The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wilaiwan Wilairat, 2020-01-13 03:35:30

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

เอกสารประกอบการสอนวิชาแผนที่และการแปลความหมายแผนที่

41

แบบฝกหดั

จงตอบคําถามตอไปน้ี
1. วงกลมใหญม ีคุณสมบตั ิทส่ี ําคญั อะไรบาง และแตกตางจากวงกลมเลก็ อยางไร
2. ละติจูดหมายถงึ อะไร
3. เสน เมอริเดยี นแรกจะตดั กับเสนศูนยส ูตรทไี่ หน มีคาพิกัดเทาไหร เรียกวาอะไร
4. ลองจจิ ดู มีความสัมพันธกบั เวลาอยางไร
5. ถา ประเทศไทยเปน เวลา 15.00 น. จงหาเวลาของประเทศทีอ่ ยูในเมอรเิ ดยี นดังตอ ไปน้ี

- เมอริเดยี นทอ่ี ยหู างไปทางตะวันตก 30 องศาลองจิจูด
- เมอริเดยี นทอ่ี ยูห างไปทางตะวันตก 75 องศาลองจิจูด
- เมอรเิ ดยี นที่อยูหา งไปทางตะวันออก 60 องศาลองจจิ ูด
- เมอริเดียนท่ีอยหู างไปทางตะวันออก 50 องศาลองจิจูด
- เมอรเิ ดยี นที่อยูห า งไปทางตะวันตก 85 องศาลองจิจูด
6. เวลามาตรฐานกรีนชิ และเวลามาตรฐานทอ งถิ่นมีความแตกตา งกนั อยางไร
7. ถา กรีนชิ เปน เวลา 10.00 น. จงหาเวลาของเมืองท่ีตั้งอยูในลองจจิ ดู ดังตอไปนี้
- เมอื ง A ต้งั อยทู ่ลี องจจิ ูด 60 องศาตะวันออก
- เมือง B ตง้ั อยูทลี่ องจิจูด 135 องศาตะวนั ตก
- เมือง C ตงั้ อยทู ีล่ องจิจูด 50 องศาตะวนั ออก
8. นาฬิกาทีเ่ มอื งกรีนิชบอกเวลา 12.00 น เมอื งทีม่ เี วลาดงั ตอ ไปนี้จะตัง้ อยูที่ลองจิจูดที่เทา ไหร
- เมอื ง D เปน เวลา 8.00 น.
- เมือง E เปน เวลา 21.00 น.
- เมือง F เปน เวลา 15.20 น.
9. เวลามาตรฐานคอื อะไร และมีการแบง อยางไร
10. เสนแบงเขตวนั สากลมีความสาํ คัญอยา งไร แลวทําไมจงึ อนุโลมใหล ากเบนออกไปทางซา ยหรอื ขวา
ของเสนเมอริเดียนที่ 180 องศาได

42

บรรณานกุ รม

ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ.

พวงนอ ย สวุ รรณเจรญิ . (2527). แผนทแี่ ละความเขาใจเก่ียวกับแผนที.่ สงขลา: วทิ ยาลยั ครสู งขลา.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนที่และภาพ (Map and Image

interpretation). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
มาลรี ตั น สมบตั ิ. (2529). หลกั การทาํ แผนที่เฉพาะเร่อื ง. กรงุ เทพฯ: กรมวชิ าการ.
สรรคใจ กลน่ิ ดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพคร้ังท่ี 2 กรุงเทพฯ:

ไทยวัฒนาพานชิ .

43

แผนบริหารการสอนประจําบทที่ 4

หวั ขอเนื้อหาประจาํ บท
1. ความนาํ
2. ความหมายของเสน โครงแผนที่
3. คุณสมบตั ิของเสนโครงแผนที่
4. เสน โครงแผนทแี่ บบทรงสัมผัส
5. เสนโครงแผนทแ่ี บบทรงกรวย
6. เสน โครงแผนทแ่ี บบทรงกระบอก
7. บทสรุป

วตั ถปุ ระสงคเชิงพฤติกรรม
1. นกั ศึกษาสามารถบอกความหมายและความสาํ คัญของเสนโครงแผนทไี่ ด
2. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายเสนโครงแผนทีแ่ บบตางๆ ได
3. นักศึกษาสามารถอธิบายการนําเสนโครงแผนที่ไปใชในการทําแผนที่ในบริเวณตางๆ ของ

โลกได

กิจกรรมการเรียนการสอนประจําบท
1. บรรยายเน้อื หาจาก ส่อื Power Point หนงั สือ และเอกสารทเี่ กย่ี วของ
2. ศกึ ษาจากแผนทีภ่ ูมปิ ระเทศ
3 แบง กลมุ นักศึกษาเพอื่ ศกึ ษาเสนโครงแผนทแี่ บบตางๆ
4. อภปิ รายรวมกันภายในกลุม และนาํ เสนอผลการศึกษาคนควาหนาชนั้ เรียน
5. ทําแบบฝกหดั ทายบทรายบุคคล
6. อาจารยแ ละนักศกึ ษาสรุปประเด็นจากการศึกษารวมกนั

สอื่ การเรียนการสอน
1. หนังสือ และเอกสารทเี่ กี่ยวของ
2. สอื่ Power Point
3. เครื่องคอมพิวเตอร
4. แผนที่ภูมิประเทศ

44

การวัดและการประเมินผล
1. สังเกตพฤติกรรมในชัน้ เรียน การเขา ชั้นเรียน
2. สงั เกตการทํากจิ กรรมกลุม การมีปฏิสมั พันธระหวา งบคุ คล การมสี ว นรว มในกิจกรรม
3. ผลการนําเสนองานหนา ชน้ั เรยี นจากการศึกษาคนควา
4. ตรวจผลงานจากการทาํ แบบฝกหดั ทายบท

45

บทท่ี 4
เสนโครงแผนท่ี

1. ความนาํ
ระบบของเสนที่ประกอบดวยเสนขนานและเสนเมอริเดียน ใชในการถายทอดลักษณะทรง

กลมของโลกลงบนพ้ืนราบประกอบดวย การยอสวน การฉายแสง และหลักการสรางรูปเรขาคณิต
หรือการวิเคราะหทางคณิตศาสตร เพ่ือรักษาระยะทาง พ้ืนท่ี ทิศทาง หรือรูปรางไวตามอัตราสวนให
ใกลเคยี งกับสภาพความเปน จรงิ บนโลกมากทีส่ ุด

2. ความหมายของเสนโครงแผนที่
เสนโครงแผนที่ (Map projection) หมายถึง ระบบของเสนที่ประกอบดวยเสนขนานและ

เสนเมอริเดียน ใชในการถายทอดลักษณะทรงกลมของโลกลงบนพื้นราบ ประกอบดวย การยอสวน
การฉายแสง และหลักการสรางรูปเรขาคณิต หรือการวิเคราะหทางคณิตศาสตร เพื่อรักษาระยะทาง
พ้ืนท่ี ทิศทาง หรือรปู รางไวตามอตั ราสวนใหใกลเคียงกับสภาพความเปนจรงิ บนพนื้ โลกมากทส่ี ดุ

เสนโครงแผนท่ี คือ วิธีการลงลงเสนสมมติบนโลกลงบนแผนกระดาษ เพื่อแสดงใหทราบถึง
ส่งิ ตา งๆ ทั้งหลายบนโลกวามีรูปรางลักษณะอยางไรตามตองการ เพราะเสนรอบวงของโลกมีลักษณะ
เปนวงรี แตกระดาษท่ีเราใชเปนพื้นแสดงรูปรางบนผิวโลกเปนแผนราบ จึงเกิดเสนโครงแผนท่ีหลาย
แบบตา งกนั ไปตามความคลาดเคลื่อนจากการนําพื้นที่จริง มาแสดงบนพ้ืนท่ีระนาบ โดยใชเสนละติจูด
และลองจิจูดซง่ึ เปน เสน สมมติ ท่ีเรยี กเสน ละติจดู วา เสน ขนาน และ เสนลองจจิ ดู วา เสน เมอรเิ ดยี น

เนื่องจากรูปทรงของโลกเปนทรงรี (Ellipsoid) และมีพ้ืนผิวโคง การถายทอดหรือจําลองส่ิง
ตางๆ บนพื้นผวิ โลกลงบนกระดาษแผนราบ หรือทําเปนแผนท่ี ทําใหมีความแตกตางกันของพื้นผิวทั้ง
สอง กลาวคือเมื่อจําลองรูปทรงของโลกใหเปนแผนท่ีแผนแบนราบแลวจะเกิดการบิดเบ้ียว
(Distortion) ขึ้นจากขอเท็จจริงในการจําลองผิวทรงรีของโลกลงบนแผนกระดาษ จึงไมมีแผนที่ฉบับ
ไหนทแี่ สดงลกั ษณะตา งๆ บนพน้ื ผิวโลกตามสภาพความเปนจรงิ ไดถ ูกตอ งทง้ั หมด

3. การจําแนกคุณสมบัติเสนโครงแผนทส่ี ามารถจําแนกไดด ังน้ี
3.1 จาํ แนกตามคณุ สมบตั ิของเสน โครงแผนท่ี ซึ่งจะประกอบไปดวยลักษณะดังนี้
1) เสน โครงแผนทค่ี งรปู
2) เสนโครงแผนทีค่ งพ้ืนที่
3) เสน โครงแผนท่ีคงทศิ ทาง
4) เสนโครงแผนทค่ี งระยะ

46

3.2 จาํ แนกตามตําแหนงของแหลง แสงทฉี่ ายออกมา แบงไดด ังน้ี
1) แหลง แสงอยูไกลและมีลาํ แสงขนาน เรยี กวา เสนโครงแผนทแ่ี บบออรโทกราฟ

(orthographic projection)
2) แหลงแสงอยูทส่ี ว นโคง ของโลก เรียกวา เสนโครงแผนท่ีแบบสเตรโิ อกราฟก

(stereographic projection)
3) แหลง แสงอยูที่ศูนยกลางของโลก เรยี กวา เสน โครงแผนทแี่ บบโนโมนิก

(gnomonic projection)
ดังน้ัน การจําลองพื้นผิวโลกลงบนกระดาษแผนราบ สงผลใหแผนท่ีทุกแผนจะตองรักษา

คณุ สมบตั ิดังกลาวเอาไว เพื่อชวยในการแกปญหาตางๆ ในการจัดทําแผนที่ ทําใหเกิดแนวความคิดใน
การสรา งเสนโครงแผนทข่ี ึ้นมากมายตามและนาํ ไปใชต า งกนั ออกไปตามแตค วามเหมาะสม

ภาพที่ 4.1 แนวความคิดในการสรางเสน โครงแผนที่
ที่มา : http://www.progonos.com/furuti/MapProj/Normal/CartDef/MapDef/mapDef.html

หลักการสรางเสนโครงแผนท่ี เปนการฉายเงาของวัตถุตางๆ ที่มีทรวดทรงไปปรากฏบนพ้ืน
ราบหลักการนนี้ าํ ไปสรางเสน โครงแผนท่ีโดยการฉายแสงผานลกู โลกจําลองท่ีมีลักษณะโปรงใส เพ่ือให
เงาของเสน ขนาน(Parallel) และเสนเมริเดยี น (Meridian) บนผวิ โลกไปปรากฏบนพื้นราบท่ีใชทําแผน
ที่ อยางไรก็ตามในการสรางเสนโครงแผนท่ีอาศัยการคํานวณทางคณติ ศาสตรประกอบการสรางรูปเชิง
เรขาคณติ เปนหลกั ใหญ

47

พ้ืนผิวท่ีใชในการจําลองเพื่อใหเงาของเสนขนานและเสนเมริเดียนปรากฏ ที่ไดรับการพัฒนา
ใชแ สดงเปน เสน โครงแผนที่ประกอบดว ย พ้นื ผวิ ทรงกรวย พ้ืนผิวรูปทรงกระบอก และพื้นผิวแบนหรือ
พนื้ ระนาบ

ภาพที่ 4.2 การฉายเงาวตั ถตุ ามทรวดทรงตางๆท่นี าํ ไปสรางเสน โครงแผนท่ี
ที่มา : http://docs.qgis.org/2.0/en/docs/gentle_gis_introduction/coordinate_reference_
systems.html

จากคณุ สมบัตทิ งั้ หมดนพ้ี บวายงั ไมม ีเสน โครงแผนที่ใดที่มคี ุณสมบตั ิครบถวน นักภูมิศาสตรจึง
ตองเลือกเสนโครงแผนท่ีแบบใดแบบหน่ึงเทานั้น ตามวัตถุประสงคหรือความมุงหมายท่ีสําคัญท่ีสุด
ของการทาํ แผนท่ชี นดิ น้ันๆ

ภาพท่ี 4.3 พนื้ ผวิ ที่ใชในการจําลองเพื่อใหเ งาของเสนขนานและเสนเมรเิ ดยี น
ท่ีมา : http://gistbok.ucgis.org/bok-topics/2017-quarter-02/map-projections

