The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kent2513, 2020-06-28 05:47:48

การใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับครู

๓๔






กิจกรรมการเรียนรู บทท ๓
ี่

ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู


วัตถุประสงคการเรียนรู

๑. นิสิตสามารถบอกความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ ประโยชน

ของการฟงและการดูได
๒. นิสิตสามารถบอกลักษณะของการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยงได
ี่
๓. นิสิตสามารถบอกปจจัยที่มอทธิพลตอการฟงและดูได



กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ

ประโยชนของการฟงและการด ู

๒. ใหนิสิตบอกลักษณะของการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยง
ี่
๓. ใหนิสิตบอกปจจัยที่มอิทธิพลตอการฟงและดู

๔. นิสิตสรุปเนื้อหา ความรู ขอคด

๕. นิสิตฝกปฏิบัติทักษะการฟงและดู

๓๕



บทที ๔
ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู


1. ความรูเกี่ยวกับการพูด


24 การพูด หมายถึง พฤติกรรมสื่อความหมายของมนุษยใหเขาใจตรงกันโดยการใชถอยคำ
น้ำเสียงที่เรียกวา วัจนภาษา รวมทั้งกิริยาอาการ สีหนา แววตา ทาทางตางๆ ที่เรียกวา อวัจนภาษา
เพื่อประโยชนในการติดตอสื่อสาร การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป คือ การเรียนรูหลักการพูด ซง
ึ่
หลักการพูดนั้นมีวิชาการมากมายที่ตองเรียนรู เชน การใชภาษา การออกเสียง การวิเคราะหผูฟง

การใชสายตา การประสานตา การกวาดสายตา การเคลื่อนไหว ฯลฯ และเปนเรื่องเกี่ยวกับการ
ฝกฝน ศิลปะเปนความสามารถสวนบุคคล ความมีไหวพริบ ปฏิภาณ ความถนัด ตลอดจนศักยภาพ
ของแตละคน ดังนั้นนักพูดตองเรียนรูทั้งศาสตรและศิลปไปพรอมๆ กัน


24๒. จุดมุงหมายของการพูด0

24การพูดมีจุดมุงหมาย 3 ประการ ดังนี้
๑) 24การพูดเพื่อใหความรู บอกกลาวหรือบอกเลา การพูดลักษณะนี้ผูพูดจะตองมีความรูดี

24ในเรื่องที่จะพูดเพราะผูพูดมุงเนนเสนอเนื้อหา ขอเท็จจริง เรื่องราวตางๆ ใหผูฟงไดรับทราบดังนั้น
ผูพูดตองศึกษาคนควา ทำความเขาใจและนำมาเรียบเรียงใหเปนลำดับขั้นตอนกอนนำเสนอโดย
การพูด
๒) 24การพูดเพื่อโนมนาวใจหรือชักจูงใจ การพูดลักษณะนี้ผูพูดตองใชศิลปะในการพูด


24พรอมทั้งเนื้อหาสาระที่จะทำใหผูฟงเชื่อมั่น คลอยตามในประเด็นที่ผูพูดตองการโดยอาศย
การวิเคราะหผูฟงวาเปนใคร มีพื้นฐานความรูเพียงใด มีความสนใจหรือตองการสิ่งใดมาประกอบ
กระบวนการพูด เชน การอภิปราย การโตวาที เปนตน
๓) 24การพูดเพ่อจรรโลงใจ การพูดลักษณะนี้ผูพูดตองวิเคราะหสถานการณ


24วิเคราะหผูฟงเพื่อใหผูฟงเกิดความรูสึก มีความสุข คลายเครียดและมีอารมณดี เปนการพูดท ี ่
สามารถสรางมิตรภาพที่ดีระหวางผูพูดและผูฟง ผูพูดตองใชภาษาที่เหมาะสมทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษาประกอบกัน เชน การพูดทักทายปราศรัย การพูดทอลกโชว เปนตน


๓. ประเภทของการพูด


การพูดสามารถจำแนกได ๔ ประเภท ดังนี้


๑) การพูดโดยอาศัยอานจากตนฉบับ เปนการพูดตามตนฉบับท่เขียนข้น
ซึ่งเปนการเตรียมไวลวงหนาเปนอยางดี สวนมากเปนการพูดทางพิธีการตางๆ สำคัญๆ
๒) การพูดจากความจำ เปนวิธีการที่ผูพูดมีการเตรียมการเขียนไวกอนวาจะพูดวาอยางไร

แลวทองจำเอาไวเพื่อนำมาพดเมอถึงเวลา

ื่

3) การพูดโดยกะทันหัน เปนการที่ผูพูดไมไดเตรียมตัวมากอน หรืออาจมีเวลาเตรียมตว
เพียงเล็กนอยกอนถึงเวลาพูด ผูพูดจึงตองใชทั้งความรูและประสบการณที่มีอยูมาประกอบ

๓๖


๔) การพูดโดยเตรียมการมากอน เปนวิธีการที่ใชพูดกันอยูทั่วไปสำหรับนักพดท่ด ี



การพูดแบบนี้ตองมีการเตรียมการและมีการฝกฝนอยางพอเพียง ในการเตรียมการนัน จะตองมีการ
วางแผน และกำหนดหัวขอเรื่องอยางละเอียด ผูพูดเพียงแตดำเนินการพูดไปตามเรื่องทกำหนดไว
ี่

๔. ลักษณะของผูพูดที่ดี
ผูพูดที่ดีมีลักษณะ ดังนี้

๑) ผูพูดที่ดีควรทำความเขาใจในสารหรือเนื้อหาสาระที่จะตองพูดสื่อไปยังผูอื่นเพอ
ื่
จะไดเกิดความมั่นใจในการสงสาร และจะไดไมเกิดความผิดพลาดในการสงสารนั้น ๆ
๒) ผูพูดที่ดีจำเปนตองวิเคราะหจุดมุงหมายในการพูดจาของตนวาพูดเพออะไรและ
ื่
สามารถเรียบเรียง เรื่องที่จะพูดใหสื่อวัตถุประสงคของตนเองได

๓) ผูพูดที่ดีจำเปนตองรูจักเลือกใชถอยคำหรือภาษาใหเหมาะสมกบผูรับโดยคำนึงถึงเพศ
วัย พื้นฐานประสบการณ และความพรอมของผูรับสาร
๔) ผูพูดที่ดีจำเปนตองรูจักพูดใหเหมาะสมกับกาลเทศะ ตองสามารถวิเคราะหไดวาตอนใด
ควรพูด ตอนใดไมควรพูด ตองรูจักจังหวะในการพูด

๕) ผูพูดที่ดีจำเปนตองพูดใหผูฟงเขาใจไดงาย พูดชัดเจนชัดถอยชัดคำ
๖) ผูพูดที่ดีควรรูจักใชน้ำเสียงและทาทางประกอบการพูดทำใหการพูดนาสนใจและเปนท ี่
เขาใจโดยงาย

ี่
๗) ผูพูดที่ดีควรสังเกตปฏิกิริยาของผูรับฟงขณะทพูด เพื่อจะไดทราบวา ผูรับมีความรูสึก
อยางไร เขาใจหรือไมเขาใจในสิ่งที่พูด จะไดปรับปรุงการพูดหรือปรับความเขาใจกันเสียกอน
๘) ผูพูดที่ดีควรมองหนาผูฟงขณะพูด เพื่อชวยใหผูฟงมีความรูสึกวา ผูพูดกำลังพูดดวย
จะทำใหผูฟงเกิดความสนใจและอบอุนใจที่จะฟง
๙) ผูพูดที่ดีควรรูจักเวนจังหวะในการพูด เพื่อใหผูฟงไดสนทนาโตตอบหรือซักถามจะทำให

ผูฟงพอใจ ที่จะรับฟงมากขึ้น
๑๐) ผูพูดที่ดีไมควรผูกขาดการพูดแตเพียงผูเดียว ควรใหโอกาสผูอื่นไดพูดโตตอบบาง

การผูกขาดการพูด ถึงแมวาการพูดนั้นจะดีสักเพียงใดก็ตาม ทำใหผูฟงเกิดความรูสึกในทางลบตอผู 

พูดได

๑๑) พูดที่ดีไมควรพูดนานหรือยาวเกินควร ควรคำนึงถึงสมาธิในการรับฟงของผูฟงการพูด
ยืดยาวจนเกินไปจะทำใหความสนใจของผูฟงลดนอยลงไปและเกิดความเบื่อหนายในการฟงได

๑๒) ผูพูดที่ดีไมควรพูดแซงคนอื่น เปนการเสียมารยาทในการพูดทำใหความคิดของผูอื่น
ขาดตอนไป

๑๓) ผูพูดที่ดี ควรรูจักควบคุมอารมณในการพูด ไมใชอารมณกับผูฟง จะทำใหผูฟงเกิด
ความรูสึกตอตานขึ้นได


๕. การวางแผนการพด

วิธีพูดโดยการเตรียมการมากอน มิใชกฎตายตัวที่จะประกันวาจะทำใหผูพูดประสบ


ความสำเร็จใน การพด เพียงแตทำใหผูพูดเกดความมั่นใจตนเองมากขึ้นในการทำใหผูฟงเขาใจ


ี่
เรื่องทพูด ขจัดปญหาของผูฟงไดอยางแจมแจง การเตรียมการตองทำดวยความละเอียดรอบคอบ

ทุกขั้นตอน โดยมีความมงหมายที่จะทำให ผูฟงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทันที ตั้งแตเริ่มตนจนจบ
ุ

๓๗


ขั้นตอนสำหรับการเตรียมการพูดประกอบดวย ๔ ขั้นตอนคือ
๑) กำหนดความมุงหมาย เพื่อใหผูฟงเขาใจ เกิดความเชื่อ การลงมือกระทำ หรืองด


การกระทำบางอยาง ผูพูดจะตองกำหนดความมุงหมายที่ตนจะพูด และการตอบสนองจากผูฟง
เสียกอน เพื่อผูพูดจะไดเลือกแบบของการพูดใหเหมาะกับความมุงหมายและการตอบสนองตามท ่ ี
กำหนดไว
๒) รวบรวมขอมูลเพื่อนำมาใชประกอบเนื้อหาการพูดนั้นสามารถหาไดหลายทาง

เชน จากความรูความชำนาญของผูพูดเอง ถามจากผูมีความรูความชำนาญในดานนั้นๆ หรือจาก
การศึกษา คนควาดวยตนเอง ผูพูดควรจะใชขอมูลจากความรูความชำนาญของตนเองมาใชในการ
พูดกอน



๓) เลือกกระสวนการพด เมื่อผูพูดไดขอมูลเกยวของกบเรื่องที่จะพูดเพยงพอแลว กจะนำ




ี่
ขอมูลเหลานั้นมาจัดระเบียบ ขั้นตอน ใหเหมาะสมที่จะเสนอตอผูฟง ซึ่งเรียกกันวากระสวนการพด

เพื่อใหงายตอการติดตามและตอความเขาใจของผูฟง ซึ่งมีอยู ๕ กระสวนดวยกัน คือ ลำดับเวลา
ลำดับเรื่อง ลำดับสถานท เหตุและผล และการแกปญหา
ี่
๔) เตรียมหัวขอการพูด เพื่อใหการพูดเปนไปตามความมุงหมาย งายตอการติดตามและ

ความเขาใจ ผูพูดจะตองนำขอมูลตางๆ ที่รวบรวมไวแลว มาเสนอตอผูฟงตามโครงเรื่องการพด
ตอไปนี้ คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

หลังจากไดเตรียมทั้งหมดแลว เราตองซอมการพูด โดยวางไวขางหนา พูดเสียงดัง ๆ โดยไม 




จำเปนตองเหมือนขอความที่เรียบเรียงไวทุกตัวอกษร ใหพูดแตขอความสำคัญ การซอมพดทกครั้ง

ควรซอมทั้งลักษณะทาทาง น้ำเสียง การใชอุปกรณประกอบการพูด ฯลฯ เพื่อใหเขากบเรื่องที่พด

การซอมพูดควรมีผูชวยเหลือ ติชม วิจารณ อยางละเอียด หรือการซอมพูดคนเดียวจะไมเกิดผลด ี
เทาที่ควร

6. มารยาทในการพด



มารยาทในการพูด หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือวาเรียบรอยในขณะที่พูดซึ่งในการพูดทุกครั้งผู 

พูดควรมีเรื่องการรักษามารยาทโดยเครงครัดเพราะจะชวยสงเสริมใหผูพดมเสนหเปนบุคคลทนานับ




ถือ เปนที่ยอมรับแกผูฟง ซึ่งจะนำไปสูความสำเร็จในการพูด มารยาทที่ดีของผูพูดมี ดังนี้



๑) ตองคิดใหรอบคอบกอนพูดทกครั้ง คำพูดนั้นจะกอใหเกดผลอยางไร
๒) ควรพูดในสิ่งที่เปนประโยชนและนาสนใจสำหรับผูฟง
๓) ตองควบคมอารมณในการพูดโดยเฉพาะอารมณโกรธ



๔) ใชถอยคำที่สุภาพเรียบรอยเหมาะสมกับผูฟง ใหเกียรติผูฟง
๕) ไมควรพดในสิ่งที่จะทำใหผูฟงไมสบายใจ โดยเฉพาะการกลาวถอยคำเสียดสี

๖) ไมควรพดกาวราวหรือพูดขัดคอผูอื่น

๗) ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
๘) ไมผูกขาดการพูดไวแตเพียงผูเดียว

๙) ไมควรพดเรื่องสวนตัวของตนนอกจากจะมีผูอื่นถาม
๑๐) ไมพูดอวดตน อวดภูมิ หรือพดขมผูอื่น


๓๘


ี่

๑๑) ควรมีหนาตายิ้มแยมแจมใสขณะทพูด ยกเวนการพูดที่แสดงความเสียใจ
๑๒) ควรหลีกเลี่ยงการพูดนินทาหรือพูดถึงผูอื่นในทางเสื่อมเสียระหวางการพูดสนทนา

กบบุคคลหรือกลุมบุคคล


ื่
๑๓) ควรบอกนามของผูพูดหรือเจาของผลงานเพอแสดงความเคารพและใหเกียรติหาก

นำคำพูดหรือผลงานของผูอื่นมากลาว

๗. การสื่อสารทางบวก

การสื่อสารทางบวกกับวัยรุน คือ รูปแบบและเทคนิคการสื่อสารเชิงสรางสรรคเปน

กระบวนการติดตอ สัมพันธ ถายทอดขอมูล ความคิด ความรูสึก ความเขาใจ ทัศนคติและคานิยม
ื่
ี่
ระหวางบุคคลกับวัยรุนเพอสรางความสัมพันธทดี ใหเกิดความรู ความเขาใจ ความรูสึกยอมรับ จูงใจ

ใหความรวมมอ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามทพึงปรารถนา เทคนิคการสื่อสารทางบวกท ี่
ี่
ผูปฏิบัติงานสามารถนำไปใชเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับวัยรุน มี 20 ประการ ดังนี้
๑) เริ่มตนดวยมีทัศนคติที่ดีกับวัยรุน ครูควรความรูสึกดีที่มีตอวัยรุน โดยการมองในแงดี
เปนกลาง มีความเขาใจ เห็นอกเห็นใจ ยอมรับโดยไมมีเงื่อนไข และอยากชวยเหลือ
2) จัดสิ่งแวดลอมใหเหมาะสมกับการสนทนา เพื่อใหเกิดความรูสึกปลอดภัย เปดเผย
เรื่องราว ไดงาย สถานที่ที่ใชควรพูดคุยสื่อสารควรมีลักษณะดังนี้

๓) ทักทายปราศรัย ครูควรรูจักพื้นฐานนักเรียนบาง เชน ชอบอะไร ทำอะไร เปนเพื่อน


ใคร โดยเฉพาะดานดีๆ จะใชเปนจุดเริ่มตนคุยไดอยางด ในกรณีที่ยังไมรูจักกัน ควรแนะนำตัวเอง
กอน แลวแจงวัตถุประสงคของการคุยกัน เวลาที่จะคุยกัน เพื่อใหวัยรุนเขาใจ บรรยากาศจะผอน
คลาย และเปนกันเอง
4) เริ่มสนทนาจากขอดีของวัยรุน โดยการคุยเรื่องที่วัยรุนพอใจหยิบยกมาเปนจุดเริ่มตน

กอน เชนเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา หาขอดี จุดดี ดานบวกของวัยรุน และแสดงใหเห็นวาครูสนใจ ดีใจ
ชื่นชมตัวเขา

5) พยายามสำรวจลงไปในปญหา สำรวจปญหา/ความคับของใจของผูเรียนโดยใชเทคนิค
การถาม
6) ฟงอยางตั้งใจ การสื่อสารที่ดีควรเปนไปแบบสองทาง คือการฟง และการพูด แตใน
ระยะแรกควรพยายามกระตุนใหวัยรุนพูดและแสดงออกกอน โดยสรางทัศนคติใหวัยรุนรูสึกวา
“เรื่องนี้สำคัญ ครูสนใจ และฟง”

๗) หลีกเลี่ยงการใชคำถามที่ขึ้นตนวา “ทำไม” คำถามที่ขึ้นตนวา “ทำไม.....” สื่อสาร
ความหมาย ๒ แบบ คอ เธอแยมาก ทำไมจึงทำเชนนั้น กับ ถามีเหตุผลดีๆ การกระทำที่ไมดีกอาจ


เปนที่ยอมรับได
ผลที่ตามมามักเปนดานลบ คือ วัยรุนรูสึกถูกตำหนิวาตนเองไมดี และอาจพยายามหา

ึ้

เหตุผลเขาขางตนเองมากขน เพื่อยืนยันวาความคิดและการกระทำของเขาถกตอง คำถาม “ทำไม”



จึงกระตุนและสงเสริมใหวัยรุนเถยงแบบ ขางๆ คูๆ จนในที่สุดครูก็โมโหเอง เสียความสัมพนธไดงาย

พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ขึ้นตนดวยคำวา “ทำไม” ถาตองการทราบเหตุผลจริงๆ ของพฤติกรรม
นั้น ใหเปลี่ยนเปนคำถามตอไปนี้
“ครูตองการทราบจริงๆ วาอะไรทำให.....ทำอยางนั้น”

๓๙


8) ใชคำพูดที่ขึ้นตน “ฉัน...” มากกวา “เธอ....” การสนทนาที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
- ประโยคที่ขึ้นตนดวย “ฉัน” ที่เรียกวา I –message เพราะจะสรางความรูสึก

นุมนวลกวา ไมบังคับ ไมคุกคาม
- ประโยคที่ขึ้นตนดวย “เธอ” นั้น เรียกวา You-message มักแฝงความรูสึก
ดานลบ คุกคาม บังคับหรือตำหนิ


สังเกตเปรียบเทยบประโยค You และ I – message ในการสื่อสารความตองการเดียวกน
ตอไปนี้
I Message You Message
“ครูไมชอบการที่นักเรียนมาสาย” “เธอนี่แยมากที่มาสาย”

“ครูตองการใหนักเรียนมาเชา” “ทำไมเธอมาสาย”

กอนจะพูดกับวัยรุน ใหคิดวาวาจะพูดประโยค I – message หรือเปลี่ยนคำพูดใหมจาก
You message ใหเปน I - message เพราะนาฟง และทำใหวัยรุนรูสึกดานบวกกวา
“ครูตองการให.................เพราะ.....”



