ชชววนนคิคิคิ คิ ดคิ ดคิ ดพิพิพินินินิ นิ จนิ จนิ จพพรรรรณณนนาา สืสืสื สืสืบสื บคุคุคุคุ ณ คุ ณ คุ ณค่ค่ค่ ค่ า ค่ า ค่ าบบรรรรดดาาเเมืมืมือ มื อ มื อ มืงงร้ร้ร้ ร้ อ ร้ อ ร้ อยยเเกกาาะะ กกลุ่ลุ่ลุ่ลุ่มลุ่ลุ่มสสาารระะกกาารรเเรีรีรี รี ยรี ยรี ยนนรู้รู้รู้รู้รู้ รู้ ภ รู้ รู้ ภ รู้ ภาาษษาาไไททยย ตตาามมหหลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กสูสูสูสู ต สู ต สู ตรรแแกกนนกกลลาางงกกาารรศึศึศึ ศึศึกศึ กษษาาขั้ขั้ขั้ ขั้ น ขั้ น ขั้ นพื้พื้พื้ พื้ นพื้ นพื้ นฐฐาานน พุพุพุพุ ท พุ ท พุ ทธธศัศัศั ศัศั กศั กรราาชช ๒๒๕๕๕๕๑๑ ชั้ชั้ ชั้ชั้ นมัมัธ มั ธ มั ยมศึศึ ศึ กศึ กษาปี ปีที่ที่ ที่ที่ หหนันันั นั ง นั ง นั งสืสืสื สื อสื อสื อเเรีรีรีย รี ย รี ย รีนน รราายยวิวิวิ วิชวิวิชาาเเพิ่พิ่พิ่ม พิ่ ม พิ่ ม พิ่เเติติติ ติ มติ มติ มภภาาษษาาไไททยย ชุชุชุชุชุ ด ชุ ดสสาารระะกกาารรเเรีรีรีย รี ย รี ย รีนนรู้รู้รู้รู้รู้ ท้ รู้ รู้ ท้ รู้ ท้ รู้ท้ อ ท้ อ ท้ องงถิ่ถิ่ถิ่ ถิ่ นถิ่ นถิ่ น ๑
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติมภาษาไทย ชุดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ชวนคิดพินิ พินิ จพรรณนา สืบคุณค่าบรรดาเมืองร้อยเกาะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ปี ที่ ๑ กกลุ่ลุ่ลุ่ลุ่มลุ่ลุ่มสสาารระะกกาารรเเรีรีรี รี ยรี ยรี ยนนรู้รู้รู้รู้รู้ รู้ ภ รู้ รู้ ภ รู้ ภาาษษาาไไททยย ตตาามมหหลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กสูสูสูสู ต สู ต สู ตรรแแกกนนกกลลาางงกกาารรศึศึศึ ศึศึกศึ กษษาาขั้ขั้ขั้ ขั้ น ขั้ น ขั้ นพื้พื้พื้ พื้ นพื้ นพื้ นฐฐาานน พุพุพุพุ ท พุ ท พุ ทธธศัศัศั ศัศั กศั กรราาชช ๒๒๕๕๕๕๑๑
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่ม พิ่ เติมภาษาไทย ชุดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ชวนคิดพินิ พินิ จพรรณนา สืบคุณค่าบรรดาเมือ มื งร้อยเกาะ ชั้นมัธ มั ยมศึกษาปีที่ ปี ที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ พิม พิ พ์ค พ์ รั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผู้เผู้รียบเรียง นายณัฐวุฒิ ชูเกิด นางสาวศศิวิมล เดชช่วย นางสาวสตรีรัตน์ อิสระ นายธีรพงศ์ ทิพย์สุราษฎร์ นางสาวอารียา สูหมัด นางสาววรรวษา หนูร่วง นิสิตชั้นปีที่ ปี ที่ ๓ หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ
หนังสือเรีย รี นรายวิชาเพิ่ม พิ่ เติมภาษาไทย ชุดสาระการเรีย รี นรู้ท้ รู้ ท้ องถิ่น ชั้นมัธ มั ยมศึกษาปีที่ ปี ที่ ๑ เป็น ป็ หนังสือที่จัดขึ้น ขึ้สำ หรับ รั นักเรีย รี นใช้ฝึก ฝึ ทักษะการอ่านออก เสียงภาษาไทย สร้า ร้ งเสริม ริ นิสัยรัก รั กการอ่าน และสร้า ร้ งเสริม ริประสบการณ์การอ่าน รวมทั้งสำ หรับ รั ครูใช้ในการจัดกิจกรรมการเรีย รี นการสอนรายวิชาเพิ่ม พิ่ เติม ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น ขั้ พื้น พื้ ฐาน พุท พุ ธศักราช ๒๕๕๑ แนวการนำ เสนอของหนังสือเรีย รี น ชวนคิดพินิ พิ นิ จพรรณนา สืบคุณค่าบรรดา เมือ มื งร้อ ร้ ยเกาะ ชั้นมัธ มั ยมศึกษาปีที่ ปี ที่ ๑ มุ่งมุ่ เน้นให้ผู้ ห้ เผู้รีย รี นได้ศึกษาวิธีก ธี ารเขีย ขี น การอ่าน ออกเสียงบทร้อ ร้ ยกรอง ในบทอ่านหรือ รื คำ ประพัน พั ธ์ที่ ธ์ ที่ หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งให้ ผู้เผู้รีย รี นสามารถฝึก ฝึ เขีย ขี นและฝึก ฝึ อ่านออกเสียงจากตัวอย่า ย่ งการเขีย ขี นและการอ่าน ออกเสียงที่ถูกต้อง นำ ไปสู่ความภาคภูมิใมิ จและหวงแหนภาษาไทยในด้านวิธีก ธี าร เขีย ขี นและการออกเสียงภาษาไทยได้อย่า ย่ งถูกต้อง ผู้จัผู้ จั ดทำ ขอขอบคุณครู อาจารย์ผู้ ย์ มีผู้ ส่มีส่ วนเกี่ยวข้อ ข้ งในการจัดทำ หนังสือเรีย รี น นี้ให้สำ ห้ สำ เร็จ ร็ ลุล่วงไปด้วยดี ณ โอกาสนี้ และหวังเป็น ป็ อย่า ย่ งยิ่ง ยิ่ ว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็น ป็ ประโยชน์แก่การจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น ขั้ พื้น พื้ ฐาน พุท พุ ธศักราช ๒๕๕๑ ต่อไป คำ นำ คณะผู้จัผู้ จั ด
หนังสือเรีย รี น ชวนคิดพินิ พิ นิ จพรรณนา สืบคุณค่าบรรดาเมือ มื งร้อ ร้ ยเกาะ ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงภาษาไทย ทักษะการใช้ภาษาเพื่อ พื่ ใช้ ในการสื่อสารมากขึ้น ขึ้ สามารถใช้ความคิดและสื่อสารเป็น ป็ ถ้อยคำ ได้อย่า ย่ งมี ประสิทธิภ ธิ าพ ข้อ ข้ แนะนำ วิธีก ธี ารใช้หนังสือ มีดั มีดั งนี้ 1. อ่านสารบัญ บั เพื่อ พื่ ที่จะได้ทราบว่าในหนังสือมีก มี ารนำ เสนอเรื่อ รื่ งอะไรบ้า บ้ ง เพื่อ พื่ ให้เ ห้ ห็น ห็ ภาพรวมของหนังสือต่อจากนั้นอ่านแต่ละหน้าว่ามีหั มี ว หั ข้อ ข้ อะไรบ้า บ้ งและมี เรื่อ รื่ งใดที่น่าสนใจเป็น ป็ พิเ พิศษ 2. ใช้เวลาในการอ่านทำ ความเข้า ข้ใจเป็น ป็ เรื่อ รื่ งๆตอนใดไม่เ ม่ ข้า ข้ใจสามารถทำ เครื่อ รื่ งหมายไว้ได้ แล้วค่อยถือโอกาสถามครูในชั้นเรีย รี นเพื่อ พื่ ให้เ ห้ พื่อ พื่ นๆเข้า ข้ใจด้วย 3. ถ้าครูกำ หนดให้อ่ ห้ อ่ านตอนใดหรือ รื เรื่อ รื่ งใดล่วงหน้านักเรีย รี นควรอ่านด้วย ความเอาใจใส่ พยายามทำ ความเข้า ข้ใจ หากไม่เ ม่ ข้า ข้ใจตอนใดหรือ รื เรื่อ รื่ งใดหรือ รื มีข้ มี อ ข้ สงสัยใดควรบัน บั ทึกแล้วนำ มาซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ค รู้ วามเข้า ข้ใจกันในชั้นเรีย รี น 4.ทำ กิจกรรมท้ายบททุกข้อ ข้ ที่กำ หนดให้ค ห้ รบถ้วน นักเรีย รี น บางคนหรือ รื บางกลุ่มที่มีค มี วามสามารถอาจทำ เสร็จ ร็ ในเวลาอันรวดเร็ว ร็ ครูอาจจะมอบหมาย กิจกรรมเพิ่ม พิ่ เติม แนวทางการใช้หนังสือเรียน
หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ต้นตอแห่งชีวิต จากถิ่นวิจิตร แดนทิพย์ธ ย์ ารา ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขีย ขี นสื่อสาร เขีย ขี นเรีย รี งความ ย่อ ย่ ความ และเขียนเรื่อ รื่ งราวในรูปแบบต่าง ๆ เขีย ขี นรายงาน ข้อมูล มู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่า ย่ งมี ประสิทธิภ ธิ าพ ท ๒.๑ ม.๑/๓ เขียนบรรยายประสบการณ์โดยระบุส บุ าระ สำ คัญและรายละเอียดสนับสนุน ท ๒.๑ ม.๑/๔ เขียนเรีย รี งความ ท ๒.๑ ม.๑/๕ เขียนย่อ ย่ ความจากเรื่อ รื่ งที่อ่าน ท ๒.๑ ม.๑/๗ มีม มี ารยาทในการเขีย ขี น สืบสานภูมิปัมิ ญ ปั ญาเอกลักษณ์ งามตาผ้า ผ้ ไหมพุม พุ เรียง ท ๓.๑ สามารถเลือกฟัง ฟั และดูอย่า ย่ งมีวิ มีวิ จารณญาณและ พูด พู แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึ รู้ สึ กในโอกาสต่าง ๆ อย่า ย่ งมีวิ มีวิ จารณญาณและสร้า ร้ งสรรค์ ท ๓.๑ ม.๑/๑ พูด พู สรุปใจความสำ คัญของเรื่อ รื่ งที่ฟัง ฟั และดู ท ๓.๑ ม.๑/๒ เล่าเรื่อ รื่ งย่อ ย่ จากเรื่อ รื่ งที่ฟัง ฟั และดู ท ๓.๑ ม.๑/๓ พูด พู แสดงความคิดเห็น ห็ อย่า ย่ งสร้า ร้ งสรรค์ เกี่ยวกับเรื่อ รื่ งที่ฟัง ฟั และดู ท ๓.๑ ม.๑/๔ ประเมิน มิ ความน่าเชื่อถือของสื่อที่มีเ มี นื้อหา โน้วน้าวใจ ท ๓.๑ ม.๑/๕ พูด พู รายงานเรื่อ รื่ งหรือ รืประเด็นที่ศึกษา ค้นคว้าจากการฟัง ฟั การดู และการสนทนา ท ๓.๑ ม.๑/๖ มีม มี ารยาทในการฟัง ฟั การดู และการพูด โครงสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้เพิ่ม พิ่ เติมภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มวยไทยไชยาเอกลักษณ์ ล้ำ ค่าศิลปะการต่อสู้ ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัมิ ญ ปั ญาทางภาษา และรัก รั ษาภาษาไทยไว้เป็น ป็ สมบัติ บั ติ ของชาติ ท ๔.๑ ม.๑/๑ อธิบ ธิ ายลักษณะของเสียงในภาษาไทย ท ๔.๑ ม.๑/๒ สร้า ร้ งคำ ในภาษาไทย วัดพระบรมธาตุไชยาราช วรมหาวิหาร สุดตระการงามลือเลื่อง ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้า ร้ งความรู้แ รู้ ละความคิดเพื่อ พื่ นำ ไปใช้ตัดสินใจ แก้ไขปัญ ปั หาในการดำ เนินชีวิต และมี นิสัยรัก รั การอ่าน ท ๑.๑ ม.๑/๑ อ่านออกเสียงบทร้อ ร้ ยแก้วและบทร้อ ร้ ยกรองได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเรื่อ รื่ ง ท ๑.๑ ม.๑/๒ จับใจความสำ คัญจากเรื่อ รื่ งที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๑/๙ มีม มี ารยาทในการอ่าน โครงสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้เพิ่ม พิ่ เติมภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
