41 สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้คือ การเตรียมการสอนของครู ซึ่งจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการ เตรียมการ สอนไว้อย่างเป็นระบบ ขั้นตอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการจัดการเรียนการ สอน และเครื่องมือวัดผลประเมินผล ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของการจัดการศึกษา ช่วยให้ครู บรรลุวัตถุประสงค์ไปสู่เป้าหมายของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ บุญนำ เกษี (2555) ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการ เรียนรู้คือ การเตรียมการจัดการเรียนรู้โดยจัดทำเป็นรายลักษณ์อักษรและเป็นระบบ เพื่อให้ ผู้สอนสามารถนำจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง เป็นรายคาบ หรือราย ชั่วโมง รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สอนพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อ นำผู้เรียนไปสู่ จุดประสงค์การเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้คือ การเตรียมการสอนโดยจัดทำ เป็นลาย ลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้า อย่างเป็นระบบตามขั้นตอน สอดคล้องกับจุดประสงค์รายวิชา และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ผู้เรียน พัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ สุวิทย์ มูลคำ (2551) กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดี ที่เกิดจากการผสมผสาน ความรู้และจิตวิทยาการศึกษา 2. ช่วยให้ผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเองและ ทำให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3. ช่วยให้ครูผู้สอนได้ทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทางทิศใด หรือทราบว่า จะสอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อแหล่งเรียนรู้อะไรและจะวัดผล ประเมินผลอย่างไร 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่หาความรู้ ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีจัดการเรียนรู้ จะจัดหาและใช้สื่อแหล่งเรียนรู้ตลอดจนการวัดผลประเมินผล 5. ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6. แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวง การศึกษา
42 7. เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญ ของครูผู้สอน สำหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะให้สูงขึ้น สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของแผนการจัดการ เรียนรู้ไว้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้สอนได้มีโอกาสศึกษาหลักสูตร เพื่อให้การจัด กิจกรรมการเรียนการสอน บรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และจุดหมายปลายทางของหลักสูตร ส่งผล ให้นักเรียนมีคุณลักษณะตรงตามที่หลักสูตรได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ บุญนำ เกษี (2555) กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ว่า ความสำคัญและคุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้แบ่งได้สองส่วนคือ คุณค่าและความสำคัญของ แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อผู้เรียนทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาสาระได้ความรู้ตามจุดประสงค์ได้ ร่วมเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาและได้รับการชี้แนะแนวทางตามทิศทางที่ครูได้วิเคราะห์และวางแผน ไว้ และยังทำให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแท้จริง คุณค่าและความสำคัญของ แผนการจัดการ เรียนรู้ที่มีต่อผู้สอน ทำให้ผู้สอนเข้าใจจุดมุ่งหมายของสิ่งที่จะสอน สามารถ ถ่ายทอดเนื้อหาและ ประสบการณ์แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่น ให้กับตนเองทำให้ผู้เรียนเกิดความเลื่อมใสและเชื่อถือในตัวผู้สอน และยัง สามารถอำนวยความสะดวก แก่ผู้อื่นที่จะทำการสอนแทน รวมทั้งวิเคราะห์การสอนที่ผ่านมา เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมต่อไป สรุปได้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญทั้งต่อ ผู้เรียนและผู้สอนในการดำเนิน กิจกรรมร่วมกัน ทำ ให้ผู้เรียนมีความสนุกสนานในการเรียน และทำ กิจกรรมร่วมกันตามทิศทาง ที่ครูได้วางแผนไว้ทำให้เกิดความพร้อมและสามารถถ่ายทอดเนื้อหาและ ประสบการณ์แก่ นักเรียนได้เป็นอย่างดีเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ 1.4.2 ลักษณะและองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ สำลี รักสุทธี (2546) กล่าวถึงลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ผู้รู้ได้สรุปไว้ ตรงกันดังนี้ 1. เป็นคู่มือการสอนที่ครูพัฒนาขึ้นจากวิชาที่ตนเองสอน ใช้สอนเป็น ประจำและผู้อื่นสามารถใช้สอนแทนได้เมื่อตนเองไม่อยู่ 2. เป็นเอกสารการสอนที่มีลักษณะสมบูรณ์ เพราะในแต่ละแผนจะ ประกอบไปด้วย ส่วนต่างๆ ที่จะนำพาให้นักเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา 3. มีลักษณะเหมือนชุดการสอน เพราะในแต่ละแผนมีความสมบูรณ์ใน ตัว
43 4. แต่ละแผนเมื่อสอนจบจะสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือผล สะท้อนกลับได้ทันที ทำให้ครูเข้าใจนักเรียน และนักเรียนรู้ตนเองได้ดี 5. การอธิบาย สาธิต บรรยายเป็นขั้นตอนการจัดกิจกรรมชัดเจน ง่าย เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) กล่าวว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความชัดเจนทั้งในด้านเนื้อหา วัตถุประสงค์ การจัด กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จัดหาได้ในท้องถิ่น นักเรียนมีส่วนร่วมในการ จัดการ เรียนการสอนได้มากที่สุด ส่งผลให้บรรลุจุดประสงค์ในการจัดการเรียนการสอน บุญนำ เกษี (2555) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นคู่มือการสอนที่ครู พัฒนาขึ้น จากวิชาที่ตนเองสอน โดยเป็นเอกสารการสอนที่สมบูรณ์ ในส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ อุปกรณ์ รวมทั้งการวัดและประเมินผล สรุปได้ว่าลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องเป็นแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนการ สอนที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และนักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรม ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนการสอน อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิด ประสิทธิผล สุวิทย์ มูลคำ (2551) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้ดังนี้ส่วนประกอบที่สำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้มีหลาย รูปแบบอาจอยู่ในรูปของความเรียงหรือตาราง หรือทั้ง ความเรียงและตารางรวมกันก็ได้ ซึ่งผู้สอน สามารถเลือกรูปแบบได้ตามความเหมาะสม จะเห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้ ควรประกอบด้วยส่วน สำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ส่วนนำหรือหัวแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นส่วนประกอบที่แสดงให้เห็นภาพรวมของแผนฯ ว่าเป็นแผนฯ ในกลุ่ม สาระการ เรียนรู้ใด เรื่องอะไร ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมนานเท่าใด ส่วนที่ 2 ตัวแผนการจัดการเรียนรู้ (องค์ประกอบที่สำคัญ) 1. สาระ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น 4. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 5. สาระสำคัญ
44 6. จุดประสงค์การเรียนรู้ ประกอบด้วย 6.1 จุดประสงค์ปลายทาง 6.2 จุดประสงค์นำทาง 7. สาระการเรียนรู้เนื้อหา 8. กิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้ 9. สื่อนวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้ 10.การวัดและประเมินผล ประกอบด้วย 10.1 วิธีประเมิน 10.2 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 10.3 เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน 11.เอกสารประกอบการเรียนรู้ 12.บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ ส่วนที่ 3 ท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยบันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้สอนใช้ บันทึกการสังเกตที่พบจากการนำแผนไปใช้ เช่น ปัญหาและแนวทางการแก้ไข กิจกรรมเสนอแนะและ ข้อมูลอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนฯ ในการไปใช้ต่อไป อีกส่วนหนึ่งของท้ายแผนการ จัดการเรียนรู้ได้แก่ เอกสารประกอบการสอนได้แก่ใบงาน แบบทดสอบที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ตาม แผนนั้นๆ เป็นต้น สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) กล่าวว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยส่วนนำหรือหัวของแผนการจัดการเรียนรู้ ตัวแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่ง ประกอบด้วย การนำเข้าสู่บทเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การสรุป สื่อการเรียนการ สอน การวัดผล ประเมินผล เอกสารประกอบการสอน บันทึกผลหลังสอน สรุปได้ว่าองค์ประกอบของแผนการสอนมี 3 ส่วนคือ ส่วนหัวแผนการสอน ส่วนตัว แผนการ สอนและส่วนท้าย ส่วนหัวเป็นการบอกรายละเอียด ชื่อแผนการสอนวิชาและ รายละเอียดอื่นๆ ที่จำเป็น ส่วนตัวแผนเป็นส่วนเนื้อหาซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่แสดง รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ตามองค์ประกอบของแผนตามลำดับ ส่วนท้ายคือการสรุปการสอน และเอกสารประกอบการสอน และแบบประเมิน แบบทดสอบและบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้
45 1.4.3 ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2545) ได้สรุปขั้นตอนการเขียนแผน ไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี/ รายภาค วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่ คาดหวังรายปี/ รายภาค หรือจากหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดว่า ผลการเรียนรู้ใดอยู่ในแผนการเรียนรู้ โดยเขียนแตกเป็นผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้ครบ 3 ด้าน คือ ความรู้ทักษะ/ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม 2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้จากผลการเรียนรู้ที่คาดหวังด้านความรู้ 2.1 เลือกและขยายสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น 2.2 สาระที่เรียนรู้ต้องมีความเที่ยงตรง ปฏิบัติได้จริง ทันสมัย และเป็น ตัวแทนของความรู้ 2.3 มีความสำคัญทั้งในแนวกว้างและแนวลึก 2.4 มีความน่าสนใจสาหรับผู้เรียน 2.5 สามารถเรียนรู้ได้ง่าย 2.6 จัดสาระที่เรียนรู้ให้เรียงลำดับจากง่ายไปหายากและมีความต่อเนื่อง 2.7 จัดสาระที่เรียนรู้ให้สัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ 3. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3.1 เลือกวิธีการนำเข้าสู่บทเรียน 3.2 เลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ว่ามุ่งไป ใน ทิศทางใด เน้นคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม 3.3 ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมตามขั้นตอนของรูปแบบการเรียนรู้ ผู้เรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกันไม่จไเป็นต้องทำกิจกรรมเหมือนกัน 3.4 เน้นกิจกรรมที่ทำงานเป็นทีมมากกว่าทำตามลำพัง 3.5 กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติต้องนำเทคนิคและวิธีการต่างๆ มาเป็น เครื่องมือให้ผู้เรียนบรรลุตามผลการเรียนรู้ 3.6 กิจกรรมที่ปฏิบัติมีความสอดคล้องกับชีวิตประจำวันและชีวิตจริง 3.7 กิจกรรมที่ปฏิบัติมีทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน 3.8 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกฝนและถ่ายทอดการเรียนรู้ไปสู่สถานการณ์ ใหม่ๆ พร้อมทั้งให้เกิดความจำระยะยาว