“ครูจะดใจมากท................”
9) กระตุนใหบอกความคิด ความรูสึก ความตองการ นักเรียนบางคนกลัวการไมยอมรับ
กลัวการปฏิเสธ ไมกลาบอกความตองการ ครูควรฝกใหวัยรุนมีทักษะ การสื่อสาร กลาพูด กลา
บอกความคิด ความรูสึก และความตองการโดยรับฟงนักเรียนใหมากๆ ใหเขารูสึกวา การพูดบอก

เรื่องเหลานี้เปนเรื่องปกติ เปนที่ยอมรับได สามารถบอกกับเพื่อนและคนอื่นๆ ได
10. ถามความรูสึก สะทอนความรูสึก การสอบถามความรูสึก และพูดสะทอนความรูสึก
(เปนการย้ำ) จะชวยสรางความรูสึกการประคับประคองทางจิตใจ แสดงถึงความเขาใจ สนใจวัยรุน

เชน การถามความรูสึก
“....รูสึกอยางไรบาง ที่พอแมไมไดอยูดวยกัน”

การสะทอนความรูสึก
“......รูสึกไมพอใจที่คุณแมยึดโทรศัพทมือถือไป”

11) ถามความคิดและสะทอนความคิด การสอบถามความคิด เปนเทคนิคแสดงความสนใจ
พยายามเขาใจ และใหเกียรติความคิดวัยรุน เชน
“เมื่อ....โกรธ เธอคิดจะทำอยางไรตอไป” (ถามความคิด)
เมื่อวัยรุนตอบวา “ผมอยากกลับไปชกหนามัน” ควรพูดตอไปวา
“เธอโกรธมากจนคิดวานาจะกลับไปชกหนาเขา” (สะทอนความรูสึกและความคิด)

“ถาเธอชกเขา คิดวาจะเปนอยางไรตอไป”(ถามความคิด)
การถามและสะทอนความรูสึกและความคิดจะไดประโยชนมากในการทำใหวัยรุนรูสึกวา
- เราพยายามเขาใจ (ความคิด และความรูสึก) ของเขา
- เกิดความสัมพันธที่ดี รูสึกเปนพวกเดียวกัน จูงใจใหเปดเผยขอมูล

- ชักจูงใหเปลี่ยนพฤติกรรมงายขึ้น

๑๒) การกระตุนใหเลาเรื่อง การกระตุนใหเลาเรืองราว ทำไดโดยใชชุดคำถามที่จูงใจ ตาม
ปญหาหรือ เรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ครูทราบมาวาคุณพอคุณแมคณรูสึกเปนหวงที่..........”


๔๐


“ที่จริงคุณพอคุณแมเลาใหครูฟงบางแลว แตครูตองการฟงจาก (ชื่อ) ...... เอง ลอง
เลาใหครูฟงวาเกิดอะไรขึ้น”

ใชการพูดหรือถามแบบไมคาดคั้นเพื่อใหเขาสบายใจตองการเปดเผยเรื่องเอง เชน
“บางทีมันก็ยากที่จะเลาเรื่องที่คอนขางสวนตัวอยางนี้เอาไวพรอมแลวคอยเลาท ี
หลังก็ได”
“เรื่องไหนที่ยังไมพรอมจะคุย ขอใหบอกครู”

“มีอะไรที่ทำใหรูสึกหนักใจ กังวลใจ หงุดหงิดใจ”

ในตอนทาย ลองสำรวจในเรืองอื่นๆ เชน เรื่องความสัมพันธของเพื่อน ความสัมพันธกับ
รุนพี่รุนนองหรือคนอื่นๆ


13) ใชภาษากาย สีหนา แววตา ทาทาง ของครู จะสื่อใหวัยรุนรูสึกไดดีกวาคำพด ครูควร

ถายทอดความรูสึกดีทางสีหนา แววตา ทาทีและทาทาง ที่ทำใหนักเรียนรับรูไดทำใหเกดความเปน

กันเอง ตองการ เขาใจ ตองการชวยเหลือ ไมตัดสินความผิด หรือแสดงการไมเห็นดวยกับพฤตกรรม
หรือสิ่งที่วัยรุนเปดเผย เวลาคุยกับวัยรุน เชน
- สายตาควรจับที่ใบหนาเคลื่อนไหวระหวางตากับปาก

- พยักหนายอมรับตามจังหวะเหมาะสม เมื่อเห็นดวย ยอมรับ ยิ้มแสดงทาชื่นชม

ในสิงทด



- สัมผัสที่แขนในจังหวะที่แสดงความเขาใจ เห็นใจ (แตระวัง การแตะเนื้อตองตว

ระหวางเพศตรงขาม)
14) แสดงทาทีเปนกลางตอพฤติกรรมเสี่ยงวัยรุน การแสดงความเห็นที่เปนกลาง แสดง
ความเขาใจพฤติกรรมเสี่ยงตางๆ ชวยใหวัยรุนเปดเผยมากขึ้น แสดงโดยใชประโยค เชน
“การสนใจเรื่องเพศของวัยรุน ไมใชเรื่องผิดปกติ .....มีความสนใจเรื่องนี้บางไหม”
“วัยนี้บางคนเขามีแฟนกันแลว ....ตอนนี้สนใจใครบางไหม”


๑๕) ใชเทคนิคชมบนหลังคา ดาที่ใตถุน เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมดี ครูควรชม ใหเกดความ
ภาคภูมิใจตนเอง ถามีโอกาสควรชมตอหนาผูอื่นหรือใหผูอื่นรวมชื่นชมดวย ตอไปวัยรุนจะทำความดี




โดยไมตองรอใหคนอนเห็นความดของตน เชน

ื่
“ครูดีใจมากที่......ชวยเพื่อน เพอนคงรูสึกขอบคุณมากแนๆ”


ในทางตรงกันขาม เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไมดี ครูควรมีเทคนิคในการตักเตือน เพ่อ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แตเวลาเตือนตองปฏิบัติ เชน
- อยาใหเกิดความรูสึกอับอาย อยาใหเสียหนา
- ใหนักเรียนคอยๆ คิด และยอมรับดวยตัวเอง

กอนจะเตือน ควรหาขอดีของเขา บางอยางชมตรงจุดนั้นกอน แลวคอยเตือนตรงพฤติกรรม
นั้น เชน
“ครูรูวาเธอเปนคนฉลาด แตครูไมเห็นดวยกับการที่.....เอาของเพื่อนไปโดยไม 

บอก” (ใช I - message รวมดวย)

“ครูเห็นแลววาเธอมีความตั้งใจมาก แตงานนี้เปนงานกลุม ทครูอยากใหชวยกันทำ


ทกคนนะจะ”


๔๑


16) ตำหนิที่พฤติกรรม ไมตำหนิที่ตัวบุคคล ถาจะตำหนิวัยรุน ระวังปฏิกิริยาตอตานไม 
ี่
ยอมรับ ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะเปนกลไกทางจิตใจทจะปกปองตนเอง เมื่อเริ่มตนไมยอมรับ จะ
ไมสนใจฟง ไมเชื่อ ไมเห็นดวยสิ่งที่ผูใหญบอก (แมวาเรื่องที่พูดตอมาเปนเรื่องจริง) ไมควรตำหนิดวย

คำพูดวา เปนนิสัยไมดีหรือสันดานไมดี เพราะจะทำใหวัยรุนโกรธ ตอตานไมยอมรับ หรือแกลงเปน
อยางนั้นจริงๆ
วิธีการที่ทำใหวัยรุนยอมรับ และไมเสียความรูสึกดานดีของตนเอง ทำไดดวยการตำหนิท ่ ี

พฤติกรรม แทนการตำหนิที่ตัววัยรุน เชน
(ตำหนิที่ตัววัยรุน) (ตำหนิพฤติกรรม)
“เธอนี่แยมาก ขี้เกียจจังเลยถึงมาสาย” “การมาโรงเรียนสายเปนสิ่งที่ไมดี”

“เธอนี่โงมากนะ ที่ทำเชนนั้น” “การทำเชนนั้น ไมฉลาดเลย”
ไมควรตำหนิลามไปถึงพอแมเพราะสรางความรูสึกตอตานอยางแรง เปนอันตรายตอการ
สื่อสารและการสรางความสัมพันธ เชน
“อยางนี้พอแมไมเคยสอนใชไหม”
ไมควรตำหนิลามไปถึงเรื่องอื่นๆ เรื่องในอดีตที่ผานมา เรื่องที่เคยตำหนิไปแลว เชน

“ไมสงการบานอีกแลวอาทิตยที่แลวก็มาสาย”
ไมควรตำหนิแลวคาดหวังวาวัยรุนคงแกไขไมได แสดงความหมดหวัง เชน
“ทำงานผิดหมดครูวาชาตินี้คุณคงไมมีทางทำถูกแนเลย”

ไมควรตำหนิและซ้ำเติม ประชดประชัน เสียดสี เชน
“ใชอะไรคิดเนี่ย หัวนะมีหรือเปลา”
“พอแมใหมาแคนี้นะ”

ไมควรนำไปผูกพันกับเรื่องอื่นที่ไมเกี่ยวของกัน เชน
“คุณรักพอแมหรือเปลา ถารักทำไมทำอยางนี้”

ไมควรใชคำหยาบคาย ใชคำพูดสุภาพ จริงจังแตนิ่มนวล เชน
“ครูขอแนะนำวาคุณควรวิเคราะหโจทยใหดีกอนตอบ”
17) กระตุนใหคิดดวยตนเอง ในการฝกใหวัยรุนคิดและแกปญหานั้น ควรฝกใหคดเองกอน




เสมอ เมื่อคิดไมไดจริงๆ อาจชวยชี้แนะใหในตอนทาย เชน
“....คิดวาปญหาอยูที่ไหน” (ใหคิดสรุปหาสาเหตุของปญหา)
“แลว....จะทำอยางไรตอไปดี” (ใหคิดหาทางออก)

๑๘) ประคับประคองอารมณ จิตใจ อารมณของวัยรุนจะรูสึกดีขึ้น เมื่อเกิดสิ่งตอไปนี

ความหวังดานบวก เชน ประโยชนจากการพูดคุยกัน ความเขาใจที่ดขึ้น ความหวังที่มีโอกาสสำเร็จ
การชวยเหลือโดยผูใหญการไดระบายความรูสึก เชน
“บางทีการรองไห หรือไดระบายความทุกขใจไมสบายใจก็ชวยใหใจสบายขึ้น”
“ครูตองการให.....เลาเรื่องที่อาจไมสบายใจ แตอาจทำใหเราเขาใจเหตุการณดีขึ้น”

๑๙) คาดหวังดานบวก ในชวงทาย กอนจะจบการพูดคุย ครูควรแสดงความคาดหวังดาน
บวกตอวัยรุน มองเขาในแงดี และใหโอกาสเขาคิด ไตรตรอง ดวยตัวเอง
“ครูคาดวา....นาจะทำไดสำเร็จ”
“ลองดูนะ ครูวา....นาจะทำได”

๔๒



20) สรุปและยุติการสนทนา การยุติการสื่อสารในตอนทายควรสรุปสิ่งที่ไดคุยกน

การวางแผนตอไปวาจะทำอะไรตอบคำถามทีวัยรุนอาจจะมี กำหนดนัดหมายครังตอไป การยุติการ

สนทนาไดดีจะชวยใหวัยรุนรวมมือในการพบกันอีกการสรุปอาจเปนดังนี้ วัยรุนสรุปเองแลวครูชวย
เสริม หรือครูเปนฝายสรุปทั้งหมดก็ได เชน
“คุยกันมานานแลว ไมทราบวา......อยากจะถามอะไรครูบาง”
“ครูดีใจที่....ใหความรวมมือดีมาก ครูอยากจะพบเพื่อคุยเรื่องนี้อีก”

“สรุปแลววันนี้เราไดคุยอะไรกันบาง” (ใหวัยรุนสรุป)
“ครูเขาใจมากทีเดียว วันนี้สรุปวา.....” (ครูเปนผูสรุปเอง)


การสื่อสารทางบวกเปนเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับครูอาจารย และผูใหคำปรึกษา
แนะนำวัยรุน ในความสัมพันธ ถายทอดความรู ทัศนคติและคานิยม มีประโยชนตอการการสรางสอน
และพัฒนาวัยรุนใหเปนผูใหญที่บุคลิกภาพดี

๘. การเลานิทาน


การเลานิทาน หมายถึง การที่คุณครูพูดเลาเรื่องราวในนิทาน โดยที่คุณครูจะเลาปากเปลา
หรือใชภาพในหนังสือประกอบการเลาก็ได คำพูดที่คุณครูพูดจะไมตรงกับขอความในหนังสือ แมวา

อาจจะมีบางสวนเหมือนกันหรือคลาย ๆ กัน และเหตุการณที่เลานั้นตรงกับในหนังสือ
การเลานิทานชวยใหเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ไดเขาใจเรื่องราว เปนการขยาย
ประสบการณของเด็กเกี่ยวกับเรื่องตาง ๆ รอบตัวเขา และชวยใหเด็กมีคำศัพทและสำนวนตางๆ มาก
ขึ้น การเลานิทานยังเปนการชวยยอยเรื่องยาก ๆ หรือภาษายาก ๆ ในหนังสือนิทานหลายๆ เลมให
เด็กเล็ก ๆ ซึ่งยังมีความจำกัดทางดานภาษา สามารถเขาใจเรื่องนั้นได โดยการใชคำงายๆ ประโยค

สั้นๆ แทน การฟงครู เลานิทานจึงเปนพื้นฐานสำคญของการพัฒนาทักษะการฟงและการพด รวมทง


ั้
ทักษะการคิด ครูควรศึกษาเทคนิคการเลานิทาน ดังนี้
๑) ควรทำความเขาใจกับเนื้อเรื่องนิทานที่จะเลาเสียกอนโดยจินตนาการออกมา

เปนภาพเพื่อจับใจความ
๒) ควรเลือกคำที่เปนคำงายๆ ที่เด็กฟงหรือนึกออก เปนภาพในจินตนาการได
๓) เมื่อในเนื้อเรื่องมีตัวละครคุยกันใหใชบทสนทนา เพราะทำใหเด็กตื่นเตนกวา
๔) เริ่มตนเรื่องใหดีเพื่อเรียกรองความสนใจ พยายามหลีกเลี่ยงการบรรยายและ

การอธิบายที่ไมจำเปน
๕) การเลาเรื่องควรใชเสียงแบบสนทนากัน คือ ชา ชัดเจน มีหนักเบา แตไมควร
มีเออ เออ อา อือ อืม ที่นี้ แบบ แบบวา อะไรยังงี้ ก็ แลวก็ เปนตน
๖) ขณะที่เลานิทานควรจับเวลาใหดี เวนจังหวะตามอารมณของเรื่องพูดใหเร็วขึ้น

ทำทาจริงจัง
๗) นิทานที่นำมาเลาใหยาวพอๆกับระยะความสนใจของเด็ก คือ ประมาณ ๑๕–
๒๕ นาท ี

๔๓


๘) เวลาเลาตองพยายามเปนกันเองใหมากที่สุด ใหความรักความสนิทสนมกับเด็ก
อยางจริงจัง

๙) เวลาเลาควรมีรูปภาพ ประกอบ อาจเปนหนังสือภาพ หุนสื่อการสอนอื่นๆ
จะชวยใหเด็กสนใจยิ่งขึ้น
๑๐) เวลาเลาอยายอเรื่องใหสั้นมากจนเกินไปจนขาดความนาสนใจไป และจะทำให
เด็กไมรูเรื่อง

๑๑) จัดบรรยากาศของหองใหเหมาะสม เชน อาจนั่งเลากับพื้น ไปเลาใตตนไม
นอกหองเรียนก็ได
๑๒) อยาแสดงทาทางประกอบการเลามากเกินไปจะทำใหนิทานหมดสนุก

เลาเปนไปตามธรรมชาติ
13) ขณะที่เลาอาจใหเด็กไดมีสวนรวมในการเลานิทาน เชน แสดงทาตามเนื้อเรื่อง
๑๔) ขณะที่เลานิทานสายตาของครูจะตองมองกวาดดู นักเรียนไดทุกคนนั่งเปนครึ่ง
วงกลมหรือนั่งกับพื้น
๑๕) ขณะที่กำลังเลานิทานถาหากมีเด็กพูด หรือถามขัดจังหวะ ครูควรบอกใหรอ

จนกวาจะจบเรื่อง
๑๖) หลังจากการเลานิทาน ควรเปดโอกาสใหเด็กถามและวิพากษวิจารณ

๑๗) หลังจากการเลานิทานแลวอาจจะใหเด็กไดแขงขันกันตั้งชื่อเรื่องกไดเพื่อเปน
การสงเสริมการคิด
๑๘) ถานิทานเรื่องยาวครูอาจจะเลาเปนตอนๆ ก็ได เพื่อเปนการเราใหเด็กอยากมา
โรงเรียนเพื่อฟงนิทาน

๙. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู


1. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ครูมีบทบาทในการใหการศึกษา การจัดการ

เรียนรู การสอน การอบรม การชี้แนะใหกับผูเรียน ครูจึงมีความใกลชิดกับผูเรียนเปนทั้งผูให

ความรูและผูรับฟงขอคำถามเพื่อความกระจางในความรู ตลอดจนการแกปญหาที่เกิดขึ้นกับผูเรียน
การสื่อสารดวยการพูดของครูจึงเปนเครื่องมือที่สำคัญ ครูตองใชเพื่อประโยชนในการสอน การ
อบรม แนะนำ ชี้แนะ จัดการเรียนรูใหเกิดขึ้นกับผูเรียนซึ่งเปนงานที่สำคัญสำหรับครู ดังนั้นการใช
การพูดสำหรับการจัดการเรียนรูมี ดังนี้

