สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 71
อามาตย์ทาใหท้ ่าน ไม่ใชญ่ าติสาโลหิตทาให้ท่าน ไมใ่ ช่สมณะและพราหมณท์ าใหท้ ่าน
ไมใ่ ชเ่ ทวดาทาใหท้ ่าน ตัวท่านเองทาเขา้ ไว้ ท่านเท่าน้นั จกั เสวยวิบากของบาปกรรมน้ี
[๕๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมคร้ันปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถาม
ถึงเทวทูตที่ ๑ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามเทวทูตท่ี ๒ ว่า
ดูกรพ่อมหาจาเริญ ทา่ นไมไ่ ดเ้ หน็ เทวทูตที่ ๒ ปรากฏในหมู่มนุษยห์ รือ ฯ
สตั ว์นั้นทูลอยา่ งนี้วา่ ข้าพเจา้ ไมเ่ ห็นเลย เจ้าขา้ ฯ
พระยายมถามอย่างนี้วา่ ดกู รพ่อมหาจาเริญ ทา่ นไม่ได้เหน็ หญิงหรือชายมี
อายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี นับแต่เกิดมา ผู้แก่ ซ่ีโครงคด หลังงอ ถือไม้เท้า
งกเงิ่น เดินไป กระสับกระส่าย ล่วงวัยหนุ่มสาว ฟันหักผมหงอก หนังย่น ศีรษะล้าน
เหยี่ ว ตัวตกกระ ในหม่มู นุษยห์ รอื ฯ
สัตวน์ นั้ ทูลอย่างน้วี า่ เห็น เจา้ ขา้ ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านน้ันรู้ความ มีสติ
เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความดาริดังนี้บ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความแก่เป็นธรรมดา
ไมล่ ว่ งพ้นความแก่ไปได้ ควรทเี่ ราจะทาความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ฯ
สัตว์น้ันทลู อยา่ งนีว้ ่า ข้าพเจ้าไม่อาจ เจา้ ขา้ มัวประมาทเสีย เจา้ ขา้ ฯ
พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาดีทางกายทาง
วาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจักลงโทษโดย
อาการที่ทา่ นประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้น่ันแล ไม่ใชม่ ารดาทาใหท้ ่านไมใ่ ช่บิดาทาให้
ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องชายทาให้ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องหญิงทาให้ท่าน ไม่ใช่มิตรอามาตย์ทาให้
ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทาให้ท่าน ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทาให้ท่าน ไม่ใช่เทวดา
ทาให้ทา่ น ตัวท่านเองทาเข้าไว้ ทา่ นเท่าน้ันจักเสวยวบิ ากของบาปกรรมน้ี ฯ
[๕๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถาม
ถึงเทวทูตที่ ๒ กะสัตว์น้ันแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตท่ี ๓ ว่า
ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ไดเ้ ห็นเทวทตู ท่ี ๓ ปรากฏในหมู่มนษุ ย์หรอื ฯ
สัตว์นน้ั ทลู อยา่ งนว้ี ่า ขา้ พเจ้าไมเ่ ห็นเลย เจา้ ข้า ฯ
พระยายมถามอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้เห็นหญิงหรือชาย
ผู้ป่วย ทนทุกข์ เป็นไข้หนัก นอนเป้ือนมูตรคูถของตน มีคนอ่ืนคอยพยุงลุกพยุงเดิน
ในหม่มู นุษยห์ รอื ฯ
สัตวน์ ั้นทลู อยา่ งน้วี า่ เห็น เจ้าข้า ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านนั้นรู้ความมีสติ
เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความดาริดังน้ีบ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล ก็มีความเจ็บป่วยเป็น
ธรรมดาไม่ลว่ งพ้นความเจบ็ ป่วยไปได้ ควรท่ีเราจะทาความดที างกาย ทางวาจา และ
ทางใจ ฯ
72 สคุ ันธชาครานุสรณ์
สัตวน์ นั้ ทลู อย่างนีว้ า่ ขา้ พเจ้าไม่อาจ เจา้ ขา้ มัวประมาทเสยี เจา้ ขา้ ฯ
พระยายมกล่าวอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาความดีทาง
กายทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจัก
ลงโทษโดยอาการที่ท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้นั่นแล ไม่ใช่มารดาทาให้ท่าน
ไม่ใช่บิดาทาให้ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องชายทาให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทาให้ท่าน ไม่ใช่มิตร
อามาตย์ทาใหท้ ่าน ไม่ใช่ญาตสิ าโลหิตทาใหท้ ่าน ไมใ่ ช่สมณะและพราหมณ์ทาใหท้ ่าน
ไม่ใช่เทวดาทาให้ท่าน ตวั ทา่ นเองทาเขา้ ไว้ ท่านเทา่ นั้นจกั เสวยวบิ ากของบาปกรรมน้ี
[๕๑๐] ดูกรภิกษุท้ังหลาย พระยายมคร้ันปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถาม
ถึงเทวทูตที่ ๓ กะสัตว์นั้นแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตท่ี ๔ ว่า
ดกู รพอ่ มหาจาเรญิ ทา่ นไม่ได้เห็นเทวทูตที่ ๔ ปรากฏในหมมู่ นษุ ย์หรอื ฯ
สัตว์นัน้ ทูลอย่างนีว้ ่า ข้าพเจ้าไม่เห็นเลย เจา้ ข้า ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้เห็นราชาท้ังหลาย
ในหมูม่ นุษย์จับโจรผปู้ ระพฤติผดิ มาแลว้ ส่งั ลงกรรมกรณต์ ่างชนิดบ้างหรือ คือ ฯ
(๑) โบยด้วยแสบ้ า้ ง
(๒) โบยด้วยหวายบ้าง
(๓) ตีด้วยตะบองส้ันบา้ ง
(๔) ตดั มอื บา้ ง
(๕) ตดั เทา้ บา้ ง
(๖) ตดั ทง้ั มือทัง้ เท้าบ้าง
(๗) ตดั หบู ้าง
(๘) ตัดจมูกบา้ ง
(๙) ตัดทั้งหทู งั้ จมูกบา้ ง
(๑๐) ลงกรรมกรณ์วธิ ี หม้อเคยี่ วน้าส้ม บา้ ง
(๑๑) ลงกรรมกรณ์วิธี ขอดสังข์ บ้าง
(๑๒) ลงกรรมกรณ์วธิ ี ปากราหู บ้าง
(๑๓) ลงกรรมกรณว์ ธิ ี มาลัยไฟ บ้าง
(๑๔) ลงกรรมกรณ์วิธี คบมือ บ้าง
(๑๕) ลงกรรมกรณ์วธิ ี ริว้ ส่าย บา้ ง
(๑๖) ลงกรรมกรณ์วธิ ี นงุ่ เปลือกไม้ บ้าง
(๑๗) ลงกรรมกรณว์ ธิ ี ยืนกวาง บา้ ง
(๑๘) ลงกรรมกรณว์ ธิ ี เกีย่ วเหยือ่ เบด็ บ้าง
(๑๙) ลงกรรมกรณว์ ธิ ี เหรยี ญกษาปณ์ บา้ ง
(๒๐) ลงกรรมกรณ์วธิ ี แปรงแสบ บ้าง
สุคนั ธชาครานสุ รณ์ 73
(๒๑) ลงกรรมกรณ์วิธี กางเวยี น บ้าง
(๒๒) ลงกรรมกรณว์ ิธี ต่ังฟาง บ้าง
(๒๓) ราดดว้ ยนา้ มันเดือดๆ บ้าง
(๒๔) ให้สนุ ัขทึ้งบ้าง
(๒๕) ใหน้ อนหงายบนหลาวท้ังเปน็ ๆ บา้ ง
(๒๖) ตดั ศีรษะดว้ ยดาบบา้ ง ฯ
สัตว์นนั้ ทลู อยา่ งนว้ี ่า เห็น เจ้าข้า ฯ
พระยายมถามอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านน้ันรู้ความมีสติ
เป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้มีความดาริดังน้ีบ้างไหมว่า จาเริญละ เป็นอันว่า สัตว์ท่ีทากรรม
ลามกไว้น้ันๆ ย่อมถูกลงกรรมกรณ์ต่างชนิดเห็นปานน้ีในปัจจุบัน จะป่วยกล่าวไปไย
ถงึ ชาติหนา้ ควรทีเ่ ราจะทาความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ฯ
สตั ว์นนั้ ทูลอย่างน้วี า่ ข้าพเจ้าไม่อาจ เจา้ ข้า มัวประมาทเสยี เจ้าขา้ ฯ
พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาความดีทาง
กาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจัก
ลงโทษโดยอาการท่ีท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมนี้น่ันแล ไม่ใช่มารดาทาให้ท่าน
ไม่ใช่บิดาทาให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องชายทาให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทาให้ท่าน ไม่ใช่มิตร
อามาตย์ทาให้ท่าน ไม่ใช่ญาตสิ าโลหิตทาให้ทา่ น ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทาให้ทา่ น
ไม่ใช่เทวดาทาใหท้ า่ น ตวั ทา่ นเองทาเข้าไว้ ท่านเท่านั้นจักเสวยวิบากของบาปกรรมน้ี
[๕๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นปลอบโยน เอาอกเอาใจไต่ถาม
ถึงเทวทูตท่ี ๔ กะสัตว์น้ันแล้ว จึงปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึงเทวทูตที่ ๕ ว่า
ดกู รพอ่ มหาจาเริญ ท่านไมไ่ ดเ้ หน็ เทวทูตที่ ๕ ปรากฏในหมูม่ นษุ ยห์ รือ ฯ
สตั ว์นน้ั ทลู อย่างน้ีว่า ข้าพเจา้ ไม่เห็นเลย เจา้ ขา้ ฯ
พระยายมถามอย่างน้ีว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้เห็นหญิงหรือชาย
ที่ตายแล้ววันหนึ่ง หรือสองวัน หรือสามวัน ข้ึนพอง เขียวช้า มีน้าเหลืองเยิ้มในหมู่
มนษุ ยห์ รือ ฯ
สตั วน์ น้ั ทลู อย่างนีว้ า่ เห็น เจา้ ข้า ฯ
พระยายมถามอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านน้ันรู้ความมีสติ
เป็นผใู้ หญ่แล้ว ได้มีความดาริดังน้ีบ้างไหมว่า แม้ตัวเราแล กม็ ีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ลว่ งพ้นความตายไปได้ ควรทีเ่ ราจะทาความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ฯ
สัตวน์ ั้นทลู อย่างนี้วา่ ขา้ พเจ้าไมอ่ าจ เจ้าขา้ มัวประมาทเสีย เจ้าข้า ฯ
พระยายมกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจาเริญ ท่านไม่ได้ทาความดีทาง
กาย ทางวาจา และทางใจไว้ เพราะมัวประมาทเสีย ดังนั้น เหล่านายนิรยบาลจัก
ลงโทษโดยอาการท่ีท่านประมาทแล้ว ก็บาปกรรมน้ีน่ันแล ไม่ใช่มารดาทาให้ท่าน
74 สุคันธชาครานสุ รณ์
ไม่ใช่บิดาทาให้ท่าน ไม่ใช่พ่ีน้องชายทาให้ท่าน ไม่ใช่พี่น้องหญิงทาให้ท่าน ไม่ใช่มิตร
อามาตย์ทาให้ท่าน ไม่ใช่ญาติสาโลหิตทาให้ ไม่ใช่สมณะและพราหมณ์ทาให้ท่าน
ไม่ใชเ่ ทวดาทาให้ท่าน ตัวทา่ นเองทาเขา้ ไว้ ท่านเท่านั้นจกั เสวยวบิ ากของบาปกรรมนี้
ดูกรภิกษุท้ังหลาย พระยายมคร้ันปลอบโยน เอาอกเอาใจ ไต่ถามถึง
เทวทูตที่ ๕ กะสัตว์นน้ั แลว้ ก็ทรงดษุ ณอี ยู่ ฯ
[๕๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านิรยบาลจะให้สัตว์นั้นกระทาเหตุช่ือการ
จา ๕ ประการ คือ ตรึงตะปูเหล็กแดงท่ีมือข้างที่ ๑ ข้างท่ี ๒ ท่ีเท้าข้างท่ี ๑ ข้างท่ี ๒
และที่ทรวงอกตรงกลางสัตว์นั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบอยู่ในนรก
น้นั และยังไมต่ ายตราบเทา่ บาปกรรมยังไม่สน้ิ สุด ฯ
[๕๑๓] ดูกรภิกษุท้ังหลาย เหล่านิรยบาลจะจับสัตว์น้ันขึงพืดแล้วเอาผ่ึง
ถาก...จะจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่างแล้วถากด้วยพร้า ... จะเอา
สัตว์น้ันเทียมรถแล้วให้ว่ิงกลับไปกลับมาบนแผ่นดินท่ีมีไฟติดท่ัว ลุกโพลงโชติช่วง ...
จะให้สัตว์นั้นปีนขึ้นปีนลงซ่ึงภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ท่ีมีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง ...
จะจับสัตวน์ ้ันเอาเท้าข้ึนข้างบนเอาหัวลงขา้ งล่าง แลว้ พุ่งลงไปในหม้อทองแดง ที่มไี ฟ
ติดท่ัว ลุกโพลง โชติช่วง สัตว์น้ันจะเดือดพล่านเป็นฟองอยู่ในหม้อทองแดงน้ัน
เขาเม่ือเดือดเป็นฟองอยู่ จะพล่านขึ้นข้างบนครั้งหน่ึงบ้าง พล่านลงข้างล่างคร้ังหน่ึง
บ้าง พล่านไปด้านขวางคร้ังหน่ึงบ้าง จะเสวยเวทนาอนั เป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ใน
หมอ้ ทองแดงนัน้ และยังไมต่ ายตราบเทา่ บาปกรรมยงั ไม่สิน้ สดุ ฯ
[๕๑๔] ดูกรภิกษุท้ังหลาย เหล่านายนิรยบาลจะโยนสัตว์นั้นเข้าไปในมหา
นรก ก็มหานรกน้ันแลมีส่มี ุม ส่ีประตู แบ่งไวโ้ ดยส่วนเท่ากัน มีกาแพงเหล็กล้อมรอบ
ครอบไวด้ ้วยแผ่นเหล็ก พน้ื ของนรกใหญ่นั้นล้วนแล้วด้วยเหล็ก ลกุ โพลง แผ่ไปตลอด
รอ้ ยโยชนร์ อบด้านประดิษฐานอยูท่ กุ เมือ่ ฯ
ดูกรภิกษุท้ังหลาย และมหานรกน้ัน มีเปลวไฟพลุ่งจากฝาด้านหน้าจดฝา
ด้านหลัง พลุ่งจากฝาด้านหลงั จดฝาด้านหน้า พลงุ่ จากฝาด้านเหนือจดฝาด้านใต้พลุ่ง
จากฝาด้านใต้จดฝาด้านเหนือ พลุ่งข้ึนจากข้างล่างจดข้างบน พลุ่งจากข้างบนจด
ข้างล่าง สัตว์น้ันจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในมหานรกนั้นและยัง
ไม่ตายตราบเทา่ บาปกรรมยังไม่สิน้ สุด ฯ
[๕๑๕] ดูกรภิกษุทัง้ หลาย ย่อมมีสมัยท่ีในบางคร้งั บางคราว โดยล่วงระยะ
กาลนาน ประตูด้านหน้าของมหานรกเปิด สัตว์นั้นจะรีบวิ่งไปยังประตูนั้นโดยเร็ว
ย่อมถูกไฟไหม้ผิว ไหม้หนัง ไหม้เน้ือ ไหม้เอ็น แม้กระดูกท้ังหลายก็เป็นควันตลบ
แต่อวัยวะท่ีสัตว์นั้นยกข้ึนแล้ว จะกลับคงรูปเดิมทันที และในขณะท่ีสัตว์นั้น
ใกล้จะถึงประตู ประตูนั้นจะปิด สัตว์นั้นย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ
อยใู่ นมหานรกนน้ั และยงั ไมต่ ายตราบเทา่ บาปกรรมนนั้ ยังไมส่ นิ้ สุด ฯ
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 75
[๕๑๖] ดูกรภิกษุท้ังหลาย ย่อมมีสมัยที่ในบางครง้ั บางคราว โดยล่วงระยะ
กาลนาน ประตูด้านหลังของมหานรกนั้นเปิด ฯลฯ ประตูด้านเหนือเปิด ฯลฯ ประตู
ด้านใต้เปิด สัตว์น้ันจะรีบวิ่งไปยังประตูน้ันโดยเร็ว ย่อมถูกไฟไหม้ผิว ไหม้หนัง
ไหม้เนื้อ ไหม้เอ็น แม้กระดูกท้ังหลายก็เป็นควันตลบ แต่อวัยวะท่ีสัตว์น้ันยกขึ้นแล้ว
จะกลับคงรปู เดมิ ทนั ที และในขณะท่ีสัตวน์ ้นั ใกลจ้ ะถึงประตู ประตนู ้นั จะปิด สัตวน์ ั่น
ย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในมหานรกนั้น และยังไม่ตายตราบ
เท่าบาปกรรมนั้นยังไมส่ ิ้นสุด ฯ
[๕๑๗] ดูกรภิกษุท้งั หลาย ยอ่ มมีสมัยท่ีในบางครัง้ บางคราว โดยล่วงระยะ
กาลนาน ประตูด้านหน้าของมหานรกนั้นเปิด สัตว์น้ันจะรีบวิ่งไปยังประตูนั้นโดยเร็ว
ย่อมถูกไฟไหม้ผิว ไหม้หนัง ไหม้เนื้อ ไหม้เอ็น แม้กระดูกทั้งหลายก็เป็นควันตลบ
แต่อวัยวะท่ีสัตว์น้ันยกข้ึนแล้ว จะกลับคงรูปเดิมทันทีสัตว์นั้นจะออกทางประตูนนั้ ได้
แต่ว่ามหานรกน้ันแล มนี รกเต็มด้วยคถู ใหญ่ประกอบอยรู่ อบด้าน สตั ว์น้นั จะตกลงใน
นรกคูถนั้น และในนรกคูถน้ันแล มีหมู่สัตว์ปากดังเข็มคอยเฉือดเฉือนผิว แล้วเฉือด
เฉือนหนัง แล้วเฉือดเฉือนเน้ือ แล้วเฉือดเฉือนเอ็น แล้วเฉือดเฉือนกระดูก แล้วกิน
เยื่อในกระดูก สัตว์นั้นย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในนรกคูถนั้น
และยงั ไมต่ ายตราบเท่าบาปกรรมน้ันยังไม่สน้ิ สุด ฯ
[๕๑๘] ดูกรภิกษุท้ังหลาย และนรกคูถน้ัน มีนรกเต็มด้วยเถ้ารึง ๑ ใหญ่
ประกอบอยู่รอบด้าน สัตว์น้ันจะตกลงไปในนรกเถ้ารึงน้ัน สัตว์น้ันย่อมเสวยเวทนา
อันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในนรกเถ้ารึงนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมน้ัน
ยงั ไม่สิน้ สุด ฯ
[๕๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย และนรกเถ้ารึงน้ัน มีป่างิ้วใหญ่ประกอบอยู่
รอบด้าน ต้นสูงชลูดข้ึนไปโยชน์หนึ่ง มีหนามยาว ๑๖ องคุลี มีไฟติดท่ัวลุกโพลง
โชติช่วง เหล่านายนิรยบาลจะบังคับให้สัตว์น้ันขึ้นๆ ลงๆ ท่ีต้นงิ้วนั้นสัตว์นั้นย่อม
เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ที่ต้นงิ้วนั้น และยังไม่ตายตราบเท่า
บาปกรรมน้ันยงั ไมส่ ิ้นสุด ฯ
[๕๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย และป่าง้ิวนั้น มีป่าต้นไม้ใบเป็นดาบใหญ่
ประกอบอยู่รอบด้าน สัตว์น้ันจะเข้าไปในป่าน้ัน จะถูกใบไม้ท่ีลมพัด ตัดมือบ้าง
ตัดเท้าบ้าง ตัดท้ังมือและเท้าบ้าง และตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดท้ังใบหูและจมูก
บ้าง สัตว์นั้นย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ที่ป่าต้นไม้มีใบเป็นดาบ
นนั้ และยงั ไมต่ ายตราบเทา่ บาปกรรมน้ันยังไมส่ ิน้ สดุ ฯ
[๕๒๑] ดูกรภิกษุท้ังหลาย และป่าต้นไม้มีใบเป็นดาบนั้น มีแม่น้าใหญ่น้า
เป็นด่าง ประกอบอยู่รอบด้าน สัตว์น้ันจะตกลงไปในแม่น้าน้ัน จะลอยอยู่ในแมน่ ้าน้ัน
ตามกระแสบ้าง ทวนกระแสบ้าง ท้ังตามและทวนกระแสบ้าง สัตว์นั้นย่อมเสวย
76 สุคันธชาครานุสรณ์
เวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อยู่ในแม่น้าน้ัน และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรม
นนั้ ยังไม่สิน้ สดุ ฯ
[๕๒๒] ดูกรภิกษุท้ังหลาย เหล่านายนิรยบาลพากันเอาเบ็ดเก่ียวสัตว์นั้น
ข้ึนวางบนบก แล้วกลา่ วอยา่ งน้วี า่ ดกู รพอ่ มหาจาเรญิ เจ้าตอ้ งการอะไร สตั ว์น้ันบอก
อย่างน้ีว่า ข้าพเจ้าหิว เจ้าข้า เหล่านายนิรยบาลจึงเอาขอเหล็กร้อน มีไฟติดทั่ว
ลุกโพลง โชติช่วง เปิดปากออก แล้วใส่ก้อนโลหะร้อนมีไฟติดทั่วลุกโพลง โชติช่วง
เขา้ ในปาก กอ้ นโลหะน้ันจะไหม้ริมฝีปากบ้าง ปากบ้าง คอบา้ ง ท้องบ้าง ของสัตวน์ ั้น
พาเอาไสใ้ หญ่บ้าง ไสน้ อ้ ยบา้ ง ออกมาทางสว่ น เบอ้ื งล่าง สัตวน์ น้ั ย่อมเสวยเวทนาอัน
เป็นทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ อยู่ ณ ท่ีนั้น และยังไมต่ ายตราบเทา่ บาปกรรมนัน้ ยังไม่สน้ิ สุด
[๕๒๓] ดูกรภิกษุท้ังหลาย เหล่านายนิรยบาลกล่าวกะสัตว์น้ันอย่างนี้ว่า
ดูกรพ่อมหาจาเริญ เจ้าต้องการอะไร สัตว์นั้นบอกอย่างน้ีว่า ข้าพเจ้าระหาย เจ้าข้า
เหล่านายนิรยบาลจึงเอาขอเหล็กร้อนมีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง เปิดปากออก
แลว้ เอานา้ ทองแดงร้อนมีไฟติดทั่ว ลกุ โพลง โชติช่วง กรอกเขา้ ไปในปาก น้าทองแดง
น้ันจะไหม้ริมฝีปากบ้าง ปากบ้าง คอบ้าง ท้องบ้าง ของสัตว์น้ัน พาเอาไส้ใหญ่บ้าง
ไส้น้อยบ้าง ออกมาทางส่วนเบื้องล่าง สัตว์น้ันย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า
เจ็บแสบ อยู่ ณ ที่นั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมน้ันยังไม่ส้ินสุด ดูกรภิกษุ
ทงั้ หลาย เหลา่ นายนริ ยบาลจะโยนสตั วน์ ้ันเขา้ ไปในมหานรกอีก ฯ
[๕๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เร่ืองเคยมีมาแล้ว พระยายมได้มีความดาริ
อย่างนี้ว่า พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย เป็นอันว่า เหล่าสัตว์ที่ทากรรมลามกไว้ในโลกย่อมถูก
นายนิรยบาลลงกรรมกรณ์ ต่างชนิดเห็นปานน้ี โอหนอ ขอเราพึงได้ความเป็นมนุษย์
ขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธพึงเสด็จอุบัติในโลก ขอเราพึงได้น่ังใกล้พระผู้มี
พระภาคพระองค์น้ัน ขอพระผู้มีพระภาคพระองค์น้ันพึงทรงแสดงธรรมแก่เรา และ
ขอเราพงึ รู้ท่ัวถงึ ธรรมของพระผมู้ พี ระภาคพระองค์น้ันเถิด ฯ
ดกู รภิกษุทงั้ หลาย ก็เร่อื งน้ัน เรามิได้ฟังตอ่ สมณะหรือพราหมณ์อืน่ ๆ แล้ว
จงึ บอก ก็แล เราบอกเรอ่ื งท่รี ้เู อง เหน็ เอง ปรากฏเองท้ังนน้ั ฯ
[๕๒๕] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณภาษิตดังน้ี ครั้นแล้วพระสุคตผู้
ศาสดา กไ็ ดต้ รสั คาถาประพันธ์ต่อไปอกี ดงั น้ีว่า
นรชนเหล่าใดยงั เป็นมาณพ อนั เทวทูตตักเตอื น แลว้ ประมาทอยู่
นรชนเหลา่ น้นั จะเขา้ ถงึ หมู่สตั วเ์ ลว เศรา้ โศกสนิ้ กาลนาน
ส่วนนรชนเหลา่ ใด เป็นสัตบุรษุ ผู้สงบระงบั ในโลกนี้
อันเทวทตู ตักเตอื นแล้ว ย่อมไมป่ ระมาทในธรรมของพระอรยิ ะ
ในกาลไหนๆ เหน็ ภยั ในความถอื ม่นั อนั เป็นเหตุแห่งชาตแิ ละ
มรณะแลว้ ไมถ่ อื มั่น หลดุ พน้ ในธรรมเป็นทส่ี ิ้นชาตแิ ละมรณะได้
สุคนั ธชาครานสุ รณ์ 77
นรชนเหลา่ นน้ั เปน็ ผู้ถึงความเกษม มีสุข ดบั สนทิ ใน
ปัจจุบนั ล่วงเวรและภัยทัง้ ปวงและเขา้ ไปล่วงทุกข์ทัง้ ปวงได้ ฯ
อรรถกถามชั ฌมิ นิกาย อปุ รปิ ณั ณาสก์ สุญญตวรรค
อรรถกถาเทวทูตสตู ร
เทวทตู สูตร มีบทเร่มิ ตน้ ว่า ขา้ พเจ้าไดส้ ดบั มาอยา่ งน้ี :-
ในบทเหล่านั้น คาเป็นต้นว่า เทฺว อคารา ให้พิสดารไว้แล้วในอัสสปุรสูตร.
