The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่องคาธ ณัฐวุฒิ สำลี e-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattawut2810, 2022-04-05 22:38:22

แนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่องคาธ ณัฐวุฒิ สำลี e-book

แนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่องคาธ ณัฐวุฒิ สำลี e-book

แนวคิดเร่อื งอำนาจในนวนิยายวายเรอื่ ง คาธ ของ ปราปต์

ณัฐวุฒิ สำลี

สารนพิ นธ์นเี้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลักสตู รศลิ ปศาสตรบณั ฑติ
สาขาวิชาภาษาไทย มหาวทิ ยาลัยทักษิณ
2565

สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้พิจารณา
สารนิพนธ์ฉบับนี้แล้ว เห็นสมควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยทักษิณได้

กรรมการที่ปรึกษา กรรมการสอบสารนพิ นธ์

ลงชอ่ื ………………………………..ประธานกรรมการ ลงชือ่ ………………………………..ประธานกรรมการ

(รองศาสตราจารย์ ดร.พัชลินจ์ จนี นุน่ ) (รองศาสตราจารย์ ดร.พัชลนิ จ์ จีนนุ่น)

ลงช่ือ………………………………..กรรมการ ลงชอ่ื ………………………………..กรรมการ
(อาจารย์ ดร.สมิทธ์ชาต์ พุมมา) (อาจารย์ ดร.สมทิ ธช์ าต์ พมุ มา)

ลงช่ือ………………………………..กรรมการ
(อาจารย์ปยิ ธดิ า คงวิมล)

ลงชือ่ ………………………............………..ประธานสาขาวิชาภาษาไทย
(ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.มาโนช ดนิ ลานสกูล)
วนั ท่ี ………. เดอื น ………. พ.ศ. ………..

บทคดั ย่อ

ชอ่ื สารนพิ นธ์ : แนวคิดเรื่องอำนาจในนวนยิ ายวายเรื่อง คาธ ของ ปราปต์
ชอื่ -สกลุ ผ้ทู ำสารนพิ นธ์ : นายณัฐวฒุ ิ สำลี
อาจารย์ทป่ี รึกษาสารนิพนธ์ : รองศาสตราจารย์ ดร.พชั ลนิ จ์ จนี นุ่น
อาจารย์ ดร. สมทิ ธ์ชาต์ พุมมา
ปรญิ ญาและสาขาวิชา : ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
ปกี ารศกึ ษาท่ีสำเร็จ : 2564

สารนิพนธ์ฉบับบน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาแนวคิดเรอื่ งอำนาจ และเพอื่ วเิ คราะห์กลวิธีที่ใช้ใน
การนำเสนอแนวคดิ เร่ืองอำนาจในนวนิยายวายเรอ่ื ง คาธ ของ ปราปต์ โดยผู้วิจยั ได้แบ่งประเดน็ การศึกษา
ออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ศึกษาแนวคิดเรื่องอำนาจ ได้แก่ ที่มาของอำนาจ กระบวนการใช้อำนาจ
ผลของการใช้อำนาจ และ 2) กลวธิ ที ี่ใชใ้ นการนำเสนอแนวคิดเรอื่ งอำนาจ

ผลการศึกษาพบว่า นวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์ มีการนำเสนอแนวคิดเรื่องอำนาจ
ที่มีที่มาจาก 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) ตัวบุคคล 2) กฎระเบียบ และ 3) สิ่งเหนือธรรมชาติ ในส่วนของ
กระบวนการใช้อำนาจ มี 3 ลักษณะ คือ 1) กลุ่มผู้ใช้และผู้ถูกใช้อำนาจ ได้แก่การใช้อำนาจในกลุ่ม
ผู้บังคับบัญชาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา การใช้อำนาจในกลุ่มอาจารยต์ ่อนักเรียน และการใช้อำนาจของรฐั ต่อ
พลเมือง 2) พื้นที่ในการใช้อำนาจ ได้แก่ การใช้อำนาจในครอบครัว การใช้อำนาจในโรงเรียน
และการใช้อำนาจในชุมชน / สังคม และ 3) ลักษณะของการใช้อำนาจ ได้แก่ การใช้อำนาจผ่านคำพูด
การใช้อำนาจผ่านน้ำเสียง และการใช้อำนาจผ่านการกระทำ ส่วนผลของการใช้อำนาจ มีดังน้ี
1) การแบ่งฝ่าย 2) ความไม่เท่าเทียม 3) ความขัดแย้ง 4) การต่อต้าน/ขัดขืน 5) ความสัมพันธ์ถดถอย
6) การหลีกหนี 7) การถูกลดทอน และ 8) ความหวาดกลัว ในด้านกลวิธที ีใ่ ช้ในการนำเสนอแนวคิดเร่อื ง
อำนาจผู้แต่งได้ใช้กลวิธีอย่างหลากหลายในการนำเสนอ ได้แก่ 1) การอาศัยโครงเรื่อง 2) การอาศัย
บทสนทนา 3) การนำเสนอโดยอาศัยตัวละครขั้วตรงข้าม 4) การนำเสนอโดยอาศัยมิติทางเพศ
5) การอาศัยฉากหรือพื้นที่สำคัญ และ 6) การอาศัยมุมมองการเล่าเรือ่ ง เป็นการเสริมให้ผู้อ่านได้เข้าใจ
เรื่องของอำนาจมากขึ้น โดยนวนิยายวายเรื่องคาธ ได้แสดงให้เห็นถึงกลไกของอำนาจท่ีไหลเวียนอยู่ใน
โครงสร้างของสังคมระดับต่าง ๆ อย่างชัดเจน และผู้แต่งยังได้นำประเด็นต่าง ๆ มาสร้างเรื่องราวให้ลนุ้
ระทึก หักมุม ถือเป็นนาวนิยายแนวใหม่ที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคมด้วยการเป็นภาพสะท้อน และการตั้ง
คำถามให้ฉกุ คิด เรือ่ งการอยรู่ ว่ มกนั อย่างเป็นสุขในสงั คมทม่ี ีความตา่ ง

ประกาศคุณูประการ

สารนิพนธ์ฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยได้รับความกรุณา ความช่วยเหลือ แนะนำ
และให้คำปรกึ ษาจากผู้มพี ระคณุ หลายทา่ น ผูว้ ิจยั รสู้ ึกซาบซ้งึ เปน็ อย่างยง่ิ จงึ ขอกราบขอบพระคณุ ทุกท่าน
เปน็ อยา่ งสงู ไว้ ณ ทีน่ ้ี

กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.พัชลินจ์ จีนนุ่น ประธานที่ปรึกษาสารนิพนธ์
ที่ได้เสียสละเวลาอันมีคุณค่า ช่วยให้คำแนะนำ คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การปรับปรุงแก้ไข ให้กำลังใจ
และถา่ ยทอดองค์ความร้ตู ่าง ๆ อนั เปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งย่ิงในการดำเนินการสารนิพนธฉ์ บับนี้ให้สำเร็จลุล่วง
ไปด้วยดี เป็นผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสในการลองทำสิ่งใหม่ ๆ ให้แนวทางการใช้ชีวิตในร้ัว
มหาวิทยาลัยและการศึกษาต่อ ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้วิจัยเสมอมา ผู้วิจัยจึงขอกราบ
ขอบพระคุณเป็นอย่าสงู

กราบขอบพระคุณ อาจารย์ ดร.สมิทธ์ชาต์ พุมมา กรรมการที่ปรึกษาสารนิพนธ์ ที่ได้ให้ความ
กรุณา เสียสละเวลาอันมีคุณค่า คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ตรวจทานข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจน
ถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กำลังใจ ในการทำสารนิพนธ์ฉบับนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงขอกราบ
ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสงู

กราบขอบพระคุณ อาจารย์ปิยธิดา คงวิมล กรรมการสอบสารนิพนธ์ ที่ได้เสียสละเวลาอันมี
คุณคา่ ในการสอบสารนพิ นธ์ฉบับนใ้ี หส้ ำเรจ็ ลุลว่ งไปไดด้ ้วยดี ตลอดจนชว่ ยใหค้ ำแนะนำ แก้ไข ข้อบกพร่อง
อันเป็นประโยชน์อย่างยงิ่ เพอ่ื ใหส้ ารนพิ นธฉ์ บับน้ีสมบรู ณม์ ากย่งิ ขึ้น ผูว้ จิ ยั จงึ กราบขอบพระคุณเป็นอย่าง
สงู

กราบขอบพระคุณคณาจารย์ในสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณทุกท่าน ที่คอยแนะนำทถ่ี ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ในด้านภาษา วรรณกรรม และ
ด้านอื่น ๆ คอยแนะนำแนวทางการใชช้ ีวิต ให้ประสบการณ์ โอกาสและกำลังใจมาตลอด 4 ปี อันทำให้
ผู้วิจัยได้มาซ่ึงหัวขอ้ ท่ีนา่ สนใจ ตลอดจนแนะนำ และให้คำปรกึ ษา อันเป็นประโยชน์ต่อการทำสารนิพนธ์
เลม่ น้ี

ขอขอบพระคุณบิดา มารดา น้องชาย น้า และครอบครัวอันเปน็ ท่ีรักยิ่ง ที่คอยให้กำลังใจ ให้
ความช่วยเหลอื และสนบั สนุนด้านต่าง ๆ ท้งั การเรียน ความชอบสว่ นตัว รวมทั้งสารนิพนธ์เล่มน้ี ตลอดจน
การเลย้ี งดู การอบรมส่งั สอนเรื่องตา่ ง ๆ ให้ผูว้ จิ ยั มคี วามขยัน อดทน และมุมานะ ทำใหผ้ ู้วจิ ยั ผ่านอุปสรรค
และเรื่องราวตา่ ง ๆ ไปได้ดว้ ยดี

ขอบพระคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ หลักสูตรศลิ ปศาสตรบัณฑิต สาขาภาษาไทยทุกคน ท่ีคอยช่วยเหลือ
ให้กำลังใจ และคำแนะนำเสมอมา ขอบคุณเพื่อน ๆ กลุ่ม MK ไม่ว่าจะเป็น ไชยยา ภูมินา ณัฐริกา ชูช่วย
รตั ยา ไชยชนะ แกว้ เกา้ เอยี ดรอด กรองมาลิน บญุ ชยั และคนอนื่ ๆ ขอขอบคณุ รนุ่ พ่ี ทใี่ หค้ วามช่วยเหลือ
ในเรื่องตา่ ง ๆ และเป็นต้นแบบที่ดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น พี่นนทชัย ชูวรรณรัตน์ พี่สุชาดา สุดจันทร์
พ่ีศิวกร แรกรุ่น พี่พลกฤษณ์ หมนื่ เพชร พ่ีจิดาภา นับถือบุญ พ่ีดาราน้อย แสงศรี ขอขอบคณุ นอ้ ง ๆ บ้าน

เช่าซอย 19 ที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ ให้กำลังใจ เป็นที่ระบายและคอยช่วยเหลือกันมาโดยตลอด
ขอขอบคุณน้องรัตนศาล ราชเมืองขวาง ที่อยู่เป็นเพื่อนกันและคอยเป็นกำลังใจให้ในช่วงยากลำบาก
โดยเฉพาะในชว่ งที่ผู้วิจัยเป็นโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ตลอดจนเพื่อนคนอื่น ๆ ที่คอย
ใหค้ วามชว่ ยเหลอื แนะนำ ให้คำปรึกษา และคอยเคยี งขา้ งกนั มาตลอด คอยใหก้ ำลงั และดูแลกันมาตลอด
จนทำให้สารนิพนธ์เลม่ นส้ี ำเรจ็ ลลุ ว่ งไปไดด้ ้วยดี

ขอขอบคุณทุกช่วงเวลาและทุกโอกาสในรั้วมหาวทิ ยาลยั ทักษณิ ที่สร้างประสบการณ์อันล้ำค่า
เปดิ เวทใี ห้ผ้วู ิจัยไดแ้ สดงศักยภาพ ทำให้ผ้วู ิจัยเรยี นรู้ เติบโต และเปน็ อยา่ งทุกวันนี้

ท้ายที่สุดขอบพระคุณนายชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ หรือปราปต์ ที่ได้เขียนงานดี ๆ มาโดย
ตลอด โดยเฉพาะนวนยิ ายวายเรื่อง คาธ ทผี่ ้แู ต่งไดส้ ร้างสรรคผ์ ลงาน สะทอ้ นภาพปัญหาสังคม ผ่านกลวิธี
ท่ีโดนเดน่ และแยบคายจงึ ทำให้ผวู้ จิ ยั สนใจหยิบยกเร่ืองนีม้ าศึกษา

คุณค่าทั้งหลายที่ได้รับจากการทำสารนิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทีแด่ บิดา
มารดา ครอบครัว และครบู าอาจารย์ท่เี คยอบรมสงั่ สอน ตลอดจนผู้มพี ระคณุ ทกุ ท่าน

ณัฐวุฒิ สำลี

สารบญั

บทท่ี หนา้
1 บทนำ …………………………………………………………………………………………………........…………….. 1

ภูมหิ ลงั …………………………………………………………………………………….....………………… 1
วัตถุประสงค์ ……………………………………………………………………………………….....………. 5
ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะไดร้ ับ ………………………………………………………….....………………… 5
ข้อตกลงเบ้อื งตน้ .......................................................................................................... 5
ขอบเขตของการวจิ ัย ……………………………………………………………………………………..... 6
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ …………………………………………………………………………………….....….. 7
วธิ ีการดำเนินการวิจัย ……………………………………………………………………………….....…. 7
2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง ……………………………………………………………………………......... 9
เอกสารทเี่ กีย่ วข้องกับการศึกษาคน้ ควา้ .........…………………………………………………..... 9

