91
แบบฝกหัดทายบท
จงตอบคําถามตอไปนี้
1. จงแปลงมาตราสวนเศษสว น 3: 450,000 เปน มาตราสวนคาํ พูด
1) จงแปลงมาตราสวนเศษสว น 5: 2,000,000 เปน มาตราสวนคําพดู
2) จงแปลงมาตราสวนเศษสว น 10 : 750,000 เปนมาตราสว นคาํ พูด
2. จงแปลงมาตราสวนคําพูด 4 เซนติเมตร ตอ 12 กิโลเมตร เปน มาตรสว นเศษสวน
1) จงแปลงมาตราสว นคําพดู 7 เซนติเมตร ตอ 28 กโิ ลเมตร เปน มาตรสว นเศษสวน
2) จงแปลงมาตราสว นคําพดู 2 เซนติเมตร ตอ 900 เมตร เปน มาตรสวนเศษสว น
3. จงแปลงมาตราสวนเศษสวน 3: 600,000 เปน มาตราสวนบรรทัด
1) จงแปลงมาตราสวนคําพูด 2 เซนติเมตร ตอ 1200 เมตร เปน มาตรสว นบรรทัด
2) จงแปลงมาตราสวนคาํ พดู 10 เซนติเมตร ตอ 5000 เมตร เปน มาตรสวนบรรทัด
4. แผนท่ีฉบบั หน่ึงมาตราสวน 1: 150,000 วัดระยะทางจากจุด A ถงึ B ได 20 ซ.ม. จงหา
ระยะทางในภมู ิประเทศ
5. วัดระยะในภูมิประเทศทางจากตําบล ก. ถึง ตําบล ข. ได 32 กิโลเมตร วัดระยะทางในแผนท่ี
ระหวาง 2 ตําบลนไ้ี ด 4 ซ.ม. จงหามาตราสวนของแผนที่ฉบบั น้ี
6. แผนทฉ่ี บบั หนึ่งกวา ง 40 ซ.ม. ยาว 56 เซนตเิ มตร มาตราสวน 1: 30,000 ตองการยอแผนที่ฉบับน้ี
4 เทา จงหาดานกวางและดา นยาวของแผนที่ฉบับใหมจะเปนเทา ไหร และมาตราสวนจะเปนเทาไหร
7. แผนท่ีฉบับหนง่ึ กวาง 13 ซ.ม. ยาว 18 เซนติเมตร มาตราสวน 1: 85,000 ตองการขยายแผนที่ฉบับ
น้ี 5 เทา จงหาดานกวา งและดานยาวของแผนที่ฉบบั ใหมจ ะเปน เทา ไหร และมาตราสวนจะเปน เทาไหร
8. แผนท่ีฉบับหน่ึงขนาดกวาง 20 ซ.ม. ยาว 25 ซ.ม. มีมาตราสวน 1: 40,000 ตองการขยายใหดาน
ยาวเปน 40 ซ.ม. จงหาดา นกวา งจะยาวเทา ไหร และมาตราสว นใหมจะเปน เทา ไหร
9. แผนท่ฉี บบั หนึง่ ขนาดกวา ง 35 ซ.ม. ยาว 48 ซ.ม. มีมาตราสวน 1: 60,000 ตองการยอมาตราสวน
ของแผนที่เปน 1: 75,000 จงหาอัตราการยอมาตราสวน รวมท้ังความยาวของดานกวางและดานยาว
ของแผนท่ีฉบับใหม
10. แผนท่ีฉบับหนึ่งขนาดกวาง 25 ซ.ม. ยาว 30 ซ.ม. มีมาตราสวน 1: 120,000 ตองการขยาย
มาตราสวนของแผนทเี่ ปน 1: 80,000 จงหาอตั ราการขยายมาตราสว น รวมทง้ั ความยาวของดานกวาง
และดา นยาวของแผนทฉ่ี บบั ใหม
11. แผนที่ฉบบั หนึ่งมาตราสว น 1: 75,000 มดี า นกวาง 65 ซ.ม. ดา นยาว 80 ซ.ม. ตองการขยายใหได
มาตราสว น 1: 25,000 อยากทราบวา แผนที่ฉบบั ใหมม อี ัตราการขยายมาตราสวนกี่เทา ดานกวางและ
ดา นยาวของแผนที่ฉบับใหมจะเปน เทาไหร
92
บรรณานุกรม
ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนที่และภาพถายทาง
อากาศ. กรุงเทพฯ: อักษรวฒั นา.
ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนที่และภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวทิ ยาลยั ทักษิณ.
พนิ ิจ ถาวรกลุ . (2525). การอา นและการใชแ ผนท่ี. กรุงเทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทศั น.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนท่ีและภาพ (Map and Image
interpretation). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
93
แผนบริหารการสอนประจําบทที่ 8
หัวขอเนอ้ื หาประจําบท
1. ความนาํ
2. ความหมายของทิศทาง
3. ทิศหลัก
4. การบอกทิศ
5. การหามมุ แบร่งิ
6. การหามมุ อาซิมุท
7. การหาทิศโดยธรรมชาติ
8. บทสรปุ
วัตถุประสงคเ ชิงพฤติกรรม
1. นักศึกษามคี วามรูความเขาใจในความหมายของทศิ ทางและการกําหนดทิศหลัก
2. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายการบอกทศิ ในรูปแบบตา งๆ ได
3. นักศึกษาสามารถคํานวณหามมุ แบริง่ และมุมอาซมิ ทุ ไปมุมอาซิมุทกลับได
4. นักศกึ ษาสามารถหาทศิ ทางในภมู ิประเทศจริงได
กจิ กรรมการเรยี นการสอนประจาํ บท
1. บรรยายเนือ้ หาจาก สอื่ Power Point หนังสอื และเอกสารทเ่ี กย่ี วของ
2. ศึกษาจากโปรแกรมสาํ เร็จรูป Google Earth และแผนทีภ่ ูมปิ ระเทศ
3. แบงกลุมนักศึกษาเพื่อศึกษาเพ่อื ฝกการใชเข็มทิศและโปรแกรมสําเรจ็ รปู GPS
4. นักศึกษาฝก ปฏิบตั กิ ารจรงิ นอกหองเรยี น โดยการใชเ ข็มทศิ หาทิศเหนอื และการใช
โปรแกรมสําเร็จรปู GPS นาํ ทางไปยังสถานที่ภายในมหาวทิ ยาลยั
5. อภปิ รายรว มกนั ภายในกลุม และนาํ เสนอผลการปฏิบัติงานหนา ชนั้ เรยี น
6. ทําแบบฝก หดั ทายบทรายบคุ คล
7. อาจารยแ ละนักศึกษาสรุปประเดน็ จากการศึกษารว มกัน
94
ส่อื การเรียนการสอน
1. หนงั สอื และเอกสารที่เกี่ยวขอ ง
2. ส่ือ Power Point
3. เคร่ืองคอมพิวเตอร
4. แผนท่ภี มู ปิ ระเทศ
5. เข็มทศิ
6. โปรแกรมสําเร็จรปู Google Earth
7. โปรแกรมสําเร็จรปู GPS
การวัดและการประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมในช้ันเรียน การเขา ชนั้ เรยี น
