๓๔
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๓
ี่
ทักษะการฟงและการดูสำหรับการจัดการเรียนรู
วัตถุประสงคการเรียนรู
๑. นิสิตสามารถบอกความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ ประโยชน
ของการฟงและการดูได
๒. นิสิตสามารถบอกลักษณะของการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยงได
ี่
๓. นิสิตสามารถบอกปจจัยที่มอทธิพลตอการฟงและดูได
ิ
ี
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ
ประโยชนของการฟงและการด ู
๒. ใหนิสิตบอกลักษณะของการฟงและดูทพึงหลีกเลี่ยง
ี่
๓. ใหนิสิตบอกปจจัยที่มอิทธิพลตอการฟงและดู
ี
๔. นิสิตสรุปเนื้อหา ความรู ขอคด
ิ
๕. นิสิตฝกปฏิบัติทักษะการฟงและดู
๓๕
่
บทที ๔
ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู
1. ความรูเกี่ยวกับการพูด
24 การพูด หมายถึง พฤติกรรมสื่อความหมายของมนุษยใหเขาใจตรงกันโดยการใชถอยคำ
น้ำเสียงที่เรียกวา วัจนภาษา รวมทั้งกิริยาอาการ สีหนา แววตา ทาทางตางๆ ที่เรียกวา อวัจนภาษา
เพื่อประโยชนในการติดตอสื่อสาร การพูดเปนทั้งศาสตรและศิลป คือ การเรียนรูหลักการพูด ซง
ึ่
หลักการพูดนั้นมีวิชาการมากมายที่ตองเรียนรู เชน การใชภาษา การออกเสียง การวิเคราะหผูฟง
การใชสายตา การประสานตา การกวาดสายตา การเคลื่อนไหว ฯลฯ และเปนเรื่องเกี่ยวกับการ
ฝกฝน ศิลปะเปนความสามารถสวนบุคคล ความมีไหวพริบ ปฏิภาณ ความถนัด ตลอดจนศักยภาพ
ของแตละคน ดังนั้นนักพูดตองเรียนรูทั้งศาสตรและศิลปไปพรอมๆ กัน
24๒. จุดมุงหมายของการพูด0
24การพูดมีจุดมุงหมาย 3 ประการ ดังนี้
๑) 24การพูดเพื่อใหความรู บอกกลาวหรือบอกเลา การพูดลักษณะนี้ผูพูดจะตองมีความรูดี
24ในเรื่องที่จะพูดเพราะผูพูดมุงเนนเสนอเนื้อหา ขอเท็จจริง เรื่องราวตางๆ ใหผูฟงไดรับทราบดังนั้น
ผูพูดตองศึกษาคนควา ทำความเขาใจและนำมาเรียบเรียงใหเปนลำดับขั้นตอนกอนนำเสนอโดย
การพูด
๒) 24การพูดเพื่อโนมนาวใจหรือชักจูงใจ การพูดลักษณะนี้ผูพูดตองใชศิลปะในการพูด
ั
24พรอมทั้งเนื้อหาสาระที่จะทำใหผูฟงเชื่อมั่น คลอยตามในประเด็นที่ผูพูดตองการโดยอาศย
การวิเคราะหผูฟงวาเปนใคร มีพื้นฐานความรูเพียงใด มีความสนใจหรือตองการสิ่งใดมาประกอบ
กระบวนการพูด เชน การอภิปราย การโตวาที เปนตน
๓) 24การพูดเพ่อจรรโลงใจ การพูดลักษณะนี้ผูพูดตองวิเคราะหสถานการณ
ื
24วิเคราะหผูฟงเพื่อใหผูฟงเกิดความรูสึก มีความสุข คลายเครียดและมีอารมณดี เปนการพูดท ี ่
สามารถสรางมิตรภาพที่ดีระหวางผูพูดและผูฟง ผูพูดตองใชภาษาที่เหมาะสมทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษาประกอบกัน เชน การพูดทักทายปราศรัย การพูดทอลกโชว เปนตน
๓. ประเภทของการพูด
การพูดสามารถจำแนกได ๔ ประเภท ดังนี้
ี
ึ
๑) การพูดโดยอาศัยอานจากตนฉบับ เปนการพูดตามตนฉบับท่เขียนข้น
ซึ่งเปนการเตรียมไวลวงหนาเปนอยางดี สวนมากเปนการพูดทางพิธีการตางๆ สำคัญๆ
๒) การพูดจากความจำ เปนวิธีการที่ผูพูดมีการเตรียมการเขียนไวกอนวาจะพูดวาอยางไร
แลวทองจำเอาไวเพื่อนำมาพดเมอถึงเวลา
ู
ื่
ั
3) การพูดโดยกะทันหัน เปนการที่ผูพูดไมไดเตรียมตัวมากอน หรืออาจมีเวลาเตรียมตว
เพียงเล็กนอยกอนถึงเวลาพูด ผูพูดจึงตองใชทั้งความรูและประสบการณที่มีอยูมาประกอบ
๓๖
๔) การพูดโดยเตรียมการมากอน เปนวิธีการที่ใชพูดกันอยูทั่วไปสำหรับนักพดท่ด ี
ี
ู
้
การพูดแบบนี้ตองมีการเตรียมการและมีการฝกฝนอยางพอเพียง ในการเตรียมการนัน จะตองมีการ
วางแผน และกำหนดหัวขอเรื่องอยางละเอียด ผูพูดเพียงแตดำเนินการพูดไปตามเรื่องทกำหนดไว
ี่
๔. ลักษณะของผูพูดที่ดี
ผูพูดที่ดีมีลักษณะ ดังนี้
๑) ผูพูดที่ดีควรทำความเขาใจในสารหรือเนื้อหาสาระที่จะตองพูดสื่อไปยังผูอื่นเพอ
ื่
จะไดเกิดความมั่นใจในการสงสาร และจะไดไมเกิดความผิดพลาดในการสงสารนั้น ๆ
๒) ผูพูดที่ดีจำเปนตองวิเคราะหจุดมุงหมายในการพูดจาของตนวาพูดเพออะไรและ
ื่
สามารถเรียบเรียง เรื่องที่จะพูดใหสื่อวัตถุประสงคของตนเองได
ั
๓) ผูพูดที่ดีจำเปนตองรูจักเลือกใชถอยคำหรือภาษาใหเหมาะสมกบผูรับโดยคำนึงถึงเพศ
วัย พื้นฐานประสบการณ และความพรอมของผูรับสาร
๔) ผูพูดที่ดีจำเปนตองรูจักพูดใหเหมาะสมกับกาลเทศะ ตองสามารถวิเคราะหไดวาตอนใด
ควรพูด ตอนใดไมควรพูด ตองรูจักจังหวะในการพูด
๕) ผูพูดที่ดีจำเปนตองพูดใหผูฟงเขาใจไดงาย พูดชัดเจนชัดถอยชัดคำ
๖) ผูพูดที่ดีควรรูจักใชน้ำเสียงและทาทางประกอบการพูดทำใหการพูดนาสนใจและเปนท ี่
เขาใจโดยงาย
ี่
๗) ผูพูดที่ดีควรสังเกตปฏิกิริยาของผูรับฟงขณะทพูด เพื่อจะไดทราบวา ผูรับมีความรูสึก
อยางไร เขาใจหรือไมเขาใจในสิ่งที่พูด จะไดปรับปรุงการพูดหรือปรับความเขาใจกันเสียกอน
๘) ผูพูดที่ดีควรมองหนาผูฟงขณะพูด เพื่อชวยใหผูฟงมีความรูสึกวา ผูพูดกำลังพูดดวย
จะทำใหผูฟงเกิดความสนใจและอบอุนใจที่จะฟง
๙) ผูพูดที่ดีควรรูจักเวนจังหวะในการพูด เพื่อใหผูฟงไดสนทนาโตตอบหรือซักถามจะทำให
ผูฟงพอใจ ที่จะรับฟงมากขึ้น
๑๐) ผูพูดที่ดีไมควรผูกขาดการพูดแตเพียงผูเดียว ควรใหโอกาสผูอื่นไดพูดโตตอบบาง
การผูกขาดการพูด ถึงแมวาการพูดนั้นจะดีสักเพียงใดก็ตาม ทำใหผูฟงเกิดความรูสึกในทางลบตอผู
พูดได
๑๑) พูดที่ดีไมควรพูดนานหรือยาวเกินควร ควรคำนึงถึงสมาธิในการรับฟงของผูฟงการพูด
ยืดยาวจนเกินไปจะทำใหความสนใจของผูฟงลดนอยลงไปและเกิดความเบื่อหนายในการฟงได
๑๒) ผูพูดที่ดีไมควรพูดแซงคนอื่น เปนการเสียมารยาทในการพูดทำใหความคิดของผูอื่น
ขาดตอนไป
๑๓) ผูพูดที่ดี ควรรูจักควบคุมอารมณในการพูด ไมใชอารมณกับผูฟง จะทำใหผูฟงเกิด
ความรูสึกตอตานขึ้นได
๕. การวางแผนการพด
ู
วิธีพูดโดยการเตรียมการมากอน มิใชกฎตายตัวที่จะประกันวาจะทำใหผูพูดประสบ
ความสำเร็จใน การพด เพียงแตทำใหผูพูดเกดความมั่นใจตนเองมากขึ้นในการทำใหผูฟงเขาใจ
ู
ิ
ี่
เรื่องทพูด ขจัดปญหาของผูฟงไดอยางแจมแจง การเตรียมการตองทำดวยความละเอียดรอบคอบ
ทุกขั้นตอน โดยมีความมงหมายที่จะทำให ผูฟงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทันที ตั้งแตเริ่มตนจนจบ
ุ
๓๗
ขั้นตอนสำหรับการเตรียมการพูดประกอบดวย ๔ ขั้นตอนคือ
๑) กำหนดความมุงหมาย เพื่อใหผูฟงเขาใจ เกิดความเชื่อ การลงมือกระทำ หรืองด
การกระทำบางอยาง ผูพูดจะตองกำหนดความมุงหมายที่ตนจะพูด และการตอบสนองจากผูฟง
เสียกอน เพื่อผูพูดจะไดเลือกแบบของการพูดใหเหมาะกับความมุงหมายและการตอบสนองตามท ่ ี
กำหนดไว
๒) รวบรวมขอมูลเพื่อนำมาใชประกอบเนื้อหาการพูดนั้นสามารถหาไดหลายทาง
เชน จากความรูความชำนาญของผูพูดเอง ถามจากผูมีความรูความชำนาญในดานนั้นๆ หรือจาก
การศึกษา คนควาดวยตนเอง ผูพูดควรจะใชขอมูลจากความรูความชำนาญของตนเองมาใชในการ
พูดกอน
ู
ี
๓) เลือกกระสวนการพด เมื่อผูพูดไดขอมูลเกยวของกบเรื่องที่จะพูดเพยงพอแลว กจะนำ
็
ั
ี่
ขอมูลเหลานั้นมาจัดระเบียบ ขั้นตอน ใหเหมาะสมที่จะเสนอตอผูฟง ซึ่งเรียกกันวากระสวนการพด
ู
เพื่อใหงายตอการติดตามและตอความเขาใจของผูฟง ซึ่งมีอยู ๕ กระสวนดวยกัน คือ ลำดับเวลา
ลำดับเรื่อง ลำดับสถานท เหตุและผล และการแกปญหา
ี่
๔) เตรียมหัวขอการพูด เพื่อใหการพูดเปนไปตามความมุงหมาย งายตอการติดตามและ
ู
ความเขาใจ ผูพูดจะตองนำขอมูลตางๆ ที่รวบรวมไวแลว มาเสนอตอผูฟงตามโครงเรื่องการพด
ตอไปนี้ คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
หลังจากไดเตรียมทั้งหมดแลว เราตองซอมการพูด โดยวางไวขางหนา พูดเสียงดัง ๆ โดยไม
ั
ุ
ู
จำเปนตองเหมือนขอความที่เรียบเรียงไวทุกตัวอกษร ใหพูดแตขอความสำคัญ การซอมพดทกครั้ง
ู
ควรซอมทั้งลักษณะทาทาง น้ำเสียง การใชอุปกรณประกอบการพูด ฯลฯ เพื่อใหเขากบเรื่องที่พด
ั
การซอมพูดควรมีผูชวยเหลือ ติชม วิจารณ อยางละเอียด หรือการซอมพูดคนเดียวจะไมเกิดผลด ี
เทาที่ควร
6. มารยาทในการพด
ู
มารยาทในการพูด หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือวาเรียบรอยในขณะที่พูดซึ่งในการพูดทุกครั้งผู
พูดควรมีเรื่องการรักษามารยาทโดยเครงครัดเพราะจะชวยสงเสริมใหผูพดมเสนหเปนบุคคลทนานับ
่
ี
ี
ู
ถือ เปนที่ยอมรับแกผูฟง ซึ่งจะนำไปสูความสำเร็จในการพูด มารยาทที่ดีของผูพูดมี ดังนี้
ิ
ุ
๑) ตองคิดใหรอบคอบกอนพูดทกครั้ง คำพูดนั้นจะกอใหเกดผลอยางไร
๒) ควรพูดในสิ่งที่เปนประโยชนและนาสนใจสำหรับผูฟง
๓) ตองควบคมอารมณในการพูดโดยเฉพาะอารมณโกรธ
ุ
๔) ใชถอยคำที่สุภาพเรียบรอยเหมาะสมกับผูฟง ใหเกียรติผูฟง
๕) ไมควรพดในสิ่งที่จะทำใหผูฟงไมสบายใจ โดยเฉพาะการกลาวถอยคำเสียดสี
ู
๖) ไมควรพดกาวราวหรือพูดขัดคอผูอื่น
ู
๗) ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
๘) ไมผูกขาดการพูดไวแตเพียงผูเดียว
ู
๙) ไมควรพดเรื่องสวนตัวของตนนอกจากจะมีผูอื่นถาม
๑๐) ไมพูดอวดตน อวดภูมิ หรือพดขมผูอื่น
ู
๓๘
ี่
๑๑) ควรมีหนาตายิ้มแยมแจมใสขณะทพูด ยกเวนการพูดที่แสดงความเสียใจ
๑๒) ควรหลีกเลี่ยงการพูดนินทาหรือพูดถึงผูอื่นในทางเสื่อมเสียระหวางการพูดสนทนา
กบบุคคลหรือกลุมบุคคล
ั
ื่
๑๓) ควรบอกนามของผูพูดหรือเจาของผลงานเพอแสดงความเคารพและใหเกียรติหาก
นำคำพูดหรือผลงานของผูอื่นมากลาว
๗. การสื่อสารทางบวก
การสื่อสารทางบวกกับวัยรุน คือ รูปแบบและเทคนิคการสื่อสารเชิงสรางสรรคเปน
กระบวนการติดตอ สัมพันธ ถายทอดขอมูล ความคิด ความรูสึก ความเขาใจ ทัศนคติและคานิยม
ื่
ี่
ระหวางบุคคลกับวัยรุนเพอสรางความสัมพันธทดี ใหเกิดความรู ความเขาใจ ความรูสึกยอมรับ จูงใจ
ื
ใหความรวมมอ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามทพึงปรารถนา เทคนิคการสื่อสารทางบวกท ี่
ี่
ผูปฏิบัติงานสามารถนำไปใชเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับวัยรุน มี 20 ประการ ดังนี้
๑) เริ่มตนดวยมีทัศนคติที่ดีกับวัยรุน ครูควรความรูสึกดีที่มีตอวัยรุน โดยการมองในแงดี
เปนกลาง มีความเขาใจ เห็นอกเห็นใจ ยอมรับโดยไมมีเงื่อนไข และอยากชวยเหลือ
2) จัดสิ่งแวดลอมใหเหมาะสมกับการสนทนา เพื่อใหเกิดความรูสึกปลอดภัย เปดเผย
เรื่องราว ไดงาย สถานที่ที่ใชควรพูดคุยสื่อสารควรมีลักษณะดังนี้
๓) ทักทายปราศรัย ครูควรรูจักพื้นฐานนักเรียนบาง เชน ชอบอะไร ทำอะไร เปนเพื่อน
ี
ใคร โดยเฉพาะดานดีๆ จะใชเปนจุดเริ่มตนคุยไดอยางด ในกรณีที่ยังไมรูจักกัน ควรแนะนำตัวเอง
กอน แลวแจงวัตถุประสงคของการคุยกัน เวลาที่จะคุยกัน เพื่อใหวัยรุนเขาใจ บรรยากาศจะผอน
คลาย และเปนกันเอง
4) เริ่มสนทนาจากขอดีของวัยรุน โดยการคุยเรื่องที่วัยรุนพอใจหยิบยกมาเปนจุดเริ่มตน
กอน เชนเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา หาขอดี จุดดี ดานบวกของวัยรุน และแสดงใหเห็นวาครูสนใจ ดีใจ
ชื่นชมตัวเขา
5) พยายามสำรวจลงไปในปญหา สำรวจปญหา/ความคับของใจของผูเรียนโดยใชเทคนิค
การถาม
6) ฟงอยางตั้งใจ การสื่อสารที่ดีควรเปนไปแบบสองทาง คือการฟง และการพูด แตใน
ระยะแรกควรพยายามกระตุนใหวัยรุนพูดและแสดงออกกอน โดยสรางทัศนคติใหวัยรุนรูสึกวา
“เรื่องนี้สำคัญ ครูสนใจ และฟง”
๗) หลีกเลี่ยงการใชคำถามที่ขึ้นตนวา “ทำไม” คำถามที่ขึ้นตนวา “ทำไม.....” สื่อสาร
ความหมาย ๒ แบบ คอ เธอแยมาก ทำไมจึงทำเชนนั้น กับ ถามีเหตุผลดีๆ การกระทำที่ไมดีกอาจ
ื
็
เปนที่ยอมรับได
ผลที่ตามมามักเปนดานลบ คือ วัยรุนรูสึกถูกตำหนิวาตนเองไมดี และอาจพยายามหา
ึ้
เหตุผลเขาขางตนเองมากขน เพื่อยืนยันวาความคิดและการกระทำของเขาถกตอง คำถาม “ทำไม”
ู
ั
จึงกระตุนและสงเสริมใหวัยรุนเถยงแบบ ขางๆ คูๆ จนในที่สุดครูก็โมโหเอง เสียความสัมพนธไดงาย
ี
พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ขึ้นตนดวยคำวา “ทำไม” ถาตองการทราบเหตุผลจริงๆ ของพฤติกรรม
นั้น ใหเปลี่ยนเปนคำถามตอไปนี้
“ครูตองการทราบจริงๆ วาอะไรทำให.....ทำอยางนั้น”
๓๙
8) ใชคำพูดที่ขึ้นตน “ฉัน...” มากกวา “เธอ....” การสนทนาที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
- ประโยคที่ขึ้นตนดวย “ฉัน” ที่เรียกวา I –message เพราะจะสรางความรูสึก
นุมนวลกวา ไมบังคับ ไมคุกคาม
- ประโยคที่ขึ้นตนดวย “เธอ” นั้น เรียกวา You-message มักแฝงความรูสึก
ดานลบ คุกคาม บังคับหรือตำหนิ
ี
ั
สังเกตเปรียบเทยบประโยค You และ I – message ในการสื่อสารความตองการเดียวกน
ตอไปนี้
I Message You Message
“ครูไมชอบการที่นักเรียนมาสาย” “เธอนี่แยมากที่มาสาย”
“ครูตองการใหนักเรียนมาเชา” “ทำไมเธอมาสาย”
กอนจะพูดกับวัยรุน ใหคิดวาวาจะพูดประโยค I – message หรือเปลี่ยนคำพูดใหมจาก
You message ใหเปน I - message เพราะนาฟง และทำใหวัยรุนรูสึกดานบวกกวา
“ครูตองการให.................เพราะ.....”