ื่
๑) ครูตองใชคำพูดที่สุภาพเรียบรอย ถูกตองตามหลักการใชภาษาไทยเพอความ
ื่
๒) เขาใจที่ถูกตองครูตองใชการพูดเพอสรางความคุนเคย ความเปนกัลยาณมิตร
ใหเกิดขึ้นระหวางครูกับผูเรียน เชน การจำชื่อผูเรียน การเรียกชื่อเลนของผูเรียน เปนตน

๓) ครูตองใชการพูดเพื่อถายทอดความรู อธิบายเนื้อหา บทเรียน ชี้แนะ
กระบวนการจัดการเรียนรูใหผูเรียนเกิดความเขาใจและสามารถนำไปปฏิบัติไดของผูเรียนและ
ยังสามารถเปนแบบอยางที่ดีในการใชภาษาไทยใหกับผูเรียนไดนำไปใชในโอกาสตอไป

๔๔



๔) ครูตองใชคำพูดในการกระตุน สรางแรงจูงใจ ใหกำลังใจผูเรียนใหเกิดความ


ขยันหมั่นเพียร มุงมั่นในศึกษาหาความรู มีเปาหมายแหงการเรียนรู ขจัดความทอแท ความยอทอ
เมื่อเกิดปญหาและอุปสรรคตางๆ
๕) ครูควรสรางอารมณขันในการพูดเพื่อสรางความสนใจและความตั้งใจใน
การเรียนรูของผูเรียน สรางบรรยากาศ ความเปนมิตร ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ผอนคลาย

ซึ่งจะทำใหผูเรียนกลาแสดงออกและมีสวนรวมในกิจกรมการจัดการเรียนรูมากขึ้น

2. ขอควรคำนึงในการพูดของครู ในขณะทำกิจกรรมการเรียนรู ครูตองมีการสื่อสารกบ
ผูเรียนทุกขั้นตอน การพูดเปนทักษะที่สำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการการจัดการเรียนรู ครู


จะตองระลึกไวเสมอวาจะตองระมดระวังเรื่องการพูดโดยมีขอควรคำนึงในการพูดของครู ดังนี้

๑) ไมพูดคำหยาบ ครูควรหลีกเลี่ยงการพูดคำหยาบในทุกสถานการณ 
๒) ไมพูดถึงปมดอยหรือขอบกพรองของผูเรียนเพราะจะเปนการทำรายจิตใจและ
สรางความกังวล ความไมสบายใจใหกับผูเรียน
๓) ไมพูดถึงขอมูลสวนตัวของผูเรียน โดยเฉพาะขอมูลดานลบซึ่งจะทำใหผูเรียน

เกิดความไมพอใจขอมูลเหลานี้ครูควรทราบเพื่อสรางความเขาใจในตัวผูเรียนและหาทางชวยเหลือ
มิใชนำไปบอกใหรูโดยทั่วไป
๔) ไมพูดดูถูกความสามารถหรือขัดขวางความตั้งใจของผูเรียน ครูตองคำนึงถึง

เสมอวาผูเรียนแตละคนมีความสามารถแตกตางกัน ผูเรียนสามารถพัฒนาและเปลียนแปลงในทางท ่ ี

ดีได ครูควรพูดใหกำลังใจ กระตุนเตือนใหผูเรียนพยายามเอาชนะและไมทำในลักษณะการดูถก

เนื่องจากในชวงเวลาดังกลาวผูเรียนอาจจะยังไมพรอมหรือมีปญหาอปสรรคบางประการ

๕) ไมพูดตำหนิหรือวากลาวอยางรุนแรงเพราะการกระทำเชนนั้นไมกอใหเกิดผลดี

แตอาจเกิดปญหาตางๆ ตามมาอีกดวย

๖) ไมพูดบนซ้ำๆ โดยไมบอกเหตุผลหรือแนวทางแกไข ในทางตรงกันขามครูควร
เสนอแนะใหผูเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เสริมกำลังใจ และใหการชวยเหลือผูเรียน
๗) ไมพูดยั่วยุ ทาทายใหผูเรียนทำในสิ่งที่ไมควรเนื่องจากผูเรียนยังเปนเด็กอาจ

ขาดการยั้งคิดจึงทำใหเกิดอันตรายรายแรงได
๘) ไมพูดถึงเรื่องสวนตัวของตนเองในเชิงโออวด ถาจำเปนควรพูดลักษณะ
การยกตัวอยางทั้งตัวอยางที่ดและไมดีเพื่อเปนแนวทางใหผูเรียนเห็นผลดี ผลเสียและพูดเฉพาะสิ่งท ่ ี

เปนประโยชนตอผูเรียน

๙) ไมพูดถึงสิ่งที่ขัดแยงกับหลักการของศาสนาหรือเชื้อชาติเนื่องจากหลักการ
ทางศาสนาเปนเรื่องละเอียดออน การพูดเรื่องเหลานี้อาจกอใหเกิดความขัดแยงและมีผลเสียตามมา
๑๐) ไมพูดถึงเรื่องภูตผี ไสยศาสตรตามความเชื่อของตนเนื่องจากผูเรียนยังเปน
เด็กบางคนเกิดความกลัวหรืออาจเกิดอุปทานหมูได

ขอควรคำนึงในการพูดของครูที่กลาวมาขางตนเคยเกิดข้นในสถานศึกษามาแลวดังนั้นครูจึง

ควรระมัดระวังในการพูด การยกตัวอยาง ควรพูดในสิ่งที่เปนประโยชนตอการจัดการเรียนรูใหกบ


ผูเรียนเพื่อไมใหเกิดปญหา หรือเหตุการณรายแรงหากเกิดขึ้นก็ควรหาแนวทางแกไข

๔๕


3. วิธีการฝกทักษะการพูดที่มีประสิทธิภาพ ครูที่ดีและประสบความสำเร็จในการพูด
จะตองพูดถูกตองและสามารถพูดใหผูเรียนเกิดความตองการที่จะเรียนรู รูวาจะตองเรียนอะไร

เรียนอยางไร จะแกไขปญหาที่เกิดขึ้นระหวางการจัดการเรียนรูอยางไร เกิดกำลังใจที่จะตองสูกบ

อุปสรรคและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองโดยครูจะตองฝกทกษะการพูด ดังนี้

๑) ฝกการออกเสียง
- ออกเสียงคำไดถูกตองตามหลักภาษา

- ออกเสียงถูกตอง เชน ร ล ฉ ช ส เปนตน
- ไมพูดดังหรือเบาเกินไปใหสามารถไดยินอยางทั่วถึง
- น้ำเสียงเปนธรรมชาติอยาใหเปนการทองจำหรือการอาน

- มีความชัดเจน ไมเร็ว รัว หรือลากเสียงเกินไป
- น้ำเสียงนุมนวล ไมหวน กระดาง
- ไมพูดรวบคำ หรือตัดพยางค 
- ไมเลียนเสียงภาษาตางประเทศ
- เวนวรรคตอน จังหวะใหถูกตอง มีการเนนเสียงหนัก เบา

- ไมออกเสียงเออ เออ อา บอยครั้ง
- ไมพูดติดคำบางคำ ซ้ำๆกัน เชน แบบ แบบวา อะไรยังเงี้ย เปนตน
๒) ฝกการสรางสัมพันธภาพ

- เริ่มการพูดดวยประโยคที่นาสนใจ
- แสดงความสนใจผูฟงโดยแสดงออกทางสีหนา ทาทาง
- หนาตายิ้มแยมแจมใส
- สบตาผูฟงอยางทั่วถึง
- แสดงความเปนมตร ใชคำพูดเปนกันเอง

- ใชคำพูดที่สุภาพสรางบรรยากาศที่ดี
- สังเกตอากัปกิริยาผูฟง
- ใชมือและทาทางประกอบการพูดอยางเหมาะสม

- พยายามใหผูฟงมีสวนรวมในการพูด
- ใหเกียรติผูฟง
๓. ฝกการพูดตามวัตถุประสงค 
- เริ่มการพูดเกริ่นนำใหนาสนใจ นาติดตาม

- พูดอธิบายไดอยางชัดเจน
- พูดยกตัวอยางประกอบไดอยางเหมาะสม ชัดเจน
- พูดกระตุน ทาทายใหผูเรียนเกิดความพยายาม
- พูดใหผูเรียนมีกำลังใจ คลายความวิตกกังวล

- พูดตั้งคำถามที่สามารถไดคำตอบตรงตามตองการ
- พูดยกยองโดยยกประเด็นไดนาเชื่อถือ
- พูดติ ติงไดอยางมีเหตุผล นารับฟงและยอมแกไข
- พูดโนมนาวใจผูเรียนคลอยตามอยางเหมาะสม

- พูดใหผูฟงสามารถนำกลับไปคิดพิจารณาตอยอดได

๔๖




ครูตองอาศัยทักษะการพดเปนเครื่องมอในการสื่อสาร สรางความสัมพันธอันดีกับผูเรียนทั้ง

การดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรูและกระตุนใหผูเรียนเกิดความมั่นใจในตนเอง มความพยายาม
มีความคิดริเริ่มสรางสรรคและสามารถแสดงออกอยางมีขอบเขต การพูดเกิดจากการเรียนรูไมใช

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการเรียนรูภาษาตองอาศัยการฝกฝนเพื่อใหสามารถพด
ไดบรรลุจุดมุงหมาย ครูมีความจำเปนตองใชการพูดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู ครูจึงควรศึกษา
หลักการพูดและฝกฝนการพูดใหสามารถพูดไดอยางมีประสิทธิภาพ

๔๗



กิจกรรมการเรียนรู บทท ๔
ี่
ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู

วัตถุประสงคการเรียนรู
1. นิสิตสามารถบอกความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ ประโยชน

ของการพูดได 
๒. นิสิตสามารถบอกลักษณะของการพูดที่พึงหลีกเลี่ยงได


๓. นิสิตสามารถบอกปจจัยที่มอทธิพลตอการพูดได

กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ
หลักการ ประโยชนของการพด

ี่
๒. ใหนิสิตบอกลักษณะของการพูดทพึงหลีกเลี่ยง
๓. ใหนิสิตบอกปจจัยที่มอิทธิพลตอการพูด

๔. นิสิตสรุปเนื้อหา ความรู ขอคด

๕. นิสิตฝกปฏิบัติทักษะการพูด

๔๘



บทที ๕
ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู


๑. ความรูเกี่ยวกับการอาน




การอานเปนเครื่องมือทีใชในการสือสารเพือแสวงหาความรูและความบันเทิง การอานเปน





การเรียนรูที่สำคญมากที่สุดในยุคของขอมูล ขาวสาร เมื่ออานมากกจะมความรูมาก และสามารถนำ
ความรูจากการอานไปพัฒนาใหเกิดเปนแนวคิด วิสัยทัศนที่จะนำประโยชนมาสูการปฏิบัตจริงใน

หนาที่การงาน การศึกษาและนอกจากนี้การอานยังชวยจรรโลงใจ ผานคลายความเครียดจากการ
ทำงาน หรือการเรียนไดดวย การปลูกฝงนิสัยรักการอานควรเริ่มตั้งแตวัยเยาวและครูควรเปนผูนำ
ื่
ในการสรางลักษณะนิสัยรักการอานเพอเปนแบบอยางที่ดีและเปนประโยชนทางดานการสื่อสาร การ
หาความรูในสังคมยุคปจจุบันซึ่งเปนสังคมแหงการเรียนรู การอานเปนกระบวนการรับรู ทำความ
เขาใจจากสื่อที่เปนลายลักษณอักษร ซึ่งผูอานตองอาศัยสติปญญา ความรู ความคิด ประสบการณ 
รวมทั้งความสามารถทางภาษาเพื่อการตีความทำความเขาใจเรื่องที่ผูเขียนตองการสื่อสาร

๒. ประโยชนของการอาน



การอานชวยพัฒนาความคิดและจิตใจ ผูที่อานมากจะรูมากและนำความรู ความคด

ประสบการณจากการอานมาชวยพิจารณาสิ่งตางๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันไดอยางรอบคอบ
การอานเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู ความเขาใจระหวางมนุษยทุกชาติทุกภาษาใหประกอบ


กิจกรรมรวมกันไดเปนอยางดี จึงจะเห็นวาการอานมความสำคัญมากตอชีวิตมนุษยในยุคโลกาภิวัตน
ดังนั้นสรุปประโยชนของการอาน ดังนี้
๑) ชวยเพิ่มพูนความรู ความคิดและประสบการณดานตางๆ การอานมากยอมทำ
ใหรูมากและมีผลทำใหสติปญญาเฉียบแหลม ทำใหเกิดวิจารณญาณในการรับสาร
๒) ชวยใหคนเราทันตอโลก ทันเหตุการณ ทันสมัย ไมลาหลัง


๓) ชวยใหคนเรามีทรรศนะที่กวางขึ้น รูจักรับฟงและยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
ซึ่งเปนการพัฒนาบุคลิกภาพทางหนึ่งดวย
๔) ชวยใหคนเราไดรับความเพลิดเพลิน ชวยใหลืมความเบื่อหนาย ความเหงา


ความทุกขได จึงนับวาการอานเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนที่สุด

24๓. จุดมุงหมายของการอาน

จุดมุงหมายในการอานของบุคคลจะแตกตางกันขึ้นอยูกับเหตุผล ความจำเปน โอกาส

เจตคติของแตละบุคคล ดังนั้นจุดมุงหมายของการอานมดังนี้






๑) อานเพ่อความรู ไดแก การอานจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทาง
วิชาการ การวิจัยประเภทตาง ๆ หรือการอานผานสื่ออิเล็กทรอนิกส ควรอานอยาง
หลากหลาย เพราะความรูในวิชาหนึ่ง อาจนำไปชวยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได

๔๙



๒) อานเพ่อความบันเทิงไดแก การอานจากหนังสือประเภทสารคดีทองเท่ยว

นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การตูน บทประพันธ บทเพลง แมจะเปนการอานเพื่อความบันเทิง
แตผูอานจะไดความรูที่สอดแทรกอยูในเรื่องดวย

๓) อานเพอทราบขาวสารความคิด ไดแก การอานจากหนังสือประเภทบทความ
ื่


บทวิจารณ ขาว รายงานการประชุม ถาจะใหเกิดประโยชนอยางแทจริงตองเลือกอานใหหลากหลาย




ไมเจาะจงอานเฉพาะสื่อ ทนำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำใหไดมุมมองทกวางข้น


ชวยใหมีเหตุผลอื่นๆ มาประกอบการวิจารณ วิเคราะหไดหลายมุมมองมากขึ้น








๓) อานเพ่อจุดประสงคเฉพาะทางแตละครั้ง ไดแก การอานท่ไมไดเจาะจง แต 
เปนการอานในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู เชน การอานประกาศตาง ๆ การอานโฆษณา แผนพบ

ประชาสัมพันธ สลากยา ขาวสังคม ขาวบันเทิง ขาวกีฬา การอานประเภทนี้มักใชเวลาไมนาน
สวนใหญเปนการอานเพื่อใหไดความรูและนำไปใช หรือนำไปเปนหัวขอสนทนา เชื่อมโยงการอาน สู
การวิเคราะห และคิดวิเคราะห บางครั้งก็อานเพื่อใชเวลาวางใหเกิดประโยชน


๔. ประเภทการอาน

นักการศึกษาหลายๆทานมักจะจำแนกประเภทของการอานออกเปน ๒ ประเภท คือ การ
อานออกเสียงและการอานในใจ แตบางทานใหความสำคัญกับการอานในใจเพียงประเภทเดียว
โดยรวมการอานออกเสียงเปนสวนหนึ่งของการอานในใจ บางทานก็นำจุดมุงหมายของการอานมา


เปนเหตุผลในการจำแนกประเภทของการอานจึงเปนการอานเพื่อการศึกษาคนควา การอานเพอ
ื่
ความเขาใจและการอานเพอความบันเทิง เปนตน ดังนั้นการจำแนกประเภทของการอานจึงเปนได
หลายแนวซึ่งผูเปนครูควรศึกษาทำความเขาใจในรูปแบบการจำแนกประเภทของการอานเพอ



เปาหมายของการพัฒนาความรูและความเขาใจถึงขอบขายของการสอน ดังนั้นประเภทของการอาน
จำแนกไดเปนหมวดหมู สรุปไดดังนี้
๑. การแบงประเภทของการอานโดยคำนึงถึงเสียงเปนหลัก จำแนกได ๒ ประเภท ดังนี้
การอานออกเสียง จำแนกได ๓ แบบ ดังนี้

1. การอานรอยแกว
2. การอานรอยกรอง

3. การอานทำนองเสนาะ
การอานในใจ จำแนกได ๗ แบบ ดังนี้

๑. การอานแบบคนควา เชน การอานตำรา การอานสารานุกรม การ
อานพจนานุกรม เปนตน
๒. การอานแบบจับใจความสำคญหรือหาสาระสำคัญของเรื่อง เชนการ

อานบทความ การอานสารคดี เปนตน

๓. การอานแบบหารายละเอียดทกตอน เชน การอานประวัติศาสตร การ

อานลำดับเหตุการณ 
ื่
๔. การอานเพอหารายละเอียดทกคำเพื่อการปฏิบัติ เชน การอานคูมือ


วิธีการประกอบอาหาร การอานคูมือวิธีการใชเครื่องใชไฟฟา การอาน


คูมือการประกอบตูเสื้อผา เปนตน

๕๐


๕. การอานวิเคราะห วิจารณเพื่อหาเหตุผล เชน การอานขาว การอาน
เหตุการณสำคญ เปนตน

ื่
๖. การอานแบบไตรตรองโดยใชวิจารณญาณเพอหาขอเท็จจริง ขอดี
ขอเสียสำหรับหาแนวทางปฏิบัติ เชน การอานโฆษณา การอานสลาก
สินคา เปนตน
๗. การอานแบบคราวๆ เพื่อสังเกตและจดจำ เชน การอานชื่อสถานท ี่

เมื่อนั่งรถผานไปในเสนทางตางๆ เปนตน
๒. การแบงประเภทของการอานโดยพิจารณาวิธีการอานเปนหลัก จำแนกได ๖ แบบ ดังนี้
๑. การอานคนหาความรูและคำตอบ


๒. การอานแบบจับใจความสำคญ


๓. การอานแบบหารายละเอยดตามลำดับเหตุการณ 
ื่
๔. การอานแบบหารายละเอยดทุกๆ คำเพอปฏิบัติ

๕. การอานแบบวิเคราะหวิจารณ 
๖. การอานแบบใชวิจารณญาณ
๓. การแบงประเภทของการอานโดยเนนความมงหมายในการอาน จำแนกได ๑๐ แบบ
ุ
ดังนี้
ื่
๑. การอานเพอศกษาหาความรู