2. สงั เกตการทาํ กิจกรรมกลุม การมสี วนรวมในกิจกรรม การปฏิบัตงิ านนอกสถานท่ี
3. การใชอุปกรณทางภมู ิศาสตรรายบคุ คล
4. ผลการนาํ เสนองานหนา ชนั้ เรียนจากการปฏบิ ตั ิงาน
5. ตรวจผลงานจากการทําแบบฝกหัดทา ยบท
95
บทท่ี 8
ทศิ ทาง
1. ความนาํ
การศึกษาเรือ่ งทิศทางในแผนที่จะเปนการหาทิศหลัก ซึ่งในแผนท่ีสวนใหญจะแสดงทิศเหนือ
เปนทศิ หลัก เมื่อเราทราบทิศเหนือแลว ก็จะทําใหสามารถหาทิศท่ีเหลือไดอยางถูกตอง ซ่ึงการหาทิศ
ไมจําเปนตองใชเข็มทิศเสมอไป แตเราสามารถหาทิศจากธรรมชาติได เชน จากดวงอาทิตย ดวงดาว
และดวงจันทร เปนตน การบอกทิศสามารถบอกไดหลายวิธี เชน การบอกทิศแบบธรรมดาซึ่งใชใน
ชีวิตประจําวันทั่วไป การบอกทิศโดยชาวเรือเพ่ือใชในการเดินเรือของชาวประมง การบอกทิศแบบ
เกรด การบอกทิศแบบอาซิมทุ ซ่งึ นยิ มใชใ นทางกจิ การทหาร
2. ความหมายของทศิ ทาง
ทิศทาง หมายถึง แนวเสนตรงเสนหน่ึงในภูมิประเทศหรือในแผนท่ี ซ่ึงเสนตรงทุกๆ เสนจะ
แสดงคา ของทศิ ทางตา งๆ ไวใ หท ราบ ซ่ึงเราสามารถท่ีจะวัดหาคาของทิศทางแตละทิศไดโดยอาศัยทิศ
หลกั โดยปกติจะมีการกาํ หนดทิศหลกั คือทศิ เหนือ
การแสดงทิศทางตองมีแนวเร่ิมหรือศูนยของการวัดซึ่งเรียกวา “เสนฐานสําหรับการกําหนด
ทิศทาง” ไดแก แนวทิศเหนือ เม่ือมีแนวเสนฐานสําหรับกําหนดทิศทางก็สามารถวัดแนวทิศทาง
แนนอนจากจุดท่ีผูสังเกตอยูไปยังจุดที่ตองการได การวัดขนาดทิศทางใชแสดงดวยขนาดของมุมท่ีนับ
จากทิศหลัก (ทศิ เหนอื ) หรอื เสนฐานสาํ หรบั กาํ หนดทศิ ทางไปยังจุดท่ีพจิ ารณา
3. ทศิ หลัก (Base Direction)
3.1 แนวทศิ เหนือจริง (True North)
คือแนวทิศทางหรือหรือเสนตรงท่ีช้ีไปยังข้ัวโลกเหนือของโลกจากบริเวณพ้ืนที่ใดพื้นท่ีหนึ่งท่ี
ปรากฏในแผนท่ี หรืออาจกลาวไดวาแนวทศิ เหนือจริงเปนแนวจากตําบลใดๆ บนผิวโลกที่มุงตรงไปยัง
ทิศเหนือ ดงั นน้ั แนวทิศเหนือจริงจงึ ไดแกทิศทางของเสนเมอรเิ ดียนหรือแนวลองจจิ ูดนนั้ เอง
ภาพท่ี 8.1 ทิศเหนือจริง
ที่มา : http://www.map-reading.com/baseline.php
96
3.2 แนวทศิ เหนือแมเ หล็ก (Magnetic North)
ไดแก แนวท่ีปลายเข็มของเข็มทิศชี้ไปในขณะที่นิ่งอยูกับท่ีเข็มทิศแมเหล็กจะชี้ไปในทิศทางที่
เปนข้ัวของแมเ หล็กโลกตลอดเวลา ทศิ ทางนี้มีชอ่ื วา “ทิศเหนือแมเหล็ก”
ขั้วเหนือของแมเหล็กโลกอยูคนละตําแหนงกับขั้วโลกเหนือที่แทจริงของโลก ดังน้ันแนวทิศ
เหนอื แมเหล็กมกั จะบายเบนไปจากแนวทศิ เหนือจริง
ภาพท่ี 8.2 ทิศเหนือแมเ หล็ก
ที่มา : http://www.map-reading.com/baseline.php
3.3 แนวทศิ เหนือแผนท่ีหรอื ทศิ เหนือกรดิ (Grid North)
แนวทิศเหนือแผนที่หรือทิศเหนือกริดไดแกแนวทิศเหนือตามเสนกริดทางด่ิงของระบบ
เสนกริดในแผนที่ เนื่องจากเสนเมอริเดียนของลองจิจูดมีลักษณะคอยๆ เขาหากันจนเปนจุดท่ีข้ัวโลก
สวนเสน กริดท่ีนํามาใชในกิจการแผนท่ีทหารไดสรางขึ้นในลักษณะท่ีขนานซ่ึงกันและกัน ดังนั้นแทนท่ี
เสนกรดิ ทางดิ่งจะชี้ไปทางแนวทิศเหนือจริง (ตามแนวลองจิจูด) แตเสนกริดทางด่ิงจะช้ีไปทางแนวทิศ
เหนือกริดหรือทิศเหนอื แผนท่ี ดังน้ันแนวทิศเหนือกรดิ จึงมกั จะบา ยเบนไปจากแนวทิศเหนอื จรงิ
ภาพที่ 8.3 ทศิ เหนอื กรดิ
ที่มา : http://www.map-reading.com/baseline.php
มุมบา ยเบนตามปกติแนวทิศทางของทิศเหนือจริง ทิศเหนือแมเหล็ก และทิศเหนือกริด จะไม
ทบั กันเปนแนวเดยี วกนั แตจ ะบายเบนออกจากกัน ซ่งึ อาจจะบายเบนมากนอยแตกตางกันไปในแตละ
พน้ื ท่ี
97
1) มุมบายเบนกริด คือ งามมุมระหวางแนวทิศเหนือกริดที่บายเบนไปจากแนวทิศเหนือจริง
ซง่ึ อาจจะบายเบนไปทางทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออก ขึ้นอยูกับที่ต้ังของสถานที่น้ันๆ คาหรือขนาด
ของมมุ บา ยเบนกริดจะวัดจากแนวทิศเหนือจริงไปยังแนวทศิ เหนือกรดิ
2) มุมบายเบนแมเหล็ก คือ งามมุมระหวางแนวทิศเหนือแมเหล็กท่ีบายเบนไปจากแนวทิศ
เหนอื จริง ซึ่งอาจจะบายเบนไปทางทิศตะวันตกหรือทิศตะวันออก ข้ึนอยูกับที่ต้ังของสถานที่น้ันๆ คา
หรือขนาดของมุมบา ยแมเ หลก็ จะวดั จากแนวทิศเหนือจริงไปยังแนวทิศเหนือแมเหลก็
3) มุมกริดแมเหล็ก คือ งามมุมที่อยูระหวางทิศเหนือกริดและทิศเหนือแมเหล็ก ขนาดของ
มุมกริดแมเหล็กจะวัดจากทิศเหนือกริดไปยังทิศเหนือแมเหล็ก และจะบอกใหทราบวาแนวทิศเหนือ
แมเหล็กอยทู างตะวนั ตกหรอื ทางตะวนั ออกของแนวทศิ เหนือกริด
ภาพที่ 8.4 แผนผังมมุ บายเบนของทิศเหนือ
ทม่ี า : แผนที่ L7018 ระวาง กรมแผนท่ีทหาร
4. การบอกทิศ
4.1 การบอกทิศแบบธรรมดา เปนการบอกทศิ แบบทว่ั ไป เชน 4 ทศิ 8 ทิศ 16 ทศิ
ภาพท่ี 8.5 การบอกทศิ แบบไทย
ทีม่ า : http://www.cffthailand.com/cff-main/index.php/trips/item/1375-2013-12-18-02-26-32
