33
gg
(ea=)0 e>0
(b)
e<0 e<0
(cค) (d)
รูปท่ี 2.4 ระยะเยอ้ื งศนู ยข องจุดตอ
ความสมั พันธของระยะเย้ืองศูนย e กับพารามิเตอรจดุ ตอสามารถคํานวณไดดงั นี้
e = ⎛ 2 d1 θ1 + 2 d2 θ2 + g ⎞ sin θ1 ⋅ sin θ2 − do สาํ หรบั จดุ ตอ ประเภททอกลม
⎜ sin sin ⎟ sin 2 สําหรับจดุ ตอประเภททอสี่เหล่ียม
⎝ ⎠ ( θ1 + θ2 )
e = ⎛ 2 h1 θ1 + 2 h2 θ2 + g ⎞ sin θ1 ⋅ sin θ2 − ho
⎜ sin sin ⎟ sin 2
⎝ ⎠ ( θ1 + θ2 )
2. จดุ ตอแบบมีชองวางระหวางทอแกนรอง (Gap joint) จะเปนจุดตอท่ีไดรับความนิยมมากกวา
จุดตอที่ไมมีชองวางหรือจุดตอแบบซอนทับกันของทอแกนรอง (Overlap joint) เนื่องจากการเตรียม
ชิน้ งานและการประกอบทาํ ไดงา ยกวา โดยเฉพาะการตัดปลายทอ ในทางกลับกันคุณสมบัติเดนของจุดตอ
แบบซอนทับคือ มีความแข็งแรงของจุดตอมากกวาจุดตอแบบมีชองวางโดยเฉพาะอยางย่ิงจุดตอแบบ
ซอ นทบั เต็มหนา (Fully overlap joint)
โดยปรกติแลวระยะของชองวางระหวางทอแกนรอง (g) จะวัดจากระยะบนผิวทอแกนหลัก
ระหวางทอแกนรองไมร วมระยะขารอยเชือ่ มดังรปู ที่ 2.5 ในการออกแบบจุดตอแบบมชี องวางที่ดีจะตองมี
คา g ≥ t1 + t2 จะทําใหรอยเชื่อมไมซอนทับกัน สําหรับจุดตอแบบซอนทับ จะตองมีเปอรเซ็นตของการ
34
ซอนทับของทอแกนรอง Ov ≥25% เพื่อท่ีแนใจไดวาระยะซอนทับของทอแกนรองมีขนาดกวางเพียงพอ
และสามารถสงถา ยแรงเฉอื นจากทอแกนรองดานหนง่ึ ไปยังอกี ดานหนง่ึ ได
g
gap g
e<0
definition gap q
p
difinition overlap
รูปที่ 2.5 จดุ ตอแบบมีชองวางและจุดตอแบบซอ นทบั
ความสัมพันธข องระยะชองวา ง g กบั พารามเิ ตอรจุดตอ สามารถคาํ นวณไดด ังน้ี
g = ⎛ e + do ⎞ sin (θ1 + θ2 ) − d1 θ1 − d2 θ2 สาํ หรับจุดตอประเภททอกลม
⎝⎜ 2 ⎟⎠ 2 sin 2 sin
sin θ1 ⋅sin θ2
g = ⎛ e + ho ⎞ sin (θ1 + θ2 ) − h1 θ1 − h2 θ2 สําหรบั จดุ ตอ ประเภททอสีเ่ หลี่ยม
⎝⎜ 2 ⎠⎟ 2 sin 2 sin
sin θ1 ⋅sin θ2
3. โครงสรางแบบ Lattice structures เชน โครงถัก ปริมาณวัสดุท่ีใชโดยนํ้าหนักประมาณ
50% ของท้ังหมดจะเปนของทอแกนหลักรับแรงอัด ประมาณ 30% จะเปนของทอแกนหลักรับแรงดึง
และอีกประมาณ 20% จะเปนของทอแกนรองยึดระหวางทอแกนหลัก ฉะน้ันเพ่ือเปนการประหยัด
ทอแกนหลักรับแรงอัดควรจะเปนชนิดผนังบาง (Thin wall section) เทาที่จะเปนไปได และเพ่ือปองกัน
การเกดิ สนมิ ในโครงถักควรเลอื กหนาตดั ท่มี ีพนื้ ที่ผิวดา นนอกใหนอยทีส่ ดุ เพ่อื ลดการทาสีปองกนั สนมิ
4. การเพิ่มความแข็งแรงของจุดตอ โดยการลดขนาดหนาตัดทอแกนหลักหรือลดอัตราสวน d/t
และเพ่ิมอตั ราสวน ความหนา to / ti สําหรับทอ แกนหลกั ท่ีรบั แรงอดั ควรจะพิจารณาความสมดุลระหวาง
ความแขง็ แรงของจุดตอและความตา นทานตอ การเกดิ การโกงเดาะ โดยใหมีความแข็งแรงที่สุดเทาที่จะทํา
ได ในสวนของทอแกนหลักรับแรงดึง ควรพิจารณาเลือกอัตราสวน d/t หรือ b/t ใหมีคานอยท่ีสุดเทาท่ี
จะเปนไปได
35
5. ในการพิจารณาประสิทธิภาพความแข็งแรงของจุดตอ ( ความแข็งแรงของจุดตอหารดวยแรง
กระทํา ณ จุดครากของทอแกนรอง Ai ⋅fyi ) จะเพิ่มขึ้นตามอัตราสวนความหนาทอแกนหลักตอทอแกน
รอง to / ti ซง่ึ ควรเลอื กใหม คี า มากที่สุดเทาทีจ่ ะเปนไปได โดยปกติควรมคี า มากกวา 2 เทา
6. ความแข็งแรงของจุดตอยังข้ึนอยูกับอัตราสวนของหนวยแรงที่จุดครากของทอแกนหลักตอ
ทอแกนรอง การใชเหล็กท่ีมีกําลังสูงขึ้นสําหรับทอแกนหลักอาจจะสามารถประหยัดตนทุนไดมากขึ้น
ท้งั นีจ้ ะตองพิจารณาถงึ ความเปนไปไดในทางปฏิบตั ดิ วย
2.2 พฤติกรรมแบบทว่ั ไปของจุดตอ
การที่จะเขาใจถึงพฤติกรรมของจุดตอเหล็กโครงสรางประเภททอน้ัน สิ่งสําคัญที่ควรจะมีความ
เขาใจในเบ้ืองตน ไดแก วิถีของแรงกระทําในจุดตอ ลักษณะการกระจายตัวของหนวยแรงตามความแข็ง
(Stiffness) ภายในหนา ตดั ของทอ เหล็ก และคณุ สมบตั ิของวสั ดุที่นาํ มาใชท าํ เหลก็ โครงสรางประเภททอ
2.2.1 วิถีของแรง (Load path)
วิถีของแรงกระทําในจุดตอจะบงบอกใหทราบถึงลักษณะการวิบัติวาจะเกิดขึ้นในบริเวณใดบาง
โดยวิถีของแรงหรือการถายแรงท่ีเกิดขึ้นจะถูกสงผานไปยังสวนตางๆ ยกตัวอยาง เชน จุดตอแผนเหล็ก
กับทอเหล็กแบบเหล่ียมดังรูปท่ี 2.6 เมื่อออกแรงดึงท่ีปลายทั้งสองขางของแผนเหล็ก แรงจะถูกสงถาย
ตามลาํ ดับดงั นี้
- แผน เหล็ก (Plate)
- รอยเชือ่ ม (Weld)
- บริเวณผนังดานบนของทอเหล็กแบบเหล่ียมที่เช่ือมตอกับแผนเหล็ก (โดยจะสงผานไป
ตามความหนาของทอ )
- บริเวณผนงั ดา นขางของทอ เหล็กแบบเหลี่ยม (ผนงั ดา นขาง)
2.2.2 การกระจายตัวของหนว ยแรงตามความแข็งภายในหนาตัด
การกระจายตัวของหนวยแรงตามความแข็งภายในหนาตัด สามารถคํานวณหาไดจากหนวยแรง
ยืดหยุนท่ีกระจายตลอดหนาตัดของเหล็กโครงสรางประเภททอ ดังตัวอยางรูปท่ี 2.6 จุดตอเปนการ
เชือ่ มตอ กนั ระหวางแผนเหลก็ กับทอเหล็กแบบเหล่ียม (RHS) เมื่อพจิ ารณาถงึ ความแข็งของแผนเหล็กและ
ความแข็งของผนังทอสามารถสรุปพฤตกิ รรมไดด งั น้ี
36
• ที่บริเวณสวนปลายของแผนเหล็กที่เช่ือมตอกับทอเหล็กแบบเหล่ียม ถามีแรงมากระทําตั้ง
ฉากตอหนวยความยาวของแผนเหล็ก q จะสามารถคํานวณหาการเสียรูปของแผนเหล็กได
จากคาความแขง็ (Stiffness) ของแผนเหลก็ ทเี่ กิดขึ้นตามแรงแนวแกนของแผนเหลก็
• ทบ่ี รเิ วณผนงั ของทอเหล็กแบบเหลยี่ ม (Hollow section face) สามารถแบง เปน 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 เม่ือแรงกระทํา q (ตอหนวยความยาว) เกิดขึ้นปริมาณนอยๆ จะทําใหเกิดการถาย
แรง q1ไปยังผนังดานขา งของทอ เหลก็ แบบเหลย่ี ม ดงั น้ันการเสียรูปของผนังดานขา งทอ เหล็กแบบเหลี่ยม
สามารถคํานวณหาไดจากคาความแข็ง (Stiffness) ของผนังดานขางทอเหล็กแบบเหล่ียมและหนวยแรง
กระทาํ ตามแนวแกน
