The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kong Kirito, 2024-01-11 22:27:42

หนังสือนิตยสารกระทรวงวัฒนธรรม

ฉบับที่ 1 ปี 2567

Keywords: Ministry of Culture

วัน-เวลาเข้าชม ทุกวันอาทิตย์ที่ ๒ และวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ๑๐.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. หรือหากต้องการเข้าชมนอกเวลาท�ำการ ติดต่อโทรศัพท์หมายเลข ๐-๒๓๗๒-๐๙๖๑ โดยไม่เสียค่าเข้าชมและสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ เว็บไซต์ www.moolpinit.net Facebook : ช่วง มูลพินิจ Chuang Moolpinit รื่นรมย์ ชมงานศิลป์ ณ บ้านศิลปินแห่งชาติ หอศิลป์ช่วง มูลพินิจ ที่ตั้ง เลขที่ ๗๙/๖๒๙ - ๖๓๐ หมู่บ้านธารารมณ์ ซอย ๘/๑ ถนนรามค�ำแหง ๑๕๐ แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร


50 ต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่ของ วัดไชยมงคล จังหวัดอุบลราชธานี วางตัวอยู่ บนรถแห่เทียนคันใหญ่ที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในร่มเงา ของศาลาโล่งหลังคาสูง มีโครงไม้นั่งร้านประกบ อยู่ด้านหนึ่ง บรรดาพระ เณร และชาวชุมชน คุ้มวัดมาช่วยกันท�ำงานสร้างต้นเทียนกันขะมักเขม้น บ้างต้มเทียน บางคนใช้แปรงทาน�้ำมันมะพร้าว เคลือบผิวเทียน ขณะช่างเทียนอาวุโสอีกคนนั่งอยู่ บนนั่งร้าน ก�ำลังคร�่ำเคร่งใช้เครื่องมือแกะสลัก ลวดลายบนเนื้อเทียนอย่างประณีตบรรจง โดยมี พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล มาเดินตรวจตราดูงานอย่างใกล้ชิด งานแห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี ประเพณี จักรพันธุ์ กังวาฬ เรื่อง ยอด เนตรสุวรรณ ภาพ วิจิตรตระการตา งานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี จัดอย่างยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงระดับประเทศ


52 ๑ “วัดไชยมงคลได้สร้างสรรค์งานต้นเทียนพรรษามาอย่าง ต่อเนื่องไม่ต�่ำกว่า ๔๐ ปีโดยไม่ขาด เพราะถือว่าเป็นประเพณี ส�ำคัญของจังหวัด โดยปีนี้เราใช้แนวคิด ‘นครธรรม’ เพื่อสื่อสาร อัตลักษณ์ที่ส�ำคัญของอุบลราชธานี” พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ กรุณาอธิบายให้เราฟัง “งานของเราเริ่มต้นจากการพูดคุยกับคนในชุมชนว่าปีนี้ เราจะสร้างงานอะไร เนื้อหาอะไร แนวคิดอะไร เสร็จแล้วก็เอา ข้อสรุปที่ได้ให้ช่างเขียนแบบออกมา ใช้ตัวละครเด่น ๆ มาผูก ร้อยรัดเป็นเรื่องราว กระบวนการเช่นนี้ท�ำให้ชุมชนมีส่วนร่วม ในการท�ำงาน แม้แต่เรื่องแนวความคิด พวกเขาจึงรู้สึกถึง ความเป็นเจ้าของและมีความผูกพันกับประเพณีแห่เทียนพรรษา ๒


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 53 มันไม่เหมือนงานอื่นที่ภาครัฐจัดให้ประชาชนไปดู แต่งานนี้ เกิดมาจากความรู้สึกนึกคิด สติปัญญา และสิ่งที่ชุมชนต้องการ แสดงออกมา” ต้นเทียนพรรษาวัดไชยมงคล ประจ�ำปี ๒๕๕๙ เป็น ต้นเทียนประเภทแกะสลักขนาดใหญ่ ต้นเทียนและส่วนประกอบ มีความกว้าง ๒.๘๐ เมตร ยาวถึง ๑๖.๕๐ เมตร สูงจากพื้น ๔.๕๐ เมตร เฉพาะส่วนล�ำต้นเทียนนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๐.๖๐ เมตร ความสูง ๒.๔๐ เมตร ส่วนยอดแกะสลัก เป็นลายเครื่องยอดบัวกลุ่ม ส่วนล�ำต้นแกะสลักลวดลาย กนกเปลวก้านแย่ง ซ้อนลายด้วยดอกพุดตาน มีภาพประกอบ รูปพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และ ส่วนฐานรองรับต้นเทียนแกะสลักเป็นภาพบัวคว�่ำบัวหงาย ประดิษฐานอยู่บนนางกินรี ซึ่งเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ขณะที่องค์ประกอบเนื้อเรื่องที่แวดล้อมส่วนต้นเทียน ตามแนวคิด “นครธรรม” นั้นจัดสร้างรูปหล่อเทียนของบรรดา เกจิอาจารย์เลื่องชื่อ ทั้ง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ชา สุภัทโท พระอุบาลีคุณูปรมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อยู่ส่วนหน้าตัวรถ ถัดมาส่วนหลังเป็นรูปหล่อเหมือนของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้านหลังสุด เป็นรูปพระพุทธเจ้าองค์พระสมณโคดมปางคันธาระประทับนั่ง อยู่บนราชอาสน์ช้างสามเศียร ต้นเทียนพรรษาที่มีขนาดใหญ่และอลังการเช่นนี้ใช้เวลา เตรียมการและสร้างสรรค์ไม่ต�่ำกว่า ๑ เดือน เริ่มต้นจากการ ออกแบบ การท�ำส่วนโครงสร้างภายในที่มักขึ้นรูปโดยใช้ ปูนปลาสเตอร์หรือปูนซีเมนต์ จากนั้นแปะทับด้วยแผ่นเทียนหนา แล้วช่างเทียนจึงลงมือแกะสลักลวดลายงามวิจิตร ต่อจากนั้น ก็เหลืองานเก็บรายละเอียดและประดับประดาตัวรถแห่เทียน ให้เรียบร้อยสวยงาม ๑-๒ เทียนพรรษาขนาดใหญ่ของวัดไชยมงคล มีองค์ประกอบตามแนวคิด “นครธรรม” ระหว่างการสร้างด้วยฝีมือ พระ เณร และชาวชุมชนคุ้มวัดฯ ในโรงเรือนขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณวัด ก่อนเข้าร่วมขบวนแห่ในวันรุ่งขึ้น ๓-๔ ต้นเทียนพรรษาสร้างสรรค์ขึ้นจากคติความเชื่อพุทธ-พราหมณ์ ๔ ๓


54 นอกจากชุมชนคุ้มวัดไชยมงคลแล้ว ในช่วงเวลาเดือน กรกฎาคมเช่นนี้ของทุกปี ชาวชุมชนคุ้มวัดอื่น ๆ ทั่วจังหวัด เช่น ชุมชนวัดแจ้ง ชุมชนวัดศรีประดู่ ชุมชนวัดบูรพา ชุมชน วัดศรีอุบลรัตนาราม ชุมชนวัดทุ่งศรีเมือง ฯลฯ ต่างก็ก�ำลัง สร้างสรรค์ต้นเทียนพรรษาของตน ทั้งประเภทแกะสลักและ ติดพิมพ์ เพื่อส่งเข้าร่วมขบวนแห่และประกวดในงานแห่เทียน พรรษาประจ�ำปีของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นงาน ประเพณีเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ ..................................................... ประเพณีงานบุญเข้าพรรษาที่ชาวอีสานเรียกว่า “บุญ เดือนแปด” เป็นช่วงที่พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจ�ำวัดโดยไม่ออก ไปไหนเป็นเวลา ๓ เดือน เหล่าอุบาสกอุบาสิกาจะรวบรวมเทียน ในชุมชนไปถวายวัด เพื่อให้พระภิกษุสามเณรใช้ปฏิบัติศาสนกิจ หรือให้แสงสว่างในเวลาค�่ำคืนเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย งานแห่เทียนพรรษาในอดีตของจังหวัดอุบลราชธานี มิได้จัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกเช่นในปัจจุบัน ชาวบ้านเพียงแต่ รวบรวมเทียนเล่มเล็กมามัดรวมเป็นแท่งแล้วแห่แหนไปถวาย วัดต่าง ๆ ในชุมชนของตน นิยมใช้เกวียนเทียมวัวหรือใช้คน ลากจูงรถแห่เทียน แล้วมีขบวนตีกลอง ฆ้อง กรับ และฟ้อนร�ำ สนุกสนานรื่นเริง ๑-๓ ขบวนเทียนโบราณ ทั้งเทียนเล่มเล็กในมือ เทียนแท่งใหญ่ในบุษบก หญิงและชายร่วมขบวน ร่วมฟ้อนรำ ในชุดพื้นเมืองดั้งเดิมที่สวยงามอย่างยิ่ง เทียนพรรษารูปแบบดั้งเดิมเช่นนี้จะนำ ขบวนแห่ ก่อนขบวนเทียนพรรษายุคใหม่อันอลังการจะตามต่อมา ๑ ๒ ๓


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 55 ในสมัยต่อมาการท�ำต้นเทียนเริ่มพัฒนาให้มีรูปแบบ ที่ซับซ้อนงดงามยิ่งขึ้น ทั้งต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ ที่ต้องต้มขี้ผึ้ง แล้วน�ำไปเทในแม่พิมพ์ ค่อยแกะออกมาเป็นลวดลายแผ่นเล็ก แล้วน�ำไปติดประดับบนต้นเทียนผิวเรียบอีกที หรือต้นเทียน ประเภทแกะสลัก ที่ริเริ่มท�ำเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ โดย ครูค�ำหมา แสงงาม ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับไปแล้ว การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากงานท้องถิ่นระดับ ชาวบ้านมาสู่การสนับสนุนของภาครัฐและเอกชน กระทั่งใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ จังหวัดอุบลราชธานีได้เชิญองค์การส่งเสริม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท. ในขณะนั้น) มาสังเกตการณ์ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็เข้ามาสนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ ดึงดูดให้ นักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมงานแต่ละปีเป็นจ�ำนวนมาก ..................................................... ช่วงเช้าของวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙ บริเวณท้องถนน โดยรอบทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ก็แน่นขนัดไปด้วยฝูงชน ที่หลั่งไหลมาร่วมชมขบวนแห่เทียนพรรษาประจ�ำปี โดยเฉพาะ ถนนด้านหน้าวัดศรีอุบลรัตนารามซึ่งเป็นจุดปล่อยขบวน มีการ จัดสร้างอัฒจันทร์นั่งชมทั้งสองฝั่งเป็นแนวยาว


56 ภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีเปิดงาน ขบวนแห่ก็เริ่ม เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ไปตามแนวถนนอุปราช-ถนนชยางกูร เริ่มด้วยขบวนผ้าอาบน�้ำฝนพระราชทาน ขบวนเทียนโบราณ ขบวนแห่เครื่องยศเจ้าเมือง ขบวนขันหมากเบ็ง จากนั้นจึงเป็น ขบวนแห่ต้นเทียนพรรษาประเภทต่าง ๆ โฆษกชายหญิงประจ�ำเวทีประกาศเสียงดังฟังชัด ในปีนี้ มีต้นเทียนพรรษาจากชุมชนคุ้มวัดและหน่วยงานต่าง ๆ ส่งเข้า มาร่วมขบวนแห่ถึง ๕๓ ต้น ประกอบด้วยขบวนต้นเทียนโชว์ ๓ ต้น ขบวนต้นเทียนโบราณ ๗ ต้น ตามด้วยต้นเทียนประกวด ประเภทแกะสลัก ๒๔ ต้น และต้นเทียนประกวดประเภทติดพิมพ์ อีก ๑๙ ต้น เทียนพรรษาแต่ละต้นบนรถแห่แต่ละคัน ล้วนแต่ถูก สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างวิจิตรอลังการ ด้วยรูปแบบประติมากรรมที่ ร้อยเรียงมาจากแก่นธรรมและต�ำนานของพุทธศาสนา ประกอบ รูปทวยเทพและสัตว์ป่าหิมพานต์ลักษณะพิสดาร ประดับ ประดาด้วยลวดลายสลักเสลาอันประณีตละเอียดอ่อนซับซ้อน ฉวัดเฉวียน สะท้อนภูมิปัญญาและชั้นเชิงช่างพื้นบ้าน ต่างค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ชมเนืองแน่นริมถนนที่พร้อมใจกันชูอุปกรณ์ ไฮเทคอย่างสมาร์ตโฟนและแทบเล็ตขึ้นบันทึกภาพเป็นดงสลอน นับเป็นภาพเหตุการณ์ที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจแห่งยุคสมัย ๑ ใบหน้าของทวยเทพแสดงให้เห็นฝีมือของช่างเทียนผู้สลักเสลา ๒ ต้นเทียนพรรษาประเภทแกะสลักที่สร้างสรรค์อย่างวิจิตรอลังการ ๓ ต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ ๔ ผลงานหนึ่งในงานเทศกาลศิลปะเทียนนานาชาติเมืองอุบลฯ นอกจากนั้นยังมีขบวนที่โดดเด่นชูโรงในปีนี้ คือรถแห่ ต้นเทียนพรรษายาวที่สุดในโลกถึง ๔๐ เมตร แสดงเรื่องราว พุทธประวัติตั้งแต่การประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน อีกทั้งในขบวนแห่ยาวเหยียดยังมีขบวนการแสดง แทรกสลับอยู่อีก ๑๖ ชุด อาทิ ขบวนสาวงามฟ้อนร�ำในชุด แต่งกายท้องถิ่น รถแห่ศิลปินชั้นครูแห่งอีสาน วงดนตรีพื้นบ้าน เช่น พิณอีสาน แคน โปงลาง และขบวนร�ำเซิ้งที่ชวนให้รู้สึก รื่นเริงบันเทิงใจ ฯลฯ นับเป็นอีกปีที่จังหวัดอุบลราชธานีจัดงานแห่เทียน พรรษาอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยรูปแบบที่ตอบโจทย์วิถี การท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน แต่ก็สามารถสะท้อนถึงภูมิปัญญา และศิลปะท้องถิ่นอีสาน เป็นการช่วยสืบสานประเพณี วัฒนธรรมอันมีค่าจากอดีตไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดยั้ง ๑ ๒ ๓


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 57 ๔


ลีลาอันงามสง่าของไก่ชนพื้นเมือง นอกจากจะเป็นการต่อสู้ ตามสัญชาตญาณแล้ว สังเวียนไก่ชนยังเกี่ยวโยงไปถึงการอนุรักษ์ และการคัดเลือกสายพันธุ์ของไก่พื้นถิ่นไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา (สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ) จักรวาลทัศน์ ทรงยศ กมลทวิกุล เรื่องและภาพ


