เอกสารประกอบการสอน
ั
วิชา การใชภาษาและวฒนธรรมไทยสำหรับครู
Usage of Thai Language and Culture for Teachers
รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒
สุวีณา เดือนแจง
ภาควิชาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน
พ.ศ. ๒๕๖๓
คำนำ
เอกสารประกอบการสอน วิชาการใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู Usage of Thai
Language and Culture for Teachers รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ เลมนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช
ประกอบการเรียนการสอนนิสิตระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร ภาควิชา
ครุศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ที่มีเนื้อหาสาระตรงตามหลักสูตรโดยการศึกษา คนควาจาก
แหลงความรูตางๆ ผสมผสานกับประสบการณการสอนรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเปนรูปเลม
เนื้อหาของเอกสารประกอบการสอนเลมนี้ ประกอบดวยความรูเกี่ยวกับภาษาไทย
วัฒนธรรมการใชภาษา การใชภาษาไทยในการสอน ไดแก การแนะนำรายวิชา ทักษะการฟงและ
การดูสำหรับการจัดการเรียนรู ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ทักษะการอานสำหรับการ
จัดการเรียนรู และทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน
ผูเรียบเรียงหวังเปนอยางยิ่งวา เอกสารประกอบการสอนเลมนี้จะเปนประโยชนตอนิสิต
นักศึกษา ครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษาและอาจารยผูสอนรายวิชาการใชภาษาและ
วัฒนธรรมไทยสำหรับครู Usage of Thai Language and Culture for Teachers รหัสวิชา
๐๒๑๙๘๒๑๒ เพื่อนำไปประยุกตใชไดตามความเหมาะสม
ขอขอบพระคุณภาควิชาครุศึกษา คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
และนักวิชาการทุกทานที่ผูเรียบเรียงไดอางอิงผลงาน งานเขียนของทานไวในเอกสารประกอบ
การสอนเลมนี้
สุวีณา เดือนแจง
2563
สารบัญ
หนา
คำนำ
สารบัญ
ประมวลการสอน
ี
่
บทท ๑ ความสำคัญของภาษาไทย ๑
๑. หนาที่ของภาษา ๑
2. ธรรมชาติของภาษา ๓
ื่
๓. ภาษาไทยเพอการสื่อสาร ๑๐
๔. วัตถุประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน ๑๑
ี
่
บทท ๒ วัฒนธรรมการใชภาษา ๑๓
๑. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรม ๑๓
2. ขอสังเกตเกี่ยวกบวัฒนธรรมในการใชภาษาไทย ๑๔
ั
๓. ครูกับการใชภาษาไทย ๑๕
4. การใชภาษาในการสอน ๑๖
๕. จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย ๑๖
ู
6. การตระหนักในผลเสียของการใชภาษาไทยไมถกตอง ๑๗
ี่
7. การใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยทถูกตอง ๑๗
8. ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข ๑๘
่
ี
บทท ๓ ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู ๒7
๑. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการฟงและการดู ๒7
๒. จุดประสงคของการฟงและการดู ๒7
๓. หลักการฟงและการดู ๒๘
๔. ประโยชนของการฟงและการดู ๒๙
๕. ลักษณะการฟงและการดูที่พึงหลีกเลี่ยง ๒๙
๖. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการฟงและการดู ๓๐
๗. การฝกทักษะการฟงและการดู ๓๐
๘. การใชการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู ๓๑
บทท ๔ ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ๓5
่
ี
๑. ความรูเกี่ยวกับการพด ๓5
ู
ู
๒. จุดมุงหมายของการพด ๓5
๓. ประเภทของการพูด ๓5
สารบัญ (ตอ)
หนา
ู
๔. ลักษณะของผูพดที่ดี ๓๖
๕. การวางแผนการพูด ๓๖
๖. มารยาทในการพด ๓๗
ู
๗. การสื่อสารทางบวก ๓๘
๘. การเลานิทาน ๔๒
๙. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ๔๓
่
ี
บทท ๕ ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ๔๘
๑. ความรูเกี่ยวกับการอาน ๔๘
๒. ประโยชนของการอาน ๔๘
๓. จุดมุงหมายของการอาน ๔๘
๔. ประเภทของการอาน ๔๙
๕. คุณสมบัติของนักอานที่ดี ๕๑
๖. การใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ๕๒
ี
่
บทท ๖ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ๕๖
๑. ความรูเกี่ยวกับการเขียน ๕๖
๒. จุดมุงหมายของการเขียน ๕๖
๓. หลักการเขียนที่ดี ๕๗
๔. โวหารในการเขียน ๕๗
๕. การใชถอยคำในภาษาเขียน ๕๙
๖. การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน ๕๙
ตัวอยางสื่อการสอน ๙๗
บรรณานุกรม 1๐๕
ึ
ประวัติการศกษาและการทำงาน 1๐9
ประมวลการสอน ภาคตน ปการศึกษา ๒๕๖3
ั
๑. คณะ ศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร ภาควิชา ครุศึกษา
๒. วชาชีพครู (รหัสและชื่อวิชา) รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ จำนวน ๓ (๓-๐-๖) หนวยกิต
ิ
ชื่อวิชา (ไทย) การใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู
(อังกฤษ) Usage of Thai Language and Culture for Teachers
ั
วัน เวลา สถานที่ คณะศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร
๓. ผูสอน อาจารยสุวีณา เดือนแจง
๔. การใหนิสิตเขาพบและใหคำแนะนำนอกเวลาเรียน
โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน
ศูนยวิจัยและพัฒนาการศกษา
ึ
E-mail : [email protected]
โทรศพท ๐๘๑-๙๘๖๖๐๙๖
ั
๕. จุดประสงคของวิชา
๑. เพื่อใหนิสิตตระหนักถึงคุณคา ความสำคัญ ความจำเปนของการใชภาษาไทยสำหรับ
การจัดการเรียนรู
๒. มีความรูความเขาใจในหลักการใชภาษาไทย
๓. สามารถใชทักษะในการฟง การดู การพูด การอาน การเขียนภาษาไทยเพื่อจัด
ู
กระบวนการเรียนรูและสื่อความหมายกับนักเรียนไดอยางถกตองเหมาะสม
๔. ฝกฝนทักษะการใชภาษาไทยใหเหมาะสมกับสถานการณและรูปแบบการจัดการเรียนรู
ตางๆ โดยคำนึงถึงผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูแตกตางกัน
๕. บูรณาการศาสตรดานการศึกษากับการใชภาษาในการสรางสื่อ นวัตกรรม ใหคำปรึกษา
แนะแนว เพื่อสงเสริมการเรียนรู
๖. ใชภาษาไทยในทางสรางสรรค สรางความสัมพันธที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิตสาธารณะ พรอม
กับมีจิตสำนึกในการอนุรักษสืบทอดศิลปะและวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทยทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษา
ิ
๖. คำอธิบายรายวชา
การใชทักษะทางภาษาไทยทั้งการฟง การดู การพูด การอาน การเขียนอยางถูกตอง
เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามวัฒนธรรมไทย เพื่อการเปนครูและการสื่อสารทางการศึกษาตาม
ุ
หลักการ เปาประสงคและรูปแบบที่เนนผูเรียนเปนสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู เพื่อมง
สงเสริมใหผูเรียนแตละระดับการศึกษา ผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูที่แตกตางกัน เกิด
การเรียนรูเต็มตามศักยภาพ การเปนตัวอยางที่ดีในการใชภาษาไทยอยางสรางสรรคตลอดจน
ั้
การอนุรักษสืบทอดวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษาทงวัจนภาษาและอวัจนภาษา
Usage of Thai language skills Listening, Speaking, Reading, and Writing.
Correctly, suitably and effectively in Thai culture for educational communication
principle. Goals and format for learner-centered learning management for promoting
learning in each level considering individual differences to maximize learning. A role
model in using Thai language creatively. Conservation of Thai culture for both verbal
and non-verbal language.
ิ
๗. เคาโครงรายวชา เวลาสอนรวม ๔๘ ชั่วโมง ประกอบดวย
๑. หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา และภาษาไทยเพอการสื่อสาร
ื่
๒. ครูกับการใชภาษาไทย ความสำคัญและจิตสำนึกในการอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม
ทางการใชภาษา
๓. วัตถุประสงคและหลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๔. วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยดานภาษา
๕. หลักการใชภาษา การฟง การดู การพูด การอาน และการเขียน
๖. การใชภาษาสำหรับการจัดการเรียนรู
๘. วิธีการสอน และระบบการสอนที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง
๑. ผูสอนรวมประชุมกับผูเรียนเพื่อวางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ชี้แนะให
คำอธิบาย ควบคุมดูแลชวยเหลือการเรียนโดยการมอบหมายหนาท ความรับผิดชอบ เพื่อให
ี
่
ผูเรียนศึกษาคนควา ตามหัวขอที่กำหนด การฝกใหนิสิตปฏิบัติและการประเมินผลการเรียน
๒. ผูเรียนศึกษาหลักการ เนื้อหาสาระ รวมกจกรรม ทำแบบฝกหัด คนควาและสังเกต
ิ
ดวยตนเอง เขียนสรุปประเด็นการเรียน
๓. เนนการสอนแบบ active learning การมีสวนรวมในกิจกรรม ฝกการคิด อภิปราย
ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาวิชาโดยบูรณาการความรู เหตุผล
คุณธรรม จริยธรรม
๔. ฝกกิจกรรมการใชภาษาไทยในสถานการณตางๆ ที่จะเกิดขึ้นในหองเรียน ทำแบบฝกหัด
และทดลองปฏิบัติเพื่อใหเกิดความชำนาญ มีทักษะการใชภาษาไทยในกระบวนการจัดการเรียนรู
๕. ใหผูเรียนศึกษาคนควารวบรวมจากเอกสาร ตำรา คูมือ หนังสือ สิ่งตีพิมพ อินเทอรเน็ต
ความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยและเรียบเรียงเปนเอกสารนำเสนอ
๙. อุปกรณสื่อการสอน
๑. เอกสารประกอบการสอน ตำรา เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวของ
๒. หองเรียนระดับตางๆ ในสถานศึกษา
๓. คอมพิวเตอร ใบกิจกรรม ใบงาน ตลอดจนสื่อวัสดุชนิดตางๆ
๑๐. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
วิธีการประเมิน สัดสวนคะแนน
การทดสอบ สอบกลางภาค สอบปลายภาค ๕๐
การฝกปฏิบัติ ชิ้นงาน แบบฝก ทางการใชภาษาไทย ๓๐
ชิ้นงานทำหนังสือทใหความรู เรื่อง การใชภาษาไทย ๑๐
ี่
ิ
ี
การเขาเรียน การมสวนรวมในกจกรรมการเรียน ๑๐
๑๑. การประเมินผลการเรียน เกณฑการใหคะแนน
ั
ั
๘๐-๑๐๐ คะแนน ระดบคะแนน A ๗๕-๗๙ คะแนน ระดบคะแนน B+
ั
ั
๗๐-๗๔ คะแนน ระดบคะแนน B ๖๕-๖๙ คะแนน ระดบคะแนน C+
ั
ั
๖๐-๖๔ คะแนน ระดบคะแนน C ๕๕-๕๙ คะแนน ระดบคะแนน D+
ั
ั
๕๐-๕๔ คะแนน ระดบคะแนน D ๐-49 คะแนน ระดบคะแนน F
๑๒. เอกสารอานประกอบ
ื้
ื่
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน,สำนักงาน กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๕. หลักภาษาและการใชภาษาเพอ
การสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ศูนยวิชาบูรณาการหมวดวิชาศึกษาทั่วไป. 2554. ภาษาไทยเพื่อ
ิ
การสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักพมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. 2555. การใชภาษาไทย. ปทุมธานี :
สำนักพิมพมหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตรมหาวิทยาลัยหอการคาไทย.2542.ภาษาไทย
เพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : ดับเบิลนายนพรินติ้งจำกัด.
ิ
ดวงใจ ไทยอบุญ, ๒๕๕๖. ทักษะการเขียนภาษาไทย. พมพครั้งท ๘ กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพแหง
ี่
ุ
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
เทพสตรี ลพบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏ. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. ลพบุรี: ภาควิชา
ภาษาไทย สถาบันราชภัฏเทพสตรี.
ั
บรรจบ พนธุเมธา. 2553. ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
บุญยงค เกศเทศ. 2554. ภาษาไทย การเขียน. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ปรีชา ชางขวัญยืน. 2517. พื้นฐานของการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
. 2525. ศิลปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร : วิชาการ.
ปรียา หิรัญประดิษฐ, เรือเอกหญิง. ๒๕๕๖. การใชภาษาไทยในวงราชการ. พิมพครั้งท ๕ กรุงเทพมหานคร :
ี่
ธรรกมลการพิมพ.
ฟองจันทร สุขยิ่งและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ
อักษรเจริญทัศน.
.2553. ศิลปะการเขียนอยางมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ภาสกร เกิดออนและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ
อักษรเจริญทัศน.
. 2555. คูมือครู ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา ม.6. พิมพครั้งที่ 10 กรุงเทพมหานคร :
สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2556. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัท
ศิริวัฒนาอินเตอรพริ้นท.
ี่
รุง แกวแดง. ๒๕๔2. ปฏิวัติการศึกษาไทย. พิมพครั้งท 9 กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพมติชน.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2552. หลักภาษาและการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศกษาปที่ 6 หนังสือเรียน
ึ
รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้น
ึ
พื้นฐาน พุทธศกราช 2561. พิมพครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร : สกสค ลาดพราว.
ั
สุธาสินี ปยพสุนทรา.2559.ความรูพื้นฐานทางภาษาไทย. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
หทัย ตันหยง. 2535. การปรุงรสการสอนดวยอารมณขัน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร.
อรวรรณ ทองเพิ่ม. 2548. การใชภาษาไทยสำหรับการสอน. อัดสำเนา.
ิ
๑๓. ตารางกจกรรมการเรียนการสอน
ี
สัปดาห หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน
้
๑ แนะนำรายวิชา ชีแจงประมวลการสอน ศึกษาประมวลการสอน รวมกำหนดขอตกลง
กำหนดขอตกลงการปฏิบัติในการเรียน รับมอบหมายงาน รวมอภิปรายและสรุปความรู
ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับภาษาไทย เบื้องตนเกี่ยวกับภาษาไทย ความสำคัญของ
ความสำคัญของภาษา ภาษาไทย
2 หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา ศึกษารวมอภิปรายและสรุป หนาที่ของภาษา
ความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับ ธรรมชาติของภาษา ความสำคัญของการใช
ื่
การจัดการเรียนรู และภาษาไทยเพอ ภาษาไทยสำหรับการจัดการเรียนรู ภาษาไทย
การสื่อสาร เพื่อการสื่อสาร
3-4 ทักษะการฟงสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการฟง ฝกการฟงในชั้นเรียน
่
็
่
ื
ี
ฝกการจับประเดน ใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร
อยางไร เพราะเหตุใด ผลเปนอยางไร และได
ขอคดหรือผลสรุปอะไร
ิ
5-6 ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการพูด ฝกพูดในสถานการณตางๆ
การสื่อสารทางบวก ศิลปะและการใช ศึกษาหลักการ รูปแบบ และฝกปฏิบัติ
ภาษาในการพูดใหคำปรึกษา การสื่อสารทางบวก ศิลปะการใชภาษา
สัปดาห หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน
ี
7-8 ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการอานรอยแกวและรอยกรอง
ฝกปฏิบัติการอานรอยแกวและรอยกรอง
9 สอบกลางภาค เนื้อหากอนกลางภาค
๑๐-๑๑ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการเขียน และฝกเขียนโดยใชภาษา
ู
ตามระดับภาษาอยางถกตอง เหมาะสม
๑๒ วัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย ศึกษาวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย
่
ั
ครูกับการใชภาษาไทย รวมอภิปราย สรุปประเดนเรืองครูกบ
็
วัตถุประสงคและหลักการใชภาษา การใชภาษาไทย วัตถุประสงคและ
สำหรับการสอน หลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๑๓ การแตงคำประพันธ ศึกษารูปแบบ และฝกแตงคำประพันธ
๑๔ บุคลิกภาพในการสอน ศึกษาหลักการ อภิปราย และฝกปฏิบัติ
หลักการเขียนกระดาน
หลักการเขียนแผนภาพความคิด
๑๕ การเขียนหนังสือราชการ ศึกษาหลักการเขียนหนังสือราชการ
และฝกเขียนหนังสือราชการ
การเขียนโครงการ ศึกษาหลักการเขียนโครงการ
ตัวอยางโครงการและฝกเขียนโครงการ
๑๖-๑๗ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการและรูปแบบ และฝกเขียน
แผนการจัดการเรียนรู
การใชภาษาในการสรางขอสอบ ศึกษาหลักการใชภาษาในการสรางขอสอบ
ศึกษาตัวอยางขอสอบ รวมอภิปราย ฝกสราง
ขอสอบ
ี
การเขยนรายงานผลการเรียน ศึกษาหลักการ อภิปราย ศึกษาตัวอยาง
ี
ี
ึ
การเขยนบันทกผลการสอน ฝกเขยนรายงานผล ฝกการเขยนบันทก
ี
ึ
ผลการสอน
18 สอบปลายภาค เนื้อหาหลังสอบกลางภาค
๑๔. การทบทวนเพื่อปรับปรุงวิธีการสอนและระบบการสอน
ไมแกไขปรับปรุง
แกไขปรับปรุง
๑๕. การปรับปรุงการสอนจากผลการประเมินผลการสอน
ไมมีการประเมินผลการสอน
มีการประเมินผลการสอน
ี
ไมมการปรับปรุง
ี
ี
่
้
ิ
มการปรับปรุง โดยปรับชินงานทมอบหมายในรายวิชา เสริมกจกรรม
ลงนาม................................................อาจารยผูสอน
(นางสุวีณา เดือนแจง)
พฤษภาคม 2563
ประมวลการสอน ภาคตน ปการศึกษา ๒๕๖3
ั
๑. คณะ ศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร ภาควิชา ครุศึกษา
ิ
๒. วชาชีพครู (รหัสและชื่อวิชา) รหัสวิชา ๐๒๑๙๘๒๑๒ จำนวน ๓ (๓-๐-๖) หนวยกิต
ชื่อวิชา (ไทย) การใชภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู
(อังกฤษ) Usage of Thai Language and Culture for Teachers
วัน เวลา สถานที่ คณะศึกษาศาสตรและพฒนศาสตร
ั
๓. ผูสอน อาจารยสุวีณา เดือนแจง
๔. การใหนิสิตเขาพบและใหคำแนะนำนอกเวลาเรียน
โรงเรียนสาธิตแหงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกำแพงแสน
ศูนยวิจัยและพัฒนาการศกษา
ึ
E-mail : [email protected]
ั
โทรศพท ๐๘๑-๙๘๖๖๐๙๖
๕. จุดประสงคของวิชา
๑. เพื่อใหนิสิตตระหนักถึงคุณคา ความสำคัญ ความจำเปนของการใชภาษาไทยสำหรับ
การจัดการเรียนรู
๒. มีความรูความเขาใจในหลักการใชภาษาไทย
๓. สามารถใชทักษะในการฟง การพูด การอาน การเขียนภาษาไทยเพื่อจัดกระบวนการ
เรียนรูและสื่อความหมายกับนักเรียนไดอยางถูกตองเหมาะสม
๔. ฝกฝนทักษะการใชภาษาไทยใหเหมาะสมกับสถานการณและรูปแบบการจัดการเรียนรู
ตางๆ โดยคำนึงถึงผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูแตกตางกัน
๕. บูรณาการศาสตรดานการศึกษากับการใชภาษาในการสรางสื่อ นวัตกรรม ใหคำปรึกษา
แนะแนว เพื่อสงเสริมการเรียนรู
๖. ใชภาษาไทยในทางสรางสรรค สรางความสัมพันธที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิตสาธารณะ พรอม
กับมีจิตสำนึกในการอนุรักษสืบทอดศิลปะและวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทยทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษา
ิ
๖. คำอธิบายรายวชา
การใชทักษะทางภาษาไทยทั้งการฟง การพูด การอาน การเขียนอยางถูกตอง เหมาะสม
และมีประสิทธิภาพตามวัฒนธรรมไทย เพื่อการเปนครูและการสื่อสารทางการศึกษาตามหลักการ
เปาประสงคและรูปแบบที่เนนผูเรียนเปนสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู เพื่อมุงสงเสริมให
ผูเรียนแตละระดับการศึกษา ผูเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรูที่แตกตางกัน เกิดการเรียนรูเตม
็
ตามศักยภาพ การเปนตัวอยางที่ดีในการใชภาษาไทยอยางสรางสรรคตลอดจนการอนุรักษสืบทอด
วัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษาทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
Usage of Thai language skills Listening, Speaking, Reading, and Writing.
