สุคันธชาครานสุ รณ์ 21
วุตตญั เหตนั ติปาฐะ
สันตะเมตัง ปะณีตะเมตัง ฯ ยะทิทัง สัพพะสังขาระสะมะโถ
สัพพะสังขาระสะมะโถ ฯ สัพพูปธิปะฏินิสสัคโค ตัณหักขะโย วิราโค นิโรโธ
นิพพานงั ฯ
อัตถิ ภิกขะเว ตะทายะตะนัง ฯ ยัตถะ เนวะ ปะฐะวี นะ อาโป นะ
เตโช นะ วาโย ฯ นะ อากาสานัญจายะตะนัง ฯ นะ วิญญาณัญจายะตะนัง
ฯ นะ อากิญจัญญายะตะนัง ฯ นะ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนัง ฯ นายัง
โลโก ฯ นะ ปะโร โลโก ฯ นะ อุโภ จันทิมะสุริยา ฯ ตะทะปะหัง ภิกขะเว
เนวะ อาคะติง วะทามิ ฯ นะ คะติง นะ จุติง นะ อุปปัตติง ฯ อัปปะติฏฐัง
อัปปะวัตตัง อะนารัมมะณัง ฯ เอเสวะนะโต ทุกขัสสะ ฯ คัมภีโร จายัง
ธัมโม ทุททะโส ทุรานุโพโธ สันโต ปะณีโต อะตักกาวะจะโร นิปุโณ
ปณั ฑติ ะเวทะนโี ยติ ฯ
ตลิ ักขณาทิคาถา๓
สัพเพ สงั ขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพนิ ทะติ ทกุ เข เอสะ มัคโค วสิ ุทธยิ า
สัพเพ สงั ขารา ทุกขาติ ยะทา ปญั ญายะ ปสั สะติ
อะถะ นพิ พินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วสิ ทุ ธยิ า
สพั เพ ธมั มา อะนัตตาติ ยะทา ปญั ญายะ ปัสสะติ ฯ
อะถะ นิพพินทะติ ทกุ เข เอสะ มัคโค วสิ ทุ ธิยา
อปั ปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน ฯ
๓ บทสวดคาถาธรรมบรรยาย เป็นบทสวดรับเทศน์ในพิธีที่มีการถวายหรือแสดงพระ
ธรรมเทศนา โดยการนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูป สวดคาถาธรรมบรรยาย หลังจากมีการถวายหรือ
แสดงพระธรรมเทศนาจบในกรณีเป็นงานพระราชพิธีหรืองานที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์หรือ
พระบรมราชานเุ คราะห์ จะต้องนมิ นต์พระสงฆ์สมณศกั ด์ิ พระครสู ัญญาบัตรพระครูฐานานุกรม
หรอื พระเปรยี ญ.
22 สุคนั ธชาครานุสรณ์
อะถายัง อติ ะรา ปะชา
เย จะ โข สมั มะทกั ขาเต ตรี ะเมวานธุ าวะติ
เต ชะนา ปาระเมสสันติ ธัมเม ธมั มานวุ ัตตโิ น
กณั หงั ธัมมงั วิปปะหายะ มัจจเุ ธยยัง สุทุตตะรัง ฯ
โอกา อะโนกะมาคัมมะ สุกกัง ภาเวถะ ปณั ฑิโต
ตตั ๎ราภริ ะติมจิ เฉยยะ วิเวเก ยตั ถะ ทูระมัง
ปะรโิ ยทะเปยยะ อัตตานงั หติ ว๎ า กาเม อะกญิ จะโน
เยสงั สัมโพธิยงั เคสุ จติ ตัก๎เลเสหิ ปัณฑิโต
อาทานะปะฏินสิ สัคเค สมั มา จิตตงั สุภาวิตัง
ขีณาสะวา ชุติมนั โต อะนปุ าทายะ เย ระตา
เต โลเก ปะรินิพพตุ าติ ฯ
ปัพพโตปมคาถา
ยะถาปิ เสลา วปิ ลุ า นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา
สะมนั ตา อะนปุ ะรเิ ยยยุง นปิ โปเถนตา จะตุททสิ า
เอวงั ชะรา จะ มัจจุ จะ อะธวิ ัตตนั ติ ปาณิโน
ขตั ตเิ ย พ๎ราหม๎ ะเณ เวสเส สทุ เท จณั ฑาละปกุ กุเส
นะ กญิ จิ ปะริวชั เชติ สัพพะเมวาภิมทั ทะติ
นะ ตัตถะ หัตถีนัง ภมู ิ นะ ระถานงั นะ ปัตตยิ า
นะ จาปิ มันตะยทุ เธนะ สกั กา เชตุง ธะเนนะ วา
ตัสม๎ า หิ ปัณฑโิ ต โปโส สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน
พุทเธ ธัมเม จะ สังเฆ จะ ธีโร สัทธงั นิเวสะเย
โย ธัมมะจารี กาเยนะ วาจายะ อุทะ เจตะสา
อิเธวะ นัง ปะสงั สนั ติ เปจจะ สคั เค ปะโมทะติ ฯ
สสคคุุ ันนั ธธชชาาคครราานนสุสุ รรณณ์์ 2233
ตออสสอสตยอสยัสัสีสีสังังะะะะสััสเเนททนสสัญัญม๎๎มฆฆะะยุุยาาะะจจลลญุุญะะปปสทิิสทสสเเะะชชทััทัททัโโยยสสททถถธธธธัสสัาาตตะะญัญัาาสสโโิิททะะจจเเตตตตะะมมกกะะงังัยยธธัลลัถถสัสัออสสาาย๎๎ยาาสสววีลีลาาคคาาีีตััตหหัญัญณณะะพพถถุุ ตตจจรรงัังิิ ะะะะออรริิยยธธนนคคสปอออออออปสอาาถถะะะชุะะะะชุะะะรรโรจโรจาาุภุภสสมมงัังิยยิะะาาูตตู ฆฆะะลลททญััญพพันันกกาาังงั จจันันตตทุทุ ะะสัสสสัตตธธธธัมัมสปุปุสงัังาาททนนะะมมะะัสัสปปะะตตะะชชสสททะะฏฏิิ วีีวะะสสสสสััสฐฐิตติ นนังังาาติติสสังงั สสสสังังาาะะิติตะะนนัังงนนังงั นัันตติิ ฯฯ
โสตอตสตยโตยอยยังงัาาะะสััสัสสั นนธธนนสเเสสสูนโิูนโิเเาาจิจิ สสววววงัังจจะะะะปปนนปปญญตตะะววพิพิะะาากกาาสิิสฏฏพพณณาาะะปิปิสสาาททยยะะนนัตตัะะุกกุจจภีภี ๎ยย๎ะะกกขขาาตูตู ญญัตตังัังะะเเาารรถถตตบบาานนสสงัังณณาาททะะุตตุ ขขสสััจจตตดัดั ะะสสงังั ธธะะรรรรมมนนยิยิ าาตยยสยญยยสยตญมมะังาัะางัพพังังัสสาายยถถเเตตููณณสสสสพพงัังาารรมัมัตุตุงงััสส๔๔พพตตธธพพังงัปปนันัุททุมััมุททุุพุพจจตตมมเเเเะะธธเเงังัะะธธพพนนนนนนออะะภภปปะะะะิยิยะะะะนนาาภภณณมมววตััตเเททาาััตตะะตตาาสสสสตตตตมมะะติิติติตะะาาตตะะังังเเังังาาตตเเสส ฯฯ
อกนน๕สกอสนน๕็็ยนนวยวอ้ิยยิ้อ๐๐ดด่่าามมยยิิยยงงออววสสมมจจัันนาาววเเสสึงงึพพททดดกกววเเ๔๔ปปีีิิยยตตธธ็็ดดดดััมมงงน็็นตตีีธธใใแแ๑๑นนมมปปััสสมมตตนนงง๐๐ตูตูมมรราา่่ปปิิยิิยยยรรนน๐๐นนรรททาาาาิิยยศศาามมยยี่ส่สีววาารรพพสสสสัันนาามมภภคคูตูตููตตกกสส๑๑ศศญััญรรรร็็ดดููตตพพ๐๐ีีใใรรพพถถนนนนแแ๐๐ออนน้้มมาาพพ้ั้ันนถถเเววิิ้้แยยแิธธิเเจจึึงงปััปนนตตมมทีที้้าา็็นนใ่่ใใใ๑๑าาภภคคนนชชบบวว๐๐าาืืออ้้ววสสััตตุญญุพพ๐๐นันัใใววถถนนงงไไดดททุุททมมาาววงงใใาานนี่่ีาามม่่ััเนเนนนบบจจนนศศุุ่่งงงงุญญุาากกหหพศศพาาะะ็็สสนนมมพพจจ๗๗แแววาาศศงงดดลล๗๗ยยพพจจววะะธธนัันะะไไกกววััมมงงมมใใาา็็ัันนนนมมหหหห่่ววนนิิยยนน่่าารร้้สสสสททมมจจือือิิยยววววาาสสะะาาดดดดบบ๕๕เเววมมสสปปออญุญุ๐๐ดดสสููตตนน็็นนมมออููตตรรววััตตศศุททุนนรรออนัันตตพพศิศิตตะะแแลลหหททใใ์์บบไไมมััหหกกรรรร่ีี่ใใทท้้ใใๆๆขขชชแ้แ้ืืออนนนนส้ส้ณณกกออสสแแ้ีี้วว่ผผ่ััฐฐททสสััตตลลดดู้วู้วิิ ููตี่ต่ีนนตต้้ววหหธธาารริิยยววยยมััมรรพพาามมชชืืออมมใใรรรรนนสสนนจจนนะอะอววงงะะมมยิยิ สส่ื่ืนนาาดดไไ์ท์ทาางงมมนนๆๆกกมมัว่วั่ฆฆ่่มมศศัันนสสไไใใ์์สสปปีีออพพนนููตตจจ่่ววยย..รรรรรรนน๕๕ูู่่ททกิิกงงะะมมๆๆ๐๐ั้้ันัันงงหหาาสสกกววนนกกววออ่่าาไ็็ไ้ั้ันนัักกนนมมงงงง็็่่
24 สุคันธชาครานุสรณ์
ธัมมนิยามสุตตงั
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ
เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ ตัต๎ระ โข ภะคะวา ภิกขู
อามันเตสิ ภิกขะโวติ ฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะ
อปุ ปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง
ฐติ า วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สพั เพ สงั ขารา อะนจิ จาติ ฯ
ตัง ตะถาคะโต อะภิ สัมพุ ชฌ ะติ อะภิสะเมติ อะภิ สัมพุ ชฌิ ต๎วา
อะภสิ ะเมตว๎ า อาจิกขะติ เทเสติ ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ ววิ ะระติ วิภะชะติ
อุตตานกี ะโรติ สัพเพ สงั ขารา อะนิจจาติ ฯ
อุป ป าท า วา ภิ กขะเว ตะถ าค ะตานั ง อะนุ ป ป าท า วา
ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ
สังขารา ทุกขาติ ฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌ ะติ อะภิสะเมติ
อะภิสัมพุชฌิต๎วา อะภิสะเมต๎วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ
ววิ ะระติ วภิ ะชะติ อุตตานกี ะโรติ สัพเพ สังขารา ทกุ ขาติ ฯ
อปุ ปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง
ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธมั มา อะนัตตาติ ฯ
ตัง ตะถาคะโต อะภิ สัมพุ ชฌ ะติ อะภิสะเมติ อะภิ สัมพุ ชฌิ ต๎วา
อะภิสะเมต๎วา อาจิกขะติ เทเสติ ปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ
วิภะชะติ อตุ ตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนตั ตาติ ฯ
อิทะมะโว จะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินนั ทนุ ติ ฯ
สคุ ันธชาครานุสรณ์ 25
ปฏิจจสมปุ ปาทปาฐะ
อะวิชชาปัจจะยา สังขารา สังขาระปัจจะยา วิญ ญ าณั ง
วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง สะฬายะ
ตะนะปัจจะยา ผัสโส ผัสสะปัจจะยา เวทะนา เวทะนาปัจจะยา ตัณหา
ตัณหา ปัจจะยา อุปาทานัง อุปาทานะปัจจะยา ภะโว ภะวะปัจจะยา ชาติ
ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา
สมั ภะวนั ติ เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทกุ ขักขนั ธัสสะ สะมทุ ะโย โหติ ฯ
อะวิชชายะเต๎ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ สังขาระ
นิโรธา วิญญาณะนโิ รโธ วิญญาณะนโิ รธา นามะรปู ะนิโรโธ นามะรปู ะนโิ รธา
สะฬายะตะนะนิโรโธ สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ ผัสสะนิโรธา
เวทะนานิโรโธ เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ
อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา
ชะรา มะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ ฯ
เอวะเมตัสสะ เกวะลสั สะ ทุกขักขนั ธสั สะ นิโรโธ โหติ ฯ
พทุ ธอุทานคาถา
ยะทา หะเว ปาตภุ ะวันติ ธัมมา
อาตาปโิ น ฌายะโต พร๎ าห๎มะณัสสะ
อะถัสสะ กงั ขา วะปะยนั ติ สพั พา
ยะโต ปะชานาติ สะเหตธุ ัมมัง ฯ
ยะทา หะเว ปาตุภะวนั ติ ธมั มา
อาตาปโิ น ฌายะโต พ๎ราหม๎ ะณัสสะ
อะถัสสะ กังขา วะปะยนั ติ สัพพา
ยะโต ขะยัง ปจั จะยานงั อะเวทิ
26 สคุ นั ธชาครานสุ รณ์
ยะทา หะเว ปาตภุ ะวันติ ธมั มา
อาตาปิโน ฌายะโต พร๎ าห๎มะณัสสะ
วธิ ูปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง
สโู รวะ โอภาสะยะมนั ตะลิกขนั ติ ฯ
ภัทเทกรตั ตคาถา
อะตีตงั นานว๎ าคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตงั
ยะทะตีตัมปะหีนนั ตัง อปั ปัตตัญจะ อะนาคะตงั
ปจั จปุ ปันนญั จะ โย ธมั มัง ตตั ถะ ตัตถะ วิปัสสะติ
อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตงั วิทธา มะนพุ ร๎ หู ะเย
อชั เชวะ กจิ จะมาตัปปงั โก ชญั ญา มะระณัง สุเว
นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจนุ า
เอวัง วิหารมิ าตาปิง อะโหรัตตะมะตนั ทิตัง
ตงั เว ภัทเทกะรัตโตติ สนั โต อาจกิ ขะเต มุนตี ิ ฯ
ปฐมพุทธวจนะ
อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวสิ สงั อะนิพพิสงั
คะหะการัง คะเวสนั โต ทกุ ขา ชาติ ปุนปั ปุนงั
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปนุ ะ เคหงั นะ กาหะสิ
สพั พา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกฏู งั วสิ ังขะตัง
วิสังขาระคะตงั จิตตัง ตณั หานงั ขะยะมัชฌะคาติ ฯ
สุคันธชาครานสุ รณ์ 27
พระอภิธรรม ๗ คมั ภีร์
บทสวดท่พี ระพิธธี รรมใชส้ วดในการพิธีต่างๆ นัน้ แบง่ เปน็ ๒ ประเภท คือ
บทสวดในการพิธีมงคล คือ การสวดจตุรเวท ได้แก่ การสวดพระปริตร ๗ ตานาน
กับบทสวดในการพิธีอวมงคล คือ การสวด พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ การสวดพระ
ธรรมใหม่ การสวดพระอภิธรรมัตถสังคหะ และการสวดคาถาธรรมบรรยายแปล
จะแสดงเน้อื หาของบทสวดต่างๆ พอเป็นตวั อย่าง ดงั นี้
บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือ บทสวดพระอภิธรรม ๗ บท ซึ่งเป็น
บทสวดพระอภิธรรมทม่ี ี ๗ บทด้วยกนั คอื
บทท่ี ๑ บทพระสังคณี หรือพระธรรมสังคณี เป็นบทท่ีว่าด้วย เรื่องกุศล
คือ ความดี อกุศล คอื ความไม่ดีหรอื ความชัว่ และท่ีเป็นกลางๆ คือ ไม่เป็นทั้งความ
ดแี ละความชวั่ ท่เี รียกวา่ อพั ยากฤต
บทที่ ๒ บทพระวภิ งั ค์ เป็นบทท่ีกล่าวถงึ การจาแนกส่วนประกอบของชีวิต
ออกเปน็ ๕ ขนั ธ์ คือ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ
บทท่ี ๓ บทพระธาตุกถา เป็นบททวี่ ่าด้วยการเขา้ กันได้ของธาตุตา่ งๆ เช่น
เยื่อกระดูก เลือด ปัสสาวะ ลมหายใจ ความร้อนในร่างกาย ช่องว่างในปาก
ความรสู้ กึ เปน็ ต้นพระพธิ ีธรรม
บทท่ี ๔ บทพระปุคคลบัญญัติ เป็นบทที่ว่าด้วยการแบ่งประเภท
ของบุคคล คือ แบ่งตามรูปรา่ งผิวพรรณ แบ่งตามอวัยวะการรับรู้ แบ่งตาม ลักษณะ
ธาตุทั้ง ๖ แบ่งตามความเป็นจริง แบ่งตามส่ิงท่ีเป็นใหญ่ในกาย แบ่งตามคุณธรรม
ของแต่ละบุคคล
บทที่ ๕ บทพระกถาวัตถุ เป็นบทที่ว่าด้วยการตัดสินข้อขัดแย้ง เพื่อหาสิ่ง
ทถี่ ูกตอ้ งตามคาสอนของพระพุทธเจา้
บทท่ี ๖ บทพระยมก เป็นบทท่ีว่าด้วยการจัดพวกคาสอนของ
พระพุทธเจ้าเป็นคู่ๆ ซ่ึงเป็นวิธีค้นหามูลเหตุรากเหง้าของเร่ืองราวทั้งหลายของ
พระพุทธเจ้าในฝา่ ยดตี ่างๆ
บทท่ี ๗ บทพระมหาปัฏฐาน เป็นบทที่ว่าดว้ ยเรื่องปัจจยั ในการ สนบั สนุน
ของแต่ละเรื่อง เช่น ปัจจัยสนับสนุนจากสิ่งท่ีเป็นเหตุ ๖ ประการ ปัจจัยสนับสนุน
จากสงิ่ ทเี่ ปน็ อารมณ์ ๖ ประการ เปน็ ตน้
พระอภิธรรม ๗ บท หรือ ๗ คัมภีร์นี้ท่านโบราณจารย์สอนให้ว่า
ย่อเฉพาะตัวหน้าเพื่อง่ายแก่การจดจา ท่านจึงใช้กุศโลบายให้เยาวชน สมัยก่อน
ท่องจาเป็นคาถาเสกน้าล้างหน้าตนเองทุกๆ วัน ตอนเช้า จะเกิดสรรพคุณเป็นสรรพ
มงคลยิ่งดีนักแล คอื สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
28 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
พระสังคิณี
กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพ๎ยากะตา ธัมมา ฯ กะตะเม
ธมั มา กุสะลา ฯ ยัส๎มงิ สะมะเย กามาวะจะรัง กสุ ะลัง จิตตัง อุปปนั นัง โหติ
โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง รูปารัมมะณัง วา สัททา
รัมมะณัง วา คันธารัมมะณัง วา ระสารัมมะณัง วา โผฏฐัพพารัมมะณัง วา
ธัมมารัมมะณัง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ ตัส๎มิง สะมะเย ผัสโส โหติ
อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ ตัส๎มิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปะฏิจจะ
สะมุปปันนา อะรูปิโน ธมั มา อเิ ม ธมั มา กสุ ะลา ฯ
พระวิภงั ค์
ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนาก๎ขันโธ สัญญาก๎ขันโธ สังขารัก
ขันโธ วิญญาณักขันโธ ฯ ตัตถะ กะตะโม รูปักขนั โธ ฯ ยงั กิญจิ รูปัง อะตีตา
นาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา
หีนัง วา ปะณีตัง วา ยัง ทูเร วา สันติเก วา ตะเทกัชฌัง อะภิสัญ หู ิต๎วา
อะภิสงั ขปิ ติ ๎วา อะยงั วุจจะติ รูปักขันโธ ฯ
พระธาตกุ ถา
สังคะโห อะสังคะโห ฯ สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ
สังคะหิตัง สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง ฯ
สัมปะโยโค วิปปะโยโค ฯ สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง วิปปะยุตเตนะ
สัมปะยุตตงั อะสงั คะหิตัง ฯ
พระปุคคลปญั ญัติ
ฉะ ปัญญัตติโย ขันธปัญญัติ อายะตะนะปัญญัตติ ธาตุปัญญัตติ
สัจจะปัญ ญั ติ อินท๎ริยะปัญ ญั ติ ปุคคะละปัญ ญั ติ ฯ กิตตาวะตา
ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัติ ฯ สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต
กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม เจตะนา
ภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโพ ปุถุชชะโน โคต๎ระภู ภะยูปะระโต อะภะยูปะ
ระโต ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน นิยะโต อะนิยะโต ปะฏิปันนะโก
ผะเลฏฐิโต อะระหา อะระหตั ตายะ ปะฏปิ ันโน ฯ
สสุุคคันันธธชชาาคครราานนุสุสรรณณ์์ 2299
ปสปปสปสปปสััััะะุคุคจจจจะะรรคคฉฉฉฉรระะะะิิิิะะกกกกมมโโมมััััตตตตปปลลัตัตััตตโโโโุุคคเเออถถถถถถเเคคุุปปถถนนะะปปปปะะนนาาโโตตลละะะะลลาาิิพัพัรรรรตตฯฯภภะะะะิิออมมฯฯะะมมมมุุปปจิจิตตััััตตตตะะนนฉฉิิ โโลลโโสสาาะะถถถถััพพัจัจฉฉเเภภฯฯตตตตหหกิิกะะะะะะัตัตววตตโโโโััถถงงิิตตตตพพะะสสววรรปปััจจโโโโััตตะะะะสสสสฉฉกกตตรริิกกถถััะะปปปปพพััตตาามมุุุุคคคคถถเเววัตัตพพะะคคคคตัตั เเปปถถถถะะะะฯฯนนะะุุโโโโลลรรลละะออะะาาเเออออมมตตชชุุุุััตตปปปปนนาาเเะะะะะะนนถถลลลลนนววาาััััพพพพะะหหาาตตตติิภภภภะะนนิิ ะะะะออิิคคเเตตตตาารรคคมมิิิิ ววสสสสะะัันนััตตััััจจจจหหตตตตฉฉฉฉััาางงััพพิิิิกกกกฯฯเเหหััััพพตตตตััญญถถถถโโโโะยยยยะะะจจิิ
กมมกมมสุสุููเูเูลลลละะาานนลลสสะะาาััเเพพเเยยฯฯออเเพพกกเเกกะะเเจจมมตติิ ูลูลกกธธาาุุสสััมมะะฯฯมมลลเเาาาายยกกธธววุุััสสมมาาะะมมปปลลาาะะาาสสนนฯฯััพพะะเเพพเเกกพพยยรรุสสุ ะะเเะะเเตตยยกกลลมมจจะะกกกกิิมมุุสสกกููเเะะุุลลสสลลนนะะะะลละะมมาาเเููลลออธธาากกััฯฯมมะะมมมมเเยยาาลููลาาสสววาาััพพสสพัพัเเปปพพเเะะพพนนเเตตะะเเตตกกกกุุสสุุสสธธะะมมััะะลลลลมมะะะะาา
วสอปปปวสอปปปคิิคััมมััััััจจาาจจจจะะหหฉฉปปจจจจตตาาะะะะาาะะะะชชรรโโโโยยปปยยยยาาะะุุตตััจจตตปปเเตตสสนนจจหหะะััจจะะะะะะิิสสปปตตโโปปจจมมสสััุุจจปปยยะะััจจะะจจะะััจจออโโจจนนะะยยจจยยะะะะััโโนนะะะะววยยโโออปปโโตตคิคิยยยยิิััออนนจจะะะะววาาตตรรจจททออิิปปเเะะะะะะาา๎๎สสรรปปปปปปรรโโิิยยววยยััมมจัจัััะะจจะะะะจจพพมมยยจจนนออปปะะรรุุะะตตะะะะุุปปััโโจจะะณณตตโโยยปปมมะะจจยยะะััจจหหะะนนฯฯะะปปจจปปสสาาิิโโสสััปปะะจจััะะยยจจสสโโจจฏััฏหหจจยยะะฌฌะะฐฐะะะะยยโโาากกโโชชาายยะะยยนนััมมนนาาปปมมออตตออะะััจจััะะตตะะธธปปจจปปิิปปปปถถััจจะะััจจิิััปปะะจจจจโโจจตตััจจยยจจะะะะิิปปะะจจโโโโปปััโโยยะะจจยยยยุุเเโโจจรรยยมมววะะออชชิิััปปคคโโัันนาาญญยยาาคคตตััตตกกญญะะออะะถถะะปปะะนนปปิิปปปปััมมัััันนจจจจััจจััจจััญญจจตตจจจจจจะะะะะะะะะะญญรรโโโโโโโโยยยยะะยยยยะะ
สธสธัมัมมมัั มมปปาาะะยยฯฯตตุุ ตตกกสววสาาิิปปุุุุสสขขะะธธาาาามัมักกลลยยาามมาาะะาาเเธธธธออววมััมััมมะะททมมมมททะะาาาากุกุนนขขววออาาะะิิปปยยะะมมธธาากกะะะะกกมัมัุสสุ สสสสะะมมะะขุุขธธสสััมมลลาาััมมัังงาาปปยยคคมมะะธธะะิณิณะะมัมัยยธธเเมมมมีีุุววตตััมมาาททาาตตมมตตะะาาออาากกิินนพััพธธาาาาเเ๎ย๎ยนนััมมยยาาววะะมมกกะะาาะะสสววตตัมัมิิปปททาาปปาาุุกกะะกกธธขขยยมัมัะะาาตุตุมมนนยยตตาาะะะะาาววฯฯิิปปเเธธววัมมัาาททกกมมะะะะาานนธธฯฯััมมาามมยยะะะะ
30 สคุ ันธชาครานุสรณ์
อุปาทินนุปาทานิยา ธัมมา อะนุ ปาทินนุปาทานิยา ธัมมา
อะนปุ าทินนานุปาทานิยา ธมั มา ฯ
สังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา อะสังกิลิฏฐะสังกิเลสิกา ธัมมา
อะสังกลิ ิฏฐาสังกเิ ลสกิ า ธัมมา ฯ
อะวติ กั กาสวิจะาวริตาักธกัมะมสาะฯวิจารา ธัมมา อะวิตักกะวิจาระมัตตา ธัมมา
ธเเนหมั วตมะุกาทาฯัสธสมั ปททะมเีตััสสานิสสสนเะะะนะหเเวนนะนะนนคะทะะะภสั ตาสปปาวะะะะเธหนนหมั านาามตยตะาัพะัพนสพพปะุขาะะภะหเธาสหาวัมะตตะมหุกัพนาะาาพคภยธาะะาัมตธวมาปัมะาะมนธหัมภาาามยาฯตวาะพัะอปนพุเะาปะยหเกหะาขตตาปุกัพสะาะพหหธาาัมะตธคมัพัมะาพมตฯาะา
อาจะยะคามิโน ธัมมา อะปะจะยะคามิโน ธัมมา เนวาจะยะ
คามโิ น นาปะจะยะคามโิ น ธัมมา ฯ
เสกขา ธมั มา อะเสกขา ธัมมา เนวะเสกขานาเสกขา ธัมมาฯ
ปะริตตา ธมั มา มะหคั คะตา ธัมมา อัปปะมาณา ธัมมา ฯ
ปะริตตา รัมมะณ า ธัมมา มะหัคคะตารัมมะณ า ธัม มา
อัปปะมาณารมั มะณา ธัมมา ฯ
หีนา ธมั มา มชั ฌิมา ธมั มา ปะณตี า ธัมมา ฯ
มิจฉัตตะนิยะตา ธัมมา สัมมัตตะนิยะตา ธัมมา อะนิยะตา
ธมั มา ฯ
มัคคารัมมะณา ธมั มา มัคคะเหตกุ า ธมั มา มคั คาธปิ ะตโิ น ธัมมา ฯ
อปุ ปันนา ธัมมา อะนปุ ปันนา ธัมมา อุปปาทโิ น ธมั มา ฯ
อะตตี า ธัมมา อะนาคะตา ธัมมา ปัจจปุ ปนั นา ธมั มา ฯ
อะตีตารัมมะณา ธัมมา อะนาคะตารัมมะณา ธัมมา ปัจจุปปัน
นารัมมะณา ธัมมา ฯ
อัชฌัตตา ธมั มา พะหทิ ธา ธมั มา อัชฌัตตะพะหิทธา ธัมมาฯ