บทที่ ๑ ต้นตอแห่งชีวิต จากถิ่นวิจิตรแดนทิพย์ธ ย์ ารา ประวัติอำ เภอไชยา การเขีย ขี นเรีย รี งความ การเขีย ขี นบรรยายประสบการณ์ การเขีย ขี นย่อ ย่ ความ กิจกรรมอ่านเสริม ริ เพิ่ม พิ่ ความรู้ แบบฝึก ฝึ หัด หั ท้ายบท แบบประเมิน มิ ทักษะการเขีย ขี น บทที่ ๒ สืบสานภูมิปัมิ ญ ปั ญาเอกลักษณ์งามตาผ้า ผ้ ไหมพุม พุ เรียง ผ้า ผ้ ไหมพุม พุ เรีย รี ง การสื่อสารจากการฟัง ฟั และการดู จุดมุ่งมุ่ หมายของการรับ รั สารด้วยทักษะการฟัง ฟั การดู ลักษณะผู้ฟัผู้ ง ฟั ผู้ดูผู้ ดู ที่ดี มารยาทในการฟัง ฟั การดูสื่อต่าง ๆ การพูด พู จับใจความสำ คัญจากการฟัง ฟั และการดูสื่อ การเล่าเรื่อ รื่ งจากการฟัง ฟั และการดู การพูด พู เชิงวิชาการ การพูด พู เชิงสร้า ร้ งสรรค์ กิจกรรมอ่านเสริม ริ เพิ่ม พิ่ ความรู้ แบบฝึก ฝึ หัด หั ท้ายบท แบบประเมิน มิ ทักษะการฟัง ฟั การดู และการพูด พู สารบัญ หน้า ๑ ๕ ๘ ๑๓ ๑๗ ๒๑ ๒๒ ๒๕ ๒๗ ๓๑ ๓๒ ๓๔ ๓๕ ๓๗ ๓๘ ๔๓ ๔๗ ๔๙ ๕๐ ๕๓ ๕๔
บทที่ ๓ มวยไทยไชยาเอกลักษณ์ล้ำ ค่าศิลปะการต่อสู้ มวยไทยไชยา ลักษณะของเสียงในภาษาไทย การสร้า ร้ งคำ ในภาษาไทย กิจกรรมอ่านเสริม ริ เพิ่ม พิ่ ความรู้ แบบฝึก ฝึ หัด หั ท้ายบท บทที่ ๔ วัดพระบรมธาตุไชยาวรมหาวิหารสุดตระการงามลือเลื่อง วัดพระธาตุไชยาราชวรมหาวิหาร การอ่านออกเสียงแก้วและร้อ ร้ ยกรอง การอ่านจับใจความสำ คัญ กิจกรรมอ่านเสริม ริ เพิ่ม พิ่ ความรู้ แบบฝึก ฝึ หัด หั ท้ายบท แบบประเมิน มิ ทักษะการอ่านร้อ ร้ ยแก้ว แบบประเมิน มิ ทักษะการอ่านจับใจความสำ คัญ บรรณานุกรม สารบัญ หน้า ๕๕ ๕๘ ๖๐ ๗๕ ๗๙ ๘๐ ๘๒ ๘๕ ๘๘ ๙๗ ๑๐๖ ๑๐๗ ๑๑๑ ๑๑๒
คำ ขวัญอำ เภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมือ มื งร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แ ข่ ดง แหล่งธรรมะ
แผนที่อำ เภอไชยา
แนะนำ ตัวละคร ในการดำ เนินเรื่อง หนูเล็ก หนูดี
บทที่ ๑ ต้นตอแห่งชีวิต จากถิ่นวิจิตรแดนทิพย์ธ ย์ ารา ท ๒.๑ ม.๑/๓ เขีย ขี นบรรยายประสบการณ์โดยระบุส บุ าระสำ คัญและ รายละเอียดสนับสนุน ท ๒.๑ ม.๑/๔ เขีย ขี นเรียงความ ท ๒.๑ ม.๑/๕ เขีย ขี นย่อความจากเรื่องที่อ่าน ท ๒.๑ ม.๑/๗ มีม มี ารยาทในการเขียน ตัวชี้วัด ๑) อธิบายการเขีย ขี นบรรยายประสบการณ์ได้ (K) ๒) อธิบายการเขียนเรียงความได้ (K) ๓) อธิบายการเขียนย่อ ย่ ความได้ (K) ๔) เขีย ขี นบรรยายประสบการณ์ได้ถูกต้อง (P) ๕) เขีย ขี นเรียงความได้ถูกต้อง (P) ๖) เขีย ขี นย่อ ย่ ความได้ถูกต้อง (P) จุดประสงค์
๒ “เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ” เสียงท่องคำ ขวัญดังเจื้อยแจ้วมาจากศาลาท่าน้ำ หนูดีและหนูเล็กเงี่ยหูฟังอยู่ครู่ หนึ่งจึงรีบเดินตามเสียงเข้าไปหาเห็นคุณยายกำ ลังนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ “คุณยายทำ อะไรอยู่เหรอคะ” หนูดีถาม คุณยายสะดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับบอกว่า “ก็ร้อยพวงมาลัยไงจ๊ะหลาน” “แต่เมื่อสักครู่หนูได้ยินเหมือนเสียงคนท่องอะไรสักอย่าง ใครเป็นคนท่องเหรอ คะคุณยาย” หนูเล็กถาม “ยายเองแหละเป็นคนท่อง”คุณยายบอก “ถามทำ ไม หลานสนใจหรือ” “มันฟังดูแปลกหูดีค่ะ มันคือบทกลอนเหรอคะ” หนูดีถาม “มันคือคำ ขวัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานีจ้ะ” คำ ขวัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหรอคะแล้วคุณยายเคยไปเที่ยวที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีไหมคะ” หนูเล็กถามด้วย ความตื่นเต้น “เคยสิจ๊ะ ที่นั่นมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย อาหารการกินต่าง ๆ ก็ละลานตา” “คุณยายเล่าให้พวกหนูฟังได้ไหมคะ ว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีอะไรที่น่าสนใจ บ้าง” หนูเล็กพูดอย่างตื่นเต้น “ได้สิ เดี๋ยวยายจะเล่าให้ฟัง” “จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และในวันนั้นยายก็ได้ไปเที่ยว ที่อำ เภอไชยา” หนูเล็กหนูดีฟังเรื่องเล่า
เมืองไชยา เคยเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในทางใต้ เชื่อกันว่าเคยเป็น ที่ตั้งเมืองสำ คัญหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย (อาณาจักรที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้บริเวณ แหลมมลายู ศูนย์กลางอยู่บนเกาะชวา) ในสมัยโบราณ โดยมีหลักฐานทั้งโบราณ วัตถุและโบราณสถานจำ นวนมาก และเคยถูกพม่ายกกองทัพเข้าตีพร้อมกับเผา เมืองในช่วงสงคราม 9 ทัพ เสียหายจนถาวรวัตถุเป็นซากปรักหักพังเหลือไว้เป็น อนุสรณ์ บริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร มีระเบียงคดหรือวิหารคด เป็นระเบียงล้อมรอบองค์พระบรมธาตุอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีพระ วิหารหลวงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์พระบรมธาตุไชยาสร้างยื่นล้ำ เข้าไปในพระวิหารคด หลังคา 2 ชั้น มีช่อฟ้า นาคสะดุ้ง มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ที่หน้าบันสลักลายดอกไม้เทศ พื้นประดับด้วยกระจกสีตามลวดลายปิดทองคำ เปลวส่วนพระพุทธรูปศิลาทรายแดงสามองค์ หรือพระพุทธรูปสามพี่น้องซึ่ง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งบนลานภายในกำ แพงแก้ว เป็นพระพุทธรูปที่สร้างใน สมัยอยุธยา โดยฝีมือสกุลช่างไชยาปางมารวิชัย ๓
"คงเป็นวัดที่สวยงามมากเลยสินะคะ” หนูดีบอก “ใช่จ้ะ เป็นวัดที่ทั้งสวยงามและมีความเก่าแก่เป็นอย่างมากเลยล่ะ” “แล้วคุณยายได้ไปเที่ยวที่ไหนอีกบ้างคะ” “หลายที่เลยจ้ะ แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่านะไว้หนูดีกับหนูเล็กปิดเทอม ยายจะพาไปจะพาไปเที่ยวที่อำ เภอไชยานะแต่ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วเราเข้าบ้าน ไปทานข้าวเย็นกันดีกว่า” ว่าแล้วคุณยายก็ได้เก็บของต่าง ๆ เตรียมตัวเข้าบ้าน “ไปจ้ะเข้าบ้านกันเถอะ วันนี้ยายทำ ของโปรดของหนูดีและหนูเล็กไว้ ด้วยนะ” แล้วทั้งสามคนก็กลับเข้าบ้านไปทานอาหารเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน อย่างมีความสุข อารียา สูหมัด ๔
อำ เภอไชยาเดิมมีฐานะเป็นเมือง เรียกว่า “เมืองไชยา” ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งใน จำ นวน ๓ เมือง ในอาณาจักรศรีวิชัยที่เจริญรุ่งเรืองมาก เป็นศูนย์กลางการ ปกครองเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับต่างประเทศ และเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ ศาสนาแต่ต่อมาปี พ.ศ. ๑๕๖๘ ได้ถูกประเทศอินเดียฝ่ายใต้เข้ายึดอำ นาจไว้ได้ ทว่าก็เป็นไปชั่วคราวเท่านั้นก็สามารถรวมคนตั้งตัวได้อีก และได้ทำ การรบพุ่งชิง ความเป็นใหญ่ เพื่อชิงเกาะสุมาตราและแหลมมลายูกับอาณาจักรมัชปาหิต(ชวา) จนอ่อนกำ ลังทั้งคู่ เลยถูกอาณาจักรสุโขทัยตีได้และเข้าครอบครองไว้ทั้งหมดในปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังนั้นเมืองไชยาซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยก็ตกเป็นขอบ ขัณฑ์สีมา ของอาณาจักรสุโขทัยแต่บัดนั้นประวัติศาสตร์เมืองไชยาระยะต่อจากนั้น ก็เงียบหายไปจนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่ายกกองทัพมาซึ่งคนไทยรู้จักกันดีใน ชื่อสงครามเก้าทัพบุกเข้าตีเมืองชุมพรแล้วตีเรื่อยจนถึงเมืองไชยาพร้อมกับเผาเมือง เสียจนถาวรวัตถุเป็นซากปรักหักพังเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ ที่มา : https://www.chaiyapho.go.th ประวัติอำ เภอไชยา ๕
เมืองไชยาสมัยต่อมาได้ตั้งเมืองอยู่ริมทะเลที่พุมเรียง แม้ว่าผู้คนจะน้อยแต่ก็ มีสภาพเป็นเมือง สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือเจ้าเมืองเป็นชาวบ้านไหนก็จะตั้ง เมืองที่นั่นทำ ให้เมืองไชยามีที่ตั้งเมืองหลายแห่งครั้น ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาเยี่ยมพสกนิกรชาวเมือง ไชยาที่พุมเรียง ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายูดังนี้ “ พักอยู่ที่พลับพลาจนบ่าย ๒ โมงจึงออกเดินไปตามถนนหน้าบ้านพระยาไชยา ผ่านหน้าศาลากลางไปเลี้ยวลงที่วัด สมุหนิมิตและเข้าไปดูวัด พระสงฆ์ทั้งในวัดและวัดอื่นมานั่งรอรับอยู่ในศาลาอยู่ในศาลาเต็มทุกศาลาได้ ถวายเงินองค์ละกึ่งตำ ลึงบ้าง องค์ละบาทบ้างทั่วหน้ากัน แล้วออกเดินต่อไปตาม ท้องถนนท้องตลาดตลาดเมืองไชยาไม่เป็นโรงแถวปลูกติดๆกันเหมือนเช่นเมือง สงขลาซึ่งมีจีนแห่งใดมักจะเป็นโรงแถวติดๆกันเช่นนั้นแต่ที่ตลาดเมืองไชยาขาย ของหน้าเรือนหรือที่ริมประตูบ้านระยะห่างๆกันมีผ้าพื้นบ้างผ้าขาวม้าราชวัตรบ้าง ยกไหมยกทองก็มี เป็นของทอในเมืองไชยา แต่ผ้าพื้นมีไม่มากเหมือนอย่างเมือง สงขลา มีขนมขายมาก ชื่อเสียงเรียกกันเพี้ยนๆกันไปกับที่เมืองสงขลา ที่มา : https://www.chaiyapho.go.th ๖