Correctly, suitably and effectively in Thai culture for educational communication
principle. Goals and format for learner-centered learning management for promoting
learning in each level considering individual differences to maximize learning. A role
model in using Thai language creatively. Conservation of Thai culture for both verbal
and non-verbal language.
ิ
๗. เคาโครงรายวชา เวลาสอนรวม ๔๘ ชั่วโมง ประกอบดวย
ื่
๑. หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา และภาษาไทยเพอการสื่อสาร
๒. ครูกับการใชภาษาไทย ความสำคัญและจิตสำนึกในการอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม
ทางการใชภาษา
๓. วัตถุประสงคและหลักการใชภาษาสำหรับการสอน
๔. วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยดานภาษา
๕. หลักการใชภาษาการฟง การพูด การอาน การเขียน
๖. การใชภาษาสำหรับการจัดการเรียนรู
๘. วิธีการสอน และระบบการสอนที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง
๑. ผูสอนรวมประชุมกับผูเรียนเพื่อวางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ชี้แนะให
คำอธิบาย ควบคุมดูแลชวยเหลือการเรียนโดยการมอบหมายหนาท ความรับผิดชอบ เพื่อให
ี
่
ผูเรียนศึกษาคนควา ตามหัวขอที่กำหนด การฝกใหนิสิตปฏิบัติและการประเมินผลการเรียน
๒. ผูเรียนศึกษาหลักการ เนื้อหาสาระ รวมกิจกรรม ทำแบบฝกหัด คนควาและ
สังเกตการณดวยตนเอง เขียนสรุปประเด็นการเรียน
ิ
ิ
๓. เนนการสอนแบบ active learning การมีสวนรวมในกจกรรม ฝกการคด อภิปราย
ซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาวิชาโดยบูรณาการความรู เหตุผล
ุ
คณธรรมจริยธรรม
๔. ฝกกิจกรรมการใชภาษาไทยในสถานการณตางๆ ที่จะเกิดขึ้นในหองเรียน ทำแบบฝกหัด
และทดลองปฏิบัติเพื่อใหเกิดความชำนาญ มีทักษะการใชภาษาไทยในกระบวนการจัดการเรียนรู
๕. ใหผูเรียนศึกษาคนควารวบรวมเอกสาร ตำรา คูมือ หนังสือ สิ่งตีพิมพ อินเทอรเน็ต
ความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยและเรียบเรียงเปนเอกสารนำเสนอ
๙. อุปกรณสื่อการสอน
๑. เอกสารประกอบการสอน ตำรา เอกสารอื่นๆที่เกี่ยวของ
๒. หองเรียนระดับตางๆ ในสถานศึกษา
๓. คอมพิวเตอร ใบกิจกรรม ใบงาน ตลอดจนสื่อวัสดุชนิดตางๆ
๑๐. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
วิธีการประเมิน สัดสวนคะแนน
การทดสอบ สอบกลางภาค สอบปลายภาค ๕๐
การฝกปฏิบัติ ชิ้นงาน แบบฝก ทางการใชภาษาไทย ๓๐
ี่
ชิ้นงานทำหนังสือทใหความรูเรื่องการใชภาษาไทย ๑๐
การเขาเรียน การมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียน ๑๐
๑๑. การประเมินผลการเรียน เกณฑการใหคะแนน
ั
ั
๘๐-๑๐๐ คะแนน ระดบคะแนน A ๗๕-๗๙ คะแนน ระดบคะแนน B+
๗๐-๗๔ คะแนน ระดบคะแนน B ๖๕-๖๙ คะแนน ระดบคะแนน C+
ั
ั
๖๐-๖๔ คะแนน ระดบคะแนน C ๕๕-๕๙ คะแนน ระดบคะแนน D+
ั
ั
ั
๕๐-๕๔ คะแนน ระดบคะแนน D ๐-49 คะแนน ระดบคะแนน F
ั
๑๒. เอกสารอานประกอบ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน,สำนักงาน กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๕. หลักภาษาและการใชภาษาเพอ
ื่
ื้
การสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ สกสค. ลาดพราว.
คณะกรรมการวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ศูนยวิชาบูรณาการหมวดวิชาศึกษาทั่วไป. 2554. ภาษาไทยเพื่อ
การสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักพมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
ิ
คณาจารยภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. 2555. การใชภาษาไทย. ปทุมธานี :
สำนักพิมพมหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
คณาจารยภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตรมหาวิทยาลัยหอการคาไทย.2542.ภาษาไทย
เพื่อการสื่อสาร. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : ดับเบิลนายนพรินติ้งจำกัด.
ิ
ี่
ุ
ดวงใจ ไทยอบุญ, ๒๕๕๖. ทักษะการเขียนภาษาไทย. พมพครั้งท ๘ กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพแหง
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
เทพสตรี ลพบุรี, มหาวิทยาลัยราชภัฏ. 2542. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบคน. ลพบุรี: ภาควิชา
ภาษาไทย สถาบันราชภัฏเทพสตรี.
บรรจบ พนธุเมธา. 2553. ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ั
บุญยงค เกศเทศ. 2554. ภาษาไทย การเขียน. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ปรีชา ชางขวัญยืน. 2517. พนฐานของการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
ื้
. 2525. ศิลปะการเขียน. กรุงเทพมหานคร : วิชาการ.
ปรียา หิรัญประดิษฐ, เรือเอกหญิง. ๒๕๕๖. การใชภาษาไทยในวงราชการ. พิมพครั้งท ๕ กรุงเทพมหานคร :
ี่
ธรรกมลการพิมพ.
ฟองจันทร สุขยิ่งและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ
อักษรเจริญทัศน.
.2553. ศิลปะการเขียนอยางมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ภาสกร เกิดออนและคณะ. 2551. ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ
อักษรเจริญทัศน.
. 2555. คูมือครู ภาษาไทย หลักภาษาและการใชภาษา ม.6. พิมพครั้งที่ 10 กรุงเทพมหานคร :
สำนักพิมพอักษรเจริญทัศน.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2556. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัทศิริ
วัฒนาอินเตอรพริ้นท.
รุง แกวแดง. ๒๕๔2. ปฏิวัติการศึกษาไทย. พิมพครั้งท 9 กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพมติชน.
ี่
ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2552. หลักภาษาและการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร ชั้นมัธยมศกษาปที่ 6 หนังสือเรียน
ึ
รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศกษาขั้น
ึ
พื้นฐาน พุทธศกราช 2561. พิมพครั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร : สกสค ลาดพราว.
ั
สุธาสินี ปยพสุนทรา.2559.ความรูพื้นฐานทางภาษาไทย. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
หทัย ตันหยง. 2535. การปรุงรสการสอนดวยอารมณขัน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร.
อรวรรณ ทองเพิ่ม. 2548. การใชภาษาไทยสำหรับการสอน. อัดสำเนา.
ิ
๑๓. ตารางกจกรรมการเรียนการสอน
ี
สัปดาห หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน
้
๑ แนะนำรายวิชา ชีแจงประมวลการสอน ศึกษาประมวลการสอน รวมกำหนดขอตกลง
กำหนดขอตกลงการปฏิบัติในการเรียน รับมอบหมายงาน รวมอภิปรายและสรุป หนาท ี ่
หนาที่ของภาษา ธรรมชาติของภาษา ของภาษา ธรรมชาติของภาษาความสำคัญของ
ความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับ การใชภาษาไทยสำหรับการจัดการเรียนรู
ื่
การจัดการเรียนรู และภาษาไทยเพอ ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
การสื่อสาร
๒ ทักษะการฟงสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการฟง ฝกการฟงในชั้นเรียน
ี
็
ฝกการจับประเดน ใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร
่
่
ื
อยางไร เพราะเหตุใด ผลเปนอยางไร และได
ขอคดหรือผลสรุปอะไร
ิ
๓ ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการพูด ฝกพูดในสถานการณตางๆ
ปฏิบัติจิตอาสาเลานิทาน
๔ ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการอานทั้งรอยแกวและรอยกรองฝก
ปฏิบัติการอานทั้งรอยแกวและรอยกรอง
๕ ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการเขียน และฝกเขียนโดยใชภาษา
ู
ตามระดับภาษาอยางถกตอง เหมาะสม
สัปดาห หัวขอ รายละเอยด กิจกรรมการเรียนการสอน
ี
๖ การเขียนหนังสือราชการ ศึกษาหลักการเขียนหนังสือราชการ และฝก
เขียนหนังสือราชการ
๗ การเขยนโครงการ ศึกษาหลักการเขียนโครงการ ตวอยางโครงการ
ั
ี
และฝกเขียนโครงการ
๘ การแตงคำประพันธ ศึกษารูปแบบ และฝกแตงคำประพันธ
9 สอบกลางภาค เนื้อหากอนกลางภาค
๑๐ วัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย ครูกับ ศึกษาวัฒนธรรมทางการใชภาษาไทย
ั
การใชภาษาไทย รวมอภิปราย สรุปประเดนเรืองครูกบ
็
่
วัตถุประสงคและหลักการใชภาษา การใชภาษาไทย และวัตถุประสงคและ
สำหรับการสอน หลักการใชภาษาสำหรับการสอน
ั
๑๑ กระบวนการสอน ๑๐ ขั้น การสัมภาษณ ศึกษาหลักการสอน กระบวนการสอน ตวอยาง
ในชันเรียน การทำแบบสอบถาม และฝกปฏิบัติ
้
๑๒ บุคลิกภาพในการสอนหลักการเขียน ศึกษาหลักการ อภิปราย และฝกปฏิบัติ
กระดานการเขียนแผนภาพความคิด
๑๓ การเรียบเรียงการสอน การอธิบาย ศึกษาหลักการและรูปแบบและฝกปฏิบัติ
การยกตัวอยาง การเรียบเรียงการสอน
๑๔ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู ศึกษาหลักการและรูปแบบ และฝกเขียน
แผนการจัดการเรียนรู
๑๕ การสื่อสารทางบวก ศิลปะและการใช ศึกษาหลักการ รูปแบบ และฝกปฏิบัติ
ภาษาในการพูดใหคำปรึกษา การสื่อสารทางบวก ศิลปะการใชภาษา
๑๖ การใชภาษาในการสรางขอสอบทั้งอัตนัย ศึกษาหลักการใชภาษาในการสรางขอสอบ
และปรนัย ศึกษาตัวอยางขอสอบ รวมอภิปราย ฝกสราง
ขอสอบ
๑7 การเขยนรายงานผลการเรียน ศึกษาหลักการ อภิปราย ศึกษาตัวอยาง
ี
ี
ึ
การเขียนบักทึกผลการสอน ฝกเขยนรายงานผล ฝกการเขยนบันทกผล
ี
การสอน
18 สอบปลายภาค เนื้อหาหลังสอบกลางภาค
๑๔. การทบทวนเพื่อปรับปรุงวิธีการสอนและระบบการสอน
ไมแกไขปรับปรุง
แกไขปรับปรุง
๑๕. การปรับปรุงการสอนจากผลการประเมินผลการสอน
ไมมีการประเมินผลการสอน
มีการประเมินผลการสอน
ไมมการปรับปรุง
ี
ี
้
ี
่
ิ
มการปรับปรุง โดยปรับชินงานทมอบหมายในรายวิชา เสริมกจกรรม
ลงนาม................................................อาจารยผูสอน
(นางสุวีณา เดือนแจง)
วันท........ เมษายน 2563.......
่
ี
บทที ๑
่
ความสำคัญของภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 37) ไดระบุความสำคัญของภาษาไทยไวในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วา ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติ เปนสมบัติ
ิ
ทางวัฒนธรรมอันกอใหเกิดความเปนเอกภาพและเสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาตใหมี
ั
ความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจและความสัมพันธที่ดีตอกน
ทำใหสามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตรวมกันในสังคมประชาธิปไตยไดอยางสันตสุข
ิ
ื
ื่
และเปนเครื่องมอในการแสวงหาความรู ประสบการณ จากแหลงขอมูลสารสนเทศตางๆ เพอพฒนา
ั
ความรู กระบวนการคิดวิเคราะห วิจารณ และสรางสรรคใหทันตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
ความกาวหนาทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี นอกจากนี้ภาษาไทยยังเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกด
ิ
ความชำนาญในการใชภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรูอยางมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อนำไปใช
ในชีวิตประจำวัน ดงนันในการเรียนภาษาไทยจึงตองเรียนรูใหเกดทกษะทถกตอง เหมาะสมในฐานะ
้
ั
ี
่
ู
ั
ิ
ที่ภาษาไทยเปนเครื่องมือในการเรียนรู และเปนวัฒนธรรมของชาติที่เสริมสรางความงดงามในชีวิต
จึงมีความจำเปนตองฝกฝนใหมีทักษะในการใชภาษามากเปนพิเศษโดยเฉพาะผูที่จะประกอบอาชีพ
เปนครู ครูจึงตองศกษาการใชภาษาเพราะการใชภาษาที่เหมาะสมจะชวยใหการจัดการเรียนรูสำหรับ
ึ
นักเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
่
๑. หนาทีของภาษา
ภาษาเปนสิ่งที่อยูคูกับมนุษยมานานจนไมทราบวาภาษาเกิดขึ้นไดอยางไรและเมื่อไร
และใครเปนผูสราง ตามความเชื่อของแตละกลุมพอสรุปไดวาภาษาเกิดจากพระเจาหรือเทพเจาของ
แตละศาสนาที่ตนนับถือ เชน คริสตศาสนา กลาววา พระเจาเปนผูสรางภาษา โดยใหอาดัมเปนผูตั้ง
ชื่อสิ่งตางๆ ชาวอียิปตเชื่อวาเทพธอทเปนผูสราง ชาวบาบิโลเนียนเชื่อวาเทพนาบูเปนผูสราง สวน
ชาวฮินดูเชื่อวาพระสรัสวดีเปนผูสราง
ตอมามความเชื่อทวามนุษยเปนผูสรางภาษาซึ่งมีความแตกตางกันออกไปโดยมนุษย
ี
ี
่
พยายามเลียนเสียงธรรมชาติ หรือเสียงที่มนุษยเปลงออกมาเมื่อมีความรูสึกตางๆ รวมทั้งเสียงรอง
เปนจังหวะเมื่อทำงานรวมกันแตก็ยังไมเปนที่ยุติ ปจจุบันนักภาษาศาสตรเชื่อวาภาษาพัฒนาไปพรอม
กับมนุษย ไมใชเทพเจา หรือมนุษยคนใดคนหนึ่งเปนผูกำหนด ภาษามประโยชนตอมนุษยนานัปการ
ี
และมีความสำคัญตอมนุษยเกินกวาจะพรรณนาไดครบถวน มนุษยมีความสัมพันธกับภาษา ๒ ดาน
คือ ประโยชนของภาษาตอมนุษย และอิทธิพลของภาษาตอมนุษย ดังตอไปนี้
๑.๑ ประโยชนของภาษาตอมนุษย
ภาษามีประโยชนตอมนุษยสรุปได ๕ ประการ คือ ภาษาชวยธำรงสังคม ภาษาแสดง
ความเปนปจเจกบุคคล ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา ภาษาชวยกำหนดอนาคต ภาษาชวยจรรโลงใจ
๒
๑) ภาษาชวยธำรงสังคม การที่มนุษยตองอยูรวมกันเปนกลุมเปนหมูเหลา จึง
จำเปนตองพูดปราศรัยทักทายกันเพื่อแสดงความเปนมิตร มีไมตรีตอกัน คำทักทายบางคำดูเหมือน
