํ หนดแนวเขตพรมแดนไทยกับพมา ตอมาในป พ.ศ. 2413 ไดทําแผนท่ีกรุงเทพมหานครและ
กรุงธรบุรี โดยมีชาวตางชาติเปนผูทํา การทําแผนท่ีในประเทศไทยไดเริ่มข้ึนอยางจริงจังในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยหู ัว เม่ือมิสเตอรเฮนรี่ อาลาบาสเตอร ราชทูตอังกฤษเขามารับ

22

ราชการเปนท่ีปรึกษาและแนะนําใหจัดตั้งกองผลิตแผนท่ีขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2418 มีผลงานทําแผนที่ถนน
เจรญิ กรงุ และถนนอนื่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร ตอ มาทรงกอตงั้ กองอทุ กศาสตร โรงเรียนแผนที่และกรม
แผนที่ข้ึน ในสมัยรัชกาลท่ี 6 ทรงใหสถาปนางานแผนที่ทางทะเลเปนกรมอิสระ เรียกวา “กรมอุทก
ศาสตรทหารเรือ” กรมแผนท่ีเดิมไดมีการเปลี่ยนแปลงมาเปน กรมแผนที่ทหาร ในป พ.ศ. 2506 มี
หนา ที่ดําเนินการสาํ รวจภาคพ้นื ดนิ และทางอากาศเพ่ือผลติ แผนท่ีออกเผยแพร

6. บทสรปุ
การทําแผนที่ไดมีพัฒนาการมาตั้งแตในอดีตจนถึงปจจุบัน แผนที่ชาวบาบิโลนที่คนพบครั้ง

แรกถือวา เปนแผนท่ที เี่ กาแกทีส่ ุดในโลก ซึ่งในอดีตการทําแผนท่ีจะเปนการสํารวจพ้ืนท่ีและนํามาวาด
รูปหรือเขียนตามความเขาใน จนกระทั้งในสมัยกรีกแผนท่ีไดมีวิวัฒนาการเปนอยางมาก มีการสราง
เสน สมมติ คอื เสน ขนานและเสน เมอริเดยี น แตในสมัยโรมันการทําแผนท่ีเริ่มเส่ือมลง ผูทําแผนที่ไมได
คาํ นงึ ถึงความถูกตอ งแตจะเนนทําแผนท่ีสําหรับใชเพ่ือการศึกสงคราม จนกระทั้งมาในยุคกลางแผนที่
ไดมาถึงจุดตกต่ํา เน่ืองจากถูกครอบงําดวยอิทธิพลของศาสนาคริสตผูทําแผนท่ีไมไดคํานึงถึงความ
ถูกตอง แตมีความเช่ือวาโลกแบน และมีเมืองเยรูซาเลมเปนศูนยกลางของโลก ซ่ึงมีรูปรางตางจาก
ความจรงิ มาก จนมาถึงปลายยคุ กลางและยุคสมัยใหมแผนท่ีไดรับการฟนฟูอีกครั้ง เปนแผนที่เพ่ือการ
เดินเรอื เรียกวา Portolan ซึง่ มีประโยชนสําหรับการใชหาดินแดนอาณานิคม สําหรับการทําแผนที่ใน
ประเทศไทยทีเ่ กา แกท ่สี ุดคอื แผนท่ียุทธศาสตรสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หลังจากนั้นก็มี
การพัฒนาในการทําแผนท่ีมาเรื่อยๆ และไดเริ่มข้ึนอยางจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกลา เจาอยหู ัวจนกระทัง้ ถึงปจ จบุ ัน

23

แบบฝก หัด

จงตอบคําถามตอไปนี้
1. แผนทท่ี เ่ี กาแกที่สดุ ในโลกผลิตขนึ้ โดยชาวอะไร และปรากฏในบรเิ วณใดของโลก
2. แผนท่ยี คุ กลางมีลักษณะสําคญั อยางไร
3. Eratosthenes คือใคร มผี ลงานสาํ คัญอยางไร
4. แผนท่ีทางการเดนิ เรอื ในยุคกลางเรียกวาอะไร และมปี ระโยชนอ ยางไร
5. การทาํ แผนที่ในประเทศไทยเริ่มตนในสมยั ใด และมีการทาํ แผนที่ในบรเิ วณใด

จงทําเคร่ืองหมาย  หนาขอท่ถี กู ตองและทําเครอื่ งหมาย × หนาขอ ท่ีผิด

1. .......... แผนทชี่ าวอยี ิปตโบราณคือแผนท่ที ่เี กา แกทสี่ ดุ ในโลก
2. .......... แผนที่ชาวเอสกโิ มใชไ มสลกั ตดิ ลงบนแผน หนังแมวนาํ้ เพ่อื แสดงแหลงลา สัตว
3. .......... บคุ คลสาํ คัญในการทําแผนที่ของจีนคือ เพโชว (Pui Hsiu)
4. .......... จีนมีความเช่ือวาโลกกลมเปนศูนยกลางของจักรวาร
5. .......... Ptolemy เปน ผพู ัฒนาแผนที่ของกรีกใหเจริญกาวหนามากที่สดุ
6. .......... แผนท่สี มยั โรมนั จะเนน ความถกู ตองของขนาดและรูปทรงเปนตน แบบในการทําแผนที่