บ้านเรือนก็ดูหนาแน่นมีเรือนฝากระดานบ้าง แต่ตีรั้วหน้าบ้านโดยมากที่เกือบจะ สุดปลายตลาดมีวัดโพธาราม เป็นวัดโบราณที่มีพระครูกาแก้วทองอยู่ พระอุโบสถ หลังคาชำ รุดยังแต่ผนังมุงจากไว้ พระครูกาแก้วอายุ ๘๐ ปี ตาไม่เห็น หูตึง แต่รูปร่าง ยังอ้วนพีเปล่งปลั่งจำ กาลเก่าได้มากค่อนข้างจะแข็งแรง เรียบร้อย เป็นคนช่างเก็บของ เก่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวมีผ้ากราบปักเป็นต้น ก็ยังรักษาไว้ได้ และเล่าเรื่องราวในการงานที่มีที่กรุงเทพฯประกอบสิ่งของได้ ด้วย เรียกชื่อคนทั้งชั้น เก่าชั้นใหม่เต็มชื่อเสียงแม่นยำ ได้สนทนากันก็ออกชอบใจจึงรับที่จะปฏิสังขรณ์พระ อุโบสถซึ่งพระครูได้ตระเตรียมไว้บ้างแล้วนั้นให้สำ เร็จ ได้มอบการให้พระยาไชยาเป็นผู้ ทำ เพราะอิฐกระเบื้องเขามีอยู่แล้ว และได้ถวายเงินพระครูชั่งห้าตำ ลึงข้างในเรี่ยรายกัน เข้าในการปฏิสังขรณ์บ้างเจ้าสายมาทำ บุญวันเกิดที่วัดนี้ได้ถวายเงินในการปฏิสังขรณ์ สองชั่ง รวมเงินประมาณสี่ชั่ง ออกจากวัดเดินไปจนสุดตลาด ยังมีทางต่อไปอีกหน่อย จึงจะถึงทุ่ง ไชยา ตั้งแต่บ้านพระยาไชยาไปจนถึงทุ่งไชยาประมาณ ๓๐ เส้น กลับทาง เดิมมาพักที่พลับพลา พระยาศักดิ์วามดิฐ เป็นผู้ช่วยพระยาไชยาจัดการเลี้ยงทั่วไป อยู่ ข้างจะดีกว่าทุกแห่ง เวลา ๕ โมงครึ่งกลับมาเรือ” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็จัดเขตการปกครอง ออกเป็นมณฑลจึงรวมเมืองไชยาเข้ากับ เมืองชุมพร เมืองหลังสวน รวมเรียกว่ามณฑลชุมพร มีศาลาการตั้งอยู่ที่เมืองชุมพร ต่อ มาปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ก็ประกาศรวมเมืองไชยาและเมืองกาญจนดิษฐ์เข้าเป็นเมืองเดียวกัน มีศาลากลางตั้งอยู่ที่บ้านดอนแล้วเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองไชยา” ส่วน ที่พุมเรียงให้เรียก อำ เภอพุมเรียง แต่ราษฎรก็ยังเรียกว่าเมืองไชยาอยู่ มิได้เรียกเมืองไชยาที่ตั้งที่บ้านดอน ว่า เมืองไชยา จึงแก้ไขให้เรียกเมืองที่ตั้งที่บ้านดอนว่า “สุราษฎร์ธานี” และเปลี่ยน นามอำ เภอพุมเรียงว่า “อำ เภอเมืองไชยา” มีพื้นที่ทั้งอำ เภอ ๑,๐๐๔ ตารางกิโลเมตร ที่มา : https://www.chaiyapho.go.th ๗
เรียงความประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ๓ ส่วน คือ คำ นำ เนื้อเรื่อง และสรุป ดังนี้ ๑) ส่วนที่เป็นคำ นำ เนื้อความส่วนที่เป็นคำ นำ เป็นการเปิดเรื่อง อาจเป็นการอธิบายความหมายของ ชื่อเรื่อง กล่าวถึงความสำ คัญและขอบเขตของเรื่องที่จะเขียนหรือข้อความที่ก่อให้เกิด ความสนใจ ต้องการอ่านเนื้อเรื่องให้มากที่สุด ๑.การเขียนเรียงความ ๑.๑ องค์ประกอบของเรียงความ เรียงความ คือ งานเขียนร้อยแก้วประเภทหนึ่งที่แต่งขึ้นตามความรู้สึกนึกคิดของ ผู้เขียน โดยนำ ถ้อยคำ มาประกอบกันเป็นประโยค แล้วเรียบเรียงให้มีความต่อเนื่องตาม โครงเรื่องที่ผู้เขียนกำ หนดไว้ การเขียนเรียงความที่ดีเริ่มต้นที่ความคิด ผู้เขียนต้องฝึกคิดในเรื่องต่าง ๆ อย่าง เป็นระบบ มีเหตุผลถูกทิศทาง รวมถึงจะต้องเขียนแนวคิด ส่วนขยายให้มีความสัมพันธ์ ต่อเนื่อง ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995 ๘ ตัวอย่าง การเขียนคำ นำ ...ประเทศของเรารักษาเอกราช อธิปไตย และอิสรภาพให้สมบูรณ์มั่นคงมาได้ จนถึงทุกวันนี้ เพราะคนไทยทุกหมู่เหล่า รู้รักสามัคคี และรู้จักทำ หน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ ประสานส่งเสริมกัน เมื่อ ทุกคนมุ่งปฏิบัติตังนี้ ความถูกต้องเรียบร้อย ความพัฒนา ก้าวหน้า และความมั่นคง เป็นปีกแผ่น จึงบังเกิดขึ้น พระบรมราโชวาทในพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ที่ว่าด้วย เรื่อง ความสามัคคี และกระตุ้นเตือนให้เราปวงชนชาวไทย สำ รวจตนเองว่า สร้างความ สามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติแล้วหรือยัง ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995 ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๙ ๓) ส่วนสรุป เป็นส่วนที่ใช้ปิด หรือจบเรียงความ ผู้เขียนต้องทำ ให้ผู้อ่านเกิดความ กระจ่างความพึงพอใจที่ได้รับแง่คิด ข้อคิด ๒) ส่วนเนื้อเรื่อง เป็นองค์ประกอบที่สำ คัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่บรรจุเนื้อหา สาระ ความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน ก่อนลงมือเรียบเรียง ผู้เขียนจะต้องวางโครงเรื่องให้ เรียบร้อย จะเขียนเรื่องใด เพื่อจุดประสงค์ใด ข้อมูลที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง ประเด็นใดเป็น ประเต็นหลักควรนำ มาเขียนก่อน แล้วประเด็นใดควรนำ มาขยายความสนับสนุน ประเด็นหลัก สิ่งสำ คัญ คือ ทุกประเด็นต้องสัมพันธ์กัน และมุ่งสู่วัตถุประสงค์หลัก การเขียนส่วนเนื้อเรื่องควรยืดแนวทาง ดังนี้ ๑. เขียนให้มีสารัตถภาพ หมายถึง เขียนได้ถูกต้อง แจ่มแจ้งสมบูรณ์ ผู้อ่าน สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี ๒. เขียนให้มีเอกภาพ หมายถึง เขียนให้ได้ใจความสำ คัญในแต่ละย่อหน้า ไม่ออก นอกเรื่อง สับสน วกวน ๓. เขียนให้มีสัมพันธภาพ หมายถึง เขียนให้เนื้อหาแต่ละย่อหน้ามีความสัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องกันโดยตลอดทั้งเรื่อง ย่อหน้าต่อ ๆ มาจะต้องสัมพันธ์กับย่อหน้าที่ผ่านมา ตัวอย่าง การเขียนสรุป ชาติไทยจะเจริญก้าวหน้าก็เพราะไทย ชาติไทยจะเป็นปีกแผ่นก็เพราะไทย ชาติ ไทย จะสมบูรณ์พูนสุขก็เพราะไทย แต่การจะบรรลุถึงข้อนั้น ๆ ได้ เริ่มต้นที่ความ สามัคคี ขอชาวไทยทั้งหลายผู้หวังให้ชาติมั่นคง จงมีความสามัคคี รักใคร่ปรองดอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อคนไทย ชาติไทย อันเป็นที่รักยิ่ง "อันความกลมเกลียวกัน เป็นใจเดียวประเสริฐศรี ทุกสิ่งประสงค์ จงใจจะเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี" ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
หลักในการเขียนเรียงความที่สำ คัญ ๆ มีดังนี้ ๑.เขียนตรงตามส่วนประกอบของการเขียนเรียงความ คือ มีส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนปิดเรื่อง ย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายเป็นส่วนนำ และส่วนปิดเรื่อง ๒.เขียนตรงตามโครงเรื่องที่วางไว้ทุกประเด็น ๓.เนื้อเรื่องที่วางไว้ตามโครงเรื่องควรเขียนอย่างครบถ้วน และสมบูรณ์และมี การลำ ดับขั้นตอนที่ต่อเนื่องสอดคล้องกัน ๔.การนำ เสนอเรื่อง ให้มีสาระน่าอ่านเลือกสรรข้อความที่เหมาะสม มีความน่าเชื่อ ถือ ๕.มีความคิดแปลกใหม่ ทันสมัย น่าสนใจ สอดแทรกในข้อเขียนอย่างเหมาะเจาะ ๖.มีสำ นวนการเขียนดี มีโวหาร คือมีถ้อยคำ ที่เรียบเรียงน่าอ่าน มีการแสดงถ้อย คำ ออกมาเป็นข้อความเปรียบเทียบ ๗.มีความงามในรูปแบบ คือ หัวกลางหน้ากระดาษ หัวข้อชิดขอบกระดาษ หัวข้อ ย่อหน้า หัวข้อย่อย จะวางรูปแบบได้สัดส่วนที่เหมาะเจาะ สวยงาม อ่านง่าย ไม่สับสน ย่อหน้าใหม่ทุกครั้งเมื่อต้องการเปลี่ยนเรื่องใหม่ ๘.เรียงความที่ดีต้องประกอบด้วยเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑.๒ หลักในการเขียนเรียงความ ๑๐
๑.การเลือกเรื่อง หากจะต้องเป็นผู้เลือกเรื่องเองแล้ว ควรเลือกตามความชอบ หรือ ความถนัดของตนเอง ๒.การค้นคว้าหาข้อมูล อาจทำ ได้โดยการค้นคว้าจากหนังสือ นิตยสาร วารสาร อินเทอร์เน็ต หรือสื่ออื่น ๓.วางโครงเรื่อง เมื่อได้หัวข้อเรื่องแล้ว ต้องวางโครงเรื่อง โดยคำ นึงถึงการจัดการ จัดลำ ดับหัวข้อเรื่องที่จะเขียนให้สัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เช่น ๑.) จัดลำ ดับหัวข้อตามเวลาที่เกิด ๒.) จัดลำ ดับหัวข้อจากหน่วยเล็กไปสู่หน่วยใหญ่ ๓.) จัดลำ ดับตามความนิยม ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑.๓ ขั้นตอนการเขียนเรียงความ ๑. เขียนหนังสือให้อ่านง่าย รักษาความสะอาด และเขียนตัวสะกดให้ถูกต้อง ๒. ทุกครั้งที่จะเริ่มเขียนย่อหน้าใหม่ โดยจะต้องเขียนให้เชื่อมโยงสอดคล้องกัน ๓. ไม่ใช้สำ นวนพูด หรือเขียนแบบบทสนทนา เช่น ครับ จ๊ะ ค่ะ ๔. ไม่ควรเขียนภาษาอังกฤษปนภาษาไทยโดยไม่จำ เป็น ๕. ไม่เขียนข้อความลอยๆ ต้องมีตัวอย่างอ้างอิงให้เป็นหลักฐาน ๖. ควรจดจำ บทร้อยกรอง เช่น กาพย์กลอน โคลง ฉันท์ต่าง ๆ ที่ไพเราะ หรือมีคติสอนใจ เพื่อใส่ ประกอบในการเขียนเรียงความ ๗. ควรเขียนเรียงความให้ขนาดความยาวมากพอสมควร ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑.๔ ข้อพึงระวังในการเขียนเรียงความ ๑๑
