The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kent2513, 2020-06-28 05:47:48

การใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู

เอกสารประกอบการสอน







วิชา การใชภาษาและวฒนธรรมไทยสำหรับครู

Usage of Thai Language and Culture for Teachers


รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒























สุวีณา เดือนแจง






ภาควิชาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร


มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน

พ.ศ. ๒๕๖๓

คำนำ


เอกสารประกอบการสอน วิชาการใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู Usage of Thai
Language and Culture for Teachers รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ เลมนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช
ประกอบการเรียนการสอนนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร ภาควิชา
ครุศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ที่มีเนื้อหาสาระตรงตามหลักสูตรโดยการศึกษา คนควาจาก

แหลงความรูตางๆ ผสมผสานกับประสบการณการสอนรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเปนรูปเลม
เนื้อหาของเอกสารประกอบการสอนเลมนี้ ประกอบดวยความรูเกี่ยวกับภาษาไทย

วัฒนธรรมการใชภาษา การใชภาษาไทยในการสอน ไดแก การแนะนำรายวิชา ทักษะการฟงและ
การดูสำหรับการจัดการเรียนรู ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ทักษะการอานสำหรับการ


จัดการเรียนรู และทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน
ผูเรียบเรียงหวังเปนอยางยิ่งวา เอกสารประกอบการสอนเลมนี้จะเปนประโยชนตอนิสิต
นักศึกษา ครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษาและอาจารยผูสอนรายวิชาการใชภาษาและ
วัฒนธรรมไทยสำหรับครู Usage of Thai Language and Culture for Teachers รหัสวิชา

๐๒๑๙๘๒๑๒ เพื่อนำไปประยุกตใชไดตามความเหมาะสม
ขอขอบพระคุณภาควิชาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
และนักวิชาการทุกทานที่ผูเรียบเรียงไดอางอิงผลงาน งานเขียนของทานไวในเอกสารประกอบ

การสอนเลมนี้


สุวีณา เดือนแจง
2563

สารบัญ


หนา
คำนำ
สารบัญ
ประมวลการสอน




บทท ๑ ความสำคัญของภาษาไทย ๑
๑. หนาที่ของภาษา ๑
2. ธรรมชาติของภาษา ๓
ื่
๓. ภาษาไทยเพอการสื่อสาร ๑๐
๔. วัตถุประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน ๑๑



บทท ๒ วัฒนธรรมการใชภาษา ๑๓
๑. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรม ๑๓
2. ขอสังเกตเกี่ยวกบวัฒนธรรมในการใชภาษาไทย ๑๔

๓. ครูกับการใชภาษาไทย ๑๕

4. การใชภาษาในการสอน ๑๖
๕. จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย ๑๖

6. การตระหนักในผลเสียของการใชภาษาไทยไมถกตอง ๑๗
ี่
7. การใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยทถูกตอง ๑๗
8. ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข ๑๘




บทท ๓ ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู ๒7
๑. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการฟงและการดู ๒7
๒. จุดประสงคของการฟงและการดู ๒7
๓. หลักการฟงและการดู ๒๘

๔. ประโยชนของการฟงและการดู ๒๙

๕. ลักษณะการฟงและการดูที่พึงหลีกเลี่ยง ๒๙

๖. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการฟงและการดู ๓๐
๗. การฝกทักษะการฟงและการดู ๓๐
๘. การใชการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู ๓๑


บทท ๔ ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ๓5


๑. ความรูเกี่ยวกับการพด ๓5


๒. จุดมุงหมายของการพด ๓5
๓. ประเภทของการพูด ๓5

สารบัญ (ตอ)


หนา


๔. ลักษณะของผูพดที่ดี ๓๖
๕. การวางแผนการพูด ๓๖

๖. มารยาทในการพด ๓๗

๗. การสื่อสารทางบวก ๓๘
๘. การเลานิทาน ๔๒

๙. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ๔๓



บทท ๕ ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ๔๘
๑. ความรูเกี่ยวกับการอาน ๔๘

๒. ประโยชนของการอาน ๔๘

๓. จุดมุงหมายของการอาน ๔๘
๔. ประเภทของการอาน ๔๙
๕. คุณสมบัติของนักอานที่ดี ๕๑

๖. การใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ๕๒



บทท ๖ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ๕๖
๑. ความรูเกี่ยวกับการเขียน ๕๖
๒. จุดมุงหมายของการเขียน ๕๖

๓. หลักการเขียนที่ดี ๕๗
๔. โวหารในการเขียน ๕๗
๕. การใชถอยคำในภาษาเขียน ๕๙


๖. การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน ๕๙

ตัวอยางสื่อการสอน ๙๗
บรรณานุกรม 1๐๕


ประวัติการศกษาและการทำงาน 1๐9


ประมวลการสอน ภาคตน ปการศึกษา ๒๕๖3



๑. คณะ ศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร ภาควิชา ครุศึกษา

๒. วชาชีพครู (รหัสและชื่อวิชา) รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ จำนวน ๓ (๓-๐-๖) หนวยกิต

ชื่อวิชา (ไทย) การใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู

(อังกฤษ) Usage of Thai Language and Culture for Teachers

วัน เวลา สถานที่ คณะศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร


๓. ผูสอน อาจารยสุวีณา เดือนแจง


๔. การใหนิสิตเขาพบและใหคำแนะนำนอกเวลาเรียน
โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน
ศูนยวิจัยและพัฒนาการศกษา

E-mail : [email protected]
โทรศพท ๐๘๑-๙๘๖๖๐๙๖



๕. จุดประสงคของวิชา
๑. เพื่อใหนิสิตตระหนักถึงคุณคา ความสำคัญ ความจำเปนของการใชภาษาไทยสำหรับ
การจัดการเรียนรู
๒. มีความรูความเขาใจในหลักการใชภาษาไทย

๓. สามารถใชทักษะในการฟง การดู การพูด การอาน การเขียนภาษาไทยเพื่อจัด

กระบวนการเรียนรูและสื่อความหมายกับนักเรียนไดอยางถกตองเหมาะสม
๔. ฝกฝนทักษะการใชภาษาไทยใหเหมาะสมกับสถานการณและรูปแบบการจัดการเรียนรู 
ตางๆ โดยคำนึงถึงผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูแตกตางกัน

๕. บูรณาการศาสตรดานการศึกษากับการใชภาษาในการสรางสื่อ นวัตกรรม ใหคำปรึกษา
แนะแนว เพื่อสงเสริมการเรียนรู
๖. ใชภาษาไทยในทางสรางสรรค สรางความสัมพันธที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิตสาธารณะ พรอม
กับมีจิตสำนึกในการอนุรักษสืบทอดศิลปะและวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทยทั้งวัจนภาษา

และอวัจนภาษา


๖. คำอธิบายรายวชา
การใชทักษะทางภาษาไทยทั้งการฟง การดู การพูด การอาน การเขียนอยางถูกตอง

เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามวัฒนธรรมไทย เพื่อการเปนครูและการสื่อสารทางการศึกษาตาม

หลักการ เปาประสงคและรูปแบบที่เนนผูเรียนเปนสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู เพื่อมง
สงเสริมใหผูเรียนแตละระดับการศึกษา ผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูที่แตกตางกัน เกิด
การเรียนรูเต็มตามศักยภาพ การเปนตัวอยางที่ดีในการใชภาษาไทยอยางสรางสรรคตลอดจน

ั้
การอนุรักษสืบทอดวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษาทงวัจนภาษาและอวัจนภาษา

Usage of Thai language skills Listening, Speaking, Reading, and Writing.
Correctly, suitably and effectively in Thai culture for educational communication

principle. Goals and format for learner-centered learning management for promoting
learning in each level considering individual differences to maximize learning. A role
model in using Thai language creatively. Conservation of Thai culture for both verbal
and non-verbal language.



๗. เคาโครงรายวชา เวลาสอนรวม ๔๘ ชั่วโมง ประกอบดวย
๑. หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา และภาษาไทยเพอการสื่อสาร
ื่

๒. ครูกับการใชภาษาไทย ความสำคัญและจิตสำนึกในการอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม
ทางการใชภาษา
๓. วัตถุประสงคและหลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๔. วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยดานภาษา
๕. หลักการใชภาษา การฟง การดู การพูด การอาน และการเขียน

๖. การใชภาษาสำหรับการจัดการเรียนรู

๘. วิธีการสอน และระบบการสอนที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง

๑. ผูสอนรวมประชุมกับผูเรียนเพื่อวางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ชี้แนะให
คำอธิบาย ควบคุมดูแลชวยเหลือการเรียนโดยการมอบหมายหนาท ความรับผิดชอบ เพื่อให


ผูเรียนศึกษาคนควา ตามหัวขอที่กำหนด การฝกใหนิสิตปฏิบัติและการประเมินผลการเรียน
๒. ผูเรียนศึกษาหลักการ เนื้อหาสาระ รวมกจกรรม ทำแบบฝกหัด คนควาและสังเกต

ดวยตนเอง เขียนสรุปประเด็นการเรียน

๓. เนนการสอนแบบ active learning การมีสวนรวมในกิจกรรม ฝกการคิด อภิปราย
ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาวิชาโดยบูรณาการความรู เหตุผล
คุณธรรม จริยธรรม

๔. ฝกกิจกรรมการใชภาษาไทยในสถานการณตางๆ ที่จะเกิดขึ้นในหองเรียน ทำแบบฝกหัด
และทดลองปฏิบัติเพื่อใหเกิดความชำนาญ มีทักษะการใชภาษาไทยในกระบวนการจัดการเรียนรู
๕. ใหผูเรียนศึกษาคนควารวบรวมจากเอกสาร ตำรา คูมือ หนังสือ สิ่งตีพิมพ อินเทอรเน็ต
ความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยและเรียบเรียงเปนเอกสารนำเสนอ


๙. อุปกรณสื่อการสอน
๑. เอกสารประกอบการสอน ตำรา เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวของ
๒. หองเรียนระดับตางๆ ในสถานศึกษา

๓. คอมพิวเตอร ใบกิจกรรม ใบงาน ตลอดจนสื่อวัสดุชนิดตางๆ

๑๐. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน



วิธีการประเมิน สัดสวนคะแนน
การทดสอบ สอบกลางภาค สอบปลายภาค ๕๐
การฝกปฏิบัติ ชิ้นงาน แบบฝก ทางการใชภาษาไทย ๓๐
ชิ้นงานทำหนังสือทใหความรู เรื่อง การใชภาษาไทย ๑๐
ี่


การเขาเรียน การมสวนรวมในกจกรรมการเรียน ๑๐

๑๑. การประเมินผลการเรียน เกณฑการใหคะแนน





๘๐-๑๐๐ คะแนน ระดบคะแนน A ๗๕-๗๙ คะแนน ระดบคะแนน B+


๗๐-๗๔ คะแนน ระดบคะแนน B ๖๕-๖๙ คะแนน ระดบคะแนน C+


๖๐-๖๔ คะแนน ระดบคะแนน C ๕๕-๕๙ คะแนน ระดบคะแนน D+


๕๐-๕๔ คะแนน ระดบคะแนน D ๐-49 คะแนน ระดบคะแนน F

๑๒. เอกสารอานประกอบ

ื้
ื่
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน,สำนักงาน กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๕. หลักภาษาและการใชภาษาเพอ
การสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ศูนยวิชาบูรณาการหมวดวิชาศึกษาทั่วไป. 2554. ภาษาไทยเพื่อ


การสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักพมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. 2555. การใชภาษาไทย. ปทุมธานี :
สำนักพิมพมหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตรมหาวิทยาลัยหอการคาไทย.2542.ภาษาไทย

เพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : ดับเบิลนายนพรินติ้งจำกัด.


ดวงใจ ไทยอบุญ, ๒๕๕๖. ทักษะการเขียนภาษาไทย. พมพครั้งท ๘ กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพแหง
ี่

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
เทพสตรี ลพบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏ. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. ลพบุรี: ภาควิชา
ภาษาไทย สถาบันราชภัฏเทพสตรี.

บรรจบ พนธุเมธา. 2553. ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
บุญยงค เกศเทศ. 2554. ภาษาไทย การเขียน. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ปรีชา ชางขวัญยืน. 2517. พื้นฐานของการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
. 2525. ศิลปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร : วิชาการ.

ปรียา หิรัญประดิษฐ, เรือเอกหญิง. ๒๕๕๖. การใชภาษาไทยในวงราชการ. พิมพครั้งท ๕ กรุงเทพมหานคร :
ี่
ธรรกมลการพิมพ.

ฟองจันทร สุขยิ่งและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ 
อักษรเจริญทัศน.


.2553. ศิลปะการเขียนอยางมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ภาสกร เกิดออนและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ 
อักษรเจริญทัศน.
. 2555. คูมือครู ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา ม.6. พิมพครั้งที่ 10 กรุงเทพมหานคร :


สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2556. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัท

ศิริวัฒนาอินเตอรพริ้นท.
ี่


รุง แกวแดง. ๒๕๔2. ปฏิวัติการศึกษาไทย. พิมพครั้งท 9 กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพมติชน.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2552. หลักภาษาและการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศกษาปที่ 6 หนังสือเรียน

รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้น

พื้นฐาน พุทธศกราช 2561. พิมพครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร : สกสค ลาดพราว.

สุธาสินี ปยพสุนทรา.2559.ความรูพื้นฐานทางภาษาไทย. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
หทัย ตันหยง. 2535. การปรุงรสการสอนดวยอารมณขัน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร.

อรวรรณ ทองเพิ่ม. 2548. การใชภาษาไทยสำหรับการสอน. อัดสำเนา.



๑๓. ตารางกจกรรมการเรียนการสอน




สัปดาห  หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน

๑ แนะนำรายวิชา ชีแจงประมวลการสอน ศึกษาประมวลการสอน รวมกำหนดขอตกลง


กำหนดขอตกลงการปฏิบัติในการเรียน รับมอบหมายงาน รวมอภิปรายและสรุปความรู
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับภาษาไทย เบื้องตนเกี่ยวกับภาษาไทย ความสำคัญของ
ความสำคัญของภาษา ภาษาไทย
2 หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา ศึกษารวมอภิปรายและสรุป หนาที่ของภาษา

ความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับ ธรรมชาติของภาษา ความสำคัญของการใช
ื่
การจัดการเรียนรู และภาษาไทยเพอ ภาษาไทยสำหรับการจัดการเรียนรู ภาษาไทย
การสื่อสาร เพื่อการสื่อสาร

3-4 ทักษะการฟงสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการฟง ฝกการฟงในชั้นเรียน






ฝกการจับประเดน ใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร
อยางไร เพราะเหตุใด ผลเปนอยางไร และได 
ขอคดหรือผลสรุปอะไร


5-6 ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการพูด ฝกพูดในสถานการณตางๆ

การสื่อสารทางบวก ศิลปะและการใช ศึกษาหลักการ รูปแบบ และฝกปฏิบัติ
ภาษาในการพูดใหคำปรึกษา การสื่อสารทางบวก ศิลปะการใชภาษา

สัปดาห  หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน


7-8 ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการอานรอยแกวและรอยกรอง

ฝกปฏิบัติการอานรอยแกวและรอยกรอง

9 สอบกลางภาค เนื้อหากอนกลางภาค


๑๐-๑๑ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการเขียน และฝกเขียนโดยใชภาษา


ตามระดับภาษาอยางถกตอง เหมาะสม

๑๒ วัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย ศึกษาวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย


ครูกับการใชภาษาไทย รวมอภิปราย สรุปประเดนเรืองครูกบ

วัตถุประสงคและหลักการใชภาษา การใชภาษาไทย วัตถุประสงคและ
สำหรับการสอน หลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๑๓ การแตงคำประพันธ ศึกษารูปแบบ และฝกแตงคำประพันธ

๑๔ บุคลิกภาพในการสอน ศึกษาหลักการ อภิปราย และฝกปฏิบัติ
หลักการเขียนกระดาน
หลักการเขียนแผนภาพความคิด

๑๕ การเขียนหนังสือราชการ ศึกษาหลักการเขียนหนังสือราชการ

และฝกเขียนหนังสือราชการ
การเขียนโครงการ ศึกษาหลักการเขียนโครงการ
ตัวอยางโครงการและฝกเขียนโครงการ

๑๖-๑๗ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการและรูปแบบ และฝกเขียน
แผนการจัดการเรียนรู 


การใชภาษาในการสรางขอสอบ ศึกษาหลักการใชภาษาในการสรางขอสอบ
ศึกษาตัวอยางขอสอบ รวมอภิปราย ฝกสราง

ขอสอบ

การเขยนรายงานผลการเรียน ศึกษาหลักการ อภิปราย ศึกษาตัวอยาง



การเขยนบันทกผลการสอน ฝกเขยนรายงานผล ฝกการเขยนบันทก


ผลการสอน
18 สอบปลายภาค เนื้อหาหลังสอบกลางภาค

๑๔. การทบทวนเพื่อปรับปรุงวิธีการสอนและระบบการสอน


 ไมแกไขปรับปรุง

 แกไขปรับปรุง


๑๕. การปรับปรุงการสอนจากผลการประเมินผลการสอน

 ไมมีการประเมินผลการสอน
 มีการประเมินผลการสอน


 ไมมการปรับปรุง





 มการปรับปรุง โดยปรับชินงานทมอบหมายในรายวิชา เสริมกจกรรม




ลงนาม................................................อาจารยผูสอน
(นางสุวีณา เดือนแจง)
พฤษภาคม 2563


ประมวลการสอน ภาคตน ปการศึกษา ๒๕๖3


๑. คณะ ศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร ภาควิชา ครุศึกษา



๒. วชาชีพครู (รหัสและชื่อวิชา) รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ จำนวน ๓ (๓-๐-๖) หนวยกิต
ชื่อวิชา (ไทย) การใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู
(อังกฤษ) Usage of Thai Language and Culture for Teachers
วัน เวลา สถานที่ คณะศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร


๓. ผูสอน อาจารยสุวีณา เดือนแจง


๔. การใหนิสิตเขาพบและใหคำแนะนำนอกเวลาเรียน

โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน
ศูนยวิจัยและพัฒนาการศกษา

E-mail : [email protected]


โทรศพท ๐๘๑-๙๘๖๖๐๙๖

๕. จุดประสงคของวิชา
๑. เพื่อใหนิสิตตระหนักถึงคุณคา ความสำคัญ ความจำเปนของการใชภาษาไทยสำหรับ

การจัดการเรียนรู
๒. มีความรูความเขาใจในหลักการใชภาษาไทย
๓. สามารถใชทักษะในการฟง การพูด การอาน การเขียนภาษาไทยเพื่อจัดกระบวนการ
เรียนรูและสื่อความหมายกับนักเรียนไดอยางถูกตองเหมาะสม

๔. ฝกฝนทักษะการใชภาษาไทยใหเหมาะสมกับสถานการณและรูปแบบการจัดการเรียนรู 
ตางๆ โดยคำนึงถึงผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูแตกตางกัน
๕. บูรณาการศาสตรดานการศึกษากับการใชภาษาในการสรางสื่อ นวัตกรรม ใหคำปรึกษา
แนะแนว เพื่อสงเสริมการเรียนรู

๖. ใชภาษาไทยในทางสรางสรรค สรางความสัมพันธที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิตสาธารณะ พรอม
กับมีจิตสำนึกในการอนุรักษสืบทอดศิลปะและวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทยทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษา



๖. คำอธิบายรายวชา

การใชทักษะทางภาษาไทยทั้งการฟง การพูด การอาน การเขียนอยางถูกตอง เหมาะสม
และมีประสิทธิภาพตามวัฒนธรรมไทย เพื่อการเปนครูและการสื่อสารทางการศึกษาตามหลักการ

เปาประสงคและรูปแบบที่เนนผูเรียนเปนสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู เพื่อมุงสงเสริมให

ผูเรียนแตละระดับการศึกษา ผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูที่แตกตางกัน เกิดการเรียนรูเตม

ตามศักยภาพ การเปนตัวอยางที่ดีในการใชภาษาไทยอยางสรางสรรคตลอดจนการอนุรักษสืบทอด
วัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษาทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา

Usage of Thai language skills Listening, Speaking, Reading, and Writing.
Correctly, suitably and effectively in Thai culture for educational communication
principle. Goals and format for learner-centered learning management for promoting

learning in each level considering individual differences to maximize learning. A role
model in using Thai language creatively. Conservation of Thai culture for both verbal
and non-verbal language.