กรณีที่ 2 เมื่อแรงกระทํา q2 (ตอหนวยความยาว) เกิดข้ึนบริเวณตรงกลางของผนังดานบน
ของทอ เหล็กแบบเหลย่ี ม ตามรูปที่ 2.6c ในกรณีนกี้ ารถายแรงจะสงผานจากผนังทอดานบนไปยังดานขาง
โดยโมเมนตดัด ดังนน้ั การเสียรปู ของทอเหล็กแบบเหลย่ี ม สามารถคาํ นวณหาไดจากคาความแข็งของการ
ดัด (Bending stiffness) ของผนังทอดานบน และ ความแข็งตามแนวแกน (Axial stiffness) ของผนังทอ
ดานขาง
b1 t1 b0
l1 t 0 h0
q1 q1
q2
q q1 q1 q2
(a) Plate (c) RHS section loaded
(b) RHS section loaded
At the side at the centre
รปู ท่ี 2.6 จดุ ตอแผนเหลก็ กับเหล็กทอ เหลยี่ ม (RHS)
37
q q1
q2
δ1 δ
รูปท่ี 2.7 กราฟความสัมพันธ แรงกระทาํ -การเสียรูป
เม่ือเปรียบเทียบ กรณีที่ 1 และ กรณีท่ี 2 ดังแสดงในรูปที่ 2.7 สามารถสรุปไดวา คาความแข็ง
(Stiffness) ของจุดตอ ในกรณีที่ 1 ที่มีแรง q1กระทํามีคามากกวากรณีที่ 2 ที่มีแรง q2 กระทํา เนื่องจาก
ผนังดานขางของทอเหล็กแบบเหลี่ยมมีความแข็งตามแนวแกนมากกวาผนังดานบนซึ่งเปนความแข็งดัด
หนว ยแรงยดื หยุนบนผนังทอเหล่ียม สามารถพิจารณาตามหนวยแรงท่ีเกิดบนแผนเหล็กได 2 กรณี ดังนี้
คือ
1. กรณหี นวยแรงกระจายเทา กนั ท้งั หนาตัดของแผนเหล็ก (Uniform stress)
ในกรณหี นวยแรงกระจายเทากันท่ัวทั้งหนาตัดของแผนเหล็กดังรูปท่ี 2.8a จะทําใหเกิดการเสีย
รูปท่ีแผนเหล็กสมํ่าเสมอตลอดทั้งหนาตัด แตการเสียรูปของทอเหล็กแบบเหลี่ยมจะเกิดขึ้นไมเทากัน
เนอ่ื งจากคา ความแข็ง (Stiffness) ณ บริเวณผนังทอสวนกลางและดานขางท่ีแตกตางกัน ในความเปนจริง
การเสียรูปของทั้งแผนเหล็กและทอเหล็กแบบเหลี่ยมจะตองเปนไปในทิศทางเดียวกัน(รูปที่ 2.8b
ดานขวา) ฉะน้ันหนวยแรงที่เกิดข้ึนบริเวณกึ่งกลางจะตองมีคาลดลงสวนหนวยแรงที่เกิดขึ้นบริเวณ
ดานขางจะมีคามากข้ึน ซ่ึงการกระจายตัวของหนวยแรงจะเปนไปตามคาความแข็งของทอเหล็กแบบ
เหลี่ยมโดยจะมีคา มากที่สุดบรเิ วณผนังดานขางทั้งสองดา น
stress deformation
+
Plate
+
RHS
รูปที่ 2.8a หนว ยแรง และ การเสียรปู
38
stress deformation
+
+ +
Plate +
-
+ +
RHS
-
รูปท่ี 2.8b Compatibility
12 1
รปู ท่ี 2.8c รปู แบบของหนว ยแรงทเ่ี กดิ ขึ้นในแผนเหลก็ (Plate)
2. กรณแี ผน เหล็กแข็งเกร็ง (rigid) ไมเ กิดการยืดหยนุ
ในกรณีที่แผนเหล็กแข็งเกร็งไมมีการยืดหยุน โดยสมมติใหแผนเหล็กเกิดการเสียรูปที่นอยมาก
(δ ) เทากันทั้งหนาตัด ดังน้ันแรงกระทํา q ที่กระทําบริเวณก่ึงกลางหนาตัดและบริเวณดานขางจะไม
เทากันเน่ืองจากบริเวณดานขางมีความแข็งมากกวาบริเวณกึ่งกลาง รูปแบบการเกิดของหนวยแรงท่ีแผน
เหล็กจะเปน ไปตามรูปที่ 2.8c ซ่ึงอาจจะไมมีการเปลย่ี นแปลงมากนกั เมอ่ื เทียบกบั กรณีแรก
จากการกระจายตวั ของหนวยแรงยืดหยุนท้ังสองกรณีจะพบวา การเปล่ียนแปลงของหนวยแรงที่
เกิดขึ้นท่ีไมสมํ่าเสมอนั้นจะเกิดจากคาความแข็งเปนสําคัญโดยเฉพาะคาอัตราสวน bo / to ของทอเหล็ก
แบบเหลย่ี ม ในกรณีท่ี bo / to มคี านอย การกระจายตัวของหนวยแรงจะมีคาสมํ่าเสมอ ในกรณีที่ bo / to
มีคามาก การกระจายตัวของหนวยแรงจะเปล่ียนแปลงมากซึ่งในบางกรณีหนวยแรงบริเวณก่ึงกลางทอ
อาจมเี ครือ่ งหมายตรงขามกบั หนวยแรงดานขา งของทอ
39
2.2.3 ผลกระทบจากคุณสมบัติของวสั ดุ (Effect of material properties)
จากรปู ที่ 2.9 แสดงกราฟความสัมพนั ธข องหนว ยแรง (σ)และความเครียด (ε )ของวัสดุ 2 ชนิดที่
มีคณุ สมบัตแิ ตกตา งกัน
รปู ท่ี 2.9 σ −ε diagram
เสน a เปนเหล็กทั่วไปที่มีคุณสมบัติการคราก ณ จุดคราก (f y ) และมีคุณสมบัติการเพ่ิมข้ึนของ
หนวยแรงหลงั จุดคราก (Strain hardening) และมีกาํ ลังประลยั (fu )
เสน b เปนวสั ดคุ ลา ยเหล็กหรอื เหล็กกาํ ลงั สงู มคี วามแข็งสงู เกิดการเสียรูปไดยาก วัสดุจะเกิดการ
วบิ ตั ิทันทีเมือ่ หนว ยแรงถงึ กาํ ลังประลัยของวสั ดุ fu และไมส ามารถสังเกตเหน็ พฤตกิ รรมการครากได
สมมุติวา เม่ือเกิดการวบิ ัตขิ องจุดตอ แผนเหลก็ เชอ่ื มตอกับทอเหล็กแบบเหลี่ยมโดยใชวัสดุชนิด a
เมื่อมีแรงกระทํากับแผนเหล็กจนวัสดุเกิดหนวยแรงที่จุดครากและเกิดพฤติกรรมการคราก เม่ือเพ่ิมแรง
กระทํามากข้ึนทําใหวัสดุเกิดการยืดตัวมากขึ้น แตหนวยแรงท่ีเกิดข้ึนยังคงเปนหนวยแรงที่จุดคราก (f y )
เม่ือพจิ ารณาการกระจายตัวของหนว ยแรงบนทอ เหล็กแบบเหลี่ยมดังรูปที่ 2.8c จะพบวาหนวยแรงบริเวณ
ดานทั้งสองจะเกิดการครากและแข็งตัวเพ่ิมขึ้นกอนบริเวณอ่ืนๆ จนกระท่ังถึงจุดประลัย fu ซึ่งอาจเริ่มมี
การแตกราวเกิดขึ้นทําใหเน้ือที่ในการรับแรงลดลง และในบริเวณอื่นๆ ก็จะเกิดพฤติกรรมเชนเดียวกัน
ตามมา การวิบัติของจุดตอดังกลาวสามารถเกิดการเสียรูปไดในระดับหนึ่งและมีความเหนียว ในทางตรง
ขาม ถาเลือกใชวัสดุชนิด b ในการทําจุดตอ การกระจายตัวของหนวยแรงยังคงมีลักษณะเดียวกับรูปท่ี
2.8c เม่ือหนวยแรงบริเวณดานท้ังสองถึงจุดสูงสุดจะเกิดการแตกราวทันทีและเกิดข้ึนในบริเวณอื่นดวย
เชน กนั โดยจะไมเกดิ การเสียรปู มากนัก นั่นคอื ความเหนยี วของจดุ ตอ จะอยูในระดบั ตํ่า
40
ซึ่งระดับในการเสียรูปจะมีผลอยางมากในกรณีของโครงถักที่จุดตอออกแบบโดยเชื่อมตอ
ระหวางทอแกนหลักและทอแกนรองที่แนนหนา ถาเลือกใชวัสดุท่ีไมมีความยืดหยุน (Deformation
capacity) ท่เี พยี งพอ จะทําใหจุดตออาจมีผลของ โมเมนตลําดับที่สอง (Secondary bending moment) รวม
ดว ยนอกจากแรงในแนวแกนของทอแกนรอง ซ่ึงโดยปรกติหากจุดตอมีความยืดหยุนตัวท่ีเพียงพอ แรงท่ี
เกิดขน้ึ ในจดุ ตอ สวนใหญจ ะเปนแรงในแนวแกนและมีผลของโมเมนตลําดบั ทส่ี องเพยี งเลก็ นอ ย
2.2.4 รปู แบบการวิบัติ (Failure mode)
รูปแบบการวิบัตสิ ามารถเกดิ ขึ้นไดในหลายลกั ษณะและหลายตําแหนง ท้ังน้ีข้ึนอยูกับวิถีของแรง