เอกสารที่เกย่ี วข้องกบั แนวคดิ เรื่องอำนาจ ……………………….…………………………..... 9
เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั แนวคดิ และกลวธิ ีการนำเสนอแนวคิด ………………………….... 13
เอกสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั องคป์ ระกอบของนวนิยาย ……………….……………………….... 14
เอกสารทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั นวนิยายวาย ………………………………………………………….…… 24
เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับแนวคดิ เพศวิถี ………………………………………………………….… 28
งานวิจัยท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการศกึ ษาค้นคว้า ………………………………………………………….... 30
งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั แนวคิด และกลวิธกี ารนำเสนอแนวคิด …………..………….…. 30
งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วกับนวนิยายวายและเพศวิถี ………………...............………………….….. 34
งานวจิ ัยเก่ยี วกับแนวคิดเรือ่ งอำนาจและวาทกรรม ……………………….……...….……. 38
3 แนวคดิ เร่อื งอำนาจในนวนยิ ายวายเรอื่ ง คาธ ของปราปต์ ..………………………………………….... 43
แนวคดิ เรอ่ื งอำนาจ ……………………………………………………………………….............…..... 45
ที่มาของอำนาจ ......................................................................................……….…... 45

ตวั บคุ คล ……………………………………..........................……………………………..... 45
กฎระเบยี บ …………………………………………………….................…………….….….. 46
สิ่งเหนือธรรมชาติ …………………………………………………………................…….... 47
กระบวนการใช้อำนาจ ..........................…………………………………………………..….... 49
กลมุ่ ผู้ใชอ้ ำนาจและกลมุ่ ผถู้ ูกใช้อำนาจ ............................................…….…..… 49

การใช้อำนาจในกลุ่มผ้บู ังคับบญั ชาตอ่ ผใู้ ต้บังคับบัญชา ………………..... 49
การใชอ้ ำนาจในกลุ่มอาจารย์ตอ่ นักเรียน …………………………………...… 51
การใชอ้ ำนาจของรัฐตอ่ พลเมือง ........................................................... 53

สารบญั (ต่อ)

บทที่ หน้า
พื้นท่ใี นการใช้อำนาจ .....................................................…………………………….…… 55
การใช้อำนาจในครอบครัว………………………………………………………………...….…. 55
การใชอ้ ำนาจในโรงเรียน ………………………………………………………………………... 56
การใช้อำนาจในชมุ ชน / สังคม …………………………………………………………….. 57
ลักษณะของการใชอ้ ำนาจ …………………………………………………………........………… 59
การใชอ้ ำนาจผา่ นคำพดู ..…….….…………………………………………………………… 59
การใชอ้ ำนาจผ่านน้ำเสยี ง …………………………………………………………………….. 60
การใช้อำนาจผา่ นการกระทำ ………………………………………………………………… 61
ผลของการใช้อำนาจ ……………………………………………………………………................ 62
การแบ่งฝ่าย ………………………………………….......................................………….. 62
ความไม่เทา่ เทยี ม ………………………………………………………….......................... 63
ความขดั แย้ง …………………………………………………………………......................... 64
การต่อตา้ น/ขดั ขืน ..............…………………………………………………………………… 65
ความสมั พันธ์ถดถอย ……………………......................…………………………………… 66
การหลีกหนี ................……………………………………………………………………….... 67
การถูกลดทอน …………………………………………………………………………………….. 69
ความหวาดกลัว …………………………………………………………………………………... 69

กลวิธีท่ีใช้ในการนำเสนอแนวคิดเรอื่ งอำนาจ …………………………………………………....... 70
การอาศัยโครงเรื่อง …………………….……................................................................. 71
การอาศยั บทสนทนา ………………………………………............................................... 78
การอาศัยตวั ละครขัว้ ตรงข้าม …………………………………...................…………….….. 79
การอาศัยมิตทิ างเพศ …………………………………………......................................…… 81
การอาศัยฉากหรอื พ้นื ทีส่ ำคญั …………………………………................................……. 82
การอาศยั มมุ มองผูเ้ ล่าเร่ือง .............................…………....................………………... 84

4 บทยอ่ สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ………………………………………………………. 86
บทยอ่ …………………………………………………………………………………………………………… 86
สรุปผล ………………………………………………………………………………………………………… 86
อภปิ รายผล ………………………………………………………………………………………………….. 90
ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………….. 83

บรรณานกุ รม ………………………………………………………………………………………………………………… 95
ประวัตยิ ่อผู้วจิ ัย ……………………………………………………………………………………………………………..100

บทที่ 1

บทนำ

ภูมหิ ลงั

นวนิยาย เป็นวรรณกรรมประเภทลายลักษณ์ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นจากจินตนาการ
โดยผู้แต่งนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสมจริง มุ่งให้เกิดความเพลิดเพลินเป็นสำคัญ โดยสอดแทรก
แนวคิดประสบการณ์ หรือการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ลงไป ดังที่วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2518:86)
กลา่ วว่า นวนยิ ายเป็นวรรณกรรมบนั เทิงรปู แบบหน่งึ ถอื กำเนดิ จากกลุ่มนกั เขียน ผตู้ อ้ งการเสนอเร่ืองราว
ให้มีลักษณะสมจริง โดยเฉพาะ เรื่องราวที่เกี่ยวกับพฤติกรรม ธรรมชาติ ตลอดจน ภาวะอารมณ์ต่าง ๆ
ของมนุษย์ โดยผู้แต่งจะถ่ายทอดแนวคิดผ่านองค์ประกอบของนวนิยาย ได้แก่ โครงเรื่อง ตัวละคร
บทสนทนา ฉากและบรรยากาศ เพื่อทำให้นวนยิ ายมีความน่าสนใจ ทั้งนี้ สมเกียรติ รักษ์มณี (2558:20)
กล่าววา่ การแต่งนวนิยาย นอกจากจะตอ้ งมอี งค์ประกอบท่ีผู้แตง่ กำหนดไวแ้ ล้ว ผบู้ ริโภคหรือผูอ้ า่ นเองก็มี
ความต้องการเสพนวนิยายที่มีความหลากหลายเช่นกัน เช่น การเสพนวนิยายสืบสวนสอบสวน
วทิ ยาศาสตร์ และประวตั ิศาสตร์ ความสนใจตัวละครทีม่ ีความหลากหลาย เชน่ กลุ่มคนที่รักเพศเดียวกัน
หรือกลมุ่ รักหลากเพศ นอกจากน้ี กอ็ าจต้องสนใจแนวคิดท่ีองิ กับปรากฏการณ์ทางสงั คมซ่ึงสอดรับกับยุค
สมัย เช่น ปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรง การบูลลี่ การกดขี่ทางเพศ และการใช้อำนาจของคนในสังคม
เป็นต้น

ในดา้ นประเด็นของแนวคดิ ( Concept ) คำนี้ครอบคลุมถึงความเช่อื ความรสู้ ึก ทศั นคติ แง่คดิ
ความรู้และประสบการณ์ อาจเปน็ ขอ้ เสนอแนะ หรือความคดิ จากผเู้ ชีย่ วชาญกไ็ ด้ โดยกุหลาบ มลั ลกิ ะมาส
(2529:108) ได้กลา่ วว่า ผ้แู ต่งทม่ี องดโู ลกและชีวติ มนุษย์ในแง่มุมตา่ ง ๆ จะพยายามถ่ายทอดความคดิ หรือ
ปรัชญานั้นไว้ในนวนิยาย ตามปกติแล้วผู้แต่งจะไม่แสดงทัศนะของตัวเองออกมาอย่างเปิดเผย
ในบทประพันธ์ของตน ทำเสมือนว่าตนกำลังเล่าเรื่องนั้น ๆ ให้ผู้อ่านฟัง ส่วนผู้อ่านจะคิดอย่างไรกข็ ึ้นอยู่
กับตัวผอู้ า่ นเอง

ผู้วิจัยพบว่า ปัจจุบันนักเขียนหันมาเขียนนวนิยายที่มีตัวละครรักเพศเดียวกันมากข้ึน
อาจเกิดจากสังคมยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ส่งผลให้มีกลุ่มคนนิยมรักเพศเดียวกัน
“กลุม่ ชายรักชาย” หรือ “เกย์” ได้ขยายตวั เพิม่ ขน้ึ สามารถพบเห็นทั่วไปในสังคม จนเกิดเป็นกระแสการ
แต่งนวนิยายวายอย่างล้นหลาม ซึ่งนวนิยายวายได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมยาโยอา (Yaoi)
หรอื วฒั นธรรมขายรกั ชายเรยี กโดยย่อว่า "วาย (Y)” ในสังคมเรียกวรรณกรรมกลุ่มน้ีวา่ “นวนยิ ายวายหรือ

2

วรรณกรรมวาย” จุดเด่นของเรือ่ ง คือ การนำเสนอให้เห็นถึงมุมมองความรกั เหตุการณ์ระหว่างเพศชาย
กบั เพศชาย เพอื่ ท่จี ะให้สังคมน้นั เกิดการยอมรับอัตลกั ษณ์ทางเพศมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นัทธนัย ประสานนาม
(2562:17-18) ได้กล่าวว่า นวนิยายยาโออิ (Yaoi) เป็นประเภทวรรณกรรมที่พัฒนามาจากงานเขียนใน
วัฒนธรรมประชานิยมของญี่ปุ่น ลักษณะพื้นฐานคือ นำเสนอความรักระหว่างเด็กหนุ่มหรือชายหนุ่ม
กล่มุ ผ้สู รา้ งสรรคแ์ ละผ้บู ริโภคงานประเภทยาโยอสิ ่วนใหญเ่ ป็นผ้หู ญงิ สอดคล้องกับณิชารีย์ เลศิ วิชญโรจน์
(2560:150) กลา่ วว่า นวนยิ ายวาย (Y) คือ นวนิยายท่วั ไปเพียงแต่บอกเลา่ เรอ่ื งราวของตวั ละครเอกท่ีเป็น
เพศเดียวกัน ทั้งแสดงความรักความสัมพันธ์ของชายกับชาย ไม่ต่างกับความรักของผู้หญิงกับผู้ชาย
เรื่องหลากหลายแนวเหมือนกับนิยายทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแนวรัก แนวสืบสวนสอบสวน แนวระลึกชาติ
แนวรักวัยใสในมหาวิทยาลัย หรือแนวแฟนตาซี เป็นต้น โดยมีนักเขียนที่สร้างสรรค์นวนิยายวาย เช่น
วรี ะวัฒน์ กนกนุเคราะห์ ทีไ่ ดเ้ ขยี นนวนยิ ายเร่อื งซากดอกไม้ และดา้ ยสมี ่วง ผลงานของกฤษณา อโศกสิน
เขียนนวนยิ ายเรือ่ ง บลั ลังกใ์ ยบวั และประตูทปี่ ดิ ตาย ผลงานของ Lazysheep เขยี นเรอ่ื งด้ายแดง ผลงาน
ของ BitterSweet เขียนนวนิยายเรื่อง SOTUS พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง ผลงานของ Sammon
เขียนนวนิยายเรื่อง Manner of Death พฤติการณ์ที่ตาย และผลงานของปราปต์ เขียนนวนิยายเรื่อง
คณุ หมปี าฏิหารยิ แ์ ละคาธ เปน็ ตน้

นวนิยายวายในอดตี นำเสนอภาพของชายรักชายในรปู แบบทตี่ ายตวั เช่น ภาพของชายรกั ชายที่
ถูกนำเสนอในแง่ของความตลกขบขัน สร้างความบันเทิง ใช้ความรุนแรงในการแสวงหามาซึ่งความรัก
มีความต้องการทางเพศสงู ตอ่ มานกั เขียนไทยเขียนนวนิยายท่มี ีการนำเสนอเรอ่ื งราวความรักในกลุ่มเพศ
เดยี วกนั ในแง่มุมตา่ ง ๆ เพอ่ื สรา้ งความหมายใหมใ่ ห้แกก่ ลุ่มท่ีมคี วามหลากหลายทางเพศมากข้นึ

จากการสำรวจนักเขียนนิยายวายในปัจจุบัน ผู้วิจัยพบว่า มีนักเขียนผู้หนึ่งที่มีความสามารถ
เขียนนวนิยายได้อย่างหลากหลาย รวมทั้ง นวนิยายวาย นักเขียนคนนั้นคอื ปราปต์ ชัยรัตน์ พิพิธพฒั นา
ปราปต์ เป็นนักเขียนที่มีความสามารถและกลวิธีในการเขียนที่โดดเด่น เขาสร้างสรรค์ผลงานทีม่ ีชื่อเสียง
ไดร้ ับการตอบรบั เป็นจำนวนมาก บา้ งกถ็ ูกนำไปทำเปน็ บทละครโทรทัศน์ ผลงานในช่วงตน้ ของปราปต์น้ัน
เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ อาทิ Dek-d.com ถนนนักเขียนในพันทิป ได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มทั้งหมด
4 เร่อื ง (รักตอ้ งปลำ้ - สาวปว่ นกว๊ นเฟรชช่ี) เนอื่ งจากตลาดหนงั สือนวนยิ ายไทยจากงานเขยี นออนไลน์เร่ิม
หดตวั ลง ปราปต์ไดพ้ ัฒนางานเขียนไปในแนวทางต่าง ๆ โดยยงั คงเผยแพรล่ งในเวบ็ ไซต์อยา่ งตอ่ เน่ือง