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 59 ไก่ชนไทย สายพันธุ์แห่งความสง่างาม บ่ายวันนี้เป็นเช่นทุกวัน ลุงหนวดผู้ท�ำหน้าที่ ดูแลฟาร์มไก่ชนโชคบัญชาฟาร์ม ฟาร์มไก่ชนที่ได้รับ รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ และเป็นที่รู้จักของ บรรดาผู้เลี้ยงไก่ชน ลุงหนวดได้แปลงพื้นที่เล็ก ๆ บริเวณหัวโรงเรือนเลี้ยงไก่เก่งของแกให้เป็นลานปล�้ำ ไก่ชน ซึ่งทุก ๆ วันเริ่มตั้งแต่ประมาณบ่ายโมงเศษ ๆ ไปจนเกือบสี่โมงเย็น ไก่ชนในฟาร์มจะถูกน�ำมาซ้อม ปล�้ำไก่ ทั้งปล�้ำกันเองระหว่างไก่ในฟาร์มรวมทั้ง มีบรรดาชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ชนอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงอุ้ม ไก่มาปล�้ำด้วย เสียงวิจารณ์เสียงเชียร์เสียงชมออก ส�ำเนียงเหน่อแบบชาวนครปฐมดังขึ้นเป็นช่วง ๆ สลับกับเสียงหัวเราะและปรบมือ นอกจากคุยกันเรื่อง ไก่ชนที่น�ำมาแล้ว วงสนทนายังนอกเรื่องไปคุยถึง เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย การปล�้ำไก่ในช่วงบ่ายของ ทุกวันมีผู้คนหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันมา ส่วนการ ได้พบหน้าพูดคุยกันนั้นเป็นของแถม เชื่อว่าหากย้อน เวลากลับไปในอดีตบรรยากาศการปล�้ำไก่ตามชุมชน ในชนบทของไทยก็คงเป็นเฉกเช่นนี้


60 บัญชา ปัญญาวานิชกุล เจ้าของโชคบัญชาฟาร์ม บอกว่า วงการไก่ชนไทยเปลี่ยนไปมาตามยุคสมัย ส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมจัดการของ ภาครัฐด้วย เมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นเป็นช่วงเวลา ที่คึกคักมาก เขาสนุกสนานอยู่กับการผสมพันธุ์ และเลี้ยงดูไก่ชนสายพันธุ์ไทยเพื่อส่งเข้าสู่สนาม ประกวดไก่สวยงาม แต่ปัจจุบันนี้ความนิยมของ การเลี้ยงไก่ชนไทยตกไปอยู่กับสายไก่ตีเป็นหลัก ที่เป็นสายประกวดก็ยังมีอยู่แต่เมื่อเทียบสัดส่วน กับสายไก่ตีแล้วต่างกันมาก การเพาะพันธุ์ไก่ชนไทยให้เข้าลักษณะตาม ที่โบราณระบุไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เลี้ยงต้องทุ่มเท ใส่ใจดูแล เสาะหาสายพันธุ์มาผสม แม้ว่าจะเคย เพาะพันธุ์ไก่ไทยประเภทสวยงามเดินสายประกวด กวาดรางวัลมาทั่วประเทศ บัญชาบอกว่าสมัยที่ท�ำ ไก่ประกวดนั้นถ้าบอกว่างานประกวดไหนมีไก่ จากโชคบัญชาฟาร์มมาคู่แข่งแทบจะถอดใจตั้งแต่ ยังไม่ได้แข่ง ในยุคที่บัญชาท�ำไก่ประกวดชนะเลิศ จนถึงจุดอิ่มตัว โชคบัญชาฟาร์มจึงด�ำเนินกิจการ เพียงเพาะพันธ์ุไก่ชนไทยขายให้กับผู้ที่สนใจน�ำไป เลี้ยงต่อเท่านั้นโดยขายทั้งลูกไก่และไก่รุ่น ๑-๒ บรรยากาศการปล�้ำไก่ ที่มีทั้งเสียงวิจารณ์ เสียงเชียร์ และเสียงชม ออกส�ำเนียงเหน่อแบบ ชาวนครปฐมดังขึ้นเป็นช่วง ๆ สลับกับเสียงหัวเราะและ เสียงปรบมือ การปล�้ำไก่คือการน�ำไก่ชนมาออกก�ำลังกาย ด้วยการปล่อยไก่ชนสองตัวลงไปในลานตีไก่ ให้ไก่ ได้ฝึกกล้ามเนื้อ คุ้นเคยกับสนาม แม้ว่าไก่บางตัว ที่น�ำลงไปปล�้ำจะไม่ได้ไปลงสนามตีไก่เพื่อชิงชัย ก็ต้องน�ำมาออกก�ำลังกาย เพื่อฝึกฝนและดูลักษณะ ของไก่ การเลี้ยงไก่ชนถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดต่อกันมาในสังคมไทย มีหลากหลาย องค์ความรู้ที่ตกทอดต่อกันมา อาทิ วิธีผสมพันธุ์ไก่ การดูแลไก่ การปฐมพยาบาล ในแวดวงไก่ตี หรือไก่ชนนั้นมีผู้คนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แตกต่างกันไป เช่น เวลาน�ำไก่ไปตีจะต้องมีมือน�้ำ คอยท�ำหน้าที่ดูแลไก่ที่ลงสังเวียน ผู้คนในแวดวง ไก่ชนรู้กันดีว่ามือน�้ำมีความส�ำคัญไม่แพ้ไก่ที่น�ำ ลงสนามเลยทีเดียว มือน�้ำเก่ง ๆ สามารถแก้เกม ให้ไก่ที่ก�ำลังเพลี่ยงพล�้ำสามารถกลับมาชนะได้ ไก่ชน ชนไก่ ไก่ชนไทยด�ำรงสืบสายพันธุ์มาได้จนถึงทุก วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะการมีกีฬาชนไก่ ไก่ชนด�ำรงอยู่ในวิถีชีวิตของไทยมาเนิ่นนาน ๒ ๑


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 61 โชคบัญชาฟาร์มเป็นหนึ่งในฟาร์มไก่ชนที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ มีพื้นที่มีระบบโรงเรือนการเลี้ยงดูที่ท�ำอย่างถูกต้องเต็มรูปแบบ โดยเจ้าของ ที่มีประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับไก่ชน ด้วยความรักและชื่นชอบ “ผมสามารถ พูดได้เต็มปากเลยว่าเรามีทุกวันนี้มาได้เพราะไก่ชน” บัญชาบอก แต่เมื่อ มองจากมุมกว้างไก่ชนไทยมีอยู่เกือบทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทย บ้างก็ เป็นการเลี้ยงอยู่ในบ้านตัวสองตัว บางบ้านก็มีเป็นสิบตัว ชาวไก่ชนเรียกขาน ผู้เลี้ยงไก่ชนว่าซุ้มไก่ แต่ละซุ้มก็มีขีดความสามารถในการเลี้ยงดูไก่ต่างกันไป บางซุ้มท�ำเป็นงานอดิเรก บางซุ้มด�ำเนินการเป็นธุรกิจ นอกไปจากนั้นก็ยังมี บรรดาชมรมเลี้ยงไก่ที่มุ่งเน้นในเรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ไก่ชนที่จัดตั้งขึ้นด้วย การรวมกลุ่มของผู้รักไก่ชนไทย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือส่วนส�ำคัญที่ขับเคลื่อน ให้สายพันธุ์ไก่ชนไทยด�ำเนินสืบต่อพัฒนา สายพันธุ์ไก่ชน ไก่ชนไทยปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตไทยมา เนิ่นนาน มีทั้งที่อยู่ในนิทานและพงศวดาร เช่น นิทาน เรื่องนางสิบสอง พระรถเสนมีไก่ชนสองตัวมีความ สามารถชนชนะไก่เจ้าเมือง หลักฐานพงศาวดาร ปรากฏเรื่องราวการชนไก่ของสมเด็จพระนเรศวร กับพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีครั้งยังประทับอยู่ ในฐานะเชลยศึกที่พม่า ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่ ทุกครั้งไปเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องราวของไก่ชนไทย ไก่ของพระองค์คือไก่ชนสายพันธุ์ไทยที่เรียกว่า ไก่เหลืองหางขาว หรือไก่พระเจ้าห้าพระองค์


62 แต่ละภาคแต่ละซุ้มไก่ชนมีความนิยมใน สายพันธ์ุไก่ชนที่แตกต่างกันไป สมาคมอนุรักษ์ และพัฒนาไก่พื้นเมืองไทยได้รับรองไก่ชนพันธุ์ไทย มีทั้งหมดสิบสายพันธุ์ ได้แก่ ๑. เหลืองหางขาว ๒. ประดู่หางด�ำ ๓. เขียวหางด�ำ ๔. เทาหางขาว ๕. นกแดงหางแดง ๖. ทองแดงหางด�ำ ๗. นกกดหางด�ำ ๘. ลายหางขาว ๙. เขียวเลาหางขาว ๑๐. ประดู่เลาหางขาว ไก่ชนแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นและ ความงดงามแตกต่างกันไป แต่ชื่อที่คุ้นหูและได้ยิน บ่อยที่สุดเห็นจะได้แก่ ไก่ชนไทยพันธุ์เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากความงดงาม แล้วผู้เลี้ยงไก่เชื่อกันว่านี่เป็นไก่เจ้า หากมีลักษณะ ครบตามต�ำราโบราณนอกจากจะสวยงามแล้ว โบราณเชื่อว่าจะให้โชคกับผู้เลี้ยงผู้ครอบครอง บัญชาแห่งโชคบัญชาฟาร์มบอกว่าเขาไม่มี ไก่เหลืองหางขาวอยู่แล้วเพราะหลังจากเลิกประกวดไก่ ก็ไม่ได้เพาะพันธุ์อีกเลย แต่เขาโชว์ภาพถ่ายสองใบ เป็นภาพไก่เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ เพศผู้และเพศเมียซึ่งมีลักษณะครบถ้วนตามต�ำรา ระบุ ภาพวาดไก่เพศผู้และเพศเมียนี้จัดท�ำขึ้นโดย อาจารย์พน นิลผึ้ง ปรมาจารย์ไก่ชนไทย ซึ่งท่านได้ เสียชีวิตไปแล้ว สมัยนั้นบัญชาเพาะพันธุ์ไก่เข้า ประกวดโดยมีภาพวาดทั้งสองใบนี้เป็นเข็มทิศชี้น�ำ ไก่เหลืองหางขาว มีต้นสายอยู่ที่จังหวัด พิษณุโลก สุภกิต พันธะเสน คนหนุ่มแห่งแวดวง อนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวร ประธานชมรมอนุรักษ์ และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรมหาราช ต�ำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก เปิดบทสนทนาเมื่อพบกันว่า ไก่ชน สายพันธุ์ไทยแท้ที่จริงก็คือไก่บ้าน ไก่ป่า พัฒนา ๑๒ ๓


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 63 สายพันธุ์โดยชาวบ้านซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต สืบทอดมาจนปัจจุบัน คนโบราณเลี้ยงไว้ติดบ้าน ใช้ประโยชน์หลายทาง กินเนื้อ กินไข่ ยามว่างจาก งานนางานสวนก็ล้อมวงตีไก่เป็นกีฬาพื้นบ้านพื้นถิ่น สุภกิตสนใจเรื่องไก่ชนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนท้ายที่สุด มุ่งการเรียนไปทางด้านสัตวบาล เมื่อจบมาก็ก้าวเข้า สู่การเพาะเลี้ยงไก่ชนพันธุ์ไทย และร่วมเป็นสมาชิก ชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพื้นบ้าน น�ำความรู้ทางด้าน การเกษตรมาใช้เลี้ยงไก่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว การสังเกตจดบันทึกและติดตามผลท�ำให้สามารถ ฟูมฟักลูกไก่สายพันธุ์ดีได้ รวมทั้งยังสามารถสร้าง พ่อแม่พันธุ์ชั้นดีได้ด้วยเช่นกัน ไก่ชนไทยสายพันธุ์แท้ ในแวดวงไก่ตีนั้นอาจจะพบเห็นสายพันธุ์แท้ ได้ยาก เพราะส�ำหรับไก่ตีนั้นผู้เลี้ยงมีการพัฒนา สายพันธุ์เพื่อให้ไก่ของตนเองมีความสามารถ ต่อสู้ในสนาม บ้างผสมระหว่างไก่ไทยกับไก่พม่า บ้างผสมระหว่างไก่ไทยด้วยกัน ขึ้นอยู่ว่าผู้เลี้ยง อยากจะให้ไก่ของตนเองมีลักษณะเช่นไรเพื่อไป ต่อกรในสนามชนกับไก่คู่ต่อสู้ได้ ๑ ไก่ชนสายพันธ์ุไทย ที่โชคบัญชาฟาร์ม ๒ ลักษณะขนที่สวยงาม ของประดู่แสมด�ำ ๓ ไก่เหลืองหางขาวเพศเมีย ๔ แม้ว่าจะเป็นช่วงก�ำลัง ผลัดขนแต่ก็ยังสวยสง่างาม ไก่ชนไทยเหลืองหางขาว ตัวนี้สมนึกบอกว่าน่าจะ มีน�้ำหนักมากที่สุดใน ประเทศไทย ๕ ไก่หนุ่มสายพันธ์ุไทย ที่โชคบัญชาฟาร์ม สุภกิตบอกว่าไก่ชนไทย ถ้าเลี้ยงดีไก่ก็ เป็นพ่อพันธุ์ที่ดี บางคนอาจน�ำไปสู่สนามไก่ชน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ไก่ของตน เมื่อเพาะเลี้ยงแล้ว ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจก็ขายตามน�้ำหนักออกไป เป็นไก่กิน หรือเรียกตามภาษาคนเลี้ยงไก่ชนว่า ไก่แกง ซึ่งคือไก่บ้านที่มีราคาสูงกว่าไก่เนื้อ บางคน ก็เลี้ยงฟูมฟักเป็นไก่สวยงามเพื่อส่งไก่เข้าประกวด และเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อสร้างลูกไก่ส่งเข้าสู่ ตลาดไก่ชน เรียกได้ว่าเมื่อมาเลี้ยงไก่ชนพันธุ์ไทย แล้วรับรองว่าไม่มีทางล�ำบาก เพราะมีช่องทาง ในการสร้างรายได้ ทุกวันนี้ไก่ชนไทยยังเป็น สินค้าส่งออก มีประเทศในตะวันออกกลางหลาย ประเทศนิยมเลี้ยงประกวดแข่งขัน ในอินโดนีเซีย นิยมไก่ชนพันธุ์ไทยมีความต้องการน�ำเข้าไก่ชน จากไทยสูงในแต่ละปี หากจะมองหาไก่ชนไทยสายพันธุ์แท้ต้อง เข้าไปในแวดวงไก่สวยงาม หรือผู้เลี้ยงไก่สายประกวด ซึ่งเน้นเพาะพันธุ์ไก่ให้ได้ตามลักษณะโบราณ ซุ้มไก่ ของสุภกิตมีไก่ชนไทยพ่อแม่พันธุ์อยู่หลายชนิด อาทิ เหลืองหางขาว ประดู่แสมด�ำ เขียวหางด�ำ เขาคว้าเอาเหลือหางขาวเพศผู้ตัวหนึ่งมาอธิบาย ๔ ให้เห็นถึงรายละเอียดบนตัวไก่ที่ต้องมีตามต�ำรา ๕


