83
หลักการเบื้องตนของ Yield line model ต้ังอยูบนทฤษฎีที่วา พลังงานภายนอกที่เกิดจากแรง
กระทําภายนอก N1 ทําใหเกิดการเคล่ือนท่ี ( δ) มีขนาดเทากับพลังงานภายในที่ทําใหเกิดระบบจุดหมุน
พลาสติก (Plastic hinge system) ของเสนการคราก (Yield line) ที่มีความยาว A i และทําใหเกิดมุมหมุน
ϕi
จากพลังงานภายนอกเทา กบั พลังงานภายใน
∑N1 ⋅sinθ1 ⋅ δ = Ai ⋅φi ⋅ mp (4.1)
(4.2)
โดยที่ พลาสตกิ โมเมนต mp = 1 ⋅ t 2 ⋅ fyo ตอหนวยความยาว
4 o
พลงั งานภายในของการครากในแตล ะดา นไดแก
Yield line 1 ; 2bo 2δ ⋅ mp = 4tanα ⋅ δ ⋅ mp (4.3)
Yield line 2 1-β (4.4)
⋅ (bo -b1 ) cotα
; 2b1 ⋅ 2δ ⋅ mp = 4tanα ⋅ δ ⋅ mp
1-β
(bo -b1 ) cotα
Yield line 3 ; 2 ⎛ h1 +2 ⋅ cotα ⋅ bo -b1 ⎞ ⋅ 2δ ⋅ mp = ⎛ 4η +4cotα ⎞ ⋅ δ ⋅ mp (4.5)
Yield line 4 ⎜ sinθ1 2 ⎟ bo -b1 ⎜⎜⎝ ⎠⎟⎟ (4.6)
⎝ ⎠ (1-β ) sinθ1
; 2. h1 . b 2δ .m p = 4η ⋅ δ ⋅ mp
sinθ1 o -b1
(1-β ) sinθ1
Yield line 5 ; 4A 5 ⎛ A . δ α + A . δ α ⎞ ⋅ m p = 4(tanα+cotα) ⋅δ ⋅ mp (4.7)
⎜ tan cot ⎟
⎝ 5 5 ⎠
พลังงานภายในทั้งหมดรวมกันทกุ ดานมคี าเทากบั
E = 8 ⋅ mp ⋅ δ ⋅ ⎡ tanα+ (1-β) + η ⎤ (4.8)
⎢ sinθ1 ⎥
d (1-β ) ⎣ tanα ⎦
เม่อื แทนสมการที่ 4.2 และ 4.8 ลงในสมการที่ 4.1 จะไดเทา กบั
N1 ⋅ sinθ1 = 2f yo ⋅ t 2 ⎛ tanα+ (1-β) + η ⎞ (4.9)
o ⎜ sinθ1 ⎟
⎝ tanα ⎠
1-β
ในกรณแี รงที่เกดิ ขน้ึ ในทอ แกนรองมีคาต่ําสดุ จะเกิดข้นึ สัมพันธม ุม α คือ
dN1 = 0 (4.10)
dα (4.11)
หรอื tan α = 1-β
แทนสมการที่ 4.11 ในสมการท่ี 4.9 จะไดว า
84
N1 = f yo ⋅ t 2 ⎛ 2η +4 1-β ⎞ 1 (4.12)
o ⎜ sinθ1 ⎟ sinθ1
⎝ ⎠
(1-β)
หมายเหตุ: ในแบบจําลอง Yield line model นี้ การพิจารณาทําไดงายข้ึนโดยจะไมพิจารณาผลของความ
หนาของทอ แกนหลัก น่ันคือขนาดความกวางท่ีมีผลตอการครากจะพิจารณาใหมีขนาดเทากับความกวาง
สทุ ธิของทอเหล็ก (bo-2to ≈ bo )
สําหรับจุดตอแบบ K ก็สามารถนําแบบจําลองของจุดตอ T Y และ X มาใชไดเชนเดียวกัน
อยางไรก็ตาม กรณีจุดตอแบบตัว K การสงถายแรงจะเปนเรื่องท่ีซับซอนมากเน่ืองจากพื้นที่ชองวาง
ระหวางทอแกนรอง เมือ่ เกดิ จุดหมุนพลาสตกิ หนวยแรงท่ีเกิดขนึ้ บริเวณนจี้ ะมีอิทธิพลอยางมากจากหนวย
แรงในแนวระนาบผิวทอ (Membrane stress) หนวยแรงเฉือน (Shear stress) และกําลังแข็งเกร็งเพ่ิมข้ึน
ของวัสดุ (Work hardening) ดว ยความซับซอนของหนว ยแรงเหลานท้ี ําใหสมการกําลังตานทานของจุดตอ
แบบ K จึงตอ งนาํ ผลท่ีไดจากการทดสอบมาปรบั ใชรว มดว ยในการออกแบบกาํ ลงั ตา นทานในจุดตอ
4.2.2 แบบจําลองการเฉอื นทะลขุ องผนงั ทอ แกนหลัก (Chord punching shear model)
ในทํานองเดียวกับจุดตอทอกลมเม่ือทอแกนรองรับแรงดึงสามารถเกิดการแตกราวฉีกขาดในทอ
แกนหลักบริเวณเสนรอบวงของการเชื่อมตอระหวางทอแกนหลักและทอแกนรอง เน่ืองจากแรงเฉือนที่
กระทําผานผนังทอแกนหลักมีความแข็ง (Stiffness) บริเวณเสนรอบวงนั้นไมสมํ่าเสมอ ทําใหการเสียรูป
ของจุดตางๆบนเสนรอบวงมีขนาดไมเทากัน ดังน้ันจะมีเฉพาะในบางบริเวณเทาน้ันที่รับแรงเฉือน
มากกวาสว นอน่ื ๆ ตัวอยา ง เชน ในกรณขี องจุดตอแบบ T และ Y บริเวณผนังดานขางของทอแกนหลักจะ
มีความแขง็ มากกวา บรเิ วณอ่ืนๆ
ในการคาํ นวณความยาวของเสนรอบวงที่มีผลตอการรับแรงเฉือน เฉพาะความยาวท่ีใกลกับผนัง
ทอแกนหลักจะถูกใชในการคํานวณซ่ึงเรียกวา ความยาวประสิทธิผล ( bep ) ดังแสดงในรูปท่ี 4.11 โดย
ความยาวประสิทธิผลจะข้ึนอยกู บั อตั ราสว น bo /to ของทอแกนหลักเปน สาํ คัญ เมื่อ bo /to มีคานอยจะทํา
ใหค วามยาวประสิทธผิ ล bep มคี ามากขน้ึ
85
รปู ที่ 4.11 แบบจําลองการเฉือนทะลุของผนังทอแกนหลกั
แรงเฉือนท่ีกระทําบนผนังทอแกนหลักท่ีทําใหเกิดการเฉือนทะลุสามารถคํานวณไดจากแรง
กระทําในทอแกนรอง N1 โดยแตกแรงกระทําในแนวตั้งฉากกับผนังทอแกนหลักและสามารถเขียน
สมการของแบบจาํ ลองไดดงั น้ี
N1 = f yo ⋅ to ⎛ 2h1 +2bep ⎞ 1 (4.13)
3 ⎜ sinθ1 ⎟ sinθ1
⎝ ⎠
สําหรับจุดตอแบบ K ชนิดมีชองวาง (K-gap joint) ระยะของชองวางนั้นมีความสําคัญตอความ
ยาวประสิทธผิ ล bep ของการเฉือนทะลุ ในกรณีท่ีไมม ชี อ งวางหรือชองวา งนั้นเล็กมากๆ และมีคา β อยูใน
ระดับปานกลางถึงต่ํา (รูปที่ 4.12a) ที่บริเวณชองวางน้ันคอนขางแข็งแรงมากเมื่อเทียบกับสวนอ่ืนๆบน
เสน รอบวง สมการของแรงในทอ แกนรองท่ที ําใหเ กิดการเฉือนทะลุสามารถเขยี นไดด ังน้ี
N2 ⋅ sinθ2 = f yo ⋅ to ⎛ b2 +2c ⋅ h2 ⎞ เมอื่ c << 1 (4.14)
3 ⎜ sinθ ⎟
⎝ ⎠
2
สาํ หรบั จุดตอแบบ K ทมี่ ีชอ งวางขนาดใหญ (รปู ท่ี 4.12c) จะมีพฤติกรรมคลายคลึงกับจุดตอแบบ
T Y และ X ดังนน้ั รปู แบบของสมการจะมคี วามคลายคลึงกันกบั สมการที่ 4.13
N2 ⋅ sinθ 2 = f yo ⋅ to ⎛ 2h 2 +2bep ⎞ (4.15)
3 ⎜ sinθ2 ⎟
⎝ ⎠
สําหรับจุดตอแบบ K ที่ชองวางมีขนาดกลาง ความแข็ง (Stiffness) ของบริเวณชองวางมีขนาด
เทา ๆกนั กบั บรเิ วณดานขา งของทอแกนรอง (รูปที่ 4.12b) รูปแบบของสมการของการเฉือนทะลุจะเปน
86
N2 ⋅ sinθ2 = f yo ⋅ to ⎛ 2h 2 +b2 +bep ⎞ (4.16)
3 ⎜ sinθ2 ⎟
⎝ ⎠
ระยะชอ งวางเหมาะสมท่ีทาํ ใหเกิดพฤติกรรมตาม สมการที่ 4.16 สามารถคํานวณไดจากระยะชองวางจริง
โดยไมต องพิจารณาขนาดของรอยเชื่อมรว มดวยนัน่ คือ
g ≈ bo -bi หรอื g ≈1−β (4.17)
2 2 bo
จากการทดสอบในหองปฏิบัติการยังพบอีกวา ระยะชองวางยังใหพฤติกรรมตาม สมการที่ 4.16 ถาระยะ
ของชอ งวา งยังอยใู นชวง
0.5(1− β) ≤ g ≤ 1.5(1− β) (4.18)
bo
สําหรับคา β ที่มีคาสูง สมการท่ี 4.18 จะไมสามารถนํามาใชพิจารณาได ดังน้ันจึงตองระบุระยะชองวาง
ของจุดตอนอยท่สี ุดจะตอ งมคี ามากวา g = t1 + t2
a) g ≅ 0
0.5b ep
b) g = b0 - b2
0.5b ep _s_ihn_1θ_1
c) very large gap
รูปที่ 4.12 แบบจาํ ลองการเฉือนทะลุของจุดตอแบบ K ชนิดมีชองวาง
87
4.2.3 แบบจําลองการวบิ ตั ขิ องทอ แกนรองเนอื่ งจากแรงดึง (Brace effective width model)
การวิบัติของทอแกนรองเน่ืองจากแรงดึงนั้นจะสัมพันธโดยตรงกับการวิบัติแบบเฉือนทะลุ
เน่ืองจากความแข็งในแนวเสนรอบวงของทอแกนรองที่มีขนาดไมเทากัน ทําใหบางบริเวณจะรับแรง
มากกวาสวนอื่นๆ ดังรูปท่ี 4.13 ขนาดความกวางประสิทธิผล be เพื่อใชในการคํานวณบริเวณที่รับแรง
เปนหลัก โดยแรงที่กระทําจะอยูในแนวแกนของทอแกนรองซ่ึงมีความแตกตางกับแรงกระทําแบบการ
เฉือนทะลุซ่ึงจะอยูในแนวต้งั ฉากกบั ทอแกนหลกั
สําหรับจุดตอแบบ T Y และ X เกณฑการวิบัติแบบ Effective width สามารถแสดงดวยสมการ
ดังน้ี
N1 = f y1 ⋅ t1(2h1 + 2be − 4t1 ) (4.19)
ในทํานองเดียวกับเกณฑการวิบัติแบบเฉือนทะลุ ความกวางประสิทธิผล be สามารถคํานวณหาไดจาก
การทดสอบในหอ งปฏบิ ตั กิ าร โดย be จะมคี ามาก เม่ืออัตราสวน bo / to มีคาลดลง
สําหรับจุดตอแบบ K ชนิดมีชองวาง เกณฑการวิบัติจะคลายกับการวิบัติแบบเฉือนทะลุที่มีระยะ
ชองวางที่เพียงพอ กลาวคือ ระยะหางของชองวางจะตองอยูในชวงตามที่ระบุไวดังสมการที่ 4.18 ทําให
ระยะที่มผี ลตอ การรับแรงมีรูปแบบคลายกบั สมการที่ 4.16 ดังนน้ั เกณฑการวิบัติสามารถแสดงไดด งั น้ี
N 2 = f y2 ⋅ t 2 (2h 2 + b2 + be − 4t1 ) (4.20)
นอกจากน้ันแลว สมการน้ียงั สามารถใชกบั จดุ ตอแบบซอ นทบั ได ดงั รปู ที่ 4.14
รูปท่ี 4.13 ความกวางประสิทธิผลของ θ2 θ 1
จุดตอแบบ T, Y และ X
รูปท่ี 4.14 ความกวางประสทิ ธผิ ลของ
จุดตอแบบซอนทับ
88
4.2.4 แบบจําลองการแบกทานหรือการโกงเดาะของผนังดานขางทอแกนหลัก (Chord side wall
bearing or buckling model)
จุดตอแบบ T Y และ X ท่ีมีอัตราสวน β สูง โดยท่ัวไปการวิบัติจะเกิดจากการคราก (Yielding)
หรือการโกงเดาะ (Buckling) ที่ผนังดานขางของทอแกนหลักดังรูปท่ี 4.15 โดยแบบจําลองการแบกทาน
หรือการโกง เดาะนม้ี ีลกั ษณะคลายกับแบบจําลองการเช่ือมตอ กันระหวางเหลก็ I-sections (จุดตอ เสาคาน)