ผลงานของปราบต์มกั เป็นแนวสบื สวนสอบสวน ความโดดเดน่ ของผลงาน คือ การใช้กลวิธีการ
เล่าเฉพาะตัว เช่น กาหลมหรทึก ที่ปราปต์พยายามออกจากขนบการเขียนนิยายสืบสวนแบบเดิม ๆ
ด้วยการนำโคลงกลอนเข้าไปเป็นปริศนาและตัวช่วยไขคดี งานเขียนชิ้นนี้ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง
ตั้งแต่ผู้สนใจนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน กลุ่มคนที่สนใจงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ กระทั่งนักวิจารณ์
วรรณกรรม ทัง้ น้ี ในปี 2563 ปราปต์ไดต้ พี มิ พ์ผลงานทมี่ ีแนวเขยี นแบบใหม่เปน็ นวนิยายแนววายเล่มแรก

3

คือ คุณหมปี าฏหิ าริย์ เปน็ เรื่องเล่าเก่ียวกบั ตุ๊กตาหมที ี่กลายเป็นคนและสญู เสยี ความทรงจำเก่ียวกับตัวเอง
ทำให้เขาต้องค้นหาความจริง เรื่องน้ีถือเป็นนวนิยายที่มีลักษณะเป็นแฟนตาซีและสืบสวนสอบสวนที่
น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ถูกนำไปเป็นสารนิพนธ์ และถูกนำไปผลิตเป็นละครโทรทัศน์ ต่อมาในปี 2564
ปราปต์ได้ออกผลงานนวนิยายวายเล่มใหม่ คือเรื่อง คาธ ความโดนเด่น คือ เป็นนวนิยายที่มีเนื้อหา
กลา่ วถึงความวนุ่ วายที่มาจากคำสาปของโรงเรียนชายล้วนแหง่ หนงึ่ เกีย่ วกบั เหตุการณ์สุริยคราส ทำให้มี
เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับนักเรียน นำไปสู่การสืบสวนสอบสวนปมปัญหาที่อยู่ภายใต้ปมปัญหา
โดยเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างความคิดของผู้ใหญ่กับเด็กสมัยใหม่ ทั้งเรื่องวัฒนธรรม
สิทธิเสรีภาพ ความสามารถในการแสดงออก และภาพลักษณ์ของคนกลุ่ม LGBTQ+ รวมถึง
เรอ่ื งของอำนาจและการใชอ้ ำนาจมาเปน็ ตวั ควบคมุ ของคนในสังคมอย่างเดน่ ชดั

ทั้งนี้ พจมาน มูลทรัพย์ (2551) ได้กล่าวถึงประเด็นของอำนาจในกลุ่มชายรักชายวา่ มีอำนาจ
น้อยและยังถูกจัดอยู่ ใน “กลุ่มคนชายขอบ” เพราะคนกลุ่มนี้มีลักษณะที่เบี่ยงออกไปจากผู้ชายปกติ
ที่นอกจากจะมีความไม่ชัดเจนในเรื่องเพศแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมเฉพาะ ซึ่งแตกต่างไปจาก
มาตรฐานของผู้ชายและผู้หญิงทั่วไป ในสังคมที่แบ่งออกเป็นเพียง “ความเป็นชาย” และ
“ความเป็นหญิง” กลุ่มชายรักชายจึงเป็นกลุ่มคนชายขอบทางเพศ “อำนาจ” คือ ความสามารถของ
บคุ คลในการสร้างผลกระทบอยา่ งใดอย่างหนง่ึ ใหเ้ กิดขน้ึ ในโลก หรือกับส่งิ อ่นื ๆ ทลี่ อ้ มรอบตัวเรา

สำหรับแนวคิดเรื่องอำนาจยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า “อำนาจ” เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด
แต่สังคมทุกสังคมเป็นพื้นที่ที่มีกระบวนการและความสัมพันธ์เกี่ยวการสร้างวาทกรรมเรื่องอำนาจ
สอดคล้องกบั ท่ี ประมวล รุนจนเสรี (2547:15) กล่าวไวว้ ่า อำนาจเป็นตัวแทรก เป็นตัวดลบันดาลให้เกดิ
การเปลย่ี นแปลงขน้ึ ในความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมทุกระดับ อำนาจอาจจะแทรกอยู่กับความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับองค์กร องค์กรกับองค์กร บุคคลกับรัฐ หรือรัฐกับรัฐ และ
สอดคล้องกับที่รัตนา โตสกุล (2548 : 1-2) ได้กล่าวไวว้ า่ อำนาจเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม ที่แทรกซมึ
และปรากฏอยู่ในชีวิตทางสังคม วัฒนธรรมของเราทุกคนตั้งแต่ในจุดเล็ก ๆ ใกล้ตัวจนไกลตัวออกไป
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจปรากฏในหลายโครงสร้าง สถาบันสังคม นับตั้งแต่ สถาบันครอบครัว
สถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน สถาบันเศรษฐกิจ การเมืองรัฐและกลไกปฏิบัติการของรัฐ
ด้านอดุ มการณ์ แม้กระท่ังกล่มุ ชายขอบ

ผู้วิจัยพบว่า นวนิยายเรื่อง คาธ ของปราปต์ นำเสนอแนวคิดที่เกี่ยวกับอำนาจอย่างโดดเด่น
ผ่านกลวิธีต่าง ๆ อย่างแยบคาย โดยสอดแทรกแนวคิดนี้ไปในปมปัญหาของเรื่อง ผ่านความคิดของตัว
ละคร ผ่านผูเ้ ล่าเร่ือง สลับกับสอดแทรกความคดิ อารมณ์ และความรูส้ กึ ของตวั ละคร ทำใหผ้ อู้ ่านไดเ้ ข้าใจ
ความรสู้ กึ ถึงการใชอ้ ำนาจในบรบิ ทตา่ ง ๆ อยา่ งชัดเจน ดังตวั อยา่ ง

4

ในห้องปกครองช่วงหลังเลิกเรียนนั้นกลับมาอึมครึม นับเป็นช่วงเวลาที่ศนิไม่ชอบ
ท่สี ุด เพราะเด็ก ๆ ท่ีเขา้ มาตดิ จ่อเรื่องงานมักไม่เหลือแลว้ หากมีกิจกรรมใด ๆ เกิดขึ้น
ในหอ้ งนี้ ส่วนมากมักเป็นคดตี ่าง ๆ ทเ่ี ธอหรอื อาจารย์ชาดกจะต้องตัดสนิ ใจ การรับมือ
กับเด็กบ้านรวย หรือผู้ปกครองมีอำนาจเต็มมือนั้นเป็นเรื่องท่ีน่าหนกั ใจ ไม่มีใครรู้ว่า
หากติดสินโทษเดก็ เหลา่ นไี้ ป ชวี ิตและอนาคตของเธอจะยังปลอดภัยหรือเปลา่

(คาธ:220)

จากตัวอย่างจะเห็นถึงกระบวนการของอำนาจ ที่มีทั้งผู้ใช้อำนาจ กลุ่มที่ตกเป็นเครื่องมือของ
การใช้อำนาจ พื้นที่ และเครื่องมือท่ีปราปต์ได้นำเสนอผ่านความคิดของตัวละคร สิ่งที่ควบคู่กับการใช้
อำนาจน้นั คือการขดั ขนื ต่อต้านหรอื อื่น ๆ ปราบต์มีกลวธิ ีท่ีโดดเดน่ ในการการนำเสนอผา่ นตัวละครข้ัวตรง
ข้ามทำให้เห็นถึงการแตกกันออกเป็นขั้ว เพื่อสื่อบริบทของการใช้อำนาจอยา่ งชัดเจน โดยซ่อนปมปัญหา
แบบหกั มุมไว้ในสถานการณใ์ ดสถานการณห์ นง่ึ และมีการตอกย้ำเพื่อให้ผ้อู า่ นเกดิ เขา้ ใจปญั หาดังตวั อย่าง

พอเห็นวา่ คนแย่งของในมอื เปน็ ใคร เจ้าของโทรศัพทก์ บั เพือ่ นก็กลอกตา จำนรรจ์ใช้
ปลายลิ้นดุนมุมปากจนคางยื่นนูนอ่านความได้ว่า ไอบ้านี่อีกละ! … “ก็คนไม่รู้จักมัน
โทร. มาในห้อง ห้ามได้หรอ แล้วเพื่อนนี่ก็ก็ใช้เสียงสั่น ไม่ได้เปิดเสียงด้วย” จำนรรจ์
กระตุกปากหม่ิน “บา้ อำนาจชบิ หาย”

(คาธ:96)

บริบทข้างตน้ จะเห็นการท้าทายของตัวละครทพ่ี ยายามโต้เถยี งกับผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นผลมาจาก
การใชอ้ ำนาจ ซง่ึ กระบวนการใชอ้ ำนาจท่ีปรากฏในเร่ืองนั้นมหี ลายวธิ ี แต่สง่ิ ทีน่ ่าสนใจก็คือการใช้คำสาป
ของโรงเรียนมาเปน็ ตวั ควบคุมการใชอ้ ำนาจดงั ตวั อยา่ งตอนหนงึ่ ท่ปี รากฏในนวนิยายเรื่องคาธ

พวกเธอก็เลยจะเหมาว่าคำสาปเป็นแค่เรื่องแต่ง? แต่จะเพื่ออะไรความลึกลับ?
เก่าแก่? ยิ่งใหญ่? พวกนี้ไม่ช่วยให้ศุภพโลกลายเปน็ โรงเรยี นดเี ด่นไดห้ รอกนะ แต่มันก็
จะทาํ ให้มีคนหลงเชื่อจนตอ้ งพยายามทําตวั เปน็ เด็กดีไม่ขบถตง้ั ใจเรียนชว่ ยชาติซึ่งก็จะ
ทำผลให้ศภุ พโลมีชอ่ื เร่ืองการเรียนและระเบยี บมารยาทในทีส่ ดุ คะ่

(คาธ:119)

แนวคิดเรอ่ื งอำนาจท่ีปรากฏในนวนิยายวาย เปน็ การผลิตซ้ำเพ่ือใช้ควบคุมพฤติกรรมของคนใน
โรงเรียน นอกจากนั้น ผู้แต่งยังนำเสนอผ่านมุมมอง ความคิด ของตัวละคร ซึ่งตัวละครแต่ละตัวจะมี
ลักษณะเป็นปจั เจก ทำให้เกิดความขัดแยง้ ทางความคดิ สง่ ผลให้เกดิ ปมปญั หาตา่ ง ๆ ดังตวั อยา่ ง

5

สังคมนี้เชิดชูเรื่องประหลาด ๆ ผลก็คือได้คนที่ยึดถืออะไรประหลาด ๆ ต่อมา
คนพวกนี้สร้างสถาบันหรือองค์กรประหลาด ๆ จากนั้นสถาบันกับองค์กรประหลาดก็
วนมาสร้างคนประหลาด ๆ ต่อไปอีกไมร่ จู้ บ ..

โรงเรียนประหลาดอย่างศุภพโล สร้างคนประหลาดแบบไอช้ าดก ไอ้พวกนี้มัน
บ้าอำนาจ ไม่ได้หวังดีกับเด็กเท่าช่ือเสียงของโรงเรียนหรอก เพราะมันมองว่าชื่อเสียง
ของโรงเรยี นก็คอื ชื่อเสยี งของตัวมันเองคนแบบนอ้ี ย่าไปอย่ใู กล้มนั ไว้ใจไมไ่ ด้

(คาธ:409)

จากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวรรณกรรมรักร่วมเพศ มีการศึกษา
ประเดน็ เก่ยี วกบั เรอื่ งเพศกันอย่างหลากหลาย เชน่ วรรณนะ หนูหม่ืน (2551:35-74) ศกึ ษาเรือ่ งนวนิยาย
รักร่วมเพศ : ปัญหาและคณุ ค่าของมนุษย์ บงกชกร ทองสุก (2560:15-39) ศกึ ษาเรอ่ื ง อตั ลักษณ์ทางเพศ
ในนวนิยายสะท้อนสังคมเพศที่สาม พ.ศ. 2516 - 2557 วรางคณา สุขม่วง (2560 1-10) ศึกษาเรื่อง
ภาพสะท้อนคนรักเพศเดียวกันในสังคมผ่านภาพยนตร์ไทย และนนทชัย ชูวรรณรัตน์ (2564) การ
วิเคราะห์องค์ประกอบของวรรณกรรมวายในการนำเสนอปัญหาความ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษา
แนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายเรื่องคาธของปราปต์ที่ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาแนวคิด
เรอ่ื งอำนาจในนวนยิ ายวายเรอื่ ง คาธ ของปราปต์ตอ่ ไป

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพือ่ ศกึ ษาแนวคิดเรือ่ งอำนาจในนวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์
2. เพื่อศึกษากลวิธีที่ใช้ในการนำเสนอแนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่อง คาธ

ของ ปราปต์

ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั จากการวจิ ยั
1. ทำให้เข้าใจแนวคดิ เรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์
2. ทำใหท้ ราบกลวธิ ที ีใ่ ชใ้ นการนำเสนอแนวคดิ เร่อื งอำนาจในนวนยิ ายวายเรื่อง คาธ

ของ ปราปต์

3. เปน็ แนวทางในการศกึ ษาเรอ่ื งแนวคิดเร่อื งอำนาจท่ปี รากฏในวรรณกรรมเร่ืองอ่ืน ๆ ตอ่ ไป

