- 31 -
รุนแรงนอยกวา ทำใหชั้นหินมีมุมเอียงเทชันปานกลางไปดานทิศตะวันออก และแสดงแนวแตกเรียบ
เชนเดียวกันกับชั้นหินกลุมแรก
3.5.2 ชั้นหินคดโคง
ชั้นหินคดโคงหรือรอยคดโคงในจังหวัดอทัยธานี สวนมากจะเปนรอยคดโคงแบบอสมมาตร
ุ
แบบมมแหลม และแบบตลบทับ ซึ่งมีแกนของชั้นหินคดโคงอยูในแนวเหนือ-ใต และแนวตะวันตกเฉียง
ุ
เหนือ-ตะวันออกเฉยงใต โดยมีชั้นหินยุคพรีแคมเบรียนเปนแกนกลางของรอยคดโคง และถูกชั้นหิน
ี
ยุคแคมเบรียนและหินปูนยุคออรโดวิเชียนวางทับอยูบนแขนทั้งสองดาน บริเวณแกนของชั้นหินคดโคงรูป
ุ
ประทนนี้จะถกหินแกรนิตยุคไทรแอสซิกดันแทรกขนมา โดยเฉพาะบริเวณตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานี
ึ้
ู
ซึ่งอยูใตกลุมรอยเลื่อนแมเมยกับรอยเลื่อนแมปง บางบริเวณพบชั้นหินคดโคงแบบตลบทับที่มีระนาบ
ี
แกนเอยงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต และตะวันออกเฉียงเหนือ
3.5.3 รอยแยกและรอยเลื่อน
จังหวัดอุทัยธานีไดรับอิทธิผลตอการเลื่อนของกลุมรอยเลื่อน 3 กลุม ดังนี้
ั
1) กลุมรอยเลื่อนแมปง เปนกลุมรอยเลื่อนที่รวมเอารอยเลื่อนตาง ๆ เขาดวยกน เชน
รอยเลื่อนเมย รอยเลื่อนวังเจา และรอยเลื่อนลานสาง เปนตน มีทิศทางไปทางตะวันออกเฉียงใต
โดยเริ่มตนจากรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพมาผานเขามาในประเทศไทยบริเวณแมน้ำเมย ดานตะวันตก
เฉียงใตของอำเภอแมสะเรียง จังหวัดแมฮองสอน ผานบานลานสาง จังหวัดตาก แมน้ำปง จังหวัด
ึ
ั
ํ
กาแพงเพชร และจงหวัดนครสวรรคตอเลยไปถงจังหวัดสระแกว และประเทศกมพูชา มีความยาวที่ผาน
ั
ิ
ึ
ประเทศไทยประมาณ 750 กโลเมตร เนื่องจากเปนกลุมรอยเลื่อนที่ยาวมากจงตัดผานชั้นหินมากมาย
ตั้งแตมหายุคพรีแคมเบรียนถึงยุคมีโซโซอก โดยเคลื่อนตัวไปทางซายประมาณ 100 กิโลเมตร ปจจุบันนี้
ิ
รอยเลื่อนกลุมนี้เคลื่อนยายไปทางขวา และยังคงเปนรอยเลื่อนที่มีพลังอยู
2) กลุมรอยเลื่อนศรีสวสดิ์ วางตัวขนานอยูระหวางแนวกลุมรอยเลื่อนแมปงและ
ั
กลุมรอยเลื่อนเจดียสามองค รอยเลื่อนนี้เริ่มตนจากอำเภอศรีสวัสดิ์และบริเวณตอนเหนือของอำเภอ
บอพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ผานแมน้ำแควใหญไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเขาไปประเทศพมาตอกับ
กลุมรอยเลื่อนแมปงเขาหารอยเลื่อนเมยและรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพมา โดยตัดผานหินตั้งแตมหายุค
พาลีโอโซอิกตอนตนถึงมหายุคมีโซโซอิกตอนตน มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร
3) กลุมรอยเลื่อนเจดียสามองค วางตัวขนานกับกลุมรอยเลื่อนแมปงและกลุมรอยเลื่อน
ี
ศรีสวัสดิ์ที่อยูในแนวตะวันตกเฉยงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต รวมกับรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพมาเปน
รอยเลื่อนตามแนวระดับแบบเคลื่อนตัวไปทางซาย กลุมรอยเลื่อนเจดียสามองคนี้ผานเขามาในประเทศไทย
บริเวณดานเจดียสามองค อำเภอสังขละบุรี จงหวัดกาญจนบุรี ตามแนวแมน้ำแควนอยผานชั้นหินมหายุค
ั
พาลีโอโซอิกและยุคมีโซโซอิก และผานบริเวณจังหวัดราชบุรีถึงอาวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาว
- 32 -
ประมาณ 350 กโลเมตร หมวดหินแกงกระจานบริเวณแหลมไทยทางใตจะสิ้นสุดลงที่กลุมรอยเลื่อนนี้
ิ
ิ
จากการหาอายุของผลึกควอตซที่เกดในระนาบรอยเลื่อนบริเวณเขื่อนเขาแหลมตาลำน้ำแควนอย
พบวาเคยมีการเคลื่อนตัวประมาณ 3 แสนป และเปนการเคลื่อนตัวแบบไปทางขวา
3.5.4 แนวแตกเรียบ
ิ
ั
แนวแตกเรียบในหนจังหวัดอทยธานีเปนระนาบการแตกเกดในขณะชั้นหินโคงงอ พบชัดเจน
ุ
ิ
ในหินดินดานและหินโคลน โดยหนวยหินที่พบมาก ไดแก หนวยหินยุคแคมเบรียนถึงยุคเพอรเมียน และ
ี
ิ
่
่
ึ
ุ
ึ
่
ิ
พบแนวแตกเรยบบางในหนวยหนยุคไทรแอสซิกถงยคจูแรสซกเปนผลจากการทีรอยเลือนตัดผาน ซงแนว
แตกเรียบที่พบมักวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใตเปนสวนใหญ ซึ่งสัมพนธกบ
ั
ั
การวางตัวของชั้นหิน
3.5.5 รอยชั้นไมตอเนื่อง
ิ
ี่
ิ
รอยชั้นไมตอเนื่องของชั้นหนในจังหวัดอทัยธานีทสำคัญ ไดแก ชั้นหนยุคคารบอนิเฟอรัส
ุ
วางตัวไมตอเนื่องบนหนเชิรตยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน รอยชั้นไมตอเนื่องระหวางหินปูนเพอรเมียนกบ
ิ
ั
หินดินดานยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน และรอยชั้นไมตอเนื่องระหวางหินดินดานยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียนกับ
็
หินทรายยุคไทรแอสซิก นอกจากนี้พบวาตะกอนกึ่งแขงตัวยุคเทอรเชียรี และยุคควอเทอรนารีวางตัวแบบ
รอยชั้นไมตอเนื่องกับหินที่มีอายุแกกวา
3.6 ธรณีวิทยาประวัติ
ื่
เมอ 465 ลานปกอน ในยุคออรโดวิเชียนตอนตน ดินแดนประเทศไทยยังแยกตัวอยู
ใน 2 แผนทวีปโบราณขนาดเล็ก คือ อนุทวีปฉานไทย (สวนของประเทศไทยในภาคเหนือลงไปถึงภาคกลาง
ภาคตะวันออก ทะเลในอาวไทยดานตะวันตก และภาคใต รวมทั้งพมา) และอนุทวีปอนโดจีน (ประเทศ
ิ
ู
ั
ไทยในสวนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลในอาวไทยดานตะวันออกลาว กมพชา และเวียดนาม)
ู
อนุทวีปทั้งสองขณะนั้นยังเปนสวนหนึ่งของผืนแผนกอนดวานา ตั้งอยูบริเวณเสนละติจด 0-30 องศาใต
และเริ่มเคลื่อนที่แยกตัวออกมาเมอประมาณ 435 ลานปที่แลว ในยุคออรโดวิเชียนตอนปลายถง
ื่
ึ
ยุคเพอรเมียนตอนตน
ยุคออรโดวิเชียน (438-505 ลานป) บริเวณนี้เปนทะเลคอนขางลึก น้ำทะเลคอนขางขน
ุ
ิ
ู
แตสงบนิ่ง ทำใหไดหนปูนและหินปนเนื้อดินตกสะสมตัวเปนชั้นหนา และมีการแผกระจายกวางขวาง
การตกสะสมตัวของตะกอนเปนไปอยางยาวนาน
ยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน (360-438 ลานป) แองสะสมตะกอนตื้นขึ้น ทำใหมีตะกอนตาง ๆ
ั
เชน ทราย ทรายแปง และดินเคลยถูกพดพามาสะสมตัว ทำใหไดหินทราย หินทรายแปง และหินดินดานแทรก
- 33 -
ิ
สลับกันคอนขางหนา บางแหงพบหนเชิรตชั้นบางแทรก โดยเฉพาะชวงลางใกลกับหินปูนยุคออรโดวิเชียน
ตะกอนมีการสะสมตัวอยางตอเนื่องไปทางทิศตะวันออกจนถึงยุคเพอรเมียน แตไมพบหลักฐานยืนยัน
จึงอนุมานวานาจะถูกดึงใหเลื่อนต่ำลงไป และถูกตะกอนปดทับเปนชั้นหนา
ยุคเพอรเมียนตอนตนถึงยุคเพอรเมียนตอนกลาง (245-286 ลานป) เกิดการสะสมตัวของ
หินตะกอนในสภาพแวดลอมทะเลตื้นบนแผนอนุทวีปทั้งสอง มีการสะสมตัวตะกอนในสภาพแวดลอม
ั
ื้
แบบภาคพื้นสมุทรและภาคพนทวีป ทำใหไดชั้นหนปูน หินปนโดโลไมต หินเชิรตโนดูลส แทรกสลับกบ
ู
ิ
หินดินดานยุคเพอรเมียน
ิ
ยุคเพอรเมียนตอนปลายถึงไทรแอสซิก (ประมาณ 260-210 ลานป) แผนอนุทวีปอนโดจีน
ิ
และแผนอนุทวีปฉานไทยเคลื่อนที่เขาหากัน เกดการปะทุของภูเขาไฟ และการแทรกดันตัวของมวล
ึ้
ั
หินอคนีแทรกซอนขนมาบริเวณขอบทวีป และเกดกระบวนการกอเทือกเขาบนแผนอนุทวีป ทำให
ิ
ู
หินตะกอนที่มีอายุมากกวาถกบีบอดจนเกิดรอยชั้นคดโคง รอยแยก และรอยเลื่อน และถกแปรสภาพไป
ั
ู
เปนหินควอรตไซต หินฟลไลต หินชนวน และหินออน มีสายแรควอตซทั้งขนาดใหญและเล็กแทรกขึ้นมา
ตามรอยเลื่อนและรอยแตก
ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (ประมาณ 210 ป) แผนอนุทวีปอินโดจีน และแผนอนุทวีปฉานไทย
เคลื่อนทมาอยูในตําแหนงเสนละติจดใกลเคียงกับปจจุบัน มีการชนและเชื่อมตอกน จากการชนกนของ
ั
ู
ี่
ั
แผนอนุทวีปทั้งสอง ทำใหพื้นที่สวนใหญของประเทศไทยยกตัวอยูเหนือระดับน้ำทะเล ยกเวนดานตะวันตก
ี
ของประเทศที่มีการสะสมตัวของตะกอนทะเลเปนแนวแคบ ๆ จากนั้นจึงเริ่มมการสะสมตัวของตะกอน
แผนดินเกิดการทับถมของตะกอนจําพวกหินทราย และหินโคลนในที่ราบน้ำทวมถึง
ึ
ยุคครีเทเชียสตอนปลายถงยุคเทอรเชียรี (65 – 1.6 ลานป) เกดที่ราบลุมภาคกลางจากการ
ิ
ิ
เคลื่อนไหวของรอยเลื่อนใหญ ซึ่งตอเนื่องจากการเปดตัวของอาวไทยทางใต และการเกดแองเทอรเชียรี
ิ
ในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน และตามดวยการเกดรอยเลื่อนในแนวเหนือ-ใต ทำใหเกด
ิ
การทรุดตัวเปนแองกราเบน (graben) ขนาดใหญ โดยทางดานตะวันออกจะทรุดตัวเร็วกวาทาง
ดานตะวันตก ตะกอนที่สะสมตัวในชวงเวลานี้สวนใหญจะเปนตะกอนที่สะสมตัวโดยทางน้ำบนบก ตอมา
ิ
เกดรอยเลื่อนแบบบล็อก ทำใหหินฐานรากมีการเคลื่อนที่ขึ้นและลง บริเวณขอบแองมีการยกตัวเปนภูเขา
เกิดการผุพังทำลายของหินฐาน และสะสมตัวของชั้นตะกอน
ั
ยุคควอเทอรนารี (0.01-1.6 ลานป) มีการสะสมตัวของตะกอนที่เกดจากการผุพงของภูเขา
ิ
จำพวกตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกบท และชั้นตะกอนรวนทางน้ำจำพวกตะกอนน้ำพา
ี่
ั
ตะกอนรองน้ำ และตะกอนที่ราบลุมแมน้ำ
- 34 -
3.7 กลุมวิทยาหิน
ั
ื้
ุ
จากการจำแนกลักษณะเดนของแตละวิทยาหินที่พบในพนที่จงหวัดอทัยธานี โดยอาศัย
เกณฑ 4 ประการของ Dearman (1991) คือ ชนิดของหิน ลักษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน
เนื้อหิน และแรองคประกอบ นำไปสูการจำแนกลักษณะวิทยาหินเปนกลุม ๆ โดยสามารถจำแนก
กลุมวิทยาหินในพนที่ไดเปน 17 กลุม (รูปที่ 3.5 และตารางที่ 3.2) มีลักษณะเดนและการกระจายตัวของ
