The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ati002009, 2022-03-23 23:10:43

02 รายงานอุตรดิตถ์2564

- 27 -






3.4.1.2 หนยคคารบอนเฟอรัส (ชวง 286-360 ลานป)
หินยุคคารบอนิเฟอรัส (C) ของจังหวัดอุตรดิตถ สามารถแบงยอยเปน 3 หนวย ไดแก C
C1 และ C2 กระจายตัวอยูในเขตอำเภอทาปลากับอำเภอทองแสนขัน มีรายละเอียดดังนี้

1) หนวนหิน C วางตัวอยูชั้นลางสุดประกอบดวยหินทรายสลับหนดินดานและหินเชิรต
สีน้ำตาลถึงน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อปานกลาง การคัดขนาดดี ชั้นบางถึงปานกลาง หินดินดานเนื้อฟลไลต

สีน้ำตาลถึงน้ำตาลแกมเหลือง บางบริเวณถูกแปรสภาพเล็กนอย (รูปที่ 3.7)
2) หนวยหิน C1 ประกอบดวยหินทราย สีเทา ชั้นหินเชิรต หินแกรยแวค หินอารจีไลต
เนื้ออารโคส และหินกรวดเหลี่ยม (รูปที่ 3.8)

3) หนวยหิน C2 วางตัวอยูชั้นบนสุดประกอบดวย หินทรายเนื้อกรวด หินทรายเนื้อ
ทัฟฟสีน้ำตาลแกมแดง หินทรายแปง และหินปูน (รูปที่ 3.9)





3.4.1.3 หนยคเพอรเมยน (ชวง 245-286 ลานป)


หินยุคเพอรเมียน (P) มีการกระจายตัวอยูตามขอบดานตะวันตกและตอนกลางของจังหวัด

อุตรดิตถในเขตอำเภอเมือง อำเภอลับแล อำเภอน้ำปาด อำเภอฟากทา และอำเภอทองแสนขัน สามารถ
แบงออกเปน 4 หมวดหินมีความสัมพันธตอเนื่องกับหินยุคคารบอนิเฟอรัส และไมตอเนื่องกับหิน
ยุคไทรแอสซิก มีรายละเอียดดังนี้

1) หมวดหินกิ่วลม (Pkl) ที่วางตัวอยูชั้นลางสุดของกลุมหินงาว ประกอบดวยหินทราย
เนื้อเถาภูเขาไฟ หินดินดานเนื้อภูเขาไฟ และหินทัฟฟสีเขียว สีน้ำตาลแกมแดง แสดงแนวแตกเรียบชัดเจน

เนื้อละเอียดถึงปานกลาง (รูปที่ 3.10)

2) หมวดหินผาหวด (Pph) ประกอบดวยหินดินดานสลับดวยหินปูน ชั้นหนาถึงไมแสดง
ชั้น สีเทา เนื้อตกผลึกใหม แสดงแนวแตกเรียบชัดเจน ปรากฏเปนภูเขาลูกโดดในลักษณะภูมิประเทศแบบ
คาสต พบซากดึกดำบรรพจำพวกไครนอยด และซากดึกดำบรรพขนาดจุลภาค (รูปที่ 3.11)

3) หมวดหินหวยทาก (Pht) เปนหมวดหินที่วางตัวอยูชั้นบนสุดของกลุมหินงาว
ประกอบดวยหินดินดาน สีน้ำตาลถึงสีเทา แทรกสลับดวยหินหราย หินทรายเนื้อทัฟฟ 

4) หมวดหินลับแล (Pll) ประกอบไปดวยหินทรายเกรยเวก สีเทาและสีเทาแกมเขียว

เนื้อละเอียด แทรกสลับดวยหินดินดาน แสดงแนวแตกเรียบชัดเจน ตอนกลางถงตอนบนแทรกดวยพนังแทรก

ชั้นของหินแอนดีไซตหนา 1-1.5 เมตร สวนตอนลางพบหินกรวดมนแทรกสลับกับหินปูนชั้นบาง สลับชั้นกบ
หินโคลน พบซากดึกดำบรรพจำพวกเรดิโอลาเรีย (รูปที่ 3.12)

- 28 -


































รูปที่ 3.7 ลักษณะหินทรายกึ่งแปรสภาพแทกสลับกับหินดินดาน เนื้อผุมาก หนวนหิน C ยุคคารบอนิเฟอรัส
บริเวณทางหลวงหมายเลข 11 ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 631100E 1922822N



































รูปที่ 3.8 ลักษณะหินทรายสีเทาแทรกสลับกับหินดินดานกึ่งแปรสภาพ หนวยหิน C1 ยุคคารบอนิเฟอรัส
บริเวณบานสิงหคอมพัฒนา ตำบลทาปลา อำเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 646452E 1965110N

- 29 -


































รูปที่ 3.9 ลักษณะหินทรายแปง สีน้ำตาลแกมแดง หนวนหิน C2 ยุคคารบอนิเฟอรัส บริเวณบานนาตารอด
ตำบลหาดงิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 642584E 1954241N



































รูปที่ 3.10 ลักษณะหินทรายเนื้อเถาภูเขาไฟ สีเทาอมเขียว หมวดหินกิ่วลม ยุคเพอรเมียน บริเวณบาน
วังเจริญ ตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 665950E 1957904N

- 30 -


































รูปที่ 3.11 ลักษณะหินปูนสีเทาขาว บางสวนถูกแปรสภาพเปนหินออน หมวดหินผาหวด ยุคเพอรเมียน
บริเวณเขาขี้นก ตำบลปาคาย อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 638568E 1935632N




































รูปที่ 3.12 ลักษณะหินดินดานกึ่งแปรสภาพ สีเทาเขียว แสดงแนวแตกเรียบชัดเจน หมวดหินลับแล ยุคเพอรเมียน




บรเวณตำบลแมพล อำเภอลบแล จังหวัดอตรดิตถ พกด 47P 606775E 1956578N




- 31 -




3.4.1.4 หนยคไทรแอสซิกถึงยคเพอรเมยน (ชวง 210-286 ลานป)



หินยุคไทรแอสซิกถึงยุคเพอรเมียน (PTR) พบกระจายตัวอยูทางทิศเหนือของจังหวัด
อุตรดิตถเขตรอยตอของจังหวัดนาน บริเวณอำเภอทาปลา ประกอบดวยหินทราย หินทรายแปง
หินดินดานเนื้อเถาภูเขาไฟสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อละเอียดถึงปานกลาง มีการคัดขนาดดี หินแกรยเวก

สีเทาออน ขนาดปานกลาง มีการคัดขนาดปานกลาง เชื่อมประสานดวยซิลิกา หินปูน หินทัฟฟเนื้อเศษหิน
ผสมบาง


3.4.1.5 หนยคไทรแอสซิก (ชวง 210-245 ลานป)



หินยุคไทรแอสซิก (TR) พบกระจายตัวอยูขอบดานบนทางทิศตะวันตกสุดของจังหวัด
อุตรดิตถ บริเวณเขตอำเภอเมือง อำเภอลับแล และอำเภอทาปลา และอยูทางดานทิศเหนือของ

คลองตรอน บริเวณเขตอำเภอน้ำปาด สามารถแบงออกเปน 4 หมวดหินยอย ไดแก หมวดหินพระธาตุ
และหมวดหินฮองหอย (อยูในกลุมหินลำปาง) หมวดหินเขาพลึง และหมวดหินแมเฉย มีความสัมพันธ
ไมตอเนื่องกับหินยุคจูแรสซิก มีรายละเอียดดังนี้

1) หมวดหินพระธาตุ วางตัวอยูชั้นลางสุดของหินยุคไทรแอสซิกพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ 
ประกอบดวยหินกรวดมน สีน้ำตาลแกมแดง หินดินดาน หินทรายเนื้อทัฟฟ สีเทาถึงน้ำตาลแกมแดง
หินดินดานเนื้อปนปูน และหินปูนที่มีลักษณะเปนเลนซ หินทัฟฟเนื้อไรโอไรต และหินกรวดเหลี่ยม

(รูปที่ 3.13)
2) หมวดหินฮองหอย วางตัวอยูบนหมวดหินพระธาตุของกลุมหินลำปาง ประกอบดวย


หินดินดาน สีเทาแกมเขียวมะกอกถึงสีเทาดำ เปนชั้นบาง หินทรายแปงเนื้อทัฟฟ หินทราย สีเทาแกมเขยว

หินปูนเปนชั้นบางๆ หินกรวดมนชั้นบาง สีเทาแกมเขียวถึงน้ำตาลแกมแดง (รูปที่ 3.14)
3) หมวดหินเขาพลึง ประกอบดวยหินดินดาน หินโคลน สีเทา สีเทาดำ แสดงแนวชั้นบาง

สลับดวยหินทรายแกรยเวก แสดงแนวแตกเรียบชัดเจน และหินทรายแกรบเวกแทรกสลับกับหินโคลนบาง
บริเวณ หินโคลนสลับหินเชิรต และหินเชิรตชั้นบางโดยทั่วไป ขนาด 1 เซนติเมตร พบซากดึกดำบรรพ 
จำพวกเรดิโอลาเรีย (รูปที่ 3.15)

4) หมวดหินแมเฉย วางตัวอยูบนสุดของหินยุคไทรแอสซิกพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ 
ประกอบดวยหินกรวดเหลี่ยมสีเทา กรวดเปนชนิดหินแกรนิตและหินทรายสีดำ เปนเหลี่ยมถึงกึ่งเหลี่ยม






การคดขนาดเลว หนทรายเนือควอตซ สีเทาออน เนอละเอยด แสดงการวางชนแบบเรยงขนาด แทรกดวย



หินกรวดมนเปนเลนซในชวงตอนลางของหมวดหิน สำหรับชวงบนของหมวดหินประกอบดวยหินทราย
สีน้ำตาลแกมแดง แนวชั้นบางและรอยริ้วคลื่น บางแหงพบหินกรวดมนที่มีเม็ดปูน และหินทรายแปงที่ม ี
เม็ดปูนบาง พบซากดึกดำบรรพจำพวกฟนจระเข ฟนฉลาม เกล็ดปลา เศษกระดองเตา และเศษกระดูก
สัตวมีกระดูกสันหลัง (รูปที่ 3.16)

- 32 -






































รูปที่ 3.13 ลักษณะหินทรายเนื้อทัฟฟ แทรกสลับกบหินกรวดมน สนำตาลอมเขียว หมวดหนพระธาตุ ยุคไทรแอสซิก

บริเวณตำบลน้ำไคร อำเภอน้ำปาด จงหวดอุตรดิตถ พกัด 47P 653703E 1946113N
































รูปที่ 3.14 ลักษณะหินทรายแปง สีน้ำตาลอมแดง เนื้อผุปานกลาง หมวดหินฮองหอย ยุคไทรแอสซิก บริเวณตำบล
บอทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 642901E 1935440N