(Load path) การกระจายตัวของความแข็ง (Stiffness) ณ ตําแหนงตางๆ และพฤติกรรมของวัสดุที่ใชใน
การเชื่อมตอกันทําใหมีพฤติกรรมที่แตกตางกัน กําลังตานทานของจุดตอสามารถคํานวณไดโดยพิจารณา
กําลังตานทานที่ทําเกิดการวิบัติในรูปแบบตางๆที่สามารถเกิดข้ึนได รูปแบบที่ใหคากําลังต่ําท่ีสุดจะเปน
รูปแบบที่กาํ หนดกําลังตา นทานของจุดตอ
รูปแบบการวิบัติ ยกตัวอยาง เชน รูปแบบการวิบัติของจุดตอระหวางแผนเหล็กกับทอเหล็กแบบ
เหลย่ี ม (รปู ท่ี 2.6) สามารถเกิดข้นึ ไดด งั นี้
1. การวิบตั ทิ ่ีแผน เหล็ก (Plate)
รูปท่ี 2.10a แสดงการกระจายของหนวยแรงท่ีสามารถเกิดขึ้นได ในกรณีที่วัสดุเกิดการคราก
ขณะท่ีหนวยแรงดึงข้ึนถึงจุด fy และกรณีหนวยแรงดึงถึงจุดประลัย fu หนวยแรงการยืดตัวของวัสดุ
สูงสุดจะเกิดข้ึน ณ บริเวณดานขางของทอเหล่ียมกอน (บริเวณ1) โดยปจจัยท่ีมีผลตอการครากและวิบัติ
ดังกลาวคือ อัตราสวนความกวางตอความหนา bo /to ในกรณี bo /to มีคาตํ่าและวัสดุมีความเหนียว
เพียงพอแผนเหล็กจะสามารถข้ึนถึงจุดครากและวิบัติได แตโดยท่ัวไปแลวกรณีดังกลาวอาจเกิดข้ึนได
นอยมาก
_2_e _2_e
fu
fy
12 1
รปู ท่ี 2.10a รปู แบบการเกิดหนวยแรงแบบพลาสตกิ และเง่ือนไขของการวิบตั ิแบบประลัย
41
2. การวบิ ัติที่รอยเช่ือม (Weld)
ในกรณีที่ความแข็งแรงของรอยเชื่อมดังรูปท่ี 2.10b มีความแข็งแรงตํ่ากวาแผนเหล็ก รอยเชื่อมก็
สามารถเกดิ การวิบตั ไิ ด การเกิดการวิบัติจะสงผลถึงการเสียรูปแบบพลาสติกเฉพาะบริเวณรอยเชื่อม การ
เสียรูปในภาพรวมของจุดตอจะมีไมมากนัก ซ่ึงโดยปรกติการวิบัติของจุดตอที่ไมมีการเสียรูปเลยจะไม
อนุญาติใหทําการออกแบบ ฉะน้ันผูออกแบบจะตองออกแบบใหรอยเช่ือมมีความแข็งแรงมากกวาองค
อาคารทัง้ หมดในโครงสรา ง
รูปท่ี 2.10b การวิบัตขิ องรอยเชอ่ื ม รปู ที่ 2.10c การวิบัติแบบLamellar tearing
3. การวบิ ตั ิทีผ่ นังดา นบนของทอ แกนหลัก (Chord face)
เม่ือมแี รงกระทําที่ผนังดานบนของทอแกนหลักและสงผานไปยังผนังดานขางของทอเหล่ียม ใน
กรณีท่ีทอเหล่ียมมีความหนามาก การแตกราวแบบ Lamella tearing (ดังรูปท่ี 2.10c) สามารถเกิดข้ึนได
เนื่องมาจากสว นผสมของสารประกอบเจือปนอยใู นเหล็ก เชน ซัลเฟอร ดังนนั้ เพ่ือหลีกเล่ยี งไมใ หเกิด การ
วิบัติแบบ Lamellar tearing จึงตองควบคุมคุณภาพเหล็กตลอดทั้งหนาตัดความหนา ที่เรียกวา Through
Thickness Properties (TTP) ใหไดมาตรฐาน
นอกจากนน้ั แลว ในกรณีท่ีความกวา งของแผนเหล็กมีคานอยกวาความกวางของทอ b1< bo การ
วิบัติสามารถเกิดไดใน 2 ลักษณะไดแก การวิบัติแบบพลาสติกของผนังทอดานบนและการวิบัติแบบ
เฉือนทะลขุ องผนังทอดานบนบริเวณรอบรอยเช่ือม (รูปที่ 2.10d) ในกรณีที่ความกวางของแผนเหล็กมีคา
เทากบั ความกวา งของทอ b1 = bo แผน เหลก็ สามารถสง ผานแรงไปยังผนังทอดานขางซึ่งมีความแข็งแรง
มากกวาไดโดยตรง รูปแบบการวิบัติอาจเกิดไดในลักษณะท่ีเกิดการครากของผนังทอดานบนเมื่อผนัง
ทางดา นขา งครากและเสียรูปมาก
42
รปู ที่ 2.10d การวบิ ตั แิ บบเฉือนทะลุ (Punching shear)
4. การวิบัติทด่ี านขา งของทอแกนหลกั (Chord side wall)
จากวถิ ขี องแรงจะพบวา แรงท่ีเกดิ ขนึ้ จะถกู สง ผานจากแผนเหล็ก รอยเชื่อม ผนังทอดานบน ไปยัง
ผนังทอดานขาง ฉะน้ันความหนาของผนังทอดานขางยอมมีผลตอการวิบัติ เชน กรณีรับแรงดึงอาจเกิด
การวิบัตแิ บบผนังทอดานขางคราก ดงั แสดงในรูปที่ 2.10e แตสําหรับกรณีรับแรงอัดอาจเกิดการโกงเดาะ
เฉพาะที่ของผนังทอดา นขาง
chord cross section diaffpicroupltetrowmealdke t1
chord cross section 2.5 : 1 fy
fu
t0 elastic
plastic
ultimate
bw
รูปที่ 2.10e การวิบตั ิแบบผนังทอ ดานขา งคราก
2.3 เกณฑท ่ัวไปในการเกดิ การวบิ ัติ
โดยท่ัวไป ความแข็งแรงทางสถิตยศาสตรของจุดตอ (Static strength) จะพิจารณาเกณฑ
ดังตอไปนี้
- ความตา นทานแรงประลยั (Ultimate load resistance)
- ขอบเขตหรอื ระดบั ของการเสยี รูปได (Deformation limit)
43
- รอยแตกราวบนจุดตอ (Crack initiation ) โดยการสงั เกต
ความสามารถรับแรงประลัย (Ultimate load capacity) ของจุดตอจะนิยามจากคาแรงสูงสุดท่ีหา
ไดจากกราฟระหวา ง แรง – ระยะการเคลือ่ นท่ี ดังรปู ที่ 2.11
รปู ที่ 2.11 กราฟ แรง-ระยะการเคลอ่ื นท่ี
ขอบเขตหรือระดับของการเสียรูปได (Deformation limit) ของจุดตอจะนิยามจากคาแรงท่ีระยะ
การเคล่ือนที่ ณ ตาํ แหนงทก่ี ําหนดจากกราฟระหวาง แรง – ระยะการเคลอ่ื นที่ ดงั รปู ท่ี 2.11
ในการตรวจสอบการรับกาํ ลังของจุดตอจําเปนตองตรวจสอบใน 2 สถานะ ไดแก การตรวจสอบ
สถานะรับแรงสูงสุดและสถานะใชงาน สถาณะรับแรงสูงสุดจําเปนตองพิจารณาความสามารถรับแรง
ประลัยและระดับการเสียรูปไปพรอมกัน โดยขีดจํากัดการเกิดการเสียรูปจะตองมีคาไมเกิน 0.03do
หรอื 0.03bo (ดังรูปที่ 2.11) ซงึ่ ในบางกรณจี ุดตออาจเกิดการเสียรูปมาก ถึงแมวาถึงขีดจํากัดของการเสีย
รูปแลวจุดตอยังสามารถรับแรงไดเพ่ิมขึ้น ฉะน้ันความสามารถการรับแรงของจุดตอจะพิจารณาจาก
คาแรงทน่ี อยกวา ระหวา งแรงประลัยสูงท่สี ดุ และคา แรง ณ ขีดจํากดั ของการเสยี รปู
การตรวจสอบท่ีสถานะใชงาน (Serviceability) การเสียรูปที่สถานะใชงานจะตองมีคาไมเกิน
0.01do หรือ 0.01bo เพื่อหลีกเลยี่ งไมใหเกิดการเสยี รปู ท่ีมากเกนิ ไปและเกิดรอยแตกรา ว
2.4 รูปแบบการวิบัตทิ ่วั ไป
รปู แบบการวิบัติของจดุ ตอระหวา งแผน เหลก็ และทอ สีเ่ หลีย่ มดงั ทีอ่ ธิบายในหัวขอ 2.2.4 สามารถ
เกดิ ขึน้ ไดใ นหลายรูปแบบ สําหรับจดุ ตอ ระหวางทอเหลก็ ก็สามารถเกิดขนึ้ ไดหลายรูปแบบเชน เดยี วกัน
44 b.
a.
c. d.
e. f.