ื้
แตละกลุมวิทยาหินดังนี้
3.7.1 กลุมวิทยาหิน CG1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนที่มากดวยหินกรวดมนเปนสวนใหญ มีตัวเชื่อม
ี
ึ
ประสานเปนเศษหินขนาดทรายละเอยดถงทรายปานกลาง มักแทรกสลับดวยหินทรายขนาดปานกลาง
ถึงหยาบ (Conglomerate and medium - coarse grained sandstone) ประกอบดวย หินกรวดมน
มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หินทราย หินเชิรต และเศษหิน การคัดขนาดไมดี มีตัวเชื่อมประสานเปน
ี
ึ
แรควอตซ แรเฟลดสปาร และเศษหิน ขนาดทรายละเอยดถงทรายปานกลาง บางบริเวณพบหินทราย
เนื้อปนกรวด และหินทราย เม็ดตะกอนขนาดปานกลางถงหยาบ การคัดขนาดดี (รูปที่ 3.6) กระจายตัวอยู
ึ
ในอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบเชิงเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
เชื่อมโยงไดกับหินยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนียน (SD)
3.7.2 กลุมวิทยาหิน SS1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเนื้อเกรยแวกเปนสวนใหญ
มักแทรกสลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด (Greywacke sandstone interbedded with fine-grained
sedimentary rocks) ประกอบดวย หนทรายเกรยแวก หินทรายลิทิกแวก หินทรายเนื้อทัฟฟ หินทราย
ิ
ปนเถาภูเขาไฟและเฟลดสปาร สีเทาแกมเขียว และสีเทาดำ เม็ดตะกอนขนาดละเอยดถงปานกลาง
ี
ึ
การคัดขนาดไมดี เม็ดแรเหลี่ยมถึงกลม มเศษดินโคลนและเศษหินภูเขาไฟปนในเนื้อหนทราย แทรกสลับ
ี
ิ
ดวยหินดินดาน และหนทรายแปง สีเทาแกมเขยวและสีเทาดำ ชั้นหนหนาปานกลางถึงชั้นบาง
ิ
ิ
ี
แสดงชั้นหินชัดเจน บางบริเวณพบหินกรวดมน หินปูนเลนส และหินปูนกรวดมนรวมดวย (รูปท 3.7)
ี่
ิ
ุ
กระจายตัวเปนบริเวณแคบอยูในอำเภอบานไร จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมประเทศเปนเนินเขา
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินฮองหอย (Trhh) กลุมหินลำปาง และหินทรายสลับ
หินดินดานยุคไทรแอสซิก (Trss)
- 35 -
้
ิ
ื
ี
่
ิ
่
รูปที 3.5 แผนทีกลมวทยาหนพนทจังหวัดอุทัยธานี
่
ุ
- 36 -
ตารางที่ 3.2 คำอธิบายกลุมวิทยาหินพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี
กลุมวิทยาหิน คำอธิบาย
กลุมวิทยาหิน CG1 มีลักษณะเปนหินตะกอนที่มากดวยหนกรวดมนเปนสวนใหญ มตัวเชื่อม
ี
ิ
ประสานเปนเศษหินขนาดทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง มักแทรกสลับดวยหินทรายขนาด
CG1 ปานกลางถึงหยาบ ประกอบดวย หินกรวดมน มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หินทราย หินเชิรต และ
เศษหน การคัดขนาดไมดี มีตัวเชื่อมประสานเปนแรควอตซ แรเฟลดสปาร และเศษหิน ขนาดทราย
ิ
ละเอยดถึงทรายปานกลาง บางบริเวณพบหินทรายเนื้อปนกรวด และหินทราย เม็ดตะกอนขนาด
ี
ปานกลางถึงหยาบ การคัดขนาดดี
กลุมวทยาหิน SS1 มีลักษณะเปนหนตะกอนจำพวกหินทรายเนื้อเกรยแวกเปนสวนใหญ มักแทรก
ิ
ิ
สลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด ประกอบดวย หินทรายเกรยแวก หินทรายลิทิกแวก หินทรายเนอทัฟฟ
ื้
ี
SS1 หินทรายปนเถาภูเขาไฟและเฟลดสปาร สีเทาแกมเขยว และสีเทาดำ เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึง
ื้
ึ
ปานกลาง การคัดขนาดไมดี เม็ดแรเหลี่ยมถงกลม มีเศษดินโคลนและเศษหินภูเขาไฟปนในเนอหินทราย
แทรกสลับดวยหินดินดาน และหินทรายแปง สีเทาแกมเขียว และสีเทาดำ ชั้นหินหนาปานกลางถึงชั้นบาง
แสดงชั้นหินชัดเจน บางบริเวณพบหินกรวดมน หินปูนเลนส และหนปูนกรวดมนรวมดวย
ิ
ิ
กลุมวทยาหิน SS2 มีลักษณะเปนหนตะกอนจำพวกหินทรายเนื้ออารโคสเปนสวนใหญ มักแทรก
ิ
ื้
สลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด ประกอบดวย หินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนอควอตซ สีเทาขาว
SS2 สีขาวเหลือง สีน้ำตาลแกมเหลือง เม็ดตะกอนขนาดละเอียดถึงหยาบ เม็ดคอนขางมนสูง เนื้อหินคอนขาง
ั้
แข็ง มีชั้นหนาถึงหนามาก แสดงชนหินชดเจน แทรกสลับดวยหินโคลน และหินดินดาน สีเทาดำ ชั้นหิน
ั
ึ
ิ
ู
บางถงชั้นหนา บางบริเวณพบเปนหนทรายเนื้อปนปน หินเชรตสีเทาถึงเทาดำ ชั้นบาง และหนปูนสีเทา
ิ
ิ
แทรกเปนเลนส
ิ
กลุมวิทยาหิน SS3 มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหนทรายแทรกสลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอียด
ิ
ิ
ื้
และหนตะกอนที่ถูกแปรสภาพ ประกอบดวย หินทรายเนอควอตซ หนทรายเนื้อดิน หินทรายเนื้อ
SS3 เถาภูเขาไฟ และหินทรายเนื้อแข็ง สีน้ำตาล เทา น้ำตาลแกมแดง และสีเขียวแกมเทา เม็ดตะกอนขนาด
ี
ละเอยดถึงหยาบ เม็ดคอนขางมน การคัดขนาดดี แทรกสลับดวยหินดินดานและหินทรายแปง บางแหง
ถูกแปรสภาพเปนหินควอรตไซต หินฟลไลต หินฟลไลตเนื้อทัฟฟ หินชีสต และหินชนวน
็
กลุมวทยาหิน FS1 มีลักษณะเปนหนตะกอนเนื้อละเอียด เมดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
ิ
ิ
FS1 เปนสวนใหญ มักแทรกสลับดวยหินทรายเนื้อเกรยแวก ประกอบดวย หินดินดาน สีเทาแกมเขียว
ั้
สีน้ำตาลแกมเหลือง พบแทรกสลับหรือแทรกชนกับหินทรายเกรยแวก หินทรายเนื้อไมกา และหินทรายแปง
บางบริเวณหินดินดานมีการแปรสภาพเปนหินชนวน หินดินดานเนื้อฟลไลต และหินดินดานเนื้อไมกา
ิ
ิ
กลุมวทยาหิน FS3 มีลักษณะเปนหนตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
ู
FS3 เนื้อปนปูนเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินดินดานเนื้อปนปน หินโคลนเนื้อปนปูน และหินทรายแปง
เนื้อปนปูน สีเทา สีเทาดำ และสีเทาจาง แทรกสลับกบหินทรายเนื้อปนปูน สีเทาปานกลางถงสีเทาแกม
ึ
ั
น้ำตาล หินปูนสีเทา และหินปูนกรวดมน
ิ
ิ
กลุมวทยาหิน FS4 มีลักษณะเปนหนตะกอนเนื้อละเอียด เมดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปง
็
ั้
FS4 แทรกสลับกับหินมารล หินน้ำมัน และถานหิน เปนสวนใหญ ประกอบดวย หินดินดานสีเทา แสดงชน
หินชดเจน หินทรายแปงสีเทาออน เนื้อละเอียดถึงปานกลาง ชนหนา และหนทราย สีเทาออนถงสีเทา
ึ
ิ
ั้
ั
แกมเขียว แทรกสลับดวยหินมารลสีเทาเขียว หินน้ำมันสีเทาดำ และถานหินชั้นบาง ๆ
- 37 -
ตารางที่ 3.2 คำอธิบายกลุมวิทยาหินพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี (ตอ)
กลุมวิทยาหิน คำอธิบาย
กลุมวิทยาหิน CB1 มีลักษณะเปนหินปูนเนื้อโดโลไมตเปนสวนใหญ มักแทรกสลับกับหินตะกอนและ
CB1 หินเชิรตเปนกระเปาะ ประกอบดวย หินปูนเนื้อโดโลไมต และหินโดโลไมต สีเทาถึงเทาเขม ชั้นหนามาก
ถึงไมแสดงชน บริเวณที่เปนชนหนาถงมวลหนาไมแสดงชน แสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต และ
ั้
ึ
ั้
ั้
มักพบมีการแทรกสลับกับหินทราย หินดินดาน และหินโคลน มีหินเชิรตแทรกเปนกระเปราะในชั้นหิน
กลุมวิทยาหิน CB2 มีลักษณะเปนหินปูนเนื้อดินเปนสวนใหญ แทรกสลับดวยชั้นดินบาง ๆ ประกอบดวย
ั้
หินปูนเนื้อดิน หินปูนเนื้อทราย และเนื้อทรายแปง สีเทาถึงเทาเขม ชนหินหนาถึงไมแสดงชั้น แทรกสลับ
CB2 ดวยชั้นดินบาง ๆ และหินดินดานสีเทา และหินตะกอนแปร ไดแก หินดินดานกึ่งชนวน หินชนวน และ
ื้
หินฟลไลต บางสวนหนปูนเนอดินถกแปรสภาพกลายเปนหินออน และหินแคลกซิลิเกตสีขาวอมน้ำตาล
ู
ิ
และสีเทาอมเขียว บางบริเวณพบหินปูนเนื้อดินกรวดเหลี่ยมที่มีสารเชื่อมประสานเปนแรแคลไซต
ิ
CH กลุมวิทยาหิน CH มีลักษณะเปนหนตะกอนเนื้อผลึกซิลิกาเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินเชิรต และ
หินดินดานแทรกสลับดวยหินปูนเลนส หินทรายเกรยแวก หินทัฟฟ และหินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ
กลุมวิทยาหน CT มีลักษณะเปนหนแปรที่มากดวยแรควอตซ ประกอบดวย หินควอรตไซต สีเทาอม
ิ
ิ
CT เขียว เนื้อหนคอนขางละเอยด มักพบแทรกสลับอยูกับหนทราย หินดินดาน หินดินดานกึ่งชนวน
ิ
ิ
ี
หินชนวน และหินตะกอนเนื้อแข็ง บางแหงพบเปนหินควอตซไมกาชีสต หินชีสต และหินฟลไลต
ิ
กลุมวิทยาหน F-MET1 มีลักษณะเปนหนแปรที่มรวขนาน ประกอบดวย หินชนวน หนฟลไลต
ิ
ิ
ี
ิ้
F-MET1 หินควอตซชีสต หินควอตซ-ไมกาชีสต หินไมกาชีสต หินควอตซโซเฟลดสปาติกไนส หินออรโทไนส และ
ั
หินพาราไนส โดยในหินไนสมีการเรียงตัวและแยกชั้นของแรสีเขมกบสีออนชดเจน บางบริเวณพบหิน
ั
ไนสที่แปรสภาพมาจากหินแกรนิตรวมดวย
ิ
กลุมวิทยาหิน GR มีลักษณะเปนหนอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต ประกอบดวย หินไบโอไทตแกรนิต
ื้
GR หินมัสโคไวต-ไบโอไทตแกรนิต สีชมพู สีขาว และสีเทาจาง เนอหยาบถึงเนื้อดอก บริเวณรอยแตกพบ
ึ
ิ
ิ
ึ
สายเพกมาไทต และสายแรควอตซ และหนลูโคแกรนตเนื้อหินสม่ำเสมอ สีขาวถงสีเทาจาง เนอละเอียดถง
ื้
เนื้อหยาบ บางแหงพบหินไนสิกแกรนิตเปนหินแกรนิตที่แสดงลักษณะการเรียงตัวของแรคลายหินไนส
กลุมวทยาหน VOL1 มีลักษณะเปนหินอัคนีภูเขาไฟสีจางถึงปานกลางเปนสวนใหญ ประกอบดวย
ิ
ิ
ึ
ึ
ื้
VOL1 หินแอนดีไซต สีเขียวแกมแดง เนื้อละเอียดถงเนอดอก หินไรโอไลต สีขาวถงเทาจางหินไรโอลิติก-ทัฟฟ