98
4.2 การบอกทิศแบบชาวเรือ เปนการบอกทศิ ท่ลี ะเอียดยิง่ ขึ้น คอื บอกไดถึง 32 ทศิ
ภาพที่ 8.6 การบอกแบบชาวเรือ
ทีม่ า : https://en.wikipedia.org/wiki/Points_of_the_compass
4.3 การบอกทิศเปนมิลเลียมหรือมิลล (Mils) ใชในกิจการท่ีมีความละเอียดมากๆ
โดยเฉพาะอยางยิ่งเครื่องมือท่ีใชในกิจการทหารปนใหญ จะใชมาตรามิลเลียมในการวัดมุม ซ่ึงมี 3
ชนิด
- มิลเลียมจริง
- มิลเลยี มธรรมดา
- มลิ เลียมรเิ มโร
4.4 การบอกทิศเปนเกรด (Grade) การบอกทิศวิธีนี้ใชมาตราตามระบบของฝร่ังเศส
เรียกวามาตรา “ซองเตซิมาล” วิธีนี้แบงรอบวงกลมออกเปน 400 สวนเทาๆ กัน สวนหนึ่งๆ เรียกวา
“เกรด” ใชเขียนยอดวยตัวอักษร g บนเลขตัวทายของจํานวนเลขท่ีแสดงขนาด เวลาวัดมุมก็วัดเปน
มุมราบจากทศิ เหนอื ไปตามเขม็ นาฬิกา
5. การหามุมแบริง่ (Bearing)
การบอกทศิ ของมมุ แบร่งิ เปนการบอกทิศโดยบอกเปนมุมในแนวนอนซ่ึงวัดจากแนวทิศเหนือ
ไปทางตะวันตกหรือทางตะวันออก หรือวัดจากแนวทิศใตไปทางตะวันตกหรือทางตะวันออก ดังนั้น
ขนาดของมุมแบรงิ่ จงึ มีขนาดไมเ กนิ 90 องศา
99
ในการหาคาแบร่ิง มสี ง่ิ ทต่ี องทราบคือ
- เสน ฐานสาํ หรับการกาํ หนดทิศทางซ่งึ ไดแ กแ นวทิศเหนือหรอื ทศิ ใต
- ขนาดของมุมท่บี ายเบนไปจากเสน ฐาน
- มุมน้ันบา ยเบนไปทางตะวันตกหรือตะวนั ออกของเสนฐาน
จากรปู ดา นบนสามารถอานคา มมุ แบรง่ิ ไดอยางไร
ภาพที่ 8.7 แสดงมมุ แบร่ิง
ท่ีมา : http://www.princeton.edu/~oa/manual/mapcompass3.shtml
6. การหามุมอาซิมทุ (Azimuth)
การบอกทิศเปนอาซิมุท อาซิมุทคือมุมราบท่ีวัดจากแนวทิศเหนือไปตามเข็มนาฬิกา
มุมท่ีอาซิมุทวัดไดจะอยูในชวง 360 องศา และยังแบงหนวยยอยออกไปอีก คือ 1 องศา แบงเปน
60 ลิปดา 1 ลิปดาแบงเปน 60 ฟลิปดา ดังน้ันขนาดของอาซิมุทจึงบอกคาเปน องศา ลิปดา และ
ฟลปิ ดา
ขนาดของอาซิมุทที่วัดจากจุดท่ีผูสังเกตอยูไปยังตําบลที่ถูกสังเกต เรียกวา อาซิมุทไป
(Forward Azimuth) และขนาดของอาซิมุทที่วัดจากตําบลที่ถูกสังเกตไปยังจุดท่ีผูถูกสังเกตการณอยู
เรียกวา อาซิมทุ กลบั (Back Azimuth)
“ถา ขนาดของอาซมิ ุทไปมีคา นอยกวา 180 องศา
ใหน ํา 180 องศาไปบวกกบั คา อาซิมุทไปผลลัพธท่ีไดออกมา
จะเปนคา อาซมิ ุทกลับ”
“ถา ขนาดของอาซิมทุ ไปมคี ามากกวา 180 องศา
ใหน าํ 180 องศาไปลบจากคา อาซิมุทไปผลลัพธทไ่ี ดอ อกมา
จะเปน คาอาซมิ ุทกลับ”
100
ภาพที่ 8.8 แสดงมมุ อาซิมทุ
ท่มี า : http://surveying.structural-analyser.com/chapter06/
ตวั อยา ง
ถาอาซิมุทไปมีคา 60 องศา อาซมิ ุทกลบั จะมคี าเทา กบั 180 + 60 = 240
ถา อาซิมุทไปมคี า 230 องศา อาซมิ ุทกลับจะมีคา เทากับ 230 - 180 = 50
จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
- ถา อาซิมุทไปมคี า 95 องศา อาซมิ ุทกลบั จะมคี า เทา กบั เทาไหร
- ถา อาซิมุทไปมคี า 130 องศา อาซมิ ุทกลับจะมีคาเทา กบั เทาไหร
- ถา อาซมิ ุทไปมคี า 175 องศา อาซมิ ุทกลบั จะมคี าเทากบั เทาไหร
- ถา อาซมิ ุทไปมีคา 205 องศา อาซิมุทกลับจะมคี าเทากบั เทา ไหร
- ถาอาซมิ ุทไปมีคา 280 องศา อาซิมุทกลับจะมคี าเทากบั เทาไหร
- ถา อาซมิ ุทไปมคี า 340 องศา อาซิมุทกลับจะมีคา เทา กบั เทาไหร
7. การหาทิศโดยธรรมชาติ
7.1 การใชแสงเงาจากดวงอาทิตย วิธีนี้ใหเราเตรียมหาไมยาวประมาณ 1 เมตร และที่วาง
ๆ แลว ทาํ ตามขนั้ ตอนงาย ๆ 4 ขนั้ ตอนดังนี้
ขั้นแรก ใหเ ราหาไมส กั อนั ยาวประมาณ 1 เมตรก็พอวางไวบ ริเวณพื้นเรยี บ (ถาพื้นไม
เรยี บมีพวกหญาหรอื กอ นหนิ จะดูเงาไมส ะดวก) ใหวางไมในแนวตั้งหรือปกไมลงพ้ืนดิน แสงอาทิตยจะ
สองกระทบมาท่ีไมทําใหเกิดเงาข้ึนใหวางไมท่ีเราปกอยูเอนลงมาทาบกับเงาแลวหากอนหินหรือขีด
101
เคร่ืองหมายเอาไวบรเิ วณปลายไม เสรจ็ แลวเอาจบั ไมข นึ้ มา ตงั้ อยา งเดมิ โดยใหจุดท่ีเราต้ังไมเอาไวเปน
จดุ เดยี วกบั จุดแรก
ขัน้ ท่ี 2 รอประมาณ 10-15 นาที เงาของแสงอาทิตยจะมีการเคล่ือนยายไปเล็กนอย
ใชว ธิ ีเดิมคือเอาไมม าทาบกบั เงาแลว ทาํ เคร่ืองหมายบนจุดบนปลายไม
ขั้นที่ 3 ตอนน้ีเราจะมีจุดอยู 2 จุดใหลองลากเสนจากจุดแรกไปยังจุดที่สองเปน
เสนตรง จุดแรกทเ่ี ราไดมาจะเปน ทศิ ตะวนั ตก จุดทส่ี องจะเปนทิศเหนอื
ขน้ั ท่ี 4 ใหเ ราไปยนื หนา เสนตรงทเ่ี ราขดี ไวโดยใหจุดแรกอยูทางซายมือของเรา จุดท่ี
สองอยูทางขวามือเรา ทิศเหนือจะอยูดานหนาของเราน่ีเองวิธีน้ีจะไมเหมาะในเวลากอน หรือหลัง
เท่ียงเล็กนอย เพราะชวงนี้เงาตกกระทบจะไมคอยทอดเปนแนวยาว ซ่ึงอาจจะทําใหการหาดทิศไม
แมนยํา
ภาพท่ี 8.9 การใชแ สงเงาจากดวงอาทิตย
