The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kong Kirito, 2024-01-11 22:27:42

หนังสือนิตยสารกระทรวงวัฒนธรรม

ฉบับที่ 1 ปี 2567

Keywords: Ministry of Culture

ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 99 ๑ ผ้าถุงผ้านุ่งแบบฉบับชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์ ให้บริการนักท่องเที่ยว จากเมืองหลวงสวมใส่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ๒ แม่หญิงชาวลาวแม้ท่อนบนจะสวมใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่ แต่ท่อนล่างก็ยัง นิยมการนุ่งซิ่น ๓ หญิงชาวอินโดนีเซียต่างวัยจะสวมผ้าถุงเมื่อไปศาสนสถาน หนังสืออ้างอิง จดหมายเหตุฟอร์บัง (ออกพระศักดิ์สงคราม). ม. ด�ำรัสด�ำรง เทวกุล, แปล. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฆธนากร, ๒๔๙๖. เดอ ลาลูแบร์, มองซิเออร์. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. สันต์ ท. โกมลบุตร, แปล. พิมพ์ครั้งที่ ๓. นนทบุรี : ศรีปัญญา, ๒๕๕๗. ประชุมพงศาวดาร ภาค ๗๖. เรื่องจดหมายเหตุของโยส เซาเต็น พ่อค้าชาวฮอลันดา ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง. ขจร สุขพานิช, แปล. โรงพิมพ์ พระนคร, ๒๕๐๔. ศิลปากร, กรม. สมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกาย ตามสมัยประวัติศาสตร์และโบราณคดี. พิมพ์ครั้งแรก. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๑๑. จากหินทั้งหลายทั่วทั้งเกาะบาหลีก็ยังสวมใส่โสร่งด้วย เช่นกัน ผ้าโสร่งที่นิยมนั้นมักเป็นสีพื้นและลายตาราง “ใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่ง” จึงเป็นวัฒนธรรมการ แต่งกายทั้งชายและหญิงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทรง เสน่ห์และงดงามของชาวอุษาคเนย์ ทั้งชาวบ้านชาวเมือง ในหลายประเทศเพื่อนบ้านยังคงนิยมชมชอบสวมใส่ ด้วยความมั่นใจว่านี่คือวัฒนธรรมอันงดงามของอาภรณ์ ประจ�ำชาติ การนุ่งโสร่งของทั้งชายและหญิงในเมียนมา ถือว่าสุภาพและสวยงาม ในอินโดนีเซียที่แม้นักท่องเที่ยว ต่างชาติก็ต้องหาผ้าถุงหรือโสร่งมาสวมก่อนเข้าชม สถานที่ส�ำคัญ ขณะเดียวกันผู้สาวชาวลาวยังคงนิยม นุ่งผ้าซิ่น แม้ในฟิลิปปินส์ก็ยังมีคนนุ่งโสร่ง ขณะที่หญิง ในชนบทของไทยก็ยังนิยมสวมโดยเฉพาะเมื่อถึงวัน ประเพณีส�ำคัญ เส้นแบ่งขอบเขตประเทศนั้นไม่สามารถแบ่งแยกแผ่นดินออก จากกัน ทั้งไม่สามารถแบ่งแยกวัฒนธรรมที่ก�ำเนิดร่วมกันมา ผ้าถุง ผ้านุ่ง โสร่ง ลอนยี โฮลเปราะและโฮลสตรี จึงเป็นสิ่งยืนยันความมั่นคง ทางวัฒนธรรมร่วมกันมายาวนานของชาวอุษาคเนย์ ๒ ๓


100 มองผ่านหนามเตย สุทัศน์ รุ่งศิริศิลป์ เรื่อง ชาวญี่ปุ่นนั้นได้ชื่อว่าเป็นชนชาติหนึ่งที่มี ประชากรอายุยืนอาศัยอยู่มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งนั้นอาจมาจากเรื่องอาหารการกิน ก็เป็นไปได้ เพราะคนญี่ปุ่นชอบทานอาหารที่ไม่ผ่าน กระบวนการปรุงแต่งอะไรมากนัก ทานแบบดิบ ๆ เลยก็ได้ ถ้าต้องลงมือปรุงจะใช้วิธีย่าง ทอด นึ่ง หรือ ต้มด้วยน�้ำใส ๆ ไม่ชอบเอาของสดไปผัดเคล้าด้วยน�้ำมันบนเตา ที่ร้อนฉ่าแบบอาหารจีน และไม่นิยมปรุงแต่งรสชาติ ครบเครื่องอย่างเช่นแกงเผ็ดรสจัดใส่กะทิแบบอาหาร ไทยหรืออาหารแขก มีอาหารญี่ปุ่นมากมายที่คนไทยเราคุ้นเคยดี อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สุกียากี้ เท็มปุระ โซบะ อุด้ง หรือ อย่างซูชิ ซึ่งเป็นข้าวปั้นสูตรญี่ปุ่นที่คนไทยในทุกระดับ น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะหาซื้อทานได้ง่าย พอ ๆ กับข้าวเหนียวหมูปิ้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ สนนราคาไม่แพงนัก มีรสชาติจัดจ้านเมื่อทานกับซอส และวาซาบิ แถมยังมีรูปแบบและสีสันสวยงามชวน รับประทาน ตามประวัติที่มานั้น ข้าวปั้นญี่ปุ่นถูกออกแบบมาเพื่อ เป็นอาหารพอดีค�ำที่ทานด้วยมือเปล่าง่าย ๆ ในระหว่างการ ชมมหรสพในสมัยเอโดะ และลักษณะการทานที่ถูกต้องอย่าง ได้อรรถรสนั้นจะต้องทานให้หมดทั้งชิ้นภายในค�ำเดียว Jiro Dreams of Sushi [2011] : อีกนิยามความอร่อยของชาวเอเชีย


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 101 ต้นต�ำรับข้าวปั้นญี่ปุ่นสูตรดั้งเดิมมีลักษณะเป็นปลาส้ม หมักกับข้าวที่มีรสชาติเปรี้ยว คล้ายคลึงกับ นาเระซูชิ (naresushi) แต่ในวันนี้กลายมาเป็นข้าวปั้นสูตรโตเกียวปะหน้าด้วย เนื้อปลาสดที่แพร่หลายในปัจจุบันนี้ได้ก็ด้วยการปรุงแต่งโดย พ่อครัวนามว่า ฮานายา โยเฮอิ (Hanaya Yohei) ในสมัยเอโดะ ตอนปลาย ซึ่งปั้นด้วยข้าวสุกที่หุงจากข้าวสารเมล็ดอ้วนสั้น พันธุ์พื้นเมือง ข้าวสวยชนิดนี้มีคุณสมบัติหนึบเหนียวนิด ๆ เมื่อน�ำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง เช่น น�้ำส้มสายชู น�้ำตาล เกลือ แล้วห่อด้วยแผ่นสาหร่าย ก็กลายเป็นข้าวปั้นญี่ปุ่น รับประทานกันได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะสอดไส้หรือปะหน้า ด้วยของเคียงชนิดอื่น ๆ อย่าง ปลาดิบ แตงกวา ไข่ปลา ไข่กุ้ง หรือสาหร่ายปรุงรส เพื่อให้ได้รสชาติที่หลากหลายเวลาจิ้มกับ ซอสถั่วเหลืองหมักและวาซาบิ รสชาติอร่อยล�้ำแค่ไหนหลายคนคงพอนึกออก แต่ถ้า ถามต่อว่าซูชิที่อร่อยที่สุดในโลกเป็นอย่างไร? คงต้องแนะให้ ลองหาค�ำตอบกับหนังสารคดีเรื่องเยี่ยมเกี่ยวกับซูชิที่มีชื่อว่า Jiro Dreams of Sushi หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกเมื่อราว ๕ ปีก่อน แต่ปัจจุบันหาดูไม่ยากนักในบ้านเรา เพราะเป็นหนังดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง และยังได้รับการกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ รสชาติแสนอร่อยของข้าวปั้นที่ท�ำให้ใครอยากดูหนังเรื่องนี้ และ ดูได้อย่างเพลิดเพลิน พร้อมกับเผลอกลืนน�้ำลายในหลายฉาก ตัวเดินเรื่องคนส�ำคัญ คือ คุณปู่ โอโนะ จิโร่ วัย ๘๕ ปี ผู้เป็นเจ้าของ ซูกิยาบาชิ จิโร่ ร้านขายข้าวปั้นเก่าแก่ในย่าน กินซ่า กลางกรุงโตเกียว ตามประวัติเล่าว่า คุณปู่จิโร่เริ่มเรียนรู้ งานในภัตตาคารมาตั้งแต่อายุแค่ ๗ ขวบ ก่อนจะเริ่มเปิดร้านขาย ซูชิเป็นของตนเองในปี ค.ศ. ๑๙๕๑ กระทั่งได้กลายเป็นร้านอร่อย ระดับโลกในปัจจุบัน ร้านของคุณปู่จิโร่โด่งดังขึ้นมาก็เพราะได้รับรางวัล ๓ ดาว จาก The Michelin Guide คู่มือชี้เป้าสุดยอดร้านอร่อยในทั่ว ทุกมุมโลกและมีเหล่านักชิมให้ความเชื่อถือมากที่สุด สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้มาเยือนร้านอร่อย ระดับโลกแห่งนี้เสมอ ๆ เมื่อแรกสัมผัส คือร้านของคุณปู่จิโร่นั้น เล็กมาก ลูกค้ามาแค่ ๑๐ คน ก็ไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว แถมยัง ไม่มีห้องน�้ำอีกต่างหาก แต่ด้วยความเป็นร้านที่เล็กที่ดังคับโลก ใครอยากลิ้มลองรสชาติต้องจองคิวล่วงหน้ากันนานเป็นเดือน แม้ว่าราคาค่อนข้างสูง ซูชิ ๑ คอร์ส (Omakase Course) มีอยู่ ประมาณ ๒๐ ค�ำ มีราคาเริ่มต้นที่ ๓๐,๐๐๐ เยน (ยังไม่รวม VAT คิดเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ร่วม ๆ ๑ หมื่นบาทไทยเห็นจะได้) และ มีไม่น้อยที่รู้สึกใจหายกับเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะ การทานซูชิให้อร่อยนั้นต้องทานแบบเต็มค�ำ เข้ามานั่งให้เสิร์ฟ กันได้แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องออกจากร้านแล้ว เพราะร้านนี้ ขายแต่ซูชิล้วน ๆ ไม่มีเสิร์ฟเหล้าสาเกให้นั่งแช่ต่อได้ อย่างไรก็ดีอรรถรสที่สัมผัสได้จากหนังสารคดีเรื่องเยี่ยม ชิ้นนี้ คือมุมมองด้านอาหารการกินอันพิถีพิถันของชาวตะวันออก ถึงแม้ว่าซูชิจะได้ชื่อว่าเป็นอาหารต�ำรับทานด่วนแบบเตรียมไว้ เป็นค�ำ ๆ พร้อมทาน แต่ในกระบวนการผลิตนั้นมีรายละเอียด ในการปรุงแต่งและประดิดประดอยอย่างชนิดที่แตกต่างกับ ฟาสต์ฟู้ดในนิยามของชาวตะวันตกอย่างสิ้นเชิง