64 เมื่อได้เห็นไก่สายพันธุ์ไทยดั้งเดิมในระยะประชิด เพ่งพินิจดูลักษณะของมัน จึงเข้าใจในสุภาษิตที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ไก่เหลืองหางขาวมีลักษณะที่สวยงามประจ�ำตัวหลายจุด อาทิ ส่วนหัวลักษณะตามโบราณว่าไว้ว่า หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง สร้อยระย้า หน้านกยูง ด้วยลักษณะ ดังกล่าวไก่เหลืองหางขาวของพิษณุโลกหรือที่ ชาวพิษณุโลกเรียกว่าไก่พระนเรศวรจึงมีรูปร่าง หน้าตาคล้ายนกยูง ด้วยเหตุนี้การจะเพาะพันธุ์และเลี้ยงให้ได้ ตามลักษณะโบราณจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ เรื่องยาก ไก่สายสวยงามหรือไก่ประกวดจึงนับเป็น แวดวงที่ส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ไก่ชนไทย อย่างแท้จริง ที่จังหวัดพิษณุโลกมีผู้เลี้ยงไก่เหลืองหางขาว อยู่หลายซุ้ม สุภกิตพาไปพบกับ สมนึก พรหมสูง เจ้าของซุ้มไก่บ้านนเรศวร เพื่อชมไก่เหลืองหางขาว ที่คว้ารางวัลมามากมาย รวมทั้งรางวัลใหญ่ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมนึกเปิดเล้าไก่ที่ท�ำอย่างดี ๑ ๔ ๓ ๒


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 65 เชื้อสิงห์ นับเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าส�ำหรับไก่ชนไทย สายพันธุ์เหลืองหางขาว และผู้สืบสานยอดต�ำนาน มือน�้ำกล่าวไว้ว่า “จงเล่นไก่ด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม การชนไก่เป็นเกมกีฬา และประเพณี ที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน” ขอบคุณ บัญชา ปัญญาวานิชกุล สุภกิต พันธะเสน สมนึก พรหมสูง โชคบัญชาฟาร์ม ไก่บ้านนเรศวร ข้อมูลประกอบการเขียน หนังสือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ/ เรื่องไก่ชน โดย รองศาสตราจารย์สุกัญญา สุจฉายา หนังสือไก่ชนนเรศวรจังหวัดพิษณุโลก โดย นายสัตวแพทย์นิสิต ตั้งตระการพงษ์ ให้ชม โรงเลี้ยงคลุมมุ้งรอบทั้งสี่ด้านกันยุงและ สิ่งรบกวนอื่น ๆ มีอากาศถ่ายเทดี สมนึกบอกว่า มาช่วงนี้ (กรกฎาคม) ไก่ไม่ค่อยสวยเท่าไรเพราะ ก�ำลังผลัดขน แม้ว่าขนจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถ สังเกตเห็นได้ถึงลักษณะอันผ่าเผยของไก่เหลืองหางขาวที่กวาดรางวัลประกวดมาแล้วมากมาย จากที่เคยท�ำงานประจ�ำปัจจุบันสมนึกเปลี่ยนอาชีพ เป็นเลี้ยงไก่ชนเป็นหลัก ลูกที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์ของ ไก่บ้านนเรศวรนั้นเป็นความต้องการของผู้ซื้อเป็น อย่างมากเรียกว่าคลอดเมื่อไรหมดเมื่อนั้น “เมื่อก่อนผมส่งครบทุกรางวัลนะ แต่ตอนนี้ ไม่แล้ว ส่งแค่ประเภทเดียว ให้คนอื่นเขาบ้าง” สมนึกบอก ที่ท�ำอยู่ทุกวันนี้ส�ำหรับการน�ำไก่เหลืองหางขาวเข้าประกวดคือการได้ไปพบปะผู้คนเพื่อนฝูง ในวงการ ได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดถ่ายทอดความรู้ นอกจากได้เห็นไก่แชมป์ประเภทสวยงามแล้ว เรายัง มีโอกาสได้พบกับเหลืองหางขาวเพศผู้อีกตัวที่ ชนะเลิศในประเภทน�้ำหนักสูงที่สุด ซึ่งสมนึกเรียกว่า เจ้ายักษ์ แน่นอนว่าไม่เพียงมีน�้ำหนักที่มากถึง ๕.๕ กิโลกรัมแต่ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ครบครันด้วย เช่นกัน “แข่งประกวดตัวนี้หาคู่ต่อสู้ยากแล้ว ตอนนี้ น่าจะมีน�้ำหนักมากที่สุดในประเทศ” แวดวงไก่ชนพันธุ์ไทยประเภทสวยงามยังคงมี ผู้ที่สนใจอยู่มาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ซึ่งถือเป็น เรื่องที่น่ายินดีเพราะนั่นหมายความว่าสายพันธุ์แท้ ของไก่ชนไทยจะยังคงได้รับการสืบสานต่อไป อย่างไร ก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าแวดวงไก่ตีหรือการชนไก่ นั้นก็มีความส�ำคัญเฉกเช่นเดียวกัน และถือเป็น ส่วนส�ำคัญที่ช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาอันหลากหลาย เช่น การเลี้ยงไก่ การดูแลการรักษาพยาบาลไก่ การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความแข็งแรง ไก่ชนนับ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง อาจารย์ประดิษฐ์ ๑ สุภกิตกับไก่พ่อพันธ์ุ เหลืองหางขาว ๒ สมนึกกับไก่เหลืองหางขาว ที่กวาดรางวัลมาแล้ว มากมาย ๓ อาบน�้ำท�ำความสะอาด ก่อนเอาไก่ลงปล�้ำ ๔ ผู้เลี้ยงจะคอยสังเกตอาการ และวิธีต่อสู้ไก่ของตนเอง ในการปล�้ำไก่ ไก่เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ ไก่เหลืองหางขาว พระเจ้าห้าพระองค์ หรือที่ชาวพิษณุโลกเรียกว่าไก่นเรศวร มีลักษณะ พิเศษกว่าไก่เหลืองหางขาวทั่วไป คือ มีขน สีขาวขึ้นแซมตรงกระหม่อม หงอน มีลักษณะ หน้าหงอนบาง กลางหงอนสูง ปลายหงอนกด กระหม่อม ค�ำกล่าวนี้บ่งบอกถึงความสวยงาม ของไก่ อีกทั้งถ้าน�ำไปชนเรียกว่า “ไก่ปากไว” ปากมีสีขาวอมเหลือง รูจมูกกว้าง คิ้วโหนกนูน เป็นสันโค้ง ตาขนาดเล็กมีสีขาวอมเหลือง นอกจากนี้ยังมีความสวยงามที่สร้อย สร้อยคอ สร้อยหลัง สร้อยปีกและสนับปีก หาง ซึ่งเป็น ส่วนส�ำคัญที่ช่วยให้ไก่ดูสวยงาม ส�ำหรับไก่ชน พระนเรศวรเมื่อมีตัวสร้อยสีเหลืองอร่ามแล้ว หางขาวจะดูสวยงามมาก คือหางดกเป็นพวงพุ่ม เหมือนมัดรวงฟ่อนข้าว กระลวยหางสีขาวยาว โค้งไปทางด้านหลัง ปลายหางห้อยลงดูสวยงาม ดังค�ำโบราณที่ว่า “ขันเสียงใหญ่ กระชากหาง ลากดิน” ซึ่งหางยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ลงไปอีก และลักษณะส�ำคัญต่าง ๆ เหล่านี้ หากเพาะพันธุ์ให้ปรากฏครบทั่วทั้งตัวได้จะท�ำให้ ไก่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก


66 ภาษาและหนังสือ รองศาสตราจารย์ ดร. ชลธิชา บ�ำรุงรักษ์ และ ดร. เฉลิมชัย แก้วมณีชัย เรื่อง กองบรรณาธิการ ภาพ ภาษาผู้ไทย ๑


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 67 ความน�ำ ภาษาผู้ไทย หรือที่มีชื่อเรียกอื่นว่า ภาษา ผู้ไท หรือภาษาภูไท เป็นภาษาในตระกูล ภาษาไท (Tai Language Family) ค�ำว่าภาษา ผู้ไทยในที่นี้หมายถึงภาษาเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไทยหรือภูไทที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มี ผู้พูดจ�ำนวนมากกระจายในภูมิภาคต่าง ๆ ใน ประเทศไทย ลาว และเวียดนาม กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไทยในประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน บริเวณจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานตอนบนของไทย ได้แก่ จังหวัด กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร นอกจากนี้มีเล็กน้อยอาศัยบริเวณจังหวัด ร้อยเอ็ด อุดรธานี อุบลราชธานี และอ�ำนาจเจริญ ภาษาผู้ไทยในแต่ละท้องถิ่นต่างมีส�ำเนียง และอาจมีค�ำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่ กับภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มคนหรือกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่ไปมาหาสู่และติดต่อสัมพันธ์ด้วย เช่น มีค�ำยืมจากภาษาถิ่นอีสานซึ่งเป็นภาษาถิ่น ที่คนส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ ในภาษาผู้ไทยบ้าง ชาวผู้ไทยส่วนใหญ่มักพูด ภาษาถิ่นอีสานได้ แต่คนอีสานส่วนใหญ่ที่อยู่ ห่างไกลมักพูดหรือฟังภาษาผู้ไทยไม่เข้าใจอย่าง สมบูรณ์ ๑ ภาษาผู้ไทยบันทึกด้วยลายมือบนหน้าสมุดข่อยโบราณ ถูกเก็บ รักษาและจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไท วัดสิมนาโก บ้านนาโก อำ เภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ๒ (ภาพเล็ก) แผ่นชาร์ตเปรียบเทียบตัวอักษรภาษาผู้ไทยกับ ตัวอักษรภาษาไทยปัจจุบัน เพื่อการเรียนรู้สำ หรับลูกหลาน ชาวผู้ไทย วัดสิมนาโก ๒


68 หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทดั้งเดิม หลักฐานทางประวัติศาสตร์และพงศาวดาร กล่าวว่า ชาวผู้ไท ภูไท หรือปู่ไท (ปู่ไท หมายถึงคนไทดั้งเดิม) ดั้งเดิมเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดน แถบสิบสองจุไท ทั้งบริเวณตอนเหนือของลาวและเวียดนาม และทางตอนใต้ ของจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไลและเมืองแถง (เดิมชื่อ เมืองแถน ค�ำว่า แถน แปลว่า ฟ้า) เมืองแถน คือ เมืองที่เจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ สร้างขึ้น หรือประทับอาศัย ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่ากลุ่มชาติพันธ์ผู้ไท ภูไท หรือปู่ไท มีการสักการะกราบไหว้ “บรรพบุรุษ” มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ส�ำคัญ เช่น ประเพณีจุดบั้งไฟบูชาพระยาแถนเพื่อขอน�้ำจากฟ้าหรือขอน�้ำฝน ให้ตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้ลูกหลานผู้ไทได้ใช้ในครัวเรือน สามารถท�ำนา เลี้ยงชีพและเลี้ยงดูลูกหลานให้มีชีวิตรอดต่อไป ประเพณีผีฟ้าหรือหมอเหยา เพื่อเชิญผีแถนลงมาช่วยดูแลรักษาปัดเป่าและขจัดสิ่งชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บ ออกจากร่างกายให้หายจากอาการเจ็บป่วย หรือสิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากชีวิต ลูกหลาน ๑ จากหลักฐาน กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทที่อาศัยอยู่ ที่เมืองแถง เรียกว่า กลุ่มผู้ไทด�ำและที่อาศัยอยู่ ที่เมืองไลและเมืองอื่น ๆ เรียกว่า กลุ่มผู้ไทขาว ประกอบด้วย ๔ อาณาเขต คือ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง มีเมืองไลเป็นเมืองใหญ่ ปกครอง ส่วนกลุ่มผู้ไทด�ำ ประกอบด้วย ๘ อาณาเขต คือ เมืองแถง เมืองควาย เมืองดุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองซาง มีเมืองแถงเป็นเมืองใหญ่ปกครอง ส่งผลให้ กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทมีเมืองอยู่ในการปกครอง ตนเองทั้งหมด ๑๒ อาณาเขต จึงเรียกดินแดน แห่งนี้ว่า “สิบสองเมืองผู้ไท” หรือ “สิบสอง จุไท” หรือ “สิบสองปู่ไท” หรือ “สิบสอง เจ้าไท” ๑ ภาพถ่ายเก่าในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผู้ไท วัดสิมนาโก บ้านนาโก อำ เภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แสดงให้เห็นถึงการแต่งกายของชาวผู้ไทยในอดีต ๒-๔ วิถีชาวผู้ไทยในครัวเรือนและการแต่งกายตามแบบฉบับชาวผู้ไทยดั้งเดิม บ้านโคกโก่ง อำ เภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 69 ต่อมากลุ่มผู้ไทเมืองวังเกิดความไม่สงบ ลูกหลานส่วนหนึ่งจึงอพยพ ข้ามแม่น�้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย บริเวณเมืองเรณูนคร จังหวัดนครพนม และเมืองพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินมหาราชได้ท�ำสงครามขยาย อาณาเขตและอพยพชาวผู้ไทให้ย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณภาคกลาง ของประเทศไทย บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี และสระแก้ว จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทได้อพยพข้ามแม่น�้ำโขงมา ตั้งถิ่นฐานในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมาอยู่รวมกับ กลุ่มชนชาติพันธุ์ผู้ไทที่อพยพเข้ามาก่อนหน้านี้ในเขตจังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองคาย ยโสธร อ�ำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เป็นต้น ต่อมากลุ่มผู้ไทที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในจังหวัดต่าง ๆ ได้รับขนานนามว่า กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย ส่วนกลุ่มผู้ไทที่อาศัย อยู่ในประเทศไทยบริเวณอื่น ๆ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ผู้ไทย ไทยโซ่ง ไทยทรงด�ำ ไทยพวน ไทยด�ำ ไทยขาว ไทยแดง ลักษณะส�ำคัญของคนผู้ไทย กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทยมีประวัติความเจริญรุ่งเรืองในอดีต มีทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน ตลอดจนมีวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง มาช้านาน มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รักสงบ และรักอิสระ ผู้ชายมีความเข้มแข็ง กล้าหาญอดทน นิยมเดินทางไกลเพื่อค้าขายเพื่อน�ำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงผู้ไทยมีรูปร่างผิวพรรณสวยงาม สะอาดตา พูดจาไพเราะ มีความ ซื่อสัตย์สุจริต ชอบท�ำงานบ้าน ท�ำอาหาร มีฝีมือในการทอผ้าและการเย็บปัก ถักร้อย อีกทั้งมีพรสวรรค์และความสามารถทางศิลปะด้านดนตรีและ การฟ้อนร�ำเป็นเลิศ ลักษณะทั่วไปของภาษาผู้ไทย เนื่องจากภาษาผู้ไทยเป็นภาษาถิ่นหรือภาษาย่อยในภาษาตระกูลไท จึงมีลักษณะเด่นบางประการร่วมกับภาษาไทยถิ่นอื่น กล่าวคือ ๑. เป็นภาษาค�ำโดด ค�ำศัพท์พื้นฐานมักเป็นค�ำพยางค์เดียว ตัวอย่าง เช่น คีง หมายถึง ร่างกาย เนื้อตัว โห หมายถึง หัว แห้ว หมายถึง ฟัน เกิบ หมายถึง รองเท้า ๒๔๓