46 3.9 ตรวจสอบความเข้าใจ โดยให้ผู้เรียนสรุปทั้งส่งเสริมให้เชื่อมโยงสิ่งที่ เรียนรู้และที่จะเรียนต่อไป 4. วิเคราะห์กระบวนการวัดประเมินผล 4.1 วิธีการวัดและประเมินผล ต้องสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ 4.2 ใช้วิธีการวัดที่หลากหลาย 4.3 เลือกเครื่องมือที่มีความเชื่อมั่น 4.4 แปลผลการวัดและการประเมินเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุง 4.5 วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ให้เรียนรู้จากแหล่งความรู้หลากหลาย ทั้งใน และนอกห้องเรียน เช่น จากธรรมชาติความงาม ความจริง ความดีจินตนาการ เครือข่ายต่างๆ 4.6 หมายเหตุให้มีการบันทึกไว้หากไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตาม แผน การเรียนรู้ที่กำหนดได้พร้อมเหตุผลประกอบ 5. วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ให้เรียนรู้จากแหล่งความรู้หลากหลาย ทั้งในและนอก ห้องเรียนเช่น จากธรรมชาติความงาม ความจริง ความดีจินตนาการ เครือข่ายต่างๆ 6. หมายเหตุ ให้มีการบันทึกไว้หากไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามแผนการ เรียนรู้ที่กำหนดได้พร้อมเหตุผลประกอบ สุวิทย์ มูลคำ (2551) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดทำแผนดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร เพื่อการทำแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องศึกษาหลักการ โครงสร้างจุดมุ่งหมายหลักสูตร จุดประสงค์รายวิชาและคำอธิบายรายวิชาเพื่อจะวิเคราะห์จุดประสงค์ การเรียนรู้ และเป็นกรอบทิศทางในการจัดการเรียนการสอน 2. ทำความเข้าใจกับคำอธิบายรายวิชา ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 2.1 กิจกรรม ข้อความส่วนนี้หลักสูตรจะว่างแนวทางให้ครูผู้สอนจัด กิจกรรม ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนด ข้อความนี้มักขึ้นต้นกริยาเพื่อแสดงอาการกระทำ เช่นศึกษา ปฏิบัติ ทดลอง สังเกต รวบรวมอภิปราย บันทึกเปรียบเทียบ ฯลฯ 2.2 เนื้อหา ข้อความในส่วนนี้หลักสูตรจะวางให้ครูผู้สอนทราบเนื้อหาหลัก หรือเรื่องที่ผู้สอนจะนำไปจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้ ซึ่งครูผู้สอนจะต้องนำไป วิเคราะห์ ร่วมกับกิจกรรม/จุดประสงค์ในคำอธิบายรายวิชาเสียก่อน จึงจะทำให้ครูได้เนื้อหา ย่อยในการเรียนรู้
47 ต่อไป ส่วนมากส่วนนี้มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า การ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับ หรือ เกี่ยวกับ หรือเขียนเป็น กิจกรรม 2.3 จุดประสงค์ ข้อความในส่วนนี้จะอยู่ท้ายสุดของคำอธิบายรายวิชา มักจะ ขึ้นต้นด้วยคำว่า เพื่อ ซึ่งจุดประสงค์ในคำอธิบายรายวิชาแต่ละวิชาจะเป็นจุดประสงค์ปลายทาง ของแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนด้วย และจะครอบคลุมทักษะการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน 2.3.1 ด้านปัญญา (พุทธิพิสัย) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งเน้นความสามารถ ทางความคิดของสมอง มักใช้คำว่าเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งครูควรพัฒนาให้ครบทั้ง 6 ระดับ คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า 2.3.2 ด้านจิตใจ (จิตพิสัย) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะทางจิตใจ มักใช้คำว่า เพื่อให้มีเจตคติที่ดี ชื่นชม เห็นคุณค่า ตระหนัก ซึ่งครูควร พัฒนาให้ ครบทั้ง 5 ระดับ คือ การรับรู้ ตอบสนอง การสร้างคุณค่า การจัดระบบคุณค่า การสร้าง ลักษณะนิสัย 2.3.3 ด้านทักษะ (ทักษะพิสัย) เป็นจุดประสงค์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ ลง มือปฏิบัติมักใช้คำว่า ปฏิบัติตน สาธิต ทดลอง แก้ปัญหา คิดคำนวณ เป็นต้น ซึ่งครูควรพัฒนาให้ ครบทั้ง 5 ระดับ คือการเลียนแบบ การทำตามแบบ การทำอย่างถูกต้อง การทำอย่างต่อเนื่อง การทำ เองโดยเหมือนธรรมชาติ 3. วิเคราะห์จุดประสงค์ปลายทาง เพื่อเขียนเป็นจุดประสงค์นำทาง เพราะ จุดประสงค์นำทางจะเป็นสิ่งที่ทำให้ครูผู้สอนรู้ว่าจะสอนเนื้อหาอะไรบ้าง ในการกำหนด จุดประสงค์ นำทางนั้นมีความสำคัญมาก เพราะจะต้องนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน และการ วัดผลประเมินผล ดังนั้นเมื่อกำหนดจุดประสงค์นำทางแล้ว ครูผู้สอนต้องวิเคราะห์นำทาง 3.1 ทำให้บรรลุจุดประสงค์ปลายทางแล้วหรือยัง 3.2 จุดประสงค์นำทางเป็นไปตามลำดับขั้นตอนหรือกระบวนการเรียนรู้ หรือไม่ 3.3 จุดประสงค์นำทางนั้นระบุพฤติกรรมที่สามารถวัดหรือประเมินได้ หรือไม่ 4. กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การกำหนด คาบสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์ปลายทางว่า ในแต่ละจุดประสงค์จะใช้ เวลาสอน กี่คาบทั้งนี้เพื่อจะได้วางแผน/โครงการสอนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับเนื้อหาและ จุดประสงค์ที่มี
48 5. กำหนดเทคนิค/กระบวนการที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉพาะ การเน้นให้ผู้เรียนฝึกค้นคว้า สังเกต รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ตัวอย่างที่ หลากหลายสร้างสรรค์และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งการกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จัก ศึกษาหาความรู้และแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง 6. การเขียนรายละเอียดหรือเนื้อหาสาระของแผนการจัดการเรียนรู้ตาม ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีคำแนะนำดังนี้ 6.1 การเขียนสาระสำคัญต้องคำนึงถึงว่าเรื่องที่จะนำมาให้เรียนรู้นั้นคือ อะไร ดีอย่างไร หรือสำคัญอย่างไร และเรียนแล้วจะได้อะไร ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาสาระที่ปรากฏในแผนการจัดการเรียนรู้นั้นๆ 6.2 จุดประสงค์การเรียนรู้ได้แก่ จุดประสงค์การเรียนรู้ปลายทาง นำทาง ให้นำมาจากข้อ 3 ได้เลย 6.3 เนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์นำทางที่กำหนดไว้ ควรระบุว่าควรเรียนรู้เรื่องอะไรบ้างตามจุดประสงค์นำทาง และควรเขียนเป็นเนื้อหาโดยสรุปหรืออาจ เขียนเป็นข้อๆ ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดควรเขียนไว้ในส่วนของภาคผนวก เช่น ใบความรู้หรือเอกสาร ประกอบการเรียน ตามความเหมาะสมเพิ่มเติมได้ 6.4 กิจกรรมการเรียนการสอน การที่จะให้ฝึกการเรียนรู้จุดประสงค์นำ ทางจะ นำวิธีใดมาให้เกิดการเรียนรู้อย่างไรบ้าง และต้องเขียนลำดับขั้นตอน ตั้งแต่เริ่ม ต้นสอน จนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการสอนในแผนนั้นๆ เพื่อให้มองเห็นพฤติกรรมการสอนจริงทั้งบทบาทของ ครูผู้สอนและผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนเกิดความสนใจปฏิบัติง่าย และเกิด ความคิด สร้างสรรค์ของผู้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เอง โดยทั่วไปควรมี 3 ขั้นตอน คือขั้น นำเข้าสู่บทเรียน ขั้นดำเนินการสอน และขั้นสรุป โดยเทคนิค/กระบวนการที่นำมาใช้จะแทรกอยู่ ในขั้นดำเนินการสอน 6.5 สื่อการเรียนการสอนในการเรียนการสอนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ นั้น ต้องใช้สื่ออุปกรณ์อะไรบ้าง และสื่อที่นำมาใช้ต้องให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ โดยใช้ เวลาสั้น หาง่าย ประหยัด และน่าสนใจ ถูกต้องตามหลักวิชาการ เหมาะสมกับเนื้อหา และลักษณะ ของผู้เรียน 6.6 การวัดผลและประเมินผล ในการวัดผลจะต้องรู้ก่อนว่า จะวัดอะไร (ซึ่งได้กำหนดไว้แล้วที่จุดประสงค์นำทาง) ด้วยเครื่องมืออะไร ควรระบุเครื่องมือวัดผลจะใช้วิธีใด เมื่อใด และมีเกณฑ์การประเมินอย่างไร ตามวัตถุประสงค์นำทางข้อใด เช่น สังเกตพฤติกรรม การปฏิบัติงานกลุ่ม หรือการตรวจผลการปฏิบัติงาน ทดสอบผลสัมฤทธิ์เครื่องมือวัดใช้เครื่องมืออะไร
49 เช่น แบบสังเกตพฤติกรรม แบบทดสอบ แบบตรวจผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น เมื่อวัดผล แล้วจะนำ ข้อมูลนั้นไปทำอะไร โดยมีเกณฑ์การประเมินกำหนดไว้ 7. การเขียนบันทึกหลังสอน เป็นการประเมินผลการสอนว่า ครูผู้สอนนั้นสอน เป็น อย่างไร สอนแล้วผู้เรียนได้รับผลอย่างไร โดยส่วนใหญ่จะเขียนตามวิธีการวัดผลประเมินผล สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) กล่าวว่า ขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดย สรุปครูผู้สอนจะต้องดำเนินการต่อไปนี้ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์ตัวชี้วัด จัดทำหน่วยการเรียน จัดกิจกรรมการเรียนการสอน วัดผลประเมินผล บันทึกหลังสอนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข จุดบกพร่อง ต่อไป ดังนั้นการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาหลักสูตร ศึกษา วิเคราะห์ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการ วัดผลและ ประเมินผล แล้วจึงเริ่มเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการที่ได้วิเคราะห์ให้ครบถ้วนทุกด้าน 1.4.4 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรื่อง (2545) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า ช่วยให้ การเรียนรู้สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน สามารถเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ให้พร้อมก่อนทำการสอนจริง ทำให้ผู้สอนมีความมั่นใจและเชื่อมั่นใน การจัดการ เรียนรู้ ทำให้ผู้อื่นสอนแทนได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เป็นหลักฐานในการพิจารณา ผลงานและคุณภาพ ในการปฏิบัติการสอนและเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นวิชาชีพของครูผู้สอน สำลี รักสุทธี (2546) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้ช่วยให้กระบวนการจัด วัด อย่างเป็นระบบ รัดกุม ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวเป็น ลำดับ ขั้นตอนจากหัวไปท้าย จากง่ายไปยาก เป็นรูปธรรมชัดเจน มองเห็นความเคลื่อนไหวของกิจกรรมอย่าง สอดคล้องเป็นลูกโซ่สัมพันธ์กันตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ นักเรียนได้ร่วมกิจกรรม อย่างมีชีวิตชีวา มีความสุขสนุกสนานกับการเรียน และนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลางการเรียนรู้ สุวิมล สุวรรณจันดี (2554) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า ช่วยให้ ผู้สอนมีความมั่นใจในการสอนสามารถจัดเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์อีกทั้งจัดเตรียมกิจกรรมการ เรียน การสอนเพื่อให้สอดคล้องกับท้องถิ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยั้งนำไปเสนอเป็น ผลงานวิชาการ ได้ บุญนำ เกษี (2555) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า ทำให้การ ดำเนินการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เกิดความต่อเนื่องและสอดคล้องกัน มีความชัดเจน