บทว่า นิรย อุปปนฺนา ความว่า ในบางคร้ังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเทศนาต้ังแต่
นรกให้จบลงด้วยเทวโลก. บางครั้งต้ังแต่เทวโลกทรงให้จบลงด้วยนรก. ถ้าประสงค์
จะตรัสสวรรค์สมบัติให้พิสดาร ตรัสถึงทุกข์ในนรกโดยเอกเทศ ทุกข์ในกาเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน ทุกข์ในปิตติวิสัย ตรสั ถึงสมบัติในมนุษย์โลกโดยเอกเทศ. ถ้าวา่ ประสงค์จะ
ตรัสทุกข์ในนรกใหพ้ ิสดาร ย่อมตรัสถงึ สมบัตใิ นเทวโลกมนุษย์โลกและทุกข์ในกาเนิด
สัตว์ดริ จั ฉานและปติ ติวสิ ัยโดยเอกเทศ ชื่อว่ายงั ทุกขใ์ นนรกให้พิสดาร.
ในพระสูตรนี้ พระองค์ประสงค์จะทรงยังทุกข์ในนรกให้พิสดาร เพราะฉะน้ัน
ทรงยังเทศนาต้ังแต่เทวโลกให้จบลงด้วยนรก เพื่อจะตรัสถึงสมบัติในเทวโลกมนุษย์
โลก และทุกข์ในกาเนิดสัตว์ดิรัจฉานและในปิตตวิ ิสัยโดยเอกเทศ แล้วตรัสถึงทุกข์ใน
นรกโดยพสิ ดาร จึงตรัสคาเป็นต้นวา่ ตเมน ภิกฺขเว นิรยปาลา. ในบทนั้น พระเถระ
บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่านายนิรยบาล ไม่มี กรรมเท่านั้นย่อมก่อเหตุเหมือนหุ่นยนต์.
กรรมน้ันถูกปฏิเสธไว้ในอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า เออนายนิรยบาลในนรกมีและผู้
ก่อเหตุก็มี. เหมือนอย่างว่า ในมนุษย์โลกมีผู้ลงโทษด้วยกรรมกรณ์ฉันใด นายนิรย
บาลก็มีอยู่ในนรกฉันนั้น. บทว่า ยมสฺส รญฺโญ ได้แก่ พระราชาเวมานิกเปรต ช่ือว่า
พญายม ในเวลาหนึ่งเสวยต้นกัลปพฤษทิพย์ อุทยานทิพย์ นักฟ้อนราทิพย์ สมบัติ
ทิพย์ในวิมานทิพย์ ในเวลาหนึ่งเป็นพระราชาผู้ทรงธรรมเสวยผลกรรม แต่ไม่ใช่เวลา
เดียวกัน. ส่วนท่ีประตูทั้ง ๔ มีคนอยู่ ๔ คน. บทว่า นาทฺทส ความว่า ท่านหมายเอา
เทวทูตคนใดคนหนึ่งท่ีถูกเขาส่งไปไว้ในสานักของตน จึงกล่าวอย่างนี้. คร้ังน้ัน
พญายมรู้ว่า ผู้นไ้ี ม่กาหนดเน้อื ความแห่งภาษิต ประสงค์จะให้เขากาหนด จึงกลา่ วคา
ว่า อมฺโภ. บทว่า ชาติธมฺโม คือ มีความเกิดเป็นสภาพ ไม่พ้นจากความเกิดไปได้
ชอื่ ว่าชาติ ย่อมเป็นไปในภายในของเรา. แม้ในบทเป็นต้นว่า ปรโต ชราธมฺโม ก็มีนัย
น้ีเหมือนกัน. ในบทว่า ปฐม เทวทูต สมนุยุญฺชิตฺวา ความว่า กุมารหนุ่มย่อมกล่าว
อยา่ งน้ี โดยเนื้อความวา่ ผู้เจริญจงดูเรา แมเ้ ราก็มีมือและเท้าเหมือนพวกท่าน แต่เรา
เกลือกกล้ัวอยู่ในมูตรคูถของตน ไม่อาจเพื่อจะลุกขึ้นอาบน้าตามธรรมดาของตนได้
เราเป็นผู้มีกายสกปรกแล้ว ไม่อาจเพื่อจะบอกว่าอาบน้าให้เรา เราชื่อว่าเป็นเช่นน้ี
เพราะไม่พ้นจากความเกิด แต่ก็ไม่ใช่เราเท่านั้น แม้ท่านท้ังหลายก็ไม่พ้นจากความ
78 สคุ ันธชาครานุสรณ์
เกิด ความเกิดจักมาถึงแม้แก่ท่านท้ังหลายเหมือนเรา ท่านจงทาความดีไว้ต้ังแต่ก่อน
เกิดน้ัน ด้วยประการฉะน้ี. เพราะเหตุน้ันแล กุมารหนุ่มนั้น ชื่อว่าเทวทูต.
แตเ่ นื้อความแห่งถอ้ ยคา ท่านกลา่ วไว้ในมฆเทวสูตร.
แม้ในบทว่า ทุติย เทวทูต นี้ ความว่า สัตว์แก่เฒ่า ช่ือว่าย่อมกล่าวอย่างนี้
โดยเนื้อความว่า ผู้เจริญ พวกท่านจงดู แม้เราก็เคยเป็นหนุ่มสมบูรณ์ด้วยกาลังขา
กาลังแขนและว่องไวเหมือนท่าน ความถึงพร้อมด้วยกาลังและความว่องไวเหล่าน้ัน
ของเรานั้นหมดไปเสียแล้ว แม้มือและเท้าของเรามีอยู่ ทากิจด้วยมือและเท้าไม่ได้
เราชอ่ื ว่าเป็นเช่นนี้ เพราะไมพ่ ้นจากชรา ไมใ่ ช่แต่เราเท่านน้ั แม้ทา่ นท้ังหลายก็ไม่พ้น
ไปจากชรา ความชราจักมาถึงแม้แก่ท่านทั้งหลายเหมือนเรา ท่านทั้งหลายจงทา
ความดีไว้ก่อนแต่ชราน้ันจะมาถึง ด้วยประการฉะน้ี. เพราะเหตุน้ันแล สัตว์แก่เฒ่า
น้ัน ช่ือว่าเทวทตู .
แม้ในบทว่า ตติย เทวทูต น้ี ความว่า สัตว์ผู้เจ็บไข้ ช่ือว่าย่อมกล่าวอย่างนี้
โดยเน้ือความว่า ผู้เจริญ พวกท่านจงดู แม้เราก็เป็นผู้ไม่มีโรคเหมือนท่าน เรานั้น
บดั นถี้ ูกพยาธคิ รอบงาเกลือกอยูใ่ นมตู รและคถู ของตน ไมอ่ าจแม้เพื่อจะลุกขึน้ แมม้ ือ
และเทา้ ของเรามอี ยู่ ทากจิ ด้วยมือและเท้าไมไ่ ด้ เราเป็นเช่นน้ี เพราะไม่พ้นจากพยาธิ
ไม่ใช่แต่เราเท่านั้น แม้ท่านท้ังหลายก็ไม่พ้นจากพยาธิ พยาธิจักมาถึงแม้แก่ท่าน
ท้ังหลายเหมือนเรา ท่านจงทาความดีไว้ก่อนแต่พยาธิจะมาถึง ด้วยประการฉะน้ี.
เพราะเหตุน้ัน สัตวผ์ ู้เจ็บไขน้ ั้น ช่ือว่าเทวทูต. กใ็ นบทว่า จตุตฺถ เทวทูต น้ี กรรมกรณ์
หรือผู้ลงโทษว่า เทวทูต. ในสองบทน้ัน ในฝ่ายกรรมกรณ์ กรรมกรณ์ ๓๒ ก่อนย่อม
กล่าวอย่างน้ี โดยอรรถว่า พวกเราเม่ือบังเกิด ย่อมไม่บังเกิดที่ต้นไม้หรือแผ่นหิน
ย่อมบังเกิดในสรีระของคนเช่นท่าน ด้วยประการฉะนี้ ท่านจงทาความดีไว้ก่อนเรา
เกิด เพราะเหตุนั้น กรรมกรณ์เหล่าน้ันจึงชื่อว่าเทวทูต. แมผ้ ู้ลงโทษย่อมกล่าวอยา่ งน้ี
โดยอรรถว่า พวกเราเมื่อจะลงกรรมกรณ์ ๓๒ อย่างไมไ่ ดล้ งทต่ี น้ ไม้เปน็ ต้น ยอ่ มลงใน
สัตว์อย่างพวกท่านนั่นแหละ ด้วยประการฉะน้ี พวกท่านจงทาความดีก่อนท่ีเราจะ
ลงโทษ. เพราะเหตุน้ัน แม้ผู้ลงโทษเหล่าน้ัน ช่ือว่าเทวทูต. ในบทว่า ปญฺจม เทวทูต
น้ี ความว่า สัตว์ผู้ตายแล้วย่อมกล่าวอย่างนี้ โดยอรรถว่า ผู้เจริญ พวกท่านจงดูเราที่
เขาท้ิงไว้ในป่าช้าผดี ิบ ถงึ ความเป็นผู้ข้ึนอืด เป็นต้น เราก็เป็นเช่นน้ี เพราะไม่พ้นจาก
ความตาย แต่ไม่ใช่เราเท่าน้ัน แม้พวกท่านก็ไม่พ้นจากความตายเหมือนกัน
ความตายจักมาถึงแก่ท่านท้ังหลายเหมือนเรา พวกท่านจงทาความดีก่อนความตาย
นน้ั จะมาถงึ . เพราะฉะนั้น สัตวผ์ ูต้ ายน้ัน ช่ือว่าเทวทูต.
สคุ นั ธชาครานสุ รณ์ 79
ถามวา่ ใครจะไดป้ ระโยชน์ของเทวทตู น้ี ใครไม่ได้.
ตอบว่า ผูใ้ ดทากรรมมาก ผู้นั้นไปเกิดในนรก. ผู้ใดทาบาปกรรมนิดหน่ึง ผู้นั้น
ย่อมได้. ชนท้ังหลายจับโจรพร้อมด้วยภัณฑะย่อมกระทาส่ิงท่ีควรทา ไม่วินิจฉัย
แต่นาโจรที่ถูกสอบสวนจับไว้ไปสู่โรงศาล เขาได้การตัดสินฉันใด ข้อเปรียบเทียบ
กฉ็ ันนั้น. กผ็ ้มู ีบาปกรรมนิดหน่งึ ยอ่ มระลึกไดต้ ามธรรมดาของตน แม้ถกู เขาให้ระลึก
ก็ระลึกได้. ในข้อนัน้ มที มิฬชื่อฑีฆทันตะ ระลกึ ไดต้ ามธรรมดาของตน.
ได้ยินว่า ทมิฬน้ันเอาผ้าสีแดงบูชาอากาศเจดีย์ในสุมนคีริวิหาร. ครั้งน้ัน
เขาเกิดใกล้อุสสุทนรก ได้ยินเสียงเปลวไฟ ระลึกถึงผ้าที่ตนบูชาไว้ เขาจึงไปเกิดบน
สวรรค.์
อีกคนหน่ึง ถวายผ้าสาฎกเน้ือหยาบแก่ภิกษุหนุ่มผู้เป็นบุตรวางไว้ใกล้เท้า.
ในเวลาใกล้ตาย เขาถือนิมิตในเสียงว่า ปฏะ ปฏะ แม้เขาเกิดใกล้อุสสุทนรก ก็ระลึก
ถึงผ้านน้ั เพราะเสยี งเปลวไฟจึงไปเกิดบนสวรรค์. เขาระลกึ ถงึ กศุ ลกรรมตามธรรมดา
ของตนก่อนอย่างน้ี จึงบังเกิดบนสวรรค์. แต่เม่ือระลึกตามธรรมดาของตนไม่ได้
จึงถามเทวทูตทั้ง ๕. ในเทวทูตทั้ง ๕ นั้น บางคนระลึกได้ด้วยเทวทูตท่ีหนึ่ง. บางคน
ระลกึ ได้ด้วยเทวทูตท่ีสองเปน็ ตน้ . ส่วนผูใ้ ดยอ่ มระลึกไม่ได้ดว้ ยเทวทูตทัง้ ๕ พญายม
ใหผ้ ู้น้ันระลึกได้เอง.
ได้ยินว่า อามาตย์คนหน่ึงบูชามหาเจดีย์ด้วยหม้อดอกมะลิ ได้ให้สว่ นบุญแก่
พญายม. นายนิรยบาลนาอามาตย์นั้นผู้เกิดในนรกเพราะอกุศลกรรมไปหาพญายม.
เมื่ออามาตย์น้ันระลกึ ไม่ได้ ด้วยเทวทูตท้ัง ๕ พญายมตรวจดูเอง เห็นแล้วใหร้ ะลกึ ว่า
ท่านบูชามหาเจดีย์ด้วยหม้อดอกมะลิแล้ว แผ่ส่วนบุญให้เรามิใช่หรือ. เขาระลึกได้ใน
เวลาน้ันแล้ว ไปสู่เทวโลก. ก็แต่ว่า พญายมแม้ตรวจดูเองก็ไม่เห็น ดาริว่า สัตว์ผู้นี้จัก
เสวยทุกขใ์ หญ่ จึงนง่ิ เสีย. บทว่า มหานริ เย ได้แก่ อเวจีมหานรก.
ถามวา่ อเวจีมหานรกนนั้ ประมาณภายในเท่าไร.
ตอบว่า แผ่นดินโลหะหลังคาโลหะโดยยาว และโดยกว้างประมาณ ๙๐๐
โยชน์ ฝาข้างหนึ่งๆ ประมาณ ๘๑ โยชน์. เปลวไฟนั้นต้ังขึ้นในทิศบูรพาจดฝาทิศ
ประฉิมทะลุฝานน้ั ไปขา้ งหน้า ๑๐๐ โยชน์. แม้ในทิศที่เหลือก็มีนัยน้ีแล. ด้วยประการ
ฉะนี้ โดยส่วนยาวและส่วนกว้าง ด้วยที่สุดของเปลวไฟมีประมาณ ๓๑๘ โยชน์.
แต่โดยรอบๆ มปี ระมาณ ๙๕๔ โยชน์. สว่ นโดยรอบกับอสุ สุทประมาณหมื่นโยชน์.
ในบทว่า อุพฺภต ตาทิสเมว โหติ น้ี ความว่า ไม่สามารถจะยกเท้าที่เหยียบ
จนถึงกระดูกให้มั่นคงได้. ก็ในบทน้ีมีอธิบายดังนี้ ถูกเผาไหม้ท้ังข้างล่างข้างบน.
ด้วยประการฉะน้ี ในเวลาเหยียบ ปรากฏถูกเปลวไฟเผาไหม้ ในเวลายกขึ้น ก็เป็น
เช่นน้ัน. เพราะฉะนั้น ทา่ นจงึ กล่าวอย่างนี้. บทว่า พหุสมฺปตโฺ ต คือ ถึงหลายแสนปี.
80 สคุ นั ธชาครานุสรณ์
ถามวา่ เพราะเหตุไร นรกนี้ จึงชือ่ ว่า อเวจ.ี
ตอบว่า ท่านเรียกระหว่างว่าคลื่น. ในนรกนั้นไม่มีระหว่างของเปลวไฟของ
สัตว์หรือของทุกข์ เพราะฉะนั้น นรกน้ันจึงช่ือว่า อเวจี. เปลวไฟต้ังข้ึนแต่ฝาด้านทิศ
บูรพาของนรกน้ันพลุ่งไป ๑๐๐ โยชน์ ทะลุฝาไปข้างหน้า ๑๐๐ โยชน์. แม้ในทิศท่ี
เหลอื ก็มีนัยนี้แล.
เทวทัตเกิดในท่ามกลางแห่งเปลวไฟทั้ง ๖ เหล่าน้ี. เทวทัตมีอัตภาพ
ประมาณ ๑๐๐ โยชน์. เท้าทั้งสองเข้าไปสู่โลหะแผ่นดินถึงข้อเท้า มือทั้งสองเข้าไปสู่
ฝาโลหะถึงข้อมือ. ศีรษะจดหลังคาโลหะถึงกระดูกค้ิว. หลาวโลหะอนั หน่ึงเข้าไปโดย
ส่วนล่างทะลุกายไปจดหลังคา. หลาวออกจากฝาด้านทิศปราจีนทะลุหัวใจ เข้าไปฝา
ด้านทิศประฉิม หลาวออกจากฝาด้านทิศอุดร ทะลุซ่ีโครงไปจดฝาด้านทิศทักษิณ
เทวทัตเป็นเช่นน้ี เพราะผลกรรมที่ว่า เทวทัตหมกไหม้อยู่ เพราะผิดในพระตถาคต
ผูไ้ ม่หว่นั ไหว. ด้วยประการฉะน้ี นรกช่อื วา่ อเวจี เพราะเปลวไฟไม่หยดุ ยง้ั .
ในภายในนรกนั้น ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ สัตว์ยดั เหยียดกันเหมือนแป้งท่ี
เขายัดใส่ไว้ในทะนาน ไม่ควรกล่าวว่า ในที่นี้มีสัตว์ ในท่ีน้ีไม่มี. สัตว์เดินยืนนั่งและ
นอนไม่มีทสี่ ดุ . สตั วท์ ้ังหลายเม่อื เดินยนื นั่งหรือนอน ยอ่ มไม่เบยี ดเบยี นซ่ึงกันและกนั .
ช่อื วา่ อเวจี เพราะสตั ว์ทัง้ หลายยัดเหยยี ดกนั อย่างนี้.
สว่ นในกายทวาร จิตสหรคตด้วยอุเบกขา ๖ ดวงยอ่ มเกิดข้นึ ดวงหนึ่งสหรคต
ด้วยทุกข์. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เม่ือบุคคลวางหยดน้าหวาน ๖ หยดไว้ที่ปลายล้ิน หยด
หน่ึงวางไว้ท่ีตัมพโลหะ เพราะถูกเผาผลาญกาลังหยดน้าน้ันย่อมปรากฏ นอกนี้เป็น
อัพโพหาริกฉันใด ทุกข์ในนรกน้ีไม่มีระหว่าง เพราะมีเผาไหม้เป็นกาลัง ทุกข์นอกนี้
เปน็ อพั โพหารกิ ฉนั นนั้ . ชือ่ ว่าอเวจี เพราะเต็มไปดว้ ยทุกข์อยา่ งนแ้ี ล.
บทว่า มหนฺโต คือ ประมาณ ๑๐๐ โยชน์. บทว่า โส ตตฺถ ปตติ ความว่า
เทา้ ข้างหน่ึงอยู่ในมหานรก ข้างหนงึ่ ตกไปในคูถนรก. บทว่า สุจิมุขา คือ มีปากคล้าย
เข็ม. สัตว์เหล่านั้นมีคอเท่าช้าง และเท่าเรือโกลนลาหนึ่ง. บทว่า กุกฺกุลนิรโย ความ
ว่า นรกเถ้าถ่านร้อนเต็มไปด้วยเถ้า ปราศจากไฟขนาดภายในเรือนยอดประมาณ
๑๐๐ โยชน์. สัตว์ท่ีตกไปในนรกถึงพื้นล่างเหมือนเมล็ดผักกาดในกองผักกาดท่ีเขา
เหวี่ยงไปในหลุมถ่านเพลิง. บทว่า อาโรเปนฺติ ความว่า เอาท่อนเหล็กโบยยกข้ึน.
ในเวลายกท่อนเหล็กเหล่านั้นขึ้น หนามเหล็กอยู่ข้างล่าง เวลายกลงหนามเหล็กอยู่
ข้างบน. บทว่า วาเตริตานิ ได้แก่ เท่ียวไปด้วยกรรม. บทว่า หตฺถปิ ฉินฺทนฺติ ความ
ว่า ได้แก่ทุบเฉือนเหมือนเฉือนเน้ือบนเขียง. ถ้าลุกขึ้นหนีไปได้ กาแพงเหล็กโผล่
ข้ึนมาล้อมไว้ คมมีดโกนก็ตั้งข้ึนข้างล่าง. บทว่า ขาโรทกา นที ได้แก่ แม่น้าทองแดง
ชือ่ ว่าเวตตรณี ในบทนน้ั ทรายหยาบสาเรจ็ ด้วยเหลก็ ใบบัวข้างล่างมีคมมีดโกน ทฝ่ี ั่ง
สองข้างมีเถาหวายและหญ้าคา. บทว่า โส ตตฺถ ทุกฺขา ติปฺปา ขรา ความว่า สัตว์
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 81
นรกน้ันลอยขนึ้ ขา้ งบนและลงไปข้างล่างในนรก ขาดในใบบัว. ถูกหนามทรายหยาบมี
สัณฐานเป็นกากบาดถูกผ่าด้วยมีดโกนคม ย่อมขีดด้วยหญ้าคาที่ฝ่ังท้ังสองข้าง.
คร่ามาด้วยเถาหวาย. ถูกผ่าด้วยศัสตราอันคม. บทว่า ตตฺเตน อโยสงฺกุนา ความว่า
เม่ือสัตว์นรกกล่าวว่าเราหิว นายนิรยบาลเหล่านั้นเอางบโลหะบรรจุกระเช้าโลหะ
ใหญ่ เอาเข้าไปให้เขา. เขารู้ว่าเป็นงบโลหะแตะท่ีฟัน. คร้ังน้ัน นายนิรยบาลเอาขอ
เหล็กร้อนงัดปากของเขา เอาน้าทองแดงใส่เข้าไปในหม้อทองแดงใหญ่ แล้วกระทา
อย่างน้ันแหละ. บทว่า ปุน มหานิรเย ความว่า นายนิรยบาลให้ลงโทษต้ังแต่เคร่ือง
จองจา ๕ ประการตลอดถึงดื่มน้าทองแดงอย่างนี้ ตั้งแต่ด่ืมน้าทองแดงให้ลงเคร่ือง
จองจา ๕ ประการเป็นต้นอีก โยนลงไปในมหานรก. ในมหานรกนั้น บางตนพ้น
เครอื่ งจองจา ๕ ประการ บางตนพ้นคร้ังที่สอง บางตนพ้นคร้ังที่สาม บางตนพ้นด้วย
การด่ืมนา้ ทองแดง. กเ็ มอ่ื ยงั ไมส่ นิ้ กรรม นายนิรยบาลก็โยนลงไปในมหานรกอีก.
ก็ภิกษุหนุ่มรูปหน่ึง เมื่อเรียนพระสูตรนี้ กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ เม่ือสัตว์นรก
เสวยทุกข์เท่าน้ีแล้ว นายนิรยบาลยังโยนเขาไปในมหานรกอีกหรือ. ภิกษุกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ อุทเทสจงยกไว้ ท่านจงบอกกัมมัฏฐานแก่กระผม ให้พระเถระบอก
กัมมัฏฐานแล้ว เป็นพระโสดาบันอาศัยเรียนอุทเทส. ชนแม้เหล่าอ่ืนเว้นอุทเทส
ประเทศนี้บรรลุอรหตั ไมม่ ีจานวน.