หินทัฟท หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ สีเขียวแกมแดง เปนกรวดของหนแอนดีไซต หินไรโอไลต หินแกรนิต
ิ
และควอตซ มีเนื้อเปนหินภูเขาไฟ และหินตะกอนเนื้อทัฟฟ
ู
กลุมวิทยาหิน COL มีลักษณะเปนตะกอนเศษหนเชิงเขาและตะกอนผุพังอยกับที่ ประกอบดวย
ิ
COL เศษหนของหินควอรตไซต หนทราย หินทรายแปง หินแกรนิต ตะกอนทรายและทรายแปง ดินลูกรัง
ิ
ิ
และดินเทอราโรซา
ิ
AL กลุมวิทยาหน AL มีลักษณะเปนตะกอนจำพวกตะกอนน้ำพา ตะกอนรองน้ำ และตะกอนที่ราบลุมแมน้ำ
ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว ทรายรองน้ำ สันดอนทราย และคันดินธรรมชาติ
TER กลุมวิทยาหิน TER มีลักษณะเปนตะกอนจำพวกตะกอนตะพักลำน้ำ ประกอบดวย ชั้นตะกอนกรวด
และทราย บางแหงพบมีดินเหนียวและชั้นดินแทรกสลับ
- 38 -
รูปที่ 3.6 หินกรวดมนมีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ หินทราย และหินเชิรต บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร
จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 556991E 1667890N สูงจากระดับน้ำทะเล 160 เมตร
้
รูปที่ 3.7 หินทรายเนื้อลิทิกแวก สีเทาแกมเขียว บริเวณอางเก็บนำคลองเสลา ตำบลแกนมะกรูด อำเภอบานไร
จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 530344E 1674542N สูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตร
- 39 -
3.7.3 กลุมวิทยาหิน SS2
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายเนื้ออารโคสเปนสวนใหญ มักแทรกสลับ
ดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด (Arkosic sandstone interbedded with fine-grained sedimentary rocks)
ี
ประกอบดวย หินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ สีเทาขาว สีขาวเหลือง สีน้ำตาลแกมเหลือง
ึ
็
ึ
็
เม็ดตะกอนขนาดละเอยดถงหยาบ เมดคอนขางมนสง เนอหินคอนขางแขง มีชนหนาถงหนามาก แสดงชัน
ี
ั
้
้
ื
้
ู
ึ
หินชัดเจน แทรกสลับดวยหินโคลน และหินดินดาน สีเทาดำ ชั้นหินบางถงชั้นหนา บางบริเวณพบเปน
หินทรายเนื้อปนปูน หินเชิรตสีเทาถึงเทาดำ ชั้นบาง และหินปูนสีเทาแทรกเปนเลนส กระจายตัวอยูบริเวณ
รอยตอระหวางจังหวัดในอำเภอดานชาง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภออุมผาง จังหวัดตาก แสดงลักษณะภูมิ
ี
ประเทศเปนเทือกเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคเพอรเมยน (P) หมวดหิน
หลูโคกตู (Jlk) และหมวดหินตะซูโคะ (Jts) ในกลุมหินอุมผาง หมวดหินเสาขรัว (Ksk) และหมวดหินภูพาน
(Kpp) ในกลุมหินโคราช
3.7.4 กลุมวิทยาหิน SS3
ี
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนจำพวกหินทรายแทรกสลับดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด
และหินตะกอนที่ถูกแปรสภาพ (Sandstone interbedded with fine-grained sedimentary rocks,
partly metamorphic rock) ประกอบดวย หินทรายเนื้อควอตซ หินทรายเนื้อดิน หินทรายเนื้อเถาภูเขาไฟ
และหินทรายเนื้อแข็ง สีน้ำตาล เทา น้ำตาลแกมแดง และสีเขียวแกมเทา เม็ดตะกอนขนาดละเอยดถึงหยาบ
ี
เม็ดคอนขางมน การคัดขนาดดี แทรกสลับดวยหินดินดานและหินทรายแปง บางแหงถูกแปรสภาพเปน
หินควอรตไซต หินฟลไลต หินฟลไลตเนื้อทัฟฟ หินชีสต และหินชนวน (รูปที่ 3.8-3.9) กระจายตัวอยูใน
ุ
อำเภอบานไร อำเภอหวยคต และอำเภอทัพทัน จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
ิ
เขาโดด และเนนเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนียน (SD)
3.7.5 กลุมวิทยาหิน FS1
ึ
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถงทราย
แปงเปนสวนใหญ มักแทรกสลับดวยหินทรายเนื้อเกรยแวก (Fine-grained sedimentary rocks
interbedded with greywacke sandstone) ประกอบดวย หินดินดาน สีเทาแกมเขียว สีน้ำตาลแกม
เหลือง พบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกบหินทรายเกรยแวก หินทรายเนื้อไมกา และหินทรายแปง
ั
บางบริเวณหินดินดานมีการแปรสภาพเปนหินชนวน หินดินดานเนื้อฟลไลต และหินดินดานเนื้อไมกา
(รูปท 3.10-3.12) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
ี่
และเนินเขากลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนียน (SD)
- 40 -
ก
ข
้
ื
็
้
ั
รูปท 3.8 (ก) หินทรายเนือแขงแทรกสลบกับหินดินดานเนอแข็ง ชั้นหินแสดงลักษณะรอยคดโคงจากการ
่
ี
ถูกแรงบีบอัด บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 552236E 1657602N สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 296 เมตร (ข) ลักษณะเนื้อหินดินดานเนื้อแข็ง สีเทาถึงเทาเขม
- 41 -
รูปที่ 3.9 หินทรายเนื้อแข็งสีเทา แสดงลักษณะเนื้อมันวาวคลายหินฟลไลต บริเวณวดวังหิน ตำบลวังหิน
ั
อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 572546E 1687115N สูงจากระดับน้ำทะเล 93 เมตร
รูปที่ 3.10 หินดินดานสีเทาเขมถึงดำ บริเวณตำบลทัพหลวง อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
562723E 1668599N สูงจากระดับน้ำทะเล 296 เมตร
- 42 -
รูปที่ 3.11 หินดินดานแทรกสลับหินทรายแปง บริเวณอางเก็บน้ำหลังวัดเขาพะแวง ตำบลเนินแจง อำเภอ
เมืองอุทัยธานี จังหวัดอทัยธานี พิกัด 47P 609908E 1712239N สูงจากระดับน้ำทะเล 36 เมตร
ุ
รูปที่ 3.12 หินชนวนสีเทาเขมถึงดำ บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
544195E 1665715N สูงจากระดับน้ำทะเล 268 เมตร
- 43 -
3.7.6 กลุมวิทยาหิน FS3
ี
ิ
กลุมวิทยาหินที่มีลักษณะเปนหนตะกอนเนื้อละเอยด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถงทราย
ึ
แปงเนื้อปนปูนเปนสวนใหญ (Calcareous fine-grained sedimentary rocks) ประกอบดวย หินดินดาน
ั
เนื้อปนปูน หินโคลนเนื้อปนปูน และหินทรายแปงเนื้อปนปูน สีเทา สีเทาดำ และสีเทาจาง แทรกสลับกบ
ู
ิ
หินทรายเนื้อปนปน สีเทาปานกลาง ถึงสีเทาแกมน้ำตาล หินปูนสีเทา และหนปูนกรวดมน กระจายตัวอยู
บริเวณรอยตอระหวางจังหวัดในอำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
และอำเภออุมผาง จังหวัดตาก แสดงลกษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขาและเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
ั
เชื่อมโยงไดกับหินยุคออรโดวิเชียน (O2) หินยุคคารบอนิเฟอรัสถึงไซลูเรียน (SDC) หมวดหินกลอทอ (Jkt)
กลุมหินอุมผาง และหินยุคเพอรเมียน (P1)
3.7.7 กลุมวิทยาหิน FS4
ึ
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถงทราย
ิ
แปงแทรกสลับกบหนมารล หินน้ำมัน และถานหิน เปนสวนใหญ (Fine-grained sedimentary rocks,
ั
interbedded with marlstone oil shale and lignite) ประกอบดวย หินดินดานสีเทา แสดงชั้นหิน
ี
ชัดเจน หินทรายแปงสีเทาออน เนื้อละเอยดถึงปานกลาง ชั้นหนา และหินทราย สีเทาออนถึงสีเทาแกม
ี
เขียว แทรกสลับดวยหินมารลสีเทาเขยว หินน้ำมันสีเทาดำ และถานหินชั้นบาง ๆ มักพบซากดึกดำบรรพ
จำพวกสัตวมีกระดูกสันหลัง เชน ปลา งู และแมลง เปนตน บางบริเวณถูกปดทับดวยหินปูนกรวดมน และ
ชั้นกรวด กระจายตัวอยูบริเวณรอยตอระหวางจังหวัดในอำเภอทองผาภูมิ และอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัด
ั
ุ
ุ
กาญจนบรี และอำเภออมผาง จงหวัดตาก แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
เชื่อมโยงไดกับหินตะกอนยุคเทอรเชียรี (T)
3.7.8 กลุมวิทยาหิน CB1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินปูนเนื้อโดโลไมตเปนสวนใหญ มักแทรกสลับกับหินตะกอน
และหนเชิรตเปนกระเปาะ (Dolomitic limestone mainly interbedded with sedimentary rock
ิ
and chert nodule) ประกอบดวย หินปูนเนื้อโดโลไมต และหินโดโลไมต สีเทาถึงเทาเขม ชั้นหนามากถึง
ไมแสดงชั้น บริเวณที่เปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงชั้น แสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต และมักพบ
ิ
มีการแทรกสลับกบหนทราย หินดินดาน และหนโคลน มีหินเชิรตแทรกเปนกระเปราะในชั้นหิน
ิ
ั
ี่
พบซากดึกดำบรรพจำพวกฟูซูลินิด หอยตะเกียง ปะการัง แอมโมไนต และไครนอยดสเต็ม (รูปท 3.13)
กระจายตัวอยูในอำเภอสวางอารมณ อำเภอลานสัก อำเภอบานไร อำเภอหนองฉาง และอำเภอหวยคต
จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา และเขาโดด (รูปที่ 3.14) กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
เชื่อมโยงไดกับหินยุคเพอรเมียนในกลุมหินราชบุรี (P2)
- 44 -
ก
ข
รูปที่ 3.13 (ก) หินปูนเนื้อโดโลไมตชั้นหนามากถึงไมแสดงชั้น ในสวนที่เปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงชั้น
จะแสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต บริเวณวดเทพเมืองทอง ตำบลปาออ อำเภอลานสัก จังหวัด
ั
อุทัยธานี พิกัด 47P 563670E 1704511N สูงจากระดับน้ำทะเล 110 เมตร (ข) ลักษณะหินปูนเนื้อโดโลไมต
สีเทาอมเขียว เนื้อละเอียด
