ในชีวิตประจำ วันมนุษย์รับสารด้วยการฟังและดูจากสื่อต่างๆ มากมายซึ่ง จากการดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ การ์ตูน อินเทอร์เน็ต หรือจากแหล่งเรียนรู้อื่นๆเช่น สถานประกอบการหรือได้พบเห็นจากสถานการณ์ในสังคมทั่วไป ผู้ฟังที่ฉลาดจะ เลือกฟังและดูแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ฟังอย่างตั้งใจและจับใจความสำ คัญของเรื่องที่ ฟังและดูให้ได้แล้วพิจารณาว่าได้ประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่ฟังและดู การพูดจับใจ ความสำ คัญจากการฟังและดูสื่อต่างๆมีหลักการพิจารณาดังนี้ ๑) ฟังและดูสื่อให้ตลอดพยายามทำ ความเข้าใจและจับใจความสำ คัญของ เรื่องเป็นตอนๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง ใครทำ อะไรกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร ๒) เรียบเรียงใจความสำ คัญออกมาเป็นภาษาพูดที่เข้าใจง่าย จัดลำ ดับ เหตุการณ์ตามเวลาหรือความน่าสนใจของเรื่อง ๓) บอกที่มาของเรื่องให้ชัดเจนว่ามาจากสื่อใดหรือเป็นผลงานของใคร ไม่ อ้างตนว่าเป็นเจ้าของเรื่องเสียเอง ๔) ใช้ภาษาพูดให้เหมาะสมกับกาลเทศะและวัยของผู้ฟัง ควรคำ นึงถึงความ สนใจความพร้อมของผู้ฟัง ๕) คุมน้ำ เสียงและจังหวะการพูดให้สอดคล้องกลมกลืนกัน และมีท่าทาง ประกอบเรื่องที่พูดบ้างตามสมควร ๖) เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามข้อสงสัยเพื่อผู้พูดพูดจบ ๗) สังเกตผู้ฟังเพื่อประเมินความสนใจและปรับการพูดให้มีความเหมาะสม ๘) สร้างศรัทธาในการทำ ให้เกิดขึ้นเพราะผู้ฟังจะเกิดความสนใจสามารถฟัง อย่างมีใจจดจ่อและมีความเชื่อมั่นว่าการฟังนั้นจะก่อให้เกิดการรอบรู้และเป็น ประโยชน์ได้ ๙) สร้างทักษะในการสื่อสารให้มีความน่าสนใจ ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1 ๓๘ ๕. การพูดจับใจความสำ คัญจากการฟังและดูสื่อ
ความเชื่อของไทย พอเด็กคลอด หมอตำ แยหรือแพทย์ผดุงครรภ์จะต้องส่งเด็กให้กับผู้ที่บิดามารดา ของเด็กจัดเตรียมไว้ คือ ผู้ที่มีนิสัยและความประพฤติเป็นที่ถูกใจของบิดามารดา ซึ่งถือ กันว่าเด็กนั้นจะมีนิสัยเหมือนกับผู้ที่มารับหุ้มครั้งแรก ต่อมาก็อาบน้ำ เมื่อนำ เด็กลงอ่าง น้ำ ต้องเอาเงินหรือทองหรือแหวน สายสร้อยอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วแต่สะดวกใส่ลงไปใน อ่างน้ำ แล้วจึงอุ้มเด็กลงอาบน้ำ เป็นเคล็ดที่ดีเพราะเข้าใจกันว่า เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะ บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง อาบน้ำ แต่งตัวแล้วก็วางบนเบาะซึ่งอยู่ในกระด้ง ถ้าเป็น เด็กหญิงก็ให้ใส่ได้กินลงไปด้วย จะได้เก่งในการเย็บปักถักร้อย ถ้าชายก็ใส่กระดาษ ดินสอ จะได้เป็นปราชญ์ คนไทยสมัยโบราณเชื่อว่า เมื่อทารกแรกเกิดใหม่ๆ จะต้องมีแม่ซื้อมาซื้อทารกนั้น ไป เป็นการซื้อกันถ้าผี คือ ถ้าไม่มีแม่ซื้อก็กลัวผีจะแย่งเอาไปเลี้ยง นั่นหมายถึงเด็กทารก จะตายเมื่อคลอดใหม่ๆ ประเพณีเมื่อทารกเกิดเขามักใส่กระด้งร่อนแล้วร้องว่า สามวัน ลูกผี สี่วันลูกคนลูกของใครมารับเอาไปเน้อ แล้วก็มีผู้หนึ่งตอบว่าลูกข้าเอง แล้วก็เอา เบี้ย ๓๒ เบี้ย ออกมาซื้อเป็นการลวงผีว่าเด็กนี้ไม่ดี แม่ของตัวที่คลอดออกมาไม่รัก จน ต้องมีคนอื่นมาซื้อไปเลี้ยงเมื่อเป็นดังนี้พี่ก็ไม่อยากได้ คือ ไม่เอาไปเลี้ยงที่เมืองผี เด็กนั้น จึงรอดอยู่ในโลกมนุษย์ได้ (ตำ รับวรรณคดีไทย : เจือ สตะเวทิน) ๓๙ ตัวอย่าง การพูดจับใจความสำ คัญจากการอ่าน
๔๐ ตัวอย่าง การพูดจับใจความสำ คัญจากการอ่าน สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ หนังสือตำ รับรรณดีไทยของศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน ได้กล่าวถึงความเชื่อ ของไทยที่น่สนใจตั้งแต่แรกคลอดเลยนะคะว่า ให้คนที่มีความประพฤติดีมาคอยอุ้มเต็ก เป็นครั้งแรกเด็กจะได้มีนิสัยดีตามคนนั้น ถ้าจะอาบน้ำ ก็ให้เอาเงินทองของมีค่าใส่ลงไป เป็นเคล็ดว่าโตขึ้นจะได้ร่ำ รวยเงินทอง พออาบน้ำ เสร็จถ้าเป็นเต็กผู้หญิงจะมีด้าย เข็ม วางไว้บนเบาะนอน เชื่อว่าโตขึ้นจะได้เก่งเย็บปักถักร้อย ส่วนเด็กผู้ชายก็จะจัดตินสอ และกระดาษแทน เพื่อเป็นเคล็ดว่าโตขึ้นจะได้เป็นปราชญ์ นอกจากนี้ ยังมีพิธีที่ให้มีแม่ ซื้อมาทำ ธีซื้อเด็กจากแม่ตัวจริงอีกด้วยค่ะ เพื่อเป็นการลวงผีว่าเด็กคนนี้ไม่ดี ขนาดแม่ ยังไม่รัก ทำ ให้ผีไม่อยากได้ เด็กจะได้มีชีวิตรอดปลอดภัย ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๑ ตัวอย่าง การพูดจับใจความสำ คัญจากการฟัง ต่อไปนี้จะเล่า อาหารอร่อย คือส้มตำ กินบ่อย รสชาติแซ่บดี วิธีการก็ง่าย จะกล่าวได้ดังนี้ มันเป็นวิธี วิเศษเหลือหลาย ไปซื้อมะละกอ ขนาดพอเหมาะเหมาะ สับสับเฉาะเฉาะ ไม่ต้องมากมาย ตำ พริกกับกระเทียม ให้ยอดเยี่ยมกลิ่นอาย มะนาวน้ำ ปลาน้ำ ตาลทราย น้ำ ตาลปื๊บถ้ามี ปรุงรสให้เยี่ยมหนอ ใส่มะละกอลงไป อ้อ อย่าลืมใส่ กุ้งแห้งป่นของดี มะเขือเทศเร็วเข้า ถั่วฝักยาวเร็วรี่ เสร็จสรรพแล้วชี ยกออกจากครัว กินกับข้าวเหนียว เที่ยวแจกให้ทั่ว กลิ่นหอมยวนยั่ว น่าน้ำ ลายไหล จุดตำ ราจำ ส้มตำ ลาวเอาตำ รามา ใครหม่ำ เกินอัตรา ระวังท้องจะพัง ขอแถมอีกนิด แล้วจะติดใจใหญ่ ไก่ย่างด้วยเป็นไร อร่อยแน่จริงเอย (เพลงพระราชนิพนธ์ ส้มตำ : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุด ฯ สยามบรมราชกุมารี)
๔๒ สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ เพลงส้มตำ นี้เป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเนื้อเพลงได้บอกเครื่องปรุงและวิธี การทำ ส้มตำ อย่างง่ายๆไว้คือใช้ มะละกอตำ คลุกเคล้ากับเครื่องประกอบต่างๆ ได้แก่ มะนาว น้ำ ปลา น้ำ ตาลทราย หรือน้ำ ตาลปี๊บ พร้อมทั้งใส่กุ้งแห้งป่นมะเขือ เทศและถั่วฝักยาวเมื่อเสร็จแล้วยกมารับประทานกับข้าวเหนียวและหากแถมด้วย ไก่ย่างจะทำ ให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๓ ๖. การเล่าเรื่องจากการฟังและดูสื่อ การเล่าเรื่อง คือ การถ่ายทอดประสบการณ์ทั้ง ความคิด จินตนาการ ความ รู้สึก ความต้องการและเจตนารมณ์ของผู้เล่า เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการตอบ สนอง มีสัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายของผู้เล่า การเล่าเรื่องอาจใช้วิธีการพูดหรือวิธี การเขียนก็ได้ ๒.๑ จุดมุ่งหมายของการเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องมีจุดมุ่งหมายสำ คัญ ดังนี้ ๑.เพื่อความเพลิดเพลินเช่นการเล่านิทานเล่าเรื่องขบขัน ๒.