50 ส่งผลให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียน นักเรียนเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ ทำให้ผู้สอนมีความพร้อมในเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ ก่อนทำการ สอนจริง ทำให้ผู้สอนเกิด ความมั่นใจและเชื่อมั่นในการจัดการเรียนรู้ อีกทั้งยังสามารถให้ผู้อื่น สอนแทนได้เมื่อมีเหตุจำเป็น สรุปได้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีประโยชน์เพราะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนตามลำดับ ขั้นตอนอย่างเป็นระบบไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีการ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ และสื่อการสอน ทำให้เกิดความพร้อมและความมั่นใจเมื่อทำการสอน ผู้เรียน ร่วมกิจกรรมได้อย่าง เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นจนจบเป็นการแสดงถึงประสิทธิภาพของการ จัดการเรียนการสอน และสามารถให้ผู้อื่นสอนแทนหรือนำไปใช้กับผู้เรียนกลุ่มอื่นได้ 1.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 1.5.1 ความหมายของนิทาน นิทาน เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา กล่าวได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดนิทานอาจมี กำเนิดพร้อมๆ กับครอบครัวของมนุษยชาติ มูลเหตุที่มาแต่เริ่มแรก คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้วเล่าสู่ กันฟัง มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งให้พิสดารมากยิ่งขึ้น จนห่างไกลจากเรื่องจริง กลายเป็นนิทานไป การเขียนนิทานในความหมายแรก อาจเป็นการเขียนจากจินตนาการก็ได้ นิทานมีจุดมุ่งหมายหลัก คือ ส่งเสริมการคิดสู่การสร้างจินตนาการ ส่งเสริมการฟังให้เกิด ความสนุกเพลิดเพลิน สอนเด็กให้ทราบว่า อะไรดี ไม่ดี ส่งเสริมการเรียนรู้คำและภาษาพูดใหม่ๆ ช่วย ให้เด็กมีความกล้าที่จะแสดงออกอย่างมั่นใจ กระตุ้นให้เด็กเลียนแบบในสิ่งที่ดีของนิทาน 1.5.2 หลักการสร้างนิทาน ขั้นตอนการเขียนนิทาน การเขียนนิทานก็เหมือนกับการทำงานอย่างอื่นที่ต้องมีการ วางแผนและทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จึงจะทำให้การเขียนนิทานราบรื่นและประสบความสำเร็จ ขั้นตอนการเขียนนิทานมีดังนี้ 1. กำหนดจุดประสงค์ว่าต้องการนำเสนออะไรแก่ผู้สอน และกลุ่มเป้าหมายคือใคร 2. วางโครงเรื่องและตรวจสอบความเหมาะสม 3. ลงมือเขียนตามโครงเรื่องที่วางไว้ 4. ตรวจสอบความถูกต้องของภาษาและโครงเรื่อง 5. แก้ไขปรับปรุง 6. ตรวจทางงานเขียนทั้งหมดแล้วนำเสนอผลงาน
51 1.6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ 1.6.1 ความหมายและความสำคัญของสิ่งพิมพ์ ความหมายของสิ่งพิมพ์ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน ดังนี้ การอ่านจากสิ่งพิมพ์(กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) 1. การอ่านจากหนังสือตำราทาง วิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัย ประเภทต่างๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์อ่านอย่างหลากหลาย เป็นการอ่านเพื่อความรู้ เพราะความรู้ในวิชาหนึ่ง อาจนำไปช่วยเสริมในอีก วิชาหนึ่งได้ 2. การอ่าน จากหนังสือประเภทสารคดีท่องเที่ยว นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง ถือ เป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง 3. การอ่านหนังสือประเภท บทความ บทวิจารณ์ ข่าว รายงานการ ประชุม อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิด 4. ทางแต่ละครั้ง ได้แก่การอ่านที่ไม่ได้เจาะจง แต่เป็นการ อ่านในเรื่อง ที่ตนสนใจ หรืออยากรู้เช่น การอ่าน ประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณา แผ่นพับ ประชาสัมพันธ์สลากยา ข่าวสังคม ข่าวบันเทิง ข่าว กีฬา อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ การอ่านประเภท นี้มักใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นการอ่าน เพื่อให้ได้ ความรู้และนำไปใช้ หรือนำไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยงการอ่าน สู่การวิเคราะห์และคิดวิเคราะห์บางครั้งก็อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ กรมวิชาการ (2546) ได้อธิบายการอ่านเพื่อความเข้าใจว่าเป็นการทดสอบการรับรู้ข้อมูล จากหนังสือพิมพ์วารสาร ประกาศโฆษณา ตารางรถไฟ จดหมาย กิจกรรมการทดสอบ การอ่าน จำแนกได้ดังนี้ 1. กิจกรรมที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เข้าทดสอบได้อ่านข้อความที่มีความยาวตาม ความเหมาะสม ที่เป็นงานเขียนประเภทต่างๆ เช่น บทความจากหนังสือพิมพ์และวารสาร รายงานต่างๆ ข่าว สภาพ ดินฟ้าอากาศคำอธิบาย วิธีการจากแผ่นพับ คำบรรยายสถานที่ ประเพณีบุคคล บทคัดจากหนังสือ วิชาการ กราฟ ตาราง แผนภูมิแผนภาพ ฯลฯ 2. กิจกรรมที่สนองตอบผู้เข้าสอบจะต้องใช้ความสามารถทางภาษา ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการ ใช้ศัพท์สำนวนและไวยากรณ์โดยกลวิธีในการหาความหมายจากการใช้บริบททาง 61 ภาษา ซึ่งมีหลากหลายวิธีเช่นด้วยการโยงลูกศร ลากเส้น ขีดเส้นใต้จับคู่ หรือเติมคำ ข้อความ ให้ถูกต้องและ เหมาะสมได้ใจความ ฯลฯ เอเบอร์โชลด์ และฟิลด์ (Aebersold ; & Field, 1997) ได้ให้ความหมายของสิ่งพิมพ์คล้าย กับนักการศึกษาท่านต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น คือเอกสารการสอนใดๆ ที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่พบใน ชีวิตประจำวัน และมิได้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนภาษาโดยตรง แต่เป็นเอกสารที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อสื่อความหมาย โดยใช้ภาษาตามสถานการณ์ที่เป็นจริง และไม่ได้มีการปรับเนื้อหาหรือแก้ไข
52 ใดๆ ก่อนการนำมาใช้ในการเรียนการสอน ตัวอย่าง เช่น ตาราง แบบฟอร์ม แผ่นปลิว ประกาศ ฉลากยา เป็นต้น ดังที่เดย์และแบมฟอร์ด (Day; & Bamford, 1998) กล่าวว่า ข้อความใดๆ ก็ตามที่ เขียนขึ้นโดยเจ้าของภาษาและเพื่อเจ้าของภาษาอ่าน และ มิได้เขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อการสอน ภาษาโดยเฉพาะถือเป็นสิ่งพิมพ์ จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สิ่งพิมพ์ หมายถึง เอกสารทุกชนิดที่มิได้สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ใน การเรียนการสอนภาษาโดยเฉพาะ แต่เป็นเอกสารที่ผลิตขึ้นเพื่อให้ข้อมูล หรือข่าวสาร ทั่วๆ ไปโดยมี จุดประสงค์เพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวันโดยเจ้าของภาษา 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 งานวิจัยในประเทศ ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยข้องกับแนวคิด ทั้งงานวิจัยในประเทศ และต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ สุทธิ ศรีชล (2552) ได้กล่าวว่า ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่าน มีลักษณะ เช่นเดียวกันกับ ขั้นตอนการสอนทักษะการฟัง โดยแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม คือกิจกรรมนำเข้าสู่ การอ่าน (Pre-Reading) กิจกรรมระหว่างการอ่านหรือขณะที่สอนอ่าน (While-Reading) กิจกรรมหลังสอน อ่าน (Post-Reading) โดยแต่ละกิจกรรมอาจจะใช้เทคนิคดังนี้ 2.1 กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading) การที่ผู้เรียนจะอ่านสารใดได้อย่างเข้าใจควร ต้องมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารที่จะได้อ่าน โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำ เพื่อให้ผู้เรียนได้ ข้อมูลบางส่วนเพื่อช่วยสร้างความเข้าใจในบริบท ก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่ กำหนดให้โดยทั่วไปมีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ ขั้น Personalization เป็นขั้นสนทนา โต้ตอบระหว่างครูกับนักเรียนหรือระหว่างผู้เรียน กับผู้เรียน เพื่อทบทวนความรู้เดิมและเตรียมรับความรู้ใหม่จาก การอ่านขั้น Predicting เป็นขั้นที่ ผู้เรียนคาดเดา เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน โดยอาจจะใช้รูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ จะได้อ่าน แล้วนำสนทนาหรืออภิปรายหรือหา คำตอบที่เกี่ยวกับภาพนั้นๆ หรือฝึกกิจกรรมเกี่ยวกับ คำศัพท์เช่น ขีดเส้นใต้หรือวงกลมล้อมรอบ คำศัพท์ในสารที่อ่านหรืออ่านคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ อ่าน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบแนวทางว่าจะ ได้อ่านสารเรื่องใด เป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อมูล ประกอบการอ่าน และค้นหาคำตอบ จากสารนั้นๆ หรือทบทวนคำศัพท์จากความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะ ปรากฏในสารที่จะได้อ่าน โดยใช้วิธีการบอกความหมาย หรือทำแบบฝึกหัดด้วยการเติมคำ เป็นต้น 2.2 กิจกรรมระหว่างการอ่าน หรือกิจกรรมระหว่างที่สอนอ่าน (While-Reading) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่อ่านสารนั้น กิจกรรมนี้มิใช่การ ทดสอบการอ่าน แต่เป็น การฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ กิจกรรมระหว่างการอ่านนี้ควร หลีกเลี่ยงการปฏิบัติกิจกรรมฝึก
53 ทักษะอื่นๆ เช่นการฟังหรือการเขียน อาจจัดกิจกรรมให้พูด 63 โต้ตอบได้บ้างเล็กน้อย เนื่องจากจะ เป็นการเบี่ยงเบนทักษะที่ต้องการฝึกปฏิบัติไปสู่ทักษะอื่น โดยไม่เจตนา กิจกรรมที่ฝึกในขณะที่อ่าน ควรเป็นประเภทต่อไปนี้ 2.2.1 Matching คือ อ่านแล้วจับคู่คำศัพท์กับคำจำกัดความหรือจับคู่ ประโยคเนื้อเรื่อง กับภาพหรือแผนภูมิ 2.2.2 Ordering คือ อ่านแล้วเรียงภาพ แผนภูมิตามเนื้อเรื่องที่อ่าน หรือเรียงประโยค (Sentences) ตามลำดับเรื่องหรือเรียงเนื้อหาแต่ละตอน (Paragraph) ตามลำดับของเนื้อหา 2.2.3 Completing คือ อ่านแล้วเติมคำ สำนวน ประโยค ข้อความลงในภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน 2.2.4 Correcting คือ อ่านแล้วแก้ไขคำ สำนวน ประโยค ข้อความ ให้ถูกต้องตามเนื้อ เรื่องที่อ่าน 2.2.5 Deciding คือ อ่านแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (Multiple Choices) หรือเลือก ประโยคถูกผิด (True – False) หรือเลือกว่ามีประโยคนั้นๆในเนื้อเรื่องหรือไม่ หรือ เลือกว่าประโยค นั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือเป็นความคิดเห็น (Opinion) 2.2.6 Supplying/Identifying คือ อ่านแล้วหาประโยคหาประโยคหัวข้อเรื่อง (Topic Sentence) หรือสรุปใจความสำคัญ (Conclusion) หรือจับใจความสำคัญ (Main Idea) หรือตั้งชื่อเรื่อง (Title) หรือย่อเรื่อง (Summary) หรือหาข้อมูลรายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน (Specific Information) 2.3 กิจกรรมหลังการอ่าน (Post - Reading) เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาใน ลักษณะสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากการอ่าน ทั้งการฟัง การพูดและการเขียน ภายหลังที่ ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรม ระหว่างการอ่านแล้ว โดยอาจฝึกการแข่งขันด้านคำศัพท์ สำนวน ไวยากรณ์หรือฝึกทักษะการฟังการ พูด โดยให้ผู้เรียนช่วยกันตั้งคำถามจากเรื่องที่อ่านแล้ว ช่วยกันหาคำตอบ สำหรับผู้เรียนชั้นสูงอาจจะ ให้อภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียน เรื่องนั้น หรือฝึกทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านนั้น การอ่านจับใจความสำคัญเป็นการอ่านขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญเพราะเป็นการจับประเด็น หลักของเรื่อง มีคุณประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ ดังที่ สุปราณี พัดทอง (2559: 23) และสถิตา ภรณ์ ศรีหิรัญ (2560 : 66) เสนอว่า การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะการใช้ภาษาที่สำคัญเพราะ เป็นวิธีการเข้าใจเนื้อหาของเรื่องที่อ่านและเป็นกิจกรรมสำคัญของการอ่านเชิงวิชาการ ผู้ที่อ่านงาน เขียนทางวิชาการได้อย่างมี ประสิทธิภาพจะสามารถจับใจความสำคัญได้อย่างถูกต้องแม่นยํา ตอบคําถามและบันทึกสาระสำคัญจากเรื่องที่ อ่านได้อย่างถูกต้อง ไม่บกพร่องหรือเกินความหมายที่ ผู้เขียนต้องการสื่อ เมื่อนําสาระสำคัญที่จดบันทึกไว้ไปอ้างอิงก็จะไม่ทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไป
54 จากที่ผู้เขียนต้องการเสนอ ดังนั้น การฝึกฝนการอ่านจับใจความ สำคัญจะเอื้อประโยชน์ให้บุคคลมี คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ศศิธร สุริยวงศ์ และวิชิต สุรัตน์เรืองชัย (2555: 105-108) ได้สังเคราะห์เอกสารและ งานวิจัย เกี่ยวกับการอ่านพบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่อ่านจับใจความสำคัญไม่ได้ สรุปประเด็นไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแยกแยะ ความรู้ ข้อเท็จจริงได้ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควร และเป็น อุปสรรคต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาซึ่งมีลักษณะและธรรมชาติของวิชายาก กว่าระดับชั้นประถมศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจึงควรได้รับการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ใน ปีการศึกษา 2565 เพราะตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่าน มานักเรียนไม่ได้รับการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพราะ สถานการณ์โควิด 19 โดยกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางให้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 สามารถจับใจความ สำคัญจากเร่ืองที่อ่านจากสื่อต่าง ๆ อาทิ นิทานได้ อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด (2546) ได้กล่าวไว้ว่า การสอนอ่านทักษะการอ่านโดยใช้เทคนิค ต่างๆ ในการจัดกิจกรรมให้แก่ผู้เรียนตามข้อเสนอแนะ จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการ อ่านของ ผู้เรียนตามลำดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน ผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอและ ต่อเนื่อง ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่ดีจะนำไปสู่ทักษะการพูด และการ เขียนภาษาอังกฤษที่ดีได้ เช่นกัน วิไลรัตน์ วสุรีย์ (2545) ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้ เอกสารจริง/สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับท้องถิ่น ในรายวิชา อ 0112 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 45 คน ผลการวิจัยพบว่า 1.ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เอกสารจริงเกี่ยวกับท้องถิ่น 64 มีค่าเท่ากับ 87.80/80.50 2.ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะ การอ่านสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3.นักเรียนมีความ คิดเห็นที่ดีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เอกสารจริงเกี่ยวกับ ท้องถิ่นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น อรชร วงษ์ษา (2548) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (วิชาภาษาอังกฤษ) โดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสานเป็นสื่อ สำหรับนักเรียนช่วงชั้น ที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 35 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังสิ้นสุดการทดลองวงจรตามแผนการจัดการเรียนรู้โดย ใช้นิทานพื้นบ้าน อีสานเป็นสื่อ มีจำนวนนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 27 คน คิดเป็น ร้อยละ 77.14 สุจิตรา ศาสตรวาหา (2541 อ้างถึงใน รุ่งวนา สุดจิตต์, 2545) ได้ทำการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในชั้นเรียนที่มีการสอน แบบสื่อสารโดยมีนิทานเป็นองค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน กลุ่มควบคุม 15 คน ทำการสอนแบบสื่อสารที่มีนิทานเป็น
55 องค์ประกอบจำนวน 3 เรื่อง ในกลุ่มทดลองส่วนกลุ่มควบคุมทำการสอนตามคู่มือครูนิทานที่เลือกใช้ เป็นนิทานของชนชาติอื่น มีการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่านักเรียน ในกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าแนวทางการเรียนการ สอนแบบสื่อสารโดยมีนิทานเป็นองค์ประกอบ เป็นแนวการสอนที่ดี มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าและพัฒนาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้านจากการสังเกตพฤติกรรมใน ขณะที่เรียนพบว่านักเรียนในกลุ่มทดลองมีการแสดงพฤติกรรมที่ อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่านักเรียน ในกลุ่มควบคุม ทั้งนี้เพราะนักเรียนในกลุ่มทดลองมีความสนใจชื่นชอบ ทำให้สามารถทำความ เข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้ดี วันทา สุขโสม (2551) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับ ใจความโดยการ ใช้คำถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อ หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์75/75 หาค่าดชันี ประสิทธิผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเปรียบเทียบ การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความโดยการใช้ คำถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนชุมชนบ้านโนนเจริญ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบและ แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์แบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความโดยการใช้ คำถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 67 86.07/80.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ตั้งไว้ นักเรียนที่เรียนด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความโดยการใช้คำถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนเฉลี่ยใน การคิดวิเคราะห์ หลังเรียน เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุริยา เพ็งลี (2552) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษาการอ่านจับ ใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาดัชนี ประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ด้วยกลุ่ม ร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3
56 โรงเรียนบ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือ แบบจิกซอว์ (Jigsaw) จำนวน 6 แผน โดยแต่ละแผนมีใบงาน แบบประเมินพฤติกรรมระหว่าง เรียน แบบทดสอบย่อยท้ายแผน เป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แผนละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.94 ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84 ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน จับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.84/82.60 และมีดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ จิกซอว์ (Jigsaw) เท่ากับ 0.5966 แสดงว่านักเรียนมีความรู้ก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 59.66 นักเรียนมีความพึง พอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ (Jigsaw) อยู่ในระดับมากที่สุดโดยสรุป แผนการจัด กิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ จิกซอว์(Jigsaw) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้นี้ไปใช้ จัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สุดารัตน์ศักดิ์คำดวง (2552) ได้ศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความ ภาษาอังกฤษโดย ใช้เทคนิคการเขียนแผนภูมิ Mind Mapping ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจตุรมิตรวิทยา คาร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านจับ ใจความภาษาอังกฤษโดยใช้ เทคนิคการเขียนแผนภูมิ Mind Mapping และสอบถามความ คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนอ่าน จับใจความภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการเขียนแผนภูมิ68 Mind Mapping ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเป้าหมายเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับ ใจความภาษาอังกฤษและแบบสอบถามคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนอ่านจับใจความ ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการ เขียนแผนภูมิ Mind Mapping ผลการวิจัย พบว่า การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนอ่านจับ ใจความภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการเขียนแผนภูมิ Mind Mapping ส่งผลให้ นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 75.56 ของนักเรียนทั้งหมดและความคิดเห็นของนักเรียนต่อการสอนอ่าน
57 จับใจความภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการเขียนแผนภูมิ Mind Mapping ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด 2.2 งานวิจัยต่างประเทศ แมคพิค (Mcpeake, 1979 ) ได้ศึกษาผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่ม ศึกษาจนถึงความในการอ่านและเพศที่มีต่อความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 พบว่าแบบฝึกช่วยปรับปรุงความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนทุกคน แต่เวลา 12 สัปดาห์ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้ ในการสะกดคำไปสู่ คำใหม่ที่ยังไม่ได้ศึกษา และคะแนนนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้การอ่านยังมี ความสัมพันธ์กับความสามารถในการสะกดคำ ลอเรย์ (Lawrey, 1978) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียน ระดับ 1 ถึงระดับ 3 จำนวน 87 คน พบว่านักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนน หลังการทำ แบบฝึกมากกว่าคะแนนการทดสอบก่อนการทำแบบฝึกทักษะ แมคพิค (Mcpeake, 1979) ได้ศึกษาผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ เริ่มศึกษาจนถึงความในการอ่านและเพศที่มีต่อความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าแบบฝึกช่วยปรับปรุงความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนทุกคน แต่เวลา 12 สัปดาห์ไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้ ในการสะกดคำไปสู่คำใหม่ ที่ยัง ไม่ได้ศึกษา และคะแนนนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนี้การอ่าน ยังมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการสะกดคำ 3. กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา2 ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ สำคัญจาก นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัด พังงา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสือ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียน เพื่อวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อหนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยมีลำดับขั้นตอนใน การดำเนินตามขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ 1. แบบแผนการวิจัย 2. กลุ่มเป้าหมาย 3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4. เครื่องมือและการพัฒนาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. ขั้นตอนการสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล 7. การวิเคราะห์ข้อมูล 8. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. แบบแผนการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว โดยใช้วิธีการ ทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ดังแผนการทดลอง เมื่อกำหนดให้ O1 แทน ผลการทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ใช้หนังสือนิทานเกาะสาม เมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ X แทน การจัดการเรียนรู้ที่ด้วยหนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ O1 X O2
