ฉบับที่ ๔ / ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ / ISSN 0857-3727 วารสารราย ๓ เดือน ปีที่ โขน ที่สุดแห่งนาฏกรรมไทย
ภาพบอกเล่า อดุล ตัณฑโกศัย ภาพ จากขุยมะพร้าวบดผสมกับใบอ้ม ใบเนียม ที่มีกลิ่นหอม น�ำมาคลึงเป็นแท่งยาวแล้วห่อด้วยกระดาษสีสันสวยงาม กลายเป็นธูปหอมเมื่อมาประกอบรวมกันคือต้นกระธูป ขนาดใหญ่ ที่ชาวบ้านได้ร่วมแรงใจสืบสานประเพณี โฮมบุญออกพรรษา ประเพณีแห่กระธูป อ�ำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 1 โขน หนึ่งในเอกนาฏยศิลป์ของไทยที่มีทั้งความงดงามอ่อนช้อยในการร่ายร�ำ และความสง่างามทรงพลังในท่วงท่า ทุกคราวเมื่อม่านเปิด ปี่พาทย์บรรเลง นักแสดง ด�ำเนินไปตามบทบาท สิ่งที่ผู้ชมได้สัมผัสสะท้อนศาสตร์แห่งภูมิปัญญาไทยในหลากหลาย สาขา ทั้งนาฏศิลป์ คีตศิลป์ และงานหัตถศิลป์ นอกจากความตระการตาที่ผู้ชมได้รับแล้ว เรื่องราวที่ด�ำเนินอยู่จากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ก็สอดแทรกข้อคิดปรัชญาตะวันออก สื่อถึงเรื่องการท�ำความดีย่อมชนะความชั่วทั้งปวง โขนจึงเป็นการแสดงที่เจริญด้วยปัญญา และสุนทรียภาพควรค่าแก่การส่งเสริมให้คนไทยได้ร่วมภาคภูมิใจในการแสดงอันเป็น เอกลักษณ์ของชาติ วารสารวัฒนธรรม ฉบับโขนที่สุดแห่งนาฏกรรมไทย เรียงร้อยแง่มุมต่าง ๆ ของโขน บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาจากอดีตจนถึงการแสดงโขนในสภาพปัจจุบัน นอกจาก ความรู้ที่ได้รับแล้วยังช่วยให้ผู้อ่านชมโขนอย่างเข้าใจยิ่งขึ้น ภายในเล่มพบกับบทสัมภาษณ์ ผู้คร�่ำหวอดในวงการนาฏศิลป์ไทย ดร. ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ศิลปินแห่งชาติ และคอลัมน์ วัฒนธรรมวิพากษ์ฉบับนี้เจาะลึกตัวตนของผู้คนในโลกโซเชียลมีเดีย เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน ก้าวทันอนาคต ไปกับวารสารวัฒนธรรม พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร [ท่านที่ประสงค์น�ำข้อเขียนหรือบทความใดๆ ในวารสารวัฒนธรรมไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อประสานกับ กองบรรณาธิการหรือนักเขียนท่านนั้นๆ โดยตรง ข้อเขียนหรือบทความใดๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร วัฒนธรรมฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียน คณะผู้จัดท�ำไม่จ�ำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มี ข้อผูกพันกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแต่อย่างใด หากท่านมีความประสงค์จะส่งข่าวกิจกรรมเกี่ยวกับงาน ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งท่านที่ต้องการให้ข้อเสนอแนะ หรือส่งข่าวสารเพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ กรุณาส่งถึง กองบรรณาธิการวารสารวัฒนธรรม กลุ่มประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เลขที่ ๑๘ ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ๑๐๓๑๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๒๘ ต่อ ๑๒๐๘-๙ Facebook : วารสารวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม Website : culture.go.th] เจ้าของ • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม บรรณาธิการ • นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้ช่วยบรรณาธิการ • นางสุนันทา มิตรงาม รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม • นางสาวทัศชล เทพก�ำปนาท รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กองบรรณาธิการ • นางกุลยา เรือนทองดี เลขานุการกรม • นางสาวเยาวนิศ เต็งไตรรัตน์ • นางสาวกิ่งทอง มหาพรไพศาล • นายชุมศักดิ์ หรั่งฉายา • นายมณฑล ยิ่งยวด • นางสาวธนพร สิงห์นวล • นายศาตนันท์ จันทร์วิบูลย์ • นายเอกสิทธิ์ กนกผกา ฝ่ายกฎหมาย • นางสาวสดใส จ�ำเนียรกุล ฝ่ายจัดพิมพ์ • นางปนัดดา น้อยฉายา ผู้จัดท�ำ • บริษัท บุญศิริการพิมพ์ จ�ำกัด พิมพ์ที่ • โรงพิมพ์ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วารสารวัฒนธรรม จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ห้ามจ�ำหน่าย โขน
๕๘ จากปก การแสดงโขนพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วารสารราย ๓ เดือน ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ ISSN 0857-3727 ๔ ปกิณกะ ๑ บทบรรณาธิการ ๑๑๘ เปิดอ่าน ๑๒๐ วัฒนธรรมปริทรรศน์ เรื่องจากปก ๔ โขน ที่สุดแห่งนาฏกรรมไทย 2
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 3 ๓๔ สยามศิลปิน ๗๔ ศิลปินแห่งชาติ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ปราชญ์ผู้สืบสานนาฏศิลป์ ๘๐ เชิดชูปูชนีย “ถวัลย์ ดัชนี” จักรพรรดิบนผืนผ้าใบ ๘๖ พื้นบ้านพื้นเมือง ทองร่วง เอมโอษฐ ช่างปูนปั้นชั้นครูแห่งเมืองเพชร โลกวัฒนธรรม ๙๒ แผ่นดินเดียว ใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่ง อาภรณ์อุษาคเนย์ ๑๐๐ มองผ่านหนามเตย Jiro Dreams of Sushi [2011] : อีกนิยามความอร่อยของชาวเอเชีย ๑๐๔ วัฒนธรรมวิพากษ์ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ โลกโซเชียลมีเดีย เราเช็กตัวเราผ่านการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นตลอดเวลา ๑๑๒ นิทัศน์วัฒนธรรม ๘๐ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : ขุมความรู้เรื่องเมืองกรุงฯ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑๘ บันเทิงศิลป์ พิณอีสาน เสียงของธรรมชาติ เสียงของชีวิต ๒๖ ชั้นเชิงช่าง นอบน้อมสักการ ผ่านเครื่องบูชาอย่างไทย ๓๔ สืบสาวเล่าเรื่อง พระธาตุล้านนา ด้วยแรงศรัทธาและเรื่องเล่า ๔๒ กีฬา การละเล่น มวยทะเล ในวันที่กระแสลม แห่งความเปลี่ยนแปลงโหมแรง ๕๐ ประเพณี วิจิตรตระการตา งานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ๕๘ จักรวาลทัศน์ ไก่ชนไทย สายพันธุ์แห่งความสง่างาม ๖๖ ภาษาและหนังสือ ภาษาผู้ไทย ตุลาคมคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 3
4 เรื่องจากปก สงวน ตรีเทพ เรื่อง สุทัศน์ รุ่งศิริศิลป์, สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ โขน ที่สุดแห่งนาฏกรรมไทย
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 5 ไม่มีการแสดงใดที่ต้องรวบรวมผู้แสดงและศิลปินที่มีความสามารถจ�ำนวนมากมาย และหลากหลายสาขาได้เท่ากับ “โขน” ทั้งนาฏศิลป์ในการร่ายร�ำ ลีลาท่าทางการต่อสู้ ดุริยางคศิลป์ในการขับร้อง การบรรเลง ดนตรีปี่พาทย์ วรรณศิลป์ในการสร้างบทพากย์ บทเจรจา บทร้องเป็นกาพย์ กลอน ประณีตศิลป์ และวิจิตรศิลป์ในการท�ำหัวโขน ออกแบบลวดลายเครื่องประดับ พัสตราภรณ์ การปักผ้า การทอผ้า ทุกแขนงศิลป์ต้องใช้ความสามารถอันเป็นที่สุดเท่านั้น โขนเดินทางผ่านกาลเวลามายาวนาน สั่งสมความเป็นเลิศสู่นาฏกรรมชั้นสูงของไทย ที่วันนี้ควรหาโอกาสดูโขนกันสักครั้ง
6 โขนคืออะไร หากนิยามกว้าง ๆ โขนคือการแสดงอย่างหนึ่ง ที่ผู้แสดงต้องสวมหน้ากากหรือหัวโขน ในทางสากล เรียกว่า Mask Play หมายถึง หน้ากากนาฏกรรม หรือการแสดงสวมหน้ากาก และถ้านิยามตามบริบท ในระยะแรกที่โขนเกิดขึ้นมานั้นโขนเป็นส่วนหนึ่ง ในพิธีกรรมของพราหมณ์ เล่าเรื่องการอวตารของ พระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ในศาสนาฮินดู โขนจึงหมายถึงการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนา ไม่ใช่การแสดง เพราะไม่มีผู้ดู ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่ง ของพิธีกรรม ถ้าเป็นการแสดงจะแยกกันชัดระหว่าง ผู้เล่นและผู้ดู ต่อมาโขนค่อยปรับเพิ่มบทบาทเป็นการจัดขึ้น เพื่อสรรเสริญพระมหากษัตริย์ว่าเป็นพระราม ซึ่งเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ลงมาปราบยุค เข็ญ แนวคิดเรื่องกษัตริย์เป็นสมมุติเทพจึงส่งผ่าน มาถึงไทย โขนในยุคแรกจึงเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ ของราชส�ำนัก ถูกยกย่องว่าเป็นเครื่องราชูปโภค ของพระมหากษัตริย์ และเล่นเฉพาะในโอกาสพิเศษ เช่น งานถวายพระเพลิง พระบรมศพ งานฉลองปูชนียสถาน พระอาราม หรือสมโภชเจ้านายทรง บรรพชา สมโภชในงานเฉลิมพระชนมพรรษา สมโภชวันประสูติเจ้านาย ที่สูงศักดิ์ เป็นต้น การสืบค้นหาความหมายและที่มาของค�ำว่า “โขน” มีผู้สันนิษฐาน ไว้หลายทาง ทางหนึ่งคือ ดูเทียบจากการออกเสียงที่มีส�ำเนียงเดียวกัน ซึ่งพบว่าในภาษาเบงคาลีมีค�ำที่ออกเสียงว่า ขละ หรือ โขล หรือ โขฬะ หมายถึง เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งใช้ตี รูปร่างคล้ายตะโพน ในภาษาทมิฬก็มีค�ำ ที่ออกเสียงว่า ไกล หรือ โกลัม หมายถึง การตกแต่งประดับร่างกายให้รู้ว่า เป็นเพศใด ขณะที่ภาษาอิหร่านเองก็พบค�ำที่ออกเสียงว่า ควาน หรือ โขน หมายถึง ผู้ขับร้องแทนตัวตุ๊กตาหรือหุ่น ส่วนในภาษาเขมรก็มีค�ำว่า ละคอนโขน เป็นการแสดงที่ตัวยักษ์ ตัวลิง ใส่หน้ากากปิดหน้า ส่วนตัวพระ ตัวนาง เปิดหน้า และแสดงเรื่องรามเกียรติ์ นักวิชาการสันนิษฐานว่าไทยน�ำค�ำศัพท์นี้มาแตกเป็น ๒ ค�ำ ใช้ใน ๒ ความหมาย ค�ำแรกคงค�ำไว้ให้มี ๒ พยางค์ ออกเสียงว่า “ละคร” หมายถึง การแสดงอย่างหนึ่ง อีกค�ำหนึ่งตัดเหลือเพียงพยางค์เดียวว่า “โขน” ใช้หมายถึงการแสดงเรื่องรามเกียรติ์เรื่องเดียว ส่วนการให้ความหมายในระยะหลัง นักวิชาการ ผู้แต่งต�ำราหรือผู้รู้ ในวงการนาฏศิลป์ไทยอธิบายรายละเอียดต่างกันไป เช่น ๑ สหัสเดชะ เป็นยักษ์ที่มี เครื่องแต่งกายและหัวโขน คล้ายทศกัณฐ์ ต่างกันที่ สหัสเดชะมีกายสีขาว ถือ ตะบองวิเศษ ต้นชี้ตาย ปลายชี้เป็น ๒ หัวโขนทศกัณฐ์ พ.ศ. ๒๔๓๐ และหัวโขนหนุมาน พุทธศตวรรษที่ ๒๔ จัดแสดงอยู่ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๓ โขนรวมศาสตร์และศิลป์ไว้ ทุกด้าน ทั้งเครื่องแต่งกาย การร่ายร�ำบทร้องและเจรจา ๑ ๒
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 7 ๓