- 33 -


































รูปที่ 3.15 ลักษณะหินดินดาน สีเทาอมน้ำตาล เนื้อผุมาก หมวดหินเขาพลึง ยุคไทรแอสซิก บริเวณบานผามูบ ตำบล





แมพล อำเภอลบแล จงหวัดอตรดิตถ พกัด 47P 602658E 1963850N































รูปที่ 3.16 ลักษณะหินทราย สีเทาดำ เนื้อสด หมวดหินแมเฉย ยุคไทรแอสซิก บริเวณบานหวยฮา ตำบลบาน
ดานนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 619371E 1968447N

- 34 -





3.4.1.6 หนยคจูแรสซก (ชวง 140-210 ลานป)

หินยุคจูแรสซิก (J) พบกระจายอยูตามขอบดานตะวันตกสุดของอำเภอฟากทา ดาน
ตะวันออกสุดของอำเภอบานโคก และอำเภอพิชัย ประกอบดวย 2 หมวดหิน ซึ่งทั้งสองหมวดหินมี
ความสัมพันธแบบไมตอเนื่องกัน มีรายละเอียดดังนี้
1) หมวดหินซำบอน ประกอบดวยหินดินดานสลับดวยหินทราย หินปูนและหินทรายแปง

สีน้ำตาลแกมเทาถึงน้ำตาลแกมแดง ชั้นบางมากถึงหนา พบซากดึกดำบรรพจำพวกหอยกาบคูที่เกิดใน
สภาพแวดลอมทะเลจำนวนมาก (รูปที่ 3.17)
2) หมวดหินภูกระดึง (อยูในกลุมหินโคราช) ประกอบดวยหินทรายแปงแทรกสลับหิน

ทรายและหินปูน สีมวงแดงถึงน้ำตาลแกมแดง ชั้นบางถึงปานกลาง หินดินดาน สีเทาถึงน้ำตาลแกมเทา
พบซากดึกดำบรรพจำพวกพืช (รูปที่ 3.18)


3.4.1.7 หินจูแรสซิกถึงยุคครีเทเชียส (ชวง 66.4-210 ลานป)


หินจูแรสซิกถึงยุคครีเทเชียส (JK) พบกระจายตัวทางดานตะวันออกของจังหวัดอุตรดิตถ
ในเขตอำเภอบานโคก อำเภอฟากทา อำเภอน้ำปาด และอำเภอทองแสนขัน แบงยอยเปน 3 หมวดหิน
จัดอยูในกลุมหินโคราชทั้งหมด ไดแก หมวดหินพระวิหาร หมวดหินเสาขัว และหมวดหินภูพาน


มีความสัมพนธไมตอเนื่องกับหินยุคครีเทเชียสถึงยุคเทอรเชียรี มีรายละเอียดดังนี้
1) หมวดหินพระวิหาร ประกอบดวยหินทรายและหินทรายเนื้อกรวดมน สีขาวแกม

น้ำตาลถึงน้ำตาลแกมแดง เนื้อปานกลางถึงหยาบ การคัดขนาดปานกลางถึงดี ชั้นปานกลางถึงหนา แสดง
การวางชั้นเฉียงระดับแนวระนาบ (รูปที่ 3.19)
2) หมวดหินเสาขัว ประกอบดวยหนทรายแปง สีน้ำตาลแกมแดง น้ำตาลแกมมวง และ


สีมวง บางสวนเนื้อปนปูนสลับดวยหินทราย สีแดงแกมน้ำตาล และน้ำตาล เนื้อละเอียดถึงปานกลาง มีแร
ไมกาปะปน แสดงการวางชั้นเฉียงระดับขนาดเล็กถึงปานกลาง พบชั้นดินบรรพกาลบางบริเวณ
(รูปที่ 3.20)

3) หมวดหินภูพาน ประกอบดวยหินทรายเนื้อปนกรวด สีเทา เนื้อปานกลางถึงหยาบ
กรวดเปนจำพวกแรควอตซ เชิรต เจสเปอร และหินภูเขาไฟ การคัดขนาดไมดีถึงปานกลาง เม็ดกลม
เชื่อมประสานดวยสารประกอบซิลิกา ชั้นปานกลางถึงหนามาก แสดงการวางชั้นเฉียงระดับ

- 35 -


































รูปที่ 3.17 ลักษณะหินทรายแทรกสลับกับหินดินดาน สีน้ำตาลอมเหลือง หมวดหินชำบอน ยุคจูแรสซิก บริเวณอาง




เกบน้ำหวยกลอง ตำบลนายาง อำเภอพชัย จังหวัดอตรดิตถ พกด 47P 632713E 1917138N





























รูปที่ 3.18 ลักษณะหินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปง สีน้ำตาลอมมวง เนื้อคอนขางผุ หมวดหินภูกระดึง
ยุคจูแรสซิก บริเวณเขาหัวสามขอย ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 635257E 1909044N

- 36 -


































รูปที่ 3.19 ลักษณะหินทราย สีน้ำเทาขาว เนื้อหยาบ หมวดหินพระวิหาร ยุคจูแรสซิก-ยุคครีเทเชียส บริเวณเขาปลัง
ตำบลบานโคง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 623962E 1900571N



































รูปที่ 3.20 ลักษณะหินทรายแปง สีน้ำตาลแดง บางสวนเนื้อปนปูน หมวดหินเสาขัว ยุคจูแรสซิก-ยุคครีเทเชียส
บริเวณบานวังเบน ตำบลบอทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 649325E 1927337N

- 37 -




3.4.1.8 หนยคครเทเชียสถึงยคเทอรเชียร (ชวง 66.4-140 ลานป)




หินยุคครีเทเชียสถึงยุคเทอรเชียรี (KT) พบอยูดานตะวันออกสุดของอำเภอน้ำปาด และ
อำเภอทองแสนขัน แบงออกเปน 2 หมวดหินยอย มีรายละเอียดดังนี้
1) หมวดหินเขายาปุก ประกอบดวยหนทราย สีแดงอิฐ เนื้อละเอียดถงปานกลาง มีการ


คัดขนาดดี เม็ดกลม ชั้นหนาถึงหนามาก แสดงการวางชั้นเฉียงระดับขนาดใหญ แทรกสลับดวยหินทราย
แปง สีน้ำตาลแกมแดง ชวงลางพบหินทรายแปง สีน้ำตาลแกมแดง เนื้อปนปูนแทรกสลับกับหินทรายทสี
น้ำตาลแกมแดง เนื้อละเอียด (รูปที่ 3.21)
2) หมวดหินภูขัด ประกอบดวยหินทราย สีน้ำตาลแกมแดง เนื้อละเอียด มีการคัดขนาดดี

ชั้นหนา แทรกสลับดวยหินทรายแปงสีน้ำตาลแกมแดง (รูปที่ 3.22)
3.4.1.9 ตะกอนกึ่งรวนยุคเทอรเชียรี (T)

พบเฉพาะในเขตอำเภอน้ำปาดและเปนชั้นหินที่วางตัวอยูดานบนสุด ประกอบดวยหินเคลย
หินทรายแปง หินทราย หินโคลน ดินเบา และถานหินลิกไนต
3.4.1.10 ตะกอนรวนยุคควอเทอรนารี (Q)
ตะกอนรวนยุคควอเทอรนารีของจังหวัดอุตรดิตถ ประกอบดวย 1) ตะกอนปฐมภูมิ

เกิดจากการผุพังของหินเดิม มีการสะสมตัวแบบอยูกับที่ หรืออาจจะถูกพัดพาไปแตไมไกลจากหินตน
กำเนิดมากนัก พบอยูใกลที่ลาดภูเขาหรือที่เชิงเขา และ 2) ตะกอนทุติยภูมิ เกิดจากการตกทับถมกันโดย
แมน้ำพามาจากแมน้ำสายหลัก ไดแก แมน้ำนาน และคลองตรอน พบชั้นตะกอนแผกระจายตัวมากที่สุด

พบครอบคลุมพื้นที่ดานทิศตะวันตกเฉียงใตของจงหวัดอยูตามที่ราบลุม ตั้งแตอำเภอเมืองอุตรดิตถ จนถง


อำเภอพิชัย และในแองรับตะกอนของอำเภอน้ำปาด โดยลักษณะการสะสมตัว และชนิดของตะกอนยุค
ควอเทอรนารี สามารถแบงเปน 5 หนวยยอยไดแก
ตะกอนเศษหินเชิงเขา (Qc) สะสมตัวตามแนวเชิงเขา บางบริเวณชั้นตะกอนปดทับอยู
บนชั้นหินเดิม และอาจมีตะกอนธารน้ำพาปนรวมอยูดวย ตะกอนเศษหินเชิงเขาอาจวางตัวรองรับตะกอน

ตะพัก และตะกอนธารน้ำพา มีการกระจายตัวอยูตามแนวรอยตอของภูเขากับที่ราบ ตามขอบพื้นที่ดาน
ทิศเหนือ และทิศตะวันออกของที่ราบ อำเภอเมืองอุตรดิตถประกอบดวย เศษหินปนกับดิน ดินลูกรัง และ
ศิลาแลง พวกเศษหิน ไดแก หินควอรตไซต หินทราย หินทรายแปง และหินแกรนิต

ตะกอนตะพัก (Qt) เกิดจากการเปลี่ยนระดับการกัดเซาะของแมน้ำ โดยการ
แปรสัณฐานธรณีวิทยา ทำใหตะกอนแมน้ำเดิมถูกแมน้ำกัดเซาะในทางลึกมากกวาในแนวราบ ตะกอน
ตะพักของจังหวัดอุตรดิตถ เปนตะกอนแมน้ำนานเดิมและแมน้ำปาดเดิม สะสมตัวตามที่ลาดลอนคลื่น
พบอยูดานทิศตะวันออกของอำเภอเมืองอุตรดิตถ บริเวณบานหาดกรวด บานเขาตอง บานแดนกระตาย

บานดงชางดี และบานพิกุลทอง ตำบลผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ และในแองที่ราบอำเภอน้ำปาด
ประกอบดวยชั้นกรวดปนอยูกับดินและทราย
ตะกอนธารน้ำพา (Qa) พบการสะสมตัวอยูบริเวณที่ราบ และบริเวณระหวางที่ราบกบ

ที่ลาดเขา ชั้นตะกอนสะสมตัวไมเปนระบบ โดยแมน้ำนาน แมน้ำคลองตรอน และแมน้ำปาด ครอบคลุมท ี่

ราบใกลภูเขาดานทิศเหนือของอำเภอเมืองอตรดิตถ และอำเภอลับแล และในที่ราบของอำเภอทองแสนขัน






อำเภอนำปาด และอำเภอฟากทา ประกอบดวยตะกอนหลายชนดปนกน ไดแก ทราย ทรายแปง ดินเคลย
และกรวดเม็ดละเอียด บางบริเวณพบปนกับลูกรัง