102 ผู้ชมจะได้เห็นภาพกระบวนท�ำข้าวปั้นญี่ปุ่นฉบับดั้งเดิม ที่เริ่มตั้งแต่การคัดสรรข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ดี การคัดเลือกวัตถุดิบ และเครื่องปรุงชั้นเยี่ยม เช่นการออกไปเลือกปลาสดในตลาด ไปจนถึงขั้นตอนการประกอบข้าวปั้นอย่างพิถีพิถันพร้อมเสิร์ฟ น้อยคนจะรู้ว่ามีดที่ชาวญี่ปุ่นใช้แล่เนื้อปลาสดส�ำหรับ ท�ำซูชินั้น ไม่ใช่มีดสองคมหรือคมทั้งสองด้านแบบที่เราคุ้นกัน หากแต่เป็นมีดที่มีความคมเพียงด้านเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เอาไว้หั่น (กด) แต่ใช้วิธีแล่หรือเลาะเนื้อปลาบาง ๆ (ขยับมีดเข้าหาตัว) ซึ่งช่วย ให้สามารถหนุนปลายข้อศอกติดกับตัวเพื่อช่วยผ่อนแรงได้ ส่วนเนื้อปลาที่นิยมท�ำซูชิ ได้แก่ ปลาทูน่าครีบสีน�้ำเงิน (bluefi tuna) หรือที่เรียกติดปากในส�ำเนียงชาวญี่ปุ่นว่า มากูโระ (Maguro) เชื่อกันว่าเมื่อปลาชนิดนี้ถูกจับได้ ๔ ใน ๕ ตัว ถูกมา ช�ำแหละเพื่อท�ำซูชิโดยเฉพาะส่วนที่เนื้อแดงอันปราศจากไขมัน ที่เรียกว่า อากามิ (akami) ว่ากันว่าปลาดิบมากูโระที่รสชาติอร่อยลิ้น ที่สุดนั้นต้องจับในช่วงก่อนฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาเริ่มตุน ไขมันเพื่อเผชิญกับฤดูอันหนาวเหน็บและขาดแคลนอาหาร ส่วนประกอบส�ำคัญอีกอย่างที่เคียงข้างข้าวปั้นญี่ปุ่น ได้แก่ วาซาบิ เครื่องปรุงสีเขียวอ่อนรสชาติเผ็ดจัดจ้านจนฉุน ขึ้นจมูก น้อยคนจะรู้ว่าวาซาบิชนิดที่หาทานกันได้ง่าย ๆ ตามร้าน ทั่วไปนั้น มักจะท�ำจากผงวาซาบิเทียมที่ปรุงแต่งด้วยกลิ่นและ สีเขียว ขณะที่ของแท้ ๆ ที่ท�ำจากส่วนโคนต้นวาซาบิสดบดนั้น มีเฉพาะในร้านขายซูชิที่มีระดับเท่านั้น เพราะมีราคาแพง กิโลกรัมละหลายพันบาท ศาสตร์และศิลป์เกี่ยวกับการท�ำซูชิที่กล่าวมา มีปรากฏ ในหลาย ๆ ฉากของหนังสารคดีชั้นเยี่ยมเรื่องนี้ จิโร่ คือ Shokunin (ผู้เชี่ยวชาญการท�ำอาหารญี่ปุ่น) ที่มีทั้งความพยายามและ ความตั้งใจในการท�ำซูชิเป็นอย่างมาก ในเมล็ดข้าวทุกเมล็ด ถูกคลุกเคล้าด้วยความรักนับเป็นเครื่องปรุงชั้นเยี่ยมที่ท�ำให้ รสชาติซูชิของจิโร่อร่อยไม่เหมือนใคร “เราไม่ได้สนใจเรื่องเงินเป็นหลัก สิ่งที่ฉันต้องการก็คือ การท�ำซูชิให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ฉันจึงฝึกฝนและพัฒนาอยู่อย่างสม�่ำเสมอ ถึงแม้ว่าฉันจะท�ำซูชิมานานจนถึงอายุขนาดนี้ ก็ไม่เคยคิดว่า มันสมบูรณ์แบบ แต่ฉันก็ปลาบปลื้มในทุก ๆ วันที่ฉันได้ท�ำซูชิ ที่ฉันรัก” นี่คือหัวใจส�ำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผู้ชมสามารถ สัมผัสได้ถึงความเอาจริงเอาจังของชายชราคนหนึ่งกับการท�ำ อาชีพที่เขารัก ส�ำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นหรือสนใจวัฒนธรรม การกินของเขา การได้ดูหนังเรื่องนี้ก็เปรียบกับการได้ เข้าไปเยี่ยมชมห้องครัวร้านขายซูชิระดับโลก ได้สัมผัสถึง ภูมิปัญญาและกลิ่นอายอันละเอียดอ่อนทางด้านอาหาร การกินของชาวตะวันออก และหากน�ำมาเปรียบเทียบกับ ศาสตร์และศิลป์ในการปรุงอาหารตามต�ำรับไทยของเรา จะเห็นว่าก็มีดีไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมีเคล็ดลับขั้นตอน ตั้งแต่การปรุงไปจนถึงการจัดส�ำรับอาหาร เพียงแต่ยังไม่มี ใครท�ำหนังสารคดีในแง่มุมนี้น�ำเสนอออกมาเท่านั้นเอง


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 103 ๑


104 วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ โลกโซเชียลมีเดีย เราเช็กตัวเราผ่านการปฏิสัมพันธ์ กับคนอื่นตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้การใช้โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของ วิถีชีวิตผู้คนทั่วไป รวมถึงคนไทยที่ใช้เครื่องมือดังกล่าวติดตามเรื่องราวของเพื่อน คนดัง รวมทั้งเป็นช่องทางในการติดตามข่าวสารต่าง ๆ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต และโทรศัพท์สมาร์ตโฟน จนการก้มดูหน้าจอเหล่านี้เมื่อยามว่าง ในทุกกิจวัตรกลายเป็นภาพที่เราคุ้นชินตา


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 105 ช�ำนาญทาง เชี่ยวพิมพ์เฉพาะกิจ สัมภาษณ์ สุทัศน์ รุ่งศิริศิลป์, สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ วัฒนธรรมวิพากษ์


106 วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร GM เป็นคนหนึ่งในคนที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้คนในโลกเสมือนตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่อินเทอร์เน็ตเริ่ม แพร่หลายในไทยเมื่อปี ๒๕๓๗ เขาเริ่มใช้เพื่อหาข้อมูล ในเว็บไซต์ส่งงาน ก่อนจะเริ่มซื้อคอมพิวเตอร์และโมเด็ม มาใช้เองที่บ้าน ใช้โปรแกรมแชตอย่าง ICQ, IRC เข้าชุมชน เว็บแรก ๆ อย่างพันทิป หรือพื้นที่สร้างเว็บ Geocities และพบว่า ตัวตนในโลกในอินเทอร์เน็ตกับโลกภายนอกไม่เหมือนกัน เกิดความสงสัยว่าอะไรจริงไม่จริง มาจนถึงยุคโซเชียลมีเดีย ที่คนย้ายพื้นที่ใหม่มาอยู่ในเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือทวิตเตอร์ เป็นสิ่งที่ เขาอยากอธิบายถ่ายทอดจนมีผลงานต่อเนื่องตั้งแต่อดีตอย่าง Cyber Being ผมคือไซเบอร์ (๒๕๔๓) จนถึง ชายหนุ่มผู้ก้มลง ถ่ายภาพเท้าตัวเอง (๒๕๕๗) มุมมองหลายอย่างของเขาช่วยขยายให้เราเห็นว่าเหตุใด มันจึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อิทธิพลที่ซ่อนในโซเชียล มีเดียกับผู้คน เพื่อให้ลองมองย้อนและฉุกคิดบางสิ่งบางอย่าง ที่เรามองข้ามไปจากมัน ในทุกวันนี้ที่โลกเคลื่อนเปลี่ยนหมุนไป อย่างรวดเร็ว อินเทอร์เน็ตในอดีตอย่าง Geocities หรือโปรแกรมแชต กับยุคนี้ที่คนใช้โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กมีความต่างกัน แค่ไหน ผมว่าตอนนั้นที่เราเล่นแชตเป็นการสื่อสารระหว่างเรา กับอีกคนหนึ่งแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แล้ว Geocities ไม่ได้นิยม แบบบล็อกหรือโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ เวลาใครเปิดเว็บแบบนั้น หมายความว่าคุณเป็นเกาะโดดเดี่ยว มันไม่มีบอกว่าคนอื่น มาดูเรา ไม่ได้จูงใจให้เราใช้งาน จนต่อมาโลกเกิด User Generated Content๑ มากขึ้นเรื่อย ๆ พอดิจิทัลราคาถูกและกว้างขึ้นใหญ่ขึ้น ๑ User-Generated Content (UGC) การสร้างอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่เอื้อให้เกิดการสร้างเนื้อหาจากผู้ใช้เอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบเด่นของ โซเชียลมีเดีย รวมถึงอุปกรณ์ไอทียุคใหม่ ๒ Hot or Not?-มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สร้างเว็บไซต์ Facemash ขณะก�ำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เปิดให้ใช้เฉพาะนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย ได้อิทธิพลจากเว็บไซต์ Hotornot.com โดยเป็นการดึงภาพนักศึกษาสองคนมาเทียบแล้วให้คนเลือกให้คะแนนว่าใครดูดีกว่ากัน ซึ่งกลายเป็นที่มาของการพัฒนาเป็นเฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียยอดนิยม


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 107 ท�ำให้เราท�ำอะไรก็ได้เพื่อสร้างคอนเทนต์ (content) ท�ำให้ตัวเองไป อยู่ข้างใน ท�ำเพลง เขียนหนังสือ เขียนไดอารี่ ท�ำวิดีโอ ท�ำทุกสิ่ง ทุกอย่างเพราะมันฟรีทุกอย่าง แบนด์วิท (bandwidth) ก็กว้างขึ้น ฮาร์ดดิสต์ถูกลง แตกต่างจากอดีตที่เราแชตกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ที่เขารู้ว่าเราคือใคร คุยกันแบบกระซิบกันไม่มีใครเห็น กลายเป็น โลกที่เราบรอดคาสต์ (broadcast) ตัวเองประหนึ่งเราเป็นพิธีกร คุยข่าว สื่อมวลชน หรือเป็นนักเขียนคนหนึ่ง มีพื้นที่เป็นหลัก เป็นแหล่ง บล็อกมีวิธีกรองคนให้ เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็มีวิธี ระดมคนเข้ามาอ่านเรื่องของเรา ท�ำให้ตัวเราจากที่เราแชต เราใน Geocities กับตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่คนเดียวกัน ถึงแม้จะเรียกว่าไซเบอร์สเปซเหมือนกัน โลกแห่งความจริงกับโลกของโซเชียลมีเดียตอนนี้มันกลืน รวมกันแล้วหรือเปล่า ดูเหมือนสื่อหรือทุกคนต่างให้ความสนใจ เรื่องราวในพื้นที่นี้มากกว่าชุมชนอินเทอร์เน็ตในอดีต ยิ่งนับวันจ�ำนวนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไปถึงจุดที่เกิน Critical Mass ไปแล้ว เมื่อก่อนเวลาเล่นพันทิปก็จะมีแค่กลุ่มคนที่เปิดใช้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก่อน เป็นกลุ่มแคบ ๆ ส่วนมากอาจจะไม่ได้ มีปากมีเสียงอย่างทุกวันนี้ด้วย จ�ำนวนคนใช้น้อยมาก แต่พอ ทุกวันนี้นิยมมากจนถึงจุดที่ว่าแป๊บเดียวมีข่าวสารอะไรมันขึ้น มาหมด เลยกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ทุกวันนี้เวลา เราขึ้นรถไฟฟ้าทุกคนก็จะก้มหน้า แล้วที่น่าแปลกมากคือที่ก้มหน้า มีสองหน้าจอเท่านั้นคือ สีฟ้าเฟซบุ๊ก สีเขียวกับไลน์ ในมุมของหลาย ๆ คน อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียเป็น เครื่องมือในเชิงอุดมคติ บางคนก็มองในแง่ลบ คุณมองตรงนี้ อย่างไร ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีนะครับแต่รู้สึกอย่างนี้ คือเทคโนโลยี ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา มันสร้างพร้อมกรอบความคิดอะไรบางอย่าง ที่เฉพาะเจาะจงให้ผู้ใช้เป็นไปในแบบนั้น เทคโนโลยีไม่ใช่ ดาบสองคมแบบที่คนทั่วไปมักเชื่อว่าวัตถุชิ้นหนึ่งเวลาเอาไปใช้ ขึ้นอยู่ว่าจะเอาไปใช้ในทางที่ดีหรือเลว แต่ของชิ้นหนึ่งมันสร้างมา ด้วยความตั้งใจบางอย่างเฉพาะจงใจในตัวมันว่าคนใช้จะเอา ไปใช้เพื่ออะไร เบื้องลึกในใจจะถูกเชฟด้วยของที่เขาใช้งาน “วัฒนธรรมก้มหน้า” พฤติกรรมที่คุ้นชินในยุคนี้


108 เรา Hot or Not? ตลอดเวลา คือทุกวันนี้เวลาเดินในศูนย์การค้า แล้วผ่านกระจกหน้าร้านเราต้องหันไปมองทุกครั้งว่าสวยหล่อ พอหรือยัง? หรือเวลานั่งรถไฟฟ้านอกจากก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ สิ่งที่เรามองคือหน้าตัวเองในกระจกรถไฟฟ้า เวลาเราก้มหน้า มันไม่ใช่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารแบบเดิมนะครับ แต่เราเช็กตัวเรา ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นตลอดเวลา เช่น คนอื่นกดไลค์ รูปที่เราเซลฟี่ไปหรือเปล่า คนอื่นเห็นหรือยังว่าเราไปอเมริกา กลับมา เพื่อเช็กว่าคนอื่นมองผมยังไงเหมือนเราเป็นนกแก้ว ที่ส่องกระจกตลอดเวลา อย่างนี้เราต้องท�ำอย่างไรถึงจะให้ไม่เสพติดพฤติกรรม ดังกล่าว ให้มันมีความพอดี หรือต้องเลิกเล่นไปเลย อย่างเฟซบุ๊กเริ่มต้นขึ้นมามันถูกจ�ำกัดเอาไว้ใช้ในแค่มหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด เกิดมาด้วยการเอารูปของคนมาโพสต์กันว่าใครฮอต หรือไม่ฮอต (Hot or Not?๒ ) เป็นเหมือนแหล่งโชว์และอวด มันถูกสร้างด้วยฐานความคิดเสร็จตั้งแต่วันนั้นแล้ว จึงไม่แปลก ใจเลยที่เวลาเราใช้มันทุกวัน ๆ เพื่อ Hot or Not? ตราบจนปัจจุบัน มันจะสมาทานความคิดนั้นมาสู่ตัวเรา จากวิธีการออกแบบดังกล่าวเลยส่งผลให้เกิดพฤติกรรม แบบ “สังคมก้มหน้า” หรือเปล่า ใช่ครับ แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีที่ว่าผมเอามาจากหนังสือ ชื่อว่า วิพากษ์คอมพิวเตอร์ : เทวรูปแห่งยุคสมัย (ไมเคิล แชลลิส : เขียน พระไพศาล วิสาโล : แปล) มันถึงดูดให้เราก้มหน้าเพื่อให้รู้ว่า


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 109 ไม่หรอก คือมันติดไปแล้วครับ มันเป็นปรากฏการณ์ อย่างหนึ่งในสังคม เราทึกทักว่ามันเป็นปกติ ทั้งที่ไม่เคยเป็น แบบนี้มาก่อน แต่พอท�ำไปสักระยะหนึ่งก็เหมือนเป็นเรื่องปกติ เหมือนสมัยก่อนเราเคยกินกาแฟหน้าออฟฟิศถุงละ ๑๐ บาทใส่ถุง พลาสติก แต่พอมาถึงจุดที่ประเทศไทยมีกาแฟแก้วละ ๑๒๐ บาทคนรอบข้างกินกาแฟแก้วละ ๑๒๐ บาทเราก็จะรู้สึกว่ามัน ปกติ ทั้งที่มันเป็นความไม่ปกติที่เรามองข้ามไป ทุกอย่างในวันนี้ กลายเป็นสิ่งปกติในเวลาที่รวดเร็วมาก เหมือนเรากลับมาบ้าน รีบอาบน�้ำ ขึ้นเตียงไปเปิดโทรศัพท์ต่อ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ทีวี ก็ไม่ค่อยมีคนดู การเสพสื่อมันก็เปลี่ยนไป การที่โซเชียลมีเดียกระทบสื่อ แล้วมันเปลี่ยนพฤติกรรม การเสพสื่อของเรายังไงบ้าง วิธีการอ่านก็เปลี่ยนไป ผมอ่านบทความของ มนตรี บุญสัตย์ ชื่อว่า F Pattern ที่เขาไปอ่านข่าวต่างประเทศพบว่า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการเสพสื่อตัวอักษรในโลกทุกวันนี้ คือเมื่อก่อนตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ จะถูก อ่านแบบหนึ่ง แต่ทุกวันนี้มันอยู่ในหน้าจอแคบ ๆ ในโซเชียลมีเดีย มันก็จะถูกอ่านอีกแบบ การอ่านหนังสือเมื่อก่อนเราจะอ่าน ฉึบ ฉึบ (ท�ำมือช้า ๆ เป็นรูปตัว Z เรื่อย ๆ) การอ่านแบบนี้เรา จะเห็นความเชื่อมโยงของประโยคแรกต่อเนื่องไปยังประโยคหลัง บทแรกไปยังบทหลัง แต่การอ่านในโซเชียลมีเดียเราจะอ่าน แบบตัว F ก็เสร็จแล้ว คืออ่านบรรทัดหนึ่งแล้วกวาดมาดู ความยาว จากนั้นกลับไปอ่านบรรทัดที่สอง แล้วค่อยตัดสินว่า จะอ่านต่อไหม ถ้าไม่ก็เปลี่ยนไปอ่านเรื่องอื่นเป็นตัว F ใหม่ ไปเรื่อย ๆ มันคือค�ำตอบว่าท�ำไมเดี๋ยวนี้เราซื้อหนังสือมา แต่อ่านไม่จบ สื่อเก่าอย่างสื่อตัวอักษรจะเจอการอ่านของ คนแบบนี้ ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกแต่มันเปลี่ยนแปลงไป การเสพสื่อประเภทอื่น ๆ อย่าง หนัง เพลง โซเชียลมีเดีย ได้ลดทอนคุณค่าอะไรหรือไม่ เพราะหลายคนเริ่มมอง สื่อเหล่านี้ว่าฟรี ผมว่าไม่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียโดยตรง มันเกี่ยวกับ ตัวเทคโนโลยีที่อยู่เหนือมันอีกที่อย่างดิจิทัล แพลตฟอร์ม ซึ่งท�ำให้คอนเทนต์ทุกอย่างแจกจ่ายกันได้ง่ายจนท�ำให้เหมือน ต้องฟรีคนถึงจะยอมเสพ เมื่อก่อนตัวคอนเทนต์จะถูกขังอยู่ใน สสารอย่างเทป ดีวีดี เขาถึงจะขายคุณได้ คุณต้องขับรถไปซื้อ แต่พอเป็นดิจิทัล มันวิ่งอยู่ในเครือข่ายใครจะไปจับตรงไหนก็ได้ แต่โซเชียลมีเดียมันเร้าให้เราเปิดรับทุกอย่างอยู่แล้ว เราอาจจะ กดฟังเพลงจาก iTunes, Youtube หรือ Joox หรือรีบขับรถกลับไป ดูหนังเย็นนี้เลยก็ได้เพราะเรากลัวโดนสปอยล์ มันไม่ได้เร้า การละเมิดลิขสิทธิ์ มันเร้าให้เราเปิดรับให้เร็วขึ้น มากขึ้น ข่าวสารที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียจ�ำนวนมหาศาลจะท�ำ ให้คนแยกแยะข่าวต่างๆ ได้มากขึ้น ไม่มองทุกอย่างเป็น ขาวกับด�ำหรือไม่ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Filter Bubble (ฉบับภาษาไทยชื่อว่า ยิ่งหา ยิ่งหาย อีไล พาไรเซอร์ (Eli Pariser) : เขียน อรพิน ผลพนิชรัศมี : แปล) อธิบายถึงปรากฏการณ์เหล่านี้ ข้อมูล ข่าวสารที่มากมาย ช่องทางการเข้าถึงที่อิสรเสรี ใครอยากจะ พูดอะไรก็พูด แต่ในที่สุดเราก็จะกรองข้อมูลข่าวสารบางอย่าง นานาสารพันเพจที่ดูดกลืนเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจ�ำวัน