ี
ี
่
“ครูจะดใจมากท................”
9) กระตุนใหบอกความคิด ความรูสึก ความตองการ นักเรียนบางคนกลัวการไมยอมรับ
กลัวการปฏิเสธ ไมกลาบอกความตองการ ครูควรฝกใหวัยรุนมีทักษะ การสื่อสาร กลาพูด กลา
บอกความคิด ความรูสึก และความตองการโดยรับฟงนักเรียนใหมากๆ ใหเขารูสึกวา การพูดบอก
เรื่องเหลานี้เปนเรื่องปกติ เปนที่ยอมรับได สามารถบอกกับเพื่อนและคนอื่นๆ ได
10. ถามความรูสึก สะทอนความรูสึก การสอบถามความรูสึก และพูดสะทอนความรูสึก
(เปนการย้ำ) จะชวยสรางความรูสึกการประคับประคองทางจิตใจ แสดงถึงความเขาใจ สนใจวัยรุน
เชน การถามความรูสึก
“....รูสึกอยางไรบาง ที่พอแมไมไดอยูดวยกัน”
การสะทอนความรูสึก
“......รูสึกไมพอใจที่คุณแมยึดโทรศัพทมือถือไป”
11) ถามความคิดและสะทอนความคิด การสอบถามความคิด เปนเทคนิคแสดงความสนใจ
พยายามเขาใจ และใหเกียรติความคิดวัยรุน เชน
“เมื่อ....โกรธ เธอคิดจะทำอยางไรตอไป” (ถามความคิด)
เมื่อวัยรุนตอบวา “ผมอยากกลับไปชกหนามัน” ควรพูดตอไปวา
“เธอโกรธมากจนคิดวานาจะกลับไปชกหนาเขา” (สะทอนความรูสึกและความคิด)
“ถาเธอชกเขา คิดวาจะเปนอยางไรตอไป”(ถามความคิด)
การถามและสะทอนความรูสึกและความคิดจะไดประโยชนมากในการทำใหวัยรุนรูสึกวา
- เราพยายามเขาใจ (ความคิด และความรูสึก) ของเขา
- เกิดความสัมพันธที่ดี รูสึกเปนพวกเดียวกัน จูงใจใหเปดเผยขอมูล
- ชักจูงใหเปลี่ยนพฤติกรรมงายขึ้น
่
๑๒) การกระตุนใหเลาเรื่อง การกระตุนใหเลาเรืองราว ทำไดโดยใชชุดคำถามที่จูงใจ ตาม
ปญหาหรือ เรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ครูทราบมาวาคุณพอคุณแมคณรูสึกเปนหวงที่..........”
ุ
๔๐
“ที่จริงคุณพอคุณแมเลาใหครูฟงบางแลว แตครูตองการฟงจาก (ชื่อ) ...... เอง ลอง
เลาใหครูฟงวาเกิดอะไรขึ้น”
ใชการพูดหรือถามแบบไมคาดคั้นเพื่อใหเขาสบายใจตองการเปดเผยเรื่องเอง เชน
“บางทีมันก็ยากที่จะเลาเรื่องที่คอนขางสวนตัวอยางนี้เอาไวพรอมแลวคอยเลาท ี
หลังก็ได”
“เรื่องไหนที่ยังไมพรอมจะคุย ขอใหบอกครู”
“มีอะไรที่ทำใหรูสึกหนักใจ กังวลใจ หงุดหงิดใจ”
่
ในตอนทาย ลองสำรวจในเรืองอื่นๆ เชน เรื่องความสัมพันธของเพื่อน ความสัมพันธกับ
รุนพี่รุนนองหรือคนอื่นๆ
ู
13) ใชภาษากาย สีหนา แววตา ทาทาง ของครู จะสื่อใหวัยรุนรูสึกไดดีกวาคำพด ครูควร
ิ
ถายทอดความรูสึกดีทางสีหนา แววตา ทาทีและทาทาง ที่ทำใหนักเรียนรับรูไดทำใหเกดความเปน
ิ
กันเอง ตองการ เขาใจ ตองการชวยเหลือ ไมตัดสินความผิด หรือแสดงการไมเห็นดวยกับพฤตกรรม
หรือสิ่งที่วัยรุนเปดเผย เวลาคุยกับวัยรุน เชน
- สายตาควรจับที่ใบหนาเคลื่อนไหวระหวางตากับปาก
- พยักหนายอมรับตามจังหวะเหมาะสม เมื่อเห็นดวย ยอมรับ ยิ้มแสดงทาชื่นชม
่
ในสิงทด
ี
ี
่
- สัมผัสที่แขนในจังหวะที่แสดงความเขาใจ เห็นใจ (แตระวัง การแตะเนื้อตองตว
ั
ระหวางเพศตรงขาม)
14) แสดงทาทีเปนกลางตอพฤติกรรมเสี่ยงวัยรุน การแสดงความเห็นที่เปนกลาง แสดง
ความเขาใจพฤติกรรมเสี่ยงตางๆ ชวยใหวัยรุนเปดเผยมากขึ้น แสดงโดยใชประโยค เชน
“การสนใจเรื่องเพศของวัยรุน ไมใชเรื่องผิดปกติ .....มีความสนใจเรื่องนี้บางไหม”
“วัยนี้บางคนเขามีแฟนกันแลว ....ตอนนี้สนใจใครบางไหม”
ิ
๑๕) ใชเทคนิคชมบนหลังคา ดาที่ใตถุน เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมดี ครูควรชม ใหเกดความ
ภาคภูมิใจตนเอง ถามีโอกาสควรชมตอหนาผูอื่นหรือใหผูอื่นรวมชื่นชมดวย ตอไปวัยรุนจะทำความดี
ื
ี
่
โดยไมตองรอใหคนอนเห็นความดของตน เชน
ื่
“ครูดีใจมากที่......ชวยเพื่อน เพอนคงรูสึกขอบคุณมากแนๆ”
ื
ในทางตรงกันขาม เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไมดี ครูควรมีเทคนิคในการตักเตือน เพ่อ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แตเวลาเตือนตองปฏิบัติ เชน
- อยาใหเกิดความรูสึกอับอาย อยาใหเสียหนา
- ใหนักเรียนคอยๆ คิด และยอมรับดวยตัวเอง
กอนจะเตือน ควรหาขอดีของเขา บางอยางชมตรงจุดนั้นกอน แลวคอยเตือนตรงพฤติกรรม
นั้น เชน
“ครูรูวาเธอเปนคนฉลาด แตครูไมเห็นดวยกับการที่.....เอาของเพื่อนไปโดยไม
บอก” (ใช I - message รวมดวย)
ี
“ครูเห็นแลววาเธอมีความตั้งใจมาก แตงานนี้เปนงานกลุม ทครูอยากใหชวยกันทำ
่
ทกคนนะจะ”
ุ
๔๑
16) ตำหนิที่พฤติกรรม ไมตำหนิที่ตัวบุคคล ถาจะตำหนิวัยรุน ระวังปฏิกิริยาตอตานไม
ี่
ยอมรับ ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะเปนกลไกทางจิตใจทจะปกปองตนเอง เมื่อเริ่มตนไมยอมรับ จะ
ไมสนใจฟง ไมเชื่อ ไมเห็นดวยสิ่งที่ผูใหญบอก (แมวาเรื่องที่พูดตอมาเปนเรื่องจริง) ไมควรตำหนิดวย
คำพูดวา เปนนิสัยไมดีหรือสันดานไมดี เพราะจะทำใหวัยรุนโกรธ ตอตานไมยอมรับ หรือแกลงเปน
อยางนั้นจริงๆ
วิธีการที่ทำใหวัยรุนยอมรับ และไมเสียความรูสึกดานดีของตนเอง ทำไดดวยการตำหนิท ่ ี
พฤติกรรม แทนการตำหนิที่ตัววัยรุน เชน
(ตำหนิที่ตัววัยรุน) (ตำหนิพฤติกรรม)
“เธอนี่แยมาก ขี้เกียจจังเลยถึงมาสาย” “การมาโรงเรียนสายเปนสิ่งที่ไมดี”
“เธอนี่โงมากนะ ที่ทำเชนนั้น” “การทำเชนนั้น ไมฉลาดเลย”
ไมควรตำหนิลามไปถึงพอแมเพราะสรางความรูสึกตอตานอยางแรง เปนอันตรายตอการ
สื่อสารและการสรางความสัมพันธ เชน
“อยางนี้พอแมไมเคยสอนใชไหม”
ไมควรตำหนิลามไปถึงเรื่องอื่นๆ เรื่องในอดีตที่ผานมา เรื่องที่เคยตำหนิไปแลว เชน
“ไมสงการบานอีกแลวอาทิตยที่แลวก็มาสาย”
ไมควรตำหนิแลวคาดหวังวาวัยรุนคงแกไขไมได แสดงความหมดหวัง เชน
“ทำงานผิดหมดครูวาชาตินี้คุณคงไมมีทางทำถูกแนเลย”
ไมควรตำหนิและซ้ำเติม ประชดประชัน เสียดสี เชน
“ใชอะไรคิดเนี่ย หัวนะมีหรือเปลา”
“พอแมใหมาแคนี้นะ”
ไมควรนำไปผูกพันกับเรื่องอื่นที่ไมเกี่ยวของกัน เชน
“คุณรักพอแมหรือเปลา ถารักทำไมทำอยางนี้”
ไมควรใชคำหยาบคาย ใชคำพูดสุภาพ จริงจังแตนิ่มนวล เชน
“ครูขอแนะนำวาคุณควรวิเคราะหโจทยใหดีกอนตอบ”
17) กระตุนใหคิดดวยตนเอง ในการฝกใหวัยรุนคิดและแกปญหานั้น ควรฝกใหคดเองกอน
ิ
เสมอ เมื่อคิดไมไดจริงๆ อาจชวยชี้แนะใหในตอนทาย เชน
“....คิดวาปญหาอยูที่ไหน” (ใหคิดสรุปหาสาเหตุของปญหา)
“แลว....จะทำอยางไรตอไปดี” (ใหคิดหาทางออก)
้
๑๘) ประคับประคองอารมณ จิตใจ อารมณของวัยรุนจะรูสึกดีขึ้น เมื่อเกิดสิ่งตอไปนี
ี
ความหวังดานบวก เชน ประโยชนจากการพูดคุยกัน ความเขาใจที่ดขึ้น ความหวังที่มีโอกาสสำเร็จ
การชวยเหลือโดยผูใหญการไดระบายความรูสึก เชน
“บางทีการรองไห หรือไดระบายความทุกขใจไมสบายใจก็ชวยใหใจสบายขึ้น”
“ครูตองการให.....เลาเรื่องที่อาจไมสบายใจ แตอาจทำใหเราเขาใจเหตุการณดีขึ้น”
๑๙) คาดหวังดานบวก ในชวงทาย กอนจะจบการพูดคุย ครูควรแสดงความคาดหวังดาน
บวกตอวัยรุน มองเขาในแงดี และใหโอกาสเขาคิด ไตรตรอง ดวยตัวเอง
“ครูคาดวา....นาจะทำไดสำเร็จ”
“ลองดูนะ ครูวา....นาจะทำได”
๔๒
ั
20) สรุปและยุติการสนทนา การยุติการสื่อสารในตอนทายควรสรุปสิ่งที่ไดคุยกน
้
การวางแผนตอไปวาจะทำอะไรตอบคำถามทีวัยรุนอาจจะมี กำหนดนัดหมายครังตอไป การยุติการ
่
สนทนาไดดีจะชวยใหวัยรุนรวมมือในการพบกันอีกการสรุปอาจเปนดังนี้ วัยรุนสรุปเองแลวครูชวย
เสริม หรือครูเปนฝายสรุปทั้งหมดก็ได เชน
“คุยกันมานานแลว ไมทราบวา......อยากจะถามอะไรครูบาง”
“ครูดีใจที่....ใหความรวมมือดีมาก ครูอยากจะพบเพื่อคุยเรื่องนี้อีก”
“สรุปแลววันนี้เราไดคุยอะไรกันบาง” (ใหวัยรุนสรุป)
“ครูเขาใจมากทีเดียว วันนี้สรุปวา.....” (ครูเปนผูสรุปเอง)
การสื่อสารทางบวกเปนเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับครูอาจารย และผูใหคำปรึกษา
แนะนำวัยรุน ในความสัมพันธ ถายทอดความรู ทัศนคติและคานิยม มีประโยชนตอการการสรางสอน
และพัฒนาวัยรุนใหเปนผูใหญที่บุคลิกภาพดี
๘. การเลานิทาน
การเลานิทาน หมายถึง การที่คุณครูพูดเลาเรื่องราวในนิทาน โดยที่คุณครูจะเลาปากเปลา
หรือใชภาพในหนังสือประกอบการเลาก็ได คำพูดที่คุณครูพูดจะไมตรงกับขอความในหนังสือ แมวา
อาจจะมีบางสวนเหมือนกันหรือคลาย ๆ กัน และเหตุการณที่เลานั้นตรงกับในหนังสือ
การเลานิทานชวยใหเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ไดเขาใจเรื่องราว เปนการขยาย
ประสบการณของเด็กเกี่ยวกับเรื่องตาง ๆ รอบตัวเขา และชวยใหเด็กมีคำศัพทและสำนวนตางๆ มาก
ขึ้น การเลานิทานยังเปนการชวยยอยเรื่องยาก ๆ หรือภาษายาก ๆ ในหนังสือนิทานหลายๆ เลมให
เด็กเล็ก ๆ ซึ่งยังมีความจำกัดทางดานภาษา สามารถเขาใจเรื่องนั้นได โดยการใชคำงายๆ ประโยค
สั้นๆ แทน การฟงครู เลานิทานจึงเปนพื้นฐานสำคญของการพัฒนาทักษะการฟงและการพด รวมทง
ั
ู
ั้
ทักษะการคิด ครูควรศึกษาเทคนิคการเลานิทาน ดังนี้
๑) ควรทำความเขาใจกับเนื้อเรื่องนิทานที่จะเลาเสียกอนโดยจินตนาการออกมา
เปนภาพเพื่อจับใจความ
๒) ควรเลือกคำที่เปนคำงายๆ ที่เด็กฟงหรือนึกออก เปนภาพในจินตนาการได
๓) เมื่อในเนื้อเรื่องมีตัวละครคุยกันใหใชบทสนทนา เพราะทำใหเด็กตื่นเตนกวา
๔) เริ่มตนเรื่องใหดีเพื่อเรียกรองความสนใจ พยายามหลีกเลี่ยงการบรรยายและ
การอธิบายที่ไมจำเปน
๕) การเลาเรื่องควรใชเสียงแบบสนทนากัน คือ ชา ชัดเจน มีหนักเบา แตไมควร
มีเออ เออ อา อือ อืม ที่นี้ แบบ แบบวา อะไรยังงี้ ก็ แลวก็ เปนตน
๖) ขณะที่เลานิทานควรจับเวลาใหดี เวนจังหวะตามอารมณของเรื่องพูดใหเร็วขึ้น
ทำทาจริงจัง
๗) นิทานที่นำมาเลาใหยาวพอๆกับระยะความสนใจของเด็ก คือ ประมาณ ๑๕–
๒๕ นาท ี
๔๓
๘) เวลาเลาตองพยายามเปนกันเองใหมากที่สุด ใหความรักความสนิทสนมกับเด็ก
อยางจริงจัง
๙) เวลาเลาควรมีรูปภาพ ประกอบ อาจเปนหนังสือภาพ หุนสื่อการสอนอื่นๆ
จะชวยใหเด็กสนใจยิ่งขึ้น
๑๐) เวลาเลาอยายอเรื่องใหสั้นมากจนเกินไปจนขาดความนาสนใจไป และจะทำให
เด็กไมรูเรื่อง
๑๑) จัดบรรยากาศของหองใหเหมาะสม เชน อาจนั่งเลากับพื้น ไปเลาใตตนไม
นอกหองเรียนก็ได
๑๒) อยาแสดงทาทางประกอบการเลามากเกินไปจะทำใหนิทานหมดสนุก
เลาเปนไปตามธรรมชาติ
13) ขณะที่เลาอาจใหเด็กไดมีสวนรวมในการเลานิทาน เชน แสดงทาตามเนื้อเรื่อง
๑๔) ขณะที่เลานิทานสายตาของครูจะตองมองกวาดดู นักเรียนไดทุกคนนั่งเปนครึ่ง
วงกลมหรือนั่งกับพื้น
๑๕) ขณะที่กำลังเลานิทานถาหากมีเด็กพูด หรือถามขัดจังหวะ ครูควรบอกใหรอ
จนกวาจะจบเรื่อง
๑๖) หลังจากการเลานิทาน ควรเปดโอกาสใหเด็กถามและวิพากษวิจารณ
็
๑๗) หลังจากการเลานิทานแลวอาจจะใหเด็กไดแขงขันกันตั้งชื่อเรื่องกไดเพื่อเปน
การสงเสริมการคิด
๑๘) ถานิทานเรื่องยาวครูอาจจะเลาเปนตอนๆ ก็ได เพื่อเปนการเราใหเด็กอยากมา
โรงเรียนเพื่อฟงนิทาน
๙. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู
1. การใชการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู ครูมีบทบาทในการใหการศึกษา การจัดการ
เรียนรู การสอน การอบรม การชี้แนะใหกับผูเรียน ครูจึงมีความใกลชิดกับผูเรียนเปนทั้งผูให
ความรูและผูรับฟงขอคำถามเพื่อความกระจางในความรู ตลอดจนการแกปญหาที่เกิดขึ้นกับผูเรียน
การสื่อสารดวยการพูดของครูจึงเปนเครื่องมือที่สำคัญ ครูตองใชเพื่อประโยชนในการสอน การ
อบรม แนะนำ ชี้แนะ จัดการเรียนรูใหเกิดขึ้นกับผูเรียนซึ่งเปนงานที่สำคัญสำหรับครู ดังนั้นการใช
การพูดสำหรับการจัดการเรียนรูมี ดังนี้
ื่
๑) ครูตองใชคำพูดที่สุภาพเรียบรอย ถูกตองตามหลักการใชภาษาไทยเพอความ
ื่
๒) เขาใจที่ถูกตองครูตองใชการพูดเพอสรางความคุนเคย ความเปนกัลยาณมิตร
ใหเกิดขึ้นระหวางครูกับผูเรียน เชน การจำชื่อผูเรียน การเรียกชื่อเลนของผูเรียน เปนตน
๓) ครูตองใชการพูดเพื่อถายทอดความรู อธิบายเนื้อหา บทเรียน ชี้แนะ
กระบวนการจัดการเรียนรูใหผูเรียนเกิดความเขาใจและสามารถนำไปปฏิบัติไดของผูเรียนและ
ยังสามารถเปนแบบอยางที่ดีในการใชภาษาไทยใหกับผูเรียนไดนำไปใชในโอกาสตอไป
๔๔
๔) ครูตองใชคำพูดในการกระตุน สรางแรงจูงใจ ใหกำลังใจผูเรียนใหเกิดความ
ขยันหมั่นเพียร มุงมั่นในศึกษาหาความรู มีเปาหมายแหงการเรียนรู ขจัดความทอแท ความยอทอ
เมื่อเกิดปญหาและอุปสรรคตางๆ
๕) ครูควรสรางอารมณขันในการพูดเพื่อสรางความสนใจและความตั้งใจใน
การเรียนรูของผูเรียน สรางบรรยากาศ ความเปนมิตร ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ผอนคลาย
ซึ่งจะทำใหผูเรียนกลาแสดงออกและมีสวนรวมในกิจกรมการจัดการเรียนรูมากขึ้น
ั
2. ขอควรคำนึงในการพูดของครู ในขณะทำกิจกรรมการเรียนรู ครูตองมีการสื่อสารกบ
ผูเรียนทุกขั้นตอน การพูดเปนทักษะที่สำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการการจัดการเรียนรู ครู
ั
จะตองระลึกไวเสมอวาจะตองระมดระวังเรื่องการพูดโดยมีขอควรคำนึงในการพูดของครู ดังนี้
๑) ไมพูดคำหยาบ ครูควรหลีกเลี่ยงการพูดคำหยาบในทุกสถานการณ
๒) ไมพูดถึงปมดอยหรือขอบกพรองของผูเรียนเพราะจะเปนการทำรายจิตใจและ
สรางความกังวล ความไมสบายใจใหกับผูเรียน
๓) ไมพูดถึงขอมูลสวนตัวของผูเรียน โดยเฉพาะขอมูลดานลบซึ่งจะทำใหผูเรียน
เกิดความไมพอใจขอมูลเหลานี้ครูควรทราบเพื่อสรางความเขาใจในตัวผูเรียนและหาทางชวยเหลือ
มิใชนำไปบอกใหรูโดยทั่วไป
๔) ไมพูดดูถูกความสามารถหรือขัดขวางความตั้งใจของผูเรียน ครูตองคำนึงถึง
เสมอวาผูเรียนแตละคนมีความสามารถแตกตางกัน ผูเรียนสามารถพัฒนาและเปลียนแปลงในทางท ่ ี
่
ดีได ครูควรพูดใหกำลังใจ กระตุนเตือนใหผูเรียนพยายามเอาชนะและไมทำในลักษณะการดูถก
ู