59 O2 แทน ผลการทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้หลังใช้หนังสือนิทานเกาะสาม เมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2. กลุ่มเป้าหมายการวิจัย 2.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 28 คน ชาย 14 คน หญิง 14 คน 2.2 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 28 คน ชาย 14 หญิง 14 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักเรียนที่ผู้วิจัยเป็น ผู้สอน 3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ และความพึงพอใจของนักเรียน 4. เครื่องมือและการพัฒนาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 2 ประเภท ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง จำนวน 6 แผน แผนที่ 1 จำนวน 2 ชั่วโมง และแผนต่อไปแผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 2 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความรักของนาคนุ้ย จำนวน 1 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หาดป่าทราย จำนวน 1 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง นกเงือกสื่อรัก จำนวน 1 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง รอมฎอนเกาะยาว จำนวน 1 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ปอเนาะเกาะยาวน้อย จำนวน 1 ชั่วโมง
60 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวแปรตาม ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 2 ชุด ชุดละ 10 ข้อ 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง เป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ 5. ขั้นตอนการสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย 5.1 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 แผน เวลา 7 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือในการวิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ การสร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 1. ผู้วิจัยศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 คู่มือการจัดการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ หลักการ จุดมุ่งหมาย สมรรถนะสำคัญของ ผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณภาพของผู้เรียน สาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปี และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 2. ผู้วิจัยวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวชี้วัดชั้นปี และสาระการเรียนรู้แกนกลางของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเป็นกรอบในการทำแผนการจัดการ เรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ 3. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. ผู้วิจัยวิเคราะห์สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 5. ผู้วิจัยศึกษาองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละส่วน ตั้งแต่มาตรฐานการ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 6. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน 6 แผน เวลา 7 ชั่วโมง ได้แก่
61 - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 2 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความรักของนานุ้ย จำนวน 1 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หาดป่าทราย จำนวน 1 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง นกเงือกสื่อรัก จำนวน 1 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง รอมฎอนเกาะยาว จำนวน 1 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ปอเนาะเกาะยาวน้อย จำนวน 1 ชั่วโมง โดยใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง 7. ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชียวชาญด้านการสอนภาษาไทย ระดับ ประถมศึกษาจำนวน 3คน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง และความเหมาะสมขององค์ประกอบ ด้านเนื้อหา ด้านจุดประสงค์ และด้านการวัดและประเมินผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์ การประเมินแบบประมาณค่า 5 ระดับ ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด 8. ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญไปปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะและนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแผนที่วางไว้ 5.2 แบบประเมินการทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ลักษณะของแบบประเมินการทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ เป็นแบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งแบบประเมินนี้ใช้ประเมินก่อนและหลังเรียน เพื่อประเมินการเรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน คือ ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน
62 วิธีการสร้างและหาคุณภาพของแบบประเมินการทดสอบก่อนและหลังเรียน 1. ผู้วิจัยวิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตัวชี้วัด ชั้นปีและสาระการเรียนรู้แกนกลางของชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเป็นกรอบในการจัดทำแบบทดสอบ การอ่านจับใจความสำคัญ 2. ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดทฤษฎีหลักเกณฑ์ และวิธีการสร้างแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนใน ลักษณะการอ่านคำที่กำหนดไว้ 3.ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียนที่กำหนดไว้ จำนวน 10 ข้อ 4. ผู้วิจัยนำแบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เพื่อพิจารณาความเที่ยงตรงของเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ และประเมินความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถาม กับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยพิจารณาค่า IOC ไม่ต่ำกว่า 0.5 จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมี เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ -1 เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์ เกณฑ์การแปลความหมาย 1. ข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50-1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้ 2. ข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้ 5. ผู้วิจัยนำแบบประเมินการอ่านที่ผ่านการตรวจสอบ และคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญไป ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะนำไปจัดพิมพ์และเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป 5.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ลักษณะของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว จัดทำขึ้น เพื่อสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ มีข้อคำถามทั้งหมด 7 ข้อ มีเกณฑ์การให้คะแนน 3 ระดับ ดังนี้ 3 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจมาก 2 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง 1 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย วิธีการสร้างและหาคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 1. ศึกษาตำราเอกสารเกี่ยวกับความพึงพอใจ และสร้างแบบสอบถาม 2. กำหนดคุณลักษณะและประเด็นที่จะประเมินให้ชัดเจน จากนั้นสร้างแบบสอบถามความ พึงพอใจให้ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการ
63 3. ผู้วิจัยกำหนดค่าระดับคะแนนความพึงพอใจเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ โดยกำหนดระดับและเกณฑ์น้ำหนักคะแนน ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553: 121) 3 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจมากระดับ 2.50-3.00 2 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลางระดับ 1.50-2.49 1 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยระดับ 1.00-1.49 4. ผู้วิจัยนำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อ พิจารณาตรวจสอบความสอดคล้องของประเด็นที่ต้องการประเมิน และปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ โดยพิจารณาค่า IOC ไม่ต่ำกว่า 0.5 จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ -1 เมื่อแน่ใจว่าแบบประเมินการอ่านนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์เกณฑ์การแปล ความหมาย 1. ข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50-1.00 มีค่าความเที่ยงตรง ใช้ได้ 2. ข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องต่ำกว่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ ไม่ได้ 5. ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้วนำไปใช้เก็บ ข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 5.4 นิทาน นิทาน นิทานที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น คือ นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง มีจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ความรักของนานุ้ย หาดป่าทราย นกเงือกสื่อรัก รอมฎอนเกาะยาว และปอเนาะเกาะยาวน้อย ซึ่งเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ วัฒนธรรมประเพณี อาชีพของคนชุมชน และในแต่ละเรื่องจะแบ่งเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป วิธีการสร้างและหาคุณภาพของนิทาน 1. ศึกษาค้นคว้านวัตกรรมที่หลากหลาย ผู้วิจัยได้คัดเลือกนวัตกรรม หนังสือนิทานเรื่อง เกาะ สามเมือง ร่วมกับการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในการจัดทำนวัตกรรม โดยเนื้อหาในการสร้างสร้างนิทาน มีดังนี้ - นิทานเรื่องที่ 1 ความรักของนานุ้ย - นิทานเรื่องที่ 2 หาดป่าทราย - นิทานเรื่องที่ 3 นกเงือกสื่อรัก