จะไรสาระแตคำนั้นๆ ก็ยังมีสวนชวยแสดงและรักษามิตรภาพระหวางบุคคลไว ทำใหมนุษยคงอยู
รวมกันเปนสังคมได
๒) ภาษาแสดงความเปนปจเจกบุคคล เอกัตภาพของบุคคล หมายถึง ลักษณะ
เฉพาะตัวบุคคลแตละคนซึ่งทำใหมนุษยแตกตางกันไป อาจจะหมายถึง อุปนิสัย รสนิยม สติปญญา
ความคิดความอานทรรศนะ แมมนุษยจะตองอยูรวมกันในสังคมแตมนุษยก็ยังรักษาเอกัตภาพของ
ตนไวได
๓) ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา หมายความวา มนุษยใชภาษาเปนเครื่องมือใน
การศึกษา หาความรูถายทอดความรู ความคิดแกกันและกัน
้
๔) ภาษาชวยกำหนดอนาคต มนุษยใชภาษากลาวถึงเหตุการณทังในอดีตที่ผานมา
นับเปนศตวรรษ และกลาวถึงเหตุการณในอนาคตที่ยังมาไมถึง
๕) ภาษาชวยจรรโลงใจ หมายความวา มนุษยสามารถสนุกสนานกับภาษาและ
แสวงหาความชื่นบานจากภาษาไดหลายลักษณะ เชน เพลงกลอมเด็ก เพลงประกอบการละเลน
การเขียนเรียงคำเลนสัมผัสพยัญชนะ การพูดใหผูฟงสับสนเกิดอารมณสนุกขบขัน เปนตน
้
ซึ่งผูใชภาษาจะตองระมัดระวังใหมาก การใชภาษาใหเกิดความเบิกบานบันเทิงใจนัน
จำเปนตองมีคานิยมที่ดีงามดวย
๑.๒ อิทธิพลของภาษาทมีตอมนุษย
ี่
มนุษยตกอยูภายใตอิทธิพลของภาษาเนื่องจากมนุษยไมไดใชภาษาเพื่อเปนเพียง
สัญลักษณแทนสิ่งตาง ๆ เทานั้น แตยังเชื่อวามีคำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดลบันดาลใหรอดพนจาก
ิ
อุปทวันตราย โรคภัยไขเจ็บ มีโชค มีความเจริญ เกิดมงคล และเกดอัปมงคลได ชื่อบางชื่อทพองหรือ
ี่
ใกลเคียงกับชื่อสิ่งที่มีคา มนุษยก็พลอยถือวาสิ่งนั้นมีคาดวย เชน ใชใบเงิน ใบทอง ดอกรัก
ดอกบานไมรูโรย ในงานมงคล การนิยมปลูกตนมะยม ขนุน มะขาม ในบานก็เพื่อใหคนนิยม
สนับสนุน และเกรงขาม ไมนิยมปลูก มะรุม ยี่โถ ลั่นทม พุทรา เพราะเชื่อวาจะถูกรุม ถูกมอง
่
อยางเวทนา มีความทุกขโศก และสิ่งดี ๆ สรางซาไปตามชื่อของตนไมที่ปลูก นอกจากนี้ชื่อบางชือ
คำบางคำที่ใชเรียกสิ่งตาง ๆ มีทั้งที่พอใจ และไมพอใจ เชน
คนแก พอใจใหเรียกวา ผูสูงอายุ
คนลาว พอใจใหเรียกวา ชาวอีสาน
ประเทศดอยพัฒนา พอใจใหเรียกวา ประเทศกำลังพัฒนา
ี
การที่มนุษยตกอยูในอิทธิพลของภาษา จึงทำใหมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใชภาษา
ทั้งที่จริงมนุษยควรจะเปนผูกำหนดภาษาและรูจักใชภาษาซึ่งเปนเพียงสัญลักษณใหเปนประโยชนแก
ตนเองเทานั้น
ภาษามีความสัมพันธกับมนุษย ๒ ดาน คอ ประโยชนของภาษาตอมนุษย ๕ ประการ
ื
คือ ภาษาชวยธำรงสังคม ภาษาแสดงความเปนปจเจกบุคคล ภาษาชวยใหมนุษยพัฒนา ภาษาชวย
กำหนดอนาคต ภาษาชวยจรรโลงใจ และอิทธิพลของภาษาตอมนุษยดังนั้นผูใชภาษาจึงควรใชภาษา
ใหถกตองและเหมาะสม
ู
๓
2. ธรรมชาติของภาษา
ภาษามีความสำคัญตอมนุษยอยางยิ่งเพราะเปนหัวใจของกิจกรรมการสื่อสารของมนุษย
เปนเครื่องมือที่มนุษยใชถายทอดความรู ความเชื่อ คติธรรม วัฒนธรรมระหวางกัน ลักษณะที่ควร
้
สังเกตบางประการของภาษา มีดังนี ภาษาใชเสียงสื่อความหมาย หนวยในภาษาประกอบกันเปน
หนวยที่ใหญขึ้น ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ภาษาตางมีลักษณะบางอยางคลายคลึงกัน ดังนี้
๒.๑ ภาษาใชเสียงสื่อความหมาย
ภาษามีความหมายทั้งอยางกวางและอยางแคบ
ภาษาตามความหมายอยางกวาง หมายถึง การแสดงออกเพื่อสื่อความหมายอยางม ี
ระบบ มีกฎเกณฑที่เขาใจความหมายกันไดทั้ง ๒ ฝาย ไมวาการสื่อความหมายนี้จะเปนระหวาง
มนุษยหรือระหวางสัตวจะใชเสียง ทาทางหรือสัญลักษณอื่นใด ก็เรียกไดวาเปนภาษา
่
ภาษาตามความหมายอยางแคบ หมายถึง ภาษาที่เปนถอยคำที่มนุษยใชสือ
ู
ความหมายเพื่อใหเขาใจตรงกันระหวางผูสงสารกับผูรับสาร สิ่งที่ใชสื่อความหมายตองเปนเสียงพด
เทานั้น จะไมใชกิริยาทาทาง หรือสัญลักษณอื่นใดทั้งสิ้น
่
ภาษาทุกภาษาลวนใชเสียงสื่อความหมาย แตบางภาษาใชทั้งเสียงและตัวอักษรสือ
ั้
ั
ความหมาย ภาษาที่ใชเสียงสื่อความหมายเพียงอยางเดียว มีมากกวาภาษาที่ใชทงเสียงและตัวอกษร
สื่อความหมาย เราจึงถือวาภาษาใชสื่อความหมายโดยอาศัยเสียงเปนสำคัญ
ภาษานอกจากจะแบงเปนภาษาตามความหมายอยางแคบและอยางกวางแลว ยังเปน
วัจนภาษาและอวัจนภาษาอีกดวย
วัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ใชสื่อความหมายดวยภาษาพูดหรือภาษาที่ออกเสียงเปน
ถอยคำ ตัวอักษร เปนประโยคที่มีความหมาย สามารถเขาใจได เชน คำพูด คำสนทนา
อวัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ไมใชถอยคำหรือคำพูดเปนภาษาที่แฝงอยูในถอยคำ
ภาษาที่ใชสื่อความหมายดวยกิริยาทาทางลักษณะตาง ๆ เชน กิริยาสั่นศีรษะ โบกมือ สัญญาณ
จราจร เปนตน ตัวหนังสือซึ่งมนุษยกำหนดเปนสัญลักษณที่ใชแทนเสียงพูด ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ท ่ ี
เกี่ยวของกับการแปลความหมาย เชน น้ำเสียง สายตา สีหนา การตรงตอเวลา การแตงกาย เปนตน
สิ่งเหลานี้จะไมใชถอยคำแตสามารถสื่อความหมายใหเขาใจกันได
ในการสื่อสารอวัจนภาษาจะชวยเพิ่มความชัดเจนของวัจนภาษาโดยเฉพาะการสื่อสาร
ทางอารมณ ความรูสึกมักแสดงออกทางอวัจนภาษาแตผูสงสารและผูรับสารจะตองระมัดระวังหาก
รูจักเลือกใชอวัจนภาษาเพื่อเสริมหรือแทนวัจนภาษาอยางมีประสิทธิภาพจะชวยใหการสื่อสาร
สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
๑) ความสัมพันธระหวางวัจนภาษาและอวัจนภาษา
วัจนภาษาและอวัจนภาษามีความสัมพันธกันดังนี้
ใชอวัจนภาษาแทนคำพูด เปนการใชอวัจนภาษาเพียงอยางเดียวใหความหมาย
เหมือนถอยคำภาษาได เชน พยักหนาแทนการพูดตอบรับ
๔
ใชอวัจนภาษาแทนการขยายความ เปนการใชอวัจนภาษาเพื่อใหผูรับสารเขาใจ
วัจนภาษายิ่งขึ้น
ใชอวัจนภาษาย้ำความใหหนักแนน เปนการใชอวัจนภาษารวมกับวัจนภาษาใน
ความหมายเดียวกัน เพื่อย้ำความใหหนักแนนยิ่งขึ้น เชน พูดวา “หมวกใบนี้ใชหรือไม” พรอมทั้ง
้
ึ
ยกหมวกขนประกอบ
ใชอวัจนภาษาเนนความ เปนการใชอวัจนภาษาย้ำความหมายของวัจนภาษาทำให
ความหมายเดนชัดขึ้น เชน ใชตัวอักษรหนาพิเศษแสดงวา เปนขอความที่ตองการเนน
ใชอวัจนภาษาขัดแยงกัน เปนการใชอวัจนภาษาที่ใหความหมายขัดแยงกับ
วัจนภาษาผูรับสารตองสังเกตผูสงสารเพื่อจะทราบความรูสึกที่แทจริงของผูสงสาร เชน
่
ผูสงสารพูดวา “โกรธไหมคะทีใหรอนาน”
ผูรับสารตอบวา “ไมโกรธคะ” แตมีสีหนาบึ้งตึง
ผูสงสารก็รูไดวา ผูรับสารโกรธ
ใชอวัจนภาษาควบคุมปฏิสัมพันธระหวางการสื่อสาร เปนการใชสายตา สีหนา
น้ำเสียง กิริยา ทาทางเพื่อสรางความสัมพันธอันดีระหวางกันในการสื่อสาร เชน การมีสีหนา
เศราสลดเมื่อทราบขาวการสูญเสีย การแสงดความดีใจที่ไดพบกัน เปนตน
๒) ความสัมพันธระหวางเสียงกับความหมาย
คำในภาษาสวนมากเสียงกบความหมายไมสัมพันธกันการที่เสียงหนึ่งมีความหมายอยาง
ั
หนึ่งเปนเรื่องของการตกลงกันของคนแตละกลุมแตละพวก เชน
คำที่ใชเรียกที่อยูอาศัย ภาษาไทย ใชวา บาน
ภาษาจีนแตจิ๋ว ใชวา ฉุ
ภาษาญี่ปุน ใชวา อุจิ
ี
ภาษาเขมร ใชวา ผทะ (เพตยะห)
ภาษาฝรั่งเศส ใชวา เมซอง
ตัวอยางคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันในดานการเลียนเสียงธรรมชาติ เชน
๊
เสียงวัสดุ เชน แกก กริง เพลง
เสียงรองของสัตว เชน กา กาเหวา ตุกแก
เสียงจากธรรมชาติ เชน ครืน เปรี้ยง อู
ี่
เสียงทเกิดจากสิ่งนั้น ๆ เชน กริ่ง หวูด หวอ
นอกจากเสียงกับความหมายจะสัมพันธกันเพราะการเลียนเสียงธรรมชาติแลว ก็อาจจะ
สัมพันธกันเพราะเสียงสระและพยัญชนะไดดวย
สัมพันธกันเพราะเสียงสระ เชน
ชายขาเปเดินเซเหไปหาคนหนาเบ ตาเข ฟนเก ซึ่งยืนอยูขางรานที่โยเย สระเอ
หมายถึง ไมตรง ยกเวนคำวา เด
เด็กตัวปอมเดินนอมตัวคอมหลังออมไปหาเพื่อนที่นั่งลอมวงอยู สระ ออ+ม สะกด
ี่
หมายถึง สิ่งทกลมเปนวงหรือคูเขาหากัน
๕
สัมพันธกันเพราะเสียงพยัญชนะ เชน
เขาขึ้งเคียดแคนเคองขุนของเพราะถูกขัดขวาง
ื
หนวยเสียง /ค/ มีความหมายเกี่ยวกับความโกรธ ความไมพอใจ
ตาแกเดินยักแยยักยัน มัวยงโยยงหยกทำหยุกหยิก เคี้ยวหมากหยับ ๆ
หนวยเสียง /ย/ แสดงอาการเคลื่อนไหว ไมอยูนิ่ง
คำภาษาถิ่นอีสานประเภทคำขยายจะใชเสียงสระบอกขนาดเล็ก ใหญ เชน
สระโอะ สระโอ บอกขนาดใหญ เชน อาปากโจโว
สระเอาะ สระออ บอกขนาดเล็ก เชน เด็กอาปากจอวอ
สระอิ สระอี บอกขนาดเล็กที่สุด เชน รูเล็กจีวี
ภาษาไทยพบวาคำที่เสียงกับความหมายสัมพันธกันนั้นมีนอยกวาคำที่เสียงกับ
ความหมายไมสัมพันธกันดังนั้นการเลือกใชคำจึงตองเลือกใชใหเหมาะสมกับกาลเทศะ
๒.๒ หนวยในภาษาประกอบกันเปนหนวยที่ใหญขึ้น
หนวยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษา เชน เสียง คำ ประโยค ซึ่งผูใชจะนำ
หนวยเสียงที่เล็กที่สุดซึ่งไมมความหมายในตัวเอง คอ หนวยเสียง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต มา
ื
ี
ั
ประกอบกนเปนคำ ภาษาไทยมีพยัญชนะ ๒๑ เสียง สระเดี่ยว ๑๘ เสียง สระประสม ๖ เสียง
วรรณยุกต ๕ เสียง เมื่อนำเสียงเหลานั้นมาประกอบกันเขาทงหมดก็จะไดคำเพมมากขึ้น โดยไมจำกัด
ั้
ิ่
จำนวน และเมื่อนำคำเหลานั้นมาสรางคำใหม สรางกลุมคำและสรางประโยค จะไดอีกไมจำกัด
จำนวน
ความหมายของหนวยคำ
หนวยคำเดียวกันจะตองมความหมายคงเดิมเสมอไมวาจะปรากฏที่ตำแหนงใดใน
ี
ประโยค เชน คำวา “ไป”
คุณแมไปไหน
คุณแมจะไปดวยกันไหม
คุณแมไปใหไกลๆ ลูกหนอย
คุณแมอยากจะไปกเชิญซิเชิญไป
็
คำวา “ไป” ในประโยคเหลานี้ ตางกมีความหมายเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจึงเปน
็
หนวยคำเดียวกันแตถาหนวยคำนั้นมีความหมายตางกัน จัดวาเปนคนละหนวยคำ เชนคำวา “ขัน”
เขาใชขันตักน้ำ ทำหนาที่ นาม แปลวา ภาชนะชนิดหนึ่ง
เขาขันเชือก ทำหนาที่ กริยา แปลวา ทำใหแนน
็
เขาทำงานแข็งขัน ทำหนาที่ วิเศษณ แปลวา แขงแรง
๖
คำวา “ขัน” ในแตละประโยคมีความหมายตางกัน จึงถอวามี 3 หนวยคำ
ื
การนำคำมาเรียงกันเปนคำใหมดวยวิธีซอนคำ ประสมคำ หรือเรียงคำเปนประโยคนั้น
ถามีการสลับตำแหนงของคำ หรือสลับตำแหนงคำในประโยคก็จะทำใหความหมายเปลี่ยนแปลงไป
ดวย เชน
ชุด ก สลับ ตำแหนงคำ
เรียกรอง – รองเรียก กลางคน – คนกลาง
ขาดใจ – ใจขาด เบิกบาน – บานเบิก
ชุด ข สลับตำแหนงในประโยค
ใครไปหาให หาใครไปให
ใหใครไปหา ไปหาใหใคร
ิ่
การสลับตำแหนงคำทั้งของคำและประโยคเชนนี้ชวยใหมีคำ มีประโยคเพมมากขึ้นไม
จำกัดจำนวน
นอกจากสลับตำแหนงของคำและของประโยคดังกลาวแลวประโยคยังสามารถขยายให
ยาวออกไปไดโดยไมสิ้นสุด เชน
ประโยคขยายคำนามในประโยคตน ทำใหกลายเปนประโยคความซอน
คุณแมซื้อกำไล
คุณแมซื้อกำไลที่อยูในราน
คุณแมซื้อกำไลที่อยูในรานที่ขายเครื่องประดับ
คุณแมซื้อกำไลที่อยูในรานที่ขายเครื่องประดับที่แมเคยซื้อ
จากประโยคตัวอยางเหลานี้ ตรงกับคำกลาวของนักภาษาศาสตรที่วา เราสามารถสราง
ประโยคไดไมจำกัดจำนวน จากเสียงในภาษาที่มีจำนวนจำกัด และเราสามารถพูดประโยคไดยาว
ออกไปเรื่อย ๆ ไมสิ้นสุด
๒.3 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
ภาษาทุกภาษาที่ยังใชกันอยูจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยกเวนภาษาตาย
อยางภาษาสันสกฤต ภาษาที่ใชตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงดานตาง ๆ สรุปไดวา
ภาษามีลักษณะการเปลี่ยนแปลง ๓ ประการ ดังนี้
1) การเปลี่ยนแปลงดานเสียง จำแนกเปน
ื่
ิ่
ิ่
การเพมเสียง คือ การเพมเสียงบางเสียงเพอใหออกเสียงไดสะดวกขึ้นหรือ
มีเสียงไพเราะขึ้น เชน
นกสา – นกกระสา
ผักเฉด – ผักกระเฉด
๗
ื
การตัดเสียง คอ การที่เสียงบางเสียงในคำถูกตัดไป เชน
ุ
ขาพระพทธเจา – ขาพเจา
อยุธยา – ยุดยา
การสับเสียง คือ กระบวนการที่ทำใหเสียงเดิมสลับที่กันเปลี่ยนแปลง เชน
ตะกรา – กะตรา
ตะกรุด – กะตรุด
การกลมกลืนเสียง คือ การที่เสียงเปลี่ยนไปตามเสียงที่ใกลกัน เชน
ี้
อยางนี้ – อยางง ยังงี
้
อยางไร – อยางไง ยังไง
ดินหมอ – มนหมอ
ิ
่
2) การเปลี่ยนแปลงดานถอยคำ ในปจจุบันมการเปลียนแปลงดวยถอยคำใน
ี
ลักษณะตาง ๆ เชน
การเปลี่ยนแปลงหนาที่ของคำ โดยเปลี่ยนหนาที่ของคำจากเดิมไปเปนอีก
หนาที่หนึ่ง เชน
วันนี้อาจารยแกวแตงตัวปาจังเลยนะ
คำวา “ปา” เดิมทำหนาที่เปนคำนาม แตในทีนี้ เปนคำวิเศษณ
หมายถึง ลาสมัย เชย
การนำชื่อเฉพาะมาใชเปนชื่อทั่วไป เชน
หมอชิต – แตเดิมบริเวณนั้นเปนโรงงานผลิตยานัตถุของ นายชิต
หรือที่คน ทั่วไปเรียก หมอชิต ตอมาสถานที่แหงนั้นกลายเปนสถานีขนสงสายเหนือและสถานี
ปลายทางรถไฟฟา ตามลำดับ แตคนทั่วไปยังเรียกหมอชิตดังเดิม
การยืมคำจากภาษาตาง ๆ มาใช เชน ฟรี ตั้งฉาย เตาเจี้ยว คอมพิวเตอร
การเปลี่ยนความหมาย ความหมายของคำอาจจะกวางขึ้น แคบลงหรือ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เชน จริต เดิม หมายความวา ความประพฤติ หรือ
กิริยาอาการ เชน จริตกิริยานุมนวลละไม แตปจจุบัน มีความหมายแคบลง หรือมักใชเฉพาะทางไมดี
เทานั้น เชน เด็กคนนี้มีจริตจะกานเกินวัย
3) การเปลียนแปลงดานประโยค
่
การเปลี่ยนแปลงดานประโยคที่ไดรับอิทธิพลจากภาษาตางประเทศ เชน
การใชรูปประโยค Passive Voice หรือ กรรมวาจก โดยใชคำวา “ถูก”
เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวก เชน ฉันถูกคุณแมชมเชย โครงสรางประโยคภาษาไทยที่ถกตอง ควร
ู
เปน คุณแมชมเชยฉัน เมื่อตองการ ใชรูปประโยคกรรมวาจก เพื่อแสดงความหมายในเชิงบวก ควร
ใชคำวา “ไดรับ” เชน ฉันไดรับคำชมเชยจากคุณแม
๘