สําหรับจุดตอทอเหล่ียม ที่มีอัตราสวนความกวาง β = 1 กําลังตานทานของจุดตอสามารถแสดง
ไดด ังนี้
N1 = 2f yo ⋅ to ⎛ h + 5to ⎞ ⋅ 1 (4.21)
⎜ sinθ1 ⎟ sinθ1
⎝ ⎠
กรณีทีผ่ นังดานขางของทอแกนหลักคอนขางชะลูด หนวยแรงท่ีจุดครากจําเปนตองถูกลดทอน ซ่ึงคา fyo
จะถกู แทนทด่ี วย fk ซ่งึ คํานึงถงึ อตั ราสวนความชะลูดของผนังทอ ho / to
รปู ที่ 4.15 แบบจําลองการวบิ ัติทผี่ นังดานขา งของทอแกนหลกั
4.2.5 แบบจาํ ลองการเฉอื นครากของทอ แกนหลกั (Chord shear model)
ในทํานองเดียวกับจุดตอแบบทอกลม ดังแสดงในรูปที่ 4.16 แบบจําลองยังคงยึดการวิบัติ
แบบพลาสตกิ เนือ่ งจากแรงเฉอื นที่บรเิ วณชอ งวา งระหวางทอแกนรอง ซ่งึ สตู รการคํานวณพ้นื ฐาน มดี งั น้ี
VpA = f yo ⋅ Av (4.22)
3
89
รปู ที่ 4.16 แบบจาํ ลองการวบิ ัติแบบเฉือนครากของทอแกนหลัก
ในการคํานวณพ้ืนท่รี บั แรงเฉือนตามทฤษฎีแลว สวนแผน เอว (Web) หรือผนังดานขางจะเปนบริเวณที่รับ
แรงเฉือนเปนหลัก แตถาระยะชองวางมีคานอย สวนปก (Flange) หรือผนังดานบนจะสามารถรับแรง
เฉอื นรวมดว ย ดังสมการ
Av = (2ho + α ⋅ bo ) ⋅ to (4.23)
โดยสัมประสิทธ์ิ α จะข้ึนอยูกับอัตราสวน g/to โดยสามารถคํานวณไดจากการวิเคราะหแบบพลาสติก
พน้ื ทหี่ นาตัดสวนท่ีเหลือจะทําหนาที่สงถายแรงตามแนวแกน ซึ่งการรับแรงรวมท้ังแรงเฉือนและแรงใน
แนวแกนจะตองทําการตรวจสอบการรับแรงรวมโดยใชสมการปฏิสัมพันธ (Interaction formulae) ที่
เสนอโดย Huber Hencky – Von Mises ดังน้ี
( )No,gap ≤ ⋅ fyo + Av ⋅ fyo ⎛ VSd ⎞2 (4.24)
Ao − Av 1− ⎝⎜⎜ VpA ⎠⎟⎟
4.3 สมการการออกแบบและขอกําหนดของการออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอ
สีเ่ หลย่ี มผืนผาและสี่เหล่ียมจตั ุรัส
การศึกษาดานกําลังของจุดตอทอเหลี่ยมนั้นไดเริ่มทําการศึกษาตั้งแตป 1950 โดยมีวัตถุประสงค
เพื่อท่ีจะพิจารณาหากําลังประลัยของจุดตอ (Ultimate strength) ภายใตพารามิเตอรของจุดตอที่เปลี่ยนไป
ผลกระทบของพารามิเตอรตอกําลังของจุดตออาจวิเคราะหไดดวยสมการพื้นฐานและแบบจําลองท่ี
พฒั นาขึ้น (ในหัวขอ 4.2 ) แตท วา พารามเิ ตอรอีกจาํ นวนหนึง่ เชน ความกวา งประสิทธิผล be แรงกระทํา
เร่ิมตนภายในทอแกนหลัก พฤติกรรมแบบมี hardening ของวัสดุ อาจไมสามารถวิเคราะหไดดวย
แบบจาํ ลองอยา งงาย ฉะนนั้ จงึ จาํ เปนตองอาศัยผลการทดสอบในหองปฏิบัติการประกอบเพื่อเปรียบเทียบ
90
ความสัมพนั ธและปรับปรุงสมการใหม ีความถูกตองมากยง่ิ ขึ้น สมการสาํ หรบั การออกแบบจุดตอประเภท
ทอส่ีเหล่ียมจะอยูในรูปแบบของสมการตามแบบจําลองและใชขอมูลที่วิเคราะหทางสถิติจากผลการ
ทดสอบปรบั เทยี บจนกลายเปนสมการเชงิ การทดลอง (Semi empirical formulae)
ตารางท่ี 4.1 สมการกําลังของการออกแบบจดุ ตอ โครงสรา งเหล็กประเภททอส่ีเหลยี่ มผืนผา
ชนดิ ของจุดตอ กําลงั ของจุดตอ (i = 1, 2)
จดุ ตอแบบ T Y และ X
เมอ่ื β ≤ 0.85 Chord face yielding
N ∗ = f yo ⋅ t 2 ⎡ 2η + 4 (1 − β )0.5 ⎤ ⋅f (n)
1 o ⋅ ⎢⎣ sinθ1 ⎥
(1-β ) sinθ1 ⎦
เมอ่ื β =1.0 Chord side wall failure
N ∗ = fk ⋅ t 2 ⋅ ⎡ 2h1 + 1 0 ⋅ t ⎤
1 o ⎢ sinθ1 ⎥
⎣
sinθ1 o ⎦
เมื่อ 0.85 < β ≤1.0 จะตองเทียบคา เชิงเสนระหวา งคา ท่ี
คาํ นวนไดจ าก Chord face yielding และ Chord side wall
failure
เม่อื β > 0.85 Effective width
[ ]N1∗ = fy1 ⋅ t1 2h1 − 4t1 + 2be Punching shear
เมอ่ื 0.85 ≤ β ≤ 1−1/ γ
N1∗ = fyo ⋅ t o ⋅ ⎡ 2h1 + 2bep ⎤
3sinθ1 ⎢ sinθ1 ⎥
⎣ ⎦
ตารางท่ี 4.1 แสดงสมการกําลังตานทานเพ่ือการออกแบบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอ
ส่ีเหล่ียมผืนผาภายใตขอกําหนดขอบเขตของพารามิเตอรดังแสดงในตารางท่ี 4.2 เม่ือพิจารณาเกณฑการ
แบงกาํ ลังตา นทานในตารางที่ 4.1 จะพบวากําลังของจุดตอแบบ T Y และ X จะถูกกําหนดโดยคา β เมื่อ
β ≤ 0.85 การวิบัติจะเปนแบบการครากของผนังทอดานบน (Chord face yielding) ในกรณีที่ β > 0.85
การวิบัติอาจเกิดขึ้นในรูปแบบอ่ืน เชน การวิบัติที่ผนังดานขางของทอแกนหลัก (β =1.0) การวิบัติ
เนอื่ งจากแรงดึงในทอแกนรอง (Brace effective width) หรือ การวบิ ัติแบบเฉือนทะลุ
91
ตารางที่ 4.1 สมการกาํ ลังของการออกแบบจุดตอโครงสรางเหลก็ ประเภททอส่เี หล่ยี มผืนผา (ตอ )
ชนดิ ของจดุ ตอ กาํ ลงั ของจดุ ตอ (i = 1, 2)
จุดตอแบบ K และ N ชนดิ มีชอ งวาง
Chord face yielding
f yo ⋅ t 2 ⎡ b1 +b 2 +h1 +h ⎤ γ0.5
( )N∗i o ⎢ 4bo 2 ⎥⋅ ⋅f n ; i=1,2
= 8.9 ⋅ ⋅ ⎣ ⎦
sinθi
Chord shear
N*i = f yo⋅A v และ
3 ⋅sinθi
N∗o (in gap) ≤ (Ao − Av )fyo + Av ⋅ fyo 1− ⎛ V ⎞2
⎜⎝⎜ VpA ⎟⎟⎠
Effective width
[ ]N*i =fyi ⋅ ti 2hi -4ti +bi +be Punching shear
เมอ่ื β ≤ 1−1/ γ
N*i = fyo ⋅ to ⋅ ⎡ 2hi + bi + 2bep ⎤
3sinθi ⎣⎢ sinθi ⎥
⎦
จุดตอแบบ K และ N ชนิดซอ นทับ ใชเหมอื นกับทอส่เี หลย่ี มจัตรุ สั (ตารางที่ 4.3)
Functions
, ,( )( )fk =fyo tension fk =fkn T-,Y-joints fk =0.8sinθ1 ⋅ fkn (X-joints)
เม่ือ fkn = buckling stress และคา slenderness ratio=3.46 ⋅ ⎛ ho ⎞ 1
⎜⎝⎜ to − 2⎟⎠⎟ ⋅ sinθ1
⎛ ⎞0.5
⎜ ⎟
f (n) = 1.0 (tension) เมอื่ n ≥ 0 Vp = f yo ⋅ Av , α = ⎜ 1 ⎟
3 ⎟
f (n) = 1.3 + 0.4 ⋅ n ≤ 1.0 (compression) ⎜ 1+ 4g 2 ⎟
β ⎜ ⎠
เมอ่ื n < 0 ⎝ 3t 2
o
สําหรบั ทอแกนรองที่เปน ทอสี่เหล่ยี ม
Av = (2ho + α bo )⋅ to
สําหรบั ทอ แกนรองที่เปนทอกลม
Av = 2ho ⋅ to
be = 10t o ⋅ f yo ⋅ to ⋅ bi ≤ bi bep = 10t o ⋅ bi ≤ bi be(ov) = 10t j ⋅ f yj ⋅tj ⋅ bi ≤ bi
bo f yi ⋅ ti bo bj f yi ⋅ ti
หมายเหตุ ; สาํ หรบั X-connection ที่มี θ < 90D การวบิ ัติแบบ chord side wall ตอ งตรวจสอบ shear
9292
ตารางท่ี 4.2 ขอกําหนดขอบเขตพารามิเตอรของการเชื่อมตอ กันระหวา งทอ ส่ีเหล่ียมผืนผา eccentricity
Type of joints Joint parameters (i = 1 or 2, j = overlapped brace)
hbii //bboo bi / ti , hi / ti , di / ti hi / bi hboo //ttoo gap/overlap
compression tension bi /b j ti / t j
T,Y,X ≥ 0.25 ≤ 1.25 E ≤ 35
K,N gap f y1
K,N overlap
0.1 + 0.01 bo ≤ 35 hi ≤ 35 0.5(1− β) ≤ g ≤ 1.5(1− β)b)
to bi bo
≥ ≤ 35 0.5 ≤ ≤2
β ≥ 0.35 g ≥ t1 + t2 -0.55 ≤ e ≤ 0.25
ho
≥ 0.25 ≤ 1.1 E ≤ 40 25% ≤ Ov ≤ 100%
f y1
ti bi
tj ≤ 1.0 , bj ≥ 0.75
for circular 0.4 ≤ di ≤ 0.8 ≤ 1.5 E ≤ 50 limitations as above for di = bi
braces bo f y1
(web members)
Note ; a) fyi , fyj ≤ 355 N/mm2 , fyi (or fyj) / fui ≤ 0.8
b) ถา g มคี า มากกวา 1.5(1−β)⋅bo และ (t1 + t2) ตอ งตรวจสอบ effective width และ punching shear สําหรบั T- หรอื Y- joints
93
สําหรับจุดตอแบบ K และ N ชนิดมีชองวาง รูปแบบพ้ืนฐานจะเปนการวิบัติแบบครากของผนัง
ทอแกนหลัก ท้ังน้ีขึ้นอยูกับคาพารามิเตอรของจุดตอ รูปแบบอื่นๆของการวิบัติอาจเกิดขึ้นไดดวยเชนกัน
ดังนั้นจึงตองทําการตรวจสอบการวิบัติเนื่องจากแรงเฉือนของทอแกนหลัก การวิบัติเน่ืองจากแรงดึงใน
ทอ แกนรอง และการวบิ ัตแิ บบเฉือนทะลุ (ในกรณที ค่ี า β ≤1−1/ γ )
สําหรับจุดตอแบบ K และ N ชนิดซอนทับ จะเกิดการวิบัติเนื่องจากแรงดึงในทอแกนรองเปน
หลัก โดยทกี่ ารวบิ ัติแบบอน่ื ๆจะไมเ ปน ตวั กําหนดกําลงั ของจุดตอ
ตารางที่ 4.3 สมการกาํ ลงั ของการออกแบบจดุ ตอ โครงสรา งเหลก็ ประเภททอสี่เหล่ียมจัตุรัส
ชนดิ ของจดุ ตอ กาํ ลงั ของจดุ ตอ (i = 1, 2)
จุดตอแบบ T, Y และ X
เมอ่ื β ≤ 0.85 Chord face yielding
N1∗ = f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ 2β + 4 (1 − β )0.5 ⎤ ⋅ f (n)
o ⎢ sinθ1 ⎥
⎣
(1-β) sinθ1 ⎦
จดุ ตอแบบ K และ N ชนดิ มีชองวาง β ≤1.0 Chord face plastification
N ∗ = 8.9 ⋅ f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ b1 + b 2 ⎤ ⋅ γ 0.5 ⋅f (n)
i o ⎢ 2bo ⎥
⎣
sinθ1 ⎦
94