๒. การอานเพอคนหาคำตอบ
ื่
๓. การอานเพอจับใจความสำคัญ
ื่
๔. การอานเพอลำดับเหตุการณ 
ื่
๕. การอานเพอสรุปความหรือยอความ
ื่

ื่
๖. การอานเพอหารายละเอยดของเรื่อง
ื่
๗. การอานเพอจัดทำรายงาน
๘. การอานเพอวิเคราะหขาวสารหรือขอมูล
ื่
ื่
๙. การอานเพอปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ
๑๐. การอานเพอธุรกิจหรือการพาณิชย
ื่

การอานเปนพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไมยิ่งหยอนไปกวาการฟงและการดู ซึ่งปจจุบันม ี
ผูรูหรือนักวิชาการและนักเขียนไดนำเสนอความรู ขอมูล ขาวสาร งานสรางสรรคตีพิมพในหนังสือ

และสิ่งพิมพอื่นๆ เปนจำนวนมาก โดยจำแนกประเภทของการอาน ดังนี้
๑. 24การอานเก็บความรู24 เปนการอานทตองแยกแยะใจความหลักและใจความ



ี่

ื่
ประกอบเพอใหสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องทอานได โดยเมื่ออานไประยะหนึ่งการรับความรู

นั้นอาจจะสมบูรณหรือไมสมบูรณก็ได จึงตองมีการเรียงลำดับขอมูล และสรุปบันทึกความรูไวอยาง
เปนระบบ การอานเก็บความรูนั้นผูอานอาจเลือกเก็บเฉพาะขอความรูที่ตนตองการ เพื่อใช
ประโยชนบางอยางก็ได

๕๑


๒. 24การอานเอาเรือง 24 เปนการอานเพอใหทราบวาใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร










อยางไร ในระหวางอานตองคิดติดตามเรื่องราวใหไดตอเนื่องกันไป จึงจะสามารถอานไดรูเรืองโดย

ึ่
ตลอด การอานเอาเรื่องจะไดผลสมบูรณ ผูอานจะตองเขาใจ รูเรื่อง และควรจำเรื่องใหไดดวย ซง

ตองอาศัยความสามารถเฉพาะตัวและความพยายาม หากอานดวยความตังใจ มีสมาธิ ไมอานโดย

เรงรีบก็มักจะรูเรื่องและเขาใจเรื่องไดดี
๓. 24การอานวิเคราะห24 เปนการอานเพื่อแยกแยะเรื่องออกเปนสวนยอย ๆ เพื่อทำ
ความเขาใจและเห็นความสัมพันธระหวางสวนตาง ๆ ซึ่งจำเปนตองอาศัยการฝกฝนทักษะการคิด
คำวา วิเคราะห หมายถึง แยกแยะออกเปนสวน ๆ เพื่อทำความเขาใจ และแลเห็นความสัมพันธ
ระหวางสวนตาง ๆ การอานวิเคราะหตองใชความคิดในการอานเอาเรื่องเปนสำคัญกอนตองรูจัก

แยกแยะประโยค แลวพิจารณาวาสวนตาง ๆ มีความเกี่ยวของกันอยางไร โดยตองพยายามตง


คำถามใหไดวา เรื่องราวเปนอยางไร ใคร ทำอะไร ที่ไหน จะตองใชความคิดพิจารณาจนเกด
ทกษะความชำนาญจะทำใหดียิ่งขึ้น

๔. 24การอานตีความ24 การอานตีความมีจุดมุงหมายเพื่อพิจารณาขอความหรือเรื่อง

นั้น ๆ มีความหมายที่แทจริงวาอยางไร และสามารถที่จะอธิบายถึงเจตนา และความคิดของผูเขียน

ไดอยางชัดเจนการตีความจากการอานจะแตกตางกันไปดวยสาเหตุหลายประการ โดยมีหลักการอาน
ตีความ ดังนี้ จับใจความเรื่องที่อานอยางละเอียด ทำความเขาใจขอความที่อานวาผูสงสารตองการ
จะสื่ออะไร ศึกษาความหมายของคำ ขอความที่มีความหมายแฝง ดูบริบทขอความที่อานเพื่อให

สอดคลองกับวัตถุประสงคของผูสงสาร ทำความเขาใจกับขอมูลที่เกี่ยวของ เชน ประสบการณ
ความหมายของสัญลักษณ ความเชื่อ ประเพณี
ผูสอนนอกจากจะตองใชทักษะการอานเพื่อพัฒนาความรู ความสามารถของตนแลวยัง


ตองคอยชี้แนะกระบวนการเรียนรูใหเกิดขึ้นกบผูเรียน ประเภทของการอานดังที่กลาวมาขางตนเปน
รูปแบบหรือวิธีการอานที่ผูสอนตองแนะนำผูเรียนใหนำไปปฏิบัติ ฝกฝนเพื่อเปนประโยชนในการ
เรียนรูตอไป

24๕. คุณสมบัติของนักอานทดี0
ี่


นักอานที่ดีมิใชผูทอานหนังสือออกเทานั้น แตควรมีคณสมบัติดานอื่นๆ ดวยเพื่อใชให
ี่

การอานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นักอานที่ดีควรมีคณสมบัติ ดังนี้

๑) มีสมาธิแนวแน จดจอกับเรื่องที่อานจะชวยใหอานไดเร็ว รูเรื่องราวที่อานและ

จับประเด็นสำคัญไดถกตอง

๒) มีนิสัยรักการอาน ใฝหาความรู ความคิดและประสบการณใหมๆ อยูเสมอ
๓) มีความรูพื้นฐานทางภาษาที่ดีพอสมควรเพอสามารถเขาใจความหมายของคำ
ื่
ขอความไดลึกซึ้ง


๔) มทักษะในสรุปความ วิเคราะห วินิจฉัย มีความคิดหรือวิจารณญาณที่ดีตอ
ี่
เรื่องทอาน สามารถแยกแยะขอเท็จจริง ความถูกตอง
๕) มีจิตใจกวางขวางพรอมที่จะอานหนังสือที่ดีมคุณคาไดทุกประเภท


ี่

๖) มีเจตคติที่ดีตอการอานและเรื่องทอาน

๕๒


๗) หมั่นหาเวลาหรือจัดเวลาสำหรับการอานใหกับตนเองทกวันอยางสม่ำเสมอ

๘) เปนคนรักหนังสือ แสวงหาหนังสือที่ดีอานอยูเสมอและสามารถเลือกหนังสือ

ที่ดีอาน
๙) มีความจำดี รูจักหาวิธีชวยจำ และเพิ่มประสิทธิภาพของการจำ
๑๐) มีนิสัยชอบจดบันทึกเรื่องราวตาง ๆ ที่พบในการอานและเห็นวามีคุณคา

๑๑) มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่สมบูรณ มีความเบิกบาน แจมใส และปลอดโปรง
อยูเสมอ0
๑๒) มีโอกาสหรือหาโอกาสพูดคุยกับผูรักการอานดวยกันอยูเสมอเพื่อแลกเปลี่ยน
ทรรศนะในการอานใหแตกฉานยิ่งขึ้น


ิ่
ื่
๑๓) มีนิสัยหมั่นทบทวน ติดตาม คนควาความรูเพมเติม และเมอพบคำหรือ

ขอความที่ไมทราบความหมาย คลุมเครือไมกระจางควรสอบถามผูรูหรือเปดพจนานุกรมเพื่อ

ตรวจสอบความถกตอง


๖. การใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู 


ผูที่ทำหนาที่เปนผูสอนจำเปนตองใชทักษะการอานเพื่อประโยชนในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรูซึ่งประกอบดวยการอานออกเสียงและการอานในใจ การอานออกเสียงมีความจำเปนสำหรับ


ครูที่ตองใชทักษะนี้สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู เชน การเปนแบบอยางที่ดีในการอานออกเสียง
ที่ถูกตอง ไพเราะ นาฟงทั้งการอานออกเสียงปกติและการอานทำนองเสนาะ รวมถึงการอานออก
เสียงอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู เชน การอานคำกลาวสดุดี อานประกาศ อาน
คำสั่ง อานรายงานการประชุม เปนตน การอานในใจเปนการอานเพื่อความรู ความเขาใจ พัฒนา
ตนเองใหการทำงานหนาทของผูสอนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ครูยังตองแนะนำการอานใหใจใหกบ
ี่


ผูเรียนเพื่อใหผูเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรูหรือสามารถเรียนรูไดดวยตนเอง ดังนั้นครูตองใช
ื่
ทักษะการอานในใจเพอแสวงหาความรู พัฒนาตนเองใหมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู 
ใหแกผูเรียนโดยมีจุดประสงคของการอานในการจัดกระบวนการเรียนรู ดังนี้ ใชในการศึกษาหา

ความรูเพื่อนำมาถายทอดใหแกผูเรียน ใชสำหรับการพัฒนาตนเองเพื่อจะไดทำหนาที่ครูไดอยาง


สมบูรณและมีประสิทธิภาพ ครูตองคอยชี้แนะ กระตน สรางแรงจูงใจใหผูเรียนไดเห็นคุณคาและ
พัฒนาทักษะการอานในใจเพื่อการเรียนรูดวยตนเองตลอดไป
๑. หลักการอาน การอานมีหลักการอาน ดังนี้ การอานออกเสียง คือ การเปลงเสียงตาม

ตัวอักษรใหไดความหมาย ความรูสึกตามที่ผูเขียนตองการจะสงสารถึงผูรับสาร ในฐานะของผูสอน
ครูตองใชทักษะการอานเพื่อการปฏิบัติงานทั่วๆ ไป เชน การอานรายงานการประชุม การอาน
ประกาศ เปนตน และที่สำคัญคือ การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรูใหกับผูเรียน ครูตอง
อานขอแนะนำ อานสาระความรู อานแบบทดสอบ อานออกเสียงประเภทตางๆ เชน การอาน

ออกเสียงคำยาก อานบทความ เปนตน การอานสิ่งเหลานี้ครูตองศึกษา ฝกฝนใหเปน เพื่อสามารถ
แนะนำ ชี้แนะและเปนแบบอยางที่ดีใหกับผูเรียนนำไปปฏิบัติไดอยางถูกตองตอไป หลักในการอาน
ออกเสียงมีขอแนะนำ ดังนี้

๕๓


๑) ความถูกตองในการอาน หมายถึง อานถูกตองตามอักขรวธีหรือหลักการอาน

ี่

และหลักการใชภาษาไทยและภาษาตางประเทศทมใชภาษาไทย เชน การอานคำควบกล้ำ การอาน
อักษรนำ การอานคำพองรูป คำพองเสียง การอานคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต การอานคำ
ที่มาจากภาษาอังกฤษ เปนตน ในปจจุบันมีการอนุโลมใหอานคำตามความนิยมเปนจำนวนมาก ครู
จึงตองหมั่นศึกษา สังเกต รวบรวมคำที่มักจะเปนปญหาในการอานโดยอาศัยหลักการอานจาก


พจนานุกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน เปนแนวทางในการอาน ครูควรอธิบายใหนักเรียนเขาใจวา
การอานแบบใดเปนการอานใหถกตองตามหลักภาษาและการอานแบบใดเปนการอานตามความนิยม



เพื่อไมกอใหเกิดความสับสนและควรฝกใชใหถูกตองตามหลักภาษาไทยใหเปนนิสัยซึ่งเปนสิ่งทควร
กระทำ เชน “คมนาคม” เปนคำที่มาจากภาษาบาลี ตามหลักภาษาตองอานเรียงพยางค คอ


คะ-มะ-นา-คม สวนที่อานวา คม-มะ-นา-คม เปนการอานตามความนิยม เปนตน
การอานออกเสียงรอยแกว หมายถึง การอานถอยคำที่มีผูเรียบเรียงหรือประพนธไว โดยการ

เปลงเสียง และวางจังหวะเสียงใหเปนไปตามความนิยม และเหมาะสมกับเรื่องที่อาน เพื่อถายทอด
อารมณไปสูผูฟง ซึ่งจะทำใหผูฟงเกิดอารมณรวมคลอยตามไปกับเรื่องราว หรือรสประพันธที่อาน


หลักเกณฑในการอานออกเสียงรอยแกว
- กอนอานควรศึกษาเรื่องที่อานใหเขาใจ เพื่อเเบงวรรคตอน

- อานใหคลอง และเสียงดังพอเหมาะกับสถานที่และจำนวนผูฟง


- อานใหคลองและถกตองตามอักขรวิธี โดยเฉพาะ ร ล คำควบกล้ำตองออกเสียง
ใหชัดเจน

- เนนเสียงและถอยคำ ตามน้ำหนักความสำคญของใจความ ใชเสียงและจังหวะให
เปนไปตามเนื้อเรื่อง

- อานออกเสียงใหเหมาะสมกับประเภทของเรื่อง เชน ถาอานเรื่องที่ใหขอเท็จจริง
ทั่วไป จะอานออกเสียงธรรมดา
- ในระหวางที่อาน ควรกวาดสายตามองตัวอักษร สลับกับการเงยหนาขึ้นมาสบตา
ผูฟง


- ยืนทรงตัวในทาทางที่สงา มือที่จับทาทางทีเหมาะ ไมเกร็ง ไมยกกระดาษบังหนา

หรือไมถอไวต่ำเกนไป


หลักเกณฑในการอานออกเสียงรอยกรอง

การอานออกเสียงบทรอยกรอง คือ การอานคำประพันธที่เปนโคลง ฉันท กาพย กลอน ราย


ทีมฉันทลักษณหรือแบบแผนในการแตงเฉพาะแบบผูอานตองรูจักฉันทลักษณของคำประพันธแตละ


ประเภท การอานรอยกรอง คือ ถอยคำที่เรียบเรียงอยางไพเราะตามแผนบังคับของรอยกรองแตละ


ชนิด การอานออกเสียงรอยกรองแบงไดเปน ๒ แบบ คือ
- อานดวยเสียงธรรมดา เปนการอานออกเสียงธรรมดาแตมีจังหวะ และแบงคำ

ตามลักษณะของคำประพันธไดถูกตอง อานใหถูกตองตามอักขรวิธี ชัดเจน คลองแคลว อานใหถก
จังหวะ

๕๔


- อานเปนทำนองเสนาะ การอานทำนองเสนาะเปนศิลปะการอานอยางหนึ่ง

ที่ใชเสียงสูง ต่ำ อานอยางมจังหวะตามลักษณะคำประพันธ แบงวรรคตอบ และอานเนนคำตาม

ลักษณะฉันทลักษณแตละชนิด สอดแทรกอารมณใหเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง เชน ใชน้ำเสียงแสดง

อารมณ


ในที่นี้จะกลาวเฉพาะหลักการอานออกเสียงบทรอยกรองแบบออกเสียงปกติ คือ ออกเสียง

ธรรมดาเหมือนเสียงพูด การอานบทรอยกรองแบบอานดวยเสียงธรรมดาเหมือนปกติ คือ การอาน

เหมือนเสียงพูดธรรมดา ยึดหลักการอานเชนเดียวกับการอานบทรอยแกว คือ อานใหนาฟง อานให



ถูกตองตามอกขรวิธีหรือถกตองตามความนิยม อานใหชัดเจน อานมีจังหวะ และอานไดคลองแคลว

๕๕








ี่
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๕
ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู

วัตถุประสงคการเรียนรู

1. นิสิตสามารถบอกความรูเกี่ยวกับการอานได
2. นิสิตสามารถบอกประเภทของการอานได
3. นิสิตสามารถบอกเกี่ยวกับการใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรูได


กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาความรูเกี่ยวกับการอาน
๒. ใหนิสิตบอกประเภทของการอาน

ี่
๓. นิสิตบอกเกยวกับการใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู

๔. นิสิตฝกทักษะการอานโดยการอานออกเสียงและการอานในใจ

๕๖





บทที ๖
ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู


๑. ความรูเกี่ยวกับการเขียน




การเขียนเปนการบันทกและถายทอดความรู ความเจริญกาวหนา วิทยาการดานตางๆ

การเขียนเปนกิจกรรมอันเนื่องมาจากการสั่งสมประสบการณจากการฟง การดู การอาน ผูใดสามารถ




สั่งสมความรูทางปญญาไดมาก หากจะคดเขยนเรียบเรียงเปนผลงานการเขยนของตนเองกสามารถทำ
ไดมากกวาบุคคลที่ไมมความรูสะสมไว นอกจากนี้การเขียนยังเปนการแสดงความรู ความสามารถ

เจตคติ บุคลิกภาพ คานิยมของผูเขียนมาเปนลายลักษณอักษร การเขียนเปนทักษะการสงสารทักษะ

หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากในชีวิตประจำวันเพราะจะชวยใหจดจำสาระสำคัญจากสิ่งทไดอาน ไดฟง 
ี่

และดู ที่จะนำไปสูความสำเร็จในการศกษาและการประกอบวิชาชีพ

2. จุดมุงหมายของการเขยน


การจะเขียนสิ่งใดประการสำคัญที่ควรคำนึงถึง คือ จุดมุงหมายที่จะเขียนวาตองการสือ

ความเขาใจเรื่องใด อาจจำแนกวัตถุประสงคไดพอสังเขปดังนี้


๑. เพื่อการเลาเรื่อง เชน เลาเหตุการณ เลาประวัติ เลาประสบการณ
๒. เพื่อการอธิบายคำหรือความ เชน อธิบายถอยคำที่มักเขียนผิด อธิบายเรื่อง
การทำอาหาร อธิบายเรื่องการเดินทาง อธิบายเปรียบเทียบระหวางของสองสิ่ง
๓. เพื่อการโฆษณาจูงใจ เชน โฆษณาขายสินคาตางๆ โฆษณาภาพยนตร โฆษณา

ดวยถอยคำทั้งแบบธรรมดาพื้นฐานและมีน้ำเสียงปลุกอารมณ โฆษณาดวยรูปภาพหรือดวยเรื่อง

๔. เพื่อการปลุกใจ เชน บทเพลง บทความปลุกใจใหมีความสามัคคี ความโกรธ

ความโลภ ความหลง ใหสงบ ใหตอสูหรือหนี

๕. เพื่อการแสดงความคิดเห็นและแนะนำ เชน บทความเสนอทรรศนะ เสนอ
แนวความคิด เสนอความคิดเห็นโดยอางขอมูลและไมอางขอมูล เสนอความคิดเห็นที่ขัดแยงและ
ี่
สนับสนุน แนะนำสถานท แนะนำบุคคล แนะนำหนังสือ
๖. เพื่อการสรางจินตนาการ เชน นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร

บทรอยกรอง บทภาพยนตรซึ่งเปนลักษณะบันเทิงคดีเชิงสรางสรรค 


๗. เพื่อการลอเลียนเสียดสี ยั่วลอ เชน เรื่องทำนองตลกแฝงขอคด เขยนลอเลียน

เสียดสีดวยภาพ ดวยถอยคำ ดวยภาพและถอยคำ ดวยเรื่อง
๘. เพื่อการประกาศ แจงความ เชิญชวน เชน ประกาศของทางราชการองคการ
บริษัท หรือการเขียนแจงความในลักษณะตางๆ ตลอดจนการเขียนบัตรเชิญชวนในโอกาสตางๆ
๙. เพื่อการวิเคราะห เชน บทวิเคราะหขาว บทความ วรรณกรรม ภาษา
เหตุการณตางๆ

๕๗


๑๐. เพื่อการวิจารณ เชน วิจารณภาพยนตร หนังสือ วรรณคดี ศิลปะ บุคคล

คอลัมนตางๆ ในหนังสือ หนังสือพิมพ วารสาร

๑๑. เพื่อเปนขาว เชน การพาดหัวหนังสือพิมพ การเสนอขาวประเภทตางๆ
๑๒. เพื่อเฉพาะกิจ เชน การเขียนประกอบการตูน การเขียนจดหมาย การเขียน
หนังสือพิมพ


3. หลักการเขียนที่ดี

การเขียนที่ดีตองเขียนสื่อสารไดตรงตามหลักการ จุดประสงค สามารถถายทอด

ความรู ความคิดและอารมณใสลงไปในงานเขียนไดอยางครบถวน หลักการเขียนที่ดีสรุปไดดังนี้
๑. เขียนรูปคำใหถูกตองตามอักขรวิธี
๒. ใชคำใหตรงความหมาย สำนวนโวหารถูกตอง ประโยคไมกำกวม ไมใชคำ
ภาษาตางประเทศ
๓. การใชคำตามระดับของบุคคล (ระดับภาษา)

๔. เรียบเรียงคำเขาประโยคถกตอง สละสลวย




๕. ศึกษาการเขียนประเภทตางๆที่ถูกตองและชัดเจนตามรูปแบบของงานเขยน
๖. มีความรูในเรื่องที่เขียนเปนอยางดี มีการลำดับความคิด


๗. เขียนดวยลายมืออานงายถูกตองสะอาดการตรวจทานความถูกตองของคำเพอ
ปรับปรุงแกไขใหดี

งานเขียนที่ดีตองมีลักษณะ ดังนี เขียนดวยความรับผิดชอบ เขียนอยางประณีต เขียนให
เหมาะสมกับเนื้อหา เลือกระดับของภาษาใหเหมาะสม เขียนไดความชัดเจน เขียนสั้นรัดกุมและ
กระชับ และสามารถจูงใจผูฟงและผูอานใหคลอยตามได



๔. โวหารในการเขยน


การใชภาษาที่สละสลวย มีลีลา มีชั้นเชิง เรียกวา โวหาร โวหาร หมายถึง ถอยคำที่ใชใน
การสื่อสารที่เรียบเรียงเปนอยางดี มีวิธีการ มีชั้นเชิงและมีศิลปะ เพื่อสื่อใหผูรับสารรับสารไดอยาง
แจมแจง ชัดเจนและลึกซึ้ง รับสารไดตามวัตถุประสงคของผูสงสาร โวหารในการเขยน ประกอบดวย



1. บรรยายโวหาร หมายถง โวหารท่ใชบอกกลาว เลาเรื่อง อธิบาย หรือบรรยาย


เรื่องราว เหตุการณ ตลอดจนความรูตาง ๆ อยางละเอียด เปนการกลางถึงเหตุการณที่ตอเนื่องกน
โดยชี้ใหเห็นถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ สาเหตุที่กอใหเกิด เหตุการณ สภาพแวดลอม บุคคลท ่ ี
เกี่ยวของ ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณนั้น เพื่อใหผูรับสารเขาใจเนื้อหา สาระอยางแจมแจง
ชัดเจน เรื่องที่ใชบรรยายโวหาร ไดแก การเขียนตำรา รายงาน บทความ เรื่องเลา จดหมาย

บันทึก ชีวประวัติ ตำนาน เหตุการณ บรรยายภาพ บรรยายธรรมชาติ บรรยายบุคลิกลักษณะ
บุคคล สถานที่ รายงานหรือจดหมายเหตุ การรายงานขาว การอธิบายความหมายของคำ
การอธิบาย กระบวนการ การแนะนำ วิธีปฏิบัติในเรื่องตาง ๆ เปนตน

๕๘



2. พรรณนาโวหาร หมายถง โวหารทใชกลาวถึงเรื่องราว สถานท บุคคล สิ่งของ หรือ





อารมณอยางละเอียด สอดแทรกอารมณ ความรูสึกลงไปเพื่อโนมนาวใจ ใหผูรับสารเกด
ภาพพจน เกิดอารมณคลอยตามไปดวย ใชในการพูดโนมนาว อารมณของผูฟง หรือเขียนสดุดี
ชมเมือง ชมความงามของบุคคล สถานที่และแสดงอารมณความรูสึกตาง ๆ เปนตน

3. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารทมงโนมนาวใจใหเกดความรูสึกคลอยตาม เปนการ



กลาวในเชิงอบรม แนะนำสั่งสอน เสนอทรรศนะ ชี้แนะ หรือโนมนาว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล
ตัวอยาง หลักฐาน ขอมูล ขอเท็จจริง สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ตาง ๆ มาแสดงเพื่อใหผูอาน



ี่
เกิดความเขาใจทกระจางจนยอมรับเชื่อถอมความเห็น คลอยตาม และปฏิบัติตาม โวหารประเภทนี้
มักใช ในการใหโอวาท อบรมสั่งสอน อธิบายหลักธรรม และคำชี้แจงเหตุผล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การ
เสนอทรรศนะ เปนตน ควรใชโวหารอื่นประกอบดวยเพื่อใหชวนติดตาม การเขียนเทศนาโวหารตอง

ใชโวหารประเภทตาง ๆ มาประกอบอาจจะใชบรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร
และสาธกโวหารดวย มักใชกับงานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดง ความคิดเห็น
ความเรียง เปนตน แตสวนใหญมักจะเขาใจวาเทศนาโวหารเปนโวหารที่มุงสั่งสอน
4. สาธกโวหาร หมายถง โวหารท่มงใหความชัดเจนโดยการยกตวอยางหรือเรื่องราว





ประกอบการอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ขอคิดเห็นตาง ๆ ใหหนักแนน สมเหตุสมผล ทำให

ผูรับสารเขาใจเนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอยางแจมแจง ชัดเจน ดูสมจริง หรือนาเชื่อถอยิ่งขน
ึ้
ตัวอยางหรือเรื่องราว ที่ยกขึ้นประกอบอาจเปนเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องราวยาว ๆ ก็ไดตามความ
เหมาะสม เชน ประสบการณตรงของผูสงสาร เรื่องราวของบุคคล เหตุการณ นิทาน ตำนาน
วรรณคดี เปนตน สาธกโวหารมักใชเปนอุทาหรณ ประกอบอยูในเทศนาโวหาร หรืออธิบายโวหาร


5. อปมาโวหาร หมายถง การใชการใชถอยคำอยางมีชั้นเชิง ในการแสดงการเปรียบเทยบ

ประกอบขอความ เพื่อใหผูอาน เขาใจชัดเจนยิ่งขึ้น ทำใหเขาใจเรื่องราวไดแจมแจง การใชอุปมา
โวหารนี้มีลักษณะการใชหลายลักษณะ ดังนี้
- เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันสองสิ่ง มักมคำวา เหมือน ดุจ คลาย เปรียบอยาง ดัง

ฯลฯ เปนตัวเชื่อมคำอุปมาอุปไมยใหสอดคลองกัน (อุปไมย แปลวา ที่กลาวกอน อุปมา แปลวา ท ่ ี
กลาวเปรียบ) เชน ดีใจเหมือนไดแกว, เลาปดีใจเหมือนปลาไดน้ำ



- เปรียบเทียบโดยการโยงความคิดจากสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งหนึง เปนการเปรียบโดยนัย ตอง
อาศัยการตีความประกอบ ครูเหมือนเรือจาง, ชาวนาเปนกระดูกสันหลังไทยทั้งชาติ
- เปรียบเทียบโดยการซ้ำคำ จะมารักเหากวาผม จะมารักลมกวาน้ำ จะมารักถ้ำกวา
เรือน จะมารักเดือนยิ่งกวาตะวัน จะมารักตัวออกเฒายิ่งกวาตัวเองเลา

- เปรียบเทียบโดยการยกตัวอยางประกอบ เชน พระราชา ๑ หญิง ๑ ไมเลื้อย ๑ ยอม
รักผูคนและสิ่งที่อยูใกล ๆ
- เปรียบความขัดแยงหรือเปรียบสิ่งที่อยูตรงกันขาม คือ การนำสิ่งที่ตรงกันขาม มา
เปรียบกัน เชน เปรียบน้ำกับไฟ ดินกับไฟ อิเหนากับจรกา รักยาวใหบั่น รักสั้นใหตอ


- เปรียบเทียบโดยใชชื่อเทียบเคียง เชน ปากกามีอำนาจกวาคมดาบ, จากเปลไปถง
หลุมฝงศพ

๕๙





5. การใชถอยคำในภาษาเขยน
ภาษาเขียนจะนาสนใจ ชวนใหติดตามควรพิจารณาถึง ถอยคำ ใหมากและตองรูจักนำ
ถอยคำมาเรียบเรียงใหเหมาะสมกับสภาพการณ ใหอยูในตำแหนงที่เหมาะสมเพื่อจะไดสื่อ
ความหมายไดตรงเปาประสงค สรุปประเด็นเรื่องถอยคำที่จะใชในภาษาเขียนไดดังนี ้

๑. ใชถอยคำ การเขยนคำใหถกตองตามหลักภาษาและความนิยม



๒. ใชถอยคำใหสัมพันธตอเนื่องกัน โดยพิจารณาถึงหนาที่ของถอยคำนั้นๆ วาทำ


หนาทอะไรในประโยค
๓. เรียงเรียงถอยคำเขาประโยคตองใหมีความหมายเดนชัดเพียงประการเดียว
ไมใชภาษากำกวมหรือหลายนัย
๔. ใชถอยคำตามฐานะ ตามระดับภาษา ควรเลือกใหเหมาะสมกับโอกาสและ
บุคคล
๕. ใชถอยคำใหตรงความหมาย
๖. ใชถอยคำที่ตางกันแตใหมีความหมายใกลเคียงกันเพื่อเนนความหมาย อาจ
หลีกเลี่ยงการใชคำซ้ำๆ กัน ซึ่งเรียกลักษณะเชนนี้วา การหลากคำ เชน ตั้งอกตั้งใจและเอาใจใส,

ความรอบคอบและละเอียดถี่ถวน

6. การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน



6.1 การเขียนหนังสอราชการ

หนังสือราชการเปนการเขียนเพื่อสื่อความหมายใหเขาใจตรงกันเปนสิ่งสำคัญ เพราะจะ

ชวยใหประหยัดเวลา และปฏิบัติงานไดตรงจุดประสงค การเขียนหนังสือโตตอบมิไดมีความหมาย
เพียงตัวหนังสือ และเอกสารเทานั้น หากยังบงบอกถึงประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร
และองคกรนั้นๆ ดวย ดังนั้นจึงจำเปนตองเขียนใหดีเพื่อเปนภาพลักษณขององคกรตอไป



๑) ลักษณะของหนังสือราชการ
หนังสือราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยงานสารบรรณ
พ.ศ. 2526 และระเบียบสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 หมายถึง เอกสารที่เปนหลักฐานใน
ราชการ ไดแก

1. หนังสือราชการที่มีไปมาระหวางสวนราชการ เชน หนังสือ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร มีถึงกระทรวงศึกษาธิการ
2. หนังสือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่น ซึ่งมใชสำนักงานราชการ หรือไปถึง

บุคคลภายนอก เชน หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ถึง นางปวีณา หงสกุล เปนตน

3. หนังสือหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือบุคคลภายนอก มีมาถงสวน

ราชการ เชน สมาคมโรงพยาบาลเอกชน มีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
4. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเปนหลักฐานในราชการ เชน ใบเสร็จรับเงิน
5. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ เชน ระเบียบ

กระทรวงการคลัง วาดวยการจายเงินเพิ่มพิเศษฯ

๖๐



2) ชนิดของหนังสือราชการ


หนังสือราชการ จำแนกไดเปน 6 ชนิด ดังนี้
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน

3. หนังสือประทบตรา

4. หนังสือสั่งการ
5. หนังสือประชาสัมพันธ

6. หนังสือเจาหนาที่ทำขึ้นหรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ

๑. หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธี โดยใชกระดาษตรา
ครุฑเชน หนังสือติดตอราชการระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการที่มีถึงหนวยงานอื่นใด ซึ่งมิใช
สวนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก

2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือ
ภายนอกเปนหนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน โดยใชกระดาษบันทึก
ขอความ


3. หนังสือประทับตรา คือ หนังสือท่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของ
หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูทไดรับมอบหมาย
ี่
ุ
จากหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปเปนผูรับผิดชอบลงชื่อกำกบตรา โดยมีความมงหมายวาเปน

การแบงเบาภาระในเรื่องการลงชื่อใน หนังสือราชการ สมควรจะใหขาราชการชั้นหัวหนากองเปน

ผูรับผิดชอบในหนังสือธรรมดาได จึงไดกำหนดใหมีหนังสือที่มิตองลงชื่อขึ้นเพื่อความสะดวกและ


ี่
รวดเร็ว การใชหนังสือประทับตราจะใชในกรณทเปนเรื่องไมสำคัญมากนัก เชน การขอรายละเอยด
เพิ่มเติม การสงสำเนาหนังสือ สิ่งของหรือเอกสาร การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวของกับราชการสำคัญ
หรือการเงิน การแจงผลงานที่ไดดำเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบการเตือนเรื่องท ่ ี

คางหรือ เรื่องที่หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนด โดยทำเปนคำสั่งวาใหใชหนังสือ
ประทบตรา

4. หนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด ไดแก คำสั่ง ระเบียบ และขอบังคับ
- คำสั่ง คือ บรรดาขอความที่ผูบังคับบัญชาสั่งการใหปฏิบัติโดยชอบดวย

กฎหมาย ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- ระเบียบ คือ บรรดาขอความที่ผูมีอำนาจหนาที่ไดวางไว โดยจะอาศัย
อำนาจของกฎหมายหรือไมก็ได เพื่อถือปฏิบัติเปนการประจำ ใชกระดาษตราครุฑ และใหใชตาม
แบบที่กำหนดไว

- ขอบังคับ คือ บรรดาขอความที่ผูมีอำนาจหนาที่กำหนดใหใชโดยอาศัย
อำนาจของกฎหมายที่บัญญัติใหกระทำได ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว

๖๑


5. หนังสือประชาสัมพันธ มี 3 ชนิด ไดแก ประกาศ แถลงการณ ขาว
- ประกาศ คือ บรรดาขอความที่ทางราชการประกาศ หรือชี้แจงใหทราบ

หรือแนะแนวทางปฏิบัติ ใหใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดให
- แถลงการณ คือ บรรดาขอความที่ทางราชการแถลงเพื่อความเขาใจใน
กิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ หรือกรณีอื่นๆ ใหทราบชัดเจนทั่วกัน ใชกระดาษตราครุฑ

และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- ขาว คือ บรรดาขอความที่ทางราชการ เห็นสมควรเผยแพรใหทราบใหจัดทำ
ตามแบบที่กำหนดไว

6. หนังสือที่เจาหนาที่จัดทำขึ้นหรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ คือ หนังสือท ่ ี

ทางราชการทำขึ้น นอกจากที่ไดกลาวมาแลวขางตน หรือหนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชหนวยงาน
ราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงสวนราชการ และสวนราชการรับไวเปนหลักฐานของราชการ
มี 4 ชนิด คือ
- หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่สวนราชการออกใหเพื่อรับรองแกบุคคล นิติ

บุคคล หรือหนวยงาน เพื่อวัตถุประสงคอยางหนึ่งอยางใดใหปรากฏแกบุคคลโดยทั่วไปไมจำเพาะ
เจาะจง ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว

- รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผูมาประชุม และมติของ
ที่ประชุมไวเปนหลักฐานใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- บันทึก คือ ขอความซึ่งผูใตบังคับบัญชาเสนอตอผูบังคับบัญชาหรือ
ผูบังคับบัญชาสั่งการแกผูใตบังคับบัญชา หรือขอความที่เจาหนาที่ หรือหนวยงานระดับต่ำกวาสวน
ราชการระดับกรมติดตอกันในการปฏิบัติราชการ โดยปกติใหใชกระดาษบันทึกขอความ

ี่
หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดทเกิดขนเนื่องจากการปฏิบัติงานของ
ึ้
เจาหนาที่เพื่อเปนหลักฐานในทางราชการ ซึ่งหมายรวมถึง ภาพถาย ฟลม แถบ บันทึกเสียง และ
แถบบันทึกภาพดวย หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นตอเจาหนาที่ และเจาหนาที่ไดรับทะเบียน

หนังสือของทางราชการแลว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดขึ้นใชตามความ

เหมาะสม เวนแตมีแบบกฎหมายเฉพาะเรื่องใหทำตามแบบ เชน โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง
หลักฐานการสืบสวน และสอบสวน และคำรอง เปนตน

3) วิธีการรางหนังสือใหถูกตอง

การรางหนังสือใหถูกตองจะมีหลักการเขียนซึ่งสามารถนำมาเปนแนวทางในการ


ปฏิบัติ 4 ประการดงนี การเขียนถูกแบบ การเขียนใหถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษา ถูกความนิยม
1. การเขียนถูกแบบ คือ จะตองทราบวาหนังสือที่จะรางเปน “หนังสือภายใน”
“หนังสือภายนอก” หรือ “หนังสือประทับตรา” ฯลฯ เมื่อเลือกหนังสือไดแลว ก็จัดโครงสรางหนังสือ
ใหถูกแบบ จัดวางขอความใหถูกที่และใชถอยคำใหถูกตองตามทกำหนด เชน
ี่
- เรื่อง ตองเขียนในหนังสือภายใน และหนังสือภายนอก ไมตองเขียนใน

หนังสือประทบตรา
- คำขึ้นตน ใชคำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ

๖๒


- คำลงทาย เขียนเฉพาะหนังสือภายนอก ซึ่งตองใชคำลงทายตามระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ สวนหนังสือภายใน และหนังสือประทับตรา ไมมีคำลง

ทาย
2. การเขียนใหถูกเนื้อหา เนื้อหาตองประกอบดวย
- เหตุที่มีหนังสือไป ซึ่งอาจเปนเหตุมาจากผูมีหนังสือไป หรือเหตุจาก
บุคคลภายนอก หรือเหตุจากเหตุการณปรากฏขึ้น หรือเหตุจากผูรับหนังสือ และอาจเปนเหตุท ี ่

เกิดขึ้นใหม หรือเหตุที่มีเรื่องเดิมที่เคยติดตอกันมา และอาจจะมีเรื่องสืบเนื่อง หรือเรื่องที่เกี่ยวของ
ดวยก็ได
- จุดประสงคของการเขียนหนังสือไป คือ จะใหผูรับหนังสือทำอะไร หรือทำ

อยางไร
- สวนสรุปความ คือ บอกความประสงค ความตองการของหนังสือ
3. ถูกหลักภาษา ตองคำนึงถึง เรื่องหลัก 2 เรื่อง คือ
- รูปประโยค แบบไมมีกรรม แบบมีกรรม แบบประโยคซอนและแบบกรรม
รวม

- ความสัมพันธของขอความ ระหวางประโยคกับประโยค ระหวางคำ ประธาน-
กิริยา-กรรม-คำประกอบ ระหวางคำที่แยกครอมขอความ ระหวางคำรวมกับคำแยก และระหวาง

คำหลักกบคำขยาย
4. การเขียนใหถูกความนิยม
ลักษณะสำนวนภาษาและการเขียนขอความในหนังสือราชการ
ระเบียบสำนักนายรัฐมนตรีวาดวยงานสารบรรณ ไดวางหลักการเขียนขอความใน
หนังสือราชการ ดังนี้
สวนที่เปนเหตุผล ใหเขียนเฉพาะที่จำเปน และถาเปนเรื่องที่เคยคิดตอกัน

มาแลวก็อาง หรือเทาความเรื่องเดิมอยางยอที่สุด
สวนที่เปนความประสงค ระบุวาจะทำอะไร เพื่อสะดวกแกผูรับหนังสือ
เพื่อพิจารณาและปฏิบัติไดอยางถูกตอง ถามีความประสงคหลายขอ ก็ใหแยกเปนขอๆ ใหชัดเจน

หนังสือฉบับแรก มกขนตนดวย “ดวย.............” “เนืองดวย.............”