เพื่อให้ความรู้และอธิบายหลักเกณฑ์หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ๓.เพื่อการสั่งสอนอบรมขอร้องขอความอิ่มใจ ๔.เพื่อการเชิญชวนหรือชักชวนในเชิงการประชาสัมพันธ์ ๕.เพื่อปลุกใจชักจูงใจ ๖.เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเกิดจินตนาการ ๗.เพื่อแสดงความคิดเห็นและเสียดสีสังคม ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๔ ๒.๒ วิธีการพูดเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องเป็นการสื่อความคิดระหว่างผู้เล่าและผู้ฟังผู้เล่าที่ดีจึงควรเป็นผู้ ที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความคิดให้แก่ผู้ฟังได้ดีโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม ๑) คุณสมบัติของผู้เล่าเรื่องที่ดีผู้เล่าเรื่องที่ดีมีคุณสมบัติ ดังนี้ ๑.มีบุคลิกภาพดี ๒.มีความจำ ดีรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เล่า ๓.น้ำ เสียงชัดเจนออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ๔.มีอารมณ์ดีและรักษาอารมณ์ให้ปกติมั่นคงได้ ๕. มีมารยาทดีรู้จักกาละเทศะ ๖.เมีไหวพริบปฏิภาณสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ๗.มีความเชื่อมั่นในตนเองสามารถแสดงท่าทางอากาศกิริยาประกอบการ เล่าได้อย่างเหมาะสม ๘.ใช้จิตวิทยาในการเข้าสู่มุมต่างๆก็ลดทั้งสามารถประเมินผู้ฟังได้ขั้นตอน ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๕ ๒) การพูดเล่าเรื่องมีดังนี้ ๒.๑ การเลือกเรื่อง จะต้องเลือกเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มของผู้ฟังเพราะ ความสนใจของผู้ฟังย่อมแตกต่างกันด้วยเพศอายุประสบการณ์อาชีพรสนิยมและ อื่นๆ ๒.๒ การใช้น้ำ เสียง ต้องเล่าให้ดังพอได้ยินกันทั่วถึงใช้น้ำ เสียงให้สอดคล้อง กับอารมณ์ของตัวละครและมีจังหวะในการเล่า เมื่อใดควรเน้นเสียง เมื่อใดควรจะ ใช้เสียงธรรมดา หรือเมื่อใดควรหยุดเพื่อพักหายใจและเรียกร้องความสนใจ ๒.๓ การใช้สีหน้าท่าทาง ผู้เล่าควรปรับเปลี่ยนสีหน้าท่าทางให้สอดคล้อง กับอารมณ์ของตัวละครและบรรยายในเรื่องการวาดสายตาให้ทั่วถึงไม่ควรจับอยู่ที่ จุดใดจุดหนึ่งนานเกินไปใช้สายตาประกอบการเล่าเรื่องให้สอดคล้องกับอากัปกิริยา ของตัวละคร ๒.๔ การสร้างอารมณ์ ผู้เล่าควรสร้างอารมณ์ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องแต่ พึงระวังอย่าใช้อารมณ์มากเกินไปจนเป็นการแสดงละค รถ้าเล่าเรื่องตลกอย่า หัวเราะแสดงความขบขันเสียงเอง ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๖ ๒.๕ การใช้อุปกรณ์ เรื่องบางเรื่องจะต้องใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่าเช่น เสียงประกอบ ภาพประกอบ หุ่นจำ ลอง ๒.๖ การวิเคราะห์ผู้ฟัง หลักทั่วไปในการวิเคราะห์ผู้ฟังคือคำ นึงถึง เพศ วัย ระดับการศึกษา อาชีพและรสนิยม การวิเคราะห์ผู้ฟังจะทำ ให้ผู้พูดเลือกเรื่องให้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ฟัง ๒.๓ ประโยชน์ของการเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องมีประโยชน์ดังนี้ ๑. ช่วยให้ผู้ฟังมีความรู้ประสบการณ์ที่ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่น่ารู้ เป็นการเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าในอนาคต ๒. สร้างความบันเทิงผ่อนคลายความเครียดแก่ผู้ฟัง ๓. สร้างจินตนาการให้กับผู้ฟัง ๔.สร้างแนวความคิดใหม่ช่วยให้ผู้ฟังสามารถนำ ความคิดมาผสมผสานกันเกิด เป็นการสร้างพฤติกรรมที่ดี ๕.ช่วยสร้างสรรค์บุคคลและสังคมสะท้อนความสำ คัญความรุ่งเรืองและความ เสื่อมโทรมของบุคลิกหรือสังคมมนุษย์ ๖. การเล่าเรื่องช่วยพัฒนาตัวผู้เล่าให้มีบุคลิกดีมีความมั่นใจในตนเองรู้จักการ ใช้ภาษาได้ดีและถูกต้อง ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๗ ๗. การพูดเชิงวิชาการ การพูดเชิงวิชาการในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นคือการนำ เสนอผลการ ศึกษาค้นคว้าตามที่ครูมอบหมายโดยนักเรียนจะเขียนรายงานทางวิชาการตามรูป แบบที่กำ หนดและพูดนำ เสนอสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้าหน้าชั้นเรียนเป็นการพูดรายงาน เนื้อหาวิชาการโดยการอธิบายเล่าเรื่องวิเคราะห์เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ครบทั้ง ๔ ด้านได้แก่ฟังพูดอ่าน การพูดเชิงวิชาการมีหลายแบบด้วยกันดังนี้ ๑) การประชุม คือการที่บุคคลหลายฝ่ายได้เพื่อประกันด้วยวัตถุประสงค์อย่าง ใดอย่างหนึ่งหรืออยากหลายอย่าง เพื่อพิจารณา ปรึกษาขอคำ แนะนำ ขอความคิด เห็นเพื่อดำ เนินงานหรือประสานงานโดยมีระเบียบวาระการประชุมและมีบันทึก รายงานการประชุม ๒) การสัมมนา คือการประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่อง เดียวในมุมกว้างการสัมมนาประกอบด้วย วิทยากร ผู้เข้าร่วมการสัมมนาผู้สัมมนาที่ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำ อภิปรายเฉพาะเรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ด้านวิชาการหรือบริหารด้านเดียว ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
๔๘ ๓) การอภิปราย มักใช้ในเรื่องการแสดงความคิดเห็นเช่นเพื่อแลกเปลี่ยนความ รู้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อลงมติว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดอย่างไรเพื่อสร้างทัศนคติแบบ ประชาธิปไตย ๔) การพูดรายงาน นิยมใช้ในห้องเรียนโดยผู้รายงานมีเอกสารร่วมเล่มส่งครูผู้ สอนและ อาจมีเอกสารย่อยแจกผู้ฟังด้วย การพูดรายงานมักจะพูดตอนที่สำ คัญ ๆ การพูดเพื่อเสนอรายงานควรยึดหลัก ดังนี้ ๑) พูดข้อมูลที่ค้นคว้าจากการทำ รายงานไปตามลำ ดับให้ต่อเนื่องกัน ๒) ใช้ภาษาพูดที่กระชับเข้าใจง่ายสุภาพ ๓) เสนอข้อมูลตรงประเด็นและยกหลักฐานเหตุผลมาประกอบการพูดอย่าง เพียงพอ ๔) ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศถ้ามีคำ ภาษาไทยใช้อยู่แล้วและเป็นที่รู้จัง ๕) พูดคำ ควบกล้ำ และเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องชัดเจน ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1