110 ที่สอดคล้องกับความคิดที่มีอยู่ ในระดับหนึ่งเรากรองเองด้วย อย่างการแอดเฟรนด์ (add friend) ไลค์เพจที่เราชอบ การอันเฟรนด์ (unfriend) หรือกดซ่อนเพื่อน แต่ในเว็บที่ให้บริการเป็นแหล่ง ข้อมูลข่าวสารจะมีอัลกอริธึม-โปรแกรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง หน้าจอที่เรากดใช้งานอยู่ ทุกครั้งที่เรากดมันจะค�ำนวณ ๆ เสร็จแล้วจะรู้ว่าเราชอบกินอะไร ไปที่ไหน มันก็จะขึ้นโฆษณา ใส่เรา เช่น ถ้าเรากดไลค์เพจแมว โพสต์รูปแมว วันรุ่งขึ้นจะมี โฆษณาอาหารแมวขึ้นมานิวฟีด (new feed) ของเรา เพจไหน ที่ไม่ได้ตามนาน ๆ ก็จะไม่มีวันเห็นเพจนั้นอีกเลย เขาจะกรอง เฉพาะเพจที่เราไปกดไลค์บ่อย ๆ ให้มาแสดงซ�้ำๆ ดังนั้นการเปิด รับข้อมูลข่าวสารเราจะแคบลง ๆ เป็นตัวกรองชั้นแล้วชั้นเล่า กรองแล้วกรองอีกจนเหลือสิ่งที่เราอยากเห็น เราถึงชอบเล่น เฟซบุ๊ก เพราะกรองสิ่งที่เราอยากเห็นให้เราเห็นทุกวัน มีแต่ เพื่อนที่เชื่อหรือคิดแบบเดียวกับเรา เพจที่สนับสนุนความคิด แบบเราตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้กระจายไปเรื่อย ๆ ทุกคนก็จะมี โลกของตัวเอง ทุกคนจะเหมือนอยู่ในลัทธิอะไรบางอย่าง ทุกวันนี้ปกติเราก็จะเห็นสิ่งที่เราอยากเห็น ไม่ใช่ความ จริงของโลกทั้งหมดอยู่แล้ว เหมือนเวลาไปเดินงานคอมมาร์ต คุณจะสังเกตไหมว่า เอ๊ะ ท�ำไมปีนี้มีแต่กล้องดิจิทัล ท�ำไมปีนี้ มีแต่ล�ำโพงบลูทูธ เพราะปีนั้นเราอยากซื้อสิ่งนั้น สิ่งที่ไม่อยู่ใน ความสนใจเราจะเดินผ่านมันไป นี่แค่ในระดับที่ไม่ได้อยู่ใน เทคโนโลยีนะ แค่ความเป็นจริงที่เราอยู่กับโลกเรายังเห็นเฉพาะ สิ่งที่อยากเห็นเลย คิดดูว่ายิ่งเราเลือกได้ชัดไปอีก ก็ยิ่งเห็น สิ่งที่เราอยากเห็น ในต่างประเทศมีการขับเคลื่อนของนักข่าวพลเมืองจนเกิด การเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยโซเชียลมีเดีย สังคมไทย จะสามารถมีลักษณะแบบนั้นได้หรือเปล่า เราจะมีข้อมูลที่มากขึ้นแล้วก็ตัดสินใจเลือกของเราเอง มันจะน�ำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรไหมในสังคมก็แล้วแต่ว่า สังคมนั้นมีความรู้เท่าทันแค่ไหน มีความสามารถในการตัดสินใจ แบบปัจเจกของตัวเองมากแค่ไหน ถ้าเป็นสังคมที่เชื่อหมดเลย แบบมะนาวโซดาฆ่าพิษมะเร็งได้ เป็นสังคมที่ไหลลู่ไปตามกัน ไหลลู่ไปตามคนที่มีชื่อเสียงมันก็ได้ผลอีกแบบหนึ่ง ถ้าสังคม ที่คนรู้เท่าทันหมดเลยรู้ว่าอะไรจริงไม่จริงตรวจเช็กหลายแหล่ง แล้วก็มีความเป็นปัจเจก เพื่อนฉันเชื่อไปทางนั้นหมดเลย แต่ฉัน รู้ว่าควรตัดสินใจยังไงไม่ต้องมาบอก ถ้าสังคมเป็นแบบนั้น มันก็จะส่งผลอีกแบบหนึ่ง แต่ผมยังมีความเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมดสุดท้ายมันก็จะไหลลู่ไป ภาครัฐเองจะสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ในการช่วยส่งเสริมวัฒนธรรม หรือการประชาสัมพันธ์ให้มี ประสิทธิภาพไหม ผมว่าทุกวันนี้ถ้าเราบอกให้คนอื่นท�ำอะไร คนอื่นจะ ไม่ท�ำแล้วเขาจะเกลียดเรา อันนี้ไม่ใช่ภาครัฐนะผมหมายถึง คนทุกคน เพราะว่ามันเป็นโลกยุคที่ทุกคนมีความเห็น ทุกคน มีตัวตนบนโซเชียลมีเดีย การที่เราจะบอกให้ใครท�ำอะไร มันเป็นไปไม่ได้ยกเว้นว่าเราจะรักเขา มีความสัมพันธ์กัน ยาวนานอย่างเพื่อนที่มากดไลค์เราทุกครั้ง แต่คนทั่วไปไม่ว่า จะบอกอะไร เขาจะไม่เชื่อหรือท�ำตามเราหรอกโดยเฉพาะ


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 111 เพียงแค่กดปุ่ม เราก็จะเข้าสู่โลกอันกว้างใหญ่ที่คุ้นเคย บนมือถือเล็ก ๆ เครื่องนี้ คนที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองกับเรา ยิ่งบอกอะไรไปยิ่งมี ความรู้สึกต่อต้าน เพราะในโซเชียลมีเดียการต่อต้านเป็นสิ่งที่ ท�ำให้รู้สึกดีเพราะเราชัดเจนขึ้น เราเป็นเราได้ด้วยการแสดง ความเป็นปฏิปักษ์ต่ออะไรสักอย่างหนึ่ง เรารู้สึกพิเศษเพราะ เราเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็กผมจึงด่าเด็ก เราเป็นคนรวยจึงด่า คนจนในทางใดทางหนึ่งโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว เราปรับปรุง ด้วยศีลธรรมจริยธรรมชุดใหม่ ๆ จนบัดนี้เราเปิดกว้างกับ ความหลากหลาย อย่างไรก็ตามลึก ๆ แล้วตัวเราด�ำรงอยู่ได้ ด้วยการปฏิเสธสิ่งอื่นที่อยู่รอบตัว สื่ออย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมในโซเชียลมีเดียคือไวรัล (viral) ภาครัฐสามารถจะสร้างสื่อแบบนี้ได้ไหม คือไวรัลมันเป็นวัฒนธรรมต้านกระแส อะไรที่มันเป็นเรื่อง รากฐานมันมักจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับ นอกจากว่าคุณจะท�ำมัน เป็นเรื่องล้อเล่น ซึ่งคุณจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง แล้วบอกว่า คุณยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง มันจะมีโอกาสให้คุณได้รับ การยอมรับ เหมือนกับวิธีการที่ผมชอบใช้ในการเขียนหนังสือ ส่วนใหญ่ผมไม่ได้ใช้วิธีสอนคนอื่น ผมมักจะบอกว่าผมเสียใจ ผมผิดไปแล้ว แบบนี้คนมักจะเห็นด้วยง่ายกว่า