ในปจ จบุ นั
7. .......... แผนท่ีในยุคกลางตกอยูภายใจอทิ ธิพลของศาสนาครสิ ตจงึ ไมไดแสดงลกั ษณะของโลกตาม

ความเปนจริง
8. .......... ในยุคการสาํ รวจ Mercator ไดรับอทิ ธิพลในการทาํ แผนที่มาจากของ Ptolemy
9. .......... แผนท่ีภายในประเทศไทยทีเ่ กาแกทสี่ ุดคือแผนที่ยุทธศาสตรส มยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
10. ........ มสิ เตอรเฮนรี่ อาลาบาสเตอร ราชทตู อังกฤษเขา มารบั ราชการเปนท่ปี รกึ ษาและแนะนาํ ให

รชั กาลท่ี 5 จดั ต้งั กองผลติ แผนท่ีขน้ึ เม่ือ พ.ศ. 2418

24

บรรณานุกรม

ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนท่ีและภาพถายทาง
อากาศ. กรงุ เทพฯ: อกั ษรวัฒนา.

พวงนอ ย สุวรรณเจริญ. (2527). แผนทแ่ี ละความเขา ใจเกยี่ วกับแผนท.ี่ สงขลา: วิทยาลยั ครสู งขลา.
พินิจ ถาวรกุล. (2525). การอานและการใชแ ผนที่. กรงุ เทพฯ: อกั ษรเจริญทศั น.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนที่และภาพ (Map and Image

interpretation). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.
มาลรี ัตน สมบัต.ิ (2529). หลักการทาํ แผนที่เฉพาะเรื่อง. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการ.

25

แผนบริหารการสอนประจําบทท่ี 3

หัวขอเน้ือหาประจาํ บท
1. ความนํา
2. รูปทรงของโลก
3. การหมนุ ของโลก
4. การเอียงของแกนโลก
5. ฤดูกาล
6. เสนวงกลมใหญ
7. ละติจดู ลองจิจูด
8. เสนเมอรเิ ดียน เสนขนาน
9. การกาํ หนดเวลาของโลก
10. บทสรุป

วตั ถุประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
1. นักศึกษามีความรูความเขาใจเรือ่ งองคประกอบของโลกและการหมนุ ของโลก
2. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายการเอยี งของแกนโลกทที่ ําใหเกิดฤดกู าลตางๆ ได
3. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายความแตกตางของเสน ละติจดู และลองจิจดู ได
4. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายความสาํ คัญของเสน เสนเมอริเดียนและเสนขนานได
5. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายการกําหนดเวลาของโลกได

กิจกรรมการเรยี นการสอนประจําบท
1. บรรยายเนอื้ หาจาก สือ่ Power Point หนังสอื และเอกสารทเ่ี ก่ียวของ
2. เปด โปรแกรมสําเร็จรูป Google Earth เพื่อศึกษารปู ทรงและองคประกอบของโลก
3. ศกึ ษาจากลูกโลกเพ่ือดูการหมุนและการเอยี งของแกนโลก
4. แบงกลุม นกั ศกึ ษาเพ่ือศึกษาองคป ระกอบของโลก
5. นักศึกษาภายในกลุม ฝกปฏิบตั กิ ารคํานวณหาท่ีตั้งเมืองและเวลาของโลก
6. ทาํ แบบฝก หัดทายบทรายบุคคล
7. อาจารยแ ละนักศึกษาสรปุ ประเด็นจากการศึกษารว มกัน

26

สื่อการเรยี นการสอน
1. หนงั สอื และเอกสารที่เก่ยี วของ
2. สอ่ื Power Point
3. เครอ่ื งคอมพิวเตอร
4. ลกู โลก
5. แผนท่ีโลก
6. สือ่ วีดีทัศน
7. โปรแกรมสําเรจ็ รูป Google Earth

การวัดและการประเมนิ ผล

1. สังเกตพฤติกรรมในชัน้ เรียน การเขาช้ันเรยี น
2. สังเกตการมีสว นรวมในการทํากจิ กรรม
3. ประเมินจากการตอบคาํ ถาม
4. ตรวจผลงานจากการทาํ แบบฝก หดั ทา ยบท

27

บทที่ 3
โลกและองคป ระกอบของโลก

1. ความนาํ
โลกและองคประกอบของโลกถือเปนองคประกอบพื้นฐานในการอานแผนที่ มีความจําเปน

สําหรับผูนําแผนที่ไปใชประโยชนหรือศึกษาเร่ืองแผนท่ี ตองมีความรูเร่ืองรูปทรงของโลก การหมุน
ของโลก การเอียงของแกนโลก นอกจากนี้ยังมีเสนสมมติท่ีกําหนดข้ึน ไดแก เสนวงกลมใหญ เสน
ละติจูด ลองจิจูด ท่ีจะสัมพันธกับฤดูกาลและเวลาของโลก ซ่ึงสิ่งเหลาน้ีจะเปนพ้ืนฐานใหผูใชแผนท่ี
เขาใจการอา นและตีความแผนทไี่ ดดยี ่งิ ขึน้