๗. เคาโครงรายวชา เวลาสอนรวม ๔๘ ชั่วโมง ประกอบดวย
ื่
๑. หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา และภาษาไทยเพอการสื่อสาร

๒. ครูกับการใชภาษาไทย ความสำคัญและจิตสำนึกในการอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม
ทางการใชภาษา

๓. วัตถุประสงคและหลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๔. วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยดานภาษา

๕. หลักการใชภาษาการฟง การพูด การอาน การเขียน
๖. การใชภาษาสำหรับการจัดการเรียนรู


๘. วิธีการสอน และระบบการสอนที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง
๑. ผูสอนรวมประชุมกับผูเรียนเพื่อวางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ชี้แนะให
คำอธิบาย ควบคุมดูแลชวยเหลือการเรียนโดยการมอบหมายหนาท ความรับผิดชอบ เพื่อให


ผูเรียนศึกษาคนควา ตามหัวขอที่กำหนด การฝกใหนิสิตปฏิบัติและการประเมินผลการเรียน
๒. ผูเรียนศึกษาหลักการ เนื้อหาสาระ รวมกิจกรรม ทำแบบฝกหัด คนควาและ
สังเกตการณดวยตนเอง เขียนสรุปประเด็นการเรียน


๓. เนนการสอนแบบ active learning การมีสวนรวมในกจกรรม ฝกการคด อภิปราย
ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาวิชาโดยบูรณาการความรู เหตุผล

คณธรรมจริยธรรม
๔. ฝกกิจกรรมการใชภาษาไทยในสถานการณตางๆ ที่จะเกิดขึ้นในหองเรียน ทำแบบฝกหัด
และทดลองปฏิบัติเพื่อใหเกิดความชำนาญ มีทักษะการใชภาษาไทยในกระบวนการจัดการเรียนรู

๕. ใหผูเรียนศึกษาคนควารวบรวมเอกสาร ตำรา คูมือ หนังสือ สิ่งตีพิมพ อินเทอรเน็ต
ความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยและเรียบเรียงเปนเอกสารนำเสนอ

๙. อุปกรณสื่อการสอน


๑. เอกสารประกอบการสอน ตำรา เอกสารอื่นๆที่เกี่ยวของ

๒. หองเรียนระดับตางๆ ในสถานศึกษา
๓. คอมพิวเตอร ใบกิจกรรม ใบงาน ตลอดจนสื่อวัสดุชนิดตางๆ






๑๐. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน

วิธีการประเมิน สัดสวนคะแนน
การทดสอบ สอบกลางภาค สอบปลายภาค ๕๐
การฝกปฏิบัติ ชิ้นงาน แบบฝก ทางการใชภาษาไทย ๓๐

ี่
ชิ้นงานทำหนังสือทใหความรูเรื่องการใชภาษาไทย ๑๐
การเขาเรียน การมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียน ๑๐


๑๑. การประเมินผลการเรียน เกณฑการใหคะแนน



๘๐-๑๐๐ คะแนน ระดบคะแนน A ๗๕-๗๙ คะแนน ระดบคะแนน B+
๗๐-๗๔ คะแนน ระดบคะแนน B ๖๕-๖๙ คะแนน ระดบคะแนน C+


๖๐-๖๔ คะแนน ระดบคะแนน C ๕๕-๕๙ คะแนน ระดบคะแนน D+



๕๐-๕๔ คะแนน ระดบคะแนน D ๐-49 คะแนน ระดบคะแนน F


๑๒. เอกสารอานประกอบ

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน,สำนักงาน กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๕. หลักภาษาและการใชภาษาเพอ
ื่
ื้
การสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ศูนยวิชาบูรณาการหมวดวิชาศึกษาทั่วไป. 2554. ภาษาไทยเพื่อ
การสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักพมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.


คณาจารยภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. 2555. การใชภาษาไทย. ปทุมธานี :
สำนักพิมพมหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตรมหาวิทยาลัยหอการคาไทย.2542.ภาษาไทย
เพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : ดับเบิลนายนพรินติ้งจำกัด.


ี่

ดวงใจ ไทยอบุญ, ๒๕๕๖. ทักษะการเขียนภาษาไทย. พมพครั้งท ๘ กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพแหง
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
เทพสตรี ลพบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏ. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. ลพบุรี: ภาควิชา
ภาษาไทย สถาบันราชภัฏเทพสตรี.
บรรจบ พนธุเมธา. 2553. ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

บุญยงค เกศเทศ. 2554. ภาษาไทย การเขียน. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ปรีชา ชางขวัญยืน. 2517. พนฐานของการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
ื้
. 2525. ศิลปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร : วิชาการ.
ปรียา หิรัญประดิษฐ, เรือเอกหญิง. ๒๕๕๖. การใชภาษาไทยในวงราชการ. พิมพครั้งท ๕ กรุงเทพมหานคร :
ี่


ธรรกมลการพิมพ.

ฟองจันทร สุขยิ่งและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ 
อักษรเจริญทัศน.
.2553. ศิลปะการเขียนอยางมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.



ภาสกร เกิดออนและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ 
อักษรเจริญทัศน.
. 2555. คูมือครู ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา ม.6. พิมพครั้งที่ 10 กรุงเทพมหานคร :


สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2556. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัทศิริ
วัฒนาอินเตอรพริ้นท.



รุง แกวแดง. ๒๕๔2. ปฏิวัติการศึกษาไทย. พิมพครั้งท 9 กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพมติชน.
ี่
ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2552. หลักภาษาและการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศกษาปที่ 6 หนังสือเรียน

รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้น

พื้นฐาน พุทธศกราช 2561. พิมพครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร : สกสค ลาดพราว.

สุธาสินี ปยพสุนทรา.2559.ความรูพื้นฐานทางภาษาไทย. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
หทัย ตันหยง. 2535. การปรุงรสการสอนดวยอารมณขัน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร.

อรวรรณ ทองเพิ่ม. 2548. การใชภาษาไทยสำหรับการสอน. อัดสำเนา.



๑๓. ตารางกจกรรมการเรียนการสอน




สัปดาห  หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน

๑ แนะนำรายวิชา ชีแจงประมวลการสอน ศึกษาประมวลการสอน รวมกำหนดขอตกลง

กำหนดขอตกลงการปฏิบัติในการเรียน รับมอบหมายงาน รวมอภิปรายและสรุป หนาท ี ่

หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา ของภาษา ธรรมชาติของภาษาความสำคัญของ
ความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับ การใชภาษาไทยสำหรับการจัดการเรียนรู
ื่
การจัดการเรียนรู และภาษาไทยเพอ ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
การสื่อสาร

๒ ทักษะการฟงสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการฟง ฝกการฟงในชั้นเรียน



ฝกการจับประเดน ใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร



อยางไร เพราะเหตุใด ผลเปนอยางไร และได
ขอคดหรือผลสรุปอะไร

๓ ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการพูด ฝกพูดในสถานการณตางๆ


ปฏิบัติจิตอาสาเลานิทาน

๔ ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการอานทั้งรอยแกวและรอยกรองฝก


ปฏิบัติการอานทั้งรอยแกวและรอยกรอง

๕ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการเขียน และฝกเขียนโดยใชภาษา


ตามระดับภาษาอยางถกตอง เหมาะสม

สัปดาห  หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน


๖ การเขียนหนังสือราชการ ศึกษาหลักการเขียนหนังสือราชการ และฝก

เขียนหนังสือราชการ

๗ การเขยนโครงการ ศึกษาหลักการเขียนโครงการ ตวอยางโครงการ


และฝกเขียนโครงการ

๘ การแตงคำประพันธ ศึกษารูปแบบ และฝกแตงคำประพันธ


9 สอบกลางภาค เนื้อหากอนกลางภาค


๑๐ วัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย ครูกับ ศึกษาวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย


การใชภาษาไทย รวมอภิปราย สรุปประเดนเรืองครูกบ


วัตถุประสงคและหลักการใชภาษา การใชภาษาไทย และวัตถุประสงคและ
สำหรับการสอน หลักการใชภาษาสำหรับการสอน


๑๑ กระบวนการสอน ๑๐ ขั้น การสัมภาษณ ศึกษาหลักการสอน กระบวนการสอน ตวอยาง

ในชันเรียน การทำแบบสอบถาม และฝกปฏิบัติ

๑๒ บุคลิกภาพในการสอนหลักการเขียน ศึกษาหลักการ อภิปราย และฝกปฏิบัติ

กระดานการเขียนแผนภาพความคิด

๑๓ การเรียบเรียงการสอน การอธิบาย ศึกษาหลักการและรูปแบบและฝกปฏิบัติ
การยกตัวอยาง การเรียบเรียงการสอน

๑๔ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการและรูปแบบ และฝกเขียน


แผนการจัดการเรียนรู 
๑๕ การสื่อสารทางบวก ศิลปะและการใช ศึกษาหลักการ รูปแบบ และฝกปฏิบัติ
ภาษาในการพูดใหคำปรึกษา การสื่อสารทางบวก ศิลปะการใชภาษา

๑๖ การใชภาษาในการสรางขอสอบทั้งอัตนัย ศึกษาหลักการใชภาษาในการสรางขอสอบ

และปรนัย ศึกษาตัวอยางขอสอบ รวมอภิปราย ฝกสราง

ขอสอบ

๑7 การเขยนรายงานผลการเรียน ศึกษาหลักการ อภิปราย ศึกษาตัวอยาง



การเขียนบักทึกผลการสอน ฝกเขยนรายงานผล ฝกการเขยนบันทกผล

การสอน
18 สอบปลายภาค เนื้อหาหลังสอบกลางภาค

๑๔. การทบทวนเพื่อปรับปรุงวิธีการสอนและระบบการสอน
 ไมแกไขปรับปรุง


 แกไขปรับปรุง


๑๕. การปรับปรุงการสอนจากผลการประเมินผลการสอน
 ไมมีการประเมินผลการสอน

 มีการประเมินผลการสอน

 ไมมการปรับปรุง






 มการปรับปรุง โดยปรับชินงานทมอบหมายในรายวิชา เสริมกจกรรม



ลงนาม................................................อาจารยผูสอน

(นางสุวีณา เดือนแจง)
วันท........ เมษายน 2563.......



บทที ๑

ความสำคัญของภาษาไทย



กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 37) ไดระบุความสำคัญของภาษาไทยไวในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วา ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติ เปนสมบัติ

ทางวัฒนธรรมอันกอใหเกิดความเปนเอกภาพและเสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาตใหมี

ความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจและความสัมพันธที่ดีตอกน
ทำใหสามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตรวมกันในสังคมประชาธิปไตยไดอยางสันตสุข



ื่
และเปนเครื่องมอในการแสวงหาความรู ประสบการณ จากแหลงขอมูลสารสนเทศตางๆ เพอพฒนา

ความรู กระบวนการคิดวิเคราะห วิจารณ และสรางสรรคใหทันตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ

ความกาวหนาทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี นอกจากนี้ภาษาไทยยังเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกด

ความชำนาญในการใชภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรูอยางมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อนำไปใช

ในชีวิตประจำวัน ดงนันในการเรียนภาษาไทยจึงตองเรียนรูใหเกดทกษะทถกตอง เหมาะสมในฐานะ









ที่ภาษาไทยเปนเครื่องมือในการเรียนรู และเปนวัฒนธรรมของชาติที่เสริมสรางความงดงามในชีวิต
จึงมีความจำเปนตองฝกฝนใหมีทักษะในการใชภาษามากเปนพิเศษโดยเฉพาะผูที่จะประกอบอาชีพ

เปนครู ครูจึงตองศกษาการใชภาษาเพราะการใชภาษาที่เหมาะสมจะชวยใหการจัดการเรียนรูสำหรับ

นักเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


๑. หนาทีของภาษา

ภาษาเปนสิ่งที่อยูคูกับมนุษยมานานจนไมทราบวาภาษาเกิดขึ้นไดอยางไรและเมื่อไร
และใครเปนผูสราง ตามความเชื่อของแตละกลุมพอสรุปไดวาภาษาเกิดจากพระเจาหรือเทพเจาของ


แตละศาสนาที่ตนนับถือ เชน คริสตศาสนา กลาววา พระเจาเปนผูสรางภาษา โดยใหอาดัมเปนผูตั้ง



ชื่อสิ่งตางๆ ชาวอียิปตเชื่อวาเทพธอทเปนผูสราง ชาวบาบิโลเนียนเชื่อวาเทพนาบูเปนผูสราง สวน
ชาวฮินดูเชื่อวาพระสรัสวดีเปนผูสราง
ตอมามความเชื่อทวามนุษยเปนผูสรางภาษาซึ่งมีความแตกตางกันออกไปโดยมนุษย



พยายามเลียนเสียงธรรมชาติ หรือเสียงที่มนุษยเปลงออกมาเมื่อมีความรูสึกตางๆ รวมทั้งเสียงรอง
เปนจังหวะเมื่อทำงานรวมกันแตก็ยังไมเปนที่ยุติ ปจจุบันนักภาษาศาสตรเชื่อวาภาษาพัฒนาไปพรอม

กับมนุษย ไมใชเทพเจา หรือมนุษยคนใดคนหนึ่งเปนผูกำหนด ภาษามประโยชนตอมนุษยนานัปการ


และมีความสำคัญตอมนุษยเกินกวาจะพรรณนาไดครบถวน มนุษยมีความสัมพันธกับภาษา ๒ ดาน
คือ ประโยชนของภาษาตอมนุษย และอิทธิพลของภาษาตอมนุษย ดังตอไปนี้

๑.๑ ประโยชนของภาษาตอมนุษย 



ภาษามีประโยชนตอมนุษยสรุปได ๕ ประการ คือ ภาษาชวยธำรงสังคม ภาษาแสดง
ความเปนปจเจกบุคคล ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา ภาษาชวยกำหนดอนาคต ภาษาชวยจรรโลงใจ




๑) ภาษาชวยธำรงสังคม การที่มนุษยตองอยูรวมกันเปนกลุมเปนหมูเหลา จึง
จำเปนตองพูดปราศรัยทักทายกันเพื่อแสดงความเปนมิตร มีไมตรีตอกัน คำทักทายบางคำดูเหมือน

จะไรสาระแตคำนั้นๆ ก็ยังมีสวนชวยแสดงและรักษามิตรภาพระหวางบุคคลไว ทำใหมนุษยคงอยู 
รวมกันเปนสังคมได
๒) ภาษาแสดงความเปนปจเจกบุคคล เอกัตภาพของบุคคล หมายถึง ลักษณะ
เฉพาะตัวบุคคลแตละคนซึ่งทำใหมนุษยแตกตางกันไป อาจจะหมายถึง อุปนิสัย รสนิยม สติปญญา

ความคิดความอานทรรศนะ แมมนุษยจะตองอยูรวมกันในสังคมแตมนุษยก็ยังรักษาเอกัตภาพของ
ตนไวได
๓) ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา หมายความวา มนุษยใชภาษาเปนเครื่องมือใน

การศึกษา หาความรูถายทอดความรู ความคิดแกกันและกัน

๔) ภาษาชวยกำหนดอนาคต มนุษยใชภาษากลาวถึงเหตุการณทังในอดีตที่ผานมา
นับเปนศตวรรษ และกลาวถึงเหตุการณในอนาคตที่ยังมาไมถึง

๕) ภาษาชวยจรรโลงใจ หมายความวา มนุษยสามารถสนุกสนานกับภาษาและ
แสวงหาความชื่นบานจากภาษาไดหลายลักษณะ เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงประกอบการละเลน

การเขียนเรียงคำเลนสัมผัสพยัญชนะ การพูดใหผูฟงสับสนเกิดอารมณสนุกขบขัน เปนตน

ซึ่งผูใชภาษาจะตองระมัดระวังใหมาก การใชภาษาใหเกิดความเบิกบานบันเทิงใจนัน
จำเปนตองมีคานิยมที่ดีงามดวย


๑.๒ อิทธิพลของภาษาทมีตอมนุษย 
ี่

มนุษยตกอยูภายใตอิทธิพลของภาษาเนื่องจากมนุษยไมไดใชภาษาเพื่อเปนเพียง
สัญลักษณแทนสิ่งตาง ๆ เทานั้น แตยังเชื่อวามีคำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดลบันดาลใหรอดพนจาก


อุปทวันตราย โรคภัยไขเจ็บ มีโชค มีความเจริญ เกิดมงคล และเกดอัปมงคลได ชื่อบางชื่อทพองหรือ
ี่

ใกลเคียงกับชื่อสิ่งที่มีคา มนุษยก็พลอยถือวาสิ่งนั้นมีคาดวย เชน ใชใบเงิน ใบทอง ดอกรัก
ดอกบานไมรูโรย ในงานมงคล การนิยมปลูกตนมะยม ขนุน มะขาม ในบานก็เพื่อใหคนนิยม
สนับสนุน และเกรงขาม ไมนิยมปลูก มะรุม ยี่โถ ลั่นทม พุทรา เพราะเชื่อวาจะถูกรุม ถูกมอง

อยางเวทนา มีความทุกขโศก และสิ่งดี ๆ สรางซาไปตามชื่อของตนไมที่ปลูก นอกจากนี้ชื่อบางชือ
คำบางคำที่ใชเรียกสิ่งตาง ๆ มีทั้งที่พอใจ และไมพอใจ เชน

คนแก พอใจใหเรียกวา ผูสูงอายุ
คนลาว พอใจใหเรียกวา ชาวอีสาน
ประเทศดอยพัฒนา พอใจใหเรียกวา ประเทศกำลังพัฒนา