รปู ท่ี 2.12 รูปแบบการวบิ ัติ สําหรับจุดตอแบบตวั K ทีใ่ ชเหลก็ โครงสรา งประเภททอเหล่ยี ม
ดังรูปที่ 2.12 แสดงรูปแบบการวิบัติท่ีสามารถเกิดข้ึนไดสําหรับจุดตอแบบตัว K ท่ีเชื่อมตอทอ
แกนหลกั และทอแกนรองดว ยทอ เหล็กสี่เหล่ียม มีดงั นี้
a) การวบิ ัติแบบพลาสตกิ ที่ผิวทอดานบน (Plastification of the chord face)
b) การวิบัตแิ บบเฉือนทะลุทผี่ ิวทอ ดา นบน (Chord punching shear)
c) การวบิ ตั ขิ องทอแกนรอง (Brace failure)
d) การวบิ ัติแบบเฉอื นครากของทอแกนหลกั (Chord shear failure)
e) การวิบตั แิ บบโกงเดาะเฉพาะทข่ี องทอ แกนรอง (Local buckling of the compression brace)
f) การวิบตั ิแบบโกงเดาะเฉพาะท่ีของทอ แกนหลกั (Local buckling of the chord)
45
ในกรณีที่รอยเช่ือมไมมีความแข็งแรงเพียงพอ การวิบัติท่ีรอยเช่ือมสามารถเกิดขึ้นได หรือใน
กรณีที่วัสดุมีคุณสมบัติตลอดความหนา Through Thickness Properties (TTP) ไมดี การวิบัติแบบ
Lamellar tearing ก็สามารถเกดิ ไดเ ชนกัน
รายละเอียดของรูปแบบการวิบัติแบบตาง ๆ ขางตนและแบบจําลองเพ่ือใชในการวิเคราะหหาคา
กําลงั ของจุดตอจะอธบิ ายในบทถดั ๆไป
2.5 พารามเิ ตอรจ ดุ ตอ
ขนาดและรูปรางของจุดตอประเภทตางๆดังแสดงไวในรูปท่ี 2.2 และ2.3 นอกจากน้ันแลวยังมี
การกําหนดพารามิเตอรอื่นๆเพิ่มเติม โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใหการวิเคราะหการรับแรงของจุดตอท่ีมี
รูปรางคลา ยคลงึ กันควรมพี ฤตกิ รรมทใี่ กลเ คยี งกนั พารามิเตอรจุดตอไดแก α,β , γ , τ และ g′ ดังแสดง
ในรูปท่ี 2.13 ปรกติแลวพารามิเตอรของจุดตอเหลาน้ีจะไมมีหนวยซึ่งจะเปนพารามิเตอรเชิงอัตราสวน
ของขนาดหรอื หนว ยแรง
α = 2A or 2A for T-,Y- and X- joints
do ho for T-,Y- and X- joints
for K- and N- joints
β = d1 or d1 or b1 for KT- joints
do bo bo
N2
β = d1 + d2 or β = d1 + d2 or β = b1 + b2 +h1 + h2
2do 2bo 4bo
β = d1 + d2 + d3 or β = d1 + d2 + d3 or β = b1 + b2 + b3 +h1 + h2 + h3
3do 3bo 6bo
γ= d or b, τ = ti , g ' = g , n= σ o , n'= σ op
2t o 2t o to to f yo f yo
N1
t1 N1
θӨ t0 Nop Ө2 θ θ Ө1 N0
∑l N0 = N1,2 ⋅cosθ1,2 + Nop
N0,gap = N1 ⋅cosθ1 + Nop
รปู ท่ี 2.13 สญั ลกั ษณท่ใี ชน ิยามรูปรางทางเรขาคณิตของจุดตอ
46
แบบฝก หัดทา ยบทที่ 2
1. ในกรณีทีอ่ ตั ราสวน bo /to มีคาสงู จงอธบิ ายวา สามารถสง ผลใหเ กิดการวบิ ัตแิ บบใด
2. จงบอกถึงสาเหตุเมื่อความกวางของทอแกนหลักและทอแกนรองของจุดตอทอสี่เหล่ียมมีขนาด
เทากันจึงทาํ ใหเกิดการวบิ ัตบิ ริเวณผนังดา นขางของทอแกนหลกั
3. จงบอกถึงสาเหตุในจุดตอที่มีการซอนทับของทอแกนรองจึงมีกําลังตานทานมากกวาจุดตอแบบ
มีชอ งวาง
4. เหตุใดจึงตองตรวจสอบกําลังตานทานของจุดตอที่ระยะการเคล่ือนท่ีไมเกิน 0.03do หรือ
0.03bo
5. จงศึกษารายละเอียดเพ่ิมเติมของการวิบัติแบบ Lamellar tearing วาสามารถเกิดในลักษณะใดได
บาง
บทท่ี 3
พฤติกรรมและการออกแบบจุดตอ ประเภททอกลมโดยการเช่อื ม
การออกแบบจุดตอของเหล็กโครงสรางประเภททอกลม (CHS) สามารถออกแบบใหจุดตอ
เช่อื มตอ กันไดหลายรูปแบบ เชน
- จดุ ตอ สําเร็จรูปแบบพเิ ศษ Prefabricated connectors ดังรปู ท่ี 3.1
- จดุ ตอแบบเช่อื มปลายดวยแผนเหล็กแลว ประกอบยึดดว ยสลกั เกลียว ดงั รูปท่ี 3.2
- จดุ ตอ แบบเชือ่ มปลายดว ย Gusset Plate ดังรูปท่ี 3.3
- จุดตอแบบเชอื่ มโดยตรงระหวางองคอ าคาร (บนทอ แกนหลกั )
รูปที่ 3.1 จุดตอสาํ เรจ็ รูป Prefabricated connectors
(ที่มา: Wardenier, J. (2001))
48
รปู ท่ี 3.2 จดุ ตอแบบเช่ือมปลายดว ยแผนเหลก็ แลวประกอบยดึ ดว ยสลักเกลยี ว
(ที่มา: Wardenier, J. (2001))
l
l
(aa).) b(b.))
รูปท่ี 3.3 จดุ ตอ แบบเช่ือมปลายดว ย Gusset Plate
49
รปู ที่ 3.4 เคร่อื งตัดปลายอตั โนมตั ิ
ในการเลือกใชจุดตอแตละแบบนน้ั ข้นึ อยกู บั รปู แบบของโครงสรา งและลักษณะการกอสราง เชน
โครงสรางที่ตองขนสงหรือประกอบติดต้ังที่หนางาน จุดตอที่ใชสลักเกลียวมักนิยมใชเน่ืองจากสามารถ
ประกอบติดต้ังไดสะดวกและรวดเร็ว สําหรับโครงสรางท่ีเปนโครงถักแบบ 3 มิติ (Space structure) อาจ
ใชจุดตอสําเร็จรูป (Prefabricated connector) เน่ืองจากมีความสวยงามและประกอบไดรวดเร็ว อยางไรก็
ตาม วิธีท่ีงายท่ีสุดในการตอปลายขององคอาคารตางๆเขาดวยกันสามารถทําไดโดยการเชื่อม (weld) ตอ
กันโดยตรง ในปจจุบันปญหาการตัดปลายทอเพ่ือใหไดสวนโคงเวาในลักษณะตางๆ สามารถแกไขได
โดยใชเครื่องตัดปลายอัตโนมัติควบคุมโดยคอมพิวเตอรดังรูปที่ 3.4 ซ่ึงทําใหการเตรียมชิ้นงานมี
มาตรฐานและรวดเรว็ ย่ิงขึน้
การเชื่อมตอกันโดยตรงจึงเปนที่นิยมอยางมากซ่ึงเปนวิธีที่งายและสะอาด แตทวาปญหาการสง
ถายแรงระหวางองคอาคารคอ นขา งซับซอนและยุงยาก เน่ืองจากการกระจายตัวของความแข็ง (Stiffness)
บริเวณรอบทอแกนรองตัดกับทอแกนหลักมีคาไมเทากัน ทําใหการกระจายตัวของหนวยแรงรอบๆหนา
ตดั เปลี่ยนแปลงขึ้นอยูกบั ตาํ แหนง ฉะนั้นจึงตองเขาใจถึงพฤติกรรมและพ้ืนฐานการออกแบบจุดตอซึ่งอิง
จากแบบจําลองเพ่ือการวิเคราะห (Analytical model) ประกอบกับผลการทดสอบจริงในหองปฏิบัติการ
ซ่งึ พฒั นาไปสูส มการเพ่อื การออกแบบจดุ ตอ
50
3.1 รปู แบบการวิบตั ิ
ในหวั ขอ ท่ี 2.3 ไดอธิบายถงึ ความสามารถรับแรงประลัย (Ultimate load capacity) ของจุดตอ ซ่ึง
สามารถหาไดจ ากคา สูงสดุ ท่ีไดจากกราฟความสมั พันธระหวาง แรง – ระยะการเคลื่อนท่ี (ในกรณีที่ระยะ
การเคล่ือนที่ของทอแกนหลักที่จุดประลัยมีคานอยกวา 0.03do ) หรือหาไดจากคาแรงท่ีระยะการ
เคล่ือนที่เทากับ 0.03do (ในกรณีท่ีระยะการเคล่ือนท่ีของทอแกนหลักมีคาเทากับ 0.03do กอนท่ีแรงถึง
จุดประลัย) การวิบัติของจุดตอยังสอดคลองกับความสามารถรับแรงประลัยและเกิดไดในหลายรูปแบบ
ดงั นี้
1. การวบิ ัตขิ องทอแกนหลกั (Chord failure)
- การเกดิ พลาสติกที่ผนังทอแกนหลกั (Chord plasticfication)
- การโกง เดาะเฉพาะท่ขี องผนังทอ แกนหลัก (Chord local buckling)
- การเฉือนทะลุของผนงั ทอ แกนหลกั (Chord punching shear failure)
- การเฉอื นครากของทอแกนหลัก (Chord shear failure)
2. การวิบัตขิ องทอ แกนรอง (Brace failure)
- การโกงเดาะเฉพาะทขี่ องผนังทอแกนรอง (Brace local buckling)
- การยืดครากของทอ แกนรอง (Brace yielding)
3. การวิบัติของรอยเช่อื ม (Weld failure)
4. การวบิ ัตแิ บบ Lamellar tearing
รปู ท่ี 3.5 การวิบตั แิ บบเสียรูปของทอ แกนหลกั
ที่เกิดจากทอแกนรองรับแรงกดอัด
51
รูปท่ี 3.6 การวบิ ัติแบบเสยี รูปของทอแกนหลกั
ที่เกิดจากทอ แกนรองรบั แรงดึง
3.1.1 การวิบัติของทอ แกนหลกั (Chord failure)