2. รูปทรงของโลก
โลกมรี ปู รางคลา ยผลสม คอื มลี ักษณะกลมปอ งตรงกลางขั้วเหนอื -ใต แบนเล็กนอยมีแกนยาว

อยทู ่เี สน ศูนยสูตร (Equator) มีความยาวประมาณ 12,757 กิโลเมตร มีแกนสั้นผานข้ัวโลกเหนือและ
ใตม รความยาวประมาณ 12,714 กิโลเมตร โดยแกนสนั้ จะสัน้ กวาแกนยาวประมาณ 43 กโิ ลเมตร

ภาพท่ี 3.1 รูปทรงของโลก
ทม่ี า : http://gisgeography.com/ellipsoid-oblate-spheroid-earth/

เน่ืองจากโลกมีลักษณะกลมท่ีมีรัศมีจากจุดศูนยกลางไปยังศูนยสูตรและข้ัวโลกแตกตางกัน
การทําแผนที่แสดงพ้ืนผิวโลกจึงตองคํานึงถึงความโคงของโลกตามรูปรี อาศัยแนวขนานและ
เมอริเดยี นที่ถูกตอ ง เพอื่ ใหเ ปนระบบเดียวกัน การสรางแผนท่นี านาชาตไิ ดแ บงออกเปนเขต แตละเขต
จะอยูใ นเสฟยรอยดทแี่ ตกตางกัน

28

- Clarke 1866 นํามาใชในแผนท่ีทางทหารของอเมริกาเหนือ ซึ่งมีพ้ืนที่กวางจากตะวันออก
ไปตะวันตก

- Clarke 1880 นาํ มาใชในแอฟรกิ า
- Everest นาํ มาใชใ นอนิ เดยี และไทย
- Bessel นํามาใชในจีนและอินโดนเี ซีย
- International of spheroid (Hay ford) นํามาใชในยุโรป อเมริกาใต ออสเตรเลีย และ
เอเชยี สว นใหญ

3. การหมุนของโลก
3.1 การหมนุ รอบตัวเอง
โลกหมุนรอบแกนของมนั ใชเ วลาประมาณ 24 ช่วั โมงคิดเปน 1 วัน ซ่ึงยึดเวลาเฉลี่ยโดยมีดวง

อาทิตยเปนหลัก เรียกวา “Mean Solar Day” ทําใหการแบงวันในทางสุริยะคติมีสวนเทาๆ กัน
(แตล ะลองจิจูดจะหางกัน 4 นาที)

ทศิ ทางการหมนุ ของโลก
- ถา เอาขว้ั โลกเหนอื เปนหลักแลว โลกจะหมนุ รอบตวั เองทวนเขม็ นาฬกิ า
- ถาเอาเสนศนู ยส ูตรเปน หลักโลกจะหมนุ จากทศิ ตะวันตกไปทิศตะวันออก
- ถา เอาการโคจรของดวงอาทิตย ดวงจันทร และดวงดาวบนทองฟาเปน หลัก โลกจะ
หมนุ รอบตัวเองในทิศทางตรงกันขา มกับแนวโคจรของเทหวตั ถบุ นทองฟาเหลา น้ี
การหมุนรอบตัวเองของโลกพบวาบริเวณเสนศูนยสูตรจะมีการหมุนรอบตัวเองเร็ว
กวาบริเวณอ่นื ๆ สวนบริเวณขั้วโลกเหนอื และใตความเรว็ ในการหมุนจะเทา กับศูนย

ภาพที่ 3.2 การหมนุ รอบตัวเองของโลก
ทม่ี า : http://science.jrank.org/kids/pages/221/EARTH-S-PLACE-IN-SPACE.html

29

3.2 การหมนุ รอบดวงอาทติ ย
โลกหมนุ รอบดวงอาทิตยโ ดยโคจรเปน รปู วงรีจะใชเวลา 1 ป ซ่ึงการวัดระยะเวลานี้มีหลายวิธี
เชน ถาใชดาวฤกษเปนหลักในทองฟาแลวใหโลกโคจรไปจนกลับมาอยู ณ จุดเดิมที่ตรงกับดาวฤกษ
เรียกวา Sidereal year แตถายึดเอาแสงตั้งฉากของดวงอาทิตยท่ีสองตรงท่ีเสนศูนยสูตรเปนหลัก
ตอไปแสงต้ังฉากของดวงอาทิตยจะคอยๆ เคลื่อนขึ้นไปจนถึงละติจูดท่ี 23 ½ องศาเหนือ แลวคอยๆ
เลื่อนลงจนถึงละติจูด 23 ½ องศาใต ในที่สุดก็จะกลับมาสองตรงท่ีศูนยสูตรอีกคร้ังหน่ึงจะใชเวลา
ทั้งสิ้น 365 วัน 6 ชั่วโม 45 นาที หรือ 365 ¼ วัน เรียกวา Leap year ดังนั้นในปฏิทินจึงมีวันเพ่ิม
ข้นึ มา 1 วนั ในทกุ ๆ 4 ป คอื ในปนน้ั เดือนกุมภาพนั ธจ ะมี 29 วัน เรยี กวา ป อธกิ สุรทิน