48

4. เสน โครงแผนที่แบบทรงสัมผสั (Planar, Azimuthal or Zenithal projection)
เสนโครงแผนท่ีชนิดนี้เปนเสนโครงแผนท่ีที่ใหแผนแบนราบสัมผัสกับลูกโลก โดยใหจุดฉาย

แสงอยูในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่งแลวแตจะกําหนด ไดแก ตรงจุดศูนยกลางของโลก ตรงกันขามกับ
พื้นราบท่ีสัมผัส และจากระยะอนันต กลุมเสนโครงชนิดน้ีสามารถจําแนกออกไดคือ แบบโนโมนิก
(Gnomonic projection) แบบสเตริโอกราฟ (Stereographic projection) และแบบออรโทกราฟ
(Orthographic projection)

ภาพที่ 4.4 เสน โครงแผนท่แี บบระนาบสมั ผัส
ท่มี า : http://gisgeography.com/azimuthal-projection-orthographic-stereographic-gnomonic/

4.1 เสน โครงแผนทแ่ี บบโนโมนิก (gnomonic projection)
เปนเสนโครงแผนท่ี มจี ุดกําเนดิ แสงอยูท ก่ี งึ่ กลางลูกโลก การสรางเสนโครงแผนที่ชนิดนี้ทําได
ไมเตม็ ซกี โลก ลักษณะของเสนโครงแผนที่มีเสนวงกลมใหญเปนเสนตรง สวนเสนขนานมีลักษณะเปน
เสนโคง เสนโครงแผนที่ชนิดน้ีไมเหมาะที่จะใชสําหรับพ้ืนท่ีกวางใหญ มีขอเสียคือไมรักษาคุณสมบัติ
ทางดา นพ้ืนทีแ่ ละรปู รางโดยเฉพาะบริเวณทหี่ างไกลจากจุดสัมผัส อยางไรก็ตามเสนโครงแผนท่ีชนิดน้ี
ใชใ นการนํารอง เชน การเดนิ เรอื และการบิน

ภาพที่ 4.5 เสน โครงแผนท่แี บบโนโมมิก
ที่มา : http://geokov.com/education/map-projection.aspx

49

4.2 เสน โครงแผนทแ่ี บบสเตริโอกราฟก (stereographic projection)
เปน เสน โครงแผนที่ มีจดุ กาํ เนิดแสงอยูท่ีผวิ ลกู โลกดา นตรงขามกับจุดสัมผัส การสรางเสนโคง
แบบนจี้ ะไดเ สนโคง เกินกวาซีกโลก ลักษณะเสนเมริเดียนเปนเสนตรงชิดกันบริเวณตอนกลางและหาง
ออกไปบรเิ วณขอบสว นเสนขนานเปนเสนโคงวงกลม มีคุณสมบัติรักษารูปราง เหมาะสําหรับทําแผนที่
การบนิ

ภาพท่ี 4.6 เสน โครงแผนที่แบบสเตริโอกราฟก
ทีม่ า : http://geokov.com/education/map-projection.aspx

4.3 เสนโครงแผนทีแ่ บบออรโทกราฟ (orthographic projection)
เปนเสนโครงแผนที่ชนิดหน่ึงท่ีเกิดจากการสมมติวา หากฉายแสงเปนเสนตรงผานลูกโลก
มายังแผน ราบทส่ี มั ผสั บริเวณขว้ั โลก บรเิ วณศูนยสตู ร หรือเหนือพ้นื ผวิ โลกบริเวณใดบรเิ วณหน่ึง ทําให
สามารถแสดงแผนท่ีไดเพียงคร่ึงหนึ่งของโลกเทาน้ัน มาตราสวนของแผนที่เสนโครงแผนท่ีแบบ
ออรโทกราฟนี้ถูกตองมากที่สุดบริเวณท่ีแผนราบสัมผัสผิวโลก และคาความผิดพลาดจะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อหา งจากจดุ สัมผัสออกไป เสน โครงแผนท่ีชนิดน้ีนิยมใชท ําแผนท่ีโลก

ภาพที่ 4.7 เสน โครงแผนที่แบบออรโทกราฟ
ทีม่ า : http://geokov.com/education/map-projection.aspx

50

5. เสน โครงแผนทีแ่ บบทรงกรวย (Conic projection)
เสน โครงแผนที่ชนิดนเี้ ปนเสนโครงแผนท่ีที่ใชพ้ืนผิวทรงกรวยสัมผัสกับลูกโลกในการฉายแสง

เมื่อคล่ีทรงกรวยออก เสนเมริเดียนจะมีลักษณะคร่ึงวงกลมซ่ึงมีลักษณะคลายซี่พัด กลุมพ้ืนที่สัมผัส
สําหรับเสนโครงแผนที่แบบกรวยสามารถแยกออกได คือ แบบกรวยสัมผัส (Central conical
projection or Tangent cone) แบบกรวยตัด (Secant conical projection) และแบบหลายกรวย
(Polyconic projection)

ภาพที่ 4.8 เสน โครงแผนที่แบบกรวย
ทม่ี า : http://gisgeography.com/conic-projection-lambert-albers-polyconic/

5.1 แบบกรวยสมั ผัส (Central conical projection or Tangent cone)
เปนเสนโครงแผนท่ีแบบงายท่ีใชทรงกรวยครอบลงบนลูกโลกแลวฉายแสง โดยใหแกนของ
ลูกโลกและแกนของทรงกรวยทับกันตรงจุดสัมผัส ถาลากเสนตรงจะไดเสนขนานหลัก (Standard
parallel) ซึ่งบริเวณจดุ สมั ผสั นี้มีมาตราสวนถูกตอ ง สว นบริเวณทหี่ างออกไปจากจุดสัมผัสจะมีการบิด
เบ้ยี วมากขน้ึ เสน โครงแผนที่ชนิดนี้เหมาะสําหรับใชทําแผนท่ีบริเวณแคบๆ และมีรูปรางยาวตามแนว
ตะวนั ออก-ตะวนั ตก

ภาพท่ี 4.9 เสน โครงแผนที่แบบกรวยสมั ผสั
ทม่ี า : http://gisgeography.com/conic-projection-lambert-albers-polyconic/

51

5.2 แบบกรวยตัด (Secant conical projection)
เปนเสนโครงแผนที่ท่ีใชผิวกรวยตัดเขาไปยังลูกโลกทําใหเกิดจุดสัมผัสขึ้น 2 จุด จึงมีเสน
ขนานหลัก 2 เสน เปนการเพ่ิมคณุ สมบัตคิ วามถกู ตอ งบริเวณจดุ สมั ผสั มากข้นึ ลักษณะเสนโครงแผนที่
คลายกบั กรวยสัมผสั ทีม่ เี สน ขนานหลกั 1 เสน คอื เสน เมรเิ ดยี นเปนเสนตรงแผออกไปจากข้ัวโลก เสน
ขนานเปนเสนโคงของวงกลมที่มีข้ัวโลกเปนจุดศูนยกลางรวมกัน ผูประดิษฐเสนโครงแผนที่แบบนี้ท่ี
เปนท่ีรูจักแพรหลาย คือ Lambert และ Alber ซ่ึงไดประดิษฐเสนโครงแผนท่ีคงรูปแลมเบิรต และ
อัลเบอร

ภาพที่ 4.10 เสน โครงแผนที่แบบกรวยตัด
ที่มา : http://gisgeography.com/conic-projection-lambert-albers-polyconic/

5.3 แบบหลายกรวย (Polyconic projection)
เปนเสน โครงแผนทที่ ่ีใชท รงกรวยหลายอนั ซอ นกนั สวมเขาไปบนลูกโลก โดยใหแกนของกรวย
แตละอันทับกันพอดีกับแกนของลูกโลกทําใหเกิดเสนขนานตามจํานวนกรวยที่สัมผัส เสนโครงแผนท่ี
ชนิดนี้มีขอเสียท่ีมีลักษณะการโคงของเสนขนานและเสนเมริเดียนมากเมื่ออยูใกลขอบแผนท่ี ทําให
รายละเอียดตางๆ คลาดเคล่ือนไป แตมีขอดีเหมาะสําหรับใชทําแผนที่ในพ้ืนที่ท่ีมีลักษณะขยายไปใน
แนวเหนอื -ใต

ภาพท่ี 4.11 เสน โครงแผนที่แบบหลายกรวย
ทีม่ า : http://gisgeography.com/conic-projection-lambert-albers-polyconic/

52

6. เสนโครงแผนท่แี บบทรงกระบอก (Cylindrical projection)
เสน โครงแผนท่ชี นดิ นี้เปนเสน โครงแผนท่ีท่ีใชร ปู ทรงกระบอกเปนพ้ืนสัมผสั กับลูกโลก หรือตัด

ผานลูกโลกบริเวณตําแหนงใดๆ เม่ือคล่ีรูปทรงกระบอกเปนแผนแบนราบแลวจะไดเสนโครงแผนที่มี
ลกั ษณะของเสน ขนานและเสนเมรเิ ดยี นเปน เสน ตรงตัดกันเปนมุมฉาก มีทิศทางถูกตอง รูปรางถูกตอง
พื้นท่ีที่อยูใกลกับจุดสัมผัสจะมีความถูกตองมาก และย่ิงหางจากจุดสัมผัสก็มีความคลาดเคลื่อนบิด
เบ้ยี วมากยิ่งข้ึน เสน โครงแผนท่ีชนิดน้ีนิยมใชบริเวณพื้นทโ่ี ลกระหวางละตจิ ดู 80 องศาเหนือ-ใต

ภาพท่ี 4.12 เสนโครงแผนที่แบบทรงกระบอก
ท่มี า : http://gisgeography.com/cylindrical-projection/

6.1 เสน โครงแผนที่คงพน้ื ท่แี บบทรงกระบอก (Cylindrical equal area projection)
ทรงกระบอกท่ีใชในการฉายแสงถกู วางสมั ผัสกับลกู โลกในตําแหนงปกติ มีลักษณะของเสน
ขนานและเสนเมรเิ ดยี นทุกเสนเปน เสนตรงตัดกันเปนมมุ ฉาก เสน ขนานทกุ เสนมคี วามยาวเทา กนั กับ
ความยาวของเสนระนาบศูนยสูตรบนลูกโลก

ภาพท่ี 4.13 เสน โครงแผนที่คงพนื้ ทีแ่ บบทรงกระบอก
ทมี่ า : http://www.mapsopensource.com/projection-maps.html

53

6.2 เสนโครงแผนท่ที รงกระบอกแบบกอลล (Gall’s stereographic cylindrical projection)
กอลลไดประดิษฐเสนโครงแผนท่ีชนิดนี้โดยใชทรงกระบอกตัดผานผิวของลูกโลกบริเวณเสน
ขนาน 45 องศาเหนือและใต ทําใหมีการเฉล่ียการบิดเบี้ยวไมใหเกิดมากบริเวณขั้วโลกทั้งสอง เสน
โครงแผนท่ีชนิดน้ีทั้งเสนขนานและเสนเมริเดียนเปนเสนตรงตัดกันเปนมุมฉาก และเสนขนานแตละ
เสนจะหางกันมากขน้ึ เมอื่ ไปทางขว้ั โลกทั้งสอง

ภาพที่ 4.14 เสน โครงแผนที่คงพ้ืนทแ่ี บบกอลล
ที่มา : http://www.mapsopensource.com/projection-maps.html

6.3 เสน โครงแผนท่ที รงกระบอกแบบเมอรเ คเตอร (Mercator projection)
เมอรเคเตอรไดประดิษฐเสนโครงแผนที่ชนิดน้ีข้ึนในศตวรรษท่ี 16 และมีการใชงานกันอยาง
แพรห ลายต้งั แตแ รกเรม่ิ จนถึงปจจุบัน หลักการสรา งเสนโครงแผนท่ีชนิดนี้ใชรูปทรงกระบอกสัมผัสผิว
โลกท่ีระนาบศูนยสูตรแลวฉายแสงใหเสนเมอริเดียนและเสนขนานปรากฏบนพ้ืนทรงกระบอก
ลักษณะเสนโครงแผนที่จะมีเสนเมอริเดียนเปนเสนตรงขนานกัน มีชวงเทากันทุกเสนสวนเสนขนาน
เปนเสนตรงขนานกัน ซ่ึงชวงหางจะมากข้ึนเมื่อข้ึนไปยังข้ัวโลกทั้งสองบริเวณจุดสัมผัสจะมีความถูก
ตองมากในการรักษารูปราง แตมีการบิดเบ้ียวมากบริเวณใกลข้ัวโลกจึงไมนิยมใชทําแผนท่ีในบริเวณ
พน้ื ที่เหนอื เสน ขนาน 80 องศาเหนอื -ใต

54

ภาพท่ี 4.15 เสน โครงแผนทคี่ งพืน้ ที่แบบเมอรเ คเตอร
ท่ีมา : http://www.mapsopensource.com/projection-maps.html
7. บทสรุป