การที่มนุษยตกอยูในอิทธิพลของภาษา จึงทำใหมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใชภาษา
ทั้งที่จริงมนุษยควรจะเปนผูกำหนดภาษาและรูจักใชภาษาซึ่งเปนเพียงสัญลักษณใหเปนประโยชนแก 


ตนเองเทานั้น
ภาษามีความสัมพันธกับมนุษย ๒ ดาน คอ ประโยชนของภาษาตอมนุษย ๕ ประการ

คือ ภาษาชวยธำรงสังคม ภาษาแสดงความเปนปจเจกบุคคล ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา ภาษาชวย
กำหนดอนาคต ภาษาชวยจรรโลงใจ และอิทธิพลของภาษาตอมนุษยดังนั้นผูใชภาษาจึงควรใชภาษา

ใหถกตองและเหมาะสม






2. ธรรมชาติของภาษา


ภาษามีความสำคัญตอมนุษยอยางยิ่งเพราะเปนหัวใจของกิจกรรมการสื่อสารของมนุษย
เปนเครื่องมือที่มนุษยใชถายทอดความรู ความเชื่อ คติธรรม วัฒนธรรมระหวางกัน ลักษณะที่ควร

สังเกตบางประการของภาษา มีดังนี ภาษาใชเสียงสื่อความหมาย หนวยในภาษาประกอบกันเปน
หนวยที่ใหญขึ้น ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ภาษาตางมีลักษณะบางอยางคลายคลึงกัน ดังนี้


๒.๑ ภาษาใชเสียงสื่อความหมาย


ภาษามีความหมายทั้งอยางกวางและอยางแคบ
ภาษาตามความหมายอยางกวาง หมายถึง การแสดงออกเพื่อสื่อความหมายอยางม ี
ระบบ มีกฎเกณฑที่เขาใจความหมายกันไดทั้ง ๒ ฝาย ไมวาการสื่อความหมายนี้จะเปนระหวาง
มนุษยหรือระหวางสัตวจะใชเสียง ทาทางหรือสัญลักษณอื่นใด ก็เรียกไดวาเปนภาษา

ภาษาตามความหมายอยางแคบ หมายถึง ภาษาที่เปนถอยคำที่มนุษยใชสือ

ความหมายเพื่อใหเขาใจตรงกันระหวางผูสงสารกับผูรับสาร สิ่งที่ใชสื่อความหมายตองเปนเสียงพด
เทานั้น จะไมใชกิริยาทาทาง หรือสัญลักษณอื่นใดทั้งสิ้น

ภาษาทุกภาษาลวนใชเสียงสื่อความหมาย แตบางภาษาใชทั้งเสียงและตัวอักษรสือ
ั้

ความหมาย ภาษาที่ใชเสียงสื่อความหมายเพียงอยางเดียว มีมากกวาภาษาที่ใชทงเสียงและตัวอกษร
สื่อความหมาย เราจึงถือวาภาษาใชสื่อความหมายโดยอาศัยเสียงเปนสำคัญ
ภาษานอกจากจะแบงเปนภาษาตามความหมายอยางแคบและอยางกวางแลว ยังเปน
วัจนภาษาและอวัจนภาษาอีกดวย
วัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ใชสื่อความหมายดวยภาษาพูดหรือภาษาที่ออกเสียงเปน

ถอยคำ ตัวอักษร เปนประโยคที่มีความหมาย สามารถเขาใจได เชน คำพูด คำสนทนา
อวัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ไมใชถอยคำหรือคำพูดเปนภาษาที่แฝงอยูในถอยคำ
ภาษาที่ใชสื่อความหมายดวยกิริยาทาทางลักษณะตาง ๆ เชน กิริยาสั่นศีรษะ โบกมือ สัญญาณ

จราจร เปนตน ตัวหนังสือซึ่งมนุษยกำหนดเปนสัญลักษณที่ใชแทนเสียงพูด ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ท ่ ี

เกี่ยวของกับการแปลความหมาย เชน น้ำเสียง สายตา สีหนา การตรงตอเวลา การแตงกาย เปนตน
สิ่งเหลานี้จะไมใชถอยคำแตสามารถสื่อความหมายใหเขาใจกันได
ในการสื่อสารอวัจนภาษาจะชวยเพิ่มความชัดเจนของวัจนภาษาโดยเฉพาะการสื่อสาร

ทางอารมณ ความรูสึกมักแสดงออกทางอวัจนภาษาแตผูสงสารและผูรับสารจะตองระมัดระวังหาก
รูจักเลือกใชอวัจนภาษาเพื่อเสริมหรือแทนวัจนภาษาอยางมีประสิทธิภาพจะชวยใหการสื่อสาร
สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
๑) ความสัมพันธระหวางวัจนภาษาและอวัจนภาษา

วัจนภาษาและอวัจนภาษามีความสัมพันธกันดังนี้
ใชอวัจนภาษาแทนคำพูด เปนการใชอวัจนภาษาเพียงอยางเดียวใหความหมาย

เหมือนถอยคำภาษาได เชน พยักหนาแทนการพูดตอบรับ




ใชอวัจนภาษาแทนการขยายความ เปนการใชอวัจนภาษาเพื่อใหผูรับสารเขาใจ
วัจนภาษายิ่งขึ้น

ใชอวัจนภาษาย้ำความใหหนักแนน เปนการใชอวัจนภาษารวมกับวัจนภาษาใน

ความหมายเดียวกัน เพื่อย้ำความใหหนักแนนยิ่งขึ้น เชน พูดวา “หมวกใบนี้ใชหรือไม” พรอมทั้ง


ยกหมวกขนประกอบ
ใชอวัจนภาษาเนนความ เปนการใชอวัจนภาษาย้ำความหมายของวัจนภาษาทำให
ความหมายเดนชัดขึ้น เชน ใชตัวอักษรหนาพิเศษแสดงวา เปนขอความที่ตองการเนน
ใชอวัจนภาษาขัดแยงกัน เปนการใชอวัจนภาษาที่ใหความหมายขัดแยงกับ
วัจนภาษาผูรับสารตองสังเกตผูสงสารเพื่อจะทราบความรูสึกที่แทจริงของผูสงสาร เชน


ผูสงสารพูดวา “โกรธไหมคะทีใหรอนาน”
ผูรับสารตอบวา “ไมโกรธคะ” แตมีสีหนาบึ้งตึง
ผูสงสารก็รูไดวา ผูรับสารโกรธ
ใชอวัจนภาษาควบคุมปฏิสัมพันธระหวางการสื่อสาร เปนการใชสายตา สีหนา
น้ำเสียง กิริยา ทาทางเพื่อสรางความสัมพันธอันดีระหวางกันในการสื่อสาร เชน การมีสีหนา

เศราสลดเมื่อทราบขาวการสูญเสีย การแสงดความดีใจที่ไดพบกัน เปนตน
๒) ความสัมพันธระหวางเสียงกับความหมาย
คำในภาษาสวนมากเสียงกบความหมายไมสัมพันธกันการที่เสียงหนึ่งมีความหมายอยาง

หนึ่งเปนเรื่องของการตกลงกันของคนแตละกลุมแตละพวก เชน
คำที่ใชเรียกที่อยูอาศัย ภาษาไทย ใชวา บาน
ภาษาจีนแตจิ๋ว ใชวา ฉุ
ภาษาญี่ปุน ใชวา อุจิ

ภาษาเขมร ใชวา ผทะ (เพตยะห)
ภาษาฝรั่งเศส ใชวา เมซอง
ตัวอยางคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันในดานการเลียนเสียงธรรมชาติ เชน


เสียงวัสดุ เชน แกก กริง เพลง
เสียงรองของสัตว เชน กา กาเหวา ตุกแก
เสียงจากธรรมชาติ เชน ครืน เปรี้ยง อู
ี่
เสียงทเกิดจากสิ่งนั้น ๆ เชน กริ่ง หวูด หวอ


นอกจากเสียงกับความหมายจะสัมพันธกันเพราะการเลียนเสียงธรรมชาติแลว ก็อาจจะ
สัมพันธกันเพราะเสียงสระและพยัญชนะไดดวย

สัมพันธกันเพราะเสียงสระ เชน

ชายขาเปเดินเซเหไปหาคนหนาเบ ตาเข ฟนเก ซึ่งยืนอยูขางรานที่โยเย สระเอ
หมายถึง ไมตรง ยกเวนคำวา เด
เด็กตัวปอมเดินนอมตัวคอมหลังออมไปหาเพื่อนที่นั่งลอมวงอยู สระ ออ+ม สะกด
ี่
หมายถึง สิ่งทกลมเปนวงหรือคูเขาหากัน





สัมพันธกันเพราะเสียงพยัญชนะ เชน

เขาขึ้งเคียดแคนเคองขุนของเพราะถูกขัดขวาง

หนวยเสียง /ค/ มีความหมายเกี่ยวกับความโกรธ ความไมพอใจ

ตาแกเดินยักแยยักยัน มัวยงโยยงหยกทำหยุกหยิก เคี้ยวหมากหยับ ๆ

หนวยเสียง /ย/ แสดงอาการเคลื่อนไหว ไมอยูนิ่ง


คำภาษาถิ่นอีสานประเภทคำขยายจะใชเสียงสระบอกขนาดเล็ก ใหญ เชน

สระโอะ สระโอ บอกขนาดใหญ เชน อาปากโจโว
สระเอาะ สระออ บอกขนาดเล็ก เชน เด็กอาปากจอวอ
สระอิ สระอี บอกขนาดเล็กที่สุด เชน รูเล็กจีวี

ภาษาไทยพบวาคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันนั้นมีนอยกวาคำที่เสียงกับ

ความหมายไมสัมพันธกันดังนั้นการเลือกใชคำจึงตองเลือกใชใหเหมาะสมกับกาลเทศะ


๒.๒ หนวยในภาษาประกอบกันเปนหนวยที่ใหญขึ้น

หนวยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษา เชน เสียง คำ ประโยค ซึ่งผูใชจะนำ
หนวยเสียงที่เล็กที่สุดซึ่งไมมความหมายในตัวเอง คอ หนวยเสียง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต มา



ประกอบกนเปนคำ ภาษาไทยมีพยัญชนะ ๒๑ เสียง สระเดี่ยว ๑๘ เสียง สระประสม ๖ เสียง
วรรณยุกต ๕ เสียง เมื่อนำเสียงเหลานั้นมาประกอบกันเขาทงหมดก็จะไดคำเพมมากขึ้น โดยไมจำกัด
ั้
ิ่
จำนวน และเมื่อนำคำเหลานั้นมาสรางคำใหม สรางกลุมคำและสรางประโยค จะไดอีกไมจำกัด
จำนวน


ความหมายของหนวยคำ

หนวยคำเดียวกันจะตองมความหมายคงเดิมเสมอไมวาจะปรากฏที่ตำแหนงใดใน

ประโยค เชน คำวา “ไป”


คุณแมไปไหน

คุณแมจะไปดวยกันไหม

คุณแมไปใหไกลๆ ลูกหนอย

คุณแมอยากจะไปกเชิญซิเชิญไป

คำวา “ไป” ในประโยคเหลานี้ ตางกมีความหมายเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจึงเปน

หนวยคำเดียวกันแตถาหนวยคำนั้นมีความหมายตางกัน จัดวาเปนคนละหนวยคำ เชนคำวา “ขัน”
เขาใชขันตักน้ำ ทำหนาที่ นาม แปลวา ภาชนะชนิดหนึ่ง
เขาขันเชือก ทำหนาที่ กริยา แปลวา ทำใหแนน


เขาทำงานแข็งขัน ทำหนาที่ วิเศษณ แปลวา แขงแรง






คำวา “ขัน” ในแตละประโยคมีความหมายตางกัน จึงถอวามี 3 หนวยคำ

การนำคำมาเรียงกันเปนคำใหมดวยวิธีซอนคำ ประสมคำ หรือเรียงคำเปนประโยคนั้น
ถามีการสลับตำแหนงของคำ หรือสลับตำแหนงคำในประโยคก็จะทำใหความหมายเปลี่ยนแปลงไป
ดวย เชน
ชุด ก สลับ ตำแหนงคำ

เรียกรอง – รองเรียก กลางคน – คนกลาง
ขาดใจ – ใจขาด เบิกบาน – บานเบิก
ชุด ข สลับตำแหนงในประโยค

ใครไปหาให หาใครไปให
ใหใครไปหา ไปหาใหใคร

ิ่
การสลับตำแหนงคำทั้งของคำและประโยคเชนนี้ชวยใหมีคำ มีประโยคเพมมากขึ้นไม 
จำกัดจำนวน

นอกจากสลับตำแหนงของคำและของประโยคดังกลาวแลวประโยคยังสามารถขยายให
ยาวออกไปไดโดยไมสิ้นสุด เชน



ประโยคขยายคำนามในประโยคตน ทำใหกลายเปนประโยคความซอน

คุณแมซื้อกำไล


คุณแมซื้อกำไลที่อยูในราน

คุณแมซื้อกำไลที่อยูในรานที่ขายเครื่องประดับ
คุณแมซื้อกำไลที่อยูในรานที่ขายเครื่องประดับที่แมเคยซื้อ


จากประโยคตัวอยางเหลานี้ ตรงกับคำกลาวของนักภาษาศาสตรที่วา เราสามารถสราง
ประโยคไดไมจำกัดจำนวน จากเสียงในภาษาที่มีจำนวนจำกัด และเราสามารถพูดประโยคไดยาว

ออกไปเรื่อย ๆ ไมสิ้นสุด

๒.3 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง


ภาษาทุกภาษาที่ยังใชกันอยูจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยกเวนภาษาตาย
อยางภาษาสันสกฤต ภาษาที่ใชตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงดานตาง ๆ สรุปไดวา
ภาษามีลักษณะการเปลี่ยนแปลง ๓ ประการ ดังนี้


1) การเปลี่ยนแปลงดานเสียง จำแนกเปน
ื่
ิ่
ิ่
การเพมเสียง คือ การเพมเสียงบางเสียงเพอใหออกเสียงไดสะดวกขึ้นหรือ
มีเสียงไพเราะขึ้น เชน
นกสา – นกกระสา
ผักเฉด – ผักกระเฉด






การตัดเสียง คอ การที่เสียงบางเสียงในคำถูกตัดไป เชน

ขาพระพทธเจา – ขาพเจา
อยุธยา – ยุดยา
การสับเสียง คือ กระบวนการที่ทำใหเสียงเดิมสลับที่กันเปลี่ยนแปลง เชน
ตะกรา – กะตรา

ตะกรุด – กะตรุด
การกลมกลืนเสียง คือ การที่เสียงเปลี่ยนไปตามเสียงที่ใกลกัน เชน
ี้
อยางนี้ – อยางง ยังงี

อยางไร – อยางไง ยังไง
ดินหมอ – มนหมอ





2) การเปลี่ยนแปลงดานถอยคำ ในปจจุบันมการเปลียนแปลงดวยถอยคำใน

ลักษณะตาง ๆ เชน
การเปลี่ยนแปลงหนาที่ของคำ โดยเปลี่ยนหนาที่ของคำจากเดิมไปเปนอีก
หนาที่หนึ่ง เชน
วันนี้อาจารยแกวแตงตัวปาจังเลยนะ

คำวา “ปา” เดิมทำหนาที่เปนคำนาม แตในทีนี้ เปนคำวิเศษณ
หมายถึง ลาสมัย เชย

การนำชื่อเฉพาะมาใชเปนชื่อทั่วไป เชน
หมอชิต – แตเดิมบริเวณนั้นเปนโรงงานผลิตยานัตถุของ นายชิต

หรือที่คน ทั่วไปเรียก หมอชิต ตอมาสถานที่แหงนั้นกลายเปนสถานีขนสงสายเหนือและสถานี
ปลายทางรถไฟฟา ตามลำดับ แตคนทั่วไปยังเรียกหมอชิตดังเดิม
การยืมคำจากภาษาตาง ๆ มาใช เชน ฟรี ตั้งฉาย เตาเจี้ยว คอมพิวเตอร

การเปลี่ยนความหมาย ความหมายของคำอาจจะกวางขึ้น แคบลงหรือ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เชน จริต เดิม หมายความวา ความประพฤติ หรือ

กิริยาอาการ เชน จริตกิริยานุมนวลละไม แตปจจุบัน มีความหมายแคบลง หรือมักใชเฉพาะทางไมดี
เทานั้น เชน เด็กคนนี้มีจริตจะกานเกินวัย

3) การเปลียนแปลงดานประโยค


การเปลี่ยนแปลงดานประโยคที่ไดรับอิทธิพลจากภาษาตางประเทศ เชน
การใชรูปประโยค Passive Voice หรือ กรรมวาจก โดยใชคำวา “ถูก”
เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวก เชน ฉันถูกคุณแมชมเชย โครงสรางประโยคภาษาไทยที่ถกตอง ควร

เปน คุณแมชมเชยฉัน เมื่อตองการ ใชรูปประโยคกรรมวาจก เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวก ควร
ใชคำวา “ไดรับ” เชน ฉันไดรับคำชมเชยจากคุณแม 





การใชประโยคแบบโครงสรางภาษาอังกฤษ ที่มีคำบอกจำนวนอยูหนา

คำนาม โดยปกติโครงสรางประโยคภาษาไทยจะมีคำนามอยูหนาคำบอกจำนวนนับและลักษณนาม
เชน กลวยสองหวี แตปจจุบันภาษาหนังสือพิมพนิยมใชโครงสรางประโยคภาษาอังกฤษมาพาด
หัวขาว เชน
สองโจรบุกปลนรานทอง ก. ทองเยาวราชกลางวันแสก ๆ

แปดผูตองหาเขามอบตัวกับเจาหนาที่ตำรวจแลว เมื่อวานนี้
ี่
การแปลหนวยคำทางไวยากรณในภาษาอังกฤษทไมเกี่ยวของกับ

ึ้
ี่
ความหมาย เชน ประโยคทขนตนดวย There is, There are, It is และประโยคที่ใชคำวา with ดังนี้
มันเปนความจำเปนที่ฉันตองทำงานนี้
(โครงสรางประโยคภาษาองกฤษ)

ฉันจำเปนตองทำงานนี้ (โครงสรางประโยคภาษาไทย)

สาเหตุที่ทำใหภาษาเปลี่ยนแปลง ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอาจสันนิษฐานไดหลาย

ประการ ดังนี้
๑) การพูดจาในชีวิตประจำวัน อาจทำใหเกิดการกลมกลืนเสียง การกลายเสียง
เชน อยางนี้ เปนอยางงี้ เปน ยังงี้ หรือเกิดจากการกรอนเสียง เชน

ตาวัน กรอนเสียงเปน ตะวัน
ฉันนั้น กรอนเสียงเปน ฉะนั้น
๒) อิทธิพลของภาษาอื่น เมื่อเรายื่นคำหรือประโยคภาษาอื่น เชน ภาษาบาลี –
สันสกฤต หรือภาษาอังกฤษมาใช บางทีมไดดัดแปลงใหมลักษณะกับภาษาของตนจึงทำใหภาษา