ตารางท่ี 4.3 สมการกาํ ลังของการออกแบบจุดตอ โครงสรางเหลก็ ประเภททอส่ีเหลี่ยมจัตรุ สั (ตอ)
จุดตอแบบ K และ N ชนดิ ซอนทับ 25% ≤ Ov ≤ 50% Effective width
N∗i = f yi ⋅ ti ⎡⎛ Ov ⎞ ( 2h i − 4ti ) + be + b e(ov) ⎤
⎣⎢⎝⎜ 50 ⎟⎠ ⎥
⎦
50% ≤ Ov < 80% Effective width
( )N∗i = fyi ⋅ ti ⎡⎣ 2hi − 4ti + be + be(ov) ⎤⎦
Ov ≥ 80% Effective width
( )N + bi + be(ov) ⎤⎦
∗ = fyi ⋅ ti ⎣⎡ 2hi − 4ti
i
Functions
f (n) = 1.0(tension) เมื่อ n ≥ 0 , เมื่อf (n ) = 1.3 + 0.4 ⋅ n ≤ 1.0 (compression ) n<0
β
be = 10to ⋅ f yo ⋅ to ⋅ bi ≤ bi be(ov) = 10t j ⋅ f yj ⋅tj ⋅ bi ≤ bi
bo f yi ⋅ ti bj f yi ⋅ ti
หมายเหตุ : การวิบัตแิ บบ Effective width เกดิ ขนึ้ กับการเชอ่ื มตอ กนั แบบวางทับซอ นกนั (overlap)
ตารางท่ี 4.3 แสดงสมการกําลังตานทานเพื่อการออกแบบจุดตอเหล็กโครงสรางประเภททอ
สี่เหล่ยี มจตั ุรสั ภายใตขอกาํ หนดขอบเขตของพารามเิ ตอรดงั แสดงในตารางท่ี 4.4
จากตารางท่ี 4.3 การวิบัติของจุดตอแบบ T Y X และ K N ชนิดมีชองวาง มีรูปแบบการวิบัติท่ี
นอยกวาทอสี่เหล่ียมผืนผาเมื่อยังอยูภายใตขอกําหนดขอบเขตพารามิเตอร ซึ่งจะเปนการวิบัติแบบคราก
ของผนังทอแกนหลัก ในกรณีท่ีพารามิเตอรอยูนอกเหนือจากขอบเขตท่ีกําหนด การวิบัติแบบอื่นๆอาจ
เกิดข้ึนไดเชนเดียวกับจุดตอทอสี่เหล่ียมผืนผา ดังน้ันอาจใชตารางที่ 4.1 และ 4.2 ของจุดตอทอ
สี่เหล่ยี มผนื ผาทาํ การตรวจสอบรว มดว ย
สําหรับจุดตอแบบ K และ N ชนิดซอนทับ จะเกิดการวิบัติเน่ืองจากแรงดึงในทอแกนรองเปน
หลักเชนเดียวกับจุดตอสี่เหลี่ยมผืนผา ท้ังน้ีจะตองตรวจสอบคารอยละของการซอนทับ Ov เพ่ือท่ีจะใช
คาํ นวณหากําลงั ตานทานของจดุ ตอ
95
ตารางที่ 4.4 ขอกําหนดขอบเขตพารามิเตอรของการเชื่อมตอกันระหวางทอ สี่เหล่ยี มจตั ุรัส
Type of joints Joint parameters (i = 1 or 2 , j = overlapped brace)
bi / ti gap/overlap eccentricity
bi / bo compression tension bo /to (bbi1 /+bbj 2 )/ /2tbj i
ti
T,Y,X 0.25 ≤ bi ≤ 0.85a) 10 ≤ bo ≤ 35a)
b0 to
≤ 1.25 E
f y1
K,N gap ≥ 0.1 + 0.01 bo ≤ 35 b2 ≤ 35 15 ≤ bo ≤ 35a) 0.6 ≤i=b11b+oi br 22 ≤ 1.3a) 0.5(1− β) ≤ g ≤ 1.5(1− β)
to t2 to b0
bi ≥ 0.35 g ≥ t1 + t2
bo
-0.55 ≤ e ≤ 0.25
ti h0
tj ≤ 1.0
bo
K,N overlap ≤ 1.1 E to ≤ 40 25% ≤ Ov ≤ 100%
f y1
≥ 0.25 bi ≤ 0.75
bj
for circular 0.4 ≤ di ≤ 0.8 di ≤ 1.5 E b2 ≤ 50 Limitations as above for di = bi
bracings bo ti fy1 t2
(web members)
Note ; a) ถาไมเปนไปตามขอ กําหนดนี้ จะตองตรวจสอบ punching shear ,effective width , side wall failure , chord shear or local buckling และอาจ
ใชขอ กําหนดขอบเขตพารามิเตอรของการเชื่อมตอกันระหวางเหล็กทอสีเ่ หล่ยี มผนื ผา ตามตารางท่ี 4.1 และตารางที่ 4.2
95
96
4.4 กราฟเพือ่ การออกแบบจดุ ตอโครงสรางเหลก็ ประเภททอ สเ่ี หล่ียมจตั รุ สั
กราฟมีลักษณะคลายคลึงกับกราฟเพื่อการออกแบบจุดตอเหล็กโครงสรางประเภททอกลมดังท่ี
อธิบายในหวั ขอ 3.4 สมการกาํ ลงั ตานทานของจดุ ตอ ดงั แสดงในตารางท่ี 4.1 และ 4.3 สามารถเขียนใหอยู
ในรูปประสิทธิภาพของจุดตอ นั่นคือเม่ือทราบคาแรงกระทําท่ีจุดครากของทอแกนรอง Ai ⋅ fyi ท่ีตอกับ
ทอแกนหลกั สมการประสทิ ธิภาพสามารถเขียนใหอยูในรปู
eff = N * = Ce ⋅ f yo ⋅ to ⋅ f (n) (4.25)
i f yi ⋅ ti
sinθi
A i ⋅ f yi
Ce คือ พารามิเตอรป ระสิทธภิ าพซึ่งเขยี นตามชนดิ ของจดุ ตอ ( CT สําหรบั จุดตอแบบ T Y และ X, CK,gap
สําหรับจุดตอแบบ K ชนิดมีชองวาง ดังแสดงในรูปท่ี 4.17 – 4.20) กราฟการเปลี่ยนแปลงของคาฟงกช่ัน
f (n) แสดงในรูปท่ี 4.19 คาพารามิเตอรประสิทธิภาพสําหรับจุดตอทอส่ีเหล่ียมจัตุรัสแบบ K ชนิด
ซอนทบั 100% แสดงในรูปท่ี 4.20
รูปท่ี 4.17 กราฟเพือ่ การออกแบบจุดตอทอสี่เหล่ียมจัตุรสั แบบ T Y และ X
97
รปู ที่ 4.18 กราฟเพ่ือการออกแบบจดุ ตอทอสี่เหลย่ี มจัตุรัสแบบ K ชนิดมีชอ งวา ง
รูปที่ 4.19 การเปล่ียนแปลงคาฟงกชน่ั f (n)
98
รูปท่ี 4.20 กราฟเพื่อการออกแบบจดุ ตอทอสี่เหล่ียมจัตุรสั แบบ K ชนดิ ซอนทับ 100%
4.5 ตวั อยา งการออกแบบจดุ ตอโครงสรางเหล็กประเภททอ สี่เหลย่ี มผืนผา และสเ่ี หลยี่ มจตั รุ ัส
ตัวอยางท่ี 4.1 จงตรวจสอบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอสี่เหลี่ยมผืนผาแบบ K ชนิดมีชองวาง
ระหวา งทอแกนรองดังนี้
ทอ แกนหลกั ; RHS 200x150 x9.0 mm
ho = 200, bo = 150 mm, to = 9.0 mm, Ao = 5697.9 mm2 , fyo = 235 Mpa, E=206 Gpa, No = −800 kN
ทอแกนรอง 1; RHS 150x100 x9.0 mm
h1=150 mm, b1 = 100 mm , t1 = 9.0 mm , fy1 = 235 Mpa , E=206 Gpa, N1 = −400 kN, θ1 = 45D
ทอ แกนรอง 2; RHS 150x100 x9.0 mm
h2 =150 mm, b2 = 100 mm , t2 = 9.0 mm , fy2 = 235 Mpa , E=206 Gpa, N2 = 400 kN, θ2 = 45D
gap =18 mm
คาํ นวณหาคา พารามเิ ตอร
γ = bo = 150 =8.333 β = h1+h2 +b2 +b2 = 150+150+100+100 =0.833
2to 2× 9.0 4bo 4×150
, ,g =18
g' = g = 18 =2.0 , n = 1000No = 1000× (-800) = -0.597
to 9.0 Aofyo 5697.9× 235
99
e = ⎛ 2 h1 θ1 + 2 h2 θ2 + g ⎞ sin θ1 ⋅ sin θ2 − ho
⎜ sin sin ⎟ 2
⎝ ⎠ sin (θ1 + θ2 )
150 150 sin 45⋅sin 45 200
= ⎛ 2 sin 45 + 2 sin 45 + 18 ⎞ sin − 2 = 15.07
⎝⎜ ⎟⎠ (45 + 45)
ตรวจสอบขอ กาํ หนดขอบเขตของพารามิเตอร ตามตารางที่ 4.2
β ≥ 0.35 ⇒ 0.833 ≥ 0.35
,bo ho 35 ⇒ 22.22
to
to
≤ 35 ⇒ 16.67 ≤ 35 ≤ ≤ 35
b1 ≥ 0.1+0.01 bo ⇒ 0.6 ≥ 0.26
bo to
b2 ≥ 0.1+0.01 bo ⇒ 0.6 ≥ 0.26
bo to
b1 ≤ 1.1 E ⇒ 11.11 ≤ 32.56
t1 f y1
h1 ≤ 1.1 E ⇒ 16.67 ≤ 32.56
t1 f y1
b2 ≤ 1.1 E ⇒ 11.11 ≤ 32.56
t2 fy2
h2 ≤ 1.1 E ⇒ 16.67 ≤ 32.56
t2 fy2
0.5 ≤ h1 ≤ 2 ⇒ 0.5 ≤ 1.5 ≤ 2
b1
0.5 ≤ h2 ≤ 2⇒ 0.5 ≤ 1.5 ≤ 2
b2
0.5(1− β) ≤ g ≤ 1.5(1− β) ⇒ 0.083 ≤ 0.12 ≤ 0.25
bo
g ≥ t1 + t2 ⇒18 ≥ 18
−0.55 ≤ e ≤ 0.25 ⇒ −0.55 ≤ 0.075 ≤ 0.25
ho
30D ≤ θ1,2 ≤ 90D ⇒ 30D ≤ 45D ≤ 90D
คํานวณคา ฟง กชน่ั
f ( n) = 1.3 + n 0.4 = 1.3 + (−0.597) 0.4 = 1.013 ≤ 1
β 0.833
bep1 = 10b1t o = 10 ×100 × 9.0 = 60.0 ≤ b1 = 100
bo 150
100
be1 = bep1fyo to = 60.0× 235×9.0 = 60.0 ≤ b1 = 100
fy1 t1 235× 9.0
b ep 2 = 10b2 t o = 10 ×100 × 9.0 = 60.0 ≤ b2 = 100
bo 150
be2 = bep2fyo t o = 60.0 × 235×9.0 = 60.0 ≤ b2 = 100
fy2 t2 235 × 9.0
α= 1 = 1 = 0.3973
1+ 4g2 1 + 4 ×182
3× 9.02
3t 2
o
Av = (2ho + αbo ) to = (2× 200 + 0.3973×150)× 9.0 = 4136.4
VpA = fyo ⋅ Av = 235× 4136.4 = 561.2 kN
1000 3 1000 3
V = −N1 sin θ1 = −400sin 45 = −282.84 kN
1.การตรวจสอบ Chord face plastification
N1∗ = 8.9 ⋅ f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ b1 + b2 + h1 + h2 ⎤ ⋅ γ0.5 ⋅f (n)
o ⎢ 4bo ⎥
⎦
1000sinθ1 ⎣
= 8.9× 235× 9.02 × 0.833× 8.3330.5 ×1.0 = 576kN > 400 kN O.K.
1000sin45
O.K.
N∗2 = 8.9 ⋅ f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ b1 + b2 + h1 + h2 ⎤ ⋅ γ 0.5 ⋅f (n)
o ⎢ 4bo ⎥ O.K.
O.K.
1000sinθ1 ⎣ ⎦
= 8.9× 235× 9.02 × 0.833× 8.3330.5 ×1.0 = 576kN > 400 kN
1000sin45
2.การตรวจสอบ Chord shear
N1∗ = fyo ⋅ Av = 235× 4136.4 = 794 kN > 400 kN
1000 3 ⋅ sin θ1 1000 3 ×sin45
N∗2 = fyo ⋅ Av = 235× 4136.4 = 794 kN > 400 kN
1000 3 ⋅sin θ2 1000 3 × sin45
( )N ≤∗ fyo + Av ⋅ fyo 1− ⎛ V ⎞2
o (in gap) ⎝⎜⎜ VpA ⎠⎟⎟
Ao − Av
N∗o (in gap) = N1 cos θ1 + Nop = 400 cos 45 + 234.31 = 517.15 kN
1 ( Ao − Av ) fyo + Av ⋅ f yo 1− ⎛ V ⎞2 = 1206.52 kN 101
1000 ⎜⎜⎝ VpA ⎟⎟⎠
O.K.
( )N ≤∗ fyo + Av ⋅ fyo 1− ⎛ V ⎞2 O.K.
o (in gap) ⎜⎜⎝ VpA ⎟⎟⎠ O.K.
Ao − Av
O.K.
517.15 ≤ 1206.52 kN O.K.