- 45 -
รูปที่ 3.14 ลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสตของหินปูนเนื้อโดโลไมต ปรากฏเปนเขาลูกโดด บริเวณตำบล
ั
ู
ี
ุ
ั
ทุงนางงาม อำเภอลานสก จงหวัดอทัยธาน พิกัด 47P 568687E 1 1696610N สงจากระดับนำทะเล 82 เมตร
้
- 46 -
3.7.9 กลุมวิทยาหิน CB2
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินปูนเนื้อดินเปนสวนใหญ แทรกสลับดวยชั้นดินบาง ๆ
(Argillaceous limestone mainly interbedded with thin argillaceous bands) ประกอบดวย หินปูน
ึ
ิ
ึ
เนื้อดิน หินปูนเนื้อทราย และเนื้อทรายแปง สีเทาถงเทาเขม ชั้นหนหนาถงไมแสดงชั้น แทรกสลับดวย
ชั้นดินบาง ๆ และหินดินดานสีเทา และหินตะกอนแปร ไดแก หินดินดานกึ่งชนวน หินชนวน และ
หินฟลไลต บางสวนหินปูนเนื้อดินถูกแปรสภาพกลายเปนหินออน และหินแคลกซิลิเกต สีขาวอมน้ำตาล
และสีเทาอมเขียว บางบริเวณพบหินปูนเนื้อดินกรวดเหลี่ยมที่มีสารเชื่อมประสานเปนแรแคลไซต
พบซากดึกดำบรรพจำพวกแอมโมไนต และไครนอยตสเต็ม (รูปที่ 3.15-3.17) กระจายตัวของกลุม
ิ
ิ
วิทยาหนนี้พบอยูในอำเภอบานไร และอำเภอลานสัก จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมประเทศเปน
ุ
เทือกเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคออรโดวีเชียน (O)
3.7.10 กลุมวิทยาหิน CH
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินตะกอนเนื้อผลึกซิลิกาเปนสวนใหญ (silica crystalline
sedimentary rock mainly) ประกอบดวย หินเชิรต และหินดินดานแทรกสลับดวยหินปูนเลนส หินทราย
เนื้อเกรยแวก หินทัฟฟ และหินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ พบซากดึกดำบรรพจำพวกเรดิโอลาเรีย (รูปที่ 3.18)
กระจายตัวอยูในอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา และเนินเขา
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินซับบอน (Ps) กลุมหินสระบุรี
3.7.11 กลุมวิทยาหิน CT
ี่
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินแปรทมากดวยแรควอตซ (Quartz rich metamorphic rock)
ี
ิ
ี
ประกอบดวย หนควอรตไซต สีเทาอมเขยว เนื้อหินคอนขางละเอยด มักพบแทรกสลับอยูกบหินทราย
ั
ิ
็
หินดินดาน หินดินดานกึ่งชนวน หินชนวน และหนตะกอนเนื้อแขง บางแหงพบเปนหินควอตซไมกาชีสต
หินชีสต และหินฟลไลต (รูปที่ 3.19-3.20) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอลานสัก และอำเภอ
ื
ิ
ิ
หวยคต จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมประเทศเปนเทอกเขา และเนินเขา กลุมวิทยาหนนี้สามารถ
ุ
ึ
่
เชอมโยงไดกบหนยุคแคมเบรยน (E) และหนยุคไซลเรยนถงดีโวเนียน (SD)
ั
ี
ู
ี
ิ
ิ
ื
3.7.12 กลุมวิทยาหิน F-MET1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินแปรที่มีริ้วขนาน (Foliated metamorphic rock) ประกอบดวย
หินชนวน หินฟลไลต หินควอตซชีสต หินควอตซ-ไมกาชีสต หินไมกาชีสต หินควอตซโซ-เฟลดสปาติกไนส
ั
หินออรโทไนส และหินพาราไนส โดยในหินไนสมีการเรียงตัวและแยกชั้นของแรสีเขมกบแรสีออนชัดเจน
บางบริเวณพบหินไนสที่แปรสภาพมาจากหินแกรนิตรวมดวย (รูปที่ 3.21-3.22) กระจายตัวอยูในอำเภอ
ุ
บานไร อำเภอลานสัก และอำเภอหวยคต จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคพรีแคมเบรียน (PE) และหินยุคไซลูเรียนถึงดีโวเนียน (SD)
- 47 -
ก
ข
รูปที่ 3.15 (ก) หินปูนเนื้อดินชั้นหนาแทรกสลับดวยหินดินดานชั้นบาง บริเวณตำบลบานไร อำเภอบานไร
จังหวดอุทัยธานี พิกัด 47P 543807E 1668010N สูงจากระดับน้ำทะเล 455 เมตร (ข) ลักษณะเนื้อหินปูน
ั
เนื้อดิน สีเทาดำ แสดงลักษณะของชั้นดินบางๆ ในเนื้อหิน
- 48 -
ิ
ั
รูปที่ 3.16 หินแคลกซิลิเกตสีขาวอมน้ำตาลชั้นหนา บรเวณรองน้ำเกาในเขตรกษาพันธสัตวปาหวยแขง
ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 532474E 1720997N สงจากระดับนำทะเล 221 เมตร
ู
้
รูปที่ 3.17 หินออนสีเทาอมเขียว บริเวณทางเขาบริษัทไทยศิริเหมืองแร ตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัด
อุทัยธานี พิกัด 47P 553718E 1656966N สูงจากระดับน้ำทะเล 272 เมตร
- 49 -
รูปที่ 3.18 หินเชิรตสีเทาอมน้ำตาล แทรกสลับหินดินดาน และหินทราย บริเวณทางขึ้นเขาสะแกกรัง
ตำบลอุทัยใหม อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 608883E 1700860N สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 99 เมตร
รูปที่ 3.19 หินควอรตไซต สีน้ำตาลอมมวง เนื้อหินละเอียด บริเวณบานกุดจะเลิศ ตำบลทองหลาง อำเภอ
หวยคต จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 553801E 1697043N สูงจากระดับน้ำทะเล 145 เมตร
- 50 -
ั
รูปที่ 3.20 หินควอรตไซต สีเทาอมน้ำตาล เนื้อหินละเอียด บริเวณตำบลคอกควาย อำเภอบานไร จังหวด
อุทัยธานี พิกัด 47P 552367E 1679701N สูงจากระดับน้ำทะเล 200 เมตร
ั
ั
ุ
ิ
ี
ั
รูปท 3.21 หินควอตซ-ไมกาชสต เนอหนหยาบ ตำบลระบำ อำเภอลานสก จังหวดอทยธาน พกัด 47P
ี
่
ี
้
ิ
ื
551929E 1717169N สูงจากระดับน้ำทะเล 160 เมตร
- 51 -
3.7.13 กลุมวิทยาหิน GR
ิ
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหนอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต (Intrusive igneous
rock are granitic rock) ประกอบดวย หินไบโอไทตแกรนิต หินมัสโคไวต-ไบโอไทตแกรนิต สีชมพ สีขาว และ
ู
ิ
ื้
สีเทาจาง เนื้อหยาบถึงเนอดอก บริเวณรอยแตกพบสายเพกมาไทต และสายแรควอตซ และหนลูโคแกรนิต
ึ
เนื้อหินสม่ำเสมอ สีขาวถงสีเทาจาง เนื้อละเอยดถึงเนื้อหยาบ บางแหงพบหินไนสิกแกรนิตเปนหินแกรนิต
ี
ที่แสดงลักษณะการเรียงตัวของแรคลายหินไนส (รูปที่ 3.22-3.25) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอ
ลานสัก อำเภอหวยคต และอำเภอสวางอารมณ จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมประเทศเปนเทอกเขา
ิ
ื
ุ
ั
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินอคนียุคไทรแอสซิก (Trgr)
3.7.14 กลุมวิทยาหิน VOL1
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนหินอัคนีภูเขาไฟสีจางถึงปานกลางเปนสวนใหญ (Felsic-
Intermediate volcanic igneous rock) ประกอบดวย หินแอนดีไซต สีเขียวแกมแดง เนื้อละเอยดถง
ี
ึ
เนื้อดอก หินไรโอไลต สีขาวถึงเทาจางหินไรโอลิติก-ทัฟฟ หินทัฟท หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ สีเขียวแกมแดง
เปนกรวดของหินแอนดีไซต หินไรโอไลต หินแกรนิต และแรควอตซ มีเนื้อเปนหินภูเขาไฟ และหินตะกอน
เนื้อทัฟฟ (รูปที่ 3.26-3.28) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร อำเภอหนองฉาง และอำเภอสวางอารมณ
ื
จังหวัดอทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทอกเขา กลุมวิทยาหนนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหินอัคนี
ั
ิ
ุ
ยุคไทรแอสซิกถึงเพอรเมียน (PTrv)
3.7.15 กลุมวิทยาหิน COL
ั
กลุมวิทยาหินนี้มีลักษณะเปนตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยูกบที่ (Colluvial
ิ
and residual deposits) เศษหินประกอบดวย หินควอรตไซต หินทราย หนทรายแปง หินแกรนิต
ตะกอนทรายและทรายแปง ดินลูกรัง และดินเทอราโรซา (รูปที่ 3.29) กระจายตัวอยูในอำเภอบานไร
อำเภอลานสัก อำเภอสวางอารมณ และอำเภอหวยคต จังหวัดอุทยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศเปน
ั
ที่ราบลอนลาด และเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอน
ผุพังอยูกับที่ (Qc)
3.7.16 กลุมวิทยาหิน AL
ี่
กลุมวิทยาหินนี้มลักษณะเปนตะกอนน้ำพา ตะกอนรองน้ำ และตะกอนทราบลุมแมน้ำ
ี
(Sediment of alluvial deposits, channel deposits and fluvial deposits) ประกอบดวย ตะกอน
กรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว ทรายรองน้ำ สันดอนทราย และคันดินธรรมชาติ (รูปที่ 3.30)
ุ
ื
กระจายตัวอยูในอำเภอเมองอทัยธานี อำเภอทัพทัน อำเภอหนองฉาง อำเภอหนองขาหยาง อำเภอ
สวางอารมณ อำเภอลานสัก อำเภอบานไร และอำเภอหวยคต จังหวัดอุทัยธานี แสดงลักษณะภูมิประเทศ
- 52 -
เปนที่ราบ และเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนน้ำพา (Qa) ตะกอนที่ราบลุม
แมน้ำ (Qff) และตะกอนรองน้ำ (Qfc)
3.7.17 กลุมวิทยาหิน TER
กลุมวิทยาหนนี้มีลักษณะเปนตะกอนตะพกลำน้ำ (Terrace deposits) ประกอบดวย
ั
ิ
ชั้นตะกอนกรวด และทราย บางแหงพบมีดินเหนียวและชั้นดินแทรกสลับ กระจายตัวอยูบริเวณรอยตอ
ระหวางจงหวัดในอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แสดง
ั
ลักษณะภูมิประเทศเปนที่ราบ และเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนตะพก
ั
ลำน้ำ (Qt)
ั
ั
รูปที่ 3.22 หินแกรนิตเนื้อดอก บริเวณรองน้ำ ตำบลเจาวด อำเภอบานไร จังหวดอุทัยธานี พิกัด 47P
544480E 1673896N สูงจากระดับน้ำทะเล 267 เมตร
- 53 -
รูปที่ 3.23 หินแกรนิตเนื้อละเอียด บริเวณตำบลน้ำรอบ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 561729E