เปลี่ยนแปลงไป ดังตัวอยาง
สำนวนภาษาตางประเทศ สำนวนภาษาไทย
หนังสือเลนนี้งายตอการเขาใจ หนังสือเลมนี้เขาใจงาย
ฉันไดรับการตอนรับอยางอบอุน เขาตอนรับฉันอยางดี

๓) ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม เมื่อเกิดสิ่งแปลก ๆ ใหม ๆ ขึ้น เราจะตอง
มีคำสำหรับเรียกสิ่งนั้น สิ่งที่มีมาแตเดิมก็เลิกใช หรือแมวาคำนั้นยังอยูคนรุนใหมก็อาจจะไมรู

ความหมายหรือเขาใจความหมายผิด เชนถาพูดวา เธอเห็น “เสวียน” ไหม หรือพดวา ปา “ดงขาว”


ใหนาน ๆ หนอยนะขาวจะไดระอุ คนรุนใหมอาจจะไมรูจักคำ “เสวียน” และ “ดงขาว” “เสวียน”

ซึ่งหมายถึง หวายหรือฟางที่มดเปนวงกลมสำหรับวางกนหมอ สวน “ดงขาว” กคือการเอาขาวที่เช็ด

น้ำ “รินน้ำ” ใหม ๆ ขึ้นตั้งไฟหมุนหมอไปมาใหขาวระอุ คำเหลานี้แสดงใหเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง


ของคำทั้งสิ้น
ื่
๔) การเรียนภาษาของเด็ก เด็กเรียนภาษาจากคนใกลชิดเมอเด็กไดฟงคำพูดและ

ภาษาจากผูใหญ ก็จะพยายามพัฒนาเปนภาษาของตนเอง แตก็ไมตรงกับภาษาของผูใหญทีเดียว
ดังนั้น เมื่อเด็กสืบทอดภาษาตอไป ภาษาก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากภาษาทั่ว ๆ ไป





การเปลี่ยนแปลงของภาษาเกดกับทุกชาติทุกภาษา แตไมควรใหเปลี่ยนแปลงจนเกิด
ผลเสียแกการสื่อสาร เชน ไมใหออกเสียง ร เปน ล เชน รัก เปน ลัก โรงเรียน เปน โลงเลียน และ

ไมใหออกเสียงควบกล้ำผิดหรือไมชัดเจน เชน ออกเสียง น้ำปลา เปน น้ำปา, ไมกวาด เปน ไมฝาด
, รถไฟฟา เปน รถไควควา ซึ่งจะทำใหผูฟงไมเขาใจความหมาย หรือเขาใจคลาดเคลื่อนซึงจะทำให

การสื่อสารครั้งนั้นๆ ไมสัมฤทธิ์ผลตามตองการ



๒.4 ภาษาตาง ๆ มีลักษณะคลายคลึงกัน




ภาษาตางๆ ทัวโลกมมากมาย ภาษาเหลานี้จึงมีทั้งลักษณะที่ตางกันและเหมอนกัน เชน



ลักษณะที่ตางกัน ลักษณะที่เหมอนกัน
1. ดานเสียงภาษาอังกฤษมีเสียง g, j แต  ๑. ทุกภาษาใชเสียงสื่อความหมาย เสียงนั้นม ี

ภาษาไทยไมม ี ทั้งเสียงสระและเสียงพยัญชนะ
๒.ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต ภาษาอังกฤษ 2. ทุกภาษาสามารถสรางคำใหมจากศพทเดิม



ไมม ี หรือนำคำศัพทอื่น ๆ มาประสมกับศัพทเดิม
เชน การประสมคำหรือซ้ำคำเพื่อสรางคำใหม 
ขึ้นใช
3. คำไวยากรณ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส 3. แตละภาษามีสำนวนที่ใชในความหมายใหม 
ภาษาไทย มกเรียงประโยคแบบประธาน กริยา เชน ภาษาไทยมีกลุมคำ ตัดหางปลอยวัด มี

กรรม แต ภาษาญี่ปุน ภาษาฮินดี เรียงประโยค ความหมายวา เลิกเกี่ยวของหรือเลิกรับผิดชอบ




แบบประธาน กรรม กริยา ดงนัน ถาคนไทยพด ภาษาอังกฤษมีกลุมคำวา แคทซแอนดดอกซ

วา ฉันกินขาว ญี่ปุน จะพูดวา ฉันขาวกิน เมื่อใชเปนสำนวนขยายกริยา “ฝนตก” จะ
หมายถึง ตกไมลืมหูลืมตา
4. แตละภาษามีวิธีขยายประโยคใหยาว
ออกไปไดเรื่อย ๆ

5. แตละภาษามีคำชนิดตาง ๆ คลายกัน คอ ม ี
คำนาม คำกริยา คำขยายนาม คำขยายกริยา

6. แตละภาษามีวิธีแสดงความคิดคลาย ๆ กัน
คือ มีประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ และ
ประโยคคำสั่ง

7. แตละภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลา

แมวาภาษาจะมีขอแตกตางกนหลายประการ แตมีลักษณะที่คลายคลึงกันกับภาษาไทย


อยูมากจึงทำใหการเรียนภาษาตาง ๆ เหลานั้นไมเปนสิ่งเหลือวิสัยที่จะสามารถเรียนรูได

๑๐


๓. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร





มนุษยตองมการติดตอสื่อสารกันอยูตลอดเวลาเนืองจากมนุษยอยูรวมกันเปน

ชุมชน การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตนอกเหนือจากปจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ของมนุษย การสื่อสารมบทบาทสำคัญ ตอการดำเนินชีวิตของมนุษยอยางมาก การสื่อสารม ี


ความสำคัญอยางยิ่งในปจจุบัน ซึ่งไดชื่อวาเปนยุค ของการสื่อสารไรพรมแดน เปนยุคของขอมูล





ขาวสาร การสื่อสารมประโยชนทงในแงบุคคลและสังคม การสือสารทำใหคน มความรูและ




โลกทัศนทกวางขวางข้น การสื่อสารเปนกระบวนการที่ทำใหสังคมเจริญกาวหนาอยางไมหยุดยั้ง

ทำใหมนุษยสามารถสืบทอด พัฒนา เรียนรู และรับรูวัฒนธรรมของตนเองและสังคมได การสื่อสาร
เปนปจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศสรางสรรคความเจริญกาวหนาแกชุมชนและสังคมในทุกๆ ดาน

ดังนั้นการใชภาษาเปนทักษะสำคัญที่ผูเรียนตองฝกใหเต็มตามศักยภาพของตน ทั้งในดานการฟง


การพูด การอาน การเขียน การดูและการแสดงใหดู ทกษะดังกลาวจำเปนแกการดำรงชีวิต

๓.๑ ความสำคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารมีความสำคัญดังนี้ การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของ
มนุษยทกเพศทุกวัย ไมมีผูใดที่จะดำรงชีวิตได โดยปราศจากการสื่อสาร ทุกสาขาอาชีพก็ตองใชการ

สื่อสารในการปฏิบัติงาน การทำธุรกิจตาง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษยที่มการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา


ตลอดเวลา การสื่อสารกอใหเกิดการประสานสัมพันธกนระหวางบุคคลและสังคมชวยเสริมสราง
ความเขาใจอันดีระหวางคนในสังคม ชวยสืบทอดวัฒนธรรมประเพณ สะทอนใหเห็นภาพความ

เจริญรุงเรือง การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการพัฒนาความเจริญกาวหนาทงตัวบุคคลและสังคม
ั้
การสื่อสารเปนเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยและพัฒนาความเจริญกาวหนาในดาน
ตางๆ
๓.๒ องคประกอบของการสื่อสาร

การสื่อสารมีองคประกอบสรุปไดดังแผนภูมิตอไปนี้





ผูสง
สาร
สือ/ชองทาง สือ/ชองทาง ผูรับ




ปฏิกิริยาตอบสนอง

๑๑


๓.๓ ลักษณะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร
ลักษณะการใชภาษาเพอการสื่อสารที่ดีมี ดังนี้
ื่

๑) ภาษาตอง ชัดเจน เขาใจงายไมซับซอน ไมคลุมเครือ

๒) ภาษาตองเหมาะกับกาลเทศะ และสภาพแวดลอมทางสังคม
๓) ใชภาษาใหสอดคลองกับความสามารถ ความรู อุปนิสัยของผูรับสาร
๔) เลือกใชภาษาที่เหมาะกับวิธีการสงขาวสารซึ่งใหผลไดรวดเร็ว

ื่
๕) ภาษาตองตอเนื่อง และสม่ำเสมอเพอใหความทรงจำแกผูรับสาร

๖) ภาษาตองมความนาเชื่อถอ และสามารถใหผูรับสารเชื่อถือได

ี่
๗) ภาษามีเนื้อหาสาระทพึงพอใจ เรงเรา และชี้แนะใหตัดสินใจ
๘) ภาษาตองกระชับเพื่อไมกอใหเกิดความเบื่อหนาย รำคาญตอผูรับสาร

๙) ภาษาควรแสดงภาพพจนเพื่อกอใหเกิดจินตนาการในใจของผูรับสาร

๔. วตถประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน



การใชภาษาไทยสำหรับการสอนมีวัตถุประสงคเพื่อนำทักษะ ความรูทางภาษาไทยมาใช
สื่อสารระหวางผูสอน ผูเรียนและผูที่เกี่ยวของ เชน ผูปกครอง ครูที่สอนในระดับที่สูงขึ้นเพื่อให
บรรลุตามวัตถุประสงคทตองการ จะเห็นวาการสื่อสารในกระบวนการจัดการเรียนรูแตเดิมสวนใหญ
ี่

จะเปนบทบาทหนาที่ของครูมากกวานักเรียนแตการจัดการเรียนรูในปจจุบันผูเรียนมกเปนผูสงสารวา

ตนเองตองการทำอะไรแลวครูก็ควรตอบสนองหรือชี้แนะในสิ่งที่เปนประโยชนหรือมคณคาแกผูเรียน



นอกจากนี้ครูจะตองใชภาษาสื่อสารในกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการสอนดวย เชน การเขียน
แผนการจัดการเรียนรู การรายงานผล การประเมนผล การเสนอแนะวิธีปรับปรุงแกไขหรือวิธีการ



ใหความชวยเหลือ เปนตน

การใชภาษาไทยสำหรับการสอนแบงตามวัตถุประสงคไดดังนี้
๑) ใชเพื่อบอกเลาเรื่องราว อธิบายความ
๒) ใชเพื่อแสดงความคิดเห็น
๓) ใชเพื่อสรางความสัมพันธ

๔) ใชเพื่อกระตุน โนมนาวใจ
๕) ใชเพื่อประเมินผล
๖) ใชเพื่อรายงานผล
ผูรูทางภาษาไทยหลายทานตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยวา ไม 

แนใจวาภาษาของชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญหรือทางเสื่อม เรื่องที่นาเปนหวง คือ การใช
ื่
คำคะนองจนไมรูจักกาลเทศะ ใชคำไมสุภาพ และขาดรสนิยมในการใชภาษา ดังนั้น เพอใหภาษาไทย
เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ครูในฐานะของผูสอนและนักเรียนในฐานะที่เปนผูใชภาษาควรใสใจเลือก
ใชภาษาใหถูกตองและไตรตรองอยางมีเหตุผล กอนที่จะใชภาษาที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

หากครูและนักเรียนจะสรางสรรคคำใหมขึ้นมาใชในการสื่อสาร ก็ควรสรางสรรคถอยคำใหถกตอง




ตามหลักภาษาไทย มีความชัดเจน เหมาะสมเพือใหการสื่อสารประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค 
โดยมีองคประกอบในการสื่อสาร คือ ผูสงสาร สื่อ สาร และผูรับสาร โดยมีลักษณะการใชภาษา
ี่

สื่อสารทดี ระมดระวัง เลือกใชถอยคำใหสื่อความชัดเจนเปนที่เขาใจแกผูรับสาร

๑๒





ี่
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๑
ความสำคัญของภาษา

วัตถุประสงคการเรียนรู

ี่
๑. นิสิตสามารถบอกหนาทของภาษาได
๒. นิสิตสามารถบอกธรรมชาติของภาษาและลักษณะที่ควรสังเกตบางประการ
ของภาษาได 

๓. นิสิตสามารถบอกความสำคัญของการใชภาษาเพื่อการสื่อสารได

๔. นิสิตสามารถบอกองคประกอบของการสื่อสารได
๕. นิสิตสามารถบอกลักษณะการใชภาษาสื่อสารที่ดีได

๖. นิสิตสามารถบอกวัตถุประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน


กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับหนาที่ของภาษา
ี่
2. ใหนิสิตศึกษาธรรมชาติของภาษาและลักษณะทควรสังเกตบางประการ
ของภาษา
๓. นิสิตศึกษาเกี่ยวกับฟภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
๔. ผูสอนและนิสิตอภิปรายรวมกันเกี่ยวกับหนาทของภาษาและธรรมชาติ
ี่
ื่
ของภาษา ภาษาเพอการสื่อสาร วัตถุประสงคของการใชภาษาไทย
สำหรับการสอน สรุปเนื้อหา ความรู ขอคิด

๑๓



บทที ๒
วัฒนธรรมการใชภาษา



1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวฒนธรรม



วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามใหแกหมูคณะ ภาพที่แสดงถงความเจริญ
งอกงาม หรือความมีระเบียบวินัย สิ่งใดก็ตามหากมีการเจริญขึ้นดวยการศึกษาอบรมก็หมายถึง

วัฒนธรรมไดทั้งสิ้น

วัฒนธรรมเกิดจากการเรียนรู ไมใชสิ่งที่ติดตัวมนุษยมาแตกำเนิดและไมใชสิ่งที่อาจถายทอด

ทางพันธุกรรมได วัฒนธรรมเปนมรดกของสังคม วัฒนธรรมเปนผลของการถายทอดและการเรียนรู 
จากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกอกรุนตอไป การถายทอดนั้น ตองใชเวลา และมีภาษาเปนสื่อกลางชวย

ใชมนุษยไดแสดงความรูสึกและสามารถเขาใจผูอื่นได เปนแบบแผนในการดำเนินชีวิต บุคคลที่เกิดใน
ึ่
สังคมใดก็ตองเรียนรูวัฒนธรรมของสังคมนั้นซงแตกตางกันไปตามแตละสังคมไมสามารถ นำมา
เปรียบเทียบไดวาของใครดีกวากัน เพราะแตละวัฒนธรรมยอมมความเหมาะสมตามสภาพแวดลอม


ของแตละสังคม วัฒนธรรมเปนสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได จากการคิดคนสิ่งใหมๆ หรือปรับปรุงของเดิมให

เหมาะสมกับสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไปจึงทำใหวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ วัฒนธรรม
มีลักษณะเปนการแสดงถึงรูปแบบของความคิด ในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย เปนผลมาจากการ
ชวยกันกำหนดรูปแบบของความคิดในการแสดงพฤติกรรมของสมาชิก โดยที่สมาชิกรับรูรวมกัน และ

ประพฤติตามแนวคิดนั้นและวัฒนธรรมมิใชเปนของผูใดผูหนึ่งโดยเฉพาะ วัฒนธรรมเปนของสวนรวม
ี่
ซึ่งเกิดจากการทมนุษยอยูรวมกัน และสรางรูปแบบในการดำเนินชีวิตในสังคมรวมกัน วัฒนธรรมจึง
ไมใชสิ่งที่สมาชิกในสังคมคนใดคนหนึ่งยอมรับและปฏิบัติเทานั้น


วัฒนธรรมแบงเปนประเภทได 5 ประเภท ดงนี


๑. วัฒนธรรมทางจารีตประเพณ ี
๒. วัฒนธรรมทางจิตใจ
3. วัฒนธรรมทางวัตถ ุ
4. วัฒนธรรมทางสุนทรียะ

5. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณกรรม

ในเอกสารประกอบการสอนเลมนี้ผูเรียบเรียงจะกลาวถึงเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษา
และวรรณกรรม ดังนี้ ภาษาเปนสวนสำคัญของวัฒนธรรมเพราะภาษาเปนเครื่องมือสื่อสาร

ความหมายใหคนในชาติเขาใจกัน ประเทศไทยมีภาษาของตนเองมาชานานแลว ในสมัยกรุงสุโขทัย
เปนราชธานี พอขุนรามคำแหงไดทรงประดิษฐขึ้นเมื่อป พ.ศ. ๑๘๒๖ มี พยัญชนะ ๔๔ ตัว (๒๑
เสียง), สระ ๒๑ รูป (๓๒เสียง), วรรณยุกต ๕ เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ทำให
กลายเปนรากฐานสำคัญของภาษาไทยในปจจุบันซึ่งมีระยะนานกวา ๗00 ป สิ่งที่นาสนใจที่แสดงถง ึ

ความสัมพันธระหวางภาษากับวัฒนธรรมอีกประการหนึ่ง คือ ในภาษาไทยมีระดับของคำหรือศักดิ์

๑๔




ึ่
ของคำที่ใชเหมาะแกบุคคล กาลเทศะ อันเปนเอกลักษณทางภาษาไทย เชน มีการใชคำราชาศพทซง

เปนคำสุภาพประเภทหนึ่งที่คนไทยกำหนดขึ้นไวใชสำหรับพระมหากษัตริย มิไดหมายความวา
พระมหากษัตริยเปนผูใชถอยคำนี้ แตเปนผูที่ตองใชภาษาเพ็ดทูลพระมหากษัตริย
คนไทยในภูมิภาคตางๆ ของประเทศไทยจะสามารถติดตอสื่อสารกันได ถาทุกคนใช
ภาษากลางซึ่งเปนภาษาที่ใชอยูในเมืองหลวง และเปนภาษาที่สอนกันในสถานศึกษา ใชติดตอ

ราชการ คนไทยสวนมากยังรูภาษาที่ใชพูดกันเฉพาะถิ่นของตนอีกดวยภาษาที่ใชในถิ่นตางๆ จะ

แตกตางกันในดานเสียง ความหมายของคำ และการใชศัพท ภาษาที่ใชในทองถิ่นตางๆ ของประเทศ
ไทยนั้นแบงตามภูมิศาสตรไดดังนี้ ภาษาภาคเหนือ ภาษาภาคอีสาน ภาษาภาคใต เปนตน
คนไทยบันทึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย และโลกที่มนุษยอาศัยในรูปแบบที่เรียกวา

วรรณกรรม หรือวรรณคดี ซึ่งเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญเพราะวรรณกรรม วรรณคดีได 
สะทอนใหทราบถึงสภาพความรูสึกนึกคิดทางอารมณ ปรัชญา สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
ตลอดจนเหตุการณตางๆ ไดอยางนาสนใจ ฉะนั้นวรรณคดีไมวาเรื่องใด ก็ตามยอมกลาวถึง ความด ี
ความชั่ว อุดมคติ ความริษยา อาฆาต เปนตน ซึ่งไดถายทอดออกมาไดลึกซึ้งกินใจสำหรับคนใน
ชาติตามรูปแบบการเขียนที่แตกตางกัน