จากสถานการณ์ปัจจุบันโลกกำ ลังเผชิญหน้ากับ “ภาวะโลกร้อน” ที่กำ ลังคุกคามไป ทั่วโลก ทำ ให้มีข่าวเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนอยู่เสมอ ๆ มีหลายหน่วยงานทั่วโลกช่วยกัน รณรงค์ในเรื่องลดภาวะโลกร้อน เรื่องวิกฤตการณ์โลกร้อนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่ หลายคนคิด การปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับโลก ฉันเคยได้ยินมาบ่อยครั้งอยู่ เหมือนกัน สำ หรับตัวฉัน ในชีวิตก็เคยปลูกต้นไม้มาบ้าง ซึ่งการปลูกแต่ละครั้งก็มิได้คำ นึง ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลูกมากนัก จนกระทั่งวันหนึ่งแดดร้อนมากเพราะเป็น หน้าร้อน ไฟเกิดดับอีก ช่างเป็นสองสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบกันนักซึ่งรวมถึงตัวฉันด้วย เพราะไฟฟ้าดับทีเดือดร้อนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลาดดูรายการโทรทัศน์ที่โปรด และที่ต้องทนกับความร้อนที่ฉันไม่ยอมคุ้นเคยกับมันสักที หลาย ๆ อย่างดูติดขัดไปหมด วันนั้นฉันต้องซักผ้าเองเนื่องจากเครื่องซักผ้าไม่ยอมท าหน้าที่ของตัวเอง ภาระจึงตกอยู่ ที่ฉัน ฉันนั่งซักผ้าได้ระยะหนึ่งรู้สึกได้ถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันเริ่มมองหาที่ร่ม เพราะเริ่มที่จะทนความร้อนไม่ไหว พอดีหลังบ้านมีน้อยหน่าสองต้น ปีนี้มันโตขึ้นมากและ มีใบหนา พอที่จะบังแดดให้ฉันได้ ฉันจึงย้ายไปซักผ้าใต้ร่มน้อยหน่า ฉันรู้สึกได้ถึงความ แตกต่างกันอย่างมากใต้ ร่มน้อยหน่าให้ความเย็นสบายอย่างน่าอัศจรรย์ ต้นไม้มี ประโยชน์อย่างนี้นี่เองฉันนึกในใจ ต่อไปฉันคงจะเริ่มปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เพราะถ้า เปรียบเทียบกันแล้วระหว่างปลูกต้นไม้ ๑ ต้น กับซื้อ เครื่องปรับอากาศ ๑ เครื่อง ประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกันอย่างชัดเจน ต้นไม้ไม่ทำ ลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำ ให้โลกเกิด ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำ ให้โลกร้อนขึ้น การปลูกต้นไม้คือหนึ่งวิธีที่ทำ ได้ง่ายเพื่อช่วยเหลือเราและช่วยเหลือโลกจากภาวะ โลกร้อน ฉันอยากให้ทุกคนช่วยกัน และฉันเชื่อว่าทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ทำ ได้ ก่อนที่ เหตุการณ์ที่เราไม่อยากพบไม่ อยากเห็นจะเกิดขึ้นกับเราและโลกของเรา เด็กหญิงสุธาสินี ทรัพย์มูล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ จังหวัดสมุทรสาคร ตัวอย่างเรียงความเรื่อง น้อยหน่าไม่น้อยค่า ๑๒
๑.กำ หนดหัวข้อและขอบข่ายของเรื่องที่จะเขียน โดยกำ หนดหัวข้อเรื่องที่ตนมี ประสบการณ์ และกำ หนดขอบข่ายของเรื่องว่าจะเขียนในลักษณะใดและจะเขียนในแนว ใด ๒.เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นอกจากจะให้ความรู้ ความคิดอันเป็นประโยชน์แก่ ผู้อ่านแล้ว ยังทำ ให้ผู้อ่านได้แง่คิดและเกิดความเพลิดเพลิน ๓.แสดงข้อเท็จจริง เช่น เขียนข้อมูลต่าง ๆ อย่างถูกต้องชัดเจน ตลอดจนรวบรวม ความคิด ความทรงจำ เพื่อเอื้อต่อการเขียน ๔.วางโครงเรื่อง เช่นเดียวกันกับการเขียนเรียงความ ๕. ควรใช้ภาษาให้เร้าความสนใจ น่าติดตามอ่าน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเหมือนการ เล่าเรื่องธรรมดาท า ให้ผู้อ่านไม่เกิดความเครียดและรู้สึกเป็นกันเองกับผู้เขียน จากหนังสือ ทักษะการเขียนภาษาไทย ของ ดวงใจ ไทยอุบุญ ๒. การเขียนบรรยายประสบการณ์ การเขียนบรรยายประสบการณ์ เป็นการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำ ดับเหตุการณ์ อย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องและเกิดความรู้สึกคล้อยตามและเรื่องราวที่ ผู้เขียนต้องการเล่า สามารถเขียนได้หลายรูปแบบ เช่น เรียงความ จดหมาย บันทึก เป็นต้น ซึ่งสามารถเลือกเขียนได้ตามความถนัดหรือความเหมาะสมกับเหตุการณ์ ๒.๑ หลักการเขียนบรรยายประสบการณ์ ๑๓
จากบ้านมาเจ็ดปีถามว่าจำ อะไรเกี่ยวกับบ้านได้บ้าง ตอบได้ทันทีว่าจำ ได้ทุกซอกทุกมุมบ้านของ เรา เป็นศูนย์รวมทุกอย่าง ความรัก ความอบอุ่น ความสุขสนุกสนาน บ้านเราไม่ได้มีรั้วเหมือนบ้าน คนอื่น ๆ แต่มี บ้านหลาย ๆ หลังสร้างอยู่บริเวณเดียวกัน มีบ้านเราอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยบ้านป้า บ้านน้า บ้านลุง ที่ตรงบริเวณที่เป็นตำ แหน่งบ้านเรานั้น เดิมเป็นบ้านของทวดหลังเดียว พอลูก ๆ มีครอบครัว ทวดก็แบ่งให้ไปปลูก บ้านเป็นสัดส่วนแต่ยังอยู่บริเวณเดียวกัน ไม่มีใครคิดจะล้อมรั้วแยก ตัวเองออกจากพี่น้องไปอยู่โดดเดี่ยว ด้วยสภาพแบบนี้เราจึงมีเพื่อนเล่นมากมายนับสิบ ไม่เคยเหงาเลย แม้จะเป็นลูกคนเดียวก็ตาม ในหมู่ญาติที่อยู่ด้วยกันมีเด็กที่เกิดปีเดียวกันอยู่ห้าคน รุ่นน้องปีถัดกันมาก็ ปีละคนสองคน รุ่นพี่ ๆ ถัดกันขึ้นไปแก่กว่า ปีสองปีก็มีสองสามคน นอกนั้นที่แก่กว่า เราก็จับกลุ่มแยก ไปเล่นกันเอง ลำ พังพวกเราก็มีนับสิบอยู่แล้ว สนามเด็กเล่นของพวกเราเปลี่ยนตามช่วงเวลา ถ้าช่วง สาย ๆ หลังกินข้าว และพ่อแม่ไปทำ งานแล้วก็ คือ ลานที่ว่างระหว่างบ้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่ที่ประจำ จะ เป็นลานระหว่างบ้านเรากับบ้านป้า ทุกคนจะมารวมตัว กันเล่นสารพัดเล่น บางวันก็กระต่ายขาเดียว บางวันก็เล่นอีบ้าน (ทำ ไมต้องมีอีด้วยก็ไม่รู้) ซึ่งต้องมีอุปกรณ์ ส่วนตัว คือ เศษกระเบื้องดินเผาที่เขารื้อ จากหลังคาเก่าของบ้านยายเอามาทุบเป็นวงกลม แล้วเอาไปถู ๆ กับ อ่างซีเมนต์ให้มน ๆ เรียบ ๆ ไม่มี คมบาดเนื้อได้ก็พอแล้ว เรื่องกระเบื้องนี่ต้องใช้ของตัวเองเท่านั้นจึงจะถนัดมือ ถ้ายืมคนอื่นส่วนใหญ่จะ แพ้ทุกทีเหมือนไม่เคยมือ เล่นเสร็จก็หาที่เก็บมิดชิดของใครของมันไม่ปนกัน เล่นกันจนมอม ไปหาข้าว กลางวันกินเรียบร้อยก็จะได้เวลาเปลี่ยนมุม ซึ่งก็แล้วแต่ว่าวันนั้นอยากเล่นอะไร ถ้าอยากเล่นซ่อนหาก็ดงมะนาวข้างบ้าน มุมนั้นเป็นมุมที่ดีที่สุดในการเล่นซ่อนหาเพราะอาศัยต้น มะนาวใหญ่มากสองต้น เป็นที่กำ บัง ถัดจากต้นมะนาวยังมีดงหญ้าสูงใหญ่เกือบถึงไหล่ให้หลบอีก พูด ถึงมะนาวสองต้นนั้นแล้วอัศจรรย์ ใจไม่หาย เพราะเป็นมะนาวที่ต้นใหญ่มาก กิ่งระไปตามพื้นดินก็มี ที่ สูงก็สูงเลยหัวผู้ใหญ่ นอกจากจะเป็นที่ให้ เด็ก ๆ ได้เล่นซ่อนหาแล้วยังมุดเข้าไปอยู่ได้อีกเป็นสิบคน ระหว่างนอนเล่นในดงมะนาวก็ปลิดลูกมะนาวซึ่งใหญ่ เท่าส้มเขียวหวานมากินเล่น จึงเป็นสาเหตุให้ พวกเรากินเปรี้ยวเก่งกันทุกคน มะนาวนี้เป็นพันธุ์อะไรไม่รู้ รู้แต่ว่า ลูกใหญ่และไม่ค่อยมีน้ำ มีแต่เนื้อ พวกเราเลยปอกเปลือกออกแล้วกินทีละกลีบเหมือนกินส้ม พวกป้า ๆ ส่วน ใหญ่จะดุทุกทีที่เห็นพวก เรามุดเข้าไปนอนเล่นกินมะนาว กลัวว่าฟันจะกร่อนกันหมดเพราะพวกเรากินทุกวัน ตัวอย่างการเขียนบรรยายประสบการณ์ เรื่อง ความสุขและความทรงจำ เกี่ยวกับ “บ้าน” ๑๔ ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์
มีแต่แม่ที่ไม่ว่า เพราะแม่บอกว่าวิตามินซีเยอะ กินไปเถอะ เราจะพกเกลือเข้าไปด้วยทุกครั้ง เพราะรสชาติเปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ อร่อยและจัดกว่าเปรี้ยวแหลม ๆ อย่างเดียว แต่พี่บางคนเขาแอบขโมย ผงแดงในเชี่ยนหมากยายมาจิ้มมะนาว เขาบอกอร่อย แต่เราไม่เคยลอง การเล่นที่ต้นมะนาวมีข้อจำ กัด อยู่บางช่วง คือ ช่วงฤดูที่ผีเสื้อมาวางไข่ จะมีหนอนแก้วลูกผีเสื้อไต่กินใบมะนาวกันหยุบหยับ พวกเรา จะอพยพหนีเปลี่ยนสถานที่เล่นทันทีเพราะกลัวหนอน ต้นมะนาวนี้อยู่มาจนเราเรียน ม.