ข้อตกลงเบอ้ื งตน้
การอ้างอิงข้อความซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ จากหนังสือนวนิยาวายเรื่อง คาธ ของ ปราปต์

ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Deep ผู้วิจัยใช้วิธีการอ้างอิงโดยการบอกชื่อหนังสือและเลขหน้าไวใ้ นวงเล็บ
ข้อความท่ียกมา เช่น

6

แลว้ ทาํ ไมเราจะต้องไปเขา้ ข้างมนั ดว้ ยวะ จากการขอความช่วยเหลอื ของอาจารยช์ าดก ตอนน้ี
อาจารยท์ กุ คนท่ีเข้าสอนห้อง ม.4/1 จะต้องเรียกถามนกั เรยี นใหม่ อยา่ งน้อยสิบคำถามต่อคาบ
หรือถ้าจะให้ดีจนกว่ามันจะจนด้วยแต้ม แล้วสำเหนียกว่าตัวเองโง่ ต้องร้องขอความช่วยเหลอื
จากเพื่อน

(คาธ : 136)

ขอบบเขตการวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตในการศึกษา 2 ด้าน คือ ขอบเขตด้านข้อมูลและขอบเขตด้านเนื้อหา
ซึง่ มีรายละเอยี ดดงั น้ี

1. ขอบเขตดา้ นข้อมลู ผวู้ ิจยั จะศกึ ษาขอ้ มูลจากวรรณกรรมเรื่องคาธ ของปราปต์ โดยวิเคราะห์
เร่อื งอำนาจในนวนยิ ายวายเร่อื ง คาธ ของ ปราปต์

2. ขอบเขตด้านเนื้อหา ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาที่จะศึกษาแนวคิดเรื่องอำนาจใน
นวนยิ ายวายเร่อื ง คาธ ของปราปต์ ดังนี้

2.1 แนวคิดเรอื่ งอำนาจ
2.1.1 ที่มาของอำนาจ
2.1.1.1 ตวั บุคคล
2.1.1.2 กฎระเบียบ
2.1.1.3 สง่ิ เหนือธรรมชาติ
2.1.2 กระบวนการใชอ้ ำนาจ
2.1.2.1 กลุ่มผู้ใช้และผู้ถูกใช้อำนาจ
1) การใช้อำนาจในกลุม่ ผ้บู ังคบั บญั ชาตอ่ ผูใ้ ตบ้ ังคบั บญั ชา
2) การใชอ้ ำนาจในกลมุ่ อาจารย์ตอ่ นักเรียน
3) การใชอ้ ำนาจของรัฐต่อพลเมอื ง
2.1.2.2 พื้นที่ในการใช้อำนาจ
1) การใช้อำนาจในครอบครวั
2) การใชอ้ ำนาจในโรงเรยี น
3) การใช้อำนาจในชุมชน / สังคม
2.1.2.3 ลักษณะของการใช้อำนาจ
1) การใชอ้ ำนาจโดยใชค้ ำพดู
2) การใชอ้ ำนาจโดยใช้น้ำเสียง
3) การใช้อำนาจโดยใช้การกระทำ

7

2.1.3 ผลของการใช้อำนาจ
2.1.3.1 การแบ่งฝ่าย
2.1.3.2 ความไมเ่ ท่าเทยี ม
2.1.3.3 ความขัดแย้ง
2.1.3.4 การรวมกลุ่มตอ่ ต้าน/ขดั ขืน
2.1.3.5 ความสมั พนั ธ์ถดถอย
2.1.3.6 การหลกี หนี
2.1.3.7 การถกู ลดทอน
2.1.3.8 ความหวาดกลัว
2.2 กลวธิ ที ี่ใชใ้ นการนำเสนอแนวคดิ เรื่องอำนาจ
2.2.1 การอาศยั โครงเรอ่ื ง
2.2.2 การอาศัยบทสนทนา
2.2.3 การอาศัยตวั ละครขว้ั ตรงขา้ ม
2.2.4 การอาศัยมิตทิ างเพศ
2.2.5 การอาศัยฉากหรือพน้ื ทีส่ ำคัญ
2.2.6 การอาศยั มุมมองการเลา่ เรอื่ ง

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

แนวคิด หมายถึง ความรสู้ กึ นกึ คดิ หรอื ทรรศนะของผแู้ ตง่ ในวรรณกรรมเรื่องนั้น ๆ ซ่งึ ความร้สู กึ
นึกคดิ ของผู้แต่งนน้ั จะมกี ารถ่ายทอดออกมาแตกตา่ งกนั ข้นึ อยู่กับประเภทของวรรณกรรม แนวคดิ ในเรื่อง
นั้นอาจจะมีหลายแนวคิดกไ็ ด้

อำนาจ หมายถึง ความสามารถของบคุ คลในการสร้างผลกระทบอย่างหนง่ึ อย่างใด ให้เกดิ ขนึ้ ใน
โลกหรือกับสง่ิ อื่น ๆ ทอ่ี ยู่ล้อมรอบตัวเรา โดยมจี ุดประสงค์ในการควบคุมพฤตกิ รรมของคนอ่ืนท้ังทางตรง
โดยการบังคับและทางอ้อมโดยวิธีการต่าง ๆ การสร้างผลกระทบ เป็นการครอบงำ หรือบังคับให้
ส่ิงแวดลอ้ มเป็นไปตามความต้องการ ซึง่ เปน็ แนวคดิ ท่ีปรากฏในนวนิยายวายเร่อื ง คาธ ของ ปราปต์

กลวธิ ีทใี่ ชใ้ นการนำเสนอแนวคดิ เรอ่ื งอำนาจ หมายถงึ วธิ ีการท่ผี ู้แตง่ ใชใ้ นการนำเสนอแนวคิด
เร่ืองอำนาจผา่ นองค์ประกอบของวรรณกรรม ซง่ึ เปน็ กลวิธที ป่ี รากฏนวนยิ ายวายเรื่อง คาธ ของ ปราปต์

นวนยิ ายวาย (YAOI) หมายถึง นวนิยายทน่ี ำเสนอเรือ่ งราวเกี่ยวกับชายรักชาย ซ่งึ มีโครงเรื่อง
ตัวละคร ฉาก และบทสนทนาเหมือนกับนวนิยายทั่วไป แต่ตัวเอกจะเปน็ ตัวละครเพศเดียวกนั คือ ผู้ชาย
กบั ผ้ชู าย

8

วธิ กี ารดำเนินศึกษาคน้ คว้า
การศึกษาแนวคิดเรื่องอำนาจในนวนยิ ายวายเรือ่ ง คาธ ของปราปต์ ผู้วิจัยไดด้ ำเนินการศึกษา

ตามลำดบั ขน้ั ตอนดังนี้
1. ขั้นรวบรวมขอ้ มูล
1.1 ศึกษานวนยิ ายเรอื่ งคาธ ของปราปต์
1.2 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วกบั แนวคิดเรอ่ื งอำนาจ
1.3 ศกึ ษาเอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั แนวคิดและกลวธิ ีการนำเสนอแนวคิด
1.4 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วกบั องค์ประกอบนวนยิ าย
1.5 ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กย่ี วกับนวนิยายวาย
1.6 ศกึ ษาเอกสารที่เกย่ี วข้องกบั แนวคิดเพศวิถี

2. ข้ันวเิ คราะห์ขอ้ มูลการการศึกษาแนวคิดเรื่องอำนาจท่ปี รากฏในนวนิยายวายเร่ือง คาธ ของ
ปราปต์ ผ้วู ิจยั จะวเิ คราะห์แนวคิดผา่ นองค์ประกอบของนวนยิ ายวาย ตามความมุ่งหมายท่กี ำหนดไว้ในข้อ
ขอบเขตด้านเน้อื หา

3. ขน้ั สรุปผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
3.1 สรุปผลการศกึ ษาขอ้ มูล
3.2 อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

4. ขั้นเสนอผลการศึกษาการวิเคราะหข์ ้อมูล ผู้วิจัยจะนำเสนอผลการศึกษาการศกึ ษาแนวคิด
เรอ่ื งอำนาจในนวนิยายวายเร่ือง คาธ ของปราปต์ ที่กำหนดไว้ในขอบเขตดา้ นเน้ือหาโดยวิธีการพรรณนา
วิเคราะห์

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การศกึ ษาแนวคดิ เรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรือ่ ง คาธ ของปราปต์ ผวู้ ิจยั ได้ศกึ ษาเอกสารและ
งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้องเพ่อื เปน็ ความร้พู ื้นฐานและแนวทางในการศึกษา ดงั นี้

1. เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั การศกึ ษาคน้ ควา้
1.1 เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกับอำนาจ
1.2 เอกสารที่เก่ยี วขอ้ งกับแนวคดิ และกลวธิ ีการนำเสนอแนวคิด
1.3 เอกสารท่ีเกย่ี วข้องกับองค์ประกอบของนวนยิ าย
1.4 เอกสารที่เกีย่ วขอ้ งกับนวนยิ ายวาย
1.5 เอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ งกับแนวคิดเพศวถิ ี

2. งานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ งกับการศกึ ษาค้นควา้
2.1 งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับองคป์ ระกอบของนวนิยาย และกลวธิ กี ารนำเสนอแนวคดิ
2.2 งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วกบั นวนิยายวายและเพศวถิ ี
2.3 งานวิจัยเกย่ี วกบั แนวคิดอำนาจและแนวคิดวาทกรรม

1. เอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษาค้นควา้

การศึกษาแนวคิดเรื่องอำนาจในนวนิยายวายเรื่อง คาธ ของปราปต์ ผู้วิจัยจะศึกษาเอกสารที่
เกี่ยวข้องกับอำนาจ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและกลวิธีการนำเสนอแนวคิดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ
องค์ประกอบของนวนิยาย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนวนิยายวาย และเอกสารทีเ่ ก่ียวข้องกับแนวคิดเพศวถิ ี
ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี

1.1 เอกสารทเี่ กี่ยวข้องกบั แนวคดิ เรือ่ งอำนาจ

อำนาจ หมายถึง ความสามารถในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดย ประมวล
รุจนเสรี (2547 : 15-17) กล่าวถึงความหมายของ “อำนาจ” ว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า “อำนาจ”
เกิดข้นึ ในโลกน้ีตงั้ แตเ่ มื่อใดมีทมี่ าจากแห่งใด แตก่ ย็ อมรับกันวา่ อำนาจเปน็ ตวั แทรก เปน็ ตัวดลบันดาลให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวถึง
ระดับประเทศถึงระดับโลก อำนาจจะแทรกซ้อนอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับ

10

องค์กร องค์กรกับองค์กร บุคคลกับรัฐ และรัฐกับรัฐทั้งสิ้น คำว่า “อำนาจ” ตรงกับภาษาอังกฤษ
“ POWER” มีความหมายว่า สภาพทางการครอบครองคุณภาพของจิตใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ
ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า “กำลังใจ” สภาวะที่มีกำลังเพียงพอที่จะมีอทิ ธิพลเหนือเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก
และการมอี ำนาจบริหารจดั การหรอื มอี ทิ ธิพลหรอื มีอำนาจหน้าที่

ในขณะที่ David Beetham (อ้างถึงใน ประมวล รุจนเสรี, 2547 : 15-17) ให้คำนิยามวา่
อำนาจ หมายถงึ ความสามารถของบุคคลในการสรา้ งผลกระทบอย่างหนึง่ อยา่ งใดให้เกิดขนึ้ ในโลกหรือกับ
สิ่งอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา อำนาจเป็นความสามารถที่จะควบคุมพฤติกรรมของคนอื่นทั้งทางตรงโดย
การบงั คับและทางอ้อม โดยวธิ กี ารต่าง ๆ ทมี่ ีอยู่ ลกั ษณะโดยท่วั ไปของอำนาจไว้ 4 ประการ คือ

1. อำนาจเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม มีการยอมรับเชื่อฟังแล้วปฏิบัติ
ตามหรืองดเว้นไม่ปฏิบัติตามคำสัง่ คำขอร้อง

2. อำนาจเปน็ สิง่ มพี ลังมีศักยภาพในตัวของมนั เอง ทีบ่ ุคคลสามารถครอบครองหรือเป็น
เจ้าของได้

3. อำนาจสามารถทำให้คนที่ครอบครองบังคับให้คนอื่น กลุ่มบุคคลอื่นเชื่อฟังปฏิบัติ
หรือไมป่ ฏบิ ัตติ ามได้

4. อำนาจอาจเกิดข้ึนได้กับทุกบุคคลที่อยูใ่ นสังคมรว่ มกัน แต่เกิดขึ้นในระดับทีแ่ ตกต่าง
กนั ตามเง่ือนไขของสังคมทรัพยากรอำนาจและส่งิ ทมี่ าชว่ ยเสรมิ