112 กรุงเทพมหานครของเราวันนี้เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า บ้านเมืองเจริญขึ้นมากเสียจนนึกภาพสมัยเมื่อราว ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วไม่ออกว่าเป็นอย่างไร นอกจากหาภาพถ่ายเก่ามาดูเปรียบเทียบ แต่นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่วันนี้เรามี นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เป็นแหล่งถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ และจ�ำลองบรรยากาศของเมืองกรุงฯ หรือ “บางกอก” ในสมัยก่อน ให้คนรุ่นใหม่ได้ย้อนเวลากลับไปศึกษาความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาวบางกอก อีกทั้งให้คนรุ่นเก่าได้เข้าไปย้อนร�ำลึกภาพทรงจ�ำอันงดงามอีกครั้ง นิทัศน์วัฒนธรรม สุทัศน์ รุ่งศิริศิลป์ เรื่องและภาพ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : ขุมความรู้เรื่องเมืองกรุงฯ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ นับเป็นแหล่งรวบรวมเกียรติยศ แห่งแผ่นดินสยามตลอดยุครัตนโกสินทร์เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลาง ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุค กรุงรัตนโกสินทร์ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งในปัจจุบัน ตั้งอยู่ ในอาคารเก่าแก่สูง ๔ ชั้นริมถนนราชด�ำเนินกลาง ข้างลาน พลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ได้รับการบูรณะปรับปรุงเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ก่อนเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา การจัดแสดงนิทรรศการถาวรอยู่ในชั้นที่ ๑-๓ ของตัวอาคาร ส่วนชั้นที่ ๔ เป็นจุดชมทิวทัศน์มุมสูง สามารถมองเห็นถนน ราชด�ำเนินและสถานที่ส�ำคัญโดยรอบ เช่น ภูเขาทอง โลหะปราสาท ป้อมมหากาฬ เป็นต้น ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อราว ๒ ศตวรรษที่แล้ว ณ บริเวณนี้คือจุดเริ่มต้นที่จะเข้าสู่เขตพระนคร หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง นับว่าการเลือกท�ำเลที่ตั้งของ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์นั้นไม่ธรรมดา แถมยังอยู่ในอาคารเก่าแก่ ที่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ อีกด้วย ๑ ๒ ๓


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 113 ๑ พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วขนาดย่อส่วนที่สมบูรณ์แบบ ภายในห้องเกียรติยศ แผ่นดินสยาม ๒ ภาพยนตร์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ภายในห้อง ดวงใจปวงประชา ๓ ภาพมหรสพสมโภชอันน่าตื่นตา ภายในห้องเรืองนามมหรสพศิลป์


114 การจัดแสดงทั้งหมดได้วางแผนผังที่ร้อยเรียงเรื่องราว ทั้ง ๙ ห้องไว้ด้วยกัน ได้แก่ รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์, เกียรติยศ แผ่นดินสยาม, เรื่องนามมหรสพศิลป์, ลือระบิลพระราชพิธี, สง่า ศรีสถาปัตยกรรม, ดื่มด�่ำย่านชุมชน, เยี่ยมยลถิ่นกรุง, เรืองรุ่ง วิถีไทย และดวงใจปวงประชา ผ่านการน�ำเสนอด้วยเทคโนโลยี อันทันสมัย มีทั้งสื่อจัดแสดง หุ่นจ�ำลอง สื่อผสมเสมือนจริง ๔ มิติ สื่อมัลติทัช มัลติมีเดียแอนิเมชั่น เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่าง ตื่นตาตื่นใจ ผ่านการโต้ตอบกับอุปกรณ์ให้ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ (Interactive Self-learning) หากต้องการชมอย่างเต็มอิ่มครบทุกห้องใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง หรือถ้ามีเวลาน้อยจะเลือกเส้นทางการชมแบบ ๗ ห้อง ซึ่งใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ๔๕ นาที หรือเลือกชมแค่ห้องเรืองรุ่งวิถีไทย และห้องดวงใจปวงประชา โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ก็มีให้เลือก ตามความสะดวก แต่ละห้องมีเจ้าหน้าที่ประจ�ำห้องคอยบรรยาย รายละเอียดความเป็นมาที่น่าสนใจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางเดินชมแบบใด ทุกคนต้องเดินผ่าน อุโมงค์เวลา ตรงทางเข้าชมนิทรรศการบริเวณชั้นที่ ๑ เพื่อปูพื้น ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ส�ำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งในและ ต่างประเทศนับตั้งแต่ครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จวบถึงปัจจุบัน เมื่อเดินต่อไปยังชั้นที่ ๒ จะได้พบกับ ห้องดื่มด�่ำย่านชุมชน ฉายภาพถึงวิถีท�ำกินและความเป็นอยู่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ ความเป็นอยู่ของชุมชน ๑๒ แห่ง ในย่านกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิ บ้านบาตร ชุมชนกรงนก บ้านลาน บ้านพานถม บ้านดอกไม้ ชุมชนช่างหล่อ ชุมชนบ้านดินสอ ชุมชนบ้านธูป เป็นต้น โดยใช้ เทคนิคการน�ำเสนออันน่าตื่นตา ด้วยการฉายแสงไฟแผนที่น�ำทาง ลงมายังจุดที่ผู้เข้าชมยืนอยู่ เพื่อสร้างเส้นน�ำทางในการเข้าไป เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน ห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ น�ำเสนอเรื่องราวยุคแรกเริ่ม สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านสื่อผสมรูปแบบ ๔ มิติอันน่าตื่นตา ตื่นใจ อย่างชนิดที่เรียกว่าชัดเจนทั้งภาพ เสียง กลิ่น และการสัมผัส ๑


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 115 ๑ ภาพจ�ำลองบรรยากาศย�่ำค�่ำภายในเขตพระราชฐานชั้นใน ๒ ภาพวิวสวย ๆ ที่มองจาก รัตนโกสินทร์สกายวิว ๓ ถ่ายภาพโบราณเพื่อรับบทเป็นตัวแสดงในหนังแอนิเมชั่นท่องเที่ยว เมืองกรุง ในห้องเยี่ยมยลถิ่นกรุง ๔ บางส่วนของวัดโพธิ์ที่ถูกน�ำมาจ�ำลองไว้ได้อย่างสมจริง ๕ มุมการละเล่นของไทยที่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ๖ มุมฝึกเชิดหุ่นกระบอกที่สร้างความ หรรษาให้กับทุกคนที่ได้ลอง ผู้เข้าชมจะได้เห็นถึงการวางผังเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อป้องกัน พระนครเช่นสมัยอยุธยา และแนวทางที่พระองค์ทรงสร้างบ้าน แปงเมืองให้มั่นคงร่มเย็น ไม่ว่าจะเป็นการบ�ำรุงขวัญประชาชน ฟื้นฟู พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ห้องเกียรติยศแผ่นดินสยาม ผู้เข้าชมจะได้เห็นพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วในขนาดย่อส่วนที่สมบูรณ์แบบ รวมถึง สถาปัตยกรรมที่แฝงไปด้วยความหมายต่าง ๆ พร้อมองค์พระแก้ว มรกตในเครื่องทรงครบทั้ง ๓ ฤดู นอกจากนี้ยังมีโอกาสลัดเลาะประตู ย�่ำค�่ำเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งถือเป็นโอกาสเดียวที่ผู้ชาย มีสิทธิ์เข้าชมเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างใกล้ชิดเฉพาะที่นี่ ห้องเรืองนามมหรสพศิลป์ ตื่นตากับภาพมหรสพสมโภช ในมุมมอง ๓๖๐ องศารายรอบผนังห้อง ที่ให้ความรู้สึกราวกับว่า ได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางงานฉลองที่เต็มไปด้วยการละเล่นนานาชนิด สอดแทรกด้วยมุมเรียนรู้ภาษาท่าทางโขน และทดลองฝึกเชิด หุ่นกระบอกอย่างสนุกสนาน ห้องเยี่ยมยลถิ่นกรุง ต้องไม่พลาดกับการถ่ายรูปแบบ โบราณเป็นอันดับแรก ซึ่งรูปที่ถ่ายไปแล้วจะกลายไปเป็นตัวละคร ในแอนิเมชั่นน่ารัก ๆ แนะน�ำแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ อาหารการกิน จับจ่าย สินค้า และสีสันยามค�่ำคืน ซึ่งจะถูกฉายให้ดูกันแบบทันใจภายใน ห้องข้าง ๆ ห้องลือระบิลพระราชพิธี ฉายภาพเกี่ยวกับพระราชพิธี ที่ยิ่งใหญ่ของชาติที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ และได้รับการฟื้นฟู ขึ้นหลายพระราชพิธีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น พระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และพระราชพิธี เสด็จราชด�ำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคอันตระการตา ในรูปแบบ ๓ มิติ ฯลฯ ห้องสง่าศรีสถาปัตยกรรม ย้อนภาพให้เห็นถึงเอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรม วัง วัด และบ้านในกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่ง เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชม ๕ ๒ ๓ ๕ ๔ ๖