8 - โขน คือ การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครแต่ สวมหัวจ�ำลองต่าง ๆ เรียกว่า “หัวโขน” - โขน คือ การแสดงประเภทนาฏกรรมอย่างหนึ่ง ของไทยที่มีมาแต่โบราณ เป็นการแสดงท่า ใช้การ เต้นประกอบจังหวะดนตรีและคนพากย์ เจรจา เป็นส่วนส�ำคัญ อาจมีการร�ำประกอบบทร้องบ้าง - โขน คือ การแสดงท่าร�ำเต้นออกท่าเข้าดนตรี ประกอบด้วย ตัวละครที่เป็นยักษ์ ลิง มนุษย์ เทวดา ผู้แสดงสวมหัวโขนไม่ร้องและเจรจาเองทั้งหมด แต่ ปัจจุบันผู้แสดงเป็นมนุษย์และเทวดาไม่สวมหัวโขน และเพิ่มการขับร้องอย่างการแสดงละครใน อ. ประเมษฐ์ บุณยะชัย เขียนเรื่องโขนในหนังสือ ศิลปะการแสดง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของชาติ ซึ่งสรุปได้ว่า ๑. โขนพัฒนามาจากศิลปะ การแสดงหลายแขนง คือ น�ำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัว บางอย่างมาจากการเล่นชักนาคดึกด�ำบรรพ์ ๒. น�ำท่าต่อสู้โลดโผน ท่าร�ำ ท่าเต้น มาจากกระบี่ กระบองและ ๓. น�ำศิลปะการพากย์ การเจรจา เพลง และเครื่องดนตรี มาจากหนังใหญ่ หากจะท�ำความเข้าใจนิยามดังกล่าวในข้างต้น ว่าโขนคืออะไร อาจต้องเท้าความถึงความเป็นมา ก่อนที่จะมาเป็นโขนที่รู้จักกันในวันนี้ ก่อนมาเป็นโขน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึง การแสดงหรือการละเล่นอย่างหนึ่งเรียกว่า “เล่น ดึกด�ำบรรพ์” หรือ “ชักนาคดึกด�ำบรรพ์” เป็นการ แสดงต�ำนานตอนที่พระนารายณ์ยกเขาพระสุเมรุ มาปักลงกลางเกษียรสมุทร เอานาคพันเข้าโดยรอบ โดยให้เทวดาชักด้านหางของนาคและให้พวกยักษ์ ชักด้านหัวนาค เป็นการกวนเกษียรสมุทรเพื่อท�ำ น�้ำอมฤต นักวิชาการส่วนหนึ่งวิเคราะห์ว่าน่าจะ เป็นการแสดง “โขนโรงใหญ่” ครั้งแรกก็เป็นได้ เพราะ เรื่องนารายณ์กวนเกษียรสมุทรนั้นเป็นเรื่องนารายณ์ อวตารปางหนึ่ง เช่นเดียวกับเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็น เรื่องนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง ในชั้นหลังจึงมักสรุป กันว่า โขนวิวัฒนาการจากการละเล่นดึกด�ำบรรพ์ ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นยักษ์และฝ่ายหนึ่งเป็นเทวดา ประเด็นต่อมาคือ ที่กล่าวว่าโขนมาจาก การร�ำกระบี่กระบอง มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นธรรมดา ของการวิวัฒนาการที่มักน�ำสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อม มาเข้าตัว บ้างมองกว้างไปมากกว่าการร�ำกระบี่ กระบองว่าเป็น “การทหาร” หรือการฝึกอาวุธ การใช้อาวุธของทหารที่โขนรับมาผนวกเข้าเพื่อ ให้ดูจริงจัง เพราะในการแสดงโขนมีฉากรบพุ่ง ระหว่างกองทัพยักษ์กับกองทัพวานรของพระราม ๑ โขนนิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ โดยตัดออกมาแสดงเป็นตอน ๆ เรียกว่า “ชุด” ในภาพเป็นการ แสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ชุด สงครามสามอสุรา ๒ ตัวพระตัวนางที่แม้ไม่ต้อง สวมหัวโขน แต่ยังต้องสวมใส่ เครื่องประดับศีรษะที่เรียกว่า ศิราภรณ์ (ยอด เนตรสุวรรณ ภาพ) ๓ ลีลาการต่อสู้หลบหลีกและ การใช้อาวุธที่เชื่อกันว่าพัฒนา มาจากการร�ำกระบี่กระบอง ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 9 อยู่แทบทุกตอน อีกทั้งศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของ ไทยมีท่าทางการใช้อาวุธที่สวยงาม ทั้งกระบวนการ หลีกหลบ หลอกล่อ ยั่วคู่ต่อสู้ จึงเกิดการประดิษฐ์ เป็นท่าเยื้องกรายร่ายร�ำที่เข้ากับดนตรีเป็นท่าต่าง ๆ เช่น ท่ากรายดาบเข้าหาคู่ต่อสู้ การสืบเท้าเพื่อ หลีกหลบ เป็นต้น นอกจากท่ารบแล้ว โขนยังมี “ออกกราว” หรือการตรวจพลสวนสนามก่อน ออกไปรบอีกด้วย ประเด็นสุดท้ายคือ โขนกับหนังใหญ่ ซึ่งมี ข้อวิพากษ์กันมาก ฝ่ายหนึ่งว่า โขนรับเอาหลาย สิ่งมาจากหนังใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย หลัก ๆ คือ - ท่าทางของการเล่นโขนที่เต้นไปตามจังหวะ ของดนตรีปี่พาทย์ เหมือนท่าเต้นของคนเชิดหนัง - ค�ำพากย์และการเจรจาของหนังใหญ่มี ลักษณะเดียวกับที่โขนใช้อยู่ทั่วไป - หน้าพาทย์ เพลง ดนตรีต่าง ๆ ในหนังใหญ่ ถูกน�ำมาใช้ในการเล่นโขนด้วย แต่นักวิชาการที่เขียนเรื่องโขนในหนังสือ ลักษณะไทยที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็น บรรณาธิการ กล่าวว่า โขนกับหนังใหญ่มีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดกันที่สุด เพราะแสดงเรื่องรามเกียรติ์ เหมือนกัน กาพย์เรื่องรามเกียรติ์ที่น�ำมาใช้เป็น ๒ ๓
10 บทพากย์ในหนังใหญ่ ก็ใช้ได้ในการแสดงโขน หรือ การเจรจาสลับกับการพากย์บทก็เหมือนกัน จึงเป็น ไปได้ว่าโขนและหนังใหญ่อาจรับบางสิ่งบางอย่างไป จากกันและกัน “แต่โขนและหนังใหญ่ก็ยังมีความ แตกต่างกันอยู่มากคือเป็นคนละมิติกันทีเดียว หนังใหญ่นั้นเป็นภาพที่ปรากฏบนจอหนัง แต่โขนนั้น เป็นการแสดงของคนที่มีชีวิตบนเวทีการแสดง มี ความแตกต่างเป็นคนละมิติ ความสัมพันธ์ระหว่าง หนังใหญ่กับโขนนั้น ถ้าจะเปรียบกับอะไรแล้ว ก็เห็น จะต้องเปรียบกับกอไผ่ เรื่องรามเกียรติ์นั้นเป็นกอไผ่ ส่วนโขนและหนังใหญ่ เป็นหน่อไม้คนละหน่อที่เกิดขึ้น จากกอไผ่อันเดียวกัน มีความสัมพันธ์ต่อกัน ใน รูปลักษณะเช่นนี้จะว่าโขนมาจากหนังใหญ่หรือ หนังใหญ่จะมาจากโขนนั้นเห็นจะไม่ได้” “โขน สะท้อนความเป็นไทย เพราะโขนมีจารีต” ประโยคในข้างต้นคือสิ่งที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกกับ กิตติ เกิดผล ผู้เคยแสดงเป็น หนุมาน หนึ่งในลูกศิษย์โขนธรรมศาสตร์ที่อาจารย์ หม่อมตั้งใจฝึกให้ถึงขั้นร�ำได้เอง แสดงได้เอง เพื่อ สร้างนักดูโขนในช่วงเวลาร่วมสมัยที่นาฏศิลป์ อันสูงค่านี้ไม่อาจสืบต่อได้ “หากว่าไม่มีคนดูที่มี ความรู้ความเข้าใจในนาฏศิลป์ไทยถึงขั้นรู้ดีรู้ชั่ว และวิพากษ์ได้” ค�ำกล่าวของท่านที่มีเจตนารมณ์ สืบทอดมรดกศิลปะแขนงนี้จึงเป็นค�ำกล่าวที่น่าคิด และที่แน่นอนคือ จารีตนั้นเป็นเสน่ห์ของโขน แต่ละ จารีตซ่อนความหมายในสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ รอบตัวในโขน โขนกับพิธีกรรม ตามที่สืบสาวรากเหง้าของโขนก็เห็นว่ามีความ ผูกพันใกล้ชิดกับศาสนาฮินดู จนเกือบจะเรียก ได้ว่าเป็นพิธีกรรมหรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม แห่งศาสนา โขนจึงยังคงรักษาพิธีกรรมบางอย่างไว้ รวมถึงการเคารพนับถือเทพเจ้าในศาสนานั้นด้วย เริ่มจากสิ่งสูงสุดของการเล่นโขน คือ “ครู” ครูทั้ง ในทางโลกและในทางจิตวิญญาณของการแสดง ผู้เล่นโขนทุกคนต้องเคารพ จารีตส�ำคัญที่แสดง ความหมายของการเคารพ คือ การโหมโรง เพื่อบูชาครูก่อนแสดงและพิธีครอบครู เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดว่าการ แสดงโขนนั้นต้องขึ้นต้นด้วยการโหมโรงทุกครั้ง ดนตรีเล่นโหมโรงเริ่มด้วยเพลงสาธุการ เมื่อ ผู้แสดงหลังโรงได้ยินเสียงเพลงจะต้องจุดธูปเทียน บูชาครู หรือระลึกถึงคุณครูพร้อมกัน หลังโรงมัก มีการตั้งหัวโขนไว้บูชาหากไม่สะดวกก็ยกมือขึ้น พนมเหนือศีรษะและระลึกถึงคุณครูก็ได้ ๑ การฝึกซ้อมให้พร้อมก่อนการ แสดงจริง ๒ - ๓ ห้องเรียนท�ำหัวโขนที่วัดใหม่ ผดุงเขต นนทบุรี ซึ่งพระมหาตุ้ย เปิดสอนฟรี ซึ่งปัจจุบันมีคน หลากหลายอายุและสาขาอาชีพ เข้ารับการฝึกอบรม สะท้อนให้ เห็นว่าศิลปะการท�ำหัวโขนจะไม่ สูญหายไปง่าย ๆ ๔ คณะละครมรดกใหม่ภายใต้ การดูแลของ ครูช่าง อาจารย์ ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ฝึกหัดให้ เด็ก ๆ ในคณะทุกคนเรียนท่า ร่ายร�ำโขนไว้เป็นทักษะส�ำหรับ การแสดงละคร ทั้งยังเป็นการฝึก สมาธิและขัดเกลาความคิดอีกด้วย ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 11 ในพิธีกรรมทางศาสนามีมาแต่โบราณ และถือว่า หน้ากากเป็นของศักดิ์สิทธิ์ต้องตั้งวางในที่บูชา และ จับต้องด้วยความเคารพ เพราะใช้สวมหน้าคนที่อยู่ ในภวังค์หรือมีเทพเจ้ามาเข้าทรง คติเช่นนี้ถือกัน ทั่วไปในเอเชียอาคเนย์ หัวโขนเองก็อยู่ในจารีตนี้ ผู้แสดงจะต้องจับต้องหัวโขนด้วยความเคารพ ก่อนน�ำมาสวมก็ต้องกราบไหว้เสียก่อน เบิกโรง หลังจากดนตรีเล่นเพลงโหมโรงจบลง ผู้แสดง เตรียมพร้อมแล้ว ก่อนแสดงเรื่องที่เตรียมไว้ จะมี การแสดงที่เรียกว่า “เบิกโรง” ก่อน ส�ำหรับโขนจะ นิยมเบิกโรงด้วยการแสดงชุดที่เรียกว่า ร�ำประเลง, ร�ำกิ่งไม้เงินทอง หรือบางครั้งก็มีที่ใช้การแสดงชุด “จับลิงหัวค�่ำ” คือ การรบกันระหว่างลิงขาวตัวหนึ่ง กับลิงด�ำตัวหนึ่ง ลิงขาวก็คือหนุมาน ส่วนลิงด�ำ คือนิลพัท การจับลิงหัวค�่ำเบิกโรงนี้จะแสดงสั้นหรือ นานเท่าไรก็แล้วแต่สถานการณ์ เช่น คนดูยังมาน้อย ก็จับลิงหัวค�่ำไปนาน ๆ เพื่อเรียกคนดู ถ้าคนดูมาก อยู่แล้วก็แสดงสั้น ๆ พอเป็นธรรมเนียม โขนกับ “รามเกียรติ์” โขนแสดงอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ รามเกียรติ์ อันมีเค้าโครงมาจาก “รามายณะ” ของอินเดีย ว่าด้วยเรื่องของนารายณ์อวตารมาเพื่อปราบนนทุก ซึ่งมาเกิดใหม่เป็นเจ้าแห่งยักษ์นามทศกัณฐ์ ส่วนพิธีครอบครูนั้นท�ำโดยการเอาหัวโขนที่นับถือว่าเป็นครูปัธยาย (มาจาก อุปธยาย แปลว่า ผู้ชี้แนะ) ครอบศีรษะให้แก่เฉพาะผู้ที่ฝึกหัดจน สามารถร�ำได้ดีหรือพอใช้การได้ระดับหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นตัวพระหรือตัวนาง ก็ต้องร�ำเพลงช้าเพลงเร็วได้ ถ้าเป็นตัวยักษ์ ตัวลิงก็จะต้องร�ำแม่ท่ายักษ์ หรือแม่ท่าลิงได้อย่างน้อยหนึ่งแม่ท่า (จากทั้งหมด ๖ แม่ท่า) เปรียบเสมือน การให้ประกาศนียบัตรการศึกษาแสดงว่าพร้อมที่จะรับการฝึกหัดขั้นสูงต่อไป หรือเท่ากับรับเอาตัวผู้ฝึกโขนนั้นเข้ามาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หัวโขน เอกลักษณ์ของโขน คือ ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหรือหน้ากากเดิมสวม ทุกตัวละครไม่ว่าจะเป็นพระ นาง ยักษ์ ลิง หรือเทวดาความหมายดั้งเดิมของการ สวมหน้ากากนั้นเป็นการให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่การแสดง ซึ่งการใช้หน้ากาก ๒ ๔ ๓