เสนโครงแผนท่ีเปนวิธีการลงลงเสนสมมติบนโลกลงบนแผนกระดาษ เพ่ือแสดงให
ทราบถงึ สิ่งตา งๆ ท้ังหลายบนโลกวามีรูปรางลักษณะอยางไร เพราะเสนรอบวงของโลกมีลักษณะเปน
วงรีแตกระดาษทเี่ ราใช เปน พ้ืนแผนราบ การนําพ้ืนท่ีจริงมาแสดงบนพ้ืนท่ีระนาบ จึงจัดทําโดยการใช
เสน ละติจูดและลองจจิ ดู ซง่ึ เปนเสน สมมติ มาแบงตําแหนงที่ต้ังตางๆออกไปเพื่อใหเกิดความเขาใจทาง
พืน้ ท่ีทต่ี รงกนั เสนโครงแผนท่ีมีดงั น้ี

1.เสนโครงแผนที่แบบระนาบสัมผัส(Planar, Azimuthal or Zenithal projection)
จําแนกออกไดคือ แบบโนโมนิก (Gnomonic projection) แบบสเตริโอกราฟ (Stereographic
projection) และแบบออรโทกราฟ (Orthographic projection)

2. เสนโครงแผนท่ีแบบกรวย (Conic projection) จําแนกออกได คือ แบบกรวย
สัมผัส (Central conical projection or Tangent cone) แบบกรวยตัด (Secant conical
projection) และแบบหลายกรวย (Polyconic projection)

55

3 เสนโครงแผนท่ีแบบทรงกระบอก (Cylindrical projection) จําแนกออกได คือ
เสนโครงแผนท่ีคงพ้ืนท่ีแบบทรงกระบอก (Cylindrical equal area projection) เสนโครงแผนท่ี
ทรงกระบอกแบบกอลล (Gall’s stereographic cylindrical projection) เสนโครงแผนที่
ทรงกระบอกแบบเมอรเ คเตอร (Mercator projection)

56

แบบฝก หัด

จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. เสน โครงแผนทีห่ มายอะไร
2. เสน โครงแผนท่ีใดเหมาะสําหรบั การนาํ มาใชในบรเิ วณศูนยส ูตร เพราะเหตุใด
3. เสน โครงแผนท่ีใดเหมาะสาํ หรับการนํามาใชในบริเวณเขตขั้วโลก เพราะเหตุใด
4. จงอธิบายความขอดขี อเสียระหวา งเสน โครงแผนที่แบบทรงกระบอกและทรงกรวย
5. ปจ จบุ นั ประเทศไทยใชเ สน โครงแผนทแ่ี บบใด เพราะเหตุใด

57

บรรณานกุ รม

ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนที่และภาพถายทาง
อากาศ. กรุงเทพฯ: อกั ษรวฒั นา.

ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวิทยาลัยทกั ษณิ .

พินิจ ถาวรกลุ . (2525). การอา นและการใชแ ผนท่ี. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนท่ีและภาพ (Map and Image

interpretation). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง.
อภศิ กั ด์ิ โสมอนิ ทร. (2525). แผนที่และการแปลความหมายจากแผนท.ี่ พมิ พครั้งท่ี 3 ก รุ ง เ ท พ ฯ :

ไทยวัฒนาพานชิ .

58

แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทที่ 5

หัวขอเนอ้ื หาประจาํ บท
1. ความนํา
2. ความหมายขององคประกอบของแผนที่
3. องคประกอบภายนอกขอบระวาง
4. องคป ระกอบภายในขอบระวาง
5. สัญลักษณใ นแผนที่
6. สญั ลกั ษณบอกคุณลกั ษณะ
7. สัญลักษณบ อกปรมิ าณ
8. สรุป

วัตถุประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม
1. นกั ศกึ ษามคี วามรคู วามเขา ใจในองคประกอบของแผนท่ี
2. นักศึกษาสามารถอธิบายความแตกตางระหวางองคประกอบภายในขอบระวางและ

องคประกอบภายนอกขอบระวางได
3. นักศึกษาอธิบายความแตกตางระหวางสัญลักษณบอกคุณลักษณะและสัญลักษณบอก

ปริมาณได

กจิ กรรมการเรยี นการสอนประจําบท
1. บรรยายเน้ือหาจาก สอ่ื Power Point หนังสอื และเอกสารทเ่ี ก่ยี วของ
2. แบงกลุม นกั ศกึ ษาเพื่อศึกษาองคป ระกอบของแผนท่จี ากแผนท่ภี ูมปิ ระเทศ
3. นกั ศึกษาภายในกลมุ ชวยกันศึกษาสญั ลักษณภ ายในแผนทีเ่ พ่มิ เตมิ จากอนิ เตอรเน็ต
4. แขงขนั ตอบคําถามระหวา งกลุม
5. ทําแบบฝกหดั ทายบทรายบคุ คล
6. อาจารยแ ละนักศกึ ษาสรปุ ประเด็นจากการศึกษารวมกนั

ส่ือการเรียนการสอน
1. หนงั สือ และเอกสารทีเ่ ก่ยี วของ
2. สอ่ื Power Point
3. เครื่องคอมพิวเตอร
4. แผนท่ีภมู ิประเทศ

59

การวัดและการประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรมในชั้นเรียน การเขาช้นั เรียน
2. สังเกตการทาํ กจิ กรรมกลุม การมปี ฏิสมั พันธร ะหวา งบุคคล การมสี ว นรวมในกิจกรรม
3. ผลการการแขง ขันตอบคาํ ถาม
4. ตรวจผลงานจากการทาํ แบบฝกหัดทา ยบท

60

บทท่ี 5
องคประกอบของแผนท่ี

1. ความนํา
องคป ระกอบของแผนท่เี ปน ส่งิ สําคัญที่ผใู ชแผนที่ตองศึกษาทําความเขาใจกอนนําแผนท่ีไปใช

ประโยชน เพราะจะทําใหทราบขอมูลเก่ียวกับส่ิงท่ีแสดงอยูในแผนที่ ขอมูลการจัดทํา การเก็บรักษา
และการนําไปใชปะโยชน ซ่ึงขนาดของแผนท่ีแตละระวางก็จะครอบคลุมพ้ืนที่มากนอยแตกตางกัน
ออกไป

2. ความหมายองคป ระกอบแผนที่
องคประกอบของแผนที่ หมายถึง สิง่ ตา งๆ ทปี่ รากฏอยูบ นแผนที่ ท่ีผูจัดทําประสงคจะแสดง

ใหผ ูใ ชแผนท่ไี ดท ราบขอ มลู เก่ียวกับการจัดทํา การคนหา การเก็บรักษาแผนที่ ตลอดจนการนําแผนที่
ไปใชป ระโยชน ซึ่งสามารถแบง ออกไดเปน 2 สวนคือ

1. องคประกอบภายนอกขอบระวางแผนท่ี
2. องคป ระกอบภายในขอบระวางแผนท่ี

3. องคป ระกอบภายนอกขอบระวางแผนที่
หมายถึง องคประกอบตางๆ ที่แสดงไวนอกกรอบที่เปนขอบระวางแผนที่ ซึ่งมีขอมูลหลาย

อยางปรากฏอยใู นแผนที่ L7018 มาตราสวน 1: 50,000 แสดงไว ประกอบดวย
3.1 ช่ือชุดของแผนท่ีและมาตราสวน จะปรากฏอยูบริเวณมุมซายดานบนของแผนที่ คือ

“THAILAND ประเทศไทย 1: 50,000”

ภาพที่ 5.1 ชือ่ ชดุ ของแผนท่แี ละมาตราสวน
ที่มา : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ที หาร

61

3.2 ชื่อแผนระวาง หมายถึง ช่ือของระวางแผนท่ีซ่ึงเปนชื่อที่ต้ังตามลักษณะเดนทาง
ภมู ิศาสตร ถา แผนทร่ี ะวางน้นั ปกคลุมเปน ท่ตี งั้ จงั หวัดหรอื อาํ เภอกใ็ ชชื่อจงั หวัดหรืออําเภอเปนชื่อแผน
ระวาง ซึ่งแผนทท่ี ุกระวางจะมีชื่อแผนระวางไมซ้ํากัน ตัวอยางชื่อแผนระวาง เชน “จังหวัดเชียงใหม”
“อําเภอแมริม” “อําเภอเมืองสงขลา” เปนตน ช่ือแผนระวางจะปรากฏอยูในแผนที่ 2 บริเวณ คือ
ตรงกลางดานบน และทางซายดานลา งของแผนที่

3.3 เลขหมายแผนระวาง ใชเปนเลขหมายในการเรียกแผนท่ีแตละระวาง ซ่ึงเปนเลขหมาย
อา งอิงเพอ่ื ความสะดวกในการเกบ็ รกั ษาและการคนหา ในแผนท่มี าตราสวน 1: 50,000 เลขหมายของ
แผน ระวางจะแสดงไวตรงขอบขวาดานบนและขอบซายดานลา งของแผนท่ี

เลขหมายแผนระวางประกอบดวยตัวเลข 4 ตัว และมีตัวเลขโรมันตามหลัง 1 ตัวต้ังแต 1-4
การเรยี งตัวเลขโรมนั จะเรยี งตามเขม็ นาฬกิ า เชน แผนท่เี ลขหมายแผนระวาง 1711I, 1711II, 1711III,
1711IV

IV I

III 1711 II

ภาพท่ี 5.2 เลขหมายแผน ระวาง
ที่มา : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ที หาร

การคนหาแผนท่ี ตามปกติการจัดเก็บแผนที่จะเรียงซอนๆ กันใหสังเกตตัวเลขแผนระวาง 2
ตวั หนา จะเปนหลักตวั เลข 2 ตัวหลังของหมายเลขแผนระวางจะเปนตัวตามเรียงซอนกัน จาก I, II, III,
IV เม่อื จะคนหาแผนทก่ี ็ดูไดจากมุมลา งดา นซายและมุมขวาดา นบน

3.4 เลขหมายประจําชุดหรือหมายเลขลําดับชุด จะบอกถึงภูมิภาคที่แผนท่ีฉบับนั้น
ครอบคลุมอยู และบอกถึงมาตราสวนตลอดจนลําดับที่ทําแผนที่มาตราสวนเดียวกันท่ีอยูในภูมิภาค
เดียวกนั ซ่งึ หมายเลขลําดบั ชดุ จะปรากฏอยูท มี่ มุ ขวาบนและมมุ ลา งซาย ติดกับเลขหมายแผนระวาง
ในแผนท่ี L7018 มาตราสวน 1: 50,000 หมายเลขประจําชุดมขี นาด 15 ลปิ ดา x 15 ลิปดา

หมายเลขลําดับชุดของแผนท่ีประเทศไทยที่ปรากฏในปจจุบัน (L7017) เปนการกําหนด
หมายเลขลําดับชุดตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาท่ีถือกําหนดตามขอตกลง (NATO) ซ่ึงกําหนดให
ประกอบดว ย 4 องคป ระกอบทม่ี ที ั้งตัวอกั ษรและตัวเลข โดยแตละองคป ระกอบมคี วามหมายดงั นี้

62

- ตัวอักษร “L” เปนภูมิภาคท่ีครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย จีน
ไตหวัน เกาหลี และญีป่ ุน

- ตัวเลขตัวที่สองเปนตัวเลขท่ีบอกใหทราบถึงขนาดของกลุมมาตราสวน เลข “7” แสดงถึง
กลุมมาตราสวนของแผนทท่ี ใี่ หญกวา 1: 70,000 ถึง 1: 35,000

- ตัวเลขท่ีสามเปนตัวเลขที่แสดงถึงการแบงภูมิภาค “L” เปนภูมิภาคยอย ซ่ึงเลข 0 เปน
ภมู ิภาคบริเวณประเทศ จีน ไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซยี และกัมพชู า

- ตวั เลขทสี่ ี่เปนตวั เลขทแ่ี สดงถงึ ลําดบั ท่ีการทําของชดุ แผนทที่ ี่มมี าตราสวนเดียวกันและอยูใน
ภูมิภาคเดียวกัน อาจเปนตัวเลขตัวเดียวหรือสองตัวก็ได ซ่ึงแผนท่ีประเทศไทยชุดน้ีที่ทําขึ้นภูมิภาค
“L” เปน ลาํ ดับที่ 18

3.5 มาตราสว น ในแผนท่ี L7018 ไดแ สดงมาตาสว นไวตรงกลางของขอบลาง โดยแสดงไว 2
ลกั ษณะคอื บอกมาตราสวนดวยตัวเลข เรียกวา “มาตราสวนเศษสวน” เชน 1: 50,000 และอีกแบบ
บอกดวยการสรางรปู บรรทัด เรียกวา “มาตราสวนบรรทัด” ประกอบดวย 4 อัน บอกหนวยระยะทาง
เปน หลา เมตร ไมล และไมลทะเล ระยะ 1 ชวงของบรรทัดจะเทากับระยะทางในภูมิประเทศตาม
หนว ยท่ีกาํ หนดไวทางขวาของมาตราสว นบรรทดั