การพูดแสดงความคิดเห็นติชมวิจารณ์เสนอแนะในทางที่สามารถจะทำ ไป ปรับปรุงให้ดีขึ้นอาจเป็นการพูดให้กำ ลังใจให้ข้อคิดพิจารณาข้อเท็จจริง ๑) การพูดแสดงความคิดเห็นเป็นการพูดที่แสดงความเชื่อความคิดหรือความ รู้สึกต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ ๑. ความคิดเห็นเฉพาะตัว ๒. การแสดงความรู้สึก ๓. การคาดคะเนไม่แน่นอน ๔. แสดงการเปรียบเทียบ ๕. แสดงการแนะนำ หรือเสนอแนะ ๒) การพูดให้กำ ลังใจ เป็นการพูดที่มีพลังแห่งสติเตือนใจสนใจที่ควรนำ มา เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ให้ชีวิตดีขึ้นทำ ในสิ่งที่ถูกที่ควรล้วนเป็นการพูดเชิง สร้างสรรค์ทั้งสิ้น ๓) การพูดติชม หมายถึง การพูดเพื่อชมให้กำ ลังใจซึ่งความจริงควรพูดชม ก่อนติโดยให้เหตุผลประกอบและเสนอแนะด้วย ๔) มารยาทการพูด มนุษย์ไม่สามารถดำ รงชีวิตอยู่ได้ตามลำ พังย่อมต้องมีเครื่อง มือที่ใช้ติดต่อสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดหรือบอกความต้องการของตนแก่ ผู้อื่นซึ่งการพูดถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มนุษย์เลือกใช้การพูดที่ประสบผลสำ เร็จไม่ ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระเพียงประการเดียวแต่ยังรวมถึงมารยาทของผู้พูดอีกด้วย ๔.๑) การพูดระหว่างบุคคลเมื่อพบบุคคลที่รู้จักย่อมต้องทักทายกันเพื่อแสดง ไมตรีที่ดีต่อการสื่อสารด้วยถ้อยคำ สุภาพไม่หยาบคายไม่ปวด ๔.๒) การพูดในที่สาธารณะผู้พูดต้องรักษามารยาทให้มากกว่าการพูดระหว่าง บุคคลเพราะการพูดในที่สาธารณะย่อมมีผู้ฟังมากกว่าและมีความแตกต่างทางด้าน อายุการศึกษาค่านิยมผู้พูดสามารถนำ มารยาทในการพูดระหว่างบุคคลมาปรับใช้ได้ ที่มา : หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.1 ๔๙ ๗. การพูดเชิงสร้างสรรค์
เดิมมีพี่น้อง ๒ คน พี่ชื่อยมดึงเป็นชาย น้องชื่อยมโดย เป็นหญิง ตั้งบ้าน เรือนอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมานางยมโดยเสียชีวิตตายมเศร้าโศกมากจึงละทิ้งถิ่น เดิมไปตามยถากรรมจนมาถึงปลายคลองแสง ในเขตอำ เภอบ้านตาขุน จังหวัดสุ ราษฏร์ธานี และอาศัยอยู่กับตาโจงโดงในละแวกบ้านไกรสร ซึ่งมีอาชีพหาน้ำ มัน ชันจากต้นยาง เนื่องจากตายมดึงเป็นคนขยันจนตาโจงโดงพอใจมาก ถึงกับยกนาง ทองตึงให้แก่ตายมดึงครั้นอยู่มาวันหนึ่งมีโขลงช้างป่าเข้ามาทำ ลายไร่ข้าวและผัก ผลไม้ของตายมดึง ไล่ไปแล้วก็กลับมากินอีกเป็นหลายคราวจนนายยมดึงโกรธแค้น จะฆ่าช้างทั้งโขลงนั้นให้ได้ยังมีตางุ้ม เป็นชาวบ้านพุมเรียง อำ เภอไชยามีอาชีพค้าขายเดินทางไปต่างเมืองอยู่เสมอ ตางุ้มมีช้างอยู่ ๒ เชือก เป็นช้างพังและช้างพลายเพื่อเป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้า คราวนั้นตางุ้ม เดินทางจากไชยาไปค้าขายถึงเขาพนมและจะต่อไปยังตะกั่วป่า ขณะตางุ้มพักช้าง อยู่นั้น โขลงช้างที่ตายมดึงไล่วิ่งผ่านมา ช้างพลายของตางุ้มเห็นช้างพังงามเข้าก็ กระชากปลอกขาดออกวิ่งติดตามนางช้างพังป่านั้นไป ได้อาละวาดต่อสู้กับช้าง พลายป่าจนฝูงช้างแตกกระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทางจนเป็นเหตุให้ตายม ดึงสำ คัญผิดติดตามล่าช้างของตางุ้มเชือกหนึ่งด้วย ตายมดึง สะกดรอยล่าช้างกับ หมาตัวหนึ่ง ตามมาจนถึงคลองสก ซึ่งน้ำ เชี่ยวมาก ที่มา : http://board.roigoo.com ตำ นานเขาช้าง ๕๐ กิจกรรมอ่านเสริม เพิ่มความรู้
ช้างพังเชือกหนึ่งกำ ลังท้องแก่ตกใจวิ่งหนี จนพลาดตกลงไปในคลองนั้น แรง กระแทกทำ ให้ตกลูกออกมา ลูกช้างตัวนั้นกลายเป็นหินอยู่กลางคลองสก จึงเรียก ว่า หินลูกช้าง มาจนบัดนั้นตายมดึงยังคงติดตามรอยช้างต่อไป โดยลากหอกตาม ไป เรื่อย ๆ ทางที่ลากหอกไปนั้น ทำ ให้ดินและหินแยกเป็นทางน้ำ อยู่ในเขตอำ เภอ พนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกหมู่บ้านแถบนั้นว่า บางลากหอก หรือบางตาม จน มาถึงทุกวันนี้ ตำ นานเล่าว่าช้างที่ถูกฆ่านั้นเป็นช้างของตายมดึงที่ขี่ไปแต่งงาน แล้วช้าง หลุดไปทำ ลายพืชไร่ของเขา จึงถูกฆ่าตำ นานที่เกี่ยวกับเขาช้างนี้ เนื่องจากมีมานาน ผู้เล่าจึงมักนำ เอาสถานที่อื่น ๆ ในบริเวณนั้นมาเชื่อมโยงเสริมต่อ จึงพิสดารออกไป มากมาย ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ใน จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.๑๒๘ ว่า เขาช้างที่กล่าวมาแล้วนั้นมี เรื่องเล่ามาว่า ตายมดึงได้ผูกช้างไว้จะไปช่วยการแต่งงานลูกสาวตาม่องล่าย แต่ช้างได้ไปเหยียบข้าวในนาของตายมดึงเสียไปมาก แล้วก็หนี ตายมดึงไล่ช้างมา ตั้งแต่ตะกั่วป่ามาทันเข้าที่นี่ แล้วฆ่าช้างนั้นตาย ตายมดึงถอนงาช้างไปพิงไว้ที่เขา ลูกหนึ่ง จึงมีชื่อว่า เขาพิงงา อยู่เหนือเขาช้าง เล่ากันต่อไปว่าเมืองนี้เดิมเรียกว่า เมืองพิงงา มาภายหลังจึงเพี้ยนไปเป็น พังงาแทน ส่วนช้างที่ตายมดึงฆ่าตายนั้น ที่ ผูกอยู่บนหลังช้างได้ตกลงมาคว่ำ อยู่ทางท้ายช้าง แล้วกลายเป็นเขาอยู่ต่อท้ายเขา ช้างบัดนี้ ที่มา : http://board.roigoo.com ๕๒
๕๓ ๑) ให้นักเรียนฟังและดูสื่อเรื่องผ้าไหมพุมเรียงแล้วจับใจความสำ คัญเพื่อเล่า ให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน จาก ลื้งก์ https://youtu.be/PTTMNcaDDS0 หรือ สแกนคิวอาร์โค้ด - ๒) ให้นักเรียนพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับชุมชนของตนเองคนละ ๑ เรื่อง เช่น ความ เป็นมาของชุมชน ของดีประจำ ชุมชน แบบทดสอบประจำ บทเรียน
แบบประเมินการพูดการฟังและการดู ลำ ดับที่ รายการประเมิน มิ หมายเหตุ ๑ สามารถตอบคำ ถามหลังจากที่ ฟัง ฟัได้ ๒ จับใจความสำ คัญของเนื้อหาได้ ๓ ออกเสียงคำ ศัพท์และ ประโยคได้ ถูกต้องตาม หลัก การออกเสียง ๔ พูด พู ต่อเนื่อง ไม่ติ ม่ ติ ดขัด พูด พู ชัดเจน ๕ แสดงท่าทาง และพูด พู ด้วยน้ำ เสียง เหมาะสมกับ บทบรรยาย รวม ระดับคะแนน คำ ชี้แจง ให้ครูผู้สอนหรือนักเรียนประเมินการพูดการฟังและการดู แบบฝึกหัดประจำ บท เรียน ชื่อ-สกุล.................................................................................ระดับชั้น................................ โรงเรียน............................................................................................................................... วันที่ประเมิน........................................................................................................................ รวมคะแนนทั้งสิ้น...................... เกณฑ์การประเมิน ๙-๑๐ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก ๕-๖ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ๗-๘ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ดี ต่ำ กว่า ๕ คะแนน อยู่ในเกณฑ์ ควรปรับปรุง *ระดับปานกลางขึ้นไปถือว่าผ่าน ลงชื่อ..............................................ผู้ประเมิน ๓ ๒ ๑ ๕๔