1716625N สูงจากระดับน้ำทะเล 148 เมตร
รูปที่ 3.24 หินลูโคแกรนิต เนื้อละเอียดสม่ำเสมอ สีขาวถึงสีเทาจาง บริเวณเขตรักษาพันธสัตวปาหวยแขง
ู
้
ุ
ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอทัยธานี พิกัด 47P 531669E 1719567N สงจากระดับนำทะเล 256 เมตร
- 54 -
ี
ิ
ิ
ิ
รูปที่ 3.25 หินไนสิกแกรนิต แสดงลักษณะการเรยงตัวของแรคลายหนไนส บรเวณสำนักสงฆพชิตธรรมโสภณ
ั
ตำบลปาออ อำเภอลานสัก จังหวดอุทัยธานี พิกัด 47P 554427E 1708398N สูงจากระดับน้ำทะเล
167 เมตร
ั
รูปที่ 3.26 หินทัฟฟ บริเวณบานดอนใหญ เขาปารวก ตำบลไผเขียว อำเภอสวางอารมณ จังหวดอุทัยธานี
พิกัด 47P 579225E 1728286N สูงจากระดับน้ำทะเล 80 เมตร
- 55 -
ิ
รูปที่ 3.27 หินทรายเนื้อทัฟฟ หินทรายแปงเนื้อทัฟฟ และหินดินดานเนื้อทัฟฟ บรเวณบานดอนใหญ
เขาปารวก ตำบลไผเขียว อำเภอสวางอารมณ จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 579225E 1728286N สูงจาก
ระดับน้ำทะเล 80 เมตร
ั
รูปท 3.28 หินไรโอไลต สีขาวถึงเทาจาง บริเวณบานเขารัง ตำบลบอยาง อำเภอสวางอารมณ จังหวดอุทัยธานี
ี่
พิกัด 47P 579443E 1723405N สูงจากระดับน้ำทะเล 81 เมตร
- 56 -
ู
รูปที่ 3.29 ตะกอนเศษหินเชิงเขาและตะกอนผุพังอยกับที่ เศษหินประกอบดวยหินควอรตไซต หินทราย
ั
็
ุ
ิ
ั
หินทรายแปง และตะกอนทราย ทรายแปง ดินลกรง และดินเทอราโรซา บรเวณวดพมบำเพญธรรม ตำบล
ู
เจาวัด อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P 552580E 1677131N สูงจากระดับน้ำทะเล 209 เมตร
รูปที่ 3.30 ตะกอนน้ำพา ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง ดินเหนียว ทรายปนกรวด และ
ดินเหนียวปนทราย บริเวณโรงงานหัสดินทรปาลม ตำบลบานไร อำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี พิกัด 47P
554303E 1669352N สูงจากระดับน้ำทะเล 204 เมตร
บทที่ 4
วิธีการศึกษา
4.1 ขั้นรวบรวมขอมูล
ี่
การศึกษาและรวบรวมงานวิจัยทเกี่ยวของกับการทำแบบจำลองตาง ๆ เพื่อนำมาประยุกตใช
ในการศึกษาพื้นทออนไหวตอการเกิดดินถลมใหมีความยืดหยุน สามารถปรับเปลี่ยนขอมูลไดงาย และ
ี่
ทันสมัย โดยทำการเก็บรวบรวมขอมูล 3 ลักษณะ ดังนี้
ู
ื่
1) รวบรวมขอมลพื้นฐานและปจจัยที่เกยวของกับการดินถลม เพอจัดทำฐานขอมูล
ี่
สารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย ขอมูลดานธรณีวิทยา ธรณีโครงสราง ขอมูลแบบจำลองภูมิประเทศ
เชิงเลข (DEM) ปริมาณน้ำฝน และขอมูลตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต
2) การเก็บรวบรวมขอมูลเอกสารที่เกี่ยวของ จากแหลงเอกสารตาง ๆ เชน หองสมุด
ู
ฐานขอมลของกรมทรพยากรธรณี และเว็บไซตตาง ๆ
ั
ื้
3) การรวบรวมผลงานที่เคยทำมากอนในพนที่ศึกษา โดยการคนหาจากฐานขอมูลของ
ี
กรมทรัพยากรธรณ และเว็บไซตตาง ๆ
4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวิทยา
ื้
ื่
ี
การสำรวจธรณีวิทยาในพนที่ศึกษา มจุดประสงคหลักเพอรวบรวมขอมูลธรณีวิทยาในสนาม
ิ
ทั้งหมด ไดแก ขอมูลชนิดหิน โครงสรางทางธรณีวิทยา การแผกระจายตัวของหิน การลำดับชั้นหน
ี่
ิ
ความตอเนื่องของชั้นหน และขอมูลเกยวกบธรณีพบัติภัยดินถลมในพนที่ศึกษา โดยการสำรวจธรณีวิทยา
ั
ิ
ื้
มขนตอนการสำรวจดังตอไปนี ้
ั
ี
้
็
1) การเตรียมขอมูลพื้นฐานกอนการเกบขอมูลภาคสนาม ไดแก การเตรียมแผนที่ภูมิประเทศ
ื้
ื้
ื้
ขอมูลพนฐาน และการรวบรวมขอมูลดานธรณีวิทยาของพนที่จากรายงานการสำรวจธรณีวิทยาในพนที่
เชน แผนทธรณีวิทยามาตราสวน 1:50,000 และแผนที่ธรณีวิทยามาตราสวน 1:250,000 และรายงาน
ี่
ุ
ื่
จำแนกเขตเพอการจัดการดานธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดนาน ป พ.ศ. 2549 จังหวัดอตรดิตถ
ั
ั
ป พ.ศ. 2551 จังหวัดประจวบคีรีขนธ ป พ.ศ. 2551 จังหวัดอทยธานี ป พ.ศ. 2551 และจังหวัดกระบี่
ุ
ป พ.ศ. 2556
ื้
2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเสนทางการสำรวจใหครอบคลุมพนที่เสี่ยงภัย
ดินถลม และตรวจสอบความถูกตองของขอมูลเดิม
- 57 -
- 58 -
ุ
3) การเตรียมอปกรณสำรวจภาคสนาม เชน คอนธรณีวิทยา (Geological hammer)
ั
เข็มทศ (Compass) แฮนดเลนส (hand lens) สมุดบนทึก (Field notebook) อุปกรณบอกพิกัดตำแหนง
ิ
ดวยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) กลองถายรูป และอุปกรณเก็บตัวอยาง
4) สำรวจเกบขอมูลขั้นรายละเอียด รวบรวม และบันทึกขอมูลทางธรณีวิทยา เพื่อจัดกลุมหิน
็
ในพนที่ศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เชน ขอมูลชนิดหิน การลำดับชั้นหิน การกระจายตัวของหิน
ื้
ธรณีวิทยาโครงสราง และถายภาพเพื่อใชประกอบการเขียนรายงาน
4.2.1 หลักการจำแนกกลุมวิทยาหินสำหรับการศึกษาดินถลม
ั
ี่
วิทยาหิน (lithology) เปนหนึ่งในปจจยทเกยวของกับการเกิดดินถลม อีกทั้งเปน
ี่
หินตนกำเนิดของดินชนิดตาง ๆ ที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่อาจเกี่ยวของกับประเภทการเกิดดินถลม
ชนิดตาง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยูกบชนิดของดินที่เปนผลมาจากการผุพงของชั้นหนตนกำเนิด ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้
ั
ั
ิ
ไดทำการจำแนกลักษณะวิทยาหินแบบตาง ๆ ที่พบกระจายตัวในพื้นที่ศึกษาใหเปนหนวยหินที่มีลักษณะ
วิทยาหนแบบตาง ๆ ที่มีความคลายคลึงกันใหอยูรวมกันเปนกลุม เรียกวา กลุมวิทยาหิน (lithological
ิ
ั
group) เพอบงชี้ความสัมพนธระหวางกลุมวิทยาหินกบรองรอยดินถลมที่เกดขึ้นทั้งในอดีตและปจจุบัน
ิ
ื่
ั
และความสัมพันธระหวางกลุมวิทยาหินที่เปนหินตนกำเนิดดินกับกลุมดินชนิดตาง ๆ ที่กระจายตัว
ในพื้นที่ศึกษาที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่แตกตางกันใหมีความชัดเจนมากขึ้น
4.2.2 ปจจัยที่เปนเกณฑในการจำแนกหนวยหิน
ื้
หนวยหิน (rock unit) หมายถึง เนอหินมีลักษณะปรากฏที่สม่ำเสมอและสามารถทำแผนที่ได
ื้
ซึ่งหนวยหินถือเปนหนวยขั้นพนฐานสำหรับการทำแผนที่ในระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม
(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service,
2012) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใชการทำแผนที่เพอระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุมวิทยาหิน
ื่
ื้
แบบตาง ๆ ที่ปรากฏบนพนผิวภูมิประเทศ โดยไดกำหนดกลุมวิทยาหินขึ้นมาเปนหนวยหินเทานั้น ไมไดมี
การลำดับชั้นหนหรือพิจารณาอายุและการวางตัวของชั้นหินแตอยางใด พิจารณาจากลักษณะเดนของ
ิ
ั
วิทยาหินแบบตาง ๆ ที่มีความคลายคลึงกน เพื่อกำหนดเปนหนวยหินของกลุมวิทยาหินนั้น ๆ โดยใชเกณฑ
การจำแนกวิทยาหินของ Dearman (1991) ซึ่งเปนการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานใน
ทางวิศวกรรมและการทำแผนที่วิศวกรรมธรณี โดยประกอบดวยเกณฑหลัก ๆ 4 ประการ ไดแก
1) ชนิดหินโดยทั่วไป (genetic type)
ชนิดหินโดยทั่วไปประกอบดวยหินหลัก ๆ 3 ชนิด โดยแตละชนิดมีรายละเอียดดังนี้
- 59 -
ิ
(1) หนอัคน (igneous rock): เปนหนที่เกิดจากการเย็นตัวของแมกมา (magma) ทั้งที่เย็น
ิ
ี
ตัวบนผิวโลกเรียกวา หินอคนีพ (extrusive igneous rock) และเย็นตัวใตเปลือกโลกเรียกวา หินอคนี
ั
ั
ุ
แทรกซอน (intrusive igneous rock) ดังตารางที่ 4.1
(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เปนหนทมีการเกดหลากหลายรูปแบบ ไดแก
ิ
ี่
ิ
ิ
ิ
เกดจากอนุภาคที่แตกหักมาจากที่อน (detritus or terrigenous sediment) เกดจากการตกผลึกของ
ื่
สารละลายเคมี หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกดจากการทับถมของ
ิ
ซากอินทรียวัตถุ (organic material) ดังตารางที่ 4.2
ิ
(3) หนแปร (metamorphic rock): เปนหินที่เกิดจากการแปรสภาพ อันเนื่องมาจาก
ความรอน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคมี (chemical fluid) ซึ่งสามารถแปรสภาพ
มาจากหินตนกำเนิดที่เปนไดทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ดังตารางที่ 4.3
ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอัคนี (Dearman, 1991)
PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP
Massive Usual structure
At least 50% of Quartz, felspars, micas, Feldspar, Dark
grains are of dark minerals dark minerals minerals Composition
igneous rock Acid Intermediate Basic Ultrabasic
Rounded grains: Very
Agglomerate Pegmatite coarse-
grained
Angular grains: Coarse- 60
Volcanic breccia Gabbro grained
Granite Diorite Pyroxenite 2
Tuff Dolerite Peridotite Medium- Predominant grain size (mm)
grained
Fine- 0.006
Fine-grained tuff grained
Rhyolite Andesite Basalt
Very fine- Very fine- 0.002
grained tuff grained
Volcanic Glassy
Glasses Amorphous
* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.