3.การตรวจสอบ Effective width
N1* = f y1 ⋅ t1 (2h1 − 4t1 + b1 + be1 )
1000
= 235× 9.0 ( 2 ×150 − 4×9.0 +100 + 60) = 897 kN > 400 kN
1000
N*2 = fy2 ⋅ t2 (2h2 − 4t2 + b2 + )be2
1000
= 235× 9.0 ( 2 ×150 − 4× 9.0 +100 + 60) = 897 kN > 400 kN
1000
4.การตรวจสอบ Punching shear
N1∗ = fyo ⋅ to θ1 ⋅ ⎡ 2h1 + b1 + b ep1 ⎤
1000 3 sin ⎢ sinθ1 ⎥
⎣ ⎦
= 235× 9.0 ⋅ ⎡ 2 ×150 + 100.0 + 60.0⎦⎥⎤ = 1009 kN > 400 kN
1000 3 sin 45 ⎢⎣ sin45
N∗2 = fy0 ⋅ t0 ⋅ ⎡ 2h 2 + b2 + bep2 ⎤
1000 3 sin θ2 ⎢ sinθ2 ⎥
⎣ ⎦
= 235× 9.0 ⋅ ⎡ 2 ×150 + 100.0 + 60.0⎦⎤⎥ = 1009 kN > 400 kN
1000 3 sin 45 ⎣⎢ sin45
102
ตัวอยางท่ี 4.2 จงตรวจสอบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอส่ีเหลี่ยมจัตุรัสแบบ K ชนิดมีชองวาง
ระหวางทอแกนรองดังนี้
ทอแกนหลัก; SHS 150x150 x9.0 mm
ho = 150 mm, bo = 150 mm, to = 9.0 mm, Ao = 4867 mm2 , fyo = 245 Mpa, E=206 Gpa,
No = −600 kN
ทอแกนรอง 1; SHS 125x125 x9.0 mm
h1=125 mm, b1 = 125 mm , t1 = 9.0 mm A1 = 3967 mm2, fy1 = 245 Mpa , E=206 Gpa,
N1 = −300 kN, θ1 = 45D
ทอ แกนรอง 2; SHS 125x125 x9.0 mm
h2 =125 mm, b2 = 125 mm , t2 = 9.0 mm A2 = 3967 mm2, fy2 = 245 Mpa , E=206 Gpa,
N2 = 300 kN, θ2 = 45D
gap =18 mm
คาํ นวณหาคา พารามเิ ตอร
, ,g =18 γ = bo = 150 =8.333 β = h1+h2 +b1+b2 = 125+125+125+125 =0.833
2to 2× 9.0 4bo 4×150
,g' = g = 18 =2.0 n = 1000No = 1000× (-600) = -0.503
to 9.0 Aofyo 4867 × 245
e = ⎛ 2 h1 θ1 + 2 h2 θ2 + g ⎞ sin θ1 ⋅ sin θ2 − ho
⎜ sin sin ⎟ sin 2
⎝ ⎠ ( θ1 + θ2 )
125 125 sin 45 ⋅sin 45 150
= ⎛ 2 sin 45 + 2 sin 45 +18 ⎞ sin − 2 = 22.38
⎝⎜ ⎠⎟ (45 + 45)
γ = bo = 150 = 0.833
2t o 2 × 9.0
ตรวจสอบขอ กําหนดขอบเขตของพารามเิ ตอร ตามตารางที่ 4.4
15 ≤ bo ≤ 35 ⇒ 15 ≤ 16.67 ≤ 35
to
b1 ≥ 0.1+0.01 bo ⇒ 0.833 ≥ 0.266 and b1 ≥ 0.35 ⇒ 0.833 ≥ 0.35
bo to bo
b2 ≥ 0.1+0.01 bo ⇒ 0.833 ≥ 0.266 and b2 ≥ 0.35 ⇒ 0.833 ≥ 0.35
bo to bo
b1 ≤ 1.1 E ⇒ 13.88 ≤ 31.89
t1 f y1
b2 ≤ 35 ⇒ 13.88 ≤ 35
t2
103
0.6 ≤ b1 + b2 ≤ 1.3 ⇒ 0.6 ≤ 1 ≤ 1.3
2b1
0.6 ≤ b1 + b2 ≤ 1.3 ⇒ 0.6 ≤ 1 ≤ 1.3
2b2
0.5(1− β) ≤ g ≤ 1.5(1− β) ⇒ 0.083 ≤ 0.12 ≤ 0.25
bo
g ≥ t1 + t2 ⇒18 ≥ 18
−0.55 ≤ e ≤ 0.25 ⇒ −0.55 ≤ 0.149 ≤ 0.25
ho
30D ≤ θ1,2 ≤ 90D ⇒ 30D ≤ 45D ≤ 90D
พารามเิ ตอรท ง้ั หมดอยูภ ายในขอบเขต ดงั นน้ั ทาํ การตรวจสอบเฉพาะ Chord face plastification
คาํ นวณคาฟงกช นั่
f ( n) = 1.3 + n 0.4 = 1.3 + (−0.503) 0.4 = 1.058 ≤ 1
β 0.833
1.การตรวจสอบ Chord face plastification จากตารางท่ี 4.3
N1∗ = 8.9 ⋅ f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ b1 + b2 ⎤ ⋅ γ0.5 ⋅f (n)
o ⎢ 2bo ⎥
⎣ ⎦
1000sinθ1
= 8.9× 245×9.02 × 0.833 × 8.3330.5 ×1.0 = 600.51 kN > 300 kN O.K.
1000sin45 O.K.
N∗2 = 8.9 ⋅ f yo ⋅ t 2 ⋅ ⎡ b1 + b2 ⎤ ⋅ γ0.5 ⋅f (n)
o ⎢ 2b ⎥
⎣ o ⎦
1000sinθ1
= 8.9× 245×9.02 × 0.833 × 8.3330.5 ×1.0 = 600.51 kN > 300 kN
1000sin45
2. การตรวจสอบ Chord face plastification โดยใชกราฟเพือ่ การออกแบบ รูปท่ี 4.18 และ 4.19
( )N f yo ⋅ to
* = C k ,gap ⋅ f yi ⋅ ti fn
i ⋅ sinθi
A i ⋅ f yi
bo = 16.67 , b1 + b2 = 125 +125 = 16.67
to 2b1 125
จากกราฟรูปท่ี 4.18 สามารถหาคา ประสิทธิภาพของจดุ ตอ Ck,gap = 0.4
จากกราฟรปู ท่ี 4.19 สามารถคํานวณคาฟงกช่นั f (n) ท่ี β = 0.833 จะได f (n) =1.0
ฉะน้นั
N * = C k ,gap ⋅ f yo ⋅ to ⋅ f (n) = 0.4 ×1× 1 = 0.56
1 f yi ⋅ t1 sin 45
sinθ1
A1 ⋅ f y1
104
N1* = 0.56A1f y1 = 0.56 × 3967 × 245 = 544 kN > 300 kN
1000
N * = 0.56A 2f y2 = 0.56 × 3967 × 245 = 544 kN > 300 kN
2 1000
จากท้ังสองวิธีจะพบวากําลังรับแรงของจุดตอที่หาจากกราฟเพ่ือการออกแบบจะใหคากําลังนอยกวาคาที่
ไดจากการคํานวณจากสูตรในตารางท่ี 4.3 ประมาณ 10%
ตัวอยางที่ 4.3 จงตรวจสอบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอส่ีเหลี่ยมจัตุรัสแบบ K ชนิดซอนทับโดยมี
รอ ยละของการซอนทับ Ov =100%
ทอแกนหลกั ; SHS 150x150 x9.0 mm
ho = 150 mm, bo = 150 mm, to = 9.0 mm, Ao = 4867 mm2 , fyo = 245 Mpa, E=206 Gpa,
No = −600 kN
ทอ แกนรอง 1; SHS 125x125 x9.0 mm (เปน ทอท่ถี กู ซอนทับ = j)
h1=125 mm, b1 = 125 mm , t1 = 9.0 mm A1 = 3967 mm2, fy1 = 245 Mpa , E=206 Gpa,
N1 = −300 kN, θ1 = 45D
ทอแกนรอง 2; SHS 125x125 x9.0 mm (เปน ทอ ที่ซอ นทับ = i)
h2 =125 mm, b2 = 125 mm , t2 = 9.0 mm A2 = 3967 mm2, fy2 = 245 Mpa , E=206 Gpa,
N2 = 300 kN, θ2 = 45D
ตรวจสอบขอกําหนดขอบเขตของพารามิเตอร ตามตารางที่ 4.4
b1 ≥ 0.25 ⇒ 0.833 ≥ 0.25
bo
b1 ≥ 0.25 ⇒ 0.833 ≥ 0.25
bo
b1 ≤ 1.1 E ⇒ 13.88 ≤ 31.89
t1 f y1
b2 ≤ 35 ⇒ 13.88 ≤ 35
t2
bo ≤ 40 ⇒ 16.67 ≤ 40
to
t1 ≤ 1.0 ⇒ 1.0 ≤ 1.0
t2
b1 ≥ 0.75 ⇒ 1.0 ≥ 0.75
b2
25% ≤ Ov ≤100% ⇒ 25% ≤100% ≤100%
fy1,2 ≤ 355 Mpa ⇒ 245 Mpa ≤ 355 Mpa
105
30D ≤ θ1,2 ≤ 90D ⇒ 30D ≤ 45D ≤ 90D
พารามิเตอรท ง้ั หมดอยภู ายในขอบเขต ดังนั้นทาํ การตรวจสอบเฉพาะ Effective width
1.การตรวจสอบ Effective width จากตารางที่ 4.3
be(ov) = 10t j ⋅ fyj ⋅ t j ⋅ bi ≤ bi
bj fyi ⋅ ti
b e ( ov1) = 10× 9 ⋅ 245× 9 ⋅125= 90 ≤ 125
125 245× 9
b e ( ov 2 ) = 10 × 9 ⋅ 245× 9 ⋅125= 90 ≤ 125
125 245× 9
( )N + bi + be(ov) ⎤⎦
∗ = fyi ⋅ ti ⎡⎣ 2hi − 4ti
i
N1∗ = 245× 9 ⎡⎣(2 ×125 − 4 × 9) +125 + 90⎤⎦ = 1105 kN
N ∗ = 245× 9 ⎡⎣(2×125 − 4×9) +125 + 90⎦⎤ = 1105 kN
2
2.การตรวจสอบ Effective width โดยใชก ราฟเพ่อื การออกแบบ รปู ท่ี 4.20
bj = 125 = 13.89
tj 9
fyj ⋅tj = 245 × 9 = 1.0
fyi ⋅ ti 245 × 9
จากกราฟรปู ที่ 4.20 สามารถทราบคาประสิทธภิ าพของจุดตอ
N*i = 0.91
Ai ⋅ fyi
N1* = 0.91A1f y1 = 0.91× 3967 × 245 = 884 kN > 300 kN
1000
N * = 0.91A 2f y2 = 0.91× 3967 × 245 = 884 kN > 300 kN
2 1000
106
แบบฝกหัดทา ยบทที่ 4
1. จงตรวจสอบจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอสี่เหลี่ยมผืนผาแบบ KN ชนิดมีชองวางระหวาง
ทอ แกนรอง กําหนดใหด ังนี้
ทอ แกนหลักขนาด RHS 250x150x9.0 mm, E=206 Gpa, No = −900 kN
ทอ แกนรอง 1 ขนาด RHS 150x100x9.0 mm , E=206 Gpa, N1 = −400 kN, θ1 = 60D
ทอแกนรอง 2 ขนาด RHS 150x100x9.0 mm , E=206 Gpa, N2 = 400 kN, θ2 = 90D
ขนาดชอ งวา งของทอแกนรอง gap =20 mm และ fyo = fy1= fy2 = 235Mpa,
2. จงคํานวณหากําลังตานทานจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอส่ีเหล่ียมจัตุรัสแบบ T กําหนดให
ดังนี้
ทอ แกนหลกั ขนาด RHS 100x100x3.2 mm, fyo = 275Mpa, E=206 Gpa, No = - 0.5fyAs
ทอแกนรองขนาด RHS 75x75x2.3 mm , fy1 = 235Mpa, E=206 Gpa, θ2 = 90D
3. จงคํานวณหากําลังตานทานจุดตอโครงสรางเหล็กประเภททอส่ีเหล่ียมจัตุรัสแบบ Y กําหนดให
ดังน้ี
ทอ แกนหลักขนาด RHS 100x100x3.2 mm, fyo = 275Mpa, E=206 Gpa, No = - 0.5fyAs
ทอแกนรองขนาด RHS 75x75x2.3 mm, fy1 = 235Mpa, E=206 Gpa, θ2 = 60D
4. จงเปรียบเทยี บกําลงั ตานทานที่ไดจากขอ 2 และ 3 และอธิบายวาเพราะเหตุใดจึงมีกําลังตานทาน
ท่ีแตกตางกัน
บทท่ี 5
พฤติกรรมและการออกแบบจดุ ตอโครงสรางเหล็กประเภททอ ภายใตความลา
การแตกราวเสียหายของโครงสรางเหล็ก เชน แทนขุดเจาะนํ้ามันในทะเล โครงสรางเหล็กใน
ทะเล สะพาน เครน (รูปท่ี 5.1-5.2) อันเนื่องมาจากความลาในปจจุบันนับเปนปญหาที่ตองไดรับการ
พิจารณาตรวจสอบและซอมแซม สาเหตุประการหนึ่งของการแตกราวดังกลาว คือ การออกแบบ
โครงสรางเหล็กที่ไมสามารถตานทานความลาไดเพียงพอหรือมิไดพิจารณาถึงการออกแบบตานทาน
ความลา เมอ่ื โครงสรา งตองรบั แรงในลกั ษณะที่เปน วัฏจกั ร (การข้ึนลงกลับไปมาของหนวยแรง) หลังจาก
ถกู ใชงานไปเปนระยะเวลาหน่ึงอาจจะสังเกตเห็นรอยแตกราวบรเิ วณจุดตอ ของโครงสราง หรือบริเวณที่มี
ความเคน สงู (High stress concentration) ซงึ่ เปนสาเหตุของการวิบัติของโครงสรางในท่ีสุด การออกแบบ
ตานทานความลาจําเปนตองเขาใจถึง ลักษณะของแรงท่ีกระทําตอโครงสราง ปจจัยท่ีมีผลตอความลา
ความเสยี หายทเ่ี กิดขน้ึ เนือ่ งจากความลา การประเมนิ กําลังตานทานความลา เปนตน
รปู ท่ี 5.1 โครงสรา งเหลก็ ประเภททอ
(ทีม่ า: http://www.wind-energy-the-facts.org)
108
รูปท่ี 5.1 โครงสรางเหล็กประเภททอ (ตอ )
(ที่มา: http://www.ctsbridges.co.uk/gallery/steel-gallery/browning-street-ram-truss-soffit/)
Tubular truss bridge
Tubular K joint
High stress concentration
รปู ท่ี 5.2 สะพานโครงถักที่ทาํ จากทอเหลก็
109
5.1 การแตกรา วเน่อื งจากความลา
ความลา (Fatigue) คือ กลไกความเสียหายเนื่องจากการแตกราวของโครงสรางภายใตการ
เปลี่ยนแปลงของความเคนหรือความเครียดดังแสดงในรูปท่ี 5.3 โดยจะเกิดการเปล่ียนแปลงทาง
โครงสรางของวัสดุแบบถาวรในลักษณะคอยเปนคอยไปเนื่องจากการรับความเคนหรือความเครียดสลับ
ไปมา ระดับของความเคนหรือความเครียดของวัสดุนั้นอาจมีคานอยกวาจุดครากหรือจุดวิบัติของวัสดุ
ความเสียหายท่ีเกิดข้ึนจะมีผลโดยตรงจากการเปล่ียนแปลงของความเคนหรือความเครียดระหวางระดับ
สูงสุดกับระดบั ต่าํ สุด ซ่ึงกอ ใหเกิดรอยแตกรา วขึ้นในโครงสรา ง
รูปที่ 5.3 รอยแตกรา วเน่ืองจากความลา
(ที่มา: http://www.sv.vt.edu/classes/MSE2094_NoteBook/97ClassProj/anal/kelly/fatigue.html)
110
กลไกของความเสียหายเนื่องจากความลา สามารถพฒั นาและเกดิ ไดดังน้ี
- เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสรางของวัสดุในระดับอนุภาค (Microstructure) เม่ือมีการ