ภาพท่ี 5.3 มาตราสว น ในแผนที่ L7018
ทีม่ า : แผนที่L7018 กรมแผนท่ที หาร

3.6 สารบัญระวางตดิ ตอ แสดงเปน ผงั รปู ส่ีเหลี่ยมจัตุรัสอยูบริเวณมุมลางดานขวาของแผน
ที่เปน สารบาญที่จะบอกใหทราบถงึ แผนทีร่ ะวางอ่นื ๆ ที่อยโู ดยรอบแผนท่ีฉบับนั้น เพื่อความสะดวกใน
การคนหาแผนทร่ี ะวางใกลเคยี ง

หลักการแบงระวางยอยจะสังเกตไดวาตัวเลขกํากับแกนตั้ง (สองตัวแรก)จะมากขึ้นเรียงไป
ทางขวามือถาไปทางซายมือตัวเลขจะลดลง ตัวเลขกํากับแกนนอน (สองตัวหลัง) ตัวเลขจะมากข้ึนไป
ทางเหนือถา ไปทางใตตัวเลขจะลดลง

63

ภาพที่ 5.4 สารบัญระวางติดตอ
ทม่ี า : แผนท่ีL7018 กรมแผนที่ทหาร

3.7 สารบัญแสดงแนวแบงเขตการปกครอง ปรากฏอยูบริเวณขอบลางดานขวาใกลสา
รบาญระวางตดิ ตอ เปนรปู สี่เหลีย่ มเลก็ ๆ แทนแผนทีร่ ะวางนั้น ภายในจะมีเสน แบงเขตการปกครองให
เห็นสังเขปวาแผนท่ีระวางน้ันครอบคลุมพื้นที่ในเขตการปกครองของอําเภอใด จังหวัดใด โดยจะมี
ขอความอธิบายเขตการปกครองอยูดานลาง ในแผนที่ L7018 จะแบงแนวเขตการปกครองถึงระดับอําเภอ

ภาพท่ี 5.5 สารบัญแสดงแนวแบงเขตการปกครอง
ทมี่ า : แผนท่ีL7018 กรมแผนที่ทหาร

3.8 ทิศทาง หรือแผนผังมุมบายเบน แสดงเปนแผนผังอยูทางดานขวาของขอบลาง เพื่อ
แสดงความสมั พนั ธระหวา งทิศเหนอื 3 ทิศ คือ

64

ทศิ เหนอื จริง (True North) ใชส ญั ลักษณ คอื ดาวเหนือ คือแนวทิศเหนือภูมิศาสตร
แนวทิศทางหรอื เสนตรงทีช่ ไี้ ปยงั ขั้วโลกเหนือของโลก

ทิศเหนือกริด (Grid North) ใชสัญลักษณ คือ กริด หรือ GN ไดแก แนวทิศเหนือ
ตามเสนกรดิ ทางดงิ่ ของระบบเสน กริดในแผนทห่ี รือเรยี กวา ทศิ เหนือแผนท่ี

ทิศเหนือแมเหล็ก (Magnetic North) ใชสัญลักษณ คือ คร่ึงลูกศร แนวท่ีปลายเข็ม
ของเขม็ ทิศชไี้ ปในทศิ ทางทเี่ ปน ข้วั เหนอื ของแมเ หล็กโลกตลอดเวลา

ภาพท่ี 5.6 แผนผงั มุมบา ยเบน
ทมี่ า : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ที หาร

3.9 คาํ แนะนําเกี่ยวกับระดับสูง แสดงไวบ รเิ วณดานลา งทางขวาตดิ กับสารบัญระวางติดตอ
เปนกรอบส่ีเหล่ียมภายในบอกความสูงของภูมิประเทศโดยประมาณ ใชแถบสีเทาดําเขมและจางลง
จนถึงสีขาวแสดงความสูงตา่ํ ของภูมิประเทศโดยแบงออกเปน 3 ระดับคอื สูง ปานกลาง และตํ่า

ภาพที่ 5.6 คาํ แนะนาํ เกีย่ วกับระดบั สูง
ทีม่ า : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ที หาร

65

3.10 บันทึกสําหรับผูใชแผนท่ี เขียนไวท่ีขอบลางดานขวา บอกความตองการขอความ
รว มมอื ในการแกไ ขขอ ผิดพลาดตางๆ ของแผนที่จากผใู ชแผนท่ี ในแผนทีจ่ ะปรากฏขอความวา “ขอให
ผใู ชไ ดกรุณาแจงขอแกไขและความเห็นในอันท่ีจะทําใหประโยชนของแผนที่ระวางนี้เพิ่มพูนขึ้น ไปยัง
กรมแผนท่ที หาร กรงุ เทพฯ”

3.11 ศพั ทานุกรมทา ยระวาง เน่ืองจากแผนที่ชุด L7018 ของประเทศไทยไดจัดทําขึ้นเปน
แผนท่ี 2 ภาษาคือ มีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษพิมพควบคูกันไป ภาษาอังกฤษที่พิมพข้ึนนี้เปน
การสะกดทับศัพทภาษาไทย เชน “หวย” จะเขียนวา “Huai” ถนน จะเขียนวา “Thanon” ดังนั้น
เพ่ือใหผูอานแผนที่ที่ทราบเฉพาะภาษาอังกฤษสามารถใชแผนท่ีประเทศไทยไดเขาใจความหมายดี
ย่ิงขน้ึ จึงตอ งมคี าํ อธิบายคาํ ศัพทที่ใชไวดว ย

ภาพที่ 5.8 ศพั ทานกุ รมทา ยระวาง
ที่มา : แผนท่ีL7018 กรมแผนทีท่ หาร

3.12 บนั ทึกอนื่ ๆทม่ี ีปรากฏบนแผนทีภ่ ูมปิ ระเทศ
บันทกึ ตางๆ ในแผนที่เปนหลักฐานขอมลู ทใ่ี ชในการทําแผนท่ีจะบันทึกแจงใหผูใชทราบเพ่ือ
ความนาเช่ือถือและความสะดวกในการใชแผนท่ี ในแผนท่ี L7018 มาตราสวน 1 : 50,000 แสดงไว
ตรงกลางของขอบลางใตม าตราสว นบรรทดั ลงมา มีบันทกึ หลักฐานขอมูลที่ใชใ นการทาํ แผนท่ดี งั นี้
- บันทึกชวงตางเสนช้ันความสูงจะเปนขอความที่บอกใหทราบถึงคาความแตกตางระหวาง
เสนช้ันความสูงบนแผนท่ีระวางนั้น ในแผนท่ีจะปรากฏขอความวา “ชวงตางเสนชั้นความสูง 20
เมตร” “กับมีเสน ช้ันแทรกชน้ั ละ 10 เมตร”
- บันทึกการใชคารูปทรงสัณฐาน เปนบันทึกบอกการใชคารูปทรงรี (Ellipsoid) ในการทํา
แผนท่ีซึ่งในแตละภูมิภาคของโลกจะใชคาคํานวณตางกัน สําหรับแผนที่ประเทศใชของ ระบบ WGS
1984 ในแผนทจี่ ะปรากฏขอ ความวา “รูปทรงรี........ ระบบ WGS 1984”

66

- บนั ทึกเสนกริด เปนระบบอางอิงในทางราบมีลักษณะเปนตารางรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสมุมฉาก
ในบนั ทึกจะบอกวาเปนระบบพิกดั กรดิ แบบใดและมคี า ประจําเสนเทาไหร ในแผนที่จะปรากฏขอความ
วา “กริด.....UTM เขต 47 หรือ48 ระยะหาง 1,000 เมตร” มีความหมายวาระยะหางระหวาง
เสน กรดิ จะหา งกนั 1,000 เมตร ทุกเสนกริดจะมีตัวเลขกํากับ ระบบกริดท่ีใชเปนระบบ UTM และอยู
ในเขตโซนที่ 47 หรอื 48

- บันทึกเสนโครงแผนท่ี บอกใหทราบวาแผนที่ฉบับน้ีใชเสนโครงแผนท่ีชนิดใดในการ
ถายทอดระบบอางอิงทางราบ บนพื้นผิวพิภพลงบนแผนท่ี ในแผนท่ี L7018 มาตราสวน 1: 50,000
ใชเสนโครงแผนที่ทรานสเวอรสเมอรเคเตอร ในแผนที่จะปรากฏขอความวา “เสนโครงแผนที่
ทรานสเวอรส เมอรเคเตอร”

- บันทึกหลักฐานอางอิง เปนระบบหลักฐานท่ีใชอางอิงในการกําหนดคาทางแนวยืนและ
แนวนอน เพ่อื ใชเปนชดุ บังคบั ความสงู และควบคมุ ตําแหนง บนแผนท่ี ในแผนท่ีจะปรากฏขอ ความวา

“หลกั ฐานทางด่ิง.......ระดับทะเลปานกลาง”
“หลกั ฐานทางแนวราบ..........ระบบ WGS 1984
- บนั ทึกเก่ยี วกับความนาเชื่อถือเปนบันทึกท่ีบอกถึงแผนท่ีนั้นจัดทําและผลิตโดยหนวยงาน
ใด ในแผนที่จะปรากฏขอความวา “จดั พมิ พโดย....... กรมแผนท่ที หาร 2554”

4. องคประกอบภายในขอบระวาง
หมายถงึ รายละเอยี ดตา งๆ ท่แี สดงแทนลักษณะของผวิ พภิ พที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและ

ทม่ี นุษยสรา งข้นึ ภายในกรอบซ่ึงลอมรอบดวยเสนกรอบระวางแผนที่ เปนสวนท่ีเรียกวาแผนท่ี (Map
face) ประกอบดวย สัญลกั ษณ สี ช่ือภูมิศาสตร และระบบการอางอิงในการกําหนดตาํ แหนง

4.1 สัญลักษณแผนที่ สัญลักษณที่ปรากฏในแผนท่ี L7018 มาตราสวน 1: 50,000 เปน
สัญลักษณท่ีแสดงคุณลักษณะหรือชนิดท่ีแตกตางของขอมูล (Qualitative Symbol) รูปแบบของ
สัญลักษณท ่ีใชแบง ออกเปน 3 ประเภท คอื

- สัญลักษณประเภทจุด (Point Symbol) เชน หมบู าน โรงเรยี น อาํ เภอ
- สญั ลักษณประเภทเสน (Line Symbol) เชน ลําธาร ถนน เสน แบงเขตจงั หวดั
- สญั ลักษณประเภทพ้ืนที่ (Area Symbol) เชน เข่ือน พ้ืนที่ปา นาขา ว
โดยมีคําอธิบายสัญลักษณแสดงไวในองคประกอบนอกขอบระวาง บริเวณมุมลางดานซาย
ของแผนท่ี สญั ลักษณดังกลา วจะแสดงขอ มลู เกี่ยวกบั
- แหลงนํ้า เชน แมนํ้า ลําคลอง หนอง บงึ
- สิง่ ท่มี นุษยส รางขึ้น เชน บานเรือน โรงเรยี น วดั สถานที่ราชการ
- ถนน ซึง่ มีขนาดแตกตา งกัน เชน ถนนสายหลกั ถนนภายในหมูบา น

67

- ความสูงของภูมปิ ระเทศ เชน เสนช้ันความสงู จุดกําหนดความสงู
- ขอ มลู เก่ียวกบั พชื พรรณ เชน ปา ไม ปาชานเลน สวนหรอื ไร
4.2 สี เปนส่ิงที่ใชแทนรายละเอียดภายในขอบระวาง มักจะเลือกสีใหสอดคลองกับ
รายละเอียดทีใ่ ชแทนแผนทม่ี าตรฐานของประเทศไทย มี 5 สี
- สดี าํ ใชส ําหรบั รายละเอียดท่ีเกิดจากแรงงานมนุษยหรือส่ิงที่มนุษยสรางข้ึน (ยกเวนถนน)
เชน สญั ลักษณท่ีต้ังจังหวดั ทีต่ ั้งอาํ เภอ วัด โรงเรียน หมบู า น
- สีแดง ใชสาํ หรับสัญลกั ษณท ีเ่ ปน ถนน และรายละเอยี ดพเิ ศษอน่ื ๆ
- สีน้าํ เงิน ใชสาํ หรบั สัญลักษณท ่ีเปน น้ํา เชน แมน้ํา ลําธาร ลําคลอง หนอง บึง บริเวณที่น้ํา
ทว มถงึ
- สนี ้ําตาล ใชสาํ หรบั สัญลกั ษณที่แสดงความสงู และทรวดทรงของภมู ิประเทศ
- สเี ขยี ว ใชส าํ หรบั สญั ลกั ษณท เี่ กย่ี วกับพชื พรรณ เชน ปาไม ปาหญา บริเวณเพาะปลูกพืช
ไรแ ละพืชสวน
4.3 ช่ือภูมิศาสตร เปนตัวอักษรท่ีบอกใหทราบวาสถานท่ีนั้นหรือส่ิงนั้นเรียกวาอะไร เชน
เขาแกว แมน ํา้ ทาจีน บา นแมกลางหลวง เปนตน สัญลกั ษณท่ีปรากฏในแผนท่ีจะมีช่ือภูมิศาสตรกํากับ
ไวดวย เชน ถามีสัญลักษณเปนหมูบานก็จะมีชื่อหมูบานกํากับไว ในแผนท่ีชุด L7018 จะมีช่ือ
ภาษาไทยกาํ กับไวดวยอักษรสีดาํ สว นภาษาอังกฤษจะเปน สีแดง ช่อื ของลํานาํ้ จะเปน เปนสนี ํ้าเงิน