บทที่ ๓ มวยไทยไชยาเอกลักษณ์ล้ำ ค่าศิลปะการต่อสู้ ท ๔.๑ ม.๑/๑ อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย ท ๔.๑ ม.๑/๒ สร้างคำ ในภาษาไทย ตัวชี้วัด ๑) ออกเสียงในภาษาไทยได้ถูกต้อง (K) ๒) รู้จักสระ พยัญ ยั ชนะ วรรณยุก ยุ ต์ และใช้ได้ถูกต้อง (P) ๓) สร้างคำ ในภาษาไทยได้ถูกต้อง (K) จุดประสงค์
๕๖ เรื่องเล่าจากพ่อ บ่ายวันหนึ่งคุณพ่อนั่งคุยกับหนูเล็กหนูดีใต้ร่มไม้มีลำ คลองเล็กๆไหลผ่าน คุณพ่อ พูดว่า วันนี้แดดไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบาย บนต้นไม้มีนกน้อยมาอาศัย ฟังสิ...เสียงนกร้อง เพลงช่างไพเราะเสนาะจับใจ งั้นพ่อจะเล่าประวัติความเป็นมามวยไทยไชยาซึ่งเป็นศิลปะ การต่อสู้ที่สืบทอดกันมาของจังหวัดสุราษฎร์ ลูกๆอยากฟังกันไหม หนูดีและหนูเล็กพูดพร้อมกันว่า "หนูอยากฟังค่ะคุณพ่อ" ทั้งสองคนจึงตั้งใจฟัง เรื่องที่คุณพ่อจะเล่า มวยไชยาเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทย ที่มีบทบาทสำ คัญในการปกป้องบ้านเมือง มาตั้งแต่โบราณกาล มวยไชยามีที่มาจาก พ่อท่านมา แห่งวัดทุ่งจับช้าง ตำ บลพุมเรียง อำ เภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งแต่เดิมก่อนพ่อท่านมาจะเข้าอุปสมบทนั้น ท่านเป็น ทหารอยู่ในกรุงเทพฯ ดังนั้นมวยไชยาที่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นมวยที่มีที่มาอันยาวไกลยาก ที่จะสืบสาวได้ สนุกมากเลยค่ะคุณพ่อ หนูดีพูดขึ้นมาหลังจากที่คุณพ่อเล่าเรื่องได้ครู่หนึ่ง สนุก และได้ความรู้มากๆเลยค่ะคุณพ่อ หนูเล็กพูดขึ้นมาอีกคน คุณพ่อยิ้มสดใสจึงเล่าเรื่องต่อ เอกลักษณ์มวยไชยาเป็นมวยที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันตัว มวยไชยาป้องกันตั้งแต่ระบบจิตใจ คือป้องกันภายในก่อนแล้วจึงไปป้องกันภายนอก พูด ให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ให้มีสติก่อนเป็นเบื้องต้น ให้รู้ถูก รู้ผิดก่อน จึงจะไปใช้วิชามวย ให้ เคลื่อนไหวด้วยการมีสติกำ กับทุกกิริยาอาการ จะยกขา จะวางแขน จะพันหมัดพันมือ อะไรก็แล้วแต่ ให้มีเหตุมีผลและให้อยู่ในอำ นาจของสติ ให้มีสมาธิมุ่งมั่น และมีความ อดทนฝึกซ้อม อดกลั้นในการใช้อารมณ์ ซึ่งจากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงนำ ไปสู่ เอกลักษณ์ที่เป็นสุดยอดของมวยไชยาก็คือ “มวยไชยา เป็นมวยที่เน้นการป้องกันรัดกุม ตั้งแต่หัวแม่เท้ายันเส้นผม” ป้องกันตัวได้แล้ว จึงจะใช้จังหวะและโอกาสใช้แม่ไม้และ ลูกไม้มวยไชยาตอบโต้สวนกลับได้อย่างรุนแรงและแม่นยำ
๕๗ พอคุณพ่อเล่าจบหนูดีและหนูเล็กพากันปรบมือ "เป็นยังไงบ้างสนุกไหม" คุณพ่อถาม เด็กๆ "สนุกมากๆเลยค่ะคุณพ่อ" หนูดีและหนูเล็กพูดพร้อมกัน คุณพ่อพูดต่อว่านี่ก็เย็นแล้วพวกเราหิวกันหรือยังเด็กๆ หนูดีและหนูเล็กตอบพร้อม กันว่า "พวกหนูหิวแล้วค่ะคุณพ่อ" งั้นเราไปทานข้าวกันดีไหม คุณแม่คงทำ อาหารไว้รอพวก เราแล้วหล่ะ ทุกคนได้ทานอาหารเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตา สตรีรัตน์ อิสระ
เรื่องมวยไทยไชยา มวยไทย ศิลปะป้องกันตัวขั้นสุดยอดที่เป็นองค์ประกอบสำ คัญของจิตวิญญาณ ชนชาติไทย มีรากเหง้ามาจากการต่อสู้ของบรรพบุรุษที่ได้รับการสั่งสมมาตลอดสายธาร ของประวัติศาสตร์ชนชาติ นับตั้งแต่พ่อขุนรามคำ แหงแห่งอาณาจักรสุโขทัย สมัยกรุง ศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างคุณูปการต่อการสร้างชาติ คุ้มครองเมืองและดำ รงอยู่ในเลือดเนื้อของคนไทยตลอดมา จากราชสำ นักไปจนถึงชุมชน ระดับหัวเมืองและหมู่บ้าน จึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ส่วนความมีชื่อเสียงของมวยในแต่ละถิ่น แต่ละสมัยมีแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของ ประวัติศาสตร์ ร่วมทั้งเอกสาร หลักฐานที่ยืนยันการมีอยู่ของ “ชีวิตนักมวย” อย่าง นายขนมต้มหรือพระเจ้าเสือ ได้ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ให้เห็นเป็นวีรกรรม “เลือด เนื้อชาติเชื้อไทย” หากเรียกมวยไทยก่อนยุค “ใส่นวมสวมกระจับ” ว่า มวยโบราณ มวยไทยอย่าง มวยโคราช มวยลพบุรี มวยไชยา ย่อมจัดอยู่ในหมู่มวยโบราณเพราะหลักการจำ แนกนั้น แต่ศาสตร์และศิลปะที่เป็นปัญญาของบรรพบุรุษได้ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ล้วนเป็น อารยะธรรมทั้งสิ้น เพียงแต่บางช่วงเวลาการส่งเสริมและการต่อยอดเป็นไปเร็วบ้าง ช้า บ้างหรืออาจจะ ขาดหายไปในบางช่วงตามแต่เงื่อนไขทางสังคมจะอำ นวย มวยไชยาก็ไม่ ต่างจากมวยถิ่นอื่น “ต่อมวยไชยาขาดการสนับสนุนส่งเสริม ด้วยเกรงว่า ศิลปะท้องถิ่น แขนงนี้จะสูญหาย” ที่มา : บทวิจารณ์หนังสือ องค์ความรู้ มวยไชยา ๕๘
๕๙ ๑.เสียงในภาษาไทย เสียงในภาษา หมายถึง เสียงของมนุษย์ที่เปล่งออกมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร เสียงในภาษาไทย ประกอบด้วยเสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ อวัยวะที่ใช้ออกเสียง ได้แก่ ปอด หลอดลม และกล่องเสียงที่ลำ คอ เมื่อลมผ่านเส้น เสียงจะทำ ให้เส้นเสียงสะบัดเกิดเป็นเสียงก้อง ถ้าไม่สะบัดมากเสียงก็จะไม่ก้อง จาก นั้นลมก็จะถูกปล่อยผ่านไปทางช่องปาก แล้วไปกระทบกับส่วนต่าง ๆ ของปาก เช่น ลิ้นไก่ ลิ้น ริมฝีปาก ฟัน ปุ่มเหงือก เพดานแข็ง เพดานอ่อน ทำ ให้เสียง ถูกกัก กั้นลมด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในช่องปาก หรือถูกกักลมในช่องปาก แล้วปล่อย บางส่วน ออกไปทางข้างลิ้น หรือดันลมให้เสียดแทรกอวัยวะต่าง ๆ ออกมา หรือ ดันลมให้ขึ้นจมูก ทำ ให้เกิดเป็นเสียงต่างๆ อวัยวะต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ต่างมีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว เช่น ปากเป็นทาง ผ่านของอาหาร ด่านแรก โดยมีฟันทำ หน้าที่ขบเคี้ยวอาหาร และลิ้นทำ หน้าที่ลิ้มรส อาหาร ส่วนจมูกทำ หน้าที่หายใจ และดมกลิ่น นอกจากนั้นอวัยวะเหล่านี้ก็ยังทำ หน้าที่ในการออกเสียงดังที่อธิบายข้างต้นอีกด้วย ถ้าอวัยวะเหล่านี้ผิดปกติ มนุษย์ จะไม่สามารถออกเสียงได้ หรือออกเสียงได้แต่ไม่ชัดเจน ภาพแสดงอวัยวะต่าง ๆ ที่ใช้ในการออกเสียง ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995 ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๐ ๑.๑ ลักษณะของเสียงในภาษา เสียงในภาษาไทย มี ๓ ชนิด คือ เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียง วรรณยุกต์ โดยีลักษณะดังต่อไปนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๑ ๑.๒ เสียงในภาษาไทยและรูปตัวอักษรแทนเสียง ๑) เสียงและรูปสระ ๑.