The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาราชพระองค์ที่ 6 สมเด็จพระเจ้าตากสิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-09-22 05:26:58

มหาราชพระองค์ที่ 6 สมเด็จพระเจ้าตากสิน

มหาราชพระองค์ที่ 6 สมเด็จพระเจ้าตากสิน

พระราชประวัติ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช

มหาราชพระองคท์ ่ี 6 (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

พระเจา้ ตาก ธ เกง่ กาจ ขวญั ใจราษฎร์
ทรงกชู้ าติ พน้ พม่า นา่ สรรเสริญ
ทรงสร้างเมือง กรงุ ธน ให้เจรญิ
ทรงกล้าเกนิ คากลา่ วใด ไร้เทยี มทนั
พระราชสมภพ วันที่ 17 เดอื นเมษา
เปน็ เดือนห้า วนั อาทติ ย์ จติ สขุ สนั ต์
ปีสองพนั สองร้อยเจด็ สบิ เจ็ดนัน้
พระทรงธรรม กอ่ กาเนดิ เพอื่ ปวงไทย
นามเดิมสนิ ลูกขุนพัฒ นางนกเอ้ียง
ขุนนางเลีย้ ง ฟูมฟัก จนเติบใหญ่

เปน็ ทหาร ฝากฝีมอื กลา้ เกรียงไกร
ท้ายสุดได้ เป็นพระยา วชิรปราการ
ครัน้ ถึงปี สองพัน สามร้อยเกา้
ไทยสดุ เศรา้ ทกุ ขเ์ ภทภัย แผ่ไพศาล
ทพั พม่า กรีฑา มารกุ ราน
หวังประหาร เขน่ ฆ่าไทย ให้มลาย
สมเดจ็ พระเจา้ เอกทัศ ทรงครองราชย์
เหล่าทวยราษฎร์ ทหารไทย ใจเหอื ดหาย
มีปญั หา ในการศกึ อยา่ งมากมาย
ถงึ แตกพา่ ย มอญพมา่ รุมราวี
พระเจ้าตาก อยกู่ รุงศรี จาตีฝ่า
รวมคนกลา้ สพู้ ม่า จาหลกี หนี
วนั ที่สาม มกรา จากธานี
รวมคนดี มีฝมี อื กูช้ าติไทย
วันที่ 7 เมษา สุดวปิ โยค
ไทยเศร้าโศก กรุงศรีแตก แหลกมอดไหม้
ปีสองพัน สามรอ้ ยสบิ ทุกขท์ ัว่ ไทย
กรงุ สญู ไป หมดสิน้ ไทย ไรพ้ ักพิง
พระเจา้ ตาก จากกรงุ ศรี ไพรพ่ ลพรอ้ ม
ต่างยนิ ยอม มอบกายใจ ใหท้ กุ ส่ิง

เดนิ ทพั ผา่ น นครนายก รกชัฏยง่ิ
ไม่หยดุ นงิ่ มุ่งทพั ไป ปราจนี บุรี
ผ่านนาเกลอื พัทยา สตั หบี
ทรงเรง่ รบี สู่ระยอง ผ่อนผันหนี
ถึงระยอง กรมการเมือง จกั ตอ่ ตี
มีเหตุท่ี จักนาพา ฆ่ากันตาย
ยดึ ระยอง ประกาศตน ขึ้นเป็นเจา้
มผี ้เู ขา้ รว่ มกชู้ าติ ราษฎรห์ ลากหลาย
เดนิ ทัพสู่ จันทบรุ ี ใช่งา่ ยดาย
ทรงมุ่งหมาย ยดึ เมอื งจนั ท์ น้ันแน่นอน
มีขุนราม หมื่นซ่อง จ้องกอ่ เหตุ
รว่ มวางเลศ เจ้าเมอื งจนั ท์ คิดส่ังสอน
หวงั กาจดั พระเจา้ ตาก อยา่ งยอกย้อน
หวงั ตดั ตอน กาลังทัพ จับภมู ี
พระเจา้ ตาก ทรงรเู้ ลศ เหตรุ ้ายนน้ั
พระองค์พลนั วางกลทพั สมศักด์ศิ รี
ทบุ หม้อขา้ ว หากินใหม่ ในบุรี
ทกุ ชวี ี ต่างม่งุ หมาย ตอ้ งได้เมอื ง
จนั ทเ์ สยี เมือง สิบส่ี มถิ นุ า
ธ มุ่งหา กลการทพั อยา่ งตอ่ เน่ือง

เมอื งจันทด์ ี มดี ินแดน แสนรงุ่ เรอื ง
ชว่ ยประเทอื ง ไท้ไร้ทุกข์ สขุ อรุ า
ตีจนั ทไ์ ด้ ธ มงุ่ หมาย ตตี ราดต่อ
ตราดรว่ มขอ กู้ชาติด้วย ชว่ ยหนักหนา
ตะวันออก ทุกหวั เมอื ง รวมประชา
ต่างร่วมมา ก้ชู าตไิ ทย ใหก้ ลับคืน
พระเจา้ ตาก เตรียมการศกึ เพื่อกู้ชาติ
รวมเหลา่ ราษฎร์ ท้งั จีนไทย ไร้ขัดขืน
ทรงหวังใช้ ฐานเมืองจนั ท์ ม่ันยั่งยืน
ลว้ นราบรืน่ เตรียมเรือไว้ ให้พร้อมเพรยี ง
เตรียมเรอื รบ ประมาณ รอ้ ยลาเศษ
ธ ทรงเดช ฝมี อื ดี มีชือ่ เสียง
คนอาสา มาสมทบ รบคูเ่ คียง
ไมม่ ีเกย่ี ง เพยี งกู้ชาติ ราษฎรร์ ่วมใจ
มีทหาร ห้าพันเศษ พร้อมการรบ
ทกุ ส่งิ ครบ เตรียมเดนิ ทัพ ไมห่ วั่นไหว
ออกจากจันท์ เดอื นตุลา ธ คลาไคล
ปีกุนได้ หมายโมงยาม ตามฤกษด์ ี
เดือนสิบสอง ตกี รุงธน ปราบทองอนิ
เสี้ยนหนามส้นิ ลอ่ งนาวา ยังกรงุ ศรี

ตพี ม่า แตกพา่ ยไป ไรร้ าวี
ตัวสกุ ี้ แมท่ พั ใหญ่ ถึงวายชนม์
ธ ทรงกู้ เอกราช ชาติคืนได้
กชู้ าติไทย คนื กลับใหม่ ได้อกี หน
วนั ท่ี 6 พฤศจิกา ชนื่ กมล
พน้ ทกุ ขท์ น กลบั เปน็ ไทย ในเจด็ เดือน
พระเจ้าตาก มงุ่ หมายมน่ั สรา้ งชาตใิ หม่
ทมุ่ กายใจ รวมชาตไิ ทย ไม่คลายเคล่อื น
สร้างชาตไิ ทย เพอื่ คนไทย มิลืมเลอื น
จิตใจเตือน กตญั ุญตุ า ให้ตราตรึง
28 ธนั วา ปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์
ธ หมายมาด รวมชาตไิ ทย ใหเ้ ป็นหนงึ่
วางแผนงาน การศกึ อย่างลกึ ซงึ้
รวมคนซึง่ คดิ กู้ไทย ให้เปรมปรดี ์ิ
เจ้าพมิ าย ชุมนมุ แรก ทรงตีได้
รายตอ่ ไป ตีเขมร เจา้ นครศรี
ตพี ษิ ณโุ ลก ตเี จ้าฝาง ทรงราวี
ศึกทมี่ ี ชัยเกริกก้อง เป็นตานาน
รบพม่า ทบ่ี างแกว้ ราชบรุ ี
พระภูมี ปราบมอญมา่ น อยา่ งหา้ วหาญ

ชนะศึก ไทยรวมใจ ร่วมรอนราญ
สมคั รสมาน รวมชาตไิ ทย ใหร้ ่มเยน็
ศกึ สุดทา้ ย ศึกพม่า อะแซหวุ่นกี้
ผลไม่มี แพช้ นะ ไรท้ กุ ข์เขญ็
ศกึ สงบ อีกหลายปี ไร้ลาเคญ็
ธ ทรงเป็น ศูนยร์ วมไทย ไรต้ รอมตรม
ทรงสรา้ งเมือง กรงุ ธนบรุ ี ให้รุ่งโรจน์
ธ ทรงโปรด สร้างเมืองใหม่ ไทยสุขสม
ค้าขายจีน เสรมิ ศาสนา ไทยอุดม
ทรงนิยม วัฒนธรรม นาจิตใจ
การปกครอง ทรงแกไ้ ข กฎหมายใหม่
เศรษฐกจิ ไทย เจรญิ ไกล อย่างไดผ้ ล
คมนาคม ขดุ คลองใหม่ เพอ่ื ปวงชน
สรา้ งถนน สะดวกไป ไทยสราญ
อาณาเขต อาณาจกั ร ธนบุรี
พ้นื ท่มี ี กวา้ งขวางใหม่ ใหญ่ไพศาล
ทรงรบทพั จบั ศึก อย่างยาวนาน
สร้างผลงาน แผ่กาจาย ขจรไกล
ในชว่ งท้าย ปลายชีวติ พระเจา้ ตาก
แปลกอยา่ งมาก เป็นเรอื่ งยาก สรปุ ได้

สวรรคต ท่ีกรงุ ธน หรือทีใ่ ด
เพราะอะไร ตอบไม่ได้ มาเน่นิ นาน
กบฏพระยาสรรค์ สาเหตนุ า สิน้ ชีวา
เจา้ พระยา มหากษตั ริย์ศกึ ส่ังประหาร
อา้ งองคต์ าก วิปลาส เป็นเหตกุ ารณ์
ทีก่ ลา่ วขาน ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ใหจ้ ดจา
6 เมษา 2325 วนั สิน้ พระชนม์
ไทยหมองหม่น ทกุ ขท์ ว่ั ไทย นา่ ใจหาย
มีเรอื่ งราว ติดตามมา สดุ เลวรา้ ย
ชีพวางวาย ตอ้ งลม้ ตาย หลายพระองค์
บางกระแส ทรงหนีภยั ไปนครศรี
ไปบวชที่ วดั เขาขนุ พนม ดงั ประสงค์
มีหลักฐาน อีกมากมาย ทแ่ี มน่ ตรง
แตย่ ังคง ถกเถียงกนั ไม่มั่นใจ
พระเจา้ ตาก กู้อิสรภาพ ทรงสรา้ งชาติ
ประวัติศาสตร์ จารึกไว้ ยุคสมัย
พระเกียรตคิ ุณ ทรงเล่อื งลือ ท่วั ถ่ินไทย
ทกุ หวั ใจ เทิดคุณไท้ ไวน้ ิรันดร์
……………………………………………………………………

ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง

พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีการถกเถียงจาก
อดีตถึงปัจจุบันท้ังยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงประวัติศาสตร์ปลาย
รัชกาลของพระองค์มีการกล่าวอ้างว่า ทรงเสียสติฟ่ันเฟือนจนถึงแก่
“สัญญาวิปลาส” จนเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาและไม่อาจปกครอง
บ้านเมืองรวมท้ังอาณาประชาราษฎร์ให้เกิดความสงบร่มเย็นจนทรงถูก
สาเร็จโทษ เป็นจริงหรือไม่ ! และวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพพระองค์วัน
ส้ินพระชนม์เม่ือไรหายังข้อยุติไม่ได้ อาทิ พระราชพงศาวดารกล่าวว่า
พระองค์สิ้นพระชนม์ตรงกับวันที่ 6 เมษายน 2325 จดหมายเหตุโหรกล่าว
ว่าพระองค์สน้ิ พระชนมว์ ันที่ 10 เมษายน 2325 จดหมายเหตุของบาทหลวง
ฝรั่งเศสกล่าวว่าพระองค์ส้ินพระชนม์วันท่ี 7 เมษายน 2325 และสถานที่ที่
พระองคส์ ้นิ พระชนม์ที่ไหนแน่ อาทิ ทธ่ี นบรุ ี หรือ ทีน่ ครศรธี รรมราช หรือที่
เพชรบุรี ยังหาขอ้ สรปุ ท่ีแทจ้ รงิ ยงั ไมไ่ ด้

พระราชประวัติสมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช

ศาลพระเจา้ ตาก ทว่ี ดั ลมุ่ จงั หวดั ระยอง

สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราชทรงพระราชสมภพ
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระราชสมภพ ณ วนั อาทิตยข์ ึ้น

สิบหา้ ค่าเดอื นหา้ ปขี าล ฉ้อศก จุลศักราช 1096 เวลาประมาณ 11.00 น.
ณ กรงุ ศรีอยุธยา ตรงกบั วนั อาทิตยท์ ี่ 17 เดือนเมษายน พุทธศกั ราช 2277
พระบรมราชลัคนาสถิต ราศีกรกฎ เสวยฤกษ์ท่ี 8 ประกอบด้วยราชาแห่ง
ฤกษ์

ดวงพระราชสมภพ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระนามเดิมว่า “สิน” ช่ือภาษาจีน
วา่ “เจ้ิงเจา”(ภาษาแต้จ๋ิว) หรือ “เจ้ิงกั๋วอิง”(ภาษาจีนกลาง) บิดาเป็นชาว
มณฑลกวางตุ้งช่ือ”ไหฮอง” หรือ ”แต้หยง”(ภาษาแต้จ๋ิว)หรือ”เจ้ิงหยง”
(ภาษาจีนกลาง)มีภูมิลาเนาเดิมอยู่ท่ีหมู่บ้านหัวฟู่ อาเภอเฉิงไห่ มณฑล
กวางตุ้ง ประเทศจีน ชาวบ้านหัวฟู่ต้ังสมญานามพระบิดาของพระองค์ว่า
“ตา๋ นกั เลง” ตอ่ มาได้อพยพมาอยุธยา ประกอบอาชีพพ่อค้าและรับราชการ
เป็นนายอากรบ่อนเบ้ียมีบรรดาศักดิ์เป็นท่ีรู้จักกันในนาม “ขุนพัฒน์นาย
อากรบ่อนเบย้ี ”

คณุ หญงิ จานงศรี รตั นนิ (หาญเจนลกั ษณ)์

ในหนังสือ “ดุจนาวากลางมหาสมุทร” ของคุณหญิงจานงศรี รัตนิน
(หาญเจนลักษณ์) มีการระบุไว้ชัดเจนว่า บิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินน้ัน
แซ่แต้ ชอื่ ว่า แต้ยง้ (เจง้ิ หยง) เปน็ ชาวแต้จ๋ิวทถี่ อื กาเนิดในอาเภอเท่งไฮ่ ใน
หมูบ่ า้ นท่ีอยไู่ ม่ไกลจากโจย่ โค่ยมากนัก แต้ย้งและชาวเท่งไฮห่ ลายคน ไดห้ นี
ความยากจนในบ้านเกิดของตนเองด้วยการลงเรือสาเภารอนแรมมาสยาม
ประเทศในสมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันท่ีเมืองแห่งน้ีมีสุสานสมเด็จพระ
เจ้าตากสินมหาราชตั้งอยู่ ซ่ึงก็ช่วยยืนยันความเป็นเชื้อจีนของพระเจ้ากรุง
ธนบุรีไดอ้ ีกทางหนึ่ง

กลา่ วไดว้ ่า ในสว่ นของเน้ือหาที่กลา่ วถงึ บดิ าของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสิน
ท่ีกล่าวว่า “จีนมีชื่อไหยฮองเป็นขุนพัฒน์นายอากร บ่อนเบี้ย” นั้นมี
นักวิชาการจานวนมากที่มีข้อคิดเห็นโต้แย้งไปในลักษณะท่ีว่า ชื่อ “ไห
ยฮอง” นัน้ ไมน่ า่ จะเป็นชื่อเรียกจรงิ ๆ หากแต่นา่ จะเปน็ ชอ่ื ที่เรยี กซอ้ นกบั ถน่ิ
กาเนดิ ของจีนผู้นม้ี ากกว่ากล่าวคือเรยี กกันว่า “จีนไหยฮอง” ไปจนเพี้ยนไป

เป็น “นายไหยฮอง” ในท่ีสุด การเป็นนายอากรบ่อนเบ้ียของพระราชบิดา
ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนี้ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย หากว่าจีนไห
ยฮองคนน้ีเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาเพ่ือหนีความแร้นแค้นอดอยาก
ยากจน นั่นย่อมหมายความว่าเป็นบุคคลท่ีถือว่าเป็นผู้มีต้นทุนทางชีวิตต่า
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนท่ีเดินทางเข้ามาในกรุง
ศรีอยุธยาส่วนมากมาทางานรับจ้างหรือใช้แรงงานเป็นหลัก หากว่าจีนไห
ยฮองผู้นี้มีความก้าวหน้าในชีวิตจนสามารถเป็นถึงขุนพัฒน์ นายอากรบ่อน
เบ้ยี ไดใ้ นชว่ งเวลาไม่นานหรือเพยี งชวั่ คนเดียว ยอ่ มตอ้ งมีอะไรท่แี ปลก

สสุ านพระเจ้าตากทเี่ มอื งเถง่ ไห่
ในขณะท่ีนักประวัติศาสตร์อีกหลายคนพยายามสืบค้นถึงพระราช
ประวตั ขิ องพระองคใ์ นเชงิ ลึก ซ่ึงโดยท่วั ไปกลา่ วไว้วา่ พระยาตากคนนีม้ เี ชื้อ

สายจนี บดิ าเปน็ ชาวจนี ชื่อนาย “ไหยฮอง” แตช่ ื่อของบิดานนี้ า่ สนใจวา่ ชอ่ื
ไหยฮองไม่น่าจะเป็นช่ือจริงเหตุเพราะชื่อว่าไหยฮองกลับมาเป็นชื่อของ
อาเภอเล็กๆ อาเภอหน่ึงในจังหวัดแต้จิ๋ว ซ่ึงออกสาเนียงแต่จิ๋วว่า “ไฮ้ฮง”
หรือจีนกลางวา่ “ไหเ่ ฟิง” เปน็ อาเภอลา่ งสุดและเล็กที่สุดของซัวเถาและทา
ให้เช่อื กนั ตอ่ มาว่าพระราชบดิ าของพระองคค์ งเกิดทนี่ ่ี ซงึ่ ในชว่ งเวลานน้ั อาจ
เป็นแผน่ ดินท่ีแรน้ แค้นอย่างใดอย่างหน่ึงจนทาให้พระราชบิดาของพระองค์
ต้องเดนิ ทางมายงั กรงุ ศรีอยุธยา

คณุ พระสารสาสนพ์ ลขนั ธ์
อย่างไรก็ตามมีนักประวัติศาสตร์บางคนอย่างเช่น คุณพระสารสาสน์
พลขันธ์ ซึ่งแตง่ หนงั สือภาษาอังกฤษเล่มหนงึ่ ช่ือ “My Country Thailand”
เม่ือปี พ.ศ. 2485 ได้พยายามปฏิเสธความมีเชื้อสายจีนของพระเจ้าตากสิน

โดยกล่าวว่าพระเจ้าตากสินนั้นเป็นไทยแท้ไม่มีเลือดจีนปนเลย ซ่ึงก็เป็นอีก
แงม่ มุ หนึง่ ทางประวตั ศิ าสตร์ทีน่ า่ สนใจ

ส่วนมารดาทช่ี ่ือว่า นางนกเอ้ียงนั้นเหน็ จะเป็นคนสยามชาวบา้ นแหลม
เพชรบุรีกล่าวได้ว่าได้ว่านางเป็นผู้มีบุญวาสนามากเพราะมีชีวิตอยู่จนถึง
บุตรชาย (นายสิน) ได้ใช้ความสามารถกอบกู้เอกราชและขึ้นครองราชย์
สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ถึง 8 ปี นางได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกรม
พระเทพามาตย์ ซ่ึงปรากฏชัดอยู่ในพระราชพงศาวดารแล้ว นางนกเอ้ียง
หรอื กรมพระเทพามาตยน์ ้ีสิน้ พระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2317 ภายหลังสมเด็จพระ
เจา้ ตากสินทรงครองราชย์ได้ 7 ปี