เนื่องจากในชวงเวลาดังกลาวผูเรียนอาจจะยังไมพรอมหรือมีปญหาอปสรรคบางประการ
ุ
๕) ไมพูดตำหนิหรือวากลาวอยางรุนแรงเพราะการกระทำเชนนั้นไมกอใหเกิดผลดี
แตอาจเกิดปญหาตางๆ ตามมาอีกดวย
๖) ไมพูดบนซ้ำๆ โดยไมบอกเหตุผลหรือแนวทางแกไข ในทางตรงกันขามครูควร
เสนอแนะใหผูเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เสริมกำลังใจ และใหการชวยเหลือผูเรียน
๗) ไมพูดยั่วยุ ทาทายใหผูเรียนทำในสิ่งที่ไมควรเนื่องจากผูเรียนยังเปนเด็กอาจ
ขาดการยั้งคิดจึงทำใหเกิดอันตรายรายแรงได
๘) ไมพูดถึงเรื่องสวนตัวของตนเองในเชิงโออวด ถาจำเปนควรพูดลักษณะ
การยกตัวอยางทั้งตัวอยางที่ดและไมดีเพื่อเปนแนวทางใหผูเรียนเห็นผลดี ผลเสียและพูดเฉพาะสิ่งท ่ ี
ี
เปนประโยชนตอผูเรียน
๙) ไมพูดถึงสิ่งที่ขัดแยงกับหลักการของศาสนาหรือเชื้อชาติเนื่องจากหลักการ
ทางศาสนาเปนเรื่องละเอียดออน การพูดเรื่องเหลานี้อาจกอใหเกิดความขัดแยงและมีผลเสียตามมา
๑๐) ไมพูดถึงเรื่องภูตผี ไสยศาสตรตามความเชื่อของตนเนื่องจากผูเรียนยังเปน
เด็กบางคนเกิดความกลัวหรืออาจเกิดอุปทานหมูได
ขอควรคำนึงในการพูดของครูที่กลาวมาขางตนเคยเกิดข้นในสถานศึกษามาแลวดังนั้นครูจึง
ึ
ควรระมัดระวังในการพูด การยกตัวอยาง ควรพูดในสิ่งที่เปนประโยชนตอการจัดการเรียนรูใหกบ
ั
ผูเรียนเพื่อไมใหเกิดปญหา หรือเหตุการณรายแรงหากเกิดขึ้นก็ควรหาแนวทางแกไข
๔๕
3. วิธีการฝกทักษะการพูดที่มีประสิทธิภาพ ครูที่ดีและประสบความสำเร็จในการพูด
จะตองพูดถูกตองและสามารถพูดใหผูเรียนเกิดความตองการที่จะเรียนรู รูวาจะตองเรียนอะไร
เรียนอยางไร จะแกไขปญหาที่เกิดขึ้นระหวางการจัดการเรียนรูอยางไร เกิดกำลังใจที่จะตองสูกบ
ั
อุปสรรคและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองโดยครูจะตองฝกทกษะการพูด ดังนี้
ั
๑) ฝกการออกเสียง
- ออกเสียงคำไดถูกตองตามหลักภาษา
- ออกเสียงถูกตอง เชน ร ล ฉ ช ส เปนตน
- ไมพูดดังหรือเบาเกินไปใหสามารถไดยินอยางทั่วถึง
- น้ำเสียงเปนธรรมชาติอยาใหเปนการทองจำหรือการอาน
- มีความชัดเจน ไมเร็ว รัว หรือลากเสียงเกินไป
- น้ำเสียงนุมนวล ไมหวน กระดาง
- ไมพูดรวบคำ หรือตัดพยางค
- ไมเลียนเสียงภาษาตางประเทศ
- เวนวรรคตอน จังหวะใหถูกตอง มีการเนนเสียงหนัก เบา
- ไมออกเสียงเออ เออ อา บอยครั้ง
- ไมพูดติดคำบางคำ ซ้ำๆกัน เชน แบบ แบบวา อะไรยังเงี้ย เปนตน
๒) ฝกการสรางสัมพันธภาพ
- เริ่มการพูดดวยประโยคที่นาสนใจ
- แสดงความสนใจผูฟงโดยแสดงออกทางสีหนา ทาทาง
- หนาตายิ้มแยมแจมใส
- สบตาผูฟงอยางทั่วถึง
- แสดงความเปนมตร ใชคำพูดเปนกันเอง
ิ
- ใชคำพูดที่สุภาพสรางบรรยากาศที่ดี
- สังเกตอากัปกิริยาผูฟง
- ใชมือและทาทางประกอบการพูดอยางเหมาะสม
- พยายามใหผูฟงมีสวนรวมในการพูด
- ใหเกียรติผูฟง
๓. ฝกการพูดตามวัตถุประสงค
- เริ่มการพูดเกริ่นนำใหนาสนใจ นาติดตาม
- พูดอธิบายไดอยางชัดเจน
- พูดยกตัวอยางประกอบไดอยางเหมาะสม ชัดเจน
- พูดกระตุน ทาทายใหผูเรียนเกิดความพยายาม
- พูดใหผูเรียนมีกำลังใจ คลายความวิตกกังวล
- พูดตั้งคำถามที่สามารถไดคำตอบตรงตามตองการ
- พูดยกยองโดยยกประเด็นไดนาเชื่อถือ
- พูดติ ติงไดอยางมีเหตุผล นารับฟงและยอมแกไข
- พูดโนมนาวใจผูเรียนคลอยตามอยางเหมาะสม
- พูดใหผูฟงสามารถนำกลับไปคิดพิจารณาตอยอดได
๔๖
ื
ู
ครูตองอาศัยทักษะการพดเปนเครื่องมอในการสื่อสาร สรางความสัมพันธอันดีกับผูเรียนทั้ง
ี
การดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรูและกระตุนใหผูเรียนเกิดความมั่นใจในตนเอง มความพยายาม
มีความคิดริเริ่มสรางสรรคและสามารถแสดงออกอยางมีขอบเขต การพูดเกิดจากการเรียนรูไมใช
ู
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้นการเรียนรูภาษาตองอาศัยการฝกฝนเพื่อใหสามารถพด
ไดบรรลุจุดมุงหมาย ครูมีความจำเปนตองใชการพูดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู ครูจึงควรศึกษา
หลักการพูดและฝกฝนการพูดใหสามารถพูดไดอยางมีประสิทธิภาพ
๔๗
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๔
ี่
ทักษะการพูดสำหรับการจัดการเรียนรู
วัตถุประสงคการเรียนรู
1. นิสิตสามารถบอกความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ หลักการ ประโยชน
ของการพูดได
๒. นิสิตสามารถบอกลักษณะของการพูดที่พึงหลีกเลี่ยงได
ิ
ี
๓. นิสิตสามารถบอกปจจัยที่มอทธิพลตอการพูดได
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาเกี่ยวกับความหมาย จุดประสงค ประเภท กระบวนการ
หลักการ ประโยชนของการพด
ู
ี่
๒. ใหนิสิตบอกลักษณะของการพูดทพึงหลีกเลี่ยง
๓. ใหนิสิตบอกปจจัยที่มอิทธิพลตอการพูด
ี
๔. นิสิตสรุปเนื้อหา ความรู ขอคด
ิ
๕. นิสิตฝกปฏิบัติทักษะการพูด
๔๘
่
บทที ๕
ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู
๑. ความรูเกี่ยวกับการอาน
่
่
การอานเปนเครื่องมือทีใชในการสือสารเพือแสวงหาความรูและความบันเทิง การอานเปน
่
ั
ี
็
การเรียนรูที่สำคญมากที่สุดในยุคของขอมูล ขาวสาร เมื่ออานมากกจะมความรูมาก และสามารถนำ
ความรูจากการอานไปพัฒนาใหเกิดเปนแนวคิด วิสัยทัศนที่จะนำประโยชนมาสูการปฏิบัตจริงใน
ิ
หนาที่การงาน การศึกษาและนอกจากนี้การอานยังชวยจรรโลงใจ ผานคลายความเครียดจากการ
ทำงาน หรือการเรียนไดดวย การปลูกฝงนิสัยรักการอานควรเริ่มตั้งแตวัยเยาวและครูควรเปนผูนำ
ื่
ในการสรางลักษณะนิสัยรักการอานเพอเปนแบบอยางที่ดีและเปนประโยชนทางดานการสื่อสาร การ
หาความรูในสังคมยุคปจจุบันซึ่งเปนสังคมแหงการเรียนรู การอานเปนกระบวนการรับรู ทำความ
เขาใจจากสื่อที่เปนลายลักษณอักษร ซึ่งผูอานตองอาศัยสติปญญา ความรู ความคิด ประสบการณ
รวมทั้งความสามารถทางภาษาเพื่อการตีความทำความเขาใจเรื่องที่ผูเขียนตองการสื่อสาร
๒. ประโยชนของการอาน
การอานชวยพัฒนาความคิดและจิตใจ ผูที่อานมากจะรูมากและนำความรู ความคด
ิ
ประสบการณจากการอานมาชวยพิจารณาสิ่งตางๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันไดอยางรอบคอบ
การอานเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู ความเขาใจระหวางมนุษยทุกชาติทุกภาษาใหประกอบ
ี
กิจกรรมรวมกันไดเปนอยางดี จึงจะเห็นวาการอานมความสำคัญมากตอชีวิตมนุษยในยุคโลกาภิวัตน
ดังนั้นสรุปประโยชนของการอาน ดังนี้
๑) ชวยเพิ่มพูนความรู ความคิดและประสบการณดานตางๆ การอานมากยอมทำ
ใหรูมากและมีผลทำใหสติปญญาเฉียบแหลม ทำใหเกิดวิจารณญาณในการรับสาร
๒) ชวยใหคนเราทันตอโลก ทันเหตุการณ ทันสมัย ไมลาหลัง
๓) ชวยใหคนเรามีทรรศนะที่กวางขึ้น รูจักรับฟงและยอมรับความคิดเห็นของผูอื่น
ซึ่งเปนการพัฒนาบุคลิกภาพทางหนึ่งดวย
๔) ชวยใหคนเราไดรับความเพลิดเพลิน ชวยใหลืมความเบื่อหนาย ความเหงา
ความทุกขได จึงนับวาการอานเปนการใชเวลาวางที่มีประโยชนที่สุด
24๓. จุดมุงหมายของการอาน
จุดมุงหมายในการอานของบุคคลจะแตกตางกันขึ้นอยูกับเหตุผล ความจำเปน โอกาส
เจตคติของแตละบุคคล ดังนั้นจุดมุงหมายของการอานมดังนี้
ี
ื
๑) อานเพ่อความรู ไดแก การอานจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทาง
วิชาการ การวิจัยประเภทตาง ๆ หรือการอานผานสื่ออิเล็กทรอนิกส ควรอานอยาง
หลากหลาย เพราะความรูในวิชาหนึ่ง อาจนำไปชวยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได
๔๙
ื
๒) อานเพ่อความบันเทิงไดแก การอานจากหนังสือประเภทสารคดีทองเท่ยว
ี
นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การตูน บทประพันธ บทเพลง แมจะเปนการอานเพื่อความบันเทิง
แตผูอานจะไดความรูที่สอดแทรกอยูในเรื่องดวย
๓) อานเพอทราบขาวสารความคิด ไดแก การอานจากหนังสือประเภทบทความ
ื่
บทวิจารณ ขาว รายงานการประชุม ถาจะใหเกิดประโยชนอยางแทจริงตองเลือกอานใหหลากหลาย
่
ี
่
ไมเจาะจงอานเฉพาะสื่อ ทนำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำใหไดมุมมองทกวางข้น
ึ
ี
ชวยใหมีเหตุผลอื่นๆ มาประกอบการวิจารณ วิเคราะหไดหลายมุมมองมากขึ้น
ื
ี
๓) อานเพ่อจุดประสงคเฉพาะทางแตละครั้ง ไดแก การอานท่ไมไดเจาะจง แต
เปนการอานในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู เชน การอานประกาศตาง ๆ การอานโฆษณา แผนพบ
ั
ประชาสัมพันธ สลากยา ขาวสังคม ขาวบันเทิง ขาวกีฬา การอานประเภทนี้มักใชเวลาไมนาน
สวนใหญเปนการอานเพื่อใหไดความรูและนำไปใช หรือนำไปเปนหัวขอสนทนา เชื่อมโยงการอาน สู
การวิเคราะห และคิดวิเคราะห บางครั้งก็อานเพื่อใชเวลาวางใหเกิดประโยชน
๔. ประเภทการอาน
นักการศึกษาหลายๆทานมักจะจำแนกประเภทของการอานออกเปน ๒ ประเภท คือ การ
อานออกเสียงและการอานในใจ แตบางทานใหความสำคัญกับการอานในใจเพียงประเภทเดียว
โดยรวมการอานออกเสียงเปนสวนหนึ่งของการอานในใจ บางทานก็นำจุดมุงหมายของการอานมา
ื
่
เปนเหตุผลในการจำแนกประเภทของการอานจึงเปนการอานเพื่อการศึกษาคนควา การอานเพอ
ื่
ความเขาใจและการอานเพอความบันเทิง เปนตน ดังนั้นการจำแนกประเภทของการอานจึงเปนได
หลายแนวซึ่งผูเปนครูควรศึกษาทำความเขาใจในรูปแบบการจำแนกประเภทของการอานเพอ
ื
่
เปาหมายของการพัฒนาความรูและความเขาใจถึงขอบขายของการสอน ดังนั้นประเภทของการอาน
จำแนกไดเปนหมวดหมู สรุปไดดังนี้
๑. การแบงประเภทของการอานโดยคำนึงถึงเสียงเปนหลัก จำแนกได ๒ ประเภท ดังนี้
การอานออกเสียง จำแนกได ๓ แบบ ดังนี้
1. การอานรอยแกว
2. การอานรอยกรอง
3. การอานทำนองเสนาะ
การอานในใจ จำแนกได ๗ แบบ ดังนี้
๑. การอานแบบคนควา เชน การอานตำรา การอานสารานุกรม การ
อานพจนานุกรม เปนตน
๒. การอานแบบจับใจความสำคญหรือหาสาระสำคัญของเรื่อง เชนการ
ั
อานบทความ การอานสารคดี เปนตน
๓. การอานแบบหารายละเอียดทกตอน เชน การอานประวัติศาสตร การ
ุ
อานลำดับเหตุการณ
ื่
๔. การอานเพอหารายละเอียดทกคำเพื่อการปฏิบัติ เชน การอานคูมือ
ุ
วิธีการประกอบอาหาร การอานคูมือวิธีการใชเครื่องใชไฟฟา การอาน
คูมือการประกอบตูเสื้อผา เปนตน
๕๐
๕. การอานวิเคราะห วิจารณเพื่อหาเหตุผล เชน การอานขาว การอาน
เหตุการณสำคญ เปนตน
ั
ื่
๖. การอานแบบไตรตรองโดยใชวิจารณญาณเพอหาขอเท็จจริง ขอดี
ขอเสียสำหรับหาแนวทางปฏิบัติ เชน การอานโฆษณา การอานสลาก
สินคา เปนตน
๗. การอานแบบคราวๆ เพื่อสังเกตและจดจำ เชน การอานชื่อสถานท ี่
เมื่อนั่งรถผานไปในเสนทางตางๆ เปนตน
๒. การแบงประเภทของการอานโดยพิจารณาวิธีการอานเปนหลัก จำแนกได ๖ แบบ ดังนี้
๑. การอานคนหาความรูและคำตอบ
ั
๒. การอานแบบจับใจความสำคญ
ี
๓. การอานแบบหารายละเอยดตามลำดับเหตุการณ
ื่
๔. การอานแบบหารายละเอยดทุกๆ คำเพอปฏิบัติ
ี
๕. การอานแบบวิเคราะหวิจารณ
๖. การอานแบบใชวิจารณญาณ
๓. การแบงประเภทของการอานโดยเนนความมงหมายในการอาน จำแนกได ๑๐ แบบ
ุ
ดังนี้
ื่
๑. การอานเพอศกษาหาความรู
ึ
๒. การอานเพอคนหาคำตอบ
ื่
๓. การอานเพอจับใจความสำคัญ
ื่
๔. การอานเพอลำดับเหตุการณ
ื่
๕. การอานเพอสรุปความหรือยอความ
ื่
ี
ื่
๖. การอานเพอหารายละเอยดของเรื่อง
ื่
๗. การอานเพอจัดทำรายงาน
๘. การอานเพอวิเคราะหขาวสารหรือขอมูล
ื่
ื่
๙. การอานเพอปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ
๑๐. การอานเพอธุรกิจหรือการพาณิชย
ื่
การอานเปนพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไมยิ่งหยอนไปกวาการฟงและการดู ซึ่งปจจุบันม ี
ผูรูหรือนักวิชาการและนักเขียนไดนำเสนอความรู ขอมูล ขาวสาร งานสรางสรรคตีพิมพในหนังสือ
และสิ่งพิมพอื่นๆ เปนจำนวนมาก โดยจำแนกประเภทของการอาน ดังนี้
๑. 24การอานเก็บความรู24 เปนการอานทตองแยกแยะใจความหลักและใจความ
่
ี
ี่
ื่
ประกอบเพอใหสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องทอานได โดยเมื่ออานไประยะหนึ่งการรับความรู
นั้นอาจจะสมบูรณหรือไมสมบูรณก็ได จึงตองมีการเรียงลำดับขอมูล และสรุปบันทึกความรูไวอยาง
เปนระบบ การอานเก็บความรูนั้นผูอานอาจเลือกเก็บเฉพาะขอความรูที่ตนตองการ เพื่อใช
ประโยชนบางอยางก็ได
๕๑
๒. 24การอานเอาเรือง 24 เปนการอานเพอใหทราบวาใคร ทำอะไร ทไหน เมอไร
่
ื
ื
่
่
่
ี
่
อยางไร ในระหวางอานตองคิดติดตามเรื่องราวใหไดตอเนื่องกันไป จึงจะสามารถอานไดรูเรืองโดย
ึ่
ตลอด การอานเอาเรื่องจะไดผลสมบูรณ ผูอานจะตองเขาใจ รูเรื่อง และควรจำเรื่องใหไดดวย ซง
ตองอาศัยความสามารถเฉพาะตัวและความพยายาม หากอานดวยความตังใจ มีสมาธิ ไมอานโดย
้
เรงรีบก็มักจะรูเรื่องและเขาใจเรื่องไดดี
๓. 24การอานวิเคราะห24 เปนการอานเพื่อแยกแยะเรื่องออกเปนสวนยอย ๆ เพื่อทำ
ความเขาใจและเห็นความสัมพันธระหวางสวนตาง ๆ ซึ่งจำเปนตองอาศัยการฝกฝนทักษะการคิด
คำวา วิเคราะห หมายถึง แยกแยะออกเปนสวน ๆ เพื่อทำความเขาใจ และแลเห็นความสัมพันธ
ระหวางสวนตาง ๆ การอานวิเคราะหตองใชความคิดในการอานเอาเรื่องเปนสำคัญกอนตองรูจัก
้
แยกแยะประโยค แลวพิจารณาวาสวนตาง ๆ มีความเกี่ยวของกันอยางไร โดยตองพยายามตง
ั
ิ
คำถามใหไดวา เรื่องราวเปนอยางไร ใคร ทำอะไร ที่ไหน จะตองใชความคิดพิจารณาจนเกด
ทกษะความชำนาญจะทำใหดียิ่งขึ้น
ั
๔. 24การอานตีความ24 การอานตีความมีจุดมุงหมายเพื่อพิจารณาขอความหรือเรื่อง
นั้น ๆ มีความหมายที่แทจริงวาอยางไร และสามารถที่จะอธิบายถึงเจตนา และความคิดของผูเขียน
ไดอยางชัดเจนการตีความจากการอานจะแตกตางกันไปดวยสาเหตุหลายประการ โดยมีหลักการอาน