๑) ตำ แหน่งที่เกิดเสียงสระในภาษาไทย เสียงสระเกิดจากลมที่ถูกขับ ออกจากปอด และถูกบังคับให้ผ่านหลอดลม กระทบเส้นเสียงในหลอดลม แล้วผ่าน ออกมาจากลำ คอโดยตรง โดยไม่มีการปิดกั้นทางลม อวัยวะที่ช่วยในการออกเสียง สระ คือ ลิ้นกับริมฝีปาก เสียงสระบางเสียง เกิดจากลิ้นส่วนหน้า บางเสียงเกิดจาก ลิ้นส่วนกลาง และบางเสียงเกิดจากลิ้นส่วนหลัง ซึ่งสิ้นจะกระดกในระดับสูงต่ำ ต่าง กัน ส่วนริมฝีปาก บางเสียงเกิดจากรูปริมฝีปากห่อกลม บางเสียงเกิดจากรูปริม ฝีปากปกติ บางเสียงเกิดจากรูปปากกว้างหรือรี ถ้าลิ้นยกอยู่ในระดับใดเพียงระดับ เดียว เสียงสระที่เกิดขึ้นเรียกว่า สระแท้ ถ้าสิ้นเลื่อนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับ หนึ่งอย่างรวดเร็ว จะเกิดเสียงสระสองหรือสามเสียงพร้อม ๆ กัน เรียกว่า สระ ประสม หรือสระเลื่อน ๑.๒) ลักษณะการออกเสียงสระ ๑.การออกเสียงสระแท้ มีลักษณะของลิ้น จะริมฝีปากที่ใช้ในการออก เสียง ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๒ จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า สระทั้งหมด ๙ คู่ จะออกเสียงแถวหน้าเป็นเสียง สั้น ๙ เสียง แถวหลังออกเสียงเป็นเสียงยาว ๙ เสียง รวม ๑๘ เสียง ลักษณะลิ้น และปากจะอยู่ในท่าเดิมตลอด มีเพียงลิ้นส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เคลื่อนที่ ลิ้น เพียงส่วนเดียวที่ทำ ให้เกิดเสียง จึงเรียกสระทั้ง ๑๘ เสียงนี้ว่า สระแท้ หรือสระ เดี่ยว ๒.การออกเสียงสระประสม มีลักษณะการใช้ลิ้นและริมฝีปากในการ ออกเสียง ดังนี้ จากการออกเสียงจะเห็นว่า ลิ้นส่วนหน้า ลิ้นส่วนกลาง และลิ้นส่วนหลัง จะขยับเคลื่อนที่ ทำ หน้าที่ออกเสียงร่วมด้วย จึงเรียกว่าเสียง สระประสม ซึ่ง ลักษณะเสียงที่ประสมกัน ดังนี้ ๓. รูป อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา รูปเหล่านี้มีลักษณะการออกเสียง ประสมกัน ระหว่างเสียงสระกับเสียงพยัญชนะ ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๓ ดังนั้น รูป อำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา ไม่นับเป็นเสียงสระ เพราะมีเสียงสระที่ เป็นสระแท้ประสมอยู่แล้ว จึงนับว่าเป็นลักษณะของพยางค์ ๑.๓) การใช้รูปสระแทนเสียงสระ ตัวอักษรที่ใช้แทนเสียงสระมี ๒๑ รูป (ตามตำ ราของพระยาอุปกิตศิลปสาร) มีชื่อเรียกและวิธีใช้ ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๔ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๕ จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า รูปสระทั้งหมด ๒๑ รูป จะประสมกันเกิดเป็น เสียงสระ รูปสระ เหล่านี้ใช้แทนเสียงสระโดยตรง และประสบกับรูปสระต่าง ๆ เพื่อแทนเสียงสระข้างต้น เช่น ะ ใช้แทน เสียงสระอะะ และประสมกับรูปอื่นเป็น เสียงสระเอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ เป็นต้น นอกจากนี้ รูปสระต่างๆ ยังมีวิธีใช้ เขียนเมื่อประสมกับพยัญชนะ และประสมกับสระอื่น ๆ ที่ต่างกัน ดังนี้ ๑. เขียนหน้าพยัญชนะต้น เช่น เฉไฉ ใบไม้ โมเม เป็นต้น ๒. เขียนหลังพยัญชนะต้น เช่น สาระ มฤตยู รอก่อน ชวน เป็นต้น ๓. เขียนบนพยัญชนะต้น เช่น มัว กิน ถึง ฝีมือ ก็ดี เป็นต้น ๔. เขียนได้พยัญชนะต้น เช่น มุ่ง กู งู ดุ เป็นต้น ๕. เขียนโดด ๆ โดยไม่ต้องประสมกับพยัญชนะ เช่น ฤทัย ฤๅษี ฦาชา เป็นต้น ๖. เขียนประสมสระอื่น อาจเขียนบนพยัญชนะ หลังพยัญชนะ หรือล้อมรอบ พยัญชนะก็ได้ เช่น เมีย มีอ ถึง เสีย มัว เธอ เลอะ ขนมเปี๊ยะ เป็นต้น ๗. ไม่มีรูปสระ มีแต่เสียงสระเท่านั้น เช่น บ่ ณ ธ ลม เป็นต้น ๒) เสียงและรูปพยัญชนะ ๒.๑) ตำ แหน่งที่เกิดของเสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะเกิดจากที่ถูกขับ ออกจากปอดผ่านมาตามหลอดลม กระทบเส้นเสียงในหลอดลม แล้วผ่านมาถึงลำ คอ ลมที่ออกมานี้จะถูกกักกั้นไว้ ในส่วนต่าง ๆ ของช่องปากบางส่วน หรือถูกกัก ทั้งหมดแล้วจึงปล่อยลมออกมาทางปากหรือขึ้นจมูกก็ได้ ทำ ให้เขารู้สึกว่าการออก เสียงพยัญชนะไม่สะดวกเท่ากับการออกเสียงสระ จุดที่ลมถูกกักกั้นแล้วปล่อยให้ลม ออกมานั้นเป็นที่เกิดของเสียงพยัญชนะ เรียกว่า ที่เกิด ที่ตั้ง หรือฐานกรณ์ พยัญชนะมีที่เกิดหลายแห่ง ดังนี้ ๑. เกิดจากการกักลม แล้วปล่อยออกมาจากลำ คอ เช่น เสียง /ก/ /ค/ /ง/ ๒. เกิดจากการที่เอาลิ้นไปแตะที่เพดานปาก แล้วปล่อยลมออกมา เช่น เสียง /จ/ /ฉ/ /ย/ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๖ ๓. เกิดจากการที่เอาลิ้นไปแตะที่ปุ่มเหงือก แล้วปล่อยลมออกมา เช่น เสียง /ฏ/ /ฑ/ /ฒ/ /ณ/ ๔. เกิดจากการที่เอาลิ้นไปแตะที่ฟัน แล้วปล่อยลมออกมา เช่น เสียง /ต/ /ถ/ /ท/ /น/ ๕. เกิดจากการกักลมที่ริมฝีปาก แล้วปล่อยเสียงออกมา เช่น เสียง /บ/ /ป/ /พ/ /ฟ/ /ม/ ๖. เกิดในที่ต่าง ๆ เช่น เสียง /ร/ /ล/ เกิดที่ลิ้น เสียง /ว/ เกิดจากการห่อริมฝีปาก ๒.๒) ลักษณะและประเภทของเสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะในภาษาไทยแบ่งได้หลายประเภท โดยยึดจากลักษณะของ ลมที่ผ่านช่องปากหรือช่องจมูกออกมา ดังต่อไปนี้ ๒.๓) การใช้อักษรแทนพยัญชนะ เสียงพยัญชนะในภาษาไทย มี ๒๑ หน่วย เสียง คือ เสียง /ก/ /ค/ /ง/ /จ/ /ช/ /ซ/ /ด/ /ต/ /ท/ /น/ /บ/ /ป/ /พ/ /ฟ/ /ม/ /ย/ /ร/ /ล/ /ว/ /อ/ /ฮ/ มีตัวอักษรแทนเสียงพยัญชนะ ๔๔ รูป พยัญชนะบาง เสียงมีรูปมากกว่าเสียง ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๗ ๒.๔) การใช้พยัญชนะ สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. พยัญชนะต้นเสียง คือ พยัญชนะที่อยู่ต้นคำ หรือต้นพยางค์ซึ่งใช้ได้ ๓ ลักษณะ ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๖๘ ๒. พยัญชนะท้ายเสียง หมายถึง เสียงพยัญชนะท่อยู่ท้ายคำ หรือพยางค์ เรียกว่ามาตราตัวสะกด มีทั้งหมด จำ นวน ๘ เสียง ดังนี้ เสียงพยัญชนะท้ายพยางค์นี้ ถ้าตัวใดมีเครื่องหมายทัณฑฆาต (-์) กำ กับอยู่ แสดงว่าพยัญชนะ ตัวนั้นไม่ต้องออกเสียง จะออกเสียงเฉพาะเสียงพยัญชนะท้าย ตัวที่เหลือ เช่น พิมพ์ (พิม) ศุกร์ (สุก) พจน์ (พด) ทิพย์ (ทิบ) วงศ์ (วง) พิพัฒน์ (พิพัฒ) ๓) เสียงและรูปวรรณยุกต์ ๓.๑) ลักษณะและประเภทของเสียงวรรณยุกต์ วรรณยุกต์เป็นเครื่องหมาย แสดงระดับเสียงสูงต่ำ ในภาษา คำ ที่มีรูปพยัญชนะและสระเหมือนกัน ถ้าเสียง วรรณยุกต์ต่างกัน จะทำ ให้คำ มีความหมายต่างกัน เช่น นา น่า น้า ปา ป่า ป้า ป๊า ป๋า ไข ไข่ไข้ เรือ เรื่อ เรื้อ เสียงวรรณยุกต์จะปรากฏทุกครั้งเมื่อมีการออกเสียง คำ ไทยทุกคำ จะปรากฏ เสียงวรรณยุกต์กับอยู่ด้วยเสมอ คำ บางคำ มีรูปวรรณยุกต์กำ กับหรืออาจจะไม่มีรูป วรรณยุกต์กำ กับอยู่ก็ได้ วรรณยุกต์มี ๔ รูป ๕ เสียง ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า คำ ไทยทุคำ ต้องมีเสียงวรรณยุกต์กำ กับ เสมอ เสียงบางเสียงอาจมีรูปหรือไม่มีรูปก็ได้ วรรณยุกต์ที่มีแต่เสียงไม่มีรูป เช่น ๖๙ สำ หรับวรรณยุกต์ที่มีรูป รูปกับเสียงอาจไม่ตรงกันก็ได้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๑.