70 เยน หมายถึง ปลาไหล โม้น หมายถึง สนุก ฮะ หมายถึง อาเจียน มน หมายถึง กลม หมก หมายถึง ห่อหมก ดิ้น หมายถึง ตกใจ ๒. เป็นภาษาที่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ หน่วยเสียงวรรณยุกต์ในภาษาผู้ไทมี ๕ หน่วยเสียง ๑. การเรียงค�ำในประโยคพื้นฐาน ได้แก่ “ประธาน กริยา (กรรม)” และส่วนขยายปรากฏหลังส่วนที่ถูกขยาย เช่น ขะน้อยกิ๋นเข้า หมายถึง ผมกินข้าว ข้อยมักเจ้าหลาย หมายถึง ผมรักคุณมาก เจ้าเอ็ดเวะ หมายถึง คุณท�ำงาน เพิ่นซับแท้ หมายถึง เธอสวยมาก ๒. เป็นภาษาที่ไม่มีวิภัตติ-ปัจจัย ๓. เป็นภาษาที่มีลักษณะนามเช่นเดียวกับภาษาตระกูล ไทยถิ่นอื่น ๆ หน่วยเสียงพยัญชนะภาษาผู้ไทย ภาษาผู้ไทยมีพยัญชนะ ๑๙ หน่วยเสียง ได้แก่ /p, t, c, k, ph, th, kh, b, d, f, s, m, n, ŋ, ɲ, h, l, w, ?/ ที่แตกต่างไปจาก หน่วยเสียงพยัญชนะในภาษาไทยกรุงเทพ คือ หน่วยเสียง /kh/ ในบางค�ำออกเสียงเป็น /h/ เช่น ค�ำว่า “แขน” ออกเสียง เป็น “แหน” ค�ำว่า “เข็ม” ออกเสียงเป็น “เห็ม” ไม่มีหน่วย เสียง /ch/ ในภาษาผู้ไทยเหมือนภาษาไทยกรุงเทพ โดยเป็น หน่วยเสียง /s/ เช่นในค�ำว่า “ช้าง” ออกเสียงเป็น “ซ้าง” และมีหน่วยเสียง /ɲ/ เช่น ค�ำว่า “หญิง” ออกเสียงนาสิก เป็น “ญิง” เหมือนในภาษาถิ่นอีสานส่วนใหญ่ ตัวอย่างค�ำ ในภาษาผู้ไทยที่มีหน่วยเสียงพยัญชนะต่าง ๆ มีดังนี้ ไป๋ หมายถึง ไป ต�๋ำหุ หมายถึง ทอผ้า จอง หมายถึง ทัพพี กับแก้ หมายถึง ตุ๊กแก โหเจ๋อ หมายถึง หัวใจ พักเนา หมายถึง ผักชะอม โถ้ย หมายถึง ถ้วย เคง หมายถึง เหล็กสามขาใช้ตั้งหม้อ โบ่ง หมายถึง ช้อน ดีเจ๋อ หมายถึง ดีใจ ไฟ หมายถึง ไฟ เมอ หมายถึง กลับ นบ หมายถึง ไหว้


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 71 มะนัด หมายถึง สับปะรด หมาว้อ หมายถึง หมาบ้า จุ้ง หมายถึง กุ้ง แมงจู้จี้ หมายถึง แมงกุดจี่ บึ้ง หมายถึง ค้างคาว ก้งโส้ม หมายถึง ห้องนอนลูกสาว เผอ หมายถึง ใคร โขดน�้ำ หมายถึง ขวดน�ำ้ เก่วเข้า หมายถึง เกี่ยวข้าว เนอ หมายถึง ใน เหือก หมายถึง เหงือก เต้อ หมายถึง ใต้ ลักษณะบางประการที่ถือว่าเป็นลักษณะเด่นอื่น ๆ อาทิ มีค�ำศัพท์ที่แตกต่างไปจากภาษาถิ่นอีสานหรือภาษาไทยกลาง เช่น “เฮ้า” หมายถึง “เข้า” “เท่าเลอ/ท่อเลอ” หมายถึง “เท่าไร” “ซิเลอ” หมายถึง “ที่ไหน” และ “มิ” หมายถึง “ไม่” โครงสร้างประโยคภาษาผู้ไทย ประโยคบอกเล่า ดังได้กล่าวแล้วว่าภาษาผู้ไทยมีโครงสร้าง การเรียงค�ำ การเรียงค�ำในประโยคพื้นฐาน ได้แก่ “ประธาน กริยา (กรรม)” และส่วนขยายปรากฏหลังส่วนที่ถูกขยาย ประโยคปฏิเสธ มีค�ำปฏิเสธ ‘มิ’ ปรากฏหน้าค�ำกริยา เช่น ข้อยมิซ�ำบาย หมายถึง ผมไม่สบาย ข้อยมิได้ หมายถึง ผมไม่มี มะแงว หมายถึง ลิ้นจี่ป่า เฮิน หมายถึง เรือน โหเข่า หมายถึง หัวเข่า มะสีดา หมายถึง ฝรั่ง มะลิ้นไม้ หมายถึง ลิ้นฟ้า แอว หมายถึง เอว หน่วยเสียงสระภาษาผู้ไทย ภาษาผู้ไทยมีสระเดี่ยว ๑๘ หน่วยเสียง คือ / i, ii, e, ee, a, aa, Ʉ, Ʉ Ʉ, Ә, ӘӘ, u, uu, O, OO, ᴐ, ᴐᴐ / ไม่มี สระประสม โดยสระประสม “อัว” ในภาษาไทยกรุงเทพ ออกเสียงเป็น สระ “โอ” เช่น ค�ำว่า “หัวใจ” ออกเสียง เป็น “โหเจ๋อ” ในภาษาผู้ไทย สระ “เอีย” ออกเสียงเป็น สระ “เอ” เช่น “กระเทียม” ออกเสียงเป็น “กะเทม” และ สระ “เอือ” ออกเสียงเป็นสระ “เออ” เช่น “เสื้อ” ออกเสียง เป็น “เส้อ” นอกจากนี้มีการแยกเสียงชัดเจนในค�ำที่เขียนด้วย ‘ใ’ และ ‘ไ’ ในภาษาไทยกรุงเทพโดยค�ำที่ใช้ ‘ใ’ จะออกเสียง เป็น /Ә, ӘӘ/ ค�ำว่า “หัวใจ” ในภาษาไทยกรุงเทพ ออกเสียง เป็น “โหเจ๋อ” ในภาษาผู้ไทย ตัวอย่างค�ำในภาษาผู้ไทยที่ใช้ หน่วยเสียงสระต่าง ๆ ปรากฏดังนี้ มะผิลา หมายถึง ทับทิม มะมี้ หมายถึง ขนุน เมนแกว หมายถึง มันเทศ


72 ประโยคค�ำถาม เจ้าเว้าผะเลอ หมายถึง คุณพูดอะไร เจ้าไป๋กับเผอ หมายถึง คุณไปกับใคร เจ้าซื่อเว้าแนวเล่อ หมายถึง คุณชื่ออะไร เจ้ามาแต่สิเลอ หมายถึง คุณมาจากไหน เจ้าซ�ำบายดียูเบาะ หมายถึง คุณสบายดีไหม ความจ�ำเป็นในการอนุรักษ์ภาษาผู้ไทย ภาษาผู้ไทยเป็นภาษาที่มีผู้ใช้พูดและสื่อสารในชีวิตประจ�ำวันจ�ำนวน มาก มีขนบประเพณีอันทรงคุณค่า แต่ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์มีส่วน ท�ำลายลักษณะส�ำคัญทางภาษาอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไป ท�ำให้สูญเสียอัตลักษณ์และความลุ่มลึกทางปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ การรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายและอยู่รอด อย่างยั่งยืน จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนซึ่งเกี่ยวข้องต้องมีความตระหนักและ มีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครอง ด้วยการคิด ตัดสินใจวางแผน และด�ำเนินการ โดยชุมชนเพื่อชุมชนเอง เพื่อให้ภาษาและวัฒนธรรมของคนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไทยคงอยู่สืบไป บรรณานุกรม Jean Pacquement. (2011). About some linguistic variations in Phu Tai. Journal of Mekong Societies 7(1): 17-38. พิไลลักษณ์ สานค�ำ. (๒๕๕๕). “การศึกษาล�ำผู้ไทย หมู่บ้าน โพนสวาง ต�ำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อ�ำเภอเขาวง จังหวัด กาฬสินธุ์”. วิทยานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามนุษยดุริยางควิทยา มหาวิทยาลัยศรี- นครินทรวิโรฒ. เพ็ญประภา จุมมาลี. (๒๕๕๓). “ระบบเสียงภาษาผู้ไท ต�ำบลถ้ําเจริญ อ�ำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. (๒๕๒๐). ภาษาผู้ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ศูนย์ภูไทศึกษา. (ม.ป.ป.). วิถีชีวิตขาวภูไท. สืบค้นเมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖, จาก http://reg.ksu.ac.th/phuthai/ community.html พิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นพิธีที่ชาวผู้ไทยจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างขวัญและอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งกับตนเอง ครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงแขกผู้มาเยี่ยมเยือน


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 73


74 นาฏศิลป์เป็นศิลปวัฒนธรรมที่มีมาแต่ช้านาน ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ส�ำคัญของชาติ เพราะเป็น สิ่งที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชนชาติไทยที่ แตกต่างจากชนชาติอื่น ท�ำให้ปัจจุบันมีคนไทยจ�ำนวนมาก พยายามส่งเสริมสนับสนุนและสืบทอดนาฏศิลป์ของไทย ให้คงอยู่ต่อไป หนึ่งในนั้นก็คือ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ หรือ ครูน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ประจ�ำปี ๒๕๔๘ บุคคลส�ำคัญผู้ท�ำประโยชน์ในกับวงการ นาฏศิลป์ของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ แรงบันดาลใจของอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนาฏศิลป์ มีความเป็นมาอย่างไร สมัยก่อนนี้แถวบ้านผม (บางซื่อ) มักจะมีการจัดมหรสพ ต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ผมจึงมีโอกาสได้ตามผู้หลักผู้ใหญ่ไปชม เมื่อไปดู เสร็จพอกลับมาถึงบ้านก็จ�ำสิ่งที่เราไปเห็นมาลองท�ำเช่น ไปดูลิเก ก็กลับมาร้องร�ำเลียนแบบ ดูงิ้วกลับมาก็ท�ำตามงิ้ว ท�ำให้คุณแม่ เห็นว่าเรารักชอบในสิ่งนี้จึงน�ำไปฝากเข้าเรียนที่โรงเรียนดรุณวาท เพราะท่านรู้จักครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องศิลปะการแสดง ณ ที่แห่งนี้เองที่ท�ำให้ผมได้รู้จักกับคุณครูประกอบ ประชากุล ท่านถือเป็นผู้ให้ความรู้ด้านนาฏศิลป์เป็นท่านแรก แล้วก็ปลูกฝัง ให้ผมรักและศรัทธาในนาฏศิลป์ เมื่อเริ่มฝึกก็มีโอกาสได้ร่วม การแสดงเป็นลูกของสมิงพระรามเป็นเรื่องแรก โรงเรียนมักจะมี กิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะการแสดงอย่างนี้เรื่อย ๆ ผมก็เข้าร่วมเสมอ ปราชญ์ผู้สืบสานนาฏศิลป์ ศิลปินแห่งชาติ ปราณิสา ธนทัตตานนท์ เรื่อง กองบรรณาธิการ ภาพ อย่างเช่น งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนสมัยก่อนจะมีการแสดงของ โรงเรียนต่าง ๆ ทางโรงเรียนก็จัดการแสดงไป หรือจัดการแสดง ไปร่วม “รายการนักแสดงรุ่นเยาว์” ช่อง ๔ บางขุนพรหม ผมก็มีส่วน เข้าไปร่วมด้วยตรงนั้น จากที่เริ่มแสดงเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ผมก็มีโอกาสได้มาเล่นเรื่องอุณรุทในงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งผม แสดงเป็นพระอุณรุทตัวเอกของเรื่อง มาเล่นละครเรื่องสุวรรณหงส์ ซึ่งเรื่องนี้ผมถูกจับไปเล่นเป็นตัวนาง คือเล่นเป็นนางเกศสุริยง แปลง ซึ่งบุคลิกอะไรต่าง ๆ ก็จะแตกต่างจากเรื่องแรก เล่นเรื่อง มโนราห์แสดงเป็นตัวนางมโนราห์ ละครจะมีอยู่เรื่อย ๆ แทบจะทุกปี ผมก็จะเล่นสลับกันไป เรื่องนี้แสดงเป็นตัวเอกอีกเรื่องก็แสดงเป็น ตัวนาง เมื่อผมได้เข้ามาฝึก ได้รับโอกาสให้แสดงออก จึงยิ่งท�ำให้ ผมเกิดแรงบันดาลใจ เกิดความประทับใจในสิ่งนี้ยิ่งขึ้น