- 38 -


ตะกอนรองน้ำ (Qfc) สะสมตัวอยูในขอบเขตรองน้ำสองฝงของแมน้ำนาน ปจจุบันตั้งแต
บริเวณบานหาดงิ้ว ลงมาทางทิศใต ผานอำเภอตรอนจนถึงอำเภอพิชัย ประกอบดวยตะกอนกรวด

ที่อยูตามรองทองน้ำ ตะกอนทรายปนทรายแปงตามขอบริมตลิ่งน้ำลนฝง และตะกอนทรายเม็ดละเอียด
ตะกอนที่ราบน้ำทวมถึงและที่ลุมน้ำขัง (Qff/Qfw) สะสมตัวอยูตามที่ลุมสองฝงของ
แมน้ำนาน เกิดจากแมน้ำลนฝงชวงฤดูน้ำหลาก และพัดพาเอาตะกอนแขวนลอยขนาดเล็กมาตกสะสมตัว
ประกอบดวย ตะกอนดินเคลย มีตะกอนทราย และทรายแปงปนอยูบาง พบกระจายตัวอยางมากในที่ลุม


อำเภอเมืองอุตรดิตถ อำเภอตรอน และอำเภอพิชัย นอกจากนั้นยังพบวาบางสวนของที่ราบน้ำทวมถงอาจมี
น้ำขังอยูไดเปนเวลานาน ไดแก บึงมาย และบึงกะโลทำใหมีพชน้ำเติบโตอยูไดชั้นตะกอนที่ลุมน้ำขัง

ประกอบดวยชั้นพีตและชั้นดินเหนียวปนพีต



3.4.2 หนอคน (Igneous rock)


หินอัคนีแบงตามการเกิดได 2 ชนิด คือ 1) หินอัคนีแทรกซอน เปนหินอัคนีเกิดอยูใน
ระดับลึกโดยการตกผลึกจากหินหนืด เนื้อหินมีลักษณะหยาบหรือคอนขางหยาบ สามารถมองเห็นเม็ดแร
ดวยตาเปลาไดอยางชัดเจน (เม็ดแรมีขนาดตั้งแต 1 มิลลิเมตรขึ้นไป) และ 2) หินภูเขาไฟ เปนหินที่เกิดจาก
การเย็นตัวของหินหนืดใกลผิวโลกหรือเกิดสัมพันธกับการระเบิดของภูเขาไฟ หินชนิดนี้เนื้อหินจะมีเม็ด

ละเอียดหรือเนียนเปนเนื้อเดียวกันหินอัคนีในจังหวัดอุตรดิตถสามารถจำแนกโดยชนิดหิน อายุ และ
ความสัมพันธกับหินอื่น ไดเปน 3 หนวยหิน ดังนี้







3.4.2.1 หนอคนชนิดเบสิกถงอลตราเบสิก (245-360 ลานป)
หินอัคนีชนิดเบสิกถึงอัลตราเบสิก (Cb และ CPu) เปนหินอัคนีแทรกซอน สีเขม สีดำ สี


เทาดำสีเขียวเขม พบแทรกอยูในหินยุคคารบอนิเฟอรัสและหินยุคเพอรเมียน บริเวณภูเขาพบใกลเขื่อนสิริกติ์
อำเภอทาปลา และที่เนินเขาดานทิศตะวันออกของบานพระฝาง อำเภอเมืองอุตรดิตถ โดยหินเบสิคและ
อัลตราเบสิค (Cb) ประกอบดวยหินแกบโบร สีเทาออน แสดงลักษณะริ้วขนาน หินฮอรนเบลนไดต สีเทา
แกมเขียว หินไพรอกซิไนต สีเขียวเขมถึงสีดำ หินเซอรเพนทิไนต สีเขียว หินแกรโนไดออไรตและ
หินไดโอไรต สีเขียวออน หินฮอรนเฟลส สีเทาแกมเขียว หินเชิรต หินปูนแทรกบาง และหินอัลตราเบสิค
(CPu) ประกอบดวยหินเพอริโดไทต หินฮอรนเบลนไดต หินเซอรเพนทิไนต และหินบะซอลต (รูปที่ 3.23

และ 3.24)

- 39 -



































รูปที่ 3.21 ลักษณะหินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปง สีน้ำตาลแดง หมวดหินเขายาปุก ยุคครีเทเชียส ถึงยค




เทอรเชียรี บริเวณบานหวยเดื่อ ตำบน้ำไผ อำเภอน้ำปาด จังหวดอตรดิตถ พกด 47P 686502E 1954639N
































รูปที่ 3.22 ลักษณะหินทราย สีน้ำตาลแดง เนื้อละเอียด หมวดหินภูขัด ยุคครีเทเชียส-ยุคเทอรเชียรี บริเวณน้ำตก




ภูสอยดาว ตำบลหวยมน อำเภอนำปาด จงหวัดอตรดิตถ พกด 47P 707117E 1958667N




- 40 -


































รูปที่ 3.23 ลักษณะหินบะซอลต เนื้อมีรูพรุน หนวยหิน CPu ยุคคารบอนิเฟอรัส-ยุคเพอรเมียน บริเวณบานงอมถ้ำ
ตำบลทาแฝก อำเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 678087E 1989921N











































รูปท่ 3.24 ลักษณะหินเซอรเพนทไนต สเทาเขมถึงเทาเขยว หนวยหน Cb ยคคารบอนเฟอรส บรเวณบานหาดผาผุด




ตำบลผาเลือด อำเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 648848E 1958130N

- 41 -


3.4.2.2 หินอัคนีชนิดกรด (210-245 ลานป)


หินอัคนีชนิดกรด (Trdi และ TRgr) มีสีออนหรือสีจาง สีขาวขุน พบแทรกดันหินยุคไซลเรียน-

ดีโวเนียนกับหินยุคคารบอนิเฟอรัสใกลภูเขาพญาพอ บริเวณบานน้ำตะ-น้ำรี อำเภอทาปลา และ
หินยุคไทรแอสซิก บริเวณบานขุนฝาง อำเภอเมืองอุตรดิตถ ประกอบดวยหินไบโอไทตแกรนิต สีขาวถึงเทา
เนื้อปานกลางถึงหยาบผลึกขนาดใหญ หินแกรโนไดออไรต หินโทนาไลต สีขาวขุน เม็ดละเอียด เนื้อสม่ำเสมอ
และหินฮอรนเบลน-ไบโอไทตไดออไรต (รูปที่ 3.25)




3.4.2.3 หนภเขาไฟ
หินภูเขาไฟ (PTRv และ bs) ประกอบดวยหินแอนดีไซต สีเทาแกมเขียว เนื้อละเอียด
เนื้อดอก หินบะซอลต สีเทาแกมเขียว เนื้อละเอียด เนื้อดอก หินบะซอลตเนื้อแอนดีไซต สีดำ เนื้อละเอยด

แสดงลักษณะการไหล หินทัฟฟ หินไรโอไรต และหินเถาภูเขาไฟ มีอายุอยูในยุคเทอรเชียรี (5.64±0.23
ลานป) และยุคเพอรเมียน-ยุคไทรแอสซิก (240-245 ลานป) พบที่อำเภอน้ำปาดและที่ภูเขาแกว อำเภอ
เมืองอุตรดิตถ (รูปที่ 3.26)



3.5 ธรณีวิทยาโครงสราง

โครงสรางธรณีวิทยาในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถเปนผลจากการบีบอัด การขยาย การแยก








และเลอนออกจากกนของเปลือกโลก เนืองดวยเหตุการณแปรสณฐานหลายชวงเวลา สงผลใหลักษณะทาง

ธรณีวิทยาของจังหวัดอุตรดิตถมีทิศทางการวางตัวอยูในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต
เกือบทั้งหมด โครงสรางทางธรณีวิทยาที่สำคัญประกอบดวยการวางตัวชั้นหิน ชั้นหินโคงงอรอยแยกและ
รอยเลื่อน แนวแตกเรียบ และรอยชั้นไมตอเนื่อง โครงสรางธรณีวิทยาดังกลาว มีความสัมพันธซึ่งกันและกน

และมักเกิดอยูดวยกันมากกวา 2 ชนิด
3.5.1 รอยแยกและรอยเลื่อน
รอยแยกและรอยเลื่อนพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถพบอยูในหินทั้ง 2 กลุม วางตัวหลัก 2 แนว
ไดแกทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันออกเฉยงใต

รอยแยกพบอยูในชั้นหินทุกยุค สำหรับแนวรอยเลื่อนมักพบอยูในหินกลุมที่ 1) แบงยอยออกได 3 ประเภท

ตามลักษณะการเคลื่อนที่ของระนาบรอยเลื่อน ไดแก รอยเลื่อนปกติ รอยเลื่อนยอนกลับ และรอยเลื่อน
แนวระดับ


3.5.2 การวางตัวของชั้นหิน

การวางตัวของชั้นหินพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถมีทิศทางอยูในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-

ทิศตะวันตกเฉียงใต แบงเปน 2 กลุม คือ 1) ชั้นหินกอนยุคจูแรสซิก และ 2) ชั้นหินยุคจูแรสซิกถึง
ยุคครีเทเชียส กลุมที่ 1 ถูกพัฒนาโดยขบวนการแปรสัณฐานมากกวากลุมที่ 2 ชั้นหินมีมุมเอียงเทมากถึง
คอนขางมากไปทางทิศตะวันตก เฉลี่ย 50-60 องศาเกิดเปนชั้นหินคดโคงอยางมากและมักมีแนวแตกเรียบ

เกิดรวมดวยเสมอ รวมทั้งมีแนวรอยเลื่อนตัดผานหลายแนว กลุมที่ 2 ชั้นหินมีมุมเอียงเฉลี่ยนอยกวา
30-40 องศา ถูกทำใหโคงงอไมมาก แนวแตกเรียบและแนวรอยเลื่อนมีอยูนอย

- 42 -




































รูปที่ 3.25 ลักษณะหินแกรนิต สีเทาขาว เนื้อผุ หนวยหิน TRgr ยุคไทรแอสซิก บริเวณบานทรายงาม ตำบลน้ำหมัน
อำเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 637070E 1974315N



































รูปที่ 3.26 ลักษณะหินแอนดีไซต สีเขียวเขม หนวยหิน PTrv ยุคเพอรเมียน-ยุคไทรแอสซิก บริเวณบานปากปาด
ตำบลผาเลือด อำเภอทาปลา จังหวัดอุตรดิตถ พิกัด 47P 664712E 1961179N

- 43 -



3.5.3 ชันหินคดโคง
ื้
ชั้นหินคดโคงพนที่จังหวัดอตรดิตถปรากฏในหินที่มีความยืดหยุนคอนขางดี ไดแก หินโคลน


และหินเชิรต ในกลุมหินที่ 1) พบเปนชั้นหินคดโคงมีมุมแคบสลับไปมาแบบลูกฟูกชัดเจน ไมสมมาตรและ
มักทำใหเกดแนวรอยเลื่อนขึ้นขณะที่ชั้นหินกำลังโกงตัว มีแนวแกนอยูทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตก

เฉียงใต สวนมากเอียงเทไปทางทิศตะวันตก มุมระหวางแขนมีคานอยกวา 30 องศา และในกลุมหินที่ 2) พบ
เปนชั้นหินคดโคงสลับไปมาแบบลอนลูกฟูกมุมกวาง มุมระหวางแขนมีคา 30-100 องศา มีแนวแกนอยู

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต และเอียงเทไปทั้งทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก


3.5.4 แนวแตกเรียบ

แนวแตกเรียบเปนระนาบการแตกที่เกิดในขณะชั้นหินโคงงอ พบอยูชัดเจนในกลุมหินท ี่
1) โดยเฉพาะในหินโคลน และหินดินดาน แสดงแนวแตกเรียบแบบตอเนื่องในกลุมหินที่ 2) แนวแตกเรียบ

อาจพบไดแตนอยมากซึ่งจะเกดไดแบบเฉพาะที่อันเปนผลจากการมีระนาบรอยเลื่อนตัดผาน



3.5.5 รอยชันไมตอเนือง

รอยชั้นไมตอเนื่องแสดงถึงชวงระยะเวลาทางธรณีกาลที่ไมตอเนื่องกันของชั้นหิน โดยเกิด
จากขณะนั้นไมมีการสะสมตัวของตะกอนหรือมีแตการกัดกรอน ซึ่งอาจเปนผลมาจากการแปรสัณฐานใน

ชวงเวลาดังกลาวและมักพบวามีหินอัคนีหรือหินภูเขาไฟปรากฏอยู รอยชั้นไมตอเนื่องแบงออกได 8 ชวง
ธรณีกาล ไดแกระหวางยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียนกับยุคคารบอนิเฟอรัส ยุคเพอรเมียนกับยุคไทรแอสซิก
ยุคไทรแอสซิกตอนปลายยุคไทรแอสซิกกับยุคจูแรสซิก ชวงยุคจูแรสซิกตอนลาง ชวงยุคครีเทเชียสตอนบน
ยุคครีเทเชียสกับยุคเทอรเชียรี และระหวางยุคเทอรเชียรีกับยุคควอเทอรนารี



3.6 ธรณีวิทยาประวัติ

จังหวัดอุตรดิตถตั้งอยูตามแนวรอยตอธรณีนาน-อุตรดิตถ (Nan-Uttaradit Geosuture)

ซึ่งเปนรอยตะเข็บดั้งเดิมซึ่งเกิดจากการชนกันของแผนเปลือกโลกชาน-ไทยและแผนเปลือกโลกอินโอจีน
โดยปรากฏลักษณะหินของธรณีแอนตัวเททิสบรรพกาลตามแนวหินนี้ พบอยูระหวางแนวชั้นหินคดโคง
สุโขทัย และแนวชั้นหินคดโคงเลย รอยตอนี้ปรากฏใหเห็นอยางชัดเจนในประเทศไทย พบอยู 2 สวน ทาง

ตอนเหนือเรียกวารอยตอธรณีนาน-อุตรดิตถ และทางตอนใตเรียกวารอยตอธรณีสระแกว-จันทบุรี โดยมี
รอยเลื่อนแมปงซึ่งเปนรอยเลื่อยตามแนวระดับที่เคลื่อนตัวไปทางซายตัดผานรอยตอธรณีนี้ คาดวาเดิมควร
เปนธรณีแอนตัวเททิสหลักบรรพกาลที่มีแนวตอเนื่องไปทางเหนือถึงรอยตอธรณี Changning-Menglian
ในยูนนานทางดานตะวันตก และแผขยายไปถึงเมืองเบนตง-รวบ ในแหลมมลายู ในสวนนี้ประกอบดวย
หินเซอรเพนทีไนตและหินเชิรตชั้นบาง รวมทั้งยังพบหินบลูชีสตและหินแกบโบร ซึ่งบริเวณนี้ทั้งหมด

คาดวาอยูในสวนของเซอรเพนทีไนตเมลานจ และยังพบการแผกระจายของกลุมหินแพร ซึ่งเปน
ชุดหินฟลิสซ หินปูนชั้นบาง และหินเรดิโอลาเรียเชิรต หินอัลตราเมฟก หินบะซอลตรูปหมอน หินทราย





เกรยแวก และหนตะกอนเนือภูเขาไฟอายุเพอรเมยนตอนกลางถงไทรแอสซิกตอนกลางในบริเวณใกลเคยง



- 44 -


3.7 กลุมวิทยาหิน

กลุมวิทยาหิน (Lithologic Unit) ในการศึกษาในรายงานฉบับนี้ อาศัยการแบงตาม
ลักษณะกายภาพที่โดดเดนและสังเกตุไดอยางเดนชัดของมวลหินตะกอน หินอัคนี หรือหินแปร หรือจาก

ลักษณะทางกายภาพรวมกับการลำดับชั้นหินที่สัมพันธกัน โดยมีขอบเขตของชุดหนวยหินอยูที่ตำแหนง
ของการเปลี่ยนชนิดหิน ซึ่งกลุมวิทยาหินที่พบในพื้นที่ศึกษาจังหวัดอุตรดิตถนั้น สามารถแบงหนวยหิน
พื้นฐานได 16 กลุม ดังนี้

3.7.1 กลุมวิทยาหิน CG3

กลุมนี้ปรากฎอยูในกลุมหินภูเขาไฟยุคเพอรเมียน-ยุคไทรแอสซิก (PTrv) สวนใหญ
พบเปนหินกรวดมนขนาดเนื้อผลึกหยาบถึงหยาบมาก กรวดประกอบดวยเศษหินหรือเม็ดกรวดของ

หินแอนดีไซต ไรโอไรท ปูน แกรนิต ควอตซ และเชิรต เนื้อผุปานกลางถึงมาก เนื้อหินมีการแปรสภาพ
เล็กนอย วิทยาหินที่พบ ไดแก หินกรวดมน (conglomerate) และหินทรายเม็ดหยาบ (รูปที่ 3.27)
3.7.2 กลุมวิทยาหิน SS1

กลุมนี้ปรากฏอยูในหมวดหินฮองหอย (Trhh) ของกลุมหินลำปาง หมวดหินแมเฉย

(Trmc) และหมวดหินเขายาปุก (KTky) ซึ่งพบเปนหินทราย ที่มีขนาดเม็ดตะกอนตั้งแตเม็ดละเอียดถง
ปานกลาง แสดงลักษณะโครงสรางเปนชั้นสม่ำเสมอ บางบริเวณพบหินทรายที่มีการแทรกสลับและ

การแทรกชั้นดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด เนื้อผุปานกลางจนถึงมาก และบางบริเวณพบหินทรายเนื้อทัพฟ


หินกรวดมนเนื้อทัพฟ บางบริเวณพบหินทรายที่มีการแทรกชั้นดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด เนื้อผุปานกลาง

มีการแทรกสลับของหินทรายแปง สีน้ำตาลแดง ของหมวดหินเขายาปุก (KTky) แสดงลักษณะโครงสราง
เปนชั้นสม่ำเสมอ วิทยาหินที่พบไดแก หินทรายเนื้อทัพฟ (tuffaceous sandstone) หินทรายปนกรวดเนื้อ
ทัพฟ (tuffaceous conglomerate sandstone) หินทรายอารโคส (akosic sandstone) หินทรายที่

มีการแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวกหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.28)
3.7.3 กลุมวิทยาหิน SS2

กลุมนี้ปรากฏอยูในหมวดหินพระวิหาร (JKpw) และหมวดหินภูพาน (Kpp) ในกลุมหน
โคราช ซึ่งพบเปนหินทรายที่มีขนาดเม็ดตะกอนตั้งแตเม็ดละเอียดถึงเม็ดปานกลาง ความกลมมนดี เนื้อผุ
ปานกลาง แสดงลักษณะโครงสรางเปนชั้นสม่ำเสมอ บางบริเวณพบหินทรายที่มีการแทรกชั้นดวย
หินตะกอนเนื้อละเอียด เนื้อผุปานกลางจนไปถึงมาก วิทยาหินที่พบไดแก หินทรายเนื้อควอตซ (quartz

arenite) หินทรายที่มีการแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวกหินทรายแปง หินดินดาน และ
หินโคลน (รูปที่ 3.29)

3.7.4 กลุมวิทยาหิน SS3

กลุมนี้ปรากฏอยูในหินยุคคารบอนิเฟอรัส (C) และหมวดหินซำบอน (Jcb) ยุคจูแรสซิก
ซึ่งพบเปนหินทรายที่มีขนาดเม็ดตะกอนตั้งแตละเอียดถึงปานกลาง แสดงลักษณะโครงสรางเปนชั้นหนา
สม่ำเสมอ บางบริเวณพบเปนมวลหนาไมพบการแสดงชั้นของหิน บางบริเวณพบหินทรายที่มีการแทรก
สลับและการแทรกชั้นดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด เนื้อหินมีแปรสภาพเล็กนอย เนื้อผุปานกลางจนไปถง

เนื้อผุมาก พบการเรียงตัวของเม็ดแร แสดงลักษณะโครงสรางเปนชั้นบางสม่ำเสมอ แตมีปริมาณของมวล
หินทรายมากกวา วิทยาหินที่พบไดแก หินทรายเนื้อควอตซ (quartz arenite) และหินทรายที่มีการแทรก
สลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวกหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.30)

- 45 -




























































































รูปที 3.27 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยตะกอน CG3 ในพนทจังหวดอตรดิตถ 


ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 46 -





















































































รูปที 3.28 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน SS1 ในพนทจังหวดอตรดิตถ





ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 47 -
























































































รูปที 3.29 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน SS2 ในพนทจังหวดอตรดิตถ






ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 48 -
















































































รูปที่ 3.30 แสดงลักษณะกลุมวิทยาหินหนวยหิน SS3 ในจังหวัดอุตรดิตถ
ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 49 -


3.7.5 กลุมวิทยาหิน SS4

กลุมนี้ปรากฎอยูในหมวดหินภูขัด (KTpk) พบหินทรายที่มีขนาดเม็ดตะกอนตั้งแตเม็ด
ละเอียดถึงเม็ดปานกลาง มีการคัดขนาดดี รูปรางกลมมนดี นอกจากนี้ยังพบหินทรายแปง และหินโคลน
แทรกสลับ และพบหินกรวดมน สีมวงแดงอยูชั้นลางของหิน การคัดขนาดเลว แตเม็ดกรวดมีความกลมมน

ดีมาก กอนกรวดประกอบดวย แรควอตซ เชิรต หินทราย หินทรายแปง หินภูเขาไฟ และหินปูน
ซึ่งสามารถเทียบและจัดอยูในหมวดหินภูขัด (สุวิทย โคสุวรรณ, 2533) แตมีปริมาณของมวลหินทราย
มากกวา วิทยาหินที่พบไดแก หินทราย หินทรายที่มีการแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวก
หินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.31)