๒. ขอสังเกตเกี่ยวกับวฒนธรรมในการใชภาษาไทย

ขอสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการใชภาษาไทย สรุปไดดังนี้
๑. ธรรมเนียมไทยถือวาผูใหญลอเลนหรือใหความสนิทสนมกับเด็กนับเปนการใหความ
เมตตา ถาเด็กถือเอาความเมตตานั้นเปนโอกาสใหพูดลอเลียนผูใหญเลน แมจะดวยความรัก ก็ถือวา


ไมงาม ไมเหมาะสม เปนเรื่องเสียมารยาท เด็กสมัยใหมมักจะขาดมารยาทขอนี้ มักไมรูจักความพอดี
ทำใหพูดลวงเกินผูใหญ หรือพูดจาตีเสมอผูใหญ แมจะเปนการพูดโดยไมไดมีเจตนารายก็ตาม
๒. ธรรมเนียมไทยนั้น ผูใหญที่ดีทานยอมรูตัววาทานทำอะไรดีหรือไม ทานแกไขตัวเองได 
ไมใชหนาที่ผูนอยที่จะตำหนิ ยิ่งเปนผูใหญของบานเมืองถาทานทำอะไรผิด ผลงานจะเปนตัวตำหนิ

ทานเอง
๓. วัฒนธรรมไทยนั้นถือวาสิ่งที่ไมงาม สิ่งที่นารังเกียจไมควรนำมาแสดง การนำสิ่งที่ไมดีของ

ผูอื่นออกมาแสดงนั้น ถือเปนการประจานผูอื่น เปนเรื่องเสียมารยาทอยางยิ่ง


๔. การคำนึงถึงการใชภาษาใหสุภาพนั้น บางครั้งทำใหเกิดความฟุมเฟอยขึน มักเปนการใช

คำมากแตกินความนอย ทั้งนี้เพราะความพยายามสุภาพ และแสดงความเกรงใจจนทำใหลืมเนื้อหาท ี่
ตองการสื่อสารไป เชน ตัวอยางการเขียนขอความบอกอาจารยของนักศึกษาที่กลาววา “กระผมมา

กราบขอรบกวนทานอาจารย จะรบกวนถามเรื่องการสอบไล ภาคเรียนที่ 1 ถาจะมากราบเรียนอก
ทานอาจารยจะสะดวกวันไหน โปรดกรุณาเขียนวันที่ใหทราบดวย ขอบพระคุณอยางยิ่งครับ” เปน

ตน ในการเขียนนั้นควรเขียนใหกระชับ ตรงไปตรงมาไมเยิ่นเยอ และไดสาระสำคัญ ทั้งไมควรใช

ภาษาที่ผิดธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมไทยดวย
ภาษาไมใชแคเพียงสื่อที่ทำหนาที่ลำเลียงสารหรือขอมูลไปยังผูรับสารเทานั้น ภาษายัง

สะทอนวัฒนธรรมของผูสงสารออกมาดวย แมสารจะถูกตองชัดเจนแตหากขาดความสุภาพ

๑๕


ความเหมาะสมตอสถานการณ บุคคล หรือเวลาแลว การสื่อสารนั้นก็สัมฤทธิ์ผลไดยาก ดังนั้นลอง
นึกทบทวนสักนิดวาทุกคนไดใชภาษาสุภาพ เหมาะสมหรือยัง หากยังควรปรับเปลี่ยนทัศนคติและ


ิ่

ทำความเขาใจภาษาใหถกตอง ไมเชนนั้นทานอาจเปนคนหนึ่งทเพม “มลพิษทางภาษา” ใหกบสังคม
ี่
และลูกหลานไทยก็ได

๓. ครูกับการใชภาษาไทย

ภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติไทยดังนั้นคนไทยสามารถใชภาษาไทยในชีวิตประจำวันได 

โดยมิไดเรียนในระบบโรงเรียนแตเรากตองยอมรับความเปนจริงวาแตละคนมีความสามารถในการใช

ภาษาแตกตางกันและในทุกสาขาอาชีพตองมการสื่อสารเพอความเขาใจที่ตรงกันจึงจำเปนอยางยิ่งใน
ื่

การฝกฝนใหมีทักษะภาษามากเปนพิเศษและโดยเฉพาะอยางยิ่งคนที่จะเปนครู อาจารย ไมวาจะ
สอนวิชาใดก็ตองศึกษาเรื่องการใชภาษาเพราะการใชภาษาที่ถูกตองและเหมาะสมจะชวยให
ประสิทธิภาพในการสอนดียิ่งขึ้น ดังนั้น ครูกับการใชภาษาไทยจึงมีความจำเปนอยางมาก
การใชภาษาไทยมความสำคญยิ่งแกชีวิต การใชภาษาไทยสำหรับการสอน หมายถึง การใช


ภาษาไทยประกอบดวยกิริยาอาการอยางเปนกระบวนการ มีขั้นตอนหลายขั้นตอนเริ่มตั้งแต



การเลือกใชคำ ประโยคและการเชื่อมโยงคำและทาทางเขาดวยกัน โดยวิธีฟง ดู พูด อานและเขยน
ในรูปแบบที่หลากหลายตลอดจนพิจารณาทบทวนปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมเพื่อนำมาใชในการจัด
การเรียนรูใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและพัฒนาตนเองใหเปนผูมความสามารถเต็มตามศกยภาพทมอยู



ี่
ดังนั้น การฝกฝนทักษะใหเกิดความชำนาญ ความสามารถในการใชภาษาสำหรับการสอนจึงถือเปน
ความจำเปนสำหรับผูที่จะเปนครูอาชีพ เพราะครูยังมีบทบาทสำคัญตอระบบการศึกษา ครูยังตอง
สอน ตองจัดกิจกรรมการเรียนรู ครูจะหลีกเลี่ยงการใชภาษาไทยซึ่งเปนภาษาประจำชาติใน
การสอนผูเรียนมิไดไมวาจะสอนวิชาใด ระดับชั้นใดก็ตามครูยังตองมีทักษะในการใชภาษาอยางดี


การใชภาษาไทยสำหรับการสอนมความสำคัญอยางยิ่งเนื่องจากสังคมมนุษยเปนสังคมทตอง
ี่

ติดตอสื่อสาร มีกิจกรรมรวมกนในการดำเนินชีวิต การทักทายปราศรัย การอยูรวมกัน การดำเนิน
กิจธุระ การทำงาน รวมถึงการพักผอนหยอนใจ เปนตน ซึ่งในทุกๆ กิจกรรมจะตองใชภาษาควบคไป
ู
ดวยทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา คนที่จะเปนครูก็เชนกันเนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหกบ

นักเรียนครูจะตองใชทักษะภาษา ไดแก การฟง การดู การพูด การอาน และการเขียน ควบคกน

ู
ไปกบการสอนเสมอ

การใชภาษาไทยเพื่อการเปนครูที่ด ครูเปนผูมีบทบาทและมีความสำคัญอยางยิ่งตอ

การศึกษา การเรียนรูของผูเรียนตอความสำเร็จในการพัฒนาบุคคลซึ่งสงผลตอความสำเร็จใน
การพัฒนาประเทศ ครูมีบทบาทและความสำคัญอยางยิ่งในฐานะผูใหการศึกษาของชาติ ครู คือผู 
กำหนดอนาคตของคนในชาติ ชาติใดก็ตามที่ไดครูเปนคนมความรู เปนคนเกง เปนคนเสียสละ ตั้งใจ


ทำงานเพื่อประโยชนของผูเรียนชาตินั้นจะไดพลเมองทเกงและฉลาด มีศักยภาพและมความสามารถ
ี่


ที่จะแขงขันกับทุกประเทศในโลกก็ได เมื่อครูเปนผูมีความสำคัญอยางนี้ ครูจึงตองระลึกไวเสมอวา
จะตองทำหนาที่ใหดีที่สุด และตองเปนครูที่ดีดวย ซึ่งครูที่ดีนอกจากตองมีความประพฤติดีเปน
แบบอยางแกผูเรียนแลวยังตองมีคุณลักษณะอีก ๒ ประการ คือ เปนผูที่มีความรูในเนื้อหาวิชาที่จะ
สอน เปนผูมีความสามารถในการสอน ผูที่มีความรูเปนเลิศในวิชาการและการปฏิบัติงานอยางไร

๑๖



ก็ตาม ถาไมรูจักใชภาษาไทยใหถูกตองเปนสื่อตามประสงคแลว ความรูความสามารถนั้นก็เปนอน
ลมเหลว เพราะไมสามารถใชความรูนั้นไดตามความตองการในชีวิตประจำวัน เราก็มักจะประสบ

ปญหาเสมอวา จะเขียนอยางไรดี จะพูดอยางไรดี จึงจะไดผลตามตองการ เราควรศึกษา

ภาษาตางประเทศเพื่อใหเปนกญแจไขความรู การศึกษาภาษาไทยเพอใหเปนสื่อใหความรูปรากฏแก 
ื่
คนอื่นๆ” ดังนั้น การใชภาษาไทยเพื่อการเปนครูที่ดี ควรประกอบดวยหลัก ๓ ประการ คือ การ
เปนแบบอยางในการใชภาษา การใชภาษาหาความรู และการใชภาษาในการสอน



๔. การใชภาษาในการสอน


ครูตองเปนผูมีความสามารถในการใชภาษาสำหรับการสอน ปจจุบันครูเปลี่ยนการสอนแบบ
บอกความรูใหนักเรียนทองจำเปนการจัดการเรียนรูในหองเรียนใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ดังนั้น
ี่
การจะเปนผูจัดการเรียนรูที่ดี ครูจำเปนตองมีการใชภาษาทดี มีการใชภาษาที่หลากหลาย เขาใจงาย
ทั้งวิธีการและรูปแบบไมใชเปนเพียงการพูดอธิบาย บอกจด หรือเขียนบรรยายแตตองปรับการใช

ภาษาใหสอดคลองกับกระบวนการสอนแบบใหมๆ


๕. จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย


จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย คนเปนครูทุกคนควรระลึกไวเสมอวาครูจะตองใช



ภาษาไทยใหถกตอง เหมาะสมเสมอ ถาไมแนใจในการใชภาษาตองมการตรวจสอบขอมลหรือศกษา


คนควาเพิ่มเติม ในการสอนทุกครั้งนอกจากสอนใหผูเรียนมีความรู ความสามารถตามหลักการ
จุดมุงหมาย และมาตรฐานการเรียนรูที่กำหนดไวในหลักสูตรและสาระการเรียนรูของกลุมสาระแลว


ครูทุกคนตองสอดแทรก เสริมสรางความตระหนักในการใชภาษาไทยใหถกตองแกผูเรียนดวย โดยครู
ทุกคนไมควรคิดวาเปนหนาที่ของครูสอนภาษาไทยเทานั้น แตเปนภาระหนาที่ของครูทุกคนที่ตอง
เปนแบบอยางที่ดีในการใชภาษาไทยใหกับผูเรียน ตองพยายามใหผูเรียนตระหนักเห็นคุณคา

ความสำคัญ ความจำเปนและมีความภาคภูมิใจที่เรามีภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติซึ่งแสดงถง

ความเปนเอกราช เอกลักษณของชาติไทยและคนไทย ครูทุกคนควรเปนแบบอยางที่ดีในการใช
ภาษาไทยเพื่อใหผูเรียนเกิดความศรัทธาในตัวครูและยึดเปนแบบอยาง รวมถึงสามารถนำไปใชใน
ชีวิตประจำวันไดอยางถูกตอง ตลอดจนรวมอนุรักษและสืบทอดภาษาไทยไวใหยั่งยืนคูกับคนไทย
ตอไปการสรางจิตสำนึกในการใชภาษาไทยใหถูกตอง ดังนี้

๑) ความรูสึกภาคภูมิใจในภาษาประจำชาติ ครูควรมีความรูสึกภาคภูมิใจในการ
มีภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติและปลูกฝงใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจในภาษาประจำชาติเชนกัน
๒) รูสึกชื่นชมในภูมิปญญาไทยดานการใชภาษา ครูควรมีความรูสึกชื่นชมใน
ภูมิปญญาไทยดานการใชภาษาไทยและสอดแทรกความรูสึกชื่นชมใหเกิดกับผูเรียนเชนกัน ให

ผูเรียนตระหนักถึงคุณคาของการใชภาษาไทย
- ภูมิปญญาในการใชวรรณยุกต
- ภูมิปญญาในการใชคำคลองจอง
- ภูมิปญญาในการสรางคำ

- ภูมิปญญาในการเปลี่ยนเสียงคำใหงายขึ้น

๑๗


- ภูมิปญญาในการใชสำนวนภาษา
- ภูมิปญญาในการหลากคำ

- ภูมิปญญาในปริศนาคำทาย
- ภูมิปญญาในการสรางคำจากสิ่งรอบตัว
ภูมิปญญาดานภาษามีความนาสนใจและประโยชนอยางยิ่ง หากไดนำไปใชอยางถกตอง

เหมาะสมจะยิ่งสามารถชวยใหคนไทยทุกคนเห็นคุณคาของการใชภาษาไทยมากยิ่งขึ้น


6. การตระหนักในผลเสียของการใชภาษาไทยไมถูกตอง



ครูทุกคนควรใชภาษาไทยใหถูกตอง เหมาะสมะ และเมื่อครูพบเห็นนักเรียนที่ใชภาษาไทย
ไมถูกตองก็ไมควรปลอยผานไป ควรใหคำแนะนำ อธิบาย วิเคราะห วิจารณ ถึงขอผิดพลาดและ
ขอเสียที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดจนหาแนวทางในการแกไขปรับปรุงใหถูกตอง ซึ่งคำเหลานี้เมื่อเกด


ขอผิดพลาดจะทำใหความหมายของคำผิดพลาด ตวอยางขอผิดพลาดที่พบ เชน การใช ร ล
ผิดพลาด การใชคำควบกล้ำผิดพลาด การใชตัวสะกดผิดพลาด การใชคำผิดความหมาย การใช

คำตามความเคยชิน การเวนวรรคตอนผิดพลาด เปนตน

7. การใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยที่ถูกตอง


ครูทุกคนควรใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยใหถูกตองในทุกขั้นตอนของการจัดการ
เรียนรูเพื่อใหนักเรียนเห็นวาการใชภาษาไทยเปนสิ่งที่เราตองคำนึงถึงตลอดเวลาเปนวิถ ี

ชีวิตประจำวันที่จะขาดมไดในทุกๆ กิจกรรมการเรียนการสอน ครูตองสงเสริมและฝกฝนใหผูเรียนม ี
ความสามารถในการใชภาษาไดถูกตองอยางสม่ำเสมอ ครูอาจตั้งเปนเกณฑในการใหคะแนนใน

การประเมินผลงานตางๆ เพราะผูเรียนจะไดมีความระมัดระวังและเกดความพยายามที่จะใชภาษาให



ถูกตองจนมีพัฒนาการในการใชภาษาที่ดีควบคกับการพัฒนาการเรียนรูตามสาระการเรียนรูตางๆ
เชน การใชคำราชาศัพทใหถูกตองเพราะภาษาไทยมีระดับของภาษา การผันวรรณยุกตที่ถูกตอง
หากใชวรรณยุกตผิดพลาดจะทำใหความหมายของคำผิดพลาดเชนกัน การใชคำลักษณนามทถกตอง

ี่
หากใชผิดอาจเกิดความเขาใจผิดพลาดได การอานคำพองรูปหากอานผิดก็จะผิดความหมายดวย
การใชภาษาไทยอยางเปนกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน ทั้งการเลือกใชคำ ประโยค และ
ทาทางเขาดวยกันโดยวิธีการฟง การดู การพูด การอานและการเขียนในรูปแบบตางๆ อยาง

ถูกตองเหมาะสมเพื่อทำใหการจัดการเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ ใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและม ี
พัฒนาการเต็มศักยภาพ การจัดการเรียนการสอนตองใชทักษะการฟง การดู การพูด การอานและ
การเขียนในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสอนตั้งแตเริ่มสอนจนถึงการประเมินผลรวมถง

การรายงานผล ดังนั้นครูจึงจำเปนตองใชภาษาและเพื่อการเปนครูที่ดี ครูทุกคนจึงควรเปน

แบบอยางในการใชภาษา ใชภาษาในการแสวงหาความรูแกตนเอง และรูจักวิธีใชภาษาใน
การจัดการเรียนรูแกผูเรียน ครูควรมีจิตสำนึกในการใชภาษา มีความภาคภูมิใจ มีความชื่นชมใน
ภูมิปญญาภาษา มีความตระหนักในผลเสียของการใชภาษาผิดพลาดจนเกิดความตระหนักและ
พยายามที่จะใชภาษาไทยใหถูกตองเสมอ

๑๘







๘. ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข


ปจจุบันมักพบปญหาการใชภาษาไทยในวงการตางๆ มากมายเนื่องจากมีการใชภาษาไทย
ผิดพลาด บกพรองอยูเสมอ เชน อานออกเสียงไมถูกตองทำใหเขาใจความหมายผิด อานทำนอง

เสนาะไมได การใชคำผิดความหมาย การเรียบเรียงประโยคกำกวม วกวน เรียงคำขยายไมถูกท





การใชสำนวนภาษาไมเหมาะสม ไมถูกกาลเทศะ ผิดความหมาย ใชสำนวนโวหารไมถกกบเนื้อความ
การเขียนตัวสะกด ตัวการันตผิดพลาด การผันวรรณยุกตผิดพลาด ใชคำราชาศัพทไมเปน ใช
เครื่องหมายวรรคตอนไมถูกตอง การลำดับความวกวน เปนตน
จากปญหาดังกลาวผูใชภาษาควรตระหนักใหมากและควรใสใจในการแกไขปรับปรุงใหใช

ภาษาไทยอยางถกตอง เหมาะสมอยูเสมอ โดยเฉพาะผูที่ประกอบอาชีพครู อาจารย สื่อสารมวลชน

เพราะตองเปนแบบอยางใหแกเยาวชนของชาติ ถาเยาวชนไดพบเห็นแบบอยางที่ถกตองก็จะสงผลให

เยาวชนเหลานั้นสามารถใชภาษาไทยไดดีเชนกัน นอกจากนี้ครูจะตองมีจิตสำนึกในคุณคาของ
ภาษาไทย ศึกษาหลักการใชภาษาไทย และใชภาษาไทยอยางถูกตอง ระมัดระวังไมใหเกด


ขอผิดพลาด ครูที่ดีและมีคุณภาพวาตองประกอบดวยคุณลักษณะหลายประการและประการหนึ่งท ี ่

สำคัญ คือ ครูตองมีสำนึกในการใชภาษาไทยใหถูกตอง พูดชัดเจน ระมัดระวังในการออกเสียง
การเขียนสะกดคำ การอานคำใหถูกตอง ไมควรผลักภาระเรื่องการอาน เขียน สะกดคำไปให

ครูผูสอนภาษาไทย แตครูทุกรายวิชาตองรวมกันสงเสริมการใชภาษาไทยเพราะนอกจากจะเปน
แบบอยางแลวยังเปนการเสริมบุคลิกภาพของครูดวย
ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนที่พบสามารถจัดเปน ๓ ดานใหญๆ คอ