12 ครองกรุงลงกา จากปูมหลังที่นนทุกเป็นยักษ์ที่เฝ้า ประตูขึ้นสวรรค์และถูกกลั่นแกล้ง จนพระอิศวร สงสารจึงให้พร “นิ้วเพชร” ชี้ใครตายได้ดังใจ ท�ำให้ นนทุกเหิมเกริม จนพระนารายณ์ต้องมาปราบ จากนั้น จึงด�ำเนินเรื่องต่อเป็นวรรณคดียาวหลายสิบตอน ว่าด้วยศึกชิงนางระหว่างคนกับยักษ์ โดยมีลิงเป็น ผู้ช่วย แต่ไม่ใช่ศึกธรรมดา เพราะฝ่ายคนนั้นคือ องค์นารายณ์อวตารนั่นเอง สืบเนื่องจากจุดประสงค์เริ่มต้นของโขนที่เป็น การละเล่นศักดิ์สิทธิ์ จึงแสดงเพียงเรื่องรามเกียรติ์ เพราะเป็นการเชิดชูองค์นารายณ์อันหมายรวมถึง การสรรเสริญพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดินที่เชื่อ ว่าเป็นสมมุติเทพ และด้วยแก่นเรื่องส�ำคัญที่บอกถึง สัจธรรมว่าสุดท้ายแล้ว ธรรมะย่อมชนะอธรรม รามเกียรติ์จึงเป็นเรื่องราวที่เป็นอมตะ รู้ภาษาโขนก่อนไปดู โขนเป็นสุดยอดแห่งนาฏกรรมที่รวมศาสตร์ และศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากมี ความรู้เรื่องต่าง ๆ บ้างก็จะช่วยเพิ่มความสนุกใน การชมยิ่งขึ้น ภาษาท่าทาง โขนเปรียบเสมือนละครใบ้เพราะแต่เดิมไม่มี บทร้อง การแสดงแต่ละท่าจะบอกความหมาย ความรู้สึก ความคิด ความประสงค์ต่าง ๆ เอาไว้ ภาษาท่าทางที่ใช้แบ่งได้ ๓ กลุ่ม คือ ท่าใช้แทนค�ำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ ฯลฯ ท่าใช้เป็นอิริยาบถและกิริยา อาการ เช่น เดิน ไหว้ ยิ้ม ร้องไห้ ฯลฯ และท่าแสดง อารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ บางท่าดูเข้าใจได้เลย เช่น “ไป” แสดงท่าโบกมือ ออกจากตัวไปจนสุดแขน และถ้าหากโบกมือกลับ ๑ เทคนิคแสงสีอันทันสมัย ถูกน�ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของการแสดงโขนอย่าง กลมกลืน ๒ ท่าทางและการร่ายร�ำต่าง ๆ ในการแสดงโขน มีทั้งความ งดงาม องอาจ และทรงพลัง ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 13 เข้ามาหาตัวก็แปลว่า “มา” หรือ “ยิ้ม” แสดงด้วยการจีบมือซ้ายขึ้นมาไว้ ที่ริมฝีปาก หรือท่าบอกว่า “รัก” ก็งอข้อศอกทั้งสองข้างมาไขว้กันที่หน้าอก แบมือทั้งสองข้างประทับอยู่กับหน้าอก เป็นต้น เพลงประกอบ การออกท่าทางของโขนยังสัมพันธ์กับดนตรี ฉะนั้นหากมีความรู้เรื่อง เพลงร่วมด้วยก็จะยิ่งสนุกขึ้น เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยา ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ หรืออารมณ์ของตัวละคร เช่น เพลงเชิด มีจังหวะ เร็วจึงใช้ส�ำหรับการรบพุ่งที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และใช้ส�ำหรับ การเดินทางไกล ในกลุ่มเพลงเชิดเองก็มีท�ำนอง ลีลา ความหมาย และ จุดประสงค์ต่างกัน เช่น “เพลงเชิดฉาน” ใช้ส�ำหรับคนไล่สัตว์ เช่น พระราม ออกตามกวาง “เพลงเชิดนอก” ใช้ส�ำหรับสัตว์ไล่สัตว์ด้วยกันเองหรืออมนุษย์ ไล่อมนุษย์ เช่น หนุมานไล่จับนางสุวรรณมัจฉา เพลงเสมอ ใช้ในการเดิน ระยะสั้น หรือการเคลื่อนไหวที่ไปในลักษณะช้า ๆ หรือเป็นเพลงเดินในพิธี อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากเพลงเสมอธรรมดาแล้วยังมีเพลงเสมอตามสภาพ หมายถึง เพลงเสมอที่มีชื่อตามสภาพตัวละคร “เสมอเถร” ใช้สําหรับฤ ษี “เสมอมาร” ใช้สําหรับยักษ์ ดังนั้นเวลาได้ยินคนพากย์หรือเจรจาจบแล้วเอ่ยค�ำต่อท้ายว่า ‘เชิด’ หรือ ‘เสมอ’ ฯลฯ ซึ่งเรียกว่า “บอกหน้าพาทย์” คือเป็นการเรียกให้ผู้แสดง ร�ำหน้าพาทย์อะไร และให้ปี่พาทย์ด�ำเนินเพลง ไปตามนั้น ลักษณะบทโขน ประกอบด้วย บทพากย์ บทเจรจา และบทร้อง ซึ่งอย่างหลังแต่เดิมมีเฉพาะโขนโรงในและโขนฉาก เท่านั้น ปัจจุบันบ้างก็เพิ่มเข้ามาเพื่ออรรถรส ในการแสดงอารมณ์ ส่วนใหญ่นิยมแต่งเป็นกลอน บทละคร บทโขนโดยหลัก ๆ คือ บทพากย์ แบ่งเป็น พากย์เมือง หรือพากย์พลับพลา คือ บทที่พากย์ถึง ตัวเอก เช่น ทศกัณฐ์หรือพระรามประทับในปราสาท หรือพลับพลา พากย์รถ เป็นบทชมพาหนะ ทั้งรถ ม้า ช้าง หรืออื่น รวมถึงชมกระบวนทัพและไพร่พล ด้วย พากย์โอ้ เป็นบทโศกเศร้า ร�ำพัน คร�่ำครวญ ซึ่งตอนต้นเป็นพากย์ ตอนท้ายเป็นท�ำนองร้องเพลง โอ้ปี่ ให้ปี่พาทย์รับ นอกจากนี้ยังมีพากย์ชมดง เป็นบทชมป่าเขา ล�ำเนาไพร พากย์บรรยาย เป็นบทขยายความเป็นมาเป็นไป หรือพากย์ร�ำพึง ร�ำพันใด ๆ ก็ได้ และพากย์เบ็ดเตล็ด ใช้ในโอกาส ๒
14 ท�ำเป็นเส้นขด สมมติว่าเป็นขนตามตัวของลิง ส่วนสีกายของพญาวานรอย่างหนุมานที่รู้จักกัน ดีว่าเป็นลิงเผือกก็เป็นสีขาว นิลพัทก็สีด�ำตามชื่อ สุครีพ-สีแดง องคต-สีเขียวมรกต เป็นต้น นี่เป็นอีกเรื่องสนุก ๆ ที่คนหัดดูโขนสามารถ ท�ำการบ้านไปก่อนได้ จากอดีตถึงโขนไทย ในศตวรรษที่ ๒๑ โขนวิวัฒนาการมาโดยตลอด จาก “โขนหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๑ ซึ่งสันนิษฐาน ว่ายุคแรกนี้เล่นกันกลางแจ้งบนพื้นดิน ไม่มีเวที จึงแบ่งเรียกว่า โขนกลางแปลง ต่อมาพัฒนาให้มี การปลูกโรงให้เล่น มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละคร ที่มีศักดิ์นั่ง จึงเรียกว่า โขนนั่งราว และเมื่อมี การแสดงโขนสลับการแสดงหนังใหญ่ จนภายหลัง คงเหลือเฉพาะแต่โขนที่มีจอหนังใหญ่เป็นฉากหลัง ทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เข้าประเภทใด เช่น กล่าวว่าใครท�ำอะไร หรือพูดกับใครว่าอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือ บทเจรจา ซึ่งจะแต่งเป็น ร่ายยาว ส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อย ๆ เดิมมักเป็น บทที่คิดด้นขึ้นสด ๆ ด้วยความสามารถและปฏิภาณ ของคนพากย์เจรจา ปัจจุบันจะเตรียมไว้ก่อนเพื่อ ให้ได้ถ้อยค�ำสละสลวย มีสัมผัส และได้ความ ถูกต้องตามเรื่อง แต่ผู้พากย์เจรจาที่เก่ง ๆ ยังอาจใช้ ถ้อยค�ำคมคาย เหน็บแนมเสียดสี โต้ตอบกันได้ อย่างน่าฟัง เครื่องแต่งกาย นอกจากจะได้ชมความงดงามของผ้าทอ และ การปักดิ้นไหมลายทองต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่ช่วยให้ดู โขนสนุกขึ้นคือ รู้ว่าใครเป็นใครดูได้จากการแต่งกาย สีของเสื้อผ้า ลักษณะเครื่องประดับอันเป็นสัญลักษณ์ บ่งบอก โดยหลักแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่าย มนุษย์ (พระ นาง) และเทวดา ฝ่ายยักษ์ และฝ่ายลิง การแต่งกายของตัวพระตัวนางนั้นมองหาง่าย ทั้งเทวดาและมนุษย์ แต่งกายยืนเครื่องเหมือนกันหมด ผิดกันตรงสีเสื้อเปลี่ยนไปตามสีกายประจ�ำตัว เช่น พระอินทร์สีเขียว พระพรหมสีขาว ท้าวมาลีวราชสีขาว พระรามสีเขียว พระลักษมณ์สีเหลืองทอง สมัย โบราณตัวพระจะสวมหัวโขน ต่อมาได้อิทธิพล จากละครในจึงนิยมเพียงแค่แต่งหน้าและสวม เครื่องประดับศีรษะเท่านั้น แต่ถ้าเป็นยักษ์และลิง การนุ่งผ้าแตกต่างกัน ตามระดับยศศักดิ์ หากไม่ช�ำนาญจะดูรู้ได้ยาก ที่สังเกตง่ายกว่า คือ แต่ละตัวมีสีกาย สีหน้า และ หัวโขนเฉพาะตัวซึ่งมีส่วนยอดแตกต่างกัน (หัวโขน ยักษ์มีอยู่ราว ๑๐๐ ชนิด หัวโขนลิงอีกราว ๔๐ ชนิด) เช่น ทศกัณฐ์ สีกายสีเขียว หัวโขนส่วนยอดมีหน้ายักษ์ ประดับ เพราะชื่อทศกัณฐ์แปลว่า สิบหน้า หัวโขน ที่มีหน้ายักษ์ประดับยังมีของ สหัสเดชะ ด้วยแต่ สีกายเป็นสีขาว ส่วนพิเภก น้องทศกัณฐ์ กายเป็น สีเขียวเหมือนกันแต่หัวโขนยอดต่างกัน เป็นต้น ส่วนฝั่งวานรสังเกตง่ายเพราะใช้ดิ้นและเลื่อมปัก ๑ ผู้เล่นโขนต้องผ่านการฝึก ซ้อมจนช�ำนาญกว่าจะ แสดงท่าการต่อสู้ที่ยาก เช่นนี้ได้ ๒ ความงดงามลงตัวของการ ตั้งกระบวนทัพของฝ่ายยักษ์ คือ สหัสเดชะ ในท่าทาง องอาจน่าเกรงขาม ๓ บางตอนของการแสดงมี การน�ำเหตุการณ์ปัจจุบัน และมุกข�ำขันสอดแทรก เข้ามาเพื่อให้เข้าถึงยุคสมัย มากยิ่งขึ้น ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 15 ๒ ๓
16 ตะวันตกเข้ามาทดแทน ความพยายามฟื้นฟูโขน มีเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษ ๒๑ โขนต้อง ปรับตัวตามยุคสมัย จากที่เคยมีกระบวนการเล่น ตามจารีต มีความประณีตในเรื่องเครื่องแต่งกาย นักแสดง จัดแสดงในวาระส�ำคัญ หาชมได้ยาก จากวัฒนธรรมหลวงกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หาดูสะดวก มีจัดแสดงตาม สถานที่ทั่วไป เนื้อเรื่องกระชับ ระยะเวลาการแสดง สั้นลง และมีเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดงทั้ง ฉาก แสง สี เสียง หรือมีเทคนิคใหม่ เช่น ตัวโขนขึ้น รอกลอยในอากาศได้ เป็นต้น ผู้ศึกษาวิจัยเรื่องโขน ร่วมสมัยมองว่ามีโขนแบบนวัตกรรม คือ รูปแบบยัง คงความดั้งเดิมแต่น�ำเรื่องเทคนิคสมัยใหม่มาเสริม ได้แก่ โขนพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ๑ การต่อสู้ของฝ่ายมนุษย์ โดยมีลิงเป็นผู้ช่วยกับฝ่าย ยักษ์ แก่นเรื่องรามเกียรติ์ ที่ในที่สุดแล้วคือ ฝ่ายธรรมะ ย่อมชนะอธรรม ๒ - ๓ การแสดงโขนเฉลิม พระเกียรติชุดนารายณ์ ปราบนนทุก พระรามยกศร พระรามคืนนคร (ยอด เนตรสุวรรณ ภาพ) จึงเรียก โขนหน้าจอ ทั้งสามประเภทเป็นโขนที่มีแต่ การพากย์เจรจา ไม่มีเพลงร้อง จนกระทั่งได้รับอิทธิพล จากการแสดงละครใน โขนจึงมีบทขับร้องเรียกว่า โขนโรงใน และเมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ มีการจัดฉาก ประกอบตามท้องเรื่อง จึงเรียกว่า โขนฉาก ทั้ง ๕ ประเภทเป็นโขนแบบจารีต และเป็น มหรสพหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของ แต่ ก็มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนาง ผู้ใหญ่หัดโขนได้ จึงเกิด โขนบรรดาศักดิ์ เช่น โขนของกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ต้นสกุลกุญชร) โขนของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โขนของเจ้าพระยา บดินทร์เดชา เป็นต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โขนละครตาม ประเพณีก็ทรุดโทรม กอปรกับมหรสพทันสมัยจาก ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 17 พระบรมราชินีนาถ และโขนที่ปรับรูปแบบให้เข้ากับธุรกิจเชิงพาณิชย์ เช่น โขนในโรงละคร โรงแรม หรือร้านอาหาร ที่จัดขึ้นเพื่อความบันเทิงหรือรองรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส�ำหรับโขนพระราชทานซึ่งเริ่มแสดงครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ท�ำให้โขนคณะอื่น ๆ ได้รับความนิยมอีกครั้งจากแสดงเพียงวาระ พิเศษมาเป็นการแสดงประจ�ำตามโรงละครน้อยใหญ่เกือบทั้งปี หากวิเคราะห์ว่าเดิมโขนแบ่งตามรูปแบบการแสดง โขนร่วมสมัยที่ รู้จักกันส่วนใหญ่เป็นการแบ่งเรียกตามผู้จัด เช่น โขนศาลาเฉลิมกรุง โขน ธรรมศาสตร์ โขนโรงละครสยามนิรมิต ฯลฯ ทั้งหมดไม่ว่าจะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้า รสนิยม หรือถูกจริตกลุ่มเป้าหมายอย่างไรก็ยังนับเป็นโขนแนวประเพณีหรือ แนวอนุรักษ์นิยม นอกจากนี้โขนยังถูกตีความใหม่โดยศิลปินร่วมสมัยอย่าง พิเชษฐ กลั่นชื่น ที่น�ำมาโขนมาเผยแพร่ในรูปแบบการเต้นร่วมสมัย (Contemporary Dance Performance) การแสดงในชุด I am a demon หรือ ผมเป็นยักษ์ สร้างความตื่นตาให้กับวงการ เมื่อศิลปินร่ายร�ำโขนท่วงท่าของยักษ์ เอกสารอ้างอิง ฐาปนีย์ สังสิทธิวงศ์. โขน : ศิลปะประจ�ำชาติไทย และสื่อวัฒนธรรมในบริบทสังคมร่วมสมัย ปริญญานิพนธ์ ศศ.ด. (ศิลปวัฒนธรรม วิจัย). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๗. ธนาคารกรุงเทพ จ�ำกัด (มหาชน), ลักษณะไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๑. ธนิต อยู่โพธิ์. โขน. พิมพ์ในงานพระราชทาน เพลิงพระศพพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า เฉลิมเขตรมงคล ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส. พระนคร: สหอุปกรณ์การพิมพ์, ๒๕๒๐. มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. จดหมายเหตุ การจัด สร้างเครื่องแต่งการโขน-ละคร, กรุงเทพฯ: แปลน โมทิฟ, ๒๕๒๒. โดยเปลือยกายท่อนบนให้เห็นกล้ามเนื้อขณะ เคลื่อนไหว โดยเขากล่าวว่า “ตัวนาฏศิลป์ไทยจริง ๆ คือ มนุษย์ กับท่าร�ำที่ เคลื่อนไหว” น่าสนใจในสิ่งที่คนรุ่นใหม่มองต่อ “โขน” นาฏกรรมที่เป็นมรดกเก่าแก่และเป็นตัวแทน วัฒนธรรมของชาติ “ประเด็นหลักในการท�ำงานของผมกับ นาฏศิลป์ไทย คือ เรียนรู้ ค้นหา และสานต่อ เรียนรู้ ว่าของเดิมคืออะไร เกิดขึ้น และสืบทอดมาอย่างไร ค้นหาว่าอะไรคือองค์ประกอบและความหมายที่ ซ่อนอยู่ สานต่อคือท�ำอย่างไรจะให้ร�ำไทยมีมิติใหม่ ที่ร่วมเดินทางไปกับสังคมปัจจุบันได้ตลอดเวลา” แล้วคนทั่วไปในฐานะคนดูจะมีส่วนสานต่อ ให้โขนเดินทางร่วมไปกับความเปลี่ยนแปลงของ ยุคสมัยได้อย่างไรบ้าง อาจเริ่มต้นง่าย ๆ จาก การชวนกันไปดูโขน ก่อนไปก็ค้นคว้าหาความ รู้สักนิดก่อนเข้าไปชมที่สุดแห่งนาฏกรรมที่เป็น ตัวแทนของวัฒนธรรมไทย ๒ ๓