อำนาจมักมีผลต่อการควบคุมสังคม เพื่อให้สังคมดำรงอยู่ด้วยความเรียบร้อย ตามความ
ต้องการของผู้มีอำนาจ ดังท่ี สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์ (2519 : 32) กล่าวถึง แนวคิดเรื่อง อำนาจและการ
ควบคุมในสังคมสมัยใหม่ท่ีเปลี่ยนแปลงจากภาพของการควบคุมในแบบเดิมที่เคยมองว่าการควบคุม
คือ การบังคับกดขี่ผ่านการลงโทษ ในรูปแบบของการทรมานการทุบตี บังคับ ข่มขืนของผู้มีอำนาจที่
กระทำต่อผู้ไร้อำนาจ แต่เพียงอย่างเดียวไปสู่การควบคุมที่มีความแนบเนียนยิ่งขึ้น ผ่านการสร้าง
องค์ความรู้และระบบความหมายที่เขา้ มากำกบั ร่างกายและจิตวิญญาณของตนให้มีความเชื่องมากยิ่งขนึ้
โดยเฉพาะเรื่องเพศ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐสมัยใหม่ให้ความสำคัญและใช้เป็นเครื่องมือ
ในการควบคุมพลเมือง สุธรรม ยังได้กล่าวถึง Michel Foucault ผู้ที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญในการศึกษา
ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจและเรื่องเพศของสังคมสมัยใหม่ แสดงให้เห็นว่าการทำงานของ
การกดขี่ทางเพศ (Sexual Oppression) นั้น มิได้ทำงานผ่านการกดขี่ (Repressive) หรือ การปฏิเสธ
ความหลากหลายทางเพศ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่การทำงานที่สำคัญของอำนาจสมัยใหม่ที่มีต่อ
ปัจเจกชน คือ การเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็น subject ต่างหาก แนวคิดของ Foucaul ที่สำคัญ
อย่างยิ่ง คือ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติและการทำงานของอำนาจที่ปรากฏในสังคมสมัยใหม่
ความเข้าใจที่มีต่ออำนาจซึ่งมองอำนาจในด้านลบเชือ่ มโยงอำนาจกับการกดขี่ขม่ เหงผ่านการลงโทษทาง
กฎหมายและข้อห้ามต่าง ๆ เป็นแนวคิดอำนาจในรูปแบบกฎหมาย (Juridico-discursive) มีรากมาจาก

11

สงั คมกอ่ นยคุ สมัยใหม่ ซึง่ อำนาจถกู รวมศนู ย์และถูกใช้โดยผู้มีอำนาจสงู สุดที่มีอำนาจเหนือประชากรของ
สังคม ผ่านการแสดงออกของความรุนแรง ทง้ั การข่มขู่และใช้ความรนุ แรงอยา่ งเปดิ เผย

ทง้ั น้ี รัตนา โตสกุล (2548) กลา่ วถึง “อำนาจ” ทางการเมอื งวา่ เปน็ ปรากฏการณ์ในสังคมอย่าง
หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด มนุษย์ไม่อาจหลีกหนีการเมืองได้เลย ไม่ว่าการเมืองจะดีหรือเลว
อำนาจทางการเมืองจะต้องเข้ามาเก่ียวข้องกับมนุษย์เสมอ อำนาจทางการเมืองเป็นอำนาจท่ีนำมาใช้เพ่ือ
วัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่ง Harold D. Lasswell สรุปได้ว่า อำนาจทางการเมือง คือ สิทธิในการออก
กฎหมาย กฎหมายใด ๆ ก็ตามสามารถมีโทษตั้งแต่สถานเบาที่สุดไปสู่สถานหนักที่สุด คือ ประหารชีวิต
กฎหมายมีอำนาจบังคับทั้งในทางบวกและทางลบ อำนาจทางการเมืองจึงเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกกลุ่ม
ที่ผู้มีและใช้อำนาจทางการเมืองจะใช้อิทธิพลโน้มน้าวใช้กำลังบงั คับข่มขู่ กระทำหรือไม่กระทำทางด้าน
เศรษฐกิจสังคมและการเมือง ตามที่กำหนด อำนาจทางการเมืองจึงเป็นสิ่งทีบ่ ุคคลแต่ละฝา่ ยต้องการเขา้
มาครอบครอง เพอ่ื ใช้เป็นเครื่องมอื ในการดำรงรักษาและแสวงหาผลประโยชนต์ ามทไ่ี ดต้ งั้ จดุ หมายไว้

กล่าวโดยสรุป อำนาจ คือ ความสามารถของบุคคลในการสร้างผลกระทบอย่างหนึ่งอย่างใดให้
เกดิ ขน้ึ ในโลกหรือกบั สิ่งอน่ื ๆ ทอ่ี ยลู่ อ้ มรอบตัวเรา โดยมจี ดุ ประสงคใ์ นการควบคุมพฤติกรรมของคนอน่ื ทั้ง
ทางตรงโดยการบังคับและทางออ้ มโดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เพ่อื ให้สังคมเป็นไปด้วยความสงบเรียบรอ้ ย ซึ่งสง่ิ ท่ีมี
ความสัมพนั ธก์ บั การสร้างอำนาจก็คอื วาทกรรม

การสร้างวาทกรรมมักจะมีความผูกพันกับการสร้างอำนาจ วาทกรรม คือ ชุดความหมายที่
สร้างหรอื ผลติ ใหส้ งิ่ ต่าง ๆ ในสังคมสามารถดำรงอยู่และเป็นทยี่ อมรับ รวมท้ัง ไปมผี ลต่อการสร้างชุดของ
ความจริงขึ้นในสังคม โดยสร้างผ่านภาษาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ประกอบกัน เป็นความรู้ความเข้าใจใน
เรื่องหนึ่ง ๆ ดังท่ี มิเชล ฟูโกต (อ้างถึงในไชยรัตน เจริญสินโอฬาร. 2547 : 31) ให้ความหมายของ
“วาทกรรม” เอาไว้ว่า หมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิตเอกลักษณ์และความหมาย
ให้แกส่ รรพส่ิงต่าง ๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่วา่ จะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรอื ตัวตนของเราเอง
วาทกรรมยังทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึน้ ใหดำรงออยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง ขณะเดียวกัน
วาทกรรมก็ทำหน้าที่เก็บกด ให้เอกลักษณ์และความหมายบางอย่างเกิดข้ึนหรือทำใหเอกลักษณ์หรือ
ความหมายของบางอย่างที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมเลือนหายไปได้พรอ้ ม ๆ กันด้วย สอดคล้องกับที่วิลาสินี
พิพิธกุล และคณะ (2547: 26) ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า วาทกรรม หมายถึง ชุดของความหมายที่เป็น
ระบบซึง่ ปรากฏท้งั ในรปู ขอ้ ความ ภาพสญั ลกั ษณ์ แบบแผนปฏิบัติ รวมไปถึง ความเชอื่ ค่านยิ ม อตั ลักษณ์
ที่มีการสื่อสารเพ่ือให้เกดิ ความหมาย คุณค่า กฎเกณฑ์ เงื่อนไข ซึ่งมีผลต่อการควบคุมสังคมสถาบนั และ
ปัจเจกบุคคลว่า อะไรควรนำเสนอ สื่อความหมายอะไร ควรเชื่อและปฏิบัติตาม รวมทั้ง
มผี ลต่อการสรา้ งชุดของความจริงขึ้นในสงั คมในชว่ งเวลาเฉพาะชว่ งดว้ ย ภาษาที่ถูกนำมาใช้ซ่งึ หมายความ
ว่า ผู้คนในสังคมต้องทำตามที่วาทกรรมกำหนดในชีวิตประจำวันโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก ภาษาที่ใช้ใน

12

ชวี ิตประจำวัน มไิ ด้หมายถึงการพูดและการเขียนเท่านนั้ พฤติกรรมของคนกน็ ่าจะถอื เป็นภาษาชนิดหนึ่ง
เช่นกนั

ในขณะท่ี แฟร์ คลัฟ (อ้างถึงในณัฐพร พานโพธิ์ทอง 2556 : 7) กล่าวถึง วาทกรรมโดยอ้างอิง
แนวคิดด้านภาษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ว่า คือการใช้ภาษาทั้งการพูดและการเขียนและยังรวมถึง
กิจกรรมที่สื่อความหมายรูปแบบอื่น ๆ เช่น ภาพถ่าย ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ และอวัจนภาษา
นอกจากน้ี ยังมองวาทกรรมตามทฤษฎีเชิงสงั คมว่า เปน็ วิถีปฏบิ ตั ิทางสังคมรูปแบบหน่ึง

จะเห็นได้ว่า วาทกรรมเปน็ สิง่ ทถ่ี ูกสร้างข้ึนโดยสังคมท้งั โดยกลมุ่ ท่ีครองอำนาจ และกลมุ่ ทีต่ ่อต้าน
อำนาจถูกใช้ทั้งการเก็บกดปิดกั้น และจัดระเบียบวิถีชีวิตของคนในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ถูกใช้เพ่ือ
ตอ่ ตา้ นอำนาจ (Counter Discourse) ต่อตา้ นระเบยี บทวี่ าทกรรมหลักครอบงำอยู่ เม่อื วาทกรรมเปน็ สิ่งที่
ไม่สามารถอ้างได้วา่ มีผู้ผลิต ผู้ควบคุมวาทกรรมอย่างชัดเจน อำนาจในแง่มุมของวาทกรรมเปน็ อำนาจที่
กระจายตัวแทรกซึมในแนวระนาบ เชื่อมต่ออย่างหลากหลายยากที่จะหาจุดกำเนิดจุดศูนย์กลางของการ
ผลิต ดังนั้น ไม่ว่าผู้กระทำการใด ๆ ล้วนตกอยูภ่ ายใตว้ าทกรรม หรือความสัมพันธ์อำนาจในเรื่องความรู้
และความจริงด้วยกันทั้งสิ้น ประเด็นของการวิเคราะห์วาทกรรมไม่ได้อยู่ที่คำพูดนั้น ๆ เป็นจริงหรือเทจ็
แต่อยู่ที่กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่เป็นตัวกำกับให้การพูดนั้น ๆ เป็นไปได้มากกว่าจะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง
วาทกรรมจึงไม่ใช่เป็นเพียงผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบของการครอบงำ
แต่วาทกรรมในตัวของมันเองนัน้ คือ การต่อสแู้ ละการครอบงำทีม่ ตี ่อรปู แบบและวิถชี ีวติ ของผู้คนในสังคม
ซึ่งนอกจากการสร้างวาทกรรมแลว้

French and Raven (อ้างถงึ ใน วาโร เพ็งสวัสด์ิ, 2555 : 4) ได้จำแนกแหล่งที่มาของพลังอำนาจ
ไว้ 5 แหล่งดงั นี้

1. พลังอำนาจจากการให้รางวัล (reward power) เป็นพลังอำนาจที่เกิดขึ้นจากการท่ี
ผบู้ ริหารสามารถให้คุณ ใหร้ างวัล ใหต้ ำแหนง่ หรือผลประโยชน์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อผู้ใต้บังคับบัญชา
สามารถปฏิบตั ิภารกจิ หรือแสดงพฤตกิ รรมทพ่ี ึงปรารถนา

2. พลงั อำนาจจากการบงั คบั (Coercive power) เป็นพลังอำนาจทีม่ พี ื้นฐานมาจากการ
สร้างความกลัว การบังคบั ข่มขู่ หรือลงโทษ เมื่อผู้ใต้บังคบั บญั ชาปฏิบตั ิภารกจิ หรือแสดงพฤติกรรมทีไ่ ม่
พงึ ปรารถนา

3. พลังอำนาจจากการเชี่ยวชาญ (expert power) เป็นพลังอำนาจที่มีพื้นฐานมาจาก
การที่ผู้บรหิ ารมีความรคู้ วามสามารถ ความเชย่ี วชาญ ประสบการณ์ หรอื การมีขอ้ มลู ข่าวสารที่จำเป็นต่อ
การปฏิบัติงานพลังอำนาจจากการเชี่ยวชาญ เกิดจากคุณลักษณะของบุคคลซึ่งไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง
บรหิ าร

13

4. พลังอำนาจตามกฎหมาย (legitimate Power) เป็นพลังอำนาจที่มากับตำแหน่ง
หน้าที่ โดยที่มีพื้นฐานมาจากกฎระเบียบคำสัง่ ซึ่งผู้บริหารสามารถใช้พลังอำนาจจากตำแหน่งที่ตนครอง
อยู่

5. พลังอำนาจจากการอา้ งอิง (referent Power) เป็นพลงั อำนาจที่เกดิ จากผู้อ่ืนมีความ
นิยมในตัวผู้บริหารหรือมีความปรารถนาที่จะเอาแบบอย่างที่มาของพลังอำนาจจากการอ้างอิง เกิดจาก
การมีบุคลิกภาพพิเศษและลักษณะที่ผู้อื่นอยากเอาเป็นแบบอย่าง พลังอำนาจจากการอ้างอิงไม่จำเป็น
จะต้องเกิดจากการมีตำแหนง่ บริหาร

สรปุ ได้วา่ วาทกรรม หมายถึง รูปแบบของความคิดหรือกรอบความคิดเกยี่ วกับเรื่องใดเร่อื งหน่ึงที่
ถูกสร้างด้วยภาษาและสัญลักษณ์ มีลักษณะเป็นสถาบันและมีการสืบทอด มีระบบความคิดและเหตุผล
ของตนในการอธิบายหรอื มองความจริง วาทกรรมอาจจะมีหลายชุดท่ีเกยี่ วขอ้ งกันและวาทกรรมแต่ละชุด
ทมี่ คี วามขัดแย้งหรอื ปฏิเสธ แตก่ ารเกดิ ขึน้ ของวาทกรรมแต่ละชดุ ในแต่ละเรื่องย่อมมีจดุ ประสงค์ตัวอย่าง
เช่น วาทกรรมของกลุ่มที่ต่อต้านเกย์ผู้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะต่อต้านชายที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ และ
พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมรกั ร่วมเพศเปน็ พฤติกรรมท่ีขัดตอ่ ศลี ธรรมอันดีของสังคม และยงั
เป็นการละเมิดบรรทัดฐานของสงั คมตลอดจนถือว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งผิดปกติและสมควรได้รับการ
แกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง เป็นตน้