๑. ปญหาดานคานิยม

๒. ปญหาดานไวยากรณ 
๓. ปญหาดานการสื่อสาร
ดังรายละเอียดตอไปนี้

๘.๑ ปญหาดานคานิยม


ี่

คานิยม หมายถึง สิ่งที่คนนิยมชมชอบวาเปนสิ่งทมคุณคาและมประโยชนในการตัดสินวาจะ
ทำอะไร มนุษยจะตองอาศัยคุณคาประจำตัวเปนเครื่องกำหนดแมในสิ่งที่ตนทำจนเคยชินเปนนิสัย
คานิยมอาจเปลี่ยนแปลงไดตามกาลเวลา ตามความคิดเห็นของคนในสังคม จากความหมายดังกลาว




ครูและคนไทยทั่วไปจะมคานิยมทางการใชภาษาไทยอยางไรขนอยูกบความคิดของคนวาจะตีคาของ
ึ้
การใชภาษาไทยไดในระดับใด ถาอยูในระดับสูงก็จะใชภาษาไทยดวยความภาคภูมิใจ เต็มใจ พอใจใช
อยางเห็นคุณคา คานิยมในการใชภาษาไทยแตละยุคสมัยขึ้นอยูกับกระแสสังคมในชวงเวลานั้นๆ
โดยเฉพาะในปจจุบันกระแสความนิยมของภาษาตางประเทศกำลังไดรับความสนใจสูง ปญหาดาน
คานิยมที่มีตอภาษาไทยจึงมากขึ้น

๑๙



ปญหาการใชภาษาไทยดานคานิยมของครูสรุปได ๔ ประการ ดังนี้
๑) มีความเห็นวาภาษาไทยเปนเรื่องยาก

ครูบางคนมีความรูสึกวาการใชภาษาไทยใหถูกตองเปนเรื่องยากและไมมีความ
จำเปนเพราะตนไมใชครูภาษาไทย นอกจากนี้บางคนคิดวาครูที่ใชภาษาไทยไดดีเปนคนหัวโบราณ

คร่ำครึ เจาระเบียบ นาเบื่อหนายจึงใชภาษาไทยโดยไมคำนึงถึงความถกตอง
แนวทางแกไข ควรเปลี่ยนคานิยมนี้ใหมเพราะครูที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

หนาที่การงานสวนใหญเปนครูที่มีความสามารถในการใชภาษาไทยไดดี มีประสิทธิภาพในการใช

ภาษาไทยจึงไดรับความเชื่อถือวาเปนผูมความรูดี นาเคารพยกยอง สามารถใชภาษาสรางความรูสึก
ที่ดีกับผูอื่นจนไดรับการยอมรับ ความเปนมิตร ความรักใครและไดรับความรวมมือชวยเหลือใน

กิจการตางๆ นอกจากนี้ยังใชความรูทางภาษาเพื่อสรางผลงานทางวิชาการ การเรียบเรียงตำรา
การเขียนผลการศึกษาวิจัย บทความ เปนวิทยากรใหความรูกับบุคคลอื่นๆ และยังมีความมั่นใจใน
ตนเองสามารถปฏิบัติกิจกรรมตางๆ ที่ตองอาศัยทักษะทางภาษา เชน การเปนพิธีกร การกลาว
รายงาน การกลาวใหโอวาท การพูดในสถานการณตางๆ เปนตน
2) ไมนิยมใชตัวเลขไทย

ี่


ครูสวนใหญมีความเห็นวาตัวเลขไทยเปนตัวเลขทไมเปนสากล เขียนยาก และเขยน
ชากวาตัวเลขฮินดูอารบิกจึงไมนิยมใชตัวเลขไทยในชีวิตประจำวัน

แนวทางแกไข ครูควรเปลี่ยนความคดวาตัวเลขไทยเขยนยาก เขียนชาเพราะถาใช



อยางสม่ำเสมอก็จะเคยชิน และในปจจุบันการเขียนหนังสือราชการยังคงตองใชตัวเลขไทยอีกดวย
ิ่
ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค ขอความรวมมือครู อาจารยในการใชตัวเลขไทยเพมมากขึ้น เชน การเขียน

วันที่ในสมุดงานของผูเรียนทกรายวิชา การเขียนคำตอบในวิชาคณิตศาสตร การเขียนบันทกคะแนน


ในสมุดแบบฝกหัด การเขียนหัวขอในสมุดจดบันทึก การเขียนตัวเลขไทยในเอกสารสำคัญ เชน สมด
รายงานผลการพัฒนาคุณภาพผูเรียน เกียรติบัตร วุฒิบัตร เปนตน
3) นิยมใชคำศัพทภาษาตางประเทศ
ครูบางทานนิยมใชคำภาษาอังกฤษปนกับภาษาไทยเนื่องจากความเจริญกาวหนา
ทางเทคโนโลยี การเรียนในระดับสูงจากตางประเทศทำใหเกิดปญหาในการสื่อสารกับผูเรียน

เนื่องจากผูเรียนไมไดมีความชำนาญในการใชภาษาอังกฤษจึงไมสามารถรับสารของครูที่ใช
ภาษาตางประเทศปนอยูมากๆ ได


แนวทางแกไข ขอความรวมมือจากครูผูสอนทุกรายวิชาหากคำใดมศพทบัญญัติควร
ใชศัพทบัญญัติแทนคำศัพทภาษาอังกฤษแตหากคำใดจำเปนตองใชเพราะมีความหมายชัดเจนกวาก ็
ควรเขียนความหมายเปนภาษาไทยกำกับใหผูเรียนดวยเสมอ เพอชวยเหลือผูเรียนทุกคนใหเขาใจ


งายขึ้น และควรระลึกไวเสมอวาภาษาไทยสำคัญและเหมาะกับคนไทยมากที่สุด ภาษาอื่นๆ เปน
ภาษาที่ชวยเสริมเทานั้น
๔) นิยมใชสำนวนภาษาแปลกๆ


ครูบางคนนิยมใชสำนวนภาษาที่แปลกๆ เชน สำนวนภาษาแบบภาษาองกฤษ
สำนวนภาษาแบบแปลกประหลาดโดยคิดวาการใชสำนวนเหลานี้จะสรางความเท โกเกใหกับผูใช
ภาษา เชน

๒๐



ประโยค เขาถกเชิญตัวไปเปนวิทยากรบรรยายหัวขอ “การใชภาษาไทย
อยางถูกตอง”


เขาจับรถไฟไปหาดใหญในวันพรุงนี ้
จะเห็นวาประโยคเหลานี้มีสำนวนภาษาที่แปลกอาจสรางความสงสัยใหกับผูเรียนดู
แนวทางแกไข ครูควรคำนึงถึงวาสำนวนประโยคแบบภาษาอังกฤษไมเหมาะในการ

นำมาใชเพราะจะสรางความสับสนใหกับผูเรียนและไมไดแสดงความเทหรือโกเกแตอยางใดและ
สำนวนดังกลาวควรแกไขเปน


เขาไดรับเชิญไปเปนวิทยากรบรรยายหัวขอ “การใชภาษาไทย
อยางถูกตอง”

เขาโดยสารรถไฟไปหาดใหญในวันพรุงนี้


๘.๒ ปญหาดานไวยากรณ 

ไวยากรณ หมายถึง วิชาภาษาวาดวยรูปคำและระเบียบในการประกอบรูปคำใหเปน


ประโยค (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน ๒๕๕๔ : ๑,๑๓๕)
ปญหาการใชภาษาไทยดานไวยากรณของครูสรุปได ๓ ประการ ดังนี้
๑) อักขรวิธี คือ แบบแผนที่วาดวยตัวหนังสือพรอมทั้งการเขียน อานและใชตัวหนังสือให
ถูกตองตามความนิยม ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาดความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและ

ความแมนยำชำนาญในเรื่อง อักขรวิธี ระบบเสียงในภาษา การประสมอักษร การผันวรรณยุกต

หนาที่ของอักษรทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต การเขียนสะกดคำ การแผลงอักษร อักษรควบ
อักษรนำ และเขียนตัวการันต เปนตน
๒) วจีวิภาค คือ การจำแนกถอยคำที่ใชอยูในภาษา ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาด

ความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและความแมนยำชำนาญในเรื่อง ความหมายของคำตามตำรา
วจีวิภาคกับตำราภาษาศาสตร ลักษณะของคำ ทั้งรูปลักษณ หนาที่และความหมาย ชนิดของคำ
กลุมคำ ประโยค ศัพทบัญญัติ การใชถอยคำใหถูกตองและระดับของภาษา เปนตน
๓) วากยสัมพันธ คือ เกี่ยวของกับคำพูดตางๆ ในภาษาไทย การนำคำมาเรียบเรียงตอกน

ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาดความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและความแมนยำชำนาญใน
เรื่อง ลักษณะและโครงสรางของประโยคชนิดตางๆ ลักษณะและหนาที่ของคำ กลุมคำ การเรียบเรียง
ความคิด การสื่อสารใหไดความใหชัดเจน


ปญหาดานไวยากรณทั้ง ๓ ประการมีปญหาเหมือนกัน คือ ผูสอนขาดความสนใจ ขาด
การสังเกต ขาดความรู และขาดความแมนยำชำนาญ

๒๑






แนวทางแกไข ผูสอนควรใหความสนใจ ศึกษาลักษณะของไวยากรณแตละดานวามีลักษณะ
อยางไร มีวิธีใชอยางไร ใชเชนนี้เพราะอะไร อยาคิดวาเปนเรื่องงายหรือเปนเรื่องที่ตนรูอยูแลว เพราะ

หลายอยางใชตามความเคยชินแตไมรูหลักการ หลักเกณฑที่ถูกตอง ใชตามกันไปทั้งๆ ที่ผิดพลาด
ี่

ื่




เพิ่มการสังเกตวาทำไมจึงเปนเชนนั้น ควรตั้งขอสงสัยเมอพบสิ่งทแตกตางเพอจะไดศกษาหาเหตผล
รองรับ เมื่อไดตัวอยางตางๆ แลวควรนำมาจัดหมวดหมู แยกประเภท วางระบบเพอนำมาวิเคราะห
ื่
แยกแยะหรือสังเคราะหหาหลักการ ศึกษาหาความรูเพิ่มเติม พยายามหากลวิธีในการจดจำ
หลักเกณฑตางๆ เชน คิดเปนสูตร กลอน คำคลองจอง แผนภูมิใหเขาใจและจดจำงายขึ้น ควรฝกฝน
ิ่


ใหเกิดความแมนยำชำนาญโดยการใชภาษใหถกตองหากไมแนใจตองตรวจสอบ คนควาเพมเติมและ

ทบทวนอยางสมำเสมอ

๘.3 ปญหาดานการสื่อสาร

การสื่อสาร หมายถึง วิธีการนำถอยคำ ขอความ หรือหนังสือ เปนตน จากบุคคลหนึ่งหรือ
สถานที่หนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรืออีกสถานที่หนึ่ง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔ :
๑๑๘) การสื่อสารมีวัตถุประสงคใหเกิดการรับรูรวมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองตอกันของมนุษย


บริบททางการสือสารที่เหมาะสมเปนปจจัยสำคัญที่จะชวยใหการสือสารสัมฤทธิ์ผลแตในการสื่อสาร
บางครั้งเกิดปญหาทำใหการสื่อสารไมประสบผลสัมฤทธิ์ซึ่งอาจจะเกิดจากองคประกอบของการ
สื่อสารอยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยางรวมกัน

ปญหาการใชภาษาไทยดานการสื่อสารของครูสรุปได ๔ ประการ ดังนี้

๑) ปญหาดานการฟง การดูของครู

ปญหาดานการฟง การดูของครูสรุปได ดังนี้
๑. ฟง ดูไมชัดเจนเพราะเสียงไมดังหรือมีสิ่งรบกวน
แนวทางแกไข ครูมีการจัดเตรียมอุปกรณเสริม เชน เครื่องขยายเสียง หูฟง

หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังรบกวน จัดเตรียมสถานที่ที่มีความพรอม เชน หองติดเครื่องปรับอากาศ

๒. ฟง ดูแลวจับใจความไมไดหรือไดเพียงบางสวน

แนวทางแกไข ครูมีการเตรียมตัวลวงหนากอนการฟง และดู หาขอมูลเกี่ยวกบ
เรื่องนั้นๆ การฟงและดูตองตั้งใจฟงตั้งแตตนจนจบ จับประเด็นสำคัญ จดบันทึกเรื่องที่ฟงและดู

๓. ฟง ดูแลวไมเขาใจความหมายเพราะมคำศพทยากและแปลกใหม 


แนวทางแกไข ครูตองพยายามศึกษาหาความรูเพมเติม สะสมความรูทางคำศัพท 



ตางๆ อยางกวางขวาง ทั้งภาษามาตรฐาน ศัพทวิชาการ ศัพทเทคนิค ศัพทบัญญัติ ศัพทเฉพาะกลุม
เฉพาะวงการ ศัพทตามสมัยนิยม คำทับศัพท คำราชาศัพท สำนวน สุภาษิต คำพังเพยตางๆ เพื่อจะ
ไดมีความเขาใจในเรื่องที่ฟง ดูไดงายและรวดเร็วขึ้น

๒๒


๔. ฟง ดูแลวแปลเจตนาของผูพูดผิดจนเกิดความไมพอใจ


แนวทางแกไข ครูตองตระหนักและมีเจตนาดตอผูเรียน ไมนำความรูสึกสวนตัวใน

ดานลบมาตั้งเปนขอรังเกียจผูเรียน หากครูมีความรูสึกหรืออารมณไมดี หงุดหงิดจากเรื่องใดก็ตาม
ตองตัดสิ่งเหลานั้นออกใหหมดแลวตั้งใจฟงในเรื่องที่กำลังฟงและดูวาผูเรียนมีเจตนาอะไร ตองการสิ่ง

ใด มีความรูสึกอยางไร เพื่อครูจะไดแสดงปฏิกิริยาตอบสนองไดถูกตอง นอกจากนี้ครูควรศึกษาภูม ิ

หลังของผูเรียนและสังเกตแววตา น้ำเสียง ทาทางประกอบดวยก็จะเขาใจผูเรียนไดถกตอง
๕. ฟง ดูแลวตัดสินใจไมไดวาควรจะเชื่อหรือไมเชื่อ
แนวทางแกไข ครูควรฟงและดูอยางตั้งใจตั้งแตตนจบจบโดยพยายามจับใจความ
จับจุดมุงหมายของผูเรียนวาตองการสื่อสารประเด็นใด มีเหตุผลใด มีหลักฐานใดในการยืนยัน

ขอเท็จจริง ครูควรมีการตรวจสอบขอมูลเพิ่มเติมจากแหลงที่นาเชื่อถือกอนการตัดสินใจ


๖. ฟง ดูแลวแยกไมไดวาอะไรคือขอเท็จจริงหรือขอคิดเห็น


แนวทางแกไข ครูตองฟง ดูอยางมีวิจารณญาณ คิดไตรตรองใหรอบคอบ พยายาม
จับประเด็นใหไดวาขอความตอนใดเปนขอเท็จจริงและตอนใดเปนขอคิดเห็นที่ผูเรียนยกขึ้นมา
ประกอบเพื่อเปนการโนมนาวใจผูฟง ครูตองสังเกตคำที่มักใชในการแสดงความคิดเห็น เชน สงสัยวา

.... นาจะ..... เห็นวา ...... ควรจะ........ เปนตน และครูควรซักถามผูเรียนกลับวาทำไมจึงกลาว
เชนนั้น มีเหตุผลใด มีหลักฐานใดประกอบ

๗. ฟง ดูแลวปฏิบัติตามไมถกเพราะไมเขาใจเจตนา
แนวทางแกไข ครูตองฟงเรื่องราวทีผูเรียนมาเลาใหฟงบางเรื่อและเกิดความสงสัย

ไมแนใจในเจตนาของผูเรียน ตองการใหครูทำอะไร ทำอยางไร ดังนั้นครูตองพยายามจับประเดน

จากการเลาและสังเกตน้ำเสียง แววตา สีหนาทาทางหรืออาจสอบถามใหแนใจวาผูเรียนตองการสิ่ง
ใด ซึ่งถาครูมีทักษะในการฟงก็จะสามารถตีความเรื่องที่ฟง ดู ไดดีขึ้น
๘. ไมฟง ไมสนใจฟงและดู เบื่อหนายเรื่องทฟงและดู
ี่
แนวทางแกไข ครูจะไดประโยชนจากการฟง ดู ผูเรียนในแตละครั้ง อยางนอยก็รู 
วาผูเรียนมีความเห็น ความรูสึกอยางไร กำลังคิดอะไร มีความรูเรื่องนั้นๆ เพียงใด เพื่อเปนประโยชน
ในการจัดการเรียนรูแกผูเรียน ครูจึงไมควรเบื่อหนายและไมสนใจฟง ดูเรื่องที่ผูเรียนนำเสนอ แต 

ตองฟง ดูแลวหาขอสรุปวาผูเรียนตองการบอกอะไร มีความคิด ความรูสึกอยางไรและตองการสิ่งใด

๒) ปญหาดานการพูดของครู
ปญหาดานการพูดของครูสรุปได ดังนี้

ี่
๑. พูดโดยไมมีจุดมุงหมายทชัดเจน
แนวทางแกไข ครูควรมีการเตรียมการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยบอก
จุดมุงหมายที่ชัดเจน เจาะจงใหกับผูเรียนวาผูเรียนตองอานอะไร ครูตองการใหผูเรียนทำอะไร
๒. พูดออกเสียง ร ล คำควบกล้ำหรือคำบางคำไมชัดเจน

แนวทางแกไข ครูควรตระหนักถึงความสำคัญของการออกเสียงใหถูกตองชัดเจน
จะตองฝกฝนในการออกเสียงใหถูกตองและชัดเจน หากเกิดความสงสัยหรือไมแนใจควรตรวจสอบ
จากพจนานุกรมหรือสอบถามผูรูใหแนใจกอนการใช ฝกออกเสียงคำเหลานั้นใหชัดเจนเปนธรรมชาติ
ควรใชใหเปนประจำทั้งในหองเรียนและนอกหองเรียน เนื่องจากการออกเสียงผิดจะทำให

ความหมายของคำผิดไปดวย

๒๓


๓. พูดอธิบายไมแจมแจง
แนวทางแกไข ครูควรสอนดวยความตั้งใจและรับผิดชอบตอหนาที่ดังนั้นจึงตอง



มีการเตรียมการสอน เตรียมโครงเรื่อง จัดลำดับเนื้อหาในการสอน หัวขอใหญ หัวขอยอยคออะไร
มรายละเอียดอยางไร หาสื่อการสอนประกอบการสอนเพื่อใหผูเรียนเขาใจในเนื้อหามากขึ้น

๔. พูดวกวนสับสนเนื้อความไมเปนไปตามลำดับ
แนวทางแกไข ครูควรจัดเตรียมเนื้อหาที่จะสอนใหเปนลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม


แลวสอนตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไวโดยอาจจะดูโครงรางทเตรียมไวแตไมใชการอานหรือทอง

เพราะผูเรียนจะไมสนใจในเรื่องที่ครูสอน
๕. พูดโดยขาดความรู เนื้อหาผิดพลาด หรือไมไดสาระ