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 75


76 เมื่อได้รับแรงบันดาลใจในเรื่องนาฏศิลป์มาแล้ว จากนี้เส้นทางชีวิตของอาจารย์ก้าวต่อไปอย่างไรบ้าง จากผลงานการแสดงต่าง ๆ ท�ำให้คุณครูประกอบพามา สอบเข้าที่โรงเรียนนาฏศิลป์ แต่เนื่องจากว่าที่โรงเรียนนาฏศิลป์ จะให้ผู้ชายสมัครนาฏศิลป์ได้อย่างเดียวคือโขนไม่ให้สมัครละคร ดังนั้นเมื่อผมเข้ามาจึงต้องสมัครโขน ในวันแรกของการรายงานตัว คุณครูก็จะคัดเลือกนักเรียนตามประเภทของตัวละคร คือ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง โดยดูจากบุคลิกลักษณะของแต่ละคน ว่าเหมาะจะไปทางสายไหน ซึ่งในตอนแรกผมได้รับคัดเลือกให้ เป็นตัวลิง แต่คุณครูลมุล ยมะคุปต์ หรือ “คุณแม่ลมุล” ได้ย้าย ให้ผมมาอยู่ในกลุ่มตัวพระเนื่องจากท่านได้เคยเห็นการแสดง ในช่วงก่อนหน้านี้ของผมมาบ้าง นับจากนั้นมาผมก็เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับตัวพระ เริ่มตั้งแต่ การฝึกร�ำเพลงช้า เพลงเร็ว เพลงหน้าพาทย์ธรรมดาจนไปถึงเพลง หน้าพาทย์ชั้นสูง เรียนสิ่งที่เป็นจารีตเกี่ยวกับการแสดงโขน จนจบ หลักสูตรนาฏศิลป์ชั้นสูง รวมระยะเวลา ๑๑ ปี (เทียบเท่ากับ ระดับอนุปริญญา) คือ เรียนนาฏศิลป์ชั้นต้น ๖ ปี ระดับนาฏศิลป์ ชั้นกลาง ๓ ปี และระดับนาฏศิลป์ชั้นสูง ๒ ปี เรียกได้ว่า เรียน ตั้งแต่เยาว์วัยและยาวนาน เนื่องจากว่านาฏศิลป์เป็นศาสตร์ ที่ต้องฝึกฝนทักษะอย่างสม�่ำเสมอต่อเนื่อง เช่นเดียวกับนักกีฬา คือไม่สามารถเรียนรู้จากทฤษฎีอย่างเดียว หากแต่ต้องฝึกจาก ครูบาอาจารย์แบบถ่ายทอดจากบุคคลสู่บุคคล โดยอาจารย์ อุดม อังศุธร เป็นครูผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาความรู้เกี่ยวกับ โขนตัวพระให้กับผมเป็นท่านแรก ต่อจากนั้นก็ได้มีโอกาสเรียน กับครูอีกหลายท่าน ได้แก่ อาจารย์ธงไชย โพธยารมย์ อาจารย์ ทองสุก ทองหลิม อาจารย์สมบัติ แก้วสุจริต และอาจารย์วงศ์ ล้อมแก้ว ฯลฯ หลังจากจบการศึกษาผมได้เข้าสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร สมัยก่อนเด็กที่จบนาฏศิลป์ จะมี ๒ ทางเลือก คือ จบแล้วสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูหรือ ไม่ก็ไปเป็นนาฏศิลปินอยู่ส�ำนักการสังคีต สาเหตุที่ผมเลือกสอบ บรรจุเป็นข้าราชการครูนั้นเพราะคิดว่าถ้าตัวเองไปเป็นนักแสดง ความรู้ที่ร�่ำเรียนมาจะตกอยู่ที่เราเพียงคนเดียว แต่ถ้าเป็นครู ผมสามารถท�ำได้ทั้ง ๒ อย่าง คือพัฒนาตัวเอง และถ่ายทอด สิ่งเหล่านั้นให้ลูกศิษย์เพื่อที่ศิลปวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ จะยังคงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป แต่เมื่อเป็นครูแล้วเท่ากับผมต้องท�ำ


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 77 หน้าที่ ๒ อย่าง หน้าที่หลักคือครู อีกหน้าที่คือนักแสดง เพราะว่า เวลาโรงละครมีงานแสดง อาจารย์เสรี หวังในธรรม ท่านก็จะมา ขอตัวให้ไปช่วยแสดงในงานต่าง ๆ เรื่อยมา ผลงานการแสดงในความทรงจ�ำอันภาคภูมิใจ ของอาจารย์มีอะไรบ้าง ผลงานที่ผมประทับใจก็เริ่มตั้งแต่การได้แสดงเป็น ลาวแก่นท้าว ในเรื่องราชาธิราช สมัยตอนที่เรียนระดับชั้นต้นปี ที่ ๓ สาเหตุที่ประทับใจเพราะได้แสดงฝีมือการแสดงให้ครู อาจารย์ รุ่นพี่ และเพื่อน ๆ ได้เห็นและยอมรับกันถ้วนหน้า เนื่องจาก บทลาวแก่นท้าวนี้เป็นตัวละครที่ต้องแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกค่อนข้างหลากหลายมาก เช่น แสดงอารมณ์โกรธแค้น เกลียดชังนางเม้ยมะนิก อารมณ์โศกเศร้าที่ตนเองจะถูกผู้เป็น พ่อฆ่า อารมณ์ห่วงหาอาลัยผู้เป็นแม่ เป็นต้น อีกอันหนึ่งก็คือ สัจจะสมิงนครอินทร์ ถือเป็นเรื่องที่ผมเล่นเป็นพระเอกเต็มตัว เรื่องแรก ตอนนั้นนักแสดงจะแบ่งเป็น ๒ ชุด ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันแสดง คือ ชุด ๑ ผู้แสดงคือ อาจารย์ไพรฑูรย์ เข้มแข็ง ส่วนผมเป็นชุด ๒ ถือเป็นตัวละครที่ชอบเพราะว่าเป็นละคร พันทางรูปแบบดั้งเดิมส�ำเนียงการพูดก็ต้องเป็นส�ำเนียงมอญ ส่วนผลงานการแสดงอีกเรื่องที่ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้ผม ในวงการ คือบทบาทของมังตราในผู้ชนะสิบทิศ ละครเรื่องนี้ เป็นละครพันทางแนวใหม่ของกรมศิลปากร เริ่มแรกแสดง น�ำร่องที่สังคีตศาลา จ�ำได้ว่าแสดงตอนขึ้นบ้านขุนวัง ซึ่ง เป็นตอนที่สนุกจึงได้รับเสียงตอบรับจากคนดูอย่างล้นหลาม จนท�ำให้ละครเรื่องนี้ได้น�ำเข้าไปเล่นในโรงละคร แล้วเริ่มการ แสดงตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่มหาเถรกุโสดอยังไม่บวชเป็นมหาเถร กุโสดอเรื่อยมาจนกระทั่งมหาเถรกุโสดอไปบวช เมงกะยินโย ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ การก�ำเนิดจะเด็ด จันทรา มังตรา กุสุมา รวมทั้งสิ้น ๖๐ กว่าตอนเพราะฉะนั้นจึงถือเป็นผลงานที่ประทับใจ และสร้างชื่อเสียงให้กับผมในฐานะนักแสดงก็ว่าได้ อาจารย์น�ำเอาความรู้และประสบการณ์มาบูรณาการ สู่องค์ความรู้ใหม่ในด้านนาฏศิลป์อย่างไรบ้าง สมัยเด็ก ๆ นาฏศิลป์ส�ำหรับผมคือการลอกเลียนแบบ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเราร�ำเหมือนครูมากแค่ไหนถือว่าเราท�ำได้ส�ำเร็จ แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมถึงได้รู้ว่าเราควรจะน�ำองค์ความรู้ที่ได้เรียน


78 จากครูอาจารย์ แล้วก็ประสบการณ์จากการแสดงโขน ละคร มาสร้างเอกลักษณ์การแสดงในรูปแบบของตนเอง เพราะลักษณะ ของนาฏศิลป์จะลอกเลียนแบบอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากคนเรา มีบุคลิกและรูปร่างที่แตกต่างกัน หากเราเลียนแบบครู แต่รูปร่าง บุคลิก เทคนิคของเราไม่เอื้อที่จะท�ำอย่างนั้นมันก็ไม่เหมาะ เราต้องปรับ ยกตัวอย่างสมัยก่อนคุณแม่ลมุลท่านเป็นคนที่รูปร่าง เล็กมาก ฉะนั้นรูปแบบท่าร�ำก็จะสอดคล้องกับสรีระของท่าน ถ้าจะให้คนตัวสูงใหญ่ไปร�ำให้ได้แบบท่านก็คงไม่ได้ ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่เรียนมาผมได้ข้อสรุปว่าครูบา อาจารย์แต่ละท่านจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วนาฏศิลป์ไม่ สามารถจะเอาไปเทียบกันได้ว่าคนนี้ร�ำสวยกว่าคนนี้ เก่งกว่าคนนี้ เนื่องจากว่าแต่ละท่านก็จะมีเทคนิคของตนเอง เช่น บางท่านร�ำ สง่า บางท่านละเอียด ฯลฯ เราต้องหมั่นศึกษา ถ้าหากเราคิดว่า ของเราดีแล้ว สมบูรณ์แล้วจะเหมือนเป็นการปิดกั้น เพราะว่า ความรู้เกี่ยวกับด้านนี้เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบ เรียนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้องศึกษาตลอดเวลา ต้องดูมาก ต้องศึกษามาก แล้วเราก็จะเห็น เราสามารถเลือกเอาสิ่งดี ๆ มาเรียนรู้และเอามาปรับใช้ในงานของเรา และสิ่งส�ำคัญเราต้องไม่คิดว่าสิ่งที่เราท�ำนั้นสมบูรณ์แล้ว


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 79 มุมมองของอาจารย์ต่อวงการนาฏศิลป์ไทยในทุกวันนี้ มีอย่างไรบ้าง ในเรื่องทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อวงการนาฏศิลป์นั้น ดีขึ้นจากแต่ก่อนมาก เมื่อก่อนคนในแวดวงนี้จะถูกมองว่าเป็น พวกเต้นกินร�ำกิน เราจะเห็นโรงเรียนต่าง ๆ ให้การสนับสนุนเรื่อง ดนตรี เรื่องนาฏศิลป์ มีการสอน มีการจัดประกวดการแข่งขัน จะเห็นว่าทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มี ความน่าเป็นห่วง เพราะผมมองว่าแม้ปัจจุบันเราจะมีสถาบัน การศึกษาที่สอนเรื่องนี้เป็นหลักมากมายหลายแห่งมีหน่วยงาน ก�ำกับดูแลอย่างกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แต่ถ้าเกิด วันหนึ่งไม่มีสถาบันหลักเหล่านี้ให้การอนุรักษ์และเผยแพร่แล้ว จะเป็นอย่างไร ผมอยากให้รัฐบาลหรือผู้มีอ�ำนาจมองเห็นว่าวัฒนธรรม มีความส�ำคัญอย่างไร วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ เป็นรากเหง้า ตลอดจนความภาคภูมิใจที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้เป็นมรดกตกทอด ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป หน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เข้าไปถึงสังคมให้ได้ ท�ำให้ทุกคน เห็นว่าศิลปวัฒนธรรมของชาติมีความส�ำคัญอย่างไรกับคน ที่เกิดมาเป็นคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน คนรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งเขายังไม่เข้าใจ และมองว่าสิ่งเหล่านี้มันใกล้ตัว เกินไป เป็นของเราอยู่แล้ว แต่ถามว่าเขารู้เรื่องสิ่งเหล่านี้อย่าง ถ่องแท้ไหม ตอบเลยว่าไม่ เหมือนกับส�ำนวนที่ว่า “ใกล้เกลือ กินด่าง” แล้วตอนนี้เปิดประชาคมอาเซียนเป็นทางการแล้ว เยาวชนของเราจะน�ำเอาศิลปวัฒนธรรมของชาติไปแลกเปลี่ยน กับเขาอย่างไรในเมื่อเราไม่เคยปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้เขา ซึ่งตรงนี้ ผมมองว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในฐานะที่ผมเป็นศิลปินแห่งชาติพร้อมกับด�ำรงต�ำแหน่ง เป็นคณบดีของคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ก็เป็นหน้าที่หลักของเราในเรื่องการถ่ายทอดให้ความรู้ และ สร้างบัณฑิตแต่ละรุ่น โดยบัณฑิตที่สร้างนั้นเราจะสร้างทั้ง เรื่องหัวใจ คือในเรื่องของการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรม ขณะเดียวกันอนุรักษ์อย่างเดียวไม่พอเราต้องให้อีก ด้านหนึ่งก็คือการสร้างสรรค์ สร้างได้ คิดได้ การอนุรักษ์และ การสร้างสรรค์จะต้องไปควบคู่กัน ผศ.ดร. ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ คณบดีคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เกิด : ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๘ การศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๖ ปริญญาตรี คณะนาฏศิลปและดุริยางค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) พ.ศ. ๒๕๓๗ ปริญญาโทคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๘ ปริญญาเอกคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรติคุณ - พ.ศ. ๒๕๔๔ รางวัลประกายเพชร จากมูลนิธิเพชรภาษา - พ.ศ. ๒๕๔๖ รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นจากสำนัก นายกรัฐมนตรี - พ.ศ. ๒๕๔๘ รางวัลเพชรสยาม สาขาการแสดงและนาฏศิลป์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม - พ.ศ. ๒๕๔๘ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) - พ.ศ. ๒๕๔๙ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่ง ดิเรกคุณาภรณ์ ชั้น จตุตถดิเรกคุณาภรณ์


80 เชิดชูปูชนีย ปกรณ์ กล่อมเกลี้ยง* เรื่อง ยอด เนตรสุวรรณ ภาพ ถวัลย์ ดัชนีเป็นชาวเชียงรายโดยก�ำเนิด เป็น บุตรของนายศรี และนางบัวค�ำ (พรหมสา) ดัชนี เป็นบุตร คนสุดท้องในจ�ำนวนพี่น้อง ๔ คน ได้แก่ พ.ต. สว่าง ดัชนี นายสมจิตต์ ดัชนี และนายวสันต์ ดัชนี มีบุตรชายคนเดียว ชื่อ ม่องต้อย - ดอยธิเบศร์ ดัชนี ในวัยเด็กเริ่มมีแววการวาดรูปมาตั้งแต่ชั้นประถม สามารถวาดตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัว เมื่อจบการ ศึกษาระดับมัธยมปลายจากเชียงรายจึงได้รับทุนมาเรียน ศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง อาจารย์ถวัลย์ย้อนอดีตว่าเป็น นักเรียนกินนอนคนแรกของโรงเรียนเพาะช่าง “ผมมีความภูมิใจมากว่าผมเดินมาเข้าเพาะช่าง เพราะว่าผมเป็นคนที่เก่งฉกาจฉกรรจ์ และผมอายุก็ยัง ไม่ถึง ๑๔ เลย (๑๓ ปี ๙ เดือน) ผมจบ ม.๖ มาจากที่โน่น และผมเป็นนักเรียนทุน คนที่มาด้วยกันสี่ห้าคนที่มารับทุน นักเรียนนายร้อยก็ไปอยู่โรงเรียนนายร้อย มีหอพัก ช่างกล อุเทนถวาย ช่างกลปทุมวันก็มีหอพัก มีแต่ผมคนเดียว ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าโรงเรียนของผมไม่มีอะไรเลย ตึกก็ยัง ไม่มีเลย “ผมไม่อยากบอกพ่อ เพราะถ้าบอก พ่อจะต้อง เป็นห่วง ต้องคอยมา และมันก็ไกล เอาล่ะ อยู่ในตึกนี่แหละ อยู่จนชินไปเอง” ในขณะที่เรียนอยู่เพาะช่าง อาจารย์ได้เป็นนักเรียน ดีเด่นด้วยฝีมือการวาดรูปเหมือนจริง โดยผลงานคือภาพ วัดเบญจมบพิตรได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงงานในหอศิลป์ แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และแสดงในนิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัยแห่งชาติ ประเทศไทย “ถวัลย์ ดัชนี” จักรพรรดิบนผืนผ้าใบ * ภัณฑารักษ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และหัวหน้าฝ่ายนิทรรศการ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ค�ำพูดของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี บางส่วนในบทความมาจากการผู้เขียนสัมภาษณ์ อ. ถวัลย์ เมื่อครั้งแสดงงานเรื่อง “ไตรสูรย์” ที่หอศิลป์สมเด็จฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 81