1.2 เอกสารที่เก่ยี วขอ้ งกับแนวคิดและกลวธิ กี ารนำเสนอแนวคิด
แนวคิด คือ ความรู้สึกนึกคิดหรือทรรศนะของผู้แต่งในวรรณกรรมเรื่องนั้น ๆ

ซึ่งความรู้สึกนึกคิดของผู้แต่งนั้นจะมีการถ่ายทอดออกมาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของวรรณกรรม
แนวคิดในเรื่องนั้นอาจจะมีหลายแนวคิดก็ได้ โดยสุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (2507 : 204) กล่าวถึงแนวคิดว่า
เป็นคติธรรมหรือปรัชญา วรรณกรรมจะมีค่ายิง่ ขึน้ หากผู้แตง่ มุ่งแสดงคติธรรมและปรัชญาที่ผู้อา่ นจึงจะ
ไดร้ บั ฟงั และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต แต่การแสดงคตธิ รรมหรือปรัชญานัน้ ตอ้ งไม่แสดงแบบสอนหรือ
สั่งต้องมีศิลปะในการที่จะสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ไว้ นตอนที่ควรแทรกให้ผู้อ่านรู้สึกชอบโดยไม่รู้ตัวอาจจะ
เป็นภาษิตหรือข้อคิดที่ดีงาม หรือแนวปฏิบัติที่พึงปฏิบัติตามเพื่อแสดงพื้นฐานความรู้ความคิดระดับ
รสนิยมของผู้แต่งและผูอ้ ่านดว้ ย สอดคล้องกบั ที่ พัชลินจ์ จีนนุ่น (2563:78-79) กล่าวไว้วา่ แนวคิด เป็น
สารัตถะ หรือใจความสำคัญของเรอ่ื งเลา่ ซงึ่ เปรยี บเสมอื นหัวใจของเรอื่ ง มีจดุ มุง่ หมายเพ่อื นำเสนอให้เห็น
ความจริงของชีวิตมนุษย์ ธาตุแท้มนุษย์ ผู้อ่านแต่ละคนอาจตีความหรือสรุปแนวคิดแตกต่างกันก็ได้
โดยผแู้ ต่งอาจใช้กลวิธีการนำเสนอแนวคิดที่หลากหลาย เชน่ การนำเสนอผา่ นพฤตกิ รรมของตัวละคร การ
นำเสนอผ่านทสนทนา และการนำเสนอผ่านฉากและเหตุการณ์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการหาแนวคิด
อาจพิจารณาจากน้ำสียงของผู้แต่งหรือแนวทางอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น การใช้ภาษาสัญลักษณ์ การใช้
ภาพพจน์ หรอื การใช้รหสั ตา่ ง ๆ บางครง้ั ผอู้ า่ นอาจค้นหาแนวคดิ จากชอื่ เร่ือง หรือพสิ ูจน์จากกฎเกณฑ์ของ
ชีวิต ทั้งนี้ กุหลาบ มัลลิกะมาส (2529: 108) ได้กล่าวว่า นักเขียนย่อมมองดูโลกและชีวิตมนุษย์ในแง่

14

ต่าง ๆ กันและต่างก็มีแนวคิดของตนที่มีอยู่ต่อโลกต่อสังคมและต่อชีวิตมนุษย์แตกต่างกันแนวคิดหรือ
ปรชั ญาของนกั เขียนจึงมีหลายแนว แตต่ ่างก็พยายามถ่ายทอดความคิดหรือปรัชญาตา่ ง ๆ นนั้ ในนวนิยาย
ที่คนแต่งขึ้นเสมอ ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญของตามปกติแล้วนักประพันธ์จะไม่แสดงทัศนคติของตัวเอง
ออกมาอย่างเปิดเผย ในบทประพันธ์ของตัวเอง คือ ทำเสมือนว่าตนกำลังเลา่ เรื่องนั้น ๆ ให้ผู้อ่านฟงั ส่วน
ผู้อ่านจะคิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้อ่านเอง หากบางเรื่องแสดงทัศนคติผ่านตัวละครให้พิจารณาว่า
ทศั นคตเิ ชน่ นนั้ เป็นของผู้แต่งจรงิ หรอื ว่าบางคนกระทำการแบบชแ้ี นะหรอื ชกั จงู ถ้าได้รูว้ ่าทศั นคติที่แท้จริง
ของผูแ้ ต่ง ในเรือ่ ง ๆ หน่งึ ก็อาจทำให้มุมมองต่อเร่ืองนั้นอาจเปลยี่ นแปลงไปจากเดิม

ผแู้ ต่งท่ใี ช้กลวิธีในการนำเสนอแนวคิดที่ดี จะทำให้ผอู้ ่านเข้าใจและซมึ ซบั เน้ือของนวนิยายได้
ดียิ่งขึ้น ทั้งน้ี ธวัช ปุณโณทก (2527:93) ได้กล่าวว่า ในการเสนอแนวคิดนี้ ผู้แต่งจะไม่นำเสนอโดยตรง
แต่มักจะสอดแทรกซ่อนเร้นอยู่ในพฤติกรรมของตัวละครที่เป็นตัวเอกของเรือ่ ง ซึ่งผู้เขียนมีจดุ มุ่งหมายท่ี
จะถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้มาสู่ผู้อ่านโดยผ่านตัวละคร สอดคล้องกับท่ีสายทิพย์ นุกูลกิจ (2539:114)
กล่าวว่า ค้านหาสารัตถะหรือแนวคิดของเรื่องจะกระทำได้ก็ตอเมื่อผู้อ่านได้อ่านวรรณกรรมเรื่องที่จะ
วิเคราะห์จบแล้ว เพราะสารัตถะหรือแนวคิดนั้นมักปรากฏขึ้นอย่างสม่ำเสมอเมื่อเรื่องดำเนินไป ท้ังน้ี
ผู้แต่งอาจบอกสารัตถะหรือแนวคิดของเรื่องแกผู้อ่านโดยตรง หรือใหตัวละครเป็นผู้บอกหรือใหชื่อเรื่อง
เป็นสื่อก็ได้ แต่โดยมากแลวผู้แต่งจะไม่นิยมบอกโดยตรง แต่ปล่อยใหเป็นหนาที่ของผู้อานที่คนหาเอง
และยังสอดคล้องกบั ท่ีองิ อร สุพันธุวณชิ (2547:110) กลา่ วว่า เมอื่ ตองการศึกษากลวิธกี ารนําเสนอแนวคดิ
ก็อาจจะตองพูดถึงโครงเรื่อง ตัวละคร กลวิธีและภาษาที่สื่อแนวคิดนั้นๆ ออกมาด้วยเพราะแนวคิดจะ
ปรากฏได้ก็ตองมีองคประกอบต่าง ๆ ผู้เขียนอาจเสนอแนวคิดผ่านตัวละคร ผ่านคําพูดบรรยายหรือบท
สนทนา การพจิ ารณาสง่ิ ตา่ ง ๆ เหลาน้ีจะช่วยเนนใหเ้ ข้าใจแนวคดิ ไดด้ ีขึน้

สรุปได้ว่า แนวคิด คือ สารัตถะหรือความคิดสำคัญที่ค่อนข้างเป็นสากล โดยผู้เขียน
มักจะสอดแทรกไว้ในองค์ประกอบของวรรณกรรม หากต้องการศึกษาแนวคดิ อาจพิจารณาควบคู๋ไปกบั
การศึกษากลวิธีที่ในการนำเสนอแนวคิดผ่านองค์ประกอบของวรรณกรรม เพื่อให้เข้าถึงสารัตถะที่ผู้แตง่
ตอ้ งการนำเสนอมากยง่ิ ขึ้น ดังทผี่ ู้วจิ ยั จะนำเสนอในหวั ขอ้ องค์ประกอบของนวนิยายตอ่ ไป

1.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั องค์ประกอบของนวนยิ าย

นวนิยาย เป็นรูปแบบการเขียนบันเทิงคดีอย่างใหม่ (Noval) ตามแบบตะวันตก ในภาษาพูด
โดยทั่วไปน้นั นิยมเรียกว่า “นยิ าย” ซึ่งกะทัดรดั กวา่ นวนิยายนั้นเปน็ เรอื่ งราวท่มี ลี ักษณะสมจริง บางครั้ง
อาศัยฉาก หรือเหตุการณ์จริง หรืออิงความเป็นจรงิ มีบทสนทนา และบรรยายเหตุการณ์ เป็นบันเทิงคดี
ร้อยแก้วขนาดยาวรูปแบบหนึ่ง มีตัวละคร โครงเรื่อง เหตุการณ์ในเรื่อง และสถานที่ที่ทำให้เนื้อเรื่องมี
ความสมจริง (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2554 : 608) คำว่า นวนยิ าย (Novel) เป็นวรรณกรรมรอ้ ยแก้วท่ีมุ่งให้

15

ความบันเทงิ แก่ผอู้ ่าน นวนิยายจึงจดั อย่ใู นวรรณกรรมประเภทบนั เทิงคดี ซ่งึ เสาวคนธ์ อุปพงศ์ (2537:1)
ให้ความเห็นว่า โดยทั่วไปผู้แต่งจะสร้างนวนิยายขึ้นมาโดยอาศัยเหตุการณ์ในสังคม สภาพแวดล้อมและ
บคุ คลที่ผ้เู ขยี นใกลช้ ดิ ผูอ้ ่านจงึ ไดร้ ับรูเ้ รอ่ื งราวต่าง ๆ ในสังคมจากการอา่ นนวนยิ ายไปด้วย

วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2518:86) กล่าวไว้ว่า นวนิยายเป็นวรรณกรรมบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ถือ
กำเนิดจากกลุม่ นักเขียน ผู้แต่งต้องการเสนอเรื่องราวให้มีลักษณะสมจริง โดยเฉพาะ เรื่องราวที่เกี่ยวกบั
พฤติกรรม ธรรมชาติ ตลอดจน ภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ในการศึกษานวนิยายนั้น ความสัมพันธ์
ของคนยังเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งท่ผี ู้แต่งนำมาแตง่ เพราะนวนยิ ายจะต้องอาศยั บทบาทและ
ลักษณะของตัวละคร ถ้าผูเ้ ขยี นสร้างตัวละครให้ดึงดูดใจผู้อา่ นได้ นวนิยายเรอื่ งนัน้ กจ็ ะเป็นท่ีนา่ จดจำ

กระแสร์ มาลยาภรณ์ (250:17-18) กลา่ ววา่ องค์ประกอบเป็นสิ่งที่ขาดไมไ่ ดห้ รอื ถ้าไม่มีก็ทำให้
งานประพนั ธ์ขึ้นไม่สมบูรณ์ วรรณกรรมประกอบด้วย โครงเร่ือง ตัวละคร บทสนทนา กาลและเทศะของ
เรื่อง ในขณะท่ี เจอื สตะเทวนิ (2518:74) กลา่ ววา่ สงิ่ ที่ทำใหเ้ รือ่ งดำเนนิ ในภาษาการประพันธ์ เรียกว่า
องคป์ ระกอบ ซง่ึ ประกอบดว้ ยข้อคิดสำคญั ของเรอ่ื ง โครงเรื่องของนวนิยาย ตวั ละคร และบทสนทนา

กล่าวโดยสรุปได้ว่า องค์ประกอบหลักของนวนิยาย ได้แก่ แก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครฉาก
สถานท่ี บทสนทนา และแนวคิดของผ้แู ต่ง ซึง่ มีรายละเอยี ดดงั นี้

1. โครงเร่ือง
โครงเรื่อง คือ การเชื่อมโยงเหตุการณ์ เพื่อนำไปสู่จุดประสงค์สำคัญ ประทีป เหมือนนิล

(2523:14) ได้กล่าวถึงโครงเรื่องว่า คือ เค้าโครงที่นักประพันธ์กำหนดไว้ โดยสร้างข้อขัดแย้งระหว่าง
ตัวละคร หรือเหตุการณ์ให้ต่อเนื่อง สัมพันธ์กันไปตลอดเรื่อง สอดคล้องกับที่อุดม หนูทอง (2523:116)
ได้กล่าวว่า โครงเรื่อง หมายถึง ลำดับของเหตุการณ์ที่ประกอบเข้าเรื่อง โครงเรื่องส่วนใหญ่มัก
ประกอบด้วยความต้องการหรือปรารถนาของตัวละครกับปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ตัวละคร
บรรลุเป้าหมาย สอดคล้องกับที่สุพรรณี วราทร (2516:16) ได้ให้ความหมายของโครงเร่ืองวา่ โครงเรื่อง
หมายถงึ เค้าโครงพฤติกรรมในทีน่ ้ี หมายถงึ เหตกุ ารณช์ ุดหนงึ่ หรือความเคล่ือนไหวต่าง ๆ ทเ่ี กิดขึ้นตลอด
ระยะเวลาในเรื่อง ซึ่งมีความผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวและมีความสำคัญต่อเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ
เหล่านี้ ดำเนินติดต่อกันตามลำดับจากตอนเริ่มต้นไปสู่ตอนกลางและตอนจบ ในขณะเดียวกัน วีรวัฒน์
อินทรพร (2561:175-179) ได้กล่าวว่า โครงเรื่องคือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้แต่งกำหนดขึ้นและนำมาเรียง
ร้อยต่อกันเป็นเหตุเป็นผลกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าโครงเรื่องเป็นการจัดลำดับของเหตุการณ์ที่มี
ความสอดคล้องกันโครงเรื่อง (Plot) ต่างกับเนื้อเรื่อง (Story) เนื้อเร่ือง อาจไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล
แต่เป็นเรื่องราวทีเ่ กดิ ขึ้นส่วนโครงเรื่องต้องมีเหตุผลเสมอ ซึ่งเกดิ จากปัญหาหรอื ความขดั แย้งที่ทำให้เกิด
เหตุการณ์อื่นตามมา การวิจารณ์โครงเรื่อง ผู้วิจารณ์ควรพิจารณากระบวนการลำดับเหตุการณ์ใน