ก็พระสูตรน้ี พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงเว้นเลย. บทว่า หีนกายูปคา
ได้แก่ เป็นผู้เข้าถึงพวกเลว. บทว่า อุปาทาเน คือ ยึดถือด้วยตัณหาและทิฐิ. บทว่า
ชาติมรณสมฺภเว ได้แก่ เปน็ เหตแุ ห่งความเกิดและความตาย. บทว่า อนปุ าทา ไดแ้ ก่
ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน ๔. บทว่า ชาติมรณสงฺขเย คือ ย่อมพ้นในเพราะนิพพาน
กล่าวคือเป็นที่ส้ินชาติและมรณะ. บทวา่ ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา ความว่า ดับแลว้ ด้วย
ความดับกิเลสท้ังปวงในทิฏฐธรรม คือในอตั ภาพนเ้ี อง. บทว่า สพฺพทุกฺข อปุ จจฺ คู คือ
ชอื่ ว่าลว่ งทกุ ขท์ ้ังปวงได้.
จบอรรถกถาเทวทูตสูตรท่ี ๑๐
นายนิรยบาล หมายถึง ผู้ทาหนา้ ท่ีลงโทษสตั ว์นรก
พญายม หมายถึง พญาเวมาณิกเปรต ซ่ึงบางคร้ังเสวยสมบัติในวิมานทิพย์ บางคราว
เสวยวิบากกรรม และพญายมน้นั มใิ ช่มตี นเดียว แต่มถี ึง ๔ ตน ประจาประตูนรก ๔ ประตู
เทวทูต ในที่นี้หมายถึง ส่ือเเจ้งข่าวมฤตยู เป็นสัญญาณเตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดา
ของชีวิตไม่ให้ประมาท ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ปรากฎเสมือนเทวดา
ทรงเคร่ืองมาประทับยนื ในอากาศเตือนว่า "วันโนน้ ท่านจะตาย"
กกุ กุลนรก ในทีน่ ้ีหมายถึง นรกท่ีมีเถ้าร้อนประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ภายในเต็มถ้วยเปลว
ไฟและถา่ นเพลงิ ขนาดเทา่ เรือนยอด
กลุ่มท่ี 3 การอ้างเหตุผลเพื่อโน้มน้าวชักชวนให้พระเจ้าปายาสิเปลี่ยนความ
เช่ือ จะประกอบด้วยอุปมาข้อที่ 11 ถึง อุปมาข้อท่ี 14 ได้แก่ อุปมาด้วยนายกอง
เกวียน อุปมาด้วยคนทูนห่ออุจจาระ อุปมาด้วยนักเลงเล่นสกา อุปมาด้วยคนหอบ
82เปลอื กป่าน
สคุ ันธชาครานสุ รณ์
เทวทดาูตทสูลตถรา:มสปูตัญรวหา่ ดพ้วรยะเพททุ วธทเูตจ้า
เสทขี วพทผชาดีวู้ปวอราิตรด่ะวไายพพดจว●●ุรนม้ทหศเใะเาธทมินพกเเวเเทนวะขดิันจ"เทวต้าค้ทามหดเรูตวตู่ืตอฝ~~นนาาร้าสรหทึ่มงิมัสพออวูตมสูลิตขถมะะรราังถทึไไณงะบ"เยารรั้วงเพถรพมทคคะช4รุทึงปรทแออืืวพธะลทญัยดท่ีพนชอโว้าูาูตตี้รหคิตงเพจบขระตคาดึง5ษิท่งอพต์มต้ทวโค่ีทง่อุทัดพซยดาเมีร่พทส่ึธคุงยทา้ทเิพรนหเวแรธยจ่ีสะาพียมปเแ้าซมจพุดกราลรป่ึง้ดาทุะยวงงเตรีททป่ธากถะรเัย็นาี่สึงัจนสทยอทดุส้าวิมับเอูัญตว่าปิตอกา่เขญน็ทยผอ4:พาู่วนงณณทรวพพาูชตเรรหตเใมะชะนือมีพตยเน3ณวุทมวใล์ทันจหธาไ่มีาเ้รตดจขพีใะ่อ้แ้าบอลวมตกหงึกการ่อนถทัสไนใึงา้ดนาวธสา้่ราแเรถวทกกร่าเบวม่พงคทคิณดไรนนูสตาาฑวสชชขะกูตรรอไสเดาารงศว้ มรษชุดฐี
คนป่วย นักโท~ษอศะพไรคพือรไะฟยทมรี่ จ้าะยสทอ่ีสบดุ ถามสัตว์นรกว่า เคยพบเห็นเทวทูตเหล่านี้
หรือไม่ เพ่ือให~้สัตอวะ์นไรกคนือ้ันคไืนดท้รม่ีะืดลึกทถ่ีสึงดุ กุศลกรรมที่ตนเคยทามา หากสัตว์นรกจาได้ก็
จะพ้น●จากพนรระกพทุหธาเกจจา้ าตไรมัส่ไดต้ยอมบบวา่ ล:ก็จะนาตัวสัตว์นรกน้ันไปลงโทษตามบาปกรรมท่ี
ไดท้ ามา มีเน้ือ~ความจโาดทย่ีกสลังา่เขวปดว้ า่ยความโกรธ คือดาบท่คี มท่สี ุด
ลกแรยทยตวอ่อ่ก่งารรมโงมมมะ่พททามทเญๆหษน●●้ัองาา็นเอแตง๑๒พย(สเยสาเพทห..มรทัต่ามดรพที่า็นขชงววกงะะน่ัรอรคว์ทดถรพทงะา่)ใน~~~~~~~~าั้งึงรแหผสทุาหทขนมมสคอใใคคคอคู้้ยลมธ้าลัู้ลหนคคดดะะงวววนวีพเงเาถจรราปโงนาาาาไไสทยรๆทาคคน้ารรถมมมมรอยะตใ่ีมตเคษอืือึงรียผปโหอกหภปแานวลรอืกผผบิดงรลย้าล็นพ่าสั ภาเอ้ทูทู้.คาแคเงด้วนเยตญหเารือีเ่ไี่ผกลปนิกทคสนอรดวถมคดิาระริดไอืกยีุธริรบ้มนยือาปนะคทยงยมคคาะวมเานทเทนแลบาดูด่ีกาถือ่าทถัคบ่ีไตคพวสกานิทีทคาี่แด:น(าือลดทษิ มมอปนืี่สส่ีณข้มยมไงี่สาทถุดุจดุรท็ง(าฟีกตสุดกะึงแเจ่รีกผม่ี ทชเู่าาเณา้รลาทรู้รทืดตดรี่รย่งร้อืวักีตี่สวทลา้วียทแะชนษทดุยน่สีงืน)สี่รผ้ีแาทูโตาดุงฉอุดแิวจทนรที่สะพยลง๕ารษุดนสี่ ใู่ตระมกหตดุั้นรครน)้่เณตา.งือรหหงกรกด็ลนัสเลๆีดชาวแมา่ื็กอย่าสงคีทจกคดตค่ี(นะุนกรงิดนตาธกะี แจย้รอหมุลักบรนงีคะวม่ คไิร่าตคดวนซยงิชน้ร่าเ่ึงทบั่วรัเบมผจ่ีไือาผเมีก็ู้มบขลนล่ดาีไทา้ เแขรีปไถ๒ิพปลห้ ็ึงนคยแงฐ่งหผน์จโกาสทลู้ทกั นถดาังษษูกราะง)ุ
~ คนที่เอาแต่ไดโ้ ดยไม่ตอบแทน คือคนที่เสียมากท่สี ดุ
~ ความอดทน คือเกราะทแ่ี ข็งแกร่งที่สดุ
~ ปัญญา คอื อาวธุ ที่ดที ่ีสุด
● เทวดาทูลถามวา่
~ ใครคอื โจรทอ่ี ันตรายที่สดุ
~ อะไรคือทรัพย์ท่ีมีค่าทส่ี ดุ
~ ใครท่ีสามารถทีส่ ดุ ในการยึดครองไมว่ า่ บนโลกหรือสวรรค์
~ อะไรคอื ขุมทรพั ย์ที่ปลอดภยั ท่ีสุด
● พระพทุ ธเจ้าตรสั ตอบว่า :
~ ความคดิ ร้าย คอื โจรทอี่ นั ตรายท่สี ดุ
~ คณุ ธรรม คือทรัพย์อันมคี า่ ที่สดุ
~ ใจ คือผ้ยู ึดครองทกุ สง่ิ ไม่ว่าบนโลกนีห้ รอื สวรรค์
~ อมตะนิพพาน คอื ขุมทรพั ยท์ ีป่ ลอดภัยทส่ี ุด
สคุ นั ธชาครานุสรณ์ 83
● เทวดาทูลถามวา่
~ อะไรคอื สิง่ ทนี่ ่ารัก
~ อะไรคอื ส่ิงทีน่ ่ารังเกยี จ
~ อะไรคือความทุกข์ทรมานที่น่ากลวั ท่สี ุด
~ อะไรคอื ความสขุ ท่สี ดุ
● พระพทุ ธเจา้ ตรสั ตอบวา่ :
~ ความดี คือสง่ิ ทีน่ า่ รัก
~ ความชว่ั คอื ส่งิ ท่นี ่ารงั เกยี จ
~ มจิ ฉาสติ คือความทุกขท์ รมานท่นี า่ กลวั ที่สุด
~ ความหลุดพ้น คอื ความสขุ ท่ีสดุ
● เทวดาทลู ถามวา่ :
~ อะไรทาใหโ้ ลกพินาศ
~ อะไรที่ทาลายมิตรภาพ
~ อะไรคอื ไข้ท่ีรา้ ยแรงท่สี ุด
~ ใครคอื แพทยท์ ด่ี ที ส่ี ุด
● พระพทุ ธเจ้าตรสั ตอบว่า :
~ อวชิ ชา(ความไมร่ ้แู จง้ ) ทาใหโ้ ลกพินาศ
~ ความริษยาและความเหน็ แก่ตัวทาลายมติ รภาพ
~ ความเกลียดชงั คอื ไข้ที่ร้ายแรงทีส่ ุด และพระพทุ ธเจ้า
คือแพทย์ที่ดที ี่สุด
● เทวดาจึงทูลว่า : บัดนี้ข้าพเจ้ายังมีข้อสงสัยอีกข้อหน่ึง ที่ต้องการคาตอบให้
แจ่มแจ้ง
~ อะไรที่ไม่ไหม้ด้วยไฟ ไม่สลายด้วยน้า ไม่แตกกระจายด้วยลม
แต่สามารถเปล่ยี นโลกนไี้ ด้
● พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ผลแห่งกรรมดี ไม่ว่า ไฟ น้า หรือลม ก็ทาลายผลแห่ง
กรรมดไี ม่ไดแ้ ละผลแห่งกรรมดสี ามารถเปลี่ยนโลกได้
● เทวดาเม่ือได้สดบั ดงั น้ี ก็เกิดปีติเป็นล้นพน้ ประณมหัตถน์ ้อมลงถวายอภิวาท
ตอ่ พระบรมศาสดา และร่างเทวดาก็หายไปจากตรงนั้น
ความตายเปน็ สหายสนทิ ชีวติ ควรเตรียมพรอ้ มที่อาลา
ทา่ นทัง้ หลายจงพรา่ ภาวนา เป็นมนตรากนั ลืมตน
84 สุคันธชาครานุสรณ์
ที่ จจ.ชย. ๗๗/๒๕๖๕ สำนักงำนเจำ้ คณะจงั หวัดชยั ภูมิ
วดั ไพรีพินำศ ตำบลในเมือง
อำเภอเมอื งชยั ภูมิ จังหวดั ชยั ภมู ิ
๓๖๐๐๐
๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๕
เรือ่ ง ขออนุญาตจดั พิมพ์บทพระธรรมเทศนาและข้อคดิ คติธรรม
เรยี น พระเดชพระคุณพระราชธรรมวาที ผชู้ ว่ ยเจ้าอาวาสวดั ประยรุ วงศาวาส วรวิหาร
สงิ่ ที่ส่งมาด้วย บทพระธรรมเทศนาและขอ้ คดิ คติธรรม จานวน ๑ ฉบับ
ด้วยคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาวัดบริบูรณ์ ได้กาหนดประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ
พระครอู นุรกั ษ์ชัยธรรม (สุคนธ์ ชาคโร) อายุ ๙๖ พรรษา ๗๖ อดีตเจ้าอาวาสวัดบริบูรณ์ อดีตที่ปรึกษา
เจ้าคณะอาเภอเมืองชยั ภูมิ ณ เมรุวัดบริบูรณ์ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ในวนั ท่ี ๓
ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะสงฆ์จังหวัดชัยภูมิ ได้พิจารณาเห็นว่า บทพระธรรมเทศนา และข้อคิดคติ
ธรรมต่าง ๆ ของท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวาที เป็นผลงานท่ีมีประโยชนแ์ ละมคี ณุ ค่าอย่างย่ิง ที่ควรไดร้ บั
การเผยแผ่เป็นเลม่ หนงั สอื ใหพ้ ระสงฆแ์ ละบุคคลทั่วไป ไดน้ าไปใชเ้ ป็นแนวทางแหง่ การศกึ ษาและปฏิบตั ิ
ในการน้ี จึงขออนุญาตจัดพิมพ์บทพระธรรมเทศนา และข้อคิดคติธรรมต่าง ๆ ของท่าน
เจ้าคุณฯ ท่ปี รากฎผา่ นส่ือออนไลน์ต่างๆ มาเผยแผ่ลงในหนงั สอื ฉบบั น้ี เพอ่ื มอบเป็นท่ีระลกึ แกพ่ ระสงฆ์
และพุทธศาสนิกชนผเู้ ข้าร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพพระครอู นรุ กั ษช์ ยั ธรรม
จึงเรียนมาเพ่ือโปรดพิจารณาอนุญาต และขอขอบพระคุณล่วงหน้าในความเมตตาไว้ ณ
โอกาสน้ีเป็นอย่างยิ่ง
เรยี นมาด้วยความเคารพ
(พระราชชยั สทิ ธิสนุ ทร)
เจ้าคณะจังหวดั ชัยภูมิ
สคุ นั ธชาครานุสรณ์ 85
วาทะพระราชธรรมวาที
(ชยั วัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน พธ.ด., ศศ.ด. กติ ติมศักดิ์)
ผูช้ ่วยเจ้าอาวาสวดั ประยุรวงศาวาส วรวิหาร
๑ ใน ๑๐ สุดยอดพระนักเทศน์ ปี ๒๐๐๐
๑ ใน ๓ สุดยอดพระนักเทศน์ ปี ๒๐๐๓
พระนกั เทศน์ผู้ใช้ภาษาไทยไดด้ เี ยีย่ ม
๑ ใน ๙ พระดที ีช่ าวพุทธควรศกึ ษา จากองคก์ รทางพระพทุ ธศาสนา
ครผู ู้ทรงภมู ิปัญญา ด้านเทศนามหาชาติ
86 สคุ ันธชาครานุสรณ์
อนิมติ ตธมั มกถา
ชวี ิต พยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปน คติ
ปญเฺ จเต ชวี โลกสมฺ ึ อนมิ ิตฺตา น นายเรติ ฯ
ณ บัดน้ี จักได้แสดงพระธรรมเทศนาในอนิมิตตธรรมกถา เพ่ือประดับ
สติปัญญา เพ่ิมปัญญาบารมี แก่เจ้าภาพและสาธุชนท้ังหลาย พอสมควรแก่กาลเวลา
ณ โอกาสบดั นี้
การฟังเทศน์ก็เป็นความดีอย่างหน่ึง อันว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระบรม
ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นกฎกติกาหรือจราจรของชีวิต ธรรมดารถยนต์ที่ขับ
ไปตามกฎจราจร ย่อมไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ฉันใด คนเราแต่ละ
คนก็เหมือนรถยนต์แต่ละคัน ท่ีแล่นไปบนถนนแห่งวิถีชีวิต ถ้าทุกคนได้ปฏิบัติตาม
หลักธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นเสมือนหนึ่งกฎจราจรชีวิตแล้ว
ชีวิตก็จะปลอดภัย ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เพราะฉะน้ัน การฟังพระธรรมเทศนา
จึงต้องฟังให้รู้เรื่อง จาให้ได้ แล้วนาไปปฏิบัติจึงนับว่าการฟังธรรมะ แล้วจดจานาไป
ปฏิบตั เิ ปน็ ส่ิงสาคัญและจาเปน็ สาหรบั ทุกๆทา่ น
โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “อันคนดีอยู่ไหนใครก็รัก จากเขาก็อาลัย ตายก็มี
คนเสียดายคิดถึง” ตามประวัติ ท่านเป็นคนดีของพ่อแม่ เป็นกัลยาณมิตรท่ีดีของ
เพ่ือนๆ เป็นลูกน้องท่ีดีของนาย และเป็นเจ้านายท่ีดีของลูกน้อง ฉะน้ัน เม่ือท่านมา
ด่วนจากไปในขณะชีวิตกาลังรุ่งโรจน์ กาลังเป็นท่ีช่ืนใจของพ่อแม่ เป็นที่ช่ืนชมของ
ผู้บังคับบัญชา เป็นที่ชื่นชอบของลูกน้อง เป็นความหวังของกองทัพ และเป็นพลัง
ของประเทศชาติ อาศัยเหตุท่ีท่านผู้ล่วงลับเป็นคนดีดังกล่าวแล้ว การจะหักห้าม
จิตใจมิให้หว่ันไหวหรือเศร้าโศกเสียใจ ในการจากไปของท่านคงจะห้ามมิได้
เข้าลักษณะวา่ “จะห้ามน้าตามิให้ไหลจะห้ามหัวใจมิให้สะท้อน” ย้อนระลึกนึกถึง
ผู้จากไปห้ามมไิ ดแ้ น่ๆ
ท่านพระครูพิศาลธรรมโกศล หรือ “หลวงตาแพรเยื่อไม้” วัดประยุร
วงศาวาส ทา่ นเปรยี บเทยี บโลกกับชวี ิตไวน้ า่ คดิ ตอนหนึง่ ว่า
อนั โลกเรานเ้ี หมอื นโรงละคร ปวงนกิ รเราทา่ นเกิดมา
ตา่ งร่ายราทาทีทา่ ตามลีลาของบทละคร
บางครง้ั ก็เศรา้ บางคราวกส็ ขุ บางทกี ็ทุกขห์ วั อกสะทอ้ น
มรี า้ งมีรักมจี ากมีจร พอจบละครชวี ิตก็ลา
อนั วรรคตอนละครชวี ติ เป็นสิ่งนา่ คดิ นะทา่ นเจา้ ขา
กวา่ ฉากจะปดิ ชวี ิตจะลา ตอ้ งทรมากันเหลอื ประมาณ
สคุ นั ธชาครานุสรณ์ 87
มใิ ช่เทวาจะมาอมุ้ สม มใิ ชพ่ ระพรหมจะมาเสกสรร
มีใช่ศุกร์เสาร์อาทิตยห์ รือจนั ทร์ จะยากดีมีจนก็สดุ แต่วิถี
กฎแหง่ กรรมทาดกี ็ไดด้ ี ทาชว่ั แล้วกม็ แี ตเ่ ลวทราม
ความดที าไวถ้ งึ คราวตายจาก ก็มคี นอยากช่วยแบกช่วยหาม
หากทาชวั่ ก็พาตัวตกต่า ถงึ มีหน้ากต็ ้องควา่ เหมอื นหอยโขง่ หอยแครงฯ
คติธรรมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นฉากและลีลาของชีวิต ทุกชีวิตเกิดมาล้วนเป็น
ตัวละครเอกของโลก ที่ได้รับบทบาทลีลาคนละแบบไม่เหมือนกัน แต่ละครที่จะตรึง
ตราตรึงใจผู้ชม ได้รับความนิยมชมช่ืนในบทบาทลีลาน้ัน แสดงว่าท่านไม่แสดงนอก
บทบาท บางท่านแมจ้ ะลลี าท่าทางดีแต่แสดงนอกบทบาท ชอบเป็นผรู้ ้ายมากกวา่ จะ
เป็นพระเอก นางเอก ก็หาได้รับความนิยมชมชอบไม่ ท่านท้ังหลายทาอย่างไรเม่ือถึง
คราวปิดฉากชวี ติ จะมีคนบน่ เสียดายอาลัยหาเฉกเช่น ..... บ้าง ?
แท้จริงเรื่องความเป็นความตาย แม้จะทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่าเป็น
ธรรมดาของชีวิตเหมือนพระอาทิตย์พระจันทร์ข้ึนแล้วก็ตก ทาไมเราจึงไม่หวั่นไหว
หรือเศร้าโศกเสียใจในการจากไปของส่ิงเหล่าน้ัน ก็เพราะอาศัยความคุ้นชินและ
เข้าใจในกฎธรรมชาติว่าทุกสิ่งมีปกติเป็นเช่นนั้น แต่สาหรับชีวิต...เป็นสิ่งผูกพัน
ใกล้ชิดลึกซึ้งยากท่ีจะวางลงปลงตก ที่เรียกกันว่า “ห่วง” เมื่อประสบพบเข้าหรือ
พลัดพรากจากกันโดยกะทันหัน ขาดการซักซ้อมเตรียมจิตเตรียมใจก็เป็นเหตุให้
หวั่นไหวตามวิสัยปถุ ุชน
ความตาย... เป็นสมบัติของทุกชีวติ ที่ติดตามมาตงั้ แต่เกิด เกลยี ดก็ต้องพบ
ชอบก็ต้องเจอ จะหลบลี้หนีไม่ได้ อุทธรณ์ฎีกาหรือต่อรองขอร้องไม่ได้ ดังความใน
แหลข่ องพระเทศนต์ อนหน่ึงว่า
“เมื่อถงึ คราวม้วยใครจะช่วยได้ ตอ่ ให้เหาะขนึ้ ไปอยู่บนสรวงสวรรค์
ก็จาตอ้ งพรากลงมาจากวิมาน เพราะยมบาลท่านไม่รบั สนิ บน
ถึงคราวตายแน่ยาแกไ้ ม่มี ตายแนเ่ ราหนกี นั ไม่พน้
จะเป็นราชาหรือมหาโจร ตอ้ งทง้ิ กายสกนธส์ ยู่ งั เชิงตะกอนฯ
อนั ความตายชายนารีหนไี มพ่ ้น จะมีจนกต็ อ้ งตายกลายเปน็ ผี
ถงึ แสนรกั กต็ ้องรา้ งห่างทันที ไม่วนั นี้ก็วันหนา้ ชา้ หรือเร็วฯ
จะหนอี ืน่ หม่ืนแสนในแดนไกล พอย้ายโยกหลบล้ีหนีพ้นได้
แต่หนหี นงึ่ ซ่งึ มีช่ือคือหนตี าย หนีไม่ได้ใครไมพ่ ้นสกั คนเดียวฯ
ฉะนั้น เมื่อที่สุดมาถึงก็จาต้องจากกันไป บางคราวพ่อแม่ตายก่อนลูก
บางครงั้ ลูกตายกอ่ นพอ่ แมเ่ อาแนไ่ ม่ได้ บางรายตายพร้อมกันทั้งพ่อแม่ลูกก็มี อย่างไร
ก็ตามท่านบอกว่า “จากกันยามเป็นได้เห็นน้าใจ จากกันยามตายได้เห็นน้าตา”
อันน้าตาเป็นเครื่องวัดค่าราคาคน คนไม่ดีย่อมไม่มีใครหล่ังน้าตาให้ พวงมาลัยก็ดี
88 สคุ ันธชาครานุสรณ์
พวงหรีดก็ดี ที่ท่านท้ังหลายนามามอบแก่ท่านเจ้าภาพน้ัน มิได้เป็นการอาลัยแก่
ผู้ตายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเคร่ืองแสดงน้าใจหรือวัดน้าใจของท่านด้วย อันน้าใจ
เป็นน้าศักดสิ์ ิทธ์มิ ีฤทธ์ิมาก บันดาลได้ทุกอย่างยากที่จะหาน้าใดเสมอเหมือน ดังท่าน
กล่าวไว้ว่า “น้าบ่อคลองยังเป็นรองน้าใจ น้าที่ไหนๆ ก็สู้น้าใจไม่ได้” “คนจะดี
เพราะว่ามีน้าใจ คนจะรา้ ยเพราะน้าใจไม่มี” ยามใดเล่าทเ่ี ราควรจะแสดงนา้ ใจหรือ
เหน็ ใจกัน ทา่ นสอนให้ดเู พียง ๓ ยาม คือ
๑. ยามจน
๒. ยามเจบ็
๓. ยามจาก
ทั้งสามยามนี้แหละ จะเป็นโอกาสหรือเวลาพิสูจน์น้าใจกัน ยามยากจน,
ขัดสน มีผู้ใดเก้ือหนุนเจือจุนอนุเคราะห์สงเคราะห์เราบ้าง, ยามเจ็บไข้ได้พยาธิ,
ใครเยี่ยมยามถามข่าวสารทุกข์สุกดิบเราบ้าง และสุดท้ายยามจาก...หมดลมแล้วยัง
จะมใี ครร่วมอาลัยในการจากไปของเราบา้ ง ฯ
จึงสรุปได้ว่า พวงหรีด ดอกไม้ พวงมาลัย และอ่ืนๆ ที่ท่านทั้งหลายได้นามา
เป็นจานวนมาก เป็นเครื่องวัดถึงค่าหรือราคาของผู้จากไป และวัดน้าใจของผู้อยู่
ภายหลัง ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาที่ให้เกียรติมา เป็นเครื่องวัดถึงคุณธรรม
คือเมตตากรณุ าธรรม ที่มีตอ่ ทา่ นเจ้าภาพและผูว้ ายชนม์
เคร่ืองบินก็ดี เรือเดินทะเลก็ดี จะไปสู่จุดหมายปลายทางหรือไปตรง
เป้าหมายได้ต้องอาศัยเข็มทิศ มีปัญหาหรืออุปสรรคขัดข้องก็มีสัญญาณบอกเหตุ
แต่ชีวิตกลับตรงกันข้าม หามีเข็มทิศหรือมีเคร่ืองหมายอะไรบอกเหตุ หรือเป็นไปไม่
ดงั พระบาลที ่ีได้ยกมาเปน็ อุเทสเทศนา ณ เบ้ืองตน้ วา่
ชีวติ พยฺ าธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปน คติ
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น นายเร ฯ
แปลเป็นไทยถือใจความว่า ชีวิต (ความเป็น) ๑. พยาธิ (ความเจ็บป่วย) ๑.