ท่ี ม า : https://dailyoddsandends.wordpress.com/2013/05/06/lost-find-your-direction-
with-a-stick-and-the-sun/
7.2 การใชนาฬกิ าขอมือ ถาคุณมีนาฬิกาขอมืออยู สิ่งนี้จะชวยคุณในการหาทิศได นาฬิกาที่
ใชจะเปนนาฬิกาแบบเข็มหรือนาฬิกาแบบดิจิตอลก็ได แตถาเปนแบบเข็มจะงายกวา วิธีการคือใหตั้ง
นาฬิกาในอยูในแนวราบขนานกับพ้ืน โดยใหเข็มท่ีบอกช่ัวโมงช้ีไปยังดวงอาทิตย ทําการแบงคร่ึงมุม
ระหวางเข็มส้ันกบั จุด 12.00 นาฬิกา
ทําการจินตนาการลากเสนตรงบริเวณเลขหนึ่งกวา ๆ ท่ีเราแบงไดผานจุดก่ึงกลาง เราจะได
เสน ตรงมาหน่งึ เสน จุดท่ีเราไดจุดแรก (จุดที่เราแบงมุมมา) จะเปนทิศใตสวนอีก ดานจะเปนทิศเหนือ
102
วิธีนี้จะ แมนยําหากนาฬิกาของคุณตรงกับเวลาที่แทจริง ถาคุณใชนาฬิกาแบบดิจิตอลคุณอาจจะดู
เวลาขณะนั้นแลวใชวิธีวาดรูปวงกลมบนกระดาษเอาก็ได โดยวาดรูปเข็มส้ัน ยาว ใหตรงกับเวลา
ปจ จบุ ัน
7.3 การดูดาว วิธีการหาทศิ อกี วธิ ที นี่ ยิ มใชก ับมากคือการหาดาวเหนอื สว นใหญค นที่ดูดาวไม
เปน จะมีปญ หาในการหาตาํ แหนง ของดาวเหนือ ซ่งึ วธิ ีการหาดาวเหนอื จะมวี ธิ สี ังเกตได ไมย าก โดยเรา
จะสามารถสังเกตดาวเหนือโดยอาศัยกลุมจระเข และกลุมดาวแคสสิโอเปย เปนหลัก โดยกลุมดาว
จระเขจะมีดาวฤกษทีเ่ รยี งกัน 7 ดวงเปน สวนของหางจระเข (Ursa Major)
ภาพที่ 8.10 การหาทศิ จากดวงดาวจระเข
ท่ีมา : http://northstars346.blogspot.com/2015/02/blog-post.html
โดยหากสังเกตท่ีดาวจระเขตรงดาวดวงที่ 7 ลองจินตนาการลากเสนตรงขึ้นไปจะเห็นดาวท่ี
สุกสวางอยูดวงเดียว ดาวดวงน้ันจะเปนดาวเหนือ ซึ่งตําแหนงดาวเหนืออาจจะเย้ืองจากเสนเล็กนอย
ขึ้นกับฤดูกาลดวย หรือถาดูจากดดาวแคสสิโอเปยตรงจุดกึ่งการตัว M ลองจินตนาการลากเสนตรงก็
จะเจอดาวเหนือเชน กัน
การหาดาวเหนอื จากกลมุ ดาวคา งคาว กลมุ ดาวแคสสิโอเปย เปนกลุมดาวในซีกฟาเหนือ เปน
กลุมดาวท่ีสังเกตและจดจําไดงาย ประกอบดวยดาวฤกษสวาง 5 ดวง เรียงตัวกันเปนรูปตัวเอ็ม (M)
คนไทยจะ เห็นเปน รูปคา งคาว จงึ เรียกชอ่ื กลมุ ดาวนว้ี า "กลมุ ดาวคางคาว"
7.4 การดูพระจันทร เราสามารถใชดวงจันทรเพ่ือดูทิศอยางหยาบๆ ได โดยวิธีงายๆ คือดู
เวลาการข้ึนลงของดวงจันทรหากดวงจันทรข้ึนกอนท่ีพระอาทิตยจะตกดานสวางของดวงจันทรจะ
เปนทิศตะวันตก หากดวงจันทรขึ้นหลังเที่ยงคืน ดานสวางของดวงจันทรจะเปนทิศตะวันออก วิธีน้ี
อาจจะไมคอยแมนยํานัก เพราะบางทีดวงจันทรอาจจะข้ึนมาแลวแตเรามอง ไมเห็นเพราะเมฆมาก
และชว งพระจันทรเ ตม็ ดวงหรอื ใกลเตม็ ดวง ดวงจันทรจะสวางทั้งดวงทําใหเราไมทราบวาจะใชดานใด
ของดวงจันทรเ ปน ดานสวาง
103
8. บทสรุป
การแสดงทิศทางตองมีแนวเริ่มหรือศูนยของการวัดซ่ึงเรียกวา “เสนฐานสําหรับการกําหนด
ทศิ ทาง” ไดแก แนวทิศเหนอื แนวทิศเหนือหลักท่ีปรากฏในแผนท่ี มี 3 ประเภทคือ แนวทิศเหนือจริง
แนวทศิ เหนอื แมเหลก็ แนวทิศเหนอื แผนทห่ี รอื ทิศเหนอื กรดิ ในการบอกทิศสามารถบอกไดหลายแบบ
ขน้ึ อยูกบั การนําไปใชประโยชน เชน การบอกทิศแบบธรรมดา การบอกทิศแบบชาวเรือ การบอกทิศ
เปนมิลเลียมหรือมิลล การบอกทิศเปนเกรด การบอกทิศของมุมแบร่ิง และการบอกทิศเปนอาซิมุท
นอกจากการหาทศิ โดยใชเขม็ ทศิ แลว เรายังสามารถหาทิศไดจากการใชแสงเงาจากดวงอาทิตย การใช
นาฬกิ าขอ มือ การดูดาว และการดูพระจันทร
104
แบบฝก หดั ทายบท
จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. ทิศหลกั ที่ใชในกจิ การแผนท่มี ีกชี่ นดิ ประกอบดวยอะไรบาง และใหวาดรูปประกอบดวย
2. มุมบา ยเบนแผนทหี่ รือมุมบา ยเบนกรดิ หมายถงึ อะไร
3. การบอกทศิ มีกป่ี ระเภท ประกอบดวยอะไรบา ง
4. การบอกทศิ เปนแบรง่ิ คืออะไร มีสงิ่ ทตี่ อ งทราบอะไรบาง
5. อาซิมทุ หมายถงึ อะไร อาซมิ ทุ ไปและอาซิมุทกลบั แตกตางกนั อยางไร
6. จงยกตวั อยา งการหาทศิ โดยธรรมชาติพรอ มอธิบายตามความเขา ใจ
7. จากรปู ดา นลางจงหามุมแบรงิ่ AB และมมุ แบร่ิง CD
8) จงใชเข็มทศิ หามุมอาซิมุทจากอาคาร 24 ไปหอประชุมใหญม หาวทิ ยาลัยราชภัฏยะลา
9. จงใชเข็มทิศหามมุ อาซมิ ุทจากอาคาร 20 ไปโรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏยะลา
10. จงใชเข็มทิศหามมุ อาซิมุทจากอาคาร 1 ไปอาคาร 4
105
บรรณานกุ รม
ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนที่และภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวทิ ยาลัยทักษณิ .
พินจิ ถาวรกุล. (2525). การอานและการใชแผนที่. กรงุ เทพฯ: อักษรเจริญทัศน.
สรรคใจ กลิ่นดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.
อภิศกั ดิ์ โสมอินทร. (2525). แผนท่ีและการแปลความหมายจากแผนท่ี. พมิ พคร้งั ที่ 3 ก รุ ง เ ท พ ฯ :
ไทยวฒั นาพานิช.