พอะะนหทิทิ สัธสาระอสัมนัะชมานฌะปิทณัตปัสตะาสฏาธะริฆมั นัมามะมาธสะัมัปฯณมปาาะฯฏธัมิฆมาาธัมพมะาหิทอะธนาริทัมัสมสะะณนะาสธัปัมปมะาฏอิฆัชาฌธััตมตมะา
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 31
บงั สกุ ลุ เป็น
อะจิรัง๎วะตะยงั ๎กาโย๎ ปะฐะวิง๎อะธเิ สสสะติ
ฉุฑโฑ๎อะเปตะวญิ ญาโณ นิรัตถงั วะ๎กะลงิ คะรัง๎ฯ๎
บังสุกุลตาย
อะนิจจา๎วะตะ๎สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมโิ น
อปุ ปัชชิตวา๎นิรุชฌันติ เตสงั ๎วปู ะสะโม๎สโุ ข๎ฯ
สพั เพ๎สตั ตา๎มะรนั ติ๎จะ๎ มะรงิ ส๎ุ จะ๎มะรสิ ะเร
ตะเถวาหัง๎มะรสิ สามิ นตั ถ๎ิ เม๎เอตถะ๎สังสะโย๎ฯ
วิปัสสนาภมู ปิ าฐะ
ปัญจักขันธา ฯ รูปักขันโธ เวทะนาก๎ขันโธ สัญญาก๎ขันโธ สังขารัก๎
ขนั โธ วญิ ญาณัก๎ขันโธ ฯ
ท๎วาทะสายะตะนานิ ฯ จักข๎วายะตะนัง รูปายะตะนัง โสตายะตะนัง
สทั ทายะตะนัง ฆานายะตะนงั ชิวหายะตะนงั ระสายะตะนัง กายายะตะนัง
โผฏฐพั พายะตะนัง มะนายะตะนัง ธมั มายะตะนัง ฯ
อัฏฐาระสะ ธาตุโย ฯ จักขุธาตุ รูปะธาตุ จักขุวิญญาณะธาตุ โสตะ
ธาตุ สัททะธาตุ โสตะวิญญาณะธาตุ ฆานะธาตุ คันธะธาตุ ฆานะวิญญาณะ
ธาตุ ชิวหาธาตุ ระสะธาตุ ชิวหาวิญญาณะธาตุ กายะธาตุ โผฏฐัพพะธาตุ
กายะวญิ ญาณะธาตุ มะโนธาตุ ธมั มะธาตุ มะโนวญิ ญาณะธาตุ ฯ
พาวีสะตินท๎ริยานิ ฯ จักขุนท๎ริยัง โสตินท๎ริยัง ฆานินท๎ริยัง
ชิวหินท๎ริยัง กายินท๎ริยัง มะนินท๎ริยัง อิตถินท๎ริยัง ปุริสินท๎ริยัง ชีวิตินท๎ริยัง
สขุ นิ ท๎รยิ ัง ทุกขินทร๎ ิยัง โสมะนัสสินท๎ริยัง โทมะนัสสินท๎ริยงั อุเปกขนิ ท๎ริยัง
สัทธินท๎ริยัง วิริยินท๎ริยัง สะตินท๎ริยัง สะมาธินท๎ริยัง ปัญญินท๎ริยัง
อะนัญญะตัญญัสสามีตินท๎ริยัง อัญญินท๎ริยัง อัญญาตาวินท๎ริยัง ฯ จัตตาริ
อะริยะสัจจานิ ฯ ทุกขัง อะริยะสัจจัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง
ทกุ ขะนโิ รโธ อะริยะสจั จงั ทกุ ขะนิโรธะคามนิ ปี ะฏิปะทา อะริยะสจั จงั ฯ
32 สุคนั ธชาครานุสรณ์
จูฬกมั มวิภังคสูตร : กรรมจาแนกสัตว์ท่ีเกิดมาให้แตกต่างกัน
จูฬกัมมวิภังคสูตร ปรากฎในพระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริ
ปณั ณาสกพ์ ระสตู ร มีสาระโดยย่อดงั นี้
สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลถามถึงเหตุที่ทาให้สัตว์มีอายุส้ัน มีอายุยืน มีโรค
มาก มีโรคน้อย เป็นตน้ และเหตุทีท่ าใหค้ นเลวและดีต่างกนั
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบโดยย่อว่า เป็นเพราะสัตว์ท้ังหลายมีกรรมเป็น
ของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพ่ึง
อาศยั กรรมจึงจาแนกสัตว์ใหเ้ ลวและดตี ่างกัน
ทรงอธิบายขยายความโดยละเอยี ดตามกฎแห่งกรรมแบง่ ได้ ๗ คู่ คือ
๑. อายสุ ้ันเพราะฆา่ สัตว์ อายุยืนเพราะไมฆ่ ่าสัตว์
๒. มโี รคมาก เพราะเบียดเบียนสตั ว์ มโี รคน้อย เพราะไม่เบยี ดเบียนสัตว์
๓. มีผิวพรรณทราม เพราะเป็นผู้มักโกรธ มีผิวพรรณผ่องใส เพราะเป็นผู้ไม่
โกรธ
๔. มีอานาจน้อย เพราะมใี จรษิ ยา มีอานาจมาก เพราะมใี จไม่รษิ ยา
๕. มโี ภคะมาก เพราะใหท้ าน มีโภคะน้อย เพราะไม่ให้ทาน
๖. เกิดในตระกูลต่า เพราะกระด้าง เย่อหย่ิง ไม่อ่อนน้อม เกิดในตระกูลสูง
เพราะไมก่ ระดา้ ง ไมเ่ ยอ่ หยง่ิ อ่อนนอ้ ม
๗. มีปัญญาทราม เพราะไม่สอบถามสมณพราหมณ์ถึงเรื่องกุศล อกุศล
เปน็ ต้น มีปญั ญามาก เพราะสอบถามสมณพราหมณถ์ งึ เรอ่ื งกศุ ล อกุศล เปน็ ต้น
พระไตรปฎิ ก เล่มท่ี ๑๔ พระสตุ ตันตปิฎก เล่มที่ ๖
มัชฌมิ นกิ าย อุปรปิ ัณณาสก์
๕. จฬู กัมมวภิ งั คสูตร
[๕๗๙] ข้าพเจ้าไดส้ ดบั มาอย่างน้ี-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ท่ีพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวตั ถี สมัยน้ันแล สุภมาณพ โตเทยยบุตรเข้าไปเฝา้ พระ
ผู้มีพระภาคยังท่ีประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคคร้ันผ่านคา
ทักทายปราศรัยพอใหร้ ะลึกถงึ กันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ทีค่ วรสว่ นข้างหนง่ึ ฯ
สุคันธชาครานสุ รณ์ 33
[๕๘๐] สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอน่ังเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มี
พระภาคดังน้ีว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวก
มนุษย์ท่ีเกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษยท้ังหลาย
ยอ่ มปรากฏมอี ายุสน้ั มอี ายุยืน มีโรคมาก มโี รคน้อย มผี ิวพรรณทรามมีผิวพรรณงาม
มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่า เกิดในสกุลสูง
ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวก
มนษุ ย์ทเี่ กิดเป็นมนษุ ยอ์ ยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต ฯ
[๕๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพึ่งอาศัย
กรรมยอ่ มจาแนกสัตว์ให้เลวและประณตี ได้ ฯ
ส. ขา้ พระองคย์ อ่ มไม่ทราบเน้ือความโดยพสิ ดารของอเุ ทศที่พระโคดมผู้เจริญ
ตรสั โดยย่อ มิได้จาแนกเนื้อความโดยพิสดารน้ีได้ ขอพระโคดมผู้เจริญได้โปรดแสดง
ธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเน้ือความแห่งอุเทศน้ีโดย
พสิ ดารไดเ้ ถดิ ฯ
พ. ดูกรมาณพ ถ้าอย่างน้ัน ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไปสุภ
มาณพ โตเทยยบุตร ทลู รบั พระผูม้ ีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระเจ้าขา้ ฯ
[๕๘๒] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังน้ีว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้
จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทาชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด
มีมือเป้ือนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พร่ังพร้อม
สมาทานไว้อย่างน้ี หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกถ้ามาเป็นมนุษย์
เกิด ณ ท่ีใด ๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุส้ัน ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุ
สน้ั นี้ คือ เป็นผู้มักทาชวี ิตสตั ว์ให้ตกล่วง เป็นคเห้ียมโหด มีมือเป้ือนเลือด หมกมุน่ ใน
การประหตั ประหาร ไม่เอน็ ดใู นเหล่าสัตวม์ ีชวี ติ ฯ
[๕๘๓] ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเปน็ สตรกี ็ตาม บุรุษก็ตาม
ละปาณาติบาตแลว้ เป็นผู้เวน้ ขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้มีความ
ละอาย ถงึ ความเอ็นดู อนุเคราะหด์ ้วยความเกือ้ กลู ในสรรพสตั วแ์ ละภูตอยเู่ ขาตายไป
จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างน้ี
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง
จะเป็นคนมีอายุยืน ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาต
แล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญาวางศาตราได้ มีความละอาย
ถึงความเอ็นดู อนเุ คราะหด์ ว้ ยความเกือ้ กลู ในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ฯ
34 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
[๕๘๔] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป็น
ผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตราเขาตายไป
จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้
อยา่ งน้ี หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทคุ ติ วินิบาต นรกถ้ามาเป็นมนุษย์ เกดิ ณ ท่ีใดๆ
ในภายหลงั จะเป็นคนมโี รคมาก ดูกรมาณพปฏปิ ทาเปน็ ไปเพ่ือมโี รคมากนี้ คือ เป็นผู้
มีปรกติเบียดเบยี นสตั วด์ ้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรอื ท่อนไม้ หรอื ศาตรา ฯ
[๕๘๕] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป็น
ผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตราเขาตาย
ไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง
จะเป็นคนมีโรคน้อย ดกู รมาณพ ปฏปิ ทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยน้ี คือ เป็นผู้มปี รกติไม่
เบียดเบยี นสตั ว์ดว้ ยฝ่ามอื หรอื กอ้ นดนิ หรอื ท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ
[๕๘๖] ดกู รมาณพ บุคคลบางคนในโลกน้จี ะเป็นสตรกี ็ตาม บุรุษก็ตามเป็น
คนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคืองพยาบาท
มาดร้าย ทาความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ
ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณ
ทรามน้ี คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคืองถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธ
เคอื ง พยาบาท มาดร้าย ทาความโกรธ ความรา้ ยและความขึ้งเคียดใหป้ รากฏ ฯ
[๕๘๗] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป็น
คนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง
ไมพ่ ยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทาความโกรธ ความรา้ ย และความข้ึงเคียดให้ปรากฏ เขา
ตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้
อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ
ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเล่ือมใส ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพ่ือเป็นผู้น่าเล่ือมใสน้ี
คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ
เคอื ง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทาความโกรธ ความรา้ ย ความขึง้ เคียดใหป้ รากฏ ฯ
[๕๘๘] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามมี
ใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ
การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมศี ักดาน้อย
สคุ นั ธชาครานสุ รณ์ 35
ดกู รมาณพ ปฏิปทาเปน็ ไปเพ่ือมีศักดาน้อยนี้ คือ มีใจริษยา ย่อมรษิ ยา มุ่งร้าย ผูกใจ
อิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถอื การไหว้ และการบูชาของคนอืน่ ฯ
[๕๘๙] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ
ความเคารพ ความนบั ถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดา
มาก ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามากน้ี คือ มีใจไม่ริษยาย่อมไม่ริษยา
ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือการไหว้ และการ
บูชาของคนอ่ืน ฯ
[๕๙๐] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
ย่อมไม่เป็นผู้ใหข้ ้าว น้า ผา้ ยาน ดอกไม้ ของหอม เครอื่ งลบู ไล้ ทนี่ อน ที่อาศัยเครอ่ื ง
ตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคต วินิบาต นรก
เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างน้ี หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนษุ ย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีโภคะน้อย
ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยน้ี คือ ไม่ให้ข้าวน้า ผ้า ยาน ดอกไม้ ของ
หอม เครอ่ื งลบู ไล้ ทน่ี อน ทอี่ ยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแกส่ มณะหรอื พราหมณ์ ฯ
[๕๙๑] ดกู รมาณพ บคุ คลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรกี ็ตาม บุรุษก็ตามย่อม
เป็นผู้ให้ข้าว น้า ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เคร่ืองลูบไล้ ที่นอน ท่ีอยู่อาศัเครื่องตาม
ประทีป แก่สมณะหรอื พราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกรรมน้ัน
อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามา
เป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก ดูกรมาณพ ปฏิปทา
เป็นไปเพ่ือมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้า ผ้า ยานดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ทน่ี อน ทอี่ ย่อู าศัย เคร่ืองตามประทปี แก่สมณะหรอื พราหมณ์ ฯ
[๕๙๒] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนท่ีควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนท่ีควรลุก
รับ ไม่ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนท่ีสมควรแก่ทางไม่
สกั การะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนท่ีควรเคารพ ไม่นับถือคนทีค่ วรนับถือไม่บูชา
คนท่ีควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมน้ัน อันเขา
ให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างน้ี หากตายไป ไมเ่ ข้าถึงอบายทุคติ วนิ บิ าต นรก ถ้ามา
เป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่า ดูกรมาณพ ปฏิปทา
เป็นไปเพ่ือเกิดในสกุลต่าน้ี คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหย่ิง ย่อมไม่กราบไหว้คนท่ีควร
กราบไหว้ ไม่ลุกรับคนท่ีควรลุกรับไม่ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทาง
36 สุคนั ธชาครานุสรณ์
แก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนท่ีควรสักการะ ไม่เคารพคนท่ีควรเคารพ ไม่นับ
ถอื คนท่คี วรนับถือ ไม่บชู าคนทีค่ วรบูชา ฯ
[๕๙๓] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป็น
คนไม่กระด้าง ไม่เย่อหย่ิง ย่อมกราบไหว้คนท่ีควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ
ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทางสักการะคนที่ควร
สกั การะ เคารพคนท่ีควรเคารพ นับถือคนทคี่ วรนบั ถือ บชู าคนที่ควรบูชา เขาตายไป
จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เขา้ ถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกดิ เป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง
จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพ่ือความเป็นผู้มีสกุลสูงน้ี คือ
เป็นคนไม่กระด้าง ไมเ่ ยอ่ หยงิ่ ย่อมกราบไหว้คนทค่ี วรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ
ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนท่ีสมควรแก่ทาง สักการะคนท่ีควร
สกั การะ เคารพคนทคี่ วรเคารพ นบั ถอื คนท่คี วรนบั ถอื บูชาคนท่คี วรบชู า ฯ
[๕๙๔] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็น
อกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทา
ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพ่ือทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเม่ือทาย่อมเป็นไปเพ่ือ
ประโยชน์เกื้อกูล เพ่ือความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างน้ี หากตายไป ไม่เข้าถึง
อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณท่ีใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมี
ปัญญาทราม ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีปัญญาทรามน้ี คือ ไม่เป็นผู้เข้าไปหา
สมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไร เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ
อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไปเพ่ือไม่เก้ือกูล
เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไปเพ่ือประโยชน์เก้ือกูล
เพ่ือความสขุ สิน้ กาลนาน ฯ
[๕๙๕] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม
ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็น
อกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเม่ือทาย่อม
เป็นไปเพื่อไม่เก้ือกูล เพ่ือทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูล เพ่ือความสุขส้ินกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพ้ ร่ังพรอ้ ม สมาทานไว้อยา่ งน้ี หากตายไปไม่เขา้ ถงึ สุคตโิ ลก
สวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก ดูกร
มาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์
แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษ อะไรควร
สุคนั ธชาครานสุ รณ์ 37
เสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน
หรอื วา่ อะไรเมือ่ ทา ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชน์เกอ้ื กลู เพื่อความสุขส้ินกาลนาน ฯ
[๕๙๖] ดกู รมาณพ ด้วยประการฉะน้ีแล ปฏปิ ทาเป็นไปเพ่ือมีอายุสั้นย่อม
นาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุส้ัน ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีอายุยืน ย่อมนาเข้าไปสู่ความ
เป็นคนมีอายุยืน ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีโรคน้อย ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อยปฏิปทาเป็นไป
เพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทรามปฏิปทาเป็นไป
เพ่ือเป็นผู้น่าเล่ือมใส ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเล่ือมใสปฏิปทาเป็นไปเพื่อมี
ศักดาน้อย ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีศักดามาก
ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย ย่อมนาเข้า
ไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนาเข้าไปสู่ความ
เป็นคนมีโภคะมาก ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือเกิดในสกุลต่า ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคน
เกิดในสกุลต่า ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือเกิดในสกุลสูง ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดใน
สกลุ สงู ปฏิปทาเป็นไปเพือ่ มีปัญญาทราม ยอ่ มนาเขา้ ไปสู่ความเปน็ คนมปี ัญญาทราม
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีปัญญามากย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก ดูกร
มาณพ สัตว์ท้ังหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกาเนิด
มีกรรมเป็นเผา่ พันธุ์ มกี รรมเปน็ ทีพ่ ่งึ อาศยั กรรมยอ่ มจาแนกสัตว์ใหเ้ ลวและประณตี
[๕๙๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอยา่ งน้ี สุภมาณพ โตเทยยบุตรได้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคดังน้ีว่า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า
พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย เปรียบเหมือนหงายของที่
คว่า หรือเปิดของท่ีปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วย
หวังวา่ ผมู้ ตี าดีจกั เห็นรูปได้ฉะน้ัน ข้าพระองค์นขี้ อถึงพระโคดมผเู้ จริญพระธรรม และ
พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจาข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผูถ้ งึ สรณะตลอดชีวติ ตัง้ แต่บดั น้ีเปน็ ตน้ ไป ฯ จบ จฬู กัมมวภิ ังคสูตรที่ ๕
อรรถกถามชั ฌิมนิกาย อปุ รปิ ัณณาสก์ วภิ งั ควรรค
จฬู กัมมวภิ ังคสูตร
ในสูตรน้ัน บทว่า สุโภ ความว่า ได้ยินว่า เขาเป็นคนน่าดู น่าเล่ือมใส.