ตีความ ดังนี้ จับใจความเรื่องที่อานอยางละเอียด ทำความเขาใจขอความที่อานวาผูสงสารตองการ
จะสื่ออะไร ศึกษาความหมายของคำ ขอความที่มีความหมายแฝง ดูบริบทขอความที่อานเพื่อให
สอดคลองกับวัตถุประสงคของผูสงสาร ทำความเขาใจกับขอมูลที่เกี่ยวของ เชน ประสบการณ
ความหมายของสัญลักษณ ความเชื่อ ประเพณี
ผูสอนนอกจากจะตองใชทักษะการอานเพื่อพัฒนาความรู ความสามารถของตนแลวยัง
ั
ตองคอยชี้แนะกระบวนการเรียนรูใหเกิดขึ้นกบผูเรียน ประเภทของการอานดังที่กลาวมาขางตนเปน
รูปแบบหรือวิธีการอานที่ผูสอนตองแนะนำผูเรียนใหนำไปปฏิบัติ ฝกฝนเพื่อเปนประโยชนในการ
เรียนรูตอไป
24๕. คุณสมบัติของนักอานทดี0
ี่
ุ
นักอานที่ดีมิใชผูทอานหนังสือออกเทานั้น แตควรมีคณสมบัติดานอื่นๆ ดวยเพื่อใชให
ี่
ุ
การอานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นักอานที่ดีควรมีคณสมบัติ ดังนี้
๑) มีสมาธิแนวแน จดจอกับเรื่องที่อานจะชวยใหอานไดเร็ว รูเรื่องราวที่อานและ
ู
จับประเด็นสำคัญไดถกตอง
๒) มีนิสัยรักการอาน ใฝหาความรู ความคิดและประสบการณใหมๆ อยูเสมอ
๓) มีความรูพื้นฐานทางภาษาที่ดีพอสมควรเพอสามารถเขาใจความหมายของคำ
ื่
ขอความไดลึกซึ้ง
ี
๔) มทักษะในสรุปความ วิเคราะห วินิจฉัย มีความคิดหรือวิจารณญาณที่ดีตอ
ี่
เรื่องทอาน สามารถแยกแยะขอเท็จจริง ความถูกตอง
๕) มีจิตใจกวางขวางพรอมที่จะอานหนังสือที่ดีมคุณคาไดทุกประเภท
ี
ี่
๖) มีเจตคติที่ดีตอการอานและเรื่องทอาน
๕๒
๗) หมั่นหาเวลาหรือจัดเวลาสำหรับการอานใหกับตนเองทกวันอยางสม่ำเสมอ
ุ
๘) เปนคนรักหนังสือ แสวงหาหนังสือที่ดีอานอยูเสมอและสามารถเลือกหนังสือ
ที่ดีอาน
๙) มีความจำดี รูจักหาวิธีชวยจำ และเพิ่มประสิทธิภาพของการจำ
๑๐) มีนิสัยชอบจดบันทึกเรื่องราวตาง ๆ ที่พบในการอานและเห็นวามีคุณคา
๑๑) มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่สมบูรณ มีความเบิกบาน แจมใส และปลอดโปรง
อยูเสมอ0
๑๒) มีโอกาสหรือหาโอกาสพูดคุยกับผูรักการอานดวยกันอยูเสมอเพื่อแลกเปลี่ยน
ทรรศนะในการอานใหแตกฉานยิ่งขึ้น
ิ่
ื่
๑๓) มีนิสัยหมั่นทบทวน ติดตาม คนควาความรูเพมเติม และเมอพบคำหรือ
ขอความที่ไมทราบความหมาย คลุมเครือไมกระจางควรสอบถามผูรูหรือเปดพจนานุกรมเพื่อ
ู
ตรวจสอบความถกตอง
๖. การใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู
ผูที่ทำหนาที่เปนผูสอนจำเปนตองใชทักษะการอานเพื่อประโยชนในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรูซึ่งประกอบดวยการอานออกเสียงและการอานในใจ การอานออกเสียงมีความจำเปนสำหรับ
ครูที่ตองใชทักษะนี้สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู เชน การเปนแบบอยางที่ดีในการอานออกเสียง
ที่ถูกตอง ไพเราะ นาฟงทั้งการอานออกเสียงปกติและการอานทำนองเสนาะ รวมถึงการอานออก
เสียงอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู เชน การอานคำกลาวสดุดี อานประกาศ อาน
คำสั่ง อานรายงานการประชุม เปนตน การอานในใจเปนการอานเพื่อความรู ความเขาใจ พัฒนา
ตนเองใหการทำงานหนาทของผูสอนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ครูยังตองแนะนำการอานใหใจใหกบ
ี่
ั
ผูเรียนเพื่อใหผูเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรูหรือสามารถเรียนรูไดดวยตนเอง ดังนั้นครูตองใช
ื่
ทักษะการอานในใจเพอแสวงหาความรู พัฒนาตนเองใหมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู
ใหแกผูเรียนโดยมีจุดประสงคของการอานในการจัดกระบวนการเรียนรู ดังนี้ ใชในการศึกษาหา
ความรูเพื่อนำมาถายทอดใหแกผูเรียน ใชสำหรับการพัฒนาตนเองเพื่อจะไดทำหนาที่ครูไดอยาง
ุ
สมบูรณและมีประสิทธิภาพ ครูตองคอยชี้แนะ กระตน สรางแรงจูงใจใหผูเรียนไดเห็นคุณคาและ
พัฒนาทักษะการอานในใจเพื่อการเรียนรูดวยตนเองตลอดไป
๑. หลักการอาน การอานมีหลักการอาน ดังนี้ การอานออกเสียง คือ การเปลงเสียงตาม
ตัวอักษรใหไดความหมาย ความรูสึกตามที่ผูเขียนตองการจะสงสารถึงผูรับสาร ในฐานะของผูสอน
ครูตองใชทักษะการอานเพื่อการปฏิบัติงานทั่วๆ ไป เชน การอานรายงานการประชุม การอาน
ประกาศ เปนตน และที่สำคัญคือ การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรูใหกับผูเรียน ครูตอง
อานขอแนะนำ อานสาระความรู อานแบบทดสอบ อานออกเสียงประเภทตางๆ เชน การอาน
ออกเสียงคำยาก อานบทความ เปนตน การอานสิ่งเหลานี้ครูตองศึกษา ฝกฝนใหเปน เพื่อสามารถ
แนะนำ ชี้แนะและเปนแบบอยางที่ดีใหกับผูเรียนนำไปปฏิบัติไดอยางถูกตองตอไป หลักในการอาน
ออกเสียงมีขอแนะนำ ดังนี้
๕๓
๑) ความถูกตองในการอาน หมายถึง อานถูกตองตามอักขรวธีหรือหลักการอาน
ิ
ี่
และหลักการใชภาษาไทยและภาษาตางประเทศทมใชภาษาไทย เชน การอานคำควบกล้ำ การอาน
อักษรนำ การอานคำพองรูป คำพองเสียง การอานคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต การอานคำ
ที่มาจากภาษาอังกฤษ เปนตน ในปจจุบันมีการอนุโลมใหอานคำตามความนิยมเปนจำนวนมาก ครู
จึงตองหมั่นศึกษา สังเกต รวบรวมคำที่มักจะเปนปญหาในการอานโดยอาศัยหลักการอานจาก
ิ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน เปนแนวทางในการอาน ครูควรอธิบายใหนักเรียนเขาใจวา
การอานแบบใดเปนการอานใหถกตองตามหลักภาษาและการอานแบบใดเปนการอานตามความนิยม
ู
ี
่
เพื่อไมกอใหเกิดความสับสนและควรฝกใชใหถูกตองตามหลักภาษาไทยใหเปนนิสัยซึ่งเปนสิ่งทควร
กระทำ เชน “คมนาคม” เปนคำที่มาจากภาษาบาลี ตามหลักภาษาตองอานเรียงพยางค คอ
ื
คะ-มะ-นา-คม สวนที่อานวา คม-มะ-นา-คม เปนการอานตามความนิยม เปนตน
การอานออกเสียงรอยแกว หมายถึง การอานถอยคำที่มีผูเรียบเรียงหรือประพนธไว โดยการ
ั
เปลงเสียง และวางจังหวะเสียงใหเปนไปตามความนิยม และเหมาะสมกับเรื่องที่อาน เพื่อถายทอด
อารมณไปสูผูฟง ซึ่งจะทำใหผูฟงเกิดอารมณรวมคลอยตามไปกับเรื่องราว หรือรสประพันธที่อาน
หลักเกณฑในการอานออกเสียงรอยแกว
- กอนอานควรศึกษาเรื่องที่อานใหเขาใจ เพื่อเเบงวรรคตอน
- อานใหคลอง และเสียงดังพอเหมาะกับสถานที่และจำนวนผูฟง
ู
- อานใหคลองและถกตองตามอักขรวิธี โดยเฉพาะ ร ล คำควบกล้ำตองออกเสียง
ใหชัดเจน
ั
- เนนเสียงและถอยคำ ตามน้ำหนักความสำคญของใจความ ใชเสียงและจังหวะให
เปนไปตามเนื้อเรื่อง
- อานออกเสียงใหเหมาะสมกับประเภทของเรื่อง เชน ถาอานเรื่องที่ใหขอเท็จจริง
ทั่วไป จะอานออกเสียงธรรมดา
- ในระหวางที่อาน ควรกวาดสายตามองตัวอักษร สลับกับการเงยหนาขึ้นมาสบตา
ผูฟง
- ยืนทรงตัวในทาทางที่สงา มือที่จับทาทางทีเหมาะ ไมเกร็ง ไมยกกระดาษบังหนา
ิ
หรือไมถอไวต่ำเกนไป
ื
หลักเกณฑในการอานออกเสียงรอยกรอง
การอานออกเสียงบทรอยกรอง คือ การอานคำประพันธที่เปนโคลง ฉันท กาพย กลอน ราย
ี
่
ทีมฉันทลักษณหรือแบบแผนในการแตงเฉพาะแบบผูอานตองรูจักฉันทลักษณของคำประพันธแตละ
ประเภท การอานรอยกรอง คือ ถอยคำที่เรียบเรียงอยางไพเราะตามแผนบังคับของรอยกรองแตละ
ชนิด การอานออกเสียงรอยกรองแบงไดเปน ๒ แบบ คือ
- อานดวยเสียงธรรมดา เปนการอานออกเสียงธรรมดาแตมีจังหวะ และแบงคำ
ู
ตามลักษณะของคำประพันธไดถูกตอง อานใหถูกตองตามอักขรวิธี ชัดเจน คลองแคลว อานใหถก
จังหวะ
๕๔
- อานเปนทำนองเสนาะ การอานทำนองเสนาะเปนศิลปะการอานอยางหนึ่ง
ที่ใชเสียงสูง ต่ำ อานอยางมจังหวะตามลักษณะคำประพันธ แบงวรรคตอบ และอานเนนคำตาม
ี
ลักษณะฉันทลักษณแตละชนิด สอดแทรกอารมณใหเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง เชน ใชน้ำเสียงแสดง
อารมณ
ในที่นี้จะกลาวเฉพาะหลักการอานออกเสียงบทรอยกรองแบบออกเสียงปกติ คือ ออกเสียง
ธรรมดาเหมือนเสียงพูด การอานบทรอยกรองแบบอานดวยเสียงธรรมดาเหมือนปกติ คือ การอาน
เหมือนเสียงพูดธรรมดา ยึดหลักการอานเชนเดียวกับการอานบทรอยแกว คือ อานใหนาฟง อานให
ั
ู
ถูกตองตามอกขรวิธีหรือถกตองตามความนิยม อานใหชัดเจน อานมีจังหวะ และอานไดคลองแคลว
๕๕
ี่
กิจกรรมการเรียนรู บทท ๕
ทักษะการอานสำหรับการจัดการเรียนรู
วัตถุประสงคการเรียนรู
1. นิสิตสามารถบอกความรูเกี่ยวกับการอานได
2. นิสิตสามารถบอกประเภทของการอานได
3. นิสิตสามารถบอกเกี่ยวกับการใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรูได
กิจกรรมการเรียนรู
๑. ใหนิสิตศึกษาความรูเกี่ยวกับการอาน
๒. ใหนิสิตบอกประเภทของการอาน
ี่
๓. นิสิตบอกเกยวกับการใชการอานสำหรับการจัดการเรียนรู
๔. นิสิตฝกทักษะการอานโดยการอานออกเสียงและการอานในใจ
๕๖
่
บทที ๖
ทักษะการเขียนสำหรับการจัดการเรียนรู
๑. ความรูเกี่ยวกับการเขียน
ึ
การเขียนเปนการบันทกและถายทอดความรู ความเจริญกาวหนา วิทยาการดานตางๆ
การเขียนเปนกิจกรรมอันเนื่องมาจากการสั่งสมประสบการณจากการฟง การดู การอาน ผูใดสามารถ
ี
ี
ิ
็
สั่งสมความรูทางปญญาไดมาก หากจะคดเขยนเรียบเรียงเปนผลงานการเขยนของตนเองกสามารถทำ
ไดมากกวาบุคคลที่ไมมความรูสะสมไว นอกจากนี้การเขียนยังเปนการแสดงความรู ความสามารถ
ี
เจตคติ บุคลิกภาพ คานิยมของผูเขียนมาเปนลายลักษณอักษร การเขียนเปนทักษะการสงสารทักษะ
หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากในชีวิตประจำวันเพราะจะชวยใหจดจำสาระสำคัญจากสิ่งทไดอาน ไดฟง
ี่
ึ
และดู ที่จะนำไปสูความสำเร็จในการศกษาและการประกอบวิชาชีพ
2. จุดมุงหมายของการเขยน
ี
การจะเขียนสิ่งใดประการสำคัญที่ควรคำนึงถึง คือ จุดมุงหมายที่จะเขียนวาตองการสือ
่
ความเขาใจเรื่องใด อาจจำแนกวัตถุประสงคไดพอสังเขปดังนี้
๑. เพื่อการเลาเรื่อง เชน เลาเหตุการณ เลาประวัติ เลาประสบการณ
๒. เพื่อการอธิบายคำหรือความ เชน อธิบายถอยคำที่มักเขียนผิด อธิบายเรื่อง
การทำอาหาร อธิบายเรื่องการเดินทาง อธิบายเปรียบเทียบระหวางของสองสิ่ง
๓. เพื่อการโฆษณาจูงใจ เชน โฆษณาขายสินคาตางๆ โฆษณาภาพยนตร โฆษณา
ดวยถอยคำทั้งแบบธรรมดาพื้นฐานและมีน้ำเสียงปลุกอารมณ โฆษณาดวยรูปภาพหรือดวยเรื่อง
๔. เพื่อการปลุกใจ เชน บทเพลง บทความปลุกใจใหมีความสามัคคี ความโกรธ
ความโลภ ความหลง ใหสงบ ใหตอสูหรือหนี
๕. เพื่อการแสดงความคิดเห็นและแนะนำ เชน บทความเสนอทรรศนะ เสนอ
แนวความคิด เสนอความคิดเห็นโดยอางขอมูลและไมอางขอมูล เสนอความคิดเห็นที่ขัดแยงและ
ี่
สนับสนุน แนะนำสถานท แนะนำบุคคล แนะนำหนังสือ
๖. เพื่อการสรางจินตนาการ เชน นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร
บทรอยกรอง บทภาพยนตรซึ่งเปนลักษณะบันเทิงคดีเชิงสรางสรรค
ิ
ี
๗. เพื่อการลอเลียนเสียดสี ยั่วลอ เชน เรื่องทำนองตลกแฝงขอคด เขยนลอเลียน
เสียดสีดวยภาพ ดวยถอยคำ ดวยภาพและถอยคำ ดวยเรื่อง
๘. เพื่อการประกาศ แจงความ เชิญชวน เชน ประกาศของทางราชการองคการ
บริษัท หรือการเขียนแจงความในลักษณะตางๆ ตลอดจนการเขียนบัตรเชิญชวนในโอกาสตางๆ
๙. เพื่อการวิเคราะห เชน บทวิเคราะหขาว บทความ วรรณกรรม ภาษา
เหตุการณตางๆ
๕๗
๑๐. เพื่อการวิจารณ เชน วิจารณภาพยนตร หนังสือ วรรณคดี ศิลปะ บุคคล
คอลัมนตางๆ ในหนังสือ หนังสือพิมพ วารสาร
๑๑. เพื่อเปนขาว เชน การพาดหัวหนังสือพิมพ การเสนอขาวประเภทตางๆ
๑๒. เพื่อเฉพาะกิจ เชน การเขียนประกอบการตูน การเขียนจดหมาย การเขียน
หนังสือพิมพ
3. หลักการเขียนที่ดี
การเขียนที่ดีตองเขียนสื่อสารไดตรงตามหลักการ จุดประสงค สามารถถายทอด
ความรู ความคิดและอารมณใสลงไปในงานเขียนไดอยางครบถวน หลักการเขียนที่ดีสรุปไดดังนี้
๑. เขียนรูปคำใหถูกตองตามอักขรวิธี
๒. ใชคำใหตรงความหมาย สำนวนโวหารถูกตอง ประโยคไมกำกวม ไมใชคำ
ภาษาตางประเทศ
๓. การใชคำตามระดับของบุคคล (ระดับภาษา)
๔. เรียบเรียงคำเขาประโยคถกตอง สละสลวย
ู
ี
๕. ศึกษาการเขียนประเภทตางๆที่ถูกตองและชัดเจนตามรูปแบบของงานเขยน
๖. มีความรูในเรื่องที่เขียนเปนอยางดี มีการลำดับความคิด
ื
่
๗. เขียนดวยลายมืออานงายถูกตองสะอาดการตรวจทานความถูกตองของคำเพอ
ปรับปรุงแกไขใหดี
้
งานเขียนที่ดีตองมีลักษณะ ดังนี เขียนดวยความรับผิดชอบ เขียนอยางประณีต เขียนให
เหมาะสมกับเนื้อหา เลือกระดับของภาษาใหเหมาะสม เขียนไดความชัดเจน เขียนสั้นรัดกุมและ
กระชับ และสามารถจูงใจผูฟงและผูอานใหคลอยตามได
ี
๔. โวหารในการเขยน
การใชภาษาที่สละสลวย มีลีลา มีชั้นเชิง เรียกวา โวหาร โวหาร หมายถึง ถอยคำที่ใชใน
การสื่อสารที่เรียบเรียงเปนอยางดี มีวิธีการ มีชั้นเชิงและมีศิลปะ เพื่อสื่อใหผูรับสารรับสารไดอยาง
แจมแจง ชัดเจนและลึกซึ้ง รับสารไดตามวัตถุประสงคของผูสงสาร โวหารในการเขยน ประกอบดวย
ี
ึ
1. บรรยายโวหาร หมายถง โวหารท่ใชบอกกลาว เลาเรื่อง อธิบาย หรือบรรยาย
ี
ั
เรื่องราว เหตุการณ ตลอดจนความรูตาง ๆ อยางละเอียด เปนการกลางถึงเหตุการณที่ตอเนื่องกน
โดยชี้ใหเห็นถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ สาเหตุที่กอใหเกิด เหตุการณ สภาพแวดลอม บุคคลท ่ ี
เกี่ยวของ ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณนั้น เพื่อใหผูรับสารเขาใจเนื้อหา สาระอยางแจมแจง
ชัดเจน เรื่องที่ใชบรรยายโวหาร ไดแก การเขียนตำรา รายงาน บทความ เรื่องเลา จดหมาย
บันทึก ชีวประวัติ ตำนาน เหตุการณ บรรยายภาพ บรรยายธรรมชาติ บรรยายบุคลิกลักษณะ
บุคคล สถานที่ รายงานหรือจดหมายเหตุ การรายงานขาว การอธิบายความหมายของคำ
การอธิบาย กระบวนการ การแนะนำ วิธีปฏิบัติในเรื่องตาง ๆ เปนตน