106
แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 9
หัวขอเนอื้ หาประจําบท
1. ความนํา
2. พื้นหลกั ฐาน
3. เสนชน้ั ความสงู
4. ลกั ษณะภูมปิ ระเทศและทรวดทรงจากเสนชัน้ ความสูง
5. ความลาดเอยี ง
6. การสรา งภาพตัดขวางและการหาความสูงผิดพลาด
7. บทสรุป
วัตถุประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
1. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายความสําคัญของเสนชน้ั ความสูงได
2. นักศกึ ษาสามารถหาความสูงในแผนทีภ่ ูมปิ ระเทศได
3. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายลักษณะภมู ิประเทศและทรวดทรงจากเสนชั้นความสงู ท่ีปรากฏใน
แผนทไี่ ด
4. นกั ศึกษาสามารถคํานวณหาความลาดเอยี งในแผนที่ได
5. นักศึกษาสามารถสรา งภาพตัดขวางจากแผนทีภ่ มู ิประเทศได
กจิ กรรมการเรียนการสอนประจําบท
1. บรรยายเน้ือหาจาก สอื่ Power Point หนังสือ และเอกสารท่เี กี่ยวของ
2. ศกึ ษาจากแผนทภี่ มู ปิ ระเทศ
3. สอนการคาํ นวณหาหาความสงู และความลาดเอยี งในแผนที่ภูมปิ ระเทศ
4. นกั ศึกษาแบงกลมุ เพื่อชว ยกันคํานวณหาหาความสูงและความลาดเอียงในแผนทภ่ี มู ิ
ประเทศ
5. แขงขนั ตอบคําถามการหาความสูงและความลาดเอียงในแผนที่ภมู ิประเทศ
6. อธิบายการสรา งภาพตดั ขางและแสดงวิธกี ารสรา งภาพตัวขวาง
7. นกั ศึกษาฝก ปฏิบตั ริ ายบุคคล
8. ทาํ แบบฝก หัดทายบทรายบคุ คล
9. อาจารยและนักศึกษาสรุปประเดน็ จากการศึกษารวมกัน
107
สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสือ และเอกสารทเ่ี ก่ยี วของ
2. ส่อื Power Point
3. เครื่องคอมพวิ เตอร
4. แผนที่ภมู ปิ ระเทศ
5. สอ่ื วีดีทัศน
6. โปรแกรมสาํ เรจ็ รปู Google Earth
การวดั และการประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมในชนั้ เรียน ความรบั ผิดชอบในการทํางาน
2. สงั เกตการทํากิจกรรมกลุม การมีปฏสิ ัมพันธร ะหวางบุคคล การมสี ว นรว มในกิจกรรม
3. ผลการแขง ขันจากการตอบคาํ ถาม
4. ตรวจผลงานจากการสรางภาพตดั ขวาง
5. ตรวจผลงานจากการทําแบบฝกหดั ทายบท
108
บทท่ี 9
ความสงู และทรวดทรง
1. ความนาํ
การแสดงความสูงและทรวดทรงของภูมิประเทศในแผนท่ีดวยเสนชั้นความสูง (Contour
Line) จะปรากฏในแผนท่ีมาตราสวนขนาดใหญ ซึ่งจะทําใหเห็นความสูงและทรวดทรงไดชัดเจน
มากกวาการแสดงโดยใชลายเสน เสนลายขวานสับ เงาภูเขา และแถบสี การแสดงเสนช้ันความสูงใน
แผนท่ีภูมิประเทศมีความสําคัญมาก เพราะจะทําใหทราบลักษณะภูมิประเทศของบริเวณท่ีตองการ
ศกึ ษาโดยท่ไี มต องลงไปยังพ้ืนที่จรงิ ซึ่งลักษณะของเสนชั้นความสูงท่ีแตกตางกันก็จะทําใหรูปทรงของ
ภูมิประเทศในบรเิ วณนัน้ แตกตา งกันไปดว ย
ภาพท่ี 9.1 แสดงเสน ช้นั ความสงู
ทมี่ า : https://www.britannica.com/topic/contour-line
2. พ้ืนหลกั ฐาน (Datum Plain)
คือพื้นที่ใชเปนหลักในการกําหนดความสูง มีลักษณะเปนพ้ืนระนาบท่ีใชเปนหลักในการวัด
ความสูงของจุดใดจุดหน่ึง โดยวัดจากจุดนั้นมายังพ้ืนหลักฐานในแนวด่ิง ก็สามารถกําหนดจุดนั้นๆ ได
วาสงู เทา ไหร พ้ืนหลักฐานทใ่ี ชก ับแผนท่คี อื พ้นื ระดับนํ้าทะเลปานกลาง สําหรับแผนที่ประเทศไทยถือ
ระดบั นํา้ ทะเลปานกลางที่เกาะหลัก จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ
ความสูง (Elevation) ความสูงของจุดใดจุดหนึ่งบนพ้ืนผิวโลกคือ ระยะที่วัดไปทางดิ่งจาดจุด
ที่พิจารณาจนถึงพื้นหลักฐาน หรือหมายถึงความสูงของพ้ืนผิวโลก ณ จุดใดจุดหน่ึงท่ีอยูเหนือ
ระดับนาํ้ ทะเลปานกลางข้ึน
109
ทรวดทรง (Relief) หมายถงึ ความสงู และลกั ษณะรปู รางของพ้นื ท่ที แ่ี ตกตางกันไปในพื้นท่ีแหง
ใดแหงหนึ่งบนพื้นผิวโลก หรืออีกความหมายคือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงในทางความสูงของ
พนื้ ผิวโลกลดหลนั่ กนั ลงมาสูงบา งตํ่าบา ง
3. เสนช้นั ความสงู (Contour Line)
คอื เสนท่สี มมตุ ิขนึ้ ใหเปนเสน ที่ลากไปตามพื้นผิวโลกผานจุดท่ีมีความสูงเทากัน เสนชั้นความ
สงู ท่ีปรากฏในแผนท่ีคอื เสนท่ีแทนชนั้ ความสูงท่ีปรากฏในภูมิประเทศซ่ึงไดสมมุติข้ึน ในแผนที่ L7018
มาตราสวน 1: 50,000 เขยี นไววาชวงตางเสน ชนั้ ความสงู 20 เมตร กับมีเสนช้ันแทรกช้ันละ 10 เมตร
หมายความวา ระยะทางด่งิ ระหวา งเสน ช้นั ความสูง 2 เสน ท่อี ยูชิดกัน เทากับ 20 เมตร และระยะทาง
ด่ิงระหวางเสน ชนั้ แทรกเทากบั 10 เมตร
เสนชั้นความสงู มีคุณสมบตั ิดังน้ี
1) เสนชน้ั ความสงู ทกุ เสนแสดงคาระดบั ความสูงในแนวตั้ง
2) เสนชั้นความสูงทกุ เสน อยูในพื้นแนวนอนและระนาบเดยี วกนั
3) เสน ชัน้ ความสูงแสดงรปู แบบ และลักษณะภูมิประเทศ
4) เสนชั้นความสูงเปนเสนปด คือ บรรจบตัวเองเปนวงๆ ไป แตในแผนที่ระวางเดียวอาจไม
ปรากฏเสน วงปด ทส่ี มบรู ณไดเ มือ่ นาํ แผนทีร่ ะวางตดิ ตอ มาตอเขาจงึ บรรจบเปนวงปด
5) เสนช้ันความสูงแตละชวงเสนอาจจะมีระยะหางตางๆ กันไป ทั้งน้ีขึ้นอยูกับลักษณะภูมิ
ประเทศถา หากพ้นื ทลี่ าดชนั มากเสนชัน้ ความสูงชดิ กนั มากกวาภมู ิประเทศท่ีมคี วามลาดชันนอย