ด้วยเหตุน้ัน ญาตทิ ้ังหลายจึงต้ังชือ่ เขาว่า สภุ ะ เพราะความทเี่ ขามีอวัยวะงาม. แต่ได้
เรียกเขาว่า มาณพในกาลเป็นหนุ่ม.เขาถูกเรียกโดยโวหารนั้นแล แม้ในกาลเป็น
คนแก่.
38 สุคันธชาครานุสรณ์
บทว่า โตเทยฺยปุตฺโต ได้แก่ บุตรของพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิ
โกศล ชื่อว่าโตเทยยะ. ได้ยินว่า เขาถึงอันนับว่าโตเทยยะ เพราะเขาเป็นใหญ่แห่ง
บ้านช่ือว่าตุทิคาม ซึ่งมีอยู่ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็เขาเป็นผู้มีทรัพย์มาก มีสมบัติถึง ๘๗
โกฏิ แต่มีความตระหน่ีจัด. เม่ือจะให้ก็คิดว่า ข้ึนช่ือว่าความไม่ส้ินเปลืองของโภคะ
ทง้ั หลายไมม่ ี จงึ ไมใ่ ห้อะไรแก่ใครๆ.
สมดังคาที่ทา่ นกล่าวไวว้ า่ บัณฑิตเห็นความสนิ้ ไปแห่งยาหยอดตาทั้งหลาย
การสะสมของตัวปลวกท้ังหลาย และการรวบรวมของตัวผึ้งทั้งหลายแล้ว พึงอยู่
ครองเรือน.
เขาให้สาคัญอย่างน้ี ตลอดกาลนานทีเดียว. เขาไม่ให้วัตถุสักว่ายาคูกระบวย
หนึ่ง หรือภัตสักทัพพี แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในวิหารใกล้ ทากาละ
ด้วยความโลภในทรัพย์ ไปเกิดเป็นสุนัขในเรือนนั้นเทียว. สุภะรักสุนัขน้ันมาก
เหลอื เกิน ให้กินภัตท่ีตนบรโิ ภคนั้นแหละ ยกขึน้ ใหน้ อนในท่นี อนอันประเสริฐ.
อยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในสมัยใกล้รุ่ง ทรงเห็น
สุนัขนั้นแล้ว ทรงดาริว่า โตเทยยพราหมณ์ตายไปเกิดเป็นสุนัขในเรือนของตนเทียว
เพราะความโลภในทรัพย์ วันนี้ เม่ือเราไปสู่เรือนของสุภะ สุนัขเห็นเราแล้ว จักทา
การเห่าหอน. ลาดับน้ัน เราจักกล่าวคาหน่ึงแก่สุนัขนั้น สุนัขน้ันจะรู้เราว่าเป็นสมณ
โคดม แล้วไปนอนในที่เตาไฟ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ สุภะจักมีการสนทนาอย่างหนึ่ง
กับเรา สุภะน้ันฟังธรรมแล้ว จักต้ังอยู่ในสรณะทั้งหลาย ส่วนสุนัขตายไปแล้วจักเกิด
ในนรก ดังน้ี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ความท่ีมาณพจะต้ังอยู่ในสรณะท้ังหลายนี้แล้ว
ในวันน้ันทรงปฏิบัติพระสรีระ เสด็จไปสู่เรือนน้ันเพื่อทรงบิณ ฑบาต โดย
ขณะเดียวกันกับมาณพออกไปสู่บ้าน. สุนัขเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทาการเห่า
หอน ไปใกลพ้ ระผู้มีพระภาคเจ้า. แตน่ นั้ พระผ้มู ีพระภาคเจา้ ได้ตรสั คานกี้ ะสุนขั นัน้ ว่า
แน่ะโตเทยยะ เจ้าเคยกล่าวกะเราว่า ผู้เจริญๆ ไปเกิดเป็นสุนัข แม้บัดน้ี ทาการเห่า
หอนแล้ว จักไปสู่อเวจี ดังนี้. สุนัขฟังพระดารัสนั้นแล้ว รู้เราว่าเป็นสมณโคดม
มีความเดือดร้อน ก้มคอไปนอนในข้ีเถ้า ในระหว่างเตาไฟ. มนุษย์ไม่อาจเพื่อจะ
ยกข้ึนให้นอนบนท่ีนอนอันประเสริฐได้. สุภะมาแล้วพูดว่า ใครยกสุนัขน้ีลงจากท่ี
นอนเล่า. มนุษย์พูดว่า ไม่มีใคร แล้วบอกเรื่องราวเป็นมาน้ัน. มาณพฟังแล้วโกรธว่า
บดิ าของเราไปเกิดในพรหมโลก ไมม่ ีสุนัขชื่อโตเทยยะ แต่พระสมณโคดมทรงทาบิดา
ให้เป็นสุนัข พระสมณโคดมนั้นพูดพล่อยๆ ดังนี้ เป็นผู้ใคร่จะข่มพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยคาเท็จ จงึ ไปสวู่ หิ ารทลู ถามประวัตนิ ้นั .
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอย่างน้ันเทียวแก่สุภมาณพน้ัน เพ่ือไม่ให้
โต้เถียงกัน จึงตรัสว่า ดูก่อนมาณพ ก็ทรัพย์ท่ีบิดาของเธอไม่ได้บอกไว้มีอยู่หรือ.
สคุ ันธชาครานุสรณ์ 39
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ มีหมวกทองคาราคาหน่ึงแสน รองเท้าทองคาราคาหนึ่งแสน
และกหาปณะหน่ึงแสน. เจ้าจงไป จงถามสุนัขน้ันในเวลาให้กินข้าวปายาสมีน้าน้อย
แล้วยกขึ้นในท่ีนอนกา้ วสู่ความหลับนดิ หน่อย มันจะบอกทรัพยท์ ้ังหมดแก่เจา้ . ลาดับ
นั้น เจ้าจะพงึ รู้สุนขั น้นั ว่า มันเป็นบิดาของเรา.
มาณพดีใจแล้วด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ถา้ จักเปน็ ความจรงิ เราจะได้ทรัพย์
ถ้าไม่เป็นความจริง เราจักข่มพระสมณโคดมด้วยคาเท็จดังน้ี แล้วไปทาอย่างน้ัน.
สุนัขรู้ว่า เราอันมาณพนี้รู้แล้ว ทาเสียงร้อง หุง หุง ไปสู่สถานท่ีฝังทรัพย์ ตะกุย
แผ่นดินด้วยเท้าแล้วให้สัญญา. มาณพถือเอาทรัพย์แล้ว มีจิตเล่ือมใสในพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าว่า ธรรมดาสถานที่ปกปิดทรัพย์ปรากฏเป็นของละเอียด อยู่ในระหว่าง
ปฏิสนธิอย่างน้ี น่ันเป็นสัพพัญญูของพระสมณโคดมแน่แท้ จึงรวบรวมปัญหา ๑๔
ปญั หา.
นัยว่า มาณพนั้นเป็นนักปาฐกในวิชาทางร่างกาย. ด้วยเหตนุ น้ั มาณพนั้น
จึงมีความคิดว่า เราถือธรรมบรรณาการนี้แล้ว จักทูลถามปัญหากะพระสมณโคดม.
โดยการไปคร้ังท่ีสอง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงท่ีประทับ. แต่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาท้ังหลายท่ีมาณพนั้นทูลถามแก่เขาเพียงคร้ังเดียวเท่านั้น
จึงตรสั วา่ กมมฺ สฺสกา เปน็ ตน้ .
ในบทนั้น กรรมเป็นของสัตว์เหล่านั้น คือเป็นภัณฑะของตน เพราะฉะนั้น
สัตว์เหล่าน้ันช่ือว่ามีกรรมเป็นของตน. สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม
เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่าน้ันชื่อว่าเป็นทายาทแห่งกรรม. อธิบายว่า กรรมเป็นทายาท
คือเปน็ ภณั ฑะของสตั ว์เหลา่ นน้ั .
กรรมเป็นกาเนิดคือเป็นเหตุของสัตว์เหล่าน้ัน เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น
ช่ือว่ามีกรรมเป็นกาเนิด. กรรมเป็นเผ่าพันธ์ุของสัตว์เหล่าน้ัน เพราะฉะน้ัน
สตั วเ์ หล่านั้น ชอ่ื ว่ามกี รรมเปน็ เผา่ พันธ์ุ. อธบิ ายว่า มกี รรมเปน็ ญาติ.
กรรมเป็นที่พ่ึงอาศัย คือเป็นท่ีต้ังของสัตว์เหล่าน้ัน เพราะฉะน้ัน
สตั ว์เหล่านน้ั ชอ่ื วา่ มกี รรมเป็นทีพ่ ง่ึ อาศัย.
บทว่า ยทิท หีนปฺปณีตตาย ความว่า กรรมนี้ใดจาแนกโดยให้เลวและ
ประณีตอยา่ งน้วี า่ ทา่ นเลว ท่านประณตี ท่านมอี ายนุ ้อย ท่านมีอายยุ นื ทา่ นมปี ัญญา
ทราม ท่านมีปัญญา ดังน้ี ใครอื่นไม่ทากรรมน้ัน กรรมนั้นเทียวย่อมจาแนกสัตว์
ท้ังหลายอยา่ งน.้ี
มาณพไม่รู้เน้ือความแห่งอุเทศที่ทรงแสดง เป็นเหมือนพันปากของมาณพ
น้ันด้วยแผ่นผ้าเนื้อหนา แล้ววางของหวานไว้ข้างหน้า. ได้ยินว่า มาณพนั้นอาศัย
มานะ ถอื ตวั ว่าเป็นบัณฑติ ยอ่ มพจิ ารณาเหน็ ตน.
40 สุคันธชาครานุสรณ์
ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพ่ือทรงหักมานะของมาณพน้ันว่า มานะนี้
ว่า พระสมณโคดมตรัสอะไร เราย่อมรู้สิ่งที่ตรัสนั้นแล อย่าได้มี ดังน้ี จึงตรัสทาให้
แทงตลอดได้โดยยากว่า เราจักแสดงทาให้แทงตลอดได้ยากตั้งแต่เบ้ืองต้นเทียว
แต่น้ัน มาณพจักขอเราว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่รู้ ขอพระองค์จง
ทรงแสดงทาให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์โดยพิสดาร ลาดับน้ัน เราจักแสดงแก่เขาใน
เวลาร้องขอ เมื่อเปน็ เช่นน้ี กจ็ กั เป็นประโยชน์แกม่ าณพน้นั ดงั น.้ี
บทว่า อปฺปายุกสวตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา ยทิท ปาณาติปาตี
ความว่า กรรมในการยังชวี ิตสตั วใ์ หต้ กล่วงน้ีใด นนั้ ปฏปิ ทาเป็นไปเพ่ือมีอายุส้ัน.
ก็ปฏิปทานนั้ ย่อมทาให้มีอายุสั้นอย่างไร. กก็ รรมมี ๔ ประเภทคอื อุปปีฬก
กรรม อปุ ัจเฉทกกรรม ชนกกรรม อปุ ตั ถมั ภกกรรม.
ก็อุปปีฬกกรรมในประวัติท่ีเกิดด้วยกรรมอันมีกาลัง มาพูดโดยเนื้อความ
อย่างนี้ว่า ถ้าเราพึงรู้ก่อน ไม่พึงให้กรรมนั้นเกิดในที่น้ี พึงให้มันเกิดในอบายทั้งส่ี
จงยกไว้ เจ้าเกิดในท่ีใดท่ีหน่ึง เราบีบค้ันกรรมที่ช่ือว่า อุปปีฬกกรรมนั้น จักทาให้
ปราศจากรสปราศจากยางเหนียวใหไ้ ร้คา่ จาเดิมแตน่ ั้น จะทามันใหเ้ ป็นเช่นนน้ั .
ทาอยา่ งไร
คอื นาอนั ตรายเข้ามา ยงั โภคะให้พินาศ. ในเพราะกรรมน้ัน จาเดิมแต่กาล
ที่ทารกเกิดในท้องมารดา มารดาย่อมไม่มีความเบาใจ หรือไม่มีความสุขและความ
บีบคนั้ ยอ่ มเกดิ แก่บิดามารดา ยอ่ มนาอนั ตรายเขา้ มาอยา่ งน้ี.
ก็จาเดิมแต่กาลท่ีทารกเกิดในท้องมารดา โภคะท้ังหลายในเรือน
ย่อมฉิบหายด้วยอานาจแห่งราชาเป็นต้น เหมือนเกลือถูกน้า. แม่โคทั้งหลายที่รีดนม
ลงในภาชนะก็ไม่ให้น้านม ฝูงโคจะกล้าดุร้าย มีตาบอดเป็นง่อย โรคจะระบาดใน
คอกโค บริวารชนมีทาสเป็นต้นไม่เชื่อฟัง ข้าวกล้าที่หว่านไว้จะไม่เกิด ข้าวกล้าที่อยู่
ในเรือนย่อมพินาศในเรือน ที่อยู่ในป่าก็พินาศในป่า วัตถุสักว่าบาบัดความหิว
กระหายก็หาได้ยาก โดยลาดับ. เครื่องบริหารครรภ์ก็ไม่มี. เวลาทารกคลอดแล้ว
นา้ นมของมารดาก็จะขาด. ทารกเมื่อไมไ่ ด้บรหิ ารก็ถูกบบี คนั้ ปราศจากรส เห่ียวแห้ง
ไร้คา่ นี้ชื่อวา่ อปุ ปฬี กกรรม.
ส่วนเม่ือบุคคลเกิดแลว้ ด้วยกรรมที่ทาใหม้ ีอายุยืน อปุ ัจเฉทกกรรมก็มาตัด
รอนอายุ เหมือนบุรุษทาการไปสู่วัวผู้แปดตัว ยิงลูกศร อีกคนก็ตีลูกศรน้ันท่ีสักว่า
หลุดออกจากแล่งธนูด้วยไม้ค้อนให้ตกลงในที่นั้นฉันใด อุปัจเฉทกกรรมย่อมตัดรอน
อายขุ องตนท่เี กดิ แลว้ ดว้ ยกรรมทีท่ าให้มอี ายุยืนฉนั น้ัน.
ทาอย่างไร.
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 41
โจรให้บุคคลนั้นเข้าไปสู่ดง ให้ลุยน้าท่ีมีปลาร้าย. ก็หรือนาเข้าสู่สถานท่ี
อันตรายอื่น. นี้ช่ือว่า อุปัจเฉทกกรรม. อุปัจเฉทกกรรมน้ันเทียวมีช่ือว่า อุปฆาฏก
กรรม. ดังน้ีบ้าง.
สว่ นกรรมที่ให้เกดิ ปฏสิ นธิ ชอ่ื วา่ ชนกกรรม.
กรรมที่อุ้มชูด้วยการทาให้ถึงพร้อมด้วยโภคะเป็นต้นแก่บุคคลผู้เกิดใน
ตระกูลท้ังหลายมตี ระกลู มโี ภคะนอ้ ยเปน็ ต้น ชอ่ื ว่าอปุ ัตถัมภกกรรม.
ในกรรม ๔ ประเภทน้ี กรรม ๒ ประเภทข้างต้น เป็นอกุศลอย่างเดียว.
ในกรรมเหล่าน้ัน ปาณาติบาตกรรมย่อมเป็นไปเพ่ือมีอายุสั้น ด้วยความเป็นอุปัจเฉท
กกรรม. หรือกุศลกรรมที่บุคคลมีปกติยังชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ย่อมไม่โอฬาร ย่อมไม่
อาจเพ่ือยังปฏิสนธิที่มีอายุยืนเกิดข้ึน. ปาณาติบาตย่อมเป็นไปเพ่ือให้อายุส้ันด้วย
ประการฉะนี้. หรือกาหนดปฏิสนธิเท่านั้น ทาให้มีอายุส้ัน. หรือย่อมเกิดในนรกด้วย
สันนิฏฐานเจตนา. เป็นเหตุให้มีอายุสั้นโดยนัยกล่าวแล้ว ด้วยบุพเจตนาและ
อปรเจตนา.
ในบทว่า ทีฆายุกสวตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา น้ี กรรมท่ีงดเว้นจาก
ปาณาติบาตอย่างน้ี ในประวัติ ซ่ึงเกิดด้วยกรรมนิดหน่อย มากล่าวอย่างนี้โดย
เนื้อความว่า ถ้าเรารู้ก่อน ไม่พึงให้เจ้าเกิดในที่นี้ จะพึงให้เจ้าเกิดในเทวโลกเท่านั้น
ชา่ งเถดิ เจ้าจะเกิดในทใ่ี ดก็ตาม เราจักทาการอุ้มชู.
ทาอยา่ งไร.
คือยังอันตรายให้พินาศ ยังโภคะท้ังหลายให้เกิดข้ึน. ในเพราะอุปัตถัมภ
กกรรมน้ัน บิดามารดาย่อมมีความสุขอย่างเดียว ย่อมเบาใจอย่างเดียว จาเดิมแต่
กาลที่ทารกเกิดในท้องมารดา. อันตรายจากมนุษย์และอมนุษย์โดยปกติแม้เหล่าใด
อันตรายเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปปราศ. ย่อมยังอันตรายให้พินาศอย่างน้ี. ประมาณ
แห่งโภคะทั้งหลายในเรือน ย่อมไม่มีจาเดิมแต่กาลที่ทารกเกิดในท้องมารดา.