๕๘
ึ
2. พรรณนาโวหาร หมายถง โวหารทใชกลาวถึงเรื่องราว สถานท บุคคล สิ่งของ หรือ
ี
ี
่
่
ิ
อารมณอยางละเอียด สอดแทรกอารมณ ความรูสึกลงไปเพื่อโนมนาวใจ ใหผูรับสารเกด
ภาพพจน เกิดอารมณคลอยตามไปดวย ใชในการพูดโนมนาว อารมณของผูฟง หรือเขียนสดุดี
ชมเมือง ชมความงามของบุคคล สถานที่และแสดงอารมณความรูสึกตาง ๆ เปนตน
ุ
3. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารทมงโนมนาวใจใหเกดความรูสึกคลอยตาม เปนการ
่
ี
ิ
กลาวในเชิงอบรม แนะนำสั่งสอน เสนอทรรศนะ ชี้แนะ หรือโนมนาว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล
ตัวอยาง หลักฐาน ขอมูล ขอเท็จจริง สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ตาง ๆ มาแสดงเพื่อใหผูอาน
ื
ี
ี่
เกิดความเขาใจทกระจางจนยอมรับเชื่อถอมความเห็น คลอยตาม และปฏิบัติตาม โวหารประเภทนี้
มักใช ในการใหโอวาท อบรมสั่งสอน อธิบายหลักธรรม และคำชี้แจงเหตุผล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การ
เสนอทรรศนะ เปนตน ควรใชโวหารอื่นประกอบดวยเพื่อใหชวนติดตาม การเขียนเทศนาโวหารตอง
ใชโวหารประเภทตาง ๆ มาประกอบอาจจะใชบรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร
และสาธกโวหารดวย มักใชกับงานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดง ความคิดเห็น
ความเรียง เปนตน แตสวนใหญมักจะเขาใจวาเทศนาโวหารเปนโวหารที่มุงสั่งสอน
4. สาธกโวหาร หมายถง โวหารท่มงใหความชัดเจนโดยการยกตวอยางหรือเรื่องราว
ี
ุ
ึ
ั
ประกอบการอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ขอคิดเห็นตาง ๆ ใหหนักแนน สมเหตุสมผล ทำให
ื
ผูรับสารเขาใจเนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอยางแจมแจง ชัดเจน ดูสมจริง หรือนาเชื่อถอยิ่งขน
ึ้
ตัวอยางหรือเรื่องราว ที่ยกขึ้นประกอบอาจเปนเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องราวยาว ๆ ก็ไดตามความ
เหมาะสม เชน ประสบการณตรงของผูสงสาร เรื่องราวของบุคคล เหตุการณ นิทาน ตำนาน
วรรณคดี เปนตน สาธกโวหารมักใชเปนอุทาหรณ ประกอบอยูในเทศนาโวหาร หรืออธิบายโวหาร
ึ
ี
5. อปมาโวหาร หมายถง การใชการใชถอยคำอยางมีชั้นเชิง ในการแสดงการเปรียบเทยบ
ุ
ประกอบขอความ เพื่อใหผูอาน เขาใจชัดเจนยิ่งขึ้น ทำใหเขาใจเรื่องราวไดแจมแจง การใชอุปมา
โวหารนี้มีลักษณะการใชหลายลักษณะ ดังนี้
- เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันสองสิ่ง มักมคำวา เหมือน ดุจ คลาย เปรียบอยาง ดัง
ี
ฯลฯ เปนตัวเชื่อมคำอุปมาอุปไมยใหสอดคลองกัน (อุปไมย แปลวา ที่กลาวกอน อุปมา แปลวา ท ่ ี
กลาวเปรียบ) เชน ดีใจเหมือนไดแกว, เลาปดีใจเหมือนปลาไดน้ำ
่
- เปรียบเทียบโดยการโยงความคิดจากสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งหนึง เปนการเปรียบโดยนัย ตอง
อาศัยการตีความประกอบ ครูเหมือนเรือจาง, ชาวนาเปนกระดูกสันหลังไทยทั้งชาติ
- เปรียบเทียบโดยการซ้ำคำ จะมารักเหากวาผม จะมารักลมกวาน้ำ จะมารักถ้ำกวา
เรือน จะมารักเดือนยิ่งกวาตะวัน จะมารักตัวออกเฒายิ่งกวาตัวเองเลา
- เปรียบเทียบโดยการยกตัวอยางประกอบ เชน พระราชา ๑ หญิง ๑ ไมเลื้อย ๑ ยอม
รักผูคนและสิ่งที่อยูใกล ๆ
- เปรียบความขัดแยงหรือเปรียบสิ่งที่อยูตรงกันขาม คือ การนำสิ่งที่ตรงกันขาม มา
เปรียบกัน เชน เปรียบน้ำกับไฟ ดินกับไฟ อิเหนากับจรกา รักยาวใหบั่น รักสั้นใหตอ
ึ
- เปรียบเทียบโดยใชชื่อเทียบเคียง เชน ปากกามีอำนาจกวาคมดาบ, จากเปลไปถง
หลุมฝงศพ
๕๙
ี
5. การใชถอยคำในภาษาเขยน
ภาษาเขียนจะนาสนใจ ชวนใหติดตามควรพิจารณาถึง ถอยคำ ใหมากและตองรูจักนำ
ถอยคำมาเรียบเรียงใหเหมาะสมกับสภาพการณ ใหอยูในตำแหนงที่เหมาะสมเพื่อจะไดสื่อ
ความหมายไดตรงเปาประสงค สรุปประเด็นเรื่องถอยคำที่จะใชในภาษาเขียนไดดังนี ้
๑. ใชถอยคำ การเขยนคำใหถกตองตามหลักภาษาและความนิยม
ี
ู
๒. ใชถอยคำใหสัมพันธตอเนื่องกัน โดยพิจารณาถึงหนาที่ของถอยคำนั้นๆ วาทำ
ี
่
หนาทอะไรในประโยค
๓. เรียงเรียงถอยคำเขาประโยคตองใหมีความหมายเดนชัดเพียงประการเดียว
ไมใชภาษากำกวมหรือหลายนัย
๔. ใชถอยคำตามฐานะ ตามระดับภาษา ควรเลือกใหเหมาะสมกับโอกาสและ
บุคคล
๕. ใชถอยคำใหตรงความหมาย
๖. ใชถอยคำที่ตางกันแตใหมีความหมายใกลเคียงกันเพื่อเนนความหมาย อาจ
หลีกเลี่ยงการใชคำซ้ำๆ กัน ซึ่งเรียกลักษณะเชนนี้วา การหลากคำ เชน ตั้งอกตั้งใจและเอาใจใส,
ความรอบคอบและละเอียดถี่ถวน
6. การเขียนที่เกี่ยวของกับการสอน
ื
6.1 การเขียนหนังสอราชการ
หนังสือราชการเปนการเขียนเพื่อสื่อความหมายใหเขาใจตรงกันเปนสิ่งสำคัญ เพราะจะ
ชวยใหประหยัดเวลา และปฏิบัติงานไดตรงจุดประสงค การเขียนหนังสือโตตอบมิไดมีความหมาย
เพียงตัวหนังสือ และเอกสารเทานั้น หากยังบงบอกถึงประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร
และองคกรนั้นๆ ดวย ดังนั้นจึงจำเปนตองเขียนใหดีเพื่อเปนภาพลักษณขององคกรตอไป
๑) ลักษณะของหนังสือราชการ
หนังสือราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยงานสารบรรณ
พ.ศ. 2526 และระเบียบสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 หมายถึง เอกสารที่เปนหลักฐานใน
ราชการ ไดแก
1. หนังสือราชการที่มีไปมาระหวางสวนราชการ เชน หนังสือ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร มีถึงกระทรวงศึกษาธิการ
2. หนังสือสวนราชการมีถึงหนวยงานอื่น ซึ่งมใชสำนักงานราชการ หรือไปถึง
ิ
บุคคลภายนอก เชน หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ถึง นางปวีณา หงสกุล เปนตน
3. หนังสือหนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชสวนราชการ หรือบุคคลภายนอก มีมาถงสวน
ึ
ราชการ เชน สมาคมโรงพยาบาลเอกชน มีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
4. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเปนหลักฐานในราชการ เชน ใบเสร็จรับเงิน
5. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ เชน ระเบียบ
กระทรวงการคลัง วาดวยการจายเงินเพิ่มพิเศษฯ
๖๐
2) ชนิดของหนังสือราชการ
หนังสือราชการ จำแนกไดเปน 6 ชนิด ดังนี้
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทบตรา
ั
4. หนังสือสั่งการ
5. หนังสือประชาสัมพันธ
6. หนังสือเจาหนาที่ทำขึ้นหรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ
๑. หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธี โดยใชกระดาษตรา
ครุฑเชน หนังสือติดตอราชการระหวางสวนราชการ หรือสวนราชการที่มีถึงหนวยงานอื่นใด ซึ่งมิใช
สวนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก
2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดตอราชการที่เปนแบบพิธีนอยกวาหนังสือ
ภายนอกเปนหนังสือติดตอภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน โดยใชกระดาษบันทึก
ขอความ
ี
3. หนังสือประทับตรา คือ หนังสือท่ใชประทับตราแทนการลงชื่อของ
หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยใหหัวหนาสวนราชการระดับกอง หรือผูทไดรับมอบหมาย
ี่
ุ
จากหัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปเปนผูรับผิดชอบลงชื่อกำกบตรา โดยมีความมงหมายวาเปน
ั
การแบงเบาภาระในเรื่องการลงชื่อใน หนังสือราชการ สมควรจะใหขาราชการชั้นหัวหนากองเปน
ผูรับผิดชอบในหนังสือธรรมดาได จึงไดกำหนดใหมีหนังสือที่มิตองลงชื่อขึ้นเพื่อความสะดวกและ
ี
ี
ี่
รวดเร็ว การใชหนังสือประทับตราจะใชในกรณทเปนเรื่องไมสำคัญมากนัก เชน การขอรายละเอยด
เพิ่มเติม การสงสำเนาหนังสือ สิ่งของหรือเอกสาร การตอบรับทราบที่ไมเกี่ยวของกับราชการสำคัญ
หรือการเงิน การแจงผลงานที่ไดดำเนินการไปแลวใหสวนราชการที่เกี่ยวของทราบการเตือนเรื่องท ่ ี
คางหรือ เรื่องที่หัวหนาสวนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนด โดยทำเปนคำสั่งวาใหใชหนังสือ
ประทบตรา
ั
4. หนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด ไดแก คำสั่ง ระเบียบ และขอบังคับ
- คำสั่ง คือ บรรดาขอความที่ผูบังคับบัญชาสั่งการใหปฏิบัติโดยชอบดวย
กฎหมาย ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- ระเบียบ คือ บรรดาขอความที่ผูมีอำนาจหนาที่ไดวางไว โดยจะอาศัย
อำนาจของกฎหมายหรือไมก็ได เพื่อถือปฏิบัติเปนการประจำ ใชกระดาษตราครุฑ และใหใชตาม
แบบที่กำหนดไว
- ขอบังคับ คือ บรรดาขอความที่ผูมีอำนาจหนาที่กำหนดใหใชโดยอาศัย
อำนาจของกฎหมายที่บัญญัติใหกระทำได ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
๖๑
5. หนังสือประชาสัมพันธ มี 3 ชนิด ไดแก ประกาศ แถลงการณ ขาว
- ประกาศ คือ บรรดาขอความที่ทางราชการประกาศ หรือชี้แจงใหทราบ
หรือแนะแนวทางปฏิบัติ ใหใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดให
- แถลงการณ คือ บรรดาขอความที่ทางราชการแถลงเพื่อความเขาใจใน
กิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ หรือกรณีอื่นๆ ใหทราบชัดเจนทั่วกัน ใชกระดาษตราครุฑ
และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- ขาว คือ บรรดาขอความที่ทางราชการ เห็นสมควรเผยแพรใหทราบใหจัดทำ
ตามแบบที่กำหนดไว
6. หนังสือที่เจาหนาที่จัดทำขึ้นหรือรับไวเปนหลักฐานในราชการ คือ หนังสือท ่ ี
ทางราชการทำขึ้น นอกจากที่ไดกลาวมาแลวขางตน หรือหนังสือที่หนวยงานอื่นใดซึ่งมิใชหนวยงาน
ราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงสวนราชการ และสวนราชการรับไวเปนหลักฐานของราชการ
มี 4 ชนิด คือ
- หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่สวนราชการออกใหเพื่อรับรองแกบุคคล นิติ
บุคคล หรือหนวยงาน เพื่อวัตถุประสงคอยางหนึ่งอยางใดใหปรากฏแกบุคคลโดยทั่วไปไมจำเพาะ
เจาะจง ใชกระดาษตราครุฑ และใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผูมาประชุม และมติของ
ที่ประชุมไวเปนหลักฐานใหจัดทำตามแบบที่กำหนดไว
- บันทึก คือ ขอความซึ่งผูใตบังคับบัญชาเสนอตอผูบังคับบัญชาหรือ
ผูบังคับบัญชาสั่งการแกผูใตบังคับบัญชา หรือขอความที่เจาหนาที่ หรือหนวยงานระดับต่ำกวาสวน
ราชการระดับกรมติดตอกันในการปฏิบัติราชการ โดยปกติใหใชกระดาษบันทึกขอความ
ี่
หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดทเกิดขนเนื่องจากการปฏิบัติงานของ
ึ้
เจาหนาที่เพื่อเปนหลักฐานในทางราชการ ซึ่งหมายรวมถึง ภาพถาย ฟลม แถบ บันทึกเสียง และ
แถบบันทึกภาพดวย หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นตอเจาหนาที่ และเจาหนาที่ไดรับทะเบียน
หนังสือของทางราชการแลว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดขึ้นใชตามความ
เหมาะสม เวนแตมีแบบกฎหมายเฉพาะเรื่องใหทำตามแบบ เชน โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง
หลักฐานการสืบสวน และสอบสวน และคำรอง เปนตน
3) วิธีการรางหนังสือใหถูกตอง
การรางหนังสือใหถูกตองจะมีหลักการเขียนซึ่งสามารถนำมาเปนแนวทางในการ
ั
้
ปฏิบัติ 4 ประการดงนี การเขียนถูกแบบ การเขียนใหถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษา ถูกความนิยม
1. การเขียนถูกแบบ คือ จะตองทราบวาหนังสือที่จะรางเปน “หนังสือภายใน”
“หนังสือภายนอก” หรือ “หนังสือประทับตรา” ฯลฯ เมื่อเลือกหนังสือไดแลว ก็จัดโครงสรางหนังสือ
ใหถูกแบบ จัดวางขอความใหถูกที่และใชถอยคำใหถูกตองตามทกำหนด เชน
ี่
- เรื่อง ตองเขียนในหนังสือภายใน และหนังสือภายนอก ไมตองเขียนใน
ั
หนังสือประทบตรา
- คำขึ้นตน ใชคำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ
๖๒
- คำลงทาย เขียนเฉพาะหนังสือภายนอก ซึ่งตองใชคำลงทายตามระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยงานสารบรรณ สวนหนังสือภายใน และหนังสือประทับตรา ไมมีคำลง
ทาย
2. การเขียนใหถูกเนื้อหา เนื้อหาตองประกอบดวย
- เหตุที่มีหนังสือไป ซึ่งอาจเปนเหตุมาจากผูมีหนังสือไป หรือเหตุจาก
บุคคลภายนอก หรือเหตุจากเหตุการณปรากฏขึ้น หรือเหตุจากผูรับหนังสือ และอาจเปนเหตุท ี ่
เกิดขึ้นใหม หรือเหตุที่มีเรื่องเดิมที่เคยติดตอกันมา และอาจจะมีเรื่องสืบเนื่อง หรือเรื่องที่เกี่ยวของ
ดวยก็ได
- จุดประสงคของการเขียนหนังสือไป คือ จะใหผูรับหนังสือทำอะไร หรือทำ
อยางไร
- สวนสรุปความ คือ บอกความประสงค ความตองการของหนังสือ
3. ถูกหลักภาษา ตองคำนึงถึง เรื่องหลัก 2 เรื่อง คือ
- รูปประโยค แบบไมมีกรรม แบบมีกรรม แบบประโยคซอนและแบบกรรม
รวม
- ความสัมพันธของขอความ ระหวางประโยคกับประโยค ระหวางคำ ประธาน-
กิริยา-กรรม-คำประกอบ ระหวางคำที่แยกครอมขอความ ระหวางคำรวมกับคำแยก และระหวาง
ั
คำหลักกบคำขยาย
4. การเขียนใหถูกความนิยม
ลักษณะสำนวนภาษาและการเขียนขอความในหนังสือราชการ
ระเบียบสำนักนายรัฐมนตรีวาดวยงานสารบรรณ ไดวางหลักการเขียนขอความใน
หนังสือราชการ ดังนี้
สวนที่เปนเหตุผล ใหเขียนเฉพาะที่จำเปน และถาเปนเรื่องที่เคยคิดตอกัน
มาแลวก็อาง หรือเทาความเรื่องเดิมอยางยอที่สุด
สวนที่เปนความประสงค ระบุวาจะทำอะไร เพื่อสะดวกแกผูรับหนังสือ
เพื่อพิจารณาและปฏิบัติไดอยางถูกตอง ถามีความประสงคหลายขอ ก็ใหแยกเปนขอๆ ใหชัดเจน
หนังสือฉบับแรก มกขนตนดวย “ดวย.............” “เนืองดวย.............”