18 พิณอีสาน เสียงของธรรมชาติ เสียงของชีวิต ๑ พิณอีสานโบราณ ฝีมือช่างท�ำพิณพื้นบ้าน แม้จะดู พื้นผิวหยาบแต่ทรวดทรงก็ถูกต้องและสวยงาม ๒-๓ พิณอีสานรูปแบบดั้งเดิม ไม่ประกอบเครื่องไฟฟ้า ท�ำขึ้นด้วยเครื่องมือสมัยใหม่จึงได้ชิ้นงานที่ เรียบร้อยกว่า ๑ ๓ ๒
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 19 บันเทิงศิลป์ ฉมาร์ กีปรีชา เรื่อง กองบรรณาธิการ ภาพ อาจารย์โสโชค สู้โนนตาด ศิลปินพื้นบ้านอีสานและครูภูมิปัญญาไทย กับบุตรชาย คุณากร สู้โนนตาด (คนซ้ายสุด) ร่วมกันบรรเลงเพลงพิณที่ลานริมนาข้างบ้าน จังหวัดชัยภูมิ ยามตะเว็น (ตะวัน) ลับฟ้าแล้ว เสียงจี้หล่อ จี้โป่ม (จิ้งหรีด) ดังระงม เสียงลม พัดไผ่ โอนเอน อี๊ออด ๆ ใบไผ่ใบพร้าวต้องลมส่งเสียงซื่อซ่า ๆ ดังแข่งกัน กังวานเสียงพิณ ติ่ง ติ๊ง ติ๊ง ลอยลมสอดประสานมากับดนตรีของท้องทุ่งเป็นเสียงพิณจากผู้บ่าวที่ออก “เว้าสาว” (จีบสาว) หากสาวหยิกแม่ก็เป็นแนวว่าจับใจเสียงพิณบ่าวผู้นี้ แม่จะลุก ติดไฟเฮือนให้สว่าง เปิดทางให้ขึ้นเฮือนไปคุยได้ ถ้าไฟยังมืดอยู่แสดงว่าเสียงพิณบ่ม่วน ส�ำหรับสาวบ้านนี้ ผู้บ่าวก็ต้องเลาะบ้านสาวอื่นต่อ พลบค�่ำในแผ่นดินอีสาน ดนตรีธรรมชาติจึงมีเสียงพิณเป็นเพื่อน นี่คือจังหวะ และวิถีที่สืบกันมานาน คนอีสานรุ่นอายุสี่สิบขึ้นที่ยังทันสัมผัสชีวิตธรรมชาติผสานเสียง ดนตรี เมื่อได้ยินเสียงแคนหรือเสียงพิณคราใดจึงหวนคิดถึงบ้านเกิด รากเหง้าความเป็น อีสานของตนเสมอ
20 วิถีชีวิตในเสียงพิณ “ตั้งแต่เกิดก็ได้ยินเสียงพิณแล้ว สมัยก่อน ผู้บ่าวเลาะ บ้านสาวยามแลง (ยามเย็น) จะถือพิณมาเล่น คนตาบอดก็เล่น เราก็นอนฟังไป” “เป็นเด็กน้อยไปเล่นอยู่วัด ขบวนแห่ผ้าป่าบ้านอื่นมาทอด ที่บ้าน ในขบวนมีคนเล่นพิณมาด้วย ได้ยินเสียงพิณดังเบา สอดแทรกมาระหว่างเสียงกลองกับเสียงแคน มันจับใจมาก อยากจะเล่นพิณให้ได้ตั้งแต่นั้น” ครูทองใสกล่าว คนเล่นดนตรีเปรียบว่า เสียงแคนเหมือนเสียงไวโอลิน เสียงพิณเหมือนกีตาร์โปร่ง แต่คนฟังธรรมดาอย่างเรา ๆ เสียง แคนนั้นฟังลุ่มลึก ซับซ้อน เสมือนชีวิตของคนที่ผ่านอะไรมามาก และยาวนาน คงเป็นตัวแทนของการสั่งสมประสบการณ์ จนกลายเป็นภูมิปัญญาของลูกอีสาน ขณะที่เสียงพิณกลับมี เสน่ห์ของความกังวานใส เรียบง่าย ตรงไปตรงมา สามารถ ๒ สมัยนี้มีพิณอีสานที่ถูกสร้างขึ้นมาหลากหลายรูปแบบทั้งพิณโปร่ง พิณโปร่ง ไฟฟ้า และพิณไฟฟ้า ครูทองใส ทับถนน ศิลปินเพลงพิณอีสานบนเวทีแสดง เทียบโน้ตให้กลายเป็นค�ำพูด จะพลิกแพลงเล่นเป็นเสียงหญิง เสียงชาย เด็ก คนแก่คุยกันได้อย่างสนุกสนาน เสียงพิณ จึงเสมือนตัวแทนบุคลิกของคนอีสานที่จริงใจ ซื่อตรงกับชีวิต มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน และมีมุมมองต่อโลกในแง่งามแม้ ในภาวะทุกข์ทนได้ยาก ดังเรื่องราววิถีชีวิตต่าง ๆ ของคนอีสานที่สอดแทรกอยู่ ในลาย (ท�ำนอง) เพลง เช่น ลายนกไทรบินข้ามทุ่ง ลายแมลงภู่ ตอมดอก ลายลมพัดไผ่ ลายลมพัดพร้าว ลายกาเต้นก้อน
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 21 ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายไล่งัวขึ้นภู ลายปู่ป๋าหลาน ลายโป้ซ้าย ลายภูไทเลาะตูบ ลายสร้อยสีกซิ่น ลายล�ำเพลิน เป็นต้น ซึ่ง ลายเพลงพิณส่วนใหญ่นี้มาจากลายแคน “ลายง่ายที่ไว้ฝึกเล่นจะเป็นลายล�ำเพลิน ส่วนลายปู่ป๋า หลานเป็นภาคบังคับลายยาก ถ้ามือพิณคนใดเล่นได้ ถือว่า สอบผ่าน ลายนี้เล่าเรื่องปู่กับหลานเดินทางไปในทุ่งกุลาร้องไห้ หลานหิวน�้ำ ไม่อยากเดิน ปู่จึงต้องคุยหยอกล้อให้หลานอดทน เดินต่อไป ในที่สุดถึงกลางทุ่งหลานไปไม่ไหว ปู่จึงบอกให้รอก่อน จะไปหาน�้ำให้ แต่ปู่ไปขาดใจตายกลางทาง ไม่ได้กลับมาหาหลาน พิณจะต้องเล่นเป็นทั้งเสียงปู่และเสียงหลานคุยกัน ต้องบรรเลง ได้ทั้งจังหวะอ่อนหวาน เศร้ารันทด และสนุกสนานครื้นเครง มือพิณที่เล่นลายนี้ได้ถือว่ามีฝีมือ แต่จะแน่จริงไหมให้ดูที่การ ขึ้นสายเร็วไหม เพราะเวลาเล่น เปลี่ยนลายใหม่ต้องขึ้นสายใหม่ เพราะฉะนั้นหูต้องดีมาก” เป็นเรื่องเล่าจากครูทองใส ทับถนน มือพิณของวง เพชรพิณทอง หนึ่งในมือพิณอีสานที่ขึ้นสายปรับเสียงได้เร็ว ที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของต�ำนานที่ท�ำให้พิณอีสานกลับมา มีชีวิตอีกครั้งผ่านสื่อสมัยใหม่ ก่อก�ำเนิดจากความเรียบง่าย และเก่าแก่ที่สุด เมื่อลองถามครูพิณว่า พิณเก่าแก่มาแต่ไหน เกิดขึ้น ได้อย่างไร ได้ค�ำตอบแบบคาดไม่ถึงว่า “แค่สะกิดผิวไม้ไผ่ให้เป็นติ้วขึ้นมา ให้ดีดเป็นเสียงได้ นี่ก็เป็นพิณแบบหนึ่ง พิณจากธรรมชาติ” เสียงพิณเองก็มีที่มาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลม พัดไผ่ ลมพัดพร้าว เสียงแมลงภู่ ส่วนเรื่องความเก่าแก่ หากไม่นับพิณ แบบธรรมชาติแล้ว บ้างก็อ้างหนังสือไตรภูมิพระร่วงในสมัยสุโขทัย ที่กล่าวถึงการละเล่นพื้นเมืองว่า “ลางจ�ำพวกดีดพิณ และสีซอพุงดอ และกรับฉิ่ง เริงร�ำจับระบ�ำเต้นเล่น” บ้างก็กล่าวย้อนไปถึงสมัย พุทธกาลตามต�ำนานพุทธประวัติ ขณะที่พระพุทธเจ้าก�ำลังบ�ำเพ็ญ เพียรทุกรกิริยานั้น พระอมรินทราธิราชเสด็จลงมาดีดพิณสามสาย ถวายเพื่อเป็นอนุสติแก่พระองค์ว่า การบ�ำเพ็ญเพียรนั้น ถ้าเคร่งครัด นักก็เปรียบเสมือนสายพิณที่ขึงตึงเกินไปย่อมขาด ถ้าหย่อนยาน เสียงก็ไม่ไพเราะ หากขึ้นสายพิณแต่เพียงพอดี ย่อมให้เสียงดัง กังวานไพเราะ แจ่มใส ดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องปฐมสมโพธิกถา พระราชนิพนธ์ของกรมพระปรมานุชิตชิโนรสว่า อาจารย์โสโชคบรรเลงพิณโบราณ ประสานท�ำนองกับบุตรชายบรรเลงพิณสมัยใหม่
22 “ขณะนั้นสมเด็จอมรินทราธิราชทราบในข้อปริวิตก ดังนั้น จึงทรงพิณพาทย์สามสาย มาดีดถวายพระมหาสัตย์ สายหนึ่ง เคร่งนักพอดีดก็ขาดออกไป เข้าก็ไม่บันลือเสียง และสายหนึ่งนั้น ไม่เคร่ง ไม่หย่อน ปานกลาง ดีดเข้าก็บันลือศัพท์ไพเราะเจริญจิต พระมหาสัตย์ได้สดับเสียงพิณ ก็ถือเอานิมิตนั้นทรงพิจารณา เห็นแจ้งว่า มัชฌิมาปฏิบัตินั้นเป็นหนทางพระโพธิญาณ” พิณ เป็นค�ำเรียกทั่วไป แต่พิณของอีสานมีภาษาถิ่น ใช้เรียกด้วย เช่น แถบจังหวัดอุบลราชธานี เรียกพิณว่าซุง เพราะนิยมท�ำมาจากไม้ท่อนเดียว ขณะที่แถบนครพนมและ หนองคายเรียก หมากจับปี่ หรือ ขยับปี่ ส่วนทางเลยและชัยภูมิ เรียก หมากตดโต่ง หมากตับเต่ง หรืออีเต่งก็เรียก ส่วนใหญ่พิณ จะท�ำจากไม้บักมีหรือไม้ขนุน เพราะขูด เจาะ บากง่าย ไม้ขนุนแก่ มีสีเหลืองสวยงาม เมื่อถูกท�ำให้สั่นด้วยความถี่ธรรมชาติ (เกิด ก�ำทอน) แล้วให้พลังเสียงดังกังวานใสเป็นพิเศษ ไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น ไม้มะหาด ไม้ยูง ก็ให้เสียงกังวานดีเช่นกัน แต่เนื้อไม้ค่อนข้าง แข็งและหายาก ไม้หาง่ายอื่น ๆ เช่น ไม้มะเหลื่อม ไม้ฉ�ำฉา ก็ท�ำ พิณได้แต่เสียงอาจไม่แน่นดี แต่หากเอาแค่ดีดแล้วมีเสียงดัง จะใช้ไม้อะไรก็ได้ที่ขึงสายแล้วตัวพิณไม่หัก ช่างท�ำพิณบางคนจึง อาจท�ำเต้าพิณจากกะลา น�้ำเต้า บั้งไม้ไผ่ กระดองเต่า ก็มี เพชรพิณทอง คืนเสียงพิณให้ลูกอีสาน ย้อนไปเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ยุคหนึ่งที่สังคมให้ค่าความเป็น อีสานคือ ความเชย ความล้าหลัง ท�ำให้ลูกอีสานอายที่จะแสดงตัว บ้างถึงกับรังเกียจหรือดูถูกรากเหง้าของตนเอง พยายามหนี จากความเป็นอีสานด้วยการ “ไม่พูดภาษาอีสาน” เมื่อภาษา ที่เป็นสิ่งร้อยรัดผู้คนไม่ถูกยอมรับ โศกนาฏกรรมที่เกิดอาจ ไม่เพียงสูญเสียอัตลักษณ์ แต่วัฒนธรรมที่ยาวนานก็อาจ ล่มสลายไปอย่างไม่ทันรู้ตัว ปัจจุบันพิณอีสานมีหลากหลายรูปแบบ ไม่จ�ำกัดเฉพาะแบบดั้งเดิมอีกต่อไป โขนพิณ ชิ้นส่วนประดับส่วนปลายคอพิณ ที่มีหลายรูปแบบ และสามารถถอดเปลี่ยนได้
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 23 แต่มีบางคนที่พร้อมแสดงความภูมิใจในความเป็นอีสาน และเห็นคุณค่าภูมิปัญญาของปู่ย่า พร้อมจะส่งเสียงภาษาลาว ๆ ผ่านสื่อร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ทีวี การแสดงสดบนเวที นั่นก็ คือ นพดล ดวงพร ลูกอีสานชาวอุบลฯ ผู้ก่อตั้งวงเพชรพิณทอง กล่าวได้ว่าเป็นคนแรก ๆ ที่กล้าน�ำภาษาอีสานมาท�ำให้เป็นความ บันเทิง เป็นที่ชื่นชมไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น “แม่นแล้ว” “เบิ่งกันแหน่เด้ออาว” “น้อยทิง” “นางเอย” “เด้อนางเดอ เด๊อเด๊อนางเดอ ตึ้ง ๆ” อีกหลากค�ำและหลายวลีที่กลายเป็นที่รู้จัก ติดหูติดปาก ท�ำให้ลูกอีสานไม่อายที่จะพูดภาษาบ้านเกิด และ ที่ส�ำคัญวงเพชรพิณทองได้น�ำเสียงพิณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งในแวดวงของดนตรีพื้นบ้าน และการน�ำพิณมาประยุกต์ บรรเลงเข้ากับบทเพลงสมัยนิยมมากขึ้น เกินกว่าครึ่งชีวิตที่ นพดล ดวงพร มุ่งมั่นที่จะท�ำให้วง เพชรพิณทองเป็นสื่อกลางให้ลูกหลานอีสานได้รู้จักเสียงพิณ และ ซาบซึ้งถึงคุณค่าของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ โดยมีก�ำลังหลักส�ำคัญคือ มือพิณอย่างครูทองใส ทับถนน ทั้งนี้ก็เพื่อสนองพระราชด�ำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้เมื่อครั้งที่นพดล และคณะยกวงไปแสดงที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และ ได้มีโอกาสแสดงหน้าพระที่นั่ง ครั้งนั้น ทองใส ทับถนน มือพิณ ประจ�ำวง บรรเลงพิณลายปู่ป๋าหลานถวาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่คล้ายกีตาร์ แต่ว่ามีเพียง ๓ สาย และดีดได้ไพเราะมาก ๆ ทรงรับสั่งขอลอง ดีดดูอย่างสนพระทัย “ตอนนั้นคนที่เขาประกาศแจ้งว่าจะมีการ แสดงของวงเรา มีการบรรเลงพิณ เขาขยายความว่านี่เป็นเพชรที่ ได้รับการเจียระไนแล้ว เมื่อในหลวงท่านทรงน�ำพิณไปลองเล่นดู ท่านก็ตรัสว่า เพชรก็เพชรเถอะ เอาคืนไป ฉันเล่นไม่เป็น และบอก ให้รักษาศิลปะดนตรีพื้นบ้านที่เป็นเพชรนี้ไว้ให้ดี ๆ ผมถือว่านี่คือ มงคลชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างที่สุดแล้ว จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อวง ดนตรีเสียใหม่ จากวง นพดล ดวงพร เป็นวงเพชรพิณทอง” เรื่องเล่าที่ยังเด่นชัดในความทรงจ�ำของนพดล ๒ นพดล ดวงพร ผู้ที่เล่นพิณไม่เป็นแต่เป็นผู้สร้างพิณและมีส่วนส�ำคัญที่ส่งเสริมให้พิณอีสานมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง กับมือพิณคู่ใจ ครูทองใส ทับถนน