กาละ (เวลาเจ็บหรือจาก) ๑. เทหนิกเขปนะ (สถานท่ีๆ จะทอดร่างลงไปตาย) ๑.
คติ (ท่ีหมายภายหลังส้ินชีวิต) ๑. ฐานะ ๕ อย่างนี้ ไม่มีนิมิตเครื่องหมายบอกเหตุ
ลว่ งหน้า เปน็ ธรรมชาติทบี่ อกไม่ไดท้ ายไมถ่ กู
เหตุให้ตายดังได้กล่าวแต่ต้นว่า ความตายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต
เป็นสมบัติของชีวิตท่ีทุกชีวิตจะต้องประสบเหตุท่ีจะทาให้ส้ินชีวิตนั้น ท่านกาหนดไว้
๔ ประการ คอื
๑. ตายเพราะสนิ้ อายุ ๒. ตายเพราะสิน้ กรรม
๓. ตายเพราะสิ้นท้ังอายุและสิน้ กรรม ๔. ตายเพราะมกี รรมมาตดั รอน
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 89
ขน้ั ตอนความตาย : ความตายนนั้ เมือ่ พจิ ารณาให้ดจี ะเห็นวา่ มี ๓ ระดบั ดังน้ี
๑. ตายเม่ือแก่ (ปจั ฉมิ วยั ) อายุ ๕๐ ปีล่วงแลว้
๒. ตายกอ่ นแก่ (มัชฌิมวัย) อายุ ๒๕ - ๕๐ ปี
๓. ตายโดยไม่มีโอกาสจะได้รู้จักคาว่าแก่ (ปฐมวัย) อายุแรกเกิด - ๒๕ ปี
หรือเรยี กให้เขา้ ใจง่าย ๆ ว่า
๑. ตายตามควิ (ตายเมอื่ แก)่
๒. ตายแซงคิว (ตายกอ่ นแก)่
๓. ตายลัดควิ (ตายโดยไม่มีโอกาสจะรจู้ กั คาวา่ แก่)
ปกติงานศพถอื วา่ เป็นงานเสีย... นับแต่เสยี ชีวิต เสียใจ เสียเวลา เสยี ทรัพย์
คดิ ๆ ดเู หมือนมีแต่เสียไม่มไี ด้ แต่วสิ ัยบณั ฑิตชน พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รูจ้ ักทาสง่ิ ท่ี
ไม่เป็นสาระให้เกิดสาระ ทาส่ิงที่เป็นโทษให้กลายเป็นคุณ ทาส่ิงที่ปราศจาก
ประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ ฉะน้ัน แม้ซากศพจะหาค่ามิได้ในแง่ของเนื้อหนัง
ดังคาท่วี ่า
อนั เปด็ ไก่ควายวัวเน้อื ตัวมนั มีคา่
ถงึ คราวล้มตายก็ขายไดร้ าคา
เปน็ สนิ คา้ มีคนต้องการ
แต่คนเราตายกายเน่าเหมน็
มองไมเ่ ห็นเปน็ แกน่ สาร
ยามสดช่ืนอย่กู ็รกั กัน
คนนี้ของฉนั คนนัน้ ของแก
แตพ่ อตายแหง๋แกก๋ ไ็ ม่ใช่ของแกของฉัน ฯ
เมื่อเป็นเช่นน้ีประโยชน์ของงานศพอยู่ตรงไหน ? ประโยชน์ของงานศพมี
๕ ประการ ซึ่งเป็นการถอดความจากพระคาถาในติโรกุฑฑสูตร ซึ่งพระสงฆ์นามา
อนุโมทนาหลังจาก ยถา สัพพีฯ ว่า โส ญาติธมฺโม จ อย นิทสฺสิโต เป็นอาทิ แปล
ถอดใจความเปน็ ภาษาไทยได้ ดงั นี้
๑. ได้บอกความเปน็ ญาติ - ทง้ั ญาติโดยสายโลหิตและญาติธรรม
๒. ได้ประกาศเกยี รติคุณ - ทัง้ ของผตู้ ายและของเจา้ ภาพ
๓. ได้สนับสนุนคนดี - ถวายกาลังแก่สมณะพระสงฆ์ผู้ดารงพระ
ศาสนา
๔. ได้แสดงน้าใจไมตรีต่อเจ้าภาพ - เห็นใจในโอกาสประสบพบกับ
ความสญู เสยี
๕. ได้ซึมซาบในสัจจธรรม - เข้าใจในกฎธรรมชาติอนิจจัง ทุกขัง
อนตั ตา
90 สุคนั ธชาครานสุ รณ์
ว่าถึงประโยชน์ของการมางานศพแล้ว คราวน้ีจะได้ว่าถึงประโยชน์ของ
ความตายบ้าง อันความตายหากค้นให้พบหาให้เจอ จะพบว่าในความตายน้ันมีสาระ
แก่นสารที่น่าศึกษามากมายหลายสถาน แต่เพ่ือให้เหมาะแก่เวลาจักนามากล่าวโดย
ยอ่ ๆ สกั ๓ ประการ คอื
๑. ทาใหเ้ หน็ ความดีของผูต้ ายเด่นชดั ขึ้น
๒. ทาใหญ้ าติมิตรพี่นอ้ งปรองดองสามัคคกี นั กวา่ แต่กอ่ น
๓. ก่อใหเ้ กิดอปั มาทธรรม ความไมป่ ระมาทมวั เมาในชีวติ
ประการท่ี ๑ ช่วยให้เห็นความดีของผู้ตายเด่นชัดขึ้น ขอ้ นี้อุปมาเหมือน
ต้นไม้ใหญ่ ท่ีเคยให้ร่มเงาและที่อยู่อาศัยแก่หมู่วิหคแก่นกกาตลอดถึงมนุษย์
เม่ือธรรมชาตินั้นยังอยู่ก็มิสู้ได้คานึงถึงคุณค่า ต่อเมื่อใดถูกพายุพัดโค่นหรือถูกตัดไป
เสยี แล้วยามน้นั คณุ ค่าของโพธิไ์ ทรจะผดุ งอกในความรู้สกึ กวา่ ปกติ
อีกอยา่ งคล้ายเวลาหิวกระหายใครจ่ ะด่ืมน้า มีภาชนะเชน่ แก้วหรอื ขันใสให้
ด่ืม จะทานอาหารมีช้อนมจี านใส่ใหบ้ ริโภค ยามทแี่ ก้ว, ขัน, ช้อน, จาน ยังอยู่กม็ ิสูจ้ ะ
เห็นความสาคัญนักปล่อยเกะกะท้ิงขว้าง ต่อเม่ือใดจะทานอาหาร ช้อนจานไม่มีจะ
ดม่ื น้าแกว้ ก็แตกขันกห็ าย นั่นแหละคณุ ค่าของส่งิ ต่างๆ เหลา่ น้ี จะผุดงอกในจติ สานึก
มากกว่าเดิม แม้ชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน รวมความว่า อะไรก็ตามที่พลัดพรากจากไป
แล้ว มสิ ามารถนากลบั คืนมาได้ส่ิงนั้นลว้ นมีคณุ ค่าเปน็ เพิม่ พนู
ประการที่ ๒ ช่วยให้ญาติพ่ีน้องปรองดองกันมากขึ้น ก็ด้วยอานาจความ
รกั ความอาลยั ความเห็นใจ ในโอกาสทีแ่ ต่ละฝา่ ยประสบพบกับความสญู เสยี
ประการท่ี ๓ ก่อใหเ้ กดิ อัปมาทธรรม ความไม่ประมาท ก็เพราะความตาย
จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดมุมมองสอดส่องชีวิตตน จนเกิดเป็นปัญญาหรือแวว
จิตคิดเห็นความไม่เท่ียงแท้แปรเปลี่ยนของชีวิต จนเกิดการยอมรับในกฎแห่ง
ธรรมชาติ และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญ กับส่ิงที่จะต้องประสบคือมัจจุราช
หรือความตาย
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนไว้ว่า ปมาโท
มจฺจุโน ปท ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย สังขารร่างกายอยู่ไม่นานนักก็
จักแตกสลายชีวิตเป็นอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ต้องจากกันไป วิสัยของผู้มีปัญญา
จึงมิควรตัง้ อยู่ในความประมาท พึงฝึกหัดซ้อมจิตให้รเู้ ทา่ ทันต่อความเป็นไปของชีวิต
ดังที่ท่านกล่าวไว้วา่ “รเู้ ท่าเอาไว้กัน รทู้ นั เอาไวแ้ ก้”
วธิ ีที่จะเผชญิ กับความตายได้อย่างไม่สะทกสะท้าน หวาดกลัว ตอ้ งอาศัยการ
เตรียมดงั ทโี่ บราณท่านสอนใหเ้ ตรยี ม ดงั น้ี
๑. เตรยี มตวั กอ่ นตาย ๒. เตรียมกายก่อนแต่ง
๓. เตรียมน้ากอ่ นแลง้ ๔. เตรยี มแบงกก์ อ่ นจะเดนิ ทาง
สุคันธชาครานุสรณ์ 91
การท่ีเราทาอะไรขาดตกบกพร่อง หรือไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้
ล้วนเกิดจากการไม่ได้เตรียมหรือเตรียมแต่ไม่พร้อม แม้การตาย หากตายอย่าง
เตรียมพร้อมแล้ว จะอยู่หรือไปก็ไร้ปัญหา เข้าลักษณะที่ว่า “อยู่ก็ไม่ลาบาก
จากก็ไม่ลาเค็ญ อยู่กส็ บาย ไปก็สะดวก” มองขา้ งหน้ามหี วังมองข้างหลงั มสี ุข
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดประยุร
วงศาวาส อุปัชฌาย์ของอาตมา ท่านเทศน์เร่ือง “เตรียมตัวก่อนตาย” ไว้จับใจมาก
ขออญั เชิญนามาขยายให้ทุกท่านได้สดบั ต่อเป็นข้อคิด ณ ที่น้ี
ท่านกล่าวไว้ว่า “เกิดเป็นคนแล้วต้องเตรียม ถ้าไม่เตรียมเสียเหล่ียมของ
ความเปน็ คน” และเสนออบุ ายวิธเี ตรียมตวั ก่อนตายไว้ ๔ วิธี ดังนี้
๑. ทาบญุ เป็นนจิ ๒. คดิ ถงึ ความตาย
๓. วจิ ัยสมบตั ิ ๔. จัดการเร่ืองหน้ี
ประการที่ ๑ คาว่า “บุญ” เป็นชื่อของความสุข, ความดี, เป็นที่พึ่งของ
สัตวท์ ้งั หลายท้งั ในโลกนแ้ี ละโลกหน้า การสง่ั สมบญุ เปน็ เหตุนามาซึ่งความสุข ชีวติ จะ
ราบรื่นหรอื ลม้ ลกุ กเ็ พราะบุญท่ที ากรรมทส่ี ร้าง ดังคาทที่ ่านกล่าวว่า
“ยามบญุ มาวาสนาชว่ ย ที่ป่วยก็หายทห่ี นา่ ยกร็ กั
หากบุญไม่มาวาสนาไม่ชว่ ย ท่ีปว่ ยกห็ นักทรี่ กั ก็หน่าย”
เพราะฉะน้ัน พงึ ทาบญุ ไวใ้ ห้มากจกั ไดส้ ุขสบายทั้งในปัจจบุ นั และอนาคต
ประการท่ี ๒ การระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์อยู่เสมอ จัดเป็นมรณา
นุสสติ จักได้คลายความประมาทมัวเมา ความยึดม่ันถือม่ัน ฝึกจิตให้คุ้นชินกับ
ความตาย จนกระท่ังมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จัดเป็นผู้มีขวัญดี ไม่หว่ันไหว
ยามรา้ ยคอื มรณะมาถึง ดังคากลอนสอนใจในอทุ านธรรมตอนหนงึ่ วา่
คิดถึงความตายสบายนัก
มนั หักรกั หักหลงในสงสาร
บรรเทามดื โมหันตอ์ นั ธกาล
ทาให้หาญหายสะดุ้งไมย่ ่งุ ใจ ฯ
ประการท่ี ๓ คาว่า “วิจัยสมบัติ” หมายถึง แยกแยะ แบ่งสรร ปันส่วน
ในทรัพย์สินมรดกให้เรียบร้อย หรือทาพินัยกรรมไว้ให้ดี ป้องกันลูกหลานท่ีขาด
คุณธรรมและจิตสานึกทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงสมบัติ ภายหลังการจากไปของพ่อแม่
ปู่ย่าตายาย มีไม่น้อยท่ีปล่อยให้ผีพ่อแม่กลายเป็นผีอนาถา ไร้ญาติขาดมิตรหมดผู้
เหลียวแล แม้แต่จะทาบุญอุทิศหรือกรวดน้าไปให้ ในถิ่นฐานชนบทจะได้ยินได้ฟัง
บ่อยๆ
บางผเี คยพบตอ้ งเปน็ ศพตกค้าง อย่ใู นหลมุ ฝงั ขุดข้นึ เผากนั ไมไ่ ด้
อนาถอย่างย่งิ เพราะลูกหญิงลกู ชาย เขามัวแต่จ้างทนายตอ่ สู้คดี
92 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
ข้นึ โรงขึน้ ศาลประหารวงศญ์ าติ แย่งชงิ สมบตั ิของผู้เปน็ ผี
ว่ากันแหลกเหลวเรอ่ื งเลวกาลี แสนสมเพศแตผ่ ีตอ้ งมาถูกลอยแพ
นอนเฝ้าปา่ ช้าคดิ แลว้ น่าอนาถ กเ็ พราะสมบัตขิ องตัวแทๆ้ ฯ
สมบัติ จะกลายเป็น วิบัติ หากไม่จัดการแยกแยะ จัดการแบ่งสรร ปันส่วน
ใหเ้ รียบรอ้ ย
ประการที่ ๔ จัดการเร่ืองหน้ี คาว่า “หน้ี” หมายถึง สิ่งท่ีเราจะต้องจ่าย
ตอ้ งใช้ทดแทน จะหลบเล่ียงบ่ายเบี่ยงไม่ได้ ถือว่ามคี วามผิด ไม่ผดิ กฎหมาย ก็ผิดกฎ
แห่งศีลธรรม ทุกชีวิตท่ีเกิดมาต่างก็หนีหนี้ไม่พ้นด้วยกันท้ังสิ้น หน้ีอะไรบ้างท่ีผูกพัน
กับชวี ิตอย่ตู ลอดเวลาเช่น
๑. หนีช้ วี ติ
๒. หนีบ้ ุญคณุ
๓. หน้ที รัพยส์ นิ เงนิ ทอง
๔. หนเ้ี วรหนกี้ รรม
หนี้ทัง้ สี่ประเภทน้ี หนช้ี ีวิตถือว่าสาคัญทส่ี ุด พ่อแมเ่ ปน็ เจ้าหน้ีรายใหญ่ของ
ลูก เพราะท่านให้ยอดของทรัพย์ คือชีวิตเลือดเนื้อ เม่ือมีโอกาสพึงจัดการชาระหนี้
ด้วยวิธีกตัญญูกตเวที ตอบแทนความดีของท่าน ด้วยการเล้ียงดูท่านท้ังกายและใจ
อย่าปล่อยให้ท่านอดอยากลาบากกายใจยามแกช่ รา พึงแบ่งเบาภาระด้วย ช่วยเหลือ
กิจการงานของท่าน รักษาวงศ์ดารงตระกูลไว้ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมให้
ท่านไว้วางใจ เพ่ือท่านจะมอบมรดกให้ครอบครองในภายหน้า ยามท่านเจ็บไข้ไม่น่ิง
ดดู ายต้องเยียวยารักษา ถึงคราวมรณาตอ้ งจดั การงานศพให้
ผู้ที่เตรียมพร้อมได้ครบทั้ง ๔ วิธี ดังกล่าวน้ี ย่อมมีหลักประกันได้ว่า “อยู่ก็
สบายไปก็สะดวก” เหมือนเดินทางในท่ีโล่ง ยอ่ มโปรง่ ใสทั้งในโลกนีแ้ ละโลกหนา้
ความดเี กอ้ื หนนุ ทง้ั ในอดีตและปัจจบุ นั รวม ๓ ชั้น ดว้ ยกนั คอื
๑. มาดีเพราะมีบุญ - เกิดมาในตระกูลดี มีพ่อแม่ดี มีฐานะดี น่ีแหละท่ี
เรยี กว่าบญุ สง่ , บญุ เสรมิ , บญุ สนบั สนุน
๒. อยู่ดีอย่างมีคุณ - ท่านมีทั้งคุณประโยชน์ และคุณความดี ฐานะลูก
กตัญญกู ตเวทีต่อพ่อแม่ ในฐานะนายทหาร ทเี่ ปน็ ร้ัวของชาติ และปกปอ้ งราชบลั ลังก์
๓. ไปดีอย่างมีทุน - ทุนหรือเสียงที่จะส่งให้ท่านไปสู่สุคติ หรือความดีทุก
ประการ ทา่ นไดส้ ่งั สมไว้พร้อมแล้ว
ท่านสาธุชนทุกท่าน เราจาต้องพลัดพรากจากคนรัก, ของรัก, ของชอบใจ
เป็นธรรมดา จักล่วงพ้นส่ิงเหล่านี้ไปไม่ได้ แต่จะแก่อย่างไร เจ็บอย่างไร ตายอย่างไร
พลัดพรากจากกันอย่างไร จึงจะไม่เป็นทุกข์ ก็ด้วยการท่ีทุกท่านต้ังอยู่ในความไม่
ประมาท และหนั หน้ามาเตรียมใจก่อนตาย ดว้ ยอบุ ายที่ได้ช้แี จงแสดงมา
สคุ นั ธชาครานสุ รณ์ 93
อิมินา กตปุญฺเญน ขออานาจบุญกุศลทักษิณานุปทานกิจ ท่ีคณะท่าน
เจา้ ภาพและญาตมิ ิตร จงสถิตม่ันในคุณงามและความดี ให้ถึงซ่ึงความเจริญในมนุษย
สมบตั ิ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ สมปรารถนา ฯ
"สงสารสงั คม"
* ช่วงน้ี มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดข้ึนในบ้านเมืองมากมายหลายประการ
ซ่งึ ชวนให้นกึ ถงึ พระพุทธพจน์บทหน่งึ ว่า
น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจจฺ า โหติ พฺราหฺมโณ
กมมฺ ุนา วสโล โหติ กมมฺ ุนา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ
คนจะชั่วชั่วไซร้ใช่เพราะชาติ
จะสามารถดไี ซรใ้ ช่ชาตสิ ง่
คนจะดดี เี พราะกรรมทที่ าลง
ดจี ะคงค่าล้าเพราะทาเอง
อนั คนดีมใิ ช่ดีด้วยทที่ รัพย์
มิใช่นับพงพันธช์ ันษา
คนดนี ี้ดดี ว้ ยการงานนานา
อีกวิชาศีลธรรมนาใหด้ ี
* พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ว่า บุคคลจะเป็นคนดี มีความประเสริฐเลิศล้น
หาใช่เพราะชาติ ตระกูล คุณวุฒิ (การศึกษา) ทรัพย์สมบัติ ก็หาไม่ แต่บุคคลจะเป็น
คนดี มีความประเสริฐ เป็นปูชนียบุคคล ที่โลกยกย่องเชิดชูบูชา เพราะคุณธรรม
(ความด)ี ต่างหาก
* ชาติตระกูล - เกิดในท่ีต่าๆ แต่กระทาในสิ่งสูงๆ ก็ประเสริฐได้ ตรงกันข้าม
แมเ้ กดิ ในที่สูงๆ หากกระทาในสิง่ ตา่ ก็เลวทรามได้
* คุณวุฒิ - ถึงคุณวุฒิจะสูงส่ง แต่คุณธรรมต่าต้อย ก็ช่ัวช้าเลวทรามได้
ตรงกนั ขา้ มถึงคุณวฒุ จิ ะต่าแต่คุณธรรมสูงส่ง ก็ประเสรฐิ เลศิ ลน้ ได้
* ทรัพย์สมบัติ - ทรัพย์สินเงินทองที่มีมากมายมหาศาล ก็มิอาจเป็น
หลักประกันว่าเป็นคนดีได้ เพราะอาจทรยศคดโกงทุจริต เบียดเบียนเบียดบังรีดไถ
ผู้อ่ืนมากินมาใช้ก็เป็นได้ จนแต่เป็นคนดี อยู่ที่ไหนสังคมก็เป็นสุข รวยแต่เป็นคนเลว
อยู่ทไ่ี หน สงั คมกร็ ะทมทกุ ขท์ นี่ ัน่
* คุณธรรม - บุคคลที่เป็นภัยอันตรายของสังคมประเทศชาติ หาใช่คนโง่ ๆ
ไม่ แต่เกิดจากคนฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉลาดแกมโกง เพราะย่ิงฉลาดมากก็โกง
มาก มีอุบายมาก มีเล่ห์เหล่ียม มีช่องทาง ในอันท่ีจะเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นได้มาก
9944 สสุคคุ ันนั ธธชชาาคครราานนุสสุ รรณณ์์
พลใพลใขแดสแสจขจดหหะะออง่่งงงััตตงงรรมมคเเคททททงงะะ่่จจสสตตะะ่่ศี่ี่ศปปววรรรรแแนนีีเเาาิิยยรริิมมพพนนสสาาธธแแ**********************ม่ิมิ่นกกนนนรรลลโสอโสโโโอโอโอโโโปปออโโโโสสฏฏาาใใรระะกกกกกกกกกกกกกกตตหคคนนหยรรย่วว่มมเเสสงงงงงงงงงงงงปปงงิจจิมิมิตตึง่่ึงนน้้่่าามมปคเคปบเบพพ่ั่งงัแแททชชลละะคคจิจิ็็าานนลลนนสสาาะะนนราร้า้ตตรร่ี่ีณณททืืออาาดดะะววืืเเขขมมออักกันนะะแแะักักะเป่เ่ปตตกกททิิาาาานน่่าาปปชชนนหหบบนนววเเศศบบ็นน็เเิมมิตตมมววาา่่าาา็นาน็รรออรรรรนนาารร--เเปป--ใใงั้้งัอือืปปชชอ่ืือ่อิือืหิหสสรระะผผิหิหนนใใแแงงรรยยนนใใรรงงื่อื่อรร--ไไาาูไ้น้ไูนบบาาสสนนะะททใใรรรึึระะะะแอมอเเดดเอแเอมรรงง--รรดดาาหหดหหด่ื่ืออปป--โโมมททอ้้อเเหหบบพพ้้จจานััานรรจจถถททยย้ว้วททลล๋ยียี๋ญญแแมมาาหหุดดุป่ีีป่รรศศ--ณณกกรราาสสืืรรฤฤยยออ่ดีชี่ดชยเเย็กก็ุจจุววลลิิืออืญญมลมลดดือือยัลยัลรรๆ่ๆ่ลลิิใใงงมมกกนกัตตักนีีาาคคววๆๆรระะจจนนะะา่า่ยกยกผผผผออกกกููกไไบบาาญญยยิติติิาา์ส์สรรจจใใสสไไไไชชปปสสศศู้นู้นานูู้้นากกแแ็็แแรรใใคคยยหหออววัตตัมมว่ว่ออนนัังงรหรหามุาุมะะออคคซซเใใเาาาาจจลลปปืืเ้้เนอนอกกิพิพก้ก้่่ซซคคปปบบหหณณกกบบปปกกสสทททท้ก้กาา้ือ้อืออกกะะรรขขตตลลโโื่่ืออมมรร็นน็ลลห้้หนนคค่่ิดภภดิน็็นงงลลมี่่มีไ่ีเเ่ีไรร์เ์เาากกคคออะะาานนสสมมจออจรราาเเบบลลปัปัหหาาาารรณาาณเเสีสีมมุุปปยยณณงงศศงงยยส้้สคคยียีแแนนียยียยจจยยงงออออชชวัวัตตสสปปืืออเเตตไรไราาเเตตงงรรลลเเูู่่ททววเเเเปปธธใใงงนั่่นัปปปปิิกกลลงงปปต--สตสปปไไือ่่ือัวัวรริิจจาะาะ––รรุุกกททหห็็นนฆมฆม็น็น้ยีย้ี--เเใในนททไไลลลล็น็นสะะสงงผผหหรรฉฉปปววหหมมี่ี่าา่่์ผ์ผสเเสดดงงปปจจแแมมาายี่ย่ีววน้งันงั้ชชเเูไู้้ไมมรรมมอ้้อัันน็นกกน็ชชอ่่อูท้ร้ทูร้้ะะิิรรดดออวะะวนนฟฟงงรรนนักักอื่ื่อาาาาปปรรู่คูค่เเอ่ื่อืีวีวเเูู้้ใยยใองอวงวเเรระะอ้ย้อยจจหหขขชชงงฐฐโโปปชชาาหออหณณาาศศรรงง่่งงู่มู่มาาาาดดเเา่่าเเ่า่าะะาาษษ่ั่ันนน็น็ออรรทนทนใใาาลลพพเ้ะะ้เ์วว์ไไดดพพนนผีีผยยะะนนเเหหชชตตปปมมฎฎววงงดด็ก็กาาืออืจจออรรูกู้ก้เเ้อ้อะะ่อือื่ญญรรจจา่่าททรราาเเาารร้้ชชฉฉมมงตงตาาาาดดบบงงจจััจจๆๆฐฐกกะะกก์บ์บจจใใววใใพพรร่่าาตตพพบบาาีียยจจะะโจจโๆๆยยไไติิตนนังังยยจจาากกรรททกกววาาพตัพัตไไดดหหงิ่่งิใใะะศศาาววาาเเนนท้ท้จจผผษษขขรรหหบบ่า่าปปลลออกกท้ท้ชช้ทูะะ้ทูใี่ใี่แแน้ึ้นึยยใใน้้นัังววงหห็นน็จจยยสสกกปี่่ีปคคบบททรรแแผผงงึกึกััเเ่่กกาาเเถรรถาางงาาอพอนพนหหลลชชถถงงหหเเกกรรหหาากกกกใใปปยยนน่่้้ฯฯยยึงงึ ลลบบหหกกลลธียธีย่อือื่ใใแแ่ิิ่งงรรออ็หห็หหัั้้นนรรััเเรรงะงะผผลลรรกกรราาตต้้ผผรรโโูฉ้ไู้ฉไะะื่ื่ออมมลลววยยหหูู้้กิววิกูู้้ทลทลรรงงธิิธววววชช่่าาลลนนาาี่ี่โโาานนใีใีงงาาสสนนกกาาดดหหษษพพททิิยยยยถถสส์์ขขงงแแน้น้รระฎฎะมมเเาาออาากกปปนนะะับบัททรรบบขขชชงมงมสสัั็นน็บบคค่ีวีว่มมรรัันนาามมโโงง่า่างะงะววััฐฐกกอาอาฆฆนนชชเููเััแแนนแแงงเเหหะะ์์้ัั้นนออปปนนแแลล่่าาไไบ็็บๆๆนนนนตตะะรร่่
****** อศอพศพปุุปัตตัลลรรสสาาููดดรร--รรผผเเคคิดิดปปน็น็----ออเเเเปปปปาาจจน็น็น็็นาากกคครราารรยยรรูู ์์บบ้า้านน““ปปรรัชชั ญญาาชชีวีวติติ ””
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 95
* ปัญหาทุกๆ ดา้ น - เปน็ ข้อสอบ
* จะสอบผา่ นหรือไมผ่ ่าน อยทู่ ่ีวจิ ารณญาณและสตปิ ัญญา
* จงยอมเป็นคนมีความรูน้ อ้ ยด้อยวิชา ท่ตี ิฉนิ นินทาวา่ ร้ายใครไม่เปน็
ดีกวา่ เปน็ คนรมู้ ากหลากตารา ท่คี อยแต่ตฉิ ินนนิ ทาว่ารา้ ยชาวบา้ น!