เปลยี่ นแปลงความเคนทําใหเกิดรอยปรขิ นาดเลก็ มากเนอื่ งจากการเล่ือนตัวของแถบช้ัน (Slip
band) ของอนภุ าคซ่งึ มขี นาดเลก็ ๆ (Grains) เรยี งตวั กันเปนชัน้ ๆ ในเน้ือวัสดุ
- เมื่อรอยปริหรือรอยแตกราวขนาดเล็ก (Microscopic crack) สามารถพัฒนาใหมีขนาดใหญ
ขน้ึ และเกิดข้นึ ในหลายบรเิ วณ รอยแตกรา วเลก็ ๆน้ยี ังสามารถเชื่อมถึงกันทําใหเกิดรอยราวที่
มีขนาดใหญขึ้น ณ สถานะนี้จะเก่ียวของกับการเร่ิมเกิดรอยแตกราว (Crack initiation) ซ่ึง
สามารถสังเกตเห็นได เม่ือวัสดุยังคงรับความเคนตอไป รอยแตกราวสามารถเพ่ิมความยาว
มากขึน้ (Crack propagation)
- การเพ่ิมความยาวในชวงแรกของรอยแตกราวจะมีความเสถียร (Stable crack propagation)
กลาวคือ ความยาวของรอยแตกราวที่เปล่ียนไปจะสัมพันธกับจํานวนรอบของชวงการ
เปล่ียนแปลงความเคนซึ่งจะคอนขางคงที่ เม่ือความยาวของรอยแตกราวมากข้ึนถึงระดับ
หนง่ึ การเปลี่ยนแปลงความยาวของรอยแตกรา วจะมีอัตราการเพ่ิมขึน้ อยางรวดเร็ว (Unstable
crack propagation) ซึง่ กอ ใหเ กิดการฉกี ขาด (Fracture) และโครงสรา งเสียเสถียรภาพในที่สุด
(Structural instability)
5.2 คาํ จํากัดความทเี่ กีย่ วขอ งกบั ความลา
σmax σa
Stress σ σm = σmax +σ min
2
0 σa
σmin Time t
รูปท่ี 5.4 กราฟการเปลีย่ นแปลงความเคน
- ชวงความเคน (Stress range, Sr หรือ Δσ ) คือ คาแตกตางระหวางความเคนสูงสุด σmax กับ
ความเคน ต่ําสดุ σmin (รูปที่ 5.4)
Sr = Δσ = σmax - σmin
111
- อัตราสวนความเคน (Stress ratio, R) คือ คาอัตราสวนระหวางความเคนสูงสุด σmax กับความ
เคน ต่ําสุด σmin
R= σmin
σmax
- ความเคนเฉลี่ย (Mean stress, σm ) คือ คาเฉลี่ยของความเคนสูงสุด σmax กับความเคนตํ่าสุด
σmin (รูปท่ี 5.4)
σm = σ max + σmin
2
- แอมพลจิ ดู ความเคน (Stress amplitude,σa ) คือ คาครงึ่ หนงึ่ ของชว งความเคน (รปู ท่ี 5.4)
σa = σmax - σmin
2
- กําลังตานทานความลา (Fatigue strength) คือ ความสามารถในการตานทานของชิ้นสวน
โครงสรางตอการเปลี่ยนแปลงของความเคน โดยปรกติจะนิยามโดยใช ชวงความเคน Sr ท่ีทําใหชิ้นสวน
ของโครงสรางเกิดการวิบตั ภิ ายหลังจากผานการรับความเคนจาํ นวน N รอบ (รูปท่ี 5.5)
รปู ท่ี 5.5 กราฟ S-N สําหรับการจดั ประเภทโครงสรางรับแอมพลจิ ูดความเคนคงท่ตี าม Eurocode 3
112
รูปที่ 5.6 กราฟ S-N สาํ หรับการจดั ประเภทโครงสรางรบั แอมพลิจูดความเคนเปลีย่ นแปลง
ตามมาตรฐาน Eurocode 3
- อายุของความลา (Fatigue life, Nf ) คือ จํานวนรอบท่ีช้ินสวนโครงสรางสามารถทนทานได
ซง่ึ สามารถแบง ออกไดเปนสองชวง คือ ชว งท่ีเรม่ิ เกดิ รอยแตกราวเล็กๆ (Crack initiation phase, Ni ) และ
ชว งทร่ี อยแตกราวขยายขนาดความยาวจนถึงความยาววิกฤติ ซง่ึ โครงสรางสามารถเกิดการวิบัติได (Crack
propagation, Np )
- ขีดจํากัดของความลา (Fatigue limit) คือ ชวงความเคนที่มีคานอยกวาขีดจํากัดของความลาจะ
ไมท าํ ใหเ กิดการวิบัติของโครงสรา งจากความลาในกรณีที่โครงสรางรับแอมพลิจูดความเคนคงท่ี สําหรับ
Eurocode 3 และ IIW ไดกาํ หนดชวงความเคนของขีดจํากัดของความลาไวท ี่ N = 5×106 รอบ (รปู ท่ี 5.5 )
- ขีดยุติของความลา (Cut off limit) คือ ชวงความเคนท่ีมีคานอยกวาขีดยุติของความลาในกรณีที่
โครงสรา งรบั แอมพลิจดู ความเคนเปลี่ยนแปลง จะไมทําใหเกิดความเสียหายเนื่องจากความลาเพิ่มเติมใน
โครงสราง Eurocode 3 ไดกาํ หนดชว งความเคนของขดี ยุติของความลาไวท ี่ N = 1×108 รอบ (รปู ท่ี 5.6 )
113
- ความเคนเรขาคณิต (Geometric stress) หรือ ความเคนจุดรอน (Hot spot stress) คือ ความเคน
สูงสุดที่ไดจากการลากเสนตรงจากจุดสองจุดที่รูความเคนแกนหลัก (Principal stress) ไปยังตําแหนงท่ี
ตองการทราบความเคนหรือบริเวณปลายขอบของรอยเชื่อมดังรูปท่ี 5.7 โดยปรกติความเคนที่บริเวณ
ปลายขอบของรอยเช่ือมจะมีผลกระทบจากรูปรางของรอยเช่ือมและความไมตอเนื่องบริเวณขอบรอย
เชอื่ ม ความเคนเรขาคณติ จะไมรวมผลกระทบเหลานี้เขาไวด วย เพียงแตจะคํานึงถึงรูปรางองครวมของจุด
ตอ ทีท่ ําใหค วามเคน เพ่ิมข้นึ การหาความเคน เรขาคณิตหรือความเคนจุดรอนสามารถหาไดทั้งสวนของทอ
แกนหลักและทอแกนรองโดยพิจารณาความเคนท่ีต้ังฉากกับรอยเชื่อมท่ีระยะหางจากขอบรอยเชื่อม
บรเิ วณดงั กลาวตอ งพนระยะอิทธพิ ลของรอยเชือ่ มดงั แสดงในรูปท่ี 5.8
- คาความเขมของความเคน (Stress concentration factor, SCF) คือ คาอัตราสวนระหวางความ
เคนเรขาคณติ หรอื ความเคน จุดรอนหารดว ยคาความเคน พ้นื ฐาน (Nominal stress) ในทอแกนหลักหรือทอ
แกนรองเนื่องจากแรงกระทํา
Increase in stress Brace
due to the weld toe Local stress
Extrapolation of stress Geometric
to weld toe stress
Increase in stress
due to the geometry
Norminal stress
Chord
Extrapolation region
รูปท่ี 5.7 ความเคน เรขาคณติ
114
Distances from chord brace
weld toe saddle crown saddle crown
CHS Lr , min 0.4to 0.4t1
RHS Lr,max 0.09ro 0.4 4 rotor1t1 0.65 r1t1
Lr , min
Lr,max 0.4to 0.4t1
Lr,min + to Lr,max + t1
รปู ที่ 5.8 ระยะหางจากขอบรอยเชื่อมเพ่ือใชค ํานวนคา ความเคน เรขาคณิต
5.3 กราฟกําลังตา นทานความลา
พฤติกรรมภายใตความลาของวัสดุโดยท่ัวไป สามารถอธิบายในรูปของความสัมพันธระหวาง
ชวงความเคน(S, Δσ ) - จํานวนรอบ (N) ดังแสดงในรูปที่ 5.5 และ 5.6 ความสัมพันธอาจเขียนใหอยูใน
รูปของสมการดงั นี้
N = C ⋅ Δσ−m (5.1)
หรือ
log N = log C - m log(Δσ) (5.2)
กราฟจะเขยี นอยใู นรปู ของ log-log scale ทีเ่ ปน เสนตรงและมีความชนั (-m) โดยมีจุดตัดแกนด่ิงที่
log C ตามมาตรฐาน Eurocode 3 จะแบงเสนระดับกําลังตานความลาหลายระดับและเรียกตามชวงความ
เคนทจ่ี ุดตดั จํานวนรอบที่ N = 2×106รอบ
115
เนื่องจากรูปแบบของจุดตอมีหลายลักษณะ ทําใหกําลังความตานทานความลาของจุดตออาจ
แตกตางกันไปข้ึนอยูกับ รูปรางลักษณะของจุดตอ (Joint geometry) ระดับความเขมของความเคนสูงสุด
ในจดุ ตอ (SCF) เปนตน ดังนนั้ การไดมาของเสน กราฟจําตองอาศัยการทดสอบในหองปฏิบัติการโดยการ
จัดประเภทจุดตอท่ีมีความคลายคลึงกันเพ่ือประเมินหากําลังตานทานความลา ดังในตารางที่ 5.1 แสดง
กําลังตา นทานความลาของชนิ้ สวนโครงสรางโดยการเชื่อมตออยางงาย ซึ่งสามารถสังเกตเห็นวาเหล็กทอ
รีดรอนหรือเหล็กทอที่ไมมีการเช่ือมตอจะมีกําลังตานทานความลาสูงกวาที่มีการเช่ือมตอแบบชน (Butt
welds) หรือท่ีมีการเช่ือมตอกับแผน เหลก็ ระหวา งกลาง (Intermediate plate) เปนตน
5.4 ความลา กับความเสยี หายสะสม (Fatigue and cumulative damage)
ชวงความเคนนับวาเปนปจจัยหลักตอความเสียหายเน่ืองจากความลาดังที่อธิบายไวเบ้ืองตน ใน
กรณที ่แี อมพลจิ ูดความเคน มคี า คงที่และชว งของความเคน มีคาต่ํากวาขีดจํากัดของความลา (Fatigue limit)
จะถอื วา ไมม คี วามเสียหายใดๆเกิดข้ึนเนือ่ งจากความลา ถา ชว งความเคน มคี ามากกวาขีดจาํ กัดของความลา
อายขุ องความลาจะสามารถคาํ นวณไดจ ากสมการท่ี 5.2 หรอื กราฟรูปที่ 5.5
ในกรณแี อมพลิจูดความเคนเปล่ียนแปลง (Variable stress amplitude) และมีชวงความเคนต่ํากวา
ขีดยุติของความลา (Cut off limit) จะถือวาไมมีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากความลาดวยเชนกัน
(รปู ที่ 5.6) ถา ชว งความเคน มคี า มากกวา ขดี ยุตขิ องความลาแลวความเสียหายจะเกิดข้ึนแบบสะสมจากชวง
ความเคนท่ีมีระดับตางๆกัน การวิเคราะหความเสียหายสะสม (D) จากความลาสามารถคํานวณไดจาก
สตู รความเสยี หายสะสมเชิงเสนของ Palmgren-Miner
∑D = ni ≤ 1.0 (5.3)
Ni
โดยที่ ni คอื จาํ นวนรอบทเ่ี กดิ ข้ึนจริงในโครงสรา ง ณ ชว งความเคน ท่พี ิจารณา
Ni คือ จํานวนรอบของชว งความเคนท่ที าํ ใหโ ครงสรางวิบัติ ณ ชว งความเคน ทพี่ ิจารณา
คาความเสียหายสะสมจากความลา (D) กําหนดใหมีคานอยกวาหรือเทากับ 1.0 กลาวคือ เมื่อ
D < 1.0 อาจเกิดรอยแตกราวซ่ึงตองทําการตรวจสอบติดตาม และ เมื่อ D = 1.0 จะถือวาเกิดการวิบัติ
เน่ืองจากความลาแลว ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงตองนําคาสัมประสิทธ์ิเพ่ือความปลอดภัยมาพิจารณา
รว มดวย
116
ตารางที่5.1 กาํ ลังตา นทานความลา ของช้ินสวนโครงสรา งโดยการเช่ือมตออยา งงา ย
รายละเอยี ดการแบง ระดบั กําลงั ตานทานความลา จุดตออยางงายภายใตช วงความเคนพื้นฐาน (Nominal stress range)
Detail รายละเอียดดา นรูปรา ง คาํ อธบิ าย
m = -3
ผลติ ภณั ฑรดี รอนแบบพนออกจากสายการผลติ
160 ชน้ิ สวนท่ีไมม ีการเชื่อม หรอื ช้ินสวนท่ีทําการลบคมหรอื ลบตําหนดิ วย
วิธกี ารขัด (Grinding)
ชน้ิ สว นเชือ่ มตามยาวแบบตอเนอ่ื ง
140 ชน้ิ สว นทเ่ี ชอ่ื มดวยเครือ่ งอตั โนมัตไิ มมีตําหนิจากความไมต อเนื่องของ
รอยเช่ือม
ช้ินสว นเชื่อมแบบชน
สําหรับการเชอื่ มตอ ปลายแบบชนของทอกลมมีขอ กาํ หนดเพ่ิมเตมิ ดงั น้ี
- ความนูนสวนเกนิ ของรอยเชือ่ มตอ งนอ ยกวา 10% ของขนาดรอยเชื่อม
71 - การเชือ่ มตอเช่ือมในระนาบทีแ่ บบเรยี บและตอ งไมมตี าํ หนจิ ากความไม
ตอ เนื่องอยู
- สําหรบั ทอ ที่มีความหนามากกวา 8 มม. สามารถใชเสน ระดบั กําลังท่ี
เหนอื ขนึ้ ไป (71)
ชิน้ สว นเชื่อมแบบชน
สําหรับการเชื่อมตอปลายแบบชนของทอ สีเ่ หลีย่ มมีขอ กําหนดเพ่มิ เตมิ
ดังนี้
56 - ความนนู สวนเกินของรอยเช่ือมตองนอ ยกวา 10% ของขนาดรอยเช่ือม
- การเชื่อมตอ เช่อื มในระนาบทแ่ี บบเรียบและตองไมม ีตาํ หนจิ ากความไม
ตอ เน่ืองอยู
- สําหรับทอท่มี คี วามหนามากกวา 8 มม. สามารถใชเสนระดบั กําลงั ที่
เหนือขึน้ ไป (71)
ช้ินสวนเชอ่ื มแบบแปะและไมไดเ ปน ช้ินสว นที่รบั แรง
71 การเช่ือมทีป่ ลายทอกลมหรือทอ เหลี่ยมเปน การเชื่อมแบบพอกและมี
ความยาวของรอยเชื่อมในทศิ ขนานกับแนวแรงนอ ยกวา 100 มม.