3.7.6 กลุมวิทยาหิน FS1
กลุมนี้ปรากฏอยูในหมวดหินกิ่วลม (Pkl) กลุมหินงาว หมวดหินลับแล (Pll) และหมวด

หินเขาพลึง (TRkhp) ซึ่งพบเปนหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลน เนื้อคอนขางผุ การเรียงตัวของ
ตะกอนเปนชั้นดี และพบการแทรกตัวของสายแรควอตซ มีการแปรสภาพเล็กนอย แสดงลักษณะ
โครงสรางเปนชั้นสม่ำเสมอ บางบริเวณพบหินทรายแปงที่มีการแทรกชั้นดวยหินทรายแปง หินดินดาน



และหินโคลน วิทยาหินที่พบไดแก หินทรายแปงที่มีการแทรกสลับหรือแทรกชั้นกบหินตะกอนเนื้อละเอยด
จำพวกหินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.32)
3.7.7 กลุมวิทยาหิน FS2

กลุมนี้ปรากฏอยูในหมวดหินภูกระดึง (Jpk) หมวดหินพระวิหาร (JKpw) และหมวดหิน
เสาขัว (Ksk) ของกลุมหินโคราช และหมวดหินเขายาปุก (KTky) ซึ่งหนวยหินนี้พบเปนหินทรายเนื้อ
ละเอียด หินทรายแปง เนื้อผุปานกลางถึงผุมาก สีน้ำตาลอมมวง สีน้ำตาลแดง แสดงการแตกแบบกาบและ
แทงดินสอ แสดงลักษณะโครงสรางทางกายภาพเปนชั้นโดยสวนใหญ บางบริเวณพบการแทรกชั้นดวยหิน

ทรายเนื้อละเอียด และหินดินดาน วิทยาหินที่พบไดแก หินทราย หินทรายแปงที่มีการแทรกสลับหรือ
แทรกชั้นกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวก หินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.33)

3.7.8 กลุมวิทยาหิน CB

กลุมนี้ปรากฎอยูในหมวดหินผาหวด (Pph) ของกลุมหินงาว พบเปนหินปูน หินออน
แสดงลักษณะโครงสรางเปนแบบชั้นหนา (massive limestone) บางบริเวณพบเปนหินปูนแทรกชั้นดวย
หินทราย บางบริเวณพบหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลน วิทยาหินที่พบไดแก หินปูน หินทรายแปง

ที่มีการแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด จำพวกหินดินดาน และหินโคลน (รูปที่ 3.34)
3.7.9 กลุมวิทยาหิน F-MET1

กลุมนี้อยูในหินยุคไซลูเรียล-ดีโวเนียน (SD) เปนหินแปรเกรดตั้งแตเกรดสูงไปหาต่ำ
เนื้อผุมากจนไปถึงเนื้อผุปานกลาง มีความมันวาว พบการเรียงตัวเปนริ้ว แสดงลักษณะโครงสรางทาง
กายภาพเปนชั้นโดยสวนใหญ ซึ่งบางบริเวณพบเปนมวลหนาไมแสดงชั้น บางบริเวณแสดงลักษณะ

การโคงงอแบบ kink band วิทยาหินที่พบไดแก หินทรายกึ่งแปรสภาพ (metasandstone) หินฟลไลต
(phyllite) และหินชนวน (slate) (รูปที่ 3.35)

- 50 -













































































รูปที่ 3.31 แสดงลักษณะกลุมวิทยาหินหนวยหิน SS4 ในพื้นที่จังหวัดอตรดิตถ 

ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 51 -














































































รูปที 3.32 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน FS1 ในพนทจังหวดอตรดิตถ 




ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 52 -













































































รูปที 3.33 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน FS2 ในพนทจังหวดอตรดิตถ 














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 53 -













































































รูปที 3.34 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน CB ในพนทจังหวดอตรดิตถ 














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 54 -















































































รูปที 3.35 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน F-MET1 ในพนทจังหวดอตรดิตถ














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 55 -



3.7.10 กลุมวิทยาหิน F-MET2
กลุมนี้ปรากฏอยูในหินยุคคารบอนิเฟอรัส (C1) และหมวดหินหวยทาก (Pht) ของ
กลุมหินงาว ซึ่งพบเปนหินแปรเกรดต่ำ เนื้อผุปานกลางจนไปถึงเนื้อผุ มากพบการเรียงตัวของเม็ดแรและ
แสดงรอยแตกชัดเจน แสดงลักษณะโครงสรางเปนชั้นบาง บางบริเวณพบการแทรกสลับและการแทรกชั้น

ดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด วิทยาหินที่พบไดแก หินฟลไลท (phyllite) หินชนวน (slate) และ หินดินดาน
กึ่งแปรสภาพ (slaty shale) (รูปที่ 3.36)

3.7.11 กลุมวิทยาหิน MU
กลุมนี้ปรากฎอยูในหินยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน (CPu) และหินยุคเพอรเมียนถึง
คารบอนิเฟอรัส (Cb) โดยหินที่พบมีสีเขม เนื้อผลึกหยาบถึงละเอียด เนื้อผุปานกลางถึงมาก บางบริเวณ
พบหินแกรบโบ หินไพรอกซีไนท ฮอรนเบลนไนท หินเซอเพนทิไนท หินแอมพิโบไลท และหินบะซอลต

ี่
วิทยาหินทพบไดแก หินแกรบโบ หินบะซอลท ฮอรนเบลนไนท และหินเซอเพนทิไนท (รูปที่ 3.37)
3.7.12 กลุมวิทยาหิน GR

กลุมนี้พบในหินอัคนียุคไทรแอสซิก (TRgr) และหินฮอนเบลนด-ไบโอไทต ไดโอไรต
ยุคไทรแอสซิก (Trdi) ซึ่งพบเปนหินแกรนิต ขนาดเนื้อผลึกหยาบถึงละเอียด เนื้อผุปานกลางถึงมาก
โดยเรียงตามลำดับแรหลัก ประกอบดวย ควอตซ เฟลสปาร ฮอรนเบลน และไบโอไทต (อภิชาติ และ สุชัย
, 2530) บางบริเวณพบหินไดโอไรต เนื้อผลึกคอนขางละเอียด เนื้อผุปานกลาง วิทยาหินที่พบไดแก 

หินแกรนิต หินไดโอไรต (รูปที่ 3.38)

3.7.13 กลุมวิทยาหิน VOL


กลุมนี้ปรากฎอยูในกลุมหินภูเขาไฟยุคเพอรเมียน-ยุคไทรแอสซิก (PTrv) เปน
หินแอนดีไซดสีเขม เนื้อผลึกหยาบถึงละเอียด เนื้อผุปานกลางถึงมาก บางบริเวณพบ หินแอนดีซิติกเนื้อ
เถาภูเขาไฟ หินเถาภูเขาไฟ และหินไรโอไลต วิทยาหินที่พบไดแก หินแอนดีไซด หินไรโอไลต แอนดีซิติก
เนื้อเถาภูเขาไฟ และหินเถาภูเขาไฟ (รูปที่ 3.39)

- 56 -















































































รูปที 3.36 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน F-MET2 ในพนทจังหวดอตรดิตถ














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 57 -















































































รูปที 3.37 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน MU ในพนทจังหวดอตรดิตถ 














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 58 -















































































รูปที 3.38 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน GR ในพนทจังหวดอตรดิตถ 














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 59 -














































































รูปที 3.39 แสดงลกษณะกลมวทยาหนหนวยหน VOL ในพนทจังหวดอตรดิตถ 














ก แสดงลักษณะเนื้อหิน ข แสดงลักษณะหินโผลของหนวยตะกอน

- 60 -



3.7.14 กลุมวิทยาหิน COL
อยูในกลุมตะกอนเศษดินเชิงเขา (Qc) และตะกอนผุพังอยูกบที่ พบเปนเศษหินปนกับดิน

ดินลูกรัง และศิลาแลง พวกเศษหิน ไดแก หินควอตไซต หินทราย หินทรายแปง และหินแกรนิต เกิดจาก
การพัดพาเศษตะกอนดินทรายที่อยูบนเขาใหมีการ เคลื่อนที่ใหลงมาสะสมตัวบริเวณที่ลาดเชิงเขา โดย

อาศัยแรงโนมถวงของโลกและการพัดพาของน้ำที่ไหล ลงมาจากบนเนินเขาหรือบริเวณใกล ๆ หนวย
ตะกอนเชิงเขาที่พบไดแก เศษหิน กรวด ทรายแปง และดินเคลย (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
3.7.15 กลุมวิทยาหิน AL

อยูในกลุมตะกอนน้ำพา (Qa) ตะกอนรองน้ำ (Qfc) ตะกอนที่ราบน้ำทวมถึง (Qff) และ
ตะกอนที่ราบลุมน้ำขัง (Qfw) ซึ่งพบเปนกรวด หิน ดิน ทราย สะสมตัวเปนไมเปนระบบ โดยแมน้ำ ทำให 
เกิดความหลากหลายของชนิดตะกอน หนวยตะกอนน้ำพาที่พบไดแก กรวดปนทราย ทรายปนดินเหนียว

ทรายแปงบนดินเหนียว และ ดินเหนียว (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
3.7.16 กลุมวิทยาหิน TER

อยูในกลุมตะกอนยุคเทอรเชียรี (T) และตะกอนตะพัก (Qt) พบเปนหินทรายที่ขนาดเม็ด
ละเอียดมากถึงปานกลาง แสดงลักษณะโครงสรางทางกายภาพเปนชั้นโดยสวนใหญ บางบริเวณพบการ
แทรกชั้นดวยหินเคลย และหินโคลน วิทยาหินที่พบไดแก หินทราย ที่มีซากดึกดำบรรพหอยเจดีย สวน

ตะกอนตะพักนั้น เกิดจากการเปลี่ยนระดับการกัดเซาะของแมน้ำ โดยการแปรสัณฐานธรณีวิทยา ทําให
ตะกอนแมน้ำเดิมถูกแมน้ำกัดเซาะในทางลึกมากกวาในแนวราบ หนวยตะกอนที่พบไดแก ชั้นกรวดปน
ทรายและดินเหนียว (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)

- 61 -



















































































รูปที่ 3.40 แผนที่กลมวิทยาหนจงหวดอุตรดิตถ (กรมทรัพยากรธรณี, 2564)



- 62 -






ตารางที่ 3.2 คำอธิบายแผนที่กลมวิทยาหนจงหวดอุตรดิตถ 

คำอธิบาย
(EXPLANATION)

กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP

กลุมวิทยาหิน CG3 (PTrv) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินกรวดมนสีน้ำตาลแดงเปนสวนใหญ
CG3 ประกอบดวย หินกรวดมน สีน้ำตาลแดง เม็ดกรวดประกอบดวย หินปูน แอนดีไซต แกรนิตหินดินดาน