24 พิณไฟฟ้า ผสานจังหวะท�ำนองดนตรีสากล สิ่งส�ำคัญอีกสิ่งที่ท�ำให้พิณกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ ไม่เสื่อมความนิยมไปตามเวลา นั่นคือ การปรับประยุกต์ พิณเป็นเครื่องดนตรีประเภทสาย ชนิดดีด ใช้บรรเลงด�ำเนิน ท�ำนอง นอกจากนิยมบรรเลงเดี่ยว ยังใช้ประสมวงกับเครื่องดนตรี อื่น ๆ เช่น ซอ โปงลาง แคน หมอล�ำ กลองยาว การฝึกฝน การเล่นพิณต้องอาศัยทักษะการจดจ�ำท�ำนอง (ลาย) พิณให้ได้ จึงจะสามารถสอดแทรกใส่ลูกเล่นต่าง ๆ ลงไปในลายให้เกิด ความไพเราะ สนุกสนาน ตามวิธีและจินตนาการของผู้เล่น แต่พิณดั้งเดิมมี ๓ สาย หรือ ๔ สาย จึงซับซ้อนเล่นยาก “ครูนพดลมาถามว่าแต่ละสายไว้ท�ำอะไร เพราะไม่เห็น จะดีดทุกสาย สายที่สามไว้เล่นลายภู่ตอมดอก เสียงจะมึ้ง มึ้ง เหมือนเสียงแมลงภู่ ครูนพดลก็ว่าไม่ได้เล่นลายนี้ตลอดนี่ งั้นเอาออกให้เหลือสองสาย จะได้เล่นได้เร็วขึ้น เพราะเวลาเล่น ทุกวันนี้แม้วงเพชรพิณทองจะเลิกไปตามสมควรแก่เวลา แต่ทั้งนพดลและทองใสในวัยเกือบ ๘๐ ปี ยังคงท�ำงานสืบสาน ต่ออายุเสียงพิณตามเจตนารมณ์ ครูทองใสเปิดบ้านสอนเด็ก ๆ ที่สนใจเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สอนจนกว่าจะเล่นได้ บางคน ที่เป็นก�ำพร้า ทั้งครูทองใสและครูนพดลก็ช่วยสนับสนุนทั้งการ เรียนการเล่นพิณ ตัวครูนพดลแม้จะเล่นพิณไม่เป็นแต่จัดเจนและ เชี่ยวชาญในการฟัง สามารถให้ค�ำแนะน�ำจนเด็กรุ่นหลังหลายคน ประสบความส�ำเร็จ ท�ำให้มั่นใจว่าเสียงพิณจะมีลูกหลานอีสาน สืบสานต่อไป นอกจากนี้ยังมีลูกอีสานอีกหลายคนที่เป็นผู้ถ่ายทอด และเป็นต้นแบบของศิลปินรุ่นหลัง เช่น เช่น บุญมา เขาวง หรือ ส.บุญมา บรมครูด้านการบรรเลงพิณ ผู้ใช้หัวใจในการขับกล่อม พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ หรือ ค�ำเม้า เปิดถนน ผู้สืบสานและ ต่อยอดเพลงพิณถิ่นอีสาน เป็นต้น บ้านครูทองใส ทับถนน ที่เปิดสอนพิณอีสานให้เด็ก ๆโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขอเพียงมีใจรักและมุ่งมั่น
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 25 อ้างอิง หนังสือวิชาดนตรีอีสาน ๑ ของอาจารย์สุรพล เนสุสินธุ์ http://www.isan.clubs.chula.ac.th/dontri/?transaction=pin.php ชมรม ศิลปวัฒนธรรมอีสาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สัมภาษณ์ นพดล ดวงพร เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ สัมภาษณ์ ครูทองใส ทับถนน เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ จะต้องขึ้นสายใหม่ทุกเพลง ถ้ามี ๓ สายมันช้า ซับซ้อนกว่า แม้จะได้เสียงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พลาดง่าย แต่ถ้า ๒ สายก็ได้ ๙๙% เอาไหม ดีดง่ายขึ้น เสียงลดลงนิดเดียว” ครูทองใสเล่าถึง ที่มาของพิณ ๒ สาย ซึ่งเล่นเข้ากับเพลงสมัยใหม่ได้ง่ายขึ้น และด้วยความคิดต่อยอดของครูนพดลที่ต้องการให้พิณสามารถ เล่นประสมกับวงดนตรีได้ดี จึงสร้างพิณไฟฟ้าขึ้น “เวลาแสดงต่อให้เอาไมโครโฟนไปจ่อ บางทีคนเล่นพิณ โยกตัวไปตามจังหวะอารมณ์ของเพลง ออกห่างจากไมค์ก็ ไม่ได้ยินแล้ว ตอนนั้น เอลวิส เพรสลีย์ ก�ำลังดัง ผมเห็นเขาเอา กีตาร์ต่อไฟฟ้า เสียงดังชัดดี ผมก็เอามาดัดแปลงบ้าง อาศัย ความรู้เรื่องช่างอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียนมา จนท�ำพิณไฟฟ้าได้ ส�ำเร็จเป็นตัวแรก” สายพิณก็มีพัฒนาปรับปรุง โบราณใช้เชือกหรือหนัง ต่อมาปรับใช้สายเบรกรถจักรยานแทน เพราะคงทนและให้ เสียงดังกว่าสายชนิดอื่น เมื่อมีสายกีตาร์จ�ำหน่ายจึงหันมาใช้ สายกีตาร์โปร่งส�ำหรับพิณธรรมดา และสายกีตาร์ไฟฟ้าส�ำหรับ พิณไฟฟ้า แต่ส�ำหรับครูทองใสบอกว่าถ้าใช้สายกีตาร์เสียงพิณ จะกลายเป็นเสียงกีตาร์ไป จึงทดลองหาอย่างอื่นมาแทนจน ได้สายลวดสื่อสารหรือสายโทรเลขแบบที่ทหารใช้ เอามาขึง แล้วปรากฏว่าใช้ได้ดีกว่า “สมมุติขึ้นสายไว้วันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้ สายก็จะนิ่มพอดีดีดได้ แต่ถ้าเป็นลวดเบรกจักรยาน บางทีรอ เป็นสามสี่วันหรือเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่พอดี ส่วนวิธีดีดจะใช้นิ้วดีด หรือปิ๊กกีตาร์ก็ได้ แต่ของผมใช้เขาควาย เพราะมันนิ่มและ แข็งพอดีกว่าพลาสติก” ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของ ชีวิต หรือ ศิลปะอันสร้างสรรค์ ล้วนรอคอยสภาวการณ์สองอย่าง คือ หากไม่ วิวัฒนาการ ก็แตกสลายไป พิณอีสานก�ำลังอยู่บนทางสายกลาง ดังที่ถูกใช้เป็นอุปมา แม้วันนี้เสียงพิณสด ๆ จะหาฟังได้ยาก แต่เสียงพิณที่ผ่านเทคโนโลยี ผ่านกระแสไฟฟ้าก็สามารถท�ำ หน้าที่สืบสานเล่าเรื่องราววิถีคนอีสานได้ไม่ต่างกัน และยังท�ำให้ มือน้อย ๆ ของเด็กรุ่นหลังได้ส่งต่อท่วงท�ำนองสนุกสนานอันเป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพี่น้องหมู่เฮาชาวอีสาน ขอบคุณ อาจารย์โสโชค สู้โนนตาด ศิลปินพื้นบ้านอีสานและ ครูภูมิปัญญาไทย และบุตรชาย คุณากร สู้โนนตาด ผู้สร้างสรรค์ “etheng” (อีเต่ง) พิณอีสานสมัยใหม่ ๑ อีเต่ง หรือ พิณอีสาน รูปแบบสมัยใหม่ สวยงามยิ่งขึ้นด้วยรูปทรง ด้วยความประณีตและสีสัน ชวนฝึกหัดสัมผัสบรรเลง
26 ชั้นเชิงช่าง ฐากูร โกมารกุล ณ นคร เรื่อง กองบรรณาธิการ ภาพ
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 27 สองมือประนมไหว้ กลิ่นธูปอบร�่ำไปด้วยเครื่องหอมนานา ดอกไม้หลากสีตกแต่ง อย่างงดงามอ่อนช้อย หรือแม้แต่เปลวไฟจากเทียนที่ส่องแสงวูบไหวในขณะหนึ่ง เหล่านี้ล้วน เต็มไปด้วยความคิดความเชื่อและแรงศรัทธาอย่างหนึ่งของคนไทย ห้วงยามที่สื่อถึงความอ่อนน้อม เคารพ และพร้อมจะบูชาต่อสิ่งที่เป็นมิ่งมงคลส�ำหรับ ให้ชีวิตเหนี่ยวน�ำยึดถือ เป็นภาพที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม ประเพณี คติความเชื่ออันสั่งสมมายาวนานในหน้า ประวัติศาสตร์ รวมถึงเป็นภาพที่ฉายชัดถึงมิติหนึ่งของผู้คนในดินแดนที่เปี่ยมไปด้วย ความเกี่ยวพันอันลึกซึ้งต่อพระพุทธศาสนา ........................................................................ นอบน้อมสักการ... ผ่านเครื่องบูชาอย่างไทย
28 สังคมไทยเต็มไปด้วยรูปแบบของการแสดงความเคารพ ต่อสิ่งที่ควรนับถือ ผู้มีพระคุณ หรือการแสดงออกอันเป็น ธรรมเนียมแบบแผนถึงการมีวัฒนธรรมมายาวนาน เราเรียก การตอบแทนซึ่งแสดงถึงความเคารพเช่นนั้นว่า “การบูชา” โดย ยึดโยงอยู่กับความอ่อนน้อมและความอาวุโสเป็นหลักใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยความที่เป็นสังคมพุทธศาสนา ท�ำให้ คติการบูชาของคนไทยผูกโยงเข้ากับการประพฤติปฏิบัติตน ให้อยู่ในจริยวัตรอันงดงามถูกต้อง อนึ่งก็เพื่อเป็นการแสดงออก ถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนอันดีพร้อมงดงาม การบูชาตามธรรมเนียมและตามหลักพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๒ ชนิดง่าย ๆ คือ “ปฏิบัติบูชา” คือการบูชาด้วยการ ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถูกต้องดีงาม พร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา ครบถ้วนตามหลักไตรสรณคมน์ ซึ่งตาม หลักพุทธศาสนาถือเป็นการบูชาที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ๑ ๑, ๔ ดอกไม้ เทียน และธูป ถือเป็นเครื่องบูชามาตรฐานของไทยที่ใช้บูชากันอย่างง่าย ๆ มาช้านาน ๒-๓ มะลิเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่คนไทยนิยมน�ำมาร้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อการบูชามากที่สุด เพราะมีสีขาวบริสุทธิ์และหอมนาน แต่ในปัจจุบันเราอาจพบพวงมาลัย ในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้นโดยยังไม่ละทิ้งคติเดิม คือใช้เพื่อการบูชาสิ่งอันเป็นสิริมงคล ๕ ดอกบัวหลวง กลีบดอกขาวบริสุทธิ์ถูกซ่อนไว้ภายใน ชาวพุทธถือว่ามีความส�ำคัญเป็นอามิสบูชาพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ๔ ๓ ๒
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 29 ๓ ทว่าตลอดการสั่งสมของสังคมไทยเต็มไปด้วยความ ประณีตงดงามในวิถีชีวิตวัฒนธรรม จึงคิดประดิดประดอย “เครื่องบูชาอย่างไทย” ต่าง ๆ ขึ้นเคียงคู่การแสดงความ นอบน้อม กลายเป็น “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวอย่างดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู หรือปัจจัยสี่ ต่าง ๆ ต่อเนื่องผสมผสานกับศิลปะงานช่างโบราณและการคิด ประดิษฐ์ จึงก่อเกิดเครื่องประกอบการบูชาอย่างไทยที่มักท�ำกัน เป็นรูปแบบอันงดงามเคียงคู่การแสดงความเคารพ เครื่องบูชาอย่างไทย แบ่งออกเป็นเครื่องบูชาแบบของ ราษฎร์ และเครื่องบูชาแบบของหลวง แม้จะมีรูปแบบของ เครื่องบูชาแตกต่างละเอียดอ่อนเช่นไร แต่โดยหลักแล้ว เครื่องประกอบการบูชาของไทยมี ๔ อย่างด้วยกัน คือ ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน และธูป ข้าวตอก ในทางพุทธศาสนาถือเป็นเครื่องบูชาพระพุทธ เชื่อกันว่าเป็นของบริสุทธิ์ เปรียบดังคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ แตกฉานราวพระปัญญาธิคุณ ขาวบริสุทธิ์ดัง พระวิสุทธิคุณ และเบ่งบานดุจพระมหากรุณาธิคุณ ๕ ข้าวตอก หรือ “ลาช” (ลา-ชะ) ในภาษาบาลี เป็นหนึ่ง ในเครื่องบูชาอย่างไทยที่นิยมท�ำกันอย่างแพร่หลายมาเนิ่นนาน การใช้ข้าวเปลือกมาคั่วให้เมล็ดสุกบานเป็นกลีบแผ่นสีขาว ใช้บูชาพระพุทธในทางศาสนา ตกทอดเป็นประเพณีแพร่หลายทั้ง ภาคกลาง ไล่เลยไปถึงภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ก่อเกิด เป็นประเพณีในอีสาน เช่น ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก หรือ การน�ำข้าวตอกใส่ในสลุง หรือขันเงินของผู้คนล้านนา เพื่อบูชา พระคราวไปวัด หรือในงานบุญปีใหม่ ข้าวตอกที่บานจากการคั่วเผยสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ถูกประยุกต์เป็นเครื่องบูชาด้วยการจัดหลายรูปแบบ ตั้งแต่ แบบเรียบง่าย คือจัดใส่ภาชนะอย่างจาน กรวยกระทง เป็น กองพูนเล็ก ๆ หรือร้อยด้วยก้านมะพร้าว คัดข้าวตอกแต่ละดอก ร้อยใส่แล้วรวมเป็นก�ำถวาย หรือปักใส่ในแจกัน บางคราว ก็น�ำข้าวตอกมาพรมน�้ำเล็กน้อยพอชื้น ปั้นเป็นพุ่มตามขนาด ที่ต้องการ แล้ววางใส่พานหรือภาชนะอื่น ๆ จึงบูชา เรียก ข้าวตอกบูชาชนิดนี้ว่า “พุ่มข้าวบิณฑ์” และในบางครั้งก็ ใช้ข้าวตอกผสมคลุกเคล้ากับกลีบดอกไม้สด เช่น กุหลาบ