จุดตอ แบบเชือ่ มชนโดยแผนเหล็กคน่ั ระหวางทอกลมและใชรบั แรง
50 - รอยเชือ่ มตองปราศจากตําหนจิ ากความไมตอ เนือ่ ง
- สาํ หรบั ทอ ที่มคี วามหนามากกวา 8 มม. สามารถใชเสน ระดบั กําลังท่ี
เหนอื ขน้ึ ไป (56)
จุดตอ แบบเชื่อมชนโดยแผน เหลก็ คน่ั ระหวางทอเหล่ียมและใชร ับแรง
45 - รอยเชือ่ มตองปราศจากตาํ หนิจากความไมตอเนอื่ ง
- สาํ หรบั ทอ ทม่ี ีความหนามากกวา 8 มม. สามารถใชเสน ระดับกําลงั ที่
เหนือขึน้ ไป (50)
จดุ ตอแบบเชอ่ื มพอกโดยแผน เหลก็ คั่นระหวา งทอกลมและใชรบั แรง
40 - สาํ หรบั ทอ ที่มคี วามหนานอยกวา 8 มม.
จดุ ตอ แบบเชอื่ มพอกโดยแผนเหลก็ คนั่ ระหวา งทอเหล่ยี มและใชรบั แรง
36 - สาํ หรบั ทอ ท่มี ีความหนานอยกวา 8 มม.
117
5.5 คาสมั ประสิทธิเ์ พือ่ ความปลอดภัย (Partial safety factor)
ในการออกแบบโดยทฤษฎี Limit state design คาสัมประสิทธิ์เพ่ือความปลอดภัยสําหรับการ
ออกแบบตานทานความลา ไดแก คาสัมประสิทธิ์ของแรงกระทํา (γFf ) และคาสัมประสิทธ์ิตานทาน
ความลา (γMf ) ปรกติตาม Eurocode 3 กําหนดใหคาสัมประสิทธิ์ของแรงกระทํา γFf =1.0 สวนคา
สัมประสิทธิ์ตานทานความลาจะขึ้นอยูกับลําดับความสําคัญของช้ินสวนโครงสรางและการตรวจสอบ
สามารถกระทาํ ไดย ากงายเพียงใดดังทแี่ สดงในตารางที่ 5.2
ตารางที่5.2 คา สัมประสทิ ธ์เิ พอ่ื ความปลอดภัย
ชิน้ สว นทีส่ ามารถเกดิ ความเสยี หาย ช้ินสว นท่ีไมส ามารถเกดิ ความ
การตรวจสอบและการเขาถงึ จากความลา ไดและไมเกดิ การวิบัติ เสยี หายจากความลา ไดแ ละไมเกิด
ตรวจสอบและบํารงุ รักษาเปน ประจํา (Fail-safe component) การวบิ ตั ิ (Non fail-safe component)
สามารถเขา ถงึ รายละเอยี ดตางๆของจุดตอไดง า ย
ตรวจสอบและบาํ รงุ รักษาเปน ประจํา 1 1.25
สามารถเขาถึงรายละเอยี ดตางๆของจดุ ตอ ไดยาก
1.15 1.35
5.6 การประเมินกาํ ลงั ตานทานความลาของจุดตอทอ เหล็กโดยการเชือ่ ม
การประเมนิ กําลงั ตานทานความลา ของจุดตอทอเหล็กโดยการเช่ือม เชน จุดตอแบบ X Y และ T
จะซับซอ นกวาชน้ิ สว นโครงสรา งทเี่ ชื่อมตออยา งงา ยดงั แสดงในตารางท่ี 5.1 เน่ืองจากพารามิเตอรของจุด
ตอ ลักษณะการจับยึดท่ีปลายทอแกนหลัก ลักษณะของแรงกระทํา จะเปนปจจัยสําคัญตอกําลังตานทาน
ความลา ของจุดตอ ตัวอยา งเชน จุดตอแบบ X ดังรูปที่ 5.9 ความเคนบริเวณเสนรอบวงของจุดตัดระหวาง
ทอแกนรองและทอแกนหลักกระจายตัวไมสมํ่าเสมอเนื่องจากความแข็ง (Stiffness) การกระจายตัวของ
ความเคนยังข้ึนอยูกับรูปแบบของแรงกระทําตอจุดตอ (แรงในแนวแกน โมเมนตดัดในระนาบ โมเมนต
นอกระนาบ) ชนิดและรูปรางลักษณะของจุดตอ ทําใหพฤติกรรมการลาน้ันซับซอนกวาจุดตอโดยการ
เชื่อมตอ ระหวางแผนเหล็กหรือทอ เหล็กอยา งงาย
118 σnominal
σpeak in brace
σpeak in chord
รูปท่ี 5.9 การกระจายตัวของความเคนในจุดตอแบบ X
การประเมินกําลังตานทานความลาของจุดตอทอเหล็กโดยการเชื่อมสามารถกระทําไดหลายวิธี
แตท ี่นิยมใชซ ึง่ ไดอธิบายในหัวขอ ถดั ไป 2 วิธี ไดแ ก
- วธิ ีการจดั ประเภทจุดตอ (Classification method)
- วิธีความเคนเรขาคณิต (Geometric stress method) หรือ วิธีความเคนท่ี Hot spot (Hot spot stress
method)
5.7 วิธีการจดั ประเภทจดุ ตอ (Classification method)
การจัดประเภทจดุ ตอ เปนวิธกี ารประเมินความลาของจุดตอโดยการแบงจุดตอที่มีรายละเอียดทาง
โครงสรางออกเปนกลมุ ๆ และทําการทดสอบความลาในหองปฎิบัติการ จุดตอจะถูกทดสอบโดยกําหนด
ชวงความเคนพื้นฐานในทอแกนรอง (Nominal stress range) ท่ีทําใหจุดตอเกิดการวิบัติหลังจากรับความ
เคนจํานวน 2 ลานรอบ ความสามารถในการตานทานความลาจะพิจารณาจากผลการทดสอบเปนสําคัญ
ซ่ึงไดรวมผลของความหนาของทอแกนหลักและทอแกนรอง (to / t1) และผลกระทบอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวของ
กับพารามเิ ตอรไ วแลว
119
ตารางที่5.3 กําลงั ตานทานความลา ของจดุ ตอแบบ K และ N
รายละเอยี ดการแบงระดบั กําลงั ตา นทานการลาของจดุ ตอ แบบ K N ภายใตช ว งความเคนพืน้ ฐาน
Detail รายละเอยี ดดานรปู ราง คําอธิบาย
m = -5
90 to ≥ 2.0 จุดตอชนิดมชี องวางแบบ K N
ti ทาํ จากเหลก็ ทอกลม
45 to = 1.0
ti
71 to ≥ 2.0 จดุ ตอชนดิ มชี องวางแบบ K N
ti ทาํ จากเหล็กทอ เหลีย่ ม และมี
36 to = 1.0 −0.5(bo − bi ) ≤ g ≤ 1.1(bo − bi )
ti g ≥ 2to
to ≥ 1.4 จดุ ตอ ชนิดซอนทบั แบบ K N
ti ทาํ จากเหลก็ ทอ กลมหรือสเี่ หลย่ี ม
71 และมกี ารซอนทับระหวา ง
30%-100%
to
ti = 1.0
56
to ≥ 1.4 จดุ ตอชนิดซอ นทับแบบ N
ti
71
to = 1.0
ti
50
ขอกําหนดทัว่ ไป
do ≤ 300 mm 0.25 ≤ di ≤ 1.0 do ≤ 25* −0.5do ≤ e ≤ 0.25do
do to −0.5ho ≤ e ≤ 0.25ho
bo ≤ 200 mm 0.4 ≤ bi ≤ 1.0 bo ≤ 25*
bo to
to , ti ≤ 12.5 mm * 35° ≤ θ ≤ 50°
ระยะเย้ืองศูนยน อกระนาบ : ≤ 0.02bo or ≤ 0.02do
การเชื่อมแบบพอกจะอนุญาติเฉพาะทอที่มีความหนา ≤ 8 mm
- สาํ หรบั อัตราสวน to / ti อยรู ะหวา งชว งในตารางสามารถทํา linear interpolation จากระดบั กาํ ลงั ท่อี ยูในชว งทแ่ี สดงได
- ชวงความเคน จะอิงจากชวงความเคน พ้ืนฐานในทอแกนรอง
* จากขอกําหนดทั่วไป จึงควรใหค าพารามิเตอรอยูภายในขอบเขตทีอ่ งิ จากผลการทดสอบดังน้ี :
4 ≤ ( to and ti ) ≤ 8 mm แทนทจ่ี ะ ≤ 12.5 mm
bo to or do to ≤ 25 แทนท่จี ะ bo or do ≤ 25
to ti ti to to
to
Nominal stress range (N/mm2)120
ตารางที่ 5.3 แสดงระดับกาํ ลงั ตา นทานความลาของจดุ ตอแบบ K และ N ตามเสนแบงระดับกําลัง
ตา นทานความลา รูปท่ี 5.10 กาํ ลงั ตานทานความลาจะขนึ้ อยกู ับวา จดุ ตอ เปน ชนดิ มีชอ งวางหรือจุดตอแบบ
ซอ นทับและอตั ราสวนความหนาทอ (to / t1) เปน ตน
ในการประยกุ ตใชต ารางและกราฟจะตองพจิ ารณาวา จุดตอ ที่กาํ ลงั พิจารณาอยูในประเภทใดและ
พารามิเตอรจุดตอจะตองอยูภายในขอบเขตที่กําหนดไว ก็จะสามารถเลือกใชเสนกราฟตรงตามประเภท
นนั้ ได นอกจากน้ันยังตองทราบคาชวงความเคนพ้ืนฐาน (Nominal stress range) ท่ีกระทําตอทอแกนรอง
ซง่ึ สามารถวเิ คราะหไดจ ากการวิเคราะหโครงสรางแบบอิลาสติก หลังจากน้ันใหลากเสนขนานแนวนอน
ณ ชวงความเคนพื้นฐานไปตัดกับเสนกราฟกําลังตานทานความลาเพื่อใหเกิดจุดตัด และลากเสนตรงใน
แนวดิ่งจากจดุ ตัดไปยังเสน จํานวนรอบก็จะสามารถคํานวณหาจาํ นวนรอบตานทานความลา ของจดุ ตอ ได
รูปท่ี 5.10 เสนระดับกาํ ลังตานทานความลาของจุดตอโดยวิธจี ัดประเภท
121
อนึ่งการประยุกตใชกราฟดังกลาวต้ังอยูบนสมมุติฐานที่วาโมเมนตลําดับท่ีสองที่เกิดขึ้นจากทอ
แกนรองมปี ริมาณนอ ย (Secondary bending moment) นน่ั คือการเช่อื มตอระหวางทอแกนรองเปนแบบจุด
หมุนเช่ือมตอไปยังทอแกนหลักที่ยาวตลอดตอเนื่องกัน ซึ่งในการนําไปใชงานออกแบบจริง เชน การ
ออกแบบโครงถักที่เปนคาน Girder จึงตองคํานึงถึงผลกระทบดังกลาว ดังนั้นหนวยแรงที่เกิดข้ึนใน
แนวแกนของทอแกนรองจะตองถูกคูณดวยตัวคูณเพ่ิมคาเนื่องจากโมเมนตลําดับท่ีสองดังแสดงในตาราง
ท่ี 5.4 และ 5.5
สําหรบั จุดตอแบบ X Y และ T น้ัน การวิเคราะหความลาโดยวิธีจัดประเภทน้ันทําไดยากลําบาก
เน่ืองจากมีการเปล่ียนแปลงความเคนเฉพาะจุดอยางมากบริเวณรอบรอยเชื่อม ทําใหพฤติกรรมการ
ตานทานความลาจึงมีความแตกตางกันไป ฉะน้ันการวิเคราะหความลาจะใชวิธีความเคนเรขาคณิตซึ่งจะ
อธิบายในสวนถัดไป อยางไรก็ดีวิธีการจัดประเภทจุดตอจะใชเฉพาะในจุดตอแบบ K หรือ N ซ่ึงอางอิง
ตามมาตรฐาน Eurocode 3
ตารางท่ี5.4 ตวั คณู เพ่มิ คาเน่ืองจากโมเมนตล ําดับทส่ี องสาํ หรบั คานแบบ Girder ท่ีทาํ จากหนา ตดั ทอกลม
ประเภทจุดตอ K ทอ แกนหลัก ทอแกนรอง (ต้ังตรง) ทอ แกนรอง (เอียง)
N Verticals Diagonals
จดุ ตอแบบมชี อ งวา ง K Chords - 1.3
N 1.8 1.4
Gap joints 1.5 - 1.2
1.5 1.65 1.25
จดุ ตอแบบซอนทับ 1.5
1.5
Overlap joints
ตารางท่ี5.5 ตัวคณู เพิ่มคา เน่ืองจากโมเมนตลําดับท่ีสองสําหรับคานแบบ Girder ทที่ าํ จากหนา ตัดทอ
สเ่ี หลีย่ ม
ประเภทจดุ ตอ K ทอ แกนหลัก ทอ แกนรอง (ตัง้ ตรง) ทอแกนรอง (เอยี ง)
N Verticals Diagonals
จดุ ตอแบบมีชอ งวา ง K Chords - 1.5
N 2.2 1.6
Gap joints 1.5 - 1.3
1.5 2.0 1.4
จดุ ตอ แบบซอ นทับ 1.5
1.5
Overlap joints
122
5.8 วิธีความเคนเรขาคณิต (Geometric stress method) หรือวิธีความเคนที่ Hot spot (Hot spot stress
method)
วิธีความเคนเรขาคณิตเปนวิธีประเมินกําลังตานทานความลาโดยใชคาความเคนเรขาคณิต หรือ
ความเคนท่ีจุด Hot spot ซึ่งมีคาสูงสุดเปนตัวกําหนดพฤติกรรมความลาของจุดตอและมักเปนตําแหนงท่ี
เกิดรอยแตกราวเน่ืองจากความลา โดยทั่วไปคาความเคนเรขาคณิตจะขึ้นอยูกับรูปรางลักษณะตลอดจน
พารามิเตอรตางๆของจุดตอ แตจะไมรวมผลของกระทบเนื่องจากรูปรางลักษณะของรอยเชื่อม เชน การ
โคง เวาของรอยเชื่อม ลักษณะที่ปลายรอยเชื่อม (เชน Radius of weld toe, undercut) ในหลักการเบื้องตน