ภาพท่ี 5.9 ชอื่ ภูมศิ าสตร
ที่มา : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ีทหาร

68

4.4 ระบบอางอิงในการกําหนดตําแหนง ขอมูลเชิงพื้นท่ีที่อยูในรูปของสถานท่ีต้ังหรือ
คุณลักษณะอ่ืนใดบนพื้นโลกจะตองมีพิกัดกํากับไวเสมอ เพ่ือใหทราบวาวัตถุหรือสิ่งของน้ันมีที่อยูที่
แนนอนและสามารถคาํ นวณหาความสมั พันธเ ชงิ ตําแหนง ในระหวา งกนั ได ในแผนท่ีชุด L7018 มาตรา
สว น 1: 50,000 จะแสดงเปน 2 ระบบคอื

- ระบบพิกัดภูมิศาสตร (Geographic Coordinates) กําหนดโดยอาศัยคาละติจูด และ
ลองจจิ ดู

- ระบบพิกัดกริด (Grid Coordinates) เปนการแสดงระบบกริดท่ีมีระยะหางของเสนกริด
1,000 เมตร

5) สัญลกั ษณในแผนที่
สัญลักษณในแผนท่ี ไดแก เคร่ืองหมายหรือสิ่งท่ีคิดข้ึนใชแทนรายละเอียดท่ีปรากฏอยูบน

พน้ื ผิวโลกหรือใชแ ทนขอมลู อน่ื ๆ ท่ปี ระสงคจ ะแสดงไวในแผนที่ เพ่ือใหผูใชแผนที่ทราบวาส่ิงที่ปรากฏ
ในแผนที่นน้ั หมายถงึ สงิ่ ใด

สัญลักษณทแ่ี สดงในแผนทแ่ี บง ออกเปน 2 กลมุ ใหญๆ คือ
1) สัญลักษณท่ีบอกถึงคุณลักษณะหรือชนิดที่ตางกันของขอมูล (Qualitative

Symbol) เชน แผนท่ีแสดงชนิดของปาไม แผนท่ีแสดงชุดดิน แผนที่แสดงการทําเกษตรกรรม แผนที่
แสดงกลุมชาตพิ ันธุ เปน ตน

2) สัญลักษณที่บอกถึงปริมาณที่แตกตางกันของขอมูล (Quantitative Symbol)
เชน แผนที่แสดงการกระจายของปริมาณนํ้าฝน แผนท่ีแสดงความหนาแนนของประชากรตอพื้นที่
แผนทแี่ สดงการใชท ่ีดนิ เปนตน

รูปแบบของสัญลักษณที่บอกถึงคุณลักษณะและสัญลักษณที่บอกถึงปริมาณของสถิติขอมูล
จะใชรูปแบบของสัญลักษณ 3 ประเภท คือ

- สญั ลกั ษณประเภทจดุ (Point Symbol)
- สญั ลักษณประเภทเสน (Line Symbol)
- สญั ลักษณป ระเภทพน้ื ที่ (Area Symbol)

69

ภาพที่ 5.10 รปู แบบของสญั ลักษณบนแผนท่ี
ทีม่ า : http://www.esri.com/news/arcuser/0911/making-a-map-meaningful.html
6. สัญลักษณบอกคุณลักษณะ

6.1 สัญลักษณบ อกคณุ ลกั ษณะประเภทจดุ (Qualitative Point Symbol)
สัญลักษณประเภทจุดที่บอกคุณลักษณะน้ีเปนสัญลักษณท่ีใชแทนสถานท่ีและกําหนด
ตําแหนงหรือท่ีตั้งของสถานท่ีนั้นๆ เชน วัด โรงเรียน หมูบาน รูปแบบของสัญลักษณอาจใชในลักษณ
ตา งๆ กัน เชน

- สัญลกั ษณร ูปเหมือนหรอื สัญลักษณร ูปภาพ
- สัญลักษณรูปทรงเรขาคณิต
- สญั ลกั ษณท ี่เปน ตัวอกั ษรหรือตัวเลข
6.2 สญั ลักษณบอกคุณลกั ษณะประเภทเสน (Qualitative Line Symbol)
สัญลักษณประเภทเสนในลักษณะน้ีจะใชแทนสิ่งตางๆ ท่ีเปนเสน เชนถนน ทางรถไฟ เสน
แบง เขตอาํ เภอ เสน แบง เขตจังหวดั พรมแดนระหวา งประเทศ แบงออกเปน 2 ชนิดคอื
- สัญลักษณท่ีเปนเสนตามลักษณะจริง เปนสัญลักษณท่ีใชแทนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติและสง่ิ ท่ีมนุษยสรางข้นึ บนผิวโลก เชน ถนน ลําธาร

70

- สญั ลกั ษณทีเ่ ปนเสนสมมตุ ิ เปน เสนทป่ี รากฏในแผนท่ี แตไมปรากฏบนผิวโลก เชน
เสน ละติจดู เสนเมอรเิ ดยี น เสน แบง เขตอาํ เภอ และจงั หวดั พรมแดนระหวา งประเทศ

6.3 สัญลกั ษณบ อกคณุ ลักษณะประเภทพ้นื ที่ (Qualitative Area Symbol)
สัญลักษณประเภทพื้นที่แบบน้ีใชแทนพื้นที่ของส่ิงท่ีปรากฏจริงในพื้นผิวโลก เชน พ้ืนท่ีปาไม
พื้นท่ีนาขาว ปา ชายเลน เปนตน สัญลักษณประเภทน้ีแบง รปู แบบของสญั ลกั ษณเ ปน 2 ประเภทคอื

- สัญลักษณพ้ืนที่รูปเหมือนจริง แสดงดวยลักษณะที่คลายของจริงใหครอบคลุมท่ัว
ทง้ั พ้ืนที่

- สัญลักษณพื้นที่ที่ใชรูปแบบ Abstract ผูเขียนแผนที่สามารถสรางสัญลักษณ
ขึน้ มาเพอื่ บอกวา พื้นท่ีนั้นเปนอะไร

ภาพท่ี 5.11 รปู แบบของสัญลักษณบ อกคุณลักษณะ
ทีม่ า : http://geokov.com/education/topo-map-symbols-legend.aspx

71

7. สัญลักษณบอกปรมิ าณ
7.1 สัญลกั ษณบ อกปรมิ าณประเภทจดุ (Quantitative Point Symbol)
สญั ลักษณบอกปรมิ าณประเภทจดุ มีหลายรปู แบบท่แี ตกตางกนั ดงั ตอไปน้ี
- แผนท่ีจุด แผนที่ชนิดน้ีจะใชจุดแทนจํานวนที่แนนอนจํานวนหน่ึง เชน 1 จุดตอ

จํานวนประชากร 10,000 คน ขนาดของจุดจะเทาๆ กัน จํานวนจุดท่ีมากหรือนอยแตกตางกันยอม
แทนขอมลู ท่ีมีปริมาณหรอื จํานวนแตกตา งกันดว ย

- แผนทที่ ใ่ี ชส ัญลักษณเปนสัดสวน เปนการใชสัญลักษณท่ีแสดงจํานวนหรือปริมาณ
อันหนงึ่ โดยใชขนาดรปู ตา งๆ สําหรับขอมูลทมี่ ากกวา 1 ชนิดอาจแสดงในรปู ของ Pie Chart

- แผนที่ท่ีแสดงดวยสัญลักษณแบบปริมาตร เปนการแสดงขอมูลจํานวนท่ีแตกตาง
กันมากระหวางอันดับ 1 ถึงอันดับสุดทาย สัญลักษณที่บอกปริมาณนี้จะเปนรูป 3 มิติอาจเปนรูปทรง
กลมหรอื รปู สีเ่ หลี่ยม

- แผนทก่ี ราฟ มีหลายชนดิ แตท ี่นยิ มใชกันมากคือ กราฟแทง และกราฟเสน
7.2 สัญลักษณบ อกปรมิ าณประเภทเสน (Quantitative Line Symbol)
สัญลักษณประเภทน้ีจะใช “เสน” บอกคาหรือจํานวนส่ิงตางๆที่เปน ขอมูลวามีคาเปน
เทาไหร โดยดูตัวเลขกํากับที่เสน หรือดูจากขนาดความหนาของเสนท่ีแสดง เสนน้ีแบงออกเปน 2
แบบคือ

- การใชเ สน เทาหรือเสนเสมอภาค (Isoline) เปนเสนท่ีลากผานจุดตางๆ ท่ีมีคาหรือ
จํานวนของขอมูลทเ่ี ทา กนั แผนที่ประเภทน้ีถาหากกําหนดสีใหเห็นความแตกตางทางดานจํานวนหรือ
ปริมาณจากมากไปนอย เชนจากสีเขมไปสีจาง หรือใชรูปแบบของสัญลักษณชนิดใดชนิดหน่ึงท่ีแสดง
ความแตกตางของปริมาณจากมากไปหานอย แสดงลงในพื้นท่ีระหวางชวงตางของคาความเสมอภาค
แตละเสน เรียกแผนทน่ี ัน้ วา “Isopleth Map”

- การใชเสนแสดงปริมาณการเล่ือนไหลของขอมูล (Flow line) เพ่ือแสดงคาหรือ
จํานวนของขอมูลสิ่งใดสิ่งหน่ึงท่ีเลื่อนไหลหรือเคล่ือนจากพื้นท่ีหน่ึงไปยังพ้ืนที่หน่ึง โดยอาศัยความ
หนาหรือขนาดของเสนเปน ตวั บอกปริมาณที่แตกตางกนั

7.3 สญั ลักษณบอกปรมิ าณประเภทพื้นท่ี (Quantitative Area Symbol)
สัญลักษณประเภทนี้จะบอกคาหรือจํานวนของขอมูลที่ตองการวามีมากนอยแตกตางกัน
อยางไรในพืน้ ที่ ซ่ึงพ้ืนท่ดี ังกลาวตองมีขอบเขตที่แนนอน เชน ขอบเขตตําบล ขอบเขตจังหวัด ส่ิงที่จะ
แสดงในพื้นท่ที ่ีกาํ หนดจะตองมีความสัมพันธกับพื้นที่น้ันๆ เชน ความหนาแนนของประชากรตอพื้นที่
1 ตารางกิโลเมตร เปนตน แผนที่ที่ใชสัญลักษณประเภทพ้ืนที่แสดงในลักษณะน้ีเรียกวา
“Choropleth Map” ความมากนอยของประมาณท่ีแตกตางกนั แสดงโดยความเขมของสีหรือรูปแบบ
ของสญั ลกั ษณทีแ่ ตกตางกนั ทีป่ กคลมุ พื้นทีน่ ัน้

72

ภาพท่ี 5.12 รปู แบบของสญั ลักษณบ อกปรมิ าณ
ท่ีมา : http://www.e-cartouche.ch/content_reg/cartouche/cartdesign/en/html/
ThemMaps_ThemData.html
8. บทสรปุ

องคประกอบของแผนท่ี คือสิ่งตางๆ ท่ีปรากฏอยูบนแผนท่ี ท่ีผูจัดทําตองการแสดงใหผูใช
แผนท่ไี ดท ราบขอ มลู เก่ยี วกบั แผนที่ ตลอดจนการนําแผนที่ไปใชประโยชน ซ่ึงสามารถแบงออกไดเปน
2 สวน องคประกอบภายนอกขอบระวางแผนท่ี เชน ช่ือชุดแผนท่ี มาตรสวน สารบัญระวางติดตอ
แผนผังมุมบายเบน เปนตน และองคประกอบภายในขอบระวางแผนท่ี เชน สัญลักษณแผนที่ สี ช่ือ
ภูมิศาสตร และระบบอางอิงในการกําหนดตําแหนง ซ่ึงสัญลักษณที่แสดงในแผนท่ีแบงออกเปน 2
กลมุ คือสัญลักษณบ อกปริมาณ และสญั ลกั ษณบอกคุณลักษณะ

73

แบบฝก หดั ทา ยบท

จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. องคประกอบของแผนทหี่ มายถงึ อะไร แบงออกไดเปนกสี่ ว น อะไรบา ง
2. องคประกอบภายนอกขอบระวางและองคป ระกอบภายในขอบระวางมีความแตกตา งกนั อยา งไร
3. เลขหมายแผน ระวางมีความสําคัญอยางไร
4. ในแผนท่ี L7018 มาตราสว น 1: 50,000 ตัวอักษร “L” หมายถงึ อะไร
5. สัญลักษณห มายถึงอะไร แบงออกเปน กก่ี ลุม อะไรบา ง?
6. สญั ลักษณท แี่ สดงในแผนที่ L7018 มาตราสวน 1: 50,000 แสดงขอ มูลเกี่ยวกับอะไร
7. รปู แบบของสญั ลกั ษณทบ่ี อกคณุ ลักษณะมกี ่ปี ระเภท อะไรบาง (ใหย กตัวอยา งประกอบดวย)
8. จงอธบิ ายความหมายของสีท่ปี รากฏในแผนท่ี L 7018
9. แผนทีท่ ่แี สดงดวย Pie Chart เหมาะสาํ หรบั ขอมลู ชนิดใดและมขี อดีอยา งไร
10. จงอธบิ ายความแตกตางระหวา ง Isopleth map กบั Choropleth map

74

บรรณานกุ รม

ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนที่และภาพถายทาง
อากาศ. กรงุ เทพฯ: อกั ษรวัฒนา.

ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนที่และภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวิทยาลยั ทักษณิ .

พวงนอย สวุ รรณเจรญิ . (2527). แผนทแี่ ละความเขาใจเก่ยี วกับแผนท่.ี สงขลา: วทิ ยาลยั ครูสงขลา.
พนิ ิจ ถาวรกุล. (2525). การอา นและการใชแ ผนที่. กรุงเทพฯ: อกั ษรเจริญทัศน.
ไพฑูรย ปยะปกรณ และคณะ. (2549). การแปลความหมายแผนที่และภาพ (Map and Image

interpretation). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง.
สรรคใจ กลิน่ ดาว. (2534). การอานแผนท่ีและตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ:

ไทยวัฒนาพานชิ .
อภศิ กั ด์ิ โสมอินทร. (2525). แผนท่ีและการแปลความหมายจากแผนท่.ี พิมพครงั้ ที่ 3 ก รุ ง เ ท พ ฯ :

ไทยวัฒนาพานชิ .

75

แผนบริหารการสอนประจาํ บทท่ี 6

หัวขอเนอ้ื หาประจําบท
1. ความนาํ
2. ความหมายของระบบพิกดั บนแผนที่
3. ระบบพกิ ัดภมู ิศาสตร
4. ระบบพกิ ัดกรดิ
5. บทสรุป

วตั ถุประสงคเ ชิงพฤติกรรม
1. นกั ศกึ ษาสามารถบอกความหมายและความสําคัญของระบบพิกัดบนแผนท่ีได
2. นักศกึ ษาสามารถอธิบายความแตกตางระหวา งระบบพิกัดภูมศิ าสตรและระบบพิกดั กริดได
3. นกั ศึกษาสามารถบอกตาํ แหนงในแผนที่โดยระบเุ ปนพิกัดภมู ิศาสตรแ ละพกิ ัดกริดได

กจิ กรรมการเรียนการสอนประจาํ บท
1. บรรยายเน้อื หาจาก สือ่ Power Point หนังสือ และเอกสารที่เกยี่ วของ
3 แบง กลุมนักศึกษาเพ่อื ศึกษาแผนทภี่ มู ิประเทศและระบบพกิ ัดบนแผนท่ี
4. อภปิ รายรวมกันภายในกลุม และนําเสนอผลการศกึ ษาคนควา หนา ช้นั เรียน
5. ทาํ แบบฝก หดั ทา ยบทรายบคุ คล
6. อาจารยและนักศึกษาสรปุ ประเดน็ จากการศึกษารวมกัน

สอ่ื การเรยี นการสอน
1. หนงั สือ และเอกสารทเ่ี ก่ียวขอ ง
2. ส่ือ Power Point
3. แผนทภ่ี ูมิประเทศ

การวดั และการประเมนิ ผล
1. สงั เกตพฤติกรรมในชั้นเรยี น การเขาช้นั เรยี น
2. สงั เกตการทาํ กจิ กรรมกลมุ การมปี ฏิสัมพนั ธร ะหวา งบุคคล การมสี วนรวมในกิจกรรม
3. ผลการนาํ เสนองานหนา ชัน้ เรียนจากการศึกษาคนควา
4. ตรวจผลงานจากการทําแบบฝกหดั ทายบท

76

บทที่ 6
ระบบพิกัดบนแผนที่

1. ความนํา
ระบบกําหนดตําแหนงบนแผนที่เปนระบบท่ีจะชวยบอกตําแหนงที่ต้ังของส่ิงในสิ่งหนึ่งบนผิว

โลกวา ส่งิ ท่ตี องการหาอยูทไ่ี หนบนแผนที่ ในการนําแผนที่ไปใชในภูมิประเทศอยางนอยท่ีสุด ผูใชแผน
ท่ีก็ควรจะรูวาในขณะน้ัน ผูใชแผนที่อยูท่ีไหนในแผนท่ี คือสามารถหาตําแหนงของตัวเองในแผนท่ีให
ได ดงั นั้นกอ นการนาํ แผนที่ไปใชป ระโยชนจึงจองมีการศึกษาระบบพกิ ัดบนแผนที่ใหเ ขาใจ

2. ความหมายของระบบพกิ ัดบนแผนท่ี
ระบบพิกัดบนแผนที่ (coordinate system) เปนระบบที่สรางขึ้นสําหรับใชอางอิงในการ

กําหนดตําแหนงบนพื้นโลกจากแผนท่ีมีลักษณะเปนตารางส่ีเหล่ียมที่เกดจากการตัดกันของเสนตรง
สองชุดคือเสนตรงในแนวตั้ง (แนวเหนือ-ใต) และสนตรงในแนวนอน (แนวตะวันออก-ตะวันตก) ตาม
แนวของจุดศูนยกําเนิดที่กําหนดขึ้น โดยคาพิกัดท่ีใชบอกตําแหนงตางๆ จะใชคาของหนวยท่ีนับออก
จากจุดศูนยกลางทวี่ ัดเปนระยะเชิงมุม หรือเปนระยะทาง ไปทางเหนือหรือทางใตและตะวันออกหรือ
ตะวนั ตก ตามตาํ แหนง ของบริเวณที่ตองการหาคาพิกัดท่ีกําหนดตําแหนงตางๆ จะถูกเรียกอางอิงเปน
ตัวเลขในแนวตง้ั และแนวนอนตามหนวยวัดระยะทใี่ ชวดั

ระบบพิกดั ทใี่ ชกาํ หนดตาํ แหนงบนแผนทสี่ ามารถบง ออกเปน 2 ระบบ คอื
1) การกําหนดตําแหนง โดยอาศยั ระบบพกิ ัดทางภมู ิศาสตร (Geographic Coordinates)
2) การกําหนดตาํ แหนงโดยอาศัยระบบพกิ ดั กริด (Grid Coordinates)

3. ระบบพกิ ดั ทางภูมศิ าสตร
การกําหนดตําแหนงโดยอาศัยระบบพิกัดภูมิศาสตร เปนการกําหนดของจุดตางๆ โดยอาศัย

ละติจดู และลองจจิ ูด น้นั คือบอกใหท ราบวาตาํ แหนง นน้ั อยหู า งไปทางเหนอื หรือใตเสนศูนยสูตรกี่องศา
และตําแหนงนั้นอยหู างไปทางตะวนั ตกหรอื ตะวันออกของเสนเมอรเิ ดียนเรม่ิ แรกกี่องศา

พิกดั ภูมิศาสตรในแผนท่ี เสนขอบระวางแผนที่ท้ัง 4 ดานจะอาศัยแนวละติจูด-ลองจิจูด เปน
แนวกาํ หนด

- ขอบระวางดา นบนและดานลา งของแผนท่เี ปนแนวละตจิ ูด
- ขอบระวางดา นซา ยและดา นขวาของแผนท่ีจะเปน แนวลองจจิ ดู
ในแผนที่มาตราสวนใหญจะแสดงจุดตัดของละติจูด-ลองจิจูดเพ่ิมขึ้นดวยเสนกากบาทส้ันๆ
(+) ในแผนทแ่ี ละแสดงดวยขดี ส้นั ๆ (--) บรเิ วณขอบของแผนท่ที งั้ 4 ดาน

77

ในแผนท่ีชุด L 7018 มาตราสวน 1: 50,000 มีขนาดของแผนท่ี 15 ลิปดา x 15 ลิปดา คือ
ระยะระหวางละติจูดกวาง 15 ลิปดา และระยะระหวางลองจิจูดกวาง 15 ลิปดา ในแผนท่ีจะแสดง
ตวั เลขไวท กุ ๆ 5 ลิปดา คา ละตจิ ูดและคา ลองจจิ ูดทแ่ี ทจรงิ จะแสดงไวท ี่มุมท้ัง 4 ดานของแผนท่เี ทานั้น

ภาพท่ี 6.1 ระบบพิกดั ทางภูมศิ าสตร
ทม่ี า : แผนท่ีL7018 กรมแผนท่ที หาร

การหาคา พิกดั ภูมิศาสตรจ ากแผนที่
เมื่อตองการหาคาพิกัดภูมิศาสตรของสถานที่ใดสถานท่ีหน่ึงท่ีปรากฏในแผนท่ี เชน วัด
โรงเรยี น ท่ีตง้ั สถานท่ีราชการ ในบางครั้งเราไมสามารถบอกไดทันที แตจะบอกไดแควาสถานที่น้ันอยู
ระหวา งละติจดู และลองจจิ ูดทีเ่ ทา ไหร ซงึ่ บอกไดเ ปนชวงๆ ละ 5 ลิปดา ถาจะใหละเอียดกวาน้ันก็ตอง
วัดจากแผนท่ี

“การอา นคา พกิ ัดภูมศิ าสตรจ ะตองบอกคา ละตจิ ูดกอ น (เหนือหรอื ใต)
แลวจงึ บอกคาลองจจิ ูด (ตะวันออกตะวันตก)

78

การกําหนดตําแหนงตามพิกัดภูมิศาสตรลงในแผนท่ี หมายความวา เม่ือเราทราบพิกัด
ภูมิศาสตรของสถานที่ใดสถานที่หน่ึงแตสถานที่นั้นยังไมไดกําหนดลงในแผนท่ี เราสามารถประมาณ
ไดว า สถานทน่ี ัน้ อยูตรงไหนของแผนที่ซ่งึ จะอยใู นชวง 5 ลิปดา แตถ า ตองการความละเอียดถูกตองเรา
จะตองวัดจากแผนที่

4. ระบบพิกัดกรดิ
เปนระบบพิกัดตารางสี่เหล่ียม ประกอบดวยเสนตรง 2 ชุด ตัดกันเปนรูปส่ีเหล่ียมมุมฉาก

เสนตรงท่ีขนานกันในแนวนอนเรียกวาเสนกริดทางราบ และเสนตรงท่ีขนานในแนวตั้งเรียกวาเสน
กรดิ ทางด่งิ เสนตรงทง้ั สองชดุ ตัดกันเปนรปู สเ่ี หล่ยี มมุมฉาก ตารางจัตุรัสทเี่ กดิ ขึ้นเรียกวา ตารางกรดิ

ท่กี รอบของระวางแผนท่เี สน กริดแตละเสนจะพิมพตัวเลขบอกระยะหางจากศูนยสมมุติกํากับ
ไว ตวั เลขประจาํ เสนกริดทางด่งิ เสน แรกและตัวเลขประจําเสนกริดทางราบเสน แรกจะปรากฏท่ีมุมลาง
ดานซายของแผนที่ สวนตัวเลขประจําเสนกริดทางดิ่งหรือทางราบเสนอื่นๆ จะบอกดวยตัวเลข 2 ตัว
คอื ในหลกั หมืน่ และหลักพัน

ในแผนที่ชุด L 7018 มาตราสวน 1: 50,000 จะเขียนรายละเอียดไวนอกขอบระวางวา
“กริดยูทเี อม็ เขตกริด 47 ระยะหาง 1,000 เมตร” หมายความวา เสนกริดแตละเสนหางกันเปนระยะ
1,000 เมตร ในภมู ปิ ระเทศ แผนที่ใชร ะบบพกิ ดั UTM กรดิ อยูในโซนที่ 47

เสนกริดยนู ิเวอรซัลทรานสเ วอรส เมอรเ คเตอร หรอื UTM กรดิ
ระบบ UTM กริด ไดนํามาใชรวมกับโปรเจคช่ัน ทรานสเวอรส เมอรเคเตอร ซ่ึงครอบคลุม
บรเิ วณต้ังแตละติจูด 80 องศาใต ถึงละติจูด 84 องศาเหนือ สวนเขตทางข้ัวโลกท้ังสองใชระบบ UPS
กรดิ
การแบง อาณาเขต UTM กริด
- แบงพืน้ ผิวของโลกออกเปน เขตหรือโซน
- การกําหนดเลขอักษรประจําโซนของกรดิ
- การกาํ หนดรูปส่ีเหลีย่ มจัตรุ ัสแสนเมตร

79

ภาพที่ 6.2 ระบบพกิ ัด UTM กริด
ทีม่ า : http://www.devilgas.com/diving/gps/gps.asp

ในแผนท่ี L7018 มาตราสวน 1: 50,000 จะบอกเลขอักษรประจําเขตกริด และอักษรประจํา
จัตรุ ัส 100,000 เมตร เอาไวบริเวณตรงกลางดา นลา งของทกุ ระวาง