ไรโอไลต ไดโอไลต

กลุมวิทยาหิน SS1 (Ptr/ Trhh/Trl/Trpt /Trmc/ Ktky) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย หินทราย
เนื้อควอตซ หินดินดานกึ่งแปรสภาพ หินดินดาน สีเทา เทาเขม เทาแกมเขียว เทาแกมมวง ถูกแปร
สภาพเล็กนอย เนื้อหินแสดงการผุพังปานกลาง แสดงรอยแตกชัดเจน บางบริเวณพบสายแรควอตซ
แทรกในชั้นหิน หินทรายสีเทาแกมเขียว เม็ดตะกอนขนาดละเอียด บางบริเวณพบการแทรกสลับของ
SS1 หินดินดาน, หินทรายแปง สีน้ำตาลแกมมวง เนื้อหินการผุพังปานกลาง แสดงการแตกแบบดินสอ
พบการวางตัวของชั้นหินชัดเจนและตอเนื่อง หินทรายสีเทาดำ เม็ดตะกอนขนาดละเอียด ประกอบดวย

แรควอตซเปนสวนใหญ เนื้อหินแสดงการผุพังเล็กนอยถึงปานกลาง ชั้นหินหนา (medium-thick) บาง
บริเวณพบการแทรกสลับดวย สีเทาดำ หินดินดาน เนื้อหินแสดงการผุพังเล็กนอย ชั้นหินหนา

(thin-thick) พบการวางตัวของชั้นหนชัดเจน หินทรายสีแดงอิฐ เม็ดตะกอนขนาดละเอยด การคัดขนาด

ดี ความกลมมนสูง ชั้นหินหนา (thick) เนื้อหินแสดงการผุพังปานกลาง แสดงชั้นหินชัดเจน
กลุมวิทยาหิน SS2 (/Kpp/JKpw/Jpk) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินทรายอารโคส หินทรายเนื้อ
ควอตซ เปนสวนใหญ ไดแก หินดินดานสีเทาแกมเขียว ชั้นหินหนา (thick) แทรกสลับดวยหินทราย
สีเทาแกมเขียว ชั้นหินหนา (medium-thick) ประกอบดวยแรควอตซ เปนสวนใหญ พบแรไมกา

SS2 เล็กนอย เนื้อหินแสดงการผุพังเล็กนอย ถึงปานกลาง หินทราย สีขาว เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึงปาน
กลาง ประกอบดวย แรควอรตซ เปนสวนใหญ พบแรดำเล็กนอย การคัดขนาดดี ความกลมมนสูง

ชั้นหินหนา (medium-thick) หินทรายสีแดงอิฐ เม็ดตะกอนขนาดละเอียด การคัดขนาดดี
ความกลมมนสูง ชั้นหินหนา (thick) เนื้อหินแสดงการผุพังปานกลาง แสดงชั้นหินชัดเจน

กลุมวิทยาหิน SS3 (C/C2/Jcb) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย หินทรายเนื้อควอตซ หินดินดานกึง
แปรสภาพ หินดินดาน สีเทา เทาเขม เทาแกมเขียว เทาแกมมวง ถูกแปรสภาพเล็กนอย เนื้อหินแสดง
SS3 การผุพังปานกลาง แสดงรอยแตกชัดเจน บางบริเวณพบสายแรควอตซแทรกในชั้นหิน หินดินดานสีเทา
แกมเขียว ชั้นหินหนา (thick) แทรกสลับดวยหินทราย สีเทาแกมเขียว ชั้นหินหนา (medium-thick)

ประกอบดวยแรควอตซ เปนสวนใหญ พบแรไมกาเล็กนอย เนื้อหินแสดงการผุพังเล็กนอยถึงปานกลาง

กลุมวิทยาหิน SS4 ( KTpk) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินทราย สีน้ำตาลแกมมวง เม็ดตะกอน
SS4 ขนาดละเอียดถึงปานกลาง การคัดขนาดดี ชั้นหินหนา เนื้อหินผุพังเล็กนอย แสดงการเรียงชั้น
(lamination) อยางชัดเจน

- 63 -


กลุมวิทยาหิน FS1 (Pkl/ Pll/Trkhp) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ด
ตะกอนขนาด ดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หินดินดาน หินทรายแปง แทรกชั้นดวยหิน
ทราย หินฟลไลต สีขาวแกมเหลือง สีสมแกมเหลือง เนื้อหินแสดงการผุพังมาก พบการแปรสภาพ
เล็กนอย แสดงลักษณะโครงสราง Kink band มีการเรียงตัวเปนชั้น และพบการแทรกตัวของสายแร
FS1 ควอตซ และหินทรายแปง แทรกชนดวย หินทราย สีมารูน สีนำตาลแกมแดง เม็ดตะกอนขนาดละเอยด







ประกอบดวยแรควอตซเปนสวนใหญ แรไมกา และแรดิน พบลักษณะโครงสรางเฉยงระดับ มีการแตก
ึ่
แบบกาบ เนื้อหินแสดงการผุพังปานกลางถึงมากหินทรายแปง หินดินดานกึ่งแปรสภาพ หินทรายกง
แปรสภาพ หินฟลไลต สีเทา สีเทาแกมเขียว เนื้อหินแสดงการผุพังมาก และมีการแปรสภาพ เม็ดแร
เรียงตัวเปนริ้ว
กลุมวิทยาหิน FS2 (Jpk/ Ksk /JKpw/ Ktky) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด
เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินทรายแปง หินทราย สีมารูน
สีน้ำตาลแกมแดง เม็ดตะกอนขนาดละเอียด ประกอบดวยแรควอตซเปนสวนใหญ แรไมกา และแรดิน
FS2 พบลักษณะโครงสรางเฉียงระดับ มีการแตกแบบกาบ เนื้อหินแสดงการผุพังปานกลางถึงมาก หินทราย
แปง สีน้ำตาลแกมแดง แทรกสลับหินทราย แสดงการแตกแบบกาบและแทงดินสอ เนื้อหินแสดง

การผุพังปานกลางถึงมาก พบรอยแตกหลายทิศทาง ประกอบดวย แรควอตซเปนสวนใหญ พบแรไมกา

และแรดำเล็กนอย หินโคลนสีน้ำตาลแกมแดง ชั้นหนา (medium) หินทรายแปง สีน้ำตาล มีไมกา
ปนดวย
CB1 กลุมวิทยาหิน CB1 (Pph) กลุมวิทยาหินจำพวกหินคารบอเนต ประกอบดวย หินปูน สีเทา ชั้นหนา
แสดงลักษณะหนาผาหินปูนชัดเจน และหินทรายเนื้อภูเขาไฟ และหินดินดาน

กลุมวิทยาหิน F-MET1 (SD) กลุมวิทยาหินจำพวกหินแปรที่มีริ้วขนาน ไดแกหินแปรขั้นต่ำ หิน
F-MET1 ฟลไลต สีเทา เทาเขียว มีลักษณะมันวาว แสดงลักษณะโครงสรางทางกายภาพของแรเปนชั้นอยาง
ชัดเจน และแสดงการโคงงอแบบ Kink band บางบริเวณพบสายแรควอตซแทรก เนื้อหินแสดงการ

ผุพังปานกลางถึงมาก พบรอยแตกภายในเนื้อหินชัดเจน
กลุมวิทยาหิน F-MET2 (C1/Pht) กลุมวิทยาหินจำพวกหินกึ่งแปรที่มีริ้วขนาน ไดแก หินดินดานกง ึ
F-MET2
แปรสภาพ หินฟลไลต สีเทา สีเทาแกมน้ำตาล เนื้อหินปานกลางถึงมาก แสดงรอยแตกชัดเจน มีการ
เรียงชั้นของเม็ดแร

กลุมวิทยาหิน MU1 (CPu / Cb) กลุมวิทยาหินจำพวกหินอัคนีชนิดเมฟกและอัลตราเมฟก ไดแก
MU1 หินเซอรเพนทีไนต หินบะซอลต หินแอมฟโบไลต หินฮอรนเบรนดไดต หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ
คละขนาด สีเทาดำอมเขียว ชองวางละเอียด ประกอบหินแอนดีไซด ดินดาน หินทรายสีแดง หิน

แอมพิโบไลด หินเถาภูเขาไฟ
กลุมวิทยาหิน GR (Trgr/Trdi) กลุมวิทยาหินจำพวกหินแกรนิต ไดแก หินแกรนิต สีจาง เนื้อผุมาก
GR ผลึกหยาบ แรประกอบหิน คือ ควอตซ เฟลดสปาร และไมกา สวนหินไดโอไรต สีเทาอมชมพ เนื้อ


ละเอียด เนื้อผุปานกลาง แรประกอบหินสวนใหญคลายกับหินแกรนิต

กลุมวิทยาหิน VOL1 (PTrv) กลุมวิทยาหินจำพวกหินอัคนีภูเขาไฟ ที่ประกอบดวยหินอัคนที่มากดวย
VOL1 แรสีจางพบรวมกับหินอัคนีสีปานกลาง ไดแก หินแอนดีไซดเถาภูเขาไฟ เนื้อคอนขางผุ สีเทาอมเขียว

พบการแทรกของสายแรควอตซ และสายแรเพสดสปาร เนื้อผุมาก
COL กลุมวิทยาหิน COL (Qc) กลุมตะกอนเชิงเขา ไดแก ตะกอนเศษหินเชิงเขา กรวดปนทราย ถึงทราย
ปนดินเหนียว ที่เปนพวกตะกอนรวน

AL กลุมวิทยาหิน AL (Qa/Qfc/Qff /Qfw) กลุมตะกอนน้ำพาเดิม และปจจุบัน ไดแก ถานหินลิกไนต
ตะกอนน้ำพา ตะกอนรองน้ำ ตะกอนที่ราบลุมแมน้ำ ตะกอนที่ลุมน้ำขัง


TER กลุมวิทยาหิน TER (T/Qt) กลุมตะกอนตะพักลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
ดินเหนียว และถานหินลิกไนต



บทที่ 4


วิธีการศึกษา


4.1 ขั้นรวบรวมข้อมูล


การศึกษาและรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำแบบจำลองต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้
ในการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ง่าย และ
ทันสมัย โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ลักษณะ ดังนี้

1) รวบรวมข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดินถล่ม เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ธรณีโครงสร้าง ข้อมูลแบบจำลองภูมิประเทศเชิงเลข (DEM)
ปริมาณน้ำฝน และข้อมูลตำแหน่งร่องรอยดินถล่มในอดีต
2) การเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งเอกสารต่างๆ เช่น ห้องสมุด

ฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซต์ต่าง ๆ
3) การรวบรวมผลงานที่เคยทำมาก่อนในพื้นที่ศึกษา โดยการค้นหาจากฐานข้อมูลของ
กรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซต์ต่าง ๆ