16

โครงเรือ่ งว่า ผแู้ ต่งไดก้ ำหนดลำดบั เหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในโครงเร่อื งไว้อยา่ งสมเหตสุ มผลหรือไม่ มกี ารเรม่ิ ต้น
เรื่องอย่างไรปมปัญหาหรือความขัดแย้งที่วางไว้เป็นปัญหาหรือความขัดแย้งใด จุดวิกฤตที่เกิดข้ึน
จนกระท่ังนำไปสู่จุดสดุ ยอดน้ันน่าตน่ื เตน้ เร้าใจสร้างผลกระทบใจเพียงใด หรือผลลพั ธ์ที่เกิดจากการปะทะ
กันของความขัดแยง้ ในจุดสุดยอดน้ัน ส่งผลต่อการนำเสนอเนื้อหาสำคัญหรอื ความหมายของเร่อื งหรือไม่
อยา่ งไร มวี ธิ ีการคล่ีคลายเรอื่ งและมวี ธิ ีการจบเร่ืองอยา่ งไร

กหุ ลาบ มัลลกิ ะมาส (2522:101) ไดก้ ล่าวถึงโครงเร่อื งทด่ี ไี วว้ ่า โครงเร่อื งทด่ี ีและผูอ้ า่ นนยิ ม คือ
โครงเรื่องที่มีปัญหาหรือความขัดแย้งทีส่ ำคัญ เกิดขึ้นกับตัวเอกของเรือ่ งเป็นปัญหาหรือความขดั แย้งทีม่ ี
ความเข้มข้นรุนแรง มีอิทธิพลที่ทำใหเ้ กดิ ความเปลี่ยนแปลง ทั้งน้ี พัชลินจ์ จีนนุ่น (2563:51) ได้กล่าวว่า
โครงเรื่องเป็นเหมือนรูปแบบการดำเนินเรื่องที่เปลี่ยนจากสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกสถานการณ์หนึ่ง มี
ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ผู้แต่งอาจนำเสนอโครงเรื่องแบบเก่า คือ เน้นความสำคัญของ
เหตุการณ์ และการลำดับเหตุการณ์โดยมีตัวละครเอกเผชิญหน้า กับเหตุการณ์และปมขัดแย้งต่าง ๆ
ในช่วงที่วิกฤตตัวละคร จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งจากนั้นเหตุการณ์ก็จะคลี่คลายลง โดยอาจมี
องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่

1. ตวั ละครเปน็ ผู้มนี สิ ัยขสี้ งสาร
2. ประสบกับปัญหาที่แก้ไมต่ ก
3. ความพยายามทีเ่ ขาจะแก้ปญั หา แต่กลบั ทำให้เร่ืองเลวร้ายลงไปอกี
4. วกิ ฤตการณ์
5. การแก้ปัญหาของตัวละครจากความกลา้ ความฉลาด ฯลฯ
การมุ่งนำเสนอโครงเรื่องแบบใหม่ทีเ่ ป็นที่พฤติกรรม และสภาพความรูส้ ึกนึกคิดของตัวละคร
เป็นโครงเรือ่ งแบบเปิด ที่ไม่มขี ้อยุตเิ หมอื นโครงเรื่องแบบเก่า ทั้งนี้ โครงเรื่องต่างจากเน้ือเรื่องตรงที่เนน้
เหตุและผลของเหตุการณ์ โดยมีคำถามว่า ทำไม เพราะอะไร ในขณะที่ เนื้อเรื่องเป็นคำถามว่า
แล้วอย่างไรต่อไป นอกจากคำจำกัดความของโครงเรื่อง แสดงให้เห็นว่า โครงเรื่องยังต้องมีองค์ประกอบ
สำคัญ คือ โครงสร้างของโครงเรื่อง และความขัดแย้งมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ อีกอย่างหนึ่งภายใน
วรรณกรรมหนึ่งเรื่อง ยังมีความขัดแย้งเป็นองค์ประกอบสำคัญขงโครงเรื่องด้วย ซึ่ง สุพรรณี วราทร
(2516:20) ได้กล่าวถึงความขัดแย้งว่า ความขัดแย้ง หมายถึง อุปสรรคท่ีเกิดขึน้ กับตัวละครอนั เปน็ ผลให้
ตัวละครตัวนั้นไม่สามารถบรรลุความปรารถนา ความขัดแย้งมีความสำคัญต่อการกำหนดโครงเรื่องมาก
เพราะแม้ว่าสิ่งที่กำหนดให้เรื่อง ดำเนินไป คือ ตัวละคร แต่การที่ตัวละครจะประกอบพฤติกรรมใด ๆ
ก็ขน้ึ อยู่กับความขดั แยง้ อกี ทีห่ นงึ่ โดยปญั หาหรือความขัดแย้งอาจแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื ความขัดแย้ง
ภายนอกและความขดั แยง้ ภายใน สอดคลอ้ งกับท่ี ปวิวัณณ์ คำเจรญิ (2543 : 55) ไดก้ ล่าวไว้ ดงั นี้

17

1. ความขดั แยง้ ภายนอก
1.1 ความขดั แยง้ ระหว่างมนุษยก์ ับมนุษย์ คือ การทตี่ ัวละคร 2 ตวั หรือ 2 กลุ่มขึ้นไป

มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ไม่เข้าใจกัน มีความต้องการที่สวนทางกัน หรืออาจจะมีความต้องการในส่ิง
เดียวกัน จึงทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อให้บรรลุความต้องการนั้น ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างความคิดกับ
ความคิดซึ่งเกิดจากความคิดเห็นไม่ตรงกันของคนหรือกลุ่มคนจึงจัดเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับ
มนษุ ยด์ ้วยกัน

1.2 ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ คือ การที่ตัวละครไม่สามารถยอมรบั
หรือดำเนนิ ชวี ิตให้สอดคลอ้ งกับธรรมชาติ หรอื การทีธ่ รรมชาตเิ ปน็ ปฏปิ ักษก์ ับตวั ละครทำให้ตัวละครต้อง
ต่อสกู้ ับธรรมชาติ ซึง่ อาจเป็นสภาพแวดลอ้ มสังคมศาสนาพระเจ้าหรอื ชะตากรรมของตัวละคร เปน็ ตน้

2. ความขดั แย้งภายใน คอื การทมี่ นุษย์ขดั แย้งกับตนเอง เปน็ ความขดั แย้งภายในจิตใจ
ของตัวละครเอง ซึ่งเกิดจากสาเหตุบางประการที่เป็นอปุ สรรคและปัญหาจนตวั ละครไม่สามารถตดั สินใจ
เลือกหรือกระทำอย่างหน่งึ อย่างใดได้

ในขณะเดยี วกัน พชั ลนิ จ์ จีนนุ่น (2563:51) ไดก้ ลา่ วถึง โครงสร้างของโครงเร่ืองและความ
ขัดแยง้ ไว้ดังน้ี โครงสร้างของโครงเรือ่ งเริ่มตัง้ แต่ การเปิดเร่ือง (Exposition) เพือ่ สรา้ งความสนใจใครรู้แก่
ผู้อ่านให้อยากตดิ ตามเรื่อง ผู้แต่งอาจเปิดเรื่องโดยบรรยายตัวละคร ในเชิงแนะนำ บรรยายฉาก หรือบท
สนทนาของตวั ละครก็ได้ การเปิดเรือ่ งมีทั้งการเริ่มเร่ืองตามปฏทิ ินหรือการย้อนเวลากันไปมา ตามดว้ ยการ
ดำเนนิ เรื่อง (Rising Action) ตอ่ จากการเริม่ เรื่องผู้แตง่ จะค่อย ๆ ลำดบั เหตุการณ์ ใหม้ ปี มปญั หาและสรา้ ง
ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ความขัดแย้งที่ปรากฏอาจเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวละครกับธรรมชาติ ความ
ขดั แย้งกับคนอ่นื ความขดั แย้งกบั สงั คม และความขดั แย้งภายในใจตนเองและความขัดแยง้ กบั โชคชะตาจน
พฒั นาไปสู่จดุ ทีร่ นุ แรงท่สี ดุ คือจุดสุดยอด (Climax) หมายถงึ เหตกุ ารณห์ รอื ความเคลอ่ื นไหวที่เกิดขึ้นเม่ือ
ความขัดแย้งพัฒนามาจนถึงขั้นสูงสุด หรือมีปัญหารุนแรงที่สุดเป็นเหตุให้เกิดผลบางอย่างที่ไม่อาจ
หลกี เล่ยี งได้ ตามด้วยการคลคี่ ลายเรอ่ื ง (Falling Action) เป็นจดุ ที่ตอ่ จากจุดวิกฤตผู้แต่งจะค่อย ๆ คลาย
ปมที่เคยสร้างไว้ความตงึ เครียดต่าง ๆ ค่อย ๆ ตกหายไปและการจบเร่ือง (Ending) อาจจบด้วยความสุข
หรือเศร้าหรือสร้างความประหลาดใจให้ผูอ้ า่ นคิดต่อ โดยเป็นการยตุ ิข้อขัดแยง้ หรือปัญหาตา่ ง ๆ ในเรื่อง
โดยโครงเรือ่ ง นวนยิ ายมกั มีท้ังโครงเรื่องใหญ่และโครงเร่ืองยอ่ ย

กล่าวโดยสรปุ ว่า โครงเร่อื ง คือ เหตกุ ารณท์ ี่เกิดภายในเรื่อง โดยเรม่ิ จากการเริ่มเรื่องไปจนถึงจุด
จบของเรื่อง ผู้แต่งเป็นบุคคลที่จะนำเสนอให้เห็นถงึ ปมปัญหา ข้อขัดแย้งพฤติกรรมเหตุการณ์ที่จะทำให้

18

ผอู้ า่ นนัน้ เกิดอารมณ์คลอ้ ยตาม ทัง้ น้ี ในนวนยิ ายแตล่ ะเรอ่ื งน้ันมกี ารนำเสนอให้เห็นทง้ั โครงเร่ืองหลักและ
โครงเร่อื งยอ่ ย ๆ ประกอบกบั กระบวนการแก้ปญั หาต่าง ๆ ตามที่ตัวละครภายในเรอ่ื งนั้นได้กระทำไว้

2. แกน่ เร่อื ง
แกน่ เร่อื ง (Theme) บางครง้ั เรยี กวา่ สารตั ถะ หรือความคิดหลกั ของเรื่อง เป็นความคิดของ

ผู้แตง่ ทม่ี ีตอ่ เร่ืองทแี่ ต่งขึน้ อาจสอดแทรกผา่ นตวั ละคร เหตุการณ์ภายในเร่อื ง ตลอดจนการเสนอใหเ้ ห็นถึง
ความจริงของสังคมมนุษย์ ซึ่งแก่นเร่ืองหรือแนวคิดของเรือ่ งนั้น ได้มีนักวิชาการได้ อธิบายองค์ประกอบ
ทางวรรณกรรมในประเดน็ แก่นเร่อื งไว้ ดังน้ี

อุดม หนูทอง (2523 : 118) ได้กล่าวว่า แก่นเรื่อง หรือสารัตถะ หรือแนวคิดสำคัญของเรื่อง
(Theme) เป็น สาระหรือสัจจะ ทีผ่ ู้ประพนั ธห์ ย่งั เหน็ เชื่อถือหรอื ยึดถือและประสงค์จะสอื่ สารไปยังผู้อ่าน
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า แก่นเรื่อง คือ สารที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อให้ผู้อื่นทราบนั่นเอง แก่นเรื่องของ
นวนิยายเรื่องหนึ่งอาจมหี ลายประการ แต่โดยทั่วไปแล้วแก่นเรื่องมักจะเป็นการแสดงให้เห็นถงึ ลักษณะ
อันเป็นวิสัยธรรมดาธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่งของโลกและมนุษย์ สอดคล้องกับ กุหลาบ มัลลิกะมาส
(2519 : 84) ว่า แก่นเร่ืองจะปรากฏขึน้ อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ ๆ เพื่อยืนยันว่านั่นคือ ความมุ่งหมายที่
ผู้แต่งต้องการจะแสดงให้ทราบ ผู้อ่านจะจับแก่นเรือ่ งได้ โดยพิจารณาเหตุการณ์พฤตกิ รรม และลกั ษณะ
นิสัยของตัวละครในเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่ออ่านเรื่องจบลงผู้อ่านก็จะเกิดความเข้าใจในเชิงสรุปได้ว่า
อะไร คือ สิ่งที่ผู้แต่งต้องการจะบอกให้ผู้อ่านทราบ ในขณะท่ี ธัญญา สังขพันธานนท์ (2539:182-188)
อธิบายความหมายของแก่นเรื่องว่า ผู้แต่งต้องการสื่อสาระสำคัญออกมายังผู้อ่าน ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ
ความเปน็ จรงิ ของชีวิต เพอื่ ให้ผู้อา่ นเกดิ ความหยั่งรู้ เข้าใจ และเปน็ ข้อคดิ เตอื นใจ เรือ่ งเลา่ แตล่ ะประเภทมี
จุดมุ่งหมายแตกต่างกัน แก่นเรื่องจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของเรื่องเล่าแต่ละประเภท และจุดมุ่งหมายของ
ผ้แู ต่ง ท้ังนี้ ลักษณะของแกน่ เร่ืองจะมีหลายลักษณะ ดังนี้