82 เปิดประตูสู่โลกศิลปะ “ผมท�ำงานอย่างบ้าคลั่งมาตลอดหกเดือนแรกของการ เข้าเป็นนักศึกษาใหม่ ด้วยตระหนักว่ามาจากเพาะช่าง รากฐานยัง ไม่มั่นคง ด�ำริชอบและเข้าใจชอบยังไม่มี มีแต่เพียรชอบ วิริยะชอบ ตั้งใจชอบ ผมตกซ�้ำแล้วซ�้ำเล่าแทบทุกวิชา เพราะความผิด อย่างเดียวกัน” ภายหลังจบจากเพาะช่าง อาจารย์ถวัลย์สอบเข้าเรียน ที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร และได้เรียนศิลปะกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เมื่อเข้าสู่โลกศิลปะใบใหม่ที่กว้างใหญ่ท�ำให้อาจารย์ถวัลย์ต้อง ตั้งใจเรียน ขยันและท�ำงานหนัก แต่ยังขาดความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ ดังที่อาจารย์ศิลป์ได้ให้ข้อคิดหนึ่งแก่อาจารย์ “นายคนภูเขา นายมันโง่แล้วขยัน นายยิ่งท�ำงานหนักยิ่ง ล่มจม นายหัดคิดเสียบ้าง อย่าเอาแต่ท�ำ ขยันเกินไป โง่เกินไป ท�ำปุ๋ยก็ยังไม่ดีนาย...” “นายคนภูเขา” ของอาจารย์ศิลป์ จึงหยุดทบทวน ตัวเองใหม่ และอีก ๑ ปีต่อมาสามารถท�ำคะแนนวาดรูปได้ดี เยี่ยมระหว่างการเรียน แต่กระนั้นในการคัดงานส่งเข้าแสดง ศิลปกรรมแห่งชาติ งานของอาจารย์ถวัลย์กลับถูกอาจารย์ศิลป์ คัดออกด้วยเหตุผลว่า “งานของนายมีแต่ถูกต้อง มันเป็นงานเรียน เป็นอะคาเดมิค นะนาย มันไม่มีชีวิต ปลาของนายว่ายน�้ำไม่ได้ ไม่มีกลิ่นคาว ม้าของนายตายแล้ว ยืนตาย วิ่งไม่ได้ ร้องไม่ได้ วัดของนายเหมือน ภาพ “ใบหน้าของแผ่นดิน” อ. ถวัลย์ ดัชนี ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เทคนิค : สีน�้ำมัน ติดทองค�ำเปลว


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 83 ฉากลิเก ฟ้าของนายไม่มีอากาศ หายใจไม่ได้ รูปของนายไม่มี มิสติคเลย นายไม่เข้าใจนะ นายคนภูเขา” ค�ำวิจารณ์ดังกล่าวท�ำให้อาจารย์ถวัลย์เปลี่ยนแปลง การท�ำงานใหม่หมด และได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ศิลป์ ให้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชีวิตคือนักวาดรูป ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เสียชีวิตที่ โรงพยาบาลศิริราช ขณะที่อาจารย์ถวัลย์เรียนอยู่ชั้นปี ๕ และเพิ่ง สอบชิงชุนรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เพื่อไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกที่ราชวิทยาลัยศิลปแห่งชาติ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ “ในบรรดาคนที่ไปสอบ ๖๐๐ คน ผมสอบได้ที่ ๒ หลัง จากนั้นผมจึงได้รู้ว่าคนที่สอบได้ที่ ๑ คือนายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร เขาอยู่ที่น่าน เขาเป็นหมอแล้ว” เมื่อเรียนจบกลับมา มุมมองและความเข้าใจที่มีต่อศิลปะ ได้เปลี่ยนไป “ผมเข้าใจศิลปะในแง่มุมหนึ่งเหมือนเพชรที่ถูกเจียระไน แล้วมีตั้งร้อยกว่าเหลี่ยม แต่ผมรู้เพียงเหลี่ยมหนึ่ง แต่เหลี่ยม อันนั้นเหมือนใบไม้ทั้งป่า ผมรู้จักใบไม้ก�ำเดียวในมือผม แต่ ใบไม้ก�ำเดียวสามารถน�ำให้ผมข้ามสังสารวัฏไปสู่ปรินิพพานธาตุ อันเป็นเบื้องปลายของผม ผมจึงเพียงพอแล้ว รู้จักเพชรซีกเดียว รู้จักธรรมะเพียงข้อเดียวที่น�ำผมไปสู่ความหลุดพ้น แล้วผมก็ ด�ำรงตนอย่างและเยี่ยงนักวาดรูป คือไม่แตะต้องเรื่องอะไรของ คนอื่น คืออยู่บ้านแล้วเขียนรูปท�ำงานวาดรูป แล้วไม่เคยผันแปร ไปกับเรื่องอื่นเลย” ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อผลงานศิลปะ ที่อาจารย์จัดแสดงอยู่ที่ส�ำนักกลางคริสเตียน ถูกกรีดท�ำลาย จนได้รับความเสียหาย และถูกกล่าวหาว่า “ศิลปินบ้าบิ่น ดูถูก พุทธศาสนา” อาจารย์ถวัลย์กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “เมื่อผมกลับมาใหม่ ๆ ผมบอกแล้วว่าผมมีวิธีคิด ผมเห็น ว่าการน�ำเสนอศิลปะในประเทศไทยเกี่ยวกับพุทธศาสนาตื้นเขิน เกินไปที่จะมานั่งเขียนวัด เขียนโบสถ์ เขียนเรือ เขียนพระพุทธรูป ใคร ๆ ก็เขียนได้ ผมจึงน�ำเสนอวิธีการที่พุทธศาสนาสอนเพียง ภาพ “เหยี่ยว” เทคนิค : สีน�้ำมัน ผลงานรูปช้างของ อ. ถวัลย์ ดัชนี เนื้อหามักจะมาจาก “พุทธปรัชญา” เทคนิค : วาดเส้น (Drawing)


84 ๒ อย่าง คือ โลกียธรรมกับโลกุตรธรรม และผมก็น�ำโลกุตรธรรม กับโลกียธรรมมาเขียนเป็นรูปอยู่ด้วยกัน ที่ที่ผมเขียน ผมไม่มี ที่อยู่ กลับมากรุงเทพฯ ผมไม่มีเงินก็ต้องไปเขียนรูปอยู่ในส�ำนัก กลางคริสเตียน คือเขาจ้างผมเขียนรูปฝาผนัง แล้วเค้าบอกว่า ไม่ให้เงิน แต่ให้ผมอยู่ในนี้ฟรีจนกว่าจะตั้งตัวได้ค่อยไปอยู่ที่อื่น อันนี้เป็นประเด็นที่ท�ำให้คนคิดว่าผมเป็นคริสเตียน” หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการแสดง งานในเมืองไทยไปหลายปี เขามักพูดกับใครต่อใครว่า “เมื่อไม่มี ใครขานรับเสียงกู่ของท่าน จงเดินตามล�ำพัง” ผลงานศิลปะ ตลอดชีวิตการท�ำงาน อาจารย์ถวัลย์สร้างงานศิลปะที่ เป็นรูปแบบศิลปะไทยร่วมสมัย โดยน�ำเอาปรัชญาทางพุทธศาสนา มาตีความและสร้างสรรค์เป็นรูปแบบเฉพาะตน ทั้งยังผสมผสาน ระหว่างแนวปรัชญาตะวันออกและตะวันตก เป็นที่นิยมชมชอบ ของวงการศิลปะสากลอย่างกว้างขวาง ผลงานบางส่วนติดตั้ง แสดงถาวร เป็นสมบัติของชาติ ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ และสถานที่ส�ำคัญ ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งในประเทศ และต่างประเทศแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ผลงานชุดส�ำคัญคือการได้รับเชิญให้ไปเขียนภาพ ภายในปราสาท Crottorf ประเทศเยอรมนี (พ.ศ. ๒๕๒๐ และ ๒๕๒๘-๒๕๒๙) ซึ่งเป็นบ้านของตระกูล Hatzfelot เปรียบ ภาพ “มารผจญ” เทคนิค : สีน�้ำมัน ติดทองค�ำเปลว บทกวี โดย อ. ถวัลย์ ดัชนี จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านด�ำ มหาวิหาร บ้านหลังใหญ่ที่สุดในพิพิธภัณฑ์บ้านดำ


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 85 ถวัลย์ ดัชนี เกิด ๒๗ กันยายน ๒๔๘๒ ถึงแก่อนิจกรรม ๓ กันยายน ๒๕๕๗ การศึกษา : - จบระดับครูประถมการช่าง (ปปช.) จากโรงเรียนเพาะช่าง - ปริญญาตรีศิลปบัณฑิต (เกียรตินิยม) คณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร - ปริญญาโท สาขาจิตรกรรมฝาผนังอนุสาวรีย์ ผังเมือง ราชวิทยาลัย ศิลปแห่งชาติ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ - ปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ ราชวิทยาลัย ศิลปแห่งชาติ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รางวัลและเกียรติยศ - พ.ศ. ๒๕๑๓ รางวัลที่ ๒ การประกวดศิลปกรรมวังสวนผักกาด - พ.ศ. ๒๕๒๘ รางวัลเกียรติยศเหรียญทอง จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในฐานะจิตรกรผู้สร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย - พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับคัดเลือกจากองค์การสหประชาชาติ ให้เป็นผู้แทน วัฒนธรรมทางศิลปะภาคตะวันออกไปแสดงผลงานที่นิวยอร์ก ปารีส โรม ลิสบอน แคนเบอร์รา และโตเกียว - พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้รับการประกาศให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) และได้รับคัดเลือกจาก Fukuoka Asian Culture Prize Committee ให้รับรางวัล Arts and Culture Prize ค.ศ. 2001 - พ.ศ. ๒๕๔๕ รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์ เสมือนพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลที่เต็มไปด้วยสมบัติล�้ำค่าทางด้าน ศิลปวัฒนธรรม โดย Count Hermann Hatzfeldt เจ้าของปราสาท เคยเดินทางมาเมืองไทยหลายครั้งเพื่อติดต่อธุรกิจ เมื่อได้รู้จัก ถวัลย์ ดัชนี ก็เกิดความประทับใจในผลงานและแรงบันดาลใจ จึงเชิญให้ไปวาดภาพบนฝาผนังที่ปราสาทในเยอรมนี เพื่อจะได้ เป็นส่วนร่วมในการสืบทอดแนวความคิดที่จะสะสมผลงานศิลปะ ชั้นเลิศไว้ให้เป็นมรดกของตระกูล โดยอาจารย์เขียนภาพในห้อง บนยอดหอคอยทรงกลมของปราสาท ใช้เวลา ๑๑ เดือน กับ ภาพเขียนบนผนังที่ประณีต มีสี ลาย องค์ประกอบ และปรัชญา ความคิด กลมกลืนเข้าด้วยกัน นอกจากนี้อาจารย์ถวัลย์ได้จัดตั้งมูลนิธิถวัลย์ ดัชนี สนับสนุนทุนการศึกษาโดยเฉพาะด้านทัศนศิลป์ รวมทั้งได้ใช้เวลา นานกว่า ๒๕ ปี สร้างบ้านด�ำ พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านในเนื้อที่ กว่า ๑๐๐ ไร่ ที่ต�ำบลนางแล จังหวัดเชียงราย อันเป็นบ้านเกิด ส�ำหรับจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผลงานชิ้นสุดท้ายที่อาจารย์ทิ้งไว้คือ ภาพม้า ซึ่งวาดขณะ รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล การเสียชีวิตของ ถวัลย์ ดัชนี นับเป็นการสูญเสียครั้ง ยิ่งใหญ่ในวงการศิลปะของไทย ในบันทึกของเขาหน้าหนึ่งเขียนว่า “ชีวิตของผมก็เหมือนกับก้อนหินก้อนหนึ่ง ในตอนแรก ที่โยนลงสระน�้ำก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวง ๆ ออกไป ได้โดยรอบ แต่แล้วหินก้อนนั้นก็ต้องค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ เบื้องล่างสระอันมืดมิด รอคอยแต่ตะไคร่น�้ำมาจับตัวเขียว ไม่ต้องมีใครพูดถึง ไม่ต้องมีใครสนใจ ให้เรื่องราวทั้งหมด จบลงเพียงเท่านี้” อ้างอิง ขวัญ เพียงหทัย. “การเดินทางของ ถวัลย์ ดัชนี” เว็บไซต์ http://www.pornjitt.com/ “ค�ำประกาศเกียรติคุณ ถวัลย์ ดัชนี” จากเว็บไซต์ http://art2.culture.go.th/index. php?case=artistDetail&art_id=30&pic_id= ประวัติ ถวัลย์ ดัชนี จากเว็บไซต์ http://www.thawan-duchanee.com/bio graphy-thai-1.htm อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์. นิพนธ์ ข�ำวิไล, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : ส�ำนักวิจัย ศิลป์ พีระศรี, ๒๕๕๑.