- การเกิดพลาสติกทผ่ี นงั ทอ แกนหลกั (Chord plasticfication)
การเกิดพลาสติกที่ผนังทอคือในกรณีท่ีทอแกนหลักรับแรงอัดหรือแรงดึงมากเกินไปทําใหผนัง
ของทอแกนหลักเกิดการครากและเสียรูปดังรูปที่ 3.5 และ 3.6 พารามิเตอรท่ีสําคัญตอการเกิดสภาพ
ดังกลา วไดแ ก ความหนาของทอ แกนหลกั to และ กําลังจดุ ครากของทอแกนหลกั fyo
รูปท่ี 3.7 การวิบตั ทิ ี่เกดิ จากการโกง เดาะเฉพาะที่ของทอแกนหลัก
- การโกงเดาะเฉพาะท่ขี องผนงั ทอแกนหลัก (Chord local buckling)
กรณีที่ความหนาของผนังทอแกนหลักคอนขางบางและอัตราสวน do /to มีคามากทําใหคาความ
ชะลูดของผนังทอมีคามากตามไปดวย เมื่อเกิดแรงอัดกระทําผนังทอแกนหลักอาจเกิดการโกงเดาะ
เฉพาะที่กอนการเกิดพลาสติก (รูปที่ 3.7) ดังน้ันเพื่อปองกันการวิบัติแบบโกงเดาะเฉพาะท่ีจึงจําเปนตอง
52
ควบคมุ คา อัตราสวน do /to ตามมาตรฐานการออกแบบ Eurocode 3 ไดกําหนดคาอัตราสวน do /to เพื่อ
ปองกันการโกง เดาะเฉพาะทีด่ งั แสดงในตารางท่ี 3.1
ตารางที่ 3.1 อัตราสวนเสนผานศูนยกลางตอ ความหนาของทอ แกนหลกั ทย่ี อมให
เพอื่ ปองกันการวบิ ัติแบบโกงเดาะเฉพาะที่ของทอแกนหลัก
Grade Minimum Yielding Strength ; fy เสน ผา นศูนยก ลางตอ
(N/mm2) ความหนาของทอ (do / to)
S 235 235 do / to ≤ 50.0
S 275 275 do / to ≤ 42.7
S 355 355 do / to ≤ 33.1
- การเฉือนทะลขุ องผนงั ทอแกนหลัก (Chord punching shear failure)
การเฉือนทะลุของผนังทอแกนหลักอาจเกิดขึ้นไดทั้งในกรณีท่ีมีแรงกระทําทั้งแรงดึงและแรงกด
อัดในทอแกนรองดังแสดงในรูปที่ 3.8 พารามิเตอรที่สําคัญตอการวิบัติแบบเฉือนทะลุไดแก เสนผาน
ศูนยกลางของทอแกนรองและความหนาของทอแกนหลัก จุดตอที่มีอัตราสวนเสนผานศูยกลางของทอ
แกนรองตอทอแกนหลักนอยๆ d1/do หรือขนาดของทอแกนรองเล็กมากๆ เม่ือเทียบกับทอแกนหลัก
การวิบัติแบบการเฉอื นทะลุอาจเกดิ ไดงาย
รปู ที่ 3.8 การวบิ ตั ทิ ีเ่ กดิ จากการเฉือนทะลุของผนงั ทอแกนหลัก
53
- การเฉือนครากของทอแกนหลกั (Chord shear failure)
การเฉือนครากของทอแกนหลักสามารถเกิดไดโดยเฉพาะจุดตอแบบตัว K และท่ีมีชองวาง
ระหวา งทอ แกนรองดงั แสดงในรปู ท่ี 3.9 บรเิ วณผนังทอแกนหลกั จะเกดิ การครากและเสียรูปเนื่องจากแรง
เฉือนหรือแรงในแนวแกนหรือโมเมนตด ดั ที่เกิดขึ้นระหวางทอแกนรองท้ังสอง นอกนั้นแลวการครากมัก
เกิดในจดุ ตอ ทีม่ ีคา β = (d1 + d2 ) /2do มากและมรี ะยะชอ งวา ง (Gap) ที่กวา งเพียงพอ
รูปที่ 3.9 การวิบัตทิ ี่เกิดจากการเฉือนครากของผนงั ทอแกนหลกั
3.1.2 การวบิ ัติของทอแกนรอง (Brace failure)
- การโกง เดาะเฉพาะทขี่ องผนงั ทอแกนรอง (Brace local buckling)
การโกงเดาะเฉพาะท่ีของผนังทอแกนรองเกิดจากการที่อัตราสวนขนาดเสนผานศูนยกลางตอ
ความหนาของทอ แกนรองท่ีมาก di / ti ทําใหผนงั ของทอมคี วามชะลูดมาก เม่ือรับแรงกดอัดสามารถเกิด
การวิบัติแบบโกงเดาะเฉพาะที่ได ดังแสดงในรูปที่ 3.10 การปองกันการวิบัติที่เกิดจากการโกงเดาะ
เฉพาะท่ีของทอแกนรองคือการควบคุมอัตราสวน di / ti ใหมีคามากกวาท่ีมาตรฐาน Eurocode 3
กาํ หนดไวดังแสดงในตารางที่ 3.2
รปู ท่ี 3.10 การวบิ ัตทิ เ่ี กิดจากการโกงเดาะเฉพาะที่ของทอ แกนรอง
54
ตารางท่ี 3.2 อัตราสวนเสน ผานศนู ยกลางตอความหนาของทอแกนรองท่ียอมให
เพ่ือปอ งกันการวบิ ัติแบบโกง เดาะเฉพาะทข่ี องทอแกนรอง
Grade Minimum yielding strength ; fy เสน ผา นศนู ยก ลางตอ
(N/mm2) ความหนาของทอ (di / ti)
S 235 235 di / ti ≤ 43
S 275 275 di / ti ≤ 37
S 355 355 di / ti ≤ 28
- การยดื ครากของทอกลมแกนรอง (Brace yielding)
การยืดครากของทอกลมแกนรองเกิดจากเน้ือท่ีหนาตัดไมเพียงพอ เม่ือมีแรงดึงกระทําเกินกวา
หนว ยแรงครากของวัสดุเหลก็ ทอแกนรองเกดิ การเสยี รปู ดังแสดงในรปู ที่ 3.11
รปู ท่ี 3.11 การวิบัติแบบยดื ครากของทอกลมแกนรองทเี่ กิดจากแรงดึง
3.1.3 การวิบัตขิ องรอยเช่อื ม (Weld failure)
การวิบัติของรอยเชื่อมเกิดจากความสามารถในการรับแรงของรอยเช่ือมท่ีไมเพียงพอ ทําใหเกิด
การแตกรา วทบ่ี ริเวณรอยเชอ่ื มดังรูปท่ี 3.12
เพ่อื หลกี เล่ียงการวิบัติของรอยเช่ือม มาตรฐาน Eurocode 3 จึงแนะนําใหออกแบบรอยเชื่อมใหมี
ความแขง็ แรงมากกวาองคอาคารท่ีนํามาเชื่อมตอกัน น่ันคือความหนาของรอยเชื่อม (Throat thickness, a)
จะตองเปนไปตามมาตรฐานดังแสดงในตารางท่ี 3.3
55
รปู ท่ี 3.12 การวบิ ัติของรอยเชื่อมจดุ ตอเหล็กโครงสรางประเภททอกลม
ตารางที่ 3.3 ขนาดความหนาของรอยเช่อื มซึง่ พิจารณาจากกาํ ลงั ท่ีจดุ ครากของเหล็ก
Grade Minimum yielding strength (fy) ความหนาของรอยเชื่อม (a)
(N/mm2)
S 235 235 a ≥ 0.84 t
S 275 275 a ≥ 0.91 t
S 355 355 a ≥ 1.05 t
ในกรณีที่โครงสรางท่มี ีแรงกระทาํ นอย ความหนาของรอยเช่ือม a สามารถปรับลดลงได แตทั้งนี้
ตองพจิ ารณาเสน รอบรูปประสิทธิผลของรอยเช่ือมเพื่อใหมีเนื้อที่เพียงพอสามารถรับแรงได นอกจากน้ัน
การเชื่อมตอระหวางทอแกนหลักและทอแกนรองควรจะเชื่อมแบบบากหรือเซาะรอง (Groove weld)
ตลอดความหนาของผนังทอ (Full depth penetration) เพ่ือท่ีจะม่ันใจไดวารอยเช่ือมมีความแข็งแรง
มากกวาตวั องคอาคารเอง
3.1.4 การวิบัตแิ บบ Lamellar tearing
การวิบตั แิ บบ Lamellar tearing เปน การวิบตั ิที่เกิดข้ึนกับเนื้อวัสดุซึ่งเกิดจากสารประกอบอโลหะ
เชน ซัลเฟอรท่ีปะปนมากับสินแรเหล็ก สารประกอบดังกลาวเม่ือผานกระบวนการรีดรอนจะจับตัวกัน
เปน แผน บรเิ วณที่สารประกอบเหลา นจี้ ับตวั กนั อยูมากจะสงผลใหความสามารถในการจับตัวกันของเน้ือ
วัสดุมีคาตํ่า เมื่อไดรับความรอนจากการเชื่อมจะทําใหเกิดการฉีกราวได และเมื่อทอเหล็กอยูในสภาวะ
56
ภายใตแรงกระทําจะสง ผลใหรอยราวขยายตัวมีขนาดใหญข้ึน บริเวณท่ีเกิดการฉีกราวมักจะเกิดบริเวณใต
รอยเช่ือมซึ่งที่ขอบของบริเวณนี้จะไดรับความรอนจากการเช่ือมดังแสดงดังรูปที่ 3.13 การปองกันการ
วิบัติแบบฉีกราวจะตองเลือกเหล็กที่มีคุณภาพ มีการควบคุมปริมาณซัลเฟอรที่ใชผลิตเหล็กใหต่ํากวา
0.005%
รูปที่ 3.13 การวบิ ตั แิ บบฉีกราวของจดุ ตอ เหล็กโครงสรางประเภททอ กลม
3.2 แบบจําลองเพอ่ื การวเิ คราะหพ ฤตกิ รรมของจดุ ตอ (Analytical models)
แบบจาํ ลองเพอื่ การวิเคราะหพฤติกรรมของจุดตอมีวัตถุประสงคเพ่ือใชอธิบายพฤติกรรมของจุด
ตอภายใตแรงกระทําและเพ่ือใชทํานายกําลังรับแรงสูงสุดของจุดตอ การวิบัติของจุดตอประเภททอกลม
ดังอธิบายไวในหัวขอ 3.1 สามารถเกดิ ข้ึนไดหลายรปู แบบซง่ึ ในการออกแบบจุดตอ นั้นจําเปนตองควบคุม
ขนาดและมิติตางๆของท้ังทอแกนหลักและทอแกนรองใหเปนไปตามมาตรฐาน Eurocode 3 ดังนั้น
รูปแบบการวิบัติของจุดตอประเภททอกลมอาจพิจารณาเพียงบางรูปแบบ ไดแก การเกิดพลาสติกท่ีผนัง