“ชีวติ ๔ อ.”
* อ. ท่ี ๑ อดออม - ใช้จ่าย กินอยู่ อย่างประหยัด “มนี ้อยใช้นอ้ ยคอ่ ยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” เรียกว่า “คิดก่อนควัก” ถามใจตนเองก่อนว่า
“จาเป็นไหมๆ ??” หากไม่อดออม ส่ิงที่จะตามมาคือ “อดอยาก” เพราะฉะน้ัน
ยอมอตั คัดในเบื้องตน้ ดกี วา่ ขัดสนระยะยาว
* อ. ที่ ๒ อดทน - คืออดทนต่อสถานการณ์ท่ีลาบาก ยากเข็ญ ฝืดเคือง
ไมส่ ะดวกสบาย แตก่ ็จาเป็น เพอื่ อะไร ?
เพอื่ สว่ นรวม ตอ้ งร่วมใจกัน
เพื่อรัฐ ต้องไมข่ ัดใจกนั
เพือ่ ชาติ ต้องไม่วิวาทซึง่ กนั และกนั
เพื่อพระศาสนา ตอ้ งมจี ิตเมตตา และจิตอาสาร่วมกัน ฯ
* อ. ท่ี ๓ อดกล้ัน - รู้จักยับยั้ง บังคับตน ต่อภาวะอารมณ์ท่ีถูกกระทบ
กดดนั บบี ค้ัน บังคบั ขาดอสิ รภาพ ถูกกัก ถกู เก็บตวั ถูกตรวจสอบ ถกู ควบคมุ
* อ. ที่ ๔ อดใจ - ต้องยุติปฏิสัมพันธ์ เว้นการไปมาหาสู่ดุจช่วงปกติ สนอง
งานและสนองนโยบายรัฐ ทาตัวห่างกนั เข้าไว้ ปลอดภัยไวก้ อ่ น
* ช่วงน้ี... คิดถึงใคร... ก็อย่าเพ่ิงด่วนไปพบ ใจเย็นๆ เว้นวรรคสักนิด
เดย๋ี วโควิด... จะถามหา
* ใครคิดถึง...ก็อดใจ อย่าเพิ่งให้ใครมาพบ เด๋ียวเขาจะนาพาโควิดมาฝาก
ระวังตัวระวังตน เป็นคนไม่ประมาท ระมัดระวังป้องกันไว้ก่อน ถือคติ “ถึงตัว
หา่ งไกล แตห่ ัวใจใกล้ชิด” ก็แลว้ กัน
* ทางออก ทางระบาย คลายเหงา คลายเครียด คลายกังวล คลายห่วงใย
คลายคิดถึง “ไลน์มี เฟสมี ภาพมี เสียงมี ตามสบาย...พอแก้ได้ โควดิ ... คงไม่ติดทาง
โทร ทางเฟส หรอื ทางไลน์”
* อย่าลืมว่า มีอะไรๆ ก็ระบายๆ เพื่อช่วยคลายทุกข์ หายเหงา บรรเทา
ซึมเศรา้ ไปกอ่ น
* จาไวอ้ กี วา่ ถ้าเครียด... ตาย, แต่ถ้าคลาย...จะสุข !
96 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
“ชีวิต อนิจจัง”
* ชีวิตทุกชีวิต ล้วนอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามกฎแห่งพระ
ไตรลักษณ์ กล่าวคือ อนจิ จัง ทกุ ขัง อนัตตา
* อนิจจงั ความไมเ่ ท่ยี งแท้
* ทุกขัง ความไมท่ นทาน
* อนตั ตา ความไม่เปน็ แกน่ สาร
* รวมความว่า ทุกข์ทุกประการดังกล จรมาเป็นครั้งคราว ชีวิตทุกชีวิตล้วน
อยู่ในท่ามกลางของความเปล่ียนแปลง ตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุก
ขงั อนัตตา ดงั ท่านกล่าวว่า
เกิดมา เพื่อรอ เวลาตาย
ได้ เพ่อื รอ เวลาเสีย
มี เพอื่ รอ เวลาหมด
เจอะ เพื่อรอ เวลาจาก
พบ เพอ่ื รอ เวลาพราก
สุข เพอื่ รอ เวลาโศก
* ผู้รู้จกั ปล่อยวาง จะพบกับความ “ว่าง” และ “บางเบา” ท่านทั้งหลายอย่า
จริงจังกับชีวติ จนเกินไปนัก “เหน่ือยให้รู้จักพัก หนักให้รู้จักวาง ว่างให้รู้จักสงบ แล้ว
จะพบความสุข” ยามมีทุกข์อย่าทิ้งธรรม ท่านเจ้าคุณ พระธรรมโกศาจารย์
(หลวงพอ่ พุทธทาส) ทา่ นสอนวิธที าใจให้พบสขุ ไวว้ า่
ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อยา่ งมสี ุข
อยา่ ประยุกต์ สิ่งท้งั ผอง เป็นของฉนั
มนั จะสมุ เผากบาล ทา่ นทั้งวนั
ตอ้ งปล่อยมนั เป็นของมัน อย่าผนั มา
เป็นของกู ในอานาจ แห่งตัวกู
มนั จะดู วุ่นวาย คล้ายคนบ้า
อย่างนอ้ ยก็ เป็นนกเขา เข้าตารา
มันคึกวา่ “กู - ของกู” อยรู่ ่าไป ฯ
* อันต้นตอของความทุกข์ท้ังปวง ล้วนเกิดจากตัณหาความทะเยอทะยาน
ความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็นทั้งสิ้น ทั้งอยากให้มี (กามตัณหา) อยากให้
มา (ภวตัณหา) และอยากให้ไป (วิภวตัณหา) เราเป็นทุกข์ เพราะจิตเป็นทาสของ
อารมณ์ หากเชิดจิตให้อยู่เหนอื อารมณ์ได้ ด้วยดับกาหนัด สละละวาง และไม่พัวพัน
ในตณั หานัน้ ๆ เบรกความกระสนั แหง่ จติ ชีวิตจะปลอดภัย ท้ังทกุ ข์กจ็ ะไมม่ อี ทิ ธิพลมา
บงการชวี ติ เรา อย่าลืมว่า
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 97
ทกุ ขเ์ พราะเจ็บ ใหร้ ้จู ักจา
ทกุ ข์เพราะชา้ ให้รู้จักทน
ทุกขเ์ พราะจน ให้รู้จกั เจียม
ทกุ ข์เพราะงาม ใหร้ จู้ กั เสง่ียม ฯ
* วิธีท่ีจะดับทุกข์ได้ ต้องถอนและทาลายต้นตอแห่งทุกข์คือตัณหา ด้วย
อบุ ายวธิ ดี งั กล่าวแต่ตน้ แลว้ ท่านสาธชุ นจะพบสขุ ทุกถ้วนหน้า ฯ
“คุณธรรมกับธรรมชาติ”
* การอยู่ในโลก ต้องรู้จักปรับตวั ให้เข้ากับโลก หรือเอียงตามโลก แต่ท้ังน้ันก็
ต้องคล้อยตามธรรม หมายถงึ ถอื ธรรมเป็นหลัก แสดงถงึ ยึดความถูกต้องมากว่าความ
ถูกใจ ถูกต้องเป็นคุณธรรม ถูกใจเป็นเรือ่ งของกเิ ลส
การประพฤตติ น การวางตน เพื่อใหเ้ กิดความเหมาะสมพอดี จาต้องมวี ิธีวาง
และวธิ ปี ฏิบตั ิ กล่าวคือ
๑. ทาตัวให้เหมือนภูผา - แม้พายพุ ดั ฝนกระหน่า ก็ไม่เอนเอียงหรือหว่ันไหว
๒. ทาตัวให้เหมือนพสุธา - ใครจะยก ใครจะเหยียบ ใครจะขุด ใครจะถม
ใครนาสิ่งสกปรกโสมมมาเทใส่หรอื รดราด กร็ ับได้
๓. ทาตัวให้เหมือนวารี - ธรรมชาติของน้า ผู้ใดใครด่ืมหรืออาบก็ชุ่มเย็น
ใครจะเอาไม้เข้าไปกรีด เอามีดเข้าไปฟัน เอาขวานเข้าไปผ่า เมื่อยกมีด ยกไม้ข้ึนมา
จะหารอยแตกแยกไม่พบ จะรีบสมานเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน น้ามีปกติเท่ียง
ธรรม จะเอาภาชนะใดๆ ไปตักหรือใส่แล้วเอนเอียงภาชนะน้ันๆ แต่ระดับของน้าหา
ได้เอนเอียงตามไปไม่ นอกจากนี้ นา้ ยังมีคุณสมบัติพเิ ศษ คือปรับตัวเข้ากบั ภาชนะได้
ทกุ รูปแบบ
๔. ทาตัวให้เหมือนนิ้วมือ - ธรรมชาติของนิ้วแต่ละน้ิว ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
ยาวหรือสั้นลว้ นสาคญั เหมือนกนั ทกุ น้ิว
๕. ทาตัวให้เหมือนสะพาน - คุณสมบัติของสะพานนั้น น้าจะไหลหรือน่ิง
สะพานก็ยังอยูท่ ี่เดมิ นา้ ขึ้น สะพานกไ็ มโ่ ก่ง นา้ ลง สะพานกไ็ ม่แอน่
* เรื่องยศฐาบันดาศักด์ิ ก็เช่นเดียวกัน เป็นสมมติทางโลก เป็นโลกธรรม
แต่เป็นโลกธรรมฝ่ายดี นาความสมหวังความชุ่มช่ืนใจมาสู่ผู้ได้รับ แต่อย่าลืมว่า
เขาตั้งให้เป็นอะไรก็ยังเป็นหลวงพ่อ หลวงพ่ีตามเดิม หาได้แปรเปลี่ยนไปไม่ โลก
ธรรมอนั ประกอบด้วย
ไดล้ าภ – เสอื่ มลาภ ได้ยศ - เสื่อมยศ
มีสขุ – มีทุกข์ มีสรรเสริญ - มนี นิ ทา
98 สุคันธชาครานสุ รณ์
เป็นอนิจจลักษณะ คือไม่เท่ียงแท้แน่นอน ไม่จีรังยั่งยืน มาแล้วก็ไป ได้แล้วก็
เสีย พบแล้วก็พราก เจอะแล้วก็จาก บุคคลจึงควรรู้เท่ารู้ทัน ป้องกันอุปาทานความ
ยึดมน่ั ถอื มน่ั
* พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย แปลว่า ได้ยศอย่าประมาท
ได้อานาจอย่าไปเมา เป็นท่ีมาของคาว่า “อันยศศักดิ์ มิใช่เหล้า เมาแต่พอ
ถูกเขายอ เหมอื นเขาเกา ใหเ้ ราคัน” ฯ
"กาแพง ๕ ชน้ั ปอ้ งกันอกุศล"
* การสร้างบ้านจาต้องมีรั้วหรือกาแพงสาหรับป้องกันภัย การดาเนินชีวิตจะ
ไม่ให้ผิดพลาดเสียหาย ก็ต้องมีกาแพงป้องกันดุจเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแพง
จิต ป้องกันโจรขโมยอันได้แก่บาปอกุศล อันได้แก่ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ และ
ตัณหา เข้ามารุกรานย่ายีบีฑา ทาให้คิดผิด พูดพลาด ทาเสียหาย กาแพงทั้ง ๕ ช้ัน
ได้แก่
* กาแพงชั้นที่ ๑ - ป้องกันมิให้พูดผิดทาพลาด โดยระมัดระวังกายวาจา
รักษากิริยามารยาท ให้ถูกหลัก ถูกธรรมเนียม ถูกวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
มีสมบตั ิผดู้ ี มอี นิ ทรียส์ ังวร ปอ้ งกนั มใิ หอ้ นิ ทรีย์ผยอง เรยี กวา่ ปาฏโิ มกขสังวร
* กาแพงช้ันท่ี ๒ ป้องกันความคึกคะนอง ประมาท เลินเล่อ ด้วยมี
สตสิ ัมปชญั ญะควบคมุ มวี ินิจฉัย ไตร่ตรอง ใครค่ รวญ รอบคอบ เรียกว่า สติสงั วร
สติ - ระลกึ ใหท้ ัว่ สัมปชัญญะ - รู้ตัวทกุ ขณะ
* กาแพงชั้นที่ ๓ ป้องกันความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทาสิ่งใดด้วยรู้จักรู้จริงรู้แจ้ง
ใช้ปัญญาความรอบรู้ เป็นเครื่องตัดสินให้รู้ผิด รู้ถูก ใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดย
แยบคาบ ถ้วนถ่ี ในส่ิงทพ่ี ดู ทท่ี า เรยี กว่า ญาณสังวร
* กาแพงช้ันที่ ๔ ป้องกันความอ่อนแอ ความท้อแท้ ท้อถอย ด้วยอดทนอด
กล้ัน ต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ธรรมชาติหนาวร้อน หิวกระหาย ตลอดถึงอารมณ์ชอบ
ชังที่มากระทบ รู้จักระงับยับยั้ง สะกดให้สงบ มิให้ฟุ้งซ่าน หรือระเบิด เรียกว่า
ขันตสิ ังวร ดังทา่ นสอนวา่ อดทนถงึ ทไี่ ด้ดที ุกคน อดทนไม่ถงึ ทีไ่ ม่ไดด้ สี กั คน
* กาแพงช้ันที่ ๕ ป้องกันความข้ีขลาด หวาดกลัว ออ่ นไหว ใจไมส่ ู้ ด้วยความ
เข้มแข็ง กล้าหาญ บ่ันทอน ขับไล่บาปอกุศล ให้พ้นจากวงจรแห่งจิตหรือชีวิต
เรยี กว่า วิรยิ สงั วร
* อยา่ ลมื ว่า ล้มแล้วลุก อาจได้บาดแผล แต่ล้มแล้วเลิก อาจได้ความล้มเหลว
พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนไว้ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะพ้นทุกข์ได้ เพราะความ
เพียร ความพยายามอยู่ท่ีไหน ความสาเร็จอยู่ที่นั่น วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส
นิปฺปทา เกิดเปน็ คนตอ้ งพยายามร่าไป จนกว่าจะถึงทห่ี มาย และไดใ้ นส่งิ ท่ีปรารถนา
สุคนั ธชาครานุสรณ์ 99
“อย่ารดนา้ ต้นไม้ทตี่ ายแลว้ ”
* พูดผิดท่ี ผดิ เวลา ผดิ คน จะพาตนใหเ้ ดือดร้อน
* ให้ผิดท่ี ผดิ เวลา ผิดคน ตนกจ็ ะลาบาก
* ความไว้เนือ้ เชือ่ ใจ ถ้าหมดแลว้ กย็ ากที่จะรือ้ ฟ้ืนข้นึ มาใหม่
* ความจรงิ ใจ ถ้าไดไ้ ปแล้ว รกั ษาไว้ไมไ่ ด้
กย็ ากทีจ่ ะไดร้ บั โอกาสน้ันนั้นอีกต่อไป ฯ
“ลูกคน...กับต้นไม้”
* ต้นไม้
* ต้นเล็ก ปลูกใหม่ – ต้องทะนุถนอม รดน้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ย เอาใจใส่อย่าง
ใกลช้ ดิ
* ต้นเก่า ปลูกนาน – กาลังเจริญเติบโต ต้องประคับประคอง ต้องล้อมรั้ว
ป้องกันอันตราย จากธรรมชาติและสัตว์ มิให้ยอด กิ่ง ก้าน หรือใบ ชารุดเสียหาย
ท้ังตอ้ งประคองดอกและผลให้พ้นอนั ตรายจากแมลงและสัตว์อืน่ ตลอดถงึ มนษุ ย์
* ตน้ โตเตม็ ท่ีแล้ว – รากแก้วลงลึก ลาต้นมน่ั คง รากฝอยแผข่ ยาย หาอาหาร
เล้ียงลาต้นเองได้ ก็ไม่ต้องประคับประคองดูแลหรือเอาใจใส่มากมายใกล้ชิดเหมือน
ตอนตน้ ปลอ่ ยใหเ้ ตบิ โตและเปน็ ไปตามธรรมชาตไิ ด้
* ลกู คน
* ยงั เยาว์ – ตอ้ งเฝ้าทะนุถนอม อุ้มชูดแู ลอย่างใกลช้ ิด ชนดิ ยุงมิให้ไต่ ไรมิให้
ตอม ตอ้ งใหค้ วามอบอุ่น ความรัก ความใกลช้ ดิ ความสนทิ สนม เป็นพิเศษ
* เติบใหญ่ - ต้องประคับประคองมิให้นอกทาง ท้ังอารมณ์ ความคิด
และพฤติกรรม เน้นให้การอบรม ได้แก่โอวาท คาแนะนา การศึกษา สติปัญญา
ให้รู้จักแยกแยะ ผิดชอบ - ชั่วดี บาปบุญ - คุณโทษ อะไรถูก - อะไรผิด อะไรควร -
อะไรไมค่ วร
* โตเต็มท่ี - เป็นผู้ใหญ่ จบการศึกษา มีหน้าท่ีการงาน มีหลักฐาน มีหลัก
แหล่ง มั่นคงแล้ว เน้นให้ความอบอวล หมายถึงส่งเสริม สนับสนุน ให้มีเกียรติยศ
เกียรติศักด์ิ และศักด์ิศรีในสังคม มิให้ต่าต้อยน้อยหน้ากว่าผู้อื่น จากนั้น จึงค่อย
ปล่อยวาง ให้ได้ดาเนินชีวิต กิจการงาน ครอบครัว บริวาร ด้วยภูมิรู้ ภูมิธรรม
ความสามารถ เป็นบุคลากรคุณภาพที่ทรงคุณค่าของสังคมประเทศชาติย่ิงๆ ขึ้นไป
มิให้เป็นบุคคลต่าต้อยด้อยคุณภาพ ทีเ่ ปน็ ภาระของครอบครวั สังคม ประเทศชาติ
100 สุคนั ธชาครานุสรณ์
* อน่ึง การบริหารจัดการดูแลคนกับต้นไม้ไม่ต่างกัน กล่าวคือ ต้นไม้ต้นใด
เจริญเติบโต ผลิดอกออกช่อให้ผลงอกงาม ผู้ปลูกหรือเจ้าของย่อมอิ่มเอมเปรมใจ
หายเหนด็ เหนอื่ ยเม่ือยลา้ จากการดูแล
* ต้นไม้ต้นใด ปลูกแล้ว รดน้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ยเท่าใด ไม่ง อกงาม
ไม่เจริญเติบโต ไม่ผลิดอกออกผล ซ้าถูกหนอนชอนไช เพล้ียลง ยอดด้วน หรือ
รากเนา่ เฉาตาย ผปู้ ลูกหรือเจา้ ของกก็ ลายเปน็ ลงทุนสูญเปล่า รสู้ กึ ซอกซา้ ระกาใจ
* อปุ มานี้ฉันใด... ลูกคนก็ไมต่ ่างอะไรกับต้นไม้ ฉนั นั้น !