4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวิทยา

การสำรวจธรณีวิทยาในพื้นที่ศึกษา มีจุดประสงค์หลักเพื่อรวบรวมข้อมูลธรณีวิทยาในสนาม

ทั้งหมดได้แก่ ข้อมูลชนิดหิน โครงสร้างทางธรณีวิทยา การแผ่กระจายตัวของหิน การลำดับชั้นหิน ความ
ต่อเนื่องของชั้นหิน และข้อมูลเกี่ยวกับธรณีพิบัติภัยดินถล่มในพื้นที่ศึกษา โดยการสำรวจธรณีวิทยามีขั้นตอน
การสำรวจดังต่อไปนี้
1) การเตรียมข้อมูลพื้นฐานก่อนการเก็บข้อมูลภาคสนาม ได้แก่ การเตรียมแผนที่ภูมิประเทศ

ข้อมูลพื้นฐาน และการรวบรวมข้อมูลด้านธรณีวิทยาของพื้นที่จากรายงานการสำรวจธรณีวิทยาในพื้นที่ เช่น
แผนที่ธรณีวิทยามาตราส่วน 1:50,000 และแผนที่ธรณีวิทยามาตราส่วน 1:250,000 และรายงานจำแนกเขต
เพื่อการจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดน่าน ปี พ.ศ. 2549 จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี พ.ศ. 2551
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปี พ.ศ. 2551 และจังหวัดกระบี่ ปี พ.ศ. 2556

2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเส้นทางการสำรวจให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย
ดินถล่ม และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเดิม
3) การเตรียมอุปกรณ์สำรวจภาคสนาม ได้แก่ เข็มทิศ ค้อนธรณี กล้องถ่ายรูป อุปกรณ์บอก
พิกัดตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) สมุดสนาม และอุปกรณ์เก็บตัวอย่างใน

สนาม
4) สำรวจเก็บข้อมูลขั้นรายละเอียด เพื่อรวบรวมและบันทึกข้อมูลทางธรณีวิทยาเพื่อจัด
กลุ่มหินในพื้นที่ศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เช่น ข้อมูลชนิดหิน การลำดับชั้นหิน การแผ่กระจายของ

หิน ธรณีวิทยาโครงสร้าง และถ่ายภาพเพื่อใช้ประกอบการเขียนรายงาน

- 66 -


4.2.1 หลักการจำแนกกลุ่มวิทยาหินสำหรับการศึกษาดินถล่ม

วิทยาหิน (lithology) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่ม อีกทั้งเป็นหินต้น
กำเนิดของดินชนิดต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับประเภทการเกิดดินถล่มชนิดต่าง ๆ ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่เป็นผลมาจากการผุพังของชั้นหินต้นกำเนิด ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการจำแนก

ลักษณะวิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่พบกระจายตัวในพื้นที่ศึกษาให้เป็นหน่วยหิน ที่มีลักษณะวิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่
มีความคล้ายคลึงกันให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มวิทยาหิน (lithological group) เพื่อเป็นข้อบ่งชี้
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มวิทยาหินกับร่องรอยการเกิดดินถล่มที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน และ
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มวิทยาหินที่เป็นหินต้นกำเนิดดินกับกลุ่มดินชนิดต่าง ๆ ที่กระจายตัวในพนที่ศึกษาที่มี
ื้
คุณสมบัติทางวิศวกรรมที่แตกต่างกัน ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

4.2.2 ปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ในการจำแนกหน่วยหิน


หน่วยหิน (rock unit) หมายถึง เนื้อหินมีลักษณะปรากฏที่สม่ำเสมอและสามารถทำแผนที่ได้
ซึ่งหน่วยหินถือเป็นหน่วยขั้นพื้นฐานสำหรับการทำแผนที่ในระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม
(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service, 2012)
ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การทำแผนที่เพื่อระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุ่มวิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่

ปรากฏบนพื้นผิวภูมิประเทศ โดยได้กำหนดกลุ่มวิทยาหินขึ้นมาเป็นหน่วยหินเท่านั้น ไม่ได้มีการลำดับชั้นหิน
หรือพิจารณาอายุและการวางตัวของชั้นหินแต่อย่างใด พิจารณาจากลักษณะเด่นของวิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่มี
ความคล้ายคลึงกัน เพื่อกำหนดเป็นหน่วยหินของกลุ่มวิทยาหินนั้น ๆ โดยใช้เกณฑ์การจำแนกวิทยาหินของ

Dearman (1991) ซึ่งเป็นการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานในทางวิศวกรรมและการทำแผนที่วิศวกรรม
ธรณี โดยประกอบด้วยเกณฑ์หลัก ๆ 4 ประการ ได้แก ่

1) ชนิดหินโดยทั่วไป (genetic type)

ชนิดหินโดยทั่วไปประกอบด้วยหินหลัก ๆ 3 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีรายละเอียดดังนี้

(1) หินอัคนี (igneous rock): เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของแมกมา (magma) ทั้งที่เย็น
ตัวบนผิวโลกเรียกว่าหินอัคนีพุ (extrusive igneous rock) และเย็นตัวใต้เปลือกโลกเรียกว่าหินอัคนีแทรกซอน
(intrusive igneous rock) ดังตารางที่ 4.1

(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เป็นหินที่มีการเกิดหลากหลาย ได้แก่ เกิดจาก

อนุภาคที่แตกหักมาจากที่อื่น (detritus or terrigenous sediment) เกิดจากการตกผลึกของสารละลายเคมี
หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกิดจากการทับถมของซากอินทรียวัตถุ (organic
material) ดังตารางที่ 4.2

(3) หินแปร (metamorphic rock): เป็นหินที่เกิดจากการแปรสภาพ อันเนื่องมาจากความ
ร้อน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคมี (chemical fluid) ซึ่งสามารถแปรสภาพมาจากหินเดิม

ที่เป็นได้ทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ดังตารางที่ 4.3

- 67 -


ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอัคนี (Dearman, 1991)

PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP

Massive Usual structure
At least 50% of grains Quartz, felspars, micas, Feldspar, dark Dark Composition
are of igneous rock dark minerals minerals minerals

Acid Intermediate Basic Ultrabasic

Rounded grains: Pegmatite Very
coarse-
Agglomerate
grained
60
Angular grains: Gabbro Coarse-

Volcanic breccia Granite Diorite Pyroxenite grained 2

Tuff Dolerite Peridotite Medium- Predominant grain size (mm)
grained
0.006
Fine-
Fine-grained tuff
grained
Rhyolite Andesite Basalt 0.002
Very fine-
Very fine-grained tuff
grained

Volcanic Glassy

Glasses Amorphous


* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.

- 68 -


ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)

DETRITAL SEDIMENTARY CHEMICAL/ GENETIC GROUP

ORGANIC
Bedded Usual structure

Salts,
Grains of rock, quartz, At least 50 of grains Carbonates, Composition
%
feldspar and clay minerals are of carbonate Silica
Carboneceous

Grains are of rock fragment Calcirudite Saline rock: Very
Rounded grains: conglomerate
coarse-
Rudaceous Angular grains: breccia Anhydrite grained 60
Halite
Gypsum Coarse-
grained 2

Grains are mainly mineral Calarenite Calcreous
Arenaceous Sandstone: grain are mainly Limestone (undifferntiated) rocks Medium- 0.006 Predominant grain size (mm)
fragments
grained

mineral fragments
Mudstone Siltstone: 50% Calcisiltite Limestone
Shale: fine grained Chalk Dolomite Fine-
grained
Fissile
particles
Agilliceous or Lutaceous mudstone Claystone: Marlstone Calcilutite Very fine- 0.002

50% very fine-
grained
fine grained
particles Siliceous rocks
Chert

Flint
Carbonaceous Glassy
Rock Amorphous
Lignite
Coal

- 69 -


ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร (Dearman, 1991)

METAMORPHIC GENETIC GROUP

Foliated Massive Usual structure
Quartz, felspar, micas, dark minerals Quartz, felspar, micas, dark minerals, Composition
carbonates
Tectonic Very
breccia coarse-

Migmatite grained
6
Hornfels Coarse-
Marble
Gneiss grained
Granulite 2
Quartzite

Schist Predominant grain size (mm)
Medium-
Amphiolite
grained
Phyllite 0.006

Fine-
0.002
Slate grained
Fine-

Mylonite grained

Glassy

Amorphous




2) ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)

(1) เป็นชั้น (bedded): มักพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนที่มีการสะสมตัวเป็นชั้น
บางครั้งอาจพบในหินอัคนีพุหรือหินอัคนีภูเขาไฟที่มการปะทุหลาก

(2) เป็นริ้วขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ที่เกิดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล

(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเลื่อนและเขตรอยเฉือน ซึ่งเป็นการแปร
แบบพลวัตร (dynamic metamorphism)

(3) เป็นมวลหนาที่ไม่แสดงชั้น (massive): พบได้ทั่วไปในหินทุกชนิด โดยมักพบในหินอัคนี
แทรกซอน เช่น หินแกรนิต และหินตะกอนที่เกิดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมี เป็นชั้นหนา เช่น หินปูน
หรืออาจพบในหินแปร เช่น หินอ่อน (marble) หินควอตไซต์ (quartzite) หินฮอร์นเฟลส์ (hornfels) เป็นต้น

- 70 -


3) ขนาดของอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบของหินที่ปรากฏเด่นชัด (predominant grain size)
ซึ่งประกอบกันเป็นเนื้อหิน (texture)
(1) เม็ดหยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 60 mm
(2) เม็ดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-60 mm

(3) เม็ดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.06-2 mm
(4) เม็ดละเอียด (fine-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.002-0.06 mm
(5) เม็ดละเอียดมาก (very fine-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 0.002 mm

(6) เนื้อแก้ว (glassy) หรือ อสัณฐาน (amorphous): เป็นเนื้อที่ประสานกันเป็นเนื้อเดียว

4) แร่องค์ประกอบ (mineralogical composition)

แร่องค์ประกอบ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มวลหินมีคุณสมบัติเฉพาะต่าง ๆ ทางวิศวกรรม

ได้แก่ ความแข็งแรง ความถ่วงจำเพาะ ความคงทนต่อการผุพัง เป็นต้น การจำแนกลักษณะของ
แร่องค์ประกอบ สามารถแบ่งออกเป็น 8 ลักษณะ ดังนี้
(1) เศษหิน (rock grains or lithic fragment): เป็นเศษแตกหักของหินดั้งเดิม

(pre-existing rock) ที่ถูกพัดพาจากตัวกลางมาสะสมตัวเป็นหินใหม่ มักพบในหินทราย หินกรวดมน
และบางครั้งอาจพบในหินอัคนีแทรกซอน หินภูเขาไฟที่เกิดจากการประทุหลาก เช่น หินทัฟฟ์ (tuff) เป็นต้น
(2) ควอตซ์ (quartz): เป็นแร่จำพวกแร่สีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกิริยาของโบเวน
(Bowen’s reaction series) พบได้ในหินทุกชนิด มีความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแข็งของโมห์

(Moh’s scale)
(3) เฟลด์สปาร์ (feldspars): พบอยู่ในหินอัคนีเกือบทุกชนิด และพบในหินตะกอนและ
หินแปรด้วย แร่เฟลด์สปาร์ ประกอบด้วย โพแทสเซียมเฟลด์สปาร์ และแพลจิโอเคลสเฟลด์สปาร์
(4) แร่ชนิดเมฟิก (mafic) แร่สีเข้ม (dark-coloured) และแร่อื่นที่เกี่ยวข้องกัน: แร่ชนิด