- 60 -
ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)
CHEMICAL/
DETRITAL SEDIMENTARY GENETIC GROUP
ORGANIC
Bedded Usual structure
Salts,
Grains of rock, quartz, At least 50% of grains Carbonates, Composition
feldspar and clay minerals are of carbonate Silica
Carboneceous
Grains are of Saline rock: Very
Rudaceous rock fragment Calcirudite Halite grained 60
coarse-
Rounded grains:
Anhydrite
conglomerate
Gypsum Coarse-
grained
Angular grains: breccia 2
Arenaceous Grains are mainly Calarenite Medium-
mineral fragments
grained
Sandstone: grain are
mainly mineral fragments Limestone (undifferntiated) Calcreous rocks: 0.006 Predominant grain size (mm)
Siltstone: Limestone
50% fine Calcisiltite Dolomite Fine-
Agilliceous or Lutaceous Shale: particles Marlstone Chalk Siliceous rocks: Very fine- 0.002
grained
grained
Mudstone
Claystone:
Fissile
50% very
mudstone
fine-fine
grained Calcilutite Chert grained
Flint
particles Carbonaceous
rock: Glassy
Lignite Amorphous
Coal
- 61 -
ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร (Dearman, 1991)
METAMORPHIC GENETIC GROUP
Foliated Massive Usual structure
Quartz, felspar, micas, Quartz, felspar, micas,
dark minerals dark minerals, carbonates Composition
Tectonic Very
breccia coarse-
Migmatite grained
60
Hornfels
Marble Coarse-
Gneiss Granulite grained
Quartzite
Schist 2
Medium- Predominant grain size (mm)
Amphiolite grained
Phyllite
0.006
Fine-
Slate grained
0.002
Very fine-
grained
Mylonite
Glassy
Amorphous
2) ลักษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)
(1) เปนชั้น (bedded): มักพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนที่มีการสะสมตัวเปนชั้น
บางครั้งอาจพบในหินอัคนีพุหรือหินอัคนีภูเขาไฟที่มีการปะทุหลาก
(2) เปนริ้วขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ที่เกิดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล
ื
(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเลื่อนและเขตรอยเฉอน ซึ่งเปน
การแปรแบบพลวัตร (dynamic metamorphism)
- 62 -
(3) เปนมวลหนาที่ไมแสดงชั้น (massive): พบไดทั่วไปในหินทุกชนิด โดยมักพบใน
ี
ิ
ั
หินอคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต หินตะกอนที่เกดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมเปนชั้นหนา
ิ
จำพวกหินปูน และหินแปรจำพวกหนออน (marble) หินควอรตไซต (quartzite) และหนฮอรนเฟลส
ิ
(hornfels) เปนตน
ี่
3) ขนาดของอนุภาคทเปนองคประกอบของหินที่ปรากฏเดนชัด (predominant grain size)
้
ื
ิ
ซึงประกอบกันเปนเนอหน (texture)
่
(1) เม็ดหยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลางใหญกวา 60 มิลลิเมตร
(2) เม็ดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลาง 2-60 มิลลิเมตร
(3) เม็ดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลาง 0.06-2 มิลลิเมตร
(4) เม็ดละเอียด (fine-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลาง 0.002-0.06 มิลลิเมตร
(5) เม็ดละเอียดมาก (very fine-grained): ขนาดเสนผานศูนยกลางเล็กกวา 0.002 มิลลิเมตร
(6) เนื้อแกว (glassy) หรือ อสัณฐาน (amorphous): เปนเนื้อที่ประสานกันเปนเนื้อเดียว
4) แรองคประกอบ (mineralogical composition)
ิ
ี
่
่
ี
แรองคประกอบ เปนหนึงในปจจัยททำใหมวลหนมคุณสมบัติเฉพาะตาง ๆ ทางวศวกรรม ไดแก
ิ
ั
ความแขงแรง ความถวงจำเพาะ และความคงทนตอการผุพง การจำแนกลักษณะของแรองคประกอบ
็
สามารถแบงออกเปน 8 ลักษณะ ดังนี้
ั
(1) เศษหิน (rock grains or lithic fragment): เปนเศษแตกหกของหินดั้งเดิม
(pre-existing rock) ที่ถูกพัดพาจากตัวกลางมาสะสมตัวเปนหินใหม มักพบในหินทราย หินกรวดมน และ
บางครั้งอาจพบในหินอัคนีแทรกซอนชนิดหินภูเขาไฟที่เกิดจากการประทุหลาก เชน หินทัฟฟ (tuff)
ิ
(2) ควอตซ (quartz): เปนแรจำพวกแรสีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกริยาของโบเวน
(Bowen’s reaction series) พบไดในหินทุกชนิด มีความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแข็งของโมห
(Moh’s scale)
(3) เฟลดสปาร (feldspars): พบอยูในหินอัคนีทุกชนิด หินตะกอน และหินแปร
โดยแรเฟลดสปารประกอบดวย โพแทสเซียมเฟลดสปาร และแพลจิโอเคลสเฟลดสปาร
ี่
(4) แรชนิดเมฟก (mafic) แรสีเขม (dark-coloured) และแรอื่นทเกี่ยวของกัน: แรชนิดเมฟก
หรือแรสีเขมในชุดปฏิกิริยาของโบเวนประกอบดวย แรจำพวกโอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)
และแอมฟโบล (amphibole) โดยมกพบในหินอคนีชนิดอลตราเมฟก (ultramafic igneous rock) ไดแก
ั
ั
ั
ั
หินดันไนท (dunite) หินเพอริโดไทต (peridotite) และหินอคนีชนิดเมฟก (mafic igneous rock) ไดแก
หินบะซอลต (basalt) และหินแกบโบร (gabbro)
- 63 -
ิ
ิ
(5) แรดินเหนียว (clay minerals): แรดินเหนียวจัดเปนแรที่มีการเกดแบบทุติยภูม
(secondary mineral) กลาวคือ เกิดจากการเปลี่ยนสภาพ (alteration) ของแรเดิมในหินจากการผุพง
ั
ี
ั
ทางเคมีของหิน (chemical weathering) ใหเกิดเปนแรใหม ตัวอยางเชน แรเฟลดสปารที่มการผุพง
ั
ทางเคมีแลวเปลี่ยนสภาพเปนแรดินขาว (kaolinite) โดยการผุพงนี้สามารถพบไดในหินทุกชนิด
ที่อยูในลักษณะภูมิอากาศแบบรอนชื้น และแรดินเหนียวโดยสวนใหญพบเปนแรประกอบหินในหินตะกอน
ที่มีเนื้อคอนขางละเอียด ซึ่งมักพบมากในหินโคลน และหินดินดาน
ี
(6) คารบอเนต (carbonates): ประกอบดวย แรที่มองคประกอบเปนคารบอเนต (CO )
3
เปนหลัก เชน แคลไซต (calcite) อะราโกไนต (aragonite) และโดโลไมต (dolomite) มักพบมากใน
หินตะกอนที่ตกผลึกจากสารละลายเคมีและชีวเคมี ไดแก หินปูน หินโดโลไมต รวมถึงหินแปรอยางหินออน
(7) วัตถุจำพวกเกลือกินระเหย (salt, evaporite) วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา (siliceous
ิ
materials) และวัตถุจำพวกเนื้อปนคารบอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหน
ระเหยซึ่งเกดจากสารละลายเกลือ โดยทั่วไปจะไมพบโผลปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา
ิ
ี่
โดยทั่วไปมกพบเปนลักษณะหินที่ถูกแทนที่ดวยซิลิกา (silicification) เชน หินปูนที่ถูกแทนทดวยซิลิกา
ั
(silicified limestone) สวนวัตถุจำพวกคารบอเนต โดยทั่วไปมกพบในหินที่เกดในสภาพแวดลอมรวมกบ
ั
ิ
ั
หินคารบอเนต เชน หินดินดานเนื้อคารบอเนต (carbonaceous shale) และหินโคลนเนื้อคารบอเนต
(carbonaceous mudstone) เปนตน
ั่
(8) แกว (glass): เปนเนื้อหินที่มีลักษณะเปนแกว มีแกวเปนองคประกอบ โดยทวไปมักพบ
เห็นไดไมมากนัก สวนใหญพบในหินอัคนีพุที่เย็นตัวบนผิวโลกอยางรวดเร็ว เชน หินออบซิเดียน (obsidian)
4.3 การจัดการขอมูล
ู
ขอมลพนฐานเบื้องตนจะถูกทำใหอยูในระบบขอมูลสารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย
ื้
ขอมูลดานธรณีวิทยา ขอมูลธรณีโครงสราง ขอมูลลักษณะภูมประเทศ ขอมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข
ิ
ปริมาณน้ำฝน การใชประโยชนที่ดิน และตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต ซึ่งขอมลเหลานี้จะถูกจัดเกบ
็
ู
อยูในลักษณะเปนกริด (raster data) คือ ขอมูลที่มีโครงสรางเปนชองเหลี่ยม เรียกวา จุดภาพ หรือ grid cell
ั
ี
ที่มีการเรียงตอเนื่องกนในแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งมีความละเอยด 10x10 เมตร และในรูปแบบขอมูล
เชิงเสนสำหรับขอมูลรองรอยดินถลม ทั้งนี้การวิเคราะห การประมวลผล และการแสดงผลขอมูลเชิงพื้นที่
จะอยูในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร ดังตารางที่ 4.4
- 64 -
ตารางที่ 4.4 สรุปชนิดและแหลงที่มาของขอมูล
คาพิกัด
ชนิดขอมูล ป รูปแบบขอมูล ความละเอียด อางอิงทาง แหลงที่มา
ภูมิศาสตร
ALOS PALSAR 2009 ขอมูลแสดงลักษณะ 12.5 เมตร (m) WGS84 https://vertex.daac.
DEM เปนกริด (raster data) asf.alaska.edu/#
Google images 1989- ขอมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 Google earth pro
2021 เปนกริด (raster data)
การใชประโยชน 2020 ขอมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 https://www.arcgis.
ที่ดิน (Landuse) เปนกริด (raster data) com/apps/instant/m
edia/index.html?appi
d=fc92d38533d4400
78f17678ebc20e8e2
แผนที่ธรณีวิทยา 2559 ขอมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 และ WGS84 กรมทรัพยากรธรณี
(vector Data) 1:250,000
แผนที่ 2527 ขอมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 กรมแผนที่ทหาร
ภูมิประเทศ (vector Data)
ปริมาณน้ำฝน 2561 ขอมูลแสดงทิศทาง รายวัน WGS84 กรมอุตุนิยมวิทยา
(vector Data)
4.4 การทำแผนที่รองรอยดินถลม
ี่
แผนทรองรอยดินถลมเปนแผนที่แสดงตำแหนง ความหนาแนน การกระจายตัวของดินถลม
ึ
ั
ชนิดของดินถลม รวมถงวันที่เกิดเหตุการณดินถลมแตละพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธกบปจจัยที่ควบคุม
การเกดดินถลม เชน ลักษณะทางธรณีวิทยา ธรณีวิทยาโครงสราง ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ
ิ
ี่
ดวยเหตุนี้การทำแผนที่รองรอยดินถลมจึงมีความสำคัญทใชสำหรับเปนขอมูลตั้งตนในการทำนายการเกด
ิ
ดินถลมในอนาคตได
ในการศึกษาครั้งนี้จัดทำขอมูลตำแหนงรองรอยดินถลม โดยอาศัยเทคนิคการรับรูระยะไกล
ดวยการแปลดวยสายตา (visual interpretation) จากภาพถายดาวเทียมภายใตแอปพลิเคชัน Google Earth
Pro โดยมีหลักการจำแนกลักษณะของดินถลมตามชนิดและลักษณะที่เห็นบนภาพถาย ดังตารางที่ 4.5
ิ
ื้
เปนการหาความแตกตางของพนที่ระหวางลักษณะรอยดนถลม ซึ่งมกแสดงสีของดนอาจเปน สีน้ำตาลแดง
ั
ิ
ิ
หรือขาว (รูปที่ 4.1) ซึ่งเกดจากการเปดหนาดิน/หนในบริเวณนั้น กับลักษณะพื้นที่รอบขาง ซึ่งมักเปนพื้นที่
ิ
- 65 -
ั
ี
ปาสีเขยว หรือพื้นที่รางโลงเตียน (bare land) โดยสามารถตรวจจบรองรอยดินถลม และสามารถกำหนด
ี่
ิ
ั
ตำแหนงจากภาพดาวเทียมโดยอาศัยความเขาใจเกยวกบชนิดของดินถลมกับลักษณะภูมประเทศโดยรอบ
รวมถึงความเขาใจเกยวกับลักษณะของดินถลมที่แสดงออกมาบนภาพดาวเทียมหรือภาพถายทางอากาศ
ี่
โดยทั่วไปแลวมีเกณฑการแปลตามปจจัยตอไปนี้
1) ลักษณะธรณีสัณฐาน
2) ลักษณะทางน้ำ การผุพัง และระบบอุทกวิทยา
3) ลักษณะของสีของดิน/หิน
4) ลักษณะพืชพรรณที่ปกคลุม
5) กิจกรรมของมนุษย และการใชประโยชนที่ดิน
ื่
ื้
อยางไรกตามการเขาพนที่เพอตรวจสอบความถูกตองของการแปลขอมูลจากภาพถาย
็
ึ้
จะทำใหแผนที่รองรอยดินถลมมีความละเอียด แมนยำ และถูกตองมากยิ่งขน (รูปที่ 4.2)
- 66 -
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Fall and Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
topple and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes.