แนวทางแกไข ครูควรจัดเตรียมเนื้อหาการสอนโดยศึกษาเนื้อหาที่ถูกตอง ตรวจสอบเนื้อหา
รายละเอียด เนื้อหาหรือขอมูลที่ทันสมัย และควรตั้งขอคำถามที่เกี่ยวกับเนื้อหานั้นๆ เพื่อหาก
ผูเรียนเกิดขอสงสัยในประเด็นใดจะไดเตรียมคำตอบไวลวงหนา
๖. พูดดวยถอยคำที่เหมาะสม

แนวทางแกไข ครูมีหนาที่ใหความรูและใหกำลังใจแกผูเรียนเมื่อผูเรียนเกิดปญหา ดังนัน ครูควร
ระมัดระวังในการใชคำพูดเพื่อไมใหผูเรียนเกิดความทอแท หมดกำลังใจ สิ้นหวัง หรือตำหนิแตควรให

คำแนะนำ คำปรึกษาในการแกไขปรับปรุงตนเอง ไมตอกย้ำขอผิดพลาด หรือขอบกพรองของผูเรียน
๗. ไมมีศิลปะในการพูด

แนวทางแกไข ครูควรศึกษาศิลปะการพูดตางๆ เชน การพูดโนมนาวใจ การพูดตักเตือน การพูด
ทาทาย การพูดกระตุน การพูดปลอบใจ การพูดใหกำลังใจและใชใหเหมาะสมกับกาลเทศะ
และกิจกรรมการจัดการเรียนรูตางๆ

๓) ปญหาดานการอานของครู

ปญหาดานการอานของครูสรุปได ดังนี้
๑. อานผิดเพราะขาดความรูในเรื่องหลักการอาน
แนวทางแกไข การอานคำยากครูควรศึกษาหาความรูจากตำรา หนังสือคูมือ


พจนานุกรม พยายามทำความเขาใจ จดจำหลักเกณฑการอานตางๆ เพื่อไมใหเกดความผิดพลาดใน

การอาน เชน การอานออกเสียง การอานอักษรนำ คำควบกล้ำ คำพอง เปนตน

๒. ขาดความระมัดระวังในการอานจนทำใหอานผิด
แนวทางแกไข ครูควรมีการเตรียมตัวในการอานลวงหนาเพราะเมื่อครูอานให

ผูเรียนฟงหากไมระมัดระวังอาจจะอานผิดซึ่งกอใหเกิดปญหาความเขาใจผิดในเรื่องของเนื้อหาได
หรือนำไปใชอยางไมถูกตอง เชนการอานตัวเลข การอานคำยาก เปนตน
๓. อานผิดเพราะออกเสียงไมชัดเจนทำใหสื่อความหมายผิด
ี่

แนวทางแกไข ครูควรออกเสียงใหชัดเจนเพราะภาษาไทยมีหลายคำทออกเสียง
คลายกันแตความหมายตางกันโดยเฉพาะอยางยิ่ง คำที่สะกดดวย ร ล คำควบกล้ำ และเสียง

วรรณยุกต ครูจึงควรฝกฝนการออกเสียงใหถูกตองชัดเจนและใชใหเคยชินอยูเสมอเพื่อไมใหเกด
ความผิดพลาดในการออกเสียงคำเหลานั้น

๒๔


๔. อานแลวไมเขาใจความหมาย ตีความไมถูกตอง
แนวทางแกไข ครูควรสะสมประสบการณทางการใชภาษาใหมากๆ โดยการอาน


หนังสือใหหลากหลาย สะสมความรูเรื่องการใชคำตางๆ เปนประจำสม่ำเสมอ ศึกษาเรื่อง สำนวน
สุภาษิต คำพังเพย คำเปรียบเทียบ คำไวพจน โวหารภาพพจน การเขาใจความหมายและการตีความ
ตองอาศัยประสบการณ ความรูและทัศนคติซึ่งแตละคนอาจตีความไมเหมือนกัน
๕. อานแลวไมสามารถประเมินคุณคาและแสดงความคดเห็นเชิงวิจารณได

แนวทางแกไข ครูควรฝกฝนการอานแบบพิจารณา ประเมินคุณคาโดยอาจาใช
วิธีการกำหนดหัวขอในการประเมิน ดังนี้ เขียนไดตรงประเด็นที่กำหนด มีวิธีการเขียนนำเสนอ
นาสนใจ มีการลำดับความคิดเปนเหตุเปนผลและตอเนื่อง เขียนสะกดคำ ตัวการันตถูกตอง เวน

วรรคตอน ลายมือชัดเจน มีการใชคำ รูปประโยคถูกตอง ใชคำเชื่อมถูกตอง และเลือกใชภาษา
เหมาะสมกับประเภทของงานเขียน เนื้อเรื่อง ผูอาน
๖. ขาดทักษะในการอานคนควา
แนวทางแกไข ครูจำเปนตองอานคนควาเพื่อสะสมความรู ความรอบรูและทัน
เหตุการณดังนั้นครูตองฝกทักษะในการอานคนควาโดยหมั่นฝกอานจากแหลงความรูตางๆ ให

หลากหลายจนเกิดความเคยชินโดยวิธีอานคนควาไดรวดเร็วมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นอานเพื่อการสำรวจ
ขั้นตั้งคำถามกอนอาน ขั้นอานเพื่อหาคำตอบ ขันทบทวนความจำ ขั้นหาความสัมพันธ ขั้นการ

ทดสอบ ขั้นบันทึกสรุป

๗. ไมรักการอาน ขาดความสนใจในการอาน
แนวทางแกไข ครูจำเปนตองอานเพราะการอานเปนการรับสาร ครูควรมีนิสัยรัก
การอานเพื่อพัฒนาตนเองและควรพัฒนาตลอดเวลา ควรอานเพื่อหาความรูในเรื่องตางๆ ไมเฉพาะ
เนื้อหาที่จะใชสอนเทานั้น การฝกนิสัยรักการอานสามารถทำไดตามขั้นตอน ดังนี้ เริ่มจากการอาน

ขอความงายๆ ไมมีศัพทมาก อานขอความที่ไมยาวมากเนื้อเรื่องตามที่สนใจ อานสิ่งใกลตัวที่ม ี

ประโยชนตอตนเอง จับเวลาในการอานหรือนับจำนวนหนาเพื่อดูพัฒนาการ และพัฒนาการอาน
เพิ่มขึ้น เชน อานเรื่องยากขึ้น ยาวขึ้น อานใหเร็วขึ้น


๔) ปญหาดานการเขียนของครู
ปญหาดานการเขียนของครูสรุปได ดังนี้
๑. เขียนผิดเพราะขาดความระมัดระวัง
แนวทางแกไข ครูควรระมัดระวังในการเขียน ตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จ เชน

การวางตำแหนงรูปวรรณยุกต การผันวรรณยุกต การเขียนสะกดการันต เปนตน
๒. เขียนผิดเพราะคำศัพทยาก
แนวทางแกไข ครูควรศึกษาคนควา พยายามหากลวิธีในการจำคำยากตางๆ
ศึกษาจากคูมือ พจนานุกรม ปทานุกรม หรือถามจากผูรู

๓. เขียนเวนวรรคตอนไมถูกตองทำให
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จเนื่องจากการเวนวรรคตอนไม 
ถูกตองอาจทำใหไมสามารถสื่อความไดหรือสื่อความหมายผิดพลาด

๒๕


๔. เขียนโดยใชถอยคำผิด ใชภาษาผิดระดับ

แนวทางแกไข ครูควรศึกษาคำ ความหมาย ระดับภาษาและวิธีใชภาษา ควรม ี
เอกสาร ตำราเพื่อใชศึกษาและตรวจสอบความถูกตอง
๕. เขียนโดยใชหรือวางสวนขยายผิดที่

แนวทางแกไข ครูควรใหความสำคัญในการเขียนสวนขยายวาตองการขยายคำใด

และเขียนใหชิดกับคำทีตองการขยายจะไดไมเกิดความผิดพลาดเพราะการวางสวนขยายผิดจะทำให
เกิดความสับสนหรือสื่อความหมายไมชัดเจน
๖. เขียนโดยใชภาษาไมสละสลวย ไมชัดเจน
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขยนเสร็จและใชภาษาที่สละสลวย ชัดเจนจะ

ชวยใหงานเขียนมีคุณคา ใหอารมณ ความรูสึก ทำใหนาอานและไดรายละเอียดชัดเจน
๗. เขียนโดยใชคำที่ไมจำเปน ฟุมเฟอย
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จและเขียนประโยคใหไดใจความ
ี่
ชัดเจน กะทัดรัด ตัดคำบางคำทมีความหมายซ้ำซอนออก
๘. เขียนโดยขาดทักษะในการเขียนแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ 

แนวทางแกไข ครูควรฝกการวิจารณเพราะจะชวยใหผูเรียนทราบแนวทางที่จะใช
ปรับปรุงการเรียนรูของตนเอง โดยมีหลักการวิจารณดังนี้ ทำใจใหเปนกลาง วิจารณตามเหตุผลท ่ ี
ปรากฏ เขียนคำวิจารณในเชิงแนะนำ ชี้ใหเห็นขอบกพรองและเสนอแนะแนวทางแกไข เขียน

คำชมในสิ่งทีดีแลวหรือใหกำลังใจใหพยายามตอไป
๙. ขาดการฝกฝน ไมสนใจพัฒนาทักษะการเขียน
แนวทางแกไข ครูควรฝกฝนและพัฒนาทักษะการเขียนใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยมีวิธีการฝกฝนดงนี้ ศึกษางานเขียนที่ไดรับการยกยอง รางโครงรางและลงมือเขียน นำแตละ

สวนมาเชื่อมตอกันทบทวนปรับแกดวยตนเอง นำไปใหผูรูชวยตรวจทานหรือแสดงความคิดเห็น

นำขอเสนอแนะมาปรับปรุงงานเขียนใหดีขึ้น


ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข คือ สิ่งทครูทุกคนควรระมัดระวัง ใน

การใชภาษาไทย ใหความสำคัญ และยึดถือเปนหนาที่ในการปฏิบัติโดยตระหนักในความสำคัญของ
ภาษาไทยในฐานะภาษาประจำชาติ เปนเครื่องมือสือสาร เปนมรดกทางวัฒนธรรมของชาต ศึกษา





หาความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยใหมความรูความเขาใจ สามารถนำไปใชไดอยางถกตองและรูเทา




ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใชภาษาอยางระมัดระวัง ชี้แนะ สนับสนุนใหผูเรียนใชภาษาไทยอยาง
ถูกตองแกไขเมื่อผูเรียนใชภาษาไทยผิดพลาด หมั่นฝกฝนใหมีทักษะความชำนาญและสามารถใช
ภาษาไทยไดอยางมีประสิทธิภาพทั้งการฟง การดู การพูด การอานและการเขียน เพื่อสงผลให
การสอนบรรลุตามจุดประสงค 

๒๖








กิจกรรมการเรียนรู บทที่ ๒

วฒนธรรมการใชภาษา


วัตถุประสงคการเรียนรู
๑. นิสิตสามารถบอกความรูทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมได


๒. นิสิตสามารถบอกขอสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการใชภาษาไทยได
๓. นิสิตสามารถบอกความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับการสอนได
๔. นิสิตสามารถบอกและใชภาษาไทยในการสอนเพอการเปนครูที่ดีได
ื่
๕. นิสิตสามารถบอกถงผลเสียของการใชภาษาไทยไมถกตองได


6. นิสิตสามารถระบุปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไขได
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใชภาษาสำหรับครู
๒. ผูสอนและนิสิตอภิปรายรวมกันเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใชภาษา

สรุปเนื้อหา ความรู ขอควรปฏิบัติ ขอคิดตางๆ
๓. สัมภาษณครู อาจารยเกี่ยวกับปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและ

แนวทางแกไข

๒๗



บทที ๓
ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู


1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการฟงและการดู


การฟงเปนการรับรูความหมายจากเสียงที่ไดยิน การรับสารทางหู การไดยินเปนการเริ่มตน

ของการฟงและเปนเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทตามปกติ จึงเปนการใชความสามารถ

ทางรางกายโดยตรง สวนการฟงเปนกระบวนการทำงานของสมองอกหลายขั้นตอนตอเนื่องจากการ
ี่
ไดยินเปนความสามารถที่จะไดรับรูสิ่งที่ไดยิน ตีความและจับความสิ่งทรับรูนั้นเขาใจและจดจำไว ซึ่ง

เปนความสามารถทางสติปญญา การฟง เปนการสื่อสารที่ใชมาก และสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน

ของมนุษย การฟงนับเปนทักษะขั้นพื้นฐานของชีวิตมีความสำคัญยิ่งเพราะคนเราเริ่มใชภาษาโดย
การฟงกอนแลวโยงไป พูด อาน และเขียนตามมา การดู หมายถึง วิธีการรับสารผานประสาทตา
หรืออาจเปนการทำงานประสานกันระหวางประสาทตาและหู ในกรณีที่สารนั้นๆ เปนทั้งภาพและ

เสียงแลวจึงแปลความหมาย ดังนั้นการฟงและการดูจึงเปนทักษะการรับสารที่ทำใหมนุษยรับรูและ
ตอบสนองความตองการของกนและกันไดถกตอง การฟงและการดูเปนทักษะในการรับสารที่ใชมาก


ที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะสื่อตางๆ ไดรับการพัฒนาใหมคุณภาพและมความหลากหลายมากขึ้น



๒. จุดประสงคของการฟงและการดู


การฟงและการดูที่ดีจะตองตั้งจุดประสงคกอน โดยทั่วไปมักมีจุดประสงคใหญๆ



๔ ประการ คอ
๑. ชวยพัฒนาสติปญญา การฟงและการดูชวยใหผูรับสารมีความรอบรูในเรื่องราว
ตางๆ มีความทันสมัยทันเหตุการณ เชน การบรรยาย ปาฐกถา การฟงขาวสารที่เปนประโยชน
การฟงและการดูในลักษณะนี้มีความจำเปนและสำคัญสำหรับครูเพราะครูตองมีการพัฒนาความรูอยู

เสมอเพื่อใหทันตอการเปลี่ยนแปลง

๒. ชวยพัฒนาสังคม หาเหตุผลมาโตแยงหรือคลอยตาม การฟงและการดูชวยให
ผูรับสารมีวิจารณญาณ คือฟงอะไรแลว ตองเปนผูรูจักคิด รูจักไตรตรองวา สิ่งที่ตนไดฟงมานั้นม ี
เหตุผลสมควรเชื่อถือหรือไม อันเปนการฝกใหเปนคนสุขุมรอบคอบ ไมเชื่อในสิ่งใดอยางงมงายมีสต ิ


ซึ่งเปนคุณสมบัติที่สำคัญของการอยูรวมกันกับผูอื่นในสังคมอยางมความสุข
๓. ชวยพัฒนาจิตใจ การฟงและการดูขอความหรือเรื่องราวท่มีเนื้อหาใหขอคิด

คติเตือนใจ คติชีวิตจะชวยยกระดับจิตใจหรือพัฒนาจิตใจใหดำเนินไปในทางที่ดีงาม ทำใหชีวิตม ี


ความสุข ความสงบ เชน การฟงธรรมบรรยาย พระบรมราโชวาท โอวาท เปนตน

๔. ชวยใหสนุกสนานเพลิดเพลินและซาบซ้ง การฟงและการดูชวยใหผูรับสาร


ผอนคลาย การฟงและการดูอยางนี้ถือเปนการตอบสนองความตองการทางอารมณชวยผอนคลาย

ความตึงเครียด เมื่อเราไปฟงและดูดนตรี เราฟงและดูเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเปนสำคญ
เมื่อไปฟงปาฐกถาเราอาจฟงเพื่อใหไดรับความรูและไดรับความเพลิดเพลิน รวมทั้งการฟงและด ู


ละคร การฟงละครวิทยุ การชมภาพยนตร การชมรายการทางโทรทศน

๒๘



๓. หลักการฟงและการดู


การฟงและการดูอยางมีประสิทธิภาพมีแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใชไดดังนี้
๑. มีสมาธิในการฟงและดู การมีสมาธิเปนสิ่งจำเปน ผูรับสารตองตัดความวิตกหรือความ
กังวลใจตางๆ ออกจากจิตใจใหหมด ฉะนั้นทุกครั้งที่ฟงและดูเรื่องใดก็ตาม ผูฟงและดูตองหมั่นฝก


ความมสมาธิใหแกตนเอง พยายามพุงความสนใจไปในเรื่องที่ตนกำลังฟงและดูนั้น
๒. ตั้งจุดมุงหมายในการฟงและด ในการฟงและดูแตละครั้งควรตั้งจุดมุงหมายไววาจะฟง 


และดูเพื่ออะไร เชน ฟงและดูเพื่อจับใจความสำคญ ฟงและดูเพื่อความเพลิดเพลิน เปนตน การฟง
และดูอยางไรจุดมุงหมายยอมเสียเวลาในการฟงและดู

๓. วิเคราะหเจตนาของผูพด คือ ตองรูจักวิเคราะหเจตนาของผูพูดวา ผูพูดมความประสงค 

อยางไร มีสิ่งใดแอบแฝงซอนเรนอยูในเรื่องที่พูดหรือไม 
๔. สนใจและจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่ฟงและดูใหได คือ ขณะฟงและดูตองรูจักใช

สติปญญาวิเคราะหดูวา ผูพูดกำลังพูดเรื่องอะไร ใหสาระ ประโยชนอะไรบาง เรื่องที่ฟงและดูนั้นม ี

ประเด็นสำคัญอยางไร แลวพยายามสรุปความคิดรวบยอดใหได
๕. ตองวางใจเปนกลางไมมีอคติใดๆ ตอผูพูด การมีอคติและการจับผิดผูพูดยอมมีผลเสีย
มากกวาได ควรหลีกเลี่ยงการจับผิดเล็กๆ นอยๆ เชน การแตงกาย การพูดซ้ำซาก ในบางคำ ฯลฯ

เพราะจะทำใหผูฟงและดูเกิดความรูสึก วาเรื่องที่กำลังฟงและดูนั้นเปนเรื่องนาตำหนิ ควรสราง
เจตคติที่ดีตอผูพูดเสมอ การทำใจไดเชนนี้จะทำใหบรรยากาศการฟงและดูเปนไปอยางราบรื่นและ
เขาใจดี
๖. ฟงและดูดวยความอดทนและตั้งใจ ตองอดทนและตั้งใจฟงและดูตั้งแตตนจนจบ การ

ฟงและดูอยางครึ่งๆ กลางๆ หรือฟงและดูเพียงบางตอนยอมทำใหไมสามารถเขาใจเนื้อเรื่องไดอยาง
สมบูรณ 

๗. มมารยาทในการฟงและดูอยางสำรวมใหเกียรติผูพูดและมีมารยาทอันดีงาม นับเปน
คุณสมบัติของผูฟงและดูที่ดี การรูวาสิ่งใดควรไมควร เชน การลุกเขาออก การทำเสียงเอะอะ