ภาพที่ 6.3 ตัวอยางเลขอักษรประจําเขตกรดิ
ทม่ี า : แผนที่L7018 กรมแผนที่ทหาร

80

การบอกคา พกิ ัดกรดิ ใหส มบูรณ
1. บอกใหทราบเลขอักษรประจําโซนของกริด เชน 47 N 48 Q ซึ่งในแผนที่ชุด L 7017

มาตราสวน 1: 50,000 จะแสดงไวทีข่ องระวางภายนอกบริเวณตรงกลางดานลา ง
2. บอกชื่อจัตุรัส 100,000 เมตร เชน FD MN ซ่ึงในแผนที่ชุด L 7017 มาตราสวน

1: 50,000 จะแสดงไวทข่ี องระวางภายนอกบรเิ วณตรงกลางดานลาง
- 47NFD 1256 บอกพกิ ัดระยะใกลเคยี ง 1,000 เมตร
- 47NFD 128567 บอกพิกัดระยะใกลเ คียง 100 เมตร

การเขียนตัวเลขบอกพิกัดกริดใหเขียนตัวเลขตอเน่ืองกันไป ไมตองมีขีดหรือเวนชองไฟ
(ซงึ่ ตวั เลขครึ่งแรก เชน 2 ตัว 3 ตัว 4 ตัว ) เปนตัวเลขบอกเสนกริดทางด่ิง ตัวเลขครึ่งหลังเปนตัวเลข
บอกเสนกริดทางราบ

5. บทสรุป
การระบุตําแหนงบนแผนที่มีความสําคัญเปนอยางมาก เพราะจะทําใหเราไดรูวาพ้ืนท่ีที่

ตองการศึกษาปรากฏอยูบริเวณใดของโลก ระบบพิกัดที่ใชกําหนดตําแหนงบนแผนที่สามารถบง
ออกเปน 2 ระบบ คือ การกําหนดตําแหนง โดยอาศัยระบบพกิ ัดทางภมู ศิ าสตรบ อกคาเปนองศา ลิปดา
และฟล ิปดา การกาํ หนดตาํ แหนง โดยอาศยั ระบบพกิ ดั กรดิ ซึ่งเปน ระบบพิกดั ตารางสีเ่ หลี่ยม

81

แบบฝก หัดทา ยบท

จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. ระบบการกาํ หนดตาํ แหนงในแผนทีแ่ ยกเปนกรี่ ะบบ อะไรบาง
2. ระบบพิกัดภูมศิ าสตรหมายถึงอะไร
3. จงอธิบายระบบพิกัดกรดิ มาใหเ ขาใจ
4. ประเทศไทยมเี ลขอักษรประจาํ เขตกริดใด
5. ระบบ UTM กริด ครอบคลมุ พื้นทใ่ี ด แตกตางจาก UPS กริดอยา งไร
6. ฝก การอานคา พิกัดภูมิศาสตรและพิกัดกริดตามที่กําหนด

82

บรรณานุกรม

ธวัช บุรีรักษ และบัญชา คูเจริญไพบูลย. (2551). การแปลความหมายในแผนท่ีและภาพถายทาง
อากาศ. กรุงเทพฯ: อกั ษรวัฒนา.

ประมาณ เทพสงเคราะห. (2541). เทคนิคทางแผนท่ีและภาพถายทางอากาศ. สงขลา:
มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ.

พนิ จิ ถาวรกลุ . (2525). การอา นและการใชแผนท่.ี กรงุ เทพฯ: อักษรเจรญิ ทศั น.
สรรคใ จ กลิ่นดาว. (2534). การอานแผนที่และตีความรูปถายทางอากาศ. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ:

ไทยวัฒนาพานชิ .

83

แผนบรหิ ารการสอนประจําบทที่ 7

หัวขอเนื้อหาประจําบท
1. ความนาํ
2. ความหมายของมาตราสวนแผนท่ี
3. การแสดงมาตราสวนบนแผนท่ี
4. ความแตกตางของมาตรสวนแผนท่ี
5. การหาระยะทางบนแผนที่
6. การยอและการขยายมาตรสว นแผนท่ี
7. บทสรุป

วัตถุประสงคเชงิ พฤติกรรม
1. นักศกึ ษามีความรูความเขาใจความหมายและการแสดงมาตราสวนบนแผนท่ี
2. นกั ศกึ ษาสามารถใชแ ผนท่ใี นมาตราสวนท่แี ตกตางกันได
3. นกั ศึกษาสามารถหาระยะทางบนแผนที่ในมาตราสวนท่ีแตกตางกันได
4. นักศึกษาสามารถคาํ นวณการยอและการขยายมาตราสว นแผนทไ่ี ด

กจิ กรรมการเรียนการสอนประจําบท
1. บรรยายเนือ้ หาจาก สอ่ื Power Point หนังสือ และเอกสารที่เกีย่ วของ
2. แบง กลมุ นักศึกษาเพื่อศึกษาเปรยี บเทยี บแผนท่ใี นมาตราสว นทแ่ี ตกตา งกันได
3. นักศึกษาฝกปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัยโดยการวัดระยะในแผนท่ีและระยะทางใน

ภมู ิประเทศจริง
4. นักศกึ ษานําเสนอผลการปฏิบัติงานหนาชัน้ เรียน
5. แสดงวิธีการคาํ นวณหาการยอ และการขยายมาตราสว นแผนท่ี
5. แบงกลมุ นกั ศกึ ษาเพ่ือชว ยกันสอนคาํ นวณการยอและการขยายมาตราสว นแผนท่ี
6. ทาํ แบบฝก หดั ทายบทรายบุคคล
7. อาจารยและนักศกึ ษาสรุปประเด็นจากการศึกษารวมกัน

สือ่ การเรยี นการสอน
1. หนงั สือ และเอกสารที่เกยี่ วของ
2. สอ่ื Power Point
3. เครื่องคอมพิวเตอร

84

4. แผนทีภ่ มู ปิ ระเทศ
5 ตลบั เมตรวดั ระยะ

การวดั และการประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤติกรรมในช้นั เรียน การเขา ช้นั เรยี น
2. สงั เกตการทํากิจกรรมกลมุ การมีสว นรวมในกิจกรรม การปฏิบัตงิ านนอกสถานท่ี
3. ผลการนาํ เสนองานหนา ชนั้ เรียนจากการปฏบิ ตั ิงาน
4. ตรวจผลงานจากการทาํ แบบฝกหัดทายบท

85

บทท่ี 7
มาตราสวนแผนท่ี

1. ความนํา
แผนที่ภูมิประเทศหรือแผนท่ีเฉพาะเร่ืองท่ีจัดทําขึ้น โดยการยอรายละเอียดตางๆ ที่ปรากฏ

อยูบนพ้ืนผิวโลก ซึ่งนํามาแสดงลงบนแผนท่ีในขนาดอัตราสวนท่ีแตกตางกัน ตามความตองการและ
ความจําเปนท่ีจะนําแผนที่ไปใชประโยชน ดังนั้นอัตราสวนแผนท่ีท่ียอรายละเอียดส่ิงท่ีปรากฏในภูมิ
ประเทศจริงใหมาแสดงอยูในแผนที่เปนส่ิงจําเปนที่จะตองแสดงเปนขอมูลกํากับไวบนแผนท่ีที่ทําทุก
ระวาง เรียกวา “มาตราสวนแผนที่” ซึ่งเปนส่ิงสําคัญที่จะทําใหผูอานแผนที่ทราบขอมูลในแผนท่ีเมื่อ
เทยี บกับระยะทางทแี่ ทจรงิ ของภมู ิประเทศ

2. มาตราสวนแผนท่ี
มาตราสวนของแผนที่ หมายถึง อัตราสวนเปรียบเทียบระหวางระยะทางในแผนที่กับ

ระยะทางในภมู ปิ ระเทศ หรือความสมั พันธระหวา งระยะทางบนแผนท่กี ับระยะทางจรงิ ในภูมิประเทศ

สตู รท่ใี ชค าํ นวณหามาตราสวนแผนท่ี

มาตราสว นแผนท่ี = ระยะทางบนแผนท่ี
ระยะทางในภมู ิประเทศ
หรอื
Map Scale = Map Distance (M.D.)
Ground Distance (G.D.)

3. การแสดงมาตราสว นบนแผนท่ี
มาตราสว นแผนทีส่ ามารถบอกในลักษณะตา งๆ ได 3 ชนิด

3.1 มาตราสวนเศษสวนหรือมาตราสวนตัวเลข เปนการบอกมาตราสวนแบบอัตราสวน
1เหศรหษือนสสวว ัดยนสโวดนยเไมปมรีหียนบวเยทวียดั บกรําะกหบั วเชางน ร1ะ:ย5ะ0ท,0า0ง0บหนรแอื 5ผ0น,10ท0่ีก0ับรหะมยาะยทคาวงาใมนวภาูมถิปาวรัดะรเะทยศะจทราิงงบในนลแัผกนษทณี่ไดะ

86

จะวัดระยะทางในภูมิประเทศจริงได 50,000 หนวย โดยหนวยความยาวจะตองเปนหนวยเดียวกัน
เชน ถา กาํ หนดหนวยความยาวเปนเซนติเมตร ก็หมายความวาระยะทางบนแผนที่ได 1 เซนติเมตรจะ
วัดระยะทางในภูมิประเทศจริงได 50,000 เซนตเิ มตร

3.2 มาตราสวนคําพูด เปนการบอกมาตราสวนแบบอัตราสวนระหวางระยะทางบนแผนท่ี
กับระทางในภูมปิ ระเทศจริง แตใ ชห นว ยวดั คนละหนว ยโดยท่หี นว ยวัดท่ีเปนระยะทางในแผนท่ีจะเปน
หนวยทีเ่ ลก็ วา ระยะทางในภูมิประเทศจริง เชน 1 เซนตเิ มตร ตอ 3 กิโลเมตร 1 เซนติเมตร ตอ 2,500
เมตร การบอกมาตรสวนแบบคําพูดเปนวิธีการที่สะดวกในการอาน แตไมสะดวกท่ีจะปรับใชในการ
คาํ นวณเพือ่ หาระยะทางในภูมปิ ระเทศจริงเหนอื มาตราสวนแบบอ่ืน

3.3 มาตราสวนรูปภาพหรอื มาตราสว นบรรทัด เปนการแสดงมาตราสวนเปนเสนตรงที่แบง
ออกเปนสวนๆ ที่เทากัน ตามอัตราสวนท่ีคํานวณมาจากระยะทางบนแผนท่ีกับระยะทางในภูม
ประเทศจริงและกํากับดวยตัวเลขของหนวยวัดในระยะทางภูมอประเทศจริง โดยตัวเลขท่ีกํากับนิยม
กาํ หนดเปนตัวเลขจาํ นวนเต็ม เพอ่ื สะดวกในการอา นและใชคํานวณวัดระยะทาง สําหรับสวนแบงของ
มาตรสวนบรรทัดจะแบงออกเปน 2 ตอนดวยกันคือ ขีดแบงสวนเต็ม เปนสวนแบงอยูทางขวามือของ
มาตาสวนบรรทัด แตละสวนแบงแทนระยะบนแผนท่ีและตัวเลขท่ีกํากับแทนระยะทางในภูมิประเทศ
ตามหนวยวัดระยะท่ีกํากับและขีดสวนแบงยอยเปนสวนแบงท่ีอยูทางซายมือของเสนมาตราสวน
บรรทัดท่ีนําเอา 1 ชองขีดสวนแบงเต็ม มาแบงยอยเปนสวนๆ ตามปกติแบงออกเปน 10 สวนยอย
สําหรบั ใชวดั ระยะทางท่ีเปน เศษ

ภาพที่ 7.1 มาตราสวนบรรทัด
ทม่ี า : แผนที่L7018 กรมแผนที่ทหาร

4. ความแตกตางของมาตรสวนแผนที่
มาตราสว นแผนทีจ่ ะมีขนาดแตกตางกนั ข้นึ อยูกบั การนาํ ไปใชป ระโยชน ซึง่ สามารถแบงการ

นาํ แผนทไ่ี ปใชป ระโยชน 2 ดานคอื
4.1 ดา นกิจการทหาร มี 3 ชนดิ คือ
1.แผนที่มาตราสวนขนาดใหญ คือแผนท่ีท่ีใชมาตราสวนใหญกวา 1:75,000 สําหรับ

แสดงขอ มลู พน้ื ทข่ี นาดเล็กเชน หมูบ า น ตาํ บล เขตเทศบาลมาตราสวนที่นยิ มใชคอื 1:50,000

87

2.แผนที่มาตราสวนขนาดกลาง คือ แผนที่ท่ีใชมาตราสวน 1:75000ถึง 1:600,000 เพ่ือ
แสดงขอ มลู ของพนื้ ที่ที่กวา งใหญขึ้น เชน พืน้ ท่อี าํ เภอ จังหวดั มาตราสว นที่นิยมใชค ือ 1:250,000

3.แผนท่ีมาตราสวนขนาดเล็ก คือ แผนที่ท่ีใชมาตราสวนเล็กกวา 1:600,000 ใชแสดง
ขอ มลู ในพื้นที่ท่ีมีอาณาเขตกวางใหญ เชน แผนท่ีประเทศไทย แผนท่ีทวีปเอเชีย มาตราสวนท่ีนิยมใช
คอื 1:1,000,000

4.2 ดานภูมิศาสตร มี 3 ชนดิ คอื
1. แผนทม่ี าตราสวนใหญ ไดแ กแผนทีม่ าตราสวนใหญกวา 1: 250,000
2. แผนที่มาตราสว นปานกลาง ไดแกแผนที่มาตราสว นตั้งแต 1: 250,000 – 1: 1,000,000
3. แผนท่มี าตราสว นเลก็ ไดแ กแผนท่ีมาตราสวนเล็กกวา 1: 1,000,000

5. การหาระยะทางบนแผนที่
ระยะบนแผนท่ี คอื ระยะราบ (Horizontal Distance) เพราะแผนท่ีคือ การฉาย (Project)

รายละเอียดภมู ปิ ระเทศจริงลงบนพนื้ ระนาบหรือพืน้ ราบ ฉะนน้ั แผนท่ีจะมมี าตราสวนเดยี วกนั หมดทง้ั

ระวาง การหาระยะทางบนแผนทจ่ี งึ สามารถกระทาํ ได 2
5.1 การหาระยะโดยอาศัยมาตราสวนของแผนที่ เชน เราวัดระยะบนแผนที่มาตราสวน

1: 50,000 ได 3 เซนติเมตร เพราะฉะน้ันระยะราบในภูมิประเทศจริงคือ 3 X 50000 = 150,000 ซ.