6) เสน ชน้ั ความสูงโดยท่วั ไปไมท บั กัน ยกเวนบรเิ วณทเี่ ปนหนาผา
7) เสนชั้นความสูงมกั หนั ดานหยักแหลมไปยงั ดานตนนา้ํ
8) ทกุ ๆ ตาํ แหนง บนเสนชั้นความสงู เดยี วกนั มีคาความสงู เทากัน
เน่ืองจากภูมิประเทศบนพ้ืนผิวโลกมีลักษณะแตกตางกันหลายแบบ บริเวณซ่ึงเปนท่ีสูงชันมี
เสน ชั้นความสูงจํานวนมากอยชู ดิ กนั ทําใหด ูสบั สนจําเปน ตองหาวธิ ใี หดงู า ยขึ้น โดยการกําหนดเสนชั้น
ความสูงหลกั ขนึ้ สวนบรเิ วณซ่ึงมคี วามลาดชันนอยมีเสนช้ันความสูงหางกันมาก พ้ืนที่บางแหงเปนแอง
จําเปนตอ งมีเสน ชน้ั ความสูงซ่ึงมีลักษณะพิเศษออกไปเพื่อที่จะไดสังเกตเห็นไดงาย เปนตน ดวยเหตุนี้
เสนชั้นความสูงจึงมีหลายชนิด นักภูมิศาสตรไดกําหนดลักษณะและสัญลักษณของเสนชั้นความสูง
ออกเปน 5 แบบ เพื่อใหผูใชแผนท่ีสามารถพิจารณาลักษณะภูมิประเทศไดโดยสะดวกและรวดเร็ว
ดงั ตอไปน้ี คือ
1) เสนชั้นความสูงหลัก (Index Contour) เสนช้ันความสูงชนิดนี้เปนเสนช้ันความสูงหลัก
บอกคา ระดับความสูงดว ยเลขลงตัว เชน 100 200 และ 300 เปน ตน และมคี วามหนาทบึ ใหญกวาเสน
ชนั้ ความสงู อน่ื ๆ จึงสังเกตไดง าย และปกติมีตัวเลขกํากับไว
110
2) เสนชั้นความสูงรองหรือเสนชั้นความสูงมัธยันตร (Intermediate Contour) คือเสนชั้น
ความสูงที่อยูระหวางเสนชั้นความสูงหลัก (Index contour) แสดงในแผนที่ดวยเสนสีนํ้าตาล แตเสน
บางกวาเสน ช้นั ความสงู หลัก โดยเสนช้นั ความสูงชนดิ นี้ไมแสดงตัวเลขบอกความสูงไว ยกเวนบริเวณที่
เสนช้ันความสูงอยูหางกันมากๆ จึงจะมีตัวเลขบอกเสนชั้นความสูงไวดวย ระยะหางระหวางเสนช้ัน
ความสงู รองแตล ะเสนจะอยูห างกันเปนความสูงในทางดิ่ง 20 เมตร
3) เสนช้ันแทรก (Supplemental Contour) เสนชั้นความสูงแทรก (Supplemental contour)
เสนชน้ั ความสงู ชนดิ น้เี ปน เสนชน้ั ความสูงแทรกอยรู ะหวางเสน ช้นั ความสูงรอง เพอ่ื แสดงความสูงเสริม
เพราะบริเวณนั้นมีเสนช้ันความสูงรองหางกันมาก เสนช้ันความสูงแทรกแสดงดวยเสนประ ในแผนท่ี
ภูมิประเทศมาตราสวน 1:50,000 กําหนดเสนชั้นความสูงแทรกชวงละ 10 เมตร ดังน้ันแตละเสนช้ัน
ความสูงจึงกําหนดตัวเลขของระดับความสูงไวท่ีเสนดังตัวอยางตอไปนี้ 30 50 70 90 110 130 และ
150 เปน ตน
4) เสนช้ันแองตํ่า (Depression Contour) เสนชั้นความสูงชนิดน้ีเปนเสนช้ันความสูงซ่ึงต่ํา
กวาบริเวณรอบๆ ของเสนช้ันความสูงอื่นๆ เสนชั้นความสูงชนิดนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่มีขีดสั้นๆ ใน
แนวที่ต้ังไดฉ ากกบั เสนชนั้ ความสงู ปลายของขดี หนั ไปทางดา นลาดลง
5) เสนชั้นโดยประมาณ (Approximate Contour) เสนช้ันความสูงชนิดนี้เปนเสนชั้นความ
สูงที่กําหนดข้ึนเองโดยประมาณ ทั้งนี้เพราะผูทําแผนท่ีไมไดขอมูลระดับความสูงท่ีแทจริงบริเวณ
ดังกลาว อาจเปนเพราะรูปถายทางอากาศซึ่งนํามาใชเขียนแปลเปนแผนท่ีภูมิประเทศน้ันถูกเมฆบัง
ดังน้ันในบริเวณดังกลาวจึงใชเสนประเพ่ือประมาณความสูงตอจากเสนชั้นความสูงหลัก หรือเสนชั้น
ความสงู รอง
เสนชั้นความลึก (Depth Curves) เปนการแสดงลักษณะภูมิประเทศใตพื้นนํ้าตัวเลขที่กํากับ
จะมจี าํ นวนเพิ่มข้ึนเมื่อความลึกมากขึ้น ซึ่งเสนชั้นความลึกถือเอาระดับน้ําทะเลลงตํ่ามากกวาที่ใชพ้ืน
ระดบั นํา้ ทะเลปานกลาง จะใชหนวยเปนฟตุ แตในบรเิ วณทนี่ ํ้าลกึ มาจะใชหนวยเปนฟาธอม
111
ภาพที่ 9.2 ชนิดของเสน ชนั้ ความสูง
ทีม่ า : https://sites.google.com/site/sarawut560410058/kar-xan-phaenthi
4. ลักษณะภูมิประเทศและทรวดทรงจากเสนชน้ั ความสูง
1) ภูเขา/ยอดเขา (Mountain/ Hill and Peak) บรเิ วณท่ีเสนชั้นความสูงลอมเปนวงซอนกัน
หลายวงๆ คือภูมิประเทศที่เปนภูเขา พ้ืนที่ซึ่งอยูตรงกลางของเสนชั้นความสูงรอบในสุดมีระดับความ
สูงสูงสดุ คือ ยอดเขาทีส่ ําคญั มกั บอกระดับความสงู ของจดุ สูงสดุ ของยอดเขาไวดวย
2) สนั เขา (Ridge) คือ แนวตอเน่ืองของจุดสูงสุดของภูเขาที่ติดตอกัน หาไดในแผนท่ีโดยการ
ลากเสนไปตามแนวที่มีระดบั ความสูงมากท่ีสดุ ซ่งึ สังเกตไดจ ากเสน ช้นั ความสงู
3) จมกู เขา (Spur) คือ สวนท่ีแยกออกจากแนวสันเขาใหญลาดลงสูหุบเขาใหญ เสนชั้นความ
สงู บรเิ วณจมูกเขามีลกั ษณะโคงย่ืนไปสลู าํ นํา้ สายใหญ สวนสองขา งของจมูกเขาขนาบดว ยลาํ นาํ้ สาขา
4) สันเขารปู อานมาหรือก่ิว (Saddle) คอื สวนของสนั เขาทีห่ ยักตํ่าลง เสนชั้นความสูงบริเวณ
ดังกลาวไมต ดิ ตอ เปนวงกลมเดียวกัน แยกออกเปน คนละวง
5) หุบเขา (Valley) คือ แองภูมิประเทศท่ีเปนแนวยาวขนาบดวยภูเขาหรือเทือกเขา อาจมี
ลักษณะกวา งตนื้ หรือแคบลกึ ลาดลงสทู ีต่ ํ่า จดุ ท่เี สนชน้ั ความสูงมาตัดกันจะเปนบริเวณหุบเขาแหงผาก
หรือมนี า้ํ ไหลผา นลงสทู ่ีตํา่ กลายเปน ลาํ ธารและแมน ้าํ
6) หนา ผา (Cliff) เสนชั้นความสูงอยูชิดกันมาก หรือซอนทับกันถาหากเปนหนาผาชัน แสดง
ใหเห็นบริเวณทส่ี ูงและชนั มากจนเกือบตัง้ ตรง อาจจอยูร ิมทะเลหรอื แผน ดินกไ็ ด
112
ภาพที่ 9.3 ชนิดภูมิประเทศและทรวดทรงจากเสน ช้นั ความสงู