64 - นิทานเรื่องที่ 4 รอมฎอนเกาะยาว - นิทานเรื่องที่ 5 ปอเนาะเกาะยาวน้อย 2. นำนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขั้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาเพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องและให้คำแนะนำที่บกพร่อง ภาษาที่ใช้ให้คลอบคลุมเนื้อหา ความสอดคล้องกับการวัดและ ประเมินผล การใช้สื่อและเหล่งเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะให้ ปรับการใช้ภาษาให้ชัดเจน ประโยคคำสั่งและรูปแบบเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง ปรับปรุงขั้นตอนการจัด กิจกรรมให้มีลำดับที่ชัดเจน ผู้วิจัยนำข้อบกพร่องต่างๆ มาแก้ไข ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ประกอบด้วย 1. นายสมโภชน์ ศรีสมุทร ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะยาว 2. นางสาวฤทัยกานต์ กล้าสมุทร ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ 3. นางสุกัญญา การะกำ ตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ เพื่อพิจารณาเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความครอบคลุมเนื้อหา ความถูกต้องเหมาะสม สมบูรณ์ของข้อคำถาม พิจารณาให้ข้อเสนอแนะในด้านตัวเลือก ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ รวมทั้ง พิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์ของการวัด โดยพิจารณา ค่า IOC ไม่ต่ำกว่า .50 ได้แบบทดสอบสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 10 ข้อ ซึ่งมี 3 ระดับความ คิดเห็น โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) โดยมีเกณฑ์ให้คะแนน ดังนี้ +1 หมายถึง สอดคล้อง 0 หมายถึง ไม่แน่ใจ -1 หมายถึง ไม่สอดคล้อง แล้วนำไปวิเคราะห์หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เลือกข้อที่มีดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปเพื่อ นำมาใช้และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงให้เครื่องมือมีคุณภาพยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความเหมาะสมโดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 1.00 3. ผู้วิจัยนำการจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทาน ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญไปปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะ และนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามแผนที่วางไว้
65 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย ดังนี้ 1. ผู้วิจัยทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test ) โดยใช้แบบทดสอบ เรื่อง การอ่านจับใจความ สำคัญ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 10 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากนั้นให้ คะแนนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และบันทึกผลการประเมินไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้วิจัยดำเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้บันทึก คะแนนการทำกิจกรรม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ไว้ทุกครั้ง เพื่อทดสอบนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้และดูพัฒนาการในแต่ละครั้ง 3. เมื่อดำเนินการสอนครบทุกแผนแล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญชุดเดิมกับก่อนเรียน จากนั้นนำไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการประเมินการอ่านก่อน และหลังเรียน 4. ผู้วิจัยให้นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ 7. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย 1. การวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว 2.การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 8. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ดังนี้ 1. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยคำนวณหาดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการ เรียนรู้ แบบประเมินการอ่านก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้สูตร Index of Objective Congruence หรือ IOC (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551 : 107) ค่าความเที่ยงตรง สูตร = ∑
66 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและลักษณะพฤติกรรม R แทน คะแนนพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ R แทน ผลรวมของคะแนนการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา ทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2. การวิเคราะห์ความสามารถการอ่านคำที่สะกดตรงตามมาตรา ในการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทาน โดยหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (̅ ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และพัฒนาการสัมพัทธ์ ค่าร้อยละ (Percentage ) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 121) สูตร = f N × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 121) สูตร x = ∑ เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2557 : 352) สูตร .. = √ (∑ )−(∑ 2) (−1) เมื่อ S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด ∑ 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูล ค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ สูตร (%) = (−) (−) × 100 เมื่อ GS% คือ คะแนนร้อยละของพัฒนาการผู้เรียน X คือ คะแนนประเมินการอ่านก่อนเรียน
67 Y คือ คะแนนประเมินการอ่านหลังเรียน F คือ คะแนนเต็ม เกณฑ์คะแนนพัฒนาการเทียบระดับพัฒนาการ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552 : 268) คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ระดับพัฒนากร 76 – 100 พัฒนาการระดับสูงมาก 51 – 75 พัฒนาการระดับสูง 26 – 50 พัฒนาการระดับปานกลาง 0 – 25 พัฒนาการระดับต้น การแปลผลความพึงพอใจใช้เกณฑ์กำหนดระดับค่าเฉลี่ยการประเมิน (บุญชม ศรีสะอาด ,2553 : 121) ระดับคะแนนเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ 2.35 - 3.00 มีความพึงพอใจระดับมาก 1.68 - 2.34 มีความพึงพอใจระดับปานกลาง 1.00 - 1.67 มีความพึงพอใจระดับน้อย
บทที่ 4 ผลการวิจัย การดำเนินการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน เกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองโดย ออกแบบกลุ่มทดลองแบบกลุ่มเดี่ยว วัดผลก่อนการใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ และหลังการใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากร เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเกาะ ยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวนทั้งสิ้น 28 คน ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน เกาะยาว ปรากฏผลดังตารางที่ 4.1 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทาน เกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ปรากฏผลดังตารางที่ 4.2 และ 4.3 ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน เกาะยาว ปรากฏผลดังตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว โดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนแบบทดสอบการอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของนักเรียนในการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ
69 คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน พัฒนาการสัมพัทธ์ (%) ระดับ พัฒนาการ 1 4 6 33.33 ระดับปานกลาง 2 5 7 40.00 ระดับปานกลาง 3 6 8 50.00 ระดับสูง 4 5 7 40.00 ระดับปานกลาง 5 5 10 100 ระดับสูงมาก 6 7 9 66.67 ระดับสูง 7 5 9 80.00 ระดับสูงมาก 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 6 7 6 6 5 5 6 6 5 6 7 6 6 5 4 5 6 6 7 6 6 6 10 10 7 8 8 8 9 8 7 8 9 8 8 8 7 8 9 8 8 9 75.00 100 25.00 50.00 60.00 60.00 75.00 50.00 40.00 50.00 66.67 50.00 60.00 75.00 50.00 60.00 50.00 33.33 50.00 50.00 75.00 ระดับสูง ระดับสูงมาก ระดับต้น ระดับสูง ระดับสูง ระดับสูง ระดับสูง ระดับปานกลาง ระดับปานกลาง ระดับสูง ระดับสูง ระดับสูง ระดับสูง ระดับสูง ระดับปานกลาง ระดับสูง ระดับปานกลาง ระดับปานกลาง ระดับปานกลาง ระดับปานกลาง ระดับสูง
70 คนที่ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน พัฒนาการสัมพัทธ์ (%) ระดับ พัฒนาการ ̅ 5.68 8.07 57.41 ระดับสูง จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ คะแนนการทดสอบก่อน เรียนเฉลี่ยเท่ากับ 5.68 คะแนน คะแนนการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.07 คะแนน และนักเรียน มีพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 57.41อยู่ในระดับสูง ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทาน การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทาน เกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 28 คน โดยใช้ แบบสอบถามความพึงพอใจสามารถนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังตารางที่ 4.2 และ 4.3 ดังนี้ ตารางที่ 4.2 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มเป้าหมาย จำแนกตามเพศ เพศ จำนวน ร้อยละ ชาย 14 50 หญิง 14 50 รวม 28 100 จากตารางที่ 4.2 พบว่า กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 28 คน เป็นเพศชาย 14 คน คิดเป็นร้อยละ 50 เป็นเพศหญิง จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเรื่อง นิทานเกาะสามเมือง ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ n=8 x ..แปลความ 1 การจัดการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ทำให้ฉันชอบเรียนวิชา ภาษาไทยเพิ่มขึ้น 3.00 0.00 มาก 2 การจัดการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ทำให้ฉันเข้าใจเรื่องที่ เรียนมากยิ่งขึ้น 3.00 0.00 มาก 3 ฉันมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกกระบวนการ 3.00 0.00 มาก
71 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ n=8 x ..แปลความ 4 การจัดการเรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถช่วยให้ฉัน ประสบผลสำเร็จในการเรียน 3.00 0.00 มาก 5 ฉันได้รู้ถึงความก้าวหน้าของตนเองจากการทำกิจกรรม 3.00 0.00 มาก 6 ฉันสามารถนำการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ไป ประยุกต์ใช้ในประจำวันได้ 3.00 0.00 มาก 7 การจัดการเรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะ สามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ทำให้ฉันเรียนรู้อย่างมี ความสุข 3.00 0.00 มาก ความพึงพอใจโดยรวม 3.00 0.00 มาก จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅ = 3.00, S.D. = 0.00) โดยประเด็น เรื่อง การจัดการเรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะได้ ทำให้นักเรียนชอบเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้น เพราะนักเรียนมีความเข้าใจเรื่องที่เรียน มีส่วนร่วมในการทำ กิจกรรมทุกกระบวนการ และยังช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าของตนเอง จากการทำกิจกรรม สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในประจำวันได้และยังทำให้นักเรียนมีความสุข จากการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ พบประเด็นเพิ่มเติม ดังนี้ 1. นักเรียนรู้สึกสนุกสนาน ทำให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น และอยากให้มีการจัดการเรียนการ สอนแบบนี้อีก 2. นักเรียนอยากให้เพิ่มรูปแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ มากยิ่งขึ้น
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง ดำเนินการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิชาภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนโรงเรียนเกาะยาวและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว ปีการศึกษา 2566 จำนวน 28 คน ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว โดยใช้วิธีการประเมินการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ดังแผนการทดลองเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสาม เมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน 6 แผนๆ ที่ จำนวน 2 ชั่วโมง แผนต่อไป แผนละ 1 ชั่วโมง รวม ทั้งหมด 7 ชั่วโมง ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง หลักการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 2 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความรักของนานุ้ย จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หาดป่าทราย จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง นกเงือกสื่อรัก จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง รอมฎอนเกาะยาวจำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ปอเนาะเกาะยาวน้อยจำนวน 1 ชั่วโมง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 2 ชุด ๆ ละ 10 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ เป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ จำนวน 7 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ผู้วิจัยได้สรุปสาระสำคัญของ การวิจัยได้ดังนี้