พระวรกายของพระเจ้าตากสินนั้น ได้สัดส่วนเป็นสี่เหลี่ยมดุจดั่งพุทธ

ลักษณะของพระพุทธเจ้า คือ วัดต้ังแต่ปลายเท้าถึงสะดือได้ส่วนเท่ากับวัด

จากปลายสะดือถึงผมตกหน้าผาก และได้สัดส่วนเท่ากับวัดจากราวนมถึง

ปลายนิว้ มอื ขา้ งซ้ายกับขา้ งขวา สะดอื เปน็ หลมุ ลึกพอจหุ มากสงทง้ั เปลอื กได้

สองลกู ซง่ึ ผิดจากสามญั ชนคนทั้งหลาย

เมอื่ เวลาพระองคป์ ระสตู ิมีฟา้ ผา่ ลงกลางเสาเรอื น และต่อมาเมอื่ คลอด
ได้สามวันก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง เมื่อพบว่ามีงูเหลือมขนาดใหญ่ตัว
หน่ึงเข้าไปนอนขดอยู่ใต้กระด้งรอบกายที่เด็กชายสินนอนอยู่ กล่าวกันว่า
ตามธรรมเนียมของจีนน้ันหากเกิดเหตุดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี
จาเป็นต้องนาเด็กนั้นไปฝังเสียทั้งเป็น แต่นั่นเป็นธรรมเนียมของชาวจีน
แม้ว่าบิดาเป็นชาวจีนแต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่สามารถกระทาได้ที่กรุงศรี
อยุธยา หากยังคงเชื่อเรื่องโชคลางดังกล่าวอาจทาได้อย่างมาก เพียงแต่นา
เด็กนัน้ ไปทิง้ เสยี ในที่เงียบๆ น่าสังเกตว่าเร่ืองท่ีมีงูเหลือมมาขดรอบเด็กโดย
ไม่ทาร้ายแต่อย่างใดเป็นเรื่องแปลก พอดีเช้าวันน้ัน เจ้าพระยาจักรีออกมา
ใส่บาตรพระสงฆ์แล้วทราบเรื่อง ด้วยความสงสารจึงได้ออกปากขอเด็กคน
น้ันมาเล้ียงไว้เองในฐานะบุตรบุญธรรม ความจริงหากพระยาจักรีรับทราบ
ข่าวเรื่องทจี่ ะนาเด็กคนน้ไี ปทงิ้ หรอื ทาการอย่างใดอยา่ งหน่งึ กับเดก็ กน็ า่ จะ
ทราบถึงเหตุและผลความจาเป็นท่ีจะต้องกระทาดังกล่าวด้วยแล้วไยจึงรับ
เด็กคนนี้ไว้ อาจเป็นด้วยความสงสาร เมื่อพระยาจักรีรับบุตรของจีนผู้นี้ไว้
เป็นบุตรบุญธรรมแล้วตัวเจ้าพระยาจักรีเองกลับเจริญรุ่งเรืองด้วยลาภและ
ทรัพย์สมบัติเป็นอันมากและด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นพระยาจักรีจึงตั้งชื่อ
บุตรบุญธรรมของตนว่า “สิน” ซึ่งหมายความถึงทรัพย์สินเงินทองท่ีได้มา
พร้อมกับบุตรบญุ ธรรมและเป็นสง่ิ มงคลกบั ตวั เองด้วย

วดั โกษาวาส หรอื วดั เชงิ ทา่ อยธุ ยา

ครั้นเมื่อเด็กชายสินอายุได้ 9 ปี พระยาจักรีได้นาไปฝากไว้กับพระ
อาจารย์ทองดี มหาเถร ที่วัดโกษาวาสหรือวัดคลัง ในกรุงศรีอยุธยา อันเป็น
ประเพณีบ้านเมืองสมัยน้ัน เพ่ือให้ได้รับการศึกษาศิลปะวิทยาการต่างๆ
กล่าวกันว่า เด็กชายสินได้เรียนท้ังหนังสือขอมและหนังสือไทยจากพระ
อาจารย์ทองดีจนเจนจบแล้ว จึงเรียนคัมภีร์พระไตรปิฎก ซ่ึงถือเป็น
วิทยาการชั้นสูง

ชว่ งเวลานัน้ บา้ นเมอื งไมไ่ ด้อดุ มสมบรู ณด์ งั อดตี รายไดส้ ว่ นใหญม่ าจาก
การพนัน แม้กระท่ังจีนไหยฮองบิดาตัวจริงของเด็กชายสินก็เป็นนายอากร
บ่อนเบี้ย ทาให้เด็กชายสินนัน้ ชื่นชอบการเลน่ การพนันไปด้วยรา้ ยแรงถึงขั้น
ทเ่ี ด็กชายสินตัง้ ตัวเปน็ เจ้ามือบ่อนถ่วั ในวดั เสียเอง

เรื่องน้ีรู้ถึงพระอาจารย์ทองดีจึงได้ลงโทษเด็กชายสินด้วยการมัดมือ
คร่อมไว้กับบันไดท่าน้าของวัดเพื่อเป็นการสั่งสอนและประจานความผิด
จากนั้นพระอาจารย์ทองดีก็ไปสวดมนต์ในโบสถ์จนถึงพลบค่าจึงเลิก

ประกอบกับเป็นช่วงเวลาท่ีน้าขึ้นพอดี เมื่อพระอาจารย์นึกขึ้นได้ก็ตกใจรีบ
ชวนพระลกู วดั ไปทท่ี า่ นา้ เพราะเช่อื ว่าอยา่ งไรเสยี เด็กชายสินนน้ั กค็ งจะตาย
เสียแล้ว แต่เม่ือไปถึงบันไดท่าน้า กลับไม่พบเด็กชายสินแต่อย่างใด ทุกคน
ต่างช่วยกันค้นหา ทว่ากลับพบเด็กชายสินนั้นนอนอยู่ที่ริมตลิ่ง บันไดท่าน้า
นั้นจะถอนข้ึนมาด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่อภินิหารบรรพบุรุษก็กล่าวไว้ว่า
บันไดนั้นถอนหลุดขน้ึ มาด้วย “อานาจบุญญาธิการ” ทีเ่ ด็กชายสินจะได้เป็น
พระเจ้าแผ่นดินตอ่ ไป

ภายหลงั จากทเ่ี ดก็ ชายสนิ นั้นได้เขา้ พธิ โี กนจกุ ตามประเพณี ในขณะที่
ทาพธิ มี งคลตดั จกุ อยนู่ ั้นไดม้ ผี ง้ึ หลวงมาจบั เพดานเบญจาทร่ี ดนา้ และจบั อยู่
ถงึ 7 วัน จึงบนิ ไปโดยทศิ านทุ ศิ เปน็ ศภุ นมิ ิตทป่ี ระหลาด แล้วพระยาจักรกี ็
ไดน้ าเด็กชายสนิ นนั้ ไปถวายตวั เปน็ มหาดเลก็ ในพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยหู่ ัวบรมโกศคกู่ บั หลวงนายศกั ดิ์ บตุ รของเจ้าพระยาจักรเี อง

ศาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ทว่ี ัดโกษาวาส

สมเด็จพระเจา้ ตากสินบวชทวี่ ัดโกษาวาส อยธุ ยา

เมื่อพระชนมายุย่ีสิบเอ็ดปีได้ผนวชบวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดโกษาวาส
พร้อมกับนายทองด้วง(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) บุตรชาย
ของพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย ซ่ึงในช่วงท่พี ระองค์
ผนวชพร้อมกบั นายทองด้วง(รัชกาลทห่ี น่ึง) มีเกรด็ ประวัติศาสตร์เล่าขานสืบ
กันมาคือ ขณะที่พระภิกษุทั้ง 2 องค์ออกบิณฑบาตพร้อมกัน ได้มีซินแส
หมอดูคนจีนทานายทายทักตามหลักนรลักษณว์ ่า “ท้ังสองพระองค์จะได้ขึ้น
ครองราชย์เป็นกษัตริย์” พระองค์ได้บวชเพียงสามพรรษาก็ได้ลาออกจาก
การผนวชมารับราชการตามเดิมในตาแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้นถึง
รัชกาลสมเดจ็ พระทนี่ งั่ สุริยามรนิ ทร์ หรอื สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ซึง่ พระองค์
ไม่ทรงพระปรีชาสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินและการสงคราม
เนื่องจากคราใดเกิดศึกสงครามสมเด็จพระเจ้าเอกทัศจะต้องไปทูลเชิญให้
สมเด็จพระเจ้าอุทมุ พรทรงลาผนวชกลับมาบญั ชาการศึก เมื่อบา้ นเมอื งผา่ น
พน้ วิกฤตเสรจ็ ศกึ พระเจ้าเอกทศั ก็ขอพระราชอานาจคนื ทาให้สมเดจ็ พระเจ้า
อุทุมพรต้องเสด็จไปทรงผนวช พระเจ้าเอกทัศทรงโปรดให้พระเจ้าตาก
เล่ือนยศถาบรรดาศักด์ิขึ้นเป็น “หลวงยกกระบัตร” ไปรับราชการประจาท่ี
เมืองตากและเม่ือเจ้าเมืองตากเดิมได้ถึงแก่กรรมลง พระองค์ก็ได้เลื่อนข้ึน
เปน็ พระยาตากแทน และดว้ ยความสามารถในการรบของพระองค์ทาให้
ไดร้ ับตาแหน่ง พระยาวชิรปราการ

ไทยเสยี เอกราชแกพ่ ม่า

ด่านเจดยี ส์ ามองค์
ในปพี ทุ ธศักราช 2307 พระเจ้ามังระ แห่งราชวงศค์ องบอง มพี ระ
ราชบัญชาใหม้ งั มหานรธาและเนเมยี วสีหบดจี ดั เตรยี มกองทัพเพอ่ื จะยกมาตี
กรุงศรีอยุธยาโดยตีหัวเมืองสาคัญของกรุงศรีอยุธยาเพ่ือตัดกาลังเสริมที่จะ
เขา้ มาช่วยอยธุ ยาโดย มังมหานรธาแม่ทัพใหญ่ ตเี มืองทวาย ชุมพร เพชรบรุ ี
ราชบุรี และ กาญจนบุรี และ เนเมียวสีหบดีตีได้หัวเมืองเหนืออาณาจักร
ล้านนาล้านช้างเชียงใหม่ ลาปาง สวรรคโลก สุโขทัย ตาก กาแพงเพชร
พิษณุโลก และนครสวรรค์ ซ่ึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศไม่ได้เตรียมรับศึกจึง
ไม่ได้ส่งกองทัพไปช่วยหัวเมืองต่าง ๆ จึงถูกพม่าตีได้โดยง่ายเน่ืองจากการ
ว่างเว้นศึกมานานของไทยทาให้การทหารและการป้องกันประเทศไม่
เข้มแข็ง ท้ังยังเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่พระราชวงศ์ ประการ
สาคัญทไี่ ทยพ่ายแพก้ ับพมา่ คอื พม่าเปลี่ยนยุทธวิธีการสงครามกับไทยใหม่