Vegetation Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
low on active scree slopes.
Drainage No specific characteristics.
Rotational Morphology Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
slide convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky morphology
on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40 degrees.
Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use indicative
for activity; differential vegetation according to drainage conditions.
Drainage Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches or
back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe.
Compound Morphology Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
slide linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size.
Vegetation As with rotational slides, although slide mass will less disturbed.
Drainage Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear part
of slide.
Translational Morphology Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
slide shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large width;
runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing with larger
distance.
Vegetation Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides;
no landuse on body.
Drainage Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe.
- 67 -
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) (ตอ)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Lateral Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block size
spread decreases with distance and morphology becomes more chaotic; large cracks
and linear depressions separating blocks; movement can originate on very
gentile slopes (<10 degrees).
Vegetation Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable contrast
with unaffected areas.
Drainage Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off valley,
causing obstruction and asymmetric valley profile.
Earth flows Morphology One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source area;
main scars and several small scars resemble slide type of failure; path
following stream channel and body is infilling valley, contrasting with V-
shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular micromorphology with
pattern related to flow structures; slope > 25 degrees; D/L ratio very small.
Vegetation Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land use
absent if active; linear pattern in direction of flow.
Drainage Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage channels on
both sides of body in valley; deflected or blocked drainage by frontal lobe.
Debris flow Morphology Large amount of small concavities (associated with drainage system) or one
major scar characterising source area; almost complete destruction along
path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate plain,
exhibiting vague flows structures in body of debris flow.
Vegetation Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years.
Drainage Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body.
Mudslide Morphology Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider than
transportation path; irregular morphology contrasting with surrounding areas;
D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees.
Vegetation Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features.
Drainage No major drainage anomalies beside local problems with surface drainage.
- 68 -
รูปที่ 4.1 ตัวอยางรองรอยดินถลมแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ลาง) จากภาพ Google earth จังหวัด
นครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกลเคียง ถายภาพเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556
- 69 -
รูปที่ 4.2 (บน) ดินถลมชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ ตำบลคลองนารายณ
อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหนง 48P 0193269 E 1392548 N (ลาง) รอยดินถลมชนิดการเลื่อนไถล
ั
ระนาบโคง บานโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ จังหวดตราด ตำแหนง 48P 02771880 E
1296422 N
- 70 -
4.5 การวิเคราะหแบบจำลองดินถลมทางคณิตศาสตร
ปจจัยที่นำมาวิเคราะหความออนไหวตอการเกดดินถลมทั้ง 7 ปจจัย ไดแก ขอมูลวิทยาหิน
ิ
หนารับน้ำฝน ทศทางการไหลของน้ำ ระดับความสูง ความลาดชัน การใชประโยชนที่ดิน และระยะหาง
ิ
ั
ื่
จากโครงสรางทางธรณีวิทยา โดยจะถูกแบงเปนกลุมยอย (reclassify) เพอเปนการจดกลุมขอมูลกอน
ู
การประมวลผล และทำชั้นระยะกนชน (multi-buffer) สำหรับขอมลธรณีวิทยาโครงสรางและทางน้ำ
ั
ี่
ี
ี
ู
รายละเอยด ดังตารางที่ 4.6 การจัดเก็บฐานขอมลจะอยูในรูปแบบกริด (raster data) ทมีขนาดความละเอยด
10x10 เมตร เพื่อนำไปใชประมวลผลในแบบจำลองทางคณิตศาสตร โดยแบงออกเปน 5 ขนตอนหลัก
ั้
ดังรูปที่ 4.3 โดยแตละขั้นตอนมีรายละเอียดดังตอไปนี้
10x10 เมตร
รูปที่ 4.3 แผนภูมิการวิเคราะหแบบจำลองดินถลม
- 71 -
ตารางที่ 4.6 ปจจัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม
ปจจัย ลำดับ กลุม
ี
่
ิ
1. วิทยาหิน 1 CG1 หนกรวดมน ทมีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน
(Lithology) 2 CG2 หนกรวดมน ทมีเม็ดกรวดเปนหินปน
ิ
ู
ี
่
3 CG3 หนกรวดมนเชอมประสานดวยเหล็กออกไซด
่
ิ
ื
4 SS1 หินทรายเนื้อเกรยแวก
5 SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ
6 SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดกึ่งแปรสภาพ
7 SS4 หินทรายสีน้ำตาลแกมมวง ชั้นหนา
8 FS1 หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ
9 FS2 หินตะกอนเนื้อละเอียดเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซด
10 FS3 หินตะกอนเนื้อละเอียด เนื้อปนปูน
11 FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช
12 CB1 หินคารบอเนต
13 CB2 หินคารบอเนตเนื้อดิน
14 CH หนตะกอนเนอผลกซิลกา
ิ
้
ื
ึ
ิ
15 CT หนแปรสมผสทมากดวยแรควอตซ
ั
ั
ี
่
ิ
16 F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ
17 F-MET2 หินตะกอนกึ่งแปรสภาพ
18 MU1 หินอัคนีชนิดเมฟกและอัลตราเมฟก
19 MU2 หินเซอรเพนทไนทพบรวมกบหินอคนีชนิดอลตราเมฟก
ี
ั
ั
ั
20 GR หินแกรนิต
21 VOL1 หินอคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจางถงปานกลาง
ึ
ั
22 VOL2 หินอคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจาง
ั
23 GY หินกีเซอไรต
24 COL ตะกอนเชิงเขา
25 AL ตะกอนน้ำพา
26 TER ตะกอนตะพักลำน้ำ
27 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา
28 MC ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง
- 72 -
ตารางที่ 4.6 ปจจัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ)
ปจจัย ลำดับ กลุม
2. หนารับน้ำฝน 1 Flat (-1)
(Aspect) 2 North (0-22.5)
3 Northeast (22.5-67.5)
4 East (67.5-112.5)
5 Southeast (112.5-157.5)
6 South (157.5-202.5)
7 Southwest (202.5-247.5)
8 West (247.5-292.5)
9 Northwest (292.5-337.5)
10 North (337.5-360)
3.ทิศทางการไหลของน้ำ 1 1 (90 deg)
(Flow Direction) 2 2 (135 deg)
3 4 (180 deg)
4 8 (225 deg)
5 16 (270 deg)
6 32 (315 deg)
7 64 (0 deg)
8 128 (45 deg)
4.ระดับความสูง (เมตร) 1 0-200
(Elevation) 2 200-400
3 400-600
4 600-800
5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200
12 > 2200
- 73 -
ตารางที่ 4.6 ปจจัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ)
ปจจัย ลำดับ กลุม
5.ความลาดชัน (องศา) 1 0-10
(Slope) 2 10-20
3 20-30
4 30-40
5 40-50
6 50-60
7 60-70
8 70-80
9 80-90
6.การใชประโยชนที่ดิน 1 แหลงน้ำ (Water)
(Landuse) 2 พื้นที่ปามีตนไมใหญ (Trees)
3 ทุงหญา (Grass)
4 พืชพรรณในพื้นที่ลุมน้ำทวมถึง (Flooded Vegetation)
5 พื้นที่เกษตรกรรม (Crops)
6 พุมไม (Scrub/Shrub)
7 สิ่งปลูกสราง (Built Area)
8 พื้นที่โลงไมมีพืชพรรณใบเขียว (Bare Ground)
7. ระยะหางจาก 1 0-200
โครงสรางทางธรณีวิทยา 2 200-400
(เมตร) 3 400-600
(The distance to 4 600-800
structure) 5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200
12 2200-2400
13 2400-2600
14 2600-2800
15 2800-3000
16 >3000
- 74 -
4.5.1 Area cross tabulation
การนำขอมูลปจจัยที่เกี่ยวของกบดินถลมมาหาความสัมพันธกบขอมูลดินถลมที่เกดขึ้น
ิ
ั
ั
ในอดีต หรือแผนที่รองรอยดินถลม (ลักษณะจุด) โดยจุดประสงคของวิธีนี้ คือ การเปรียบเทียบลักษณะ
ั
พนที่เดียวกนบนขอมูลสองตัว การรวมขอมูลที่มพนที่ทบซอนกันของแตละปจจัยกบจุดรองรอยดินถลม