ท่ีมา : http://sskalski2014.weebly.com/recognising-landforms.html
7) หุบลําธาร (Draw) เปนบริเวณท่ีเสนช้ันความสูงมีระดับความสูงลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงที่
ตํ่าสุดซึ่งเปนรองนํ้า มีลักษณะเปนลองลึกแคบและมีนํ้าไหลช่ัวคราวเฉพาะบางฤดู เสนช้ันความสูงมี
ลักษณะหยกั เปนมุมแหลมข้ึนไปทางตน น้ํา
ภาพที่ 9.4 หุบลาํ ธาร
ท่มี า : http://www.armystudyguide.com/content/Prep_For_Basic_Training/Prep_
for_basic_land_navigation/draw-minor-terrain-featur.shtml
113
8) หลุมยุบ (Sinkhole) เปนบริเวณท่ีดินตอนบนยุบลงเปนหลุมใหญ ทําใหมีลักษณะภูมิ
ประเทศตํ่ากวาพ้ืนที่ขางเคียง เสนช้ันความสูงแสดงหลามยุบหรือพื้นท่ีแองต่ํา จะเปนวงเดียวหรือ
หลายวงลอมรอบกันและมีเสนขีดดา นใน
ภาพท่ี 9.5 หลมุ ยุบ
ทม่ี า : http://www.armystudyguide.com/content/Prep_For_Basic_Training/Prep_for
_basic_land_navigation/depression-major-terrain-.shtml
5. ความลาดเอยี ง
5.1 ความลาด (Slope) แบงออกเปน 3 ชนิด
1) ลาดสม่ําเสมอ (Uniform Slope) ความลาดแบบสมํ่าเสมอ พิจารณาไดจากบริเวณที่เสน
ชัน้ ความสูงมีระยะหางเทา ๆ กัน ถา เสนชั้นความสงู เหลาน้นั อยูหางกันอยางสมํ่าเสมอแสดงวาพ้ืนที่น้ัน
มคี วามลาดชันนอย แตถาเสนช้ันความสูงเหลานั้นอยูชิดกันอยางสมํ่าเสมอ แสดงวาพื้นที่บริเวณน้ันมี
ความลาดชันมาก
ภาพที่ 9.6 ลาดสมาํ่ เสมอ
ทีม่ า : http://www.map-reading.com/ch10-4.php
114
2) ลาดเวา เปนลักษณะของภูมิประเทศท่ีมีความลาดชันไมสมํ่าเสมอ โดยมีสวนบน
คอนขางชนั มากกวา สวนลา ง ความลาดเวาสามารถพิจารณาไดจากเสนช้ันความสูงท่ีอยูในท่ีสูงมีระยะ
ชดิ กนั และคอ ยๆ หา งกนั ในระดบั ตาํ่ ลงมา
ภาพที่ 9.7 ลาดเวา
ทม่ี า : http://www.map-reading.com/ch10-4.php
3) ลาดนูน เปนลักษณะของภูมิประเทศที่มีความลาดชันไมสม่ําเสมอ โดยมีพ้ืนท่ีสวนบน
คอนขา งชันนอ ยกวาสว นลาง ความลาดนนู สามารถพิจารณาไดจากเสนช้ันความสูงที่มีลักษณะตรงกัน
ขามกับความลาดเวากลาวคือ เสนชั้นความสูงท่ีอยูในระดับตํ่าอยูชิดกันและคอยๆ หางข้ึนในระดับ
ความสูงมากข้ึนไป
ภาพที่ 9.8 ลาดนนู
ทม่ี า : http://www.map-reading.com/ch10-4.php
115
5.2 ความลาดเอียง
ความลาดเอียง คือ ความเอียงของพื้นผิวโลกที่ทําใหเกิดขนาดงามมุมกับพื้นระดับ คาความ
ลาดเอยี ง ก็คืออัตราสว นของความตา งในระยะทางด่งิ ระหวางจดุ 2 จดุ กบั ระยะทางราบระหวางจุด 2
จุด เดยี วกนั ท่พี จิ ารณา
ความลาด (Slope) = ระยะในทางดง่ิ
ระยะในทางราบ
ระยะในทางดิ่ง คือ ความตางระหวางความสูงของจุด 2 จุดที่พิจารณา ซึ่งสามารถหาระยะ
ในทางดิง่ ระหวางจดุ 2 จุดไดโดยอานจากเสนช้ันความสูงท่ีผานจุดทั้ง 2 ในแผนที่ เอาคาความสูงของ
จดุ ทส่ี ูงกวา ตัง้ และเอาคาความสูงของจดุ ทีต่ ํา่ กวาไปลบ ระไดระยะในทางด่งิ ของจุด 2 จุดที่พจิ ารณา
ระยะในทางราบ คอื ระยะท่วี ดั ในทางราบระหวางจดุ 2 จุดที่พิจารณา เม่ือเราวัดไดเทาไหรก็
นําไปเทยี บกับมาตราสว นของแผนทฉี่ บับน้ันเพือ่ เทยี บเปนระยะทางในภมู ปิ ระเทศ
การบอกความลาดเอียงสว นใหญจ ะบอกเปน เปอรเ ซน็ ตและองศา ซ่ึงสามารถหาไดจากสูตร
ตอไปน้ี
การหาความลาดเอียงเปน เปอรเซ็นต
ความลาด (Slope) = ระยะในทางดิง่ x 100
ระยะในทางราบ
การหาความลาดเอยี งเปนองศา ระยะในทางดิง่ x 57.3
ความลาด (Slope) = ระยะในทางราบ
116
ตวั อยาง จากรูปจุด A ถึงจุด B ในแผนท่มี าตราสว น 1: 50,000 สมมุตวิ ดั ระยะได 6 เซนตเิ มตร จง
หาความลาดชนั เฉลีย่ โดยแสดงในหนว ยของเปอรเ ซน็ ต
วธิ ที าํ พจิ ารณาความสงู จากจดุ A-B พบวา จุด A สูง 300 เมตร จดุ B สูง 240 เมตร คา ความตาง
ในทางด่ิงคอื 510 – 420 = 90 เมตร
พจิ ารณาระยะทางในทางราบระหวาง A-B สมมตุ วิ ดั ระยะได 6 เซนติเมตร นาํ ไปเทยี บกับ
มาตราสวนแผนที่ 1: 50,000 ฉะน้ันระยะ A-B จึงเทากบั 3 กโิ ลเมตรหรอื 3,000 เมตร
เม่ือหาระยะในทางดิ่งและระยะในทางราบไดแลว กส็ ามารถหาความลาดไดจากสูตร
ความลาด = ระยะในทางด่ิง x 100
ระยะในทางราบ
90 x 100
3000
ความลาด = 3 %
6.การสรางภาพตัดขวางและการหาความสูงผดิ พลาด
ภาพตัดขวางเปนภาพที่เราจะมองเห็นเปนภาพทางดานขางของภูมิประเทศเฉพาะตอนใด
ตอนหนึ่งตามแนวท่ีกําหนดข้ึนระหวางจุด 2 จุด ซึ่งจะชวยใหเขาใจเกี่ยวกับชนิดของพื้นภูมิประเทศ
ความสงู และสภาพการมองเห็น ในทางวิศวกรรมจะชวยในการวางระดับของแนวถนน ทางรถไฟ การ
คํานวณปรมิ าณดินตดั ดินถม เปน ตน
117
ภาพที่ 9.9 การสรา งภาพตัดขวาง
ท่ีมา : https://gees7.wordpress.com/2013/02/17/study-of-contours/
วธิ ีการสรางภาพตัดขวาง
1) อานคาความสูงจากเสนชั้นความสูงที่แนวขวางลากผาน (สังเกตคาความสูงท่ีตํ่าสุดและ
สูงสุด) สรางเสนตั้งฉากแกน x,y โดยให แกน x ยาวเทากับหรือยาวกวาแนวขวางที่ตองการสราง
ภาพตัดขวาง แบงคาแกน Y เปนระยะ ๆ ตามคาความสูงของเสนช้ันความสูงที่เราอานคาโดยใหคา