ขุมทรัพย์ท้ังหลายย่อมมารวมอยู่ในเรือน ท้ังข้างหน้าทั้งข้างหลัง. บิดามารดาย่อม
ไปสู่ความพร้อมหน้ากับทรัพย์ท่ีบุคคลเหล่าน้ันนามาวางไว้. แม่โคนมท้ังหลายย่อมมี
น้านมมาก. ฝูงโคย่อมอยู่เป็นสุข. ข้าวกล้าท้ังหลายในที่หว่านย่อมสมบูรณ์. บุคคล
ทง้ั หลายท่ีไม่มีใครเตือน ยอ่ มนาทรัพยท์ ่ีประกอบด้วยความเจรญิ หรือทรัพย์ที่เขาให้
ช่ัวคราวมาให้เองแล. บริวารชนท้ังหลายมีทาสเป็นต้น ก็จะเป็นผู้ว่าง่าย. การงาน
ทัง้ หลายก็ไม่เส่ือมเสีย. ทารกย่อมได้บริหารจาเดมิ แต่อยูใ่ นครรภ์. แพทย์เก่ียวกับเด็ก
ทั้งหลายก็จะมาชุมนุม. ทารกท่ีเกิดในตระกูลคหบดีจะได้ตาแหน่งเศรษฐี ที่เกิดใน
ตระกูลทัง้ หลายมีตระกูลอามาตยเ์ ปน็ ต้น กจ็ ะได้ตาแหน่งทัง้ หลายมตี าแหนง่ เสนาบดี
เป็นตน้ . ยอ่ มให้โภคะทงั้ หลายเกิดข้ึนด้วยประการฉะน.ี้ เขาไม่มีอันตรายมโี ภคะยอ่ ม
มีชีวิตนาน. กรรมคือการไม่ฆ่าสัตว์ ย่อมเป็นไปเพื่อให้มีอายุยืนอย่างนี้. หรือกุศลแม้
42 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
อ่ืนอันบุคคลผู้ไม่ฆ่าสัตว์ทาไว้ ย่อมโอฬาร. ย่อมอาจเพื่อยังปฏิสนธิที่ให้มีอายุยืน
เกิดข้ึน. ย่อมเป็นไปเพ่ือให้มีอายุยืนแม้อย่างนี้. หรือกาหนดปฏิสนธิเท่าน้ัน ทาให้มี
อายุยืน. หรอื ยอ่ มเกิดในเทวโลกด้วยสันนฏิ ฐานเจตนา. ย่อมให้มีอายุยนื โดยนัยกล่าว
แลว้ ด้วยบพุ เจตนา.
พึงทราบเนื้อความในการแก้ปัญหาทั้งปวงโดยนัยน้ี. ก็กรรมท้ังหลายแม้มี
การเบียดเบียนเป็นต้นมาในปวัตตกาลแล้ว เป็นเหมือนกล่าวอย่างนี้ โดยเน้ือความ
ย่อมทากิจท้ังหลายมีความอาพาธมากเป็นต้น ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังโรคให้
เกิดขึ้นเป็นต้น แก่บุคคลผู้ถึงความปราศจากโภคะด้วยการบีบค้ัน ไม่ได้การปฏิบัติ
หรือด้วยความที่กุศลอันบุคคลผู้เบียดเบียนเป็นต้นทาแล้วเป็นธรรมชาติไม่โอฬาร
หรือด้วยการกาหนดปฏิสนธิตั้งแต่เบื้องต้นเทียว หรือด้วยอานาจแห่งบุพเจตนาและ
อปรเจตนา โดยนัยกล่าวแล้วนั้นเทียว กรรมท้ังหลายมีการไม่เบียดเบียนเป็นต้น
ย่อมทาแม้ซึ่งความเป็นผ้มู ีอาพาธน้อยทง้ั หลาย ดจุ การไม่ฆา่ สัตวฉ์ ะนั้น.
บทว่า อภิวาเทตพฺพ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระอริย
สาวก ผู้สมควรแก่การอภวิ าท.
ในบททั้งหลายแม้มีผู้ควรลุกขึ้นต้อนรับเป็นต้นก็นัยน้ีเหมือนกัน. ไม่ควรถือ
อุปปีฬกกรรม และอุปัตถัมภกกรรมในการแก้ปัญหานี้. เพราะไม่อาจเพื่อทาแก่ผู้มี
ตระกูลต่า ผู้มีตระกูลสูงในปวัตตกาล. แต่กรรมของผู้เกิดในตระกูลต่า กาหนด
ปฏิสนธิเทียวให้เกิดในตระกูลต่า กรรมท่ีอานวยให้เกิดในตระกูลสูงย่อมให้เกิดใน
ตระกูลสูง. ย่อมเกิดในนรกดว้ ยการไม่ได้ไตถ่ ามในบทนี้ว่า น ปริปุจฉฺ ิตา โหติ. ก็ผู้ไม่
ไต่ถามย่อมไม่รู้ว่า น้ีควรทา น้ีไม่ควรทา. เมื่อไม่รู้ย่อมไม่ทาส่ิงท่ีควรทา ย่อมทาสิ่งที่
ไมค่ วร ย่อมเกดิ ในนรกด้วยกรรมนน้ั . บคุ คลนอกน้ี ยอ่ มเกิดในสวรรค์.
จบอรรถกถาสุภสตู ร ที่ ๘ จลุ ลกัมมวภิ ังคสตู รกเ็ รียก
หลักกรรมในพระพุทธศาสนาและในจูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยคนทากรรม
แล้ว ได้รับผลต่างๆ จัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) กรรมให้ผลตามหน้าที่ 2)
กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง 3) กรรมให้ผลตามระยะเวลากรรมแบ่งตามทางที่ทามี 3
อย่างคอื ทางกายทางวาจาและทางใจ
กรรมทาหน้าท่ีนาสัตว์ทั้งหลายให้มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ในกรรม 12
แบ่งการให้ผลตามกาล ตามหน้าที่และตามความหนักเบากรรมชนิดเดียวกัน อาจ
ให้ผลหลายครง้ั เพราะเป็นกรรมแรงกรรมที่ยังไม่ให้ผล อาจทาให้ผู้ทากรรมเข้าใจว่า
หมดกรรมแล้วแต่แท้ท่ีจริงยังไม่หมดวิบากกรรมนั้น อาจยังไม่ได้แสดงให้เห็นในชาติ
เดยี วเพราะกรรมบางอยา่ งอาจยังไม่ไดส้ ง่ ผล
สุคันธชาครานุสรณ์ 43
ปายาสิสูตร : หลักฐานการปฏเิ สธและยืนยนั โลกหน้า
ปายาสิสูตร เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยพุทธกาลที่โต้แย้งความคิด
ระหว่างพระพุทธศาสนากับกลุ่มลัทธิอ่ืนร่วมสมัย ช่ือสูตรน้ีต้ังตามชื่อบุคคลในเนื้อ
เร่ืองคือ กษัตริย์นามว่า “ปายาสิ” และมีชื่อเรียกอีกช่ือหน่ึงว่า “ปายาสิราชัญญ
สูตร” ซ่ึงเอามาจากศัพท์บาลีท่ีว่า “ปายาสิ ราชญฺโญ” พระสูตรนี้พระกุมารกัสสปะ
แสดงแก่พระเจ้าปายาสิ ผู้ครองเมืองเสตัพยนคร ขณะแวะพักอยู่ที่ป่าไม้สีเสียดทาง
ทิศเหนือของเสตัพยนครแคว้นโกศล เพื่อแก้ไขมิจฉาทิฏฐิหรือความเห็นผิดของพระ
เจ้าปายาสิ
หลักฐานเน้ือหาของพระสูตรนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 10
ทีฆนิกาย มหาวรรค อันเป็นส่วนหนึ่งของพระสุตตันปิฎก (ที. ม. (บาลี) 10/406 -
441/269 - 297, ที.ม. (ไทย) 10/406 - 441/341 - 372)
รปู แบบของปายาสิสูตร เป็นลักษณะการบรรยายโวหารแบบโต้ตอบวาทะกัน
และกันระหว่างสองนักปราชญ์ร่วมสมัยคือพระเจ้าปายาสิกับพระกุมารกัสสปะมี
อุปมาอุปไมยประกอบส่วนเน้ือหาของพระสูตร มีประเด็นว่าพระเจ้าปายาสิผู้ครอง
เสตัพยนครทรงทราบว่า พวกพราหมณ์และคหบดีชาวเสตัพยนครจานวนมากกาลัง
เดินออกจากเมืองเพื่อไปนมัสการท่านพระกุมารกัสสปะที่ป่าไม้สีเสียด เพราะมี
กิตติศัพท์ว่าท่านเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ
ปฏิภาณดี และเป็นพระอรหันต์ จงึ ต้องการไปโต้วาทะทาลายความเห็นที่ตรงกันข้าม
กับพระองค์เม่ือเสด็จไปถึงที่พักของท่านพระกุมารกัสสปะ ทรงประกาศความเห็นที่
เป็นนัตถิกวาทะขึ้นว่า พระองค์มีความเห็นอย่างนี้ว่า “โลกอ่ืนไม่มี โอปปาติกสัตว์
(สัตว์ผเู้ กดิ ผุดขึ้น เชน่ เทวดา) ไมม่ ี ผลวบิ ากแห่งกรรมท่ที าดีและกรรมทีท่ าชั่วไมม่ ี”
พระกุมารกสั สปะจึงใช้ปฏิภาณซกั ถามย้อนถามและตอบโต้ด้วยอปุ มาอปุ ไมย
เป็นจานวนมาก จนสามารถทาลายความเห็นผิดของพระเจ้าปายาสิได้สาเร็จ พระ
เจ้าปายาสิทรงยอมรับและหันมานับถือพระพุทธศาสนาประกาศตนเป็นอุบาสก
อุปมาอุปไมย จานวน 14 ข้อ ท่ีพระกุมารกัสสปะแสดงแก่พระเจ้าปายาสิ
เพื่อประกอบการอธิบายความมีอยู่ของโลกหน้า และผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วท้ังใน
โลกน้ีและโลกหน้า ประกอบด้วย (1) อุปมาด้วยดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ (2) อุปมา
ด้วยโจร (3) อุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ (4) อุปมาด้วยเทพช้ันดาวดึงส์ (5)
อปุ มาด้วยคนตาบอดแต่กาเนิด 6) อุปมาด้วยสตรีมีครรภ์ (7) อุปมาด้วยคนหลับฝัน
(8) อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน (9) อุปมาด้วยการเป่าสังข์ (10) อุปมาด้วยชฎิลบูชา
ไฟ (11) อุปมาด้วยนายกองเกวียน (12) อุปมาด้วยคนทูนห่ออุจจาระ (13) อุปมา
ดว้ ยนักเลงเลน่ สกา และ (14) อุปมาด้วยคนหอบเปลือกปา่ น
44 สุคนั ธชาครานุสรณ์
เนื้อหาทั้งการปฏิเสธและการยืนยันโลกหน้าของบุคคลท้ังสอง โดยจะ
นาเสนอการปฏิเสธโลกหน้าในทัศนะของพระเจ้าปายาสิเป็นตัวต้ังก่อน ว่าทาไม
พระองค์จึงปฏิเสธ มีวิธีการพิสูจน์ความเชื่อของตนอย่างไรมีข้อสรุปอย่างไร
และในประเดน็ เดยี วกันน้ีก็จะนาเสนอข้อโต้แยง้ ของพระกุมารกสั สปะ ว่าเม่ือพระเจ้า
ปายาสเิ สนอผลสรปุ อยา่ งนั้นแล้ว
พระกุมารกัสสปะได้เสนอเหตุผลข้อโต้แย้งหักล้างแนวความคิดของพระเจ้า
ปายาสิอย่างไรโดยมปี ระเดน็ สรุปตามลาดับดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ประเดน็ คนช่วั ตายไปแล้วทาไมไมก่ ลับมาบอกเร่อื งนรก
2. ประเดน็ คนดีตายไปแลว้ ทาไมไมก่ ลับมาบอกเรอ่ื งสวรรค์
3. ประเด็นคนดตี ายไปแลว้ ไม่กลบั มาบอกเร่อื งเทวดา
4. ประเด็นทาไมคนดีไม่ฆ่าตัวตายเพอ่ื ไปอยู่ในสวรรค์
5. ประเดน็ ไมเ่ หน็ วิญญาณออกจากร่างคนตาย
6. ประเด็นคนตายมนี ้าหนกั มากกวา่ ตอนท่ีมชี วี ติ อยู่
7. ประเด็นไมเ่ ห็นชีวะออกจากส่วนใดของคนตาย
8. ประเด็นไมเ่ หน็ ชีวะออกจากอวัยวะสาคญั ของคนตาย
ดังรายละเอียดท่ีปรากฎในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก
เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ปายาสิราชญั ญสตู ร ตอ่ ไปน้ี
พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๐ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก เลม่ ที่ ๒ ทฆี นิกาย มหาวรรค
๑๐. ปายาสริ าชัญญสตู ร
[๓๐๑] ข้าพเจ้าไดส้ ดบั มาอยา่ งน้ี -
สมัยหน่ึง ท่านพระกุมารกัสสปเท่ียวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครแห่งชาวโกศลช่ือเสตัพยะ ได้ยินว่า
สมัยน้ัน ท่านพระกุมารกัสสปอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ เขตนคร
เสตัพยะ ฯ
ก็สมัยนั้น เจ้าปายาสิครองเสตัพยนครซึ่งคับคั่งด้วยประชาชน และหมู่
สตั ว์ สมบูรณ์ด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้า สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติอัน
พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบาเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย สมัยน้ัน ทิฐิอัน
ลามกเห็นปานน้ีบังเกิดแก่เจ้าปายาสิว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มีเหล่าสัตว์ผู้ผุด
เกดิ ขนึ้ ไม่มี ผลวบิ ากของกรรมทส่ี ัตว์ทาดที าชั่วไมม่ ี ฯ
สุคันธชาครานุสรณ์ 45
พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ ได้ทราบข่าวว่า ท่านพระกุมาร
กัสสปสาวกของพระสมณโคดม เท่ียวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่
ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนคร
เสตัพยะ เขตนครเสตัพยะ กิตติศัพท์อันงามของท่านกุมารกัสสปองค์นั้น
ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า เปน็ บัณฑติ เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูตมีถ้อยคาอันวจิ ิตร
มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบคุ คล เป็นทั้งพระอรหันต์ ก็การได้เหน็ พระอรหันตท์ ้ังหลาย
เห็นปานน้ัน ย่อมเป็นการดีแล ดังน้ี ครั้งน้ันพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ
พากนั ออกจากนครเสตพั ยะเป็นหมๆู่ บ่ายหน้าทางทศิ อุดรไปยงั ป่าไมส้ ีเสยี ด ฯ
[๓๐๒] สมัยน้ัน เจ้าปายาสิ ทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ ณ ปราสาทช้ันบน
ได้เห็นพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ พากันออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ๆ
บ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จึงเรียกนายนักการมาถามว่า พ่อนักการพราหมณ์และ
คฤหบดีชาวนครเสตัพยะ พากนั ออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ๆ บ่ายหน้าทางทิศอุดร
ไปยังป่าไมส้ ีเสียดทาไมกัน ฯ
น. มีเร่ืองอยู่พระองค์ พระสมณกุมารกัสสป สาวกของพระสมณโคดม
เที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูปลุถึง
นครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ เขตนครเสตัพยะ
กิตติศัพท์อันงามของท่านกุมารกัสสปองค์น้ัน ขจรไปแล้วอย่างน้ีว่า เป็นบัณฑิต
เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคาอันวิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบุคคล
เป็นทั้งพระอรหันต์ พราหมณ์และคฤหบดีเหล่าน้ันพากันเข้าไปหาเพ่ือดูท่านกุมาร
กัสสปองค์น้ัน ฯ
ป. ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปหาเขา บอกเขาอย่างนี้ว่า ท่านท้ังหลาย
เจ้าปายาสสิ งั่ วา่ ขอให้ทา่ นทัง้ หลายจงรอก่อน เจา้ ปายาสิจะเขา้ ไปหาพระสมณกุมาร
กัสสปด้วย เม่ือก่อน พระกุมารกัสสปได้ยังพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ
ผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้เข้าใจว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้ามีอยู่เหล่าสัตว์ผู้ผุด
เกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาชัว่ มีอยู่ พ่อนักการความจริงโลกหนา้ ไม่
มี เหลา่ สัตวผ์ ูผ้ ุดเกดิ ข้นึ ไมม่ ี ผลวิบากของกรรมท่สี ัตวท์ าดี ทาชวั่ ไมม่ ี ฯ
นักการรับพระดารัสของเจ้าปายาสิแล้ว เข้าไปหาพราหมณ์และคฤหบดี
ชาวนครเสตัพยะ แล้วบอกว่า ท่านทั้งหลาย เจ้าปายาสิรับสั่งว่า ขอท่านท้ังหลาย
จงรอก่อน เจา้ ปายาสจิ ะเสด็จเขา้ ไปหาพระกมุ ารกสั สปดว้ ย ฯ
ลาดบั น้ัน เจา้ ปายาสิแวดล้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดชี าวนครเสตัพยะ
เสด็จเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปยังป่าไม้สีเสียด คร้ันแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระ
กุมารกัสสป ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงประทับน่ังณ ท่ีควร
ส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ บางพวกก็ถวายอภิวาท
46 สคุ นั ธชาครานสุ รณ์
บางพวกก็ปราศรัย บางพวกก็ประนมอัญชลีไปทางท่านพระกุมารกัสสป บางพวกก็
ประกาศชื่อและโคตร บางพวกก็นิง่ อยู่ แล้วต่างกน็ ง่ั ณ ท่ี ควรส่วนขา้ งหนึ่ง ครนั้ แล้ว
เจ้าปายาสิ ไดต้ รัสกะท่านพระกุมารกัสสปอย่างนี้ว่า ดกู รท่านกสั สป ข้าพเจา้ มีวาทะ
อย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี
ผลวิบากของกรรมท่สี ตั ว์ทาดีทาช่ัวไมม่ ี ฯ
ท่านพระกุมารกัสสปถวายพรว่า ดูกรบพิตร อาตมภาพได้เหน็ แล้ว หรือได้
ยินแลว้ ซึง่ บุคคลผู้มวี าทะอย่างน้ี ผูม้ ีทฐิ ิอย่างนี้ ดาริว่า ไฉนเลา่ เขาจงึ กลา่ วอย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทา
ดที าชว่ั ไม่มี ถา้ เช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในขอ้ นบ้ี พิตรพึงทรงพยากรณ์
ตามท่ีควรแก่บพิตร บพติ รจะสาคัญความข้อน้ันเป็นไฉนพระจนั ทร์ และพระอาทิตย์
นี้อยใู่ นโลกนีห้ รือในโลกหนา้ เป็นเทวดาหรอื มนษุ ย์ ฯ
ป. ดูกรท่านกสั สป พระจันทรแ์ ละพระอาทิตย์นี้ อยู่ในโลกหน้า มใิ ช่โลกน้ี
เปน็ เทวดา ไม่ใช่มนษุ ย์ ฯ
ก. ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างน้ีว่า แม้เพราะ
เหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาชั่วมี
อยู่ ฯ
[๓๐๓] ป. ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้
ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุด
เกิดข้ึนไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมที่สัตว์ทาดที าชั่วไมม่ ี ฯ
ก. ดูกรบพิตร ก็ปริยายซ่ึงเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า
โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทาดีทาชั่วไม่มี มีอยู่
หรือ ฯ
ป. มีอยู่ ท่านกสั สป ฯ
ก. เปรยี บเหมอื นอะไร บพิตร ฯ
ดูกรท่านกัสสป มิตรอามาตย์ ญาติสาโลหิต ของข้าพเจ้าในโลกน้ีที่เป็นคน
ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบพูดเพ้อเจ้อ
มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อ่ืน มีความเห็นผิด สมัยอ่ืนคนเหล่าน้ันป่วย
ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก เม่ือใด ข้าพเจ้าทราบว่า บัดนี้ คนพวกน้ีจักไม่หายจากป่วย
เม่ือน้ัน ข้าพเจ้าเข้าไปหาคนพวกน้ัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่าท่านท้ังหลาย มีสมณ
พราหมณ์พวกหน่ึงมีวาทะอยา่ งนี้ มีทิฐิอย่างน้ีว่า บุคคลท่ีฆ่าสัตว์ ลกั ทรัพย์ ประพฤติ
ผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบพูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง
คิดปองร้ายผู้อ่ืน มีความเห็นผิด เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก พวกท่านเป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 47
พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น
มีความเห็นผิด ถ้าคาของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่านเบ้ืองหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก จักต้องเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก พวกท่านพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกไซร้ พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า
แม้เพราะเหตุน้ีโลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทา
ดีทาช่ัวมีอยู่พวกท่านแล พอเป็นท่ีเชื่อถือ พอเป็นที่ไว้ใจของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่าน
เห็นสิ่งน้ันจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง คนเหล่าน้ันรับคาข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอก
ไม่หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้น้ีแล เป็นเหตุให้ ข้าพเจ้ายังคงมี
ความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีผล
วบิ ากของกรรมที่สตั ว์ทาดที าช่วั ไม่มี ฯ
[๓๐๔] ก. ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อน้ี
บพิตรพึงทรงพยากรณต์ ามที่ควรแก่บพิตร บพิตรจะสาคัญความขอ้ น้นั เป็นไฉน บรุ ุษ
ในโลกนี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่บพิตรว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้น้ีเป็นโจร
ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้
ขอได้ตรัสอาชญาน้ันเถิด บพิตรพึงตรัสบอกบุรุษพวกน้ัน อย่างนี้ว่า ถ้าเช่นน้ันพวก
ทา่ นจงเอาเชือกอย่างเหนียว มัดบุรษุ น้ีให้มีมือไพล่หลังอย่างมัน่ คง แลว้ โกนศรี ษะพา
เท่ียวตระเวนไปตามถนนทุกถนน ตามตรอกทุกตรอกด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงดัง แล้ว
ออกทางประตูด้านทักษิณ แล้วตัดศีรษะเสียท่ีตะแลงแกง ทางทิศทักษิณแห่งพระ
นคร บุรุษพวกนั้นรับพระดารัสแล้ว พึงเอาเชือกอย่างเหนียวมัดบุรุษนั้นให้มีมือไพล่
หลังอย่างม่ันคง แล้วโกนศีรษะพาเท่ียวตระเวนไปตามถนนทุกถนน ตามตรอกทุก
ตรอก ด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงดัง แล้วออกโดยประตูด้านทักษิณ แล้วให้นั่งท่ี
ตะแลงแกง ทางทิศทักษิณแห่งพระนคร ดูกรบพิตรโจรจะพงึ ได้รบั หรอื หนอ ซึง่ ความ
ผอ่ นผนั ในนายเพชฌฆาตวา่ ขอท่านนายเพชฌฆาตจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้ง
แก่มิตร อามาตย์ ญาติสาโลหิต ในบ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา หรือว่านาย
เพชฌฆาตจะพงึ ตัดศีรษะโจรผู้กาลงั อ้อนวอนอยู่ ฯ
ป. ดูกรท่านกสั สป โจรน้ันจะไม่พึงได้รบั ความผ่อนผันในนายเพชฌฆาตว่า
ขอท่านนายเพชฌฆาต จงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่ มิตร อามาตย์ญาติ
สาโลหิต ในบ้านหรือนคิ มโน้นแล้วจะมา ท่ีแท้นายเพชฌฆาตจะพึงตดั ศีรษะโจรน้ันผู้