ปลาย ถึงได้ตัด ทิ้งเขาว่าไม่มีประโยชน์ เอาน้ำ มากินก็ไม่ได้ ความจริงต้นมะนาวนี้อยู่มาตั้งแต่เรายังไม่เกิดมาตัดเอา ตอนเราโตเลิกไปวิ่งเล่นแล้วก็ถือว่าอายุยืนมาก นับถือว่าเป็นปู่มะนาวเลยทีเดียว สถานที่เล่นตอนกลางวันของพวกเราอีกที่ คือ สวนมะม่วงหลังบ้าน สวนนี้อยู่หลังบ้านของลุง หลังสุดท้าย แต่ยังอยู่ในรั้วเดียวกัน ส่วนนี้มีต้นมะม่วงใหญ่มาก ๆ สามต้น ปลูกเรียงกันเป็นรูป สามเหลี่ยม แก่กว่าพวกเราหลายสิบปีและแก่กว่ามะนาวสองต้นนั้นด้วย สามต้นนั้นเป็นพันธุ์สามฤดู สองต้น และพิมเสนอีกหนึ่งต้น ต้นที่พวกเราคุ้นเคยที่สุด คือ พิมเสน เพราะกิ่งที่เตี้ยที่สุดนั้นพวกเรา สามารถห้อยโหนไต่ขึ้นไปเล่นข้างบนต้นได้ ส่วนอีกสองต้นนั้นกิ่งที่เตี้ยที่สุดอยู่สูงสุดเอื้อม พวกเราปีน ต้นไม้เก่งทุกคนเพราะมีพิมเสนต้นนี้เป็นที่ฝึกวิชา ปิดเทอมใหญ่พวกเราขลุกกันอยู่แต่บนต้นมะม่วงเป็น ส่วนใหญ่กินมะม่วงพิมเสนดิบ ๆ ที่เปรี้ยวเข็ดฟัน ตั้งแต่เกิดมาเจอมะม่วงที่เปรี้ยวที่สุดก็พิมเสนต้นนี้ แหละ ด้วยความเป็นเด็ก ปลิดมะม่วงมาได้ก็กินทันที นั่ง ๆ นอน ๆ กิน กันบนกิ่งไม้นั่นแหละ กินจน ยางมะม่วงกัดปากกันถ้วนหน้า แต่การปีนมะม่วงมีศัตรูตัวฉกาจ คือ มดแดง เจ้ามดเอวเล็กเอวบางนิด เดียวนี่แหละ กัดได้เจ็บแสบที่สุดในโลก ทั้งที่เราไม่ได้ไปแหย่รังมัน แค่กีดขวางทางเดินของมดแดงบ้าง นิดหน่อยเอง วิธีแก้แค้นเจ้ามด คือ เอาขี้เถ้าจากเตาอั้งโล่ไปโรยบนกิ่งไม้ มดเดินมาเหยียบโดน ขี้เถ้า จะลื่นจนเอวคดทีเดียว ถ้าปีนต้นไม่เบื่อแล้วก็จะชวนกันลงมาเล่นที่หนองน้ำ หนองน้ำ นี้มีต้นกกขึ้นอยู่หนาแน่น ได้ข่าว ว่ามีเต่าอยู่เยอะแยะ แต่ยังไม่มีใครกล้าบุกลงไปดูเพราะแม้น้ำ จะสูงไม่เกินต้นขา หรือบางทีก็แค่เข่าแต่ ถ้าเมื่อไหร่ผิวน้ำ กระเพื่อม ปลิงทั้งหลายจะพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางมาออกันทันที พวกเราไม่มีใคร อยากบริจาคเลือดจึงแหยงที่จะเอาขาจุ่มลงไป แต่ก็ชอบนักที่จะเอากิ่งไม่จุ่ม ๆ กวนน้ำ ให้กระเพื่อม หลอกปลิงให้ดีใจเก้อเล่น ๆ ตามขอบหนองที่พ้นน้ำ จากอิทธิพลของปลิงจะเป็นดินเหนียวแหล่งของ เล่นอีกอย่างของพวกเรา เอามาปั้นกลม ๆ ให้เป็นกระสุน ตากแดดไว้เยอะ ๆ ไว้หัดยิงหนังสติ๊ก พวกเรามีหนังสติ๊กประจำ กายกันทุกคน ไปอ้อนลุงให้ทำ ให้ และซ่อนไม่ให้แม่เห็น พอออกมาเล่นจะ เอากระสุนพวกนี้มาเล็งยิงโน่นนี่เล่นตามประสา ๑๕ ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์
เป้าหมายที่ดีที่สุดของพวกเรา คือ มะม่วงนั่นเอง ไม่มีใครว่าเพราะดกเกินไปและเมื่อยิงโดนแล้ว พวกเราก็กินไม่ได้ทิ้งขว้างกินทั้งดิบ ๆ เปรี้ยว ๆ นั่นล่ะ นอกจากยิงมะม่วงแล้วพี่ ๆ เคยชวนให้ยิงรังผึ้ง ด้วยแต่เราสงสารเลยไม่ยิง และผลของหารยิงรังผึ้งก็ ทำ ให้หัวปูดกันทั่วทุกคน เพราะผึ้งโกรธสุดขีด ต่อยทุกคนที่เจอโดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าใครยิงวันต่อมาพี่ ๆ เลยชวนไปแก้แค้นผึ้งโดยการเอากาบ มะพร้าวที่หล่น ๆ มาเผาสุม ๆ กันให้ผึ้งเมาควันเล่น แต่แทนที่ผึ้งจะเมาควันจนบินไม่ไหว กลับโกรธ กว่าเดิมคราวนี้ต่อยทั้งหัว ทั้งตัว ใครวิ่งไม่ทันก็โดนหลายทีร้องห่มร้องไห้ สันนิษฐานว่า กาบมะพร้าว น้อยไปควันมีน้อยผึ้งเลยไม่เมา กิจกรรมตอนปิดเทอมและวันหยุดของพวกเราในช่วงเย็นมีอย่างเดียว คือ เล่นน้ำ เนื่องจากบ้านเราอยู่ติดแม่น้ำ ปิงซึ่งใสสะอาดตลอดปี ไม่มีใครจะอดใจไม่กระโดดเล่นได้ ชุด ที่เล่นน้ำ ถ้าตอนเด็ก ๆ ก็แก้ผ้าโดดน้ำ ไม่ มีใครเห็นเป็นเรื่องแปลก พอโตขึ้นมาหน่อยก็ใส่ชุดที่ใส่วิ่งเล่น นั่นแหละ เราจึงไม่เคยใส่ชุดว่ายน้ำ เลยและไม่เคย ลงสระว่ายน้ำ เช่นกัน และเนื่องจากบริเวณบ้านที่กว้าง บ้านของพวกเราจึงมีขัวหรือท่าน้ำ ทั้งหมด ๓ ท่า ท่าน้ำ ทำ จากไม้ซุงใหญ่ ๆ แข็งแรงจะรองรับน้ำ หนักเด็ก ๆ ได้เป็นสิบ ถ้าวันไหนน้ำ ลึก เหยียบ ไม่ถึงพวกเราใช้วิธี กระโดดจากท่าน้ำ แรกแล้วลอยคอไปขึ้นท่าที่สาม แล้วก็วิ่งไปกระโดดที่ท่า แรกใหม่ไปเรื่อย ๆ ถึงได้ขึ้นบ้าน แต่ถ้าวันไหนน้ำ ไม่ลึกมาก พวกเราจะว่ายน้ำ ข้ามไปถึงเกาะกลางน้ำ แต่พวกเราไม่ค่อยไปถึงเกาะใหญ่ ไปแค่เกาะเล็ก วิ่งเล่นหรือขุดหอยทรายบนหาดทรายหน้าเกาะบ้าง หลังเกาะบ้าง บางทีก็ว่ายเล่นแถวหัวเกาะแย่งกันกิน ตะขบซึ่งสุกอยู่ไม่กี่ลูก หรือไม่ก็เล่นซ่อนหากัน บ้าง โดยดำ น้ำ ซุกซ่อนเอาต้นปรงบ้าง ต้นอะไรต่อมิอะไรปิดหัวไว้บ้าง สนุกดี หรือบางครั้งก็ว่ายเล่น แถว ๆ ท่าน้ำ แข่งกันดำ น้ำ บ้าง ทำ ท่ากายกรรมดำ น้ำ เอาหัวจิ้มบนพื้นทราย แล้วชูขาขึ้นบ้าง ใครทำ สวยสุด ตรงสุด และนานที่สุดก็ชนะไป หรือไม่ก็ถ้าเป็นช่วงเขื่อนปล่อยน้ำ ก็จะแข่งกัน ว่ายทวนน้ำ ซึ่งก็ ว่ายกันไม่ค่อยขึ้นเพราะน้ำ เชี่ยวเกินความสามารถ พอเล่นน้ำ เสร็จ ก็จะต้องขึ้นบ้านเพราะถ้าขืนอยู่นานจะถูกแม่ตีโดยใช่เรื่อง ตอนกลางคืนถ้า เป็นหน้าหนาวพวกเราไม่ค่อยกินข้างบนบ้าน แต่จะนัดกันเอาข้าวใส่จานมาก่อไฟนั่งล้อมวงกินกันเอง ลำ พังเฉพาะพวกเด็ก ๆ ที่ลานบ้าน ก็สนามเด็กเล่นตอนสาย ๆ ของพวกเรานั่นแหละ ช่วงกลางวันไป วิ่งเล่นที่สวนมะม่วงก็เก็บกิ่งไม้มาเก็บไว้เป็นฟืน เก็บหัวมันหัวเล็ก ๆ มาไว้ต้มไว้เผากินเล่นกันหลังกิน ข้าว มันต้มมันเผาจะว่าไปก็ไม่ได้ อร่อย แต่สนุกมากกว่าและได้รู้สึกว่าบรรยากาศดีเท่านั้นเอง 1๑๖0 ที่มา : มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์
ตัวอย่างการเขียนย่อความ สื่อมวลชนสามารถนำ เรื่องราวต่าง ๆ ไปสู่บุคคลเป็นจำ นวนมาก แม้ว่าบุคคลเหล่า นั้นจะแยกกันอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ก็ตาม นับได้ว่า สื่อมวลชนมีความสำ คัญต่อการศึกษา เพราะช่วยเผยแพร่ความรู้ แก่มวลชนได้อย่างรวดเร็ว แต่ในบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลาย เหล่านั้น หนังสือพิมพ์รายวันมีบทบาทและอิทธิพลต่อการศึกษามากที่สุด เพราะเสนอ ข่าวสารได้คงทนถาวรเป็นหลักฐานให้ผู้อ่านได้มีเวลาคิด ตรึกตรองและสามารถย้อนกลับ ไปอ่านทบทวนได้ หนังสือพิมพ์รายวัน จึงเข้าถึงมหาชน และเป็นประโยชน์ในด้านการ ศึกษามาก (ศรีวรรณ ช้อยหิรัญ) ๔.การเขียนย่อความ "ย่อความ" คือ การจับใจความสำ คัญของเรื่องที่อ่าน ได้ฟัง หรือได้ดูมาให้ได้ ความว่าใคร ทำ อะไร ทำ อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด เพราะเหตุใดหรือมีแนวคิด อย่างไร แล้วนำ มาเรียบเรียง สรุปให้ได้ใจความครบถ้วน สั้น กระชับ ด้วยสำ นวน ตัวเอง ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995 ๑๗ ข้อความในงานเขียนต่าง ๆ จำ แนกเนื้อหาได้ ๓ ชนืด คือ ๑.ข้อเท็จจริง เป็นข้อความหรือเหตุการณ์ที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือที่เป็นอยู่จริง มี หลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ เช่น ถ้าฝนตกในเวลาที่แดดออก เราจะมองเห็นรุ้งกินน้ำ ๒. ข้อคิดเห็น เป็นข้อความที่แสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นของผู้เขียนเอง หรือเป็น ข้อความที่แสดงการคาดคะเน เช่น ชีวิตที่มีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว เป้นชีวิตที่น่า เบื่อมาก ๓. ข้อความที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึก เป็นข้อความที่แสดงอารมณ์ ความรู้สึกของ ผู้เขียนที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น ๆ เช่น ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล ทำ ให้ รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ที่มา: https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
มีความสำ คัญมากสำ หรับการเขียนย่อความ เพราะช่วยให้รู้แหล่งที่มาของเรื่องที่ย่อ และใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงได้ การเขียนคำ นำ ย่อความมีรูปแบบเฉพาะที่ผู้เขียน จะต้องศึกษา ดังนี้ ๓ ๔.๒ หลักการย่อความ หลักการย่อความ มีหลักในการปฏิบัติ ๑.อ่านเรื่องที่จะย่ออย่างละเอียดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวแจ่มแจ้ง ๒.เขียนคำ นำ การขึ้นต้นย่อความตามรูปแบบประเภทของเรื่องที่ย่อ ๓.เปลี่ยนสรรพนามบุรุษที่ ๑ และ ๒ ให้เป็นบุรุษที่ ๓ ๔.ศึกษาคำ ศัพท์ สำ นวนโวหาร และตีความเรื่องที่อ่าน ๕.ถ้าเรื่องที่ย่อเป็นร้อยกรอง ต้องถอดคำ ประพันธ์เป็นร้อยแก้วแล้วจึงย่อ ๖.ถ้าเดิมมีราชาศัพท์ให้คงไว้ ๗. จับใจความสำ คัญของแต่ละย่อหน้า แล้วสรุปด้วยสำ นวนของผู้ย่อ ๔.๓ การเขียนคำ นำ ย่อความ ๑. การย่อนิทาน นิยาย เรื่องสั้น ให้บอกประเภทชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ที่มาของเรื่อง เช่น ย่อนิทานเรื่องเรื่อง..................................... ของ.................... จาก ................... ความว่า ........................................... ๑๘ ๒. การย่อคำ สอน คำ บรรยาย คำ กล่าวปาฐกถา ให้บอกประเภท ชื่อเรื่อง เจ้าของเรื่อง ผู้ฟัง สถานที่ และเวลาที่แสดงเท่าที่จะทราบได้ เช่น เช่น ย่อคำ สอนเรื่อง..................................... ของ...........................จาก ......................... ความว่า ......................................................................................................