73 สรุปผลการวิจัย 1. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมี ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ คะแนนการทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 5.68 คะแนน คะแนนการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.07 คะแนน และนักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 57.41 อยู่ในระดับสูงมาก นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅ = 3.00, S.D. = 0.00) โดยประเด็น เรื่อง การจัดการ เรียนรู้ที่การจัดการเรียนรู้ที่ใช้นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะได้ทำให้นักเรียนชอบเรียนวิชา ภาษาไทยเพิ่มขึ้น เพราะนักเรียนมีความเข้าใจเรื่องที่เรียน มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกกระบวนการ และยังช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าของตนเองจากการทำกิจกรรม สามารถ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในประจำวันได้และยังทำให้นักเรียนมีความสุข อภิปรายผล 1. การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือ นิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า นักเรียนที่เรียนการอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถพัฒนา ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ อีกทั้งการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำมาแก้ปัญหาการอ่านจับใจความของ นักเรียนได้โดยมีรูปแบบและขั้นตอนชัดเจน ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีส่วน ร่วมในการเรียนอีกทั้งนักเรียนยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินในการเรียน และทำให้นักเรียน เข้าใจเนื้อหาจากบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าว ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษา บริบทโดยรวม ทั้งด้านสภาพแวดล้อม ความต้องการของผู้เรียน ขอบเขตเนื้อหา วัยของผู้เรียน เพื่อสามารถนำไปออกแบบหรือสร้างเกมที่จะนำไปใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 2 กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งการกำหนด ขอบเขตเนื้อหาที่ชัดเจนจะช่วยให้สามารถเลือกใช้นิทานและแบบฝึกทักษะได้เหมาะสมกับรูปแบบการ
74 เรียนการสอนมากขึ้น ขั้นที่ 3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทาน เกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่มีความสอดคล้องกับบริบทที่ศึกษาและวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้น โดยหาเนื้อหาที่ต้องการแทรกในนิทาน และออกแบบลักษณะของนิทานให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ นักเรียนไม่เบื่อหน่ายในการร่วมกิจกรรม และเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในระหว่างเรียน ขั้นที่ 4 นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ที่สร้างไปทดลอง โดยทดลองทั้งกลุ่มผู้สร้างและกลุ่มตัวอย่าง เพื่อสร้างความเข้าใจและหาข้อบกพร่อง พร้อมทั้งศึกษาความพึงพอใจเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนา ขั้นที่ 5 นำไปใช้จริงและประเมินผลการใช้ งานตามวัตถุประสงค์ เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ โดยผู้วิจัยคอยสังเกต และประเมินผลนักเรียนในขณะร่วมกิจกรรม ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะการอ่านจับ ใจความสำคัญ เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในระหว่างเรียน และทำให้นักเรียนมีความเข้าใจเนื้อหา ในบทเรียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของอุทัยวรรณ ธีระแนว (2559) ได้ศึกษาการ พัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานคุณธรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานคุณธรรม สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวน 8 แผน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนอยู่ในระดับมาก 2. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ โดยรวมเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมาก (̅ = 3.00, S.D. = 0.00) คือ กระบวนการ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะได้แก่ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะทำให้ฉันชอบเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้น การจัดการ เรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะทำให้ฉันเข้าใจเรื่องที่เรียนมากยิ่งขึ้น ฉันมี ส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกกระบวนการ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับ แบบฝึกทักษะสามารถช่วยให้ฉันประสบผลสำเร็จในการเรียน ฉันได้รู้ถึงความก้าวหน้าของตนเองจาก การทำกิจกรรม ฉันสามารถนำการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะไป ประยุกต์ใช้ในประจำวันได้และการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ทำให้ฉันเรียนรู้อย่างมีความสุข ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎี หลักจิตวิทยาในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งผู้วิจัยมีความเข้าใจว่านักเรียนวัยไหนมีความชอบ และความสนใจแบบใด จะให้มีการจัดการเรียน
75 การสอนแบบใด ให้นักเรียนมีความสนใจและชอบที่จะศึกษาหาความรู้ โดยมีการวิเคราะห์เนื้อหาและ จัดเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย ๆ เรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก ซึ่งในการจัดการเรียนรู้จะใช้ รูปแบบที่เหมาะสมกับเนื้อหามีความน่าสนใจ มีรูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย กิจกรรมการเรียน การสอนมีลำดับขั้นตอนเข้าใจง่าย ใช้เวลาเหมาะสม แบบประเมินไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป ช่วยพัฒนา ทักษะการจับใจความสำคัญได้ดี นักเรียนเกิดการเรียนรู้ สร้างความสนุกสนานให้กับนักเรียน อีกทั้งยัง ช่วยให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทยและวิชาอื่นๆ ต่อไป และเมื่อนักเรียนได้พัฒนา ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ จึงทำให้ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 28 คน ที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสือนิทานเกาะสามเมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้อง กับการศึกษาของอุทัยวรรณ ธีระแนว (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน คุณธรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจ พบว่า แผนการจัดการ เรียนรู้เพื่อการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานคุณธรรม สำรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวน 8 แผนๆละ 2ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ จากการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากผลการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน ดังนี้ 1.1 การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้โดยใช้นิทานเกาะสาม เมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ ครูผู้สอนจะต้องมีการเตรียมตัวในการสอนเป็นอย่างดีโดยต้องศึกษา รายละเอียด วิธีการ และลักษณะขั้นตอนของรูปแบบการสอนให้เข้าใจชัดเจน มีการเตรียมสื่อการสอน ให้มีความน่าดึงดูดผู้เรียน มีความน่าสนใจ ให้พร้อมจึงจะทำให้การสอนประสบความสำเร็จ รวมทั้งครู จะต้องเอาใจใส่นักเรียนอย่างใกล้ชิด 1.2 ควรมีการชี้แจงกับนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอน โดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ในด้านความสำคัญและประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับ เพื่อเป็นการสร้างความ
76 เข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในชั้นเรียน ทำให้นักเรียนเชื่อมั่นในตนเอง และสามารถร่วมกิจกรรมการ เรียนการสอนได้เป็นอย่างดี 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 2.1 ควรศึกษาวิธีการสร้างหรือออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้โดยใช้นิทานเกาะสาม เมืองร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อให้มีรูปแบบที่ทันสมัย มีความหลากหลาย และสร้างความท้าทาย ให้กับนักเรียน 2.2 ควรมีการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้โดยใช้นิทานเกาะสามเมือง ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สามารถใช้กับการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศหรือศาสตร์อื่นๆ เป็นต้น
77 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). สาระมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.(2545) “หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544” (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ กรรณิการ์ พวงเกษม. (2540). เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกหัดภาษาไทยระดับประถมศึกษาใน ภาควิชาประถมศึกษา. สัมมนาประถมศึกษาสัมพันธ์ครั้งที่ 15 (หน้า 7-14). เชียงใหม่ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กุศยา แสงเดช. (2545). แบบฝึก คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แม็ค จำกัด ขจีรัตน์ หงส์ประสงค์. (2534). การพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนระดับชั้นปวช.1/1 แผนกช่างไฟฟ้ากำลังโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ วิทยาลัยการอาชีพ ขอนแก่น. คณิศร ศรีประไพ. (2555). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที่3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยบูรพา. จิตรา สมพล. (2547). การพัฒนาแบบฝกทักษะการเขียนสะกดคําวชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาป ที่ 6. วิทยานิพนธครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการเรียนรู้,มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุบลราชธานี. จริยภรณ์ รุจิโมระ. (2548). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดฝึกทักษะการ อ่านออกเสียงของ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปี ที่ 1 วิทยาลัย เทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2545). การสอนภาษาไทยขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา. กรุงเทพ ฯ : ศูนย์ ส่งเสริมวิชาการ. ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง และคณะ. (2545). ผู้เรียนเป็นสำคัญและการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ ของครูมืออาชีพตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: เยลโล่การพิมพ์.