ทอแกนหลัก (Chord plasticfication) การเฉือนทะลุของผนังทอแกนหลัก (Chord punching shear failure)
และการเฉือนครากของทอ แกนหลกั (Chord shear failure) แบบจาํ ลองเพอื่ การวิเคราะหพฤติกรรมของจุด
ตอ ทเ่ี ก่ยี วขอ งมดี ังนี้
- แบบจําลองวงแหวน (Ring model for chord plastification)
- แบบจําลองการเฉือนทะลุของทอแกนหลัก (Punching shear model for chord punching
shear)
- แบบจําลองการเฉือนครากของทอ แกนหลัก (Chord shear model)
57
3.2.1 แบบจําลองวงแหวน (Ring model for chord plastification)
แบบจาํ ลองวงแหวนถูกพัฒนาข้ึนโดย Togo โดยอางอิงถึงพฤติกรรมจุดตอแบบ X ซึ่งมีหลักการ
วา แรงท่ีสงถายจากทอแกนรองไปยังทอแกนหลักจะเกิดหนวยแรงกระจายตัวรอบเสนตัดกันของทอทั้ง
สอง จากรปู ท่ี 3.14 จะพบวา หนวยแรงบรเิ วณจุดลา งของโคงอานมา (Saddle) จะมีคามากเน่ืองจากบริเวณ
ดงั กลาวมีความแขง็ (Stiffness) มากกวาบริเวณอ่ืนๆ ดังน้ันแรงที่กระทํา N1จึงสมมุติใหกระทําลงเฉพาะ
บริเวณ Saddle ท้ังสองดาน ดานละ 0.5N1 ⋅sinθ1 ดังรูปท่ี 3.15 แรงท้ังสองจะกระทําต้ังฉากกับทอแกน
หลักโดยมีระยะหางระหวางกันเทากับ c1d1 และถูกถายผานไปยังผนังทอแกนหลักโดยมีความกวาง
ประสิทธผิ ล ( Be ) รองรบั อยู
N1 N1
σnom
σnom σnom
N1 Ν1
รปู ท่ี 3.14 การกระจายตัวของหนวยแรงบนจุดตอ แบบตัว X
d1 − t1
2
0.5N1sinθ1
mp
ϕ
d0 − t0 mp
2
0.5N1sinθ1
รูปท่ี 3.15 แบบจาํ ลองวงแหวน (Ring model)
58
f y0 t0 /2 t 0
f y0
รปู ท่ี 3.16 การเกดิ จุดหมุนพลาสติกขณะวิบัติ
เมื่อเกิดการวิบัติแบบพลาสติกของผนังทอแกนหลักจะทําใหบริเวณ A และ B ในรูปที่ 3.16 จะ
เกิดโมเมนตพลาสติกขึ้น ในท่ีน้ีจะไมพิจารณาผลของแรงในแนวแกนและแรงเฉือนท่ีเกิดข้ึน ดังนั้น
โมเมนตพลาสติกตอหนวยความยาว mp สามารถคํานวณไดจากแรงคูควบท่ีหางกันเทากับระยะแขน
to / 2 จะไดว า
mp = C ⋅ to = f yo ⋅ to ⋅ to = 1 ⋅ t 2 ⋅ fyo (3.1)
2 2 2 4 o
โดยสมมุติให do − to ≈ do จากสมดลุ ของโมเมนต (รูปท่ี 3.15) จะไดว า
2 ⋅ Mp ⋅ Be = N1 ⋅ sinθ1 ⋅ ⎛ do − c1d1 ⎞ (3.2)
2 ⎜⎝ 2 2 ⎠⎟ (3.3)
N1 = 2 ⋅ Be /do ⋅ t 2 ⋅ f yo
o
(1− c1 ⋅β)
sinθ1
โดยความกวางประสิทธิผล Be สามารถหาไดจากการทดลองซ่ึงขึ้นอยูกับอัตราสวน β โดย β = 1 คา
Be จะมีคานอยกวาคา β = 0.5 เน่ืองจากแรงกระทําจากทอแกนรองสงถายผานทอแกนหลักไดโดยตรง
และโดยทั่วไปคา เฉลยี่ จะอยูช ว งระหวา ง Be = 2.5 do – 3.0 do
สําหรับแบบจําลองวงแหวน (Ring model) จะพิจารณาการวิบัติแบบพลาสติกของผนังทอแกน
หลักเทานั้นโดยพิจารณาเพียงแรงที่กระทําจากทอแกนรองไปยังทอแกนหลัก แตในความเปนจริงแรง
59
กระทําเร่ิมตนในแนวแกนของทอแกนหลักยังมีผลตอการวิบัติแบบพลาสติก สมการท่ี 3.3 จึงถูก
ปรับเปล่ียนอันเนื่องมาจากผลของแรงในแนวแกนและเขียนใหอยูในรูปของฟงกชั่นของแรง f (n') โดย
ฟงกช่ันดังกลาวสามารถหาไดจากการทดลอง ดังน้ันสมการท่ีใชคํานวณหาความตานทานจากการวิบัติ
แบบพลาสติกของผนงั ทอ แกนหลักสามารถแสดงไดดังนี้
N1 = co ⋅ t 2 ⋅ f yo ⋅f (n') (3.4)
o
(1-c1β )
sinθ1
เม่อื co c1 และ f (n') เปน คาที่ไดจากการทดลอง
3.2.2 แบบจาํ ลองการเฉือนทะลุของทอแกนหลกั (Punching shear model for chord)
รูปแบบการวิบัติแบบเฉือนทะลุของทอแกนหลักเกิดจากแรงต้ังฉากจากทอแกนรองไปยังทอ
แกนหลัก N1 ⋅sinθ1 ดังท่ีไดอธิบายในหัวขอ 3.1.1 สามารถคํานวณหากําลังตานทานของจุดตอภายใต
การวิบัติแบบเฉือนทะลุไดจากพื้นท่ีรับแรงเฉือนประสิทธิผลคูณดวยหนวยแรงตานทานการเฉือนทะลุ
ของเหลก็ ตามรูปที่ 3.17 เนื่องจากการกระจายตัวของความแข็ง (Stiffness) ตลอดเสนรอบวงของจุดตัดทอ
แกนรองและทอ แกนหลกั ไมเทากันจะทาํ ใหการกระจายตัวของหนวยแรงยอมมีคาไมเทาดวยเชนกัน จาก
ผลการทดสอบจุดตอประเภทตางๆ พบวา ถารูปแบบของจุดตอยังอยูภายใตขอกําหนดตามมาตรฐาน
Eurocode 3 สามารถใชคาประสิทธิผลของเสนรอบวงท้ังหมดของทอแกนรองคูณกับความหนาของทอ
แกนหลกั เพอื่ คาํ นวณหาพน้ื ท่ปี ระสิทธิผลได
Ν1
vp θ1
Ν0
รปู ที่ 3.17 การวิบตั แิ บบเฉือนทะลุของทอ แกนหลกั
สําหรับจุดตอที่มี θ = 90° จะมีพื้นท่ีเกิดการเฉือนทะลุมีคาเทากับ π⋅d1 ⋅to และหนวยแรง
ตา นทานการเฉอื นทะลุของทอ แกนหลกั เทากับ f y / 3 ดังนั้น กาํ ลังตานทานการเกิดการวิบัติแบบเฉือน
ทะลุคํานวณไดดังน้ี
60
N1 = π ⋅ d1 ⋅ to ⋅ f yo (3.5)
3
สาํ หรับจุดตอท่ีมี θ < 90D แรงที่อยใู นทอแกนรองจะพิจารณาเฉพาะแนวต้ังฉากกับทอแกนหลัก
N1 ⋅sinθ1เมื่อเกิดมุมเอียงจะทําใหเสนรอบวงของจุดตัดทอแกนรองและทอแกนหลักมีคาเพ่ิมข้ึน ดังนั้น
ในการคํานวณเสนรอบวงจะใชวิธีการฉาย (Projection) พ้ืนที่ของทอแกนรองบนพ้ืนผิวเรียบขนานกับ
จุดตัดท่ีสูงสุดบนเสนรอบวง (Chord crown) ซึ่งจะเกิดเปนวงรี เมื่อเปรียบเทียบความยาวของเสนรอบรูป
ท่ีเปนวงรีกับเสนรอบรูปที่เปนวงกลม θ = 90° สามารถคํานวณอัตราสวนระหวางเสนรอบวงของวงรี
และวงกลม (θ = 90° ) เทากบั 1 + sinθ1 ดังนั้นสมการของจดุ ตอ คาํ นวณไดดังนี้
2 ⋅ sinθ1
N1 = 0.58 ⋅ π ⋅ d1 ⋅ to ⋅ f yo ⋅ 1+ sinθ1 (3.6)
2 ⋅ sin2θ1
เนื่องจากแรงกระทําเริ่มตนในแนวแกนของทอแกนหลักมีผลกระทบตอการเกิดแบบเฉือนทะลุ
ของทอแกนหลกั นอยมาก ดังนั้นฟงกชั่นของแรงกระทําของทอแกนหลัก f (n') จึงไมรวมอยูในสูตรของ
การคํานวณดังสมการท่ี 3.6
3.2.3 แบบจาํ ลองการเฉอื นครากของทอ แกนหลกั (Chord shear model)
สําหรับจุดตอแบบ K ชนิดมีชอ งวาง (Gap) ระหวางทอแกนรองสามารถวิบัติแบบการเฉือนคราก
ของทอ แกนหลกั ได โดยเฉพาะอยางยง่ิ จุดตอ ท่ีมคี า β มากๆ (รูปท่ี 3.18) การเกิดการวิบัติแบบเฉือนคราก
ของทอแกนหลักจะมีสาเหตุจากการเกิดพลาสติกที่ผนังทอเมื่อมีแรงกระทําหลายประเภท ไดแก แรง
เฉือน แรงในแนวแกน หรอื โมเมนตดดั
Ν2 Ν1
θ2 Α θ1 Α Ν0 gap
Ν0 V
ΑΑ
รปู ท่ี 3.18 การวบิ ัติแบบเฉือนครากของทอแกนหลัก
61
สําหรับทอแกนหลักที่มีหนาตัดแบบอัดแนน (Compact chord) คือไมเกิดการโกงเดาะเฉพาะที่
ของผนังทอแกนหลกั กอนการเกดิ พลาสติกของหนา ตดั กาํ ลังตา นทานตอการเฉือนครากของทอแกนหลัก
สามารถคํานวณไดดงั น้ี
- กาํ ลังตานทานการครากเน่อื งจากแรงเฉือน
VpA = Av ⋅ f yo (3.7)
3
( )=2
π ⋅ Ao ⋅ 0.58 ⋅ fyo
- กําลังตานทานการครากเนอื่ งจากแรงในแนวแกน
( )NpA = Ao ⋅ fyo = π do − to ⋅ to ⋅ fyo (3.8)
ในกรณีท่ีโมเมนตดัดมีคานอยและแรงสวนใหญเกิดจากแรงเฉือนและแรงในแนวแกน การ
คํานวณจะใชสมการปฏิสัมพันธ (Interaction equation) ระหวางแรงเฉือนและแรงในแนวแกนท่ีเกิดข้ึน
เทียบกับกาํ ลงั ตานทานแรงเฉอื นและกาํ ลังตา นทานแรงในแนวแกนของแตล ะประเภท
⎡ Ni ⋅sinθ ⎤2 + ⎡ No,gap ⎤2 ≤ 1.0 (3.9)