ระยะทางเฉลย่ี ท่ีโลกหางจากดวงอาทิตยประมาณ 93 ลานไมล (150 ลานกิโลเมตร)
เน่ืองจากโลกหมุนรอบดวงอาทิตยต ามแนวโคจรที่เปน รูปวงรจี ึงมตี อนท่ีโลกอยูใ กลแ ละไกลดวงอาทิตย
ดงั นี้

- ชว งทีโ่ ลกอยใู กลด วงอาทิตยมากท่สี ุดตรงกับวันท่ี 3 มกราคม มีระยะหางประมาณ
91.5 ลานไมล (147 ลานกิโลเมตร) เรียกวา Perihelion (มาจากภาษากรีกคือ Peri แปลวา กลม
หรอื ใกล และ Helios แปลวา ดวงอาทิตย)

- ชวงที่โลกอยูไกลดวงอาทิตยมากที่สุดตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคม มีระยะหาง
ประมาณ 94.5 ลานไมล (152 ลานกิโลเมตร) เรียกวา Aphelion (Ap แปลวา หางไกล Helios
แปลวา ดวงอาทิตย )

ความเร็วเฉล่ียของโลกในแนวโคจรรอบดวงอาทิตยจะประมาณ 66,600 ไมล
(107,000 กิโลเมตร) ตอช่ัวโมง แตความเร็วน้ีจะแตกตางกันไปในแตละจุดที่อยูบนโลก คือเม่ือโลก
โคจรถงึ วัน Perihelion จะมีความเรว็ เพ่ิมขึน้ แตเ ม่ือเขา สูวัน Aphelion ความเร็วจะลดลง

ภาพที่ 3.3 การหมนุ ของโลกรอบดวงอาทิตย
ท่ีมา : http://geography.name/the-earths-revolution-around-the-sun/

30

4. การเอยี งของแกนโลก
แกนโลกจะเอยี งทาํ มมุ 23 ½ องศา ในแนวดงิ่ ทําใหแกนโลกเอียงทํามุม 66 ½ องศากับแนว

ระนาบตลอดเวลา ดงั นนั้ ณ จุดหนึ่งในแนวทางโคจรของแกนโลกจะหันเขาหาดวงอาทิตย และอีกจุด
หน่ึงจะหันออกจากดวงอาทิตย ซึ่งการเอียงของแกนโลกจะสงผลใหเกิดฤดูกาลตางๆ ที่สําคัญบนโลก
คือ ฤดใู บไมผ ลิ ฤดรู อ น ฤดูใบไมลวง และฤดหู นาว

ภาพท่ี 3.4 การเอียงของแกนโลก
ทม่ี า : http://www.zmescience.com/science/geology/earth-axis-rotation-sea-level-rise-
053434/
5. ฤดกู าล

การเอยี งของแกนโลกทําใหเ กิดฤดูกาลตางๆ ข้นึ บนโลก ดังน้ี
5.1 วัน Equinox
คือวันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเทากัน อยางละ 12 ชั่วโมง (Equinox = Equal night)
ในปห นึ่งจะมีอยูสองวัน คือวันท่ีแสงต้งั ฉากของดวงอาทิตยสองตรงที่เสนศูนยสูตร เรียกอีกช่ือวา “วัน
ราตรีเสมอภาค”

- วสนั ตวิษุวตั (Vernal หรอื Spring Equinox) วันเริ่มตน ฤดูใบไมผลทิ างซีกโลกเหนือ
ตรงกบั วันที่ 20 หรอื 21 มนี าคม

- สารทวิษุวัติ (Autumn Equinox) วันเร่ิมตนฤดูใบไมรวงทางซีกโลกเหนือ ตรงกับ
วนั ท่ี 22 หรือ 23 กนั ยายน

31

ภาพที่ 3.5 วันทีแ่ สงดวงอาทิตยตั้งฉากตรงเสน ศนู ยส ตู ร
ทีม่ า : http://geography.name/the-earths-revolution-around-the-sun/

5.2 วัน Solstice
คือวันท่ีแสงต้ังฉากของดวงอาทิตยจะข้ึนไปไดไกลที่สุดทางซีกโลกเหนือทําใหมีเวลากลางวัน
ยาวนานกวา กลางคนื และยงั เปน วนั ท่แี สงตง้ั ฉากของดวงอาทิตยล งไปไดไกลที่สุดทางซีกโลกใตบางทํา
ใหทางซกี โลกใตมีเวลากลางวันยาวนานกวากลางคนื ดงั นน้ั ใน 1 ป จะมวี ัน Solstice อยู 2 วัน คือ