ความสงู ต่าํ สดุ ของเสน ช้นั ความสงู เปนระยะฐาน แลวแบงคาความสูงเปนชวงๆ ใหมีระยะและความสูง
เทาๆ กนั ลากเสน ขนานแกน X ตามระยะชวงทแี่ บงในแกน Y
2) ท่ีจุดตัดของขอมูลเสนช้ันความสูงกับแนวขวางท่ีตองการสรางภาพตัดขวางทุกๆ จุดตัด
อานคาความสูงของเสนช้ันความสูงแลวลากเสนใหขนานกับแกน Y โดยใหมาบรรจบกับเสนท่ีลากใน
ขอ 2 ซ่ึงมีคา ความสงู ทต่ี รงกนั กบั คาของแกน Y
3) ลากเสนเชื่อมจุดตัดในขอ 3 ทุก ๆ จุด ปรับแตงใหพอสวยงามเปนธรรมชาติ จะเห็น
ภาพตดั ขวางเปน ภูมปิ ระเทศทแ่ี สดงความสงู ตํา่ การลาดเอยี ง
การคาํ นวณหาความสงู ผดิ พลาด
เน่อื งจากการเขยี นภาพตัดขวางไมสามารถลากเสนขนานใหมีระยะหางตามมาตราสวนของ
แผนทไี่ ด ตองขยายระยะหา งของเสนขนานเพื่อใหภาพตัดขวางเห็นไดชัดเจนขึ้น ภาพท่ีออกมาจึงเปน
การขยายข้ึนในทางสูง เรียกวาความสูงผิดพลาด (Vertical Exaggeration) ซ่ึงสามารถหาความสูง
ผิดพลาดไดจากสตู รดงั น้ี
118
ความสูงผิดพลาด = มาตราสว นภาพตัดขวาง
มาตราสว นแผนที่
7. บทสรุป
การแสดงความสูงและทรวดทรงของภูมิประเทศในแผนที่ดวยเสนช้ันความสูง (Contour
Line) ซง่ึ ประกอบดวย เสนช้ันความสูงหลัก เสนช้ันความสูงรองหรือเสนชั้นความสูงมัธยันตร เสนช้ัน
แทรก เสน ชนั้ แอง ตํา่ และเสน ชนั้ โดยประมาณ ลักษณะภูมิประเทศและทรวดทรงจากเสนช้ันความสูง
เชน ภเู ขา สันเขารูปอานมา จมกู ขา หนาผา หลมุ ยบุ หุบเขา เปนตน จากเสนชั้นความสูงสามารถหา
ความลาดเอียงของพ้ืนท่ีได ซึ่งสามารถแบงความลาดออก 3 ชนิด คือลาดสมํ่าเสมอ ลาดเลา ลาดนูน
การสรางภาพตัวขวางจากเสนชั้นความสูงจะชวยใหเขาใจและมองเห็นลักษณะภูมิประเทศ เพ่ือชวย
ในทางวศิ วกรรมการสรา งถนน และทางรถไฟ
119
แบบฝกหดั
จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. การแสดงความสูงและทรวดทรงในแผนท่ีมาตราสว นขนาดเล็กสามารถแสดงไดกีว่ ธิ ี อะไรบา ง
2. การใชแถบสแี สดงความสูงจากพ้นื ดนิ ไปถึงยอดเขาจะแสดงดวยสีอะไร
3. เสน ช้ันความสงู หมายความวาอยา งไร และในแผนที่ L 7018 มาตราสวน 1: 50,000 ไดกําหนดเสน
ชั้นความสูงเอาไวอ ยา งไร
4. จงอธบิ ายความหมายของเสนชั้นความสงู ดงั ตอไปนี้
- เสน ชนั้ ความสูงหลกั
- เสนชั้นความสงู รอง
- เสนช้นั ความสูงแทรก
- เสน ชน้ั ความสงู แอง ต่าํ
- เสนชน้ั ความสูงโดยประมาณ
5. จงอธบิ ายความแตกตางระหวางความลาดเวา และความลาดนนู
6. จงอธบิ ายความหมายระยะในทางด่งิ และระยะในทางราบ
7. หมบู า น A ตั้งอยูท ่ีเสน ชนั้ ความสูง 835 เมตร หมบู า น B ตัง้ อยทู ี่เสน ช้ันความสูง 475 เมตร ในแผน
ที่มาตราสวน 1: 50,000 วัดระยะทางในทางราบระหวางสองหมูบาน ได 4 เซนติเมตร จงหาความ
ลาดเปนเปอรเ ซน็ ต
8. จุด ก. ต้ังอยูที่เสนชั้นความสูง 630 เมตร จุด ข. ตั้งอยูบนเสนชั้นความสูง 495 เมตร ในแผนท่ี
มาตราสว น 1: 50,000 วัดระยะทางในทางราบระหวางสองหมูบาน ได 4 เซนติเมตร จงหาความลาด
เปนเปอรเ ซน็ ต
9. การสรา งภาพตัดขวางมีประโยชนอยา งไร
10. ทําไมตองมีการคาํ นวณหาความสงู ผิดพลาด
120
บรรณานุกรม
ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนท่ีและภาพถายทาง
อากาศ. กรุงเทพฯ: อักษรวฒั นา.
ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวทิ ยาลัยทักษณิ .
พวงนอ ย สุวรรณเจริญ. (2527). แผนทีแ่ ละความเขาใจเกี่ยวกบั แผนท.ี่ สงขลา: วทิ ยาลัยครูสงขลา.
สรรคใจ กลิ่นดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพคร้ังท่ี 2 กรุงเทพฯ:
ไทยวฒั นาพานชิ .
อภศิ ักด์ิ โสมอินทร. (2525). แผนที่และการแปลความหมายจากแผนที่. พิมพครง้ั ที่ 3 ก รุ ง เ ท พ ฯ :
ไทยวัฒนาพานิช.
121
บรรณานุกรม
โครงการตําราวทิ ยาศาสตรและคณิตศาสตรม ูลนธิ ิ สอวน. (2557). ภูมิศาสตรเทคนิค. กรงุ เทพฯ:
ดา นสทุ ธาการพิมพ.
ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนที่และภาพถายทาง
อากาศ. กรงุ เทพฯ: อกั ษรวัฒนา.
ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ.
พวงนอย สุวรรณเจริญ. (2527). แผนท่แี ละความเขา ใจเก่ียวกบั แผนท.ี่ สงขลา: วทิ ยาลยั ครสู งขลา.
พนิ ิจ ถาวรกุล. (2525). การอา นและการใชแ ผนท่.ี กรงุ เทพฯ: อักษรเจริญทศั น.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนที่และภาพ (Map and Image
interpretation). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
มาลรี ตั น สมบตั ิ. (2529). หลักการทําแผนที่เฉพาะเรื่อง. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการ.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2549). พจนานุกรมศัพทภูมิศาสตร ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพคร้ังท่ี 4
กรงุ เทพฯ: ชวนพมิ พ.
สรรคใจ กลน่ิ ดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพครั้งท่ี 2 กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.
อภศิ ักดิ์ โสมอนิ ทร. (2525). แผนท่แี ละการแปลความหมายจากแผนท.ี่ พิมพค รง้ั ท่ี 3 ก รุ ง เ ท พ ฯ :
ไทยวัฒนาพานิช.