⎢ VpA ⎥ ⎢ NpA ⎥
⎣⎢ ⎦⎥ ⎣⎢ ⎦⎥
2
หรอื No,gap ≤ Ao ⋅ fo − Ao ⋅ fo 1− ⎛ Ni ⋅ sinθi ⎞ (3.10)
⎜⎜⎝ 0.58 ⋅ fyo ⋅ Av ⎟⎟⎠
เม่ือพิจารณา รูปท่ี 3.19 ถาทอแกนหลักรับแรงท่ีสงผานมาจากทอแกนรองเพียงอยางเดียวซึ่งไมมีแรง
กระทําเร่ิมตน ในทอแกนหลัก Nop = 0 ดงั น้ัน No,gap = Ni ⋅cosθi
Ν2 Ν1
θ2 Α θ1
Ν0 Νop
Α
N = cos No ∑Ν1,2∗ θ1,2 + op
รูปที่ 3.19Nแรงก=ระทΝํา1เร∗ิ่มcตoน sใθน1ท+อ แNกนหลกั Nop
62
3.3 สมการการออกแบบและขอกําหนดของการออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอ
กลม
สูตรหรือสมการสําหรบั การออกแบบจุดตอ โครงสรา งเหลก็ ประเภททอ กลมนั้นอางอิงจากผลการ
ทดสอบจุดตอในหองปฏิบัตการและแบบจําลองไฟไนตอิลิเมนต ซึ่งในปจจุบันกําลังตานทานของจุดตอ
นน้ั ไดศ ึกษาในวงกวา งและมผี ลการทดสอบใหมๆ ทค่ี รอบคลุมถึงพารามเิ ตอรต างๆ ของจดุ ตอ
ในการพัฒนาสูตรหรือสมการสําหรับการออกแบบยังคงใชแบบจําลองวงแหวน (Ring model)
เปนสมการพนื้ ฐาน ซ่งึ รปู แบบท่วั ไปของสมการจุดตอ แบบ T Y X K และ N สามารถเขยี นไดด งั นี้คือ
N1 = f (β) ⋅ f (γ) ⋅ f (g′) ⋅ fyo ⋅ to2 ⋅ f (n′) (3.11)
sinθ1
กําลังของจุดตอจะขึ้นอยูกับฟงกชั่นของพารามิเตอรของจุดตอ β γ g′ และ n′ ซ่ึงสามารถหา
ไดจากการทดสอบในหองปฏิบตั กิ าร
ในการเปรียบเทียบกําลังตานของจุดตอจากสมการขางตนกับผลที่ไดจากการทดสอบพบวา
สมการดังกลาวสามารถอธิบายพฤติกรรมของการวิบัติแบบพลาสติกของทอแกนหลักไดดีเฉพาะในชวง
ขอบเขตของพารามเิ ตอรท่ีกําหนดไว (Varidity ranges) ดังแสดงในตารางที่ 3.4 นอกจากน้ันแลวยังพบวา
กําลังของจุดตอจะขึ้นอยูกับการวิบัติแบบพลาสติกของทอแกนหลักเปนสําคัญแตจําเปนตองตรวจสอบ
การวิบัติแบบเฉือนทะลุเพ่ิมเติม สําหรับการตรวจสอบการวิบัติแบบเฉือนครากของแกนหลักอาจไม
จําเปนเม่ือพารามิเตอรของจุดตอยังคงอยูภายในขอบเขตที่กําหนด สถาบันการเชื่อมระหวางประเทศ
(IIW) และ CIDECT จึงไดเสนอสมการกําลังของจุดตอแบบ T Y X K และ N โดยอางอิงจากผลการ
ทดสอบในรูปแบบ Semi-empirical formula ดงั แสดงในตารางท่ี 3.4
ตารางที่ 3.4 สมการกําลังของการออกแบบจุดตอเหลก็ โครงสรา งประเภททอกลม
ชนดิ ของจุดตอ กาํ ลงั ของจดุ ตอ (i = 1, 2)
จดุ ตอแบบ T และ Y
Chord plastification
fyo ⋅ t 2
( ) ( )N1∗ o
= ⋅ 2.8 + 14.2β2 ⋅ γ0.2 ⋅ f n'
sinθ1
63
ตารางที่ 3.4 สมการกําลงั ของการออกแบบจดุ ตอเหลก็ โครงสรางประเภททอกลม (ตอ)
จุดตอแบบ X Chord plastification
fyo ⋅ t 2 ⎛ 5.2 ⎞
o ⎝⎜⎜ 1−0.81β ⎟⎟⎠
( )N1∗= ⋅ ⋅ f n'
sinθ1
จดุ ตอแบบ K และ N (gap หรือ overlap joints) Chord plastification
f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎜⎛1.8+10.2 d1 ⎞
o ⎝ do ⎟
( ) ( )N1* = f
sinθ1 ⋅ γ,g' ⋅ f n'
⎠
N*2 =N1* ⋅ sinθ1
sinθ2
ทวั่ ไป Punching shear
การวิบตั แิ บบเฉอื นทะลจุ ดุ ตอแบบ T, Y, X, และ N∗i = fyo ⋅ t o πd i ⋅ 1+sinθi
K, N, KT ชนิดมีชองวา ง (Gap joints) 3 2sin 2θi
Functions
f (n') = 1.0 (tension)
เม่อื n' 0 ; n'= f op ( )f γ 0.2 ⎢⎡1 + 0.024γ1.2 ⎤
≥ f yo γ, g ' = ⋅ ⎣ e(0.5g '−1.33) + 1⎥⎦
f (n') = 1+ 0.3n'-0.3n'2 (compression)
เมื่อ n'<0
Validity ranges
0.2 < di ≤ 1.0 di ≤ 25 30D ≤ θi ≤ 90D γ ≤ 25 Ov ≥ 25%
do 2ti −0.55 ≤ e g ≥ t1 + t2
do < 0.25 γ ≤ 20( x-joints)
สมการท่ีแสดงในตารางท่ี 3.4 พัฒนาจากฐานขอมูลที่ไดจากการทดสอบและมีการกระจายตัว
ของขอมูลโดยทํา Regression ท่ีความเปนไปไดของกําลังตานทานของจุดตอมีคานอยกวาเสนกราฟที่ทํา
75
บทท่ี 4
พฤติกรรมและการออกแบบจุดตอประเภททอสีเ่ หลย่ี มผืนผาและสเี่ หลยี่ ม
จตั ุรสั โดยการเช่ือม
จุดตอประเภททอส่ีเหลี่ยมผืนผาและสี่เหล่ียมจัตุรัสนั้นสามารถเชื่อมตอกันไดในหลายลักษณะ
เชน การเชื่อมตอกันโดยตรง การเช่ือมตอโดยใชแผนเหล็กหรือแผนกัสเซ็ต การเชื่อมตอกันโดยตรง
ระหวางทอแกนหลักกับทอแกนรองจะเปนวิธีท่ีประหยัดและเปนวิธีท่ีใชกันทั่วไปในงานกอสรางดัง
แสดงในรูปที่ 4.1 การเชื่อมตอระหวางทอสี่เหล่ียมน้ันจะงายกวาทอกลมเน่ืองจากการตัดปลายเพ่ือเตรียม
ช้ินงานสามารถตัดไดในแนวตรง ดังน้ันการเช่ือมตอจึงมีชองวางระหวางช้ินงานนอยทําใหจุดตอมี
ประสิทธิภาพและงา ยตอ การกอ สราง ถงึ แมวา การกอ สรา งจะสามารถทําไดงายกวาจุดตอประเภททอกลม
แตทวาการสงถายแรงระหวางทอแกนหลักและทอแกนรองของทอส่ีเหล่ียมน้ันจะมีความซับซอนมาก
เน่อื งจากการกระจายตัวของความแขง็ (Stiffness) บนระนาบของทอแกนหลักนั้นไมสม่ําเสมอตลอดหนา
ตัดดังที่อธิบายไวในบทท่ี 2 ฉะน้ันกําลังของจุดตอจะขึ้นอยูกับรูปแบบของการวิบัติ และพฤติกรรมของ
จุดตอจึงมีอิทธิพลมาจากพารามิเตอรตางๆของจุดตอโดยตรง ในบทน้ีจะอธิบายถึงลักษณะการวิบัติใน
รูปแบบตางๆที่สัมพันธกับพารามิเตอรของจุดตอ การวิเคราะหแบบจําลองการวิบัติเพื่อใชคํานวณกําลัง
ของจดุ ตอ และเกณฑการออกแบบจุดตอประเภททอ สี่เหล่ยี มผนื ผาและสีเ่ หลย่ี มจัตรุ สั
จดุ ตอรปู ตวั T จุดตอรปู ตวั Y
รูปที่ 4.1 จุดตอประเภททอสีเ่ หลย่ี ม
76 จดุ ตอรปู ตวั K
จดุ ตอรปู ตวั X
จดุ ตอรปู ตวั N จดุ ตอรูปตวั KT
รปู ท่ี 4.1 จุดตอประเภททอส่เี หลย่ี ม (ตอ )
4.1 รปู แบบการวบิ ตั ิ
รูปแบบการวิบัติของจุดตอประเภททอสี่เหลี่ยมจะคลายคลึงกับประเภททอกลมซ่ึงสัมพันธกับ
ความสามารถรับแรงประลัย (Ultimate load capacity) ของจุดตอ ซ่ึงนิยามจากคาสูงสุดที่ไดจากกราฟ
ความสัมพันธข อง แรง – ระยะการเคล่ือนที่ (ในกรณีที่ระยะการเคลื่อนที่ ณ จุดประลัยของทอแกนหลักมี
คานอยกวา 0.03bo ) หรือ หาไดจากคาแรงที่ระยะการเคล่ือนท่ีเทากับ 0.03 b0 (ในกรณีที่ระยะการ
เคล่ือนท่ีของทอแกนหลักมีคาเทากับ 0.03bo แตแรงยังไมถึงจุดประลัย) รูปแบบการวิบัติของจุดตอซึ่ง
สอดคลองกับความสามารถรบั แรงประลยั และเกิดไดในหลายรูปแบบ ดังน้ี
77
1. การวบิ ัตขิ องทอ แกนหลกั (Chord failure)
- การเกิดพลาสติกทีผ่ นงั ดา นบนของทอแกนหลัก (Chord face plastification)
- การโกงเดาะเฉพาะทข่ี องผนังทอ แกนหลัก (Chord local buckling)
- การครากหรือการโกงเดาะเฉพาะที่ของผนังทอดานขาง (Chord side wall yielding or
buckling)
- การเฉือนทะลุของผนังทอแกนหลกั (Chord punching shear failure)
- การเฉือนครากของทอแกนหลัก (Chord shear failure)
2. การวบิ ัตขิ องทอแกนรองเน่อื งจากแรงดงึ (Brace effective width failure)
3. การวิบัติของรอยเชื่อม (Weld failure)
4. การวบิ ัติแบบ Lamellar tearing
4.1.1 การวบิ ตั ิของทอ แกนหลัก (Chord failure)
- การเกิดพลาสตกิ ทีผ่ นังดา นบนของทอ แกนหลกั (Chord face plastification)