- ศรษี มายัน (Summer Solstice)
คือวันท่ี 21 มิถุนายน วันนี้แสงตั้งฉากของดวงอาทิตยจะขึ้นไปไดไกลท่ีสุดทางซีกโลก
เหนือและจะตกลงท่ีละติจูด 23 ½ องศาเหนือ (Tropic of cancer) ฉะน้ันเราจึงมองเห็นพระอาทิตย
เท่ียงคนื ไดทล่ี ะติจดู 66 ½ องศาเหนือ
ในวันนที้ กุ สวนของซีกโลกเหนือที่เลยเสน Arctic Circle จะเปนเวลากลางวันตลอด 24
ช่ัวโมง และทุกสวนในซีกโลกใตท่ีเลยเสน Antarctic Circle ลงไปจะเปนเวลากลางคืนตลอด 24
ชวั่ โมง ฉะน้นั ในซกี โลกเหนอื จึงมีเวลากลางวนั ยาวนานกวา ซกี โลกใต
- เหมายนั (Winter Solstice)
คือ วันที่ 21 หรอื 22 ธันวาคม วนั น้เี ปน วันทีแ่ สงตัง้ ฉากของดวงอาทติ ยจ ะลงไปไดไกล
ท่ีสุดในซีกโลกใต และจะตกลงท่ีละติจูด 23 ½ องศาใต (Tropic of Capricorn) เหตุการณตางๆ ใน
วนั นีจ้ ะเกิดขึน้ ตรงกนั ขา มกบั วันที่ 21 มถิ ุนายนทุกประการ

32

ภาพที่ 3.6 วันทีม่ ีชวงเวลากลางวนั และกลางคืนไมเทา กนั
ทม่ี า : http://geography.name/the-earths-revolution-around-the-sun/
กราฟอะนาเลมมา

อะนาเลมมา (Analemma) เปนกราฟแสดงละติจูดที่ดวงอาทิตยสองแสงต้ังฉากในวันตางๆ
ตลอดปและสามารถหาสมการเวลาไดจากกราฟอะนาเลมมา โดยกราฟจากอะนาเลมมาเราจะได
ขอ มลู สําคญั 2 ประการ คือ (1) สมการเวลา (2) ละติจูดท่ีดวงอาทติ ยสอ งแสงต้ังฉาก

คาสมการเวลาจะพิมพไวท่ีขอบแผนกราฟทางดานซายหรือดานขวาของเสนกึ่งกลางของ
กราฟขน้ึ อยกู ับวา ดานใดเปน ชวงทดี่ วงอาทติ ยม าเรว็ หรือมาชา ละติจูดท่ีดวงอาทิตยสองแสงต้ังฉากจะ
พล็อตลงบนเสนกราฟแนวนอนท่ีใชแทนเสนขนาน โดยพล็อตอยูเหนือใตเสนระนาบตรงกลางซึ่งใช
แทนเสนศูนยสูตร คาละติจูดสูงสุดและต่ําสุดจะอยูระหวาง 23 1/2 องศาเหนือ ถึง 23 1/2 องศาใต
ดังนั้นในทุกๆ วันปฏิทินจะสามารถหาสมการเวลาและละติจูดท่ีดวงอาทิตยสองแสงต้ังฉากไดจาก
อะนาเลมมา เมื่อมีการพล็อตคาตางๆ ของทุกวันปฏิทินลงในกราฟนี้ แลวลากเสนโคงเช่ือมจุดตางๆ
จะไดเสนกราฟโคง ไปมาเหมือนเลขแปดอาระบิก

33

ภาพท่ี 3.7 กราฟอะนาเลมมา
ทม่ี า : http://www.ipgp.fr/~tarantola/Icons/Analemma/index.html

34

6. เสน วงกลมใหญ
เสนวงกลมใหญ (Great Circles) หมายถึง แนวเสนทางท่ีเกิดจากการใชพ้ืนท่ีระนาบตัดผาน

ผิวทรงกลมของโลกเขา ไปโดยผานศูนยกลางของโลกพอดี และแบงโลกออกเปน 2 ซีกเทาๆ กัน ถาใช
พื้นระนาบตัดผานผิวทรงกลมของโลกเขาไปโดยที่พ้ืนระนาบน้ันไมไดตัดผานศูนยกลางของโลกก็
สามารถทําใหเกิดเสนทางที่เปนวงกลมขึ้นได แตวงกลมลักษณะน้ีเรียกวา “วงกลมเล็ก” (Small
Circles)

แนววงกลมใหญมีไดไมจ ํากัด แตแ นววงกลมใหญท่ีสําคญั คือ แนวเสนศูนยส ูตร และแนวเสนคู
เมอรเิ ดยี นที่อยูตรงขาม

คุณสมบัติทส่ี ําคัญของวงกลมใหญ
1) แนววงกลมใหญไ ดจ ากการใชพ นื้ ระนาบตัดผา นศูนยก ลางของโลก ทําใหว งกลมใหญเปน
วงกลมทใ่ี หญที่สดุ ที่สามารถลากไดบนพื้นโลก
2) แนวของวงกลมใหญเ ปนแนวทีจ่ ะแบงโลกออกเปนสองซีกเทาๆ กัน
3) จุดสองจดุ ใดๆ บนพื้นโลกสามารถเชื่อมตอกันโดยสว นของวงกลมใหญร ะยะทางระหวาง
สองจดุ น้ันจะเปนระยะทางท่ีสั้นทส่ี ดุ ซง่ึ จะมปี ระโยชนในการเดินเรอื และการบิน
4) ตามแนวเสน ขนานของละตจิ ดู จะมแี นววงกลมใหญเพยี งแนวเดยี วคอื แนวศนู ยสูตร