ม. หรอื 1,500 เมตร หรือ 1.5 ก.ม.
5.2 การหาระยะโดยอาศัยมาตราสว นแบบบรรทัด
1) ใหกระทําโดยนําขอบบรรทัดหรือขอบกระดาษเรียบๆ วางทาบใหผานจุดสองจุด

ทตี่ องการหาระยะทางบนแผนที่แลว ทําเครื่องหมายไวท ี่ขอบกระดาษแสดงตาํ แหนงของจดุ ท้ังสอง
2) นําขอบกระดาษไปวางทาบที่มาตราสวนเสนบรรทัด อันมีหนวยวัดระยะตาม

ตองการแลว อานระยะบนมาตราสวนเสน บรรทดั ระยะที่ไดจ ะเปน ระยะราบในภมู ิประเทศจริง

การเปรยี บเทยี บคา ของหนวยเมตรตรกิ

1 เมตร = 100 เซนติเมตร

10 เมตร = 1,000 เซนติเมตร

100 เมตร = 10,000 เซนติเมตร

1,000 เมตร = 100,000 เซนติเมตร หรอื 1 กโิ ลเมตร

ฉะนน้ั ถา ตองการเปลยี่ นหนว ยจาก 1 ซ.ม. เปนกิโลเมตร ตอ งคูณดว ย 100,000 ทกุ ครั้ง ***

88

5.3 การแปลงมาตราสว นแผนทแี่ ละการสรา งมาตราสว นบรรทัด
1. การแปลงระหวา งมาตรสว นเศษสว นกบั มาตราสวนคําพูด
- จงแปลงมาตราสว นเศษสว น 1: 50,000 เปน มาตราสวนคาํ พดู
- จงแปลงมาตราสวนเศษสวน 2 : 300,000 เปนมาตราสว นคําพดู
- จงแปลงมาตราสว นคําพูด 1 เซนติเมตร ตอ 2.5 กโิ ลเมตร เปนมาตรสวนเศษสว น
- จงแปลงมาตราสว นคําพูด 2 เซนติเมตร ตอ 400 เมตร เปนมาตรสวนเศษสวน
2. การแปลงระหวางมาตราสว นเศษสว น/มาตราสว นคาํ พดู กับมาตราสว นเสนบรรทัด
- จงแปลงมาตราสว นเศษสว น 1: 50,000 เปน มาตราสว นบรรทดั
- จงแปลงมาตราสว นเศษสว น 2: 300,000 เปนมาตราสวนบรรทดั
- จงแปลงมาตราสวนคําพูด 1 เซนติเมตร ตอ 2.5 กิโลเมตร เปนมาตรสวนบรรทดั
- จงแปลงมาตราสวนคําพูด 2 เซนตเิ มตร ตอ 400 เมตร เปน มาตรสว นบรรทัด

6. การยอ และขยายมาตราสวนแผนท่ี
การยอมาตราสวนแผนที่และการขยายมาตราสวนแผนท่ีเปนวิที่การที่ทําใหแผนท่ีมีขนาน

มาตราสวนแผนท่ีเปล่ียนแปลงไปจากมาตราสวนเดิม ในลักษณะท่ีมีมาตราสวนแผนท่ีเล็กลงหรือ
มาตราสวนแผนที่ใหญข้ึนกวาเดิม เพื่อใหไดมาตราสวนแผนที่เหมาะสมและสะดวกสําหรับการใชงาน
เฉพาะประเภท ซึ่งผลจากการเปล่ียนแปลงขนาดของมาตราสวนแผนที่ ทําใหขนาดของแผนท่ีเดิม
เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะท่ีมีความสัมพันธกับการเปลี่ยนแปลงมาตราสวนบนแผนที่คือ ระยะทาง
และความยาวของดา นในแผนที่และพื้นทีข่ องแผนที่ จะเล็กลงและใหญข้ึนตามขนาดการยอและขยาย
มาตราสว นแผนท่ี

ตวั อยา ง แผนทีฉ่ บับหนึ่งมาตราสว น 1: 50,000 มีขนาดกวา ง 6 ซ.ม. ยาว 9 ซ.ม. ถาจะขยาย
มาตราสวนของแผนที่ฉบับน้ัน 2 เทา ก็หมายความวา จะตองขยายตามแนวเสนตรงท้ังดานกวางและ
ดานยาวออกไปเปน 2 เทา ดังน้ันดานกวางของแผนท่ีฉบับน้ีจะขยายเปน 12 ซ.ม. และดานยาวจะ
ขยายเปน 18 ซ.ม. มาตราสวนของแผนทีฉ่ บบั ใหมจ ะเปล่ียนไปเปน 1: 25,000

6.1 การยอ มาตราสวนแผนที่
การยอ มาตราสวนของแผนท่ี ถายอ กี่เทา กเ็ อาจาํ นวนนั้นไปหารกับดานยาวและดานกวาง แต
ใหเ อาจาํ นวนทยี่ อกเ่ี ทา ไปคณู กบั มาตราสว น จะไดแ ผนทฉ่ี บบั ใหมท ีม่ ดี านกวางและดานยาวลดลงและ
มาตราสวนของแผนทกี่ จ็ ะเลก็ ลง (ตวั เลขเพม่ิ มากขึ้น)
ตัวอยางท่ี 1 แผนที่ฉบับหน่ึงมีดานยาว 20 ซ.ม. กวาง 15 ซ.ม. มาตราสวน 1: 50,000
ตองการยอ 5 เทา จะไดแผนท่ีฉบับใหม มีดานยาว 4 ซ.ม. กวาง 3 ซ.ม. มาตราสวนใหมของแผนที่
คอื 1: 250,000

89

ตัวอยางท่ี 2 แผนท่ีฉบับหน่ึงมีดานยาว 45 ซ.ม. กวาง 30 ซ.ม. มาตราสวน 1: 20,000
ตองการยอ 3 เทา จะไดแผนที่ฉบบั ใหมเปนเทาไหร

ตัวอยางที่ 3 แผนท่ีฉบับหน่ึงมีดานยาว 48 ซ.ม. กวาง 36 ซ.ม. มาตราสวน 1: 80,000
ตอ งการยอ 4 เทา จะไดแ ผนท่ีฉบับใหมเปน เทา ไหร

6.2 การขยายมาตราสว นแผนท่ี
การขยายมาตราสวนของแผนที่ ถาขยายก่ีเทาก็เอาจํานวนน้ันไปคูณกับดานยาวและดาน
กวาง แตใหเอาจํานวนที่ขยายก่ีเทาไปหารกับมาตราสวน จะไดแผนท่ีฉบับใหมท่ีมีดานกวางและดาน
ยาวเพิ่มข้นึ และมาตราสว นของแผนทกี่ จ็ ะใหญข น้ึ (ตวั เลขนอยลง)
ตัวอยาง 1 แผนท่ฉี บับหนง่ึ มีดา นยาว 10 ซ.ม. กวา ง 8 ซ.ม. มาตราสวน 1: 60,000 ตองการ
ขยาย 3 เทา จะไดแผนที่ฉบับใหม มีดานยาว 30 ซ.ม. กวาง 24 ซ.ม. มาตราสวนใหมของแผนท่ี คือ
1: 20,000
ตัวอยาง 2 แผนที่ฉบับหน่ึงมีดานยาว 15 ซ.ม. กวาง 12 ซ.ม. มาตราสวน 1: 100,000
ตอ งการขยาย 5 เทา จะไดแ ผนทีฉ่ บับใหมเ ทา ไหร
ตัวอยา ง 3 แผนทฉี่ บับหนึ่งมีดานยาว 9 ซ.ม. กวา ง 6 ซ.ม. มาตราสว น 1: 350,000 ตองการ
ขยาย 10 เทา จะไดแ ผนที่ฉบบั ใหมเทาไหร
ในการยอ -ขยายมาตราสว นแผนท่ี บางคร้ังจําเปนตองยอ-ขยายใหดานใดดานหนึ่งของแผนท่ี
(ดานกวางหรอื ดานยาว) ตามตองการดานท่ีเหลือก็จะขยายในอัตราสวนเดียวกัน ซ่ึงสามารถหาความ
ยาวดานทเ่ี หลอื ไดจ ากสตู ร

สูตร a = A
bB

a หมายถึง ดา นกวางของแผนที่ฉบับเดมิ
b หมายถงึ ดานยาวของแผนท่ฉี บบั เดิม
A หมายถึง ดา นกวางของแผนทีฉ่ บบั ใหม
B หมายถงึ ดา นยาวของแผนทีฉ่ บับใหม
เมื่อทราบความยาวดา นของแผนทีฉ่ บับเดมิ และความยาวดานของแผนทฉ่ี บับใหมใหเอาความ
ยาวดานของแผนท่ีฉบับใหมเปนตัวต้ัง หารดวยความยาวดานของแผนท่ีฉบับเกา จะทราบวามีอัตรา
การยอ หรอื ขยายก่เี ทา มีสตู รดังนี้
อตั ราการยอหรือขยายดาน = ความยาวดานของแผนที่ฉบบั ใหม

ความยาวดานของแผนทฉี่ บับเกา
= ...........เทา

90

ฉะนั้นถาหารออกมาแลวไดมากกวา 1 เทา แสดงวาเราขยายมาตราสวนของแผนที่ฉบับใหม
แตถา หารออกมาแลว ไดนอ ยกวา 1 แสดงวา เรายอ มาตราสว นของแผนท่ฉี บบั นัน้

ในกรณีท่ีเรามีแผนท่ีอยแู ลว ตองการยอหรอื ขยายมาตราสวนใหไ ดตามตองการ ใหเอามาตรา
สวนใหมที่ตองการเปนตัวตั้งหารดวยมาตราสวนของแผนท่ีฉบับเดิม ก็จะทราบไดวามีการยอหรือ
ขยายมาตราสวนไปก่ีเทา เมื่อทราบอัตราการยอหรือขยายมาตราสวนวาเปนก่ีเทาแลวก็เอาไปคูณกับ
ดานกวางและดา นยาวของแผนท่ีฉบับเดิม จะไดดานกวา งและดานยาวของแผนทฉี่ บับใหม มสี ตู รคือ

อัตราการยอ/ขยายมาตราสวน = มาตราสว นใหม
มาตราสว นเกา

7. บทสรปุ
มาตราสวนของแผนท่ีเปนอัตราสวนเปรียบเทียบระหวางระยะทางในแผนท่ีกับระยะทางใน

ภมู ปิ ระเทศ ซึ่งสามารถแสดงมาตราสวนแผนท่ีได 3 ประเภทคือ มาตราสวนเศษสวนหรือมาตราสวน
ตัวเลข มาตราสวนคําพูด และมาตราสวนรูปภาพหรือมาตราสวนบรรทัด การหาระยะทางบนแผนท่ี
สามารถทํา 2 แบบ คือ การหาระยะโดยอาศัยมาตราสวนของแผนท่ี และการหาระยะโดยอาศัย
มาตราสวนแบบบรรทัด นอกจากน้ียังมีการยอหรือขยายมาตราสวนของแผนท่ีซึ่งเปนการยอหรือ
ขยายในแนวเสนตรง โดยไมต อ งพิจารณาถงึ พื้นที่ของแผนท่ีฉบบั น้ันวา จะขยายไปเทาไหร


Click to View FlipBook Version