30 สีสัน นอกจากนี้คนโบราณมักใช้ดอกไม้ที่ชื่อและลักษณะ รูปพรรณที่มีความหมายดี เช่น ชื่อดีอย่าง พุทธรักษา บานไม่รู้โรย ความหมายรูปพรรณดีอย่าง มะเขือ ซึ่งปกติจะไม่ชูยอด แต่จะ โน้มลง แสดงถึงความอ่อนน้อม เป็นต้น หลังเลือกดอกไม้ที่มีความหมายดีมาได้แล้ว การน�ำมา ประกอบเป็นเครื่องบูชานั้นก็ยังมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งเข้าช่อ เป็นก�ำ โดยคัดทั้งดอกบานบ้าง ดอกตูมบ้างมาเข้าช่อด้วยกัน ส่วนของใบ เช่น ใบเตยและโบโกศลมักถูกใช้เป็นใบตกแต่ง ช่อดอกไม้ บ้างก็น�ำดอกไม้ เช่น มะลิ พุด ดอกรัก มาร้อยใส่ ไม้เหลาบาง ๆ เช่นเดียวกับข้าวตอก ส่วนใหญ่มักเลือกดอกไม้ ที่ตรงกลางมีรูโพรงให้เสียบก้านไม้เข้าไปได้ การจัดดอกไม้เป็นพุ่มเป็นทรงต่าง ๆ ถือเป็นการท�ำ เครื่องบูชาที่ละเอียด แต่เดิมนิยมใช้ไม้ระก�ำมาเกลาให้เป็นทรง ใช้เป็นฐานในการแต่ง จากนั้นจึงใช้กลีบบัว กลีบกุหลาบ ให้พอดีส่วน ใช้บูชาทั้งใส่ภาชนะหรือโปรยลงเหนือพื้น นอกจากนั้น ยังมีการน�ำกลีบข้าวตอกมาร้อยเป็นมาลัยแทนกลีบดอกไม้สด เรียกว่า “มาลัยข้าวตอก” ข้าวตอกไม่เพียงใช้บูชาพระพุทธ ทว่ายังนิยมใช้ตาม งานมงคลเช่นพิธีบูชาครู งานรดน�้ำด�ำหัวผู้ใหญ่ หรือใช้วางใน พานขันหมากในงานวิวาห์มงคล ดอกไม้ ถือเป็นเครื่องบูชาอย่างไทยที่คนไทยนิยมใช้ แสดงความเคารพ ด้วยถือเป็นสิ่งบริสุทธิ์ งดงาม และเต็มไปด้วย กลิ่นหอมอันเป็นมิ่งมงคล นับแต่โบราณมีการเลือกดอกไม้ รวมถึงใบไม้หลากหลายชนิดพันธุ์มาใช้เป็นเครื่องบูชา โดยมัก เลือกดอกไม้ที่มีสัณฐานงดงาม เช่น บัว โดยเฉพาะบัวหลวง เพราะมีสีขาวบริสุทธิ์ มะลิ พุด จ�ำปี หรือเลือกดอกไม้ที่มีสีสัน งามตาออกไปทางโทนเย็น เช่น สีขาว สีขาวขาบเขียว สีชมพู ระเรื่อ สีเหลืองอ่อน ส่วนสีจัดจ้านนั้นมักใช้มาแซมเพื่อสร้าง ๑ ๑ มาลัยข้าวตอกที่น�ำเอากลีบข้าวตอกมาร้อยเป็นมาลัยแทนกลีบดอกไม้สด ๒-๕ การจัดดอกไม้เป็นพุ่มเป็นทรงต่าง ๆ อันถือเป็นการท�ำเครื่องบูชาที่ละเอียด ปัจจุบันนิยมใช้ดอกรักและดอกบานไม่รู้โรยเป็นส่วนประกอบหลัก เพราะเหี่ยวเฉาช้า กว่าดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ๖ ดอกดาวเรืองพวงร้อย แซมดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย บูชาบนหน้าตักพระพุทธรูป ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 31 ที่บริสุทธิ์ยิ่ง การใช้เทียนบูชา มีหลายระดับ ไล่เลยตั้งแต่ครัวเรือน ทั่วไป จนถึงตามวัดวาอารามหรือผ่านการหลอมหล่อ สลักเสลา อย่างวิจิตรบรรจง ในงานประเพณีต่าง ๆ มากมาย หัวใจหลักของการใช้เทียนเป็นเครื่องบูชาก็เพื่อถวายใน พระพุทธศาสนา ทว่าด้วยความสร้างสรรค์ของช่างไทยโบราณ จึงท�ำให้เทียนบูชามีหลายรูปแบบ เช่น เทียนมณฑป โดยวาง เรียงแท่งเทียนเป็นฐานทรงมณฑปส�ำหรับวางเครื่องอัฐบริขาร ของพระสงฆ์ ซึ่งการเรียงเทียนขึ้นเป็นมณฑปสื่อถึงความ ศักดิ์สิทธิ์ และจะไม่ใช้ในการจุดไฟบูชา มีมาแต่ดั้งเดิม เทียนปราสาทผึ้งก็ถือเป็นเทียนบูชามาแต่โบราณ เป็นการ หล่อพิมพ์ขี้ผึ้งเทียนด้วยการแกะมันเทศ ก้านกล้วย ใช้เป็นตัว แม่พิมพ์เพื่อสร้างความวิจิตร โดยแกะเป็นรูปดอกไม้ ชุบขี้ผึ้ง ที่ร้อนละลายเหลว จากนั้นจึงน�ำไปตกแต่งยังฐานกาบกล้วย หรือ เค้าโครงที่ท�ำจากไม้ เป็นรูปร่างทรงปราสาทงดงาม พับเป็นทรงเย็บติดกับพุ่ม ประดับประดาด้วยใบสน ใบตอง ตามแต่จินตนาการของคนท�ำ โดยการท�ำพานพุ่มดอกไม้มัก เน้นใช้ในพิธีการส�ำคัญและมีประเพณีนิยมที่ห้ามท�ำเลียนแบบ ยอดฉัตร โดยเฉพาะยอดฉัตร ๙ ชั้น อันสื่อถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าไม่ควร ทั้งนี้ยังมีการร้อยดอกไม้ด้วยด้ายหรือเชือกเป็นมาลัยและ ท�ำเป็น “เครื่องแขวน” ต่าง ๆ ถือเป็นเครื่องดอกไม้บูชาที่เป็นงาน ขั้นสูง เต็มไปด้วยความตระการตาและประณีตงดงาม ในทางพุทธศาสนา แสงสว่างถูกเปรียบเทียบดั่งพระธรรม หรือปัญญาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นนั้นการใช้เทียน และโคมประทีปมาเป็นเครื่องบูชาจึงสื่อถึงความศรัทธาของ พุทธศาสนิกชนมายาวนาน แต่เดิมคนไทยใช้ขี้ผึ้งแท้มาท�ำเป็น เทียนไขบริสุทธิ์ ท�ำกันในครัวเรือนโดยใช้ไขผึ้งบริสุทธิ์จากรังผึ้ง เท่านั้น ตัวไส้เทียนใช้ฝ้ายแท้ที่ขวั้นเป็นเส้น อันถือเป็นเทียน ๖ ๒ ๓ ๔ ๕
32 การหล่อเทียนเป็นเทียนพุ่มถือเป็นความประณีตอีก ขั้นหนึ่ง โดยหลอมเทียนแล้วราดหยดจนเทียนแข็งตัวเป็นทรง พุ่มเหนือภาชนะอย่างพานหรือกรวย เป็นงานช่างโบราณที่ นับวันจะหาคนท�ำได้ยากยิ่ง และอีกหนึ่งเครื่องเทียนบูชาคือ เทียนมัดรวมที่เรียบง่าย เป็นการประดิดประดอยตกแต่งทียน ทั้งเล่มสั้น เล่มยาว เล่มปานกลาง มัดรวมตั้งขึ้น ใช้เชือกปอ กระดาษสี มารัดเป็นเปาะ ๆ สร้างความงดงามแปลกตาและ เป็นระเบียบ เคียงคู่กับเทียน เครื่องบูชาอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ ธูป กลิ่นหอมจากผงไม้ เครื่องหอมต่าง ๆ ที่ก�ำจายเป็นควันยามจุดไฟ ถือเป็นความเชื่อมงคลที่คนโบราณใช้บูชากันมานับเนื่องเป็น หลักฐานตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือราวสมัยสุโขทัย ธูปหอม หรือเรียกกันมาแต่โบราณว่าธูปจัน ธูปกระแจะ หรือเรียกรวมว่าธูปไทย มักมีดอกอวบสั้น หอมกว่าธูปจีน ใช้จุด เคียงคู่กับเทียน ทั้งในธรรมเนียมสงฆ์ งานประเพณีทั้งงานบุญ งานศพ ที่ผู้ใช้มีความต้องการบูชาต่อผู้มีพระคุณหรือเป็น พุทธบูชา ธูปไทยมีหลายรูปทรงและแตกต่างในการใช้งาน อย่าง “ธูปใหญ่” ที่ใช้ไม้ระก�ำล�ำเขื่องก�ำลังดี ขวั้นเนื้อธูปติดโดยรอบ มักใช้ปักเชิงธูปเป็นดอกเดี่ยว ๆ เพื่อให้เข้ากับเครื่องบูชาอื่น ๆ หรือบางทีก็น�ำธูปใหญ่แต่ตัดลดความยาว ใช้วางบนเทียนไข ที่มีขนาดเท่ากัน เรียงเป็นแพ เรียกกว่า “ธูปแพเทียนแพ” ใช้ ส�ำหรับชายหนุ่มที่ลาอุปสมบท ทั้งข้าวตอก ดอกไม้ เทียน และธูป ถือเป็นเครื่องบูชา มาตรฐานของไทยที่ใช้บูชากันอย่างง่าย ๆ ในสังคมระดับ สามัญชนทั่วไป ทว่าการแตกยอดเติบโตและสร้างสรรค์ของ การใช้เครื่องบูชาไปสู่หลากหลายระดับในสังคมนั้น ยิ่งสะท้อน วัฒนธรรมการเคารพสักการะ รวมไปถึงงานช่างอันวิจิตร ๑ ๑ โต๊ะหมู่บูชาหน้าพระประธานที่ประกอบด้วยเครื่องสักการะอันงดงาม พบเห็นได้ตามพุทธสถานทั่วไป ๒, ๔ การร้อยข้าวตอกและดอกไม้ด้วยด้ายหรือเชือกเป็นมาลัย เป็นเครื่องแขวนหรือโคม ถวายพระถือเป็นเครื่องบูชาขั้นสูงที่มาจากความตั้งใจจริงของผู้ท�ำถวาย ๓ ธูป เทียน และดอกบัว คือปัจจัยของการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นธรรมเนียมและแบบแผนตามคติทางพุทธศาสนา ซึ่งเรียกกันว่า การบูชา
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 33 ละเอียดลอออย่างยิ่ง เช่น การน�ำเชิงธูป เชิงเทียน เชิงข้าวตอก พานดอกไม้ไปประกอบในเครื่องบูชาหลวง ที่เรียกกันว่า “เครื่อง นมัสการ” เคียงคู่งานเครื่องทองตามต�ำแหน่งเจ้านาย กลายเป็น “เครื่องทองน้อย” “เครื่องทองใหญ่” ที่มักใช้ในพระราชพิธี ต่าง ๆ ยิ่งสูงศักดิ์ก็ยิ่งเพิ่มพูนความละเอียดทั้งในตัวเครื่องบูชา หรือตัวภาชนะ ที่แท่นทองลงยา แท่นไม้สลักปิดทอง ไล่เรียง ไปตามล�ำดับความส�ำคัญ บางครั้งตามท้องถิ่นที่เกี่ยวโยงความเชื่อไว้ในเรื่องราว ของเทวดาอารักษ์ หรือผีเจ้าผีเรือน เครื่องบูชาอย่างบัตรพลี ที่ท�ำจากกาบกล้วยพับเป็นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ ก็เต็มไปด้วยข้าวตอก ดอกไม้ อาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างปลาผัด วางไว้ส�ำหรับแสดงความเคารพต่อ “แม่ซื้อ” ที่เชื่อ กันว่าเป็น “อมนุษย์” ที่บันดาลการเป็นอยู่อย่างเป็นสุข เช่นนั้นเอง ที่แต่ละครั้งซึ่งใครสักคนนบน้อมสองมือ ประนมไหว้ หรือจัดเรียงข้าวตอกดอกไม้ผ่านความงดงาม และละเอียดอ่อนของเครื่องบูชา จึงฉายชัดอยู่ด้วยมิติงดงาม ทั้งโลกแห่งวัฒนธรรมความเชื่อ ศิลปะงานช่างอันอ่อนช้อย รวมไปถึงเรื่องราวหนึ่งในจารีตของคนที่ตกทอดมาตามหน้า ประวัติศาสตร์ เป็นภาพอันยาวนาน ละมุนละไม และเปี่ยม แน่นอยู่ด้วยนิยามของค�ำว่าอ่อนน้อมตามแบบฉบับของ สังคมไทยแต่โบราณ ๓ ๔ ๒
34 สืบสาวเล่าเรื่อง กุลธิดา สืบหล้า เรื่อง สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 35 นานมาแล้วที่ชาวล้านนาคุ้นเคย กับต�ำนานพระธาตุประจ�ำปีเกิด เรื่องเล่าต่าง ๆ ถูกร้อยเรียงอยู่ในความทรงจ�ำของผู้เฒ่า ผู้แก่ ตกทอดสู่ลูกหลานในรูปคติความเชื่อ ห่อหุ้มไว้ด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าและคงทน ส�ำหรับชาวล้านนา ทุกคนมีพระธาตุ ประจ�ำปีเกิด หรือพระธาตุปี๋เปิ้งของตนเอง ตามที่ปรากฏในต�ำราพื้นเมืองโบราณเรียกว่า “ชุธาตุ” โดยก่อนที่แต่ละคนจะปฏิสนธิ ในครรภ์มารดานั้น ดวงวิญญาณจะมา “ชุ” หมายถึงพัก หรือบรรจุอยู่ที่พระธาตุเจดีย์ ประจ�ำตัวก่อน โดยมีสัตว์ประจ�ำปีเกิดพามา จะมาเองไม่ได้ สัตว์ตัวที่น�ำดวงวิญญาณนี้คือ ตัวพึ่ง หรือออกเสียงแบบชาวล้านนาว่า ตั๋วเปิ้ง ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ประจ�ำปีนักษัตรของล้านนา นั่นเอง จนกระทั่งเมื่อได้เวลา วิญญาณจะไป สถิตอยู่ที่กระหม่อมของบิดาเป็นเวลา ๗ วัน แล้วจึงเคลื่อนเข้าสู่ครรภ์ของมารดาโดย สังวาสวิสัย เกิดการปฏิสนธิเป็นทารก จวบจน เมื่อสิ้นอายุขัย ดวงวิญญาณก็จะกลับไป “ชุ” อยู่ที่พระธาตุประจ�ำตัวของตนตามเดิม ดังนั้นในช่วงชีวิตหนึ่งของชาวล้านนา จึงต้องหาโอกาสไปสักการบูชาพระธาตุ ประจ�ำปีเกิดของตนให้ได้สักครั้งเพื่อเป็น สิริมงคลแก่ชีวิต ถือว่าจะได้อานิสงส์สูง พระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พระธาตุล้านนา ด้วยแรงศรัทธาและเรื่องเล่า