กาลังออ้ นวอนอยู่ทีเดียว ฯ
ก. ดูกรบพิตร โจรนัน้ เปน็ มนุษย์ยังไม่ได้รบั ความผ่อนผนั ในนายเพชฌฆาต
ผู้เป็นมนุษย์ว่า ขอท่านนายเพชฌฆาตจงรอจนกว่า ข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตร
อามาตย์ ญาติสาโลหิตในบ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา มิตร อามาตย์ ญาติสาโลหิต
ของบพิตร ท่ีเป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จพูดส่อเสียด
48 สคุ นั ธชาครานุสรณ์
พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่นมีความเห็นผิด
เบอ้ื งหน้าแตต่ ายเพราะกายแตก เข้าถึงอบาย ทุคติ วนิ บิ าต นรกแล้วจักไดค้ วามผ่อน
ผันในนายนิรยบาลละหรือว่า ขอท่านนายนิรยบาลจงรอ จนกว่าข้าพเจ้าจะไปบอก
แก่เจ้าปายาสิ แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้ามอี ยู่ เหลา่ สัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมีอยู่ ผลวบิ ากของ
กรรมทีส่ ัตว์ทาดีทาชว่ั มีอยู่ ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างน้ีว่า
แม้เพราะเหตนุ ี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตวผ์ ู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทา
ดีทาชัว่ มีอยู่ ฯ
[๓๐๕] ป. ท่านกัสสป กล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายน้ี
ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุด
เกดิ ขนึ้ ไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมทสี่ ตั ว์ทาดที าชวั่ ไมม่ ี ฯ
ก. ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า
โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาช่ัวไม่มีมีอยู่
หรือ ฯ
ป. มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ
ก. เปรยี บเหมือนอะไร บพติ ร ฯ
ดูกรท่านกัสสป มิตร อามาตย์ ญาติสาโลหิต ของข้าพเจ้าในโลกนี้ท่ีเป็น
คนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากพูดเท็จพูด
ส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น
มีความเห็นชอบ สมัยอ่ืนคนเหล่านั้นป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เม่ือใดข้าพเจ้า
ทราบว่า บัดนี้คนพวกน้ีจักไม่หายจากป่วย เมื่อน้ัน ข้าพเจ้าไปหาคนพวกน้ันแล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหน่ึง มีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้
ว่า บุคคลท่ีงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามงดเว้นจากพูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจอ้ ไม่มากไปด้วยความเพง่ เลง็ ไม่คิดปองรา้ ยผู้อื่น
มีความเห็นชอบ เบอ้ื งหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจะเข้าถงึ สคุ ติ โลกสวรรค์ พวกทา่ น
เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากพูดเท็จ
พดู ส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพง่ เล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น
มีความเห็นชอบ ถ้าคาของสมณพราหมณ์น้ันเป็นจริง พวกท่านเบ้ืองหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
พวกท่านพึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ไซร้พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า แม้เพราะเหตุนี้
โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาช่ัวมีอยู่
พวกท่านแล เป็นท่ีเชื่อถือ เป็นท่ีไว้ใจของเราได้ ส่ิงที่พวกท่านเห็น สิ่งนั้นจักเป็น
เหมือนดังเราเห็นเอง คนเหล่านั้นรับคาข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอกไม่ หาได้ส่งทูตมา
ไม่ ดูกรท่านกัสสป ปริยายน้ีแลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า
สคุ ันธชาครานุสรณ์ 49
แม้เพราะเหตนุ ้ี โลกหน้าไมม่ ีเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมทสี่ ัตว์ทาดี
ทาชวั่ ไม่มี ฯ
[๓๐๖] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมาจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็น
วิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เปรียบเหมือนบุรุษจมแล้วในหลุมคูถจมมิดศีรษะเมื่อเป็นเช่นน้ัน บพิตรพึงตรัสส่ัง
บุรุษว่า ถ้าเช่นน้ัน พวกท่านจงช่วยกัน ยกบุรุษน้ันข้ึนจากหลุมคูถน้ัน พวกเขารับ
พระดารัสของบพิตรแล้ว จึงช่วยกันยก บุรุษนั้นข้ึนจากหลุมคูถนั้น บพิตรพึงตรัส
บอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาซ่ีไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษนั้น
ให้หมดจด พวกเขารับพระดารัสของบพิตรแล้ว เอาซ่ีไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษ
นั้นหมดจดแล้ว บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขา อย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาดิน
สีเหลืองขัดสีกายบุรุษน้ันสามครั้ง พวกเขารับพระดารัสของบพิตรแล้ว เอาดินสี
เหลืองชัดสีกายบุรุษน้ันสามคร้ัง บพิตรพึงตรัสส่ังพวกเขาอย่างน้ีว่าถ้าเช่นน้ันพวก
ทา่ นจงเอาน้ามันชโลมบุรุษนนั้ แล้วกระทาการลูบไล้ด้วยจุณอย่างละเอยี ดให้ผุดผ่อง
สิ้นสามครั้ง พวกเขาก็เอาน้ามันชโลมบุรุษน้ัน แล้วกระทาการลูบไล้ด้วยจุณอย่าง
ละเอยี ดให้ผุดผ่องสนิ้ สามครง้ั
บพิตรพึงตรสั บอกพวกเขาอยา่ งน้ีว่าถ้าเช่นนนั้ พวกท่านจงตัดผมและหนวด
ของบุรุษน้ัน พวกเขาก็ตัดผมและหนวดของบรุ ุษนั้น บพิตรพึงตรสั บอกพวกเขาอยา่ ง
นว้ี ่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงนาพวงดอกไม้เครือ่ งลบู ไล้และผ้า ซ่ึงล้วนมีราคามากเข้า
ไปให้แก่บุรุษน้ัน พวกเขาก็นาพวงดอกไม้เครื่องลูบไล้และผ้า ซ่ึงล้วนมีราคามากเข้า
ไปให้แก่บุรุษนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างน้ีว่าถ้าเช่นน้ัน พวกท่านจงเชิญ
บุรุษนั้นข้ึนสู่ปราสาท แล้วบารุงด้วยกามคุณ ๕ พวกเขาก็เชิญบุรุษน้ันขึ้นสู่ปราสาท
แล้วบารุงด้วยกามคุณ ๕ ดูกรบพิตร บพิตรจะสาคัญความข้อน้ันเป็นไฉน เมื่อบุรุษ
นั้นอาบน้าแล้ว ลูบไล้ดีแล้วตัดผมและหนวดแล้ว ประดับด้วยอาภรณ์ แก้วมณีแล้ว
นุ่งผ้าขาวสะอาด ข้ึนสู่ปราสาทอย่างประเสริฐชั้นบน เพรียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕
บาเรออยู่ จะพึงมีความประสงคท์ จี่ ะจมลงในหลุมคูถนนั้ อีก บ้างหรอื หนอ ฯ
ป. หามิได้ ท่านกัสสป ฯ
ก. ข้อนนั้ เป็นเพราะเหตไุ ร ฯ
ป. เพราะหลมุ คถู ไม่สะอาด เป็นท้ังไมส่ ะอาด ท้ังนับว่าไมส่ ะอาดท้งั มีกลิ่น
เหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ท้ังน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ท้ังปฏิกูลท้ังนับว่า
ปฏกิ ลู ฯ
ก. ฉันน้ันแหละ บพิตร พวกมนุษย์เป็นผู้ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาดทั้ง
มีกลิ่นเหม็น ท้ังนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ท้ังปฏิกูลทั้ง
นับว่าปฏิกูลของพวกเทวดา กล่ินมนุษย์ย่อมฟุ้งไปในเทวดาตลอดร้อยโยชน์ก็มิตร
50 สุคนั ธชาครานุสรณ์
อามาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตร ท่ีเป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติ
ผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พดู เพ้อเจ้อไม่มากไปด้วย
ความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อ่ืน มีความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก
ไปเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์แล้ว พวกเขาจักมาทูลพระองค์ได้ละหรือว่าแม้เพราะเหตุนี้
โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาชั่วมีอยู่
ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรน้ีแล ต้องเป็นอย่างน้ีว่าแม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้ามี
อยู่ เหลา่ สตั ว์ผู้ผดุ เกิดข้ึนมีอยู่ ผลวบิ ากของกรรมที่สตั วท์ าดีทาชัว่ มอี ยู่ ฯ
[๓๐๗] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้า
ยงั คงมคี วามเห็นอยู่อย่างน้ีวา่ แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสตั ว์ผู้ผุดเกิด ขึ้นไม่
มี ผลวบิ ากของกรรมท่สี ตั วท์ าดีทาช่วั ไมม่ ี ฯ
ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตใุ ห้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนวี้ ่าโลก
หน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาชั่วไม่มี
มีอย่หู รือฯ
มีอยู่ ทา่ นกัสสป ฯ
เปรยี บเหมือนอะไร บพติ ร
ดูกรท่านกสั สป มิตร อามาตย์ ญาติสาโลหติ ของข้าพเจ้าในโลกนี้ท่ีเป็นคน
งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ด่ืมน้าเมาคือสุราและ
เมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท สมัยอื่น คนเหล่านั้น ป่วยได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก
เมือ่ ใด ขา้ พเจ้าทราบว่า บัดนี้ คนพวกนี้จกั ไม่หายจากป่วย เมื่อน้ัน ข้าพเจ้าเข้าไปหา
คนพวกนนั้ แล้วกล่าวอย่างน้ีว่า ท่านทงั้ หลาย มสี มณพราหมณ์ พวกหน่ึงมวี าทะอยา่ ง
น้ี มีทิฐิอย่างน้ีว่า บุคคลที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
พูดเท็จ ด่ืมน้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท เบ้ืองหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาช้ันดาวดึงส์
พวกท่านเป็นคนเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรพั ย์ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้าเมา
คอื สรุ าและเมรัยอนั เปน็ ฐานแห่งความประมาท
ถา้ คาของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นความจริง พวกท่านเบ้ืองหน้าแตต่ าย
เพราะกายแตก จกั เข้าถึงสคุ ติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาช้นั ดาวดึงส์ถ้า
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พวกท่านพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็น
สหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ไซร้ พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า แม้เพราะเหตุน้ีโลกหน้ามี
อยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทาดีทาชั่วมีอยู่พวกท่านแล
พอเป็นท่ีเชื่อถอื พอเปน็ ที่ไวใ้ จของเราได้ ส่ิงใดทีพ่ วกทา่ นเห็นส่งิ นั้นจกั เปน็ เหมอื นดัง
เราเห็นเอง คนเหล่าน้ันรับคาข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอกไม่หาได้ส่งทูตมาไม่
ดูกรท่านกัสสปปริยายแม้น้ีแล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า
สคุ นั ธชาครานสุ รณ์ 51
แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสตั ว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มผี ลวิบากของกรรมที่สัตวท์ าดี
ทาชว่ั ไมม่ ี ฯ
[๓๐๘] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในข้อน้ี
บพิตรพึงทรงพยากรณ์ตามที่ควรแก่บพิตร ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของ
พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ สามสิบราตรี โดยราตรีน้ัน เป็นเดือนหน่ึง สิบสองเดือนโดย
เดอื นนัน้ เป็นปหี นึ่ง พันปีทิพยโ์ ดยปีน้นั เป็นประมาณอายุของพวกเทวดาชนั้ ดาวดึงส์
มิตรอามาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตร ท่ีเป็นคนเว้นจากการฆ่าสัตว์ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ด่ืมน้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความ
ประมาท เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหาย
กับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ถ้าพวกเขาจักมีความคิดอย่างนี้ว่ารอเวลาท่ีพวกเรา
เพรียบพร้อมไปด้วยกามคุณ ๕ บาเรออยู่ตลอดสองคืนสองวันหรือสามคืนสามวัน
ก่อน จะพึงไปทูลเจ้าปายาสิว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมี
อยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทาดีทาช่ัวมีอยู่ พวกเขาจะพึงมาทูลว่า แม้เพราะเหตุนี้
โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาช่ัวมีอยู่
บา้ งหรอื หนอ ฯ
หามิได้ ท่านกัสสป ด้วยว่า พวกเราถึงจะทากาละไปนานแล้วก็จริงแต่ใคร
เล่าบอกความข้อนี้แก่ท่านกัสสปว่า พวกเทวดาช้ันดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดา
ชนั้ ดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ พวกเรามิไดเ้ ชื่อต่อท่านกัสสปว่า พวกเทวดาช้ันดาวดงึ ส์มี
อยู่ หรือว่าพวกเทวดาชัน้ ดาวดึงสม์ อี ายยุ ืนเท่าน้ี ฯ
ดูกรบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กาเนิด ไม่พึงเห็นรูปสีดา สีขาวสี
เขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปท่ีเรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์และพระ
อาทิตย์ เขาจะพึงพูดอย่างน้ีว่า รูปสีดา สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดงสีแดงฝาด รูปที่
เรียบ และไม่เรียบ รปู ดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ ไม่มีผู้ท่ีเห็นรูปสีดา สีขาว สีเขียว
สเี หลือง สีแดง สีแดงฝาด รปู ทเ่ี รียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจนั ทร์ พระอาทิตยก์ ็ไม่
มี เราไม่ร้สู ่ิงนี้ เราไม่เห็นส่ิงน้ีเพราะฉะน้ัน สิ่งน้ันจึงไม่มี ดูกรบพิตร บุคคลเม่ือจะพูด
ให้ถูก จะพงึ พูดดังนั้นหรอื หนอ ฯ
หามิได้ ท่านกัสสป รูปสีดา สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดงสีแดงฝาด รูปที่
เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์มีอยู่ ผู้ท่ีเห็นรูปสีดา สีขาว สีเขียว
สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปท่ีเรียบและไม่เรียบรูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ก็มี
อยู่ ดกู รท่านกัสสป บุคคลนั้น เมือ่ จะพูดให้ถกู จะพึงพดู วา่ เราไม่รู้ส่ิงนี้ เพราะฉะนั้น
สง่ิ นัน้ จึงไม่มี ดงั น้ี หาได้ไม่ ฯ
52 สคุ ันธชาครานุสรณ์
ฉันนั้นแหละ บพิตร บพิตรย่อมปรากฏเหมือนคนตาบอดแต่กาเนิด
เหตุพระดารัสท่ีตรัสไว้อย่างน้ีวา่ ก็ใครเล่าบอกความแก่ท่านกัสสปว่า พวกเทวดาช้ัน
ดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ พวกเรามิได้เชื่อต่อ
ท่านกัสสปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาช้ันดาวดึงส์มีอายุยืน
เท่าน้ี โลกหน้าบุคคลจะพึงเห็นเหมือนดังที่บพิตรทรงทราบด้วยมังสจักษุน้ี หามิได้
ดูกรบพิตร สมณพราหมณ์พวกใดเสพเสนาสนะอันสงัดซ่ึงอยู่ในป่า สมณพราหมณ์
พวกนั้น เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปแล้วอยู่ในเสนาสนะนั้นยังทิพยจักษุ
ให้บริสุทธิ์ มีทิพยจักษุอันบริสุทธ์ิ ล่วงจักษุของมนุษย์แล้ว ย่อมแลเห็นทั้งโลกนี้ทั้ง
โลกหน้า และเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึน ก็โลกหน้า บุคคล จะพึงเห็นได้ด้วยประการฉะนี้
แล หาเหมือนดังท่ีบพิตรทรงทราบด้วยมังสจักษุน้ีไม่ดูกรบพิตร โดยปริยายของ
บพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมี
อยู่ ผลวิบากของกรรมท่สี ตั วท์ าดีทาช่วั มีอยู่ ฯ
[๓๐๙] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างนนั้ ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็
ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น
ไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมท่สี ัตว์ทาดีทาชว่ั ไม่มี ฯ
ดูกรบพิตร ก็ปริยายซ่ึงเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้
เพราะเหตนุ ี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสตั วผ์ ูผ้ ุดเกิดข้นึ ไม่มี ผลวิบากของกรรมท่สี ตั ว์ทาดที า
ชว่ั ไม่มี มอี ยู่หรือ ฯ
มีอยู่ ทา่ นกสั สป ฯ
เปรียบเหมือนอะไร บพติ ร ฯ
ดูกรท่านกัสสป ข้าพเจ้าได้เห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้ ซ่ึงเป็นผู้มีศีลมี
กัลยาณธรรม ยังประสงค์จะมีชีวิตอยู่ ไม่ประสงค์จะตาย ยังปรารถนาความสุข
เกลียดความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่า ถ้าท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณ
ธรรม พวกน้ีจะพึงทราบอย่างน้ีว่า เม่ือเราตายไปจากโลกน้ีแล้ว คุณงามความดีจักมี
ดังนีไ้ ซร้ บัดน้ี ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมพวกนี้พงึ ด่ืมยาพิษ พึงนามา
ซึ่งศาตรา พึงผูกคอตาย หรือพึงโจนลงไปในเหว ก็เพราะเหตุที่ท่านสมณพราหมณ์ผู้
มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกนี้ไม่ทราบอย่างน้ีว่า เมื่อเราตายไปจากโลกน้ีแล้ว คุณงาม
ความดีจักมี ฉะนั้น จึงยังประสงค์จะมีชีวิตอยู่ ไม่ประสงค์จะตาย ยังปรารถนา
ความสุข เกลียดความทุกข์ ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้น้ีแล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคง
มีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี
ผลวบิ ากของกรรมทสี่ ัตวท์ าดีทาชวั่ ไม่มี ฯ
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 53
[๓๑๐] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเนื้อความของคาพูดด้วยอุปมา เร่ืองเคยมี
มาแล้ว พราหมณ์คนหนึ่งมีภริยาสองคน ภริยาคนหน่ึงมีบุตรอายุได้ ๑๐ ปี หรือมี
อายไุ ด้ ๑๒ ปี ภรยิ าคนหนึง่ ตัง้ ครรภ์จวนจะคลอด คร้ังนั้น พราหมณ์น้ันทากาละแล้ว
จึงมาณพน้ันไดพ้ ูดกะแม่เล้ียงว่า แม่ ทรพั ย์ ข้าวเปลือก เงนิ หรือทอง ทั้งหมดนั้นของ
ฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของบิดาแก่ฉัน
เถิด เม่ือเขาพูดอย่างนั้นแล้ว นางพราหมณีกล่าวตอบมาณพน้ันว่า พ่อ ขอพ่อจงรอ
จนกว่าแม่จะคลอดเถิด ถ้าลูกท่ีคลอดออกมาเป็นชาย เขาจักได้รับส่วนหน่ึง ถ้าเป็น
หญิง ก็จักเป็นบาทปริจาริกของพ่อแม้คร้ังที่สอง มาณพก็ได้พูดกะแม่เลี้ยงอย่าง
น้ัน ... แม้คร้ังที่สอง นางพราหมณีนั้นก็ได้พูดกะมาณพนั้นอย่างน้ัน ... แม้คร้ังที่สาม
มาณพน้ันก็ได้พูดกะแม่เล้ียงอย่างน้ันว่า แม่ ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองท้ังหมด
น้นั เปน็ ของฉนั แม่หามสี ่วนอะไรในทรพั ย์สมบตั ิน้ีไม่ ขอแมจ่ งมอบมรดก ซึ่งเป็นของ
บดิ าแกฉ่ นั เถดิ
ลาดบั นั้น นางพราหมณนี น้ั ถอื มดี เข้าไปในหอ้ งน้อย แหวะทอ้ ง เพอ่ื จะทราบ
ว่าบุตรเป็นชายหรือหญิง นางพราหมณีได้ทาลายตน ชีวิต ครรภ์และทรัพย์สมบัติ
เพราะนางพราหมณีเป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคายได้ถึง
ความพินาศ ฉันใด บพิตรก็ฉันน้ันเหมือนกัน เป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหาโลกหน้า