จากเดิมกรีฑาทัพทาสงครามกับกรุงศรีอยุธยารู้แพ้ชนะโดยตรง โดยพม่า
เดินทัพเข้าทางด่านเจดยี ส์ ามองค์เพยี งทางเดียว

แต่ในครานี้พระเจ้ามังระดาเนินการศึกอย่างลึกซ้ึง ตีหัวเมืองต่างๆ
ของไทยไม่ให้มาช่วยเหลือกรุงศรีอยุธยาได้ ทั้งเตรียมการท่ีจะล้อมกรุงศรี
อยุธยาเป็นเวลานานไม่รีบร้อน เตรียมการรับปัญหาฤดูน้าหลากท่ีจะสร้าง
ปญั หาการศึกในทกุ ครง้ั ท่กี รฑี าทัพมาตกี รงุ ศรีอยธุ ยา โดยเตรยี มเสบียงและ
พน้ื ทพ่ี น้ น้าไว้อยา่ งพรอ้ มเพรยี ง มงุ่ หมายเพยี งตีกรงุ ศรอยธุ ยาใหแ้ ตกในครา
ครงั้ นี้ ในเดอื นตลุ าคม พุทธศกั ราช 2509 มงั มหานรธาแม่ทัพใหญ่พม่าปว่ ย
และถึงแก่กรรมลง การศึกของพม่าทั้งมวลจึงตกอยู่ในการบัญชาการรบ
ของเนเมียวสหี บดี ชาวกรงุ ศรีอยธุ ยาจงึ ถกู ล้อมไว้ภายในพระนคร

อยธุ ยาเสยี เอกราชแกพ่ มา่

จากการทพ่ี มา่ ลอ้ มกรงุ ศรีอยุธยาเป็นเวลานานประมาณ 1 ปี 2 เดือน
คร้ันถึงวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่า ปีกุน จุลศักราช 1129 ตรงกับวันท่ี 7
เมษายน พุทธศักราช 2310 เพลาค่า 8 นาฬิกา (2 ทุ่ม) กรุงศรีอยุธยาเสีย
กับพม่า เนเมียวสีหบดีใช้เวลาในการเก็บของมีค่าจากอยุธยาและรวบรวม
เชลยทจ่ี ับได้อยู่ประมาณสิบวันก็ยกทัพกลับพม่า ได้มอบหมายให้ สุก้ีนายก
อง คุมพลสามพันคน ต้ังทัพที่ค่ายโพธิ์ และให้นายทองอินคนไทยท่ี
สวามิภักดิพ์ ม่ารวบรวมผคู้ นตั้งคา่ ยที่บรเิ วณเมอื งธนบรุ ี

วหิ ารพระมงคลบพติ ร
เมื่อกรุงศรอี ยุธยาแตกสมเด็จพระเจา้ เอกทัศได้หนีไปซ่อนตัวท่ีบ้านจิก
ริมวัดสังฆาวาสรงทรงอดอาหารอยู่ประมาณสิบกว่าวันก็เสด็จสวรรคต สุกี้
นายกองไดอ้ นั เชิญพระบรมศพมาฝงั ไว้ทโี่ คกพระเมรุตรงหน้าพระวิหารพระ
มงคลบพิตร ส่วนสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรที่ทรงผนวชได้ถูกคุมไว้ที่ค่ายโพธ์ิ

สามต้นและต่อมาได้ถูกคุมตัวไปกรุงอังวะพร้อมบรรดาเจ้านายขุนนางและ
ประชาชนจานวนมาก

พระเจ้าตากตฝี า่ วงลอ้ มกองทัพพมา่ ออกจากกรงุ ศรอี ยธุ ยา
พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อมของพมา่ เตรยี มการกู้เอกราช

ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาแตก พระยาวชิรปราการหรือพระเจ้าตากเกิด
การท้อแท้ในการศึกสงครามกับพม่าในศึกคราครั้งน้ี เพราะพระเจ้าเอกทัศ
หาไดส้ นใจในผลแห่งการศกึ สงครามไม่ อาทกิ ่อนยงิ ปืนใหญเ่ พอ่ื ทาลายกาลัง
ขา้ ศึกทกุ ครัง้ ต้องได้รบั พระราชานญุ าตจากพระเจา้ บรมโกศเสยี กอ่ น เพ่ือให้
พระสนมนางในไม่ตกใจเอาสาลีอุดหูได้ทัน จากการกระทาอันไม่ควรอย่าง
หลากหลายในการศึกของพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศส่งผลใหบ้ รรดาแมท่ พั นายก
องหมดกาลังใจในการศกึ โดยเฉพาะพระเจ้าตากเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงไม่
สามารถรกั ษาเอกราชไว้ได้แน่นอนดังนั้น ในวันเสาร์ เดือนยี่ ข้ึน 9 ค่า ปีจอ
อัฐศก จุลศักราช 1128 ตรงกับคืนวันท่ี 3 มกราคม พุทธศักราช 2309

พระเจ้าตากในขณะพระชนมายุ 32 พรรษา ได้รวบรวมพล 500 คน ที่ค่าย
ทหารวัดพิชัย ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาไปทางทิศตะวันออก
เฉียงใต้ มุ่งหน้าไปทางตะวันออก เหตุที่มาทางด้านตะวันออกเพราะเป็น
เขตท่ปี ลอดจากการถูกคกุ คามของพมา่ ผู้คนยังทามาหากนิ อยา่ งปกติสขุ

เสน้ ทางเดนิ ทพั ของพระเจ้าตากหลงั ออกจากอยธุ ยา
พระเจา้ ตากไดน้ ากาลงั พลฝา่ ดา่ นทพั พม่าจากอยธุ ยา เดนิ ทัพไปเมอื ง
นครนายก เมอื งปราจนี บุรี และพมา่ ไดต้ ามมาต่อตีหลายครง้ั โดยครงั้ แรก
พมา่ ตามมาทนั ทบี่ า้ นโพธสิ์ งั หารแตถ่ กู กองกาลงั พระเจ้าตากตแี ตกกลับไป
ครงั้ ทสี่ องทบี่ า้ นพรานนก การศกึ ครง้ั นดี้ ว้ ยความกลา้ หาญของพระองคแ์ ละ
การตดั สนิ ใจในการศกึ อยา่ งเยีย่ มยอดทาใหไ้ ดช้ ัยชนะจากพม่า ทาใหค้ น
ไทยทไี่ ดร้ บั ขา่ วสารมคี วามยนิ ดแี ละเขา้ สวามภิ ักดิ์รว่ มการกเู้ อกราชกบั พระ
เจา้ ตากมากยิง่ ขนึ้

ศาลเจา้ แมโ่ พธสิ์ าวหาญ ศรมี หาโพธิ์ ปราจีนบรุ ี

ครง้ั ทส่ี ามพม่าตามมาทนั ที่ดงศรมี หาโพธ์ิ เขตเมืองปราจนี บรุ ี ซงึ่ ได้
ตานานหญงิ กลา้ ขนึ้ ณ ทแี่ หง่ น้ี โดยมหี ญงิ สาวชาวบา้ นศรีมหาโพธ์ิ ไดอ้ าสา
ระดมชาวบา้ นมาชว่ ยพระเจา้ ตากสู้รบกบั พมา่ จนตวั ตายในที่รบ บรเิ วณนนั้
จงึ ไดร้ บั การเรียกขานว่า “บา้ นโพสาวหาญ” หรอื “บา้ นโพสงั หาร” ตราบ
จนปจั จบุ นั นี้ ถงึ แมท้ หารของพระเจ้าตากมจี านวนนอ้ ยกว่ามากแตด่ ว้ ยพระ
ปรชี าสามารถของพระองคท์ าใหไ้ ดร้ บั ชยั ชนะในท่ีสดุ นบั แตน่ น้ั มาพมา่ ก็
ไมไ่ ดต้ ามราวพี ระเจ้าตากอกี ตอ่ ไป จากเมอื งปราจนี บรุ ี ผา่ นฉะเชงิ เทรา
แลว้ วกลงใตเ้ ดินทางมาตามฝงั่ ทะเลอา่ วไทยทางทศิ ตะวันออก ผา่ นเมือง
ปลาสรอ้ ย(ชลบรุ )ี บา้ นนาเกลอื บางละมงุ และพกั ทัพทชี่ ายหาดรมิ ทะเล ซง่ึ
สถานทน่ี น้ั ไดร้ บั การเรยี กขานวา่ “ทพั พระยา” ซง่ึ สนั นษิ ฐานวา่ คอื ท่ี
“พทั ยา” นน่ั เอง พระองคไ์ ดเ้ ดนิ ทพั เรอื่ ยมาถงึ เมอื งระยอง ขนุ รามหม่ืนซ่อง

ได้ตง้ั ตวั เปน็ ใหญ่ทเี่ มืองระยอง กรมการเมอื งระยองคดิ จับตวั พระเจา้ ตากแต่
พระองคร์ เู้ ทา่ ทนั เสยี กอ่ นจงึ ใชก้ ลอบุ ายเอาชนะขนุ รามหมนื่ ซ่องตเี มือง
ระยองได้ พวกบริวารจงึ เรยี กพระองคว์ ่า “เจา้ ตาก” ตงั้ แตน่ น้ั มา

สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ ตเี มืองจนั ทบรุ ี
ในวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2310 ถงึ เวลา19.00 น.พระเจ้าตาก
จงึ ได้ส่งั ใหท้ หารไทยและจีนลอบเขา้ เมอื งจนั ทไ์ ปอยตู่ ามสถานทที่ ไี่ ดว้ างแผน
ไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเขา้ ตเี มืองพร้อมกัน จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ เม่ือ
เวลา 03.00 น. เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ทั้งให้ทหารทุบหม้อข้าว
หม้อแกงทิ้งโดยตั้งม่ันในชัยชนะที่จะไปหาข้าวปลาอาหารมื้อเช้ากินเอาใน
เมืองจันท์ เม่ือทัพพร้อมเจ้าตากสั่งให้ยิงปืนสัญญาณพร้อมกับบอกพวก
ทหารเขา้ ตีเมืองจันท์พร้อมกันส่วนพระเจ้าตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองจน
ทาให้บานประตูเมืองพงั ลง ทหารเจา้ ตากจึงกรูกนั เขา้ เมืองได้ พวกชาวเมือง

ต่างพากันละทิง้ หนา้ ทหี่ นไี ป ส่วนพระยาจันทบรุ กี ็พาครอบครวั ลงเรือหนี
ไปยังเมืองบันทายมาศ พระเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน
7 แรม 3 ค่า จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ ตรงกับวันท่ี
15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 03.00 น. หลังจากเสียกรุงศรี
อยธุ ยาแล้ว 2 เดอื น

หลังจากน้ัน พระเจ้าตากได้เคล่ือนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการ
และราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ท่ีปากน้าเมือง
ตราดมีเรือสาเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลา เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ
แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงนากองเรือไปล้อมสาเภาจีน
เหล่าน้ัน ได้ทาการต่อสู้กันอยู่ประมาณคร่ึงวันเจ้าตากก็ยึดสาเภาจีนไว้ได้
หมด ได้ทรัพย์สินส่ิงของมาเป็นจานวนมาก จีนเจียม ผู้เป็นใหญ่ใน
ประชาคมคนจีน ได้ยอมสวามิภักดิ์ และนาลูกสาวมาถวายให้คนหน่ึง หัว
เมืองตะวนั ออกจึงตกเป็นของพระเจ้าตากท้งั หมด

พระเจ้าตากก้เู อกราชให้ชาตไิ ทย

พระเจา้ ตากกรฑี าทพั เรอื จากจันทบรุ ตี กี รงุ ธนบรุ ี

ครั้นส้ินฤดูฝนปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2310 พระเจ้าตาก
พร้อมไพร่พลประมาณ 5,000 คน เดินทางโดยเรือรบท่ีต่อไว้จานวน 100
ลา ออกจากเมอื งจนั ทบรุ ีถึงปากน้าเจา้ พระยาในเดือน 12 ขนึ้ บกทปี่ ้อมวิชยั
ประสิทธ์ ตีได้เมืองธนบุรี และสามารถจับตัวนายทองอินได้แล้วนาไป
ประหารชีวิต

พระเจา้ ตากยกพลตคี า่ ยคา่ ยโพธ์สิ ามตน้ ของพม่า

ภาพจติ รกรรมภายในตาหนกั เกง๋ พระราชวังเดมิ
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินทาการรบคา่ ยโพธิ์สามตน้

พระเจ้าตากได้ยกพลไปอยุธยาตีค่ายโพธ์ิสามต้นของพม่าแตก สุก้ี
นายกองตายในทรี่ บ ตรงกบั วันศกุ ร์ เดือน 12 ข้ึน 15 คา่ ปกี ุน นพศก จ.ศ.
1129 หรือวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาได้กลับมาเป็น
ของไทยอีกครั้ง นับจากวนั ที่ 7 เมษายน 2310 ซ่ึงกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า
เป็นระยะเวลาไม่ถึงปี (ประมาณ 7 เดอื น)

อยธุ ยาหลงั เสยี กรงุ แก่พมา่

หลังจากการกู้เอกราชสาเร็จพระเจ้าตากทรงมีบัญชาให้ขุดพระบรม
ศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศเพ่ือทาพระราชพิธีถวายพระเพลิงตามสมควรแก่
บา้ นเมืองในขณะน้ัน และเมื่อทรงสารวจตรวจตราอยุธยาแล้วก็ทรงเห็นว่า
กรุงศรอี ยธุ ยาถกู พม่าทาลายเสียหายยับเยิน บา้ นเมอื งชารุดทรดุ โทรม กาลัง
ผู้คนของพระองคไ์ ม่เพยี งพอในการบูรณะกรุงศรอี ยุธยาใหก้ ลบั มาดงั เดมิ อีก
ท้ังกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่ีข้าศึกสามารถยกทัพมาตีได้ท้ังทางบกและทาง
น้า เร่ืองเล่าบางตานานกล่าวว่าพระเจ้าตากทรงใช้จิตวิทยา โดยเล่าว่าทรง
พระสุบินว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน ๆ ของกรุงศรีอยุธยาทรงมาขับไล่
พระองคไ์ มใ่ หม้ าอาศัยประทับท่ีอยธุ ยา เมอ่ื กรงุ ศรีอยุธยาไม่สมควรเปน็ ราช
ธานจี ึงทรงตัดสินพระทยั เลือกกรงุ ธนบุรีเป็นราชธานีแทนเพราะกรุงธนบุรีมี

ขนาดเล็กอยู่ใกล้ปากน้ามีลาน้าลึกใกล้ทะเล หากกองทัพของข้าศึกยกมาตี
กรุงธนบุรีมีไพร่พลเกินกว่าพระองค์จะสู้ศึกได้ก็อาจยกทัพหนีไปทางเรือตั้ง
มั่นในหัวเมืองอื่นต่อไป และประโยชน์ของกรุงธนบุรีที่ต้ังติดปากน้าคือ
สะดวกในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศประการสาคัญกาลังทัพของ
พระองค์เพียงพอในการรักษาเมืองไว้ได้ ทั้งไม่ห่าง จากกรุงศรีอยุธยามาก
นกั
พระเจ้าตากปราบดาภเิ ษกขน้ึ ครองราชย์

พระเจ้าตากปราบดาภเิ ษก

พ ร ะ เ จ้ า ต า ก ไ ด้ ตั้ ง ก รุ ง ธ น บุ รี เ ป็ น ร า ช ธ า นี แ ล ะ ป ร ะ ก อ บ พิ ธี
ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ในวันอังคาร แรม 4 ค่า เดือนอ้าย ปีกุน จุล
ศกั ราช 1129 ตรงกบั วันท่ี 28 ธนั วาคม พุทธศักราช 2310 ขณะมีพระชนม์
ได้ 33 พรรษา ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาท่ี 4” หรือ “สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรี” ประชาชนท่ัวไปเรียกพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าตาก
สิน” หรือพระเจ้าตากสิน” ชาวจนี เรียกท่านวา่ “แต้อว๊ ง” แปลว่า ”พระเจ้า
แผน่ ดนิ ตระกลู แต้”
พระอัครมเหสี พระมเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ในสมเด็จพระเจ้า
ตากสินมหาราชมีรายพระนามดังน้ี

พระอคั รมเหสี สมเดจ็ พระอคั รมเหษี กรมหลวงบาทบรจิ า (สอน)

กรมบรจิ าภกั ดสี ดุ ารกั ษ์

พระมเหสี กรมบรจิ าภกั ดศี รสี ดุ ารกั ษ์ (พระนามเดิมวา่ เจ้าหญงิ ฉมิ
พระธดิ าในพระเจ้านครศรธี รรมราช)

เจา้ จอมมารดาและเจ้าจอม

- เจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้
ฉมิ ใหญ่ พระราชธดิ าในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้
จุฬาโลกมหาราช)

- เจ้าจอมมารดาเจ้าหญงิ ปราง (พระธิดาในพระเจา้
นครศรีธรรมราช)

- เจ้าจอมมารดาเจา้ หญงิ จวน (พระธดิ าในพระเจา้
นครศรธี รรมราช)

- เจา้ จอมมารดาอาพนั (ธดิ าของอุปราชจนั ทรแ์ หง่ เมอื ง
นครศรีธรรมราช)

- เจา้ จอมมารดาทิม (ธิดาของทา้ วทรงกันดารทองมอญ)
- เจา้ จอมมารดาเงนิ
- เจา้ จอมหม่อมเจ้าบษุ บา (พระธดิ าในกรมหมนื่ จติ รสนุ ทร)
- เจ้าจอมหมอ่ มเจ้าอบุ ล (พระธิดาในกรมหมื่นเทพพพิ ธิ )
- เจ้าจอมพระองคเ์ จา้ ปทุม (พระราชธดิ าในสมเดจ็ พระเจา้

อุทมุ พร)
- เจา้ จอมหมอ่ มเจ้าฉมิ (พระธดิ าในเจ้าฟา้ จีด)

พระราชโอรส 21 พระองค์ พระราชธิดา 9 พระองค์ รวมทง้ั สิ้น 30
พระองค์ ในสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชมีรายพระนาม ดงั น้ี

- สมเดจ็ พระมหาอปุ ราช เจา้ ฟา้ กรมขนุ อินทรพทิ ักษ์ (จ้ยุ )
ประสตู ใิ นสมเดจ็ พระอคั รมเหสี กรมหลวงบาทบรจิ า

- สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายนอ้ ย ประสตู ใิ นสมเดจ็ พระอคั รมเหสี
กรมหลวงบาทบริจารกิ า

- สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายทศั พงศ์ ประสตู ใิ นกรมบรจิ าภกั ดศี รสี ุดา
รักษ์ (เจา้ หญงิ ฉมิ )

- สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายนเรนทร ราชกมุ าร ประสตู ิในกรมบริจา
ภกั ดีศรสี ดุ ารักษ์

- สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายทศั ไภย ประสตู ิในกรมบรจิ าภกั ดศี รสี ดุ า
รักษ์

- สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายสุพนั ธวุ งศ์ กรมขนุ กษตั รานุชติ (หรอื เจา้
ฟา้ อภยั ธเิ บศภ์ หรอื เจา้ ฟา้ เหมน็ ) ประสตู ใิ นสมเดจ็ พระ
เจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟา้ ฉิมใหญ่

- สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญงิ ปญั จปาปี ประสูตใิ นกรมบรจิ าภกั ดศี รี
สดุ ารกั ษ์

- สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายศลิ า (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- สมเดจ็ เจา้ ฟา้ หญงิ โกมล (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญงิ บปุ ผา (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายสงิ หรา (ไมท่ ราบนามพระมารดา)

- สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายเลก็ (แผน่ ดนิ ไหว) ประสตู ิในสมเด็จพระ
อคั รมเหสเี อกกรมหลวงบาทบริจารกิ า(สอน)

- พระองคเ์ จา้ หญงิ สาลวี รรณ ประสูตใิ นเจ้าจอมมารดา
อาพนั

- พระองคเ์ จ้าชายอรนิกา ประสตู ใิ นเจ้าจอมมารดาอาพนั
จันทโรจวงศ์

- พระองคเ์ จ้าชายอัมพวนั ประสตู ใิ นเจ้าจอมมารดาทมิ ธดิ า
ในทา้ วทรงกนั ดารทองมอญ

- พระองคเ์ จา้ หญงิ ประไพพกั ตร์ ประสตู ใิ นเจา้ จอมมารดา
เงนิ

- พระองคเ์ จ้าหญงิ สมุ าลี (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จา้ ชายธารง (ไม่ทราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าชายละมง่ั (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าหญงิ จามจรุ ี (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าหญงิ สงั วาลย์ (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จา้ ชายคนั ธวงศ์ (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าชายเมฆนิ ทร์ (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จา้ อสิ นิ ธร (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าชายบวั (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้าชาย (ไมป่ รากฏพระนาม ไมท่ ราบนามพระ

มารดา)

- พระองคเ์ จ้าชายหนแู ดง พระองคเ์ จา้ ชายหนูแดง ทรง
ประสูตใิ นเจา้ จอมมารดาอาพนั จันทโรจนว์ งศ์ ธดิ าเจ้า
อุปราชจนั ทรเ์ มืองนครศรธี รรมราช

- พระองคเ์ จ้าหญงิ สดุ ชาตรี (ไมท่ ราบนามพระมารดา)
- พระองคเ์ จ้านอ้ ย เจ้าพระยานครศรธี รรมราช(นอ้ ย ณ

นคร) ประสตู ิในเจ้าจอมมารดาเจา้ หญงิ ปราง พระธิดาของ
พระเจ้านครศรธี รรมราช (หน)ู (พระขนษิ ฐาในกรมบรจิ า
ภักดีศรสี ดุ ารกั ษ์)
- พระองคเ์ จา้ ทองอนิ เจา้ พระยานครราชสมี า(ทองอนิ ท์ ณ
ราชสมี า) ประสตู ใิ นเจา้ จอมมารดาเจา้ หญงิ จวน พระธดิ า
ของพระเจ้านครศรีธรรมราช (หน)ู

หลังจากปราบดาภเิ ษกและสถาปนากรงุ ธนบรุ แี ลว้ สมเดจ็ พระเจา้ ตาก
สินทรงตั้งข้าราชการออกไปรวบรวมผู้คนต้ังบ้านเมืองไว้เป็นกาลังสาหรับ
เตรียมการสงคราม รวม 11 หัวเมือง ได้แก่ อยุธยา ลพบุรี อ่างทอง
ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด นครชัยศรี สมุทรสงคราม ราชบุรี และ
เพชรบุรี

การศึกสงครามในรัชสมัยสมเด็จพระเจา้ ตากสิน

เจ้าพระยามหากษตั ริยศ์ ึก (นายทองดว้ ง) เจ้าพระยาสรุ สหี พ์ ษิ ณวุ าธิราช
(นายบญุ มา)

พระยาพชิ ยั

สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีทหารเอกร่วมรบเป็นกาลังสาคัญ 3 ท่าน
คือ 1.เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (นายทองด้วง) 2.เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุ
วาธริ าช (นายบุญมา น้องชายนายทองดว้ ง) 3. พระยาพชิ ยั (ดาบหกั ) ทั้ง 3
ท่าน ได้สร้างวีรกรรมชื่อเสียงในการศึกสงครามในสมัยสมเด็จพระเจ้าตาก
สนิ ไว้หลายคร้ัง

ปี พุทธศักราช 2310 พระเจ้าอังวะเมื่อทราบข่าวศึกท่ีสมเด็จพระเจ้า
ตากสนิ ตีค่ายโพธส์ิ ามต้น ได้มี พระราชบัญชาให้ “แมงกีม้ ารญ่า” เจา้ เมือง
ทวาย กรีฑาทัพเข้ามาสังเกตการณ์ แต่ถูกทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินตี
แตกท่ี “บางกงุ้ ” ซ่งึ อยรู่ ะหวา่ งเขตแดนเมืองสมุทรสงครามและราชบุรี

ปี พทุ ธศักราช 2311 สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินนาทพั เรอื ไปตี “ชมุ นุมเจา้
พิษณุโลก” แต่ทรงได้รับบาดเจ็บในการศึกโดยถูกยิงที่พระชงฆ์ (แข้ง) จึง
ต้องถอยทัพกลับมากรุงธนบุรี และเม่ือรักษาพระองค์หายดีแล้ว ได้มีพระ
ราชบญั ชาใหพ้ ระมหามนตรี(บุญมา)และ พระราชวรินทร์ (ทองด้วง) เปน็ แม่
ทัพยกไปตี “ชมุ นุมเจ้าพิมาย” ท่เี มอื งนครราชสีมา (โคราช) และสามารถตี
ชุมนุมเจ้าพิมายและจบั ตัว “กรมหม่ืนเทพพิพิธ” หัวหน้าชุมนุมเจ้า พิมาย
ได้ และสมเด็จพระเจ้าตากสินรับส่ังให้นาตัวไปประหารชีวิตเพราะแสดง
กิริยากระด้างกระเดื่อง การศึกคร้ังน้ีกองทัพไทยยังตีได้เมืองเสียมราฐอีก
ด้วย จากการชนะศึกคร้ังน้ีสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ปูนบาเหน็จแม่ทัพท่ีมี
ความสามารถ คือ พระมหามนตรี(บุญมา) ได้เล่ือนบรรดาศักดิ์เป็นพระยา
อนชุ ิตราชา พระราชวรนิ ทร์(ทองดว้ ง) ได้เล่ือนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอภัย
รณฤทธ์ิ พระพิชัย ไดเ้ ลอื่ นเป็น พระยาพชิ ยั

ปี พุทธศักราช 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสินมีบัญชาให้ พระยาอภัย
รณฤทธ์ (ทองดว้ ง) กับพระยาอนชุ ติ ราชา (บญุ มา)เป็นแมท่ ัพไปตเี ขมร และ
ตีได้เมืองพระตะบองและเสยี มราฐ และปลายปี พุทธศักราช 2312 สมเด็จ

พระเจ้าตากสินทรงนาทัพทั้งทางบกและทางเรือไปตี “ชุมนุมเจ้า
นครศรีธรรมราช” ได้สาเร็จ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอ่อนน้อมแต่โดยดี
จงึ ทรงรับตัวไวท้ าราชการในกรุงธนบุรี

ปี พุทธศกั ราช 2313 เดือนเมษายน สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้า
ฯให้พระยาอนุชิตราชา(บุญมา)เลื่อนข้ึนเป็นพระยายมราชแทนคนเก่าท่ีถึง
แก่กรรม โดยให้กรีฑาทัพไปกับพระยาอภัยรณฤทธ์ิ(ทองด้วง)ผู้พ่ี ยกทัพไป
ปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จเป็นทัพหลวง ใน
ครั้งนี้สามารถตีเมืองพิษณุโลกและตีชุมนุมเจ้าฝางได้สาเร็จ แต่เจ้าพระฝาง
หนีรอดไปได้ เมอื่ กลบั ถึงธนบุรี พระองค์ไดป้ ูนบาเหนจ็ ความดีความชอบให้
แมท่ ัพทง้ั สองโดยแตง่ ตั้งพระยายมราช(บุญมา) ไดเ้ ล่ือนเปน็ ระยาสรุ สหี ์(พระ
ยาสุรสีหพ์ ิษณุวาธริ าช)เป็นเจ้าเมืองพษิ ณโุ ลก ส่วนพระยารณฤทธิ์(ทองด้วง)
ผู้พ่ีได้เลื่อนข้ึนเป็นพระยายมราชแทน และได้เล่ือนเป็นเจ้าพระยาจักรีใน
เวลาตอ่ มา

ปี พุทธศักราช 2316 กองทัพพม่าลงมาตีเมืองพิชัยเป็นครั้ง ท่ี 2
กาเนดิ วรี กรรมของ พระยาพิชัยเจา้ เมอื ง ตอ่ ส้กู ับพม่าจนดาบท่ีใช้ในการรบ
หัก ทา่ นจงึ ไดร้ ับสมญาว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

พระยาพิชยั ดาบหกั ไดส้ ร้างมรดกอนั ควรแก่การยกยอ่ งสรรเสริญใหส้ บื
ทอดมาถึงปัจจุบันได้แก่ ความซ่ือสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ด
เด่ียวเฉียบขาดกล้าหาญ รวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรือง
ม่นั คงตอ่ ไป

การศกึ กับพมา่ ทบ่ี างแกว้ ราชบุรี

ในปี พ.ศ.2317 พระเจ้าตากสินทาศึกสงครามกับพม่า ที่บางแก้ว
เมืองราชบุรี ซ่ึงการศึกคร้ังน้ีกองทัพพระเจ้าตากสามารถล้อมจับเชลยศึก
พม่าได้จานวนมาก ยังผลให้คนไทยมีขวัญกล้าแข็ง หายหวาดหวั่นเกรงกลัว
พม่าได้โดยเด็ดขาด นับเป็นสงครามท่ีสามารถบารุงขวัญของคนไทยได้
สาคัญย่ิงครง้ั หน่ึง

อะแซหวนุ่ กขี้ อดตู วั เจ้าพระยาจกั รี

ในปี พ.ศ. 2318 เกดิ สงครามท่สี าคญั ทสี่ ุดในสมัยกรุงธนบุรี คอื ศึกอะ
แซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ เป็นศึกใหญ่ท่ีสุด โดยพม่ากรีฑาพลถึง
35,000 คน ส่วนกองทัพไทยมีกาลังพลเพียง 20,000 คน โดยทั้งสองฝ่าย
ได้ทาการศึกกันท่ีเมืองพิษณุโลก โดยฝ่ายไทยมีแม่ทัพคือเจ้าพระยาจักรี
และ เจ้าพระยาสุรสีห์ คอยรักษาเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นก้ีผู้นาทัพพม่า
เข้าโจมตีหัวเมืองฝ่ายเหนือหลายครั้ง แต่ยังตีไม่สาเร็จ ทาให้อะแซหวุ่นก้ี
ชอบใจประทบั ใจในฝมี ือการรบของเจ้าพระยาจักรีแม่ทัพไทยจนต้อง “ขอดู
ตัว” ซ่ึงเหตุการณอ์ ะแซหวุน่ กี้ขอดูตวั เจ้าพระยาจักรี เริ่มปรากฏคร้ังแรกใน
พระราชพงศาวดาร ฉบบั สมเด็จพระพนรตั น์ และเหตุการณค์ รัง้ นกี้ ไ็ ดถ้ กู เลา่
ขานมาจนถงึ ปัจจบุ ัน ดังน้ี “ครัน้ รงุ่ ขึน้ เจา้ พระยาจักรีขี่ม้าก้ันสัปทน ยกพล
ทหารออกไปยืนม้าให้อแซหวุ่นกี้ดูตัว อแซหวุ่นกี้ถามว่า อายุเท่าใด บอกไป
ว่าอายุได้สามสิบเศษ จึงถามถึงอายุอแซหวุ่นก้ีบ้าง ล่ามบอกว่าอายุได้เจ็ด
สิบสองปี แล้วอแซหวุ่นก้ีพิจารณาดูรูปดูลักษณะเจ้าพระยาจักรี แล้ว

สรรเสรญิ ว่า รูปก็งามฝีมือก็เข้มแข็ง สู้รบเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักษา
ตัวไว้ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแท้ แล้วให้เอาเคร่ืองม้าทองสารับหน่ึง
กบั สกั หลาดพบั หน่งึ ดนิ สอแกว้ สองกอ้ น น้ามันดนิ สองหมอ้ มาให้เจ้าพระยา
จกั รี…”

เมื่อพระเจ้าตากทราบข่าวศึกได้ยกทัพไปช่วย แต่เน่ืองจากทัพไทยมี
ไพร่พลนอ้ ยกวา่ ต่อมาพิษณโุ ลกจงึ เสียแกพ่ มา่ กองทัพไทยจงึ แตกพา่ ยและ
ล่าถอยลงมาต้ังม่ันที่เมืองพิจิตร ต่อมาเกิดเหตุทางพม่ากรุงอังวะเปล่ียน
รัชกาลใหม่ทาให้อะแซหวุ่นกี้ต้องกรีฑาทัพกลับพม่า และกองทัพไทยถือ
โอกาสตามตีทัพพม่าในคราล่าถอยจนสุดเขตแดน สงครามคร้ังนี้กิน
เวลานานถึง 10 เดือน การสู้รบได้เร่ิมต้นมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2318 มา
สน้ิ สดุ ลงจนกลางปี พ.ศ. 2319 นักประวัติศาสตร์ ถือว่าต่างฝ่ายต่างเสมอ
กัน ไม่มีใครเอาชนะกันได้ถึง แม้ว่าในที่สุดพม่าจะเข้ายึดเมืองพิษณุโลกได้
ก็ไดแ้ ต่เมอื งเปล่า ไม่สามารถหาเสบียงอาหารมาเลยี้ งกองทพั ได้ ไมส่ ามารถ
ทาลายกองทัพไทยได้สาเร็จ จนในท่ีสุดก็ต้องถอยไปอย่างกะทันหันทันที
และด้วยความบอบช้าอย่างสาหัส ไพร่พลต้องอดอยากเจ็บป่วยล้มตาย
ระส่าระสายกันไปตลอดทาง ส่วนกองทัพพม่าท่ีตกค้างอยู่ในเมืองไทย
เพราะไม่สามารถรอถอยกลับไปพรอ้ มกันได้นั้น ก็ถูกกองทัพไทยบดขย้ีเสีย
จนแหลกลาญยับเยินต้ังแต่นั้นมา พม่าก็ไม่ได้ยกทัพใหญ่มาตีไทยอีกเป็น
เวลานานถึง 10 ปี

สรปุ การศึกสงครามไทยกับพม่าในรัชสมัยสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช

รัชสมยั กรงุ ธนบรุ จี ากปี พ.ศ. 2310 – พ.ศ. 2319 ไทยกบั พมา่ ไดท้ า
สงครามกนั ถงึ 10 ครงั้ ดงั นี้

ครงั้ ที่ 1 พ.ศ. 2310 รบกบั พมา่ ทค่ี า่ ยโพธส์ิ ามตน้
ครง้ั ท่ี 2 พ.ศ. 2310 รบพมา่ ทบ่ี างกงุ้ เขตเมอื งสมทุ รสงคราม
ครงั้ ท่ี 3 พ.ศ. 2313 กองทพั พม่าจากเมืองเชยี งใหมล่ งมาตี
เมืองสวรรคโลก
ครง้ั ท่ี 4 พ.ศ. 2314 กองทพั กรงุ ธนบรุ ขี ึ้นไปตเี มอื งเชียงใหมค่ รงั้ แรก
แตต่ ไี มส่ าเรจ็
ครงั้ ท่ี 5 พ.ศ. 2315 กองทพั พม่าจากเมอื งเชยี งใหมล่ งมาตเี มอื งพชิ ยั
ครงั้ ที่ 1

ครง้ั ที่ 6 พ.ศ. 2316 กองทพั พมา่ ลงมาตเี มอื งพชิ ัยเปน็ คร้ัง ที่ 2
กาเนดิ วีรกรรมของพระยาพชิ ยั เจา้ เมอื ง จนไดร้ บั สมญาวา่ “พระยาพชิ ยั
ดาบหกั ”

ครง้ั ท่ี 7 พ.ศ. 2317 กองทพั กรงุ ธนบรุ ขี นึ้ ไปตเี มอื งเชยี งใหม่ ครงั้ ที่
2 ไดห้ วั เมืองล้านนาไทยกลบั คนื

ครง้ั ที่ 8 พ.ศ. 2317 รบพมา่ ทบ่ี างแกว้ เมืองราชบรุ ี
ครงั้ ที่ 9 พ.ศ. 2318 อะแซหวนุ่ กีต้ หี วั เมืองเหนือ
ครงั้ ท่ี 10 พ.ศ. 2319 พมา่ มาตีเมอื งเชยี งใหมค่ นื แตไ่ ม่สาเร็จ
ศกึ กบั กัมพชู า นามาซ่งึ การเปล่ียนรัชสมัย

กัมพูชา เป็นเมืองข้ึน ของไทยเรามาต้ังแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ครั้น
กรุงศรีอยธุ ยาต้องเสียแก่พม่าลงในปี พ.ศ. 2310 กัมพูชาจึงตั้งตัวเป็นอิสระ
แต่แล้วพอเวลาล่วงมาได้ 2 ปี กัมพูชาก็เกิดจลาจล ด้วยสมเด็จพระ

นารายณ์ราชา (นักองค์ตน) กษัตริย์กัมพูชาในเวลาน้ัน เกิดวิวาทกันขึ้นกับ
พระรามราชา (นักองค์นนท์) พระมหาอุปราช สมเดจ็ พระนารายณ์ราชาไป
ขอกาลงั ญวนมาช่วยปราบพระรามราชาสู้ไมไ่ ด้ จงึ หนมี าพงึ่ ไทย

ในปี พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสนิ ทรงเหน็ เป็นโอกาสอนั ดี ที่จะ
ได้ประเทศกัมพชู าเขา้ มาอย่ใู นครอบครองของไทยตามเดิม จึงโปรด ให้แจ้ง
ไปยังสมเด็จพระนารายณ์ราชาว่า “เดี๋ยวนี้กรุงศรีอยุธยากลับต้ังเป็นปรกติ
เหมือนแต่ก่อนแล้ว ให้กรุงกัมพูชาจัดส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองกับเครื่องราช
บรรณาการเขา้ มาถวายตามประเพณีดังแต่ก่อน” สมเด็จพระนารายณ์ราชา
ตอบปฏิเสธ โดยอ้างว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มิใช่เช้ือพระวงศ์ ของ
พระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิม สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
กริว้ มาก จึงโปรดให้สง่ กองทพั ออกไปตกี มั พชู ารวม 2 กองทัพดว้ ยกัน มพี ระ
ยาอภัยรณฤทธ์ิ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) กับพระยาอนุชิตราชา
(สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเสียม
ราฐทพั หนงึ่ กับใหพ้ ระยาโกษาธิบดี เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองพระตะบองอีก
ทัพหนึง่ แตก่ ารยังมิทนั ไดด้ าเนนิ ไปถึงขัน้ ตนี ครหลวงของกัมพูชา กองทพั
ของพระยาอภัยรณฤทธิก์ บั พระยาอนชุ ิตราชาก็ถอยลงมาเสยี กอ่ น ดว้ ยได้มี
ข่ า ว ลื อ อ อ ก ไ ป ว่ า ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า ก รุ ง ธ น บุ รี ส ว ร ร ค ต เ สี ย แ ล้ ว ท่ี เ มื อ ง
นครศรีธรรมราช ระหว่างเสด็จลงไปปราบชุมนุมเจ้านคร สมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรีจึงโปรดให้เรียกกองทัพกลับหมด ระงับการตีกัมพูชาไว้เสีย
ชน้ั หนึง่ กอ่ น

ครั้นในปี พ.ศ.2314 ภายหลังที่กองทัพกรุงธนบุรีกลับจากขึ้นไปตี
เชียงใหม่คร้งั แรกแล้ว ก็โปรดใหจ้ ดั กองทพั ยกออกไปตี ประเทศกัมพูชาอีก
คร้งั หนง่ึ มี เจ้าพระยาจกั รี (พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ ฯ) เป็นแม่ทัพ
บกยกออกไปทางเมืองปราจนี บรุ ี พาพระรามราชาไปในกองทัพด้วย

สมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี ทรงคุมกองทพั เรือ มพี ระยาโกษาธิบดี เป็นแม่ทพั
หน้ายกออกไปทางทะเล เขา้ ตีเมอื งกาแพงโสม เมอื งบนั ทายมาศ และเมือง
พนมเปญได้ตามลาดับ ในขณะเดียวกันกองทัพบกก็ตีได้เมือง พระตะบอง
เมืองโพธิสัตว์ เมืองบริบูรณ์ จนถึงได้เมืองบันทายเพชรราชธานี คร้ังนี้
กองทัพไทยจึงได้ประเทศกัมพูชา กลับคืนเข้ามาอยู่ในอารักขาตามเดิมอีก
คร้งั หน่งึ โดยมพี ระรามราชาเป็นเจ้ากรุงกัมพชู าสบื แทนตอ่ มา

แผนทป่ี ระเทศไทย รชั สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสนิ
ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ราชาเจา้ กรงุ กมั พูชาองคเ์ ดิมนั้น หนีเขา้ ไปอยู่
ในเขตญวน แล้วต่อมาได้กลับขอคืนดีด้วย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้
ทรงตงั้ ใหส้ มเดจ็ พระรามราชา เปน็ กษตั รยิ ์ครองกรุงกัมพูชา สว่ นสมเดจ็ พระ
นารายณ์ราชานั้นโปรดให้เป็นมหาอุปโยราช กับให้นักองค์ธรรมเจ้านาย
เขมรทีส่ าคญั อีกองค์หนงึ่ เป็นมหาอปุ ราช

ต่อมาในตอนปลายรัชกาล คือเมื่อปี พ.ศ. 2323 กัมพูชาเกิดจลาจล
ข้ึนมาอีก ด้วยได้มีคนร้ายลอบฆ่ามหาอุปราชตาย แล้ว ต่อมาไม่ช้า มหา
อุปโยราช ก็เป็นโรคปัจจุบัน ส้ินชีพลงอีกองค์หนึ่ง ความหวาดระแวง
ระหว่างกันซึ่งเคยมีอยู่แต่เดิมมาแล้วน้ันได้ทาให้ บรรดาขุนนางซ่ึงโดยมาก
เปน็ พรรคพวกของมหาอุปโยราช เข้าใจวา่ สมเดจ็ พระรามราชาเปน็ ผบู้ งการ
ให้ฆ่าเจ้านายท้งั สององค์นนั้ จึง คบคิดกันกอ่ การกบฏข้ึน จับสมเด็จพระราม
ราชาผู้เป็นกษัตริย์ถ่วงน้าเสีย แล้วอัญเชิญนักองค์เอง โอรสสมเด็จพระ
นารายณ์ราชาซึง่ มพี ระชนมายเุ พยี ง 4 ชนั ษา ขนึ้ ครองราชยแ์ ทน ต่อมาโดย
มีฟ้าทะละหะ (มู) ขุนนางผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพล ในเมืองเขมรมากผู้หน่ึงเป็น
ผู้สาเร็จราชการ โดยที่ฟ้าทะละหะ (มู) ผู้นี้ได้หันไปฝักใฝ่อยู่กับญวน ด้วย
หวังจะพึ่งอิทธิพลญวนช่วยให้ตนได้เป็นเจ้ากรุงกัมพูชาเสียเองสืบต่อไป
ประกอบกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระราชดาริเห็นว่า นักองค์เอง
นนั้ ยังเป็นทารกอยู่ ย่อมไมส่ ามารถจะรกั ษาตวั ให้ตลอดรอดฝั่งไปได้ และถึง
มาตรวา่ นกั องคเ์ องจะเอาตัวรอดไปได้ นกั องคเ์ องกเ็ ป็นโอรสของสมเด็จพระ
นารายณ์ราชา ซง่ึ ฝักใฝก่ ับญวนมาแตก่ ่อน ฉะนน้ั เม่ือเติบใหญ่ต่อไปก็คงจะ
หันไปฝักใฝ่อยู่กับญวนเหมือนบิดาอีกเช่นกัน อันจะทาให้เมืองไทยเราต้อง
สูญเสียอิทธิพลในกัมพูชาไป ดังน้ันจะปล่อยท้ิงให้กัมพูชาตกอยู่ใน
สถานการณ์เชน่ น้ตี ่อไปไมไ่ ด้ จงึ โปรดให้จัดแตง่ กองทพั มีจานวนพล 20,000
คน ยกออกไปปราบการจลาจลในกัมพูชาอีกคร้ังหนึ่ง โดยมี สมเด็จ
เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ) ถืออาญา
สิทธิ์เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพหน้า และมีเจ้าฟ้ากรมขุน
อินทรพิทกั ษ์ ซง่ึ เปน็ สมเด็จพระเจ้าลกู ยาเธอพระองค์ใหญ่ ทรงเปน็ กองหนนุ
ร่วมเสดจ็ ไปในกองทัพดว้ ย

ในครัง้ นีส้ มเดจ็ พระเจ้า กรุงธนบุรีได้ทรงมี พระราชกระแสรับส่ังไปว่า
เมื่อตีกรุงกัมพูชาได้แล้ว ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฯ จัดการ
อภเิ ษกเจา้ ฟ้ากรมขนุ อินทรพทิ ักษ์ให้เปน็ กษตั ริย์ ครองกรงุ กมั พชู าสืบต่อไป
อันจะทาให้ดินแดนประเทศกัมพูชาได้ผนวกเข้ามารวมอยู่ในพระรา
อาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด ขจัดปัญหายุ่งยากทางเมืองเขรมมิให้อุบัติมีข้ึน
เป็นเส้ียนยอกอกเมืองไทยเราอกี ตอ่ ไป

เมื่อกองทัพไทยยกออกไปถึงกัมพูชาแล้ว ก็สามารถตีเมือง บันทาย
เพรชราชธานีได้โดยง่ายดาย เพราะฟ้าทะละหะ (มู) ไม่กล้าสู้รบด้วย ได้แต่
ทิ้งเมืองอพยพครอบครัวหนีลงไปอยู่ท่ีเมืองพนมเปญแล้วร้องขอกาลัง
กองทัพญวนจากไซ่ง่อนมาชว่ ย ซ่ึงทางญวนกไ็ ด้สนองคาร้องขอน้นั เปน็ อนั ดี
โดยไดจ้ ดั สง่ กาลังขน้ึ มาช่วยท่ีพนมเปญ กองทพั หน้าของไทยในบังคับบญั ชา
ของเจ้าพระยาสุรสีห์ท่ียกตามฟ้าทะละหะ (มู) ไปนั้น พอทราบว่ามีกองทัพ
ญวนขึ้นมาต้ังอยู่ที่พนมเปญ เพื่อเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย ก็
ต้องหยุดชะงัก แล้วรีบแจ้งเหตุมายังสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกฯ แม่ทัพ

ใหญ่ เพื่อคอยฟังบัญชาต่อไปเสียก่อน แต่แล้วในตอนน้ีเองข่าวจลาจล
ว่นุ วายทางกรงุ ธนบุรี ก็ทราบไปถึงกองทัพไทยในกัมพูชา การจึงต้องยุติลง
แต่เพียงน้ัน โดยท่ีกองทัพไทยกับกองทัพญวนยังหาได้ทันปะทะกันไม่
สมเด็จพระเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ แม่ทัพใหญ่ก็มีบัญชาให้เลิกทัพ
กลับมาปราบยุคเข็ญในกรุงธนบุรี เสียกอ่ น

แผนการรวมประเทศกัมพูชา ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงต้อง
พลนั หยุดชะงักลงแต่เพยี งน้ัน พร้อมกบั สิน้ สมัยกรงุ ธนบรุ ี

ลาดับเหตกุ ารณส์ าคญั ในสมัยกรุงธนบรุ ี (พ.ศ. 2310 – 2325)

พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากกู้ชาติสาเร็จ สร้างราชธานีใหม่ ตั้งกรุง
ธนบรุ ีเป็นราชธานี เกดิ ศกึ รบพม่าที่บางก้งุ เมอื งสมุทรสงคราม

พ.ศ. 2311 พระเจ้าตากเร่ิมปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่
สาเรจ็ ปราบชุมนมุ เจา้ พมิ ายได้สาเรจ็ เป็นชุมนุมแรก

พ.ศ. 2312 ปราบชมุ นมุ เจา้ นครสาเร็จ ตีเขมรคร้ังแรก แต่ไมส่ าเร็จ
พ.ศ. 2313 ปราบชุมนมเจ้าพระฝางสาเรจ็ กองทัพกรุงธนบุรีข้ึนไปตี
เมอื งเชียงใหมค่ รงั้ แรก
พ.ศ. 2314 นายสวน มหาดเลก็ แต่งโคลงยอพระเกียรติ ตีเมืองเขมร
คร้ังที่ 2 ตไี ด้หัวเมอื งเขมร พ.ศ. 2315 พม่าตเี มืองพชิ ัยครง้ั แรก
พ.ศ. 2316 พม่าตเี มอื งพชิ ยั คร้งั ที่ 2
พ.ศ. 2317 ตเี มืองเชียงใหม่คร้ังที่ 2 ได้หัวเมืองล้านนารบพม่าท่ี
บางแก้ว ราชบรุ ี
พ.ศ. 2318 โปสุพลาและโปมะยุง่วนตีเชยี งใหมค่ ืน แต่ไม่สาเร็จ

พ.ศ.2319 พม่าตีเมืองเชียงใหม่ ตีเมืองนางรอง และเมืองนครจาปา
ศักด์ิได้

พ.ศ. 2321 ตเี วยี งจันทน์ ได้หัวเมอื งลาวทั้งหมดกลับมาข้ึนกับไทยครั้ง
ทีห่ นงึ่

พ.ศ. 2322 กองทัพไทยกลับจากเวียงจันทน์ ได้พระแก้วมรกตกลับ
เขา้ มาดว้ ย

พ.ศ. 2324 แต่งทูตไปทีเ่ มอื งจนี ส่งกองทัพไปปราบจลาจลในเขมร
พ.ศ. 2324 กรงุ ธนบุรีเกิดจลาจล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถูกสาเร็จ
โทษ
ปลายรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงเสียสติจรงิ หรอื ไม่ อันสง่ ผลให้หมด
ยุคสมัยกรุงธนบรุ ี

ปลายรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสิน ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าสมเด็จ
พระเจ้าตากสินทรงเสียพระสติซ่ึงในเร่ืองน้ี ยังเป็นเร่ืองสืบค้นถกเถียงมาถึง
ปัจจุบัน มีความคิดหลากหลายท่ีนามาเสนอแสดงอ้างอิง ซึ่งหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตรเ์ ทา่ ทีค่ ้นพบในปัจจุบนั มีดงั นี้


Click to View FlipBook Version