่
้
ั
ึ
“เพอ.............”และขนตนขอความทประสงควา “จึง.............”
่
ี
้
ึ
่
ื
ึ
้
ี
่
หนังสือตอบรับ มกขนตนดวย “ตาม.............” “ตามท.............นัน” และ
ั
้
้
ขึ้นตนขอความที่เปนความประสงควา “บัดนี.............”
ขอความทิ้งทาย ในตอนจบของหนังสือราชการ มักใชสำนวนดังนี้ “จึง
ั
เรียนมาเพื่อทราบ” “จึงเรียนมาเพื่อขออนุมัติ” “จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ” (ขึ้นอยูกบ
วัตถุประสงคของเรื่องที่เขียน)
4) ขอควรสังเกตในการใชภาษาของหนังสือราชการ
ลักษณะสำนวนภาษาของหนังสือราชการที่บกพรอง ดังนี้
1. ไมชัดเจน ไดแก การใชคำหรือประโยคที่คลุมเครือ ซึ่งตีความหมายได
หลายอยางทำใหผูอานเขาใจยาก หรือไมเขาใจความประสงค เชน
๖๓
“หากมีขอขัดของประการใด โปรดแจงใหทราบดวย”
ควรเปน “หากมีขอขัดของประการใด โปรดแจงใหทราบภายใน 7 วัน
นับตั้งแตวันทไดรับหนังสือนี้ดวย”
ี่
2. ไมสุภาพแนบเนียน ไดแก การใชคำหรือความที่หวน ทำใหผูอาน
เขาใจวาไดรับ การขูบังคับจึงไมเกิดผลดีในดานความสัมพันธตอกัน เชน
ิ
ั
้
ี
่
“ดงนันทาง.......ขอใหทานนำเงนคา............ไปชำระท...........
ภายในกำหนดเวลาดังกลาวมิฉะนั้นจะจัดการตามระเบียบตอไป”
ควรเปน “ดังนั้นทาง....... ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินคา.......ไป
ชำระท................ภายในกำหนดเวลาดงกลาว เพอปฏิบัตให
่
ื
ิ
่
ี
ั
ถูกตองตามระเบียบตอไป”
3. ไมถูกตอง ไดแก การเขียนไมถูกตองแบบหนังสือราชการที่ระเบียบ
กำหนดไว เขียนไมถูกหลักภาษา ใชภาษาพูด หรือใชภาษาผิดระดับ เชน
“ขอเรียนวาไมรับขอมูลอะไรที่เปนประโยชนในการพิจารณาเลย”
ควรเปน “ขอเรียนวาไมไดรับขอมูลอันใดที่เปนประโยชนในการพิจารณา”
4. ไมไดความสมบูรณ ไดแก การเขียนโดยขาดสาระสำคัญบางตอน เชน
ี
่
“ตามททานได...... โดยคางชำระคา..........ประเภท....... นัน.......
้
ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินไปชำระภายในกำหนดเวลาดวย”
ควรเปน “ตามที่ทานได.........โดยคางชำระคา.........ประเภท.........นั้นตาม
ระเบียบของ.......เมื่อทานไดรับใบแจงหนี้คา...... แลว ทานจะตองนำเงินไปชำระที่......ภายใน 15 วัน
โดยจะไมมีเจาหนาที่ออกไปเก็บเงินจากทาน ดังนั้น.....ใครขอความรวมมือจากทานใหนำเงินคา......
ไปชำระที่.........ภายในกำหนดเวลาดังกลาวดวย”
5. ไมกะทัดรัด ไดแก การใชคำหรือประโยคฟุมเฟอยเกินความจำเปน
เชน
“รัฐบาลไดกำหนดนโยบายดานตางๆ ทานจะตองคอยติดตาม
ั
นโยบายของรัฐบาลวามีนโยบาลสำคัญ และนโยบายรับดวน อะไรบาง นโยบายไหนที่เกี่ยวของกบ
หนวยงานของทานเองก็จะนำนโยบายนั้น ไปกำหนดแผนปฏิบัติงานใหสอดคลองกับนโยบายของ
รัฐบาล”
ควรเปน “รัฐบาลไดกำหนดนโยบายดานตางๆ ทานจะตองติดตามวาม ี
นโยบายใดสำคัญและรีบดวนที่เกี่ยวของกับหนวยงานของทาน ซึ่งจะตองนำไปกำหนดแผนปฏิบัต ิ
งานใหสอดคลองดวย”
6. ขาดความสละสลวย ไดแก การเรียนลำดับความไมเปนไปตาม
ความสำคัญหรือไมลำดับตามหัวขอที่เหมาะสม การเขียนขาดเอกภาพ ขอความไมสัมพันธ
ตอเนื่องกัน ฯลฯ เชน
“กรม....... ขอเรียนวาไดดำเนินการตามที่ทานไดขอใหกรม.......
ี
ดำเนินการเรื่อง........ ตามททานประสงคแลว ปรากฏวา.......”
่
ควรเปน “ตามททานขอใหกรม.......... ดำเนินการเรือง.........นัน กรม.........
้
่
ี
่
ไดดำเนินการตามที่ทานประสงคแลว ปรากฏวา...........”
๖๔
ื
รูปแบบหนังสอภายนอก
รูปแบบหนังสอภายใน
ื
๖๕
ื
รูปแบบหนังสอประทับตรา
ื
รูปแบบหนังสอสั่งการ
๖๖
ี
๖.2 การวางแผนและการเขยนโครงการ
ความหมายของการวางแผน
การวางแผน คือ การมองอนาคต เปนการใชความคิดมองจินตนาการ การเล็งเห็น
จุดหมายที่ตองการ การคาดปญหาเหลานั้นไว ลวงหนาตระเตรียมวิธีการตางๆ เพื่อคัดเลือกทางทดี
ี่
ไวอยาง ถูกตอง ตลอดจนการหาทางแกไขปญหาตางๆ เหลานั้น กำหนดเปาหมายและวาง
กำหนดการเพื่อใหสำเร็จลุลวงไปตามจุดประสงคที่ตั้งไว
ประโยชนของการวางแผน
๑. เปนเครื่องชวยใหมีการตัดสินใจอยางมีหลักเกณฑ เพราะไดม ี
การศึกษาสภาพเดิมในปจจุบันแลว กำหนดสภาพใหมในอนาคต ซึ่งไดแก การตั้งวัตถุประสงค หรือ
เปาหมาย แลวหาลูทางที่จะทำใหสำเร็จตามที่มุงหวัง
๒. เปนศูนยกลางประสานงาน เชน ในการจัดการศึกษาเราสามารถ
ุ
ใชการวางแผนเพื่อประสานงานการศึกษาทุกระดับและทกสาขาใหสอดคลองกันได
๓. ทำใหการปฏิบัติงานตางๆเปนไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลเพราะการวางแผนเปน การคิดและคาดการณไวลวงหนาและเสนอทางเลือก ที่จะ
กอใหเกิดผลที่ดีที่สุด
๔. เปนเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบ
การปฏิบัติงานของฝายตางๆใหเปน ไปตามนโยบายและเปาหมายที่ตองการ
ความหมายของโครงการ
โครงการ คือ แผนในการทำงานอยางเปนระบบ แบบแผนวารจะดำเนินการอะไร
เพราะเหตุใด อยางไร ที่ไหน เพื่ออะไร ใครทำ วัดผลอยางไรและผลจะเปนอยางไร
ลักษณะที่ดีของโครงการ
ลักษณะของโครงการทด มีดังนี้
ี
่
ี
๑. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาตองมีผลอยางนอยที่สุดอยางใดอยางหนึ่งในหัวขอตอไปนี้
- สนองตอบ สนับสนุนตอนโยบายสวนรวมของประเทศหรือนโยบาย
หนวยงานตนสังกัด
ิ
- กอใหเกดการพัฒนาทั้งเฉพาะสวนและการพัฒนาโดยสวนรวมของ
ประเทศ
- แกปญหาที่เกิดขึ้นไดตรงจุดตรงประเด็น
๒. สามารถแกปญหาของตนเอง ทองถิ่น ชุมชนได
๓. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถวน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถ
ตอบคำถามตอไปนี้ไดคือ
- โครงการอะไร = ชือโครงการ
่
- ทำไมจึงตองริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล
- ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค
๖๗
- ปริมาณที่จะทำเทาไร = เปาหมาย
- ทำอยางไร = วิธีดำเนินการ
- จะทำเมอไร นานเทาใด = ระยะเวลาดำเนินการ
ื่
ี
่
- ใชทรัพยากรเทาไรและไดมาจากไหน = งบประมาณ แหลงทมา
- ใครทำ = ผูรับผิดชอบโครงการ
- ตองประสานงานกับใคร = หนวยงานที่ใหการสนับสนุน
- จะบรรลุวัตถประสงคหรือไม = การประเมนผล
ุ
ิ
- เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแลวจะไดอะไร = ผลประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
4. รายละเอียดของโครงการ ตองมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธกัน เชน
- วัตถุประสงคตองสอดคลอง กับหลักการและเหตุผล
- วิธีดำเนินการตองเปนทางที่ทำใหบรรลุวัตถุประสงคได
- ผลที่คาดวาจะไดรับตองกำหนดใหตรงตามวัตถุประสงค
ี่
- การประเมินผลตองตรงตามวัตถุประสงคและเปาหมายทกำหนดไว
๕. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเปนแนวทางใหผูอื่นอานแลวเขาใจ สามารถ
ดำเนินการตามโครงการได
๖. เปนโครงการที่ปฏิบัติไดและสามารถติดตามและประเมินผลได
ขอสังเกต โครงการที่กำหนดขึ้นแมเปนโครงการที่มีลักษณะดีเพียงใด แตตัวโครงการก็ไม
อาจแกไขปญหาตางๆ ขององคการ หนวยงาน หรือ สังคมของชนกลุมใหญ ตามที่ไดเขียนไวใน
โครงการไดทั้งหมด เพราะการดำเนินโครงการเพื่อแกไขปญหาตางๆ ในโครงการยังมีสวนประกอบ
หรือปจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่อาจทำใหการดำเนินงานของโครงการบรรลุถึงเปาหมายอยางดอย
ประสิทธิภาพ นอกจากนี้โครงการหนึ่งอาจเปนโครงการที่ดีที่สุดในระยะหนึ่งแตอาจเปนโครงการทใช
ี่
ประโยชนไดนอยในอีกเวลาหนึ่งก็เปนไปได
องคประกอบของโครงการ
๑. ชื่อโครงการ ใหระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสมและใชเรียกเหมือนเดิม
ทุกครั้งจนกวาโครงการจะแลวเสร็จ มีความหมายชัดเจนวาจะทำอะไร ไมยาวเกินไป และมีความ
นาสนใจ
๒. สนองยุทธศาสตร (มหาวิทยาลัย/คณะศึกษาศาสตรและพัฒนศาสตร)
่
ขอท...........
ี
ี
๓. กลยุทธโรงเรียน ขอท...............
่
ี
่
ึ
๔. สนองมาตรฐานการศกษาท..............
๕. ลักษณะงาน/โครงการ........................
ิ
็
่
ื
ุ
ั
๖. หลักการและเหตผล เพอใหผูอนุมตโครงการไดเหนประโยชนของโครงการ
โดยชี้แจงรายละเอียดของปญหา/ความจำเปนที่เกิดขึ้นและที่จะตองแกไข ผลประโยชนที่จะไดรับ
ั
จากการดำเนินงานตามโครงการ เปนโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคลองกบ
ิ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ หรือแผนอื่น ๆ อยางไร ถาไมทำโครงการดังกลาวจะเกดผล
เสียหายโดยตรง หรือผลเสียหายในระยะยาวอยางไร
๖๘
ี
๗. วัตถุประสงค เปนการบอกใหทราบวา การดำเนินงานตามโครงการนั้นมความ
ุ
ตองการใหอะไรเกิดขึ้นควรระบุวัตถประสงคที่ชัดเจน ปฏิบัติไดและวัดและประเมินผลได ควรเขียน
ในรูปวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม เปนรูปธรรมมากกวานามธรรม โครงการหนึ่ง ๆ อาจจะม ี
วัตถุประสงคมากกวา ๑ ขอได แตทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงคไวมาก ๆ อาจจะทำใหผูปฏิบัติมองไม
ชัดเจน และอาจจะดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคไมได ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงคที่ชัดเจน
ปฏิบัติไดวัดได เพียง ๑-๓ ขอ
8. เปาหมาย ใหระบุวาจะตองการสิ่งใด โดยพยายามแสดงใหปรากฏเปนรูป
ตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำไดภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเปาหมาย ระบุเปนเปาหมายเชิง
คุณภาพและหรือเชิงปริมาณ ใหสอดคลองกับวัตถุประสงคและความสามารถในการทำงานของ
ผูรับผิดชอบโครงการ
9. กิจกรรม คืองานหรือภารกิจซึ่งจะตองปฏิบัติในการดำเนินโครงการใหบรรลุ
ตามวัตถุประสงค จะรวบรวมกิจกรรมทุกอยางไวแลวนำมาจัดลำดับวาควรจะทำสิ่งใดกอน-หลัง
หรือพรอมกัน ตั้งแตระยะการเตรียมโครงการจนถึงขั้นตอนสุดทายที่ทำใหโครงการบรรลุ
วัตถุประสงค อาจเขียนในรูปตารางหรือปฏิทินการปฏิบัติงานเพื่อสะดวกในการปฏิบัติหรือ
ตรวจสอบ
10. สถานที่ดำเนินการ ระบุสถานที่ที่เกี่ยวของในการดำเนินการกิจกรรม
โครงการ
11. ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแตเริ่มตนดำเนิน
้
โครงการจนเสร็จสินโครงการ ปจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ป ที่เริ่มตนและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน
ความยาวของโครงการ เชน ๖ เดือน หรือ ๑ ป โดยไมระบุเวลาเริ่มตน-สิ้นสุด เปนการกำหนด
ระยะเวลาที่ไมสมบูรณ
12. งบประมาณ เปนประมาณการคาใชจายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนก
่
ี
รายการคาใชจายอยางชัดเจน การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหลงทมาของงบประมาณทมา
่
ี
ของงบประมาณอาจแยกออกไดเปน ๓ ประเภท คอ
ื
- เงินงบประมาณแผนดิน เงินกูและเงินชวยเหลือจากตางประเทศ
- เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เชน เงินเอกชนหรือองคการเอกชน เปนตน
- เงินรายไดของหนวยงานที่สังกัด
สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ตองการ เชน คน วัสดุ ฯลฯ
13. ผูรับผิดชอบดำเนินโครงการ เปนการระบุเพื่อใหทราบวาหนวยงานใดเปน
เจาของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการยอย ๆ บางโครงการระบุเปนชื่อบุคคลผูรับผิดชอบเปน
รายโครงการได
14. ผลที่คาดวาจะไดรับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแลว จะเกิดผลอยางไรบาง
ใครเปนผูไดรับผลประโยชนในเรื่องนี้ สามารถเขียนทั้งผลประโยชนโดยตรงและผลประโยชนที่เกด
ิ
จากผลกระทบของโครงการ
๑๕. การติดตามและการประเมินผล ไดจาก แบบประเมินโครงการ แบบ
ประเมินผลงานกิจกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการรวมกิจกรรม แบบสัมภาษณผูรวมกิจกรรม
เปนตน
๖๙
๖.3 การแตงคำประพนธ
ั
ความหมายของคำประพนธ
ั
ึ
ี
คำประพันธ คือ ถอยคำท่ไดรอยกรอง หรือเรียบเรียงข้น โดยมีขอบังคับ จำกัดคำ
และวรรคตอน ใหรับสัมผัสกันอยางไพเราะ ตามกฎเกณฑ ที่ไดวางไวในฉันทลักษณ คำประพันธ
่
ี
จำแนกออกเปน ๔ ชนิดใหญๆ คือ โคลง ฉันท กาพย และกลอน คำประพันธทดี จะตอง
ื
ประกอบดวยลักษณะ ๓ ประการ คอ
๑. มีขอความดี
๒. มีสัมผัสดี
๓. แตงถูกตองตามลักษณะบังคับ
ประเภทของคำประพนธไทย
ั
คำประพันธสวนใหญที่นำมาใชในการเรียนการสอนปจจุบัน มี ๔ ประเภท ดังนี้
กลอน เปนคำประพันธชนิดหนึ่งที่มีลักษณะบังคับคณะและสัมผัสแตไมบังคับ เอกโท และ
ครุ-ลหุ กลอนสองวรรคเทากับหนึ่งบาท กลอนสี่บาทเทากับหนึ่งบท วรรคทั้งสี่ของกลอนยังมีชือ
่
เรียกตาง ๆ กันอีก คือ
๑. วรรคแรก หรือ วรรคสดับ คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงเตน (คือ
นอกจากเสียงสามัญ) จะทำใหเกิดความไพเราะ แตถาจะใชเสียงสามัญก็ไมหาม
๒. วรรคสอง หรือ วรรครับ คำสุดทายของวรรคนิยมเสียงจัตวา จะใชเสียง
เอก เสียงโทบางก็ได แตไมควรใชเสียงสามัญหรือเสียงตรี ถาจะใชเสียงเอก คำสุดทายของวรรค
รองควรเปนเสียงตรี
๓. วรรคสาม หรือ วรรครอง คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงสามัญ ไมควรใช
คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต
๔. วรรคสี่ หรือ วรรคสง คำสุดทายของวรรคนิยมใชเสียงสามัญ หามใชคำ
ตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต จะใชคำตายเสียงตรีบางก็ได
ผังภูมิกลอนสภาพ
ุ
๗๐
ตัวอยางคำประพันธกลอนสุภาพ
ไดสิบเดือนเหมือนไดสักสิบขวบ ดูขาวอวบอวนทวนเปนนวลฉวี
ออกวิ่งเตนเลนไดไกลกุฎี เที่ยวไลขี่วัวควายสบายใจ
แลวลงน้ำปล้ำปลาโกลาหล ดาบสบนปากเปยกเรียกไมไหว
สอนใหหลานอานเขียนร่ำเรียนไป แลวก็ใหวิทยาวิชาการ
รูลองหนทนคงเขายงยุทธ เหมือนสินสมุทรพี่ยาทั้งกลาหาญ
ไดเห็นแตแมมัจฉากับอาจารย จนอายุกุมารไดสามป
จากเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู
ผังภูมิกลอนดอกสรอย
ตัวอยางคำประพันธกลอนดอกสรอย
วังเอยวังเวง หงางเหงง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผายลาทิวากาล คอยคอยผานทองทุงมุงถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยออนตางจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแหงหน
ทิ้งทุงใหมืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยูเดียวเอย
จากเรื่องกลอนดอกสรอยรำพึงในปาชาของพระยาอุปกิตศิลปสาร
ผังภูมิกลอนสักวา
๗๑
ตัวอยางคำประพันธกลอนดอกสรอย
สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไมเหมือนแมนพจมานที่หวานหอม
่
กลินประเทยบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะนอมจิตโนมดวยโลมลม
ี
แมนลอลามหยามหยาบไมปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดตองเข็ดขม
ผูดีไพรไมประกอบชอบอารมณ ใครฟงลมเมินหนาระอาเอย
จากหนังสือสาระการเรียนรูพื้นฐาน ชุด ภาษาเพื่อชีวิตวรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศึกษาปที่ 2
ของพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ
กาพย เปนคำประพันธชนิดหนึ่งที่บังคับจำนวนคำและสัมผัส จัดวรรคตางจากกลอนและไม
ื
บังคับเสียงวรรณยุกตทายวรรค ไมมีบังคับเอก-โท เหมอนโคลง และไมมบังคบครุและลหุเหมอนฉันท
ี
ั
ื
กาพยเปนคำประพันธที่ปรากฏมาตั้งแตในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งที่แตงเปนหนังสืออานเลน แตง
เปนหนังสือสวด หรือเปนนิทาน กระทั่งเปนตำราสอนก็มี กาพยมีดวยกันหลายชนิด แตละชนิดม ี
ลักษณะเฉพาะแตกตางกัน
ผังภูมิกาพยยานี ๑๑
ตัวอยางคำประพันธกาพยยานี ๑๑
ปลากรายวายเคียงค ู เคลากันอยูดูงามดี
ี่
แตนางหางเหินพ เห็นปลาเคลาเศราใจจร
เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองออนทั้งกาย
ใครตองของจิตชาย ไมวายนึกตรึกตรึงทรวง
นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน
แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง
จากเรื่องกาพยเหเรือของเจาฟากุง
โคลงสี่สุภาพ เปนคำประพันธประเภทรอยกรองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีปรากฏในวรรณคดีไทย
มานานแลว วรรณคดีไทยฉบับที่เกาและมีชื่อเสียงมากฉบับหนึ่งคอ "ลิลิตพระลอ" มโคลงสี่สุภาพบท
ี
ื
หนึ่งถูกยกมาเปนบทตนแบบที่แตงไดถูกตองตามลักษณะบังคับของโคลงสี่สุภาพ คือนอกจากจะม ี
บังคับสัมผัสตามที่ตาง ๆ แลว ยังบังคับใหมีวรรณยุกตเอกโทในบางตำแหนงการประพันธโคลงสี ่
สุภาพ
๗๒
ลักษณะโคลงสี่สุภาพ คณะของโคลงสี่สุภาพ คือ บทหนึ่ง มี ๔ บาท (เขียนเปน
ั
๔ บรรทด) ๑ บาทแบงออกเปน ๒ วรรค โดยวรรคแรกกำหนดจำนวนคำไว ๕ คำ สวนวรรคหลัง ใน
บาทที่ ๑,๒ และ ๓ จะมี ๒ คำ (ในบาทที่ ๑ และ ๓ อาจเพิ่มสรอยไดอีกแหงละ ๒ คำ) สวนบาทที่ ๔
วรรคที่ ๒ จะมี ๔ คำ รวมทั้งบท มี ๓๐ คำ และเมื่อรวมสรอยทั้งหมดอาจเพิ่มเปน ๓๔ คำ
สวนที่บังคับ เอก โท (เอก ๗ โท ๔) ดังนี้
บาทที่ ๑ (บาทเอก) วรรคแรก คำที่ ๔ เอก และคำที่ ๕ โท
บาทที่ ๒ (บาทโท) วรรคแรก คำที่ ๒ เอก วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ ๒ โท
บาทที่ ๓ (บาทตรี) วรรคแรก คำที่ ๓ เอก วรรคหลัง คำที่ ๒ เอก
บาทที่ ๔ (บาทจัตวา) วรรคแรก คำที่ ๒ เอก คำที่ ๕ โท วรรคหลัง คำแรก เอก คำที่ ๒ โท
ผังภูมิโคลงสี่สุภาพ
ตัวอยางคำประพันธโคลงสี่สุภาพ
เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย
เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น พ ี่
สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ
จากเรื่องลิลิตพระลอ
ี่
ฉันท เปนคำประพนธทกวีไดรอยกรองขึ้น เพื่อใหเกดความไพเราะ โดยกำหนดครุ ลหุและ
ั
ิ
สัมผัสเปนมาตรฐาน ฉันทเปนคำประพนธทไดแบบอยางมาจากอินเดีย เดิมแตงเปนภาษาบาลี และ
ี่
ั
สันสกฤตไทยนำเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอยางเพื่อใหสอดคลองกับความนิยมในคำประพันธไทย
การแตงคำประพันธเปนการแตงหนังสือดีใหมีความไพเราะ มีขอความดีมีสัมผัสด แตง
ี
ถูกตองตามลักษณะบังคับ เปนศิลปะแหงการเลือกใชถอยคำอันไพเราะใหจับใจผูอาน และผูฟง ทง ั ้
ิ
ยังฝกความจำ ซึ่งเปนสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะมนุษยตองอาศัยความจำ เพื่อเปนเครื่องมือในการคด
วิเคราะห สังเคราะห เปนการใชเวลาวางใหเกดประโยชน ทำใหเปนคนอารมณดีจากความงามของ
ิ
บทประพนธ และชวยอนุรักษวัฒนธรรมไทยทางดานภาษาใหคงอยูตลอดไป
ั
๗๓
๖.4 การเขยนกระดาน
ี
การใชภาษาในการเขียนกระดาน สรุปไดดังนี้
๑. ตองใชภาษาระดับทางการ ใชภาษาเขียน ใชคำสุภาพในการเขียนกระดาน
๒. การใชภาษา การสะกดคำ การ เวนวรรคและใชเครื่องหมายวรรคตอน คำ
ลักษณนามตองแมนยำ ถูกหลักภาษา
๓. เขียนเฉพาะสิ่งที่สำคัญ ถูกตองเปนความจริง ถาจำเปนตองเขียนเพื่อแสดง
สิ่งที่ผิดตองทำสัญลักษณใหทราบวาผิดอยางชัดเจน เชนกากบาท
๔. ขอความที่เขียนจะตองจัดเปนประเด็นสำคัญ สั้นกะทัดรัด มีความหมาย
ั้
เขียนเฉพาะหัวขอ หรือใจความสำคัญ เขียนแผนภาพความคิด ใชแสดงวิธีทำ แสดงลำดับขนตอน
และยกตัวอยางประกอบ ไมควรใชเขียนรายละเอียดตางๆ
หลักและวิธีใชกระดาน
หลักและวิธีใชกระดานสามารถสรุปได ดังนี้
๑. การติดตั้ง ขอบลางของกระดาน ตองอยูในระดับสายตาของนักเรียน
มิเชนนั้นนักเรียนที่นั่งขางหลังจะมองไมเห็น ตองหางจากที่นั่งแถวแรกอยางนอย ๓ เมตรและทำมม
ุ
กับที่นั่งทั้งดานซายสุดและขวาสุด อยางนอย ๓๐ องศา
๒. เตรียมวางแผนการใชกระดานลวงหนา วาจะเขียนเกี่ยวกับอะไรมประเด็นใด
ี
บาง ตองใชรูปภาพหรือขอความใดประกอบบาง ตองเตรียมมาใหพรอม
๓. แบงกระดานเปนสวนๆ โดยมากจะแบงเปน ๓ สวน เพื่อเขียนเนื้อหาตามลำดับ
และสามารถคงขอความที่ตองการไวได โดยเริ่มจากซายไปขวา บนลงลาง
๔. กอนเขียนจะตองทำความสะอาด ถาจำเปนตองใชกระดานสวนเดิมเพื่อจะ
เขียนขอความใหม ใหลบขอความเดิมออกกอน ถาเปนกระดานดำวิธีการลบ ใหลบจากบนลงลาง
ไมสะบัดแปรงเพื่อฝุนชอลกจะไดลงรางกระดาน ไมฟุงกระจาย
๕. เวลาเขียนใหจับชอลกหรือปากกาใหอยูระหวางหัวแมมอกับนิ้วกลางปลายนิ้วชี้
ื
จรดชอลกหรือปากกาทำมุม ๔๕ องศาตั้งศอกใหตั้งฉากกับกระดานและกาวเทาตามจะเขียนไดตรง
ั้
เขียนตามลำดับขนตอนจากซายไปขวาจากบนลงลาง
๖. เขียนดวยลายมืออานงาย ถูกตอง ชัดเจน รวดเร็ว เปนระเบียบ ขนาด
พอเหมาะ อยางนอยตองสูง ๓ เซนติเมตร
๗. หัดวาดรูปการตูน รูปภาพ ลายเสนตางๆเพื่อใหดูนาสนใจ ถาภาพวาดยาก หรือ
มีลายละเอียดมาก ควรเตรียมวาดมาลวงหนา
๘. ใชวัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ เชน ไมที ชอลกสี วงเวียน ไมบรรทัด แผนปรุ
รูปภาพประกอบ แผนที่ เพื่อใหเปนระเบียบ ดูนาสนใจ ถูกสัดสวน สวยงาม รวดเร็ว
๙. เนนขอความ โดยการเปลี่ยนขนาดตัวอักษร เขียนเสนใต วงกลม ทำ
เครื่องหมาย/สัญลักษณหรือ ใชสีที่แตกตางกันตามความหมายทตองการสื่อ เชน ปกติสีขาว/ดำ โยง
ี่
เสนสีแดง บันทึกคำสำคัญ ใชสีเขียว เปนตน
๑๐. เมื่อเขียนเสร็จแลวตองตรวจสอบความถูกตอง
๗๔
๑๑. เวลาเขียนควรหันมาดูและอธิบายผูเรียนเปนระยะ บางเนื้อหา ควรเวน
ขอความไว และเขียนเติมภายหลังเพื่อใหดูนาสนใจ
ุ
๑๒. เวลาอธิบาย หามยืนบังกระดาน ควรยืนใหเบี่ยงจากกระดานแลว ใชอปกรณ
หรือไมบรรทัดชวยชี้
ิ
๑๓. หามใชแปงเปยก กาว เทปกาวสองหนา เข็มหมุด ดินน้ำมัน ตดขอความหรือ
รูปภาพที่จะติดลงบนกระดาน เพราะจะทำให กระดานชำรุดเสียหาย
๑๔. ควรใหผูเรียนมสวนรวมในการใชกระดาน ประกอบกจกรรมการเรียนการสอน
ี
ิ
เชน แกคำผิด เติมคำ วาดรูป แสดงวิธีทำ หรือ อื่นๆ
๑๕. เมื่อสอนเสร็จ ควรลบ กระดานใหสะอาดอยาทิ้งคางไว ถาจำเปนตอง
มอบหมายใหมผูลบแทน
ี
๖.5 การเขียนแผนที่ความคิด
ี
ความหมายของแผนทความคิด
่
ิ
ี่
แผนที่ความคิด หมายถึง เครื่องมือที่ชวยในการจัดการระบบความคดทเกดจากทกษะ
ั
ิ
ของสมองทั้งสองซีกถายทอดความคิด ขอมูลโดยการใชขอความ ภาพ สี เสน และการโยงใยแทน
การจดยอแบบเดิม ยังเปนการเสริมสรางทักษะในการวิเคราะหและการสังเคราะหขอมูล
ประโยชนของแผนที่ความคิด
แผนที่ความคิดมประโยชนสรุปไดดังนี้
ี
1. สามารถเห็นภาพรวมของสิ่งตางๆ
2. สามารถจำสิ่งตางๆไดดีขึ้น เพราะสมองทำการเชื่อมโยงสิ่งที่เราตองการจำ
เมื่อมีการเชื่อมโยงจะทำใหจำไดแมนขึ้น
3. สามารถคนพบแนวคิดใหมๆ
4. สามารถหาขอบกพรองหรือจุดออน
5. ใชในการวางแผนการทำงาน
6. จัดลำดับการนำเสนอผลงาน หรือการสรางภาพใหเห็นลำดับขั้นตอน
7. สามารถชวยในการตัดสินใจ
8. ชวยใหสามารถคิดไดอยางเปนระบบ คิดครบถวน
9. ชวยในการจดบันทึกหรือการสรุปสิ่งที่ตองการเรียนรูไดในรูปแบบที่รวดเร็ว
และสามารถนำมาทบทวนไดงาย
ขั้นตอนการสรางแผนที่ความคิด
การสรางแผนที่ความคิดมขั้นตอน สรุปไดดังนี้
ี
1. เขียนและวาดมโนทัศนหลักตรงกึ่งกลางหนากระดาษ
2. เขียนและวาดมโนทัศนรองที่สัมพันธกับมโนทัศนหลักไปรอบ ๆ
3. เขียนและวาดมโนทัศนยอยที่สัมพันธกับมโนทัศนรองแตกออกไปเรื่อย ๆ
4. ใชภาพหรือสัญลักษณสื่อความหมายเปนตัวแทนความคิดใหมากที่สุด
๗๕
5. เขียนคำสำคัญบนเสนและเสนตองเชื่อมโยงกัน
6. กรณีใชสี ทั้งมโนทัศนรองและยอยควรเปนสีเดียวกัน
7. ขณะทำใหคิดอยางอิสระมากที่สุด
กฎการสรางแผนที่ความคิด
การสรางแผนที่ความคิดมกฎ ขอควรปฏิบัติ สรุปไดดังนี้
ี
1. เริ่มดวยภาพสีตรงกึ่งกลางหนากระดาษ เรียกวา แกนแกน ตองมีขนาด
พอเหมาะ ไมใหญหรือเล็กเกินไป หามลอมแกนแกนดวยเสนรอบวงใดๆ ทั้งสิ้น เวนแตมนัยสัมพนธ
ั
ี
กับเรื่องนั้นๆ
2. เสนของกิ่งแกวตองเชื่อมโยงกันแกนแกนเสมอ
3. กิ่งกอยที่แตกออกจากกิ่งแกวควรมีสีเดียวกันเพอใหจำงาย
ื่
4. เสนตองมีความยาวสัมพันธกับคำหรือภาพ ตองแตกกิ่งที่จุดสุดทายของเสน
เสมอเสนทุกเสนของกิ่งแกวและกิ่งกอยตองเชื่อมโยงกัน อยาใหขาดหรือแหวง
5. ใชภาพใหมากที่สุดในแผนที่ความคิด ตรงไหนที่ใชภาพไดใหใชกอนคำ หรือ
รหัส การใชคำยิ่งสั้นยิ่งดี จะเปนการชวยการทำงานของสมอง ดึงดูดสายตา และชวยความจำ
6. ควรเขียนคำบรรจงตัวใหญๆ ถาเปนภาษาอังกฤษใหใชตัวพิมพใหญ จะชวยให
เราสามารถ ประหยัดเวลาได เมื่อยอนกลับไปอานอีกครั้ง
7. เขียนคำเหนือเสนแตละเสนตองเชื่อมตอกับเสนอื่นๆ เพื่อใหแผนที่ความคิด
มีโครงสรางพื้นฐานรองรับ
8. หามเขียนคำ หรือภาพปดทายเสน หามเขียนทั้งบนและใตกิ่งเดียวกัน
9. คำควรมีลักษณะเปน “หนวย” เปดทางใหแผนที่ความคิดคลองตัวและยืดหยุน
ไดมากขึ้น
10. ใชสีทั่วแผนที่ความคิดเพราะสีชวยยกระดับความคิด เพลินตา กระตุนสมอง
ี
ซกขวา
11. เพื่อใหเกิดความคิดสรางสรรคใหม ควรปลอยใหสมองคิดมีอิสระมากที่สุด
เทาที่จะเปนไปได
๗๖
ตัวอยางแผนที่ความคิด
๗๗
๗๘
๖.6 การเรียบเรียงการสอน
้
ี่
การสอนทจะทำใหนักเรียนประทบใจนัน ครูตองอาศัยลีลาการสอนที่นาสนใจ ดังนั้นใน
ั
การเตรียมการสอนจึงตองมีการเรียบเรียงการสอนใหเปนระเบียบ มี 5 ขั้นตอน คือ มีการ
ปฏิสันถารกับนักเรียน การนำเขาสูบทเรียน การพูดตัวเนื้อหาสาระ การกลาวสรุปบทเรียนและ
การกลาวคำอำลา ดังนี้
ั
๑. การปฏิสันถารกบนักเรียน
หลักการสอนในชั้นเรียนมีอยูขอหนึ่ง คือ กอนที่จะสอนถึงเนื้อหาทผูสอนเตรียมมา
่
ี
ครูจำเปนตองกลาวคำปฏิสันถารกับนักเรียนเสียกอน คำปฏิสันถารหรือการทักทายนักเรียนนี้อาจ
แบงออกเปน ๒ ชนิด ดังนี คำปฏิสันถารชนิดที่เปนพิธีการ มักจะใชในพิธีเปดโครงการ เปดการ
้
อบรม สัมมนา เชน พิธีแจกเกียรติบัตร วุฒิบัตร ในโอกาสเชนนี้ คำปฏิสันถารจะเรียกเฉพาะ
ตำแหนงของผูที่มารวมพิธี คำที่แสดงความรูสึก เชน คำวา “เคารพ” “นับถือ” “ที่รัก” เปนตน จะ
ไมนิยมใช ตัวอยางเชน ในพิธีเปดโครงการรำลึกสุนทรภูเชิดชูภาษาไทย ผูที่เปนประธานจะกลาว
ปฏิสันถารวา “ทานรองผูอำนวยการ คณาจารย และนักเรียนทุกคน” หลังจากคำปฏิสันถารแลว
ิ
มักจะติดตามดวยประโยคที่วา “กระผมหรือดิฉัน” รูสึกยินดีและภาคภูมใจ ที่ไดมาเปดโครงการหรือ
้
ใหโอวาทในวันนี คำปฏิสันถารชนิดทไมเปนพิธีการ เชน การสอน การประชุมภายในชั้นเรียน การ
ี่
อภิปราย คำปฏิสันถารในโอกาสเชนนี้มักมีคำที่แสดงความรูสึกดวย เชน “สวัสดีนักเรียนทุกคน”
“สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน” ในกรณีที่มีสามเณรเปนนักเรียนดวย ครูจะกลาวปฏิสันถารกบ
ั
สามเณรกอนแลวจึงกลาวกับนักเรียนทั่วไป คำปฏิสันถารสำหรับสามเณร คือ “นมัสการ สามเณร”
การใชสรรพนามแทนตัวครูนั้น มีขอพิจารณา คือ ถาเปนการพูดแบบพิธีการครูจะใชสรรพนามแทน
ตัวเองดังนี้ ผูชายใชวา “ผม” ผูหญิงใชวา“ดิฉัน” ถาเปนการพูดที่ไมเปนพิธีการ ใชสรรพนามแทน
ตัวเองวา “ครูหรืออาจารย” ทั้งผูชายและผูหญิง สำหรับคำสรรพนามที่ใชเรียกนักเรียนนั้น ควรจะ
เปนคำที่ยกยอง ใหเกียรติ เมตตา หรือวาเปนฝาย เปนพวกเดียวกันกับนักเรียน เชน คำวา นักเรียน
ที่นารัก นักเรียนที่รัก เรา พวกเรา คุณ เปนตน
๒. การนำเขาสูบทเรียนหรืออารัมภบท
่
การนำเขาสูบทเรียน คือ การเกริ่นนำเพื่อนำเขาสูเรื่องทครูจะพูด เปนการเรา
ี
ิ
ความสนใจของนักเรียนและกอใหเกดความกระตือรือรนที่จะเรียนตอไปดวยความตั้งใจ การนำเขาสู
บทเรียนมีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี การเราความสนใจ เชน การตั้งคำถาม การเลนปริศนาคำ
้
ทาย เริ่มดวยสำนวน สุภาษิตคำพังเพย บทกลอน ขอความขำขัน นากลัว หรือตื่นเตนตางๆ
การใหความกระจาง คือ การนำเขาสูบทเรียนดวยการใหความกระจางแกนักเรียน เปนการโยงเขาสู
บทเรียนอยางทันใจนักเรียน เชน เริ่มดวยการชี้จุดสำคัญของเรื่องที่จะพูด เริ่มดวยการกลาว
ความสำคัญของเรื่องที่จะสอนนั้นๆ และเริ่มดวยการกลาวกวางๆ กอน แลวนำสูจุดสำคัญของเรื่อง
สรางความพอใจ คอ วิธีการที่ทำใหนักเรียนรูสึกพอใจ มีความกระตือรือรนในการ