การเกดิ พลาสตกิ ท่ผี นังทอดานบนสามารถเกดิ ขน้ึ ไดในกรณีทท่ี อแกนหลักรับแรงมากเกินไป ทํา
ใหผนังดานบนของทอแกนหลักเกิดการครากและเสียรูปดังรูปที่ 4.2 การวิบัติมักเกิดกับจุดตอแบบ T Y
X และ K N ชนิดมีชองวาง ที่มีขนาดทอแกนรองเล็กกวาขนาดทอแกนหลักมาก β = bi / bo < 0.85
นอกจากน้ันแลวพารามิเตอรที่สําคัญตอการเกิดการวิบัติยังไดแก ความหนาของทอแกนหลัก to และ
กําลงั จุดครากของทอแกนหลัก fyo
รูปที่ 4.2 การเกดิ พลาสติกที่ผนงั ดา นบนของทอแกนหลกั
78
- การโกง เดาะเฉพาะทข่ี องผนังทอ แกนหลกั (Chord local buckling)
การโกง เดาะเฉพาะทข่ี องผนังทอ แกนหลกั มักเกดิ จากอัตราสวนความกวางตอความหนาของผนัง
ทอที่มากหรือมีความชะลูดมาก การปองกันการวิบัติเน่ืองจากการโกงเดาะเฉพาะท่ีของทอแกนหลัก
สามารถทําไดโดยควบคุมคาอัตราสวน bo / to ใหนอยกวาคาท่ีระบุในตารางท่ี 4.2 และ 4.4 นอกจากนั้น
การปองกันการโกงเดาะเฉพาะที่ของทอแกนรองสามารถทําไดเชนเดียวกันโดยควบคุมคาอัตราสวน
bi / ti
รูปท่ี 4.3 การโกง เดาะเฉพาะท่ีของผนังทอ แกนหลัก
- การครากหรอื การโกง เดาะเฉพาะทข่ี องผนังทอ ดานขา ง (Chord side wall yielding or buckling)
การครากหรือการโกงเดาะเฉพาะท่ีของผนังทอดานขางมักเกิดในกรณีท่ีความกวางของทอแกน
รองมีขนาดเทากับทอแกนหลัก bi = bo แรงกระทําจากทอแกนรองสามารถสงผานไปยังผนังดานขาง
ของทอ แกนหลักไดโ ดยตรง ซง่ึ ปรกตกิ ารวิบตั ิดังกลาวจะเกิดในจุดตอแบบ T Y และ X ท่ีรับแรงอัดและ
มีคา β = bi / bo ใกลเ คียงหรอื เทา กบั 1
รูปท่ี 4.4 การวิบตั ิแบบครากหรือการโกงเดาะเฉพาะท่ขี องผนังทอ ดา นขาง
79
- การเฉอื นทะลขุ องผนังทอ แกนหลัก (Chord punching shear failure)
การเฉือนทะลุของผนังทอแกนหลักมักเกิดขึ้นท่ีผนังดานบนของทอแกนหลักบริเวณรอบๆ รอย
เช่ือมระหวางทอแกนหลักและทอแกนรอง โดยปรกติจะเกิดข้ึนในกรณีท่ีความหนาของทอแกนหลัก to
นอ ยๆ ความลึก hi ของทอ แกนรองนอ ยๆ และมีคา อัตราสวนβ = bi / bo ที่ต่าํ
รปู ท่ี 4.5 การวบิ ัตแิ บบการเฉอื นทะลุของผนังทอแกนหลกั
- การเฉอื นครากของทอ แกนหลกั (Chord shear failure)
การเฉอื นครากของทอแกนหลักมักเกิดกับจุดตอแบบตัว K ชนิดมีชองวางระหวางทอแกนรอง ท่ี
มีคาอัตราสวน β = bi / bo ที่สูงหรือมีคาอัตราสวน ho / bo ที่ต่ํา โดยสาเหตุหลักของการเฉือนครากน้ัน
เกิดจากแรงดึงและแรงกดอัดในทอแกนรองทําใหเกิดแรงเฉือนบริเวณชองวางและมีคามากกวาความ
ตานทานรับแรงเฉอื นของทอแกนหลกั จึงทาํ ใหเ กิดการเสยี รปู
รูปท่ี 4.6 การวิบตั แิ บบเฉือนครากของทอแกนหลัก
80
4.1.2 การวิบัติของทอแกนรองเนอื่ งจากแรงดงึ (Brace effective width failure)
การวิบัติของทอแกนรองเน่ืองจากแรงดึงมักจะเกิดในกรณีท่ีทอแกนรองมีผนังบางหรือในกรณี
จุดตอแบบซอนทับกัน (Overlap joint) การวิบัติจะเกิดขึ้นบริเวณเหนือรอยเช่ือมซึ่งอาจจะเกิดการคราก
และบางสว นฉกี ขาดเนอ่ื งจากหนวยแรงบนหนาตัดของทอแกนรองกระจายไมสมํ่าเสมอเพราะความแข็ง
(Stiffness) ทําใหหนวยแรงบริเวณเหนือจุดตอจึงมีคาไมเทากันจึงทําใหพ้ืนที่บางสวนรับแรงมากกวา
(บรเิ วณ h1 และ 0.5be )
รูปท่ี 4.7 การวิบัตทิ อ แกนรองเนอื่ งจากแรงดงึ
4.1.3 การวิบัตขิ องรอยเชอื่ ม (Weld failure)
การวิบัตขิ องรอยเชื่อมอาจเกิดขึ้นไดในกรณีท่ีรอยเชื่อมไมไดมาตรฐาน โดยปรกติแลวรอยเชื่อม
จะตองมีความแข็งแรงมากกวาทอแกนหลักและทอแกนรอง ในการเชื่อมตอขนาดของรอยเชื่อมตองมี
ขนาดไมนอ ยกวา ทร่ี ะบไุ วด ังในกรณขี องทอ กลม (ตารางท่ี 3.3) นอกจากน้ันแลวการเชื่อมควรจะเลือกใช
วิธีการบากปลายหรือเชื่อมแบบเต็มหนา (Full depth penetration) เพื่อใหม่ันใจวากําลังของรอยเชื่อมมีคา
มากกวา กาํ ลงั ของทอ แกนหลักและทอ แกนรอง
รปู ที่ 4.8 การวบิ ัตขิ องรอยเช่ือม
81
4.1.4 การวบิ ัตแิ บบ Lamellar tearing
การวิบตั แิ บบ Lamellar tearing มกั จะเกดิ ขึ้นในกรณีที่ผนังทอมีความหนามากกวา 25 มม. และมี
การควบคุมคุณภาพของเน้ือเหล็กไมดีพอ ซ่ึงมีปริมาณซัลเฟอรสะสมอยูมากดังท่ีอธิบายในหัวขอ 3.1.4
การวิบัตอิ าจเกดิ ข้ึนบริเวณใตร อยเชอ่ื มโดยเกดิ การฉกี เปน ระนาบและหลดุ ออกจากผนงั ทอ แกนหลกั
รปู ท่ี 4.9 การวบิ ัติแบบ Lamellar tearing
4.2 แบบจาํ ลองเพอ่ื การวิเคราะหพ ฤติกรรมของจดุ ตอ (Analytical models)
แบบจําลองของจดุ ตอ ทอสเ่ี หลี่ยมผืนผาหรือทอส่เี หล่ียมจัตุรัสมีลักษณะคลายกับแบบจําลองของ
จุดตอทอกลมคือ ตองสามารถใชอธิบายถึงพฤติกรรมของจุดตอที่สัมพันธกับพารามิเตอรตางๆได และ
เพื่อใชคํานวณหากําลังตานทานของจุดตอ สําหรับจุดตอทอส่ีเหลี่ยมผืนผาหรือทอสี่เหลี่ยมจัตุรัส
แบบจําลองอาจมีความซับซอนมากกวาจุดตอทอกลมเน่ืองจากรูปแบบของการวิบัติมีลักษณะพิเศษ
นอกเหนอื ไปจากแบบจาํ ลองจดุ ตอทอกลม ทัง้ นพ้ี ฤติกรรมของจดุ ตอ ทอส่ีเหลย่ี มทมี่ คี วามซับซอนมากทํา
ใหการที่จะอธิบายถึงพฤติกรรมที่สอดคลองกับพารามิเตอรตางๆจึงเปนเร่ืองยาก ดังน้ันสูตรหรือสมการ
ในแบบจําลองตางๆจําเปนตองผสมผสานระหวางสมการทางคณิตศาสตรและผลการทดสอบใน
หองปฏิบัติการเปนสมการเชิงการทดลอง (Semi- emprical formulae) เพื่อใชวิเคราะหกําลังตานทานของ
จดุ ตอ
4.2.1 แบบจําลอง Yield line model
Yield line model ถูกพัฒนาข้ึนครั้งแรกโดยนักวิจัยชาวเดนมารก ช่ือ Johansen เพ่ือใชในการ
วเิ คราะหแ ผนเพลท และถูกใชอยางกวางขวางสําหรับจุดตอแบบทอสี่เหลี่ยม ตัวแบบจําลองจะเหมาะสม
กับจุดตอที่มีอัตราสวน β มีคาปานกลาง โดยสามารถวิเคราะหกําลังตานทานของการเกิดวิบัติแบบ
82
พลาสติกของผนังดา นบนของทอแกนหลักไดดี (Chord face plastification) ในกรณีท่ีอัตราสวน β มีคาตํ่า
แบบจําลองอาจวิเคราะหใหคา กําลงั สูงเกินไป หรอื ในกรณที ่ีอัตราสวน β มีคาสงู แบบจําลองอาจวิเคราะห
ใหคากําลังสูงเกินความเปนจริงแบบอนันต (Infinite) ซ่ึงในความเปนจริงแลวจุดตออาจเกิดการวิบัติใน
รปู แบบอ่นื ๆกอ นแลว ซ่งึ จะเปน ตวั กําหนดกาํ ลังตานทานของจดุ ตอ เชน การวิบัติแบบเฉือนทะลุ
โดยทฤษฎี วิธกี ารแบบ Yield line model คอื การหาขอบเขตของคากําลังตานทานของจุดตอซึ่งมี
รูปแบบการครากไดหลายรูปแบบ รูปแบบใดที่ทําใหคากําลังตานทานของจุดตอมีคาตํ่าท่ีสุดจะเปน
ตวั กําหนดรูปแบบของการวบิ ตั ิ จากการศึกษาพบวา ความแตกตางของรูปแบบการวิบัติไมทําใหเกิดความ
แตกตางของกําลังตานทานของจุดตอมากนักในกรณีจุดตอแบบ T Y และ X รูปแบบอยางงายของ
แบบจําลอง Yield line model สามารถแสดงดังรปู ท่ี 4.10
h N sinθ
1 11
N h
1b 1
1 sinθ
1
t
o h δ
o
b
o
3
4
Model 1 52 4 25 1 b -2t
5 5 oo
3
2A A C δ
1
α D
φ A
1i
5
α
Bφ
5
รูปที่ 4.10 แบบจําลอง Yield line model ของจุดตอ รปู ตวั T Y และ X