116 ๑ และ ๕ นั่งเรือแล้วขึ้นรถรางย้อนดูวิวัฒนาการของเมืองกรุง ในห้องเรืองรุ่งวิถีไทย ๒ ร�ำลึกภาพความรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ ๓ บรรยากาศย้อนยุคเมืองกรุงฯ สมัยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ๔ นานาสาระเกี่ยวกับช้างเผือก ในห้องลือระบิลพระราชพิธี ๖ เส้นทางที่บอกเล่าอย่างเห็นภาพถึงแผ่นดินที่ได้รับการสถาปนาและปกครองให้เจริญมั่นคง โดยพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 117 ได้ร่วมสนุกกับการละเล่นพื้นบ้านอย่างขี่ม้าชมเมือง พายเรือ ชมสวนและวิถีชีวิตริมฝั่งน�้ำ หมุนพวงมาลัยขับรถชมบ้านเรือน กรุงเก่า ห้องเรืองรุ่งวิถีไทย น�ำเสนอภาพเมืองกรุงที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยน ไปเมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากที่เคยนั่งเรือ ก็กลายมาเป็นนั่งรถราง พร้อมย้อนร�ำลึกความหลังย่านวังบูรพา แหล่งชุมนุมของวัยรุ่นหนุ่มสาวทันสมัยในยุค พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๐ โดยร่วมสนุกกับการถ่ายรูปขึ้นปกนิตยสาร ลองชุดที่ห้องเสื้อ หรือ ท�ำผมทรงต่าง ๆ ที่ร้านท�ำผมในบรรยากาศย้อนยุค ห้องดวงใจปวงประชา ห้องจัดแสดงห้องสุดท้าย หมายเลข ๙ น�ำเสนอเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๙ รัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงน�ำพาประเทศให้รอดพ้นจาก วิกฤตการณ์และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่ประชาชนชาวไทย ผ่านวีดิทัศน์และเทคนิคที่ทันสมัย ตราตรึงไปกับภาพยนตร์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีพระมหากรุณาธิคุณปกแผ่ ไปทั่วทุกสารทิศ หลังจากชมและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเมืองกรุงฯ จนครบ ทุกห้องแล้ว ก็ได้เวลาผ่อนคลายกับบรรยากาศสบาย ๆ วิวสวย ๆ บนชั้นที่ ๔ ของอาคารจัดแสดง ซึ่งเป็นส่วนที่เรียกว่า รัตนโกสินทร์ สกายวิว ณ จุดนี้ ผู้เข้าชมจะได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามและสถานที่ ส�ำคัญมากมายรายรอบนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ อาทิ โลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม พุทธสถาปัตยกรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจดีย์ภูเขาทองอันงดงามตระการตา สะพานผ่านฟ้า ป้อมปราการ เก่าแก่ และแนวถนนราชด�ำเนินที่เปี่ยมไปด้วยต�ำนานความเป็นมา สารพัดบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงกับการได้เรียนรู้ถึง แหล่งที่มา ความส�ำคัญของประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พวกเราคนไทยรู้จักตัวตนของตนเอง มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังท�ำให้รับรู้ว่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา การธ�ำรงและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะอันงดงามของชาติให้ยั่งยืนต่อไปนั้น คือ ภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคน และนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ มีศูนย์การเรียนรู้ในรูปแบบการน�ำเสนออันทันสมัยอย่าง นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่วันนี้ได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงความ เป็นไทยย่านกลางกรุงฯ ที่สมบูรณ์แบบ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ : ที่ตั้ง : เลขที่ ๑๐๐ ถนนราชด�ำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๖๒๑-๐๐๔๔ โทรสาร ๐-๒๖๒๑-๐๐๔๓ เปิด : ๑๐.๐๐-๑๙.๐๐ น. (หยุดวันจันทร์) ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท (ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ) เปิดให้เข้าชมฟรี ส�ำหรับเด็ก (ที่ความสูงไม่เกิน ๑๒๐ เซนติเมตร), นักเรียน/นักศึกษา (ไม่เกินระดับปริญญาตรี และก�ำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย), ผู้สูงอายุ (ชาวไทยที่มี อายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป) ภิกษุ สามเณร และผู้พิการ การเข้าชมจัดแบ่งเป็นรอบทุก ๆ ๒๐ นาที ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐-๑๗.๐๐ น. มีจ�ำนวนทั้งสิ้น ๒๒ รอบต่อวัน การเข้าชม ๑ เส้นทาง ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง รอบสุดท้ายคือเวลา ๑๗.๐๐ น. กรณีต้องการเข้าชม ๒ เส้นทาง ซึ่งใช้เวลา ๔ ชั่วโมง รอบสุดท้ายคือ เวลา ๑๕.๐๐ น. รายละเอียดเพิ่มเติม : ดูได้ที่เว็บไซต์ www.nitasrattanakosin.com


118 เปิดอ่าน วันใหม่ เรื่อง มรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมของชาติ ผู้แต่ง : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดอะ ปุราณ โปรเจกต์ : The Puran Project ผู้แต่ง : ยุทธนา วิวัฒน์เดชากุล หัวโขน สัญลักษณ์ แห่งรามเกียรติ์ ผู้แต่ง : นฤทธิ์ วัฒนภู ส�ำนักพิมพ์ : วาดศิลป์ ชุด Boxset ที่ประกอบด้วยหนังสือ ๗ เล่ม จ�ำแนกตามมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมของชาติ ได้แก่ ศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือดั้งเดิม วรรณกรรมพื้นบ้าน กีฬา ภูมิปัญญาไทย แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล ความรู้และแนวปฏิบัติ เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล สุดท้ายคือ ภาษา เป็นบันทึกหลักฐานส�ำคัญเพื่อช่วย ปกป้องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ ท้องถิ่นและของชาติมิให้สูญหาย น�ำไปสู่การ สร้างความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่า ยอมรับ ในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการอยู่ ร่วมกันอย่างมีสันติสุขของคนในสังคม น�ำเสนอการศึกษาศิลปะไทยแบบ ประเพณีอีกแนวทางหนึ่ง โดยมุ่งเน้น เรื่องคุณค่ารูปแบบพื้นฐานของศิลปะไทย ที่ต้องศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สังเกต รูปแบบกระบวนการของครูที่ถ่ายทอด รูปแบบ ความรู้ เนื้อหาสู่ชิ้นงาน เช่น การสังเกตสัดส่วนตัวภาพ ลักษณะของ ลวดลาย ความสัมพันธ์ของเส้นสาย และจังหวะทิศทาง ความงามของเส้นท่า นาฏลักษณ์ แบบแผนลายในสกุลช่าง ต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อน�ำเสนอ ความงามอันทรงคุณค่าและส่งต่อให้กับ คนรุ่นต่อไป หัวโขนนับเป็นงานศิลปกรรม ไทยแขนงหนึ่งที่มีความส�ำคัญ หลากหลายประการ สิ่งหนึ่งคือเพื่อ เชื่อมโยงกับการแสดงโขนเป็นหลัก หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงหัวโขนในแง่ มุมที่เป็นตัวแทนหรือเป็นสัญลักษณ์ ของตัวละครแต่ละตัวในรามเกียรติ์ ที่สามารถสื่อความตามเรื่องราวได้ อย่างชัดเจน เพื่อมอบความรู้อีก ด้านหนึ่งทั้งการศึกษาเรียนรู้ลักษณะ และรูปแบบของหัวโขนให้ผู้อ่านเข้าใจ บทบาทและเนื้อเรื่องของตัวละคร มากยิ่งขึ้น


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 119 มรดกวัฒนธรรมไทย ผู้แต่ง : สมชาย ณ นครพนม (บรรณาธิการ) ส�ำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องเล่าพื้นบ้านไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ผู้แต่ง : ศิราพร ณ ถลาง (บรรณาธิการ) ส�ำนักพิมพ์ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) บทความเรื่องรามเกียรติ์ ผู้แต่ง : คณะกรรมการวรรณคดีแห่งชาติ กรมศิลปากร ส�ำนักพิมพ์ : ส�ำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เป็น แหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ของไทยอย่างดียิ่ง มีลักษณะการแต่งตามขนบวรรณคดีไทย และประมวล ความรู้เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมของไทย รวมถึง ความคิดความเชื่อแบบไทย ทั้งมีความเพลิดเพลินและ คติธรรม ใช้ภาษาและส�ำนวนไทยที่เรียบง่ายแต่ไพเราะ คณะกรรมการวรรณคดีแห่งชาติจึงประกาศยกย่อง บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็น “วรรณคดีแห่ง ชาติ” และบทความของวิทยากรจากคณะกรรมการ วรรณคดีแห่งชาติ เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ ความดี ความงามในพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์นี้ ได้ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ พบกับเนื้อหาสาระอันเนื่องด้วย ภารกิจรับผิดชอบของกรมศิลปากรทุก แขนง ที่จัดแบ่งออกเป็น ๓ บท ประกอบ ด้วย ภูมิหลังมรดกวัฒนธรรมไทย มรดก วัฒนธรรมไทย ด้านโบราณสถาน โบราณ วัตถุและศิลปวัตถุ ด้านภาษาและ วรรณกรรม รวมถึงแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับ ภาษาและวรรรกรรมด้านศิลปกรรม ด้าน สถาปัตยกรรม ด้านนาฏศิลป์และดนตรี และด้านขนบธรรมเนียมประเพณี และ บทสุดท้ายคือบทสรุปทิศทางมรดก วัฒนธรรมไทย พร้อมภาพประกอบ ตัวอย่าง มรดกวัฒนธรรมไทยชิ้นเยี่ยมทุกสาขา งานเขียนที่น�ำเสนอข้อมูลและ ประเด็นใหม่ในการศึกษาวิจัยทาง คติชนวิทยา ที่ศึกษาจากการประยุกต์ นิทานพื้นบ้านที่มีการน�ำมาใช้ในบริบท ใหม่ ๆ ในปัจจุบัน เช่น บริบทเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ บริบทการท่องเที่ยว วงการ พุทธพาณิชย์/เครื่องรางของขลัง วงการหนังสือวรรณกรรมเด็ก ที่นิทาน พื้นบ้านไทยน่าจะกลายเป็น “ทุนทาง วัฒนธรรม” ที่ส�ำคัญ มีพลวัต มีบทบาท และยังด�ำรงอยู่ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง ในบริบทสังคมไทยปัจจุบันท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลง


120 วัฒนธรรมปริทรรศน์ ชาคริต สิทธิฤทธิ์ รายงายพิเศษ “สถานศึกษาส่วนมากขาดแคลนครูผู้สอนที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาส ครูผู้สอนไม่ตรงสาขาที่รับผิดชอบและครูคนเดียวต้องสอน ทุกวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ” “การที่เราจะรักษาดนตรีไทยให้คงอยู่ไม่หายไป ต้องเริ่ม ตั้งแต่เด็กในสถานศึกษา ท�ำให้เค้ามีรสนิยมในการฟังดนตรีไทย ไม่ปฏิเสธดนตรีไทยอย่างเช่นที่เป็นกันอยู่ตอนนี้” เหล่านี้คือเสียงสะท้อนของปัญหาการจัดการเรียนการสอน ดนตรีไทย ทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงบุคลากร ทางการศึกษาโดยเฉพาะครูผู้สอนดนตรีไทยซึ่งสอดคล้องกับ ผลการส�ำรวจสภาวการณ์การส่งเสริมการเรียนการสอนดนตรีไทย และดนตรีพื้นบ้านของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่พบว่า “ปัญหาที่แท้จริงซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานส�ำหรับการเรียน การสอนดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ดังกังวานในสถานศึกษา คือ การขาดแคลนบุคลากรท�ำการสอน (ครูผู้สอน) และ งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรี พื้นบ้าน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จ�ำเป็นไม่เพียงพอต่อการเรียน การสอน ตลอดจนขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการด�ำเนินงานดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้าน” ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งเสริม และพัฒนางานดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านเป็นอย่างมาก ดังนั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจ เกี่ยวกับการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย จึงได้ด�ำเนินงาน โครงการยกย่องเชิดชูเกียรติสถานศึกษาดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้านดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมา เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญก�ำลังใจให้กับ สถานศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ให้ความส�ำคัญ ในการสืบสาน ถ่ายทอดงานดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านมาอย่าง เสียงดนตรีไทย