“คุณสมบัตนิ ักบริหาร”
* คาว่า นักบริหาร หมายถึง ผู้นาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับต้นคือครอบครัว
จนสูงสุดคือระดับประเทศชาติ นักบริหารมอื อาชีพ จาเป็นต้องมคี วามเก่งอย่างนอ้ ย
๔ ประการ คือ เกง่ งาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งดาเนินชีวิต
* เก่งงาน คือเก่งบริหารงาน รู้จักเรียงลาดับความสาคัญของงานว่าอะไร
ก่อนอะไรหลงั อะไรเร่งด่วน อะไรควรเปน็ ไปตามลาดบั อะไรเปน็ ความลบั อะไรเป็น
เรื่องเปิดเผย นอกจากน้ี ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักใช้คนให้เหมาะกับงาน จึงจะประสบ
ความสาเรจ็ ในการทางาน
* เก่งคน คือ เก่งบริหารบุคคล บริหารบรวิ าร ให้ร่วมแรงร่วมใจ ต่อสู้ทางาน
ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ตั้งอยู่ในความซ่ือสัตย์สุจริต ท้ังมีความรักใคร่กลมเกลียว
เป็นน้าหน่ึงใจเดียวกัน ทาให้องค์กรมีความม่ันคง อีกทั้งรู้จักสอดส่องมองเมียงว่า
บุคคลากรของตนเปน็ คนโดดเด่นในดา้ นใด และมีความออ่ นด้วยในด้านใด
* เก่งคิด คือ เป็นผู้มีทีฆทัสสี แปลว่า ผู้มองการณ์ ไกลท่ีสมัยใหม่
เรียกว่าวิสัยทัศน์ มีความคิดริเร่ิม สร้างสรรค์ พัฒนาใหม่ๆ ให้ทันยุคทันสมัย เพื่อ
ความกา้ วหนา้ ในทกุ ๆ ดา้ น และรูจ้ กั ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องต้องดว้ ยสถานการณ์
* เก่งดาเนินชีวิต คือ ดาเนินชีวิตอยู่ในสุจริตธรรม บริหารครอบครัวและ
ตัวตน ให้มีความม่ันคง ม่ังค่ัง มีเกียรติ มีศักด์ิศรี มีหลักฐาน มีหลักแหล่ง
ไมห่ ลกั ลอย ประการสาคญั ไม่ลม้ เหลว กล่าวคอื ครอบครวั ไมร่ ้าวฉาน
* นกั บรหิ ารทเ่ี กง่ กาจ มคี วามสามารถ มักจะเก่งทั้งวิธี “แนะ” และวธิ ี “นา”
แนะ – ด้วยฉลาดในการบอกให้รู้ อธิบายให้เข้าใจ ทบทวนเพ่ือให้จด
ยา้ เพ่อื ใหจ้ า
นา – ด้วยทาให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สมั ผัส ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นบุคคล
ตน้ แบบ ท้งั แบบแผน แบบอย่าง และแบบฉบบั ในทางทด่ี ีงาม
* นักบริหารท่ีดี จะมีความสาเร็จทั้งด้านบริหารงานและบรหิ ารคนคือบริวาร
ต้องรูจ้ กั ดูแลส่งิ สาคัญสงู สุด ๒ ประการ คอื
สคุ ันธชาครานุสรณ์ 101
๑. ดูแลความเป็นอยู่ – สุขหรือทุกข์ อิ่มหรืออด บริบูรณ์หรือขัดสน
ยามปกตเิ รยี กใช้ ยามป่วยไขต้ อ้ งเยยี วยารักษา
๒. ดูแลความเป็นธรรม – ยามเกิดปัญหา วินิจฉัยใคร่ครวญ ตัดสินด้วย
ความลาเอียงหรือเที่ยงธรรม ใช้ปัญญา (เหตุผล) หรือ อารมณ์ (โทสะ) เป็นท่ีตั้ง
ไม่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ต้องกล้าปะทะ มิใช่มีอะไรให้ไปว่ากันเอง อันเป็นเหตุให้
เกดิ การ “ฆา่ น้อง ฟอ้ งนาย ขายเพอ่ื น” หรอื ไมก่ ็ “ฆา่ นาย ขายนอ้ ง ฟอ้ งเพือ่ น”
* อน่ึง นักบริหารท่ีดีควรจะมีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะสาคัญ ๔ ประการ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ปากจู๋ พูดแต่พอดี ไม่พูดมาก ไม่ข้ีโม้ ไม่โอ้อวด พูดแต่คาสุภาพไม่หยาบ
คาย เรียกว่า “ใช้ภาษาที่มีศีล” อย่าลืมว่า "พูดดีมีแต่ได้ พูดร้ายมีแต่เสีย, พูดดี
มีแต่มิตร พูดไม่คิดมิตรไม่มี" รู้จักยกย่อง ชื่นชม ให้เกียรติ ให้กาลังใจ มิใช่เอาแต่
ตาหนติ ิเตียน
๒. หูกาง ฟังให้มาก ฟังได้ท้ังสรรเสริญและนินทา ตลอดถึงข้อแนะนารอบ
ด้าน จิตใจกว้างขวาง อย่าฟังความข้างเดียว รู้จักวินิจฉัยใคร่ครวญ ไม่เป็นคนหูเบา
ประเภทใครเป่าก็ปลิวในขณะเดียวกันต้องเป็นคนหูหนัก แต่มิใช่เป็นคนหูหนวก
อย่าด่วนตดั สนิ ผดิ ถูกผู้ใด กอ่ นท่จี ะได้วินจิ ฉัยและสอบสวนใหแ้ นน่ อนเสียกอ่ น
๓. ตาโต ดูอะไรให้ถี่ถ้วน ละเอียด รอบคอบ รอบด้าน สงสัยส่ิงใดให้
ตรวจสอบ อนั แสดงถึงความรอบคอบไมป่ ระมาท และไมถ่ ูกหลอก
๔. โง่เป็น อย่าอวดฉลาดไปทุกเรื่อง บางเร่ืองรู้ต้องทาเป็นไม่รู้ เห็นต้องทา
เป็นไมเ่ หน็ เขา้ ลักษณะ “เอาความสงบ – สยบความเคล่ือนไหว” หาไมจ่ ะเขา้ ตารา
ว่า “โง่ ไม่เป็นเป็นใหญ่ยาก” แต่อยากจะเสริมว่า “โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก
แตถ่ า้ โง่มากมาก ก็ยากจะเปน็ ใหญ่”
* ขึ้นชื่อว่านักบริหาร... จาเป็นต้องมีความรู้เป็นพื้นฐาน แต่ความรู้มี ๒
ลกั ษณะ คอื รู้แบบพาลกับรู้แบบบัณฑติ
* รู้แบบพาล – เป็นไปเพื่อความเอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียน ข่มเหง กดขี่
รังแก และทาลาย
* รู้แบบบัณฑิต – เป็นไปเพื่อความสร้างสรรค์ บันดาลประโยชน์ พัฒนา
สืบสาน รกั ษา ตอ่ ยอด
* พาล...รู้ดีไมท่ าดี รูช้ ่วั ไมเ่ วน้ ชั่ว เข้าตาราวา่ “รูถ้ ูกแต่ทาผิด”
* บัณฑติ ....รู้ดแี ลว้ ทาดี รชู้ ่ัวแล้วเว้นชว่ั เข้าตาราว่า “รู้ถกู แล้วทาถกู ”
* ร้ผู ิด.... คิดว่าถูก – ก็ยุ่ง
* ร้ถู ูก.... คิดว่าผดิ – กว็ ปิ ริต สบั สน
102 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
* นักบริหาร....เมื่อมีความรู้จาต้องควบคู่ด้วยคุณธรรม วิญญาณของนัก
บริหารหรือผู้นาท่ีสาคัญย่ิงอีกประการหน่ึง คือความเสียสละ อย่าให้เข้าลักษณะว่า
"ตัวผอม...แต่เท่ียวบอกขายยาพี, แม่หม้ายผัวหนี...อวดดีบอกยาเสน่ห์" ท่านจึง
บอกวา่ ดผู ู้ใหญใ่ หด้ ูที่เมตตาธรรม ดูผนู้ าดูท่ีความเสียสละ จึงจะสมกบั ความเป็นยอด
นักบริหาร คอื "นาไปรอบ และนาไปรอด" ท่นี ่ังอยู่ในใจบริวารและมหาชนตลอดไป
* ความรู้ คือ คณุ วฒุ ิ
* ความดี คือ คุณธรรม
* ดังท่านประพันธส์ อนใจเอาไวว้ ่า
คณุ วุฒิ คณุ ธรรม สาคญั นกั
วุฒเิ ป็นหลัก ธรรมเปน็ แหลง่ แตง่ ศักด์ศิ รี
คุณวุฒิสดุ ล้า แต่ถ้า คุณธรรมไมม่ ี
กเ็ อาดี ไปไมร่ อด ตลอดชนม์ ฯ
“ปฏิบัติถกู มแี ตส่ ขุ – ทุกขไ์ มม่ ี”
* สิ่งท่ีเป็นหุ้นส่วนปฏิสัมพันธ์กับชีวิตทุกชีวิต ทุกเพศ ทุกวัย ทุกช้ันวรรณะ
ตงั้ แตเ่ กดิ จนตาย หลักๆ มีอยู่ ๒ เรอ่ื ง คอื “สุข” กบั “ทุกข์”
* สุข...ส่ิงทท่ี ุกชวี ติ เรยี กร้องต้องการ
* ทกุ ข.์ ..สง่ิ ท่ที ุกชีวติ ชงิ ชงั รงั เกยี จ และปฏิเสธ
* สุขคืออะไร ? – สุขคือความคล่อง สะดวก สบาย ง่าย ไม่บีบคั้น ไม่ติดขัด
ไมก่ ดดนั ไม่ดน้ิ รน ไม่ฟุ้งซ่าน ไมว่ ุน่ วาย ไมก่ ระสับกระส่าย
* ทุกขค์ ืออะไร ? – ทุกข์คือสิ่งท่ีตรงข้ามกบั สุขทกุ ๆ ประการ
* สขุ และทุกข์... เป็นไปท้งั ในส่วนปจั เจกชน และพหชุ น
* อดีต - เคร่ืองอานวยความสะดวกแก่ชีวิต กล่าวคือปัจจัยท้ังสี่ และ
เทคโนโลยี ไมส่ ะดวกสบายเหมอื นยุคปจั จุบนั แต่คนในสังคม บ้านเมือง ในยุคนั้น ๆ
กลบั เปน็ คนสุขงา่ ย – ทกุ ข์ยาก เรียกวา่ ทกุ ขก์ ระจกุ แต่สขุ กระจาย
* ปัจจุบัน – ทุกส่ิงทุกประการดังกล่าว พรั่งพร้อมบริบูรณ์ สะดวกสบาย
แตค่ นในยุคปัจจุบนั กลับทุกข์ง่าย – สุขยาก เรียกว่า สขุ กระจุก แต่ทุกข์กระจาย
* ย่ิงในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่ีเชื้อไวรัสโคโรน่าระบาด รัฐบาลและมหาเถร
สมาคมออกมาตรการควบคุม เพ่ือให้เหตุการณ์สงบและสยบโรคร้ายให้อยู่ ผลจาก
มาตรการดังกล่าว มีผลกระทบท้ังสุขและทุกข์โดยทั่วถึงกัน แต่ก็เป็นความจาเป็นที่
ทุกฝ่ายต้องยอมรับและให้ความร่วมมอื เพราะเป็นเรือ่ งของประเทศชาติ
สุคันธชาครานสุ รณ์ 103
* ถามว่า ในช่วงแห่งความทุกข์ยากลาบากนี้ มีอะไรบ้างท่ีจะช่วยยับย้ัง
ให้โรคสยบไม่อาละวาดและระบาดต่อไป อีกท้ังทุกข์ท้ังหลายจะได้บรรเทาเบาบาง
เพ่ือให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ หลักธรรมสาคัญในช่วงสถานการณ์เลวร้ายน้ี ไม่มีอะไรจะ
ยิ่งใหญ่ไปกว่า “สาราณียธรรม” อันเป็นหลักธรรมสาหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม
เพื่อสังคม เพื่อดารงหมู่คณะให้อยู่ได้โดยสวัสดี อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้
ดงั น้ี
๑. เมตตากายกรรม - แสดงออกต่อกันและกันทางกายด้วยเมตตาธรรม
กล่าวคอื เอื้อเฟอ้ื เกอ้ื กูล หยิบย่นื แบง่ ปัน ซงึ่ กนั และกัน
๒. เมตตาวจีกรรม - สื่อสารเจรจาด้วยภาษารัก พูดด้วยเมตตาปรารถนาดี
ปรารถนาสุข สุภาพ อ่อนโยน ให้คาปรึกษา ให้ความรู้ ข้อแนะนาท่ีดี และท่าทีที่
เป็นมติ ร
๓. เมตตามโนกรรม - คิดดีต่อกันและกัน ใจระลึกนึกถึงกันด้วยเมตตา
การุณย์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ เข้าลักษณะที่ว่า “ย้ิมไว้ใจสดชื่น
อายยุ นื ไร้โรคา รูปร่างงามโสภา เปน็ เสน่ห์แกป่ วงชน ย้ิมวนั ละนิด จติ แจ่มใส”
๔. สาธารณโภคี - แบ่งปันกันกินใช้โดยทั่วถึง จะแจก จะแบ่ง ก็ให้เป็นธรรม
มิใช่ได้บ้างมไิ ด้บ้าง ท่ัวถึงบ้างไม่ทั่วถึงบา้ ง ติดกติกาเง่ือนไขโน่นน่นี ั่น ทั้งที่ความทุกข์
ยากความลาบากแผ่กระจาย มิได้ยกเว้นแก่ผู้ใด เพราะฉะนั้น สาธารณโภคี หรือ
สาธารณโภคติ า ทา่ นจึงแปลว่า แจกจา่ ยให้ปนั อย่างทว่ั ถงึ
๕. สีลสามัญญตา - ประพฤติปฏิบัติให้เสมอภาคกัน ท้ังโดยพฤตินัยและโดย
นติ ินัย
๖. ทิฐิสามัญญตา - มีแนวคิด มีหลักการ มีวิธีการปฏิบัติ ที่ยึดถือร่วมกัน
โดยส่วนรวมยอมรบั ได้
* ในหลักสาราณียธรรมนี้ จะเห็นได้ว่า เมตตาธรรมนี้ มิได้แช่อิ่มอยู่ในใจ
แตข่ ยายออกมาสู่การปฏิบัติ กลา่ วคอื
* เมตตากายกรรม - ขวนขวายช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเกื้อหนุน เจือจุน ซ่ึงกัน
และกนั ด้วยเมตตากรณุ าธรรม
* เมตตาวจีกรรม – พูดจา เจรจา ส่ือสาร ทาความเข้าใจให้กระจ่าง พูดด้วย
ภาษาที่พหุชนเข้าใจ มใิ ช่ตนเขา้ ใจ พูดมากแต่มนุษย์ไม่เข้าใจก็ไร้ประโยชน์ พยายาม
ใช้ภาษาท่ีชาวบ้านรู้เรื่องเข้าใจ เว้นภาษาตรรกะ และภาษากฎหมาย ที่ชาวบ้านยาก
จะเข้าใจ
* เมตตามโนกรรม - มีวธิ ีคิดเพ่ือพิชิตสุข ดว้ ยเมตตาธรรม กล่าวคือ คิดให้ –
มิใช่คิดเอา, คิดเสียสละ – มิใช่คิดกอบโกย, คิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์ – มิใช่มุ่งซ้าเติม
หรอื เพ่ิมทุกขใ์ ห้แกเ่ ขา
104 สุคนั ธชาครานุสรณ์
* สรุป ยุคน้ีเป็นยุคต้องโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคน และ
วางตนเหมาะสมพอดี
* โอบออ้ มอารี - เอ้อื เฟ้อื เผือ่ แผ่ ด้วยเมตตา กรุณา และมุทิตาธรรม
* วจีไพเราะ - ปลอบโยน ใหก้ าลังใจดว้ ยภาษาดอกไม้
* สงเคราะหท์ ุกคน – บาเพ็ญประโยชนเ์ พ่ือเขา
* วางตนเหมาะสมพอดี – มีความเสมอภาค ไม่เหล่ือมล้า เป็นธรรม เที่ยง
ธรรม ไม่ลาเอียง
* อย่าลมื ว่า ตาเอยี ง – คบได้, แตใ่ จเอยี ง – คบไม่ได้
"สามัคคมี ีพลัง“
การจะประกอบกิจส่ิงใดให้ได้ผล และบรรลุวัตถุประสงคต์ รงตามท่ีปรารถนา
จาต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุก ๆ ฝ่าย ท่ีเรียกว่าความสามัคคี คาว่า
“สามัคคี” ทา่ นแปลว่า ความพร้อมเพรียงทั้งด้านความคิดและการกระทา
พร้อมเพรียงกนั ทางความคิด เรียกว่า จติ สามคั คี
พร้อมเพรียงกนั ทางการกระทา เรียกวา่ กายสามคั คี
เหตุน้ี สามัคคี จึงหมายถึงความกลมเกลียว ความปรองดอง ความร่วมด้วย
ช่วยกนั ความร่วมแรงร่วมใจจากทุก ๆ ฝ่าย ดังทา่ นกล่าววา่ “ความรกั มี สามัคคีมา
แต่ความรักจะโรยรา เพราะไม่มาของสามคั คี”
ความสามัคคมี ี ณ ที่ใด
เรอื่ งไกลๆ - จะกลายเป็นเร่อื งใกล้ๆ
เรอื่ งใหญ่ๆ - จะกลายเปน็ เรือ่ งเล็กๆ
เรอ่ื งหนกั ๆ - จะกลายเปน็ เรือ่ งเบาๆ
เรื่องเศรา้ ๆ – จะกลายเป็นเร่อื งใสๆ
เรื่องทีห่ มดหวงั - จะกลายเปน็ เรอ่ื งที่มหี วัง
เร่ืองทเ่ี คยทกุ ข์ - กจ็ ะกลายเป็นความสขุ ฯ
ข้อนี้ ต้องด้วยพุทธพจน์บทท่ีว่า สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความพร้อมเพรียง
ของหมู่คณะนาสุขมาให้ สมเด็จพระสังฆราชสา ปุสฺสเทวะ วัดราชประดิษฐ์ ได้พระ
นิพนธ์คาถาไว้บทหนึ่งว่า สพฺเพส สงฺฆภูตาน สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา แปลความว่า
ความสามัคคคี ือความพร้อมเพรียงของหมคู่ ณะ นาความสุข นาความสาเร็จ นาความ
เจริญมาใหค้ วามสามัคคี มคี อื
สรา้ งสรรคค์ วามเจรญิ
กล้าเผชิญอุปสรรค
หาญหกั ศตั รู
สุคนั ธชาครานสุ รณ์ 105
เปน็ อยู่ด้วยความผาสุก
หากไร้สามัคคคี อื
เกิดความพนิ าศ
ขาดวิสารทะ (ไมอ่ งอาจ - กล้าหาญ)
ถกู กาจดั วิบตั เิ ดอื ดร้อน
สะท้อนถงึ ความไมม่ เี อกภาพ ฯ
“พทุ ธศาสนาจะรงุ่ เรอื งหรอื รว่ งโรย เพราะ?”
๑. สาวกพกิ ล - พทุ ธบรษิ ทั ประพฤตปิ ฏิบัตนิ อกพระธรรมวนิ ัย
๒. ประชาชนพิบัติ - เศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มี
กาลงั อุปถัมภ์
๓. สถาบันกษัตริย์พินาศ - เกิดเปล่ียนแปลงระบบการปกครอง ขาดอัคร
ศาสนูปถมั ภก
๔. ศาสนาพิการ - เกิดสัทธรรมปฏิรูป เปลี่ยนแปลง ปลอมปนคาส่ังสอน
ประเภทเอาของครูแต่แอบอา้ งเปน็ ของกู
๕. รัฐบาลไม่ส่งเสริม - ไม่สนับสนุนกิจกรรม – พิธีกรรม ปิดก้ัน บ่ันทอน
ในทกุ ๆ ดา้ น
๖. ฝ่ายตรงข้ามบ่อนทาลาย - ท้ังด้านศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนพิธี
และอื่นๆ
๗. พินาศฉิบหาย เพราะ - ชาวพุทธขาดความเป็นเอกภาพ ไม่สมัครสมาน
สามคั คี มคี วามเหน็ แก่ตวั ปล่อยปละละเลย เพกิ เฉยต่ออนั ตรายที่จะมาถงึ
"มาร"
คาว่า มาร แปลว่า ผู้ฆ่า ผู้สกัด ผู้ขัดขวาง มิให้บุคคลบรรลุเป้าหมาย ตามท่ี
ปรารถนา หรือ เป็นเหตุให้เกิดการล่าช้า ไม่ทันการณ์ หรือกาหนดเวลา มารท่ัวๆ ไป
เรยี กวา่ มารเฉยๆ แตถ่ า้ มารขนาดใหญ่ ฤทธิ์มาก กาลังมาก เรียกวา่ พญามาร
มารนั้นมีหลายประเภท เช่น
- มารผจญ
- มารหวั ขน
- มารคอหอย
- มารหวั ใจ
- มารขดั ขวาง ฯ
106 สคุ ันธชาครานุสรณ์
* โบราณกลา่ วไว้ ชวนใหค้ ิดว่า
มารไม่มี บารมีไม่เกิด
มารไมม่ ี บารมีไม่แก่กล้า
พระบรมโพธิสัตว์เวสสันดร ทรงพระนามว่า "หน่อพระพิชิตมาร" พระท่ีชาว
พุทธนิยมหล่อเป็นพระประธานให้บุคคลได้กราบไหว้บูชามากท่ีสุดปางหนึ่ง คือ
"พระปางมารวิชัย" แปลว่า ปางชนะมาร เป็นเคร่ืองแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า
ก่อนแต่จะได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกในโลก เพราะทรงเป็น "มารชินะ" หรือ "มารวิชัย"
มคี วามหมายวา่ พระพิชิตมาร หรอื พระผ้ชู นะมาร หากพ่ายแพ้ต่อมาร ไหนเลยจะได้
ช่ือวา่ เป็นศาสดาเอกในโลก !