ภาพที่ 3.8 เสน วงกลมใหญและเสนวงกลมเลก็
ทีม่ า : http://geography.name/the-geographic-grid/

7. ละติจดู ลองจจิ ดู
7.1 ละติจูด (Latitude)
ละติจูด (Latitude) หมายถึงระยะทางที่วัดเปนมุมไปทางทิศเหนือและใตของเสนศูนยสูตร

เสน ซง่ึ ลากไปตามจุดตา งๆ ท่ีมคี าของละติจูดเดยี วกนั โดยรอบโลกจะเปน เสนขนานกับเสน ศูนยสูตร

35

เสนตางๆ เหลานี้เรียกวา “วงกลมขนานของละติจูด” ตําแหนงท่ีเปนฐานกําเนิดของละติจูดจะอยู
กง่ึ กลางระหวางข้ัวโลกเหนอื และขวั้ โลกใตค อื เสนศูนยสูตร จึงกําหนดใหมีคา 00 องศา 00 ลิปดา 00
ฟล ิปดา

ละติจูดที่วัดไปทางเหนือของเสนศูนยสูตรเรียกวา “ละติจูดเหนือ”ละติจูดที่วัดไปทางใตของ
เสน ศูนยส ูตร เรียกวา “ละติจดู ใต” สว นบริเวณข้วั โลกทง้ั สองจะมีคา ละตจิ ดู เทากับ 90 องศา

ภาพท่ี 3.9 เสนละติจดู
ท่ีมา : https://www.britannica.com/science/latitude

7.2 ลองจิจูด (Longitude)
ลองจจิ ูด (Longitude)หมายถึง ระยะทางทว่ี ัดเปนมมุ ไปทางตะวันออกและตะวันตกของเสน
เมอริเดียนเร่ิมแรก โดยวัดตามแนวเสนขนานตางๆ ไปทางตะวันออกของเสนเมอริเดียนเร่ิมแรก 180
องศา และวัดไปทางตะวันตกของเสนเมอริเดียนเร่ิมแรก 180 องศา ดังนั้นลองจิจูดที่ 180 องศา ทั้ง
ตะวนั ออกและตะวนั ตกจะทบั กันพอดี
เสน เมอริเดียนเริ่มแรกเร่ิมตนที่เมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ ถูกกําหนดใหมีคาเปน 00 องศา
00 ลิปดา 00 ฟล ปิ ดา
การบอกคาลองจจิ ดู จะตอ งบอกวา เปน ลองจิจูดตะวนั ออกหรอื ตะวนั ตกเสมอ เพ่ือใหทราบวา
ลองจจิ ดู นนั้ อยูทางตะวันออกหรอื ทางตะวันตกของเสนเมอรเิ ดยี นเร่ิมแรก

36

ภาพท่ี 3.10 เสนลองจิจูด
ท่มี า : https://www.britannica.com/science/latitude

เสน เมอรเิ ดยี นเรมิ่ แรกจะตัดกบั เสน ศูนยสูตรท่ี Gulf of Guinea จุดน้ีจะมีคาพิกัดละติจูด 00
องศา 00 ลปิ ดา 00 ฟลิปดา และ ลองจิจูด 00 องศา 00 ลิปดา 00 ฟลิปดา ซึ่งเปนจุดท่ีเรียกวา “จุด
ศูนยกําเนิด” (Point of Origin) ของระบบพกิ ดั ทางภูมศิ าสตร

“การหาพกิ ัดทางภูมศิ าสตร
จําเปน ตองทราบคา ละติจดู และคาลองจจิ ดู เสมอ”

8. เมอริเดยี น เสนขนาน
8.1 เมอริเดียน (Meridians)
เมอรเิ ดยี น (Meridians) คือเสน ท่ลี ากเช่ือมระหวา งขัว้ โลกเหนือมายังขั้วโลกใตซึ่งมีคุณสมบัติ

ทส่ี ําคญั คอื
1) เสน เมอรเิ ดยี นจะอยูในแนวเหนอื ใตเสมอ
2) เสนเมอรเิ ดยี นจะบรรจบกนั ที่ข้วั โลกและหา งกันมากทีส่ ุด ณ บรเิ วณศนู ยส ูตร
3) เสน เมอริเดียนบนพื้นโลกสามารถลากไดไ มจ าํ กดั

37

8.2 เสน ขนาน (Parallels)
เสนขนาน (Parallels)คือ เสนที่ลากขนานกับเสนศูนยสูตรหรือวงกลมเล็ก มีคุณสมบัติที่
สําคญั คือ
1) เสน ขนานท้งั หลายจะขนานกนั และกนั แมจ ะบรรจบเปนวงกลม
2) เสนขนานจะอยใู นแนวเหนือและใตเสมอ
3) เสนขนานจะตัดกับเสนเมอริเดียนเปนมุมฉาก ยกเวนบริเวณข้ัวโลกเพราะเสนขนานมี
ลกั ษณะโคง มากทําใหมมุ ท่ีตดั กนั ไมเปน มุมฉาก
4) เสน ขนานทกุ เสน ยกเวนศูนยส ตู ร เปนวงกลมเล็กทงั้ สนิ้

9. การกําหนดเวลาของโลก
โลกหมุนรอบแกนหมุนของมันเปนมุม 360 องศาในเวลา 24 ช่ัวโมง ดังน้ันเมื่อพิจารณายอย

ลงไปจะพบวาโลกหมุนไป 15 องศาลองจิจดู ทกุ ๆ 1 ชว่ั โมง หรอื หมุนไป 1 องศาลองจจิ ูดทกุ ๆ 4 นาที

เวลา 24 ช่ัวโมง โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ 360 องศา
เวลา 1 ชั่วโมง โลกหมนุ ไปได 15 องศา
ทุกๆ 15 องศา เวลาตา งกัน 60 นาที
ทุกๆ 1 องศา เวลาตางกนั 4 นาที

ตวั อยา ง ถาประเทศไทยเปนเวลา 10.00 น. ในชวงเวลานั้นตามแนวเมอริเดียนท่ีอยูหางไป
ทางตะวันออก 15 องศาลองจิจูดจะมีเวลามากกวาประเทศไทยอยู 1 ช่ัวโมง คือเปนเวลา 11.00 น.

ในขณะเดียวกันตามแนวเมอริเดียนที่อยูหางไปทางตะวันตก 15 องศาลองจิจูดจะมีเวลาชากวา

ประเทศไทยอยู 1 ช่ัวโมง คือเปนเวลา 9.00 น.
9.1 เวลามาตรฐานกรีนชิ (Greenwich Mean Time)
เวลามาตรฐานกรีนชิ (G.M.T.) หรือเวลาสากล คอื เวลาทีเ่ ทียบเวลาเทยี่ งตรงท่ีเมืองกรนี ชิ

ประเทศอังกฤษ ซึ่งเวลาทก่ี รีนิชจะเปนเวลาที่ใชใ นการเทียบเวลาทุกแหงบนโลกดว ย

38

ภาพท่ี 3.11 นาฬกิ าบรเิ วณหอดูดาว the Royal Observatory ท่ีกรีนิช
ทีม่ า : https://en.wikipedia.org/wiki/Greenwich_Mean_Time

9.2 เวลาทองถน่ิ (Local Time)
เวลาทอ งถิน่ หรอื เวลาตามดวงอาทิตย คอื เวลาท่เี ทียบเวลาเที่ยงจริงๆ ในทองถิ่นตางๆ โดย
เทียบจากดวงอาทิตยข ณะเที่ยงวนั พนื้ ท่ตี างๆ ที่อยูในแนวเมอริเดียนเดียวกันจะมีเวลาทองถิ่นเทากัน
ซึ่งเวลาทองถิ่นของพื้นท่ีท่ีอยูตามแนวเมอริเดียนตางๆ จะตางกับเวลามาตรฐานกรีนิชเทาไหรขึ้นอยู
กบั วา พน้ื ที่นัน้ อยูหา งไปทางตะวนั ตกหรอื ตะวันออกของกรีนชิ เปนระยะกีอ่ งศาลองจิจูด
ถาประเทศท่ีพิจารณาอยูหางไปทางตะวันตกของกรีนิช เวลาทองถ่ินของประเทศนั้นจะชา
กวา เวลาท่กี รีนิช แตถาประเทศนน้ั อยูท างตะวนั ออกของกรีนิชจะมีเวลาเร็วกวา เวลาที่กรีนิช เนื่องจาก
โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ดังน้ันเวลาของประเทศท่ีอยูทางทิศตะวันออกจะตองเร็ว
กวาเวลาของประเทศทอ่ี ยทู างทศิ ตะวันตก
ตัวอยาง 1 ถากรีนิชเปนเวลาเที่ยงวันประเทศ ก. ซ่ึงตั้งอยูท่ีลองจิจูด 45 องศาตะวันตก จะมีเวลา
ทอ งถิ่นเทา ไหร
วิธีคิด ประเทศ ก. ซึ่งอยูหางจากเมืองกรีนิช 45 องศาลองจิจูด คิดเปนความตางไดเวลา 3
ชั่วโมง (เพราะระยะทางหางกัน 15 องศา เวลาหางกัน 1 ช่ัวโมง) และเนื่องจากประเทศ ก. อยูทาง
ตะวันตกของกรีนิช ดังน้ันจึงมีเวลาชากวากรีนิชอยู 3 ชั่วโมง ดังน้ันถากรีนิชเปนเวลาเท่ียงกัน เวลา
ทองถิน่ ของประเทศ ก. คอื 9.00 น.