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 121 เป็นระบบเซียน ในแต่ละระดับชั้นจะมีหนึ่งห้องเรียนที่เรียนวิชา ดนตรีไทยตามความถนัด (เซียน) ก�ำหนด ๒ คาบ/สัปดาห์ อีกทั้งยังเปิดวิชาดนตรีไทยและมีการจัดท�ำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องกลองยาว ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของจังหวัดเพชรบุรี ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้นักเรียนที่มีความสนใจและ มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีไทยได้ท�ำกิจกรรมดนตรีไทย รวมเป็นวงดนตรีไทยของโรงเรียน และท�ำให้นักเรียนได้เรียนรู้ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเอง จุดเด่นของการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน คือ รายวิชาที่ได้เปิดสอนในหลักสูตรนั้นได้มีการปรับปรุงและ พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับบริบท รวมถึงมีการน�ำ ปัญหาที่พบจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมาพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างเหมาะสม ได้แก่ การจัดท�ำและปรับปรุงแผนการเรียนรู้เพื่อให้ได้แผนการ เรียนรู้ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน ส�ำหรับใช้ประกอบการเรียนการสอนทั้งในรายวิชาพื้นฐานและ รายวิชาเพิ่มเติม ตลอดจนบูรณาการแผนการเรียนรู้ให้เข้ากับ บริบท เช่น แผนเรื่องการขับร้อง เป็นต้น และที่เป็นจุดขาย อย่างยิ่ง คือ การถ่ายทอดความรู้ด้านดนตรีไทยในงานนิทรรศการ “พรหมาฯ วิชาการ” โดยจัดกิจกรรม “แฟนพันธุ์แท้ดนตรีไทย” ให้นักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมตามเกณฑ์ที่ ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม และผลจากการด�ำเนินงานตลอด ระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ท�ำให้ทราบว่าสถานศึกษาบางแห่ง ก็เปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษา เด็กและเยาวชนได้มี ส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ส�ำหรับเยาวชนและครูผู้สอนอย่างจริงจัง จนได้รับการคัดเลือก เป็นสถานศึกษาดีเด่นฯ ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมครบทุกปี จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าสถานศึกษาเหล่านั้นมีกระบวนการ บริหารจัดการเพื่อการส่งเสริมการเรียนการสอนอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดอนุรักษ์นิยมสู่มิติสมัยใหม่ แห่งการพัฒนาได้อย่างไร โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานศึกษาดีเด่นฯ ๓ ปีติดต่อกัน และได้รับเป็น สถานศึกษาดีเด่นฯ ระดับภาคกลางในปีนี้ จากที่ได้มีการก่อตั้ง วงดนตรีไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ผนวกกับการพัฒนาวง จนสามารถเข้าร่วมบรรเลงตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอก สถานศึกษา รวมถึงการประกวดดนตรีไทย ทั้งประเภทเดี่ยว และประเภทวง จึงท�ำให้ได้รับรางวัลอย่างมากมายทั้งในระดับ จังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ นอกจากนั้นแล้วโรงเรียนยังได้บรรจุวิชาดนตรีไทยไว้ใน หลักสูตรของโรงเรียน ซึ่งก�ำหนดให้เรียนเป็นทั้งวิชาพื้นฐานและวิชา เพิ่มเติม วิชาพื้นฐานเปิดสอนทุกระดับชั้น ส่วนวิชาเพิ่มเติม เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นรวมถึงได้ก�ำหนดห้องเรียน


122 ดนตรีไทยเพื่อท�ำการสอนในโรงเรียน โดยคณะครูในโรงเรียนครู ภูมิปัญญาท้องถิ่น กรรมการสถานศึกษาผู้ปกครองและนักเรียน ได้มีส่วนร่วมช่วยกันเสนอแนวคิดพัฒนาหลักสูตรให้มีความ เหมาะสมอย่างถึงที่สุด ทั้งการจัดการเรียนการสอนในชั่วโมง ชุมนุมทุกสัปดาห์ ตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวันและวันหยุด รวมถึง จัดค่ายฝึกซ้อมดนตรีไทยระหว่างปิดภาคเรียน ตลอดจนจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทยของโรงเรียนขึ้นในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ โดยจัดให้ มีวิทยากรคอยให้ความรู้และแนะน�ำการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย อย่างถูกวิธี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ล้วนช่วยให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ศูนย์ฯ อย่างสม�่ำเสมอ จุดเด่นอีกอย่างก็คือ โรงเรียนบ้านจันทึงตั้งอยู่ในเขตบริการ ของโรงเรียนท่าข้ามวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จึงได้ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นภาคีเครือข่ายดนตรีไทยร่วมกัน ดังนั้นนักเรียนดนตรีไทยจากโรงเรียนบ้านจันทึงจึงสามารถใช้ความรู้ ความสามารถในการสอบโควตาเข้าเรียนต่อได้ ช่วยให้เกิดการ พัฒนาและเกิดคลื่นลูกใหม่ในวงการดนตรีไทยอย่างไม่ขาดสาย จากรุ่นสู่รุ่นรวมไปถึงการเป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับมหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ได้มีการจับมือต่อเพลง การครอบครู และจัดส่งนักศึกษา ได้แก่ นายอภิวัฒน์ นวลศิริ มาฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ จนต่อมาได้กลายเป็นก�ำลังหลักส�ำคัญ ในการท�ำการสอนและพัฒนาวงจันบรรเลง ซึ่งเป็นวงดนตรีไทย โรงเรียนบ้านจันทึงอย่างต่อเนื่องกระทั่งปัจจุบัน ก�ำหนด ซึ่งมีนักเรียนจากโรงเรียนหลายแห่งเข้าร่วมกิจกรรม การแข่งขันดังกล่าว นอกจากนักดนตรีไทยจะได้รับการถ่ายทอดในโรงเรียนแล้ว ยังมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดจากส�ำนักดนตรีไทยต่าง ๆ โดยน�ำ นักเรียนไปเรียนรู้กับครูภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงรวมกลุ่มเพื่อ จัดกิจกรรม ด้วยการน�ำผลงานด้านการแสดงดนตรีไทยไปเผยแพร่ ในชุมชน ท�ำให้ชุมชนได้เห็นความส�ำคัญของดนตรีไทยและชื่นชม ความสามารถของเยาวชนดนตรีไทย ซึ่งช่วยปลูกฝังให้ชุมชน นั้น ๆ ได้มีโอกาสร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยในอีกทางหนึ่ง โรงเรียนบ้านจันทึง จังหวัดชุมพร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือเป็นสถานศึกษาดีเด่นฯ ๓ ปีติดต่อกัน และได้รับรางวัลระดับภาคใต้ในปีนี้เช่นเดียวกัน ด�ำเนินการสอนดนตรีไทยมาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โดยมี อบจ. ชุมพร และ อบต. หินแก้ว เป็นภาคีเครือข่ายส�ำคัญ ที่ช่วยผลักดันและสนับสนุนงบประมาณในการส่งเสริมการเรียน การสอนดนตรีไทยของโรงเรียน ข้อน่าสังเกตประการหนึ่งคือ แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนประถม ศึกษาขนาดเล็ก แต่กลับสามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีไทย จนท�ำให้มีผลงานระดับชาติมากมาย เป็นผลโดยตรงมาจาก โรงเรียนมีเป้าหมายชัดเจนที่จะให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้และรักใน ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยอย่างถูกต้องตามแบบแผน จึงได้ จัดท�ำหลักสูตรท้องถิ่นดนตรีไทยที่พัฒนามาจากหลักสูตรชุมนุม


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 123 “กว่าที่จะก้าวเดินจากวันแรกมาจนถึงปัจจุบันมีปัญหา มากมาย เราใช้ความคิดที่ว่าไม่อยากให้ดนตรีไทยอันเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมที่ส�ำคัญของชาติหายไป การจัดการเรียนการสอน ดนตรีไทยในสถานศึกษาขนาดเล็กให้ประสบความส�ำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มจากการส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนก่อน แล้วก็จะเกิดการมองเห็นความส�ำคัญ น�ำเข้าสู่ขั้น ปฏิบัติที่ท�ำให้ผู้ปฏิบัติมีความคล่องตัวในการท�ำงาน ของอย่างนี้ อยู่ที่ใจอย่างเดียว หากไม่มีใจที่จะท�ำเชื่อว่าไม่มีทางจะส�ำเร็จไป ได้เลย เพราะการสร้างวงดนตรีไทยไม่อาจส�ำเร็จได้ในระยะเวลา อันสั้น เหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ กว่าจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงได้ ต้องใช้เวลาและการบ�ำรุงรักษาเป็นอย่างดี” คุณครูอภิวัฒน์ นวลศิริ ได้ตั้งข้อสังเกตประเด็นการจัดการเรียนการสอนไว้อย่างน่าสนใจ โดยสรุปแล้ว แม้ว่าโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี กับโรงเรียนบ้านจันทึง จังหวัดชุมพร จะแตกต่างกันในเรื่อง ขนาดของสถานศึกษาก็ตาม แต่ปัจจัยดังกล่าวมิได้เป็นตัวชี้วัด ระดับความส�ำเร็จของการด�ำเนินงานดนตรีไทยแต่ประการใด ในทางตรงกันข้าม การส่งเสริมการเรียนการสอนดนตรีไทยด้วย ความเอาใจใส่และจริงจังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีทิศทาง ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ส�ำคัญคือ เด็กนักเรียนเป็นหลัก รวมถึงมี กิจกรรมหรือโครงการที่สามารถประยุกต์ให้สอดคล้องกับแผนงาน ประจ�ำปีของสถานศึกษาได้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดัน นโยบายการส่งเสริมการเรียนการสอนดนตรีไทย รวมไปถึงดนตรี พื้นบ้าน โดยเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างและขยายเครือข่าย ทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านของสถานศึกษา ได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้องค์ความรู้ด้านดนตรีไทย และดนตรีพื้นบ้านเกิดความงอกงามอยู่ในตัวผู้เรียนได้อย่าง แท้จริง รวมถึงเป็นกลยุทธ์ส�ำหรับการส่งเสริมการเรียนการสอน ในสถานศึกษาให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อย่าให้เหมือนในสมัยหนึ่งที่ดนตรีไทยก�ำลังจะตายจาก สังคมไทย เพราะคนในชาติไม่สนใจ แล้วเกิดการสร้างกระแส โหมโรงจนท�ำให้ดนตรีไทยกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง จึงเป็นหน้าที่ ของทุกฝ่ายที่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ดนตรีไทย และที่ส�ำคัญไป กว่าคือการสกัดกั้นมะเร็งร้ายทางความคิดที่ผลักดันให้ดนตรีไทย กลายเป็นส่วนเกินของสังคมไทยในทุกวันนี้ อันจะน�ำไปสู่การ สร้างส�ำนึกความเป็นไทยในวันข้างหน้าได้อย่างแท้จริง