๒) หลักการผันเสียงวรรณยุกต์ เนื่องจากวรรณยุกต์จะใช้ควบคู่กับรูป พยัญชนะ ดังนั้น ในการผันเสียงวรรณยุกต์เพื่อแยกความหมายขงคำ ผู้เรียนจำ เป็น ต้องมีความรู้เกี่ยวกับไตรยางศ์ หรืออักษรสามหมู่ และเรื่องคำ เป็น คำ ตาย พอ สังเขป ดังนี้ ๑. ไตรยางศ์ คือ การจัดพยัญชนะไทยทั้ง ๔๔ รูป แบ่งเป็นสามหมู่เพื่อ ให้สะดวกในการผันอักษร ดังนี้ ๗๐ วรรณยุกต์ที่มีเสียงตรงกับรูป เช่น วรรณยุกต์ที่มีเสียงไม่ตรงกับรูป เช่น ๒. คำ เป็น คือ คำ ที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น พี่ ป้า ไป เรือ และคำ ที่สะกดในแม่กง กน กม เกย เกอว เช่น ลุง กิน นม เลย หิว รวมทั้งคำ ที่ประสมด้วยเสียง ไอ ใอ เอา เช่น น้ำ ไม่ใจ เมา ๓. คำ ตาย คือ คำ ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น มะระ เกะกะ เอะอะ เลอะเทอะ และคำ ที่สะกดในแม่กก กด กบ เช่น นก มา จับ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๑ การผันวรรณยุกต์ของอักษรต่ำ คำ เป็นและอักษระต่ำ คำ ตายมีข้อที่น่าสังเกต ประการหนึ่งว่า อักษรต่ำ คำ ตาย และอักษรต่ำ คำ เป็นนั้นจะมีพื้นเสียงที่แตกต่างกัน ดังจะได้แสดงไว้ในวิธีผันเสียงวรรยุกต์ต่อไปนี้ อักษรกลางผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง ขณะที่อักษรสูงและอักษรต่ำ ไม่สามารถผัน ครบ ๕ เสียงได้ ทั้งยังมีรูปและเสียงไม่ตรงกัน แต่วิธีผันอักษรสูง อักษรต่ำ ให้ครบ ๕ เสียง ได้ดังนี้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๒ ๑. อักษรต่ำ ที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง สามารถผันคู่กันได้ ดังนี้ ๒. อักษรต่ำ ที่ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง สามารถผันให้ครบ ๕ เสียงได้โดยใช้ ห นำ หรือ อ นำ ดังนี้ การใช้รูปวรรณยุกต์ มีหลักในการใช้ ดังนี้ ๑. วางเหนือพยัญชนะต้นที่เป็นพยัญชนะเดี่ยว เช่น พ่อ แม่ น้อง เป็นดัน ๒. พยัญชนะตันที่เป็นพยัญชนะเดี่ยวที่มีรูปสระเหนือพยัญชนะนั้น ให้วางรูป วรรณยุกค์เหนือสระ เช่น พี่ เสื่อ มื้อ เป็นต้น ๓. ถ้าพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะควบกล้ำ อักษรนำ ให้วางรูปวรรณยุกต์ เหนือพยัญชนะต้นตัวที่สอง เช่น กว้าง กล้า หน้า เป็นต้น ๔. ถ้าพยัญชนะต้นเป็นอักษรควบ อักษรนำ มีสระเหนือพยัญชนะต้นให้วาง รูปวรรณยุกต์ เหนือสระที่พยัญชนะต้นตัวที่สอง เช่น หนี้ หนึ่ง ปล้ำ เป็นต้น ๑.๓ การออกเสียงภาษาไทย เสียงในภาษาไทยเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้เรียนจำ เป็นต้องศึกษาและ ฝึกฝนการออกเสียงให้ถูกต้อง เพราะถ้าออกเสียงผิด การเขียนก็จะผิดด้วย เป็น อุปสรรคในการสื่อสาร ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๓ การออกเสียงภาษาไทยให้ถูกต้อง มีลักษณะดังนี้ ๑. ออกเสียงพยัญชนะ และถ้อยคำ ให้คล่องถูกต้อง ชัดเจน ตามหลักการออก เสียงภาษาไทย ไม่ออกเสียงข้าหรือเร็วเกินไป เช่น มกราคม ออกเสียงว่า มะ-กะ-รา-คม สัปตาห์ ออกเสียงว่า สับ-ดา หรือ สับ-ปะ-ดา อาชญากร ออกเสียงว่า อาด-ยา-กอน หรือ อาด-ชะ-ยา-กอน ๒. ออกเสียงควบกล้ำ ให้ชัดเจน เป็นธรรมชาติ ไม่ดัดเสียงหรือเน้นเสียงเกิน ไป เช่น ปรับปรุง กรุยกราย กล้อง แกลัง กล้วย ควาย ขวนขวาย ขวักไขว่ เป็นต้น ๓. ระมัดระวังไม่ออกเสียงเลียนแบบภาษาต่างประเทศ เช่น เสียง /จ/ /ซ/ /ร/ /ล/ /ว/ /ฟ/ /ท/ /ด/ ไม่พูด ฉัน เป็น Chan ประเทศไทย ไม่ออกเสียงเป็น ประเทศไซ หรือออกเสียง /ร/ โดยรัวลิ้นมากเกินไป ๔. ไม่ออกเสียงตัดคำ ย่อคำ หรือรวบคำ เช่น อย่างนี้ ไม่ออกเสียงเป็น หยั่งเนี้ยะ หยั่งงี้ มหาวิทยาลัย ไม่ออกเสียงเป็น หมาลัย ดิฉัน ไม่ออกเสียงเป็น เดี๊ยน ดั๊น ๕. เมื่อพูดอย่างเป็นทางการต้องใช้ภาษาไทยกลางและต้องออกเสียงให้ ชัดเจน ระมัดระวัง ไม่ออกเสียงสำ เนียงท้องถิ่น เช่น โกหก ไม่ออกเสียงเป็น กอหก ฉัน ไม่ออกเสียงเป็น ฉั่น เมื่อสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับคนในท้องถิ่นเดียวกัน หรือผู้ที่คุ้นเคยควรรักษาเอกลักษณ์ภาษาถิ่นของตน และใช้ภาษาถิ่นด้วยความภาค ภูมิใจ ๖. ไม่พูดภาษาไทยปนกับภาษาต่างประเทศ เพราะผู้ฟังอาจไม่เข้าใจ ๗. ระมัดระวังการออกเสียงวรรณยุกต์ให้ถูกต้องไม่ออกเสียงเพี้ยน เช่น พ่อ แม่ ไม่ออกเสียงเป็น พ้อ แม้ ๘. อ่านเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๔ ข้อสังเกต ๑. การเขียนอักษรในภาษาไทยไม่มีสัญลักษณ์บอกว่าจบประโยคหรือจบ ข้อความ ผู้สื่อสาร ต้องรู้จักเว้นวรรคเมื่อจบข้อความ หากมีคำ เชื่อม เช่น และ แต่ กับ ต้องเขียนประโยคติดกัน ๒. การเขียนตัวอักษรแทนเสียง ตัว /อ/ /ว/ /ย/ แทนได้ทั้งพยัญชนะและ สระ อีกทั้งคำ บางคำ ไม่มีรูปสระเพราะเป็นสระลดรูป เมื่อจะออกเสียงผู้อ่านต้อง พิจารณาความหมายด้วยว่าควรอ่วนอย่างไร เช่น กรกนกสวย ขนมครกอร่อย เป็นต้น ๓. คำ บางคำ มีตัวสะกดท้ายวรรค ผู้อ่านต้องระมัดระวังอย่าเผลออ่านเป็น พยัญชนะต้น เช่น อาจอง ต้องออกเสียงเป็น อาด-อง ไม่ใช่ออกเสียงเป็น อา-จอง ๔. การออกเสียงในภาษากับการเขียนตัวอักษร บางคำ ออกเสียงไม่ตรงกับรูป เช่น น้ำ เท้า เป็นต้น เขียน น -ำ น้ำ รรรณยุกต์รูปโท ถ้าวิเคราะห์เสียงตามรูปที่ ปรากฏ อำ คือ สระอะ มี /ม/ เป็นตัวสะกด แต่ออกเสียงเป็น /น/ สระอา /ม/ เป็น ตัวสะกด วรรณยุกต์รูปโท ออกเสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี การออกเสียงที่ผิดไปจากรูป นี้มีไม่มากนัก เมื่อผู้ฟังรับสารได้เข้าใจ ก็เป็นที่ยอมรับ แต่ก็มีบางคำ ที่ออกเสียงตรง กับรูป เช่น กาดำ เก้าอี้ เข้าถ้ำ ผู้เรียนต้องรู้จักสังเกตและจดจำ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น คำ ศัพท์ต่างๆ ก็ต้องมี ความหลากหลาย เพื่อแสดงอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดออกมาให้ตรงตาม วัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารมากที่สุด คำ มูล ซึ่งเป็นคำ ดั้งเดิมที่มีใช้ในภาษาไทยมีไม่ เพียงพอที่จะนำ ไปใช้ จึงจำ เป็นต้องมีการสร้างคำ ขึ้นใหม่ ด้วยการประสมคำ ซ้อน คำ และซ้ำ คำ ๒.