36 คนเกิดปีใจ้ (ชวด) ตั๋วเปิ้งคือหนู จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ ที่พระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระทักขิณโมฬีธาตุ (กระดูกกระหม่อมด้านขวา) มีความพิเศษ กว่าพระธาตุทุกองค์ คือ ประดิษฐานอยู่ในกู่ภายในวิหารจัตุรมุข อัญเชิญออกมาสักการะและสรงน�้ำได้ คนเกิดปีเป้า (ฉลู) ตั๋วเปิ้งคือวัว จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ ที่พระธาตุล�ำปางหลวง จังหวัดล�ำปาง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระเกศธาตุ พระธาตุส่วนพระนลาฏ (หน้าผาก) และพระศอ (ล�ำคอ) ที่ส�ำคัญวัดพระธาตุล�ำปางหลวงได้รับยกย่องว่าเป็น วัดที่ยังคงรักษาแบบแผนของศิลปกรรมล้านนาในยุครุ่งเรืองไว้ ได้ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเลยทีเดียว คนเกิดปียี (ขาล) ตั๋วเปิ้งคือเสือ จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ ที่พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเกศธาตุ และพระธาตุข้อศอกด้านซ้าย ค�ำว่าช่อแฮมีที่มาจากการที่ขุนลัวะ น�ำผ้าแพรมารองรับพระเกศธาตุ ซึ่งเรียกการกระท�ำดังกล่าวว่า ช่อแพร ก่อนจะกลายมาเป็นช่อแฮในภายหลัง คนเกิดปีเหม้า (เถาะ) ตั๋วเปิ้งคือกระต่าย จะน�ำวิญญาณ มาชุไว้ที่พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระเกศธาตุ พระธาตุข้อพระหัตถ์ด้านซ้าย และยังเป็นที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ๗ องค์ที่พญาการเมือง เจ้าเมืองน่าน ได้รับมาจากพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย พระธาตุล�ำปางหลวง จังหวัดล�ำปาง พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 37 คนเกิดปีสี (มะโรง) ตั๋วเปิ้งคือพญานาค จะน�ำวิญญาณ มาชุไว้ที่เจดีย์ประธานของวัดพระสิงห์ บางต�ำรากล่าวว่า ไม่ใช่พระบรมสารีริกธาตุ แต่เป็นพระพุทธรูป นั่นก็คือ พระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายค�ำของวัดพระสิงห์ จังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งก็ท�ำให้พระธาตุประจ�ำปีเกิดปีนี้ไม่เหมือนกับ พระธาตุของปีอื่น นอกจากนี้ภายในวัดพระสิงห์ยังมีงานศิลปกรรม ให้ชมอีกมากมาย คนเกิดปีใส้ (มะเส็ง) ตั๋วเปิ้งคืองูเล็ก จะน�ำวิญญาณ มาชุไว้ ณ โพธิบัลลังก์ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย หากไม่ สะดวก สามารถไหว้ที่วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจ็ดยอด จังหวัด เชียงใหม่ แทนก็ได้ วัดนี้สร้างโดยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งโปรดฯ ให้ น�ำกิ่งโพธิ์ที่เป็นหน่อพันธุ์จากต้นโพธิ์ที่เชื่อว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับตรัสรู้มาปลูกไว้ และยังได้จ�ำลองเจดีย์ พุทธคยามาสร้างไว้ด้วย นอกจากนี้ยังโปรดฯ ให้จ�ำลองสถานที่ ที่พระพุทธองค์เสด็จไปประทับภายหลังการตรัสรู้อีก ๖ แห่ง มาไว้ภายในบริเวณวัด ตามแบบที่มีอยู่ในบริเวณพุทธคยา ประเทศอินเดีย พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน เจดีย์ประธานวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่
38 ที่บรรจุพระบรมธาตุพระอดีตพุทธเจ้าอีก ๓ องค์ด้วย พระธาตุพนม เป็นพระธาตุศิลปะล้านช้างเพียงองค์เดียวในระบบชุธาตุ คนเกิดปีเร้า (ระกา) ตั๋วเปิ้งคือไก่ จะน�ำวิญญาณมา ชุไว้ที่พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดล�ำพูน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระเกศธาตุ พระโมฬีธาตุ (กระดูกกระหม่อม) พระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) พระธาตุนิ้วพระหัตถ์ และพระธาตุย่อยอีก เต็มบาตรหนึ่ง นับเป็นพระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จ�ำนวนมากที่สุดในบรรดาพระธาตุประจ�ำปีเกิดทั้งหมด ที่ส�ำคัญ พระธาตุหริภุญชัยได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์กลางแห่งความ ศรัทธาสูงสุดของล้านนามายาวนาน ส่งผลให้องค์เจดีย์ได้รับ การบูรณะอย่างประณีตวิจิตร จนนับเป็นเจดีย์ที่มีสัดส่วนงดงาม ลงตัวมากที่สุดของล้านนา คนเกิดปีเม็ด (มะแม) ตั๋วเปิ้งคือแพะ จะน�ำวิญญาณมา ชุไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ แต่ไม่มีหลักฐานระบุว่าส่วนใด ในต�ำนาน กล่าวแต่เพียงว่าพระบรมธาตุที่พระสุมนเถระอัญเชิญมา จากเมืองศรีสัชนาลัยท�ำปาฏิหาริย์แยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่ง อยู่ที่วัดสวนดอก อีกส่วนหนึ่งพญากือนาทรงอธิษฐานเสี่ยง ช้างมงคลอาราธนาพระบรมธาตุขึ้นบนหลังช้าง เมื่อช้างมงคล มาหยุด ณ ยอดดอยสุเทพ พระองค์จึงทรงสร้างเจดีย์บรรจุ พระธาตุขึ้นที่นี่ คนเกิดปีสัน (วอก) ตั๋วเปิ้งคือลิง จะน�ำวิญญาณมา ชุไว้ที่พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ในอุรังคนิทานยังกล่าวว่าเป็น คนเกิดปีสะง้า (มะเมีย) ตั๋วเปิ้งคือม้า จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ ที่พระเกศธาตุเมืองตะโก้ง หรือมหาเจดีย์ชเวดากองกลางเมือง ย่างกุ้ง เมียนมา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเกศธาตุ ๘ เส้นของ พระพุทธองค์ อีกทั้งยังเชื่อกันว่า พระเจดีย์แห่งนี้ในอดีตเคยเป็น บริโภคเจดีย์ของพระอดีตพุทธเจ้า ๓ องค์ ในอนาคตยังจะเป็น ที่บรรจุสร้อยพระศอและมหามงกุฎของพระศรีอาริยเมตไตรย อีกด้วย อย่างไรก็ตามสามารถไปไหว้พระบรมธาตุบ้านตาก วัดพระบรมธาตุบ้านตาก จังหวัดตาก แทนได้ วัดพระบรมธาตุบ้านตาก จังหวัดตาก พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 39 พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดล�ำพูน ๑๒ พระธาตุประดิษฐานอยู่ที่ไหนบ้าง พระธาตุศรีจอมทอง : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร หรือเดิมชื่อ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ๕๗ กิโลเมตร พระธาตุลำปางหลวง : วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอ เกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปาง ๑๘ กิโลเมตร พระธาตุช่อแฮ : วัดพระธาตุช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ ๙ กิโลเมตร พระธาตุแช่แห้ง : วัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองน่าน ๓ กิโลเมตร เจดีย์ประธาน วัดพระสิงห์ : วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่กลางเมืองเชียงใหม่ เจดีย์พุทธคยาจำลอง วัดเจ็ดยอด : วัดโพธาราม มหาวิหาร หรือเดิมชื่อวัดเจ็ดยอด อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ๕ กิโลเมตร พระบรมธาตุบ้านตาก : วัดพระบรมธาตุบ้านตาก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก อยู่ห่างจากตัวเมืองตาก ๓๐ กิโลเมตร พระธาตุดอยสุเทพ : วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ยอดดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจาก ตัวเมืองเชียงใหม่ ๑๐ กิโลเมตร พระธาตุพนม : วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอ ธาตุพนม จังหวัดนครพนม อยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร พระธาตุหริภุญชัย : วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อยู่กลางเมืองลำพูน เจดีย์วัดเกตการาม : วัดเกตการาม หรือเดิมชื่อ วัดสระเกษ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่กลางเมือง เชียงใหม่ พระธาตุดอยตุง : วัดพระมหาชินธาตุเจ้า หรือเดิมชื่อ วัดพระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บนดอยนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย ๔๖ กิโลเมตร
40 คนเกิดปีใค้ (กุน) ตั๋วเปิ้งคือช้าง จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ ที่พระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นธาตุเจดีย์ ๒ องค์ ตั้งเคียงคู่กันอยู่บนยอดเขา พระธาตุเจดีย์องค์หนึ่งสร้างขึ้นใน สมัยพระเจ้าอชุตราช ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ เพื่อประดิษฐาน พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้าย และพระธาตุ ส่วนพระศอ ส่วนอีกองค์หนึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ๑๕๐ องค์ ที่พญามังรายได้มาจากพระมหาวชิรโพธิเถระ หากถือ ตามต�ำนาน พระธาตุดอยตุงนับว่าเป็นพระธาตุเจดีย์บนยอดเขา ที่เก่าที่สุดในประเทศไทย แต่ถ้าถือตามหลักฐานทางโบราณคดี นักโบราณคดีเชื่อว่าพระธาตุดอยตุงมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๒๐ ร่วมสมัยกับพระธาตุดอยสุเทพ ไม่น่าแปลกใจที่แม้เวลาจะล่วงเลย ศรัทธาต่อพระธาตุ ประจ�ำปีเกิดก็ยังคงแรงกล้า และถูกส่งผ่านกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ต่อให้ต้องบากบั่น เดินเท้า ขึ้นเขาสูง การได้ก้มกราบพระธาตุ เจดีย์ตรงหน้าคือการร�ำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะเดียวกันมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งคงหวังเพียงพระธาตุประจ�ำ ปีเกิดจะเป็นที่พึ่งพิงและคุ้มครองตนไปตลอดชีวิต ......................................... หมายเหตุ ต�ำนานพระธาตุประจ�ำปีเกิดล้านนาได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน ประจ�ำปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม คนเกิดปีเส็ด (จอ) ตั๋วเปิ้งคือหมา จะน�ำวิญญาณมาชุไว้ที่ พระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระจุฬาโมลี (มวยผม) พระทาฒะธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เบื้องขวา และพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องบน แม้ไม่มีใครยืนยัน ได้ว่าพระเกศแก้วจุฬามณีมีรูปทรงอย่างไร แต่ก็มีผู้กล่าวไว้ว่า มีความสูงถึง ๘๐,๐๐๐ วา องค์เจดีย์ท�ำด้วยแก้วอินทนิล ส่วนบนท�ำด้วยทองค�ำประดับแก้ว ๗ ประการ โดยสามารถไหว้ พระธาตุอินทร์แขวน หรือพระธาตุไจก์ทิโย เมืองไจก์โถ่ใน รัฐมอญ เมียนมา แทนได้ เพราะพระธาตุองค์นี้อยู่บนก้อนหิน ขนาดใหญ่ ตั้งแบบหมิ่นเหม่บนหน้าผาสูง ตามต�ำนานว่า ก้อนหินนั้นลอยอยู่ บ้างให้ไปไหว้พระเจดีย์ที่วัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เช่นกัน พระเจดีย์ที่วัดเกตการาม จังหวัดเชียงใหม่ พระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย
42 “อีกสักครู่ท่านจะได้ชมการชกมวยทะเล ซึ่งจะจัดขึ้นที่บริเวณ ตลาดน�้ำโซนภาคเหนือนะครับ” เสียงประกาศที่ดังออกมาจากล�ำโพงก้องกังวานไปทั่วแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อว่าตลาดน�้ำ สี่ภาค ในบ่ายวันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยเดินเท้า ท่องเที่ยวไปตามทางเดินไม้ที่สร้างอยู่เหนือผืนน�้ำ ทางเดินทอดตัวผ่านไปยังย่านการค้า ที่จ�ำลองบรรยากาศแต่ละภาคของประเทศไทยมารวมไว้ในที่แห่งเดียว เรารีบเดินไปตาม ป้ายบอกทางเพื่อไปจับจองมุมที่ดีส�ำหรับการรับชม การชกมวยทะเล กีฬา การละเล่น ทรงยศ กมลทวิกุล เรื่องและภาพ มวยทะเล ในวันที่กระแสลม แห่งความเปลี่ยนแปลงโหมแรง
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 43
44 มวยทะเล ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด และใครเป็นผู้ริเริ่มการละเล่นประเภทนี้ แต่มวยทะเลถือเป็นกีฬา พื้นบ้านของไทยที่มีเล่นมาตั้งแต่โบราณ ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า แต่เดิมนิยมเล่นกันในภาคใต้ เพราะมีพื้นที่ติดทะเลมาก และกีฬา ประเภทนี้นิยมจัดเล่นกันบริเวณน�้ำตื้น ๆ ริมชายฝั่งทะเล สันนิษฐาน ว่าดัดแปลงมาจากมวยไทย บนรูปแบบเวทีมวยที่แตกต่างไป เพื่อความสนุกสนานในงานรื่นเริง มวยทะเลได้รับการขึ้นบัญชีเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ มวยทะเลชกต่อยกันบนไม้ท่อนเดียวที่วางอยู่บนฐาน ทั้งสองด้าน แบ่งเป็นมุมแดงและมุมน�้ำเงินเฉกเช่นเดียวกับเวที มวยทั่วไป ใครตกน�้ำก่อนก็จะเป็นฝ่ายแพ้ กฎกติกาไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก ตัวเวทีนั้นใช้ไม้ปักเป็นเสาสองต้นไขว้กันสองฝั่งเป็นขา ส�ำหรับรองไม้พาด ขาทั้งสองข้างมีระยะห่างอย่างน้อย ๓ เมตร สูงจากพื้นน�้ำประมาณ ๑-๒ เมตร เราพบกับเจ้าของเสียงประกาศที่ริมน�้ำตรงจุดตั้งเครื่อง ขยายเสียง ชายวัยเจ็ดสิบกว่าแต่ยังดูแข็งแรงมีชื่อว่า ส�ำรวย ไทยพยัคฆ์ ชาวจังหวัดอ่างทอง “การแสดงการละเล่นในตลาดน�้ำนี่ ผมเป็นคนดูแลทั้งหมด โดยเฉพาะมวย ที่นี่เรามีทั้งมวยตับจาก และมวยทะเล” เราถามลุงส�ำรวยว่ามวยอะไรเป็นที่นิยมของคนดู “มันก็สนุกไปคนละแบบนะคุณ เขาก็ชอบดูกันทั้งสองอย่าง” มวยทะเลเป็นการแสดงหรือกีฬา เราเอ่ยถามลุงส�ำรวย “มันก็เป็นทั้งสองอย่าง แต่ส่วนใหญ่สมัยนี้หานักกีฬามาชก มวยทะเลยาก เมื่อก่อนที่นี่ผมก็เคยจัดแข่งขันอยู่นะ เดือนหนึ่ง ชิงชนะเลิศกันครั้งหนึ่ง ชกแข่งวันหยุดคัดเลือกหาผู้ชนะมาชิงกัน อาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตอนหลังไม่ค่อยมีใครเขามาชกมวย ทะเลกันเลยต้องเลิกไป คงไว้แต่ที่เป็นชกเพื่อโชว์” ส�ำหรับการแสดงโชว์มวยทะเลของตลาดน�้ำสี่ภาคนั้นจัดให้ มีการแสดงโชว์วันละสามรอบ เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับบรรดา ผู้คนที่แวะมาเที่ยว ถือเป็นการน�ำศิลปวัฒนธรรมไทยมาเป็นส่วน ส่งเสริมให้สถานที่ท่องเที่ยวมีเรื่องราวและมีความน่าสนใจ การแสดงใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว นักมวยเดินไต่ข้ามไป ประจ�ำอยู่ที่ฐานทั้งสองด้าน แบ่งเป็นมุมแดงและมุมน�้ำเงิน เวทีสร้างอยู่บนน�้ำโอบล้อมด้วยตัวอาคารไม้ที่จ�ำลองเป็นตลาด ภาคต่าง ๆ ของไทย ส�ำหรับรูปแบบเวทีของมวยทะเลนั้นบางแห่ง อาจไม่ได้ตั้งอยู่ในน�้ำเช่นที่เวทีมวยทะเลของตลาดน�้ำสี่ภาค ๑
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 45 ๑ เอานวมชนกันก่อนเริ่มชก ๒ คุณลุงส�ำรวย ผู้ดูแลการละเล่นไทยตลาดน�้ำสี่ภาค ๓ ก่อนชกมีการหยอกล้อท้าทายเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ๔ ลีลาสนุกสนานระหว่างการชก ๒ ๔ ๓ ๒ คุณลุงส�ำรวยบอกว่า บางที่เวทีอาจตั้งอยู่บนพื้นดินโดยใช้วิธี รองเบาะนุ่ม ๆ ไว้ด้านล่างส�ำหรับรองรับนักมวยเวลาตกลงมา และที่บริเวณฐานเสาทั้งสองด้านต้องจัดพี่เลี้ยงยืนไว้คอยระวัง รับนักมวยที่ตกลงมาไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ อาทิ ท่าลงที่ไม่ปลอดภัย ไม่ให้ตกลงจากเบาะ คอยกันไม่ให้เหวี่ยงไปโดนเสาค�้ำในบางเวที เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับการแข่งขันอาจทาน�้ำมันหมูลง บนไม้พาดเพื่อเพิ่มความยากในทรงตัว ส่วนเวทีมวยทะเลของ ตลาดน�้ำสี่ภาคนั้นตั้งอยู่ในน�้ำจึงไม่ต้องมีพี่เลี้ยงคอยระวัง อีกทั้ง ระยะห่างระหว่างฐานทั้งสองข้างกว้างเกือบสี่เมตรจึงมีความ ปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่านักมวยจะพลาดเหวี่ยงมาโดนเข้ากับเสา เพราะการชกนั้นจะด�ำเนินอยู่ตรงกึ่งกลางของไม้คาน ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในโลกยุคสมัยใหม่ ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มิได้ใช้เวลาว่าง
กับการละเล่นกลางแจ้งอีกต่อไป ทั้งยังมีกิจกรรมสมัยใหม่ ให้ท�ำมากมายผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ขณะที่ใน ปัจจุบันกีฬาการละเล่นสมัยใหม่จากตะวันตกหลายประเภท ก็ดูน่าสนใจน่าตื่นเต้นกว่าการละเล่นแบบโบราณของไทย ความสนใจของผู้คนที่มีต่อกีฬาพื้นถิ่นการละเล่นพื้นบ้าน จึงก�ำจัดอยู่ในแวดวงเล็ก ๆ เท่านั้น ........................................ “ตอนนี้นักมวยพร้อมแล้วนะครับ” คุณลุงส�ำรวยประกาศ ออกล�ำโพง นักท่องเที่ยวที่เดินอยู่รอบ ๆ พากันหยุดรอชม นักมวย ทั้งสองฝั่งก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมบนไม้พาดที่วางอยู่เหนือน�้ำ กฎ ส�ำคัญข้อหนึ่งของมวยทะเลคือตกน�้ำถือว่าแพ้ทันที ในการชก สามยกต้องชนะสองในสามจึงจะถือเป็นผู้ชนะ “ชกกันสามยก ยกละสองนาที” คุณลุงส�ำรวยบอก “เคร้ง” เสียงระฆังดังขึ้น นักมวยทั้งสองข้างเลื่อนไถลเข้าหากัน ด้วย ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท�ำท่ายึกยักหลอกล่อ บรรยากาศการชกมวย 46 ๑ ทะเลสะท้อนความสนุกสนานร่าเริงมากกว่าการมุ่งมั่นต่อสู้ อย่างถึงลูกถึงคน เสียงบรรยายประกอบที่ดังผ่านล�ำโพงช่วย เพิ่มอรรถรสในการรับชม ถ้าหากได้ผู้พากย์ที่มีลีลาลูกเล่น การชกมวยทะเลก็จะมีความสนุกเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าเบื้องหน้าของเราคือการละเล่นที่เป็นการแสดง เพื่อมุ่งเน้นเรื่องความบันเทิงเป็นส�ำคัญ นักมวยจึงพยายาม รักษาเวลาในการต่อสู้กันให้ยาวนานโดยไม่เพลี่ยงพล�้ำตกน�้ำ โดยง่ายดายเกินไป แต่ในระหว่างที่เวลาเดินไปนั้น บนไม้พาดก็ ต้องมีเรื่องราวให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปด้วย เมื่อใกล้เวลาในยกที่หนึ่ง จะหมดลง เราก็ได้ผู้ชนะในยกแรก ผืนน�้ำแตกกระจาย ผู้ชม โดยรอบส่งเสียงหัวเราะและปรบมือให้กับนักมวยทั้งสอง นักมวยเป็นใคร เราถามลุงส�ำรวย “เมื่อก่อนผมก็เปิด กว้างรับคนมาชกแข่งขันนะ แต่เดี๋ยวนี้หายากแล้ว เราเคยให้ นักท่องเที่ยวได้ลองขึ้นชกด้วย ตอนนี้เราใช้พนักงานในตลาด นี่ละครับขึ้นชก มีแต่คนอยากจะอาสาขึ้นชก เพราะว่าเขาได้ ค่าเหนื่อยเป็นรายได้เพิ่มจากเงินเดือนในแต่ละเดือนที่เขาได้รับ”
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 47 หมุนตัวกลับไปด้านบนได้อีก ความสนุกสนานของการชมมวย ทะเลอีกอย่างหนึ่งคือการร่วมลุ้นว่าใครจะตกน�้ำ เมื่อเหลียว มองบรรดาผู้ชมที่ยืนอยู่รายรอบ มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ นี่นับเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นของมวยทะเล สามยกผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผู้ชมพากันเดินจากไป ผืนน�้ำ สงบนิ่งอีกครั้ง คุณลุงส�ำรวยปิดเครื่องเสียงและคว้าระฆังใบเล็ก เดินออกจากบริเวณการแสดงไปพร้อมกับบรรดาผู้ชม นักมวยขึ้น จากน�้ำพร้อมรอยยิ้ม การแสดงรอบที่สองของวันนี้จบลงแล้ว ยังเหลือรอบเย็นอีกหนึ่งรอบที่พวกเขาต้องขึ้นชกโชว์เพื่อสร้าง ความสุขให้กับบรรดาผู้ชม เมื่อเป็นการละเล่นจึงไม่มีถ้วยรางวัล ค่าตอบแทนของความเหนื่อยที่ลงแรงไปบนเวทีไม้พาดกลางน�้ำ คือค่าแรงส�ำหรับการแสดง เสียงปรบมือและรอยยิ้มจากผู้ชม หลังจากผ่านยกที่หนึ่งไป นักมวยหยุดพักหายใจกันครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มยกสอง ยกแรกเปรียบเสมือนยกเรียกแขก ยกที่สอง ถึงเวลาปล่อยของโชว์ความสามารถ ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะเรา ได้เห็นความคล่องแคล่วความเชี่ยวชาญของนักมวยที่สามารถ ทรงตัว หมุนตัวห้อยโหน โดยเกี่ยวขาไว้กับไม้พาดได้อย่าง เหนียวแน่น นอกจากแสดงถึงพละก�ำลังแล้ว ยังเห็นทักษะความ เชี่ยวชาญของผู้เล่นได้ดีทีเดียว ลุงส�ำรวยบอกว่าเห็นดูง่าย ๆ แต่ ถ้าไม่เคยฝึกการทรงตัวมาก่อน เมื่อขึ้นไปไม่ทันได้ท�ำอะไรก็ร่วง ลงน�้ำแล้ว ด้วยเหตุนี้การฝึกมวยทะเลที่ส�ำคัญที่สุดก็คือการฝึก ทรงตัวบนไม้คาน ฝึกการใช้ขาเกี่ยวคล้องกับไม้คาน ฟังดูเหมือน ง่าย แต่กว่าจะช�ำนาญผู้ฝึกก็ต้องตกน�้ำเป็นว่าเล่น นักมวยทะเลที่ ช�่ำชอง นอกจากสามารถหมุนตัวห้อยโหนลงมาแล้ว ยังสามารถ ๑ ฝ่ายน�้ำเงินก�ำลังหาทางแก้ไขจากการตกเป็นรอง ๒ นักมวยที่เชี่ยวชาญแม้จะอยู่ด้านล่างก็ยังสามารถ ต่อสู้ต่อไปได้ ๓ ในการต่อสู้ไม่อนุญาตให้ใช้ขาให้ใช้ได้แต่มือเท่านั้น ๒ ๓
48 ๑ ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะ เมื่อตกน�้ำถือเป็นฝ่ายแพ้ ๒ นักท่องเที่ยวร่วมลุ้น ๑ การละเล่นศิลปวัฒนธรรมไทยคือต้นทุนส�ำคัญในการ สร้างสรรค์สรรพสิ่งมากมาย ถือเป็นมรดกส�ำคัญของชาติ อันมีคุณค่าที่คนรุ่นก่อนได้สร้างสรรค์ไว้ให้ ขึ้นอยู่กับผู้คน ที่มองเห็นความส�ำคัญน�ำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่า วันนี้ของ มวยทะเลแม้จะไม่คึกคักเท่าวันวาน แต่ลมหายใจของกีฬา การละเล่นไทยก็ยังคงมีผู้สืบสาน ขอบคุณ ตลาดน�้ำสี่ภาค และ คุณส�ำรวย ไทยพยัคฆ์ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทุกวันนี้กีฬาภูมิปัญญาไทยหลาย ชนิดแทบไม่มีให้เห็น หากอยากชมการละเล่นอาจต้องรอ ให้ถึงช่วงเทศกาลส�ำคัญ หรืออาจจะมีจัดแสดงตามสถานที่ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถามว่าเป็นเรื่องแปลกไหมที่การละเล่น ศิลปวัฒนธรรมไทยต้องด�ำเนินไปเฉกเช่นนี้ คงตอบว่าไม่ใช่ เรื่องแปลก เพราะโลกยุคปัจจุบันมีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้น มากมาย เป็นโลกของเทคโนโลยีและความรวดเร็ว ผู้คนล้วน สนใจแต่สิ่งใหม่ของใหม่ อนาคตของมวยทะเลจะเป็นอย่างไร เราอดที่จะถาม ลุงส�ำรวยซึ่งเป็นผู้ที่คลุกคลีกับศิลปะการละเล่นไทยมายาวนาน คนหนึ่ง ลุงตอบว่า “มันก็คงยังมีอยู่ตามงานต่าง ๆ นะ ของทหารเรือ เขาก็จัดอยู่เรื่อย แต่ให้เป็นกีฬาเป็นเรื่องเป็นราวคงยาก ที่นี่สมัย ท�ำปีแรก ๆ ก็คึกคัก เพราะบางคนเขาไม่เคยเห็น แต่ช่วงหลัง ก็ไปเรื่อย ๆ แต่ก็เป็นการแสดงประจ�ำตลาดที่ต้องมี ขาดไม่ได้ เพราะมันเป็นของไทย” ๒