124 บุคคลในภาพพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ และ ด้วยส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวง ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม การศึกษา การ เกษตร การแพทย์และสาธารณสุข ตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบันให้เป็นที่ประจักษ์แก่ ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุด มิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดมา บุคคลในภาพทั้ง ๘ คน ได้แก่ นางดอกไม้ ค�ำวงษ์ นางค�ำใหม่ โยคะสิงห์ นางฉาย ดวงใจ รองศาสตราจารย์ศิริชัย หงษ์วิทยากร นายสะมะแอ กะนิ นายอูเซ็ง สะแลแม นางวาสนา แก้วหานาม และ คุณหญิงบาร์บาร่า มาร์เกร็ด-โรส รีเพิล โดย สวธ. ได้จัดงานเปิดตัวบุคคลในภาพ พระราชกรณียกิจฯ และนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธาน การจัดงาน ได้มอบภาพถ่ายพระราชกรณียกิจ ให้แก่บุคคลในภาพทั้ง ๘ คน เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย วัฒนธรรม ได้ด�ำเนินโครงการตามหา บุคคลในภาพพระราชกรณียกิจสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมจ�ำนวน ๘ ภาพ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าในด้านต่าง ๆ วันภาษาไทยแห่งชาติ วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปีคือวัน ภาษาไทย และส�ำหรับในปีนี้กรมส่งเสริม วัฒนธรรม (สวธ.) ได้จัดกิจกรรมวันภาษา ไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๙ เพื่อ กระตุ้นและปลุกจิตส�ำนึกให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงคุณค่า และความส�ำคัญของภาษาไทยอันเป็น ภาษาประจ�ำชาติ โดย สวธ. ได้ด�ำเนินการ คัดเลือกบุคคล องค์กร หน่วยงาน ที่ส่งเสริม สนับสนุนการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง โดยแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทย คัดเลือกค�ำขวัญที่ใช้ภาษาไทยสื่อความหมาย ได้อย่างชัดเจนและงดงาม จ�ำนวน ๒๔ ผลงาน โดยสามารถติดตามรายชื่อบุคคล ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติทางด้านภาษาไทย แห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๙ ทั้ง ๔ ประเภท และรายชื่อผู้ชนะการประกวดค�ำขวัญ ได้ที่ www.culture.go.th ดีเด่น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น ผู้มีคุณูปการ ต่อการใช้ภาษาไทย และในปีนี้ สวธ. ยังได้ จัดการประกวดค�ำขวัญ หัวข้อ “คนไทย รักชาติ รักและนิยมความเป็นไทย” โดย มีนักเรียน เยาชน และประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจส่งค�ำขวัญเข้าร่วมประกวด เป็นอันมาก และคณะกรรมการได้ท�ำการ


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 125 ๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่ กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดกิจกรรม เนื่องในวันสุนทรภู่ เพื่อร�ำลึกถึงมหากวีแห่งรัตนโกสินทร์และ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านภาษาไทย วรรณคดีไทย และผลงาน ของสุนทรภู่ อีกทั้งส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ทั่วไป มีความรู้เกี่ยวกับประวัติและผลงานของสุนทรภู่ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย โดยนางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจ�ำ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานวันสุนทรภู่ ประจ�ำปี ๒๕๕๙ สุนทรภู่หรือพระสุนทรโวหารเป็นสามัญชนชาวไทย คนแรกที่องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้เป็นบุคคลส�ำคัญของโลก ทางด้านวรรณกรรม ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับ สุนทรภู่ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การแสดงหุ่นกระบอกบ้านตุ๊กตุ่น หุ่นละครเล็กโจหลุยส์ หุ่นสายช่อชะคราม เรื่องพระอภัยมณี การ แสดงเพลงพื้นบ้านเด็ก “เรียนรู้ภาษาไทยด้วยบทกลอน” การ สาธิตท�ำหุ่นกระบอกจิ๋ว ตัวละครในวรรณคดีสุนทรภู่ ชวนชิม อาหารเลิศรสกับบทกลอนในวรรณคดีสุนทรภู่ และเพื่อถวาย เป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ๗๐ ปี ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ สวธ. ได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนจาก มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ชุมชนคลองเตย) โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม โรงเรียนโพธิ์บ้านอ้อย โรงเรียนบ้านบางกะปิ และโรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา จ�ำนวน ๕๐๐ คน เข้าร่วมกิจกรรม ในครั้งนี้ด้วย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการทรง ระนาดเอก เพลงภาษาไทย ญวน พม่า และชวา บทพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ วงดนตรีไทยบ้านปลายเนิน ที่สร้างความปลื้มปีติให้แก่ครูอาวุโส ทั้งหญิงและชาย ตลอดจนพสกนิกรทุกคน การแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโส แห่งรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์ วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชด�ำเนินมาทรงเป็นองค์ ประธาน “การแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ และในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ฉลองพระชนมายุครบ ๖๑ พรรษา จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมส�ำหรับการ แสดงดนตรีไทยปีมหามงคลนี้ ได้รับเกียรติจากครูอาวุโสแห่ง รัตนโกสินทร์ ทั้งชาย-หญิง รวม ๓๘ คน ร่วมขับร้องและบรรเลง บทเพลงไทยอันไพเราะกันอย่างสุดฝีมือ และเหล่าพสกนิกร


126 คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย คว้า ๒ เหรียญทอง เปิดบ้านนายหนังณรงค์ จันทร์พุ่ม ศิลปินแห่งชาติ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็น ประธานการจัดงานบูรพศิลปิน พุทธศักราช ๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริม วัฒนธรรม (สวธ.) ได้ด�ำเนินการยกย่องบูรพศิลปินมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ และ ได้รวบรวมประวัติผลงานอันทรงคุณค่าของเหล่าบูรพศิลปินไว้อย่างเป็น ระบบ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลในภายภาคหน้า โดยในปีนี้ได้คัดเลือกศิลปินผู้ล่วงลับที่ได้รับการยกย่องเป็นบูรพศิลปิน จ�ำนวน ๒๔๑ คน โดยแบ่งเป็นสาขาวรรณศิลป์ ๔๙ คน สาขาทัศนศิลป์ ๕๕ คน และสาขาศิลปะการแสดง ๑๓๗ คน ซึ่งทุกท่านล้วนมีผลงาน ชิ้นเยี่ยมเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป ด้วยน�้ำเสียงทรงพลังและความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ของคณะ นักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย (Thai Youth Choir ) หรือ TYC ท�ำให้ สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันนักร้องประสานเสียงชิงแชมป์โลก ครั้งที่ ๙ World Choir Game 2016 Sochi” เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ สหพันธรัฐรัสเซีย จากสองสาขา ได้แก่ สาขา Equal Voices และสาขา บทเพลงศาสนา Musica Sacara With accompaniment โดยนางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้กล่าวถึงแนวทางการ ด�ำเนินงานในอนาคตว่า “สวธ. มีนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนเด็ก และเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโอกาสที่เยาวชนจะได้ แสดงความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย” ชัยชนะใน ครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้ฝึกสอน และความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยที่น่าชื่นชม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ด�ำเนินโครงการเปิดบ้านศิลปิน แห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ ปัจจุบันมีบ้านศิลปินแห่งชาติทั้งสิ้น ๒๒ หลัง และเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ สวธ. ได้จัดงานเปิดบ้านณรงค์ จันทร์พุ่ม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ณ บ้านเลขที่ ๑๐๙ หมู่ที่ ๖ ต�ำบลกันตังใต้ อ�ำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรม ประธานในพิธีเปิดบ้าน กล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปจะได้มีแหล่งเรียนรู้ศิลปะการแสดง พื้นบ้านหนังตะลุง อันเป็นมรดกล�้ำค่าของชาวปักษ์ใต้ที่สืบทอด มาอย่างยาวนาน และผู้ที่สนใจสามารถมาฝึกฝนการแสดงพื้นบ้าน หนังตะลุงและมโนราห์ได้ที่นี่โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น บูรพศิลปิน พุทธศักราช ๒๕๕๙


พบความเป็นมาของชนชาติไทย ได้ที่นี่‘หอไทยนิทัศน์’ สถานที่จัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตไทย ภาษาวรรณคดี และประชาคมอาเซียน ด้วยสื่อลํ้าสมัย ท่องไปในอดีตที่ เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มาชมแล้วได้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน เพลิดเพลินและภาคภูมิใจไปกับวิถีความเป็นไทย หอไทยนิทัศน์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๒๐ โทรศัพท์ ๐-๒๒๔๗-๐๐๒๘ ต่อ ๔๒๐๖, ๔๒๐๗ เปิดให้เข้าชม วันจันทร์ – วันศุกร์ เว้นวันนักขัตฤกษ์ ระหว่างเวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๓๐ น.


โขน เป็นการแสดงที่เจริญด้วยปัญญาและสุนทรียภาพ ควรค่าแก่การส่งเสริมให้คนไทยได้ร่วมภาคภูมิใจ ในการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ


Click to View FlipBook Version