4 เรื่อง คิดก่อนพูด ลูกรัก ปากคนนั้นนำ สุขมาให้ก็ได้ .....นำ ทุกข์มาให้ก็ได้มีคำ เตือนมากมายเกี่ยวกับ ปาก เช่น เมื่อลูกคบหากับใคร ทำ งานที่ไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังให้มากคือ ”พูดไปสอง ไพเบี้ย นิ่งเสียตำ ลึงทอง“ คืออยากพูดอะไรก็เก็บไว้ในใจ อย่าพูดทุก ”จงเก็บปากไว้ที่ ใจ อย่าเก็บใจไว้ที่ปาก“ ปาก ท่านกล่าวว่า อย่างตามที่ใจคิด พูดมากโอกาสพลาดก็มี มาก พูดน้อยก็พลาดน้อย เมื่อจำ เป็นต้องพูดก็ควรพูดอย่างมีสติพูดพอประมาณ พูด อย่างสร้างสรรค์ถูกต้องและมีประโยชน์ท่านบอกไว้ว่า คำ พูดที่ดังเกินไป “ ”คำ พูดที่ แรงเกินไป คำ พูดที่เกินความจริง ล้วนฆ่าคนพูดผู้โง่เขลาได้ทั้งสิ้น คนสมัยนี้พูดเก่งและพูดได้มาก แต่มีสักกี่คนที่พูดแบบสร้างสรรค์ทำ ให้เกิดความ สามัคคีทำ ให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ แต่เราจะไปห้ามเขาไม่ให้พูดก็ไม่ได้เขาจะพูดดี ไม่ดีอย่างไร พูดก้าวร้าว เสียดสีใครเป็นสิทธิส่วนตัวของเขา เขาพูดเขาก็ต้องรับผิดชอบ เอง สำ คัญลูกอย่าไปพูดอย่างเขาก็แล้วกัน คิดให้ดีก่อนพูดเสมอ ยิ่งพูดถึงบุคคลอื่นด้วย แล้วยิ่งต้องระวัง เพราะเราไม่รู้จักเขาดีพอ ไม่รู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเขาดีเท่ากับตัว เขาหรอก เราจะไปคาดเอาเองว่าเขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้แล้ว ไปพูดทำ ให้เขาเสีย หาย ดูจะไม่ยุติธรรมนักดีที่สุดคือไม่พูดถึงคนอื่นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงดีพอแม้จะรู้จริงก็ไม่ ควรพูด ถ้าจำ เป็นต้องพูดก็ควรพูดอย่างมีสติพูดด้วยความระมัดระวัง เพราะการพูดถึง คนอื่นนั้นเสี่ยงต่อการเป็นศัตรูกัน และจะเป็นบาปกรรมด้วย ระวังไว้เป็นดีที่สุด จากหนังสือคำ พ่อคำ แม่ : พระธรรมกิตติวงศ์ราชบัณฑิต หน้า ๙๔ – ๙๕ ๑๙ ๓. การย่อคำ ปราศรัย สุนทรพจน์ พระราชดำ รัส ฯลฯ ต้องบอกประเภท เจ้าของเรื่อง ผู้ฟัง โอกาสที่กล่าว วัน เดือน ปีที่กล่าวเท่าที่จะทราบได้ เช่น ย่อคำ ปราศรัยของ..................................... แก่.................... ในโอกาส ................... ทาง(ที่)...................วันที่...........................ความว่า ...................................................................................................... ตัวอย่าง การย่อความประเภทคำ สอน
๒4๐ ย่อคำ สอนเรื่อง คิดก่อนพูด ผู้แต่ง พระธรรมกิตติวงศ์ราชบัณฑิต จากหนังสือ คำ พ่อคำ แม่ หน้า ๙๔ – ๙๕ ความว่า คำ เตือนเกี่ยวกับการพูด เพื่อให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่น และทำ งานได้นั้น ควรพูดให้เหมาะ กับกาลเทสะ อย่างมีสติด้วยความระมัดระวัง และ พูดในสิ่งที่มีประโยชน์โดยเฉพาะการพูด แบบสร้างสรรค์เพื่อสร้างความสามัคคีเราควร คิดก่อนพูด ไม่พูดถึงผู้อื่นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เพราะจะเป็นการสร้างศัตรูและเป็น บาปกรรม จากหนังสือคำ พ่อคำ แม่ : พระธรรมกิตติวงศ์ราชบัณฑิต หน้า ๙๔ – ๙๕
วัดรัตนาราม (วัดแก้ว) อ.ไชยา วัดแก้วตั้งอยู่ในเมืองโบราณไชยา เป็นวัดโบราณคู่กับวัดหลง อาคารศาสนสถานที่ สำ คัญได้แก่เจดีย์หรือปราสาท ก่ออิฐไม่สอปูน เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะศรีวิชัย ยัง เหลือซากอาคารอยู่ครึ่งองค์ตั้งแต่ส่วนฐานถึงเรือนธาตุ ส่วนเครื่องยอดหรือหลังคาหัก พังลงมาหมดแล้ว สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในเมืองไชยา เท่าที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบเดิมจนถึงปัจจุบัน ศาสนสถานองค์นี้จึงเป็นประโยชน์แก่การ ศึกษาค้นคว้าทางสถาปัตยกรรมในสมัยศรีวิชัยมาก เนื่องจากโบราณสถานสมัยนี้ส่วน ใหญ่มักพังทลายเกือบหมดแล้ว วัดแห่งนี้มีลายแทงหรือปริศนาซ่อนทรัพย์บอกไว้ว่า "เจดีย์วัดแก้ว ศรีธรรมมาโศกสร้างแล้ว แลเห็นเรืองรอง สี่เท้าพระบาท เหยียบปาก พะเนียงทอง ผู้ใดคิดต้อง กินไม่สิ้นเลย" เจดีย์วัดแก้ว มีอายุเก่าแก่ร่วมพันปีมาแล้ว และร่วมสมัยเดียวกันกับเจดีย์วัดหลง พระเจดีย์วัดพระบรมธาตุไชยา (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ ) แต่เดิมพระเจดีย์วัด แก้วทรุดโทรมมากบริเวณทั่วไปปกคลุมด้วยมูลดินและวัชพืช ดยเฉพาะห้องกลางของ เจดีย์มีดินและอิฐหักอัดแน่นเต็มห้อง เห็นลักษณะ ทรวดทรงทางสถาปัตยกรรมแต่ เพียงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ และ พ.ศ.๒๕๒๒ กอง โบราณคดีกรมศิลปากรได้ทำ การขุดแต่งและบูรณะจึงทำ ให้เห็นรูปทรงทางศิลปะการ ขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ทำ ให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดีหลักฐานที่ พบ ได้แก่ เครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผา กระปุก พระพุทธรูป และประติมากรรมใน ศาสนาพราหมณ์ ความสำ คัญต่อชุมชน เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านแถบนั้นและ บุคคลทั่วไป ชาวบ้านจะไปทำ บุญที่วัดแก้วอย่าง สม่ำ เสมอในวันพระแปดค่ำ และวัน สำ คัญทางศาสนา ที่มา : https://www.runwaythailand.com กิจกรรมอ่านเสริมเพิ่มความรู้ ๒๑
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เจดีย์วัดแก้ว เป็นสถาปัตยกรรมแบบก่ออิฐไม่ถือปูน ฐาน ล่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ยาวด้านละ ๒๔ เมตร พื้นฐานล่างจมอยู่ใต้ดิน ๑.๐๐ - ๑.๕๐ เมตร จากพื้นฐานล่างถึงยอดสุดสูง ๑๒ เมตร มีมุข ๔ ด้าน แต่ละด้านมุขยื่น ออกไป ๒.๒๐ เมตร จากมุขตะวันออกถึงมุขตะวันตกยาว ๑๗.๕๐ เมตร ระหว่างมุข ทำ เป็นฐานย่อมุมไม้สิบสอง บนมุขแต่ละมุขมีซุ้ม ๔ ซุ้ม ช่องประตูทางเข้าแต่ละซุ้มใช้ แผ่นศิลาสีเขียวทำ เป็นกรอบ และทับหลังประตูที่ยังมีเหลืออยู่ให้เห็นเฉพาะด้านใต้ ด้านเดียว จากหลักฐานที่พบจากการขุดและบูรณะเจดีย์วัดแก้วของกรมศิลปากร ได้พบหลักฐานต่าง ๆ พอที่จะ นำ ไปสนับสนุนได้ว่า เมืองไชยาอดีตเป็นศูนย์กลางทาง พุทธศาสนา หรือศูนย์กลางอำ นาจ หรือศูนย์กลาง การค้าขายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ เกินกว่า ๑ อย่าง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ตั้งเมืองไชยา ที่มา : https://www.runwaythailand.com ๒๑
๑. จงเขียนเรียงความเรื่องโรงเรียนของฉัน ความยาวไม่ต่ำ กว่า ๒๐ บรรทัด .............................................................................................. ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... แบบทดสอบประจำ บทเรียน ๒๒ กิจกรรมที่ ๑
๒. จงเขียนบรรยายประสบการณ์ที่นักเรียนประทับใจ ความยาวไม่ต่ำ กว่า ๒๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง .............................................................................. ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ............................................................................................................................... ๒๓
๑. การเขียนย่อความคืออะไร ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ๒. หลักการย่อความมีกี่ข้อ อะไรบ้าง ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ๓. จงยกตัวอย่างการเขียนย่อความมา ๑ รูปแบบ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ............................................................................................................................ ๒๔ กิจกรรมที่ ๒
แบบประเมินการเขียน ลำ ดับที่ รายการประเมิน มิ หมายเหตุ ๑ รายละเอียดเนื้อหา ๒ ตรงตามหลักการเขียน ๓ เขียนเรีย รี งลำ ดับขั้นตอนได้อย่า ย่ ง ถูกต้อง ๔ ทำ ให้เ ห้ข้าใจเนื้อหาชัดเจนขึ้น ขึ้ ๕ ทันต่อเวลา รวม ระดับคะแนน คำ ชี้แจง ให้ครูผู้สอนหรือนักเรียนประเมินการเขียนเรียงความ จากแบบฝึกหัดประจำ บท เรียน ชื่อ-สกุล.................................................................................ระดับชั้น................................ โรงเรียน............................................................................................................................... วันที่ประเมิน........................................................................................................................ รวมคะแนนทั้งสิ้น...................... เกณฑ์การประเมิน ๙-๑๐ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ๕-๖ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ๗-๘ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดี ต่ำ กว่า ๕ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ควรปรับปรุง *ระดับปานกลางขึ้นไปถือว่าผ่าน ลงชื่อ..............................................ผู้ประเมิน ๓ ๒ ๑ ๒๕
แบบประเมินการเขียน ลำ ดับที่ รายการประเมิน มิ หมายเหตุ ๑ รายละเอียดเนื้อหา ๒ ตรงตามหลักการเขียน ๓ เขียนเรีย รี งลำ ดับขั้นตอนได้อย่า ย่ ง ถูกต้อง ๔ ทำ ให้เ ห้ข้าใจเนื้อหาชัดเจนขึ้น ขึ้ ๕ ทันต่อเวลา รวม ระดับคะแนน คำ ชี้แจง ให้ครูผู้สอนหรือนักเรียนประเมินการเขียนบรรยายประสบการณ์ จากแบบ ฝึกหัดประจำ บทเรียน ชื่อ-สกุล.................................................................................ระดับชั้น................................ โรงเรียน............................................................................................................................... วันที่ประเมิน........................................................................................................................ รวมคะแนนทั้งสิ้น...................... เกณฑ์การประเมิน ๙-๑๐ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ๕-๖ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ๗-๘ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดี ต่ำ กว่า ๕ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ควรปรับปรุง *ระดับปานกลางขึ้นไปถือว่าผ่าน ลงชื่อ..............................................ผู้ประเมิน ๓ ๒ ๑ ๒๖
๑) อธิบายเนื้อหาการสื่อสารจากการฟัง ฟั และการดูได้ (K) ๑) พูด พู สรุปใจความสำ คัญจากเรื่องที่ฟัง ฟั และดูได้อย่า ย่ ง เข้า ข้ ใจ (P) ๒) สามารถพูด พู แสดงความคิดเห็นเรื่องที่ฟัง ฟั และดูได้อย่า ย่ ง สร้างสรรค์ (P) บทที่ ๒ สืบสานภูมิปัมิ ญ ปั ญาเอกลักษณ์งามตาผ้า ผ้ ไหมพุม พุ เรียง ท ๓.๑ ม.๑/๑ พูด พู สรุปใจความสำ คัญของเรื่องที่ฟังและดู ท ๓.๑ ม.๑/๒ เล่าเรื่องย่อ ย่ จากเรื่องที่ฟังและดู ท ๓.๑ ม.๑/๓ พูด พู แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่อง ที่ฟัง ฟั และดู ท ๓.๑ ม.๑/๔ ประเมิน มิ ความน่าเชื่อถือของสื่อที่มีเนื้อหาโน้มน้าวใจ ท ๓.๑ ม.๑/๕ พูด พู รายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการ ฟัง ฟั การดู และการสนทนา ท ๓.๑ ม.๑/๖ มีม มี ารยาทในการฟัง การดู และการพูด ตัวชี้วัด จุดประสงค์
ยามเช้าเริ่มต้นอย่าง สดใส ลมหนาวพัดแผ่วเบา เข้ามาทางหน้าต่าง ม่านสีขาว ลายลูกไม้พลิ้วไหว เด็กหญิงหนูดีและเด็กหญิงหนูเล็ก ลุกจากที่นอนมายืนริมหน้าต่าง สักพักแล้วก็แยกกันไปอาบน้ำ เพราะในวันนี้ทั้งสองคนกำ ลังจะไปทัศนศึกษาที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ทั้งสองต่างก็ตื่นเต้นกับการที่จะได้ไปทัศนศึกษาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองจะได้ไปเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อทั้งสองแต่งตัว เสร็จก็ลงมาทานข้าวด้านล่าง “วันนี้หนูเล็กกับหนูดีจะไปทัศนศึกษาที่จังหวัดไหนนะ” แม่ถามหนูเล็กกับหนูดี “ไปทัศนศึกษาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีค่ะคุณแม่” หนูดีตอบ “แล้วจะไปที่ไหนบ้างจ๊ะ”แม่ถามหนูเล็กกับหนูดีต่อ “ไปวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร และหมู่บ้านผ้าไหมพุมเรียงค่ะคุณแม่” หนูเล็กตอบ “ดีจัง ขอให้สนุกกับการทัศนศึกษาในครั้งนี้นะคะ” แม่อวยพรให้กับทั้งสองคน เมื่อทั้งสองคนทานข้าวเสร็จ ไม่นานรถโรงเรียนก็มารออยู่หน้าบ้าน ทั้งสองก็ร่ำ ลาแม่ และได้ขึ้นรถโรงเรียนไปซึ่งการทัศนศึกษาในครั้งนี้ทั้งสองได้เดินทางไปกับรถโรงเรียน ๒๘ หนูเล็กหนูดีกับผ้าไหมพุม พุ เรียง
๒๙ นั่งรถอยู่นานเกือบ 5 ชั่วโมงก็ถึงวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร หนูเล็ก และหนูดีก็ได้เข้าไปไหว้พระทำ บุญกับเพื่อน ๆ และคุณครูหลังจากนั้นก็เดินทาง กันต่อไปยังหมู่บ้านผ้าไหมพุมเรียง ระหว่างทางทั้งสองก็นั่งดูวิวตลอดสองข้าง ทาง บ้างก็นั่งเล่นกับเพื่อน ๆ ไปบ้าง เมื่อถึงหมู่บ้านผ้าไหมพุมเรียงหนูเล็กและ หนูดีพร้อมกับเพื่อน ๆ ก็ต่างพากันไปดูวิธีการทำ ผ้าไหมพุมเรียงด้วยความสนอก สนใจ ในลวดลายของผ้า และวิธีการทอผ้า ผ้าไหมพุมเรียง มีลักษณะเด่นที่ต่างจากผ้าไหมของภาคอื่นๆ คือ การทอย กดอกด้วยไหมและดิ้น โดยมีผ้าทอยกที่มีชื่อเสียงคือ ผ้ายกชุดหน้านาง ผ้ายกด อกถมเกสร และผ้ายกดอกลายเชิง เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้ทอในสมัยก่อน ได้แก่ หูก จึงเรียกการทอผ้าว่าทอหูก ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของหญิง ทั้งชาวไทยพุทธและ มุสลิมที่ต้องเตรียมไว้ให้ครอบครัว ผ้าที่ทอในช่วงนั้นแบ่งออกเป็นผ้าที่ใช้ในชีวิต ประจำ วันและผ้าที่ใช้ในงานและพิธีต่างๆ ซึ่งผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำ วันส่วนใหญ่ ใช้ผ้าฝ้ายทอเพื่อความทนทาน สำ หรับผ้าที่ใช้ในงานและพิธีการต่างๆ จะทอ ด้วยไหมหรือผ้าฝ้ายแกมไหม มีลวดลายทอดอกสวยงาม ใช้นุ่งเข้าเฝ้าหรือนุ่งใน งานนักขัตฤกษ์ งานบุญ งานแต่งงาน และงานสำ คัญต่างๆ
๓๐ หลังจากดูวิธีการทำ ผ้าไหมพุมเรียงอยู่นานก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้าน “เด็ก ๆ จ๊ะได้เวลากลับบ้านแล้วจ้ะ” คุณครูเรียกเด็ก ๆ หนูดีกับหนูเล็กและเพื่อน ๆ ต่างก็รีบพากันขึ้นรถเพื่อที่จะกลับบ้าน สำ หรับการทัศนศึกษาในวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำ ให้หนูเล็กและหนูดีมี ความสุขและสนุกแป็นอย่างมากเมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน ก็ได้เล่าให้คุณพ่อ และคุณแม่ฟังว่าการทัศนศึกษาวันนี้ได้ไปเจออะไรมาบ้างหนูเล็กและหนูดีเล่า เรื่องราวของวันนี้อย่างมีความสุขและคิดว่าหากมีโอกาสก็จะกลับไปเที่ยวที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีก อารียา สูหมัด
. ผ้าไหมพุมเรียง ผ้าไหมพุมเรียง มีที่เลื่องลือมาจากผ้าไหมที่มีลวดลายสวยงาม คุณภาพดี ทั้งยังเป็น สินค้าพื้นเมืองขึ้นชื่อของ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยต้นกำ เนิดของการทอผ้าไหมพุมเรียง คือ ชุมชนชาวมุสลิมในพื้นที่ หมู่บ้านพุมเรียง ซึ่งส่วนใหญ่ยึดอาชีพทอผ้าไหมสืบต่อกันมา จากรุ่นสู่รุ่น ผ้าไหมพุมเรียงเป็นผ้าที่มีลวดลายสวยงามมีลักษณะเด่นต่างจากผ้าไหม ภาคอื่นๆคือการทอยกด้วยไหมและดิ้น ผ้าทอยกดอกที่มีชื่อเสียง เครื่องมือที่ใช้ทอใน สมัยก่อน ได้แก่ หูก จึงเรียกการทอผ้าว่าทอหูก ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ทั้งชาวไทย พุทธและมุสลิมที่ต้องเตรียมไว้ให้ครอบครัว ผ้าที่ทอในช่วงนั้นแบ่งออกเป็นผ้าที่ใช้ในชีวิต ประจำ วันและผ้าที่ใช้ในงานและพิธีต่างๆ ซึ่งผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำ วันส่วนใหญ่ใช้ผ้าฝ้าย ทอเพื่อความทนทาน สำ หรับผ้าที่ใช้ในงานและพิธีการต่างๆ จะทอด้วยไหมหรือผ้าฝ้าย แกมไหม มีลวดลายทอดอกสวยงาม ใช้นุ่งเข้าเฝ้าหรือนุ่งในงานนักขัตฤกษ์ งานบุญ งานแต่งงาน และงานสำ คัญต่างๆ ลักษณะการถ่ายทอดความรู้การทอผ้าของชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิมเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติด้วยวิธีสังเกตและทดลองปฏิบัติจริง เด็กหญิงมักจะเริ่มหัดทอผ้าตั้งแต่อายุยังน้อยโดยการสังเกตดูจากผู้ใหญ่ทอผ้า ผู้ใหญ่ จะสอนวิธีการทอ การย้อมสี กรอไหม ค้นไหม การเก็บตระกอและก่อเขา ซึ่งเทคนิค ขั้นตอนการทอผ้าเหล่านี้ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อาศัยความสามารถใน การจดจำ จากผู้สอนที่มีความชำ นาญ มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจึงทำ ให้ สามารถรักษาศิลปการทอผ้าไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ที่มา:วิจัยกระบวนการเรียนรู้เพื่อสืบทอดและอนุรักษ์การทอผ้าไหมพุมเรียง ๓๑