นับเปนกิริยาที่ไมเหมาะสม ถือวาไมใหเกียรติผูพด และเปนการเสียมารยาทอยางยิ่ง การฟงและดูใน

หองหากไมจำเปนก็ไมควรลุกออก แตถาจำเปนจริงๆ ก็ควรทำความเคารพผูพดเสียกอน ไมพยายาม



ถามสอด ควรฟงและดูเรื่องที่ผูพูด ตองการพูดใหหมดแลว จะซักถามหรือแสดงความคิดเห็นก็ควร
ถามภายหลัง

๘. ใชศิลปะในการฟงและดู ผูรับสารที่ดีไมควรฟงและดูอยางเดียว ควรใชไหวพริบในบาง
โอกาส เพื่อชวยใหผูพูดสามารถถายทอดความรู ความคิดของตนไปสูจุดมุงหมายปลายทาง ตามท ่ ี
ผูฟงและดูตองการโดยใชคำถามนำไปสูจุดที่ผูฟงและดูตองการ
๙. ขณะฟงควรบันทึกสิ่งสำคัญ โดยวิธีการจด บันทึกภาพ และเสียง ในกรณีที่เรื่องที่ฟง

และดูไมจำกัดลิขสิทธิ์ อยางไรก็ตามควรขออนุญาตจากผูพูดหรือผูจัดงานกอน
๑๐. หลังการฟงและดู ผูรับสารควรมีเวลาคิดทบทวนวาเรื่องราวตางๆ ที่ฟงและดูไปนัน

ตรงกับขอเท็จจริง และมีเหตุผลนาเชื่อถือเพียงใด มีสิ่งใดจะนำไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนไดหรือไม 
และรูจักนำความรูหรือขอคิดตางๆ ที่ไดจากการฟงและดูไปใชประโยชนตามโอกาสอันสมควร และ


ควรตรวจสอบเปรียบเทียบจากสื่ออื่นเพื่อความถูกตองกอนนำไปอางอิง

๒๙



๔. ประโยชนของการฟงและดู


ประโยชนของการฟงและดู สามารถแบงออกเปน ๒ ประการใหญ ๆ ดังนี้
ประโยชนตอตนเอง
๑. การฟงและดูที่ดีเปนพฤติกรรมของผูมีมารยาทในการเขาสังคม ในวงสนทนาหรือใน

สถานที่และโอกาสตางๆ ไมมีผูพูดคนใดที่ชอบใหคนอื่นแยงพดหรือไมยอมฟงคำพูดของตนเอง


การฟงและดูจึงเปนพฤติกรรมที่ชวยสรางบรรยากาศของความเปนมิตร ทำใหเกิดความเขาใจ
การยอมรับและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

๒. การฟงและดูที่ดีทำใหเราไดรูเรื่องราวที่ฟงและดูโดยตลอด สามารถเขาใจขอความ

สำคัญของเรื่องที่ฟงและดูและจุดมุงหมายของผูพูด

๓. การฟงและดูที่ดีชวยสามารถพัฒนาสมรรถภาพการใชภาษาในทกษะดานอื่นๆ กลาวคือ
การฟงและดูชวยใหผูรับสารเรียนรูกระบวนการพูดที่ดีของคนอื่น นับตั้งแตการเลือกหัวขอหรือ



ประเดนในการพด การปรับปรุงบุคลิกภาพในการพูด และวิธีการเสนอสารที่มีประสิทธิผล
๔. การฟงและดูที่ดีเปนพื้นฐานที่ทำใหเกิดสมรรถภาพทางความคิด ผูรับสารไดพัฒนา
พื้นฐานความรู และสติปญญาจากการรวบรวมขอมูลและขอคิดตางๆ จากการฟงและดู

๕. การฟงและดูที่ดีทำใหเราไดเพิ่มศพท และเพิ่มพูนการใชถอยคำภาษาไดอยางรัดกุมและ
เหมาะสม ผูฟงและดูจะสังเกตการใชศัพทและถอยคำของผูพูด ศึกษาวิธีการใชถอยคำหรือสำนวน

โวหารจากผูพูดแลวจดจำ ไปเปนแบบอยางในการพูดและการเขียน



ประโยชนตอสงคม
การฟงและดูที่ดีเปนกระบวนการสื่อสารที่กอใหเกิดประโยชนตอสังคมและประเทศชาติใน
แงที่ผูฟงและดูสามารถนำความรู แงคิดตางๆไปใช โดยผูฟงและดูเองไดรับผลดีจากการปฏิบัติ และ


สังคมไดประโยชนทางออม ตัวอยางเชน การฟงการอภิปรายเรื่อง การรักษาสุขภาพ สวนบุคคล ผูฟง
ไดรับความรูแนวคิดตางๆ ในการรักษาสุขภาพจากการฟง ถาผูฟงนำไปปฏิบัติตาม ผูฟงยอมม ี
สุขภาพ พลานามัยแข็งแรงสมบูรณในขณะเดียวกันสังคมนั้นจะมีสมาชิกของสังคมที่มีสุขภาพท ่ ี
แข็งแรง สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ



ี่

๕. ลักษณะการฟงและดูที่พงหลกเลยง

ลักษณะการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยง มีดังนี้
ี่
๑. ฟงและดูแบบฟงบางไมฟงบาง


๒. ฟงและดูแบบสนใจในตัวผูพูดมากกวาเนื้อหา
๓. ฟงและดูแบบคอยจองจับขอเท็จจริง

๕. ฟงและดูแบบปดใจไมรับเรื่องที่รูอยูแลว คำที่ตนไมพอใจ
๖. ฟงและดูแบบจดจองดวยตาใส แตจริงๆ แลวนึกถึงเรื่องอน
ื่
ี่
๗. ฟงและดูไมรูเรื่อง เรื่องทพูดซบซอนสับสนสูงเกินกวาจะรับฟง


๓๐





๘. ฟงและดูแบบเวียนสมอง หมายถง ขณะทีฟงมเสียงมารบกวนความสนใจทำใหฟงไมรู 



เรื่อง
๙. ฟงและดูแบบจับจุดแยง ถาหากไดยินใครพดอะไรที่คานกับสิ่งที่ตนเชื่อมั่นก็มักจะไม 

ยอมฟง
๑๐. ฟงและดูแบบจดอยูตลอดเวลา การฟงและดูอาจมการจดบางอยางที่สำคัญ แตไมใชจด


ทุกอยาง
๑๑. ฟงและดูโดยการแสดงพฤติกรรมที่ออกทางความรูสึกหงุดหงิด อันเปนการรบกวนสมาธิ
ของผูอื่น
๑๒. ฟงและดูโดยนำอาหารหรือเครื่องดื่มเขาไปรับประทาน



ี่
๖. ปจจัยทมีอทธิพลตอการฟงและดู


ปจจัยที่มีอทธิพลตอการฟงและดู มีดังนี้
๑. ผูพูดมีความสามารถในการพูดไดอยางมีประสิทธิผล


๒. ผูฟงมีความศรัทธาตอผูพด

๓. ผูฟงเชื่อมั่นวาการฟงเปนวิธีหนึ่งที่ทำใหเกิดการเรียนรู

๔. ผูฟงไมเปนคนใจลอยหรือมีจิตใจฟุงซานในขณะที่ฟง
๕. ผูฟงที่เปนชายฟงไดดีกวาผูฟงที่เปนหญิง


๖. สถานที่ฟงโปรงอากาศถายเทไดดีและมีอณหภูมิพอเหมาะสมไมรอนหรือเย็นมากเกินไป

๗. ผูฟงใชภาษาเดียวกับผูพูดผูฟงจึงสามารถเขาใจถอยคำภาษาของผูพูดไดดี



๘. ผูฟงสำเร็จการศกษาระดับมัธยม และเคยฝกฝนการพูดในโรงเรียนมาบางแลว

๙. ผูฟงมีประสบการณในการฟงคำอธิบายเรื่องทมีเนื้อหายากมาบางแลว
ี่


อยางไรก็ตาม แมวาเราจะมีลักษณะการฟงและดูดังกลาวแลวกตามสิ่งทสำคญคอ เราตองม ี

ี่


ความเชื่อมั่นวาเราตองปรับปรุงสมรรถภาพ การฟงและการดูอยูเสมอ โดยสังเกตขอบกพรองในการ
ฟงและดูดวย และตองแกไขปรับปรุงการฟงและดูทุกๆ ครัง หากบุคคลใดสามารถฝกฝนตนเองให

ปฏิบัติไดดังกลาวแลว บุคคลนั้นยอมไดรับประโยชนอยางมากจากการฟงและดู

๗. การฝกทักษะการฟงและดู

การฝกทกษะการฟงและดูสามารถทำได ดังนี้

๑. ทำตัวใหมีความพรอมที่จะฟงและดู
๒. ฟงและดูอยางสุภาพและตั้งใจ

๓. รูจักสังเกตอวัจนภาษา
๔. ขณะฟงและดูตองหมั่นฝกฝนและปฏิบัติตามขั้นตอนของการฟงและดุ
๕. พยายามหาประโยชนจากการฟงและดู
๖. พยายามจดบันทึกเรื่องทฟงและดูทุกครั้ง
ี่


๗. หมนฝกฝนเปนประจำ

๓๑


การที่จะสามารถปฏิบัติตนใหเปนผูพูดและผูฟงและดูที่ดีดังกลาวขางตนนั้น เปนสิ่งที่ด ู
เหมือนงายแตจริง ๆ แลวในทางปฏิบัติทำไดยาก เนื่องจากคุณสมบัติตาง ๆ ดังกลาวนั้นไมสามารถ


เกิดขึ้นหรือมีขึนมาไดจากการศึกษาหรือรูเพียงเทานั้น บุคคลจำนวนมากรู เขาใจ แตทำไมได ที่เปน
เชนนี้เพราะคุณสมบัติตาง ๆ เหลานั้นเปนทักษะที่จำเปนตองฝกฝนอยูเสมอ นอกจากบุคคลที่มีเอง
โดยกำเนิดซึ่งคงจะมีบางแตก็คงมีจำนวนนอย ดังนั้นจึงควรหมั่นเตือนตนเองและพยายามฝกฝน
ตนเองใหฝกปฏิบัติอยูเสมอ จนกระทั่งเกิดความชำนาญ คุณสมบัติใดที่ขาดไปก็ควรจะไดฝกฝน

เพิ่มเติมอยูเสมอ


๘. การใชการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู 


การฟงและดูเปนกระบวนการของการเรียนรูอยางหนึ่งซึ่งผูเรียนสามารถจะไดรับความรู 

ความเขาใจและแนวคิดของผูอื่นอันจะนำไปพัฒนาและสรางองคความรูใหมได ครูในฐานะของผูสอน

และผูชี้นำ ชี้แนะกระบวนการเรียนรูจึงตองใชทักษะการฟงและดู รวมทั้งชี้แนะการใชทกษะดังกลาว


ใหผูเรียนหมั่นฝกฝนเพื่อประโยชนสำหรับการจัดการเรียนรู ดังนี้

๑. การฟงและดูเพื่อประโยชนในการสอน
การฟงและดูเพื่อประโยชนในการสอน ดังนี้

๑) ครูตองใชทักษะการฟงและดูเพื่อกระบวนการเรียนรูของตนเอง ครูตองสั่งสม
ความรูเพอนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรูของตน
ื่
๒) ครูตองชี้แนะกระบวนการเรียนรูท่เกิดจากการฟงและดูใหผูเรียนเกิดความเขาใจ



ื่
พัฒนาใหผูเรียนมีทักษะในการฟงและดู รวมถึงมารยาทในการฟงและดูเพอใหผูเรียนใชทกษะการฟง
และดูเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดดวยตนเองตอไป

๓) ครูตองอดทนตอการรับฟงคำถาม ปญหา ขอสงสัย ความคิดเห็นของผูเรียนเพ่อ
สรางความเปนกัลยาณมิตรกับผูเรียน และสามารถชวยเหลือ พัฒนาความรู คุณธรรม รวมถึง


ปญหาตางๆ ท่อาจจะเกิดข้นกับผูเรียนในโอกาสตอไป
๔) ครูควรสรางคุณลักษณะอันพึงประสงคใหเกิดข้นกับผูเรียนโดยการสอนใหผูเรียน

ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นเพื่อใหเปนบุคคลที่ไดรับการยอมรับของสังคมอันเปนสังคม
ประชาธิปไตยตามความตองการของสังคมตอไป




๕) ครูควรสงเสริม สนับสนุนใหผูเรียนฝกฝนทกษะการฟงและการดท่หลากหลาย
รูปแบบ เชน ฟงและดูขาว การอภิปราย โตวาที กระแสพระราชดำรัส พระธรรมเทศนา เพลง การ
สนทนาปญหาตางๆ ละคร ภาพยนตร เปนตน

6) ครูควรเปนตนแบบในการเปนนักฟงและดูท่ดีโดยการใชเวลาวางในการฟงและด ู
เปนประจำและหลากหลายเพื่อประโยชนสำหรับตนเองและหนาที่รวมถึงเปนแบบอยางที่ดีใหผูเรียน


การฟงและการดูเปนทักษะการรับสารที่สามารถนำไปใชไดในทุกเวลาและทุกสถานที่ เพอ

พัฒนาตนเอง พัฒนารูปแบบการศึกษา พัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน ครูสามารถชี้แนะ
แนะนำผูเรียนใหสามารถนำไปพัฒนาตนเองได

๓๒


2. จุดประสงคของการฟงและดูในชั้นเรียน
ครูมีจุดประสงคของการฟงและดูในชั้นเรียน แบงเปน ๔ ประเภท ดังนี้

๑) การฟงและดูเพื่อจับใจความ รับทราบขอมูลขาวสาร เปนการมุงเนนที่เนื้อหาสาระ

ความรูซึ่งในปจจุบันการเรียนการสอนไมใชการที่ครูเปนผูถายทอดความรูเทานั้น เพราะความรูใหมๆ
เกิดขึ้นมากมายที่ครูไมสามารถถายทอดไดหมด ในบางครั้งครูก็สามารถไดรับความรูตางๆ จาก
หองเรียนไปพรอมกับผูเรียนซึ่งผูเรียนสามารถศึกษา คนควาดวยตนเองและนำเสนอผลงาน

แลกเปลี่ยนความรูในหองเรียน ดังนั้นครูควรจับใจความวาผูเรียนนำเสนออะไร มีจุดมุงหมายอยางไร
มีสาระสำคัญอะไร และสรุปสาระสำคัญเพื่อการจัดกิจกรรมการสอนใหสอดคลองกับเรื่องนั้นๆ

๒) การฟงและดูเพื่อรับรูความตองการและชวยแกปญหา ครูควรสรางความสัมพนธ
ี่
อันดีระหวางครูกับผูเรียนใหผูเรียนมความรูสึกไววางใจ กลาทจะบอกความตองการ บอกปญหาของ

ตนใหทราบ เพื่อครูจะไดชวยเหลือไดทันที ตรงกับความตองการหรือปญหาของผูเรียน ดังนั้นครู
จะตองสามารถรับฟงและจับประเด็นไดอยางถูกตอง รวดเร็ว แมนยำ และตองสังเกตกิริยา แววตา
น้ำเสียงของผูเรียน
๓) การฟงและดูเพ่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ครูควรฝกใหนักเรียนคิดและแสดง

ความคิดของตน ยกตัวอยางและเหตุผลประกอบการคิดเพื่อใหผูอื่นรับทราบและคิดตาม ซึ่งครูตอง
ฟงและคิดตามพรอมแสดงความคดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูเรียน






๔) การฟงและดเพ่อประเมนผล การประเมนผลเปนการทำงานรวมกันระหวางครูกบ
ผูเรียนซึ่งการฟงและดูเปนวิธีการหนึ่งที่ใชในการวัดและประเมินผล การฟงและดูประเภทนี้ครูจะตอง
ใชวิจารณญาณและความรอบคอบเพื่อใหสามารถวัดและประเมินผลไดทั้งความสามารถในการพูด
การใชภาษา เนื้อหาสาระ รวมทั้งบุคลิกภาพ ครูจึงตองมีการเตรียมความพรอม เชน การศึกษา
เนื้อหาที่จะฟงลวงหนา การสรางแบบประเมินและการพิจารณาผลการประเมินตามเกณฑ 
การฟงและการดูใหประโยชนมากมายเปนจุดเริ่มตนของการกอใหเกิดปญญา การฟงและ

การดูในชีวิตประจำวันกอใหเกิดความซาบซึ้ง เชน เพลง บทกวี หรือฟงและดูเพื่อความบันเทิงใจ เกิด
จินตภาพ จินตนาการในการสรางสรรค เชน ละคร ภาพยนตร ละครเพลง เพื่อความผอนคลายจาก
การทำงานที่เครงเครียด ดังนั้นการฟงและการดูจึงเปนทักษะที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่ใหทั้งความรู 

และขอคิด

๓. ขอควรงดเวนของครูในขณะฟงและดู

ในขณะฟงและดูการพดของผูเรียนในหองเรียน ครูควรงดเวน ดังนี้
1) อยาคิดเองวาเปนเรื่องทไมนาสนใจ
ี่
๒) อยาคิดวิพากษวิจารณวิธีพูดของผูเรียน
๓) อยายอมใหจุดใดจุดหนึ่งในการพูดเราใจจนเกินไป

๔) อยาฟงแตเฉพาะขอเท็จจริงเทานั้น


๕) อยาเสแสรงทำเปนวาตั้งใจฟง


๖) อยาทนตอสิงรบกวนภายนอก

๗) อยาหลีกเลี่ยงการฟงที่มีความยุงยาก ซับซอน


๓๓


๘) อยาคิดลวงหนาวาผูเรียนจะพดอะไรตอไป

๙) อยาทำกิจกรรมอื่นใดในขณะที่ฟง

๑๐) อยาพยายามจับผิดการพูดของผูเรียน

ี่
๔. วิธีฝกการฟงและดูทมีประสิทธิภาพของครู
การฟงและดูทมีประสิทธิภาพของครูมีวิธีการ ดังนี้
ี่
๑) การฝกสมาธิในการฟงและดู
๒) การใชความคิดในการฟงและดู
๓) การวางใจเปนกลาง

๔) การรักษามารยาทในการฟงและดู
๕) การปรับตัวเขากับผูเรียนและสภาพแวดลอม
๖) การจัดบันทึกสิ่งที่ไดฟงและดู
๗) ครูควรมีแบบประเมินการพูดของผูเรียน


การฟงและดูสำหรับการจัดการเรียนรูเปนทักษะที่สำคัญในการรับสารอยางมากเพ่อ

แสวงหาความรูในการพัฒนาตนเองของครูและใชในการหาขอมูลเพื่อการจัดกระบวนการเรียน

การสอน ดังนั้นครูทกคนจึงควรศึกษาการฟงและดูทดี การฟงและดูประเภทตางๆ และใชการฟงและ
ี่
ดูใหเปนประโยชนตอตนเองและการจัดการเรียนรู พรอมปฏิบัติตนขณะฟงและดูอยางเหมาะสม
รวมทั้งเปนแบบอยางใหกับผูเรียนในการเปนนักฟงและดูที่ดีใหกับผูเรียน


Click to View FlipBook Version