๑ คำ มูล คำ มูล เป็นคำ ดั้งเดิมที่มีใช้ในภาษาไทย มีความหมายสมบูรณ์ชัดเจนในตัวเอง อาจเป็นคำ ไทยแท้ หรือเป็นคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศก็ได้ คำ มูลแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ดังนี้ ๑) คำ มูลพยางค์เดียว เป็นคำ พยางค์เดียวที่มีความหมาย จัดเป็นคำ ไทยแท้ และคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศ ๗๕ ๒. การสร้างคำ ๒) คำ มูลหลายพยางค์ นคำ ที่มีสองพยางค์ขึ้นไป มีความหมายในตัวไม่ สามารถแยกพยางค์ในคำ ออกได้เพราะจะทำ ให้ไม่ได้ความหมาย คำ มูลหลาย พยางค์อาจเป็นคำ ไทยแท้ หรือเป็รคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศก็ได้ ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๖ ๒.๒ คำ ประสม คำ ประสม เป็นคำ ที่สร้างขึ้นใหม่โดยการนำ คำ มูลตั้งแต่สองคำ ขึ้นไปมารวม กันเกิดเป็นคำ ใหม่ ความหมายใหม่ขึ้น คำ ประสมอาจมาจากประสมคำ ไทย คำ ไทย กับคำ ต่างประเทศหรือคำ ในภาษาต่างประเทศประสมกัน เช่น ๑) คำ ประสมที่เกิดความหมายใหม่แต่ยังมีเค้าความหมายเดิม เช่น เตา + ถ่าน = เตาถ่าน หมายถึง เตาที่ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง เตา + รีด = เตารีด หมายถึง เตาที่ใช้รีดเสื้อผ้า ผ้า + ชี้ริ้ว = ผ้าขี้ริ้ว หมายถึง ผ้าเก่าขาดที่ใช้เข็ตถูพื้น ๒) คำ ประสมที่เกิดความหมายใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ขาย + หน้า = ขายหน้า หมายถึง รู้สึกอับอาย ราด + หน้า = ราดหน้า หมายถึง อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวมีน้ำ ปรุงข้น หัก + ใจ = หักใจ หมายถึง ตัดใจไม่ให้คิดถึงเหตุต่าง ๆ ๓) คำ ประสมที่เกิดจากการย่อคำ ให้กะทัดรัด มักขึ้นต้นด้วยคำ ว่า การ ความ ของ เครื่อง ชาว นัก ผู้ ช่าง เช่น การค้า ความคิด ของหวาน เครื่องเรือน ชาวนา นักเรียน ผู้ขาย ช่างภาพ เป็นต้น ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๗ ข้อสังเกต ๑. ถ้านำ คำ มูลสองคำ มารวมกันแล้วไม่เกิดความหมายใหม่ ไม่จัดเป็นคำ ประสม เช่น ลูก + ไก่ = ลูกไก่ หมายถึง ลูกของไก่ (เป็นกลุ่มคำ ) ดาว + ลูก + ไก่ = ดาวลูกไก่ หมายถึง ซื่อดาว (เป็นคำ ประสม) ๒. คำ ภาษาบาลีประสมกับคำ สันสกฤตไม่ถือเป็นคำ ประสม แต่เป็นคำ สมาส เช่น คุณ + ธรรม = คุณธรรม อ่านว่า คุน-นะ-ทำ มัยยม + ศึกษา = มัธยมศึกษา อ่านว่า มัด-ทะ-ยม-มะ-สึก-สา การสร้างคำ มีความจำ เป็นในภาษาเพราะช่วยให้มีคำ ที่มีความหมายใหม่ใช้ใน ภาษามากขึ้น คำ ที่สร้างใหม่เหล่านี้ คือ คำ ประสม คำ ช้อน คำ ซ้ำ คำ ทั้ง ๓ ชนิดนี้ มีวิธีการสร้างคำ ที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีพื้นฐานของคำ มาจากคำ มูล การศึกษา การสร้างคำ นอกจากจะช่วยให้รู้จักการสร้างคำ ใหม่ ๆ มาใช้ในภาษาแล้ว ยังช่วยให้ สามารถนำ คำ แต่ละชนิดไปใช้ประโยชน์เพื่อการสื่อสารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
๗๘ ๓.คำ พ้อง ๑) คำ พ้องเสียง หมายถึง คำ ที่อ่านออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดต่างกัน มี ความหมายต่างกัน เชน พี่ชอบนั่งดูพระจันทร์ใร์ ต้ต้นจันทน์ทุ น์ ทุ กคืน (จันทร์ หมายถึง พระจันทร์หรือดวงจันทร์) (จันทน์ หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่ง) ๒) คำ ห้องรูป หมายถึง คำ ที่เขียนเหมือนกันแต่อ่านต่างกันและความหมาย ต่างกัน เช่น เราขับรถไปต่อไม่ได้แล้วพี่เพราะเพลาหัก (เพลา อ่านว่า เพลา หมายถึง แกนสำ หรับสอดดุมรถหรือตุมเกวียน) รีบ ๆ หน่อย เพลานี้ข้าศึกมาประชิดเราแล้ว (เพลา อ่านว่า เพ-ลา หมายถึง เวลา) ๓) คำ พ้องความหมาย (คำ ไวพจน์) หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจเรียกได้หลาย คำ ทั้งนี้ก็เพราะ ในภาษาไทย มีคำ ให้เรียกใช้ใด้มากมายตามความเหมาะสม เรามัก เลือกใช้คำ ลักษณะนี้ในการแต่งคำ ประพันธ์ เช่น คำ ที่หมายถึง น้ำ ได้แก่ ชล วารี นที่ สายธารา กระแสสินธุ์ คำ ที่หมายถึง ดวงจันทร์ ได้แก่ ศศิธร รัชนีกร แข จันทร์ จันทรา แถง ๔) คำ พ้องรูปพ้องเสียง เป็นคำ ที่เขียนเหมือนกัน อ่านเหมือนกัน แต่ความ หมายแตกต่างกัน เป็นคำ ต่างชนิดและต่างหน้าที่กัน เช่น เขาขึ้นเขาไปหาเขากวางมาทำ ยา (เขา คำ แรกเป็นคำ สรรพนาม บุรุษที่ ๓ ทำ หน้าที่เป็นประธานของประโยค) (เขา คำ ที่สอง หมายถึง ภูเขา) (เขา คำ ที่สาม หมายถึง อวัยวะส่วนที่เข็งมากอยู่บนหัวสัตว์ ซึ่งใช้เป็นอาวุธ ในการต่อสู้ ป้องกันตัว) ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995
อาหารถิ่นเมืองสุราษฎร์ธานี โล่งโต้ง เป็นก๋วยเตี๋ยวที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนบ้านดอนลักษณะ คล้ายก๋วยจั๋บแต่ใช้เส้นเป็นเส้นหมี่ขาวเป็นตัวชูโรง น้ำ ซุปใช้น้ำ ซุปใสใส่เครื่องหลาย ชนิดไม่ว่าจะเป็นหมูสด ,ซี่โครงหมู ,เลือดหมู ,หมูสับปั้นเป็นก้อนทอด ,ปลาเส้นหั่น เป็นชิ้นบางๆ ,ลูกชิ้น เป็นต้น รสชาติกลมกล่อม หอมอร่อยในแบบที่ไม่เคยกิน ก๋วยเตี๋ยวที่ไหนอร่อยเท่าร้านนี้มาก่อนและไม่จำ เป็นต้องปรุงเครื่องปรุงรสใด ๆ เพิ่มเติมเลยแม้แต่นิดเดียว จานต่อไปเป็นอาหารที่หากินได้ไม่ง่ายนัก ก็คือ ผักบุ้งไต่ราว อาหารชนิดนี้ใช้ เส้นหมี่ขาวลวกแบบเดียวกับโล่งโต้ง เครื่องค่อนข้างคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่แต่ ผักบุ้งไต่ราวจะเน้นใส่ผักมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้งจีน ,แตงกวาหั่น ,ถั่วงอก มีเครื่องบางส่วนที่แตกต่างกันคือ เต้าหู้ทอดและไข่ต้มฝานซีก ราดน้ำ หวานๆอม เปรี้ยวคล้ายกับน้ำ จิ้มไก่ทอดแทนที่จะเป็นน้ำ ซุปแล้วโรยถั่วลิสงคั่วตามลงไป รสชาติอร่อยไปอีกแบบ ๗๙ อ่านเสริม เพิ่มความรู้ https://www.thongteaw.com
๘๐ คำ ถามประจำ บทเรียน ๑. การใช้คำ พ้องในการสื่อสาร ควรคำ นึงถึงสิ่งใดเป็นสำ คัญ ๒. อักษรสามหมู่ มีความสำ คัญต่อการผันวรรณยุกต์อย่างไร ๓. การสร้างคำ ในภาษาไทยเกิดขึ้นเพราะเหตุใด จงอธิบาย
๘๑ ๔. สร้างคำ คำ ประสมจากคำ ที่กำ หนดให้ แล้วนำ คำ ที่สร้างมาเรียบเรียงเป็นเรื่อง ราวให้น่าสนใจ 1) บ้าน 2) น้ำ 3) ลูก 4) รถ 5) แม่ ชื่อเรื่อง............................................ .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. .................................................................................................................................. ..................................................................................................................................