มารบางชนดิ ต้องเอาชนะ ดว้ ยกาลังกาย
มารบางชนิด ต้องเอาชนะ ด้วยกาลงั ใจ
มารบางชนดิ ตอ้ งเอาชนะ ดว้ ยศสั ตราวธุ
มารบางชนิด ตอ้ งเอาชนะ ดว้ ยปัญญาวธุ
มารบางชนิด ต้องเอาชนะ ด้วยธรรมาวุธ
เพราะฉะนัน้ "ความดจี ะชว่ ยให้ชนะทกุ ส่งิ ความจริง จะช่วยใหช้ นะทุกอยา่ ง"
"รักกันดีกวา่ "
คาว่า รัก เป็นคาที่ไพเราะและสวยงาม ฟังแล้วสบายหูสบายใจ ใครๆ
ก็ปรารถนาความรักด้วยกันทุกคน ในโลกน้ี ตัดอะไรก็ตัดได้ แต่ที่ตัดไม่ได้คือตัดรัก
ชวนให้นกึ ถงึ วลีทว่ี ่า
จะหักอ่นื ขนื หกั กจ็ กั ได้
หักอาลัยนี้ ไมห่ ลุด สุดจะหัก
สารพดั ตัดขาด ประหลาดนัก
แตต่ ัดรกั นี้ ไมข่ าด ประหลาดใจ ฯ
ความรักเป็นสิ่งท่ีดีงาม โลกน้ีหากปราศจากความรักเสียแล้วโลกก็เดือดร้อน
แต่ความรักก็มีหลายแบบ รักบางอย่างอาจเจือด้วยกิเลส รักบางอย่างเจือด้วย
คุณธรรม บางอย่างรักแล้วสุข บางอย่างอาจเจือด้วยทุกข์ ท่านจัดความรักไว้เป็น ๓
ลักษณะ ดังน้ี
๑. รักสิเนหะ - รักแบบโลกียวิสัย รักแบบหนุ่มสาว - แบบสามีภรรยา -
มีความห่วงใย ต้องการใกล้ชิดสนิทสนม อาจสุขบ้าง - ทุกข์บ้าง มีถกู ใจ - มีขัดใจบา้ ง
เป็นธรรมดา
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 107
๒. รักกิเลส – รักแบบราคะ - กาหนัด เป็นรักแบบเห็นแก่ตัว มุ่งขูดเอา
ความสุขจากผู้ท่ีตนรกั มาใส่ตน รักแบบนี้อาจวูบวาบ หวาน ซึ้ง แตเ่ มื่อสมหวังท่ีสุดก็
หา่ งเหนิ
๓. รกั เมตตา - เป็นรักท่ีปราศจากกิเลส เป็นรักท่ีอุดมด้วยคุณธรรม มีแต่คุณ
ไม่มีโทษ รักแบบนี้มุ่งความสุขแก่บุคคลที่ตนรักเป็นที่ตั้ง เช่น พ่อแม่รักลูก ปู่ย่าตา
ยายรกั หลาน ครูอาจารย์รักศิษย์ฯ ยิ่งรักก็ย่งิ ทะนุถนอม ทุ่มเทเสียสละให้ไมเ่ สยี ดาย
เท่าไหร่เท่ากัน เป็นรักท่ีเสียสละและให้โดยปราศจากเง่ือนไข ไร้ข้อแม้ ขอให้ผู้ที่
ตนรัก มีความสขุ มีความสาเรจ็ มคี วามก้าวหนา้ เปน็ ท่ตี ั้ง
* พ่อแม่รักลูก - จะสิ้นเปลืองเท่าใดก็ไม่หวั่น ไม่มีก็ต้องหา - ไม่มาก็ต้องไป
ถึงตัวจะเหนื่อยยากก็ยอมและยินดี เป็นรักท่ีผูกพัน แม้ตัวจะห่างไกล แต่หัวใจ
ใกล้ชิด ห่วงหาอาทร แนบสนิทอยู่กับลูกทุกเวลา วิสัยของพ่อแม่ ลูกไม่อ่ิม พ่อแม่
ไมห่ วิ – ลูกไมห่ ลับ พ่อแม่ไม่ง่วง มอี ะไรกินอะไรใช้ ก็จะเก็บไวเ้ พื่อลกู
* ปู่ย่าตายายรักหลาน - ต้องการสิ่งใดก็จัดหาให้ แบบมิให้วิตกกังวล
เบอ่ื อนาคตของคนที่ตนรกั
* ครูอาจารย์รกั ศิษย์ - เฝ้าทุ่มเทเสียสละ มอบศลิ ปวิทยาให้ แสวงหาชื่อเสียง
และช่องทางเพ่ือวันข้างหน้า ติดต่อเจรจาให้มีเวทีและโอกาสแสดงความสามารถ
เพ่ือให้สังคมรบั รู้ รับทราบ และยอมรับ รักทั้ง ๓ รูปแบบนี้ ทางพระศาสนาเรียกว่า
เมตตาธรรม
เมตตา มีอรรถวิเคราะห์ว่า มิชฺชติ สนิหิยตีติ เมตตา - คุณชาติใดย่อมสนิท
สนม คอื เยื่อใย เพราะเหตุนัน้ คณุ ชาตินน้ั ชอื่ ว่าเมตตา
* เมตตาประการที่หน่ึง - เป็นคุณธรรมชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพรหม คาว่า
พรหมคือผู้เป็นใหญ่ เช่นบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ครูอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นต้น ข้อนี้
เป็นพรหมวิหารประการที่หน่ึง เรยี กวา่ เมตตาพรหมวิหาร
* เมตตาประการท่ีสอง - เป็นเมตตาที่เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน บุคคลเจริญ
เมตตาในเวลาเจริญกัมมัฏฐาน เช่น สพฺเพ สตฺตา อเวรา ฯ จนจิตสงบเยือกเย็นเว้น
จากการคิดเบียดเบียนนานาสรรพสัตว์ จนได้ฌาณ เรียกว่า เมตตาฌาน หมายถึง
ฌาณท่ีได้ดว้ ยอานาจแห่งการเจริญเมตตา
* เมตตาทเ่ี จรญิ ทั่ว ๆ ไปในสรรพสัตว์อันหาประมาณมิได้ ไม่วา่ จะเป็นมนุษย์
สิงสาราสัตว์ เจ้ากรรมนายเวร ตลอดถึงเทพาอารักษ์ ชอบ - ไม่ชอบ ก็แผ่เมตตา
ปรารถนาสขุ ให้ แบบไมจ่ ากดั ขอบเขต เรยี กวา่ เมตตาอัปปมญั ญา
* เมตตาท่ีเจริญมากๆ เป็นประจา ทาจิตให้วิมุติหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส
ความหลุดพ้นแห่งใจจากกิเลส ด้วยอานาจแห่งเมตตา ข้อนี้เรียกว่า เมตตาเจโต
วิมตุ ติ
108 สุคนั ธชาครานุสรณ์
ทุกคน พึงเจริญเมตตาปรารถนาสุขต่อกันและกัน ให้เป็นอารมณ์นิสัย มีวิถี
ปฏบิ ัตดิ งั น้ี
อาเสวิตา - เสพคอื ปฏิบัติจนค้นุ ชิน
ภาวิตา – อบรมทาใหเ้ จรญิ ขึน้ ทุก ๆ วัน
พหลุ ีกตา - ทาใหม้ ากขึน้ เพ่มิ พูนข้นึ โดยไมห่ ยดุ นง่ิ
ยานกี ตา - ทาให้เป็นประดุจยานพาหนะ เราไปไหนพาหนะไปด้วย
วตฺถกุ ตา - ทาใหเ้ ปน็ ทต่ี ั้ง องิ แอบแนบชดิ ทกุ อริ ยิ าบถ
อนุฏฺฐติ า - เจรญิ จนจิตสงบระงับไมฟ่ ุ้งซ่าน หวั่นไหว
ปรจิ ติ า - เจรญิ ใหส้ ั่งสม เพมิ่ พนู ยง่ิ ๆ ข้ึนไป
สุสมารทฺธา - ปรารภดว้ ยดี เตม็ ใจ ไม่มใี ครบงั คับ ทาด้วยตนเอง
ผู้ใดเป่ียมด้วยเมตตา ตนย่อมอยู่เย็นเป็นสุข มิตรบริวารย่อมอยู่เย็นเป็นสุข
สังคมทั่วไปไร้ทุกข์ อันเกิดจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ปราศจากอิจฉาริษยา
อาฆาตจองเวร มีแต่อภัย ยกย่องให้เกียรติ ปรารถนาดี ปรารถนาสุข ต่อกันและกัน
เมตตาจึงชื่อว่าเป็นคุณธรรมบันดาลสันติภาพ-สันติสุข ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเม่ือ
อย่างแทจ้ ริง
ประการสาคัญ รักต้องรู้จักรอ รักต้องรู้จักรั้ง อย่าตามใจ ตามอารมณ์หรือ
ตามกิเลสเด็ดขาด อย่าชิงสุกก่อนห่าม พึ่งระวังและตระหนักไว้เสมอว่า"รักที่เป็น
ผลร้าย คอื การให้ทา้ ยแกค่ นทต่ี นรัก ฯ
ลดเลว - เพมิ่ ดี
ข้าพเจ้านึกถึงปริศนาปัญหาธรรมแต่โบราณอยู่หมวดหน่ึง ซึ่งได้นาออก
เทศนาสปู่ ระชาชนอยเู่ นอื งๆ ปริศนาธรรมบทนมี้ วี ่า
ฆ่าอะไรไม่บาป ไดแ้ ก่ ฆา่ กเิ ลส เหตแุ หง่ ความชว่ั ร้ายท้งั หลายทง้ั ปวง
หาบอะไรไม่ดี ได้แก่ หาบความทุกข์ แบกความทุกข์ ความยึดม่ันถือมั่น
อหงั มมงั การ ตวั กู - ของกู
ขี้อะไรไมเ่ ป็นปุย๋ ไดแ้ ก่ ขีโ้ ม้ ข้ีเหนยี ว ขี้เกียจ ฯ
คยุ อะไรไม่เกดิ คา่ ไดแ้ ก่ คุยโม้ โออ้ วด สับเพเหระ ฯ
ดา่ อะไรไม่เกดิ ภัย ไดแ้ ก่ ด่าตัวเอง ตาหนติ ัวเอง เตือนตวั เอง แกไ้ ขตัวเอง
ใหอ้ ะไรไมเ่ คยหมด ได้แก่ ใหค้ วามรัก ใหค้ วามรู้ ให้กาลังใจ ให้น้าใจ ให้อภัย
ใหเ้ กยี รติ ให้โอกาส
อดอะไรไม่เคยตาย ได้แก่ อดเสน่หา อดราคะ ดั่งคาที่ว่า "อดข้าวดอกหนา
ชีวติ จงึ วาย ไม่ตายดอกเพราะอดสเิ นหา"
สคุ ันธชาครานสุ รณ์ 109
ปจั จุบนั โลกวิปรติ แปรผนั เรียกวา่ คนก็วปิ ลาส ธรรมชาติกว็ ิปริต คนวปิ ลาส
เพราะกเิ ลสอารมณ์ ธรรมชาตวิ ิปริต เพราะฤดูกาลเปล่ียนแปลง ร้อนมาก หนาวมาก
เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ทั้งหมดทั้งปวงส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์เป็นต้นเหตุ กิเลสอัน
เปน็ เหตใุ ห้เกดิ ความร่มุ ร้อน คือ
โลภะ - ความโลภ
โกธะ - ความร้อน
โมหะ - ความหลงผดิ
อรติ - ความริษยา
ปฏฆิ ะ - ความกระทบกระทั่ง
โลกจะร่มเย็นดับเข็ญได้ ทุกฝ่ายต้องอุดมด้วยพรหมวิหาร กล่าวคือ เมตตา
ธรรม กรุณาธรรม มุทติ าธรรม และอุเบกขาธรรม
เมตตาธรรม ความเป็นผ้มู ีนา้ ใจงาม
กรณุ าธรรม ติดตามช่วยเหลือ
มุทิตาธรรม ความเอื้ออารีย์
อุเบกขาธรรม ความเป็นผู้มีใจเป็นกลาง เป็นธรรม ยุติธรรม
เทีย่ งธรรม ไม่ลาเอยี ง ด้วยอคตทิ ้ัง ๔ กล่าวคอื
เอียงเพราะชอบ กโ็ ฉด
เอยี งเพราะโกรธ ก็ชัว่
เอยี งเพราะหลง ก็มั่ว
เอียงเพราะกลวั ก็หม่นไหม้
เพราะฉะน้นั
ถงึ สูงศกั ด์ิ อคั รฐาน สกั ปานไหน
ถึงวไิ ล เลศิ ฟ้า สงา่ ศรี
ถงึ เกง่ กาจ ฉลาดกลา้ ปญั ญาดี
ถ้าไม่มี คุณธรรม กต็ ่าคน ฯ
โลกและสังคมจะร่มเย็นเป็นสุขได้ มวลมนุษย์จาต้องพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและ
กัน ปฏิบัติต่อกันและกัน ด้วยความเข้าใจและเห็นใจกัน มิใช่มุ่งทาลายหรือ
ประหตั ประหารซง่ึ กนั และกนั ขณะเดียวกันกฎหมตู่ ้องไมอ่ ย่เู หนือกฎหมาย ขอ้ บังคับ
ต้องมิได้มีไว้เพ่ือการกดข่ี รัฐศาสตร์ต้องอยู่เหนือนิติศาสตร์ กติกาต้องอยู่เหนือกติกู
โลกและสังคมจะมิมีวันสงบได้ถ้าสังคมนั้นๆ ยังเต็มไปด้วย การจ้องจับผิด จิตเต็มไป
ด้วยความรษิ ยา มีมานะทิฐิ และอคติต่อกันและกัน โลกและสังคมต้องการแก้ปัญหา
แบบบัณฑติ มุ่งใหเ้ กิดบรรลุ เพอื่ มิให้เกิดบรรลัย
110 สุคันธชาครานสุ รณ์
ถึงเวลาแล้วท่านท้ังหลายที่แต่ละท่านแต่ละคนจะหันมา ลดเลว - เพ่ิมดี,
ลดวิวาท - เป็นวิวาห์, ลดริษยา - เป็นมุทิตายินดี, ลดเสียดสี - เป็นยกย่อง,
ลดถูกใจ - ให้เป็นถูกต้อง, ลดความเห็นแก่พวกพ้อง - ให้เป็นเห็นแก่ส่วนรวม,
เพิ่มความรักชาติ - ให้มากกวา่ ความรักชพี , แสดงความเป็นผมู้ ศี าสนา - มากกวา่
ความเป็นมารศาสนา เพราะภัยของศาสนาคอื ความเปน็ ผไู้ มม่ ีศาสนา, รจู้ ักปฏบิ ัติ
– มากกว่าความเปน็ ผเู้ ลอื กปฏบิ ตั ิ
อนึ่ง ชีวิตทุกชีวิตถ้าขาดน้าจะอยู่ได้ราว ๗ วัน ขาดอาหารอยู่ได้ราว ๑๓ -
๑๕ วัน ขาดอากาศอยู่ได้ ๒ - ๓ นาที แต่ถ้าขาดความดีแม้จะอยู่สักร้อยปี ก็ไม่มี
ประโยชน์ พึงทาดีเอาไว้ให้ลูก ทาถูกเอาไว้ให้หลาน ทาดีให้ลูกหลานดู กตัญญูให้
ลูกหลานเห็น เปน็ รม่ โพธิร์ ่มไทรให้ลูกหลานไดเ้ ย็นกันเถดิ พน่ี อ้ งเอ๋ย!
เตรียมใจวัยแก่
การอยู่ในโลกได้นานวัน จัดว่าเป็นผู้มีโชค เพราะจะได้ประโยชน์จากการ
พิจารณา ให้เห็นความจริงในมายาของชวี ิต แต่สาหรับผู้ท่ีไมพ่ ิจารณา ไม่เอาใจใส่ต่อ
การเจาะทาลายโมหะอวิชชา ก็แก่เปล่า ความนานวันของชีวิตไม่ช่วยให้เกิด
ประโยชน์อะไรเลย จึงจัดว่าเป็นผู้มีโชคไม่ได้ กลับกลายเป็น แก่ฟัก แก่แฟง แก่แตง
น้าเต้า เตบิ โตเพราะกินขา้ ว แกเ่ ฒา่ เพราะอย่นู าน
อันชีวิตในตัวของมันน้ัน ไม่มีค่าอะไร คุณค่าหรือราคาของชีวิตจะมีได้ก็สุด
แท้แต่การรู้จักใช้ชีวิต ในความแก่น้ันก็มีประโยชน์หลายอย่าง หากเราช่วยกัน
วเิ คราะหว์ ิจยั วจิ ารณ์ดว้ ยสตปิ ัญญา ความแก่นั้นถ้าเป็นไมก้ ็มีแกน่ มีประโยชน์ คงทน
ถาวร เช่น ไม้ตะเคียน ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้มะขาม ไม้สัก
ไม้พยุง ไม้ชิงชันฯ ถ้าเป็นข้าวแก่แล้วก็ได้เก็บเกี่ยว เป็นผลไม้ก็สุกงอมหอมหวาน
เปน็ พระก็แก่ความรู้ แก่พรรษา แก่ธรรมวินยั เป็นชาวบา้ นมีอายุมากๆกไ็ ด้รับยกยอ่ ง
ในฐานะปูชนียบุคคลได้รับความไว้วางใจให้เกียรติเป็นเถ้าแก่ ไปสู่ขอลูกเต้าเหล่า
หลานชาวบ้านมาเป็นเขยสะใภ้ได้ แก่จึงแสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยประสบการณ์
เป็นสัญญาณของผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทางพระพุทธศาสนาเรียกบุคคลเช่นน้ี
วา่ “รัตตัญญู” แปลว่า ผู้ร้รู าตรนี านหรือผ้มู ากด้วยประสบการณ์
คาว่า แก่ มักเป็นคาแสลงหแู ละบาดความร้สู ึก ใครมาพูดหรือบอกว่าเราแก่
แหมมันเจ็บลึก หาว่าผู้พูดปากเสีย ปากไม่มีวินัย ชวนให้ฟันดีๆ จะไม่มีท่ีอาศัย
อยา่ งไรก็ตาม ความแก่นัน้ ทา่ นแสดงไวห้ ลายประการ อาทิ
แก่สงั ขาร – เป็นไปตามธรรมชาติ แก่เพราะกนิ ข้าว เฒา่ เพราะอยู่นาน
แก่ประสบการณ์ – ลว่ งกาลผ่านวยั มานาน ประสบพบเหน็ อะไรมามาก
สุคันธชาครานุสรณ์ 111
แก่ความรู้ – มีสติ มีปัญญา มีวิสัยทัศน์ ริเร่ิม สร้างสรรค์ บันดาลประโยชน์
ต่อโลกต่อสังคม
แก่ความคิด – อาศัยที่ผ่านโลกมานานวัน ความคิดอ่าน วางแผนการณ์เพ่ือ
กาหนดอนาคตต่อชวี ิตและต่อสงั คมประเทศชาติ ย่อมไดร้ บั ความศรัทธาเชอื่ ถอื
แก่รับผิดชอบ – ทาตนเป็นบุคคลต้นแบบ ทั้งแบบแผน แบบอย่าง
แบบฉบับ ไม่เอาดีใสต่ วั ไมผ่ ลักชัว่ ใส่ผอู้ น่ื
แก่ศีลธรรม – ต้ังตนอยู่ในอัตถจริยา การบาเพ็ญประโยชน์ท้ังประโยชน์ตน
และประโยชน์ท่าน และอัตตสัมมาปณิธิ ดารงตนไว้ในฐานะภาวะที่ชอบ ที่เรียกว่า
“ทาดีไว้ให้ลูก ทาถูกไว้ให้หลานทาดีให้ลูกให้หลานดู กตัญญูให้ลูกหลานเห็น
เป็นร่มโพธร์ิ ่มไทรให้ลกู หลานได้เย็น”
รวมความวา่ ในบรรดาความแก่ทัง้ ปวง ท่านประมวลเปน็ ๔ ประเภท ดังน้ี
๑. แก่ขน้ึ
๒. แกล่ ง
๓. แก่ข้นึ ๆ ลงๆ
๔. แก่ไม่ข้ึน ไมล่ ง
แก่ข้ึน – หมายถึง วิวัฒนาการ การเจริญเติบโต เช่นเด็กที่เจริญวัย ต้นไม้ท่ี
กาลงั งอกงามแผก่ ิ่งกา้ นสาขาผลดิ อกออกผลมีความก้าวหนา้
แก่ลง หมายถึง ล่วงกาลผ่านวัยใช้งานมามาก เกิดชารุดเส่ือมโทรม รอเวลา
สนิ้ สภาพ
แก่ข้ึนๆ ลงๆ หมายถึง ผู้ที่ไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวดีเด๋ียวร้าย อารมณ์วิปริต
แปรผนั หวนั่ ไหวไมค่ งท่ี
แก่ไม่ขึ้นไม่ลง หมายถึง ผู้ที่มีความมั่นคง ไม่หว่ันไหวในยามถูกกระทบด้วย
โลกธรรมท้ังฝ่ายสุขฝ่ายทุกข์ ทงั้ สรรเสริญและนินทา เปน็ บัณฑิตท้งั ทางโลกและทาง
ธรรม มีความงดงามทางพฤตนิ ิสัย
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นคนแก่ เรื่องนี้นายแพทย์ท่าน
หนง่ึ เขยี นกตกิ าการพิจารณาความแกไ่ วใ้ หเ้ ปน็ ทส่ี ังเกต ดังน้ี
๑. ชอบของขม - คนแก่ไม่ชอบหวาน มกั แสลงโรค
๒. ชมเด็กสวย - ลูกหลานกาลังสดใส สดสวย ขณะที่ตัวเองมีแต่ทรุดโทรม
เสอ่ื มทราม
๓. ช่วยศาสนา - มีเวลาว่างก็บ่ายหน้าเข้าวัดช่วยกิจการพระศาสนา และ
บาเพ็ญสาธารณประโยชน์
๔. บ้าของเก่า - เพลิดเพลินกับสมบัติท่ีสะสมไว้ ซ้าร้ายเฝ้าห่วงและหวง
ไมย่ อมสละ
112 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
๕. เล่าความหลัง - ความสุข ความสมหวัง ความภาคภูมิใจ ของคนแก่มักอยู่
ทอ่ี ดีต คือ ประสบการณท์ ีผ่ ่านแลว้
ธรรมชาติคนแก่นั้น นึกถึงข้างหน้าก็หมดหวัง นึกถึงข้างหลังถึงจะมีสุข
ท่านจงึ บอกว่า
เด็ก มีแต่วันพรุ่งน้ี (อนาคต)
หน่มุ สาว มแี ตว่ ันนี้ (ปจั จุบัน)
คนแก่ มแี ตว่ านน้ี (อดีต)
ชน่ื เพราะธรรม - ชา้ เพราะโลก
นักบริหาร นักทางาน ผู้ประกอบการทุกสาขาวิชาชีพ ต่างมุ่งหมายความ
เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าด้วยกันทุกคน บางท่านก็ก้าวหน้า บางรายก็ล้าหลัง บางท่านก็
สาเร็จ บางคนก็ล้มเหลว บางรายถึงกับล้มเลิก เปลี่ยนฐานะภาวะและอาชีพไปก็มี
ท่ีผิดแผกแตกต่างกันเช่นน้ี หลายท่านบอกว่าเป็นเพราะ “ดวง” ซึ่งคาว่าดวงน้ี
ก็มีทั้งดวงดีและดวงไม่ดี อยู่ท่ีมุมมอง มองแบบทางโลกกับมองแบบทางธรรม ก็จะ
เหน็ ความแตกต่างกนั โดยสิน้ เชงิ
ดวงดีทางธรรม - หมายถึงดีทมี่ ีในจรติ อัธยาศัย ที่มีในตนแบบครบวงจร ตาม
ความหมายของคาวา่ ดวง ซ่งึ ประกอบดว้ ยอักษร ๓ ตัว (ด. ว. ง.) คือ
ด. - มาจากดี ไดแ้ ก่รดู้ ี สามารถดี ประพฤตปิ ฏิบัติดี
ว. - มาจากวชิ า วนิ ยั วิสยั (ทัศน)์ วสิ ุทธิ์
ง. - มาจากงานและงาม งานก้าวหน้า ปริมาณงานเพ่ิมพูน มีประสิทธิภาพ
มากดว้ ยประสิทธิผล
ดวงดีทางโลก - หมายถึง
ด. - ย่อมาจากเดก็ ใคร ?
ว. - ยอ่ มาจากว่ิงเก่งไหม ?
ง. - ย่อมาจากมเี งินหรอื เปล่า ?
อดีต - เราคุน้ กบั คาวา่ “คา่ ของคน อยทู่ ี่ผลของงาน”
ปจั จบุ ัน - เราชินกับคาวา่ “คา่ ของคน อย่ทู ค่ี นของใคร ?”
มีเสียงพูดกันหนาหูมานานแล้วว่า เด๋ียวน้ีใครอยากได้ใคร่ดี ต้องมีทฤษฎี ๔
S. คอื
เสน้ – เดก็ ใคร คนของใคร ?
สาย - พวกใคร พรรคไหน รุน่ อะไร สอี ะไร ?
สว่ ย – ของกานัล สนิ บน
ซอง – มีเทา่ ไหร่ นับถอื พระเจ้าเงนิ ตราศาสนาแบ้งคห์ รือไม่ ?
สุคันธชาครานุสรณ์ 113
ส่วน สามารถ – เอาไว้อ้างโก้ ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบ ถ้าเขาจะให้ ถ้าให้
ไมต่ อ้ งอธิบายเรอื่ งเหตผุ ล ถ้าไม่ให้ จะมากมายดว้ ยเหตผุ ล ๕๕๕ หรือวา่ ไม่จรงิ !