การใชประโยคแบบโครงสรางภาษาอังกฤษ ที่มีคำบอกจำนวนอยูหนา
คำนาม โดยปกติโครงสรางประโยคภาษาไทยจะมีคำนามอยูหนาคำบอกจำนวนนับและลักษณนาม
เชน กลวยสองหวี แตปจจุบันภาษาหนังสือพิมพนิยมใชโครงสรางประโยคภาษาอังกฤษมาพาด
หัวขาว เชน
สองโจรบุกปลนรานทอง ก. ทองเยาวราชกลางวันแสก ๆ
แปดผูตองหาเขามอบตัวกับเจาหนาที่ตำรวจแลว เมื่อวานนี้
ี่
การแปลหนวยคำทางไวยากรณในภาษาอังกฤษทไมเกี่ยวของกับ
ึ้
ี่
ความหมาย เชน ประโยคทขนตนดวย There is, There are, It is และประโยคที่ใชคำวา with ดังนี้
มันเปนความจำเปนที่ฉันตองทำงานนี้
(โครงสรางประโยคภาษาองกฤษ)
ั
ฉันจำเปนตองทำงานนี้ (โครงสรางประโยคภาษาไทย)
สาเหตุที่ทำใหภาษาเปลี่ยนแปลง ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอาจสันนิษฐานไดหลาย
ประการ ดังนี้
๑) การพูดจาในชีวิตประจำวัน อาจทำใหเกิดการกลมกลืนเสียง การกลายเสียง
เชน อยางนี้ เปนอยางงี้ เปน ยังงี้ หรือเกิดจากการกรอนเสียง เชน
ตาวัน กรอนเสียงเปน ตะวัน
ฉันนั้น กรอนเสียงเปน ฉะนั้น
๒) อิทธิพลของภาษาอื่น เมื่อเรายื่นคำหรือประโยคภาษาอื่น เชน ภาษาบาลี –
สันสกฤต หรือภาษาอังกฤษมาใช บางทีมไดดัดแปลงใหมลักษณะกับภาษาของตนจึงทำใหภาษา
ิ
ี
เปลี่ยนแปลงไป ดังตัวอยาง
สำนวนภาษาตางประเทศ สำนวนภาษาไทย
หนังสือเลนนี้งายตอการเขาใจ หนังสือเลมนี้เขาใจงาย
ฉันไดรับการตอนรับอยางอบอุน เขาตอนรับฉันอยางดี
๓) ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม เมื่อเกิดสิ่งแปลก ๆ ใหม ๆ ขึ้น เราจะตอง
มีคำสำหรับเรียกสิ่งนั้น สิ่งที่มีมาแตเดิมก็เลิกใช หรือแมวาคำนั้นยังอยูคนรุนใหมก็อาจจะไมรู
ความหมายหรือเขาใจความหมายผิด เชนถาพูดวา เธอเห็น “เสวียน” ไหม หรือพดวา ปา “ดงขาว”
ู
ใหนาน ๆ หนอยนะขาวจะไดระอุ คนรุนใหมอาจจะไมรูจักคำ “เสวียน” และ “ดงขาว” “เสวียน”
็
ซึ่งหมายถึง หวายหรือฟางที่มดเปนวงกลมสำหรับวางกนหมอ สวน “ดงขาว” กคือการเอาขาวที่เช็ด
ั
น้ำ “รินน้ำ” ใหม ๆ ขึ้นตั้งไฟหมุนหมอไปมาใหขาวระอุ คำเหลานี้แสดงใหเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
ของคำทั้งสิ้น
ื่
๔) การเรียนภาษาของเด็ก เด็กเรียนภาษาจากคนใกลชิดเมอเด็กไดฟงคำพูดและ
ภาษาจากผูใหญ ก็จะพยายามพัฒนาเปนภาษาของตนเอง แตก็ไมตรงกับภาษาของผูใหญทีเดียว
ดังนั้น เมื่อเด็กสืบทอดภาษาตอไป ภาษาก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากภาษาทั่ว ๆ ไป
๙
ิ
การเปลี่ยนแปลงของภาษาเกดกับทุกชาติทุกภาษา แตไมควรใหเปลี่ยนแปลงจนเกิด
ผลเสียแกการสื่อสาร เชน ไมใหออกเสียง ร เปน ล เชน รัก เปน ลัก โรงเรียน เปน โลงเลียน และ
ไมใหออกเสียงควบกล้ำผิดหรือไมชัดเจน เชน ออกเสียง น้ำปลา เปน น้ำปา, ไมกวาด เปน ไมฝาด
, รถไฟฟา เปน รถไควควา ซึ่งจะทำใหผูฟงไมเขาใจความหมาย หรือเขาใจคลาดเคลื่อนซึงจะทำให
่
การสื่อสารครั้งนั้นๆ ไมสัมฤทธิ์ผลตามตองการ
๒.4 ภาษาตาง ๆ มีลักษณะคลายคลึงกัน
ี
่
ภาษาตางๆ ทัวโลกมมากมาย ภาษาเหลานี้จึงมีทั้งลักษณะที่ตางกันและเหมอนกัน เชน
ื
ื
ลักษณะที่ตางกัน ลักษณะที่เหมอนกัน
1. ดานเสียงภาษาอังกฤษมีเสียง g, j แต ๑. ทุกภาษาใชเสียงสื่อความหมาย เสียงนั้นม ี
ภาษาไทยไมม ี ทั้งเสียงสระและเสียงพยัญชนะ
๒.ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต ภาษาอังกฤษ 2. ทุกภาษาสามารถสรางคำใหมจากศพทเดิม
ั
ไมม ี หรือนำคำศัพทอื่น ๆ มาประสมกับศัพทเดิม
เชน การประสมคำหรือซ้ำคำเพื่อสรางคำใหม
ขึ้นใช
3. คำไวยากรณ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส 3. แตละภาษามีสำนวนที่ใชในความหมายใหม
ภาษาไทย มกเรียงประโยคแบบประธาน กริยา เชน ภาษาไทยมีกลุมคำ ตัดหางปลอยวัด มี
ั
กรรม แต ภาษาญี่ปุน ภาษาฮินดี เรียงประโยค ความหมายวา เลิกเกี่ยวของหรือเลิกรับผิดชอบ
้
ู
แบบประธาน กรรม กริยา ดงนัน ถาคนไทยพด ภาษาอังกฤษมีกลุมคำวา แคทซแอนดดอกซ
ั
วา ฉันกินขาว ญี่ปุน จะพูดวา ฉันขาวกิน เมื่อใชเปนสำนวนขยายกริยา “ฝนตก” จะ
หมายถึง ตกไมลืมหูลืมตา
4. แตละภาษามีวิธีขยายประโยคใหยาว
ออกไปไดเรื่อย ๆ
ื
5. แตละภาษามีคำชนิดตาง ๆ คลายกัน คอ ม ี
คำนาม คำกริยา คำขยายนาม คำขยายกริยา
6. แตละภาษามีวิธีแสดงความคิดคลาย ๆ กัน
คือ มีประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ และ
ประโยคคำสั่ง
7. แตละภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลา
แมวาภาษาจะมีขอแตกตางกนหลายประการ แตมีลักษณะที่คลายคลึงกันกับภาษาไทย
ั
อยูมากจึงทำใหการเรียนภาษาตาง ๆ เหลานั้นไมเปนสิ่งเหลือวิสัยที่จะสามารถเรียนรูได
๑๐
๓. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
ี
่
มนุษยตองมการติดตอสื่อสารกันอยูตลอดเวลาเนืองจากมนุษยอยูรวมกันเปน
ชุมชน การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตนอกเหนือจากปจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ของมนุษย การสื่อสารมบทบาทสำคัญ ตอการดำเนินชีวิตของมนุษยอยางมาก การสื่อสารม ี
ี
ความสำคัญอยางยิ่งในปจจุบัน ซึ่งไดชื่อวาเปนยุค ของการสื่อสารไรพรมแดน เปนยุคของขอมูล
่
ี
ี
ขาวสาร การสื่อสารมประโยชนทงในแงบุคคลและสังคม การสือสารทำใหคน มความรูและ
ั
้
่
ี
โลกทัศนทกวางขวางข้น การสื่อสารเปนกระบวนการที่ทำใหสังคมเจริญกาวหนาอยางไมหยุดยั้ง
ึ
ทำใหมนุษยสามารถสืบทอด พัฒนา เรียนรู และรับรูวัฒนธรรมของตนเองและสังคมได การสื่อสาร
เปนปจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศสรางสรรคความเจริญกาวหนาแกชุมชนและสังคมในทุกๆ ดาน
ดังนั้นการใชภาษาเปนทักษะสำคัญที่ผูเรียนตองฝกใหเต็มตามศักยภาพของตน ทั้งในดานการฟง
ั
การพูด การอาน การเขียน การดูและการแสดงใหดู ทกษะดังกลาวจำเปนแกการดำรงชีวิต
๓.๑ ความสำคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารมีความสำคัญดังนี้ การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของ
มนุษยทกเพศทุกวัย ไมมีผูใดที่จะดำรงชีวิตได โดยปราศจากการสื่อสาร ทุกสาขาอาชีพก็ตองใชการ
ุ
สื่อสารในการปฏิบัติงาน การทำธุรกิจตาง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษยที่มการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา
ี
ั
ตลอดเวลา การสื่อสารกอใหเกิดการประสานสัมพันธกนระหวางบุคคลและสังคมชวยเสริมสราง
ความเขาใจอันดีระหวางคนในสังคม ชวยสืบทอดวัฒนธรรมประเพณ สะทอนใหเห็นภาพความ
ี
เจริญรุงเรือง การสื่อสารเปนปจจัยสำคัญในการพัฒนาความเจริญกาวหนาทงตัวบุคคลและสังคม
ั้
การสื่อสารเปนเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยและพัฒนาความเจริญกาวหนาในดาน
ตางๆ
๓.๒ องคประกอบของการสื่อสาร
การสื่อสารมีองคประกอบสรุปไดดังแผนภูมิตอไปนี้
ผูสง
สาร
สือ/ชองทาง สือ/ชองทาง ผูรับ
่
่
ปฏิกิริยาตอบสนอง
๑๑
๓.๓ ลักษณะการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร
ลักษณะการใชภาษาเพอการสื่อสารที่ดีมี ดังนี้
ื่
๑) ภาษาตอง ชัดเจน เขาใจงายไมซับซอน ไมคลุมเครือ
๒) ภาษาตองเหมาะกับกาลเทศะ และสภาพแวดลอมทางสังคม
๓) ใชภาษาใหสอดคลองกับความสามารถ ความรู อุปนิสัยของผูรับสาร
๔) เลือกใชภาษาที่เหมาะกับวิธีการสงขาวสารซึ่งใหผลไดรวดเร็ว
ื่
๕) ภาษาตองตอเนื่อง และสม่ำเสมอเพอใหความทรงจำแกผูรับสาร
ื
๖) ภาษาตองมความนาเชื่อถอ และสามารถใหผูรับสารเชื่อถือได
ี
ี่
๗) ภาษามีเนื้อหาสาระทพึงพอใจ เรงเรา และชี้แนะใหตัดสินใจ
๘) ภาษาตองกระชับเพื่อไมกอใหเกิดความเบื่อหนาย รำคาญตอผูรับสาร
๙) ภาษาควรแสดงภาพพจนเพื่อกอใหเกิดจินตนาการในใจของผูรับสาร
๔. วตถประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน
ั
ุ
การใชภาษาไทยสำหรับการสอนมีวัตถุประสงคเพื่อนำทักษะ ความรูทางภาษาไทยมาใช
สื่อสารระหวางผูสอน ผูเรียนและผูที่เกี่ยวของ เชน ผูปกครอง ครูที่สอนในระดับที่สูงขึ้นเพื่อให
บรรลุตามวัตถุประสงคทตองการ จะเห็นวาการสื่อสารในกระบวนการจัดการเรียนรูแตเดิมสวนใหญ
ี่
ั
จะเปนบทบาทหนาที่ของครูมากกวานักเรียนแตการจัดการเรียนรูในปจจุบันผูเรียนมกเปนผูสงสารวา
ุ
ตนเองตองการทำอะไรแลวครูก็ควรตอบสนองหรือชี้แนะในสิ่งที่เปนประโยชนหรือมคณคาแกผูเรียน
ี
นอกจากนี้ครูจะตองใชภาษาสื่อสารในกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการสอนดวย เชน การเขียน
แผนการจัดการเรียนรู การรายงานผล การประเมนผล การเสนอแนะวิธีปรับปรุงแกไขหรือวิธีการ
ิ
ใหความชวยเหลือ เปนตน
การใชภาษาไทยสำหรับการสอนแบงตามวัตถุประสงคไดดังนี้
๑) ใชเพื่อบอกเลาเรื่องราว อธิบายความ
๒) ใชเพื่อแสดงความคิดเห็น
๓) ใชเพื่อสรางความสัมพันธ
๔) ใชเพื่อกระตุน โนมนาวใจ
๕) ใชเพื่อประเมินผล
๖) ใชเพื่อรายงานผล
ผูรูทางภาษาไทยหลายทานตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยวา ไม
แนใจวาภาษาของชาติกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญหรือทางเสื่อม เรื่องที่นาเปนหวง คือ การใช
ื่
คำคะนองจนไมรูจักกาลเทศะ ใชคำไมสุภาพ และขาดรสนิยมในการใชภาษา ดังนั้น เพอใหภาษาไทย
เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ครูในฐานะของผูสอนและนักเรียนในฐานะที่เปนผูใชภาษาควรใสใจเลือก
ใชภาษาใหถูกตองและไตรตรองอยางมีเหตุผล กอนที่จะใชภาษาที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
หากครูและนักเรียนจะสรางสรรคคำใหมขึ้นมาใชในการสื่อสาร ก็ควรสรางสรรคถอยคำใหถกตอง
ู
่
ตามหลักภาษาไทย มีความชัดเจน เหมาะสมเพือใหการสื่อสารประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค
โดยมีองคประกอบในการสื่อสาร คือ ผูสงสาร สื่อ สาร และผูรับสาร โดยมีลักษณะการใชภาษา
ี่
ั
สื่อสารทดี ระมดระวัง เลือกใชถอยคำใหสื่อความชัดเจนเปนที่เขาใจแกผูรับสาร
๑๒
ี่
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๑
ความสำคัญของภาษา
วัตถุประสงคการเรียนรู
ี่
๑. นิสิตสามารถบอกหนาทของภาษาได
๒. นิสิตสามารถบอกธรรมชาติของภาษาและลักษณะที่ควรสังเกตบางประการ
ของภาษาได
๓. นิสิตสามารถบอกความสำคัญของการใชภาษาเพื่อการสื่อสารได
๔. นิสิตสามารถบอกองคประกอบของการสื่อสารได
๕. นิสิตสามารถบอกลักษณะการใชภาษาสื่อสารที่ดีได
๖. นิสิตสามารถบอกวัตถุประสงคของการใชภาษาไทยสำหรับการสอน
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับหนาที่ของภาษา
ี่
2. ใหนิสิตศึกษาธรรมชาติของภาษาและลักษณะทควรสังเกตบางประการ
ของภาษา
๓. นิสิตศึกษาเกี่ยวกับฟภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
๔. ผูสอนและนิสิตอภิปรายรวมกันเกี่ยวกับหนาทของภาษาและธรรมชาติ
ี่
ื่
ของภาษา ภาษาเพอการสื่อสาร วัตถุประสงคของการใชภาษาไทย
สำหรับการสอน สรุปเนื้อหา ความรู ขอคิด
๑๓
่
บทที ๒
วัฒนธรรมการใชภาษา
1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับวฒนธรรม
ั
ึ
วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามใหแกหมูคณะ ภาพที่แสดงถงความเจริญ
งอกงาม หรือความมีระเบียบวินัย สิ่งใดก็ตามหากมีการเจริญขึ้นดวยการศึกษาอบรมก็หมายถึง
วัฒนธรรมไดทั้งสิ้น
วัฒนธรรมเกิดจากการเรียนรู ไมใชสิ่งที่ติดตัวมนุษยมาแตกำเนิดและไมใชสิ่งที่อาจถายทอด
ทางพันธุกรรมได วัฒนธรรมเปนมรดกของสังคม วัฒนธรรมเปนผลของการถายทอดและการเรียนรู
จากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกอกรุนตอไป การถายทอดนั้น ตองใชเวลา และมีภาษาเปนสื่อกลางชวย
ี
ใชมนุษยไดแสดงความรูสึกและสามารถเขาใจผูอื่นได เปนแบบแผนในการดำเนินชีวิต บุคคลที่เกิดใน
ึ่
สังคมใดก็ตองเรียนรูวัฒนธรรมของสังคมนั้นซงแตกตางกันไปตามแตละสังคมไมสามารถ นำมา
เปรียบเทียบไดวาของใครดีกวากัน เพราะแตละวัฒนธรรมยอมมความเหมาะสมตามสภาพแวดลอม
ี
ของแตละสังคม วัฒนธรรมเปนสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได จากการคิดคนสิ่งใหมๆ หรือปรับปรุงของเดิมให
เหมาะสมกับสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไปจึงทำใหวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ วัฒนธรรม
มีลักษณะเปนการแสดงถึงรูปแบบของความคิด ในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย เปนผลมาจากการ
ชวยกันกำหนดรูปแบบของความคิดในการแสดงพฤติกรรมของสมาชิก โดยที่สมาชิกรับรูรวมกัน และ
ประพฤติตามแนวคิดนั้นและวัฒนธรรมมิใชเปนของผูใดผูหนึ่งโดยเฉพาะ วัฒนธรรมเปนของสวนรวม
ี่
ซึ่งเกิดจากการทมนุษยอยูรวมกัน และสรางรูปแบบในการดำเนินชีวิตในสังคมรวมกัน วัฒนธรรมจึง
ไมใชสิ่งที่สมาชิกในสังคมคนใดคนหนึ่งยอมรับและปฏิบัติเทานั้น
วัฒนธรรมแบงเปนประเภทได 5 ประเภท ดงนี
้
ั
๑. วัฒนธรรมทางจารีตประเพณ ี
๒. วัฒนธรรมทางจิตใจ
3. วัฒนธรรมทางวัตถ ุ
4. วัฒนธรรมทางสุนทรียะ
5. วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณกรรม
ในเอกสารประกอบการสอนเลมนี้ผูเรียบเรียงจะกลาวถึงเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษา
และวรรณกรรม ดังนี้ ภาษาเปนสวนสำคัญของวัฒนธรรมเพราะภาษาเปนเครื่องมือสื่อสาร
ความหมายใหคนในชาติเขาใจกัน ประเทศไทยมีภาษาของตนเองมาชานานแลว ในสมัยกรุงสุโขทัย