86 พื้นบ้านพื้นเมือง จักรพันธุ์ กังวาฬ เรื่อง สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ “งานปูนปั้นของผมถ้าว่ากันเรื่องฝีมือล้วน ๆ อาจสู้บางคนไม่ได้ แต่ผมใส่ความคิด ลงไปในงานด้วย ก็เลยได้เปรียบคนอื่น” ข้างต้นเป็นค�ำกล่าวของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ ช่างปูนปั้นชั้นครูแห่งเมืองเพชรบุรี ผู้ได้รับการเชิดชูให้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผลงานที่อาจารย์ทองร่วงสร้างสรรค์ขึ้นตลอดระยะการท�ำงานหลายสิบปี นอกจากเป็น งานตามขนบประเพณีที่สืบทอดชั้นเชิงช่างดั้งเดิมได้อย่างประณีตสมบูรณ์แบบแล้ว ก็ยัง มีงานที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนสภาพสังคมและบันทึกเหตุการณ์ส�ำคัญร่วม ยุคสมัยได้อย่างน่าขบคิด ดังเช่นชิ้นงานที่มีผู้สนใจกล่าวถึงกันมาก คือรูปปูนปั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แบกฐานพระอยู่ที่วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี ชีวิตและผลงานของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ จึงมีความน่าสนใจหลายมิติ หลากแง่มุม สมควรถูกบันทึกไว้ให้คนยุคนี้และรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ แห่งเมืองเพชร ช่างปูนปั้นชั้นครู


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 87 ตลอดช่วงการท�ำงานหลายสิบปี อาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะปูนปั้นชั้นครู ไว้เป็นจ�ำนวนมาก


88 ศิลปะการเขียนคัดลายมือ การเขียนภาพลายไทยและภาพสี น�้ำมัน กระทั่งสามเณรทองร่วงสามารถเขียนป้ายงานต่าง ๆ ใน วัดได้ ด้วยมีใจรักศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากศึกษาทางธรรมแล้วสามเณรทองร่วงยังใฝ่รู้วิชา ทางโลก ด้วยการคลุกคลีกับกลุ่มเด็กวัดที่ได้ไปเรียนหนังสือที่ โรงเรียน แล้วใช้วิธีครูพักลักจ�ำเพื่อเรียนรู้วิชาต่าง ๆ “เด็กวัดอยู่กันแน่น เราเป็นเณรก็เข้าไปคลุกคลี แอบเรียน จากเขาแบบครูพักลักจ�ำ ทั้งวิชาเลข เรขาคณิต ภาษาไทย กลอน สุนทรภู่ ส่วนภาษาอังกฤษก็หัดฟังเพลงสากล ซื้อหนังสือเนื้อเพลง ที่มีค�ำแปลมาอ่าน ก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้น” สามเณรทองร่วงบวชเรียนอยู่ที่วัดอัมพวันได้ ๒ ปีก็ สอบผ่านนักธรรมโทและนักธรรมเอก จากนั้นจึงลาสิกขาบท ในขณะอายุ ๑๗ ปี อาจารย์ทองร่วงเล่าว่าในตอนนั้นท่านมุ่งหวังจะเข้าไป เรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อพบทางตันจึงตัดสินใจย้ายไปจังหวัด เพชรบุรี แล้วบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งที่วัดมหาธาตุวรวิหาร เพื่อศึกษาทางธรรมต่อไป นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งส�ำคัญในชีวิตของอาจารย์ทองร่วง ที่ท�ำให้ท่านพบเส้นทางก้าวสู่การเป็นช่างปูนปั้นในที่สุด ๒. เมืองเพชรบุรีถูกขนานนามว่าเป็น “อยุธยาที่ยังมีชีวิต” เพราะเต็มไปด้วยโบราณสถานและวัดวาอารามที่คล้ายคลึง กรุงศรีอยุธยา ทั้งมีการสืบทอดและพัฒนางานศิลปะจากยุค โบราณมาสู่ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัดมหาธาตุวรวิหาร ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาก็ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยศิลปะงาน ปูนปั้นที่วิจิตรงดงาม ช่วงปีแรกขณะจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ สามเณร ทองร่วงได้ชื่นชมงานปูนปั้นอันงดงามพลิ้วไหวที่ประดับตกแต่ง สถาปัตยกรรมส่วนต่าง ๆ ของวัด และมีโอกาสได้พูดคุยกับ ครูพิณ อินแสงฟ้า ช่างปั้นชั้นครูอีกท่านของเพชรบุรี ซึ่งขณะนั้นมา ซ่อมแซมงานปูนปั้พระพุทธรูปบริเวณฐานพระในองค์พระปรางค์ จนถึงขั้นท�ำให้สามเณรทองร่วงตัดสินใจลาสิกขาบทเพื่อไป ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้งานปูนปั้นกับครูพิณ “ก่อนหน้านั้นเราวาดรูปเขียนงานในกระดาษ แต่พอ ๑. แม้ได้ชื่อว่าเป็นช่างปูนปั้นแห่งเมืองเพชรบุรี แท้จริงแล้ว บ้านเกิดของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ อยู่ที่อ�ำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ดินแดนแห่งสวนมะพร้าว ทั้งยังเป็นแหล่ง ศิลปวัฒนธรรม และถิ่นเกิดของศิลปินมีชื่อเสียงหลายคน อาทิ เอื้อ สุนทรสนาน ศรคีรี ศรีประจวบ ทูล ทองใจ อาจารย์ทองร่วงเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านเคยเล่าว่า ชีวิตวัยเด็กของตนก็ไม่ต่างจากลูกชาวสวนคนอื่น ๆ แต่ด้วยจิตใจที่ ใฝ่การเรียนรู้เป็นแรงผลักดันให้อยากศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป หลังเรียนจบการศึกษาภาคบังคับชั้นประถม ๔ จาก โรงเรียนในละแวกบ้าน พ่อก็ให้เด็กชายทองร่วงที่ขณะนั้นอายุ ๑๒ ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบางใหญ่ ในอ�ำเภอบางคนที “ตอนเป็นเณรอยู่ที่วัดบางใหญ่ แถวนั้นมีคนที่จบ เพาะช่างมาเป็นครู แล้วเขารับเขียนป้ายงานวัดด้วย มีป้ายหนึ่ง ติดอยู่หน้าวัด เป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลัง คือถ้าเขียน ภาพผู้หญิงเห็นด้านหน้าแล้วสวยนี่เราว่าไม่แปลก แต่เขาเขียน ผู้หญิงให้เรามองเห็นแต่ด้านหลัง และให้เรารู้ว่าผู้หญิงคนนี้ สวยด้วย ตรงนี้แหละสร้างแรงจูงใจให้เรามาก” อาจารย์ทองร่วง ระลึกถึงความงามลึกลับของงานศิลปะที่สร้างแรงจูงใจแก่ท่าน ในวัยเยาว์ เมื่อสามเณรทองร่วงสอบนักธรรมตรีได้แล้ว จึงย้ายไป จ�ำพรรษาที่วัดอัมพวัน อ�ำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อ ศึกษานักธรรมโทและนักธรรมเอก ระหว่างนั้นได้รับความเมตตา จากพระมหาเสวก จันทร์แดง ครูสอนภาษาบาลีซึ่งได้ช่วยสอน ๓


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 89 ๑-๒ งานปูนปั้นที่ศาลานางสาวอัมพร บุญประคอง วัดมหาธาตุวรวิหาร สอดแทรกเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคนั้นเอาไว้ ๓ รูปปูนปั้นล้อการเมือง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช แบกฐานพระที่วัดมหาธาตุวรวิหาร บททดสอบส�ำคัญก็คือมัคนายกของวัดที่ชื่อ “ยายตุ๊” ผู้เป็นคนหาเจ้าภาพมาแซมซ่อมวัด แล้วระบุเงื่อนไขว่า ช่างซ่อมงานปูนปั้นต้องเป็น “คุณตา” ครูพิณ อินแสงฟ้า คนเดียวเท่านั้น เพราะไม่เชื่อฝีมือช่างคนอื่น เมื่อยายตุ๊ได้ยินว่า “เณรร่วง” สึกออกมาช่วยงานปั้นที่วัดมหาธาตุฯ ก็รีบมาถาม เรื่องนี้กับครูพิณถึงวัด “ยายตุ๊ถามครูพิณว่า ไหน เห็นเณรร่วงสึกออกมาปั้นให้ ตาเรอะ เขาปั้นที่ไหน ครูบอกก็ดูเอาสิ ยายตุ๊ดูแล้วบอกว่า เออ เหมือน ๆ กันแหละ ครูเลยบอกว่า อ้าว ถ้าเหมือนก็ใช้ได้ ก็ให้ เขาท�ำได้สิ” มาเห็นงานปูนปั้น อ๋อ ไอ้ที่เราเขียนมันออกมาเป็นชิ้นงานจริง จับต้องได้ ก็เลยชอบ” อาจารย์ทองร่วงเผยความในใจ ครูพิณซึ่งอาจารย์ทองร่วงเรียกว่า “คุณตา” รู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็น “เณรร่วง” ที่เคยรู้จักมาหาถึงบ้านในเพศฆราวาส ท่านปฏิเสธว่าตนเองไม่รับลูกศิษย์เพราะไม่มีเวลาสอน แต่เปิด โอกาสว่าถ้าพอปั้นงานได้ก็จะรับเป็นลูกน้อง “ครูพิณบอกว่า ฉันไม่สอนใคร แต่ถ้าท�ำได้ ฉันจะจ้าง พรุ่งนี้ให้ไปเจอที่วัด แล้วให้ลองปั้นบนไม้กระดาน ไหนปั้น ตัวนี้สิ ท่านชี้ เราก็ปั้น สองสามตัว ท่านดูแล้วบอก มาท�ำงาน จริงได้เลย ให้เรามาซ่อมพระเลย” อาจารย์ทองร่วงเล่า ๑ ๒ ๓


90 ๑ อาจารย์ทองร่วงเปิดบ้านให้ความรู้เรื่องศิลปะปูนปั้นแก่คณะผู้มาเยี่ยมชม ๒ สมัยก่อนช่างต้องต�ำปูนด้วยมือ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เครื่องต�ำแทน ๓ อาจารย์ทองร่วงเดินตรวจดูงานปูนปั้นของลูกศิษย์ ๑ ๒ นับจากนั้นหนุ่มน้อยทองร่วงจึงมีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้ งานกับครูพิณ ซึ่งถือเป็นครูปูนปั้นคนแรกในชีวิต เพื่อก้าวไปสู่ อาชีพการท�ำงานเป็นช่างปูนปั้นอย่างแท้จริง ๓. ตลอดช่วงหลายสิบปีแห่งการท�ำงานของอาจารย์ ทองร่วง เอมโอษฐ ท่านได้สร้างผลงานศิลปะปูนปั้นที่งดงาม ตามแบบแผนประเพณีและเชิงช่างเมืองเพชรไว้มากมาย ปรากฏอยู่ตามโบสถ์ วิหาร หน้าบัน คันทวย ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ฯลฯ ของวัดส�ำคัญต่าง ๆ นอกจากนั้นอาจารย์ทองร่วงยังท�ำงานประเภทความคิด สร้างสรรค์ สะท้อนสังคม ล้อเลียนการเมือง ที่มีความน่าสนใจ อย่างยิ่ง ดังเช่นงานปั้นรูปล้อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในท่า แบกฐานพระที่วัดมหาธาตุวรวิหาร รวมทั้งงานปูนปั้นประดับ ศาลานางสาวอัมพร บุญประคอง ที่วัดเดียวกัน ซึ่งน�ำเรื่อง ราวจากวรรณคดี “พระอภัยมณี” มาผนวกกับเหตุการณ์ เรียกร้องประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ถ่ายทอดออกมาเป็นงานที่ทั้งสวยงาม และมีแง่คิด งานอีกชิ้นที่มีคนกล่าวถึงและเกิดกระแสโต้แย้งถกเถียง กันมาก คืองานปูนปั้นประดับฐานเสมาที่วัดสนามพราหมณ์ จังหวัดเพชรบุรี โดยอาจารย์ทองร่วงได้ปั้นภาพจ�ำลองเหตุการณ์ ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ถูกหนุ่มสติเฟื่องชกหน้าที่ มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง นอกจากนั้นยังมีภาพปั้น “ฤๅษีอ้วน” สะท้อนถึงนักบวชเห็นแก่กินที่ไม่ท�ำประโยชน์แก่สังคม หลังจากงานปูนปั้นชิ้นนี้กลายเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ รายวัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีขณะนั้นได้สั่งทุบทิ้ง แต่ก็ เจอกระแสต่อต้านจากผู้ไม่เห็นด้วยในการทุบท�ำลายงานศิลปะ โดยหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์คนส�ำคัญแห่ง เมืองเพชรบุรี กระทั่งมีหน่วยงานจากส่วนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย และงานปูนปั้นดังกล่าวยังคงอยู่มาทุกวันนี้ “เราต้องสะกิดสังคมให้รู้สึกกันบ้าง พอปั้นฤๅษีอ้วน หลวงพ่อก็ไม่ค่อยพอใจ เพราะไปว่านักบวชเอาแต่กินกับนอน” อาจารย์ทองร่วงกล่าว “คนที่เป็นช่างเขียนก็ดี ช่างปั้นก็ดี สามารถ สร้างงานที่รับใช้สังคมได้ อยู่ที่หัวคิดว่ามองสังคมออกไหม ไม่งั้นก็ท�ำงานเลียนแบบเขาเรื่อยไป แต่เราก็ต้องชัดเจนนะ ต้องกล้าพอสมควร คนอื่นเราไม่กลัวหรอก เรากลัวตัวเองจะ ท�ำงานไม่ได้ดั่งใจ ยิ่งมีแรงต้าน เรายิ่งมีแรงท�ำ แต่ถ้าท�ำงาน แล้วเงียบหาย ใจเราก็ฝ่อ”


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 91 ๓ ๔. ด้วยพื้นนิสัยเป็นคนใฝ่ศึกษาหาความรู้ไม่หยุดนิ่งที่ เป็นมาตั้งแต่เด็ก อาจารย์ทองร่วงจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น ช่างปูนปั้น ทว่ายังพยายามฝึกฝนเรียนรู้งานช่างอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่างานลงรักปิดทอง งานเขียนแบบก่อสร้าง กระทั่งงาน ควบคุมการก่อสร้างอาคารโบสถ์ วิหาร โรงเรียน ฯลฯ เพื่อก้าว ไปสู่การเป็น “ผู้รับเหมาเบ็ดเสร็จ” เพราะความเป็นผู้รู้และช�ำนาญงานช่างอย่างรอบด้าน นั่นเอง ท�ำให้อาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ มีโอกาสได้ท�ำงาน ที่ท่านบอกเสมอว่าภูมิใจมากที่สุดในชีวิต นั่นคือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อาจารย์ทองร่วงได้รับเชิญจาก กรมศิลปากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศิลป์ สถาปัตยกรรม และประติมากรรมไทยในโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรี- รัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ในช่วงเตรียมการฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอาจารย์ได้เป็นผู้ออกแบบและ ควบคุมช่างนับร้อยคนให้ท�ำงานจนส�ำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่วนชีวิตในปัจจุบัน อาจารย์ทองร่วงในวัย ๗๓ ปี แม้ไม่ได้สร้างสรรค์งานปูนปั้นหรือรับงานเช่นในอดีต แต่ ท่านยังยินดีให้ค�ำปรึกษาแก่ช่างรุ่นหลังที่มักเข้ามาขอความรู้ อยู่เสมอ อีกทั้งยังก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้งานปูนปั้นอาจารย์ ทองร่วง เอมโอษฐ เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดงานปูนปั้น เมืองเพชรให้คงอยู่สืบไป