“เพอ.............”และขนตนขอความทประสงควา “จึง.............”














หนังสือตอบรับ มกขนตนดวย “ตาม.............” “ตามท.............นัน” และ



ขึ้นตนขอความที่เปนความประสงควา “บัดนี.............”

ขอความทิ้งทาย ในตอนจบของหนังสือราชการ มักใชสำนวนดังนี้ “จึง

เรียนมาเพื่อทราบ” “จึงเรียนมาเพื่อขออนุมัติ” “จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ” (ขึ้นอยูกบ
วัตถุประสงคของเรื่องที่เขียน)

4) ขอควรสังเกตในการใชภาษาของหนังสือราชการ
ลักษณะสำนวนภาษาของหนังสือราชการที่บกพรอง ดังนี้
1. ไมชัดเจน ไดแก การใชคำหรือประโยคที่คลุมเครือ ซึ่งตีความหมายได
หลายอยางทำใหผูอานเขาใจยาก หรือไมเขาใจความประสงค เชน

๖๓


“หากมีขอขัดของประการใด โปรดแจงใหทราบดวย”

ควรเปน “หากมีขอขัดของประการใด โปรดแจงใหทราบภายใน 7 วัน
นับตั้งแตวันทไดรับหนังสือนี้ดวย”
ี่
2. ไมสุภาพแนบเนียน ไดแก การใชคำหรือความที่หวน ทำใหผูอาน
เขาใจวาไดรับ การขูบังคับจึงไมเกิดผลดีในดานความสัมพันธตอกัน เชน








“ดงนันทาง.......ขอใหทานนำเงนคา............ไปชำระท...........
ภายในกำหนดเวลาดังกลาวมิฉะนั้นจะจัดการตามระเบียบตอไป”
ควรเปน “ดังนั้นทาง....... ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินคา.......ไป

ชำระท................ภายในกำหนดเวลาดงกลาว เพอปฏิบัตให






ถูกตองตามระเบียบตอไป”
3. ไมถูกตอง ไดแก การเขียนไมถูกตองแบบหนังสือราชการที่ระเบียบ
กำหนดไว เขียนไมถูกหลักภาษา ใชภาษาพูด หรือใชภาษาผิดระดับ เชน
“ขอเรียนวาไมรับขอมูลอะไรที่เปนประโยชนในการพิจารณาเลย”

ควรเปน “ขอเรียนวาไมไดรับขอมูลอันใดที่เปนประโยชนในการพิจารณา”
4. ไมไดความสมบูรณ ไดแก การเขียนโดยขาดสาระสำคัญบางตอน เชน




“ตามททานได...... โดยคางชำระคา..........ประเภท....... นัน.......



ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินไปชำระภายในกำหนดเวลาดวย”
ควรเปน “ตามที่ทานได.........โดยคางชำระคา.........ประเภท.........นั้นตาม

ระเบียบของ.......เมื่อทานไดรับใบแจงหนี้คา...... แลว ทานจะตองนำเงินไปชำระที่......ภายใน 15 วัน
โดยจะไมมีเจาหนาที่ออกไปเก็บเงินจากทาน ดังนั้น.....ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินคา......
ไปชำระที่.........ภายในกำหนดเวลาดังกลาวดวย”
5. ไมกะทัดรัด ไดแก การใชคำหรือประโยคฟุมเฟอยเกินความจำเปน
เชน
“รัฐบาลไดกำหนดนโยบายดานตางๆ ทานจะตองคอยติดตาม

นโยบายของรัฐบาลวามีนโยบาลสำคัญ และนโยบายรับดวน อะไรบาง นโยบายไหนที่เกี่ยวของกบ
หนวยงานของทานเองก็จะนำนโยบายนั้น ไปกำหนดแผนปฏิบัติงานใหสอดคลองกับนโยบายของ
รัฐบาล”

ควรเปน “รัฐบาลไดกำหนดนโยบายดานตางๆ ทานจะตองติดตามวาม ี
นโยบายใดสำคัญและรีบดวนที่เกี่ยวของกับหนวยงานของทาน ซึ่งจะตองนำไปกำหนดแผนปฏิบัต ิ

งานใหสอดคลองดวย”
6. ขาดความสละสลวย ไดแก การเรียนลำดับความไมเปนไปตาม
ความสำคัญหรือไมลำดับตามหัวขอที่เหมาะสม การเขียนขาดเอกภาพ ขอความไมสัมพันธ
ตอเนื่องกัน ฯลฯ เชน

“กรม....... ขอเรียนวาไดดำเนินการตามที่ทานไดขอใหกรม.......


ดำเนินการเรื่อง........ ตามททานประสงคแลว ปรากฏวา.......”


ควรเปน “ตามททานขอใหกรม.......... ดำเนินการเรือง.........นัน กรม.........






ไดดำเนินการตามที่ทานประสงคแลว ปรากฏวา...........”

๖๔



รูปแบบหนังสอภายนอก
























รูปแบบหนังสอภายใน


๖๕



รูปแบบหนังสอประทับตรา

























รูปแบบหนังสอสั่งการ

๖๖



๖.2 การวางแผนและการเขยนโครงการ


ความหมายของการวางแผน
การวางแผน คือ การมองอนาคต เปนการใชความคิดมองจินตนาการ การเล็งเห็น
จุดหมายที่ตองการ การคาดปญหาเหลานั้นไว ลวงหนาตระเตรียมวิธีการตางๆ เพื่อคัดเลือกทางทดี
ี่
ไวอยาง ถูกตอง ตลอดจนการหาทางแกไขปญหาตางๆ เหลานั้น กำหนดเปาหมายและวาง

กำหนดการเพื่อใหสำเร็จลุลวงไปตามจุดประสงคที่ตั้งไว

ประโยชนของการวางแผน

๑. เปนเครื่องชวยใหมีการตัดสินใจอยางมีหลักเกณฑ เพราะไดม ี
การศึกษาสภาพเดิมในปจจุบันแลว กำหนดสภาพใหมในอนาคต ซึ่งไดแก การตั้งวัตถุประสงค หรือ
เปาหมาย แลวหาลูทางที่จะทำใหสำเร็จตามที่มุงหวัง
๒. เปนศูนยกลางประสานงาน เชน ในการจัดการศึกษาเราสามารถ

ใชการวางแผนเพื่อประสานงานการศึกษาทุกระดับและทกสาขาใหสอดคลองกันได
๓. ทำใหการปฏิบัติงานตางๆเปนไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลเพราะการวางแผนเปน การคิดและคาดการณไวลวงหนาและเสนอทางเลือก ที่จะ
กอใหเกิดผลที่ดีที่สุด

๔. เปนเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบ
การปฏิบัติงานของฝายตางๆใหเปน ไปตามนโยบายและเปาหมายที่ตองการ

ความหมายของโครงการ
โครงการ คือ แผนในการทำงานอยางเปนระบบ แบบแผนวารจะดำเนินการอะไร

เพราะเหตุใด อยางไร ที่ไหน เพื่ออะไร ใครทำ วัดผลอยางไรและผลจะเปนอยางไร

ลักษณะที่ดีของโครงการ

ลักษณะของโครงการทด มีดังนี้



๑. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาตองมีผลอยางนอยที่สุดอยางใดอยางหนึ่งในหัวขอตอไปนี้

- สนองตอบ สนับสนุนตอนโยบายสวนรวมของประเทศหรือนโยบาย
หนวยงานตนสังกัด

- กอใหเกดการพัฒนาทั้งเฉพาะสวนและการพัฒนาโดยสวนรวมของ
ประเทศ
- แกปญหาที่เกิดขึ้นไดตรงจุดตรงประเด็น
๒. สามารถแกปญหาของตนเอง ทองถิ่น ชุมชนได

๓. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถวน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถ
ตอบคำถามตอไปนี้ไดคือ
- โครงการอะไร = ชือโครงการ

- ทำไมจึงตองริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล

- ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค 

๖๗


- ปริมาณที่จะทำเทาไร = เปาหมาย
- ทำอยางไร = วิธีดำเนินการ


- จะทำเมอไร นานเทาใด = ระยะเวลาดำเนินการ
ื่


- ใชทรัพยากรเทาไรและไดมาจากไหน = งบประมาณ แหลงทมา

- ใครทำ = ผูรับผิดชอบโครงการ
- ตองประสานงานกับใคร = หนวยงานที่ใหการสนับสนุน
- จะบรรลุวัตถประสงคหรือไม = การประเมนผล




- เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแลวจะไดอะไร = ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
4. รายละเอียดของโครงการ ตองมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธกัน เชน
- วัตถุประสงคตองสอดคลอง กับหลักการและเหตุผล
- วิธีดำเนินการตองเปนทางที่ทำใหบรรลุวัตถุประสงคได
- ผลที่คาดวาจะไดรับตองกำหนดใหตรงตามวัตถุประสงค 
ี่
- การประเมินผลตองตรงตามวัตถุประสงคและเปาหมายทกำหนดไว
๕. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเปนแนวทางใหผูอื่นอานแลวเขาใจ สามารถ

ดำเนินการตามโครงการได
๖. เปนโครงการที่ปฏิบัติไดและสามารถติดตามและประเมินผลได


ขอสังเกต โครงการที่กำหนดขึ้นแมเปนโครงการที่มีลักษณะดีเพียงใด แตตัวโครงการก็ไม 

อาจแกไขปญหาตางๆ ขององคการ หนวยงาน หรือ สังคมของชนกลุมใหญ ตามที่ไดเขียนไวใน
โครงการไดทั้งหมด เพราะการดำเนินโครงการเพื่อแกไขปญหาตางๆ ในโครงการยังมีสวนประกอบ
หรือปจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่อาจทำใหการดำเนินงานของโครงการบรรลุถึงเปาหมายอยางดอย
ประสิทธิภาพ นอกจากนี้โครงการหนึ่งอาจเปนโครงการที่ดีที่สุดในระยะหนึ่งแตอาจเปนโครงการทใช
ี่
ประโยชนไดนอยในอีกเวลาหนึ่งก็เปนไปได

องคประกอบของโครงการ

๑. ชื่อโครงการ ใหระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสมและใชเรียกเหมือนเดิม
ทุกครั้งจนกวาโครงการจะแลวเสร็จ มีความหมายชัดเจนวาจะทำอะไร ไมยาวเกินไป และมีความ
นาสนใจ
๒. สนองยุทธศาสตร (มหาวิทยาลัย/คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร)



ขอท...........


๓. กลยุทธโรงเรียน ขอท...............





๔. สนองมาตรฐานการศกษาท..............
๕. ลักษณะงาน/โครงการ........................







๖. หลักการและเหตผล เพอใหผูอนุมตโครงการไดเหนประโยชนของโครงการ
โดยชี้แจงรายละเอียดของปญหา/ความจำเปนที่เกิดขึ้นและที่จะตองแกไข ผลประโยชนที่จะไดรับ

จากการดำเนินงานตามโครงการ เปนโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคลองกบ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ หรือแผนอื่น ๆ อยางไร ถาไมทำโครงการดังกลาวจะเกดผล
เสียหายโดยตรง หรือผลเสียหายในระยะยาวอยางไร

๖๘




๗. วัตถุประสงค เปนการบอกใหทราบวา การดำเนินงานตามโครงการนั้นมความ

ตองการใหอะไรเกิดขึ้นควรระบุวัตถประสงคที่ชัดเจน ปฏิบัติไดและวัดและประเมินผลได ควรเขียน
ในรูปวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม เปนรูปธรรมมากกวานามธรรม โครงการหนึ่ง ๆ อาจจะม ี
วัตถุประสงคมากกวา ๑ ขอได แตทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงคไวมาก ๆ อาจจะทำใหผูปฏิบัติมองไม 
ชัดเจน และอาจจะดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคไมได ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงคที่ชัดเจน
ปฏิบัติไดวัดได เพียง ๑-๓ ขอ

8. เปาหมาย ใหระบุวาจะตองการสิ่งใด โดยพยายามแสดงใหปรากฏเปนรูป
ตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำไดภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเปาหมาย ระบุเปนเปาหมายเชิง
คุณภาพและหรือเชิงปริมาณ ใหสอดคลองกับวัตถุประสงคและความสามารถในการทำงานของ

ผูรับผิดชอบโครงการ
9. กิจกรรม คืองานหรือภารกิจซึ่งจะตองปฏิบัติในการดำเนินโครงการใหบรรลุ
ตามวัตถุประสงค จะรวบรวมกิจกรรมทุกอยางไวแลวนำมาจัดลำดับวาควรจะทำสิ่งใดกอน-หลัง
หรือพรอมกัน ตั้งแตระยะการเตรียมโครงการจนถึงขั้นตอนสุดทายที่ทำใหโครงการบรรลุ
วัตถุประสงค อาจเขียนในรูปตารางหรือปฏิทินการปฏิบัติงานเพื่อสะดวกในการปฏิบัติหรือ

ตรวจสอบ
10. สถานที่ดำเนินการ ระบุสถานที่ที่เกี่ยวของในการดำเนินการกิจกรรม
โครงการ


11. ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแตเริ่มตนดำเนิน

โครงการจนเสร็จสินโครงการ ปจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ป ที่เริ่มตนและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน
ความยาวของโครงการ เชน ๖ เดือน หรือ ๑ ป โดยไมระบุเวลาเริ่มตน-สิ้นสุด เปนการกำหนด
ระยะเวลาที่ไมสมบูรณ 
12. งบประมาณ เปนประมาณการคาใชจายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนก



รายการคาใชจายอยางชัดเจน การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหลงทมาของงบประมาณทมา


ของงบประมาณอาจแยกออกไดเปน ๓ ประเภท คอ


- เงินงบประมาณแผนดิน เงินกูและเงินชวยเหลือจากตางประเทศ
- เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เชน เงินเอกชนหรือองคการเอกชน เปนตน

- เงินรายไดของหนวยงานที่สังกัด
สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ตองการ เชน คน วัสดุ ฯลฯ
13. ผูรับผิดชอบดำเนินโครงการ เปนการระบุเพื่อใหทราบวาหนวยงานใดเปน

เจาของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการยอย ๆ บางโครงการระบุเปนชื่อบุคคลผูรับผิดชอบเปน
รายโครงการได 
14. ผลที่คาดวาจะไดรับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแลว จะเกิดผลอยางไรบาง
ใครเปนผูไดรับผลประโยชนในเรื่องนี้ สามารถเขียนทั้งผลประโยชนโดยตรงและผลประโยชนที่เกด

จากผลกระทบของโครงการ
๑๕. การติดตามและการประเมินผล ไดจาก แบบประเมินโครงการ แบบ
ประเมินผลงานกิจกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการรวมกิจกรรม แบบสัมภาษณผูรวมกิจกรรม
เปนตน

๖๙


๖.3 การแตงคำประพนธ



ความหมายของคำประพนธ



คำประพันธ คือ ถอยคำท่ไดรอยกรอง หรือเรียบเรียงข้น โดยมีขอบังคับ จำกัดคำ
และวรรคตอน ใหรับสัมผัสกันอยางไพเราะ ตามกฎเกณฑ ที่ไดวางไวในฉันทลักษณ คำประพันธ



จำแนกออกเปน ๔ ชนิดใหญๆ คือ โคลง ฉันท กาพย และกลอน คำประพันธทดี จะตอง


ประกอบดวยลักษณะ ๓ ประการ คอ
๑. มีขอความดี
๒. มีสัมผัสดี
๓. แตงถูกตองตามลักษณะบังคับ

ประเภทของคำประพนธไทย


คำประพันธสวนใหญที่นำมาใชในการเรียนการสอนปจจุบัน มี ๔ ประเภท ดังนี้


กลอน เปนคำประพันธชนิดหนึ่งที่มีลักษณะบังคับคณะและสัมผัสแตไมบังคับ เอกโท และ
ครุ-ลหุ กลอนสองวรรคเทากับหนึ่งบาท กลอนสี่บาทเทากับหนึ่งบท วรรคทั้งสี่ของกลอนยังมีชือ

เรียกตาง ๆ กันอีก คือ
๑. วรรคแรก หรือ วรรคสดับ คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงเตน (คือ
นอกจากเสียงสามัญ) จะทำใหเกิดความไพเราะ แตถาจะใชเสียงสามัญก็ไมหาม
๒. วรรคสอง หรือ วรรครับ คำสุดทายของวรรคนิยมเสียงจัตวา จะใชเสียง
เอก เสียงโทบางก็ได แตไมควรใชเสียงสามัญหรือเสียงตรี ถาจะใชเสียงเอก คำสุดทายของวรรค