เมฟิกหรือแร่สีเข้มในชุดปฏิกิริยาของโบเวน ประกอบด้วยแร่จำพวก โอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)
และแอมฟิโบล (amphibole) โดยมักพบในหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟิก (ultramafic igneous rock) ได้แก่
หินดันไนท์ (dunite) หินเพอริโดไทต์ (peridotite) เป็นต้น และหินอัคนีชนิดเมฟิก (mafic igneous rock)
ได้แก่ หินบะซอลต์ (basalt) หินแกบโบร (gabbro) เป็นต้น

(5) แร่ดินเหนียว (clay minerals): แร่ดินเหนียวจัดเป็นแร่ที่มีการเกิดแบบทุติยภูมิ
(secondary mineral) กล่าวคือเกิดจากการเปลี่ยนสภาพ (alteration) ของแร่เดิมในหินจากการผุพงทางเคมี

ของหิน (chemical weathering) ให้เกิดเป็นแร่ใหม่ ตัวอย่างเช่น แร่เฟลด์สปาร์ ที่มีการผุพังทางเคมีแล้ว

เปลี่ยนสภาพเป็นแร่ดินขาว (kaolinite) เป็นต้น โดยการผุพังนี้สามารถพบได้ในหินทุกชนิดที่อยู่ในลักษณะ
ภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และแร่ดินเหนียวโดยส่วนใหญ่พบเป็นแร่ประกอบหินในหินตะกอนที่มีเนื้อค่อนข้าง
ละเอียด ซึ่งมักพบมากในหินโคลน และหินดินดาน
(6) คาร์บอเนต (carbonates): ประกอบด้วย แร่ที่มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอเนต (CO3)
เป็นหลัก อาทิเช่น แคลไซต์ (calcite) อะราโกไนต์ (aragonite) โดโลไมต์ (dolomite) มักพบมากในหินตะกอน

ที่ตกผลึกจากสารละลายเคมีและชีวเคมี ได้แก่ หินปูน หินโดโลไมต์ รวมถึงหินแปรอย่างหินอ่อน

- 71 -


(7) วัตถุจำพวกเกลือหินระเหย (salt, evaporite) วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา (siliceous
materials) และวัตถุจำพวกเนื้อปนคาร์บอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหินระเหย
ซึ่งเกิดจากสารละลายเกลือ โดยทั่วไปจะไม่พบโผล่ปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกาโดยทั่วไปมักพบ
เป็นลักษณะหินที่ถูกแทนที่ด้วยซิลิกา (silicification) เช่น หินปูนที่ถูกแทนที่ด้วยซิลิกา (silicified limestone)
ส่วนวัตถุจำพวกคาร์บอเนต โดยทั่วไปมักพบในหินที่เกิดในสภาพแวดล้อมร่วมกับหินคาร์บอเนต เช่น หินดินดาน

เนื้อคาร์บอเนต (carbonaceous shale) หินโคลนเนื้อคาร์บอเนต (carbonaceous mudstone) เป็นต้น
(8) แก้ว (glass): เป็นของเนื้อหินลักษณะที่เป็นแก้ว มีแก้วเป็นองค์ประกอบ โดยทั่วไปมักพบ

เห็นได้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่พบในหินอคนีพุที่เย็นตัวบนผิวโลกอย่างรวดเร็ว เช่น หินออบซิเดียน (obsidian)

4.3 การจัดการข้อมูล

ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นจะถูกทำให้อยู่ในระบบข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย

ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ธรณีโครงสร้าง ความลาดชัน ลักษณะภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน และตำแหน่งร่องรอย
ดินถล่มในอดีต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บอยู่ในลักษณะเป็นกริด (raster data) คือ ข้อมูลที่มีโครงสร้างเป็น

ช่องเหลี่ยม เรียกว่า จุดภาพ หรือ grid cell ที่มีการเรียงต่อเนื่องกันในแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งมีความละเอยด
10x10 เมตร และในรูปแบบข้อมูลเชิงเส้นสำหรับข้อมูลร่องรอยดินถล่ม ดังตารางที่ 4.4 ทั้งนี้การวิเคราะห์ การ
ประมวลผล และการแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่จะอยู่ในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ตารางที่ 4.4 สรุปชนิดและแหล่งที่มาของข้อมูล

ค่าพิกัด
ความ
ชนิดข้อมูล ปี รูปแบบข้อมูล อ้างอิงทาง แหล่งที่มา
ละเอียด
ภูมิศาสตร์
ALOS 2009 ข้อมูลแสดงลักษณะ 12.5 เมตร WGS84 https://vertex.daa

PALSAR DEM เป็นกริด (raster data) (m) c.asf.alaska.edu/#
Google 1989- ข้อมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร WGS84 Google earth pro
images 2021 เป็นกริด(raster data) (m)
การใช้ 2020 ข้อมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร WGS84 https://www.arcgi

ประโยชน์ที่ดิน เป็นกริด(raster data) (m) s.com/apps/instan
(Landuse) t/media/index.ht
ml?appid=fc92d3
8533d440078f176

78ebc20e8e2
แผนที่ 2559 ข้อมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 กรมทรัพยากรธรณี
ธรณีวิทยา (vector Data) และ
1:250,000

แผนที่ภูมิ 2527 ข้อมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 กรมแผนที่ทหาร
ประเทศ (vector Data)

ปริมาณน้ำฝน 2561 ข้อมูลแสดงทิศทาง รายวัน WGS84 กรมอุตุนิยมวิทยา
(vector Data)

- 72 -


4.4 การทำแผนที่ร่องรอยดินถล่ม

แผนที่ร่องรอยดินถล่มเป็นแผนที่แสดงตำแหน่ง ความหนาแน่น การกระจายตัวของดินถล่ม
ื้
ชนิดของดินถล่ม รวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ดินถล่มแต่ละพนที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน
ถล่ม เช่น ลักษณะทางธรณีวิทยา ธรณีวิทยาโครงสร้าง ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ ด้วยเหตุนี้การทำ

แผนที่ร่องรอยดินถล่มจึงมีความสำคัญที่ใช้สำหรับเป็นข้อมูลตั้งต้นในการทำนายการเกิดดินถล่มในอนาคตได้
ในการศึกษาครั้งนี้จัดทำข้อมูลตำแหน่งร่องรอยดินถล่ม โดยอาศัยเทคนิคการรับรู้ระยะไกล
ด้วยการแปลด้วยสายตา (visual interpretation) จากภาพถ่ายดาวเทียมภายใต้แอปพลิเคชัน Google
Earth Pro เป็นการหาความแตกต่างของพื้นที่ระหว่างลักษณะรอยดินถล่มซึ่งมักแสดงสีของดินอาจเป็นสี

น้ำตาลแดง หรือขาว (รูปที่ 4.1) ซึ่งเกิดจากการเปิดหน้าดิน/หินในบริเวณนั้น กับลักษณะพนที่รอบข้างซึ่งมัก
ื้
เป็นพื้นที่ป่าสีเขียว หรือพื้นที่ร้างโล่งเตียน (bare land) ซึ่งสามารถตรวจจับร่องรอยดินถล่ม และสามารถ
กำหนดตำแหน่งจากภาพดาวเทียมโดยอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของดินถล่มกับลักษณะภูมิประเทศ

โดยรอบ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของดินถล่มที่แสดงออกมาบนภาพดาวเทียมหรือภาพถ่ายทาง
อากาศ โดยทั่วไปแล้วมีเกณฑ์การแปลตามปัจจัยต่อไปนี้
1) ลักษณะธรณีสัณฐาน
2) ลักษณะทางน้ำ การผุพัง และระบบอุทกวิทยา
3) ลักษณะของสีของดิน/หิน

4) ลักษณะพืชพรรณที่ปกคลุม
5) กิจกรรมของมนุษย์ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โดยมีหลักการจำแนกลักษณะของดินถล่มตามชนิดและลักษณะที่เห็นบนภาพถ่าย
ื้
ดังตารางที่ 4.5 แต่อย่างไรก็ตามการเข้าพนที่เพอตรวจสอบความถูกต้องของการแปลข้อมูลจากภาพถ่าย
ื่
จะทำให้แผนที่ร่องรอยดินถล่มมีความละเอียด แม่นยำ และถูกต้องมากยิ่งขึ้น (รูปที่ 4.2)

- 73 -


ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะขอดินถล่มจากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและภาพดาวเทียม
(ดัดแปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)

Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo
Movement images

Fall and Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
topple and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes

Vegetation Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
low on active scree slopes

Drainage No specific characteristics
Rotational Morphology Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
slide convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky
morphology on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40
degrees

Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use
indicative for activity; differential vegetation according to drainage
conditions

Drainage Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches
or back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe
Compound Morphology Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
slide linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size

Vegetation As with rotational slides, although slide mass will less disturbed

Drainage Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear
part of slide

Translational Morphology Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
slide shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large
width; runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing
with larger distance

Vegetation Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides; no
landuse on body
Drainage Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe

- 74 -


ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะขอดินถล่มจากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและภาพดาวเทียม
(ดัดแปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) ต่อ

Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo
Movement images

Lateral Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block
spread size decreases with distance and morphology becomes more chaotic;
large cracks and linear depressions separating blocks; movement can
originate on very gentile slopes (<10 degrees)

Vegetation Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable
contrast with unaffected areas
Drainage Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off
valley, causing obstruction and asymmetric valley profile

Earth flows Morphology One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source
area; main scars and several small scars resemble slide type of failure;
path following stream channel and body is infilling valley, contrasting
with V-shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular
micromorphology with pattern related to flow structures; slope > 25
degrees; D/L ratio very small

Vegetation Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land
use absent if active; linear pattern in direction of flow

Drainage Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage
channels on both sides of body in valley; deflected or blocked drainage
by frontal lobe
Debris flow Morphology Large amount of small concavities (associated with drainage system) or
one major scar characterising source area; almost complete destruction
along path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate
plain, exhibiting vague flows structures in body of debris flow

Vegetation Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years

Drainage Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body

Mudslide Morphology Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider
than transportation path; irregular morphology contrasting with
surrounding areas; D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees

Vegetation Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features

Drainage No major drainage anomalies beside local problems with surface
drainage

- 75 -




N
































N






























รูปที่ 4.1 ตัวอย่างร่องรอยดินถล่มแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ล่าง) จากภาพ Google earth จังหวด
นครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556

- 76 -







































































รูปที่ 4.2 (บน) ดินถล่มชนิดไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ์ ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอ

เมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหน่ง 48P 0193269E 1392548N (ล่าง) รอยดินถล่มชนิดเลื่อนไถลระนาบโค้ง
บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ตำแหน่ง 48P 02771880E 1296422N


Click to View FlipBook Version