ื้
ั
ื้
ี
ั
ื้
ี่
ั
ั
ในอดีต และนำออกมาในรูปแบบตาราง โดยคำนวณพนทของปจจยแตละกลุมที่ทับซอนกบจุดดินถลม
การสรางตารางนำเอาตัวแปรมาไขวกนตามแนวนอนและแนวตง ตารางที่ไดจะแสดงรายละเอียดของตัวแปร
ั
ั้
หนึ่งในแตละอีกคาตัวแปรหนึ่งที่ใชอธิบายความสัมพันธระหวางตัวแปรทั้งสอง
4.5.2 Frequency ratio (Fr)
ิ
การประเมนผลของความนาจะเปนของการเกดดินถลมดวยแบบจำลองทางสถิติ Bivariate
ิ
statistical model (ตัวอยางดูไดจาก Teerarungsigul (2006) และ Nawawitphisit (2010) ดวยการหา
ั
ความสัมพนธที่เกี่ยวของระหวางดินถลมและปจจัยที่ควบคุมดินถลม โดยแตละปจจัยสามารถคำนวณหาได
จากสมการที่ 1
สมการที่ 1
เมื่อไดความสัมพนธของดินถลมและปจจัยแตละกลุมแลว คา Frequency ratio ของแตละ
ั
ู
ื่
กลุมของปจจัย จะถกนำมาคำนวณเพอหาความออนไหวของพื้นที่ดินถลม (Landslide susceptibility
index, LSI) ตามสมการที่ 2
สมการที่ 2
4.5.3 การใหน้ำหนัก (weighting)
เนื่องจากคาความสำคัญของปจจัยที่นำมาวิเคราะหการเกิดดินถลมนั้นไมเทากน การนำ
ั
ื่
วิธีการใหน้ำหนักกบแตละปจจัยมาใชเพอเพมความถกตองและแมนยำมากยิ่งขึ้น (ตัวอยางดูไดจาก
ิ่
ั
ู
Pantanahiran (1994) และ Teerarungsigul (2006)) ในรายงานนี้นำ 2 วิธีการใหน้ำหนักมาหาคาเฉลี่ย
โดยแตละวิธีการมีการคำนวณคือ
1. Reliability probability method (RP) = the value of factor corresponding to
landslide
สมการที่ 3
- 75 -
2. Accountability probability method (AP) = the value of landslide accounted
for by factor
สมการที่ 4
3. คาเฉลี่ยทั้งสองวิธีดานบน (RP และ AP)
สมการที่ 5
เมอไดคาน้ำหนักเฉลี่ยของแตละปจจัยจะถูกนำมาคูณกบ คา Frequency ratio ของแตละ
ั
ื่
กลุมของปจจัย และจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความออนไหวของพื้นที่ดินถลม
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดินถลม (validation)
ี
ี่
ในการทำแผนทพื้นที่ออนไหวตอการเกิดดินถลมสิ่งที่สำคัญและมความจำเปนมาก
ี่
คือ การตรวจสอบโมเดล (Chung and Fabbri, 2003) การตรวจสอบทไดผลจริง คือ การที่มีเหตุการณ
ดินถลมเกิดขึ้นจริงในบริเวณที่โมเดลไดทำนายไว หรือ ที่เรียกวา “Wait and See” (Neuhauser and
Terhorst, 2007) แตปญหากคือตองรอเปนเวลานานกวาเหตุการณดินถลมจะเกิดขึ้นหรืออาจจะ
็
ไมเกดเลย (Van Den Eeckhaut and others, 2006) การทำนายหรือโมเดลก็กลายเปนสิ่งที่ไรประโยชน
ิ
ิ
ไปเลย ดังนั้นแทนที่จะรอใหธรรมชาติเปนสิ่งพสูจนวาโมเดลที่ทำถกตองหรือไม การทดสอบทาง
ู
ู
ี่
คณิตศาสตรจึงถกนำมาชวยในการบงชี้ความถูกตองของโมเดล (Carrara & Pike, 2008) ซึ่งโมเดลทดีตอง
มีความนาเชื่อถือทางสถิติดวย
4.6.1 สมมุติฐาน
สมมุติฐานหลักในการตรวจสอบแบบจำลองดินถลมสามารถแบงออกเปน 2 สมมุติฐาน คือ
ั
(1) เหตุการณดินถลมที่เกดขึ้นสัมพันธกบตัวแปรตาง ๆ ไดแก ธรณีวิทยา ภูมิประเทศ การใชประโยชนที่ดิน
ิ
ี่
และปาไม และ (2) เหตุการณดินถลมทจะเกิดในอนาคตถูกกระตุนโดยตัวแปรเฉพาะ ไดแก ปริมาณน้ำฝน
และแผนดินไหว
4.6.2 เทคนิคที่ใชในการตรวจสอบ
ี
ั
วิธีการสำหรับตรวจสอบแบบจำลองดินถลมมอยูหลากหลายวิธี โดยวิธีที่นิยมใชกนมาก
ไดแก วิธีการตรวจสอบเชิงคุณภาพ (qualitative method) จะใชวิธีการซอนทับขอมูลดินถลมบน
แบบจำลองการเกดดินถลมและวิเคราะหดวยตาเปลา และวิธีการตรวจสอบเชิงปริมาณ (quantitative)
ิ
จะใชความเกยวของของดินถลม และโซนของพบัติภัยดินถลม โดยใชการคำนวณทางคณิตศาสตรเขามาชวย
ิ
ี่
ตัวอยางเทคนิคที่ใช ไดแก
- 76 -
ั
(1) การตรวจสอบภาคสนามและการซอนทบแบบงาย (ground-truthing and simple overlay)
ื้
ในการประเมินพนที่ออนไหวตอการเกิดดินถลม การตรวจสอบแบบจำลองสามารถทำไดโดยการ
ไปตรวจสอบภาคสนาม หรือใชการแปลภาพถายทางอากาศ
ู
ั
ู
(2) กราฟบอกความถกตองของโมเดล (success rate curve) กบกราฟความถกตองของ
การทำนาย (prediction rate curve) สามารถเปนตัวทดสอบความถกตองของโมเดลได ซึ่งทั้งสองวิธีนี้
ู
มีลักษณะคลายคลึงกัน จะตางกันตรงที่ขอมูลดินถลมที่ใชในการตรวจสอบโมเดล โดยแบบกราฟบอกความ
ถูกตองของโมเดลจะใชขอมูลดินถลมชุดเดียวกบขอมูลดินถลมที่ใชในการสรางโมเดล ซึ่งสามารถบอกไดวา
ั
โมเดลที่ทำออกมามีคาความถูกตองหรือมีผลลัพธดีขนาดไหน แตการตรวจสอบโมเดลแบบกราฟ
ความถูกตองของการทำนายจะใชขอมูลดินถลมคนละชุดกับดินถลมที่ใชในการสรางโมเดล ซึ่งผลของ
ี
การตรวจสอบสามารถบอกไดวาโมเดลที่สรางขึ้นมีความถกตองมากนอยเพยงใดและใชในการทำนายการ
ู
เกิดดินถลมในอนาคตไดหรือไม สามารถทำไดโดยการเปรียบเทียบรองรอยดินถลมกับระดับความออนไหว
(susceptibility classes) ที่ไดจากโมเดล โดยมีวิธีการงาย ๆ โดยใชโปรแกรมทาง GIS ในการรวม
ี่
(ซอนทับ) ขอมูลดินถลมและขอมูลความออนไหว (susceptibility) จะไดตำแหนงพกเซล (pixel) ทม ี
ิ
คาดินถลมและไมมีดินถลม แลวนำผลรวมของตำแหนงที่มีคาดินถลมไปสรางกราฟ โดยคาความออนไหว
ี
จะอยูในแนวนอน (X-axis) คาผลรวมตำแหนงที่มดินถลมอยูในแนวตั้ง (Y-axis)
(3) การตรวจสอบแบบจำลองโดยใชวิธีกราฟแสดงความถูกตอง การตรวจสอบแบบจำลอง
ู
ั
ั
ในรายงานฉบบนี้เลือกใชวิธีกราฟแสดงความถกตอง โดยใชรองรอยดินถลมชุดเดียวกบที่ใชในการทำ
แบบจำลอง เปนการนำคาตำแหนงของความออนไหวมาสรางกราฟรวมกับคาการสะสมตัวของตำแหนงดิน
ถลมที่ตกอยูบนพื้นที่ออนไหวนั้น ๆ ดังรูปที่ 4.4
ี่
(4) การแปลความหมายกราฟ กราฟทไดเรียกวา Success rate curve ซึ่งสามารถคำนวณ
ื้
พนที่ใตกราฟได เรียกวา AUC-Area under curve ดังตารางที่ 4.7 ถาหากเสนกราฟอยูบนเสนทแยงมุม
ึ
ของคา 0 ถึง 1 (หรือ 0 ถง 100%) แสดงวากราฟมีความเหมาะสม ยิ่งเสนกราฟอยูเหนือเสนทแยงมุมขึ้น
ไปมากเทาไหรแสดงวาแบบจำลองมีความเหมาะสมมากเทานั้น (Remondo et al., 2003) และถาหาก
คา AUC ใกล 1 มากเทาใด แสดงวา แบบจำลองนั้นมีคาความถกตองและสามารถนำไปใชประโยชน
ู
ในการทำนายพื้นที่ออนไหวตอการเกดดินถลมได
ิ
- 77 -
รูปที่ 4.4 ตัวอยางกราฟแสดงความถูกตอง (success rate curve) ของแบบจำลอง
ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงชวงคา AUC ที่ใชอางอิงความถูกตองของโมเดล (Hasanat and others, 2010)
AUC Performance
0.90-1.00 Excellent (A)
0.80-0.90 Good (B)
0.70-0.80 Fair (C)
0.60-0.70 Poor (D)
0.50-0.60 Fail (F)
บทที่ 5
ื
่
การวิเคราะหพนทออนไหวตอการเกิดดนถลม
้
ี
ิ
ิ
การวิเคราะหพนที่ออนไหวตอการเกดดินถลมเปนการวิเคราะหพนที่ที่มีโอกาสเกดดินถลม
ื้
ิ
ื้
ิ
ในอนาคตดวยระบบสารสนเทศภูมิศาสตรและเทคนิคการรับรูระยะไกล โดยใชแบบจําลองทางสถติ
Bivariate probability และการใหคาน้ำหนัก (Weighting) ในพื้นที่จงหวัดอทัยธานี ผลการวิเคราะห
ุ
ั
ั
อธิบายคาความสัมพนธระหวางรองรอยดินถลมและปจจัยที่ควบคุมดินถลมทั้ง 7 ปจจัย ไดแก วิทยาหิน
หนารับน้ำฝน ทิศทางการไหลของน้ำ ระยะหางจากโครงสรางทางธรณีวิทยา ระดับความสูง ความลาดชัน
และการใชประโยชนที่ดิน และการใหคาน้ำหนักกับปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลม
5.1 แผนที่รองรอยดินถลม (Landslide Inventory Map)
ุ
แผนที่แสดงตำแหนงของดินถลมที่เกิดในอดีตจนถึงปจจบันในพนที่จังหวัดอทัยธานี ไดจาก
ุ
ื้
ี่
การแปลภาพถายดาวเทียมในชวง 36 ป ทผานมา ระหวางป พ.ศ. 2527–2563 และจากการสำรวจ
รองรอยดินถลมในพื้นที่ พบรองรอยดินถลมทั้งหมด 210 รอย (รูปที่ 5.1) จากแผนที่รองรอยดินถลมพบ
ิ
การกระจายตัวของรองรอยดินถลมอยูในหินฐานจำพวกหินแกรนิต หนแปรที่มีริ้วขนาน หนทราย
ิ
ื้
หินดินดาน และหินปูนเนื้อดิน บริเวณที่มีลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาสูง และที่ลาดเชิงเขาในพนที่ตำบล
แกนมะกรูด ตำบลคอกควาย ตำบลเจาวัด และตำบลบานไร อำเภอบานไร ตำบลระบำ อำเภอลานสัก
ตำบลทองหลาง อำเภอหวยคต ตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน และตำบลหนองหลวง อำเภอสวางอารมณ
รองรอยดินถลมที่พบเปนสวนใหญเปนดินถลมชนิดเลื่อนไถล (Slides) ดินถลมชนิดไหล (Flow) และ
ดินถลมชนิดรวงหลน (Falls) ตามลำดับ เชน ดินถลมชนิดเลื่อนไถลของเศษหินและดิน ที่พบบริเวณที่ม ี
การตัดไหลเขาทำถนนในพื้นที่ตำบลแกนมะกรูด และตำบลบานไร อำเภอบานไร และดินถลมชนิดการไหล
ิ
ของเศษหนและดินที่ถูกน้ำพัดพามาจากภูเขาสูงไหลมาตามรองน้ำในพนที่ตำบลทองหลาง อำเภอหวยคต
ื้
และตำบลระบำ อำเภอลานสัก (รายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 6) เปนตน
ื้
็
ึ
แผนที่รองรอยดินถลมสามารถเหนถงการกระจายตัวของดินถลมในพนที่ตาง ๆ และ
การเคลื่อนยายตำแหนงดินถลมในอดีตจนถึงปจจุบัน อยางไรก็ตามแผนที่รองรอยดินถลมนั้นยังไมสามารถ
ิ
ั
บอกถึงกลไกลการเกิดดินถลม และปจจยที่เปนตัวกระตุนหรือเรงใหเกดดินถลม แตหากนำไปหา
ั
ั
ั
ความสัมพนธกบปจจยหลักที่เกยวของกับดินถลม อาจจะเปนแนวทางในการทำนายตำแหนงดินถลม
ี่
ในอนาคตได ดังนั้นการทำแผนที่พนที่รองรอยดินถลม จงมีความสำคัญมากในการวิเคราะหพนที่มีโอกาส
ื้
ึ
ื้
ี
เกดดินถลมในอนาคต นอกจากนี้ขอมูลรองรอยดินถลมที่มีรายละเอยดถึงขนาด ชนิด และความสดใหมของ
ิ
การเกิดดินถลมยังมีประโยชนตองานสำรวจวิศวกรรม และงานฟนฟูพื้นท ี่
- 79 -
- 80 -
รูปที่ 5.1 แผนที่รองรอยดินถลมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ในชวง 36 ปที่ผานมา (พ.ศ. 2527–2563)