การฟังและการดูเป็นทักษะการรับสารของมนุษย์ที่มักเกิดร่วมกันเสมอเช่นการ ชมภาพยนตร์ต้องใช้ทักษะทั้งการฟังและดูประกอบกันจึงจะเข้าใจเรื่องนั้นๆได้อย่างไร ก็ตามบางครั้งการใช้ทักษะทั้งสองนี้ก็อาจเกิดแยกกันเช่นการฟังวิทยุก็ไม่จำ เป็นต้อง อาศัยทักษะการดูหรือการดูป้ายสัญลักษณ์จราจรก็ไม่ต้องอาศัยทักษะการฟังเป็นต้น การรับสารสามารถแบ่งโดยใช้ทักษะการฟังและการดูออกเป็น ๒ ลักษณะดังนี้ ๑.๑ การรับสารโดยการฟังและการดูประกอบกัน การรับสารโดยการฟังและการดูประกอบกันนี้เป็นลักษณะการรับสารจากสื่อ ภาพและเสียงพร้อมกันซึ่งสามารถแบ่งการรับสารลักษณะนี้ออกเป็น ๒ ประเภทได้แก่ ๑) การรับสารที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เป็นการสื่อสารที่ผู้ส่ง สารและผู้รับสารสามารถส่งสารโต้ตอบกันได้ เช่น การพูดจาสนทนา การประชุม อภิปราย การสื่อสารลักษณะนี้ต้องตั้งใจฟังที่ผู้ส่งสารส่งมาประกอบกับดูลักษณะท่าทาง หรือการแสดงออกทางสีหน้าที่ผู้ส่งสารใช้ผู้รับสารจึงสามารถวิเคราะห์ใคร่ครวญอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ส่งสารได้ ๒) การรับสารที่ไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เป็นการสื่อสาร ทางเดียว เช่น การดูข่าว การฟังเทศน์ การดูภาพยนตร์ การสื่อสารลักษณะนี้ผู้รับสาร ไม่มีโอกาสโต้ตอบกับผู้ส่งสาร ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1 ๑. การสื่อสารจากการฟังและการดู ๓๒
๑.๒ การรับสารโดยการฟังหรือการดูอย่างใดอย่างหนึ่ง การรับสารโดยการฟังหรือการดูอย่างใดอย่างหนึ่งนี้เป็นลักษณะของการรับสาร จากสื่อภาพหรือสื่อเสียงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้นำ ทักษะทั้งสองมาใช้ร่วมกัน สามารถแบ่งการรับสารลักษณะนี้ออกเป็น ๒ ประเภทดังนี้ ๑) การรับสารที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เป็นการสื่อสารที่ผู้ส่ง สารและผู้รับสารสามารถโต้ตอบกันได้ เช่น การพูดคุยกันทางโทรศัพท์ผู้รับสารสามารถ ใช้ทักษะการฟังเพียงอย่างเดียว ๒) การรับสารที่ไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เช่น การฟังรายการ วิทยุ การดูป้ายสัญญาณจราจร การสื่อโฆษณาตามถนน การฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ แบบออนไลน์จากเว็บไซต์ต่างๆ การรับสารเหล่านี้ผู้รับสารไม่ต้องส่งสารโต้ตอบกลับไป อาศัยเพียงทักษะด้านการฟังหรือดูอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สาร เพื่อทำ ความเข้าใจและประเมินค่าหรือบางครั้งก็ปฏิบัติตามเช่นการดูสัญญาณมือของ ตำ รวจจราจรเป็นต้น ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1 ๒๓๒๓
๒. จุดมุ่งหมายของการรับสารด้วยทักษะการฟัง การดู โดยทั่วไปการรับสารด้วยการฟังการดูนั้นผู้รับสารควรจะต้องตั้งจุดประสงค์ ไว้ซึ่งจุดประสงค์เหล่านี้มีอยู่ ๓ ลักษณะดังนี้ ๑) ฟังหรือดูเพื่อแสวงหาความรู้และความรอบรู้ การรักษาลักษณะนี้มุ่ง หมายเพื่อให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญา เช่น การฟังคำ อธิบาย การฟัง บรรยาย การอ่านบทความทางวิชาการผู้รับสารต้องรู้จักจับใจความและประเด็น สำ คัญ โดยอาศัยหลักการไตร่ตรองใคร่ครวญตีความและการพิจารณาหาเหตุผล ๒) ฟังหรือดูเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินและความซาบซึ้ง การรักษา ลักษณะนี้มุ่งเน้นความสนุกสนานบันเทิงหรือเพื่อสนองความต้องการทางด้าน อารมณ์เป็นการพัฒนาจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลเช่น การชม ภาพยนตร์ การชมนิทรรศการ การดูการแสดงละครเวทีหรือการละเล่นต่างๆ เป็นต้น ๓) ฟังหรือดูเพื่อให้ได้ข้อคิด การรับสารลักษณะนี้มุ่งหมายเพื่อหาข้อคิดเป็น คติชีวิตของบุคคลจึงต้องอาศัยการพิจารณาด้วยเหตุผลตัดสินว่าเชื่อถือได้มากน้อย เพียงใดและมีข้อคิดใดที่มีประโยชน์สามารถนำ ไปใช้ในการดำ เนินชีวิตของคนให้ อย่างสอดคล้องเหมาะสมบ้าง เช่น การฟังบรรยายเรื่องใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข เป็นต้น ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1 ๓๔
๓๕ ๓. ลักษณะของผู้ฟัง ผู้ดูที่ดี ผู้รับสารด้วยการฟังการดูที่ดีควรมีลักษณะต่อไปนี้ ๑) มีจุดมุ่งหมายในการฟัง การดู ผู้รับสารต้องตั้งจุดมุ่งหมายในการฟังการ ดูจึงจะทำ ให้การรับสารนั้นมีประสิทธิภาพเพราะเมื่อผู้รับสารมีจุดมุ่งหมายในการ รับสารแล้วย่อมมีความสามารถจับใจความสำ คัญที่ต้องการได้ดีกว่าการรับจุดมุ่ง หมายเพราะสุดท้ายอาจได้สารที่ไม่สมบูรณ์ ๒) มีความพร้อมในการฟัง การดู การรับสารด้วยการฟังการดูจะมี ประสิทธิภาพได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้รับสารทั้งความพร้อมทางกาย เช่นมีการรับรู้ทางภาพและเสียงดีสุขภาพร่างกายดีไม่ปวดศีรษะเป็นไข้และความ พร้อมทางจิตใจคือมีความมั่นใจอารมณ์ไม่เครียดไม่มีคำ ว่ากลัวหรือวิตกกังวล ๓) มีสมาธิ การมีสมาธิในการรับสารทั้งการฟังและการดูเป็นสิ่งจำ เป็น เพราะจะทำ ให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพในขณะที่ฟังหรือดูไม่ควรคิดเรื่องอื่น เนื่องจากจะทำ ให้ผู้รับสารเสียสมาชิก ๔) มีความสนใจในสาร ขณะรับสารจะต้องให้ความสนใจในสารความสนใจ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรื่องที่ฟังหรือดูนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้รับสารฉะนั้น ผู้รับสารจะต้องอ่านมากฟังมากเห็นมากเพื่อมีประสบการณ์กว้างขวางซึ่งจะช่วยให้ มีความสนใจในสารต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ๕) มีความตั้งใจฟัง ตั้งใจดู การฟังหรือดูที่เรียกว่าตั้งใจผู้รับสารต้องมีความ เอาใจใส่จดจ่ออยู่กับเรื่องที่ฟังมีความอดทนฟังและดูตั้งแต่ต้นจนจบเพราะการรับ สารเพียงบางส่วนจะทำ ให้ได้สารไม่สมบูรณ์และสื่อสารจะไม่มีประสิทธิภาพ ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๓๖ ๖) มีอาการสำ รวมและมีมารยาทอันดีให้แก่ผู้ส่งสารในสถานการณ์ผู้รับสาร ต้องพิจารณาถึงมายาทในการฟังการดูและให้แก่ผู้ส่งสาร เช่น ในการฟังบรรยายไม่ ควรเข้าห้องบรรยายสายกว่ากำ หนดขณะที่ผู้บรรยายกำ ลังพูดก็ไม่ควรจะหยอกล้อ กันหรือลุกเดินเข้าออกโดยไม่จำ เป็น เป็นต้น ๗) มีความสามารถในการจับใจความ การรับสารด้วยการฟังการดูให้มี ประสิทธิภาพผู้รับสารต้องสามารถจับใจความและจับประเด็นสำ คัญของเรื่องและ สรุปเป็นความคิดของตนเองได้ผู้รับสารต้องสามารถวิเคราะห์เจตนาของผู้ส่งสารว่า มีจุดประสงค์และแนวคิดในการส่งสารการจับใจความต้องได้รับการฝึกฝนเช่นเดียว กับการมีสมาธิ ๘) ไม่มีอคติต่อศาลหรือผู้ส่งสาร การรับสารด้วยการฟังการดูผู้รับสารต้องมี จิตใจเป็นกลางไม่มีอคติลำ เอียงต่อศาลที่สงสารเพราะอคติความลำ เอียงเหล่านี้จะ ทำ ให้รับสารโดยปราศจากเหตุผลการสรุปผลอ่านคร่าวๆผู้ส่งสารหรือปฏิเสธการรับ รู้สื่อสารได้การรับข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ๙) ตริตองด้วยปัญญา การฟังการดูสื่อต่างๆทั้งสองให้เกิดความรอบรู้จึงต้อง รู้จักเลือกสารที่เป็นประโยชน์เมื่อรับสารและต้องคิดพิจารณาด้วยตนเองแยกแยะ ให้เห็นเหตุและผลคูณและโทษข้อดีและข้อเสียต้องตีกลองให้เห็นชัดจึงจะตกลง ปลงใจที่จะเชื่อถือสารนั้นด้วยเหตุผลและปัญญา ๑๐) จดบันทึกสิ่งที่ฟังที่ดูมาแล้วนำ ไปใช้ประโยชน์ การจดบันทึกเป็นหัวใจ สำ คัญข้อหนึ่งในหัวใจนักปราชญ์ผู้ที่ฝึกนิสัยจดบันทึกการฟังการดูอยู่เสมอย่อมจะ จดจำ เรื่องราวต่างๆที่ได้พบเห็นมาและนำ ไปใช้ประโยชน์ในการดำ เนินชีวิตประจำ วันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๓๗ ๔. มารยาทในการฟัง การดูสื่อต่าง ๆ มารยาท เป็นสิ่งสำ คัญในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะปกติมนุษย์ไม่ได้อยู่ตาม ลำ พังคนเดียวในโลกการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นตั้งแต่บุคคลในครอบครัว ในหมู่บ้านใน โรงเรียน ในสังคมต้องมีการติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่เสมอ มารยาทการฟัง การดูจึงจะเป็นมารยาททางสังคม ถ้าขาดมารยาทนี้ไปจะทำ ให้กลายเป็นบุคคลเห็น แก่ตัวไม่มีความสุภาพ เช่น การเปิดวิทยุเสียงดังทำ ให้เกิดความรำ คาญแก่ผู้อยู่ใกล้ เคียง มารยาทการฟังการพูดที่ดี มีดังนี้ ๑) แสดงความตั้งใจและมีความกระตือรือร้นในการฟังการดูผู้รับสารควร แสดงความตั้งใจในการฟังการดูและการมองทุ่งสงสารด้วยความสนใจตั้งใจอย่าง จริงจังการมองดูบนดูอย่างสงบไม่ใช่ดูอย่างเดียวหรือดูหมิ่นดูแคลน ๒) มีความสำ รวมคือแสดงอาการสงบในขณะที่ฟังหรือดูผู้รับสารควรมีความ สงบจดจ่อกับการฟังการดูไม่ทำ กิริยารุกรนหันไปหันมาไม่อยู่นิ่งโดยเฉพาะการเข้า ร่วมการประชุมเพราะจะทำ ให้ผู้อื่นรำ คาญต้องแสดงความสนใจขณะที่ผู้พูดกำ ลัง พูดอยู่ถ้ามีข้อสงสัยควรให้ผู้เปิดโอกาสให้ถามได้ ๓) มีมารยาทในการฟังการดูในที่ชุมชนผู้รับสารควรมีมารยาทในการ ปฏิบัติตน เช่น ถ้าเป็นการประชุมควรไปให้ตรงเวลาหรือก่อนประชุมเล็กน้อยถ้ามี เอกสารประกอบการประชุมจะต้องผ่านมาล่วงหน้า ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1