ื
เรียน ตองการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียน เชน เริ่มดวยการกลาวยกยองในความสามารถของ
ี
นักเรียน เริ่มดวยการกลาวใหผูเรียนมความมั่นใจในตัวเอง เริ่มดวยการใหรางวัล หรือสัญญาจะให
รางวัล
๗๙
ขอควรระวังในการนำเขาสูบทเรียน ไดแก ไมควรเริ่มตนดวยการแสดงความไม
่
มนใจในการสอน ไมควรเริ่มตนดวยการกลาวอุปสรรคปญหาที่เกิดขึ้นแลว ไมควรพูดนอกเรื่อง
ั
หรือพูดไมตรงประเด็น ไมควรพูดเยิ่นเยอ วกวน ซ้ำความบอยครั้ง ไมควรพูดในทำนองขมข ู
้
นักเรียน และไมควรใชเวลาในการนำเขาสูบทเรียนนานเกินรอยละ ๑๐ ของเวลาเรียนทังหมด
๓. การสอนเนื้อหา เนื้อหาเปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องที่จะสอนเนื้อหามีความสำคญ
ั
มากที่สุด สิ่งสำคัญในตัวเนื้อหา คือ การลำดับความและการขยายความในเนื้อหาเพื่อใหนักเรียน
เขาใจ
การลำดับความ การเสนอเนื้อหาในการสอนอาจทำไดโดยวิธี ดังนี้
- การลำดับความดวยการกลาวถึง จากสิ่งใกลตัวไปไกลตัว จากเรื่องงาย
ไปสูเรื่องยาก จากสิ่งที่รูแลวไปสูสิ่งที่ยังไมรู จากสิ่งที่เรียนแลวไปสูสิ่งที่ยังไมเรียน
- การลำดับความดวยการลำดับเวลา วัน เดือน ป การดำเนินเรื่องแบบนี ้
งายแกการจดจำ และการลำดับเหตุการณที่เกิดขึ้น
- การลำดับการดวยการแบงออกเปนหมวดหมูตามชนิดและเรื่องทจะสอน
ี่
ั
การดำเนินเรื่องดวยวิธีนี้ทำใหเนื้อหามีระเบียบ ไมสับสน ไมปนเปกน
การขยายความเนื้อหา เนื้อหาที่ดี จะตองมีความหมายชัดเจนตอเนื่องกัน และ
เขาใจงาย การขยายความอาจทำได ดังนี้
- ขยายความดวยการใหคำจำกัดความหรือโดยการอธิบายดวยการสราง
ประโยคใหมแตความหมายเหมือนเดิม
- ขยายความดวยการยกตัวอยาง เพราะวาตัวอยางที่นำมาประกอบการ
สอนจะทำใหนักเรียนเขาใจไดดีขึ้น ตัวอยางที่ยกนั้นจะตองเขากับเรื่องที่สอน จะตองเขาใจงาย และ
จะตองเหมาะกับบุคลิกภาพของครู ถาตัวอยางที่ยกมาเกิดจากประสบการณของครูไดก็จะเปนการดี
ควรยกตัวอยางใหพอเหมาะและระวังอยาใหมีตัวอยางมากเกินไป
- ขยายความโดยการเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย การยกอุทาหรณ ทำให
เขาใจงายกวาการอธิบายดวยคำพูดโดยทั่วไป มักจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่คลายคลึง เชน
ุ
“ระบบการไหลเวียนของโลหิตเหมือนกับการไหลวนของน้ำพในอาง”
“วาฬมีการสงเสียงใหสะทอนกลับเหมือนระบบโซนา”
- ขยายความโดยแสดงถึงขอแตกตาง เชน
ึ
“สอนใหเห็นถงประโยชนและโทษของไฟ”
“สอนถึงผลดีและผลเสียในการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน”
- ขยายความดวยการยกหลักฐาน ขออางอิง สุภาษิต หรือคำพังเพย การ
อางอิงจะเปนสิ่งของ บุคคลหรือสถานที่ก็ได เชน
“ครูที่ดีหลายคนที่ไดฝกฝนตนเองในดานการพูด เชน
ศาสตราจารยระพี สาคริก”
“ดั่งคำพุทธภาษิตที่วาผูใหยอมเปนที่รัก”
สวนการเขียนที่เปนวิชาการนั้น มักจะยกเอาขอความสำคัญของผูอื่นมา
ี
สนับสนุนการเขยน
๘๐
- ขยายความดวยการเลาเรื่อง เพื่อใหนักเรียนสามารถคิดไดดวยตนเอง
ั
หรือเปรียบเทียบเอง การขยายความดวยวิธีนี้ ครูไมจำเปนที่จะตองอธิบายใหเห็นวาเกี่ยวของกบ
เรื่องที่สอน
อยางไรใหนักเรียนคิดเอง
- ขยายความดวยคำถาม วิธีนี้เปนวิธีเดียวกันกับการสอนนักเรียนแบบ
“ถามตอบ” ครูจะตั้งคำถามหลายคำถามที่ตอเนื่องกันเพื่อใหนักเรียนคิดแลวตอบคำถามไปที่ละ
คำถาม
- ขยายความดวยการใชสื่อโสตทัศนูปกรณตางๆ เชน แผนที่ แผนภูม
ิ
ั
รูปภาพ พาวเวอรพอยต อินเทอรเน็ต การใชอุปกรณเหลานี้ตองใหเหมาะสมกบเนื้อหา และใชเพอ
ื่
ประกอบเรื่องที่สอนเทานั้น ครูตองระวังอยาใหอุปกรณเหลานี้มาดึงดูดความสนใจไปหมด จน
นักเรียนไมไดสนใจความสำคัญหรือเนื้อหาที่สอนการใชอุปกรณนั้นควรจะใชเมอเห็นวาประหยัดเวลา
ื่
และทำใหนักเรียนเขาใจงายขึ้น การขยายความดวยวิธีนี้สำคัญที่จะตองเตรียมใหพรอมและผูสอน
ตองรูจักวิธีใช
๔. การสรุปบทเรียน
การสรุปบทเรียนนั้นมีความสำคัญพอๆกับการนำเขาสูบทเรียนเพราะเปนการเนน
ย้ำเนื้อหาสำคัญของเรื่องที่ไดสอนมาแลว ครูที่ดีควรจะสรุปบทเรียนใหนักเรียนเกิดความประทับใจ
และพึงจดจำไวเสมอวาบทสรุปไมควรยาวเกินไป ตรงประเด็น ใหขอคิดและประทับใจ การสรุป
บทเรียนมีหลายวิธี ครูสามารถเลือกใชไดตามความเหมาะสม ดังนี้
- จบแบบสรุปความ คือ สรุปยอเนื้อหาที่บรรยายมาทั้งหมดเปนหัวขอสั้นๆ
เพื่อใหผูเรียนเขาใจและจดจำงาย
- จบแบบฝากไปใหคิด คือ การสรุปโดยที่ไมไดใหคำตอบชัดเจน ตายตัวลงไป ครู
พูดทิ้งทายฝากไวเปนคำถามหรือการบานใหนักเรียนไปคิดตอ
- จบแบบเผยตอนสำคัญ คือ การจบโดยคลี่คลายเงื่อนงำตางๆ ที่ผูพูดขมวดเปน
ปมไวในตอนตนๆ ใหนักเรียนสงสัยและติดตามมาจนถึงสุดทาย ครูก็เปดเผยสิ่งที่นักเรียนตองการ
ทราบที่สุดวาคืออะไรหรือใคร แลวจึงปดการสอน
- จบแบบชักชวน และเรียกรอง คือ การสรุปจบดวย ประโยคสั้นๆสัก ๒-๖
ประโยคที่เราอารมณและมีความหมายชักชวน และเรียกรองใหนักเรียนลองทำดู
- จบดวยการใหขอคิดโดยใชสำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำคม หรือการจบดวย
การยกคำประพันธที่ไพเราะ คำกลาวของบุคคลสำคัญ หรือพุทธสุภาษิต
- ขอพึงหลีกเลี่ยง ไมควรสรุปจบลงดวยถอยคำวา หมดเวลาพอด วันนี้พอแคนี ้
ี
นะ ไมรูวาวันนี้คุณจะเขาใจบางหรือเปลา
๕. การกลาวอำลา
การกลาวอำลา เปนการอำลานักเรียนดวยการกลาวคำวา “สวัสดี” อาจกลาววา
“สวัสดีครับ หรือ สวัสดีคะพบกันใหมชั่วโมงหนานะคะ” “ครูจะคอยงานที่คุณนำมาสงนะ”
หลักในการเรียบเรียงการสอน การเตรียมเนื้อหาในการสอนสรุปไดวา ขึ้นตนให
้
ิ
ตื่นเตนสนใจใครรู ตอนกลางใหคลี่คลายเนือหาสาระ และตอนจบใหจุดประกายความคิดเพิ่มเตม
เพื่อใหการจัดการเรียนรูประสบผลสำเร็จสูงสุด
๘๑
๖.7 การเขียนแผนการจัดการเรียนรู
ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู
ุ
แผนการจัดการเรียนรู (แผนการสอน) เปนกรอบของจุดมงหมาย เนื้อหา กิจกรรม
วิธีจัดประสบการณหรือวิธีสอน วัสดุอุปกรณ การประเมินผล เพื่อพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตร ครู
จะตองเขียนและศึกษาแผนการจัดการเรียนรูกอนสอน
หนาที่ของแผนการจัดการเรียนรู
ี่
แผนการจัดการเรียนรูจะทำหนาท ดังนี้
๑. เปนสิ่งที่ใชเตือนความจำของครูไมใหออกนอกเนื้อหาวิชาและหลักสูตรที ่
กำหนดไว
่
ี
๒. ชวยจัดระบบ ระเบียบการสอนของครูใหเปนไปตามลำดับขั้นตอนทวางแผนไว
๓. ทำใหครูรูสึกมั่นใจในการสอน ไมมีความรูสึกเครียดเนื่องจากเตรียมการจัดการ
เรียนรูลวงหนาแลว
วิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู
การเขียนแผนการจัดการเรียนรู สามารถทำไดดังนี้
๑. ศึกษาหลักสูตร เนื้อหา สาระ มาตรฐานการเรียนรูตางๆ
๒. วางแผน กำหนดรายละเอียดแตละขั้นตอนใหเปนไปตามลำดับ
๓. เขียนเรื่องตามลำดับขั้นตอนที่ไดวางแผนไว
ี
๔. เขียนแผนการจัดการเรียนรูดวยความประณีต มระบบระเบียบ ม ี
องคประกอบครบถวน
๕. ใชสำนวนโวหารแบบบรรยายโวหาร
๖. ใชระดับภาษาแบบแบบแผน และกงแบบแผน
่
ึ
๗. ตรวจทานความถูกตอง ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู และมีการ
ปรับแกไข
องคประกอบของแผนการจัดการเรียนรู
แผนการจัดการเรียนรู
กลุมสาระการเรียนรู..............................
โรงเรียน............................................................
ี
ึ
ภาคเรียนท.........................ปการศกษา..............
่
้
รหัสวิชา....................................รายวิชา.............................................................ชัน...........................
ิ
เวลาเรียน.........................................ชัวโมง/สัปดาห จำนวน.................................................หนวยกต
่
่
กจกรรมการเรียนรูท......................เรือง.......................................................ระยะเวลา..............ชัวโมง
ิ
่
่
ี
อาจารยผูสอน.......................................................................................................................................
๘๒
1. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด
มาตรฐาน............................................................................................................................................
้
ั
ตวชีวัด.................................................................................................................................................
2. สาระสำคญ......................................................................................................................................
ั
3. จุดประสงคการเรียนรู
ดานความรู...........................................................................................................................................
ั
ดานทกษะ/กระบวนการ.......................................................................................................................
ึ
ี
ุ
่
ดานคณลักษณะทพงประสงค..............................................................................................................
4. สาระการเรียนรู................................................................................................................................
ิ
5. หลักฐานหรือรองรอยของการเรียนรู/การวัดและการประเมนผล
5.1 ดานความรู
ภาระงาน/ชนงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน
ิ
้
๕.๒ ดานทักษะ/กระบวนการ
ิ
ภาระงาน/ชนงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน
้
๕.๓ ดานคุณลักษณะที่พึงประสงค
ภาระงาน/ชนงาน/พฤติกรรม วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑที่ใชในการประเมิน ผูประเมิน
ิ
้
6. การจัดกระบวนการเรียนรู..............................................................................................................
7. สือ วัสด อปกรณ/แหลงการเรียนรู................................................................................................
ุ
ุ
่
8. กจกรรมเสนอแนะ..........................................................................................................................
ิ
9. บันทึกหลังการสอน
ดานความรู............................................................................................................................................
ดานทกษะ/กระบวนการ.......................................................................................................................
ั
ึ
ดานคณลักษณะทพงประสงค..............................................................................................................
่
ี
ุ
ิ
ผลการประเมนบรรยากาศในการจัดการเรียนรูในภาพรวม.................................................................
ความคิดเห็นของครูตอการจัดกิจกรรมการเรียนรู...............................................................................
ุ
ปญหาและอปสรรค..............................................................................................................................
ขอเสนอแนะและแนวทางแกไข...........................................................................................................
๘๓
่
ลงชือ..........................................ผูสอน
(............................................)
............./............/...........
่
ลงชือ.........................................ผูตรวจ
(............................................)
............./............/.....
๖.8 การใชภาษาในการเขียนขอสอบ
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ การวัดความรู ทักษะ หรือวัดความสามารถของ
ผูเรียนตามจุดมุงหมายและเนื้อหาของรายวิชาตางๆ ที่กำหนดไวในหลักสูตร โดยมากจะใชวัดดาน
พุทธิพิสัยของรายวิชาตางๆ เชน คณิตศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศึกษา ภาษาไทย เปนตน
่
เครื่องมือทีใชในการวัดผล คือ ขอสอบหรือรวมกันเรียกวา แบบทดสอบ
การเขียนขอสอบใหมีคุณภาพดี
ผูเขียนขอสอบตองมีคุณลักษณะหลายประการประกอบกันดังนี้
ึ
๑. เขาใจจุดมุงหมายของรายวิชาและมีความรูในเนื้อหาวิชาอยางถูกตองลึกซ้ง
ั
จะไดถามไดตรงจุดมุงหมายและสาระสำคญของรายวิชานั้นๆ
๒. มีความรูในลักษณะของขอสอบที่ดีวาตองมีคุณสมบัติใดบาง เพื่องจะไดสราง
ขอสอบที่มีคุณสมบัติตามนั้น
๓. มีความรูเกี่ยวกับหลักการเขียนขอสอบ รูปแบบของขอสอบ และวิธีการสราง
ขอสอบ เพื่อจะไดเขียนขอสอบใหมีคณภาพดี ตรงตามเนื้อหาและพฤติกรรมที่ตองการวัด
ุ
๔. มีความสามารถในการใชภาษา เพื่อจะไดเขียนขอสอบไดอยางเปนปรนัยชัดเจน
อานเขาใจไดตรงกัน ไมคลุมเครือไมเสียเวลาในการตีความ
ิ
๕. รูวิธีการถามในลักษณะแปลกใหม ในแงมุมตางๆ เพื่อเราใหผูตอบใชความคด
ไมสรางความเบื่อหนาย
ี
๖. มทกษะในการวิจารณขอสอบ มนิสัยฝกเขยนขอสอบบอยๆ การวิจารณขอสอบ
ี
ั
ี
จะทำใหเห็นขอบกพรองของขอสอบแตละขอซึ่งจะนำมาปรับปรุงการเขียนขอสอบไดดีขึ้น
ขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นิยมใช แบงเปน ๒ ประเภท คือ
๑. ขอสอบที่มีความเปนอัตนัยหรือแบบความเรียง
๒. ขอสอบที่มีความเปนปรนัย