รองควรเปนเสียงตรี
๓. วรรคสาม หรือ วรรครอง คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงสามัญ ไมควรใช
คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต

๔. วรรคสี่ หรือ วรรคสง คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงสามัญ หามใชคำ
ตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต จะใชคำตายเสียงตรีบางก็ได

ผังภูมิกลอนสภาพ


๗๐



ตัวอยางคำประพันธกลอนสุภาพ


ไดสิบเดือนเหมือนไดสักสิบขวบ ดูขาวอวบอวนทวนเปนนวลฉวี
ออกวิ่งเตนเลนไดไกลกุฎี เที่ยวไลขี่วัวควายสบายใจ
แลวลงน้ำปล้ำปลาโกลาหล ดาบสบนปากเปยกเรียกไมไหว

สอนใหหลานอานเขียนร่ำเรียนไป แลวก็ใหวิทยาวิชาการ
รูลองหนทนคงเขายงยุทธ เหมือนสินสมุทรพี่ยาทั้งกลาหาญ
ไดเห็นแตแมมัจฉากับอาจารย จนอายุกุมารไดสามป
จากเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู


ผังภูมิกลอนดอกสรอย









ตัวอยางคำประพันธกลอนดอกสรอย

วังเอยวังเวง หงางเหงง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผายลาทิวากาล คอยคอยผานทองทุงมุงถิ่นตน

ชาวนาเหนื่อยออนตางจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแหงหน
ทิ้งทุงใหมืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยูเดียวเอย
จากเรื่องกลอนดอกสรอยรำพึงในปาชาของพระยาอุปกิตศิลปสาร


ผังภูมิกลอนสักวา

๗๑


ตัวอยางคำประพันธกลอนดอกสรอย


สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไมเหมือนแมนพจมานที่หวานหอม

กลินประเทยบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะนอมจิตโนมดวยโลมลม

แมนลอลามหยามหยาบไมปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดตองเข็ดขม

ผูดีไพรไมประกอบชอบอารมณ ใครฟงลมเมินหนาระอาเอย

จากหนังสือสาระการเรียนรูพื้นฐาน ชุด ภาษาเพื่อชีวิตวรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศึกษาปที่ 2
ของพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ

กาพย เปนคำประพันธชนิดหนึ่งที่บังคับจำนวนคำและสัมผัส จัดวรรคตางจากกลอนและไม 


บังคับเสียงวรรณยุกตทายวรรค ไมมีบังคับเอก-โท เหมอนโคลง และไมมบังคบครุและลหุเหมอนฉันท




กาพยเปนคำประพันธที่ปรากฏมาตั้งแตในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งที่แตงเปนหนังสืออานเลน แตง
เปนหนังสือสวด หรือเปนนิทาน กระทั่งเปนตำราสอนก็มี กาพยมีดวยกันหลายชนิด แตละชนิดม ี
ลักษณะเฉพาะแตกตางกัน

ผังภูมิกาพยยานี ๑๑









ตัวอยางคำประพันธกาพยยานี ๑๑


ปลากรายวายเคียงค ู เคลากันอยูดูงามดี
ี่
แตนางหางเหินพ เห็นปลาเคลาเศราใจจร
เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองออนทั้งกาย
ใครตองของจิตชาย ไมวายนึกตรึกตรึงทรวง
นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน
แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง
จากเรื่องกาพยเหเรือของเจาฟากุง


โคลงสี่สุภาพ เปนคำประพันธประเภทรอยกรองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีปรากฏในวรรณคดีไทย
มานานแลว วรรณคดีไทยฉบับที่เกาและมีชื่อเสียงมากฉบับหนึ่งคอ "ลิลิตพระลอ" มโคลงสี่สุภาพบท




หนึ่งถูกยกมาเปนบทตนแบบที่แตงไดถูกตองตามลักษณะบังคับของโคลงสี่สุภาพ คือนอกจากจะม ี
บังคับสัมผัสตามที่ตาง ๆ แลว ยังบังคับใหมีวรรณยุกตเอกโทในบางตำแหนงการประพันธโคลงสี ่
สุภาพ

๗๒


ลักษณะโคลงสี่สุภาพ คณะของโคลงสี่สุภาพ คือ บทหนึ่ง มี ๔ บาท (เขียนเปน

๔ บรรทด) ๑ บาทแบงออกเปน ๒ วรรค โดยวรรคแรกกำหนดจำนวนคำไว ๕ คำ สวนวรรคหลัง ใน
บาทที่ ๑,๒ และ ๓ จะมี ๒ คำ (ในบาทที่ ๑ และ ๓ อาจเพิ่มสรอยไดอีกแหงละ ๒ คำ) สวนบาทที่ ๔
วรรคที่ ๒ จะมี ๔ คำ รวมทั้งบท มี ๓๐ คำ และเมื่อรวมสรอยทั้งหมดอาจเพิ่มเปน ๓๔ คำ
สวนที่บังคับ เอก โท (เอก ๗ โท ๔) ดังนี้
บาทที่ ๑ (บาทเอก) วรรคแรก คำที่ ๔ เอก และคำที่ ๕ โท

บาทที่ ๒ (บาทโท) วรรคแรก คำที่ ๒ เอก วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ ๒ โท
บาทที่ ๓ (บาทตรี) วรรคแรก คำที่ ๓ เอก วรรคหลัง คำที่ ๒ เอก
บาทที่ ๔ (บาทจัตวา) วรรคแรก คำที่ ๒ เอก คำที่ ๕ โท วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ ๒ โท



ผังภูมิโคลงสี่สุภาพ










ตัวอยางคำประพันธโคลงสี่สุภาพ


เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย
เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น พ ี่

สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ
จากเรื่องลิลิตพระลอ

ี่
ฉันท เปนคำประพนธทกวีไดรอยกรองขึ้น เพื่อใหเกดความไพเราะ โดยกำหนดครุ ลหุและ


สัมผัสเปนมาตรฐาน ฉันทเปนคำประพนธทไดแบบอยางมาจากอินเดีย เดิมแตงเปนภาษาบาลี และ
ี่

สันสกฤตไทยนำเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอยางเพื่อใหสอดคลองกับความนิยมในคำประพันธไทย
การแตงคำประพันธเปนการแตงหนังสือดีใหมีความไพเราะ มีขอความดีมีสัมผัสด แตง

ถูกตองตามลักษณะบังคับ เปนศิลปะแหงการเลือกใชถอยคำอันไพเราะใหจับใจผูอาน และผูฟง ทง ั ้

ยังฝกความจำ ซึ่งเปนสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะมนุษยตองอาศัยความจำ เพื่อเปนเครื่องมือในการคด
วิเคราะห สังเคราะห เปนการใชเวลาวางใหเกดประโยชน ทำใหเปนคนอารมณดีจากความงามของ

บทประพนธ และชวยอนุรักษวัฒนธรรมไทยทางดานภาษาใหคงอยูตลอดไป


๗๓


๖.4 การเขยนกระดาน



การใชภาษาในการเขียนกระดาน สรุปไดดังนี้
๑. ตองใชภาษาระดับทางการ ใชภาษาเขียน ใชคำสุภาพในการเขียนกระดาน
๒. การใชภาษา การสะกดคำ การ เวนวรรคและใชเครื่องหมายวรรคตอน คำ
ลักษณนามตองแมนยำ ถูกหลักภาษา

๓. เขียนเฉพาะสิ่งที่สำคัญ ถูกตองเปนความจริง ถาจำเปนตองเขียนเพื่อแสดง
สิ่งที่ผิดตองทำสัญลักษณใหทราบวาผิดอยางชัดเจน เชนกากบาท
๔. ขอความที่เขียนจะตองจัดเปนประเด็นสำคัญ สั้นกะทัดรัด มีความหมาย

ั้
เขียนเฉพาะหัวขอ หรือใจความสำคัญ เขียนแผนภาพความคิด ใชแสดงวิธีทำ แสดงลำดับขนตอน
และยกตัวอยางประกอบ ไมควรใชเขียนรายละเอียดตางๆ

หลักและวิธีใชกระดาน
หลักและวิธีใชกระดานสามารถสรุปได ดังนี้

๑. การติดตั้ง ขอบลางของกระดาน ตองอยูในระดับสายตาของนักเรียน

มิเชนนั้นนักเรียนที่นั่งขางหลังจะมองไมเห็น ตองหางจากที่นั่งแถวแรกอยางนอย ๓ เมตรและทำมม

กับที่นั่งทั้งดานซายสุดและขวาสุด อยางนอย ๓๐ องศา
๒. เตรียมวางแผนการใชกระดานลวงหนา วาจะเขียนเกี่ยวกับอะไรมประเด็นใด

บาง ตองใชรูปภาพหรือขอความใดประกอบบาง ตองเตรียมมาใหพรอม
๓. แบงกระดานเปนสวนๆ โดยมากจะแบงเปน ๓ สวน เพื่อเขียนเนื้อหาตามลำดับ
และสามารถคงขอความที่ตองการไวได โดยเริ่มจากซายไปขวา บนลงลาง
๔. กอนเขียนจะตองทำความสะอาด ถาจำเปนตองใชกระดานสวนเดิมเพื่อจะ


เขียนขอความใหม ใหลบขอความเดิมออกกอน ถาเปนกระดานดำวิธีการลบ ใหลบจากบนลงลาง
ไมสะบัดแปรงเพื่อฝุนชอลกจะไดลงรางกระดาน ไมฟุงกระจาย
๕. เวลาเขียนใหจับชอลกหรือปากกาใหอยูระหวางหัวแมมอกับนิ้วกลางปลายนิ้วชี้


จรดชอลกหรือปากกาทำมุม ๔๕ องศาตั้งศอกใหตั้งฉากกับกระดานและกาวเทาตามจะเขียนไดตรง
ั้
เขียนตามลำดับขนตอนจากซายไปขวาจากบนลงลาง
๖. เขียนดวยลายมืออานงาย ถูกตอง ชัดเจน รวดเร็ว เปนระเบียบ ขนาด
พอเหมาะ อยางนอยตองสูง ๓ เซนติเมตร

๗. หัดวาดรูปการตูน รูปภาพ ลายเสนตางๆเพื่อใหดูนาสนใจ ถาภาพวาดยาก หรือ
มีลายละเอียดมาก ควรเตรียมวาดมาลวงหนา
๘. ใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ เชน ไมที ชอลกสี วงเวียน ไมบรรทัด แผนปรุ
รูปภาพประกอบ แผนที่ เพื่อใหเปนระเบียบ ดูนาสนใจ ถูกสัดสวน สวยงาม รวดเร็ว

๙. เนนขอความ โดยการเปลี่ยนขนาดตัวอักษร เขียนเสนใต วงกลม ทำ
เครื่องหมาย/สัญลักษณหรือ ใชสีที่แตกตางกันตามความหมายทตองการสื่อ เชน ปกติสีขาว/ดำ โยง

ี่
เสนสีแดง บันทึกคำสำคัญ ใชสีเขียว เปนตน
๑๐. เมื่อเขียนเสร็จแลวตองตรวจสอบความถูกตอง

๗๔


๑๑. เวลาเขียนควรหันมาดูและอธิบายผูเรียนเปนระยะ บางเนื้อหา ควรเวน
ขอความไว และเขียนเติมภายหลังเพื่อใหดูนาสนใจ


๑๒. เวลาอธิบาย หามยืนบังกระดาน ควรยืนใหเบี่ยงจากกระดานแลว ใชอปกรณ 
หรือไมบรรทัดชวยชี้


๑๓. หามใชแปงเปยก กาว เทปกาวสองหนา เข็มหมุด ดินน้ำมัน ตดขอความหรือ
รูปภาพที่จะติดลงบนกระดาน เพราะจะทำให กระดานชำรุดเสียหาย

๑๔. ควรใหผูเรียนมสวนรวมในการใชกระดาน ประกอบกจกรรมการเรียนการสอน


เชน แกคำผิด เติมคำ วาดรูป แสดงวิธีทำ หรือ อื่นๆ
๑๕. เมื่อสอนเสร็จ ควรลบ กระดานใหสะอาดอยาทิ้งคางไว ถาจำเปนตอง

มอบหมายใหมผูลบแทน


๖.5 การเขียนแผนที่ความคิด



ความหมายของแผนทความคิด


ี่
แผนที่ความคิด หมายถึง เครื่องมือที่ชวยในการจัดการระบบความคดทเกดจากทกษะ


ของสมองทั้งสองซีกถายทอดความคิด ขอมูลโดยการใชขอความ ภาพ สี เสน และการโยงใยแทน

การจดยอแบบเดิม ยังเปนการเสริมสรางทักษะในการวิเคราะหและการสังเคราะหขอมูล

ประโยชนของแผนที่ความคิด
แผนที่ความคิดมประโยชนสรุปไดดังนี้

1. สามารถเห็นภาพรวมของสิ่งตางๆ
2. สามารถจำสิ่งตางๆไดดีขึ้น เพราะสมองทำการเชื่อมโยงสิ่งที่เราตองการจำ
เมื่อมีการเชื่อมโยงจะทำใหจำไดแมนขึ้น


3. สามารถคนพบแนวคิดใหมๆ
4. สามารถหาขอบกพรองหรือจุดออน

5. ใชในการวางแผนการทำงาน
6. จัดลำดับการนำเสนอผลงาน หรือการสรางภาพใหเห็นลำดับขั้นตอน

7. สามารถชวยในการตัดสินใจ
8. ชวยใหสามารถคิดไดอยางเปนระบบ คิดครบถวน
9. ชวยในการจดบันทึกหรือการสรุปสิ่งที่ตองการเรียนรูไดในรูปแบบที่รวดเร็ว

และสามารถนำมาทบทวนไดงาย

ขั้นตอนการสรางแผนที่ความคิด
การสรางแผนที่ความคิดมขั้นตอน สรุปไดดังนี้

1. เขียนและวาดมโนทัศนหลักตรงกึ่งกลางหนากระดาษ

2. เขียนและวาดมโนทัศนรองที่สัมพันธกับมโนทัศนหลักไปรอบ ๆ
3. เขียนและวาดมโนทัศนยอยที่สัมพันธกับมโนทัศนรองแตกออกไปเรื่อย ๆ
4. ใชภาพหรือสัญลักษณสื่อความหมายเปนตัวแทนความคิดใหมากที่สุด

๗๕


5. เขียนคำสำคัญบนเสนและเสนตองเชื่อมโยงกัน
6. กรณีใชสี ทั้งมโนทัศนรองและยอยควรเปนสีเดียวกัน

7. ขณะทำใหคิดอยางอิสระมากที่สุด

กฎการสรางแผนที่ความคิด


การสรางแผนที่ความคิดมกฎ ขอควรปฏิบัติ สรุปไดดังนี้

1. เริ่มดวยภาพสีตรงกึ่งกลางหนากระดาษ เรียกวา แกนแกน ตองมีขนาด
พอเหมาะ ไมใหญหรือเล็กเกินไป หามลอมแกนแกนดวยเสนรอบวงใดๆ ทั้งสิ้น เวนแตมนัยสัมพนธ


กับเรื่องนั้นๆ
2. เสนของกิ่งแกวตองเชื่อมโยงกันแกนแกนเสมอ
3. กิ่งกอยที่แตกออกจากกิ่งแกวควรมีสีเดียวกันเพอใหจำงาย
ื่

4. เสนตองมีความยาวสัมพันธกับคำหรือภาพ ตองแตกกิ่งที่จุดสุดทายของเสน
เสมอเสนทุกเสนของกิ่งแกวและกิ่งกอยตองเชื่อมโยงกัน อยาใหขาดหรือแหวง

5. ใชภาพใหมากที่สุดในแผนที่ความคิด ตรงไหนที่ใชภาพไดใหใชกอนคำ หรือ
รหัส การใชคำยิ่งสั้นยิ่งดี จะเปนการชวยการทำงานของสมอง ดึงดูดสายตา และชวยความจำ
6. ควรเขียนคำบรรจงตัวใหญๆ ถาเปนภาษาอังกฤษใหใชตัวพิมพใหญ จะชวยให

เราสามารถ ประหยัดเวลาได เมื่อยอนกลับไปอานอีกครั้ง
7. เขียนคำเหนือเสนแตละเสนตองเชื่อมตอกับเสนอื่นๆ เพื่อใหแผนที่ความคิด
มีโครงสรางพื้นฐานรองรับ
8. หามเขียนคำ หรือภาพปดทายเสน หามเขียนทั้งบนและใตกิ่งเดียวกัน
9. คำควรมีลักษณะเปน “หนวย” เปดทางใหแผนที่ความคิดคลองตัวและยืดหยุน

ไดมากขึ้น
10. ใชสีทั่วแผนที่ความคิดเพราะสีชวยยกระดับความคิด เพลินตา กระตุนสมอง

ซกขวา
11. เพื่อใหเกิดความคิดสรางสรรคใหม ควรปลอยใหสมองคิดมีอิสระมากที่สุด
เทาที่จะเปนไปได

๗๖


ตัวอยางแผนที่ความคิด

๗๗

๗๘


๖.6 การเรียบเรียงการสอน



ี่
การสอนทจะทำใหนักเรียนประทบใจนัน ครูตองอาศัยลีลาการสอนที่นาสนใจ ดังนั้นใน

การเตรียมการสอนจึงตองมีการเรียบเรียงการสอนใหเปนระเบียบ มี 5 ขั้นตอน คือ มีการ
ปฏิสันถารกับนักเรียน การนำเขาสูบทเรียน การพูดตัวเนื้อหาสาระ การกลาวสรุปบทเรียนและ
การกลาวคำอำลา ดังนี้



๑. การปฏิสันถารกบนักเรียน
หลักการสอนในชั้นเรียนมีอยูขอหนึ่ง คือ กอนที่จะสอนถึงเนื้อหาทผูสอนเตรียมมา


ครูจำเปนตองกลาวคำปฏิสันถารกับนักเรียนเสียกอน คำปฏิสันถารหรือการทักทายนักเรียนนี้อาจ
แบงออกเปน ๒ ชนิด ดังนี คำปฏิสันถารชนิดที่เปนพิธีการ มักจะใชในพิธีเปดโครงการ เปดการ