คือจะตองทราบความเคน เฉพาะที่ (Local stress) บนผิวทอแกนหลกั และทอ แกนรอง ซ่ึงสามารถวิเคราะห
โดยใชแบบจําลองไฟไนทอิลิเมนต (Finite element model) หรือการวัดโดยใช Strain gauge จาก
แบบจําลองท่ีใชทดสอบ จากน้ันความเคนเรขาคณิตซ่ึงจะคํานวณไดจากวิธี extrapolation จากคาความ
เคนเฉพาะทีท่ ีท่ ราบคาจํานวนสองจดุ ทม่ี รี ะยะหา งจากรอยเช่อื มดงั แสดงในรปู ท่ี 5.8
สําหรับข้ันตอนการวเิ คราะหด วยวิธีความเคน เรขาคณิตสามารถสรปุ ไดดังน้ี
1. ทําการวิเคราะหโครงสรางเพื่อคํานวณหาแรงตางๆที่กระทําบนจุดตอ เชน แรงในแนวแกน
โมเมนตด ัดในระนาบ โมเมนตด ดั นอกระนาบ ซึ่งจะอธบิ ายในหวั ขอ 5.8.1
2. ทําการคํานวณชวงความเคนพืน้ ฐาน (Sn , Δσn ) ซึ่งจะอธบิ ายในหวั ขอ 5.8.2
3. ทาํ การคาํ นวณหาคาความเขมของความเคน (Stress concentration factor, SCF) ซ่ึงจะอธิบาย
ในหัวขอ 5.8.3
4. ทําการคํานวณหาคาชวงความเคนเรขาคณิตหรือชวงความเคน Hot spot (Srhs ) ซ่ึงจะอธิบาย
ในหวั ขอ 5.8.4
5. ทําการคํานวณหาจํานวนรอบตานทานความลาของจุดตอสอดคลองกับชวงความเคน
เรขาคณติ ในขอ 4. โดยใชเ สนกราฟกาํ ลังตา นทานความลา ซ่งึ จะอธบิ ายในหัวขอ 5.8.5
5.8.1 แรงกระทําในองคอ าคาร (Member forces)
การวิเคราะหโครงสรางเหล็กที่ทําจากทอเหล็กโดยการเชื่อมมีวัตถุประสงคเพ่ือคํานวณหาแรง
กระทําภายในองคอาคารและจุดตอ โดยจุดตอนอกจากตองรับแรงในแนวแกนจากทอแกนหลักและทอ
แกนรองแลว อาจตองรับโมเมนตดัดบางสวนท่ีเกิดข้ึนในโครงสรางได ในการวิเคราะหโครงสรางเหล็ก
ประเภททอ อาจแบงออกเปน 3 แบบ คอื
123
รูปที่ 5.11 แบบจาํ ลองโครงเฟรมอยา งงา ย
1. การวิเคราะหดวยแบบจําลองท่ีซับซอน เปนการวิเคราะหโครงสรางแบบ 3 มิติ โดยใช
แบบจําลองไฟไนทอลิ เิ มนตซ่ึงมีความซับซอนในการทําแบบจําลองจุดตอดวยอิลิเมนตชนิด
เชลล หรือ โซลิด อิลิเมนต ซ่ึงใหความถูกตองแมนยําในการวิเคราะหแรงหรือหนวยแรง
ตางๆท่ีเกิดขน้ึ
2. การวิเคราะหดว ยแบบจําลองโครงเฟรมอยางงาย เปนการวิเคราะหคลายกับโครงเฟรมท่ัวไป
ซ่ึงสามารถคํานวณหาแรงภายในองคอาคาร เชน แรงในแนวแกน โมเมนตดัด ดังแสดงใน
รูปที่ 5.11 แตวาท่ีปลายทั้งสองของทอแกนรองจะเปนจุดยึดหมุน เช่ือมตอช้ินสวนท่ีมีความ
แข็งมากยึดติดกับทอแกนหลักที่มีความยาวตอเนื่อง แรงท่ีเกิดขึ้นในทอแกนรองจะมีเพียง
แรงในแนวแกนเทา นัน้ สว นในทอ แกนหลกั จะมีแรงในแนวแกนและโมเมนตดัด โดยทั่วไป
แบบจําลองโครงเฟรมอยางงายจะใชสําหรับโครงสรางท่ีเปนเครน หรือสะพาน ที่มีแรง
กระทาํ แบบเคลื่อนท่ไี ด (Moving load) กระทาํ บนทอแกนหลกั
3. การวิเคราะหดวยแบบจําลองโครงขอแข็งสําหรับ Vierendeel truss เปนการวิเคราะหแบบ
โครงเฟรมขอแข็งทั่วไปท่ีเกิดแรงในแนวแกนและโมเมนตดัดทั้งในทอแกนหลักและทอ
แกนรอง
124
5.8.2 ชว งความเคนพืน้ ฐาน (Nominal stress range)
ในการคํานวณชวงความเคนพ้ืนฐานจําเปนตองทราบคาแรงกระทําในจุดตอซ่ึงไดแก แรงใน
แนวแกน (Axial load, Pax ) โมเมนตดัดในระนาบ (Inplane bending moment, )Mipb โมเมนตดัดนอก
ระนาบ (Out of plane bending moment, Mopb ) ท่ีไดจ ากการวิเคราะหโครงสรา ง
สําหรับการวิเคราะหดวยแบบจําลองท่ีซับซอน และการวิเคราะหดวยแบบจําลองโครงขอแข็ง
สําหรับ Vierendeel truss ชว งความเคน พื้นฐานสามารถคํานวณไดจาก
Sr,ax = Pax Sr,ipb = Mipb Sr ,opb = Mopb
A Wipb Wopb
สาํ หรับการวเิ คราะหดวยแบบจําลองโครงเฟรมอยางงา ยชวงความเคนพื้นฐานสามารถคํานวณได
จาก
Sr,ax = MF ⋅ Pax Sr,ipb = Mipb
A Wipb
โดยท่ี MF คอื คา ตัวคูณขยาย ดังแสดงใน ตารางที่ 5.4 และ 5.5
A คอื เนอื้ ท่ีหนาตัดองคอ าคาร
W คอื โมดลู สั หนาตัดองคอาคาร
5.8.3 คา ความเขมของความเคน (Stress concentration factor, SCF)
ในการคํานวณหาความเคนเรขาคณิตหรือความเคน Hot spot ท่ีจุดตางๆ บริเวณรอบรอยเชื่อม
โดยใชแ บบจําลองไฟไนทอลิ เิ มนตหรือการวัดคาความเครียดจากแบบจําลองท่ีใชในการทดสอบ สําหรับ
ผูออกแบบแลวนับเปนเร่ืองท่ียาก ดังน้ันคาความเขมของความเคน (Stress concentration factor, SCF) จึง
ถูกนําเสนอเพ่ือเปนตัวคูณคารวมกับความเคนพื้นฐานในทอแกนรองเพื่อใชคํานวณหาคาความเคน
เรขาคณติ
คาความเขมของความเคน (Stress concentration factor, SCF) คือ คาอัตราสวนระหวางคาความ
เคน เรขาคณติ หารดวยคา ความเคน พื้นฐาน (Nominal stress) ในทอ แกนรอง
SCF = σgeometrical (5.4)
σno min al
125
Brace Brace
Crown Chord
Chord
รูปที่ 5.12 ตาํ แหนง ทวี่ ิกฤตแิ ละ SCF มคี าสูง
(ท่ีมา: Wardenier, J., (2001))
คา SCF บรเิ วณรอบรอยเชอื่ มอาจเปลี่ยนแปลงไดตามตําแหนงตางๆ ท้ังนี้ข้ึนอยูกับรูปรางของจุด
ตอ พารามเิ ตอรข องจุดตอ สภาพของจุดรองรับทอแกนหลัก และลักษณะของแรงกระทําบนทอแกนหลัก
และทอ แกนรอง โดยปรกติตําแหนงทค่ี า SCF มีคาสงู สุดมักจะเปนตาํ แหนง ทว่ี กิ ฤติ รอยแตกราวเน่ืองจาก
ความลาสามารถเกิดข้ึนไดงายกวาตําแหนงอื่นๆ และเมื่อพิจารณาจุดตออาจแบงตําแหนงท่ีสําคัญที่ควร
พจิ ารณาซึง่ เกดิ SCF มคี าสงู ไดดังรปู ที่ 5.12
สําหรับสูตรและกราฟเพ่ือการคํานวณคา SCF ของจุดตอประเภททอกลมและทอสี่เหลี่ยมใน
ระนาบเดียว (Uniplanar) จะอางอิงตามมาตรฐาน CIDECT และไดนํามาแสดงไวในภาคผนวก ค และ ง
ตามลําดับ
5.8.4 ชวงความเคน เรขาคณติ หรอื ชว งความเคน Hot spot
การคํานวณชวงความเคนเรขาคณิตหรือชวงความเคน Hot spot ณ ตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง
สามารถคํานวณไดจากคาความเขมของความเคน SCF คูณดวยชวงความเคนพื้นฐานภายในทอแกนรอง
(Nominal stress range) ที่เกดิ จากแรงกระทําประเภทเดยี วกนั ท่ที ําใหเกิดคา SCF ซ่ึงในความเปนจริงอาจมี
แรงกระทําหลายประเภทกระทาํ พรอ มๆกนั ฉะนั้น การคํานวณชว งความเคนเรขาคณติ ณ ตาํ แหนงท่ีกําลัง
พิจารณาเนื่องจากแรงกระทําหลายประเภท สามารถทํา Superposition ของชวงความเคนเรขาคณิตท่ีได
จากแรงกระทําในแตละประเภท ณ ตําแหนง ท่ีกําลังพิจารณาและนํามารวมเขาดวยกัน ในกรณี ตําแหนงที่
126
กําลังพิจารณาไมสามารถหาคา SCF ท่ีอางอิงในภาคผนวก ค และ ง ได สามารถใชคา SCF สูงที่สุดที่
เกดิ ขึ้นบนจดุ ตอ และอา งอิงใชก ับตาํ แหนงตางๆ บรเิ วณรอบรอยเชอื่ มได
สําหรับการคํานวณหาคาชวงความเคนเรขาคณิตจะตองคํานวณท้ังในสวนของทอแกนหลักและ
ทอ แกนรองดงั สมการตอไปน้ี
- ชวงความเคนในทอ แกนหลกั (Chord)
S = SCF ⋅ S + SCF ⋅ Srhs axial−force−in−brace r,axial−force−in−brace ipb−in−brace r,ipb−in−brace
+ SCF ⋅ S + SCF ⋅ Sopb−in−brace r,opb−in−brace
axial−force−in−chord r,axial−force−in−chord (5.5)
+ SCF ⋅ Sipb−in−chord r,ipb−in−chord
สําหรับจุดตอแบบ K พจน Sr,axial−force−in−chord จะหมายถึงชวงความเคนที่เพ่ิมขึ้นจากการแตกแรงใน
แนวแกนจากทอ แกนรอง ( Pch ) โดยอา งองิ ในตาราง D.3 E.2 และ E.3 ในภาคผนวก ค และ ง
- ชว งความเคนในทอ แกนรอง (Brace)
S = SCF ⋅S + SCF ⋅Srhs
axial−force−in −brace r,axial−force−in −brace ipb−in−brace r,ipb−in−brace
+ SCF ⋅ Sopb−in −brace r,opb−in−brace (5.6)
5.8.5 เสน กราฟกําลังตา นทานความลา (Fatigue strength curves)
เชนเดียวกับวิธีจัดประเภทจุดตอ การประเมินการตานความลาโดยวิธีความเคนเรขาคณิตหรือ
ความเคน Hot spot สามารถเขียนเสนกราฟใหอยูในรูปของความเคนเรขาคณิตสัมพันธกับจํานวนรอบที่
เกิดการวิบัติของจุดตอ Srhs − Nf เสนกราฟกําลังตานทานความลาโดยพ้ืนฐานจะอางอิงจากการทดสอบ
ในหองปฏิบตั ิการของจดุ ตอ ท่มี ีความหนาทอ 16 มม. จากการศึกษาพบวา ความหนาทอเปนปจจัยท่ีทําให
กําลงั ตานทานเปล่ียนไป ดงั นนั้ ในการประเมินกําลังตานทานความลาของจุดตอท่ีมีความหนาทอแตกตาง
จาก 16 มม. สามารถปรับแกเนื่องจากอิทธิพลของความหนาในสมการความสัมพันธซึ่งอางอิงจากความ
หนาเดมิ 16 มม. ดงั แสดงในตารางที่ 5.6 และรูปท่ี 5.13
127
ตารางท่ี5.6 สมการกาํ ลงั ตา นความลา Srhs − Nf จุดตอทอ กลม (4mm ≤ t ≤ 50 mm) และจุดตอ ทอ
ส่ีเหลยี่ ม (4mm ≤ t ≤ 16mm)
สาํ หรับ log (Srhs ) = 1 ⋅ (12.476 − log ( Nf )) + 0.06 ⋅ log (Nf ) ⋅ log ⎛ 16 ⎞ หรือ
3 ⎝⎜ t ⎟⎠
103 < Nf < 5⋅106
log ( N ) = 12.476 − 3 ⋅ log (Srhs )
สาํ หรับ
f ⎛ 16 ⎞
103 < Nf < 5⋅106 ⎝⎜ t ⎟⎠
1 − 0.18 ⋅ log
(เฉพาะแอมพลิจูดเปลี่ยนแปลง)
log (Srhs ) = 1 ⋅ (16.327 − log (Nf )) + 0.402 ⋅ log ⎛ 16 ⎞
5 ⎜⎝ t ⎟⎠
หรือ log ( Nf ) = 16.327 − 5 ⋅ log (Srhs ) + 2.01 ⋅ log ⎛ 16 ⎞
⎝⎜ t ⎟⎠
รปู ที่ 5.13 เสนระดับกําลังตานทานความลา ของจดุ ตอโดยวิธีความเคนเรขาคณิต
(ทมี่ า: CIDECT (2001))
ขอควรพิจารณาและขอจํากัดในการใชเสนกราฟกําลังตานทานความลา รูปที่ 5.13 และตารางที่
5.6
1. รูปท่ี 5.13 และตารางท่ี 5.6 จะใชไดกับจุดตอทอกลมท่ีมีความหนาระหวาง 4-50 มม. และจุดตอ
ทอสเี่ หลีย่ มท่มี ีความหนาระหวา ง 4-16 มม.