92 อาภรณ์ปกปิดเรือนกายส�ำหรับคนเรามี ความงามแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อย้อนไปถึงยุค ดึกด�ำบรรพ์ ไม่ว่าที่ไหนในโลก ผู้คนยุคก่อนล้วน ใช้เพียงผืนหนังสัตว์หรือใบไม้ใบหญ้าปกปิดหรือ ห่อพันกาย ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้พัฒนาจากใบไม้ เปลือกไม้ รังไหมให้กลายเป็นเส้นด้ายแล้วถักทอ เป็นผ้าผืนใหญ่ผืนเดียวที่สามารถพันปิดทั่วตัวได้ อย่างในแถบซีกโลกที่มีอากาศหนาวเย็นก็ใช้ผ้า ผืนใหญ่พันมิดชิดทั้งเรือนร่าง ดังที่เห็นในภาพวาด ชาวกรีกโบราณ แผ่นดินเดียว ยอด เนตรสุวรรณ เรื่องและภาพ ใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่ง อาภรณ์อุษาคเนย์ ชาวอุษาคเนย์ แม้เป็นวัยหนุ่มสาวสมัยใหม่ ก็ยังนิยมใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่งกันโดยเฉพาะช่วงเวลาสำ คัญ เช่น เมื่อเข้าวัดทำ บุญ อย่างในภาพ หนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียบนเกาะบาหลีนุ่งผ้าผืน สวยในศาสนสถานพราหมณ์-ฮินดู


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 93


94 ผืนผ้าหรือผืนหนังที่ใช้ปกปิดร่างกายถูกพัฒนาเรื่อยมา จนกลายเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายประจ�ำถิ่นอันแตกต่างไป อย่างในแถบยุโรปนิยม “โอเวอร์โค้ท” ญี่ปุ่นสวมใส่ “กิโมโน” พวกอาหรับสวมเสื้อขาวยาวคลุมทั้งตัวที่ชาวซาอุดิอาระเบีย เรียกว่า “โด๊ป” ทว่าในเขตร้อนเมื่อยุคดึกด�ำบรรพ์ ผู้คนอาจใช้เพียงผ้า หรือหนังผืนเล็กที่คนไทยเรียกว่า “ผ้าเตี่ยว” ปกปิดส่วนส�ำคัญ ซึ่งในปัจจุบันเห็นผ้าเตี่ยวได้จากนักกีฬาซูโม่ของชาวญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นผ้าผืนเล็กแต่ยาว ใช้พันรอบเอวแล้วสอดทับปกปิด ระหว่างขา ชายผ้าเหน็บไว้ด้านหลัง และการสวมใส่ผ้าแบบนี้ ๑ ๑ หนุ่มสาวชาวไทยยุคสมัยใหม่ก็ยัง สวมใส่ผ้าถุงผ้านุ่งกันอย่างสวยงาม ภาพน่าชื่นชมเช่นนี้ยังเห็นได้เป็นปกติ ในงานประเพณีสำ คัญทั่วทุกภูมิภาค ๒ หญิงสาวชาวไทยเชื้อสายมอญ ยังนิยมนุ่งผ้าถุงในวันสำ คัญ ๓ ชายชาวมอญในอำ เภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ยังคงนิยมนุ่งโสร่ง ในชีวิตประจำ วันตามแบบฉบับ วัฒนธรรมมอญดั้งเดิม ๒


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 95 ๓ มีให้เห็นในภาพวาดโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ�้ำ หลายแห่งแถบเอเชียมีอายุหลายพันปีมาแล้ว จากผ้าผืนเดียวผ่านยุคผ่านสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มาเนิ่นนาน ถูกพัฒนาจนกลายเป็นผ้าผืนใหญ่ใช้นุ่งห่มมิดชิด มีความงดงามทั้งลวดลายและสีสัน ชาวอุษาคเนย์ก็มีอาภรณ์ ลักษณะนั้นที่โดยทั่วไปเรียกกันว่า “ผ้าถุง” “ผ้านุ่ง” “ผ้าซิ่น” และ “ผ้าโสร่ง” แต่พิเศษกว่าการเป็นผ้าผืนตรงที่มีลักษณะ เป็นถุง คือเป็นผ้าผืนใหญ่เย็บชายด้านกว้างต่อกัน ใช้สวม คลุมเรือนร่างจากท่อนขาถึงบั้นเอว แล้วมัดรั้งตามรูปแบบ ที่หลากหลาย หรือใช้เข็มขัดผ้าหรือโลหะ วัฒนธรรมการสวมใส่ ผ้าแบบนี้มีมาแต่โบราณ การสวมใส่ผ้าถุงหรือนุ่งโสร่งต่างกับการใช้ผ้าขาวม้าที่ ใช้พันรอบตัว เพราะเป็นการสวมแล้วดึงขึ้นให้ถึงเอว จับปลาย ผ้าถุงดึงตึง ม้วนกลับเข้าหาตัวจนแน่นพอดี พับขอบพกเหน็บ สอดทับไว้ด้านในผ้าแนบเนื้อ ทั้งไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ล้วนมีพื้นฐานการแต่งกาย แบบ “ใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่ง” กันทั้งนั้น คนไทยทั่วไปเรียก “ผ้าถุง” หรือ “ผ้านุ่ง” ทางเหนือ และอีสาน รวมถึงชาวลาวเรียก “ผ้าซิ่น” ส่วนทางใต้ของไทย ชาวชวา ชาวมลายู เรียก “โสร่ง” ชาวเมียนมาเรียก “ลอนยี” ลวดลายของผืนผ้าและลักษณะการสวมใส่บางอย่างจะบอกถึง ชนชาติได้ ผ้าถุงหรือผ้านุ่งของไทยยังมีให้เห็นทั่วไปในปัจจุบัน และถือเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงในชนบท โดยเฉพาะวัยคุณป้า คุณย่าคุณยาย เมื่อมีงานเทศกาลประเพณีและการเข้าวัด ในงานบุญ ผ้าถุงผ้านุ่งจึงมักสวยงามเป็นพิเศษด้วย แม้กระทั่ง ในงานสังคมชั้นสูงในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ก็ยังเห็นการ แต่งกายอย่างงดงามด้วยผ้าถุงเช่นกัน


96 การนุ่งผ้าถุงของชาวไทยทั้งชายและหญิงเป็นรูปแบบ การแต่งกายที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้น ดังมี กล่าวไว้ในหนังสือสมุดภาพแสดงเครื่องแต่งกายตามสมัย ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ของกรมศิลปากร ว่า “การแต่งกาย สตรี ส่วนมากนิยมนุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง รัดกลีบซับซ้อนมากชั้น มีเข็มขัดขนาดใหญ่คาดทับ ประดับด้วยลวดลายละเอียดมาก ทั้งชายผ้าเป็นกาบขนาดใหญ่ ตรงด้านหน้าหรือยักเยื้อง ไปทางด้านข้าง บุคคลธรรมดาทั้งชายและหญิงมักนิยมนุ่ง ผ้าโจงกระเบน” นอกจากนี้ยังมีบันทึกของชาวต่างชาติที่เคยเข้ามาพ�ำนัก อยู่ในสยามกล่าวถึงการใส่ผ้าถุงหรือผ้านุ่งของชาวสยามใน อดีตไว้ เช่น เชอวาเลีย เดอ ฟอร์บัง นายทหารชาวฝรั่งเศสที่มี บรรดาศักดิ์เป็นออกพระศักดิ์สงคราม ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช พ.ศ. ๒๒๒๘ เชอวาเลียบันทึกในจดหมายเหตุถึง ขุนนางไทยสยามว่า “นุ่งผ้าพื้นคลุมตั้งแต่สะเอวลงไปครึ่งน่อง ใส่เสื้อมัสลินแขนสั้น” โยส เซาเตน พ่อค้าชาวฮอลันดา สมัยพระเจ้าทรงธรรม และพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. ๒๑๗๙ โยสบันทึกในจดหมายเหตุ กล่าวถึงการแต่งกายของชาวไทยสยามว่า “ทั้งหญิงชายแต่งตัว ด้วยผ้าผ่อนน้อยชิ้น เพราะประเทศนี้เป็นประเทศร้อน เขาชอบผ้า สีต่าง ๆ นุ่งส�ำหรับส่วนล่างของร่างกาย...การแต่งกายเช่นนี้ แต่งด้วยกันทั้งคนจนคนมี จึงยากที่จะดูว่า ใครรวย ใครจน นอกจากจะรู้ราคาชนิดผ้าที่นุ่งห่มนั้น” ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubeère) อัครราชทูตของ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช พ.ศ. ๒๒๓๐ ลาลูแบร์กล่าวถึงเครื่องแต่งกายของ ขุนนางไทยสยามไว้ในจดหมายเหตุเรื่อง Du Royaume de Siam ๑


ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙ 97 ว่า “ลางครั้งที่ไม่ใช้ผ้าลายเขียนนุ่ง ก็ใช้ชิ้นผ้าไหมเกลี้ยง ๆ บ้าง หรือทอที่ริมเป็นลายทองลายเงินบ้าง ฝ่ายพวกอ�ำมาตย์ หรือ ขุนนางนั้น นอกจากนุ่งผ้าแล้ว ยังสวมเสื้อครุยผ้ามัสลิน อีกตัวหนึ่ง” ในอดีตหญิงสาวส่วนใหญ่ยังต้องทอและตัดเย็บผ้า ด้วยตนเอง ดังนั้นที่ใต้ถุนบ้านแบบพื้นถิ่นดั้งเดิมโดยทั่วไป จึงมี “หูก” ซึ่งเป็นเครื่องทอผ้าด้วยมือ นับว่าลูกผู้หญิง ทุกคนมีหน้าที่ทอผ้า และเรียนรู้การทอผ้าจากแม่ ฝึกจน ช�ำนาญสามารถทอผ้าผืนที่สวยงามส�ำหรับโอกาสพิเศษ เช่น งานวัด งานบุญประเพณี งานแต่งงาน งานบวช หรือ ในโอกาสพิเศษอื่น ๆ การได้นุ่งผ้าซิ่นฝีมือตนเองให้ใครต่อใคร ได้เห็นจึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ผ้าซิ่นที่ใช้ในชีวิตประจ�ำวันอาจเป็นผ้าสีพื้น ไม่มีลวดลาย วิจิตร ใช้เวลาไม่มากในการทอ แต่ส�ำหรับผ้าซิ่นที่ผู้ทอตั้งใจจะใช้ ในโอกาสพิเศษอาจต้องใช้เวลากันหลายเดือนทีเดียว บางผืนนั้น เจ้าของต้องกล่าวว่า “ล�้ำค่าเกินกว่าที่จะคิดเป็นเงินทอง” ๑, ๓ ในโอกาสและสถานที่สำ คัญ อาภรณ์ประจำ กายตามแบบฉบับ ของผู้หญิงไทยทุกภูมิภาค พร้อมกันนุ่งผ้าถุงหลากหลายลวดลาย สดสวยเช่นนี้เสมอ ๒ ที่ชายหาดริมฝั่งอิรวดี หญิงสาวชาวเมียนมานุ่ง “ทะแมง” หรือผ้าถุง ที่ใส่ไปไหนมาไหนได้ทุกโอกาส ๒ ๓


98 “โฮล” ชาวกัมพูชาหมายถึง ผ้าไหมมัดหมี่ และหมายถึง ผ้าถุงหรือโสร่งชั้นดีด้วย ชาวกัมพูชานิยมนุ่งผ้าถุงหรือโสร่ง ที่ทอจากไหม และผ้าไหมส�ำหรับผู้ชายนุ่งเรียกว่า “โฮลเปราะ” ส่วนผ้าผืนงามส�ำหรับผู้หญิงนุ่งเรียกว่า “โฮลสตรี” “โสร่ง” หรือออกเสียงส�ำเนียงต่างไปเล็กน้อย เป็นค�ำเรียก ผ้าถุงของชาวมลายูที่เป็นกลุ่มชนหลักของประเทศหมู่เกาะของ อุษาคเนย์ ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และรวมทั้งผู้คนแถบภาคใต้ของประเทศไทยด้วย ค�ำว่า “โสร่ง” ส�ำหรับชาวไทยอาจนิยมเรียกผ้านุ่งของผู้ชายเท่านั้น แต่ค�ำว่า “โสร่ง” ส�ำหรับประเทศเพื่อนบ้านอาจหมายถึงผ้านุ่งส�ำหรับ หญิงและชาย ไม่ใช่เฉพาะชาวมุสลิมเท่านั้นที่นิยมนุ่งโสร่ง ชายหญิง ชาวฮินดูบนเกาะบาหลีทั้งหลายก็พากันนุ่งโสร่งเป็นอาภรณ์ ยอดนิยม รวมทั้งบรรดาเทวดาอารักษ์ศาสนสถานที่แกะสลัก ผ้าซิ่นส�ำหรับหญิงชาวลาวไม่เพียงถูกก�ำหนดให้เป็นชุด ประจ�ำชาติเท่านั้น ในวันเวลาปกติก็ยังใส่ให้เห็นทั่วบ้านทั่วเมือง จนเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเป็นชุดล�ำลอง หรือเป็นเครื่องแบบ เช่น ชุดนักเรียน นักศึกษา ชุดข้าราชการ ไปจนถึงการแต่งกายในพิธี หรือประเพณีส�ำคัญ ส่วน “ลอนยี” หรือโสร่งของชาวเมียนมาก็มีลักษณะ เช่นเดียวกับผ้าซิ่นของชาวลาว ที่นิยมใส่ทั้งอย่างเป็นทางการ และเป็นชุดล�ำลองสบาย ๆ ทว่าไม่เพียงผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชาย ชาวเมียนมาก็ยังนิยมด้วย นั่นคือการนุ่งลอนยีเป็นเครื่องแบบ หน่วยงานทั้งหลาย แม้กระทั่งในรัฐสภาและการออกต้อนรับ แขกบ้านแขกเมืองระดับสูง ทุกระดับชนชั้นของชาวเมียนมา ยังคงนิยมในการนุ่งลอนยีอย่างมั่นใจดังที่เห็นกันบ่อย ๆ ใน ภาพข่าวทางโทรทัศน์ ลอนยีของผู้ชายเรียกเฉพาะเจาะจงว่า “ปะโซ” และลอนยีส�ำหรับผู้หญิงเรียกว่า “ทะแมง” ๑


Click to View FlipBook Version