เปนราชธานี พอขุนรามคำแหงไดทรงประดิษฐขึ้นเมื่อป พ.ศ. ๑๘๒๖ มี พยัญชนะ ๔๔ ตัว (๒๑
เสียง), สระ ๒๑ รูป (๓๒เสียง), วรรณยุกต ๕ เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ทำให
กลายเปนรากฐานสำคัญของภาษาไทยในปจจุบันซึ่งมีระยะนานกวา ๗00 ป สิ่งที่นาสนใจที่แสดงถง ึ
ความสัมพันธระหวางภาษากับวัฒนธรรมอีกประการหนึ่ง คือ ในภาษาไทยมีระดับของคำหรือศักดิ์
๑๔
ั
ึ่
ของคำที่ใชเหมาะแกบุคคล กาลเทศะ อันเปนเอกลักษณทางภาษาไทย เชน มีการใชคำราชาศพทซง
เปนคำสุภาพประเภทหนึ่งที่คนไทยกำหนดขึ้นไวใชสำหรับพระมหากษัตริย มิไดหมายความวา
พระมหากษัตริยเปนผูใชถอยคำนี้ แตเปนผูที่ตองใชภาษาเพ็ดทูลพระมหากษัตริย
คนไทยในภูมิภาคตางๆ ของประเทศไทยจะสามารถติดตอสื่อสารกันได ถาทุกคนใช
ภาษากลางซึ่งเปนภาษาที่ใชอยูในเมืองหลวง และเปนภาษาที่สอนกันในสถานศึกษา ใชติดตอ
ราชการ คนไทยสวนมากยังรูภาษาที่ใชพูดกันเฉพาะถิ่นของตนอีกดวยภาษาที่ใชในถิ่นตางๆ จะ
แตกตางกันในดานเสียง ความหมายของคำ และการใชศัพท ภาษาที่ใชในทองถิ่นตางๆ ของประเทศ
ไทยนั้นแบงตามภูมิศาสตรไดดังนี้ ภาษาภาคเหนือ ภาษาภาคอีสาน ภาษาภาคใต เปนตน
คนไทยบันทึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย และโลกที่มนุษยอาศัยในรูปแบบที่เรียกวา
วรรณกรรม หรือวรรณคดี ซึ่งเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญเพราะวรรณกรรม วรรณคดีได
สะทอนใหทราบถึงสภาพความรูสึกนึกคิดทางอารมณ ปรัชญา สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
ตลอดจนเหตุการณตางๆ ไดอยางนาสนใจ ฉะนั้นวรรณคดีไมวาเรื่องใด ก็ตามยอมกลาวถึง ความด ี
ความชั่ว อุดมคติ ความริษยา อาฆาต เปนตน ซึ่งไดถายทอดออกมาไดลึกซึ้งกินใจสำหรับคนใน
ชาติตามรูปแบบการเขียนที่แตกตางกัน
ั
๒. ขอสังเกตเกี่ยวกับวฒนธรรมในการใชภาษาไทย
ขอสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการใชภาษาไทย สรุปไดดังนี้
๑. ธรรมเนียมไทยถือวาผูใหญลอเลนหรือใหความสนิทสนมกับเด็กนับเปนการใหความ
เมตตา ถาเด็กถือเอาความเมตตานั้นเปนโอกาสใหพูดลอเลียนผูใหญเลน แมจะดวยความรัก ก็ถือวา
ไมงาม ไมเหมาะสม เปนเรื่องเสียมารยาท เด็กสมัยใหมมักจะขาดมารยาทขอนี้ มักไมรูจักความพอดี
ทำใหพูดลวงเกินผูใหญ หรือพูดจาตีเสมอผูใหญ แมจะเปนการพูดโดยไมไดมีเจตนารายก็ตาม
๒. ธรรมเนียมไทยนั้น ผูใหญที่ดีทานยอมรูตัววาทานทำอะไรดีหรือไม ทานแกไขตัวเองได
ไมใชหนาที่ผูนอยที่จะตำหนิ ยิ่งเปนผูใหญของบานเมืองถาทานทำอะไรผิด ผลงานจะเปนตัวตำหนิ
ทานเอง
๓. วัฒนธรรมไทยนั้นถือวาสิ่งที่ไมงาม สิ่งที่นารังเกียจไมควรนำมาแสดง การนำสิ่งที่ไมดีของ
ผูอื่นออกมาแสดงนั้น ถือเปนการประจานผูอื่น เปนเรื่องเสียมารยาทอยางยิ่ง
๔. การคำนึงถึงการใชภาษาใหสุภาพนั้น บางครั้งทำใหเกิดความฟุมเฟอยขึน มักเปนการใช
้
คำมากแตกินความนอย ทั้งนี้เพราะความพยายามสุภาพ และแสดงความเกรงใจจนทำใหลืมเนื้อหาท ี่
ตองการสื่อสารไป เชน ตัวอยางการเขียนขอความบอกอาจารยของนักศึกษาที่กลาววา “กระผมมา
ี
กราบขอรบกวนทานอาจารย จะรบกวนถามเรื่องการสอบไล ภาคเรียนที่ 1 ถาจะมากราบเรียนอก
ทานอาจารยจะสะดวกวันไหน โปรดกรุณาเขียนวันที่ใหทราบดวย ขอบพระคุณอยางยิ่งครับ” เปน
ตน ในการเขียนนั้นควรเขียนใหกระชับ ตรงไปตรงมาไมเยิ่นเยอ และไดสาระสำคัญ ทั้งไมควรใช
ภาษาที่ผิดธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมไทยดวย
ภาษาไมใชแคเพียงสื่อที่ทำหนาที่ลำเลียงสารหรือขอมูลไปยังผูรับสารเทานั้น ภาษายัง
สะทอนวัฒนธรรมของผูสงสารออกมาดวย แมสารจะถูกตองชัดเจนแตหากขาดความสุภาพ
๑๕
ความเหมาะสมตอสถานการณ บุคคล หรือเวลาแลว การสื่อสารนั้นก็สัมฤทธิ์ผลไดยาก ดังนั้นลอง
นึกทบทวนสักนิดวาทุกคนไดใชภาษาสุภาพ เหมาะสมหรือยัง หากยังควรปรับเปลี่ยนทัศนคติและ
ั
ิ่
ู
ทำความเขาใจภาษาใหถกตอง ไมเชนนั้นทานอาจเปนคนหนึ่งทเพม “มลพิษทางภาษา” ใหกบสังคม
ี่
และลูกหลานไทยก็ได
๓. ครูกับการใชภาษาไทย
ภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติไทยดังนั้นคนไทยสามารถใชภาษาไทยในชีวิตประจำวันได
็
โดยมิไดเรียนในระบบโรงเรียนแตเรากตองยอมรับความเปนจริงวาแตละคนมีความสามารถในการใช
ี
ภาษาแตกตางกันและในทุกสาขาอาชีพตองมการสื่อสารเพอความเขาใจที่ตรงกันจึงจำเปนอยางยิ่งใน
ื่
การฝกฝนใหมีทักษะภาษามากเปนพิเศษและโดยเฉพาะอยางยิ่งคนที่จะเปนครู อาจารย ไมวาจะ
สอนวิชาใดก็ตองศึกษาเรื่องการใชภาษาเพราะการใชภาษาที่ถูกตองและเหมาะสมจะชวยให
ประสิทธิภาพในการสอนดียิ่งขึ้น ดังนั้น ครูกับการใชภาษาไทยจึงมีความจำเปนอยางมาก
การใชภาษาไทยมความสำคญยิ่งแกชีวิต การใชภาษาไทยสำหรับการสอน หมายถึง การใช
ั
ี
ภาษาไทยประกอบดวยกิริยาอาการอยางเปนกระบวนการ มีขั้นตอนหลายขั้นตอนเริ่มตั้งแต
ี
การเลือกใชคำ ประโยคและการเชื่อมโยงคำและทาทางเขาดวยกัน โดยวิธีฟง ดู พูด อานและเขยน
ในรูปแบบที่หลากหลายตลอดจนพิจารณาทบทวนปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมเพื่อนำมาใชในการจัด
การเรียนรูใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและพัฒนาตนเองใหเปนผูมความสามารถเต็มตามศกยภาพทมอยู
ั
ี
ี
ี่
ดังนั้น การฝกฝนทักษะใหเกิดความชำนาญ ความสามารถในการใชภาษาสำหรับการสอนจึงถือเปน
ความจำเปนสำหรับผูที่จะเปนครูอาชีพ เพราะครูยังมีบทบาทสำคัญตอระบบการศึกษา ครูยังตอง
สอน ตองจัดกิจกรรมการเรียนรู ครูจะหลีกเลี่ยงการใชภาษาไทยซึ่งเปนภาษาประจำชาติใน
การสอนผูเรียนมิไดไมวาจะสอนวิชาใด ระดับชั้นใดก็ตามครูยังตองมีทักษะในการใชภาษาอยางดี
ี
การใชภาษาไทยสำหรับการสอนมความสำคัญอยางยิ่งเนื่องจากสังคมมนุษยเปนสังคมทตอง
ี่
ั
ติดตอสื่อสาร มีกิจกรรมรวมกนในการดำเนินชีวิต การทักทายปราศรัย การอยูรวมกัน การดำเนิน
กิจธุระ การทำงาน รวมถึงการพักผอนหยอนใจ เปนตน ซึ่งในทุกๆ กิจกรรมจะตองใชภาษาควบคไป
ู
ดวยทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา คนที่จะเปนครูก็เชนกันเนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรูใหกบ
ั
นักเรียนครูจะตองใชทักษะภาษา ไดแก การฟง การดู การพูด การอาน และการเขียน ควบคกน
ั
ู
ไปกบการสอนเสมอ
ั
การใชภาษาไทยเพื่อการเปนครูที่ด ครูเปนผูมีบทบาทและมีความสำคัญอยางยิ่งตอ
ี
การศึกษา การเรียนรูของผูเรียนตอความสำเร็จในการพัฒนาบุคคลซึ่งสงผลตอความสำเร็จใน
การพัฒนาประเทศ ครูมีบทบาทและความสำคัญอยางยิ่งในฐานะผูใหการศึกษาของชาติ ครู คือผู
กำหนดอนาคตของคนในชาติ ชาติใดก็ตามที่ไดครูเปนคนมความรู เปนคนเกง เปนคนเสียสละ ตั้งใจ
ี
ื
ทำงานเพื่อประโยชนของผูเรียนชาตินั้นจะไดพลเมองทเกงและฉลาด มีศักยภาพและมความสามารถ
ี่
ี
ที่จะแขงขันกับทุกประเทศในโลกก็ได เมื่อครูเปนผูมีความสำคัญอยางนี้ ครูจึงตองระลึกไวเสมอวา
จะตองทำหนาที่ใหดีที่สุด และตองเปนครูที่ดีดวย ซึ่งครูที่ดีนอกจากตองมีความประพฤติดีเปน
แบบอยางแกผูเรียนแลวยังตองมีคุณลักษณะอีก ๒ ประการ คือ เปนผูที่มีความรูในเนื้อหาวิชาที่จะ
สอน เปนผูมีความสามารถในการสอน ผูที่มีความรูเปนเลิศในวิชาการและการปฏิบัติงานอยางไร
๑๖
ั
ก็ตาม ถาไมรูจักใชภาษาไทยใหถูกตองเปนสื่อตามประสงคแลว ความรูความสามารถนั้นก็เปนอน
ลมเหลว เพราะไมสามารถใชความรูนั้นไดตามความตองการในชีวิตประจำวัน เราก็มักจะประสบ
ปญหาเสมอวา จะเขียนอยางไรดี จะพูดอยางไรดี จึงจะไดผลตามตองการ เราควรศึกษา
ุ
ภาษาตางประเทศเพื่อใหเปนกญแจไขความรู การศึกษาภาษาไทยเพอใหเปนสื่อใหความรูปรากฏแก
ื่
คนอื่นๆ” ดังนั้น การใชภาษาไทยเพื่อการเปนครูที่ดี ควรประกอบดวยหลัก ๓ ประการ คือ การ
เปนแบบอยางในการใชภาษา การใชภาษาหาความรู และการใชภาษาในการสอน
๔. การใชภาษาในการสอน
ครูตองเปนผูมีความสามารถในการใชภาษาสำหรับการสอน ปจจุบันครูเปลี่ยนการสอนแบบ
บอกความรูใหนักเรียนทองจำเปนการจัดการเรียนรูในหองเรียนใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ดังนั้น
ี่
การจะเปนผูจัดการเรียนรูที่ดี ครูจำเปนตองมีการใชภาษาทดี มีการใชภาษาที่หลากหลาย เขาใจงาย
ทั้งวิธีการและรูปแบบไมใชเปนเพียงการพูดอธิบาย บอกจด หรือเขียนบรรยายแตตองปรับการใช
ภาษาใหสอดคลองกับกระบวนการสอนแบบใหมๆ
๕. จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย
จิตสำนึกของครูกับการใชภาษาไทย คนเปนครูทุกคนควรระลึกไวเสมอวาครูจะตองใช
ู
ึ
ู
ภาษาไทยใหถกตอง เหมาะสมเสมอ ถาไมแนใจในการใชภาษาตองมการตรวจสอบขอมลหรือศกษา
ี
คนควาเพิ่มเติม ในการสอนทุกครั้งนอกจากสอนใหผูเรียนมีความรู ความสามารถตามหลักการ
จุดมุงหมาย และมาตรฐานการเรียนรูที่กำหนดไวในหลักสูตรและสาระการเรียนรูของกลุมสาระแลว
ู
ครูทุกคนตองสอดแทรก เสริมสรางความตระหนักในการใชภาษาไทยใหถกตองแกผูเรียนดวย โดยครู
ทุกคนไมควรคิดวาเปนหนาที่ของครูสอนภาษาไทยเทานั้น แตเปนภาระหนาที่ของครูทุกคนที่ตอง
เปนแบบอยางที่ดีในการใชภาษาไทยใหกับผูเรียน ตองพยายามใหผูเรียนตระหนักเห็นคุณคา
ความสำคัญ ความจำเปนและมีความภาคภูมิใจที่เรามีภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติซึ่งแสดงถง
ึ
ความเปนเอกราช เอกลักษณของชาติไทยและคนไทย ครูทุกคนควรเปนแบบอยางที่ดีในการใช
ภาษาไทยเพื่อใหผูเรียนเกิดความศรัทธาในตัวครูและยึดเปนแบบอยาง รวมถึงสามารถนำไปใชใน
ชีวิตประจำวันไดอยางถูกตอง ตลอดจนรวมอนุรักษและสืบทอดภาษาไทยไวใหยั่งยืนคูกับคนไทย
ตอไปการสรางจิตสำนึกในการใชภาษาไทยใหถูกตอง ดังนี้
๑) ความรูสึกภาคภูมิใจในภาษาประจำชาติ ครูควรมีความรูสึกภาคภูมิใจในการ
มีภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติและปลูกฝงใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจในภาษาประจำชาติเชนกัน
๒) รูสึกชื่นชมในภูมิปญญาไทยดานการใชภาษา ครูควรมีความรูสึกชื่นชมใน
ภูมิปญญาไทยดานการใชภาษาไทยและสอดแทรกความรูสึกชื่นชมใหเกิดกับผูเรียนเชนกัน ให
ผูเรียนตระหนักถึงคุณคาของการใชภาษาไทย
- ภูมิปญญาในการใชวรรณยุกต
- ภูมิปญญาในการใชคำคลองจอง
- ภูมิปญญาในการสรางคำ
- ภูมิปญญาในการเปลี่ยนเสียงคำใหงายขึ้น
๑๗
- ภูมิปญญาในการใชสำนวนภาษา
- ภูมิปญญาในการหลากคำ
- ภูมิปญญาในปริศนาคำทาย
- ภูมิปญญาในการสรางคำจากสิ่งรอบตัว
ภูมิปญญาดานภาษามีความนาสนใจและประโยชนอยางยิ่ง หากไดนำไปใชอยางถกตอง
ู
เหมาะสมจะยิ่งสามารถชวยใหคนไทยทุกคนเห็นคุณคาของการใชภาษาไทยมากยิ่งขึ้น
6. การตระหนักในผลเสียของการใชภาษาไทยไมถูกตอง
ครูทุกคนควรใชภาษาไทยใหถูกตอง เหมาะสมะ และเมื่อครูพบเห็นนักเรียนที่ใชภาษาไทย
ไมถูกตองก็ไมควรปลอยผานไป ควรใหคำแนะนำ อธิบาย วิเคราะห วิจารณ ถึงขอผิดพลาดและ
ขอเสียที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดจนหาแนวทางในการแกไขปรับปรุงใหถูกตอง ซึ่งคำเหลานี้เมื่อเกด
ิ
ั
ขอผิดพลาดจะทำใหความหมายของคำผิดพลาด ตวอยางขอผิดพลาดที่พบ เชน การใช ร ล
ผิดพลาด การใชคำควบกล้ำผิดพลาด การใชตัวสะกดผิดพลาด การใชคำผิดความหมาย การใช
คำตามความเคยชิน การเวนวรรคตอนผิดพลาด เปนตน
7. การใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยที่ถูกตอง
ครูทุกคนควรใหความสำคัญกับการใชภาษาไทยใหถูกตองในทุกขั้นตอนของการจัดการ
เรียนรูเพื่อใหนักเรียนเห็นวาการใชภาษาไทยเปนสิ่งที่เราตองคำนึงถึงตลอดเวลาเปนวิถ ี
ิ
ชีวิตประจำวันที่จะขาดมไดในทุกๆ กิจกรรมการเรียนการสอน ครูตองสงเสริมและฝกฝนใหผูเรียนม ี
ความสามารถในการใชภาษาไดถูกตองอยางสม่ำเสมอ ครูอาจตั้งเปนเกณฑในการใหคะแนนใน
การประเมินผลงานตางๆ เพราะผูเรียนจะไดมีความระมัดระวังและเกดความพยายามที่จะใชภาษาให
ิ
ู
ถูกตองจนมีพัฒนาการในการใชภาษาที่ดีควบคกับการพัฒนาการเรียนรูตามสาระการเรียนรูตางๆ
เชน การใชคำราชาศัพทใหถูกตองเพราะภาษาไทยมีระดับของภาษา การผันวรรณยุกตที่ถูกตอง
หากใชวรรณยุกตผิดพลาดจะทำใหความหมายของคำผิดพลาดเชนกัน การใชคำลักษณนามทถกตอง
ู
ี่
หากใชผิดอาจเกิดความเขาใจผิดพลาดได การอานคำพองรูปหากอานผิดก็จะผิดความหมายดวย
การใชภาษาไทยอยางเปนกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน ทั้งการเลือกใชคำ ประโยค และ
ทาทางเขาดวยกันโดยวิธีการฟง การดู การพูด การอานและการเขียนในรูปแบบตางๆ อยาง
ถูกตองเหมาะสมเพื่อทำใหการจัดการเรียนการสอนประสบผลสำเร็จ ใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและม ี
พัฒนาการเต็มศักยภาพ การจัดการเรียนการสอนตองใชทักษะการฟง การดู การพูด การอานและ
การเขียนในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการสอนตั้งแตเริ่มสอนจนถึงการประเมินผลรวมถง
ึ
การรายงานผล ดังนั้นครูจึงจำเปนตองใชภาษาและเพื่อการเปนครูที่ดี ครูทุกคนจึงควรเปน
แบบอยางในการใชภาษา ใชภาษาในการแสวงหาความรูแกตนเอง และรูจักวิธีใชภาษาใน
การจัดการเรียนรูแกผูเรียน ครูควรมีจิตสำนึกในการใชภาษา มีความภาคภูมิใจ มีความชื่นชมใน
ภูมิปญญาภาษา มีความตระหนักในผลเสียของการใชภาษาผิดพลาดจนเกิดความตระหนักและ
พยายามที่จะใชภาษาไทยใหถูกตองเสมอ
๑๘
๘. ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข
ปจจุบันมักพบปญหาการใชภาษาไทยในวงการตางๆ มากมายเนื่องจากมีการใชภาษาไทย
ผิดพลาด บกพรองอยูเสมอ เชน อานออกเสียงไมถูกตองทำใหเขาใจความหมายผิด อานทำนอง
เสนาะไมได การใชคำผิดความหมาย การเรียบเรียงประโยคกำกวม วกวน เรียงคำขยายไมถูกท
ี
่
ู
ั
การใชสำนวนภาษาไมเหมาะสม ไมถูกกาลเทศะ ผิดความหมาย ใชสำนวนโวหารไมถกกบเนื้อความ
การเขียนตัวสะกด ตัวการันตผิดพลาด การผันวรรณยุกตผิดพลาด ใชคำราชาศัพทไมเปน ใช
เครื่องหมายวรรคตอนไมถูกตอง การลำดับความวกวน เปนตน
จากปญหาดังกลาวผูใชภาษาควรตระหนักใหมากและควรใสใจในการแกไขปรับปรุงใหใช
ู
ภาษาไทยอยางถกตอง เหมาะสมอยูเสมอ โดยเฉพาะผูที่ประกอบอาชีพครู อาจารย สื่อสารมวลชน
เพราะตองเปนแบบอยางใหแกเยาวชนของชาติ ถาเยาวชนไดพบเห็นแบบอยางที่ถกตองก็จะสงผลให
ู
เยาวชนเหลานั้นสามารถใชภาษาไทยไดดีเชนกัน นอกจากนี้ครูจะตองมีจิตสำนึกในคุณคาของ
ภาษาไทย ศึกษาหลักการใชภาษาไทย และใชภาษาไทยอยางถูกตอง ระมัดระวังไมใหเกด
ิ
ขอผิดพลาด ครูที่ดีและมีคุณภาพวาตองประกอบดวยคุณลักษณะหลายประการและประการหนึ่งท ี ่
สำคัญ คือ ครูตองมีสำนึกในการใชภาษาไทยใหถูกตอง พูดชัดเจน ระมัดระวังในการออกเสียง
การเขียนสะกดคำ การอานคำใหถูกตอง ไมควรผลักภาระเรื่องการอาน เขียน สะกดคำไปให
ครูผูสอนภาษาไทย แตครูทุกรายวิชาตองรวมกันสงเสริมการใชภาษาไทยเพราะนอกจากจะเปน
แบบอยางแลวยังเปนการเสริมบุคลิกภาพของครูดวย
ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนที่พบสามารถจัดเปน ๓ ดานใหญๆ คอ
ื
๑. ปญหาดานคานิยม
๒. ปญหาดานไวยากรณ
๓. ปญหาดานการสื่อสาร
ดังรายละเอียดตอไปนี้
๘.๑ ปญหาดานคานิยม
ี
ี่
ี
คานิยม หมายถึง สิ่งที่คนนิยมชมชอบวาเปนสิ่งทมคุณคาและมประโยชนในการตัดสินวาจะ
ทำอะไร มนุษยจะตองอาศัยคุณคาประจำตัวเปนเครื่องกำหนดแมในสิ่งที่ตนทำจนเคยชินเปนนิสัย
คานิยมอาจเปลี่ยนแปลงไดตามกาลเวลา ตามความคิดเห็นของคนในสังคม จากความหมายดังกลาว
ั
ี
ครูและคนไทยทั่วไปจะมคานิยมทางการใชภาษาไทยอยางไรขนอยูกบความคิดของคนวาจะตีคาของ
ึ้
การใชภาษาไทยไดในระดับใด ถาอยูในระดับสูงก็จะใชภาษาไทยดวยความภาคภูมิใจ เต็มใจ พอใจใช
อยางเห็นคุณคา คานิยมในการใชภาษาไทยแตละยุคสมัยขึ้นอยูกับกระแสสังคมในชวงเวลานั้นๆ
โดยเฉพาะในปจจุบันกระแสความนิยมของภาษาตางประเทศกำลังไดรับความสนใจสูง ปญหาดาน
คานิยมที่มีตอภาษาไทยจึงมากขึ้น
๑๙
ปญหาการใชภาษาไทยดานคานิยมของครูสรุปได ๔ ประการ ดังนี้
๑) มีความเห็นวาภาษาไทยเปนเรื่องยาก
ครูบางคนมีความรูสึกวาการใชภาษาไทยใหถูกตองเปนเรื่องยากและไมมีความ
จำเปนเพราะตนไมใชครูภาษาไทย นอกจากนี้บางคนคิดวาครูที่ใชภาษาไทยไดดีเปนคนหัวโบราณ
ู
คร่ำครึ เจาระเบียบ นาเบื่อหนายจึงใชภาษาไทยโดยไมคำนึงถึงความถกตอง
แนวทางแกไข ควรเปลี่ยนคานิยมนี้ใหมเพราะครูที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
หนาที่การงานสวนใหญเปนครูที่มีความสามารถในการใชภาษาไทยไดดี มีประสิทธิภาพในการใช
ี
ภาษาไทยจึงไดรับความเชื่อถือวาเปนผูมความรูดี นาเคารพยกยอง สามารถใชภาษาสรางความรูสึก
ที่ดีกับผูอื่นจนไดรับการยอมรับ ความเปนมิตร ความรักใครและไดรับความรวมมือชวยเหลือใน
กิจการตางๆ นอกจากนี้ยังใชความรูทางภาษาเพื่อสรางผลงานทางวิชาการ การเรียบเรียงตำรา
การเขียนผลการศึกษาวิจัย บทความ เปนวิทยากรใหความรูกับบุคคลอื่นๆ และยังมีความมั่นใจใน
ตนเองสามารถปฏิบัติกิจกรรมตางๆ ที่ตองอาศัยทักษะทางภาษา เชน การเปนพิธีกร การกลาว
รายงาน การกลาวใหโอวาท การพูดในสถานการณตางๆ เปนตน
2) ไมนิยมใชตัวเลขไทย
ี่
ี
ครูสวนใหญมีความเห็นวาตัวเลขไทยเปนตัวเลขทไมเปนสากล เขียนยาก และเขยน
ชากวาตัวเลขฮินดูอารบิกจึงไมนิยมใชตัวเลขไทยในชีวิตประจำวัน
แนวทางแกไข ครูควรเปลี่ยนความคดวาตัวเลขไทยเขยนยาก เขียนชาเพราะถาใช
ิ
ี
อยางสม่ำเสมอก็จะเคยชิน และในปจจุบันการเขียนหนังสือราชการยังคงตองใชตัวเลขไทยอีกดวย
ิ่
ดังนั้นจึงควรมีการรณรงค ขอความรวมมือครู อาจารยในการใชตัวเลขไทยเพมมากขึ้น เชน การเขียน
ุ
วันที่ในสมุดงานของผูเรียนทกรายวิชา การเขียนคำตอบในวิชาคณิตศาสตร การเขียนบันทกคะแนน
ึ
ุ
ในสมุดแบบฝกหัด การเขียนหัวขอในสมุดจดบันทึก การเขียนตัวเลขไทยในเอกสารสำคัญ เชน สมด
รายงานผลการพัฒนาคุณภาพผูเรียน เกียรติบัตร วุฒิบัตร เปนตน
3) นิยมใชคำศัพทภาษาตางประเทศ
ครูบางทานนิยมใชคำภาษาอังกฤษปนกับภาษาไทยเนื่องจากความเจริญกาวหนา
ทางเทคโนโลยี การเรียนในระดับสูงจากตางประเทศทำใหเกิดปญหาในการสื่อสารกับผูเรียน
เนื่องจากผูเรียนไมไดมีความชำนาญในการใชภาษาอังกฤษจึงไมสามารถรับสารของครูที่ใช
ภาษาตางประเทศปนอยูมากๆ ได
ั
ี
แนวทางแกไข ขอความรวมมือจากครูผูสอนทุกรายวิชาหากคำใดมศพทบัญญัติควร
ใชศัพทบัญญัติแทนคำศัพทภาษาอังกฤษแตหากคำใดจำเปนตองใชเพราะมีความหมายชัดเจนกวาก ็
ควรเขียนความหมายเปนภาษาไทยกำกับใหผูเรียนดวยเสมอ เพอชวยเหลือผูเรียนทุกคนใหเขาใจ
ื
่
งายขึ้น และควรระลึกไวเสมอวาภาษาไทยสำคัญและเหมาะกับคนไทยมากที่สุด ภาษาอื่นๆ เปน
ภาษาที่ชวยเสริมเทานั้น
๔) นิยมใชสำนวนภาษาแปลกๆ
ั
ครูบางคนนิยมใชสำนวนภาษาที่แปลกๆ เชน สำนวนภาษาแบบภาษาองกฤษ
สำนวนภาษาแบบแปลกประหลาดโดยคิดวาการใชสำนวนเหลานี้จะสรางความเท โกเกใหกับผูใช
ภาษา เชน
๒๐
ู
ประโยค เขาถกเชิญตัวไปเปนวิทยากรบรรยายหัวขอ “การใชภาษาไทย
อยางถูกตอง”
เขาจับรถไฟไปหาดใหญในวันพรุงนี ้
จะเห็นวาประโยคเหลานี้มีสำนวนภาษาที่แปลกอาจสรางความสงสัยใหกับผูเรียนดู
แนวทางแกไข ครูควรคำนึงถึงวาสำนวนประโยคแบบภาษาอังกฤษไมเหมาะในการ
นำมาใชเพราะจะสรางความสับสนใหกับผูเรียนและไมไดแสดงความเทหรือโกเกแตอยางใดและ
สำนวนดังกลาวควรแกไขเปน
เขาไดรับเชิญไปเปนวิทยากรบรรยายหัวขอ “การใชภาษาไทย
อยางถูกตอง”
เขาโดยสารรถไฟไปหาดใหญในวันพรุงนี้
๘.๒ ปญหาดานไวยากรณ
ไวยากรณ หมายถึง วิชาภาษาวาดวยรูปคำและระเบียบในการประกอบรูปคำใหเปน
ิ
ประโยค (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน ๒๕๕๔ : ๑,๑๓๕)
ปญหาการใชภาษาไทยดานไวยากรณของครูสรุปได ๓ ประการ ดังนี้
๑) อักขรวิธี คือ แบบแผนที่วาดวยตัวหนังสือพรอมทั้งการเขียน อานและใชตัวหนังสือให
ถูกตองตามความนิยม ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาดความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและ
ความแมนยำชำนาญในเรื่อง อักขรวิธี ระบบเสียงในภาษา การประสมอักษร การผันวรรณยุกต
หนาที่ของอักษรทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต การเขียนสะกดคำ การแผลงอักษร อักษรควบ
อักษรนำ และเขียนตัวการันต เปนตน
๒) วจีวิภาค คือ การจำแนกถอยคำที่ใชอยูในภาษา ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาด
ความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและความแมนยำชำนาญในเรื่อง ความหมายของคำตามตำรา
วจีวิภาคกับตำราภาษาศาสตร ลักษณะของคำ ทั้งรูปลักษณ หนาที่และความหมาย ชนิดของคำ
กลุมคำ ประโยค ศัพทบัญญัติ การใชถอยคำใหถูกตองและระดับของภาษา เปนตน
๓) วากยสัมพันธ คือ เกี่ยวของกับคำพูดตางๆ ในภาษาไทย การนำคำมาเรียบเรียงตอกน
ั
ปญหาที่พบดานนี้ คือ การขาดความสนใจ ขาดการสังเกต ขาดความรูและความแมนยำชำนาญใน
เรื่อง ลักษณะและโครงสรางของประโยคชนิดตางๆ ลักษณะและหนาที่ของคำ กลุมคำ การเรียบเรียง
ความคิด การสื่อสารใหไดความใหชัดเจน
ปญหาดานไวยากรณทั้ง ๓ ประการมีปญหาเหมือนกัน คือ ผูสอนขาดความสนใจ ขาด
การสังเกต ขาดความรู และขาดความแมนยำชำนาญ
๒๑
แนวทางแกไข ผูสอนควรใหความสนใจ ศึกษาลักษณะของไวยากรณแตละดานวามีลักษณะ
อยางไร มีวิธีใชอยางไร ใชเชนนี้เพราะอะไร อยาคิดวาเปนเรื่องงายหรือเปนเรื่องที่ตนรูอยูแลว เพราะ
หลายอยางใชตามความเคยชินแตไมรูหลักการ หลักเกณฑที่ถูกตอง ใชตามกันไปทั้งๆ ที่ผิดพลาด
ี่
่
ื่
ุ
ึ
ื
เพิ่มการสังเกตวาทำไมจึงเปนเชนนั้น ควรตั้งขอสงสัยเมอพบสิ่งทแตกตางเพอจะไดศกษาหาเหตผล
รองรับ เมื่อไดตัวอยางตางๆ แลวควรนำมาจัดหมวดหมู แยกประเภท วางระบบเพอนำมาวิเคราะห
ื่
แยกแยะหรือสังเคราะหหาหลักการ ศึกษาหาความรูเพิ่มเติม พยายามหากลวิธีในการจดจำ
หลักเกณฑตางๆ เชน คิดเปนสูตร กลอน คำคลองจอง แผนภูมิใหเขาใจและจดจำงายขึ้น ควรฝกฝน
ิ่
ู
ใหเกิดความแมนยำชำนาญโดยการใชภาษใหถกตองหากไมแนใจตองตรวจสอบ คนควาเพมเติมและ
่
ทบทวนอยางสมำเสมอ
๘.3 ปญหาดานการสื่อสาร
การสื่อสาร หมายถึง วิธีการนำถอยคำ ขอความ หรือหนังสือ เปนตน จากบุคคลหนึ่งหรือ
สถานที่หนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรืออีกสถานที่หนึ่ง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔ :
๑๑๘) การสื่อสารมีวัตถุประสงคใหเกิดการรับรูรวมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองตอกันของมนุษย
่
่
บริบททางการสือสารที่เหมาะสมเปนปจจัยสำคัญที่จะชวยใหการสือสารสัมฤทธิ์ผลแตในการสื่อสาร
บางครั้งเกิดปญหาทำใหการสื่อสารไมประสบผลสัมฤทธิ์ซึ่งอาจจะเกิดจากองคประกอบของการ
สื่อสารอยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยางรวมกัน
ปญหาการใชภาษาไทยดานการสื่อสารของครูสรุปได ๔ ประการ ดังนี้
๑) ปญหาดานการฟง การดูของครู
ปญหาดานการฟง การดูของครูสรุปได ดังนี้
๑. ฟง ดูไมชัดเจนเพราะเสียงไมดังหรือมีสิ่งรบกวน
แนวทางแกไข ครูมีการจัดเตรียมอุปกรณเสริม เชน เครื่องขยายเสียง หูฟง
หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดังรบกวน จัดเตรียมสถานที่ที่มีความพรอม เชน หองติดเครื่องปรับอากาศ
๒. ฟง ดูแลวจับใจความไมไดหรือไดเพียงบางสวน
ั
แนวทางแกไข ครูมีการเตรียมตัวลวงหนากอนการฟง และดู หาขอมูลเกี่ยวกบ
เรื่องนั้นๆ การฟงและดูตองตั้งใจฟงตั้งแตตนจนจบ จับประเด็นสำคัญ จดบันทึกเรื่องที่ฟงและดู
๓. ฟง ดูแลวไมเขาใจความหมายเพราะมคำศพทยากและแปลกใหม
ี
ั
แนวทางแกไข ครูตองพยายามศึกษาหาความรูเพมเติม สะสมความรูทางคำศัพท
่
ิ
ตางๆ อยางกวางขวาง ทั้งภาษามาตรฐาน ศัพทวิชาการ ศัพทเทคนิค ศัพทบัญญัติ ศัพทเฉพาะกลุม
เฉพาะวงการ ศัพทตามสมัยนิยม คำทับศัพท คำราชาศัพท สำนวน สุภาษิต คำพังเพยตางๆ เพื่อจะ
ไดมีความเขาใจในเรื่องที่ฟง ดูไดงายและรวดเร็วขึ้น
๒๒
๔. ฟง ดูแลวแปลเจตนาของผูพูดผิดจนเกิดความไมพอใจ
ี
แนวทางแกไข ครูตองตระหนักและมีเจตนาดตอผูเรียน ไมนำความรูสึกสวนตัวใน
ดานลบมาตั้งเปนขอรังเกียจผูเรียน หากครูมีความรูสึกหรืออารมณไมดี หงุดหงิดจากเรื่องใดก็ตาม
ตองตัดสิ่งเหลานั้นออกใหหมดแลวตั้งใจฟงในเรื่องที่กำลังฟงและดูวาผูเรียนมีเจตนาอะไร ตองการสิ่ง
ใด มีความรูสึกอยางไร เพื่อครูจะไดแสดงปฏิกิริยาตอบสนองไดถูกตอง นอกจากนี้ครูควรศึกษาภูม ิ
ู
หลังของผูเรียนและสังเกตแววตา น้ำเสียง ทาทางประกอบดวยก็จะเขาใจผูเรียนไดถกตอง
๕. ฟง ดูแลวตัดสินใจไมไดวาควรจะเชื่อหรือไมเชื่อ
แนวทางแกไข ครูควรฟงและดูอยางตั้งใจตั้งแตตนจบจบโดยพยายามจับใจความ
จับจุดมุงหมายของผูเรียนวาตองการสื่อสารประเด็นใด มีเหตุผลใด มีหลักฐานใดในการยืนยัน
ขอเท็จจริง ครูควรมีการตรวจสอบขอมูลเพิ่มเติมจากแหลงที่นาเชื่อถือกอนการตัดสินใจ
๖. ฟง ดูแลวแยกไมไดวาอะไรคือขอเท็จจริงหรือขอคิดเห็น
แนวทางแกไข ครูตองฟง ดูอยางมีวิจารณญาณ คิดไตรตรองใหรอบคอบ พยายาม
จับประเด็นใหไดวาขอความตอนใดเปนขอเท็จจริงและตอนใดเปนขอคิดเห็นที่ผูเรียนยกขึ้นมา
ประกอบเพื่อเปนการโนมนาวใจผูฟง ครูตองสังเกตคำที่มักใชในการแสดงความคิดเห็น เชน สงสัยวา
.... นาจะ..... เห็นวา ...... ควรจะ........ เปนตน และครูควรซักถามผูเรียนกลับวาทำไมจึงกลาว
เชนนั้น มีเหตุผลใด มีหลักฐานใดประกอบ
ู
๗. ฟง ดูแลวปฏิบัติตามไมถกเพราะไมเขาใจเจตนา
แนวทางแกไข ครูตองฟงเรื่องราวทีผูเรียนมาเลาใหฟงบางเรื่อและเกิดความสงสัย
่
ไมแนใจในเจตนาของผูเรียน ตองการใหครูทำอะไร ทำอยางไร ดังนั้นครูตองพยายามจับประเดน
็
จากการเลาและสังเกตน้ำเสียง แววตา สีหนาทาทางหรืออาจสอบถามใหแนใจวาผูเรียนตองการสิ่ง
ใด ซึ่งถาครูมีทักษะในการฟงก็จะสามารถตีความเรื่องที่ฟง ดู ไดดีขึ้น
๘. ไมฟง ไมสนใจฟงและดู เบื่อหนายเรื่องทฟงและดู
ี่
แนวทางแกไข ครูจะไดประโยชนจากการฟง ดู ผูเรียนในแตละครั้ง อยางนอยก็รู
วาผูเรียนมีความเห็น ความรูสึกอยางไร กำลังคิดอะไร มีความรูเรื่องนั้นๆ เพียงใด เพื่อเปนประโยชน
ในการจัดการเรียนรูแกผูเรียน ครูจึงไมควรเบื่อหนายและไมสนใจฟง ดูเรื่องที่ผูเรียนนำเสนอ แต
ตองฟง ดูแลวหาขอสรุปวาผูเรียนตองการบอกอะไร มีความคิด ความรูสึกอยางไรและตองการสิ่งใด
๒) ปญหาดานการพูดของครู
ปญหาดานการพูดของครูสรุปได ดังนี้
ี่
๑. พูดโดยไมมีจุดมุงหมายทชัดเจน
แนวทางแกไข ครูควรมีการเตรียมการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยบอก
จุดมุงหมายที่ชัดเจน เจาะจงใหกับผูเรียนวาผูเรียนตองอานอะไร ครูตองการใหผูเรียนทำอะไร
๒. พูดออกเสียง ร ล คำควบกล้ำหรือคำบางคำไมชัดเจน
แนวทางแกไข ครูควรตระหนักถึงความสำคัญของการออกเสียงใหถูกตองชัดเจน
จะตองฝกฝนในการออกเสียงใหถูกตองและชัดเจน หากเกิดความสงสัยหรือไมแนใจควรตรวจสอบ