ดว้ ยอุบายไม่แยบคาย จกั ถึงความพนิ าศ เหมอื นนางพราหมณีผู้เป็นคนพาล ไมฉ่ ลาด
แสวงหามรดกโดยอบุ ายไมแ่ ยบคาย ไดถ้ ึงความพนิ าศ ฉะนั้น
ดูกรบพิตร สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ย่อมจะไม่บ่มผลท่ียังไม่สุก
ให้รีบสุก และผู้เป็นบัณฑิตย่อมรอผลอันสุกเอง อันชีวิตของสมณพราหมณ์ผู้มีศีลมี
กัลยาณธรรม แปลกกวา่ คนอ่ืนๆ คือวา่ สมณพราหมณผ์ ู้มีศลี มีกลั ยาณธรรมดารงอยู่
สิ้นกาลนานเท่าใด ท่านย่อมประสพบุญมากเท่านั้น และปฏิบัติเพ่ือประโยชน์เก้ือกูล
เพ่ือความสุขแก่คนเป็นอันมาก เพ่ืออนุเคราะห์โลก เพ่ือประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
เพ่ือความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรบพิตรโดยปริยายน้ีแล ต้องเป็น
อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของ
กรรมทสี่ ัตวท์ าดที าช่วั มีอยู่ ฯ
[๓๑๑] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างน้นั ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็
ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น
ไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมที่สตั ว์ทาดีทาช่วั ไม่มี ฯ
ดกู รบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตใุ ห้บพิตรยังคงมคี วามเห็นอยู่อย่างน้วี ่าโลก
หน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาช่ัว
ไมม่ มี อี ยูห่ รอื ฯ
54 สคุ ันธชาครานุสรณ์
มีอยู่ ทา่ นกัสสป ฯ
เปรียบเหมอื นอะไร บพติ ร ฯ
ดกู รกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในท่ีน้ี จับโจรผู้ประพฤติช่ัวหยาบมาแสดงแก่
ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรง
ปรารถนาจะลงอาชญาอยา่ งใดแก่โจรผู้นี้ ขอไดต้ รัสบอกอาชญานั้นเถิด ข้าพเจ้าบอก
บุรุษพวกน้ันอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงใส่บุรุษผู้นี้ซ่ึงยังมีชีวิตอยู่ในหม้อแล้ว
ปิดปากหม้อเสีย เอาหนังที่ยังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนายกขึ้นสู่เตา
แล้วติดไฟ บุรุษพวกน้ันรับคาข้าพเจ้าแลว้ จงึ ใส่บุรุษน้ีซ่ึงยังมีชีวิตอยู่เข้าในหม้อ แล้ว
ปิดปากหม้อ เอาหนังท่ียังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนา ยกขึ้นสู่เตาแล้ว
ติดไฟ เมื่อขา้ พเจา้ ทราบว่าบรุ ษุ นนั้ ทากาละแล้ว จงึ ให้ยกหม้อนนั้ ลง กะเทาะดินออก
แล้วเปิดปากหม้อค่อยๆ ตรวจดูว่า บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง
พวกเราไม่ได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้
ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุด
เกดิ ขน้ึ ไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมที่สัตว์ทาดที าช่วั ไมม่ ี ฯ
ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในข้อนี้ บพิตรพึง
ทรงพยากรณ์ตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรบรรทมกลางวัน ทรงรู้สึกฝันเห็นสวนอันน่า
รนื่ รมย์ ป่าอันนา่ ร่นื รมย์ พื้นที่อนั นา่ รืน่ รมย์ สระโบกขรณีอนั นา่ รน่ื รมย์บ้างหรือ ฯ
เคยฝนั ท่านกสั สป ฯ
ในเวลานนั้ หญงิ ค่อม หญิงเต้ยี นางพนักงานภูษามาลา หรือกมุ าริกา
คอยรักษาบพิตรอยหู่ รือ ฯ
อยา่ งนั้น ท่านกสั สป ฯ
คนเหลา่ น้นั เหน็ ชีวะของบพิตรเขา้ หรือออกบา้ งหรอื เปล่า ฯ
หามิได้ ทา่ นกัสสป ฯ
ดกู รบพติ ร ก็คนเหลา่ น้ัน มีชวี ิตอยู่ ยังมไิ ด้เห็นชวี ะของบพิตรผู้ยังทรงพระ
ชนม์อยู่ เข้าหรือออกอยู่ ก็ไฉนบพิตรจักได้ทอดพระเนตรชีวะของผ้ทู ี่ทากาละไปแล้ว
เข้าหรือออกอยู่เล่า ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตนุ ี้ โลกหน้ามีอยู่ เหลา่ สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมทส่ี ัตว์ทา
ดที าชวั่ มอี ยู่ ฯ
[๓๑๒] ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างน้ันในปริยายน้ี ข้าพเจ้าก็
ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึน
ไม่มี ผลวบิ ากของกรรมทสี่ ตั วท์ าดีทาชวั่ ไมม่ ี ฯ
สุคันธชาครานุสรณ์ 55
ดูกรบพิตร ก็ปริยายซ่ึงเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่าแม้
เพราะเหตุนี้ โลกหนา้ ไม่มี เหล่าสตั ว์ผผู้ ุดเกิดข้นึ ไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สตั วท์ าดีทา
ชั่วไม่มี มอี ยหู่ รือ ฯ
มอี ยู่ ทา่ นกสั สป ฯ
เปรยี บเหมือนอะไร บพติ ร ฯ
ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในท่ีน้ี จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมา
แสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้น้ีประพฤติช่ัวหยาบต่อพระองค์ พระองค์
ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสบอกอาชญาน้ันเถิด ข้าพเจ้า
บอกบุรุษพวกน้ันอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาตาชั่ง ช่ังบุรุษนี้ผู้ยังมีชีวิตอยู่
แล้วเอาเชือกรัดให้ขาดใจตาย แล้วเอาตาชั่ง ชั่งอีกครั้งหน่ึง บุรุษพวกนั้นรับคา
ข้าพเจ้าแล้ว เอาตาช่ัง ช่ังบุรุษน้ันผู้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วเอาเชือกรัดให้ขาดใจตายแล้ว
เอาตาชั่ง ช่ังอีกครั้งหนึ่ง เม่ือบุรุษน้ันยังมีชีวิตอยู่ย่อมเบากว่า อ่อนกว่าและควรแก่
การงานกว่า แต่เม่ือเขาทากาละแล้ว ย่อมหนักกว่า กระด้างกว่า และไม่ควรแก่การ
งานกว่า ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นีแ้ ล เป็นเหตุให้ขา้ พเจา้ ยงั คงมคี วามเหน็ อยู่อย่าง
นี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหนา้ ไม่มี เหลา่ สัตวผ์ ผู้ ุดเกิดข้ึนไมม่ ีผลวบิ ากของกรรมท่สี ตั ว์
ทาดีทาช่ัวไมม่ ี ฯ
[๓๑๓] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษ
ผู้เป็นวญิ ญชู นในโลกน้ี บางพวกย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เปรียบเหมือนบุรุษเอาตาช่ัง ช่ังก้อนเหล็กท่ีเผาไว้วันยังค่า ไฟติดท่ัว ลุกโพลงแล้ว
ต่อมา เอาตาชั่ง ชั่งเหล็กน้ันซึ่งเย็นสนิทแล้ว เมื่อไรหนอ ก้อนเหล็กน้ันจะเบากว่า
อ่อนกว่า หรือควรแก่การงานกว่า คือว่า เม่ือไฟติดทั่ว ลุกโพลงอยู่แล้ว หรือว่า
เมือ่ เย็นสนทิ แล้ว ฯ
ดกู รท่านกัสสป เม่ือใดก้อนเหล็กน้ัน ประกอบด้วยไฟ ประกอบด้วยลมไฟ
ติดทั่ว ลุกโพลงแล้ว เมื่อน้ัน จึงจะเบากว่า อ่อนกว่า และควรแก่การงานกว่า
แตเ่ ม่ือใดกอ้ นเหลก็ นน้ั ไม่ประกอบด้วยไฟ และไม่ประกอบด้วยลม เย็นสนิทแลว้ เม่ือ
น้นั จงึ จะหนกั กว่า กระดา้ งกว่า และไม่ควรแกก่ ารงานกวา่ ฯ
ฉันน้ันแหละบพิตร เม่ือใด กายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณ
เมื่อนั้น ย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า แต่ว่า เมื่อใด กายน้ีไม่
ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อน้ัน ย่อมหนักกว่า กระด้างกว่าไม่ควรแก่
การงานกวา่ ดกู รบพิตร โดยปรยิ ายของบพิตรน้ีแล ตอ้ งเปน็ อยา่ งนวี้ ่าแมเ้ พราะเหตุน้ี
โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสตั วผ์ ู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวบิ ากของกรรมทส่ี ัตวท์ าดที าช่วั มอี ยู่ ฯ
56 สคุ ันธชาครานุสรณ์
[๓๑๔] ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นในปริยายน้ี ข้าพเจ้าก็
ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่
มี ผลวิบากของกรรมทส่ี ัตว์ทาดที าชัว่ ไมม่ ี ฯ
ดูกรบพิตร ก็ปริยายซ่ึงเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า
แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทา
ดที าชวั่ ไมม่ ี มีอยู่หรือ ฯ
มอี ยู่ ท่านกัสสป ฯ
เปรยี บเหมอื นอะไร บพิตร ฯ
ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในที่นี้ จับโจรผู้ประพฤติช่ัวหยาบมา
แสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้น้ีประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์
ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใด แก่โจรผู้นี้ ขอให้ตรัสบอกอาชญานั้นเถิดข้าพเจ้า
บอกบุรษุ พวกนั้นอย่างน้ีว่า ถ้าเช่นน้ัน พวกท่านจงปลงบุรุษน้ีจากชีวติ อย่าใหผ้ ิวหนัง
เน้ือเอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้า บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษน้ันออกมา
บ้าง บุรุษพวกน้ันรับคาของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมปลงบุรุษนั้นจากชีวิต มิให้ผิวหนัง เน้ือ
เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้า เม่ือบุรุษน้ันเร่ิมจะตาย ข้าพเจ้าสั่งบุรุษพวก
นั้นว่า ถ้าเช่นน้ัน พวกท่านจงผลักบุรุษน้ีให้นอนหงาย บางทีจะได้เห็นชีวะของเขา
ออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นผลักบุรุษนั้นให้นอนหงาย พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขา
ออกมาเลย ข้าพเจ้าจึงสั่งบุรุษพวกนั้นว่าถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกบุรุษน้ีให้นอน
คว่าลง จงพลิกให้นอนตะแคงข้างหน่ึงจงพลิกให้นอนตะแคงอีกข้างหน่ึง จงพยุงให้
ยืนขึ้น จงจับเอาศีรษะลง จงทุบด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา
จงลากมาข้างน้ี จงลากไปข้างโน้น จงลากไป ๆ มา ๆ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษ
น้ันออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นลากบุรุษนั้นมาข้างนี้ ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ
พวกเรามไิ ด้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ตาของเขาก็ดวงน้ันแหละ รูปก็อันน้ัน แต่เขา
รู้แจ้งรูปายตนะด้วยตาไม่ได้ หูก็อันนั้นแหละ เสียงก็อันน้ัน แต่เขารู้แจ้งสัททายตนะ
ด้วยหูไม่ได้ จมูกก็อันนั้นแหละ กล่ินก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งคันธายตนะด้วยจมูกไม่ได้
ลิน้ ก็อันน้ันแหละ รสก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งรสายตนะด้วยลิ้นไม่ได้ กายก็อันน้ันแหละ
โผฏฐัพพะก็อนั นนั้ แต่เขารแู้ จ้งโผฏฐัพพายตนะดว้ ยกายไม่ได้ดูกรท่านกัสสป ปริยาย
นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี
เหล่าสตั วผ์ ูผ้ ดุ เกดิ ขึน้ ไม่มี ผลวบิ ากของกรรมที่สตั วท์ าดีทาชวั่ ไม่มี ฯ
[๓๑๕] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกน้ี บางพวก ย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เร่ืองเคยมีมาแล้ว คนเป่าสังข์คนหน่ึง ถือเอาสังข์ไปยังปัจจันตชนบทเขาเข้าไปยัง
บ้านแห่งหนึ่ง ยืนอยู่กลางบ้านเป่าสังข์ข้ึน ๓ คร้ัง แล้ววางสังข์ไว้ท่ีแผ่นดิน นั่ง ณ ท่ี
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 57
ควรส่วนข้างหน่ึง ลาดับนั้น พวกมนุษย์ในปัจจันตชนบทได้เกิดความต่ืนเต้นว่า
ท่านท้ังหลาย นั่นเสียงใครหนอ ช่างเป็นท่ีพอใจถึงเพียงน้ีควรแก่การงานถึงเพียงนี้
เป็นท่ีต้ังแห่งความเพลิดเพลินถึงเพียงน้ี ช่างจับจิตถึงเพียงน้ี ช่างไพเราะถึงเพียงนี้
พวกเขาต่างมาล้อมถามคนเป่าสังข์น้ันว่า พ่อ น่ันเสียงของใครหนอ ช่างเป็นที่พอใจ
ถึงเพียงนี้ ... ช่างไพเราะถึงเพียงน้ี คนเป่าสังข์ตอบว่า ท่านท้ังหลาย นั่นคือสังข์ซ่ึงมี
เสียงเป็นที่พอใจถึงเพียงน้ี ... ช่างไพเราะถึงเพียงน้ี พวกเขาจับสังข์น้ันหงายข้ึนแล้ว
บอกว่า พูดซพิ อ่ สังข์ พูดซิพ่อสงั ขส์ งั ขน์ ้นั หาไดอ้ อกเสยี งไม่ พวกเขาจบั สังข์นนั้ ให้คว่า
ลง จับให้ตะแคงข้างหน่ึงจับให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ชูให้สูง วางให้ต่า เคาะด้วยฝ่ามือ
ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา ลากมาข้างน้ี ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ
แล้วบอกว่าพูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์ สังข์นั้นหาได้ออกเสียงไม่ ลาดับน้ัน คนเป่า
สังข์ได้มีความคิดว่า พวกมนุษย์ปัจจันตชนบทเหล่านี้ ช่างโง่เหลือเกิน จักแสวงหา
เสียงสังข์โดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อมนุษย์พวกนั้นกาลังมองดูอยู่ เขาจึงหยิบ
สังข์ข้นึ มาเป่า ๓ ครงั้ แล้วถือเอาสังข์นั้นไป มนุษย์ปจั จันตชนบทพวกนั้นได้พูดกันว่า
ท่านทั้งหลาย นัยว่าเม่ือใด สังข์นี้ประกอบด้วยคน ความพยายามและลม เมื่อน้ัน
สังข์นี้จึงจะออกเสียง แต่ว่าเม่ือใด สังข์นี้มิได้ประกอบด้วยคนความพยายามและลม
เมื่อนั้น สังข์นี้ไม่ออกเสียง ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตรเม่ือใด กายนี้ประกอบด้วยอายุ
ไออุ่นและวิญญาณ เมื่อนั้น กายน้ีก้าวไปได้ถอยกลับได้ ยืนได้ น่ังได้ สาเร็จการนอน
ได้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาได้ ฟังเสียงด้วยหูได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นได้
ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ แต่ว่าเม่ือใด กายน้ีไม่
ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณเมื่อนั้น กายน้ีก้าวไปไม่ได้ ถอยกลับไม่ได้
ยืนไม่ได้ น่ังไม่ได้ สาเร็จการนอนไม่ได้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาไม่ได้ ฟังเสียงด้วยหูไม่ได้
ดมกล่ินด้วยจมูกไม่ได้ล้ิมรสด้วยล้ินไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายไม่ได้
รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจไม่ได้ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรน้ีแล ต้องเป็นอย่างน้ีว่า
แม้เพราะเหตนุ ี้ โลกหน้ามีอยู่ เหลา่ สตั ว์ผู้ผุดเกิดข้ึนมีอยู่ ผลวิบากของกรรมทีส่ ัตว์ทา
ดที าชัว่ มอี ยู่ ฯ
จบ ภาณวารท่ีหนึ่ง
[๓๑๖] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างน้ัน ในปริยายนี้ ข้าพเจ้า
ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น
ไมม่ ี ผลวบิ ากของกรรมทส่ี ตั วท์ าดที าช่ัวไม่มี ฯ
ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่าแม้
เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดี
ทาช่ัวไม่มี มอี ยู่หรอื ฯ
มอี ยู่ ท่านกสั สป ฯ
58 สคุ ันธชาครานุสรณ์
เปรียบเหมือนอะไร บพติ ร ฯ
ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในท่ีน้ี จับโจรผู้ประพฤติช่ัวหยาบมา
แสดงแก่ขา้ พเจ้าวา่ ขา้ แตพ่ ระองค์ โจรผู้น้ีประพฤติช่ัวหยาบต่อพระองค์พระองคท์ รง
ปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสบอกอาชญาน้ันเถิดข้าพเจ้าได้
บอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชือดผิวหนังของบุรุษน้ี บางทีจะ
ได้เห็นชีวะของบุรุษน้ันบ้าง พวกเขาเชือดผิวหนังของบุรุษน้ัน พวกเรามิได้เห็นชีวะ
ของเขาเลย ข้าพเจ้าจึงบอกบุรุษพวกนั้นว่า ถ้าเช่นน้ัน พวกท่านจงเชือดหนัง เฉือน
เนื้อ ตัดเอ็น ตัดกระดูก ตัดเยือ่ ในกระดูกของบุรุษน้ี บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษน้ัน
บ้าง พวกเขาตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษน้ัน พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาเลย
ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างน้ีว่า
แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์
ทาดี ทาชวั่ ไมม่ ี ฯ
[๓๑๗] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เรื่องเคยมีมาแล้ว ชฎิลผู้บาเรอไฟผู้หนึ่ง อยู่ในกุฎีอันมุงบังด้วยใบไม้ ณที่ชายป่า
ครัง้ นั้น ชนบทแห่งหน่ึงเป็นที่พกั ของหมูเ่ กวียนอยแู่ ลว้ หมเู่ กวยี นนั้นพกั อยรู่ าตรีหนึ่ง
ในท่ีใกล้อาศรมชฎิลผู้บาเรอไฟน้ัน แล้วจึงหลีกไป ลาดับน้ันชฎิลผู้บาเรอไฟนั้นมี
ความคิดข้ึนว่า ถ้ากระไร เราควรจะเข้าไปในที่ที่หมู่เกวียนน้ันพัก บางทีจะได้เครื่อง
อุปกรณ์อะไรในที่น้ันบ้าง ชฎิลผู้บาเรอไฟลกุ ข้ึนแต่เช้า เข้าไปยังท่ีที่หมู่เกวียนนั้นพัก
ครั้นแล้ว ได้เห็นเด็กอ่อนศีรษะโล้น เขาทิ้งนอหงายไว้ที่ท่ีหมู่เกวียนนั้นพัก คร้ันเห็น
ได้เกิดความคิดขึน้ วา่ เมื่อเราพบเห็นอยู่ จะปล่อยใหม้ นุษยท์ ากาละเสียน้ัน ไม่สมควร
แก่เราเลย ถ้ากระไร เราควรจะนาทารกนี้ไปยังอาศรม แล้วเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้น ชฎิล
ผู้บาเรอไฟ นาทารกนั้นไปยังอาศรมแล้ว เล้ียงดูให้เติบโตขึ้นแล้ว เม่ือทารกนั้นอายุ
ย่างเข้า ๑๐ ปี หรือ ๑๒ ปี ชฎิลผู้บาเรอไฟ มีกรณียะบางอย่างในชนบทเกิดข้ึน
เขาได้บอกทารกนั้นว่า พ่อ เราปรารถนาจะไปยังชนบท เจ้าพึงบาเรอไฟ อย่าให้ไฟ
ของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด น้ีฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบาเรอไฟเถิด
เขาสั่งทารกนั้นอย่างนี้แล้ว ได้ไปยังชนบท เม่ือทารกนั้นมัวเล่นเสีย ไฟดับแล้ว
ทารกน้ันนึกข้ึนได้ว่า บิดาได้บอกเราไว้อย่างนี้ว่า พ่อ เจ้าพึงบาเรอไฟ อย่าให้ไฟของ
เจ้าดับ ถ้าว่าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน น้ีไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบาเรอไฟเถิด
ถ้ากระไร เราควรจะก่อไฟแล้วบาเรอไฟ ทารกน้ันเอามีดถากไม้สีไฟ ด้วยเข้าใจว่า
บางทีจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีกแล้วผ่าออกเป็น ๓
ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ซีก แล้วเกรยี กให้เปน็ ชิน้ เล็กๆครนั้ แล้ว จึงโขลกในครก
ครั้นโขลกแล้ว จึงโปรยในที่มีลมมาก ด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟ
สุคันธชาครานุสรณ์ 59
เลย ลาดับนั้น ชฎิลผู้บาเรอไฟนั้น ทากรณียะน่ัน ในชนบทสาเร็จแล้ว จึงกลับมายัง
อาศรมของตน ครั้นแล้วได้กล่าวกะทารกน้ันว่า พ่อ ไฟของเจ้าดับเสียแล้วหรือ
ทารกนั้นตอบว่า ข้าแต่คุณพ่อ ขอประทานโทษเถิด กระผมมัวเล่นเสียไฟจึงดับ
กระผมนกึ ข้ึนได้วา่ พ่อได้บอกเราไว้อยา่ งนี้ว่า พ่อ เจา้ พึงบาเรอไฟ อย่าให้ไฟของเจ้า
ดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืนนี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบาเรอไฟเถิด ถ้ากระไร
เราควรจะก่อไฟแล้วบาเรอ
ทีนั้น กระผมจึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟบ้าง กระผม
มิได้พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก แล้วผ่าออกเป็น ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐
ซีก ๒๐ ซีก แล้วเกรียกให้เป็นช้ินเล็กๆ ครั้นแล้วจึงโขลกในครก คร้ันโขลกแล้ว
เอาโปรยในที่มีลมมากด้วยเข้าใจว่า บางทีจะพบไฟบ้าง กระผมไม่พบไฟเลย ลาดับ
นั้น ชฎิลผู้บาเรอไฟน้ันได้มีความคิดว่า ทารกนี้ช่างโง่เหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม
จักแสวงหาไฟโดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อทารกนั้นกาลังมองดูอยู่ ชฎิลนั้นหยิบ
ไมส้ ีไฟมาสีให้เกิดไฟแล้ว ได้บอกทารกนั้นว่า เขาติดไฟกนั อย่างนี้ ไมเ่ หมอื นอยา่ งเจ้า
ซ่งึ ยงั เขลา ไม่เฉยี บแหลม แสวงหาไฟโดยไม่ถกู ทาง
ดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันน้ันเหมือนกัน ยังทรงเขลา ไม่เฉียบแหลม
ทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด
ขอบพิตรจงปล่อยวางทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ทิฐิอันลามกน้ัน อย่าได้บังเกิดมีแก่
บพิตร เพ่ือมิใชป่ ระโยชน์ เพือ่ ความทกุ ข์ สนิ้ กาลนานเลย ฯ
[๓๑๘] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างน้นั ข้าพเจ้ายังหาอาจสละ
คืนทิฐิอันลามกน้ีเสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอกทั้งหลายก็ดี
ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างน้ีว่า แม้เพราะเหตุน้ี
โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทาดีทาชั่วไม่มี
ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจะสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจา้ ได้ว่า พญาปายาสิ
ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือส่ิงที่ผิด ข้าพเจ้าก็จักยึดทิฐินั้นไว้
เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลบู่ า้ ง เพราะความตเี สมอบา้ ง ฯ
[๓๑๙] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกน้ี บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เร่ืองเคยมีมาแล้ว พ่อค้าเกวียนหมู่ใหญ่ มีเกวียนประมาณพันเล่ม ได้เดินทางจาก
ชนบทอันตั้งอยู่ในบุรพทิศ ไปยังชนบทอันตั้งอยู่ในปัศจิมทิศ พ่อค้าเกวียนหมู่น้ันไป
อยู่ หญ้า ฟืน น้า ใบไม้สด หมดเปลืองไปโดยรวดเร็ว ก็ในหมู่น้ันมีนายกองเกวียน ๒
คน คนหน่ึงมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกคนหน่ึงมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ลาดับนั้น
นายกองเกวียน ๒ คน น้ันได้ปรึกษากันว่าหมู่เกวียนหมู่ใหญ่น้ีมีเกวียนประมาณพัน
เล่ม พวกเราเหล่านั้นไปรวมกันอยู่ หญ้า ฟืน น้า ใบไม้สด หมดเปลืองไปโดยรวดเร็ว
60 สุคันธชาครานุสรณ์
ถา้ กระไร พวกเราควรจะแยกหมเู่ กวียนหมูใ่ หญน่ ้ีออกเป็น ๒ หมู่ คือหมูห่ นงึ่ มีเกวียน
๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม พ่อค้าเกวียนเหล่านั้นแยกหมู่เกวียนน้ัน
ออกเป็น ๒ หมู่แล้ว คือหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม
นายกองเกวียนคนหนึ่งบรรทุกหญ้า ฟืน และน้าเป็นอันมากแล้วขบั หมู่เกวียนไปก่อน
เมื่อขับไปได้สองสามวัน หมู่เกวียนน้ันได้เห็นบุรุษผิวดา นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู
ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อเป้ือนตมสวนทางมา
ครน้ั แลว้ จึงไดถ้ ามขนึ้ วา่ ดูกรท่าน ท่านมาจากไหน ฯ
ขา้ พเจ้ามาจากชนบทโน้น ฯ
ท่านจะไปไหน ฯ
ไปยังชนบทโนน้ ฯ
ในหนทางกนั ดารข้างหนา้ ฝนตกมากหรอื ฯ
อย่างน้ันท่าน ในหนทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีน้าบริบูรณ์
หญ้า ฟืน และน้ามีมาก พวกท่านจงท้ิงหญ้า ฟืน น้าของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจาก
ของหนักจะไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลาบาก ลาดับน้ัน นายกองเกวียนเรียก
พวกเกวียนมาบอกว่า บรุ ุษผู้น้ีพดู ว่า ในหนทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมาก หนทางมี
น้าบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และน้ามีมาก พวกท่านจงท้ิง หญ้าฟืน และน้าของเก่าเสียเถิด
เกวียนเบาจากของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนกไ็ มล่ าบาก ดงั น้ี พวกท่านจง
ท้ิงหญ้า ฟืน น้าของเก่าเสียเถิด จงขับหมู่เกวียนไปด้วยเกวียนเบาเถิด พวกเกวียน
รับคาของนายกองเกวียนแล้ว ทิ้งหญ้าฟืน น้าของเก่า มีเกวียนเบาจากของหนัก
ขับหมู่เกวียนไปแล้ว พวกเกวียนเหล่าน้ัน มิได้เห็น หญ้า ฟืน หรือน้า ในท่ีพักหมู่
เกวยี นตาบลแรก แม้ในที่พักหมู่เกวียนตาบลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ท่ีห้า ท่หี ก แม้ในท่ีพัก
หมู่เกวียนตาบลที่เจ็ดก็มิได้เห็น หญ้า ฟืน หรือน้า ถึงความวอดวายด้วยกันทั้งหมด
มนุษย์หรือปศุสัตว์ท่ีอยู่ในหมู่เกวียนนั้น อมนุษย์กล่าวคือยักษ์กินเสียท้ังหมด เหลือ
แต่กระดูกเท่าน้ัน เม่ือนายกองเกวียนพวกที่สองรู้สึกว่า บัดน้ี หมู่เกวียนแรกนั้น
ออกไปนานแล้ว จึงบรรทุกหญ้า ฟืน และน้าไปเป็นอันมาก แล้วขับหมู่เกวยี นไปเม่ือ
ขับไปได้สองสามวัน พวกเกวียนนั้นเห็นบุรุษผิวดา นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู
ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา
ครั้นแล้ว จึงไดถ้ ามข้ึนวา่ ดูกรทา่ น ทา่ นมาจากไหน ฯ
ข้าพเจ้ามาจากชนบทโนน้ ฯ
ท่านจะไปไหน ฯ
ไปยงั ชนบทโนน้ ฯ
ในหนทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมากหรือ ฯ
สุคันธชาครานสุ รณ์ 61
อย่างนั้นท่าน ในหนทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีน้าบริบูรณ์
หญ้า ฟืน และน้ามีมาก พวกท่านจงท้ิงหญ้า ฟืน น้าของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจาก
ของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลาบาก ลาดับนั้น นายกองเกวียนเรียก
พวกเกวยี นมาบอกวา่ บุรษุ ผ้นู ้ีพูดว่า ในหนทางกันดารขา้ งหน้าฝนตกมากหนทางมีน้า
บริบูรณ์ทั้งหญ้า ฟืน และน้ามีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้าของเก่าเสียเถิด
เกวียนเบาจากของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลาบากดังน้ี ดูกรท่าน
บุรุษนี้มิใช่มิตร มิใช่ญาติสาโลหิตของพวกเรา พวกเราจักเชื่อบุรุษน้ีได้อย่างไร
ท่านทั้งหลายไม่พึงท้ิงหญ้า ฟืน น้า ของเก่าเสีย จงขับเกวียนไปพร้อมทั้งส่ิงของ
ตามท่ีนามาแล้วเถิด พวกเราจักไม่ท้ิงของเก่าของพวกเรา พวกเกวียนรับคานายกอง
เกวียนน้ันแล้ว ขับเกวียนไปพร้อมท้ังสิ่งของตามท่ีได้นามาพากเกวียนเหล่านั้นมิได้
เห็นหญ้า ฟืน หรือน้าในท่ีพักเกวียนตาบลแรก แม้ในที่พักเกวียนท่ีตาบลท่ีสอง
ท่ีสาม ท่ีส่ี ท่ีห้า ท่ีหก ท่ีเจ็ด ก็มิได้เห็นหญ้า ฟืนหรือน้า ได้เห็นแต่หมู่เกวียนที่ได้ถึง
ความวอดวายเท่าน้ัน ได้เห็นแต่กระดูกของมนุษย์และปศุสัตว์ท่ีอยู่ในหมู่เกวียนน้ัน
เทา่ นน้ั พวกน้ันถกู อมนุษยค์ อื ยกั ษก์ ินแล้ว
ลาดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า น้ีคือหมู่เกวียนน้ันได้
ถึงแก่ความวอดวายแล้ว ท้ังน้ี เพราะนายกองเกวียนน้ันเป็นคนโง่เขลา ถ้าอย่างน้ัน
ในหมู่เกวียนของพวกเรา สิ่งของชนิดใดมีสาระน้อยจงท้ิงเสีย ในหมู่เกวียนหมู่น้ี
สิ่งของชนิดใดมีสาระมาก จงขนเอาไปเถิด พวกเกวียนพวกน้ันรับคานายกองเกวียน
นั้นแล้ว จึงท้ิงสิ่งของชนิดมีสาระน้อยในเกวียนของตนๆ ขนเอาไปแต่สิ่งของมีสาระ
มากในเกวียนหมู่นั้น ข้ามทางกันดารนั้นไปได้โดยสวัสดี ท้ังนี้ เพราะนายกองเกวียน
นั้นเป็นคนฉลาด ดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันน้ันเหมือนกัน ยังทรงเขลา ไม่เฉียบแหลม
ทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง จักถึงความวอดวายเหมือนบุรุษนายกองเกวียน
ฉะนั้น ชนเหล่าใดจักสาคัญทิฐิของบพิตรว่า เป็นส่ิงท่ีควรฟัง ควรเชื่อถือ แม้ชน
เหล่าน้ัน ก็จักถึงความวอดวาย เหมือนพ่อค้าเกวียนพวกนั้น ฉะน้ัน ขอบพิตรจงทรง
สละคืนทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอัน
ลามกนนั้ อยา่ ไดม้ ีแก่บพิตร เพื่อมใิ ช่ประโยชน์ เพอื่ ความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ
[๓๒๐] ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างน้ัน ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจ
สละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอก
ทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างน้ีว่า
แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทา
ดีทาช่ัวไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจะสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า
พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือสิ่งท่ีผิดข้าพเจ้าก็จักยึด
ทิฐินัน้ ไว้ เพราะความโกรธบา้ ง เพราะความลบหลูบ่ ้าง เพราะความตเี สมอบ้าง ฯ
62 สุคันธชาครานุสรณ์
[๓๒๑] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกน้ี บางพวกย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เรื่องเคยมีมาแล้ว บุรุษผู้เลี้ยงสุกรคนหน่ึงได้ออกจากบ้านของตนไปยังบ้านอื่น
ได้เห็นคูถแห้งเป็นอันมากซึ่งเขาทิ้งไว้ในบ้านน้ัน คร้ันแล้วเขาได้มีความคิดขึ้นว่าคูถ
แห้งเป็นอันมากซึ่งเขาทิ้งไว้นี้ เป็นอาหารสกุ รของเรา ถ้ากระไร เราควรขนคถู แห้งไป
จากที่นี้ เขาปูผ้าห่มลงแล้ว โกยเอาคูถแห้งเป็นอันมาก แล้วผูกให้เป็นห่อทูนศีรษะ
เดินไป ในระหว่างทาง เขาถูกฝนใหญ่แล้ว เขาเปรอะเป้ือนไปด้วยคูถตลอดถึงปลาย
เล็บ พาเอาห่อคูถซ่ึงล้นไหลไปแล้ว พวกมนุษย์เห็นเขาแล้ได้พูดอย่างนี้ว่า พนาย
ท่านเป็นบ้าหรือเปล่า ท่านเสียจริตหรือหนอ ไหนท่านจึงเปรอะเป้ือนไปด้วยคูถ
ตลอดถึงปลายเล็บ จักนาเอาห่อคูถซ่ึงล้นไหลอยู่ไปทาไมบุรุษน้ันตอบว่า พนาย
ในข้อน้ี พวกท่านน่ันแหละเป็นบ้า พวกท่านเสียจริต ความจริง สิ่งนี้เป็นอาหารสุกร
ของเรา ดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันน้ันเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือนบุรุษผู้ทูนห่อคูถ
ขอบพิตรจงสละคนื ทฐิ ิอันลามกนั้นเสยี เถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางทฐิ ิอนั ลามกนน้ั เสีย
เถดิ ทิฐอิ ันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพติ ร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพือ่ ความทกุ ข์ สิ้นกาลนาน
เลย ฯ
[๓๒๒] ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจ
สละคืนทิฐิอันลามกน้ีเสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอก
ท้ังหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทา
ดีทาชั่วไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจักสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า
พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือส่ิงท่ีผิดข้าพเจ้าก็จักยึด
ทิฐินน้ั ไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลบู่ า้ ง เพราะความตเี สมอบา้ ง ฯ
[๓๒๓] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตรบุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคาพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร
เร่ืองเคยมีมาแล้ว นักเลงสกาสองคนเล่นสกากัน คนหน่ึงกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ
มาเสีย นักเลงสกาคนท่ีสองได้เห็นนักเลงสกาน้ันกลืนกินเบ้ียแพ้ที่แล้ว ๆ มา
คร้ันแลว้ ได้พูดว่า ดกู รสหาย ท่านชนะข้างเดียว ทา่ นจงให้ลูกสกาแก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้า
จักเซน่ บูชา นกั เลงสกาคนน้นั รบั คาแลว้ จึงมอบลูกสกาให้นักเลงสกานน้ั
ลาดับนั้น นักเลงสกา [คนท่ีสอง] เอายาพิษทาลูกสกาแล้วพูดกะนักเลงสกา
[คนที่หน่ึง] ว่า มาเถิดสหาย เรามาเล่นสกากัน นักเลงสกา [คนท่ีหนึ่ง] รับคานักเลง
สกา [คนที่สอง] แล้ว นักเลงสกาเหล่านั้นเล่นสกากันเป็นคร้ังท่ีสองแม้ในครั้งท่ีสอง
นักเลงสกา [คนท่ีหน่ึง] ก็กลืนกินเบี้ยแพ้ท่ีแล้วๆ มาเสีย นักเลงสกาคนท่ีสอง ได้เห็น
นักเลงสกาคนกลืนกนิ เบย้ี แพ้ที่แลว้ ๆ มา แม้คร้ังท่สี อง ครนั้ แลว้ ไดพ้ ดู วา่
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 63
[๓๒๔] บุรุษกลืนกินลูกสกาซึ่งอาบด้วยยาพิษ มีฤทธิ์กล้ายังหารู้สึกไม่
นักเลงช่ัวเลวผ้นู ่าสงสารกลืนยาพิษเขา้ ไป ความเรา่ รอ้ นจกั มแี ก่ทา่ น ดังนี้ ฯ
[๓๒๕] ดูกรบพิตร บพิตรก็อย่างน้ันเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือน
นักเลงสกา ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ขอบพิตรจงทรงปล่อวาง
ทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์เพื่อ
ความทุกข์ ส้นิ กาลนานเลย ฯ
[๓๒๖] ท่านกัสสปกล่าวอย่างน้ันก็จริง ถึงอย่างน้ัน ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจ
สละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอก
ทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทา
ดีทาช่ัวไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจักสละคืนทิฐิอันลามกน้ี ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า
พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือส่ิงท่ีผิดข้าพเจ้าก็จักยึด
ทิฐนิ น้ั ไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลูบ่ ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง ฯ
[๓๒๗] ดูกรบพิตร ถ้าเช่นน้ัน อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตรบุรุษผู้
เป็นวิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเน้ือความของคาพูดด้วยอุปมาดูกรบพิตร
เรื่องเคยมีมาแล้ว ชนบทแห่งหน่ึงตั้งข้ึนแล้ว คร้ังน้ัน สหายผู้หนึ่งเรียกสหายมาบอก
ว่า มาไปกันเถิดเพื่อน เราจักเข้าไปยังชนบทน้ัน บางทีจะพึงได้ทรัพย์อย่างใดอย่าง
หนึ่งในชนบทน้ันบ้าง สหายคนทส่ี องรับคาของสหาย [คนท่ีหนง่ึ ] แลว้ เขาท้งั สองเข้า
ไปยังชนบท ถึงถนนในบ้านแห่งหน่ึงแล้ว ได้เห็นเปลือกป่านที่เขาท้ิงไว้มากมายที่
ตาบลบ้านนั้น คร้ันแล้วสหาย [คนที่หน่ึง] ได้บอกสหาย [คนท่ีสอง] ว่า สหาย
น้ีเปลือกป่านเขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นน้ัน ท่านจงผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง และ
ฉนั จักผูกเอาเปลอื กป่านไปมัดหนึ่ง เราทั้งสองจักถอื เอามัดเปลือกป่านไป สหายคนท่ี
สองรับคาสหายคนที่หนึ่งแล้ว ผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหน่ึง สหายทั้งสองนั้นถือเอา
มัดเปลือกป่านเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นด้ายป่านที่เขาท้ิงไว้มากมาย
ในตาบลบ้านน้ัน คร้ันแล้วสหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายคนท่ีสองว่า สหาย เราจะ
ปรารถนาเปลือกป่านเพ่อื ประโยชนอ์ ันใด นีด้ ้ายป่าน ซ่ึงเขาท้ิงไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น
ท่านจงท้ิงมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งมัดเปลือกป่านเสีย เราทั้งสองจัก
ถือเอามัดด้ายป่านไป สหายคนท่ีสองตอบว่า สหาย มัดเปลือกป่านนี้ เราเอามาไกล
แลว้ ทั้งมดั ไว้ดีแล้วด้วยเราไมเ่ อาละ ขอท่านจงทราบเถดิ ฯ
ลาดับนั้น สหายคนที่หนึ่งทิ้งมัดเปลือกป่านเสียแล้วถือเอามัดด้ายป่านไป
สหายทัง้ สองนัน้ เข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นผ้าป่านทีเ่ ขาท้ิงไว้มากมายท่ี
ตาบลบ้านนั้น ครั้นแล้วสหายคนท่ีหน่ึงบอกสหายคนทส่ี องวา่ สหายเราจะปรารถนา
เปลือกป่านหรือด้ายป่านเพ่ือประโยชน์อันใด เหล่าน้ีผ้าป่านซ่ึงเขาท้ิงไว้มากมาย
64 สุคนั ธชาครานสุ รณ์
ถ้าเช่นน้ัน ท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งมัดด้ายป่านเสีย เราทั้ง
สองจักถือเอามัดผ้าป่านไป สหายคนที่สองตอบว่า สหายมัดเปลือกป่านน้ีเราเอามา
ไกลแล้ว ทงั้ มดั ไว้ดแี ล้วด้วย เราไมเ่ อาละ ขอท่านจงทราบเถดิ ฯ
ลาดับน้ัน สหายคนที่หนึ่งน้ัน ท้ิงมัดด้ายป่านแล้ว ถือมัดผ้าป่านไปสหาย
ท้งั สองน้ันเข้าไปยังถนนในบา้ นอกี แหง่ หน่ึง ได้เห็นเปลือกไมโ้ ขมะ ได้เหน็ ด้ายเปลอื ก
ไม้โขมะ ได้เห็นผ้าเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นลูกฝ้าย ได้เห็นด้ายฝ้าย ได้เห็นผ้าฝ้าย
ได้เห็นเหล็ก ได้เห็นโลหะ ได้เห็นดีบุก ได้เห็นสารดิ ได้เห็นเงินได้เหน็ ทอง ที่เขาท้งิ ไว้
มากมายในถนนในบ้านน้ัน ครั้นแล้วสหายคนที่หน่ึงจึงบอกสหายคนท่ีสองว่า สหาย
เราจะปรารถนาประโยชน์อันใดกับเปลือกป่านหรือด้ายป่าน หรือผ้าป่าน หรือ
เปลือกไมโ้ ขมะ หรอื ด้ายเปลือกไมโ้ ขมะ หรอื ผ้าเปลอื กไมโ้ ขมะ หรือลูกฝ้าย หรอื ดา้ ย
ฝ้าย หรือผ้าฝ้าย หรือเหล็ก หรือโลหะ หรือดีบุก หรือสาริด หรือเงิน น้ีทองท่ีเขาทิ้ง
ไว้มากมาย ถ้าเช่นน้ันท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักท้ิงห่อเงินเสีย
เราท้ังสองจักถือเอาห่อทองไป สหายคนที่สองตอบว่า สหาย มัดเปลือกป่านนี้เราเอา
มาไกลแล้ว ทัง้ มดั ไว้ดีแลว้ ด้วย เราไมเ่ อาละ ขอท่านจงทราบเถิด ฯ
ลาดับน้ัน สหายนั้นท้ิงห่อเงิน ถือเอาห่อทองไป สหายทั้งสองน้ันเข้าไปยัง
บ้านของตนๆ แล้ว ในเขาทั้งสองน้ัน สหายผู้ถือเอามัดเปลือกป่านไปมารดาบิดา
บุตรภริยา มิตรอามาตย์ หาได้พากันยินดีไม่ และเขาไม่ได้รับความสุขโสมนัสซึ่งเกิด
จากเหตุที่ได้จากเปลือกป่านนั้นมา ส่วนสหายที่ถือเอาห่อทองไป น้ัน มารดาบิดา
บุตร ภริยา มิตร อามาตย์ พากันยินดี และเขายังได้รับความสุขโสมนัสซึ่งเกิดจาก
เหตุที่ถือเอาห่อทองน้ันมา ฯ
ดูกรบพิตร บพิตรก็อย่างนั้นเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือนบุรุษผู้ถือมัด
เปลือกป่าน ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ขอบพิตรจงทรงปล่อย
วางทิฐิอันลามกน้ันเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์
เพอื่ ความทกุ ข์ สนิ้ กาลนานเลย ฯ
[๓๒๘] ด้วยข้อความอุปมาข้อก่อนๆ ของท่านกัสสป ข้าพเจ้าก็มีความ
พอใจยินดียิ่งแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าใคร่จะฟังปฏิภาณในการแก้ปัญหาที่วิจิตรเหล่านี้จึง
พยายามโต้แย้งคัดค้านท่านกัสสปอย่างน้ัน ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ภาษิตของท่าน
แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือน
บุคคลหงายของที่คว่า เปิดของท่ีปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในท่ีมืด
ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด ท่านกัสสปประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
ฉันน้ันเหมือนกัน ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคผู้โคดม
พระธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอท่านกัสสปจงจาข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสก
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จาเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ข้าพเจ้า
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 65
ปรารถนาจะบูชามหายัญ ขอท่านจงชี้แจงวิธีบูชายัญ อันจะเป็นประโยชน์และ
ความสขุ แก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนาน ฯ
ดูกรบพิตร ยัญท่ีต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่าง ๆ ต้อง
ได้รับความพินาศ และปฏิคาหก เป็นผู้มีความเห็นผิด ดาริผิด เจรจาผิดการงานผิด
เล้ียงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ต้ังใจม่ันผิด เช่นน้ี ย่อมไม่มีผลใหญ่ ไม่มีอานิสงส์
ใหญ่ ไม่มีความรงุ่ เรืองใหญ่ ไม่แพร่หลายใหญ่ เปรียบเหมอื นชาวนาถือเอาพืชและไถ
ไปสู่ป่า เขาพึงหว่านพืชที่หัก ที่เสีย ถูกลมและแดดแผดเผาแล้ว อันไม่มีแก่น ยังไม่
แห้งสนิท ลงในนาไร่อันเลว ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ดี มิได้แผ้วถางตอและหนามให้หมด
ทั้งฝนก็มิได้ตกชะเชย โดยชอบตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะพึงถึงความเจริญงอกงาม
ไพบูลย์หรอื หนอ ชาวนาจะพึงได้รับผลอนั ไพบลู ย์หรอื ฯ
หาเป็นอยา่ งนั้นไม่ ท่านกสั สป ฯ
ฉันน้ันเหมือนกัน บพิตร ยัญท่ีต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่า
สตั ว์ต่างๆ ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นผิด ดาริผิด เจรจาผิด
การงานผิด เล้ียงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจม่ันผิด เช่นนี้ ย่อมไม่มีผลใหญ่
ไม่มอี านิสงส์ใหญ่ ไม่มีความรงุ่ เรอื งใหญ่ ไมแ่ พร่หลายใหญ่ ฯ
ดูกรบพิตร ส่วนยัญท่ีมิต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ
ไม่ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดาริชอเจรจาชอบ
การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ต้ังใจม่ันชอบเช่นน้ี ย่อมมีผล
ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ มีความรุ่งเรืองใหญ่ แพร่หลายใหญ่เปรียบเหมือนชาวนาถือเอา
พืชและไถไปสู่ป่า เขาพึงหว่านพืชที่ไม่หัก ไม่เสียไม่ถูกลมแดดแผดเผา อันมีแก่น
แห้งสนิท ลงในนาไร่อันดี เป็นพ้ืนที่ดี แผ้วถางตอและหนามหมดดีแล้ว ท้ังฝนก็ตก
ชะเชยโดยชอบตามฤดกู าล พชื เหลา่ น้ันจะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์หรอื หนอ
ชาวนาจะพึงได้รับผลอันไพบลู ยห์ รอื ฯ
เปน็ อยา่ งน้นั ทา่ นกสั สป ฯ
ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตร ยัญที่มิต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่า
สัตว์ต่างๆ ไม่ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดาริชอบ
เจรจาชอบ การงานชอบ เล้ียงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบเช่นนี้
ยอ่ มมผี ลใหญ่ มอี านสิ งส์ใหญ่ มคี วามรุ่งเรอื งใหญ่ แพร่หลายใหญ่ ฯ
[๓๒๙] ลาดับน้ัน เจ้าปายาสิ เร่ิมให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกาพร้าคน
เดนิ ทาง วณิพกและยาจกท้ังหลาย แต่ในทานนั้นเธอได้ให้โภชนะเหน็ ปานนีค้ ือปลาย
ข้าว ซึ่งมีน้าผักดองเป็นกับข้าว และได้ให้ผ้าเน้ือหยาบ มีชายขอดเป็นปมๆ และ
มาณพชอ่ื อุตตระ เป็นเจ้าหน้าที่ในทานนั้น เขาให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า ด้วยทานนี้
ขอให้ข้าพเจ้าร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่าน้ัน อย่าได้ร่วมกันในโลกหน้าเลย
66 สุคนั ธชาครานุสรณ์
เจ้าปายาสิได้ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว รับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพมาแล้วได้ตรัสว่า
พ่ออุตตระ ได้ยินว่า เธอให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ทุกคร้ังว่า ด้วยทานน้ี ขอให้ข้าพเจ้า
รว่ มกับเจ้าปายาสใิ นโลกนีเ้ ทา่ น้ัน อยา่ ไดร้ ว่ มกนั ในโลกหนา้ เลยดังนหี้ รอื ฯ
อยา่ งนนั้ พระองค์ ฯ
พอ่ อุตตระ ก็เพราะเหตไุ ร เธอใหท้ านแล้ว จึงอทุ ิศอยา่ งนั้นเล่า พ่ออุตตระ
พวกเราต้องการบุญ หวังผลแหง่ ทานแทๆ้ มิใช่หรือ ฯ
ในทานของพระองค์ยังให้โภชนะเห็นปานนี้ คือปลายข้าว ซ่ึงมีน้าผักดอง
เป็นกับข้าว พระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงบริโภค
อน่ึงเล่า ผ้าก็เนื้อหยาบ มีชายขอดเป็นปมๆ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้
ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงนุ่งห่ม พระองค์เป็นที่รัก เป็นท่ีพอใจของพวก
ข้าพระพุทธเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะชักจูงผู้ซึ่งเป็นที่รัก เป็นท่ีพอใจไปด้วยสิ่งไม่
เป็นทีพ่ อใจอยา่ งไรได้ ฯ
พ่ออุตตระ ถ้าอย่างน้ัน เราบริโภคโภชนะชนิดใด เธอจงเริ่มตั้งไว้ซึ่ง
โภชนะชนิดนั้นเป็นทาน เรานุ่งห่มผ้าชนิดใด เธอจงเร่ิมต้ังไว้ซ่ึงผ้าชนิดนั้นเป็นทาน
อุตตรมาณพ รับพระดารัสเจ้าปายาสิแล้ว เริ่มตั้งไว้ซ่ึงโภชนะชนิดที่เจ้าปายาสิเสวย
และเริ่มตั้งไว้ซ่ึงผ้าชนิดท่ีเจ้าปายาสิทรงนุ่งห่ม เพราะเหตุที่เจ้าปายาสิมิได้ทรงให้
ทานโดยเคารพ มิได้ทรงให้ทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มิได้ทรงให้ทานโดยความ
นอบน้อม ทรงให้ทานอย่างทิ้งให้ คร้ันส้ินพระชนม์แล้ว เข้าถึงความเป็นสหายกับ
พวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานช่ือเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพซ่ึง
เป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน
ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างท้ิงให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เขา้ ถึงสุคติโลกสวรรค์ คอื ถึงความเป็นสหายกบั พวกเทพชั้นดาวดงึ ส์ ฯ
[๓๓๐] ก็โดยสมัยน้ัน ท่านพระควมั ปติเถระไปพักกลางวันยังเสรสี กวิมาน
อันว่างเปล่าเนืองๆ ลาดับน้ัน ปายาสิเทวบุตรเข้าไปหาท่านควัมปติถึงที่อยู่แล้ว
อภิวาท ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหน่ึง ท่านควัมปติได้กล่าวถามปายาสิเทวบุตรว่า
ท่านผู้มอี ายุ ทา่ นเป็นใคร ฯ
ขา้ แตท่ ่านผเู้ จรญิ ข้าพเจ้าคือเจ้าปายาสิ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุน้ี
โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมท่ีสัตว์ทาดีทาช่ัวไม่มี มิใช่
หรือ ฯ
เป็นความจริง ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเห็นอย่างน้ีว่า แม้เพราะ
เหตุน้ี โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดข้ึนไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทาดีทาชั่วไม่
มี แตว่ ่า พระผู้เป็นเจา้ กุมารกสั สปได้ไถ่ถอนขา้ พเจา้ ออกจากทิฐิอันลามกน้ันแลว้ ฯ
สุคนั ธชาครานสุ รณ์ 67
ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็อุตตรมาณพซ่ึงเป็นเจ้าหน้าท่ีในทานของท่าน ไปเกิดที่
ไหน ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของข้าพเจ้านั้น
ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความนอบน้อม มิได้ให้ทาน
อย่างท้ิงให้ เบ้ืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับ
พวกเทวดาช้ันดาวดึงส์ ส่วนข้าพเจ้ามิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของ
ตน มิได้ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานอย่างท้ิงให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก ก็เข้าถึงซ่ึงความอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานชื่อเสรีสกะ
อันว่างเปล่า ท่านควัมปติผู้เจริญ ถ้าอย่างน้ัน ท่านไปยังมนุษยโลกแล้วโปรดบอก
อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงใหท้ านโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของตน จงให้ทานโดย
ความนอบน้อม จงอย่าให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้
ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่
ตายเพราะกายแตก เข้าถึงความอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมาน
ชอื่ เสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพ ซ่ึงเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสิน้ัน
ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทาน
อยา่ งทิ้งให้ เบ้ืองหน้าแตต่ ายเพราะกายแตกเขา้ ถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์ คืออยรู่ ว่ มกบั พวก
เทวดาชัน้ ดาวดงึ ส์ ฯ
ลาดับนัน้ ท่านควัมปติมาสมู่ นษุ ยโลกแล้ว ได้บอกอย่างน้ีวา่ ท่านทัง้ หลาย
จงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของตน จงให้ทานโดยความนอบน้อม จงอย่า
ให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้
ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ทานอย่างท้ิงให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงความอยู่ร่วมกับพวกเทพช้ันจาตุมหาราช คือได้วิมาน ชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า
ส่วนอุตรมาณพซ่ึงเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยความเคารพ
ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก เขา้ ถึงสุคตโิ ลกสวรรค์ คืออยูร่ ว่ มกบั พวกเทพชัน้ ดาวดงึ ส์ ฯ
จบ ปายาสิราชญั ญสตู ร ที่ ๑๐
หากวิเคราะห์เนื้อหาอุปมาโวหารทั้งหมดน้ัน สามารถจัดเป็นกลุ่มการอ้าง
เหตุผลตอ่ ข้อพิสูจน์ของพระเจา้ ปายาสิได้ 3 กลมุ่ คอื
กลุ่ม ท่ี 1 ก ารอ้ างเห ตุ ผลเพ่ื อ สนั บ สนุ น ความ มี อ ยู่ข อ งโลก ห น้ า
จะประกอบด้วยอุปมา ข้อที่ 1 ถึง อุปมาข้อที่ 4 ได้แก่ อุปมาด้วยดวงจันทร์ดวง
อาทิตย์ อุปมาด้วยโจรอุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ อุปมาด้วยอายุเทวดาชั้น
ดาวดงึ ส์
68 สคุ นั ธชาครานุสรณ์
กลุ่มท่ี 2 การอ้างเหตุผลเพ่ือโต้แย้งวิธีการพิสูจน์ของพระเจ้าปายาสิ
จะประกอบด้วยอุปมาข้อท่ี 5 ถึง อุปมาข้อท่ี 10 ได้แก่ อุปมาด้วยคนตาบอดแต่
กาเนิด อุปมาด้วยสตรีมีครรภ์ อุปมาด้วยคนหลับฝัน อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน
อปุ มาดว้ ยคนเป่าสงั ข์ และอปุ มาดว้ ยชฏลิ บชู าไฟ
กลุ่มที่ 3 การอ้างเหตุผลเพื่อโน้มน้าวชักชวนให้พระเจ้าปายาสิเปล่ียนความ
เชื่อ จะประกอบด้วยอุปมาข้อท่ี 11 ถึง อุปมาข้อที่ 14 ได้แก่ อุปมาด้วยนายกอง
เกวียน อุปมาด้วยคนทูนห่ออุจจาระ อุปมาด้วยนักเลงเล่นสกา อุปมาด้วยคนหอบ
เปลือกป่าน
เทวทูตสูตร : สูตรว่าด้วยเทวทูต
เทวทูต หมายถึง ทูตของเทพ ซ่ึงเป็นสัญญาณเตือนให้ระลึกถึงธรรมดาของ
ชีวติ จนเกิดความสังเวชแลว้ เร่งทาความดี
ใน "ทูตสูตร" พระโคตมพุทธเจ้าตรัสว่าเทวทูตมี 3 จาพวก ได้แก่ คนชรา
ผู้ป่วย ศพ เมื่อรวมบรรพชิตด้วย เรียกว่า นิมิต 4 พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะได้
ทอดพระเนตรนิมิตท้ัง 4 นี้ จึงตัดสินพระทัยออกผนวชในเวลาต่อมา ในเทวทูตสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสถึงเทวทูต 5 ซ่ึงหมายถึงทูตของพระยม ได้แก่ ทารก คนชรา
คนป่วย นักโทษ ศพ พระยมจะสอบถามสัตว์นรกว่า เคยพบเห็นเทวทูตเหล่านี้
หรือไม่ เพ่ือให้สัตว์นรกนั้นได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนเคยทามา หากสัตว์นรกจาได้ก็
จะพ้นจากนรก หากจาไม่ได้ยมบาลก็จะนาตัวสัตว์นรกนั้นไปลงโทษตามบาปกรรมท่ี
ไดท้ ามา มีเนื้อความโดยสังเขปวา่
๑. พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ตรัสแสดงธรรมว่า ผู้มีทิพย์จักษุ
ย่อมเห็นสัตว์ท้ังหลายตาย เกิด เลว ประณีต ผิวพรรณดี มคี ติดี มีคติช่ัว เขา้ ถึงฐานะ
ต่าง ๆ ตามกรรม เปรียบเหมือนคนมีตาดียืนอยู่ตรงกลาง (ระหว่างเรือน ๒ หลัง)
ยอ่ มมองเหน็ คนข้างนอก เดนิ ไปเดินมาสเู่ รอื น ฉะนั้น.
๒. ทรงแสดงถึงนายนิรยบาล ( ผู้รักษานรก) หลายคน จับคนท่ีไม่ดีไปแสดง
แก่พญายมขอให้ลงโทษ พญายมถามถึงเทวทูต ๕ คือ เด็ก คนแก่ คนเจ็บไข้ คนถูก
ลงโทษเพราะทาความผิดและคนตาย แล้วช้ีแจงให้เห็นว่าจะต้องได้รับผลแห่งการ
กระทา (ท่ีชั่ว) นั้น ๆ แล้วทรงแสดงการลงโทษต่าง ๆ ที่นายนิรยบาลเป็นผู้ทา
รวมทั้งแสดงถึงมหานรก นรกคูถ (อุจจาระ) และนรกชื่อกุกกุละ ซ่ึงมีการลงโทษ
ทรมานอยา่ งนา่ สยดสยอง.
สคุ นั ธชาครานสุ รณ์ 69
การสอบสวน ดว้ ยคาถามชุดที่ 1 - การเกิด
1. ท่านไม่ได้เห็น เทวทูตท่ี ๑ ปรากฏในหมู่มนุษย์หรือสัตว์น้ันทูลอย่างน้ีว่า
ข้าพเจ้าไมเ่ หน็ เลย
2. ทา่ นไม่ได้เห็นเด็กแดง ๆ ยังออ่ นนอนแบเปื้อนมูตรคูถของตนหรอื สัตว์นั้น
ทูลอย่างน้ีว่าเห็นเจ้าข้า
3. ท่านน้ันรู้ความมีสติ มีความดาริดังน้ีบ้างไหมว่า แม้ตัวเราแลก็มีความเกิด
เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้น ความเกิดไปได้ ควรท่ีเราจะทาความดีทางกาย ทางวาจา
และทางใจ สัตวน์ น้ั ทูลอย่างนีว้ ่า ข้าพเจ้าไม่อาจ เจา้ ขา้ มวั ประมาทเสียเจ้าข้า
4. ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาความดีทางกาย ทางวาจา ทางใจไว้
เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น จักลงโทษโดยอาการ ที่ท่านประมาทแล้ว ... ท่าน
เท่าน้ันจกั เสวยวบิ ากของบาปกรรมนี้
ส่วนการสอบสวนท่ีเหลือ ก็ทานองเดยี วกันกบั ชดุ ท่ี 1
คาถามชุดท่ี 2 ถามว่า เห็นเทวทตู ที่ ๒ (ความแก)่ หรือไม่
คาถามชดุ ที่ 3 ถามว่า เห็นเทวทูตท่ี ๓ (ความเจ็บไข้) หรอื ไม่
คาถามชดุ ที่ 4 ถามว่า เห็นเทวทูตท่ี ๔ (การถกู ลงโทษ) หรือไม่
คาถามชุดท่ี 5 ถามว่า เห็นเทวทูตท่ี ๕ (ความตาย) หรือไม่ จากน้ัน เข้าสู่
ขบวนการลงทณั ฑ์ (โทษเบา) ด้วยวิธีการตา่ งๆ 1. โบยด้วยแส้บ้าง 2. โบยด้วยหวาย
บ้าง 3. ตีด้วยตะบองสั้นบ้าง 4. ตัดมือบ้าง 5. ตัดเท้าบ้าง 6. ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง
7. ตัดหูบ้าง 8. ตัดจมูกบ้าง 9. ตัดท้ังหูทงั้ จมกู บ้าง 10. ลงกรรมกรณ์วิธี หมอ้ เคย่ี ว
น้าส้ม บ้าง ฯลฯ ... ตามด้วยการถูกลงลงโทษหนัก (มหานรก) 1. นายนิรยบาล
ตรึงตะปูเหล็กแดง 2. นิรยบาลจะจบั สัตว์น้ันขงึ พืดแล้วเอาผึ่งถาก 3. เหล่านายนิรย
บาลจะโยนสัตว์นั้นเข้าไปในมหานรก กาแพงเหล็กที่มไี ฟลกุ รอบดา้ น ฯลฯ...
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ มชั ฌมิ นิกาย อุปริปัณณาสก์
เทวทูตสูตร
[๕๐๔] ขา้ พเจ้าไดส้ ดับมาอย่างน้ี -
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทบั อยู่ท่ีพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยน้ันแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ
ทง้ั หลายว่า ดกู รภกิ ษุท้งั หลาย ภิกษเุ หลา่ นัน้ ทูลรบั พระดารัสแล้ว ฯ
[๕๐๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน
เรอื น ๒ หลงั มปี ระตูตรงกนั บุรษุ ผู้มีตาดียนื อยู่ระหวา่ งกลางเรือน ๒ หลังนนั้ พึงเห็น
มนุษย์กาลังเข้าเรือนบ้าง กาลังออกจากเรือนบ้าง กาลังเดินมาบ้าง กาลังเดินไปบ้าง
70 สุคันธชาครานุสรณ์
ฉันใด ดูกรภกิ ษทุ ้ังหลาย ฉนั นนั้ เหมือนกนั แล เราย่อมมองเหน็ หมูส่ ัตว์กาลงั จุติ กาลัง
อุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอัน
บริสุทธ์ิ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า สัตว์ผู้
กาลังเป็นอยู่เหล่าน้ีประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริตมโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ
เปน็ สมั มาทฐิ ิ เช่อื ม่ันกรรมดว้ ยอานาจสัมมาทฐิ ิเมื่อตายไปแล้ว เข้าถงึ สุคตโิ ลกสวรรค์
ก็มี สัตว์ผู้กาลังเป็นอยู่เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียน
พระอรยิ ะ เป็นสัมมาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอานาจสมั มาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว บังเกดิ ใน
หมู่มนษุ ย์ก็มี สตั ว์ผู้กาลังเป็นอยเู่ หล่าน้ี ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจรติ มโนทุจริต
ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอานาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปแล้ว
เข้าถึงปิตติวิสัยก็มี สัตว์ผู้กาลังเป็นอยู่เหล่าน้ี ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต
มโนทจุ ริต ติเตยี นพระอริยะ เป็นมจิ ฉาทฐิ ิ เช่ือม่ันกรรมด้วยอานาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตาย
ไปแล้ว เข้าถึงกาเนิดสัตว์เดียรัจฉานก็มี สัตว์ผกู้ าลังเป็นอยู่เหล่าน้ี ประกอบด้วยกาย
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฐิ เชื่อมั่นกรรมด้วยอานาจ
มิจฉาทฐิ ิ เมือ่ ตายไปแล้วเข้าถึงอบาย ทคุ ติ วินิบาต นรกกม็ ี ฯ
[๕๐๖] ดูกรภิกษุท้ังหลาย เหล่านายนิรยบาลจะจับสัตว์น้ันที่ส่วนต่างๆ
ของแขนไปแสดงแก่พระยายมว่า ข้าแต่พระองค์ บุรุษนี้ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา
ไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุลข
อพระองค์จงลงอาชญาแกบ่ ุรุษนีเ้ ถดิ ฯ
[๕๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมจะปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถาม
ถึงเทวทูตที่ ๑ กะสัตว์น้ันว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๑ ปรากฏ
ในหมู่มนุษยห์ รือ ฯ
สตั วน์ ้ันทลู อยา่ งนี้ว่า ข้าพเจ้าไมเ่ ห็นเลยเจ้าข้า ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้เห็นเด็กแดงๆ
ยังอ่อนนอนแบ เปือ้ นมูตรคถู ของตนอย่ใู นหมูม่ นษุ ย์หรือ ฯ
สตั วน์ ัน้ ทลู อย่างนี้ว่า เหน็ เจา้ ขา้ ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านน้ันรู้ความ มีสติ
เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความดาริดังน้ีบ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความเกิดเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเกดิ ไปได้ ควรท่เี ราจะทาความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ฯ
สตั วน์ น้ั ทูลอย่างนี้วา่ ข้าพเจา้ ไม่อาจ เจา้ ข้า มัวประมาทเสยี เจ้าข้า ฯ
พระยายมกล่าวอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาความดีทาง
กายทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจัก
ลงโทษโดยอาการท่ีท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมน้ีนั่นแล ไม่ใช่มารดาทาให้ท่าน
ไม่ใช่บิดาทาให้ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องชายทาให้ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องหญิงทาให้ท่าน ไม่ใช่มิตร