128
2. สําหรับจุดตอโดยใชวิธีการเช่ือมที่มีความหนาทอนอยกวา 4 มม. ขนาดของตําหนิท่ีเกิดจากรอย
เช่อื ม (Weld defect) จะมผี ลตอความเคน เรขาคณติ ทําใหกาํ ลังตานทานความลา ลดลงอยา งมาก
3. ขีดจํากัดของความลา (Fatigue limit) สําหรับแอมพลิจูดความเคนคงท่ีและขีดยุติของความลา
(Cut off limit) สาํ หรบั แอมพลจิ ูดความเคนเปล่ยี นแปลงไดสรุปอยใู นตารางที่ 5.7
ตารางที่5.7 ขีดจาํ กัดของความลา (Fatigue limit) และขีดยุติของความลา (Cut off limit)
ประเภทหนา ตดั ความหนา ขดี จํากดั ของความลา ขดี ยตุ ิของความลา
CHS และ RHS (มม.) (N/mm2) (N/mm2)
CHS 4 147 81
5 134 74
8 111 61
12 95 52
16 84 46
25 71 39
32 64 35
50 53 29
5.9 ตวั อยางการออกแบบกาํ ลังตา นความลา จดุ ตอโครงสรางเหลก็ ประเภททอ
โครงถักระนาบเดียวดังแสดงในรูปท่ี 5.14 ทําจากเหล็กทอกลมแกนหลกั ดานบนขนาด
CHS200×8.0mm.ทอ กลมแกนรองขนาด CHS90×4.0mm.และทอ กลมแกนหลักดานลางขนาด
CHS175× 7.0 mm. จากการตรวจสอบกําลังรับแรงแบบสถิตยพบวาหนาตัดดังกลาวสามารถรับแรงได
นอกจากนน้ั แลว โครงถกั ดังกลา วยังตองทําหนาที่รับแรงแบบเคลื่อนท่ีทําใหเกิดแอมพลิจูดของความเคน
คงท่โี ดยมชี ว งความเคนวัดจากศูนยจนถึงระดับความเคนเนื่องจากแรงท่ีแสดงในรูปที่ 5.15 จงตรวจสอบ
และประเมินกําลังตา นทานความลา ของจุดตอท่ี 6
ขนาดทอ กลมแกนหลกั ดานลาง; CHS175×7.0mm.
do = 190.7 mm , to =7.0mm , Ao = 4040mm2, Wo = 179×103mm3
ขนาดทอกลมแกนรอง; CHS90×4.0mm.
d1,2 = 106.6 mm , t1,2 = 4.0 mm , A1,2 = 1226 mm2 , W1,2 = 28.8×103mm3
129
รปู ท่ี 5.14 โครงถกั ระนาบเดียวภายใตแ อมพลจิ ูดความเคนคงที่
ขัน้ ที่ 1 คาํ นวณคาพารามเิ ตอรจ ดุ ตอ
β = d1 / do =106.6 /190.7 = 0.56
2γ = do / to =190.7 / 7.0 = 27.24
γ = do / 2to = 190.7 / 2(7.0) = 13.62
τ = t1 / to = 4.0 / 7.0 = 0.57
θ = arc tan (2.4 / 3.0) = 38.7D
ข้ันที่ 2 วเิ คราะหแรงกระทาํ ในจุดตอ
ในการวเิ คราะหโ ครงถักจะสมมตุ ิวาทอแกนหลักทั้งดานบนและดานลางยาวตอเน่ืองตลอดความ
ยาวชวงคาน สวนทอแกนรองเช่ือมตอกับทอแกนหลักแบบจุดหมุนดังท่ีอธิบายในหัวขอ 5.8.1 ผลการ
วิเคราะหแรงที่กระทําในจุดตอท่ี 6 ไดแสดงในรูปท่ี 5.15 แรงในแนวแกนและโมเมนตดัดสามารถเขียน
ใหอ ยใู นรปู ของผลรวมของแรงใน 2 รปู แบบดังแสดงในรูปท่ี 5.16 ซ่ึงสอดคลองกับรูปแบบการวิเคราะห
SCF ในตาราง D3 ของภาคผนวก ค
รปู ท่ี 5.15 แรงในแนวแกนและโมเมนตดัดในจุดตอท่ี 6
130
รปู ท่ี 5.16 การจัดรปู ผลรวมของแรงใน 2 รปู แบบ
ขัน้ ท่ี 3 คาํ นวณชวงความเคนพนื้ ฐาน(Nominal stress range) ในชนิ้ สวนโครงสรา งทวี่ ิกฤติ
เมือ่ พิจารณารปู ท่ี 5.15 แรงในแนวแกนของทอ แกนหลัก 1 มีคามากกวาทอแกนหลัก 2 ดังนั้นทอ
แกนหลัก 1 จึงเปนช้ินสวนโครงสรางท่ีวิกฤติ เม่ือพิจารณาทอแกนรองทั้งสองซึ่งรับแรงในแนวแกนทั้ง
แรงอัดและแรงดึงที่มีขนาดเทากัน โดยท่ัวไปทอแกนรองท่ีตองรับแรงดึงมักจะเกิดการวิบัติเน่ืองจาก
ความลา ดังนั้นทอ แกนรอง 2 จงึ เปน ชน้ิ สวนโครงสรางทว่ี ิกฤติ
รูปแบบท่ี 1 (Load condition 1; basic balanced axial loading)
σbrace,ax = MF×17.2×103 /1226 = 1.3×14.03 = 18.24 N / mm2
รูปแบบท่ี 2 (Load condition 2; chord loading)
σ = σ + σchord,ch chord,ipb
chord,ax
( )= MF× 228.5×103 / 4040 − 0.786×106 / 179×103
= 1.5×56.56 − 4.39 = 80.45 N / mm2
(หมายเหตุ 1. โมเมนตด ดั ในทอ แกนหลักทาํ ใหเ กิดความเคนอดั ข้ึนบริเวณดานบนของทอ แกนหลกั ทาํ ให
ความเคนสทุ ธิในทอ แกนหลักทีย่ ดึ ตดิ กับทอแกนรองมีคาลดลง 2. คา MF สามารถอางองิ ไดจากตารางที่
5.4)
ขนั้ ท่ี 4 คํานวณคา SCF ของรปู แบบที่ 1 (Load condition 1; basic balanced axial loading)
จากตารางท่ี D3 ของภาคผนวก ค
สาํ หรบั ทอแกนหลกั (Chord)
SCFch,ax = ⎡γ ⎤0.4 ⋅ ⎡ τ ⎤1.1 ⋅ SCFo,ch,ax = ⎡13.62 ⎤0.4 ⋅ ⎡ 0.57 ⎤1.1 ⋅ SCFo,ch,ax
⎢⎣12 ⎥⎦ ⎢⎣ 0.5 ⎥⎦ ⎣⎢ 12 ⎦⎥ ⎣⎢ 0.5 ⎥⎦
= 1.21⋅SCFo,ch,ax
131
โดยที่ β = 0.56 and θ = 30D => SCFo,ch,ax = 2.55
ดังน้ัน β = 0.56 and θ = 45D => SCFo,ch,ax = 2.80
ฉะนัน้ β = 0.56 and θ = 38.7D => SCFo,ch,ax = 2.69
SCFch,ax =1.21×2.69 = 3.25
สําหรับทอแกนรอง (Brace)
⎡γ ⎤0.5 ⎡ τ ⎤ 0.5 ⎡13.62 ⎤0.5 ⎡ 0.57 ⎤0.5
⎣⎢12 ⎥⎦ ⎢⎣ 0.5 ⎥⎦ ⎢⎣ 12 ⎥⎦ ⎢⎣ 0.5 ⎥⎦
SCFb,ax = ⋅ ⋅ SCFo,b,ax = ⋅ ⋅ SCFo,b,ax
= 1.13⋅SCFo,b,ax => SCFo,b,ax = 1.2
โดยท่ี β = 0.56 and θ = 30D
β = 0.56 and θ = 45D => SCFo,b,ax = 1.7
ดังน้นั β = 0.56 and θ = 38.7D => SCFo,b,ax = 1.49
ฉะน้ัน SCFb,ax =1.13×1.49 =1.7
ตรวจสอบคา SCF นอ ยท่ีสดุ ท่ยี อมให
โดยท่ี θ = 30D min SCFb,ax = 2.64
θ = 45D min SCFb,ax = 2.30
ดงั นน้ั θ = 38.7D min SCFb,ax = 2.44
ฉะน้ันใชค า SCF นอยทสี่ ดุ ท่ียอมใหSCFb,ax = 2.44
ขนั้ ท่ี 5 คาํ นวณคา SCF ของรปู แบบที่ 2 (Load condition 2; chord loading) จากตารางท่ี D3 ของ
ภาคผนวก ค
สําหรบั ทอ แกนหลัก (Chord)
⎡ τ ⎤0.3 )θ −0.9 ⎡ 0.57 ⎤ 0.3 −0.9 = 1.9
⎣⎢ 0.5 ⎦⎥ ⎣⎢ 0.5 ⎦⎥
( )SCFch,ch
= 1.2 ⋅ ⋅ ( sin = 1.2 ⋅ ⋅ sin 37.8D
ฉะนน้ั ใชค า SCF นอยทส่ี ดุ ท่ียอมใหSCFch,ch = 2.0
สําหรับทอ แกนรอง (Brace)
SCFb,ch = 0 (เนื่องจากมคี านอยมาก)
132
ขน้ั ที่ 6 คํานวณคา ชวงความเคนเรขาคณิตหรือความเคน Hot spot
รปู แบบท่ี 1 (Load condition 1; basic balanced axial loading)
Srhs,chord = SCFch,ax ⋅ σbrace,ax = 3.25×18.24 = 59 N / mm2
Srhs,brace = SCFb,ax ⋅ σbrace,ax = 2.4×18.24 = 44 N / mm2
รูปแบบท่ี 2 (Load condition 2; chord loading)
Srhs,chord = SCFch,ch ⋅ σchord,ch = 2.0× 80.45 = 161 N / mm2
Srhs,brace = SCFb,ch ⋅ σchord,ch = 0 N / mm2
ทาํ Superposition รปู แบบที่ 1 และ 2 เขาดว ยกัน
Srhs,chord = 59 +161 = 220 N / mm2
Srhs,brace = 44 + 0 = 44 N / mm2
ข้ันท่ี 7 คํานวณคาชว งความเคน เรขาคณติ หรือความเคน Hot spot สาํ หรับการออกแบบ
เม่ือพิจารณาคาสัมประสิทธิ์เพ่ือความปลอดภัย (Partial safety factor) ในหัวขอที่ 5.5 สมมุติวา
โครงถักดังกลาวทุกชิ้นสวนสามารถเกิดความเสียหายจากความลาไดและไมเกิดการวิบัติ (Fail safe
component) และการตรวจสอบและบํารุงรักษาเปนประจําสามารถเขาถึงรายละเอียดตางๆของจุดตอได
งา ย คาสัมประสิทธ์ิเพ่อื ความปลอดภยั จากตารางที่ 5.2 คือ 1.0 ดังนั้นคาชวงความเคนเรขาคณิตหรือความ
เคน Hot spot สาํ หรับการออกแบบคือ
Srhs,chord = 1.0× 220 = 220 N / mm2
Srhs,brace = 1.0× 44 = 44 N / mm2
ข้ันที่ 8 คํานวณอายุความลา ของจุดตอ ที่ 6
สาํ หรับเกดิ การแตกรา วเนอ่ื งจากความลาทท่ี อแกนหลัก
t = 7.0 mm และ Srhs,chord = 220 N / mm2
จากตารางท่ี 5.6 และกราฟรูปท่ี 5.13 สามารถคํานวณอายุความลาดงั นี้
log ( Nf ) = 12.476 − 3⋅ log (Srhs ) = 12.476 − 3 ⋅ log (220) = 5.82
1− 0.18
1 − 0.18 ⋅ log ⎛ 16 ⎞ ⋅ log ⎛ 16 ⎞
⎜⎝ t ⎠⎟ ⎝⎜ 7.0 ⎟⎠
Nf = 105.82 = 660, 000 รอบ