39

ตัวอยาง 2 ถากรีนิชเปนเวลา 15.00 น. ประเทศ ก. ซ่ึงตั้งอยูที่ลองจิจูด 120 องศาตะวันตก จะมี
เวลาทอ งถน่ิ เทา ไหร
ตัวอยางท่ี 3 ถากรีนิชเปนเวลา 6.00 น ประเทศ A ตั้งอยูที่ลองจิจูด 75 องศาตะวันออก จะมีเวลา
ทองถนิ่ เทา ไหร

เมื่อเราทราบเวลามาตรฐานกรีนิชและที่ตั้งของเมือง เราก็สามารถหาเวลาใหกับเมืองนั้นได
ในขณะเดียวกันถาเราทราบเวลามาตรฐานกรีนิชและเวลาของเมืองน้ัน เราก็สามารถหาที่ต้ังของเมือง
น้ันไดเชน กนั
ตัวอยาง1 นาฬิกาท่ีเมืองกรีนิชบอกเวลา 8.00 น ในขณะท่ีเมือง ก. มีเวลา 14.00 น. อยากทราบวา
เมอื ง ก. ตั้งอยทู ลี่ องจิจูดท่เี ทา ไหร

วิธที าํ ทั้ง 2 เมืองมเี วลาตางกนั 6 ช่วั โมง (มาจาก 14 - 8 ชว่ั โมง)
เวลา 1 ช่วั โมงคิดเปนความหา งของลองจจิ ดู = 15 องศา
เวลา 6 ชว่ั โมงคดิ เปนความหา งของลองจิจดู = 15x6 องศา = 90 องศา

ดังนน้ั เมือง ก. ทีม่ ีเวลา 14.00 น. ตัง้ อยูลองจิจดู ที่ 90 องศา ตะวนั ออก

ตัวอยาง 2 เมือง A มีเวลา 15.00 น. ในขณะท่ีเมืองกรีนิชบอกเวลา 23.00 น อยากทราบวา เมือง A
ตัง้ อยทู ลี่ องจิจูดท่เี ทา ไหร
ตัวอยาง 3 เมือง A มีเวลา 10.00 น. ในขณะที่เมืองกรีนิชบอกเวลา 4.00 น อยากทราบวา เมือง A
ตง้ั อยูทล่ี องจิจดู ที่เทา ไหร

9.3 เวลามาตรฐาน (Standard Time)
คือเวลาที่กําหนดข้ึนใชในพื้นท่ีหน่ึงๆ เพื่อใหเปนเวลาเดียวกันท้ังหมด ในทางทฤษฎีแลว
ระบบเวลามาตรฐานจะแบงออกเปนโซนละ 15 องศาลองจิจูด เปนแนวจากขั้วโลกเหนือถึงข้ัวโลกใต
และถือเอาลองจิจูดของเมอริเดียนยานกลางของโซนนั้นๆ เปนเวลาของโซนน้ันท้ังโซน ซ่ึงพื้นท่ีของ
เวลามาตรฐานจะครอบคลุมบริเวณไปทางตะวันออกและตะวันตกของเมอริเดียนยานกลาง ขางละ 7
องศา 30 ลิปดา เมอ่ื รวมแลวแตละโซนจะครอบคลุมพืน้ ท่ี 15 องศาลองจิจูด
9.4 เสน แบง เขตวนั สากล (International Date Line)
เมื่อปค.ศ. 1884 ไดมีการตกลงกําหนดใหเมอริเดียนที่ 180 องศา เปนเสนแบงเขตวันสากล
โดยใหทางตะวันตกของเสนเมอริเดียนท่ี 180 องศา (ทางดานทวีปเอเชีย) มีเวลาเร็วกวาทางดาน
ตะวันออกของเสนเมอริเดยี นที่ 180 องศา (ทางดานทวีปอเมรกิ า) อยู 1 วนั
เสนแบงเขตวันสากลไมไดลากตามแนวเมอริเดียนท่ี 180 องศาตลอดจากขั้วโลกเหนือถึงขั้ว
โลกใต แตอ นุโลมใหลากเบนออกไปทางซา ยหรือขวาของเสนเมอริเดียนท่ี 180 องศา ไดในกรณีท่ีผาน
แผนดินหรือหมูเกาะตางๆ เพอื่ ใหแผนดินในบริเวณนน้ั มเี วลาอยูในวันเดยี วกนั

40

ภาพท่ี 3.12 เสนแบงเขตวันสากล
ทม่ี า : http://coolsummerstore.com/world-time-zone-map-usa.html

10. บทสรุป

โลกมีลักษณะกลมปองกลางคลายผลสม ดังนั้นบริเวณศูนยสูตรจึงมีรัศมียาวที่สุด เรียกวา
เสนวงกลมใหญ การเอียงของแกนโลก 23 ½ องศา สงผลใหเกิดฤดูกาลตางๆ ขึ้นบนโลก เพราะแนว
แสงตง้ั ฉากของดวงอาทติ ยท ี่สงมายังพื้นโลกแตกตางกัน เสนละติจูดและลองจิจูดเปนเสนสมมติที่ชวย
ใหเราสามารถระบุตําแหนงท่ีต้ังของเมืองตางๆ บนพ้ืนโลกได สวนเสนเมอรริเดียนจะชวยใหเรา
สามารถหาเวลาของเมอื งตา งๆ บนโลกได


Click to View FlipBook Version