จากพจนานุกรมหรือสอบถามผูรูใหแนใจกอนการใช ฝกออกเสียงคำเหลานั้นใหชัดเจนเปนธรรมชาติ
ควรใชใหเปนประจำทั้งในหองเรียนและนอกหองเรียน เนื่องจากการออกเสียงผิดจะทำให
ความหมายของคำผิดไปดวย
๒๓
๓. พูดอธิบายไมแจมแจง
แนวทางแกไข ครูควรสอนดวยความตั้งใจและรับผิดชอบตอหนาที่ดังนั้นจึงตอง
ื
มีการเตรียมการสอน เตรียมโครงเรื่อง จัดลำดับเนื้อหาในการสอน หัวขอใหญ หัวขอยอยคออะไร
มรายละเอียดอยางไร หาสื่อการสอนประกอบการสอนเพื่อใหผูเรียนเขาใจในเนื้อหามากขึ้น
ี
๔. พูดวกวนสับสนเนื้อความไมเปนไปตามลำดับ
แนวทางแกไข ครูควรจัดเตรียมเนื้อหาที่จะสอนใหเปนลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม
่
แลวสอนตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไวโดยอาจจะดูโครงรางทเตรียมไวแตไมใชการอานหรือทอง
ี
เพราะผูเรียนจะไมสนใจในเรื่องที่ครูสอน
๕. พูดโดยขาดความรู เนื้อหาผิดพลาด หรือไมไดสาระ
แนวทางแกไข ครูควรจัดเตรียมเนื้อหาการสอนโดยศึกษาเนื้อหาที่ถูกตอง ตรวจสอบเนื้อหา
รายละเอียด เนื้อหาหรือขอมูลที่ทันสมัย และควรตั้งขอคำถามที่เกี่ยวกับเนื้อหานั้นๆ เพื่อหาก
ผูเรียนเกิดขอสงสัยในประเด็นใดจะไดเตรียมคำตอบไวลวงหนา
๖. พูดดวยถอยคำที่เหมาะสม
้
แนวทางแกไข ครูมีหนาที่ใหความรูและใหกำลังใจแกผูเรียนเมื่อผูเรียนเกิดปญหา ดังนัน ครูควร
ระมัดระวังในการใชคำพูดเพื่อไมใหผูเรียนเกิดความทอแท หมดกำลังใจ สิ้นหวัง หรือตำหนิแตควรให
คำแนะนำ คำปรึกษาในการแกไขปรับปรุงตนเอง ไมตอกย้ำขอผิดพลาด หรือขอบกพรองของผูเรียน
๗. ไมมีศิลปะในการพูด
แนวทางแกไข ครูควรศึกษาศิลปะการพูดตางๆ เชน การพูดโนมนาวใจ การพูดตักเตือน การพูด
ทาทาย การพูดกระตุน การพูดปลอบใจ การพูดใหกำลังใจและใชใหเหมาะสมกับกาลเทศะ
และกิจกรรมการจัดการเรียนรูตางๆ
๓) ปญหาดานการอานของครู
ปญหาดานการอานของครูสรุปได ดังนี้
๑. อานผิดเพราะขาดความรูในเรื่องหลักการอาน
แนวทางแกไข การอานคำยากครูควรศึกษาหาความรูจากตำรา หนังสือคูมือ
พจนานุกรม พยายามทำความเขาใจ จดจำหลักเกณฑการอานตางๆ เพื่อไมใหเกดความผิดพลาดใน
ิ
การอาน เชน การอานออกเสียง การอานอักษรนำ คำควบกล้ำ คำพอง เปนตน
๒. ขาดความระมัดระวังในการอานจนทำใหอานผิด
แนวทางแกไข ครูควรมีการเตรียมตัวในการอานลวงหนาเพราะเมื่อครูอานให
ผูเรียนฟงหากไมระมัดระวังอาจจะอานผิดซึ่งกอใหเกิดปญหาความเขาใจผิดในเรื่องของเนื้อหาได
หรือนำไปใชอยางไมถูกตอง เชนการอานตัวเลข การอานคำยาก เปนตน
๓. อานผิดเพราะออกเสียงไมชัดเจนทำใหสื่อความหมายผิด
ี่
แนวทางแกไข ครูควรออกเสียงใหชัดเจนเพราะภาษาไทยมีหลายคำทออกเสียง
คลายกันแตความหมายตางกันโดยเฉพาะอยางยิ่ง คำที่สะกดดวย ร ล คำควบกล้ำ และเสียง
ิ
วรรณยุกต ครูจึงควรฝกฝนการออกเสียงใหถูกตองชัดเจนและใชใหเคยชินอยูเสมอเพื่อไมใหเกด
ความผิดพลาดในการออกเสียงคำเหลานั้น
๒๔
๔. อานแลวไมเขาใจความหมาย ตีความไมถูกตอง
แนวทางแกไข ครูควรสะสมประสบการณทางการใชภาษาใหมากๆ โดยการอาน
หนังสือใหหลากหลาย สะสมความรูเรื่องการใชคำตางๆ เปนประจำสม่ำเสมอ ศึกษาเรื่อง สำนวน
สุภาษิต คำพังเพย คำเปรียบเทียบ คำไวพจน โวหารภาพพจน การเขาใจความหมายและการตีความ
ตองอาศัยประสบการณ ความรูและทัศนคติซึ่งแตละคนอาจตีความไมเหมือนกัน
๕. อานแลวไมสามารถประเมินคุณคาและแสดงความคดเห็นเชิงวิจารณได
ิ
แนวทางแกไข ครูควรฝกฝนการอานแบบพิจารณา ประเมินคุณคาโดยอาจาใช
วิธีการกำหนดหัวขอในการประเมิน ดังนี้ เขียนไดตรงประเด็นที่กำหนด มีวิธีการเขียนนำเสนอ
นาสนใจ มีการลำดับความคิดเปนเหตุเปนผลและตอเนื่อง เขียนสะกดคำ ตัวการันตถูกตอง เวน
วรรคตอน ลายมือชัดเจน มีการใชคำ รูปประโยคถูกตอง ใชคำเชื่อมถูกตอง และเลือกใชภาษา
เหมาะสมกับประเภทของงานเขียน เนื้อเรื่อง ผูอาน
๖. ขาดทักษะในการอานคนควา
แนวทางแกไข ครูจำเปนตองอานคนควาเพื่อสะสมความรู ความรอบรูและทัน
เหตุการณดังนั้นครูตองฝกทักษะในการอานคนควาโดยหมั่นฝกอานจากแหลงความรูตางๆ ให
หลากหลายจนเกิดความเคยชินโดยวิธีอานคนควาไดรวดเร็วมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นอานเพื่อการสำรวจ
ขั้นตั้งคำถามกอนอาน ขั้นอานเพื่อหาคำตอบ ขันทบทวนความจำ ขั้นหาความสัมพันธ ขั้นการ
้
ทดสอบ ขั้นบันทึกสรุป
๗. ไมรักการอาน ขาดความสนใจในการอาน
แนวทางแกไข ครูจำเปนตองอานเพราะการอานเปนการรับสาร ครูควรมีนิสัยรัก
การอานเพื่อพัฒนาตนเองและควรพัฒนาตลอดเวลา ควรอานเพื่อหาความรูในเรื่องตางๆ ไมเฉพาะ
เนื้อหาที่จะใชสอนเทานั้น การฝกนิสัยรักการอานสามารถทำไดตามขั้นตอน ดังนี้ เริ่มจากการอาน
ขอความงายๆ ไมมีศัพทมาก อานขอความที่ไมยาวมากเนื้อเรื่องตามที่สนใจ อานสิ่งใกลตัวที่ม ี
ประโยชนตอตนเอง จับเวลาในการอานหรือนับจำนวนหนาเพื่อดูพัฒนาการ และพัฒนาการอาน
เพิ่มขึ้น เชน อานเรื่องยากขึ้น ยาวขึ้น อานใหเร็วขึ้น
๔) ปญหาดานการเขียนของครู
ปญหาดานการเขียนของครูสรุปได ดังนี้
๑. เขียนผิดเพราะขาดความระมัดระวัง
แนวทางแกไข ครูควรระมัดระวังในการเขียน ตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จ เชน
การวางตำแหนงรูปวรรณยุกต การผันวรรณยุกต การเขียนสะกดการันต เปนตน
๒. เขียนผิดเพราะคำศัพทยาก
แนวทางแกไข ครูควรศึกษาคนควา พยายามหากลวิธีในการจำคำยากตางๆ
ศึกษาจากคูมือ พจนานุกรม ปทานุกรม หรือถามจากผูรู
๓. เขียนเวนวรรคตอนไมถูกตองทำให
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จเนื่องจากการเวนวรรคตอนไม
ถูกตองอาจทำใหไมสามารถสื่อความไดหรือสื่อความหมายผิดพลาด
๒๕
๔. เขียนโดยใชถอยคำผิด ใชภาษาผิดระดับ
แนวทางแกไข ครูควรศึกษาคำ ความหมาย ระดับภาษาและวิธีใชภาษา ควรม ี
เอกสาร ตำราเพื่อใชศึกษาและตรวจสอบความถูกตอง
๕. เขียนโดยใชหรือวางสวนขยายผิดที่
แนวทางแกไข ครูควรใหความสำคัญในการเขียนสวนขยายวาตองการขยายคำใด
่
และเขียนใหชิดกับคำทีตองการขยายจะไดไมเกิดความผิดพลาดเพราะการวางสวนขยายผิดจะทำให
เกิดความสับสนหรือสื่อความหมายไมชัดเจน
๖. เขียนโดยใชภาษาไมสละสลวย ไมชัดเจน
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขยนเสร็จและใชภาษาที่สละสลวย ชัดเจนจะ
ี
ชวยใหงานเขียนมีคุณคา ใหอารมณ ความรูสึก ทำใหนาอานและไดรายละเอียดชัดเจน
๗. เขียนโดยใชคำที่ไมจำเปน ฟุมเฟอย
แนวทางแกไข ครูควรตรวจทานเมื่อเขียนเสร็จและเขียนประโยคใหไดใจความ
ี่
ชัดเจน กะทัดรัด ตัดคำบางคำทมีความหมายซ้ำซอนออก
๘. เขียนโดยขาดทักษะในการเขียนแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ
แนวทางแกไข ครูควรฝกการวิจารณเพราะจะชวยใหผูเรียนทราบแนวทางที่จะใช
ปรับปรุงการเรียนรูของตนเอง โดยมีหลักการวิจารณดังนี้ ทำใจใหเปนกลาง วิจารณตามเหตุผลท ่ ี
ปรากฏ เขียนคำวิจารณในเชิงแนะนำ ชี้ใหเห็นขอบกพรองและเสนอแนะแนวทางแกไข เขียน
คำชมในสิ่งทีดีแลวหรือใหกำลังใจใหพยายามตอไป
๙. ขาดการฝกฝน ไมสนใจพัฒนาทักษะการเขียน
แนวทางแกไข ครูควรฝกฝนและพัฒนาทักษะการเขียนใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยมีวิธีการฝกฝนดงนี้ ศึกษางานเขียนที่ไดรับการยกยอง รางโครงรางและลงมือเขียน นำแตละ
ั
สวนมาเชื่อมตอกันทบทวนปรับแกดวยตนเอง นำไปใหผูรูชวยตรวจทานหรือแสดงความคิดเห็น
นำขอเสนอแนะมาปรับปรุงงานเขียนใหดีขึ้น
่
ปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไข คือ สิ่งทครูทุกคนควรระมัดระวัง ใน
ี
การใชภาษาไทย ใหความสำคัญ และยึดถือเปนหนาที่ในการปฏิบัติโดยตระหนักในความสำคัญของ
ภาษาไทยในฐานะภาษาประจำชาติ เปนเครื่องมือสือสาร เปนมรดกทางวัฒนธรรมของชาต ศึกษา
ิ
่
ี
หาความรูเกี่ยวกับการใชภาษาไทยใหมความรูความเขาใจ สามารถนำไปใชไดอยางถกตองและรูเทา
ู
ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใชภาษาอยางระมัดระวัง ชี้แนะ สนับสนุนใหผูเรียนใชภาษาไทยอยาง
ถูกตองแกไขเมื่อผูเรียนใชภาษาไทยผิดพลาด หมั่นฝกฝนใหมีทักษะความชำนาญและสามารถใช
ภาษาไทยไดอยางมีประสิทธิภาพทั้งการฟง การดู การพูด การอานและการเขียน เพื่อสงผลให
การสอนบรรลุตามจุดประสงค
๒๖
กิจกรรมการเรียนรู บทที่ ๒
วฒนธรรมการใชภาษา
ั
วัตถุประสงคการเรียนรู
๑. นิสิตสามารถบอกความรูทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมได
๒. นิสิตสามารถบอกขอสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมในการใชภาษาไทยได
๓. นิสิตสามารถบอกความสำคัญของการใชภาษาไทยสำหรับการสอนได
๔. นิสิตสามารถบอกและใชภาษาไทยในการสอนเพอการเปนครูที่ดีได
ื่
๕. นิสิตสามารถบอกถงผลเสียของการใชภาษาไทยไมถกตองได
ู
ึ
6. นิสิตสามารถระบุปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและแนวทางแกไขได
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใชภาษาสำหรับครู
๒. ผูสอนและนิสิตอภิปรายรวมกันเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใชภาษา
สรุปเนื้อหา ความรู ขอควรปฏิบัติ ขอคิดตางๆ
๓. สัมภาษณครู อาจารยเกี่ยวกับปญหาการใชภาษาไทยในการสอนและ
แนวทางแกไข
๒๗
่
บทที ๓
ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู
1. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับการฟงและการดู
การฟงเปนการรับรูความหมายจากเสียงที่ไดยิน การรับสารทางหู การไดยินเปนการเริ่มตน
ของการฟงและเปนเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทตามปกติ จึงเปนการใชความสามารถ
ี
ทางรางกายโดยตรง สวนการฟงเปนกระบวนการทำงานของสมองอกหลายขั้นตอนตอเนื่องจากการ
ี่
ไดยินเปนความสามารถที่จะไดรับรูสิ่งที่ไดยิน ตีความและจับความสิ่งทรับรูนั้นเขาใจและจดจำไว ซึ่ง
เปนความสามารถทางสติปญญา การฟง เปนการสื่อสารที่ใชมาก และสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน
ของมนุษย การฟงนับเปนทักษะขั้นพื้นฐานของชีวิตมีความสำคัญยิ่งเพราะคนเราเริ่มใชภาษาโดย
การฟงกอนแลวโยงไป พูด อาน และเขียนตามมา การดู หมายถึง วิธีการรับสารผานประสาทตา
หรืออาจเปนการทำงานประสานกันระหวางประสาทตาและหู ในกรณีที่สารนั้นๆ เปนทั้งภาพและ
เสียงแลวจึงแปลความหมาย ดังนั้นการฟงและการดูจึงเปนทักษะการรับสารที่ทำใหมนุษยรับรูและ
ตอบสนองความตองการของกนและกันไดถกตอง การฟงและการดูเปนทักษะในการรับสารที่ใชมาก
ู
ั
ที่สุดในชีวิตประจำวัน เพราะสื่อตางๆ ไดรับการพัฒนาใหมคุณภาพและมความหลากหลายมากขึ้น
ี
ี
๒. จุดประสงคของการฟงและการดู
การฟงและการดูที่ดีจะตองตั้งจุดประสงคกอน โดยทั่วไปมักมีจุดประสงคใหญๆ
ื
๔ ประการ คอ
๑. ชวยพัฒนาสติปญญา การฟงและการดูชวยใหผูรับสารมีความรอบรูในเรื่องราว
ตางๆ มีความทันสมัยทันเหตุการณ เชน การบรรยาย ปาฐกถา การฟงขาวสารที่เปนประโยชน
การฟงและการดูในลักษณะนี้มีความจำเปนและสำคัญสำหรับครูเพราะครูตองมีการพัฒนาความรูอยู
เสมอเพื่อใหทันตอการเปลี่ยนแปลง
๒. ชวยพัฒนาสังคม หาเหตุผลมาโตแยงหรือคลอยตาม การฟงและการดูชวยให
ผูรับสารมีวิจารณญาณ คือฟงอะไรแลว ตองเปนผูรูจักคิด รูจักไตรตรองวา สิ่งที่ตนไดฟงมานั้นม ี
เหตุผลสมควรเชื่อถือหรือไม อันเปนการฝกใหเปนคนสุขุมรอบคอบ ไมเชื่อในสิ่งใดอยางงมงายมีสต ิ
ี
ซึ่งเปนคุณสมบัติที่สำคัญของการอยูรวมกันกับผูอื่นในสังคมอยางมความสุข
๓. ชวยพัฒนาจิตใจ การฟงและการดูขอความหรือเรื่องราวท่มีเนื้อหาใหขอคิด
ี
คติเตือนใจ คติชีวิตจะชวยยกระดับจิตใจหรือพัฒนาจิตใจใหดำเนินไปในทางที่ดีงาม ทำใหชีวิตม ี
ความสุข ความสงบ เชน การฟงธรรมบรรยาย พระบรมราโชวาท โอวาท เปนตน
๔. ชวยใหสนุกสนานเพลิดเพลินและซาบซ้ง การฟงและการดูชวยใหผูรับสาร
ึ
ผอนคลาย การฟงและการดูอยางนี้ถือเปนการตอบสนองความตองการทางอารมณชวยผอนคลาย
ั
ความตึงเครียด เมื่อเราไปฟงและดูดนตรี เราฟงและดูเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเปนสำคญ
เมื่อไปฟงปาฐกถาเราอาจฟงเพื่อใหไดรับความรูและไดรับความเพลิดเพลิน รวมทั้งการฟงและด ู
ั
ละคร การฟงละครวิทยุ การชมภาพยนตร การชมรายการทางโทรทศน
๒๘
๓. หลักการฟงและการดู
การฟงและการดูอยางมีประสิทธิภาพมีแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใชไดดังนี้
๑. มีสมาธิในการฟงและดู การมีสมาธิเปนสิ่งจำเปน ผูรับสารตองตัดความวิตกหรือความ
กังวลใจตางๆ ออกจากจิตใจใหหมด ฉะนั้นทุกครั้งที่ฟงและดูเรื่องใดก็ตาม ผูฟงและดูตองหมั่นฝก
ี
ความมสมาธิใหแกตนเอง พยายามพุงความสนใจไปในเรื่องที่ตนกำลังฟงและดูนั้น
๒. ตั้งจุดมุงหมายในการฟงและด ในการฟงและดูแตละครั้งควรตั้งจุดมุงหมายไววาจะฟง
ู
ั
และดูเพื่ออะไร เชน ฟงและดูเพื่อจับใจความสำคญ ฟงและดูเพื่อความเพลิดเพลิน เปนตน การฟง
และดูอยางไรจุดมุงหมายยอมเสียเวลาในการฟงและดู
ู
๓. วิเคราะหเจตนาของผูพด คือ ตองรูจักวิเคราะหเจตนาของผูพูดวา ผูพูดมความประสงค
ี
อยางไร มีสิ่งใดแอบแฝงซอนเรนอยูในเรื่องที่พูดหรือไม
๔. สนใจและจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่ฟงและดูใหได คือ ขณะฟงและดูตองรูจักใช
สติปญญาวิเคราะหดูวา ผูพูดกำลังพูดเรื่องอะไร ใหสาระ ประโยชนอะไรบาง เรื่องที่ฟงและดูนั้นม ี
ประเด็นสำคัญอยางไร แลวพยายามสรุปความคิดรวบยอดใหได