78 บรรณานุกรม (ต่อ) ถวัลย์ มาศจรัส. (2548 ). คู่มือความคิดสร้างสรรค์ในการจัดทำนวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ : ธารอักษร ถวัลย์ มาศจรัส. (2546). นวัตกรรมการศึกษาชุด แบบฝึกหัด - แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาผู้เรียน และการจัดทำผลงานทางวิชาการอาจารย์ 3 และบุคลากรทางการศึกษา (ครูชำนาญการครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธารอักษร. นพคุณ บุญมาพิลา. (2554). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3. โรงเรียนเทศบาลวัดลุ่ม มหาชัยชุมพล อ.เมือง จ.ระยอง. นิลาภรณ์ ธรรมวิเศษ, (2546). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำในมาตราแม่กดสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการ สอน). อุบลราชธานี: บหาวิทยาลัยราชกัฏอุบลราษธานี. บันลือ. พฤกษะวัน (2533). มิติใหม่ในการสอนอ่านภาคปฏิบัติ อันตับที่ 8. กรุงเทพมหานคร. โรง พิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. เบ็ญจมาศ กาลาศรี 2545. ผลการเรียนแบบร่วมมือโดยการใช้เทคนิคบูรณาการการอ่านและการ เขียนที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บุญนำ เกษี (2556 ), รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น ระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี. ประเทิน มหาขันธ์.(2534). การพัฒนาทักษะการว่านภาษาอังกฤษโดยใช้สิ่งพิมพ์วารสาร หนังสือพิมพ์. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยเทคโนโลยีอาเซียน จังหวัดหนองคาย. ปริศนา พลหาร. (2549), ผลของการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต (สาขาวิซาหลักสูตรและการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. ปราณี จิณฤทธิ์, (2552). ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการ เรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามัคคี จังหวัด นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
79 บรรณานุกรม (ต่อ) ประภาพร ถิ่นอ่อง. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแยก ตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา (วิจัยและพัฒนาการศึกษา), บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปราณี จิณฤทธิ์. (2552). ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการ เรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคหะประชาสามัคคี จังหวัด นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปาริชาติ สุพรรณกลาง. (2550). การเปรียบทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการ อินทิเกรตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาบีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเรียนเป็นรายบุคคลและ เป็นกลุ่มย่อย. งานนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน, คณะ ศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา พินิจ จันทร์ชัาย, (2546). การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภายาไทยชั้น ประถมศึกษาบีที่ 2 เรื่อง บุญผะเหวคร้อเอ็ด แบบมุ่งประสบการณ์ภายา. วิทยานิพนย์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน.บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ไพบูลย์ มูลดี. (2546). การพัฒนาแผนการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตาม มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน,บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ไพรัตน์ สุวรรณแสน. บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://learners.in.th/file/maliwun . (วันที่ค้นข้อมูล : 10 กรกฏาคม 2566). ยุพา ยิ้มพงษ์(2532).การสอนแบบฝึกเขียนคำาที่ใช้ฮักษร ร ล ว ชำหรับนักเรียนขั้นประถมศึกษา ปีที่ 4. วิทชานิพนธ์ติตปศาสตร์มหาบัณฑิต, กรุงเทพบหาปคง: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน. 2546. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุคพับลิเคชั่นสจํากัด. แววมยุรา เหมือนนิล. (2541). การอานจับใจความ (พิมพ์ครั้งที่2) กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
80 บรรณานุกรม (ต่อ) วรสุดา บุญยะไวโรจน์, (2536) การพัฒนาทักษะทางภาษาไทยในระดับประถมศึกษาเรื่อง น่ารู้ สำหรับครูภาษาไทยกรุงเทพฯไทยวัฒนาพานิชี. วันทา สุขโสม (2551) การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยการใช้คำถาม ตามแนวคิดของบลูม (Bloom). กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครุตาสตรมหาบัณฑิต (ลาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม ศุภสุตา ม่วงสีตอง. (2553), พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ในการประชุมหาดใหญ่ วิชาการระดับชาติครั้งที่ 6 วันที่ 26 มิถุนายน 2558 มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. สมพร ตอยยีบี.(2554 ). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์เทเรซา หนองจอก กรุงเทพฯ.ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต (ลาขาวิชาการมัธยมศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์.(2540). เอกสารทางวิชาการการพัฒนากระบนการเรียนการสอนเอกสาร ลำดับที่ 33. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิชย์. สุพรรณี ไชยเทพ.(2544). การใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและ เขียนคำในวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การค้นคว้าอิสระศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุกิจ ศรีพรหม. (2541). ชุดการสอนกับผลสัมฤทธิทางการเรียน. วารสารวิชาการ. สนอง คำศรี. (2532). แบบฝึกทักษะการสะกดคำยากสำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนภู เขียว จังหวัดชัยภูมิ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2544). การผลิตนวัตกรรมการเรียนการสอน การสร้างแบบฝึกชัยนาท: ชมรมพัฒนาความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย. สมเดช สีแสง, (2543). คู่มือปฏิบัติราชการและเตรียมสอบผู้บริหารการศึกษา. ชัยนาทะเรียนดี สุเทวี แก้วนิมิตดี.(2547). การพัดนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถม. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. สำลี รักสุทธี. (2546). คู่มือการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ใหม่ของ กค. กรุงเทพฯ พัฒนาศึกษา.
81 บรรณานุกรม (ต่อ) สุทธิ ศรีชล. (2552). การสอนทักษะการอ่านกาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว ยุพร แสงทักษิณ (2531). ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชสุรินทร์. สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย (2523). วิธีสอนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. สุริยา เพ็งลี. (2552). การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอร์ (Jเgรaพ)เพื่อพัฒนาทักษาการอ่านจับ ใจความชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ตาขาประถมศึกษา) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อ้อมขวัญ แสงคล้อย. (2553). การพัฒนาการอ่านจบัใจความสำคัญจากนิทานโดยใช้เทคนิคกลวิธี สอนแบบ KWL–Plus มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. อุษณีย์ เสือจันทร์. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่องวิธีเรียง สับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. อำนวย เลื่อมใส. (2546). การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียน ภาษาไทย เรื่อง ผาน้ำอ้อย แบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อารีวรรณ เอี่ยมสะอาด.(2546). คู่มือพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บุ๊คพอยท์. อรซร วงษ์ษา. (2548). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสานเป็นสื่อสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 2 มหาวิทยาลัยขอนแก่น) กัง (Kang, 2002). บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 http://etheses.psru.ac.th/libirpsru/sites/default/files/site/default/thesis/ch2- _4.pdf
82 บรรณานุกรม (ต่อ) Clark, J.H. (1991). Using Organizers to focus on thinking. Journal of reading, 34 (7),526-534. Katayama, Andrew D. (2000). Getting Student Partually Involved Notice Using Graphic Organizers. The Journal of Experimental Education, 68, 119 – 133 Ben,D.W (2002). Enhancing comprehension through graphic organizers (Unpublished master's thesis)_ New Jersey: Kean Universitythe United States. Mepeake, J. G. (1979, June). The Effects of Original Systematic Study Worksheets, Reading Level and Sex on the Spelling Achievement of Sixth Grade Students. Dissertation Abstracts International. 39: 7199 – A.
83 ภาคผนวก
84 ภาคผนวก ก (รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ)
85 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 1. นายสมโภชน์ ศรีสมุทร ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะยาว วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษโรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา 2. นางสาวฤทัยกานต์ กล้าสมุทร ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา 3. นางสาวสุกัญญา การะกำ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา
86
87 ฃ ภาคผนวก ข (แบบประเมินเครื่องมือการวิจัยในชั้นเรียน โดยผู้เชี่ยวชาญ) - แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ - แบบประเมินการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน - แบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมการเรียนรู้
88 คำชี้แจง ให้ท่านพิจารณาว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ กำหนดให้หรือไม่ โดยเขียนเครื่องหมาย / ลงในช่อง “ระดับความเหมาะสม” ตามความคิดเห็นของ ท่าน ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับ น้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด นิยามศัพท์ การจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาน หมายถึง การใช้นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง ในการจัดการ เรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสนุกสนาน ไปพร้อม ๆ กับการได้รับความรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานในท้องถิ่น และให้ผู้เรียนได้ฝึกอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ผ่านการอ่านนิทานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ได้แก่ นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความเหมาะสม 5 4 3 2 1 1 ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้กะทัดรัด ชัดเจน ครอบคลุม เนื้อหาสาระ น่าสนใจ 2 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเหมาะสม 3 ความสอดคล้องของสาระสำคัญกับมาตรฐาน การเรียนรู้ และตัวชี้วัด 4 ความครอบคลุมของสาระสำคัญกับตัวชี้วัดทั้งหมด ของแผนการจัดการเรียนรู้ 5 ความเหมาะสมของจำนวนชั่วโมง 6 ความครบถ้วนของสาระการเรียนรู้กับตัวชี้วัด 7 ความครบถ้วนของทักษะ / กระบวนการกับตัวชี้วัด 8 ความครบถ้วนของคุณลักษณะกับตัวชี้วัด แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หลักการอ่านจับใจความ สำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ)
89 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความเหมาะสม 5 4 3 2 1 9 ความเหมาะสมของสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ 10 ความเหมาะสมของวิธีการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ 11 แผนการจัดการเรียนรู้สามารถนำไปจัดการเรียนรู้ ให้กับผู้เรียนได้จริง 12 ความเหมาะสมของผลงาน / ชิ้นงาน / ภาระงาน เพื่อการประเมินผลการเรียนรู้รวบยอดของแผน การจัดการเรียนรู้ 13 กิจกรรมการเรียนรู้สามารถทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะครบตามตัวชี้วัด ของแผนการจัดการเรียนรู้และเน้นสมรรถนะสำคัญ ที่หลักสูตรแกนกลางฯกำหนด รวมคะแนน สรุปผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………..……. .…………………………………………………………………………………………………………………………………………… …...………………….…………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ..........................................ผู้ประเมิน ( ) ตำแหน่ง............................................................
90 คำชี้แจง ให้ท่านพิจารณาว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ กำหนดให้หรือไม่ โดยเขียนเครื่องหมาย / ลงในช่อง “ระดับความเหมาะสม” ตามความคิดเห็นของ ท่าน ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับ น้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด นิยามศัพท์ การจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาน หมายถึง การใช้นิทานเรื่อง เกาะสามเมือง ในการจัดการ เรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสนุกสนาน ไปพร้อม ๆ กับการได้รับความรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานในท้องถิ่น และให้ผู้เรียนได้ฝึกอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ผ่านการอ่านนิทานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ได้แก่ นิทานเรื่อง ความรักของนาคนุ้ย ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความเหมาะสม 5 4 3 2 1 1 ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้กะทัดรัด ชัดเจน ครอบคลุม เนื้อหาสาระ น่าสนใจ 2 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเหมาะสม 3 ความสอดคล้องของสาระสำคัญกับมาตรฐาน การเรียนรู้ และตัวชี้วัด 4 ความครอบคลุมของสาระสำคัญกับตัวชี้วัดทั้งหมด ของแผนการจัดการเรียนรู้ 5 ความเหมาะสมของจำนวนชั่วโมง 6 ความครบถ้วนของสาระการเรียนรู้กับตัวชี้วัด แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ความรักของนาคนุ้ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ)