¾ÄμÔ¡ÃÃÁáÅСÒÃÍ͡Ẻ¨Ø´μ‹Í
â¤Ã§ÊÃÒŒ §àËÅ¡ç »ÃÐàÀ··Í‹
Behavior and Design of Hollow
Section Joints in Steel Structures
ÃÈ.´Ã. ¾ÊÔ ³± ÍØ´ÁÇÃÃμÑ ¹
ÀÒ¤ÇÔªÒÇÔÈÇ¡ÃÃÁâÂ¸Ò ¤³ÐÇÈÔ Ç¡ÃÃÁÈÒÊμÃ
ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÂÑ à·¤â¹âÅÂÕ¾ÃШÍÁà¡ÅŒÒ¾Ãй¤Ãà˹Í×
¾Äμ¡Ô ÃÃÁáÅСÒÃÍ͡Ẻ¨´Ø μÍ‹ â¤Ã§ÊÌҧàËÅç¡»ÃÐàÀ··‹Í
Behavior and Design of Hollow Section Joints in Steel Structures
Ê§Ç¹Å¢Ô Ê·Ô ¸ìμÔ ÒÁ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÔÅ¢Ô Ê·Ô ¸Ôì
ËÒŒ ÁÅÍ¡àÅÕ¹äÁÇ‹ Ò‹ ÊÇ‹ ¹Ë¹§èÖ Ê‹Ç¹ã´¢Í§Ë¹Ñ§ÊÍ× àÅ‹Á¹éÕ äÁÇ‹ ‹Òû٠Ẻã´
¹Í¡¨Ò¡¨Ðä´ÃŒ ºÑ ͹ØÞÒμ໚¹ÅÒÂÅÑ¡É³Í¡Ñ Éèҡ¼ÙŒà¢Õ¹áÅÐàÃÕºàÃÕ§à·Ò‹ ¹é¹Ñ
à¢ÂÕ ¹áÅÐàÃÕºàÃÂÕ §â´Â
ÃÈ.´Ã. ¾Ôʳ± ÍØ´ÁÇÃÃÑμ¹
ISBN 974-620-726-1
¾ÔÁ¾¤Ãéѧ·Õè 1 ¾.È.2553 ¨íҹǹ¾ÔÁ¾ 100 àÅ‹Á
¾ÔÁ¾¤Ã§Ñé ·èÕ 2 ¾.È.2554 ¨íҹǹ¾ÔÁ¾ 1000 àÅ‹Á
¾ÔÁ¾· èÕ
ºÃÉÔ Ñ· º.Õ ¾.Õ äÍ. ¨íÒ¡Ñ´
101/7 ¶.¾ËÅâ¸Թ μ.¤Åͧ˹èÖ§ Í.¤ÅͧËÅǧ ¨.»·ÁØ ¸Ò¹Õ
â·Ã. 02 8620211-5 á¿¡« 02 8620216
ʹºÑ ʹ¹Ø â´Â
ºÃÔÉÑ· ừ¿Ô ¡ ä¾¾ ¨íÒ¡Ñ´ (ÁËÒª¹)
Pacific Pipe Public Company Limited
298, 298/2 ¶¹¹Ê¢Ø ÊÇÊÑ ´ìÔ ÍíÒàÀ;ÃÐÊÁØ·Ã਴ÂÕ ¨Ñ§ËÇ´Ñ ÊÁطûÃÒ¡Òà 10290
â·Ã. 02-679-9000 á¿¡« : 02-679-9075 E-Mail : info@pacificpipe.co.th
คํานํา
การกอสรางโดยใชโครงสรางเหล็กในประเทศไทยนั้นไดรับความนิยมแพรหลายมากขึ้นใน
ปจจุบัน นอกจากการออกแบบชิ้นสวนองคอาคารแลว การออกแบบจุดตอในโครงสรางนับเปนสวน
สําคญั ทจี่ ะทาํ ใหโ ครงสรางมีความม่นั คงแขง็ แรง การออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอโดยการ
เช่ือมอาจมีพฤติกรรมท่ีซับซอนและแตกตางจากการออกแบบโครงสรางเหล็กรูปพรรณทั่วไป ซึ่งปรกติ
มักไมไดรับการพิจารณาออกแบบลงในรายละเอียดและเกิดปญหาตางๆตามมา วิศวกรจึงควรเขาใจถึง
พฤตกิ รรมตลอดจนแนวทางการออกแบบจดุ ตอโครงสรางเหล็กประเภททอ
การออกแบบโครงสรางเหล็กรูปพรรณสามารถอางอิงตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแหง
ประเทศไทย ไดแก มาตรฐานการออกแบบอาคารเหล็กรูปพรรณ โดยวิธีหนวยแรงใชงาน ว.ส.ท. 1015-
40 และ มาตรฐานการออกแบบอาคารเหล็กรูปพรรณ โดยวิธีตัวคูณความตานทานและนํ้าหนักบรรทุก
ว.ส.ท. 1020-46 แตสําหรับการออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอนั้น ยังคงตองอางอิงตาม
มาตรฐานตางประเทศ ไดแก มาตรฐาน CIDECT (Comité International pour le Développement
et l'Etude de la Construction Tubulaire) มาตรฐานยุโรป Eurocode 3 และมาตรฐานสหรัฐอเมริกา
AISC (American Institute of Steel Construction AISC)
ตําราเลมนี้ไดจัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใชประกอบการเรียนการสอนในรายวิชา การ
ออกแบบโครงสรางไมและเหล็ก และเพ่ือใหวิศวกรและผูสนใจใชเปนแนวทางในการออกแบบจุดตอ
โครงสรางเหล็กประเภททอ โดยอางอิงตามมาตรฐาน CIDECT และ Eurocode 3 ซ่ึงเปนมาตรฐานที่
ทันสมัยไดรับการปรับปรุงอยางตอเน่ือง เน้ือหาของหนังสือประกอบดวย ความรูพื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับ
เหล็กโครงสรางประเภททอ พฤติกรรมท่ัวไปของจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอ พฤติกรรมและการ
ออกแบบจุดตอประเภททอกลมโดยการเชื่อม พฤติกรรมและการออกแบบจุดตอประเภททอ
ส่ีเหลี่ยมผืนผาและสี่เหล่ียมจัตุรัสโดยการเชื่อม และพฤติกรรมและการออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็ก
ประเภททอภายใตความลา
ผูเขียนหวังเปนอยางย่ิงวา ตําราเลมนี้จะเปนประโยชนตอ นิสิตนักศึกษา วิศวกร และผูสนใจ
ท่ัวไป หากมีขอผิดพลาดประการใด ผูเขียนขอนอมรับเพ่ือแกไขในการพิมพครั้งตอไป สุดทายนี้ผูเขียน
ขอขอบคณุ บิดา มารดา และภรรยาท่ีคอยใหก าํ ลังใจมาโดยตลอด
พิสณฑ อุดมวรรตั น
สารบญั หนา
1
บทท่ี 1 ความรูทัว่ ไปเก่ียวกบั เหล็กโครงสรางประเภททอ 3
1.1 การพัฒนาของเหล็กประเภททอ 6
1.1.1 รูปแบบมาตรฐานของเหล็กโครงสรางประเภททอ 7
1.1.2 ขบวนการผลติ เหลก็ โครงสรา งประเภททอ 9
1.2 คุณสมบัติของเหล็กโครงสรางประเภททอ 9
1.2.1 คณุ สมบตั เิ ชงิ กล 13
1.2.2 ขนาดและคา คลาดเคลื่อนของเหล็กโครงสรา งประเภททอ 15
1.2.3 คุณสมบัติการรบั แรงในดานวิศวกรรม 15
1.2.3.1 แรงดงึ 16
1.2.3.2 แรงอัด 19
1.2.3.3 แรงดัด 24
1.2.3.4 แรงเฉือน 25
1.2.3.5 แรงบิด 26
1.2.3.6 แรงดันภายใน 27
1.3โครงสรางท่ใี ชเ หลก็ ประเภททอ 28
แบบฝก หดั ทายบทท่ี 1
29
บทที่ 2 พฤติกรรมทวั่ ไปของจดุ ตอโครงสรางเหล็กประเภททอ 29
2.1 โครงถักทที่ าํ มาจากเหลก็ โครงสรา งประเภททอ 35
2.2 พฤติกรรมทั่วไปของจดุ ตอ 35
2.2.1 วถิ ขี องแรง 35
2.2.2 การกระจายตัวของหนวยแรงตามความแข็งภายในหนาตัด 39
2.2.3 ผลกระทบจากคุณสมบตั ขิ องวัสดุ 40
2.2.4 รปู แบบการวบิ ตั ิ 42
2.3 เกณฑท ่ัวไปในการเกดิ การวบิ ตั ิ 43
2.4 รปู แบบการวบิ ตั ทิ ่วั ไป 45
2.5 พารามเิ ตอรจ ดุ ตอ 46
แบบฝกหัดทา ยบทที่ 2
บทที่ 3 พฤติกรรมและการออกแบบจดุ ตอ ประเภททอกลมโดยการเช่ือม 47
3.1 รปู แบบการวิบตั ิ 50
3.1.1 การวิบตั ิของทอแกนหลัก 51
3.1.2 การวบิ ตั ิของทอ แกนรอง 53
3.1.3 การวิบัติของรอยเช่ือม 54
3.1.4 การวบิ ัติ Lamellar tearing 55
3.2 แบบจําลองเพ่ือการวิเคราะหพ ฤตกิ รรมของจดุ ตอ 56
3.2.1 แบบจาํ ลองวงแหวน 57
3.2.2 แบบจําลองการเฉือนทะลุของทอ แกนหลกั 59
3.2.3 แบบจาํ ลองการเฉอื นครากของทอแกนหลัก 60
3.3 สมการการออกแบบและขอ กาํ หนดของการออกแบบจุดตอ 62
โครงสรางเหลก็ ประเภททอ กลม
3.4 กราฟเพอ่ื การออกแบบจุดตอ โครงสรางเหลก็ ประเภททอกลม 65
3.5 ตวั อยางการออกแบบจดุ ตอโครงสรา งเหลก็ ประเภททอกลม 68
แบบฝก หัดทา ยบทท่ี 3 74
บทที่ 4 พฤติกรรมและการออกแบบจดุ ตอประเภททอ สี่เหล่ยี มผืนผา 75
และสเ่ี หลีย่ มจตั ุรัสโดยการเช่ือม
76
4.1 รูปแบบการวิบตั ิ 77
4.1.1 การวิบตั ิของทอแกนหลกั 80
4.1.2 การวบิ ตั ิของทอแกนรองเน่อื งจากแรงดึง 80
4.1.3 การวิบัติของรอยเช่ือม 81
4.1.4 การวบิ ตั แิ บบ Lamellar tearing 81
81
4.2 แบบจาํ ลองเพ่ือการวิเคราะหพ ฤติกรรมของจุดตอ 84
4.2.1 แบบจําลอง Yield line model 87
4.2.2 แบบจาํ ลองการเฉือนทะลขุ องผนงั ทอ แกนหลกั 88
4.2.3 แบบจําลองการวิบัติของทอแกนรองเนอื่ งจากแรงดงึ 88
4.2.4 แบบจําลองการแบกทานหรือการโกง เดาะของผนงั ดานขา งทอแกนหลกั 89
4.2.5 แบบจาํ ลองการเฉือนครากของทอแกนหลัก
96
4.3 สมการการออกแบบและขอ กําหนดของการออกแบบจุดตอ
โครงสรางเหลก็ ประเภททอสเี่ หลีย่ มผืนผาและสี่เหลี่ยมจัตรุ สั
4.4 กราฟเพ่ือการออกแบบจุดตอ โครงสรา งเหลก็ ประเภททอส่เี หลยี่ มจัตุรสั
4.5 ตัวอยางการออกแบบจดุ ตอโครงสรางเหล็กประเภททอสเี่ หล่ยี มผืนผา และสีเ่ หล่ยี มจัตรุ สั 98
แบบฝก หัดทา ยบทที่ 4 106
บทที่ 5 พฤติกรรมและการออกแบบจดุ ตอ โครงสรา งเหล็กประเภททอภายใตค วามลา 107
5.1 การแตกรา วเนื่องจากความลา 109
5.2 คําจาํ กัดความที่เก่ียวของกบั ความลา 110
5.3 กราฟกาํ ลังตา นทานความลา 114
5.4 ความลา กับความเสยี หายสะสม 115
5.5 คา สัมประสทิ ธ์เิ พือ่ ความปลอดภัย 117
5.6 การประเมินกําลงั ตา นทานความลา ของจุดตอทอเหลก็ โดยการเช่ือม 117
5.7 วธิ ีการจัดประเภทจุดตอ 118
5.8 วิธคี วามเคนเรขาคณิต 122
5.8.1 แรงกระทําในองคอาคาร 122
5.8.2 ชว งความเคนพ้ืนฐาน 124
5.8.3 คาความเขมของความเคน (SCF) 124
5.8.4 ชวงความเคน เรขาคณติ หรือชวงความเคน Hot spot 125
5.8.5 เสนกราฟกําลงั ตา นทานความลา 126
5.9 ตวั อยา งการออกแบบกําลังตานความลา จุดตอโครงสรางเหลก็ ประเภททอ 128
แบบฝกหดั ทายบทท่ี 5 134
บรรณานุกรม 135
ภาคผนวก ก ตารางคณุ สมบัตหิ นาตดั เหลก็ โครงสรางประเภททอ 137
ภาคผนวก ข กราฟชวยออกแบบจุดตอ โครงสรา งเหลก็ ประเภททอ กลม 149
ภาคผนวก ค สูตรและกราฟเพ่ือการคํานวณคา SCF จุดตอประเภททอกลม 217
ภาคผนวก ง สตู รและกราฟเพื่อการคาํ นวณคา SCF จุดตอประเภททอสีเ่ หล่ียม 227
สัญลักษณ คําอธิบายสัญลกั ษณ
A คาํ อธบิ าย
Anet พ้ืนที่หนา ตัด
Av พื้นท่ีหนาตัดสทุ ธิ
Be พืน้ ท่ีรับแรงเฉือน
CK ความยาวประสทิ ธผิ ลบนทอ แกนหลักสาํ หรบั แบบจําลองวงแหวน
CT พารามิเตอรประสิทธภิ าพของจดุ ตอแบบ K
CX พารามเิ ตอรประสิทธภิ าพของจุดตอแบบ T
CTOD พารามิเตอรป ระสิทธิภาพของจุดตอแบบ X
ระยะการเคลอื่ นท่ขี องปากรอยแตก
E โมดลู ัสความยืดหยุน
Ed คาการสลายพลังงาน
I โมเมนตอ ินเนอรเ ชยี
Ib โมเมนตอ ินเนอรเ ชียของคาน
It โมเมนตอินเนอรเชยี ของการบิด
Lb ความยาวคาน
Lo ความยาวเริม่ ตน ของชน้ิ สวนทดสอบแรงดึง
M โมเมนต
Mb โมเมนตด ดั ของคาน
M c , Rd กําลังโมเมนตดัดท่ีใชอ อกแบบองคอ าคาร
MF ตัวคณู ขยายเน่ืองจากโมเมนตลําดับที่สอง
โมเมนตในจุดตอ
Mj กําลังตา นทานโมเมนตข องจุดตอ
M j,Rd โมเมนตกระทาํ ในจุดตอ
M j,Sd กําลังตานทานโมเมนตพลาสตกิ
MpA กําลงั ตา นทานโมเมนตพ ลาสตกิ ของปก คาน
M pA ,f กาํ ลงั ตานทานโมเมนตพลาสตกิ ของคาน
M pA, Rd กาํ ลงั ตา นทานของจดุ ตอ ซึ่งแสดงในรปู แบบแรงในแนวแกนขององคอาคาร
N*i แรงกระทาํ ในองคอ าคาร i (i=0, 1, 2, 3)
Ni จาํ นวนรอบที่เกิดการวบิ ัตขิ องชว งหนวยแรง i
Ni
Nf จํานวนรอบท่ีเกิดการวบิ ัติ
NpA กําลังตานทานแรงในแนวแกนขององคอาคาร
NpA,Rd กาํ ลงั ตานทานแรงในแนวแกนทีใ่ ชออกแบบขององคอาคาร
No แรงในแนวแกนของทอแกนหลัก
No,gap แรงในแนวแกนของทอ แกนหลักบรเิ วณชองวาง
Nop แรงในแนวแกนกระทําเร่ิมตนของทอแกนหลกั
Nt,Rd กําลงั ตา นทานแรงดงึ ขององคอ าคาร
Ov เปอรเ ซ็นตก ารซอนทับ Ov = q / p×100%
R อตั ราสวนหนวยแรงหรือแรง
S โมเมนตลําดับที่ 1 รอบแกนสะเทิน
SCF คาความเขมของความเคน
Sr ชว งความเคน หรือ ชว งความเคน พน้ื ฐาน
Srhs ชว งความเคน เรขาคณิต หรือ ชวงความเคน Hot spot
Vf แรงเฉือนทีก่ ระทําบนปก
VpA กาํ ลงั ตานทานแรงเฉอื นพลาสติก
VpA,f กาํ ลงั ตานทานแรงเฉือนพลาสตกิ ของปก
VpA,Rd กําลงั ตา นทานแรงเฉือนพลาสติกทีใ่ ชอ อกแบบ
Vsd แรงเฉือนที่คณู คาแฟกเตอรแลว
W โมดูลสั หนาตัด
Wo โมดูลสั หนา ตัดทอ แกนหลกั
WeA โมดลู ัสหนาตัดอิลาสติก
WpA โมดลู ัสหนา ตัดพลาสติก
Wt โมดูลัสหนาตัดการบิด
a ความหนาของคอรอยเช่ือม
b ความกวา งของแผนเหลก็
b ความกวา งดานนอกของหนาตดั ทอสเ่ี หล่ียม
be ความกวา งประสทิ ธิผลของทอแกนรอง
bep ความกวา งประสทิ ธิผลการเฉือนทะลุ
bep,ov ความกวางประสิทธิผลของจุดตอ แบบซอ นทบั กนั ของทอ แกนรอง
bi ความกวางดา นนอกของทอแกนรอง i (i= 1, 2, 3)
bj ความกวางดา นนอกของทอแกนรองที่ถูกวางซอ นทบั
bo ความกวางดา นนอกของทอแกนหลกั
d เสน ผานศูนยกลางของทอกลม
di เสน ผานศูนยก ลางของทอกลมแกนรอง i (i= 1, 2, 3)
do เสน ผา นศูนยก ลางของทอกลมแกนหลกั
e ระยะเย้ืองศูนย
fb,Rd หนวยแรงใชออกแบบที่พิจารณาการโกง เดาะ
fk หนวยแรงสาํ หรับการโกง เดาะของผนงั ทอดา นขา ง
fkn หนวยแรงสําหรับการโกงเดาะ
f (n′) ฟง กช น่ั เมอ่ื พจิ ารณาแรงในแนวแกนของทอ แกนหลักในสมการกาํ ลงั ของจุดตอ
fu กาํ ลังรับแรงดงึ ประลัย
fuo กาํ ลังรับแรงดึงประลัยของทอแกนหลัก
fy กาํ ลงั รับแรงดึงที่จดุ คราก
fyb กาํ ลงั รบั แรงดึงท่ีจุดครากของวสั ดุทใ่ี ชท ําทอ
fyd กาํ ลงั รับแรงดึงที่ใชออกแบบ
fyi กาํ ลงั รบั แรงดึงที่จุดครากของทอแกนรอง i (i= 1, 2, 3)
fyo กาํ ลังรับแรงดงึ ที่จุดครากของทอแกนหลกั
g ชองวา งระหวา งทอแกนรอง ของจดุ ตอแบบ K N และ KT
g′ พารามเิ ตอรจุดตอ = g / to
hi ความลกึ ดานนอกของทอ แกนรอง i (i= 1, 2, 3)
ho ความลึกดานนอกของทอแกนหลกั
hm ความลกึ เฉลยี่ ของทอ สี่เหลย่ี มผืนผา
k ตวั คูณสําหรับปรับคาโมเมนต
A ความยาว
AA พารามเิ ตอรเสนรอบวงของการบิด
Ai ความยาวของ yield line i
Ak ความยาวของการโกง เดาะ
m ความชันของกราฟ S-N
mp โมเมนตพ ลาสติกตอ หนว ยความยาว
n No + Mo
Ao ⋅ fyo wo ⋅ fyo
n′ N op + Mo
Ao ⋅ fyo w o ⋅ fyo
ni จํานวนรอบของชวงหนวยแรงกระทํา i
p แรงดันภายใน
q ความยาวของการฉายระยะซอนทับของทอแกนรองบนหนาของทอแกนหลัก
q แรงกระทาํ แบบกระจายสมา่ํ เสมอ
q1, q2, q3 แรงกระทํา
r รศั มีไจเรชนั
r รศั มขี องมมุ ภายในของทอส่ีเหล่ยี มผนื ผา หรือทอ ส่ีเหลย่ี มจตั ุรัส
ro ความยาวเสน รัศมีของหนา ตัดทอกลมแกนหลกั
t ความหนาของผนงั ขององคอาคาร
ti ความหนาของผนังทอ แกนรอง i (i= 1, 2, 3)
tj ความหนาของผนงั ทอ แกนรองท่ีถกู ซอนทับ
to ความหนาของผนงั ทอแกนหลัก
α ตวั คณู ประสิทธิผลของการรับแรงเฉือนในทอแกนหลกั
β อัตราสว นเสนผา นศูนยก ลางหรอื ความกวา งของทอแกนรองตอทอแกนหลกั
γ อตั ราสว นครงึ่ หนึง่ ระหวา งเสน ผานศูนยกลางหรือความกวา งตอความหนา
ของทอแกนหลกั
γm คาสัมประสทิ ธ์ิเพ่อื ความปลอดภยั
δ, δ1 ระยะการเสียรปู
δ พารามิเตอรของหนา ตัด
Δσ ชว งความเคน
Δσnom ชวงความเคนพ้ืนฐาน
ε คา สมั ประสทิ ธิข์ องการโกง เดาะเฉพาะที่
η อตั ราสวนความกวางตอ ความลึกของทอแกนหลักหนาตดั สี่เหลี่ยม
θi มมุ แหลมของทอแกนรอง i กระทํากบั ทอแกนหลกั
λ คาความชะลูดขององคอาคารภายใตแ รงอัด
λE คาความชะลดู ของออยเลอร
λ คาความชะลูดสัมพทั ธ
σ หนวยแรง หรือ ความเคน
σo ความเคนในทอแกนหลัก
σop ความเคน เรมิ่ ตน ในทอแกนหลกั
σgeometrical ความเคนเรขาคณิต
σmin ความเคนตํ่าสดุ
σmax ความเคน สงู สูด
σ joint ความเคนเรขาคณิตท่ีจดุ ตอ
σnomin al ความเคน พนื้ ฐาน
τ ความเคนเฉอื น
τ อตั ราสวนระหวางความหนาของทอแกนรองตอทอ แกนหลกั
χ ตัวคณู ลดสําหรับการโกงเดาะ
ϕ1 มมุ หมนุ ของ yield line
บทท่ี 1
ความรทู ัว่ ไปเกย่ี วกับเหล็กโครงสรา งประเภททอ
การออกแบบนับเปนขบวนการท่ีตองคาํ นึงถึงความสัมพันธร ะหวา งการนําไปใชงาน ความสวยงาม
ทางสถาปตยกรรม ความแข็งแรง และวิธีการกอ สราง การออกแบบที่ดีนั้นจะตองพจิ ารณาทกุ ขอทก่ี ลาว
มาขา งตนใหมคี วามสมดุลสอดคลองกนั มากทสี่ ุด ในการออกแบบโครงสรางเหลก็ ประเภททอนน้ั
ผอู อกแบบจาํ เปนตองเขาใจถึงพฤตกิ รรมและคุณสมบตั ิพิเศษบางประการของโครงสรา งเหลก็ ประเภททอ
โดยเฉพาะอยา งยงิ่ บริเวณจุดตอของโครงสรา ง นบั วามีความสาํ คัญ ผอู อกแบบจะตองมีความระมดั ระวงั
เขาใจถงึ พฤตกิ รรมตา งๆของจุดตอ ซงึ่ มีรายละเอียดทจี่ ะตองพจิ ารณามากกวาการออกแบบโครงสรางเหล็ก
ธรรมดาท่ัวไป
ตัวอยา งในธรรมชาติท่ีมีลกั ษณะเปน ทอหรือปลอ ง เชน ลําตนของตนไม (รูปท่ี 1.1) มีคณุ สมบัติ
ในการรบั แรงตา งๆไดแก แรงอัด แรงดึง แรงดัด และแรงบดิ การที่หนา ตัดประเภททอเปน หนา ตัดแบบ
ปด (Close section) และมคี วามสมมาตรในทุกทิศทางทําใหห นา ตดั ชนดิ น้ีมีเสถียรภาพ (Stability) ท่ี
มนั่ คงและสามารถรับแรงบิดไดดีกวา หนาตดั แบบเปด (Open section) ดงั รปู ที่ 1.2
รปู ท่ี 1.1 ตนไผ
2
รปู ท่ี 1.2 หนาตดั แบบปดและแบบเปด
นอกจากน้ี ลกั ษณะรูปรางของเหล็กโครงสรา งประเภททอโดยเฉพาะเหลก็ โครงสรางประเภททอ
กลม (Circular Hollow Section, CHS) ไดพ สิ จู นแลววาเปน หนาตัดที่ดที ี่สดุ ในการตานทานตอ แรงลม
แรงดันน้าํ หรือแรงกระแทกคล่ืนในทะเลไดดกี วาหนา ตัดทัว่ ไป เนื่องจากคา สมั ประสทิ ธิ์ของการเสียด
ทาน (Drag coefficients) ที่ตาํ่ จงึ สามารถทนตอการรับแรงในสภาพตางๆไดดี
ในดานความงามทางสถาปตยกรรม โครงสรา งเหล็กประเภททอ ยังสามารถออกแบบใหกลมกลืน
กบั ธรรมชาติและใหร ปู ลักษณที่สวยงาม ทันสมัย คงทน แข็งแรง จากคุณสมบัติท่ีเปนหนาตัดแบบปดทํา
ใหม เี นือ้ ทีผ่ ิวตอ เนอื้ ทห่ี นาตดั นอย ไมมีจดุ หรอื มุมอับ เรียบสมํ่าเสมอเปนเน้ือเดียวกัน ซึ่งสามารถปองกัน
การเกิดสนมิ ไดด ี และสามารถยืดอายุการใชงานใหยาวนานขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับโครงสรางเหล็กทั่วไป
นอกจากน้ีดวยรูปรางท่ีมีชองวางภายในของเหล็กโครงสรางประเภททอยังสามารถเทคอนกรีตเขาไปใน
ชองวา ง เพ่อื เพมิ่ ความแขง็ แรงในการรบั แรงอัด และยงั สามารถทนตอ ไฟไหมไ ดดียิ่งขนึ้
ถึงแมวา ตน ทุนในการผลิตของเหล็กประเภททอจะสูงกวาเหล็กหนาตัดแบบอื่น ซึ่งทําใหมีราคา
วัสดุตอหนวยท่ีสูงกวา เหล็กประเภททอยังไดรับความนิยมในดานงานโยธาและสถาปตยกรรม งาน
กอสรางแทนขุดเจาะนํ้ามัน งานกอสรางโรงงานอุตสาหกรรม งานดานเครื่องจักรกล งานดาน
อตุ สาหกรรมเคมี งานดา นอากาศยาน งานดานขนสง ของเหลว งานดานการเกษตร และอ่นื ๆ
อยางไรก็ดีหนังสือเลมน้ีจะมุงเนนในเร่ืองของพฤติกรรมและการออกแบบโครงสรางเหล็ก
ประเภททอโดยเฉพาะจุดตอเพ่ือสามารถนําไปใชงานไดจริง ซ่ึงในการออกแบบท่ีดีนั้นจะพิจารณาแต
3
ความแข็งแรงเพียงดานเดียวไมได หากแตตองพิจารณาดานอื่นๆรวมดวย ไดแก การออกแบบเพ่ือการใช
งานภายใตค วามลา เปน ตน
1.1 การพัฒนาของเหลก็ ประเภททอ
จากคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของเหล็กโครงสรางประเภททอไดถูกนํามาประยุกตใชในงานกอสราง
โครงสรา งตางๆ เชน สะพาน Firth of forth bridge ในสกอตแลนด ดังรูปที่ 1.3 สะพานมีชวงยาวท่ีสุด 521
เมตร โดยตัวสะพานท้ังหมดกอสรางจากเหล็กประเภททอและเช่ือมตอกันโดยใช หมุดย้ํา (Rivet) ตัว
สะพานเรมิ่ กอสรา งต้ังแตป 1890 และใชงานมาจนถงึ ปจจุบัน
รปู ท่ี 1.3 Firth of forth bridge
(ที่มา: Wardenier, J. (2001))
ในชวงศตวรรษนเ้ี ริม่ มีการผลิตเหลก็ โครงสรางประเภททอกลมแบบไรตะเข็บรอยเช่ือมขึ้น ในป
1886 พี่นองตระกูล Mannesmann ไดเปนผูคิดคนการผลิตเหล็กประเภททอแบบ Skew roll piercing
process ดังรูปที่ 1.4 ซ่ึงสามารถรีดทอที่ส้ันและผนังที่หนา ในขบวนการผลิตนี้ยังสามารถผสมผสานกับ
ขบวนการผลิตแบบ Pilger process ดังรูปที่ 1.5 โดยสามารถผลิตทอเหล็กไรรอยเชื่อมท่ีมีความยาวเพ่ิม
มากข้ึนและมีความหนานอ ยลง
Whitehouse ไดพฒั นาการผลติ เหลก็ โครงสรางประเภททอกลมโดยการใชความรอนในการเช่ือม
ทอ เหล็กตง้ั แตใ นชว งตนของศตวรรษที่ 18 อยางไรก็ตามการผลิตเหล็กโครงสรางประเภททอกลมโดยใช
การเช่อื ม (weld) พึง่ จะไดร ับความนิยมหลังจากเร่ิมขบวนการผลิตแบบเชอ่ื มตอเนื่องและไดรับการพัฒนา
4
ตอโดย Fretz Moon ในป 1930 (รูปท่ี 1.6) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการเชื่อมไดถูกพัฒนาอยู
ในระดับท่ีดีเย่ียมทําใหการผลิตทอเหล็กโดยการเชื่อมสามารถทําไดงายและสะดวกรวดเร็วมีมาตรฐานท่ี
สงู
รปู ท่ี 1.4 Skew roll piercing process รูปท่ี 1.5 Pilger process
(ทมี่ า: Wardenier, J. (2001)) (ทม่ี า: Wardenier, J. (2001))
รปู ท่ี 1.6 Fretz moon process
(ท่มี า: Wardenier, J. (2001))
5
การเช่ือมยังถูกนํามาใชในงานกอสรางโดยเฉพาะจุดตอทอเหล็ก ในการเชื่อมจุดตอทอเหล็ก
ขนาดใหญนั้นจําเปนตองมีเคร่ืองมือในการตัดแตงปลายทอแบบอัตโนมัติ (ดังรูปท่ี 1.7) ซึ่งทําใหการ
เตรียมชิ้นงานเพื่อทําจุดตอสามารถทําไดอยางรวดเร็วและสามารถลดชองวางบริเวณรอยเชื่อมเพ่ือใหมี
ประสิทธิภาพดีย่ิงข้ึน นอกจากน้ียังมีจุดตอแบบสําเร็จรูปท่ีถูกพัฒนาข้ึนโดย Mengeringhausen ในป
1937 เรียกวา Mero System (ดงั รูปที่ 1.8) โดยจดุ ตอ ประเภทน้จี ะใชใ นงานโครงสรางที่มีขนาดใหญและมี
ลกั ษณะเปน Space structure สามารถเชอื่ มตอ กันไดห ลายทิศทาง
รูปท่ี 1.7 End cutting machine
(ท่มี า: Wardenier, J. (2001))
รปู ท่ี 1.8 Mero connector
(ท่มี า: Wardenier, J. (2001))
6
ในป 1951 Jamm ไดริเร่ิมรางขอพิจารณาในการออกแบบจุดตอของโครงถักโดยใชเหล็ก
โครงสรางประเภททอกลมเช่ือมตอกัน นับเปนจุดเริ่มตนของการศึกษาวิจัยจุดตอประเภททอและไดรับ
การศึกษาตอยอดอีกในหลาย ๆ ประเทศ เชน ญี่ปุน สหรัฐอเมริกา และยุโรป สําหรับจุดตอเหล็ก
โครงสรางประเภททอเหลี่ยมไดเริ่มตนข้ึนในทวีปยุโรปในชวงป 1960 และไดทําการศึกษาวิจัยและ
พัฒนาอยางตอเนื่องในดานการทดสอบในหองปฎิบัติการและเชิงทฤษฎี ซ่ึงการศึกษาวิจัยสวนใหญจะ
ไดรับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก Comité International pour le Développement et l'Etude de la
Construction Tubulaire (CIDECT) และในชวงหลังตลอดระยะเวลา 25 ปที่ผานมา การศึกษาวิจัยสวน
ใหญเนนถึงการศึกษาพฤติกรรมของจุดตอแบบสถิตยศาสตร (Static) และยังขยายไปอีกหลายดาน เชน
พฤตกิ รรมความลา ของจุดตอ (Fatigue) พฤติกรรมหนาตัดประกอบของทอเหลก็ เสริมคอนกรีตภายในเพื่อ
เพมิ่ ประสิทธภิ าพในการทนไฟและทนตอ การเกิดสนิม พฤติกรรมจดุ ตอ ภายใตแรงลมกระทาํ เปนตน
1.1.1 รูปแบบมาตรฐานของเหลก็ โครงสรางประเภททอ
รปู แบบมาตรฐานของเหล็กโครงสรางประเภททอซึ่งไดรับความนิยมในการนํามาประยุกตใชใน
งานกอ สรางตา งๆ มอี ยู 3 ประเภทดังนี้ (ดงั รปู ท่ี 1.9)
- ทอ เหลก็ หนาตดั กลม Circular Hollow Sections (CHS)
- ทอ เหลก็ หนาตดั สเ่ี หล่ียมผืนผา Rectangular Hollow Sections (RHS)
- ทอ เหลก็ หนา ตดั ส่เี หลี่ยมจตั ุรัส Square Hollow Sections (SHS)
ทอ หนา ตัดทรงกลม ทอหนา ตดั ทรงสเ่ี หลย่ี มจตั ุรัส ทอ หนาตดั ทรงสเี่ หลย่ี มผืนผา
รปู ท่ี 1.9 หนา ตัดประเภทตางๆ ของเหลก็ โครงสรางประเภททอ
7
1.1.2 ขบวนการผลิตเหลก็ โครงสรางประเภททอ
เหล็กโครงสรางประเภททอสามารถผลิตข้ึนแบบไรตะเข็บ (Seamless) หรือ แบบเช่ือม (Weld)
การผลิตเหล็กโครงสรางประเภททอแบบไรตะเข็บน้ันจะมีอยู 2 ข้ันตอนหลัก ๆ คือ ขั้นแรกตองถลุงแร
เหลก็ จากกอ นโลหะดิบ เพื่อใหไดนํ้าเหล็กเหลว นําไปเทเขาแบบหลอในการทําแทงเหล็ก ข้ันตอนถัดไป
คอื จะนาํ แทง เหล็กทไี่ ดเ ขาเครือ่ งรดี เหล็กเพ่อื ใหไ ดข นาดทอ ตามท่ีตอ งการ
สําหรับเหล็กโครงสรางประเภททอกลมแบบเชื่อมนั้น คือนําแผนเหล็กมวนขึ้นรูปดวยลูกกล้ิง
และเช่ือมตามแนวยาวของทอเหล็กดวยวิธีการเชื่อมไฟฟา (Electrical resistance welding หรือ Induction
welding) ดงั รปู ที่ 1.10
สําหรับเหล็กโครงสรางแบบทอเหลี่ยม (RHS) จะทําการขึ้นรูปมาจากเหล็กโครงสรางแบบทอ
กลม (CHS) และรีดข้ึนรปู ผานลูกกลิ้งใหมีหนาตัดแบบเหลี่ยมแสดงดังรูปท่ี 1.11 ซึ่งสามารถรีดข้ึนรูปได
ทั้งแบบรดี รอน (Hot roll) และแบบรดี เยน็ (Cold form)
รูปท่ี 1.10 Induction welding process รปู ท่ี 1.11 Manufacturing of rectangular hollow sections
(ที่มา: Wardenier, J. (2001)) (ท่มี า: Wardenier, J. (2001))
สาํ หรบั เหล็กโครงสรางประเภททอ สเี่ หล่ียมจัตุรัส (SHS) ขบวนการผลิตบางคร้ังจะใชเหล็กหนา
ตดั รูปตัว C (Channel section) นาํ มาพบั ตรงกลางเพอื่ ใหป ลายปกประกบกนั แลว เชอ่ื มตามแนวยาว
8
สาํ หรบั เหล็กโครงสรา งประเภททอกลม (CHS) ขนาดใหญ จะผลิตข้ึนดวยขบวนการที่เรียกวา U
– O press process แสดงตามรูปที่ 1.12 โดยจะนําแผนเหล็กเขาเคร่ืองข้ึนรูป หลังจากข้ึนรูปแผนเหล็กได
ขนาดตามตองการแลวก็จะเปนขบวนการเชื่อมตามแนวยาวของแผนเหล็ก ที่เรียกวา Submerged arc
welding
รปู ท่ี 1.12 Forming of large CHS
(ทีม่ า: Wardenier, J. (2001))
ขบวนการผลิตแบบอ่ืนๆ เชน เหล็กโครงสรางประเภททอกลมขนาดใหญ จะใชแผนเหล็กท่ีมี
ความยาวตอ เนือ่ งและมคี วามกวางพอดกี ับการมวนหนาตัดเพื่อปอนเขาเคร่ืองขึ้นรูปแบบตอเนื่อง ลูกกล้ิง
จะมวนแผน เหล็กในลักษณะเปน เกลียวตอเน่ืองกันไปเร่ือย ๆ ตามรูปที่ 1.13 จากน้ันบริเวณขอบของแผน
เหลก็ จะถกู เชอื่ มติดกันดว ยวธิ ีการเชื่อมแบบ Submerged arc welding โดยเรียกทอเหล็กจากขบวนการขึ้น
รปู แผน เหลก็ แบบนวี้ า ทอเหล็กขน้ึ รปู ดวยการเช่ือมแบบเกลยี ว
รปู ท่ี 1.13 Spirally welded CHS
(ท่ีมา: Wardenier, J. (2001))
9
1.2 คณุ สมบตั ิของเหล็กโครงสรา งประเภททอ
1.2.1 คุณสมบตั ิเชงิ กล
เหล็กโครงสรางประเภททอจะผลิตขึ้นจากวัสดุเหล็กแบบเดียวกับเหล็กโครงสรางท่ัวไป ดังนั้น
จึงมคี ณุ สมบตั เิ ชิงกลไมแ ตกตางจากเหลก็ โครงสรางท่ัวไป ตารางท่ี 1.1a และ 1.1b แสดงคุณสมบัติเชิงกล
ของเหล็กโครงสรางประเภททอแบบรีดรอนและแบบขึ้นรูปเย็น ตามมาตรฐานยุโรป EN 10210 – 1 และ
EN 10219-1 ตามลําดับ ซ่ึงเปนเหล็กชนิดท่ีไมมีอัลลอยผสมอยู (Non alloy) นอกจากน้ี ตาราง 1.2a และ
1.2b แสดงคณุ สมบตั ิเชิงกลของเหล็กโครงสรางประเภททอซ่ึงเปนเหล็กชนิดที่ไมมีอัลลอยผสมอยู (Non
alloy) และเปนเหล็กเนื้อละเอียด (Fine grain) ท้ังแบบรีดรอนและแบบข้ึนรูปเย็นตามลําดับ สําหรับเหล็ก
โครงสรางประเภททอใชในกรณีพิเศษ เชน เหล็กทอที่มีกําลังท่ีจุดคราก f y มากกวา 690 N/mm2 ขึ้นไป
หรือเหลก็ ประเภททอ ทีท่ นตอการกัดกรอ นสามารถผลิตไดโ ดยการเปลยี่ นหรือเพ่มิ สว นประกอบทางเคมี
ตารางท่ี 1.1a คุณสมบัติของเหลก็ โครงสรา งประเภททอ ตามมาตรฐาน Eurocode
(EN 10210-1 Hot Finished Structural Hollow Sections Non-Alloy Steel Properties)
Minimum yield strength Minimum tensile Min. elong.% Charpy
strength on gauge impact
N/mm 2 strength
N/mm 2 Lo = 5.65 S0 (10×10 mm)
Steel
Designation t ≤ 40 mm*
t ≤ 16 16 < t ≤ 40 40 < t ≤ 65 t<3 3 ≤ t ≤ 65 Long. Trans. Temp. J
mm mm
mm mm mm
Dc
S235JRH 235 225 215 360 -510 340 - 470 26 24 20 27
S275J0H 27
S275J2H 275 265 255 430 -580 410 - 560 `22 20 0 27
S355J0H 27
S355J2H - 20 27
355 345 335 510 -680 490 - 630 22 20 0
- 20
*สําหรับเหลก็ ประเภททอทีม่ ีความหนามากกวา 40 mm คา ตามตารางจะมคี าลดลง
10
ตารางท่ี 1.1b คุณสมบตั ิของเหล็กโครงสรา งประเภททอตามมาตรฐาน Eurocode
(EN 10219-1 Cold Formed Welded Structural Hollow Sections Non-Alloy Steel-Steel Property
different from EN 10210-1)
Steel designation Min. longitudinal elongation, %
all thickness, tmax = 40 mm
S235JRH
S275J0H 24
S275J2H
S355J0H 20
S355J2H
20
ตารางที่ 1.2a คุณสมบตั ิของเหล็กโครงสรา งประเภททอ ตามมาตรฐาน Eurocode
(EN 10210-2 Hot Finished Structural Hollow Sections- Fine Grain Steel Properties)
Steel Minimum yield strength Minimum tensile Min.elong.% Charpy
designation strength on gauge impact
N/mm2 strength
N/mm2 Lo = 5.65 S0 (10×10 mm)
t ≤ 65 mm*
t ≤ 16 16 < t ≤ 40 40 < t ≤ 65 t ≤ 65 Long. Trans Temp. J
mm
mm mm mm . Dc 40
370 – 540 24 22 -20 27
S275NH 275 265 255
S275NLH -50
S355NH 355 345 335 470 - 630 22 20 -20 40
S355NLH -50 27
สาํ หรบั หนา ตัดทมี่ ีคา ≤ 60× 60 mm และเทียบเทา กบั หนา ตดั กลม และหนา ตดั ส่ีเหล่ียม
11
ตารางที่ 1.2b คุณสมบัตขิ องเหลก็ โครงสรา งประเภททอตามมาตรฐาน Eurocode
(EN 10219-1 Cold Formed Welded Structural Hollow Sections Fine Grain Steel-Steel Property
different from EN 10210-1)
Steel designation Feed stock condition* M
Min. tensile strength Min. longitudinal elongation
S275MH 360-510 24
S275MLH
S355MH 450-610 22
S355MLH
S460MH 530-720 17
S460MLH
M: refer to thermal mechanical rolled steels
* : เปอรเซนตก ารยดื ตวั บนเคร่ืองมือวดั Lo = 5.65 S0
สาํ หรบั หนาตดั ทม่ี คี า ≤ 60× 60 mm และเทยี บเทากบั หนา ตัดกลม และหนา ตัดส่เี หล่ยี ม
การยืดตวั เทากับ 17% สําหรบั เหลก็ ทกุ เกรด และความหนาของหนาตดั
สําหรับในประเทศไทยนั้น คุณสมบัติของเหล็กโครงสรางประเภททอท่ีผลิตขายในทองตลาด
อางอิงจากหลายมาตรฐาน ไดแก ASTM BS TIS JIS เปนตน ตารางท่ี 1.3 และ 1.4 แสดงคุณสมบัติของ
เหล็กโครงสรางประเภททอตามมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย TIS 107 และ คุณสมบตั ิของเหล็กโครงสราง
ประเภททอตามมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุน JIS G3444 JIS G3466 ตามลําดับ ซึ่งมักนิยมใชในประเทศ
ไทย
ตารางที่ 1.3 คณุ สมบตั ิของเหลก็ โครงสรา งประเภททอตามมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย TIS 107
Material of grade Chemical composition (%) Mechanical properties
C Si Mn P S
HS 41 Yield Tensile Elongation
HS 50
HS 51 strength strength (%)
Max Max Max Max Max N/mm2. N/mm2.
0.28 - - 0.048 0.048 235 402 23
0.21 0.57 1.53 0.048 0.048 314 490 23
0.33 0.37 0.33-1.03 0.048 0.048 353 500 15
12
ตารางที่ 1.4 คุณสมบตั ขิ องเหล็กโครงสรางประเภททอตามมาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุน JIS G3444,
JIS G3466
Material of grade Chemical composition (%) Mechanical properties
STK 400 C Si Mn P S Yield Tensile Elongation
STK 490
strength strength %
Max Max Max Max Max N/mm2. N/mm2.
0.25 - - 0.040 0.040
0.18 0.55 1.50 0.040 0.040 235 400 23
315 490 23
โดยทั่วไปแลวการออกแบบโครงสรางโดยใชเหล็กประเภททอน้ันจะขึ้นอยูกับกําลังท่ีจุดคราก
ของเหล็ก การเสียรูปหรือการวิบัติขององคอาคารจะเกิดขึ้นเนื่องจากน้ําหนักบรรทุกท่ีกระทํากับ
โครงสรางมีคาเกินกวากําลังท่ีจุดครากของเหล็กจะตานทานได ในโครงสรางแบบ Statically
indeterminate structure ภายหลังจากเกิดการครากจะทําใหน้ําหนักบรรทุกเกิดการกระจายตัวใหมทั้ง
โครงสราง ดังน้ันความสามารถในการตานทานการเสียรูป (Deformation capacity) และความสามารถใน
การตา นทานการหมุน (Rotation capacity) จะตองนํามาพิจารณารวมดวย ยกตัวอยางเชน องคอาคารท่ีรับ
แรงดงึ ซึ่งทาํ มาจากเหลก็ ท่ีมคี วามเหนยี ว (Ductile steel) อาจเกิดการวิบัติแบบฉีกขาด (Fracture) ข้ึนไดใน
บริเวณท่ีมีการเจาะรูและความเคนเฉพาะที่สูงๆ การวิบัติจะเปนลักษณะฉีกขาดแบบฉับพลันกอนที่หนา
ตดั ท้งั หมดจะเกิดการคราก (Ductile failure) ดงั นัน้ อตั ราสวนของกําลังรับแรงดึงประลัย (Ultimate tensile
strength) ตอกําลังรับแรงดึงท่ีจุดคราก (Yield tensile strength) จึงมีความสําคัญตอโครงสรางที่มีหนวย
แรงกระจายไมสม่ําเสมอ (Non – uniform stress distribution) โดยเฉพาะอยางย่ิงท่ีบริเวณจุดตอของ
โครงสรางเหล็กประเภททอ ตามมาตรฐาน Eurocode 3 จึงระบุอัตราสวนขั้นตํ่าของกําลังดึงประลัยตอ
กําลงั ดึงทจี่ ุดคราก ดงั นี้
fu ≥ 1.2 (1.1)
fy
ในกรณีรับแรงกระแทกหรอื ความสามารถตา นทานตอการฉีกขาดนัน้ อาจจะตองพิจารณาผลของ
การทดสอบแบบกระแทก (Charpy test) รวมดวย ตามมาตรฐาน Eurocode 3 ระบุเกณฑคาดัชนีความ
เหนียวในการทดสอบแบบกระแทกดังแสดงในตารางที่ 1.1a และ1.2a นอกจากน้ันแลว การพิจารณา
ความเหนียวที่เกี่ยวของกับรอยแตก (Crack) บนผิวเหล็ก อาจตองพิจารณาคาการเคล่ือนท่ีของปากรอย
13
แตก (Crack Tip Opening Displacement, CTOD) ซ่ึงจะเก่ียวของโดยตรงกับปญหารอยแตกราวบน
โครงสรางภายใตความลาและพบบอยในโครงสรางท่ีรับแรงหรือหนวยแรงกระทําแบบซ้ํา ๆ และมีผล
ของความลา รว มดว ย เชน หมอความดัน โครงสรางในทะเลและชายฝง
1.2.2 ขนาดและคาคลาดเคลอ่ื นของเหล็กโครงสรา งประเภททอ
ตามมาตรฐานสากล ขนาดและคุณสมบัติของหนาตัดของเหล็กโครงสรางประเภททอท่ีผลิตข้ึน
จะอางอิงตามตามมาตรฐาน ISO 657 – 14 สําหรับเหล็กรีดรอน และ ISO 4019 สําหรับเหล็กข้ึนรูปเย็น
ซึ่งในแตละประเทศอาจใชเหล็กที่มีมาตรฐานแตกตางกันไป ทําใหมีความแตกตางกันในเร่ืองของขนาด
เหล็กประเภททอ สําหรับในทวีปยโุ รป จะอางอิงเหล็กอยู 2 ประเภท ดังน้ีคือ EN 10210 – 2 สําหรับเหล็ก
โครงสรางประเภททอแบบรดี รอ น และ EN 10219 – 2 สําหรับเหล็กโครงสรา งประเภททอแบบขึ้นรูปเย็น
ตามตาราง 1.5a และ 1.5b ตามลาํ ดับ
ตารางที่ 1.5a ขนาดและคา คลาดเคล่ือนของเหล็กโครงสรางประเภททอแบบรีดรอน
(EN 10210-2 Hot Finished Structural Hollow Sections – Tolerance)
Section type Square/rectangular Circular
Outside dimension the greater of ± 0.5 mm and ±1% but not more than 10 mm
Thickness Welded - 10%
Seamless
- 10% and – 12.5% at max. 25% cross section
Mass Welded ± 6% on individual lengths
Seamless
- 6% ; + 8%
Straightness 0.2% of the total length
Length (exact) + 10 mm, -0 mm, but only for exact lengths of 2000 to 6000 mm
Out of roundness 2% for d/t ≤100
Squareness of sides 900 ,±10 -
Corner radii Outside 3.0 t max.
Concavity/convexity ±1% of the side -
Twist 2 mm + 0.5 mm/m -
14
ตารางท่ี 1.5b ขนาดและคาคลาดเคลื่อนของเหล็กโครงสรางประเภททอแบบขึ้นรูปเย็น
(EN 10219-2 Cold Formed welded Structural Hollow Sections –Tolerance)
Section type Square/rectangular Circular
Outside dimension b < 100 mm: the greater of ± 0.5 mm and ± 1% ±1%, min. ± 0.5 mm
100 mm ≤ h, b ≤ 200 mm: ± 0.8%, max. ± 10 mm
b > 200 mm: ± 0.6%
Concavity/convexity max. 0.8% with min. of 0.5 mm -
Outside corner radii t ≤ 6 mm 1.6 to 2.4t -
6 mm < t ≤ 10 mm 2.0 to 3.0t
For d ≤ 406.4 mm, For d > 406.4 mm,
t>10 mm 2.4 to 3.6t t ≤ 5 mm: ± 1.0% ± 10%, max. 2 mm
t > 5 mm: ± 0.5 mm
Thickness Welded t ≤ 5 mm: ±1.0%
t > 5 mm: ± 0.5 mm ± 6%
0.20% of the total length
Mass ± 6%
Straightness 0.15% of the total length
หนาตัดเหล็กโครงสรางประเภททอกลม ทอสี่เหล่ียมผืนผา และส่ีเหลี่ยมจัตุรัส เปนรูปรางหนา
ตัดท่ีนิยมใชกันอยางแพรหลาย สําหรับรูปรางหนาตัดประเภทอื่นจะพบไดนอยมาก เชน หนาตัด
สามเหลี่ยม หนาตัดหกเหล่ียม หนาตัดแปดเหลี่ยม หนาตัดวงรี เปนตน ในหนังสือพฤติกรรมและการ
ออกแบบโครงสรางเหล็กประเภททอน้ี จะอางอิงหนาตัดเหล็กโครงสรางประเภททอตามมาตรฐาน JIS
และ TIS ซ่ึงนิยมใชกันแพรหลายในประเทศไทยดังแสดงไวในภาคผนวก ก สวนวิธีการออกแบบน้ันจะ
อางองิ ตามมาตรฐานของ CIDECT และ Eurocode 3
15
1.2.3 คณุ สมบตั ิการรบั แรงในดา นวศิ วกรรม
1.2.3.1 แรงดงึ (Tension)
ในการออกแบบรับแรงดึงขององคอาคาร แรงดึงท่ีสามารถรับไดคือ Nt,Rd จะข้ึนอยูกับ
พ้ืนท่ีหนา ตดั และกาํ ลงั ที่จดุ ครากของเหล็กเปนหลัก รูปรา งหนา ตัดของทอเหล็กจะไมมีผลตอกําลังรับแรง
ดึงมากนัก สําหรับโครงสรางประเภททอน้ันจะไมมีขอไดเปรียบเสียเปรียบในดานกําลังรับแรงดึงเม่ือ
เปรียบเทียบกับหนาตัดเหล็กประเภทอ่ืนๆ การวิบัติขององคอาคารจะเกิดในลักษณะเสียรูปหรือหนาตัด
คราก (Yielding) ซึง่ สามารถคาํ นวณไดด ังสมการของการออกแบบองคอ าคารรบั แรงดงึ ตอไปน้ี
N t.Rd = A⋅fy (1.2)
γM
เม่อื Nt.Rd = แรงดงึ ในองคอ าคาร
A =
เน้ือทหี่ นา ตัดขององคอ าคาร
fy = หนว ยแรงคราก
γM = คา สมั ประสิทธิค์ วามปลอดภัย (Partial safety factor)
ในกรณที ่อี งคอ าคารเช่ือมตอกันโดยใชสลักเกลียว (Bolt) ซ่ึงจําเปนตองเจาะรูทําใหพ้ืนที่หนาตัด
ขององคอ าคารลดลง การคํานวณจําเปนตองคาํ นวณเน้ือที่หนาตัดสุทธิขององคอาคาร ( Anet ) ณ ตําแหนง
ของรูเจาะ การวบิ ตั ิขององคอาคารอาจเกิดในลักษณะฉีกขาด (Fracture) โดยสามารถคํานวณกําลังรับแรง
ดงึ ไดดงั น้ี
N t.Rd = Anet ⋅ fu ⋅ 0.9 (1.3)
γM
เม่อื Nt.Rd = แรงดึงในองคอ าคาร
=Anet เน้ือทห่ี นา ตดั สทุ ธขิ ององคอาคาร
fu = หนว ยแรงประลยั
γM = คา สมั ประสทิ ธิ์ความปลอดภัย (Partial safety factor)
สําหรับตัวคูณลด 0.9 อาจจะมีความแตกตางกันในแตละประเทศ ทั้งน้ีขึ้นอยูกับคาสัมประสิทธ์ิ
ความปลอดภัย γM ในการออกแบบโครงสรางในพื้นที่เสี่ยงตอการเกิดแผนดินไหว ความเหนียว
16
(ductile) ของโครงสรางจะตองพิจารณาเปนพิเศษ นอกจากน้ันแลวกําลังตานทานของการวิบัติของ
โ ค ร ง ส ร า ง แ บ บ ป ร ะ ลั ย ห รื อ ฉี ก ข า ด จ ะ ต อ ง มี ค า ม า ก ก ว า แ บ บ พ ล า ส ติ ก ห รื อ ค ร า ก ข อ ง ห น า ตั ด
0.9Anet ⋅ fu > A ⋅ f y น่ันคือ เมื่อเกดิ การวิบัติโครงสรางจะเกิดการวิบัติแบบพลาสติกกอน ซ่ึงการวิบัติ
แบบพลาสติกน้ันจะเปนการวิบัติแบบเหนียว เปรียบเทียบกับการวิบัติแบบฉีกขาดโครงสรางจะใหความ
เหนยี วที่นอยกวาและโครงสรางอาจวิบัตแิ บบฉบั พลัน
1.2.3.2 แรงอัด (Compression)
สําหรบั องคอาคารรับแรงอัด นํ้าหนักบรรทุกวิกฤตของการเกิดการโกงเดาะ(Buckling) จะขึ้นอยู
กับคาความชะลูด (Slenderness, λ ) และรูปรางของหนาตัดขององคอาคาร คาความชะลูดคํานวณไดจาก
อัตราสว นความยาวทมี่ ผี ลตอการโกงเดาะและรศั มไี จเรชน่ั
λ = A (1.4)
r
เม่อื A = ความยาวองคอาคาร
r = รศั มไี จเรชั่น
โดยปรกติแลว คา รัศมไี จเรชั่นของเหล็กโครงสรา งประเภททอจะมคี ามากกวาเหล็กหนาตัดปรกติ
หรือหนาตัดเปดทั่วไป กลาวคือเม่ือเปรียบเทียบหนาตัดที่มีนํ้าหนักตอความยาวที่เทากัน คารัศมีไจเรชั่น
ของเหล็กโครงสรางประเภททอจะมีคามากกวาเหล็กหนาตัดปรกติหรือหนาตัดเปดทั่วไป ทําใหมี
เสถยี รภาพตานทานการโกง เดาะดีย่ิงขึ้น
ปจจัยของการเกิดการโกงเดาะนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ ไดแก การเย้ืองศูนยขององคอาคาร
ความตรงขององคอาคาร หนวยแรงคงคางในองคอาคาร ความไมสมํ่าเสมอของเน้ือเหล็ก และ
ความสมั พันธร ะหวา ง หนวยแรง – ความเครียดของเหล็ก
จากการศึกษาและวิจัยของหนวยงานดานการกอสรางเหล็กของทวีปยุโรป และ CIDECT ได
เสนอกราฟการออกแบบองคอาคารเหล็กรับแรงอัดของเหล็กโครงสรางประเภททอโดยพิจารณาถึง
พฤติกรรมการโกงเดาะ European buckling curves ดังแสดงในรปู ท่ี 1.14 และ ตารางที่ 1.6 ซ่ึงเปนไปตาม
มาตรฐาน Eurocode 3
17
รูปท่ี 1.14 กราฟออกแบบองคอาคารเหลก็ รับแรงอัดพิจารณาการโกง เดาะ
(European buckling curves)
ตารางท่ี 1.6 มาตรฐาน Eurocode (European buckling curves according to manufacturing
processes)
Cross section Manufacturing Buckling
process curves
Hot finished ao
a
z fy ≥ 420 N/mm2 b
c
rt
y y h Hot finished
tz
bz
yy
Cold formed
( )z
d
a fyb∗used
Cold formed
( )fyb∗used
∗ fyb = yield strength of the basic material
∗ ∗ fya = yield strength of the material after cold forming
18
จากรูปที่ 1.14 ตัวคูณลดคา (χ ) คือ อัตราสวนระหวางกําลังรับแรงอัดในกรณีที่วิบัติแบบโกง
เดาะหารดว ยกําลงั รับแรงอัดในกรณีทว่ี ิบัตแิ บบพลาสตกิ ดงั นี้
χ = N b.Rd = f b,Rd (1.5)
N PA,Rd f yd
เมอ่ื
f b,Rd = N b,Rd (หนว ยแรงใชอ อกแบบและพจิ ารณาการโกง เดาะ) (1.6)
A (1.7)
f yd = fy
γM
และอตั ราสว นของความชะลูด λ สามารถหาไดโ ดย
λ= λ (1.8)
λE
เมอ่ื λE = π E (Euler slenderness) (1.9)
fy
กราฟการโกงเดาะ(รูปที่ 1.14) จะจําแนกตามลักษณะของวิธีการผลิตเหล็กและหนวยแรงคราก
ซ่ึงกําลังการรับแรงอัดจะมีความแตกตางกันไปดังแสดงไวในตารางที่ 1.6 โดยทั่วไปเหล็กหนาตัดแบบ
เปดจะมีกราฟการโกง เดาะทมี่ คี าต่ํากวา ระดับ b และ c ซึ่งแสดงใหเหน็ วา การใชเ หลก็ โครงสรางประเภท
ทอแบบรีดรอ น จะสามารถชวยใหประหยัดปริมาณวัสดุไดมากกวาการใชเหล็กหนาตัดแบบเปดทั่วไปใน
กรณีพิจารณาถึงการโกงเดาะ
นอกจากการพิจารณาถึงพฤติกรรมการเกิดการโกงเดาะขององคอาคาร (Global buckling) ใน
ภาพรวมแลว การโกงเดาะเฉพาะที่หรือเฉพาะแหง (Local buckling) ของเหล็กประเภททออาจจําเปน
จะตองพิจารณารวมดวย ปจจัยที่สงผลกับการโกงเดาะเฉพาะท่ีไดแก อัตราสวนความกวางตอความหนา
ทอ b/t หรือ ขนาดเสน ผานศูนยกลางตอความหนาทอ d/t อยางไรก็ตาม มาตรฐาน Eurocode 3 ไดกําหนด
อัตราสวน d/t หรือ b/t ไวดังแสดงในตารางท่ี 1.7 เพ่ือปองกันการเกิดการโกงเดาะเฉพาะท่ี ในกรณีท่ีทอ
เหล็กเปนแบบผนังบาง (Thin walled section) จะตองพิจารณาการโกงเดาะทั้งองคอาคารในภาพรวมและ
การโกงเดาะเฉพาะทรี่ วมกนั
จากคุณสมบัติเฉพาะตัวของหนาตัดของเหล็กโครงสรางประเภททอที่มีคารัศมีไจเรช่ันสูงกวา
เหล็กหนาตัดเปดท่ัวไปซ่ึงสามารถตานทานการโกงเดาะไดดี เหล็กโครงสรางประเภททอจึงมีขอ
ไดเปรียบในการนํามาใชทําโครงสรางคานแบบถัก (Lattice girder) เพราะมีคาสติฟเนสของการบิดและ
19
การดัดท่ีสูงชวยใหลดความยาวประสิทธิผล (Buckling length) ท่ีมีผลตอการโกงเดาะขององคอาคารรับ
แรงอัด ดังตัวอยางโครงสรางแบบ Lattice girder ท่ีมีจุดตอแบบ k – gab joint ดังรูปที่ 1.15 มาตรฐาน
Eurocode 3 ไดแนะนําคาความยาวประสิทธิผลสําหรับการเกิดการโกงเดาะขององคอาคารเหล็ก
โครงสรางประเภททอรับแรงอัดใหมีคานอยกวาหรือเทากับ 0.75 A เปนตน (A คือ ความยาวขององค
อาคารระหวา งจดุ คํ้ายนั )
รูปที่ 1.15 การโกงเดาะขององคอ าคารรับแรงอัดของคานถกั
1.2.3.3 แรงดัด (Bending)
โดยท่ัวไปเหล็กหนา ตดั เปด รปู ตวั I และ H จะมีความประหยดั คุมคา มากกวาเหล็กประเภททอ ใน
กรณที ม่ี แี รงดดั กระทาํ กบั องคอาคารรอบแกนหลกั เนอ่ื งจากโมเมนตอินนิเชีย ( Imax ) รอบแกนหลักของ
เหล็กหนาตัดรูปตัว I และ H มีคามากกวาเหล็กประเภททอ ทําใหมีความสามารถในการตานทานรับแรง
ดัดมากกวาเหล็กประเภททอ ในทางกลับกัน หนวยแรงท่ีใชออกแบบ (Design stress) ของเหล็กหนาตัด
เปดท่ัวไปจะลดลงอยางมากเน่ืองจากการโกงเดาะทางดานขาง (Lateral buckling) ซึ่งเหล็กโครงสราง
ประเภททอจะมีขอไดเปรียบในการตานทานการโกงเดาะทางดานขางไดดีกวา โดยเฉพาะอยางย่ิงเหล็ก
โครงสรางประเภททอกลมจะไมมีปญหาในการเกิดการโกงเดาะทางดานขาง สวนเหล็กโครงสราง
ประเภททอเหลี่ยมอาจมปี ญ หาบางในกรณที ี่สตฟิ เนสของแกนรองมีคานอยเมื่อเทียบกับแกนหลัก โดยจะ
พิจารณาอตั ราสว นความกวา งตอความลึกของหนาตัดเปนหลัก (b/h) นอกจากนั้นแลว กรณีท่ีเกิดโมเมนต
ดัดท่มี ขี นาดเทาๆ กันกระทําในแกนหลักและแกนรอง เหล็กโครงสรางประเภททอสามารถรับแรงดัดท้ัง
2 แกนไดดีกวาเม่ือเปรียบเทียบกับเหล็กหนาตัดทั่วไปที่สามารถรับแรงดัดไดดีเฉพาะแกนหลักของหนา
ตดั เทา น้ัน
20
รูปที่ 1.16 Moment-rotation curves
ในการออกแบบโครงสรา งเหลก็ ประเภททอ ทีใ่ ชรบั แรงดัดน้ัน สามารถออกแบบโดยใชหลักการ
ออกแบบพลาสติก (Plastic design) โดยจะตองไมใหเ กิดการโกงเดาะเฉพาะท่ี (Local buckling) บนผิวทอ
กอนถึงโมเมนตพลาสติกเชนเดียวกับเหล็กหนาตัดท่ัวไป พฤติกรรมการรับแรงดัดของเหล็กโครงสราง
ประเภททอสามารถพิจารณาจากกราฟความสัมพันธระหวาง โมเมนต – การหมุน ดังรูปที่ 1.16 จากรูป
จะเห็นวากราฟเสนท่ี 1 มีความสามารถรับโมเมนตดัดไดดีและมีคามากกวาคาโมเมนตพลาสติก MpA
เสนกราฟทเี่ หยยี ดราบยาวภายหลงั จากการรบั โมเมนตส งู สดุ แสดงใหเ หน็ ถึงเสถยี รภาพและความเหนียวท่ี
ดีเยี่ยม สวนกราฟเสนที่ 2 สามารถรับโมเมนตไดดีสูงกวาคาโมเมนตพลาสติก แตทวาเสนกราฟตกลง
อยางรวดเร็วภายหลังจุดโมเมนตสูงสุด ซึ่งแสดงใหเห็นถึงเสถียรภาพและความเหนียวที่ดอยกวา กราฟ
เสนท่ี 3 แสดงใหเห็นถึงกําลังการรับโมเมนตดัดซึ่งมีคานอยกวาโมเมนตพลาสติกแตมีคามากกวา
โมเมนตอิลาสติก M y กราฟเสนที่ 4 แสดงถึงกําลังการรับโมเมนตดัดซึ่งมีคานอยกวาโมเมนตอิลาสติก
และมคี วามเปน ไปไดว า โครงสรา งอาจวบิ ัติจากการโกง เดาะกอ นทห่ี นา ตดั จะเริ่มคราก ซึ่งแสดงใหเห็นถึง
เสถยี รภาพทต่ี าํ่
21
ตารางท่ี 1.7 อัตราสวนตามมาตรฐาน Eurocode
(b/t, h/t and d/t limit the cross section classes 1, 2 and 3 (for r0 =1.5t )
Class 1 2 3
cross load type considered fy 235 275 355 460 235 275 355 460 235 275 355 460
section element
( )N/mm2
RHS compression∗ compression 45 41.6 36.6 32.2 45 41.6 36.6 32.2 45 41.6 36.6 32.2
RHS bending compression
36 33.3 29.3 25.7 41 37.9 33.4 29.3 45 41.6 36.6 32.2
RHS bending1) bending
1) 1) 1) 1) 1) 1) 1) 1) 1) 1) 1) 1)
CHS compression 50 42.7 33.1 25.5 70.0 59.8 46.3 35.8 90.0 76.9 59.6 46
and/or
bending
∗ There is no difference between b/t and h/t limits for the classes 1,2 and 3, when the whole cross section is only under compressi
∗ Class 3 limits appear when whole section is in compression.
1) Recent research has shown that the Eurocode limits for the web slenderness should be reduced considerably,
e.g. for class 1 to : (h-2t-2ri ) ≤ 70 − 5( b-2t-2ri )
6t
t
ปจจัยที่มีผลตอพฤติกรรมการเกิด โมเมนต – การหมุน ดังท่ีไดอธิบายในชวงตนจะข้ึนอยูกับ
รูปแบบและมิติของหนาตัด ไดแก อัตราสวนขนาดเสนผานศูนยกลางตอความหนา (d/t) หรืออัตราสวน
ความกวางตอความหนา (b/t, h/t) และกําลังของวัสดุเปนหลัก โดยสามารถแยกเปนหมวดหมูไดดังแสดง
ในตารางที่ 1.7 โดยควบคมุ อตั ราสว นดงั กลาวซึ่งไดม าจากการทดลองดงั นี้
d ≤ c ⋅ 235 สําหรบั CHS (1.10)
t fy สําหรับ RHS (1.11)
b ≤ c ⋅ 235
t fy
22
เมือ่ f y มีหนวยเปน N/mm2 และคา คงท่ี c จะขึ้นอยูกับประเภทของหนาตัด และหนวยแรงคราก
ของวัสดุ สําหรับหนาตัดประเภท 1 และ 2 (กราฟเสนที่ 1 และ 2) หนาตัดสามารถรับโมเมนตไดจนถึง
โมเมนตพลาสติก ในขณะท่ีหนาตัดประเภท 3 และ 4 (กราฟเสนท่ี 3 และ 4) จะพิจารณาใหสามารถรับ
โมเมนตไดถึงระดับท่ีทําใหหนาตัดเกิดหนวยแรงกระจายยืดหยุน (Elastic stress distribution) ตามรูปที่
1.17
fy fy
Class Class Class
1 and 2 3 4
รูปที่ 1.17 การกระจายตวั ของหนวยแรง
นอกจากน้ีหนาตัดประเภท 1 และ 2 ยังมีความแตกตางกันสําหรับความตานทานการหมุน
(Rotation capacity) โดยหลังจากเกิดโมเมนตพลาสติก หนาตัดประเภท 1 จะยังรับโมเมนตพลาสติกได
ตอ ไป กลา วคือ ยังมีความตานทานการหมุน แตหนาตัดประเภท 2 เม่ือเกิดโมเมนตพลาสติกคาโมเมนตที่
เกิดขน้ึ กจ็ ะตกลงในทนั ทีทาํ ใหเ กดิ การกระจายตวั ของโมเมนตในโครงสรางไปในสวนอ่ืน ฉะนั้นสําหรับ
หนา ตดั ประเภท 2 3 และ 4 การวิเคราะหสามารถทําไดโดยพิจารณาใหมีพฤติกรรมแบบยืดหยุน (Elastic)
เฉพาะหนาตัดประเภท 1 ท่ีจะพิจารณาใหหนาตัดเกิดการกระจายตัวของโมเมนตเปนแบบพลาสติก
อยางไรก็ตาม การกระจายตัวของโมเมนตแบบยดื หยุนในหนา ตดั ประเภท 1 ก็สามารถทําไดเชนกัน ซ่ึงใน
บางประเทศก็ยงั ใชการกระจายตัวของโมเมนตเ ปน แบบยืดหยุน อยู
ยกตัวอยา งเชน คานที่มีการยึดปลายทัง้ สองขา งแบบยึดแนนและมีแรงกระจายกระทําตลอดความ
ยาวคาน (รูปที่ 1.18) สําหรับหนาตัดประเภท 2 3 และ 4 การกระจายตัวของโมเมนตตลอดความยาวคาน
จะใชทฤษฎียืดหยุน โดยโมเมนตท่ีปลายท้งั สองขางและที่กลางคานมีขนาดเทากับ ql2 /12 และ ql2 / 24
23
ตามลําดับ สําหรับหนาตัดประเภท 1 การวิเคราะหจะเปนไปตามทฤษฎีพลาสติก กลาวคือหลังจากเกิด
โมเมนตพ ลาสติกท่ีปลายคานท้ัง 2 ขาง (ql2 /16) คานยังมีความม่ันคงจนกระทั่งเกิดโมเมนตพลาสติกท่ี
กง่ึ กลางคาน (ql2 /16) และสญู เสยี เสถียรภาพโดยการเกิดจดุ หมุนพลาสติก (Plastic hinge) ทง้ั 3 บรเิ วณ
q
l M= ql2/12
M= ql2/24 Moment
M=ql2/16 distribution for
beams under
“elastic” loading
M=ql2/16
Moment
distribution for
beams of class 1
at the plastic limit
รปู ที่ 1.18 การกระจายตวั ของโมเมนตแบบอิลาสตกิ และพลาสติก
สําหรับหนาตัดประเภท 4 ซ่ึงจะเกิดการโกงเดาะเฉพาะท่ีกอนที่หนาตัดจะเริ่มคราก การคํานวณ
โมเมนตท่ีสามารถรับไดจะตองพิจารณาเนื้อที่หนาตัดประสิทธิผล (Effective cross sectional area) และ
กาํ ลังครากของวัสดุ
ในกรณีท่ีมีแรงเฉือนเกิดขึ้นรวมดวยแลวมีคาไมเกิน 50% ของความตานทานแรงเฉือนของหนา
ตัด VpA,Rd (ในหัวขอ 1.2.3.4) ผลกระทบจากแรงเฉือนจะไมนํามาพิจารณา ดังน้ันสามารถคํานวณหา
ความตา นทานโมเมนตดัดรอบแกนหลัก ไดดังน้ี
24
M c,Rd = WpA ⋅ fy สาํ หรบั หนา ตดั ประเภท 1 หรือ 2 (1.12)
γM (1.13)
(1.14)
M c,Rd = WeA ⋅ fy สําหรับ หนา ตดั ประเภท 3
γM
M c,Rd = Weff ⋅ fy สาํ หรบั หนา ตดั ประเภท 4
γM
เมอื่ Mc,Rd = ความตา นทานโมเมนต
=WpA โมดูลสั หนา ตดั พลาสตกิ
WeA = โมดลู ัสหนาตดั อิลาสตกิ
=Weff โมดูลัสหนา ตดั ประสทิ ธิผล
ในกรณีทม่ี ีแรงเฉือนเกินกวา 50% จะตองพจิ ารณาแรงเฉือนรว มดว ย
1.2.3.4 แรงเฉือน (Shear)
หนวยแรงเฉือนยดื หยนุ (Elastic shear stress) สามารถคาํ นวณหาไดจากสมการ
τ = VSd ⋅ S ≤ fy (1.15)
2⋅I⋅t 3
yz
z zy y
y bz
รปู ท่ี 1.19 การกระจายตัวของหนว ยแรงเฉือนยืดหยุน
รูป 1.19 แสดงใหเห็นถึงการกระจายตัวของหนวยแรงเฉือนยืดหยุน (Elastic shear stress
distribution) ความสามารถในการตา นทานแรงเฉือน สามารถคํานวณหาใหงายขึ้นได โดยใชพ้ืนฐานของ
การคาํ นวณออกแบบ แบบพลาสติก ตาม Huber – Henchy – Von mises ดังนี้
VpA,Rd = Av ⋅ fy ⋅1 25
3 γM
(1.16)
โดย Av = A ⋅ b h h สําหรับ RHS
+
หรอื Av = 2h ⋅ t ถา แรงเฉือน V กระทาํ ในแนว h
หรอื Av = 2 ⋅A สําหรับ CHS
π
1.2.3.5 แรงบิด (Torsion)
เหล็กโครงสรางประเภททอโดยเฉพาะเหล็กโครงสรางประเภททอกลม หนาตัดจะมี
ประสิทธิภาพมากในการตานทานโมเมนตบิดเมื่อเปรียบเทียบเหล็กหนาตัดเปดทั่วไปท่ีมวลใกลเคียงกัน
เนื่องจากหนาตัดเหล็กมีความตอเน่ืองกันเปนวงแหวนรอบจุดศูนยกลางของหนาตัด ดังแสดงในตารางท่ี
1.8 จะพบวา คาคงท่ขี องการบดิ มคี า ประมาณ 200 เทา ของเหลก็ หนาตัดเปดท่วั ไป
ตารางที่ 1.8 ความตานทานการบดิ
Section Mass Torsion constant
(kg/m) It (104 mm4 )
UPN 200 25.3
11.9
INP 200 26.2 13.5
HEB 120 26.7 13.8
HEA 140 24.7 8.1
140x140x6 24.9 1475
168.3x6 24.0 2017
การคาํ นวณหาความตา นทานโมเมนตบดิ สามารถคาํ นวณไดดังน้ี
M t,Rd = Wt ⋅ fy (1.17)
3 (1.18)
โดย Wt = 2I t ≅ π (d - t)2 ⋅ t สําหรบั CHS
d-t 2
26
เมื่อ It ≈ π (d - t )3 ⋅ t (1.19)
4
และ Wt = It สําหรับ RHS (1.20)
t + 2 Am
AA
เมื่อ It = t3 ⋅AA + 4A 2 ⋅ t (1.21)
3 m
AA
A A = 2(hm + bm ) − 2rm (4 − π ) (1.22)
A m = b m ⋅ h m − rm2 (4 − π ) (1.23)
สําหรับเหล็กโครงสรา งประเภททอเหล่ยี มที่มผี นังบาง สมการ 1.20 สามารถประมาณคาไดดงั น้ี
Wt = 2h m ⋅ bm ⋅ t (1.24)
หมายเหตุ: พจนแรกของสมการ 1.21 โดยปรกติจะใชคํานวณในเหล็กหนาตัดเปดทั่วไป แตจากผลการ
ทดสอบพบวาสมการ 1.21 ซ่ึงรวมท้ังสองพจนส ามารถใหผ ลลพั ธที่ใกลเคียงกับผลการทดสอบ
1.2.3.6 แรงดนั ภายใน (Internal pressure)
เหล็กโครงสรางประเภททอกลมจะมีความเหมาะสมในการตานทานแรงดันภายในที่เกิดขึ้น (p)
ดงั รปู ที่ 1.20 โดยความตา นทานแรงดันภายในตอหนว ยความยาวสามารถคาํ นวณไดด งั น้ี
p = f y ⋅ 2t ⋅ 1 (1.25)
d-2t γM
สําหรับงานท่ีใชเหล็กประเภททอในการขนสงของเหลวหรือกาซ คา γM อาจจะตองพิจารณาใหมีคา
มากกวาปกติ ท้ังนี้เปนผลมาจากความอันตรายของสารหรือของเหลวที่ใชในการขนสงจะกระทบตอ
ส่งิ แวดลอมหากมกี ารรัว่ ไหลหรอื เกดิ อบุ ัติเหตุ สําหรับการคาํ นวณแรงดนั ภายในเหล็กโครงสรางประเภท
ทอสี่เหลีย่ มจะมคี วามซบั ซอนมากซ่ึงตอ งอางองิ จากผลการศึกษาอื่นๆ เพิม่ เตมิ
t
t·fy d-2t t·fy
รูปที่ 1.20 แรงดันภายใน
27
1.3 โครงสรา งที่ใชเหลก็ ประเภททอ
การประยุกตใ ชเ หล็กประเภททอในงานกอสรา งสามารถพบเหน็ ไดทั่วไป เนื่องจากความโดดเดน
ในดานรูปรางที่เพรียว โคง ไมเปนเหล่ียมมุม แสดงใหเห็นถึงคุณลักษณะท่ีออนชอยและนํ้าหนักเบา
สําหรับการประยกุ ตใ นงานอาคาร โดยสวนใหญจะเปน งานเสาหรือคานขนาดใหญท่ีเปนโครงถัก หรือใช
ในงานโครงหลังคาขนาดใหญ Space truss (รูปท่ี 1.21) ซึ่งจะเนนรูปแบบทางดานสถาปตยกรรม
นอกจากนน้ั แลว เหล็กประเภททอ ยังถกู ใชในงานโครงสรา งพ้ืนฐานตางๆ เชน งานสะพาน งานทํากําแพง
กน้ั นา้ํ งานกอ สรา งบริเวณชายฝงทะเลเปนตน (รูปที่ 1.22 และ 1.23) คุณสมบัติอ่ืนท่ีโดดเดนไดแก การท่ี
มีหนา ตัดกลมสามารถลดแรงตานทานลมและคลืน่ นํ้าไดดี ทําใหไดเปรียบในดานการออกแบบและการที่
หนาตัดปดสนิทไมมีจุดอับหรือซอกสามารถปองกันการเกิดสนิมและเพ่ิมความทนทานตอสภาพ
ภมู ิอากาศไดดี
รปู ท่ี 1.21 โครงหลังคาขนาดใหญ รปู ที่ 1.22โครงสรา งชายฝง ทะเล
(ท่มี า: http://ktsadium.wordpress.com/) ทีม่ า: http://ocmarine .com/)
รูปท่ี 1.23โครงสรางกําแพงกั้นน้ํา
(ทมี่ า: Wardenier, J. (2001))
28
แบบฝกหัดทายบทท่ี 1
1.จงบอกขอดีของเหล็กโครงสรา งประเภททอ เปรยี บเทียบกับเหลก็ โครงสรา งทั่วไปอยางไร
2.ในเหล็กโครงสรางประเภททอที่มีผนังบางสามารถเกิดพฤติกรรมอะไรบางและมีแนวทางปองกัน
อยา งไร
3. เหตใุ ดจึงตอ งระบุอัตราสวนขั้นตํ่า fu /fy ของวัสดุเหล็กทใี่ ชผ ลิตเหล็กโครงสรา งประเภททอ
4. เหตุใดรูปรางหนาตัดของเหล็กโครงสรางประเภททอจึงไมมีขอไดเปรียบในเร่ืองของกําลังตานทาน
แรงดึงแตมขี อไดเปรียบอยา งมากในดานกาํ ลงั ตานทานแรงอดั
บทท่ี 2
พฤตกิ รรมทว่ั ไปของจุดตอ โครงสรา งเหลก็ ประเภททอ
2.1 โครงถักทท่ี ํามาจากเหล็กโครงสรา งประเภททอ
โครงถักที่ทํามาจากเหล็กโครงสรางประเภททอสามารถพบเห็นไดบอยคร้ังในงานโครงสราง
ตางๆ เชน โครงสรางหลังคา โครงสรางขนาดใหญท่ีมีชวงกวาง โครงสรางในโรงงานเปนตน ดังรูปท่ี
2.1 สําหรบั ชนิ้ สว นองคอ าคารในโครงถักสามารถแบงไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ องคอาคารหลักหรือ
ทอแกนหลัก (Chord member) และองคอาคารรองหรือทอแกนรอง (Brace member หรือ Diagonal
member) องคอาคารหลักจะมีขนาดหนาตัดท่ีใหญกวาและรับแรงไดมากกวาซึ่งจะอยูในแนวราบ
ประกอบไปดวย ทอแกนหลักดานบน (Upper chord) ซ่ึงรับแรงอัด และทอแกนหลักดานลาง (Lower
chord) ซึ่งรับแรงดึง สวนองคอาคารรองจะอยูระหวางองคอาคารหลักดานบนและดานลางซ่ึงจะรับท้ัง
แรงอดั และแรงดงึ ขึ้นอยูกบั ตําแหนง ของการเชอื่ มตอ
a. Waren truss c. Vierendeel truss
b. Pratt truss d. truss with cross braces
รปู ที่ 2.1 โครงถกั ในแตละแบบ
ในการออกแบบโครงถักท่ีใชเหล็กโครงสรางประเภททอในการกอสรางนั้น ผูออกแบบจะตอง
พยายามออกแบบใหโ ครงถักนัน้ มีจุดตอนอ ยที่สุดเทา ท่ีจะเปน ไปได จดุ ตอท่ีพบบอยสําหรับโครงถักท่ีใช
เหล็กโครงสรางประเภททอในงานกอสรางไดแก จุดตอแบบ T Y X K N และ KT เปนตน ดังรูปท่ี 2.2
และ 2.3
30 จุดตอรปู ตวั Y
จดุ ตอรปู ตวั K
จดุ ตอรูปตวั T
จดุ ตอรูปตัว X
จุดตอรปู ตวั N จดุ ตอรปู ตัว KT
รปู ท่ี 2.2 พารามเิ ตอรข องจุดตอประเภททอ กลม
31
จุดตอรปู ตัว T จุดตอรปู ตวั Y
จดุ ตอรปู ตวั X จุดตอรูปตวั K
จุดตอรูปตวั N จดุ ตอรูปตวั KT
รปู ที่ 2.3 พารามิเตอรข องจดุ ตอประเภททอ เหล่ยี ม
32
โดยท่ัวไปสิ่งท่ีผูออกแบบจะตองพิจารณาเปนอันดับแรกก็คือพฤติกรรมขององคอาคารชิ้นสวน
ตางๆ ในโครงถัก ซ่ึงจะพิจารณาถึงแรงท่ีกระทําในองคอาคารควบคูกับการออกแบบใหองคอาคาร
สามารถรบั แรงกระทาํ น้นั ๆได ในข้ันตอนถัดไปจะพิจารณาถึงความสามารถในการรับแรงของจุดตอ การ
พิจารณาออกแบบจุดตอนั้นจะยังไมไดลงถึงการออกแบบรายละเอียดของจุดตอ (Detail design) เพียงแต
จะพิจารณาพารามเิ ตอรตา งๆ ของจุดตอ ใหสามารถรับแรงตามทกี่ ําหนดได
พารามิเตอรของจุดตอที่สําคัญดังแสดงในรูปที่ 2.2 และ 2.3 ไดแก ขนาดของทอ (d, b, h) ความ
หนาของทอ (t) มุมเช่ือมตอระหวางทอแกนหลักและทอแกนรอง (θ ) ระยะชองวางระหวางทอแกนรอง
(g) พารามิเตอรตางๆ ของจุดตอจะตองพิจารณาใหมีความสัมพันธกัน กลาวคือ ตัวแปรเหลาน้ีจะตองมี
ความสมดุลกัน ในดานความแข็งแรงทางสถิตยศาสตร ความมีเสถียรภาพ ความประหยัดในการกอสราง
และการบํารุงรักษา ซึ่งในบางคร้ังตัวแปรท่ีกลาวมาขางตนอาจมีความขัดแยงกัน ผูออกแบบจึงตองเลือก
ใหมีความเหมาะสมทีส่ ดุ ท้ังทางดา นความคุมคา ความปลอดภัยและตรงตามวัตถุประสงคของการใชงาน
ในมาตรฐาน CIDECT และ Eurocode 3 ไดใหค าํ แนะนําในการออกแบบเบ้ืองตนไวดงั น้ี
1. สาํ หรบั การออกแบบโครงสรา งแบบโครงถกั (Lattice structure) ผอู อกแบบสามารถ
สมมติใหจุดตอเปนแบบจุดหมุน (Pin joint) โดยไมตองคํานึงถึงคาโมเมนตดัดอันดับสอง (Secondary
bending moment) ท่ีเกิดข้ึนจาก Stiffness ของจุดตอ ถึงแมวาจุดตอน้ันๆ มีความสามารถในการตานทาน
การหมุนเพียงพอตามทฤษฎีทางสถิตยศาสตร แตในทางปฏิบัติในงานกอสรางโครงถักจริงน้ัน อาจเกิด
การเย้ืองศูนยขององคอาคาร ที่จะทําใหจุดตอของโครงสรางไมเปนไปตามสมมุติฐานของจุดตอท่ีเปน
แบบจดุ หมุน
ดังนั้น Eurocode 3 จงึ กาํ หนดขอบเขตของจุดตัดของทอแกนรองซึ่งสามารถเย้ืองศูนยโดยวัดจาก
แนวแกนของทอแกนหลักดังรูปท่ี 2.4 ถาจุดตอมีการเย้ืองศูนยอยูภายใตขอกําหนดคือ –0.55 ≤ e/d0 ≤
0.25 หรือ –0.55 ≤ e/h0 ≤ 0.25 และเกิดแรงดึงภายในทอแกนหลัก โมเมนตที่เกิดขึ้นในจุดตอไม
จําเปนตองนํามาพิจารณา ในกรณีที่เกิดแรงอัดภายในทอแกนหลักอาจทําใหเกิดโมเมนตกระทําบนทอ
แกนหลักซ่ึงมีผลตอกําลังของจุดตอ ฉะนั้นจําเปนตองทําการตรวจสอบระยะเยื้องศูนยเพ่ือคํานวณหา
โมเมนตท เ่ี กดิ ข้ึน