๕. ตองวางใจเปนกลางไมมีอคติใดๆ ตอผูพูด การมีอคติและการจับผิดผูพูดยอมมีผลเสีย
มากกวาได ควรหลีกเลี่ยงการจับผิดเล็กๆ นอยๆ เชน การแตงกาย การพูดซ้ำซาก ในบางคำ ฯลฯ
เพราะจะทำใหผูฟงและดูเกิดความรูสึก วาเรื่องที่กำลังฟงและดูนั้นเปนเรื่องนาตำหนิ ควรสราง
เจตคติที่ดีตอผูพูดเสมอ การทำใจไดเชนนี้จะทำใหบรรยากาศการฟงและดูเปนไปอยางราบรื่นและ
เขาใจดี
๖. ฟงและดูดวยความอดทนและตั้งใจ ตองอดทนและตั้งใจฟงและดูตั้งแตตนจนจบ การ
ฟงและดูอยางครึ่งๆ กลางๆ หรือฟงและดูเพียงบางตอนยอมทำใหไมสามารถเขาใจเนื้อเรื่องไดอยาง
สมบูรณ
ี
๗. มมารยาทในการฟงและดูอยางสำรวมใหเกียรติผูพูดและมีมารยาทอันดีงาม นับเปน
คุณสมบัติของผูฟงและดูที่ดี การรูวาสิ่งใดควรไมควร เชน การลุกเขาออก การทำเสียงเอะอะ
ู
นับเปนกิริยาที่ไมเหมาะสม ถือวาไมใหเกียรติผูพด และเปนการเสียมารยาทอยางยิ่ง การฟงและดูใน
หองหากไมจำเปนก็ไมควรลุกออก แตถาจำเปนจริงๆ ก็ควรทำความเคารพผูพดเสียกอน ไมพยายาม
ู
ถามสอด ควรฟงและดูเรื่องที่ผูพูด ตองการพูดใหหมดแลว จะซักถามหรือแสดงความคิดเห็นก็ควร
ถามภายหลัง
๘. ใชศิลปะในการฟงและดู ผูรับสารที่ดีไมควรฟงและดูอยางเดียว ควรใชไหวพริบในบาง
โอกาส เพื่อชวยใหผูพูดสามารถถายทอดความรู ความคิดของตนไปสูจุดมุงหมายปลายทาง ตามท ่ ี
ผูฟงและดูตองการโดยใชคำถามนำไปสูจุดที่ผูฟงและดูตองการ
๙. ขณะฟงควรบันทึกสิ่งสำคัญ โดยวิธีการจด บันทึกภาพ และเสียง ในกรณีที่เรื่องที่ฟง
และดูไมจำกัดลิขสิทธิ์ อยางไรก็ตามควรขออนุญาตจากผูพูดหรือผูจัดงานกอน
๑๐. หลังการฟงและดู ผูรับสารควรมีเวลาคิดทบทวนวาเรื่องราวตางๆ ที่ฟงและดูไปนัน
้
ตรงกับขอเท็จจริง และมีเหตุผลนาเชื่อถือเพียงใด มีสิ่งใดจะนำไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนไดหรือไม
และรูจักนำความรูหรือขอคิดตางๆ ที่ไดจากการฟงและดูไปใชประโยชนตามโอกาสอันสมควร และ
ควรตรวจสอบเปรียบเทียบจากสื่ออื่นเพื่อความถูกตองกอนนำไปอางอิง
๒๙
๔. ประโยชนของการฟงและดู
ประโยชนของการฟงและดู สามารถแบงออกเปน ๒ ประการใหญ ๆ ดังนี้
ประโยชนตอตนเอง
๑. การฟงและดูที่ดีเปนพฤติกรรมของผูมีมารยาทในการเขาสังคม ในวงสนทนาหรือใน
สถานที่และโอกาสตางๆ ไมมีผูพูดคนใดที่ชอบใหคนอื่นแยงพดหรือไมยอมฟงคำพูดของตนเอง
ู
การฟงและดูจึงเปนพฤติกรรมที่ชวยสรางบรรยากาศของความเปนมิตร ทำใหเกิดความเขาใจ
การยอมรับและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
๒. การฟงและดูที่ดีทำใหเราไดรูเรื่องราวที่ฟงและดูโดยตลอด สามารถเขาใจขอความ
สำคัญของเรื่องที่ฟงและดูและจุดมุงหมายของผูพูด
ั
๓. การฟงและดูที่ดีชวยสามารถพัฒนาสมรรถภาพการใชภาษาในทกษะดานอื่นๆ กลาวคือ
การฟงและดูชวยใหผูรับสารเรียนรูกระบวนการพูดที่ดีของคนอื่น นับตั้งแตการเลือกหัวขอหรือ
็
ู
ประเดนในการพด การปรับปรุงบุคลิกภาพในการพูด และวิธีการเสนอสารที่มีประสิทธิผล
๔. การฟงและดูที่ดีเปนพื้นฐานที่ทำใหเกิดสมรรถภาพทางความคิด ผูรับสารไดพัฒนา
พื้นฐานความรู และสติปญญาจากการรวบรวมขอมูลและขอคิดตางๆ จากการฟงและดู
ั
๕. การฟงและดูที่ดีทำใหเราไดเพิ่มศพท และเพิ่มพูนการใชถอยคำภาษาไดอยางรัดกุมและ
เหมาะสม ผูฟงและดูจะสังเกตการใชศัพทและถอยคำของผูพูด ศึกษาวิธีการใชถอยคำหรือสำนวน
โวหารจากผูพูดแลวจดจำ ไปเปนแบบอยางในการพูดและการเขียน
ั
ประโยชนตอสงคม
การฟงและดูที่ดีเปนกระบวนการสื่อสารที่กอใหเกิดประโยชนตอสังคมและประเทศชาติใน
แงที่ผูฟงและดูสามารถนำความรู แงคิดตางๆไปใช โดยผูฟงและดูเองไดรับผลดีจากการปฏิบัติ และ
สังคมไดประโยชนทางออม ตัวอยางเชน การฟงการอภิปรายเรื่อง การรักษาสุขภาพ สวนบุคคล ผูฟง
ไดรับความรูแนวคิดตางๆ ในการรักษาสุขภาพจากการฟง ถาผูฟงนำไปปฏิบัติตาม ผูฟงยอมม ี
สุขภาพ พลานามัยแข็งแรงสมบูรณในขณะเดียวกันสังคมนั้นจะมีสมาชิกของสังคมที่มีสุขภาพท ่ ี
แข็งแรง สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ
ี
ี่
ึ
๕. ลักษณะการฟงและดูที่พงหลกเลยง
ลักษณะการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยง มีดังนี้
ี่
๑. ฟงและดูแบบฟงบางไมฟงบาง
๒. ฟงและดูแบบสนใจในตัวผูพูดมากกวาเนื้อหา
๓. ฟงและดูแบบคอยจองจับขอเท็จจริง
๕. ฟงและดูแบบปดใจไมรับเรื่องที่รูอยูแลว คำที่ตนไมพอใจ
๖. ฟงและดูแบบจดจองดวยตาใส แตจริงๆ แลวนึกถึงเรื่องอน
ื่
ี่
๗. ฟงและดูไมรูเรื่อง เรื่องทพูดซบซอนสับสนสูงเกินกวาจะรับฟง
ั
๓๐
่
ึ
๘. ฟงและดูแบบเวียนสมอง หมายถง ขณะทีฟงมเสียงมารบกวนความสนใจทำใหฟงไมรู
ี
เรื่อง
๙. ฟงและดูแบบจับจุดแยง ถาหากไดยินใครพดอะไรที่คานกับสิ่งที่ตนเชื่อมั่นก็มักจะไม
ู
ยอมฟง
๑๐. ฟงและดูแบบจดอยูตลอดเวลา การฟงและดูอาจมการจดบางอยางที่สำคัญ แตไมใชจด
ี
ทุกอยาง
๑๑. ฟงและดูโดยการแสดงพฤติกรรมที่ออกทางความรูสึกหงุดหงิด อันเปนการรบกวนสมาธิ
ของผูอื่น
๑๒. ฟงและดูโดยนำอาหารหรือเครื่องดื่มเขาไปรับประทาน
ิ
ี่
๖. ปจจัยทมีอทธิพลตอการฟงและดู
ิ
ปจจัยที่มีอทธิพลตอการฟงและดู มีดังนี้
๑. ผูพูดมีความสามารถในการพูดไดอยางมีประสิทธิผล
ู
๒. ผูฟงมีความศรัทธาตอผูพด
๓. ผูฟงเชื่อมั่นวาการฟงเปนวิธีหนึ่งที่ทำใหเกิดการเรียนรู
๔. ผูฟงไมเปนคนใจลอยหรือมีจิตใจฟุงซานในขณะที่ฟง
๕. ผูฟงที่เปนชายฟงไดดีกวาผูฟงที่เปนหญิง
ุ
๖. สถานที่ฟงโปรงอากาศถายเทไดดีและมีอณหภูมิพอเหมาะสมไมรอนหรือเย็นมากเกินไป
๗. ผูฟงใชภาษาเดียวกับผูพูดผูฟงจึงสามารถเขาใจถอยคำภาษาของผูพูดไดดี
ึ
๘. ผูฟงสำเร็จการศกษาระดับมัธยม และเคยฝกฝนการพูดในโรงเรียนมาบางแลว
๙. ผูฟงมีประสบการณในการฟงคำอธิบายเรื่องทมีเนื้อหายากมาบางแลว
ี่
็
อยางไรก็ตาม แมวาเราจะมีลักษณะการฟงและดูดังกลาวแลวกตามสิ่งทสำคญคอ เราตองม ี
ี่
ื
ั
ความเชื่อมั่นวาเราตองปรับปรุงสมรรถภาพ การฟงและการดูอยูเสมอ โดยสังเกตขอบกพรองในการ
ฟงและดูดวย และตองแกไขปรับปรุงการฟงและดูทุกๆ ครัง หากบุคคลใดสามารถฝกฝนตนเองให
้
ปฏิบัติไดดังกลาวแลว บุคคลนั้นยอมไดรับประโยชนอยางมากจากการฟงและดู
๗. การฝกทักษะการฟงและดู
การฝกทกษะการฟงและดูสามารถทำได ดังนี้
ั
๑. ทำตัวใหมีความพรอมที่จะฟงและดู
๒. ฟงและดูอยางสุภาพและตั้งใจ
๓. รูจักสังเกตอวัจนภาษา
๔. ขณะฟงและดูตองหมั่นฝกฝนและปฏิบัติตามขั้นตอนของการฟงและดุ
๕. พยายามหาประโยชนจากการฟงและดู
๖. พยายามจดบันทึกเรื่องทฟงและดูทุกครั้ง
ี่
่
ั
๗. หมนฝกฝนเปนประจำ
๓๑
การที่จะสามารถปฏิบัติตนใหเปนผูพูดและผูฟงและดูที่ดีดังกลาวขางตนนั้น เปนสิ่งที่ด ู
เหมือนงายแตจริง ๆ แลวในทางปฏิบัติทำไดยาก เนื่องจากคุณสมบัติตาง ๆ ดังกลาวนั้นไมสามารถ
้
เกิดขึ้นหรือมีขึนมาไดจากการศึกษาหรือรูเพียงเทานั้น บุคคลจำนวนมากรู เขาใจ แตทำไมได ที่เปน
เชนนี้เพราะคุณสมบัติตาง ๆ เหลานั้นเปนทักษะที่จำเปนตองฝกฝนอยูเสมอ นอกจากบุคคลที่มีเอง
โดยกำเนิดซึ่งคงจะมีบางแตก็คงมีจำนวนนอย ดังนั้นจึงควรหมั่นเตือนตนเองและพยายามฝกฝน
ตนเองใหฝกปฏิบัติอยูเสมอ จนกระทั่งเกิดความชำนาญ คุณสมบัติใดที่ขาดไปก็ควรจะไดฝกฝน
เพิ่มเติมอยูเสมอ
๘. การใชการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู
การฟงและดูเปนกระบวนการของการเรียนรูอยางหนึ่งซึ่งผูเรียนสามารถจะไดรับความรู
ความเขาใจและแนวคิดของผูอื่นอันจะนำไปพัฒนาและสรางองคความรูใหมได ครูในฐานะของผูสอน
และผูชี้นำ ชี้แนะกระบวนการเรียนรูจึงตองใชทักษะการฟงและดู รวมทั้งชี้แนะการใชทกษะดังกลาว
ั
ใหผูเรียนหมั่นฝกฝนเพื่อประโยชนสำหรับการจัดการเรียนรู ดังนี้
๑. การฟงและดูเพื่อประโยชนในการสอน
การฟงและดูเพื่อประโยชนในการสอน ดังนี้
๑) ครูตองใชทักษะการฟงและดูเพื่อกระบวนการเรียนรูของตนเอง ครูตองสั่งสม
ความรูเพอนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรูของตน
ื่
๒) ครูตองชี้แนะกระบวนการเรียนรูท่เกิดจากการฟงและดูใหผูเรียนเกิดความเขาใจ
ี
ั
ื่
พัฒนาใหผูเรียนมีทักษะในการฟงและดู รวมถึงมารยาทในการฟงและดูเพอใหผูเรียนใชทกษะการฟง
และดูเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดดวยตนเองตอไป
ื
๓) ครูตองอดทนตอการรับฟงคำถาม ปญหา ขอสงสัย ความคิดเห็นของผูเรียนเพ่อ
สรางความเปนกัลยาณมิตรกับผูเรียน และสามารถชวยเหลือ พัฒนาความรู คุณธรรม รวมถึง
ี
ึ
ปญหาตางๆ ท่อาจจะเกิดข้นกับผูเรียนในโอกาสตอไป
๔) ครูควรสรางคุณลักษณะอันพึงประสงคใหเกิดข้นกับผูเรียนโดยการสอนใหผูเรียน
ึ
ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่นเพื่อใหเปนบุคคลที่ไดรับการยอมรับของสังคมอันเปนสังคม
ประชาธิปไตยตามความตองการของสังคมตอไป
ี
ู
ั
๕) ครูควรสงเสริม สนับสนุนใหผูเรียนฝกฝนทกษะการฟงและการดท่หลากหลาย
รูปแบบ เชน ฟงและดูขาว การอภิปราย โตวาที กระแสพระราชดำรัส พระธรรมเทศนา เพลง การ
สนทนาปญหาตางๆ ละคร ภาพยนตร เปนตน
ี
6) ครูควรเปนตนแบบในการเปนนักฟงและดูท่ดีโดยการใชเวลาวางในการฟงและด ู
เปนประจำและหลากหลายเพื่อประโยชนสำหรับตนเองและหนาที่รวมถึงเปนแบบอยางที่ดีใหผูเรียน
่
การฟงและการดูเปนทักษะการรับสารที่สามารถนำไปใชไดในทุกเวลาและทุกสถานที่ เพอ
ื
พัฒนาตนเอง พัฒนารูปแบบการศึกษา พัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน ครูสามารถชี้แนะ
แนะนำผูเรียนใหสามารถนำไปพัฒนาตนเองได
๓๒
2. จุดประสงคของการฟงและดูในชั้นเรียน
ครูมีจุดประสงคของการฟงและดูในชั้นเรียน แบงเปน ๔ ประเภท ดังนี้
๑) การฟงและดูเพื่อจับใจความ รับทราบขอมูลขาวสาร เปนการมุงเนนที่เนื้อหาสาระ
ความรูซึ่งในปจจุบันการเรียนการสอนไมใชการที่ครูเปนผูถายทอดความรูเทานั้น เพราะความรูใหมๆ
เกิดขึ้นมากมายที่ครูไมสามารถถายทอดไดหมด ในบางครั้งครูก็สามารถไดรับความรูตางๆ จาก
หองเรียนไปพรอมกับผูเรียนซึ่งผูเรียนสามารถศึกษา คนควาดวยตนเองและนำเสนอผลงาน
แลกเปลี่ยนความรูในหองเรียน ดังนั้นครูควรจับใจความวาผูเรียนนำเสนออะไร มีจุดมุงหมายอยางไร
มีสาระสำคัญอะไร และสรุปสาระสำคัญเพื่อการจัดกิจกรรมการสอนใหสอดคลองกับเรื่องนั้นๆ
ั
๒) การฟงและดูเพื่อรับรูความตองการและชวยแกปญหา ครูควรสรางความสัมพนธ
ี่
อันดีระหวางครูกับผูเรียนใหผูเรียนมความรูสึกไววางใจ กลาทจะบอกความตองการ บอกปญหาของ
ี
ตนใหทราบ เพื่อครูจะไดชวยเหลือไดทันที ตรงกับความตองการหรือปญหาของผูเรียน ดังนั้นครู
จะตองสามารถรับฟงและจับประเด็นไดอยางถูกตอง รวดเร็ว แมนยำ และตองสังเกตกิริยา แววตา
น้ำเสียงของผูเรียน
๓) การฟงและดูเพ่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ครูควรฝกใหนักเรียนคิดและแสดง
ื
ความคิดของตน ยกตัวอยางและเหตุผลประกอบการคิดเพื่อใหผูอื่นรับทราบและคิดตาม ซึ่งครูตอง
ฟงและคิดตามพรอมแสดงความคดเห็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูเรียน
ิ
ิ
ั
ื
ิ
ู
๔) การฟงและดเพ่อประเมนผล การประเมนผลเปนการทำงานรวมกันระหวางครูกบ
ผูเรียนซึ่งการฟงและดูเปนวิธีการหนึ่งที่ใชในการวัดและประเมินผล การฟงและดูประเภทนี้ครูจะตอง
ใชวิจารณญาณและความรอบคอบเพื่อใหสามารถวัดและประเมินผลไดทั้งความสามารถในการพูด
การใชภาษา เนื้อหาสาระ รวมทั้งบุคลิกภาพ ครูจึงตองมีการเตรียมความพรอม เชน การศึกษา
เนื้อหาที่จะฟงลวงหนา การสรางแบบประเมินและการพิจารณาผลการประเมินตามเกณฑ
การฟงและการดูใหประโยชนมากมายเปนจุดเริ่มตนของการกอใหเกิดปญญา การฟงและ
การดูในชีวิตประจำวันกอใหเกิดความซาบซึ้ง เชน เพลง บทกวี หรือฟงและดูเพื่อความบันเทิงใจ เกิด
จินตภาพ จินตนาการในการสรางสรรค เชน ละคร ภาพยนตร ละครเพลง เพื่อความผอนคลายจาก
การทำงานที่เครงเครียด ดังนั้นการฟงและการดูจึงเปนทักษะที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งที่ใหทั้งความรู
และขอคิด
๓. ขอควรงดเวนของครูในขณะฟงและดู
ู
ในขณะฟงและดูการพดของผูเรียนในหองเรียน ครูควรงดเวน ดังนี้
1) อยาคิดเองวาเปนเรื่องทไมนาสนใจ
ี่
๒) อยาคิดวิพากษวิจารณวิธีพูดของผูเรียน
๓) อยายอมใหจุดใดจุดหนึ่งในการพูดเราใจจนเกินไป
๔) อยาฟงแตเฉพาะขอเท็จจริงเทานั้น
๕) อยาเสแสรงทำเปนวาตั้งใจฟง
๖) อยาทนตอสิงรบกวนภายนอก
่
๗) อยาหลีกเลี่ยงการฟงที่มีความยุงยาก ซับซอน
๓๓
๘) อยาคิดลวงหนาวาผูเรียนจะพดอะไรตอไป
ู
๙) อยาทำกิจกรรมอื่นใดในขณะที่ฟง
๑๐) อยาพยายามจับผิดการพูดของผูเรียน
ี่
๔. วิธีฝกการฟงและดูทมีประสิทธิภาพของครู
การฟงและดูทมีประสิทธิภาพของครูมีวิธีการ ดังนี้
ี่
๑) การฝกสมาธิในการฟงและดู
๒) การใชความคิดในการฟงและดู
๓) การวางใจเปนกลาง
๔) การรักษามารยาทในการฟงและดู
๕) การปรับตัวเขากับผูเรียนและสภาพแวดลอม
๖) การจัดบันทึกสิ่งที่ไดฟงและดู
๗) ครูควรมีแบบประเมินการพูดของผูเรียน
การฟงและดูสำหรับการจัดการเรียนรูเปนทักษะที่สำคัญในการรับสารอยางมากเพ่อ
ื
แสวงหาความรูในการพัฒนาตนเองของครูและใชในการหาขอมูลเพื่อการจัดกระบวนการเรียน
ุ
การสอน ดังนั้นครูทกคนจึงควรศึกษาการฟงและดูทดี การฟงและดูประเภทตางๆ และใชการฟงและ
ี่
ดูใหเปนประโยชนตอตนเองและการจัดการเรียนรู พรอมปฏิบัติตนขณะฟงและดูอยางเหมาะสม
รวมทั้งเปนแบบอยางใหกับผูเรียนในการเปนนักฟงและดูที่ดีใหกับผูเรียน