เขาว่า เดี๋ยวน้ี พุทฺธ ธมฺม สงฺฆ สรณ คจฺฉามิ ยังไม่พอ ต้อง สต สรณ
คจฺฉามิ ด้วย ไม่มีเส้น ไม่มีสาย แถมไร้ซอง มีแต่สามารถ ส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าพากัน
ไปศรีประจันต์ ไปทาไม ไปรับประทานแห้ว ! ทาให้ตายวายชีวาต์ ยศก็ไม่เขย้ือน
เงินเดือนก็ไม่ขยับ นี่แหละคือท่ีมาของคาว่า “ทาบุญเห็นผลชาติหน้า เสนอหน้าเห็น
ผลชาตนิ ้ี” ๕๕๕ ชวนใหน้ ึกถึงบทกวีทว่ี า่
ร้ปู ระจบ รสู้ อพลอ รยู้ อนาย
ถงึ ผดิ รา้ ย เขากค็ ง จะสงสาร
ไม่พูดร้าย มวั หมาย แตก่ ารงาน
ตอ้ งดักดาน บดั ซบ จบทุกราย
คุณและโทษของการมียศ ยศจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่มุมมอง มองดีก็ดี มองไม่ดีก็
ไม่ดี (อยู่ท่วี ิธที ่ีจะไดด้ ้วย)
ส่วนดี - ช่วยให้ผู้ได้ ผู้มีมีความสุข ช่วยให้เอาชนะอุปสรรคปัญ หา
นานาประการได้ เช่น
มอี สิ ริยศ ชว่ ยใหช้ นะอปุ สรรค
มีบรวิ ารยศ ช่วยใหช้ นะงาน
มเี กยี รตยิ ศ ชว่ ยให้ชนะภยั
ส่วนไม่ดี – (ข้อเสีย) คือนาทุกข์มาให้ ทั้งที่เป็นโลกธรรมฝ่ายดี ฝ่ายช่ืนชม
เพราะ
เมือ่ ยงั ไม่ได้ ก็กระสนั ทกุ ข์เพราะอยากจะได้
เมื่อได้แลว้ กก็ ระเสอื กกระสน ด้นิ รนเพราะอยากจะไดอ้ กี
เมื่อเสื่อมหรือสูญเสีย - ก็กระสับกระส่าย เพราะเสียดาย บางรายก็
กระเสาะกระแสะ ถงึ กบั ลม้ หมอนนอนเส่อื เจบ็ ไข้ได้ปว่ ย ตายกอ่ นกาหนดเสยี ก็มี
ข้อคิด - ควรคานึง เก่ียวกบั เร่ืองยศ ต้องรจู้ ักทาใจ จะได้ไม่ทุกข์ ด้วยรู้จักคิด
เสียใหม่วา่ “ได้กด็ ี - ไมไ่ ด้ก็ดี”
ได้ก็ดี – แสดงว่าผลของการทาดีปรากฎ ผลงานประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชา
เข้าตาผใู้ หญ่
ไม่ได้ก็ดี - แสดงว่าบุญ ยังไม่มี บารมียังไม่พอ ผลงานยังไม่เข้าตา
ผู้บังคับบัญชาเมิน หรือนอกจากไม่เข้าตาแล้ว อาจกลายเป็นล้าหน้า จนเป็นท่ี
“เคอื งตา” ของผใู้ หญอ่ ีกตา่ งหาก
ส่วนใหญ่ท่ีทุกข์ระทม ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะมีความรู้สึกว่า
“ไดก้ ็ดี – ไม่ได้ไม่ดี -ตอ้ งได้เท่านั้นถึงจะดี” คือต้องได้สถานเดียวเท่านั้น ควรคิดเสีย
114 สคุ ันธชาครานสุ รณ์
ใหม่ว่า คราวน้ีไม่ไดก้ ็ทาใจว่าคราวหน้าคงจะได้, ปีน้ไี ม่ได้ ปีหน้าอาจจะได้, หรือชาติ
น้ีไม่ได้ ชาติหน้าคงต้องได้ เพราะยุคสมัยปัจจุบัน ความ “ชอบธรรม” ไม่ค่อยมีให้
เห็น ส่วนใหญ่ที่ปรากฎ มีแต่ความ “ชอบกล!” คิดได้อย่างนี้ ท่านจะมีแต่ “ช่ืนชม
เพราะธรรม จะไม่ชอกชา้ เพราะโลก”อย่าลมื ว่า
ยศศักดิ์ เป็นของหนัก ของผ้ไู มม่ ีความสามารถ
ยศศกั ด์ิ เปน็ เพชฌฆาต ของผไู้ มม่ คี วามยตุ ิธรรม
ยศศักดิ์ เปน็ ความซอกซ้า ของผผู้ ิดหวัง
ยศศักดิ์ เป็นพลัง ของคนดี
ยศศกั ด์ิ เป็นศกั ด์ิศรี ที่ต้องมีในหมมู่ นษุ ย์
ยศศักด์ิ เปน็ ทั้งผู้ท่ชี ุ่มชนื่ มีท้งั ผูท้ ี่ซอกซ้า ฯ
“อานาจวาสนา”
* อานาจวาสนาเป็นท่ีปรารถนาของคนทั่วไป เพราะทาให้เกิดความภูมิใจ
อานาจมีเหตุเกิดข้ึนหลายทาง เช่น ทางการเงิน ทางอาวุธ ทางเศรษฐกิจ และทาง
ตาแหนง่ หนา้ ทีก่ ารงาน เปน็ ต้น
* อานาจย่อมให้ผลช่ืนใจแก่ผู้ใช้ แต่กลับเป็นความทารุณจิตใจแก่ผู้ถูกใช้
คนท่ัวไปจึงชอบใช้อานาจ แสดงความเป็นผู้มีอานาจ แต่ไม่อยากให้คนอื่นมาใช้
อานาจแกต่ น
* อานาจน้ัน... ถ้าเป็นธรรมย่อมเป็นไปเพ่ือสันติสุข ถ้าปราศจากธรรมย่อม
เป็นไปเพื่อความเดอื ดรอ้ น
* ประการสาคัญ..ข้ึนอยู่กับผู้ใช้อานาจ หากผู้ใช้..มีจิตประกอบด้วยเมตตา
กรุณา มีความซื่อสัตย์ สุจริต หวังดี เป็นที่ตั้ง ชื่อว่าอานาจเป็นธรรม ถ้าผู้ใช้
ปราศจากคณุ สมบัติดังกล่าว ชื่อว่าอานาจไมเ่ ป็นธรรม
* การใชอ้ านาจ... ท่านแยกวิธปี ฏิบตั ิ ดงั นี้
๑. มอี านาจ - ไมใ่ ชอ้ านาจ เหมอื นไม่มอี านาจ
๒. มอี านาจ - ใช้เกนิ อานาจ จะเสือ่ มจากอานาจ
๓. มอี านาจ - ใชใ้ ห้เหมาะสมกับอานาจ จะเจริญด้วยอานาจ
๔. ไมม่ อี านาจ - แตพ่ ยายามใช้อานาจ จะพบกับความพินาศ หายนะ
เดือดรอ้ น
* อย่าลืมว่า วโส อิสฺสริย โลเก อานาจเป็นใหญใ่ นโลก !
สุคันธชาครานุสรณ์ 115
“วิญญาณพระ”
* รักวดั เหมือนบา้ น - วัดดจุ ปิตชุ าติมาตภุ ูมิ บ้านเกดิ เมอื งนอน
* รักงานเหมือนชีวิต - งานหรือหน้าท่ีเป็นที่ต้ังแห่งความก้าวหน้า มั่นคง
มั่งค่ัง ด้วยหลกั ฐาน หลักแหลง่ และหลักธรรม
* รักลูกศิษย์เหมือนลูกหลาน - หัวใจใกล้ชิดสนิทแนบแน่น อุดมด้วยพรหม
วิหาร...
มเี มตตา มคี วามรกั ใคร่
มีกรุณาธรรม มจี ติ ใจสงสาร
มีมทุ ติ าธรรม เบิกบานพลอยยินดี
มีจติ ใจเป็นธรรม ปราศจากความเอนเอยี งด้วยอคติทัง้ ๔
* ให้คุณธรรม ๓ อ. อันบุคคลอื่นๆ มิอาจสามารถให้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์
กลา่ วคอื
อบรม - ให้ปัญญา กลา่ วคอื ความรู้
อบอนุ่ - ให้เมตตากรุณาฯ กลา่ วคอื ความรัก
อบอวล - ให้หลักฐาน ให้หลักธรรมให้ความก้าวหน้า ให้มีหน้าตาใน
สังคม
* รักชาวบ้านเหมอื นญาติพนี่ ้อง - ไมร่ ังเกียจเดยี ดฉันท์ ไม่เลือกที่รกั ไมผ่ ลักท่ี
ชงั ไม่เลือกฐานะ แต่โปรดเมตตากรณุ าธรรม อยา่ งเทา่ เทียมกัน
* ตั้งความรู้สึกกับพุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกาดุจญาติของตน มิตรของตน
เพ่อื นสนิทมติ รสหาย ผูใ้ กล้ชดิ สนทิ สนมตน ฯ
“สังคมนกั ก”ู้
* อดีต...กู้ชาติ – กูเ้ อกราชกลับคืน
* ปัจจุบัน...ก้หู น้า - กชู้ ื่อเสียง เกียรติยศ
* อนาคต...กู้หน้ี ยมื สิน
* ยุคทุกข์ยาก...ลาบากทั่วหน้า เพราะโรคร้ายระบาด จาเป็นต้องแก้จนด้วย
ทาตนต่า กลา่ วคอื
- ลดปริมาณการใช้จ่าย
- ลดปรมิ าณการกิน
- ลดปริมาณการเดนิ ทาง
- ลดปริมาณการท่องเท่ียว
- ลดปรมิ าณงานสังคม ฯ
116 สุคันธชาครานสุ รณ์
* ปัจจุบัน... เป็นยุคต้องคุมจิตและคุมจ่าย เพื่อให้พ้นผ่านสถานการณ์อัน
เลวรา้ ยไปใหไ้ ด้
* อย่าลืมว่า “ต้องลดหรูหรา ฟู่ฟ่า หน้าตา มาสู่อยู่เจียม กินเจียม ใช้เจียม
รู้จักประเมิน และรู้จักประมาณในทุกๆ ด้าน” เพ่ือฝ่าฟันปัญหาอุปสัคไปให้รอด
โดยทั่วกนั
* อย่าลมื
กิน แต่พออม่ิ
ชิม แต่พอดี
เปน็ หนี้ แต่พอประมาณ ฯ
“ชวี ติ กับงาน”
* ทุกคนเกิดมาต้องทางาน เพราะงานคอื ชีวติ ชีวิตคืองาน เปน็ ไปตามวิถีชีวิต
และวิถีทางของแต่ละบุคคล งานน้ันอาจจะแตกต่างกันไป เช่น งานสอนหนังสือ
งานเรียนหนังสือ งานก่อสร้าง งานขับขี่ งานขนส่ง งานบริการ งานบรหิ าร งานดูแล
รักษา งานพัฒนา งานป้องกัน งานปราบปราม งานค้าขาย งานบรรยาย งานติดต่อ
งานติดตาม งานตรวจสอบ งานแม่บ้าน งานเก็บกวาด งานปฏิบัติธรรม งานเผยแผ่
ธรรม ทั้งหมดทัง้ ปวงก็คืองานหรือหน้าทีท่ ่ตี ้องทาท้ังนนั้
* งานทุกชนดิ ...ชว่ ยให้ชีวิตมีคุณคา่ มีสาระ มีความหมาย ดงั วลที ว่ี ่า
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
ค่าของงานอยทู่ ่ีการกระทา
คา่ ของการกระทาอยูท่ ี่ทาดี ฯ
เป็นเชน่ น้ีแตอ่ ดตี มา จนเปน็ ทีป่ ระจักษโ์ ดยทัว่ ไปวา่
* ค่าของคน - อยทู่ ผี่ ลของงาน
* ความกา้ วหนา้ ของคน - อยู่ท่ีความเขม้ ข้นของงาน
* ความสาเรจ็ ของคน - อยทู่ ่ีสมั ฤทธิผ์ ลของงาน
* ความถูกผดิ ของคน - อย่ทู ีก่ ารกระทาหรอื ความสามารถ
* เกียรติและศกั ดิ์ศรีของคน - จงึ อยู่ที่ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล ของการ
ทางาน
* แต่...ปจั จบุ ัน อาจเปลี่ยนแปลง เปลย่ี นไป ตามยคุ สมัย ดงั ปรากฎทวั่ ไปวา่
* คา่ ของคน อยู่ทผ่ี ลของเงิน
* คา่ ของงาน อยู่ทีป่ รมิ าณของเงนิ
* ความกา้ วหน้าของคน อย่ทู ่ีเปน็ คนของใคร
* ความไม่กา้ วหน้าของคน เพราะความท่ไี ม่เป็นคนของใคร
สุคันธชาครานสุ รณ์ 117
* ความสาเร็จของคน อย่ทู ี่คณุ มอี ะไร?
* ตาแหน่งเลก็ หรอื ใหญ่ - อยู่ท่ีคุณมีเทา่ ไร?
* ความถูกหรือผดิ - อย่ทู ี่คณุ อยู่ขา้ งใคร ฝา่ ยไหน?
* ขบวนการกฎแห่งกรรม ที่ว่า”ทาดีได้ดี-ทาชั่วได้ชั่ว” เริ่มสับสนแปรปรวน
จนเกิดวาทกรรมสานวนท่ีว่า “ทาดีไดด้ มี ีทไี่ หน ทาชัว่ ได้ดีมถี มไป”
* กระบวนการยุติธรรม เร่ิมมีปัญหาไม่เป็นที่ยุติ ไม่เท่ียงธรรม เกิดความ
เหลอ่ื มลา้ ลาเอียง เพราะไมม่ ีคาว่า “ธรรม” คาเดียว
* คนไมม่ ศี ีล...เพราะไมส่ ่งเสริม สนบั สนนุ ใหเ้ ห็นคณุ และค่าของศีล
* คนไม่มีธรรม...เพราะไม่ส่งเสริม สนับสนุนให้เห็นคุณของการศึกษาและ
ปฏิบัติธรรมอยา่ งจริงจงั
* คนไม่รู้จักหน้าที่... เพราะนอกจากไม่ส่งเสริมสนับสนุน ซ้ายังตัดคาว่า”
หน้าท”่ี ออกไปจากระบบการศกึ ษาของชาติเสยี อกี ฯ
"แต่งกาย - แตง่ ใจ"
* โบราณกลา่ วไว้ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง อนั บคุ คลจะงามต้อง
งามตามลาดับดังน้ี
๑. งามอาภรณ์ – ไดแ้ ก่ งามเครื่องประดับ เช่น เพชรนลิ จินดา เปน็ ตน้
๒. งามสรรี ะ – คือ งามเรือนร่าง งามทรวดทรง งามผวิ พรรณ
๓. งามบคุ ลกิ ภาพ – ไดแ้ ก่ งามกริยามารยาท ความเปน็ ผู้มสี มบตั ผิ ้ดู ี
๔. งามจิตใจ – ได้แก่ ความเป็นคนใจงาม ใจบุญ เมตตาการุณ ย์
เอ้ือเฟอ้ื เผื่อแผ่ มนี ้าใจ ไมเ่ ห็นแก่ตัว
* อนั บุคคลจะมใี จงาม ต้องมคี ณุ ธรรมสาคญั ประจาใจ ๒ ประการ กล่าวคือ
๑. ขันติ - ความอดทน อดกลนั้ ไม่วูว่ าม ไมเ่ ปราะบางต่อสง่ิ ที่มากระทบ
๒. โสรัจจะ - ความสงบเสงี่ยม ความเจียมเน้ือ เจียมตัว ความอ่อนน้อม
อ่อนโยน ความไม่แข็งกระด้าง ความไม่หยิ่งยะโสโอหัง ความเป็นผู้ไม่มีอีโก้
ปราศจากมานะทฐิ ิ หรือจองหองพองขน
* งามจิตใจ...เป็นยอดของความงาม เป็นงามท่ีจีรังยั่งยืน เป็นงามที่มีเสน่ห์
ลึกซึ้ง เป็นงามทไี่ มจ่ ืดจาง เปน็ ความงามทีไ่ มล่ ้าสมยั ฯ
118 สุคนั ธชาครานสุ รณ์
“ละครชีวติ ”
* อันโลกเราน้เี ปรียบเหมอื นโรงละคร
ปวงนิกรเราท่านเกิดมา
ตา่ งรา่ ยราทาทที ่า
ตามลีลาของบทละคร
* บางครัง้ กเ็ ศรา้ บางคราวก็สขุ
บางทกี ็ทกุ ขห์ ัวอกสะท้อน
มีร้างมีรกั มีจากมจี ร
พอจบละครชวี ิตเราก็ลา
* อันวา่ วรรคตอนละครชวี ิต
มันเป็นสง่ิ น่าคดิ นะทกุ ท่านหนา
กว่าฉากจะปิดชวี ติ จะลา
ตอ้ งทรมานกันเหลือประมาณ
* มใิ ชเ่ ทวาท่านมาอ้มุ สม
มใิ ชพ่ ระพรหมทา่ นมาเสกสรรค์
มิใช่ศกุ รเ์ สารห์ รอื อาทติ ยจ์ นั ทร์
จะมาดลบนั ดาลให้เราชั่วดี
* แตก่ รรมลขิ ิตชีวิตของคน
จะยากดีมจี นก็สุดแตว่ ิถี
กฎแห่งกรรมทาดีไดด้ ี
ถ้าทาช่วั แล้วกม็ ีแต่เลวระยา
* ความดีทาไว้ถงึ คราวตายจาก
กม็ ีคนอยากช่วยแบกช่วยหาม
หากทาช่ัวกพ็ าตัวตกต่า
ถึงมีหนา้ กต็ ้องคว่าเหมือนหอยโข่งหอยแครง
* ดีอยู่ทีไ่ หนทาไวเ้ ถิดนะท่าน
การบญุ สนุ ร์ทานจงหมัน่ แสวง
ถึงใครขอ้ นว่าก็อยา่ ระแวง
ทงั้ ทีม่ ืดทแ่ี จง้ ทากนั ตลอดไป ฯ
* บทประพันธ์ของท่านพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์ กญฺจนิโก) หลวงตา
แพรเย่ือไม้ อดีตประธานองค์การเผยแผ่วัดประยุรวงศาวาส ปรมาจารย์และปฐมา
จารย์ดา้ นการเทศนาของขา้ พเจา้
สคุ ันสธคุ ชันาธคชราาคนรสุารนณสุ ร์ ณ์ 119119
“ว“าทวาะทคะวครจวารจ-าค-ตคิธตรรธิ มรรคมวครควิดรค”ิด”
* เจ*อเคจนอเคกน่งเก-ง่ ให-เ้ ใรหยี ้เนรรยี จู้นารก้จู เาขกาเขา
* เจ*อเคจนองค่เี นง่าง่ีเง-า่ ให-้เใอหาเ้มอาาสมอานสตอัวนเตรวัาเรอางเอง
* ค*ดิ กค่อดิ นกพ่อนดู พ-ดู ศ-ตั รศอู ตั ารจูอกาลจากยลเาปยน็ เปมติน็ รมติ ร
* พ*ดู พกอู่ดนกคอ่ ิดนค-ดิ ม-ติ รมอิตารจอกาลจากยลเาปยน็ เปศตัน็ รศู ัตรู
* ค*นบคนางบคานงค...นม..ัก. จมะักมจืดะบมดือดบใอนดคใวนาคมวผาิดมพผิดลพาดลขาอดงขตอนงเตอนงเอแงต่มแกัตจ่มะกั สจวะ่าสงวไา่สงวไสว
ในคใวนาคมวผาิดมพผดิลพาดลขาอดงขผอู้อง่ืนผูอ้ ืน่
* ค*นตคานบตอาดบคอบดไคดบ้ ไ-ดค้ -นใคจนบใอจดบอยด่าอไยปา่ คไบปคบ
* ค*นบคนางบคานง.ค..นม..ัก. ฉมลักาฉดลตาอ่ดหตนอ่ หา้ คนน้ามคานกมมาากยมาแยตม่แักตจ่มกั กจลักากยลเาปย็นเปคว็นาคยวตา่อยหตน่อห้าน้า
คนทคน่ีตนทรต่ี ักนรัก
* ท*าผทิดา.ผ. ิดเก..ดิ เขก้ึนิดไขดึ้นก้ ไบัดท้กับกุ คทนกุ คแนต่กแาตร่กสาารนสกึาตนนึก.ต.เนป.น็.เปเรน็ ่อื เงรข่อื องงขบอางงบคานงทคนี่คดิทไค่ี ดดิ ้ ไ!ด้ !
“ส“งิ่ ทสงิ่ีหทลห่ีกลกีกนั กไมนั ่ไดม้่ไ-ดเ้ ล-ย่ี เลงกีย่ นังกไมัน่พไมน้ ่พ”น้ ”
๑. ห๑น. หแี กนก่แี นักไ่กมนั ไ่ ไดม้ ไ่-ดช้ ร-าชรา
๒. ห๒น. หไี ขนก้ ีไันขไก้ มนั ่พไม้น่พ-้นพ-ยาพธยิ าธิ
๓. ท๓กุ. คทนุกตคอ้นงตตอ้ างยตา-ยม-รณมระณะ
๔. ต๔้อ. งตจอ้ างกจไากกลไขกอลงขรอกั งร–กั ว–นิ าวภนิ าโภวาวโวปิ ปวปิโยปโโคยโค
๕. ต๕้อ. งตเอ้ปงน็ เปไปน็ ตไาปมตหามลกัหขลอักงขกอรงรกมรร-มกมั- มกัสมสมโัสกสโก
* จ*ะแจกะ่เแรก็ว่เรแ็วก่ชแา้ก่ช-้าก็ต- ้อกงต็ แอ้ กง่แก่
* จ*ะเจจะบ็ เเจร็บ็วเรเจ็วบ็ เชจ้า็บช-้ากต็- ้อกง็ตเอ้จงบ็ เจบ็
* จ*ะตจาะยตเารยว็ เรต็วายตชา้ายช-า้ ก็ต- อ้กง็ตต้อางยตาย
* จ*ะจจาะกจเารก็วเรจว็ากจชา้ากช-้าก็ต- ้อกงต็ จอ้ างกจาก
* เก*ิดเก็เดิ พกอื่ ็เพตา่ือยตาไยด้กไ็เดพก้ ื่อ็เพเสอ่ื ยี เสีย
พบพกเ็บพก่อื ็เพ่ือราพกราเจกอเะจกอ็เะพกอ่ื ็เพจาื่อกจกานักกโันดยโแดทย้แท้
* ไม*่จไามก่จกานักยกานั มยเาปมน็ เป-็นกจ็- ากกจ็ กานักยกาันมยตาามยตาย
* ไม*่จไามกจ่ กาันกดกว้นั ยดรว้ ้ายยรา้-ยกจ็- ากกจ็ กานักดก้วันยดดว้ ียดี
* ไม*จ่ ไามกจ่ กาันกวกันนวนั้ี -นกี้ ็จ- ากกจ็ กาันกวกนั หวันหา้ น้า
* เพ*ียเงพแียตง่ชแ้าตห่ชร้าือหเรอืว็ เรท็ว่าเนทั้น่านน้ั
* จ*ากจกานักยกาันมยเาปมน็ เปๆน็ -ๆท-าใทหา้ไใดห้เไ้หด็น้เหน็นา้ ในจ้าใจ
* จ*ากจกานักยกานั มยตาามยตา-ยท-าใทหาไ้ ใดห้เไ้หดน็ เ้ หนน็้าตนา้าตา
* น*้าตนาา้ .ต..เาป..น็.เปเค็นรเอื่ คงรว่ือดั งคว่าัดรคาา่ คราาขคอางขคอนงคน
* ค*นดคตีนาดยีต.า..ยพ.ว..งพหวรงีดหไรมีดม่ ไทีมม่จี ะที วีจ่ าะงวาง
* ค*นชค่ัวนตชาว่ั ยตบาา้ยงบ..า้ .ไงม..่ม.ไใีมคม่ รีใคคดิ รจคะดิ วจาะงวพาวงงพหวรงดีหรีด
120 สุคันธชาครานสุ รณ์
ชีวิตเอย๋ เคยคิด ชวี ติ ไหม ?
หนังสือเล่มนี้ช่ือ ลีลาวาทีธรรม เขียนโดย พระราชธรรมวาที (ชัยวัฒน์
ธมฺมวฑฺฒโน) พระภิกษุท่านนี้ ท่านได้บรรยายไว้ในชื่อเรื่องว่า กรรมสิทธิ์ชีวิต
เม่ือวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ณ วัดธาตุทอง มีคมวาทธรรมที่ทาให้เราได้สติ และ
คิดถึงชีวิตของตนในทางธรรมมากทีเดยี ว
เชน่ จะหนีอะไรกอ็ าจจะหนไี ด้ แตท่ ี่หนีไมไ่ ดค้ อื
เราหนีแกก่ ันไม่ได้ .... เราหนไี ข้กันไม่พ้น..... ทุกคนต้องตาย.....
ตอ้ งจากไกลคนรกั ..... ตอ้ งเป็นไปตามหลักของกรรม
ท่านสรุปว่าทเี่ ปน็ เชน่ น้ันเพราะ ทกุ ชวี ติ ตกเปน็ กรรมสทิ ธข์ิ อง 5 อ.
อ. อนจิ จัง อ. อธวุ งั
อ. อวสั สงั อ. อนิมิตตงั
อ. อนัตตา อ. อนจิ จัง - ไม่เทีย่ ง
อนจิ จงั สังขาราว่าไม่เทยี่ ง เกิดเทา่ ไหรต่ ายเกลีย้ งไมเ่ หลอื หลอ
ทง้ั ผู้ดีเข็ญใจตายเตียนยอ แมต้ วั หมอยังต้องตายวายชวี า
อ. อธวุ ัง - ไม่ย่ังยนื
วันและคนื พลันดับลงลบั ลว่ ง ท่านทง้ั ปวงจงอตุ ส่าห์หากศุ ล
พลันชวี ติ คิดถึงราพึงตน อายุคนมนั ไม่ยนื ถงึ หมืน่ ปี
อ. อวัสสงั - ไมเ่ ป็นอ่นื
อนั ความตายชายนารหี นีไม่พ้น จะมีจนกต็ อ้ งตายกลายเปน็ ผี
ถึงแสนรกั กต็ ้องร้างหา่ งทันที ไมว่ นั น้กี ว็ ันหนา้ ช้าหรอื เร็ว
อ. อนมิ ติ ตงั - ส่ิงท่ี กาหนดไม่ได้ ทายไมอ่ อก บอกไมถ่ ูก
เช้า ยงั แลเห็นหนา้ สายตาย
สาย อยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บา่ ย ยงั ร่ืนเริงกาย เย็นดบั ชพี แฮ
เย็น ยงั หยอกลูกเล่น ค่าม้วยอาสัญ
อ. อนตั ตา - ไม่เป็นแก่นสาร
บอกมันไม่ฟัง ย้งั มันไม่หยดุ มนั มแี ต่โทรมทรุด โอ้สงั ขาร
อ่านแลว้ กไ็ ดอ้ ารมณค์ ืออารมณแ์ ห่งสติ
ท่ี... ชีวติ เรา ใช่ของเรา หยุดยัง้ ชวี ติ ไมไ่ ด้
ต้องมีสตเิ ปน็ สุดทา้ ยใหไ้ ด้วา่
มาดี...เพราะมีบุญ อยดู่ .ี ...อย่างมคี ุณ แล้วจะไปดี...เพราะมีทนุ
"ชีวติ เกดิ มาแลว้ จะดาเนนิ ไปอยา่ งไร จึงจะดี"