บทที่ ๔ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรมหาวิหาร สุดตระการงามลือเลื่อง ๑) อธิบายความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการอ่านบทร้อยแก้วและบท ร้อยกรองได้ (K) ๒) อ่านออกเสียงบทร้อยกรองได้ (P) ๓) อธิบายความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการอ่านจับใจความได้ (K) ๔) อ่านจับใจความสำ คัญจากเรื่องที่อ่านได้ (P) จุดประสงค์ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๑/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะ สมกับเรื่อง ท ๑.๑ ม.๑/๒ จับใจความสำ คัญจากเรื่องที่อ่าน ท ๑.๑ ม.๑/๙ มีมารยาทในการอ่าน
ปิดเทอมของหนูดีและหนูเล็ก หนูดีกับหนูเล็กได้ขอคุณพ่อกับคุณแม่ให้พาไปเที่ยวบ้านคุณย่าที่จังหวัด สุราษฎร์ธานีในช่วงปิดเทอม เพราะอยากไปเที่ยววัดพระบรมธาตุไชยาราช วรมหาวิหารอีก “คุณพ่อ คุณแม่คะ หนูอยากไปเที่ยววัดพระบรมธาตุไชยาราชวรมหาวิหารอีก ค่ะ ช่วงปิดเทอมนี้คุณพ่อคุณแม่ พาไปได้ไหมคะ” “หนูเล็กก็อยากไปเหมือนกันค่ะคุณพ่อคุณแม่” หนูเล็กพูดด้วยความตื่นเต้น “สัปดาห์หน้าพวกเราปิดเทอมกันแล้วใช่ไหมลูก” คุณพ่อพูด “ใช่ค่ะคุณพ่อ” หนูเล็กกล่าว “เอาเป็นว่า สัปดาห์หน้าเราไปบ้านคุณย่ากันนะ” “เย้” หนูดีและหนูเล็กพูดด้วยความดีใจ “เดี่ยวพ่อจะเล่าให้ฟังว่า วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรมหาวิหาร มีประวัติ ความเป็นมาและมีความงดงามอย่างไร” วัดพระบรมธาตุไชยาหรือชื่อเต็มว่าวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ตั้งอยู่ใน เขตตำ บลเวียง อำ เภอไชยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร จาก โบราณวัตถุโบราณสถานที่ยังปรากฏอยู่ ทําให้ทราบได้ว่าวัดนี้ได้มีมาแล้วหลายยุค หลายสมัยคือเกิดขึ้นแล้วร้างไปแล้วกลับฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดียวกัน วัดพระบรมธาตุไชยาเดิมเป็นวัดราษฎร์ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑ มีนามว่า "วัดพระธาตุไชยา" และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นพระ อารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และพระราชทานนามว่า "วัดพระบรมธาตุ ไชยา" ๘๓
“โห วัดพระบรมธาตุไชยา มีมาตั้งแต่สมัยราณแล้วหรอคะคุณพ่อ” หนูดีพูดด้วย ความสงสัย “ใช่จ๊ะ มีมานานแล้ว” พระบรมธาตุไชยาซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้า อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนและเป็นพุทธสถานเพียงแห่งเดียว ในประเทศไทย ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมสมัยศรีวิชัยไว้ได้อย่าง สมบูรณ์แบบ วัดพระบรมธาตุไชยา จึงเป็นวัดที่มีสำ คัญคู่บ้านคู่เมืองชาวไชยาและ สุราษฎร์ธานีมานานนับแต่โบราณกาล พระเจดีย์พระบรมธาตุไชยาเป็นสถาปัตยกรรม แบบศรีวิชัยเป็นองค์เดียวที่ยังอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด “วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นวัดที่มีความสำ คัญมาก ๆ เลยนะคะคุณพ่อ” หนูเล็ก พูด “ใช่จ๊ะ เป็นมรดกที่มีความสำ คัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุราษฎร์และเป็นที่ เคารพบูชาของชาวสุราษฎร์” “หนูอยากไปให้ถึงปิดเทอมเร็ว ๆ จังเลยค่ะคุณพ่อ” หนูดีพูด “เตรียมตัวให้พร้อม ปิดเทอมนี้พ่อพาไปเที่ยว วัดพระบรมธาตุไชยานะ” “ตกลงค่ะ คุณพ่อ” หนูเล็กกับหนูดีพูดพร้อมกัน ศศิวิมล เดชช่วย ๘๔
พระบรมธาตุไชยาเป็นโบราณสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับว่าเป็นปูชนียสถานสำ คัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พระบรมธาตุไชยาได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามยุคสมัย พระบรมธาตุไชยาเป็นพุทธเจดีย์ สมัยศรีวิชัยสร้างตามคติความเชื่อในพุทธศาสนามหายาน เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๓๐๐ ในสมัยที่อาณาจักรศรีวิชัยกำ ลังรุ่งเรือง พระบรมธาตุไชยาประดิษฐานอยู่ระหว่างระ อุโบสถกับพระวิหารหลวง ล้อมรอบด้วยพระระเบียงคดหรือวิหารคดทั้ง ๔ ด้าน ภายในวิหารคดรอบองค์เจดีย์มีพระเจดีย์หลวงทั้ง ๔ ทิศ บริเวณวิหารคดมีพระพุทธรูป ศิลปะศรีวิชัยประดิษฐานอยู่รอบ ๆ จำ นวน ๑๘๐ องค์ ฐานของพระบรมธาตุขุดเป็น สระกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๖๐–๗๐ เซนติเมตร โดยองค์เจดีย์พระบรมธาตุ เป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรมุขย่อมุขด้านหน้าหรือมุขด้านตะวันออก เปิดมีบันไดขึ้นสำ หรับ ให้ประชาชนเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปภายในเจดีย์ เมื่อเข้าไปภายในจะเห็นองค์พระเจดีย์หลวง เห็นผนังก่ออิฐแบบไม่สอปูนลดหลั่น กันขึ้นไปถึงยอดมุข อีกสามด้านทึบทั้งหมด ที่มุมฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศหรือเจดีย์บริวาร ตั้งซ้อนอยู่ด้วย หลังคาทำ เป็น ๓ ชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับรูปวงโค้งขนาด เล็กและสถูปจำ ลองรวม ๒๔ องค์ เหนือขึ้นไปเป็นส่วนยอด ซึ่งได้รับการซ่อมแซมครั้ง ใหญ่ในรัชกาลที่ ๕ เป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ยอดเจดีย์ที่เดิมหักลงมาถึงคอระฆัง เจดีย์ พระบรมธาตุไชยาเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัยองค์เดียวที่ยังเหลืออยู่ในสภาพที่ดี ที่สุด เข้าใจว่าสร้างในขณะที่เมืองไชยาสมัยศรีวิชัยกำ ลังเจริญรุ่งเรืองสูงสุดจากคำ บอก เล่าของชาวเมืองไชยาได้ มีตำ นานที่เล่าขานเกี่ยวกับเจดีย์พระบรมธาตุไชยาว่า ครั้ง หนึ่งมีพี่น้องชาวอินเดียสองคนชื่อปะหมอกับปะหมัน ทั้งสองเดินทางโดยเรือใบเข้ามา ถึง เมืองไชยา ได้พาบริวารขึ้นบกที่บ้านนาค่ายตรงวัดหน้าเมือง ในตำ บลเลเม็ด เจ้า เมืองมอบให้ปะหมอ ที่มา : https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/5d4f24ad ๘๕ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรมหาวิหาร
ซึ่งเป็นนายช่างมีความเชี่ยวชาญการก่อสร้างสร้างเจดีย์พระบรมธาตุไชยา ครั้นเสร็จก็ ตัดมือตัดเท้าเสียเพื่อมิให้ปะหมอไปสร้างเจดีย์ที่งดงามเช่นนี้ให้ผู้ใดอีก ปะหมอทน บาดพิษบาดแผลไม่ได้ถึงแก่ความตาย เจ้าเมืองได้หล่อรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ไว้เป็นเครื่องหมายแทนตัวปะหมอ ส่วนน้องชายที่ชื่อปะหมันได้ไปครองเกาะพัดหมัน และอยู่ที่นั้นจนกระทั่งสิ้นชีวิต สถานที่ตั้งบ้านเรือนของปะหมันนั้นเป็นที่ดอนน้ำ ท่วม ไม่ถึงมีนาล้อม เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ สมัยโบราณที่นี่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือ ของชาวบ้านมาก คณะมโนราห์ที่เดินทางผ่านจะต้องหยุดไหว้รำ ร้องถวายมือคณะใด ไม่เคารพคนในคณะจะชักหรือเกิดเหตุขัดข้องต่าง ๆ ถ้าใครไปตั้งคอกเลี้ยวหมูใน บริเวณดังกล่าวหมูจะตายหมดทั้งคอก ที่มา : https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/5d4f24ad ๘๖
ณัฐวุฒิ ชูเกิด ๘๗
หลักเกณฑ์ทั่วไปของการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว มีดังต่อไปนี้ ๑. ก่อนอ่านควรศึกษาเรื่องที่อ่านให้เข้าใจโดยศึกษาสาระสำ คัญของเรื่องและข้อความ ทุกข้อความ เพื่อจะแบ่งวรรคตอนในการอ่านได้อย่างเหมาะสม ๒. อ่านออกเสียงดังพอเหมาะกับสถานที่และจำ นวนผู้ฟัง ให้ผู้ฟังได้ยินทั่วกัน ไม่ดัง หรือค่อยจนเกินไป ๓. อ่านให้คล่อง ฟังรื่นหู และออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ชัดถ้อยชัดคำ โดย เฉพาะตัว ร ล หรือคำ ควบกล้ำ ต้องออกเสียงให้ชัดเจน ๔. อ่านออกเสียงให้เป็นเสียงพูดอย่างธรรมชาติที่สุด ๕. เน้นเสียงและถ้อยคำ ตามน้ำ หนักความสำ คัญของใจความใช้เสียงและจำ นวนจังหวะ ไปตามเนื้อเรื่อง เช่น ดุ อ้อนวอน จริงจัง โกรธ เป็นต้น ๖. อ่านออกเสียงให้เหมาะกับประเภทของเรื่อง รู้จักใส่อารมณ์ให้เหมาะสมตามเนื้อ เรื่อง ๗. ขณะที่อ่าน ควรสบสายตาผู้ฟัง ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ๘. การอ่านในที่ประชุม ต้องจับหรือถือบทอ่านให้เหมาะสมและยืนทรงตัวในท่าที่สง่า ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995 ๑.การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว ๑.๒ หลักเกณฑ์ในการอ่าน ๘๘ การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว หมายถึง การอ่านถ้อยคำ ที่มีผู้เรียบเรียงหรือ ประพันธ์ไว้โดยเปล่ง และวางจังหวะเสียงให้เป็นไปตามความนิยมและเหมาะสมกับ เรื่องที่อ่าน มีการใช้ลีลาของเสียงไปตามเจตนารมณ์ของผู้ประพันธ์ เพื่อถ่ายนทอด อารมณ์นั้น ๆ ไปสู่ผู้ฟัง ซึ่งจะทำ ให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเรื่องราวหรือ รสของบทประพันธ์ที่อ่าน ที่มา : https://www.aksorn.com/store/2/product-details-995