อบรม สัมมนา เชน พิธีแจกเกียรติบัตร วุฒิบัตร ในโอกาสเชนนี้ คำปฏิสันถารจะเรียกเฉพาะ
ตำแหนงของผูที่มารวมพิธี คำที่แสดงความรูสึก เชน คำวา “เคารพ” “นับถือ” “ที่รัก” เปนตน จะ
ไมนิยมใช ตัวอยางเชน ในพิธีเปดโครงการรำลึกสุนทรภูเชิดชูภาษาไทย ผูที่เปนประธานจะกลาว

ปฏิสันถารวา “ทานรองผูอำนวยการ คณาจารย และนักเรียนทุกคน” หลังจากคำปฏิสันถารแลว

มักจะติดตามดวยประโยคที่วา “กระผมหรือดิฉัน” รูสึกยินดีและภาคภูมใจ ที่ไดมาเปดโครงการหรือ

ใหโอวาทในวันนี คำปฏิสันถารชนิดทไมเปนพิธีการ เชน การสอน การประชุมภายในชั้นเรียน การ
ี่
อภิปราย คำปฏิสันถารในโอกาสเชนนี้มักมีคำที่แสดงความรูสึกดวย เชน “สวัสดีนักเรียนทุกคน”
“สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน” ในกรณีที่มีสามเณรเปนนักเรียนดวย ครูจะกลาวปฏิสันถารกบ

สามเณรกอนแลวจึงกลาวกับนักเรียนทั่วไป คำปฏิสันถารสำหรับสามเณร คือ “นมัสการ สามเณร”
การใชสรรพนามแทนตัวครูนั้น มีขอพิจารณา คือ ถาเปนการพูดแบบพิธีการครูจะใชสรรพนามแทน
ตัวเองดังนี้ ผูชายใชวา “ผม” ผูหญิงใชวา“ดิฉัน” ถาเปนการพูดที่ไมเปนพิธีการ ใชสรรพนามแทน

ตัวเองวา “ครูหรืออาจารย” ทั้งผูชายและผูหญิง สำหรับคำสรรพนามที่ใชเรียกนักเรียนนั้น ควรจะ
เปนคำที่ยกยอง ใหเกียรติ เมตตา หรือวาเปนฝาย เปนพวกเดียวกันกับนักเรียน เชน คำวา นักเรียน
ที่นารัก นักเรียนที่รัก เรา พวกเรา คุณ เปนตน

๒. การนำเขาสูบทเรียนหรืออารัมภบท

การนำเขาสูบทเรียน คือ การเกริ่นนำเพื่อนำเขาสูเรื่องทครูจะพูด เปนการเรา



ความสนใจของนักเรียนและกอใหเกดความกระตือรือรนที่จะเรียนตอไปดวยความตั้งใจ การนำเขาสู

บทเรียนมีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี การเราความสนใจ เชน การตั้งคำถาม การเลนปริศนาคำ

ทาย เริ่มดวยสำนวน สุภาษิตคำพังเพย บทกลอน ขอความขำขัน นากลัว หรือตื่นเตนตางๆ

การใหความกระจาง คือ การนำเขาสูบทเรียนดวยการใหความกระจางแกนักเรียน เปนการโยงเขาสู 

บทเรียนอยางทันใจนักเรียน เชน เริ่มดวยการชี้จุดสำคัญของเรื่องที่จะพูด เริ่มดวยการกลาว
ความสำคัญของเรื่องที่จะสอนนั้นๆ และเริ่มดวยการกลาวกวางๆ กอน แลวนำสูจุดสำคัญของเรื่อง
สรางความพอใจ คอ วิธีการที่ทำใหนักเรียนรูสึกพอใจ มีความกระตือรือรนในการ

เรียน ตองการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียน เชน เริ่มดวยการกลาวยกยองในความสามารถของ

นักเรียน เริ่มดวยการกลาวใหผูเรียนมความมั่นใจในตัวเอง เริ่มดวยการใหรางวัล หรือสัญญาจะให
รางวัล

๗๙


ขอควรระวังในการนำเขาสูบทเรียน ไดแก ไมควรเริ่มตนดวยการแสดงความไม 

มนใจในการสอน ไมควรเริ่มตนดวยการกลาวอุปสรรคปญหาที่เกิดขึ้นแลว ไมควรพูดนอกเรื่อง

หรือพูดไมตรงประเด็น ไมควรพูดเยิ่นเยอ วกวน ซ้ำความบอยครั้ง ไมควรพูดในทำนองขมข  ู

นักเรียน และไมควรใชเวลาในการนำเขาสูบทเรียนนานเกินรอยละ ๑๐ ของเวลาเรียนทังหมด
๓. การสอนเนื้อหา เนื้อหาเปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องที่จะสอนเนื้อหามีความสำคญ

มากที่สุด สิ่งสำคัญในตัวเนื้อหา คือ การลำดับความและการขยายความในเนื้อหาเพื่อใหนักเรียน

เขาใจ
การลำดับความ การเสนอเนื้อหาในการสอนอาจทำไดโดยวิธี ดังนี้
- การลำดับความดวยการกลาวถึง จากสิ่งใกลตัวไปไกลตัว จากเรื่องงาย

ไปสูเรื่องยาก จากสิ่งที่รูแลวไปสูสิ่งที่ยังไมรู จากสิ่งที่เรียนแลวไปสูสิ่งที่ยังไมเรียน
- การลำดับความดวยการลำดับเวลา วัน เดือน ป การดำเนินเรื่องแบบนี ้
งายแกการจดจำ และการลำดับเหตุการณที่เกิดขึ้น
- การลำดับการดวยการแบงออกเปนหมวดหมูตามชนิดและเรื่องทจะสอน
ี่

การดำเนินเรื่องดวยวิธีนี้ทำใหเนื้อหามีระเบียบ ไมสับสน ไมปนเปกน

การขยายความเนื้อหา เนื้อหาที่ดี จะตองมีความหมายชัดเจนตอเนื่องกัน และ
เขาใจงาย การขยายความอาจทำได ดังนี้
- ขยายความดวยการใหคำจำกัดความหรือโดยการอธิบายดวยการสราง

ประโยคใหมแตความหมายเหมือนเดิม


- ขยายความดวยการยกตัวอยาง เพราะวาตัวอยางที่นำมาประกอบการ




สอนจะทำใหนักเรียนเขาใจไดดีขึ้น ตัวอยางที่ยกนั้นจะตองเขากับเรื่องที่สอน จะตองเขาใจงาย และ
จะตองเหมาะกับบุคลิกภาพของครู ถาตัวอยางที่ยกมาเกิดจากประสบการณของครูไดก็จะเปนการดี
ควรยกตัวอยางใหพอเหมาะและระวังอยาใหมีตัวอยางมากเกินไป
- ขยายความโดยการเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย การยกอุทาหรณ ทำให
เขาใจงายกวาการอธิบายดวยคำพูดโดยทั่วไป มักจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่คลายคลึง เชน

“ระบบการไหลเวียนของโลหิตเหมือนกับการไหลวนของน้ำพในอาง”
“วาฬมีการสงเสียงใหสะทอนกลับเหมือนระบบโซนา”
- ขยายความโดยแสดงถึงขอแตกตาง เชน

“สอนใหเห็นถงประโยชนและโทษของไฟ”
“สอนถึงผลดีและผลเสียในการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน”

- ขยายความดวยการยกหลักฐาน ขออางอิง สุภาษิต หรือคำพังเพย การ
อางอิงจะเปนสิ่งของ บุคคลหรือสถานที่ก็ได เชน
“ครูที่ดีหลายคนที่ไดฝกฝนตนเองในดานการพูด เชน
ศาสตราจารยระพี สาคริก”

“ดั่งคำพุทธภาษิตที่วาผูใหยอมเปนที่รัก”
สวนการเขียนที่เปนวิชาการนั้น มักจะยกเอาขอความสำคัญของผูอื่นมา

สนับสนุนการเขยน

๘๐


- ขยายความดวยการเลาเรื่อง เพื่อใหนักเรียนสามารถคิดไดดวยตนเอง

หรือเปรียบเทียบเอง การขยายความดวยวิธีนี้ ครูไมจำเปนที่จะตองอธิบายใหเห็นวาเกี่ยวของกบ
เรื่องที่สอน
อยางไรใหนักเรียนคิดเอง
- ขยายความดวยคำถาม วิธีนี้เปนวิธีเดียวกันกับการสอนนักเรียนแบบ
“ถามตอบ” ครูจะตั้งคำถามหลายคำถามที่ตอเนื่องกันเพื่อใหนักเรียนคิดแลวตอบคำถามไปที่ละ

คำถาม
- ขยายความดวยการใชสื่อโสตทัศนูปกรณตางๆ เชน แผนที่ แผนภูม


รูปภาพ พาวเวอรพอยต อินเทอรเน็ต การใชอุปกรณเหลานี้ตองใหเหมาะสมกบเนื้อหา และใชเพอ
ื่
ประกอบเรื่องที่สอนเทานั้น ครูตองระวังอยาใหอุปกรณเหลานี้มาดึงดูดความสนใจไปหมด จน
นักเรียนไมไดสนใจความสำคัญหรือเนื้อหาที่สอนการใชอุปกรณนั้นควรจะใชเมอเห็นวาประหยัดเวลา
ื่

และทำใหนักเรียนเขาใจงายขึ้น การขยายความดวยวิธีนี้สำคัญที่จะตองเตรียมใหพรอมและผูสอน
ตองรูจักวิธีใช
๔. การสรุปบทเรียน

การสรุปบทเรียนนั้นมีความสำคัญพอๆกับการนำเขาสูบทเรียนเพราะเปนการเนน
ย้ำเนื้อหาสำคัญของเรื่องที่ไดสอนมาแลว ครูที่ดีควรจะสรุปบทเรียนใหนักเรียนเกิดความประทับใจ
และพึงจดจำไวเสมอวาบทสรุปไมควรยาวเกินไป ตรงประเด็น ใหขอคิดและประทับใจ การสรุป

บทเรียนมีหลายวิธี ครูสามารถเลือกใชไดตามความเหมาะสม ดังนี้
- จบแบบสรุปความ คือ สรุปยอเนื้อหาที่บรรยายมาทั้งหมดเปนหัวขอสั้นๆ
เพื่อใหผูเรียนเขาใจและจดจำงาย
- จบแบบฝากไปใหคิด คือ การสรุปโดยที่ไมไดใหคำตอบชัดเจน ตายตัวลงไป ครู
พูดทิ้งทายฝากไวเปนคำถามหรือการบานใหนักเรียนไปคิดตอ

- จบแบบเผยตอนสำคัญ คือ การจบโดยคลี่คลายเงื่อนงำตางๆ ที่ผูพูดขมวดเปน
ปมไวในตอนตนๆ ใหนักเรียนสงสัยและติดตามมาจนถึงสุดทาย ครูก็เปดเผยสิ่งที่นักเรียนตองการ
ทราบที่สุดวาคืออะไรหรือใคร แลวจึงปดการสอน

- จบแบบชักชวน และเรียกรอง คือ การสรุปจบดวย ประโยคสั้นๆสัก ๒-๖
ประโยคที่เราอารมณและมีความหมายชักชวน และเรียกรองใหนักเรียนลองทำดู
- จบดวยการใหขอคิดโดยใชสำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำคม หรือการจบดวย
การยกคำประพันธที่ไพเราะ คำกลาวของบุคคลสำคัญ หรือพุทธสุภาษิต

- ขอพึงหลีกเลี่ยง ไมควรสรุปจบลงดวยถอยคำวา หมดเวลาพอด วันนี้พอแคนี ้

นะ ไมรูวาวันนี้คุณจะเขาใจบางหรือเปลา
๕. การกลาวอำลา
การกลาวอำลา เปนการอำลานักเรียนดวยการกลาวคำวา “สวัสดี” อาจกลาววา

“สวัสดีครับ หรือ สวัสดีคะพบกันใหมชั่วโมงหนานะคะ” “ครูจะคอยงานที่คุณนำมาสงนะ”
หลักในการเรียบเรียงการสอน การเตรียมเนื้อหาในการสอนสรุปไดวา ขึ้นตนให


ตื่นเตนสนใจใครรู ตอนกลางใหคลี่คลายเนือหาสาระ และตอนจบใหจุดประกายความคิดเพิ่มเตม
เพื่อใหการจัดการเรียนรูประสบผลสำเร็จสูงสุด

๘๑


๖.7 การเขียนแผนการจัดการเรียนรู


ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู
ุ
แผนการจัดการเรียนรู (แผนการสอน) เปนกรอบของจุดมงหมาย เนื้อหา กิจกรรม
วิธีจัดประสบการณหรือวิธีสอน วัสดุอุปกรณ การประเมินผล เพื่อพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตร ครู
จะตองเขียนและศึกษาแผนการจัดการเรียนรูกอนสอน


หนาที่ของแผนการจัดการเรียนรู
ี่
แผนการจัดการเรียนรูจะทำหนาท ดังนี้
๑. เปนสิ่งที่ใชเตือนความจำของครูไมใหออกนอกเนื้อหาวิชาและหลักสูตรที ่
กำหนดไว


๒. ชวยจัดระบบ ระเบียบการสอนของครูใหเปนไปตามลำดับขั้นตอนทวางแผนไว

๓. ทำใหครูรูสึกมั่นใจในการสอน ไมมีความรูสึกเครียดเนื่องจากเตรียมการจัดการ
เรียนรูลวงหนาแลว

วิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู
การเขียนแผนการจัดการเรียนรู สามารถทำไดดังนี้

๑. ศึกษาหลักสูตร เนื้อหา สาระ มาตรฐานการเรียนรูตางๆ
๒. วางแผน กำหนดรายละเอียดแตละขั้นตอนใหเปนไปตามลำดับ
๓. เขียนเรื่องตามลำดับขั้นตอนที่ไดวางแผนไว

๔. เขียนแผนการจัดการเรียนรูดวยความประณีต มระบบระเบียบ ม ี


องคประกอบครบถวน
๕. ใชสำนวนโวหารแบบบรรยายโวหาร
๖. ใชระดับภาษาแบบแบบแผน และกงแบบแผน


๗. ตรวจทานความถูกตอง ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู และมีการ

ปรับแกไข

องคประกอบของแผนการจัดการเรียนรู


แผนการจัดการเรียนรู 


กลุมสาระการเรียนรู..............................
โรงเรียน............................................................


ภาคเรียนท.........................ปการศกษา..............


รหัสวิชา....................................รายวิชา.............................................................ชัน...........................

เวลาเรียน.........................................ชัวโมง/สัปดาห จำนวน.................................................หนวยกต


กจกรรมการเรียนรูท......................เรือง.......................................................ระยะเวลา..............ชัวโมง





อาจารยผูสอน.......................................................................................................................................


๘๒


1. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด
มาตรฐาน............................................................................................................................................



ตวชีวัด.................................................................................................................................................
2. สาระสำคญ......................................................................................................................................

3. จุดประสงคการเรียนรู 

ดานความรู...........................................................................................................................................

ดานทกษะ/กระบวนการ.......................................................................................................................







ดานคณลักษณะทพงประสงค..............................................................................................................
4. สาระการเรียนรู................................................................................................................................


5. หลักฐานหรือรองรอยของการเรียนรู/การวัดและการประเมนผล

5.1 ดานความรู

ภาระงาน/ชนงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน




๕.๒ ดานทักษะ/กระบวนการ

ภาระงาน/ชนงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน



๕.๓ ดานคุณลักษณะที่พึงประสงค 


ภาระงาน/ชนงาน/พฤติกรรม วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน






6. การจัดกระบวนการเรียนรู..............................................................................................................
7. สือ วัสด อปกรณ/แหลงการเรียนรู................................................................................................





8. กจกรรมเสนอแนะ..........................................................................................................................

9. บันทึกหลังการสอน


ดานความรู............................................................................................................................................

ดานทกษะ/กระบวนการ.......................................................................................................................




ดานคณลักษณะทพงประสงค..............................................................................................................





ผลการประเมนบรรยากาศในการจัดการเรียนรูในภาพรวม.................................................................
ความคิดเห็นของครูตอการจัดกิจกรรมการเรียนรู...............................................................................

ปญหาและอปสรรค..............................................................................................................................


ขอเสนอแนะและแนวทางแกไข...........................................................................................................

๘๓






ลงชือ..........................................ผูสอน

(............................................)
............./............/...........




ลงชือ.........................................ผูตรวจ

(............................................)
............./............/.....



๖.8 การใชภาษาในการเขียนขอสอบ


การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ การวัดความรู ทักษะ หรือวัดความสามารถของ
ผูเรียนตามจุดมุงหมายและเนื้อหาของรายวิชาตางๆ ที่กำหนดไวในหลักสูตร โดยมากจะใชวัดดาน
พุทธิพิสัยของรายวิชาตางๆ เชน คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ภาษาไทย เปนตน


เครื่องมือทีใชในการวัดผล คือ ขอสอบหรือรวมกันเรียกวา แบบทดสอบ

การเขียนขอสอบใหมีคุณภาพดี
ผูเขียนขอสอบตองมีคุณลักษณะหลายประการประกอบกันดังนี้

๑. เขาใจจุดมุงหมายของรายวิชาและมีความรูในเนื้อหาวิชาอยางถูกตองลึกซ้ง

จะไดถามไดตรงจุดมุงหมายและสาระสำคญของรายวิชานั้นๆ
๒. มีความรูในลักษณะของขอสอบที่ดีวาตองมีคุณสมบัติใดบาง เพื่องจะไดสราง
ขอสอบที่มีคุณสมบัติตามนั้น

๓. มีความรูเกี่ยวกับหลักการเขียนขอสอบ รูปแบบของขอสอบ และวิธีการสราง
ขอสอบ เพื่อจะไดเขียนขอสอบใหมีคณภาพดี ตรงตามเนื้อหาและพฤติกรรมที่ตองการวัด

๔. มีความสามารถในการใชภาษา เพื่อจะไดเขียนขอสอบไดอยางเปนปรนัยชัดเจน
อานเขาใจไดตรงกัน ไมคลุมเครือไมเสียเวลาในการตีความ


๕. รูวิธีการถามในลักษณะแปลกใหม ในแงมุมตางๆ เพื่อเราใหผูตอบใชความคด
ไมสรางความเบื่อหนาย


๖. มทกษะในการวิจารณขอสอบ มนิสัยฝกเขยนขอสอบบอยๆ การวิจารณขอสอบ






จะทำใหเห็นขอบกพรองของขอสอบแตละขอซึ่งจะนำมาปรับปรุงการเขียนขอสอบไดดีขึ้น

ขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นิยมใช แบงเปน ๒ ประเภท คือ
๑. ขอสอบที่มีความเปนอัตนัยหรือแบบความเรียง
๒. ขอสอบที่มีความเปนปรนัย


Click to View FlipBook Version