1. แก่นเร่อื งมกั ปรากฏในเรอ่ื งส้นั หรอื นวนิยาย ซง่ึ มีทั้งแนวคิดหลกั และแนวคดิ รอง
2. เรื่องที่ผูแ้ ต่งประดิษฐ์คดิ แต่งเพื่อพิสูจน์กฎเกณฑ์หรือทฤษฎเี กี่ยวกบั ชีวิตโดยการผกู
เรื่องให้มีความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เชน่ โครงเรือ่ ง ตัวละคร ฉาก หรอื การเล่าเรอื่ ง
3. แก่นเร่อื ง เป็นการรวบรวมความคิดรวบยอดเก่ียวกบั สาระสำคัญหรือความคิดอันเป็น
ศูนย์กลางของเร่ือง ความคิดรวบยอดจะเกดิ ขึ้นภายหลงั ท่ผี ูอ้ า่ นไดอ้ ่านเรอื่ งจบลง
4. แก่นเรื่องเก่ียวกับตัวละครเป็นสำคัญ ตัวละครแตล่ ะตัวแสดงบทบาทและถูกกำหนด
โดยโครงเรือ่ งอีกทีหนึ่ง ดังน้ัน แก่นเรอื่ งจึงมคี วามสัมพนั ธ์กบั โครงเรื่อง โดยตรงผแู้ ตง่ จะเหตุการณ์ต่าง ๆ
มาผกู เขา้ จนเปน็ เร่ือง เหตกุ ารณด์ ังกลา่ ว จะชว่ ยเสริมใหแ้ กน่ เรอ่ื งเปดิ เผยออกมา
นอกจากนี้ วีรวัฒน์ อินทรพร (2561 : 162-164) ได้กล่าวว่า แก่นเรื่องหรือแนวคิดสำคัญของ
เรื่อง (Theme) คือ สารัตถะสำคัญที่สรุปรวบยอดความคิดสำคัญของเรื่อง ซึ่งอาจเป็นสาระสำคัญของ

19

เรื่องผู้แต่งต้องการนำเสนอมายังผู้อ่าน ทั้งน้ี แก่นเรือ่ งมใิ ช่คติธรรมหรือคำสอน แต่เป็นความคิดสำคัญที่
ผู้แต่งต้องการนำเสนอ อาจเป็นทรรศนะของผู้แต่งที่มีต่อโลกและชีวิตมนุษย์ แก่นเรื่อง ได้มาจากการ
พิจารณาการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ผู้แต่งได้นำเสนอไว้ทั้งเรื่อง โดยมีแก่นเรื่องเป็นแกนกลางที่
เชื่อมองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผู้แต่งอาจนำเสนอไว้อย่างชัดเจนจากชื่อเรื่องหรือแทรกไว้ใน
องค์ประกอบต่าง ๆ การค้นหาแนวคิดสำคัญหรือแก่นเร่ือง จะกระทำได้เมื่ออ่านเรื่องเล่าเรื่องนั้นจนจบ
เรื่องเสยี ก่อน จากนน้ั จึงคอ่ ย ๆ ยอ้ นกลบั มาพิจารณาดวู ่า ในองคป์ ระกอบต่าง ๆ นน้ั แสดงให้เห็นถึงแก่น
เรอ่ื งหรือไม่

3. ตวั ละคร
ตัวละครในนวนยิ าย คือ บุคคลสมมตุ ิทีก่ ่อใหเ้ กิดเหตุการณ์ในเนื้อเร่อื ง บทบาทและลักษณะ

นิสัยของตัวละคร มักจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ผูเ้ ขียนสรา้ งความสนใจ ความประทับใจ หรือความรู้สึก
เกลียดชงั ให้เกิดกบั ผอู้ ่าน ยรุ ฉัตร บญุ สนิท (2538:56) กลา่ ววา่ ตวั ละครเป็นบคุ คลที่ผู้แต่งสร้างขึ้นมาเพ่ือ
ใชใ้ นการดำเนนิ เรื่อง ตามประเดน็ หรือปมตา่ ง ๆ ตั้งแตต่ น้ จนจบ ดังที่ อดุ ม หนทู อง (2522:13) กล่าวว่า
ตวั ละคร คือ ผ้ทู รี่ บั บทบาทแสดงพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในเรือ่ ง หรอื เปน็ ผรู้ ับผลจากเหตกุ ารณ์ที่เกิดข้ึน
ตามโครงเร่ือง พฤติกรรมต่าง ๆ ของตวั ละครจะเปล่ียนตามเหตุการณ์สภาพแวดลอ้ ม ตัวละครแตล่ ะตวั จะ
มีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว ซึ่งตัวละครที่ดีจะต้องมีชีวิตจิตใจ คือ มีความรู้สึกนึกคิด ถอดแบบมาจากชีวิต
สามารถสะท้อนอะไรบางอย่างให้แก่ผู้อ่านได้ ตัวละครนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเสมอไป
เช่นเดียวกับที่ กระแสร์ มาลยาภรณ์ (2530:17) ได้กล่าวว่า ตัวละครนั้นจะเป็นคน สัตว์ หรืออะไรก็ได้
แล้วแต่ความตอ้ งการของผแู้ ต่งในเรือ่ ง ๆ นั้น

ตัวละครไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวดำเนินเรื่องเท่านั้น ยังเป็นสิ่งดึงดูดจากผู้อ่านดังที่ ม.ล.บุญเหลือ
เทพยสุวรรณ (2529:144-145) ได้กล่าวถึงความสำคัญของตัวละครว่า นวนิยายทั่วไปอาศัยลักษณะของ
ตัวละคร เนื้อหาตัวละครถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดในหนังสือ และความสนใจของผู้อ่านมักขึ้นอยู่กับ
ลักษณะนิสัยของตัวละคร ในขณะที่ ธัญญา สังขพนั ธานนท์ (2539:173-174) กล่าวถงึ ความหมายของตัว
ละครว่า ตัวละครมีความหมายอยู่ในสองระดับ ระดับแรกคือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่อง
ระดับท่สี องคือคณุ ลักษณะของตวั ละคร เช่น รูปร่าง หนา้ ตา หรือคุณลกั ษณะพเิ ศษทางศีลธรรม ตัวละคร
ไม่จาํ เป็นต้องเป็นคนเสมอไป อาจเปน็ สัตวห์ รือส่ิงของก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วตวั ละครจะมีลกั ษณะความ
เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับผู้อ่าน ซึ่งผู้แต่งได้นำมาปรุงแต่งตามจินตนาการ หรือจุดประสงค์ทางศิลปะ
ผู้อ่านจะได้เห็นมนุษย์ในหลายลักษณะ จะช่วยให้เข้าใจชีวิตและผู้คนรอบข้างมากขึ้น ทั้งนี้
ธัญญา สังขพันธานนท์ (2539:178-179) ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ตัวละครอีกว่า
การวิเคราะห์ตัวละคร ผู้อ่านอาจพิจารณาจากกลวิธีการสร้างตัวละคร เช่น ผู้แต่งสร้างโดยตรงหรือโดย
อ้อม การให้ข้อมูลตัวละครชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงใด การสร้างแรงจูงใจให้กับตัวละครมีเหตุผลเพียงพอ

20

หรือไม่ อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา แรงจูงใจนั้นมีเหตุผลมากน้อยเพียงใด
ต่อมา คือ พิจารณาน้ำเสียงของตัวละคร และแปลความหมายของน้ำเสียง ต้องวิเคราะห์ว่าการแสดง
นำ้ เสยี งมีจุดมงุ่ หมายเพือ่ อะไร เช่น เพื่อเสริมแก่นเรอ่ื ง พิจารณาคุณลักษณะและบทบาทของตวั ละครเป็น
ตัวละคร คิดอะไร พูดอะไร ที่ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกนกึ คิด นิสัยใจคอ และอารมณ์ตัวละคร ทำอะไรตวั
ละครอ่นื พดู ถงึ ตัวละครอย่างไร

ตวั ละคร เป็นส่งิ สำคญั ประการหน่ึงสำหรบั การวิเคราะห์ตัวละครเพอ่ื ใหง้ า่ ยต่อการศกึ ษาตัวละคร
ผู้ศึกษาควรมีความสามารถในการแบ่งประเภทและจัดหมวดหมู่ได้ โดยการแบ่งประเภทของตัวละคร
ผศู้ กึ ษาเกณฑ์ในการแบ่งประเภทไว้ 2 วธิ ี คอื การแบ่งตามลักษณะนิสยั และการแบง่ ประเภทตามบทบาท
ดังที่ ชฎารตั น์ สนุ ทรธรรม (2544:192) ได้แบ่งตัวละครตามลักษณะนิสัยเป็น 2 ประเภท คือ

1. ตัวละครลกั ษณะเดยี วหรือตวั ละครแบบแบน (Flat character) เป็นตัวละครที่แสดงลกั ษณะ
นิสัยเพียงด้านเดียว เช่น เป็นคนดีก็ดีตลอด ไม่ว่ามีเหตุการณ์ใดมากระทบก็ไม่หวั่นไหว ตัวละครน้อย
ลักษณะมกั ปรากฏในเรอ่ื งสั้นท่ีไม่มคี วามซบั ซอ้ น

2. ตวั ละครหลายลกั ษณะหรือตวั ละครแบบกลม (Round Character) เปน็ ตัวละครที่มีลักษณะ
นสิ ัย อารมณ์ ความรู้สึก เปลย่ี นแปลงไปตามเหตกุ ารณแ์ ละส่ิงแวดล้อม

ในขณะท่ี ศิวภรณ์ หอมสุวรรณ (2535 : 23) ไดแ้ บ่งละครตามบทบาทเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. ตัวละครเอก (Major character หรือ Central character) คือ ตัวละครที่มีบทบาท
สำคัญในการดำเนินเรื่อง หรือในเหตุการณ์ต่าง ๆ ของเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกหรือนางเอก
เสมอไป หากแต่หมายรวมถึง ตวั รา้ ย และตัวดำเนินเรอ่ื ง ท้งั น้ี หากมแี ตฝ่ ่ายดหี รือรา้ ยเพียงอย่างใดอย่าง
หน่ึง เรือ่ งราวต่าง ๆ อาจดำเนินได้ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดปมขัดแยง้ ซง่ึ เป็นประเดน็ สำคญั ในการสอดแทรก
แกน่ (สาระสำคญั ) ของเรอื่ งกไ็ ด้

2. ตัวละครประกอบ (Minor character) คือ ตวั ละครซ่งึ มบี ทบาทในฐานะสว่ นประกอบของ
การดำเนินเรื่องเท่านั้น แต่จะต้องมีการกระทำอย่างต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกับตัวละครเอก เพื่อให้เรื่อง
ดำเนินไปสเู่ ปา้ หมาย โดยอาจจะเป็นการกระทำที่สนบั สนนุ หรอื ขดั แย้งกบั ตวั ละครเอกกไ็ ด้ ทัง้ ในด้านการ
ทำใหเ้ นอ้ื เรอ่ื งมีความซบั ซ้อน อาจแทรกแนวคิดท่ีสะท้อนสังคม และแสดงให้เห็นผลของสถานการณ์ท่ีตัว
ละครเอกได้กระทำ

นอกจากน้ี ยังมตี วั ละครอีกประเภทท่ีมหี น้าทเี่ พ่มิ สีสันให้กับนวนยิ าย คือ ตวั เบด็ เตล็ด เป็นตัว
ละครทมี่ ีความสำคญั ในการสร้างบรรยากาศ อนั ไดแ้ ก่ สถานที่ ยุคสมัย เหตุการณ์ เพอ่ื สร้างความสมจริง
อยา่ งมีเหตุผลให้กับเร่อื ง พัชลนิ จ์ จนี นุ่น (2563 : 53-54) ไดก้ ลา่ วเก่ียวกับการนำเสนอตวั ละครวา่ ในการ
นำเสนอตัวละครผู้แต่งอาจนำเสนอโดยตรง คือ ให้รายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร เช่น ประวัติ

21

ลักษณะทางกายภาพ นิสัยใจคอ การวัตถุสิ่งของ ซึ่งผู้แต่งอาจบรรยายท่ีเดียว หรือบรรยายแบบกระจาย
ไปทั้งเร่ือง โดยผู้อ่านนำข้อมูลน้ันมาสรุปภาพรวมอีกครั้ง หรือนำเสนอโดยอ้อม หมายถึง การไม่บรรยาย
อย่างตรงไปตรงมา แต่จะสอดแทรกในการเลา่ เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพฤติกรรมที่แสดงออก ทั้งที่สนทนา
กับผู้อื่นและคิดในใจ ทั้งน้ี ในส่วนของการสร้างตัวละคร ผู้แต่งอาจสร้างจากภาพต้นแบบหรือภาพพิมพ์
หมายถงึ การจำแนกคนตามลักษณะบคุ ลิกภาพ หรือลกั ษณะนิสยั แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะเร่ิมจากลักษณะที่
งา่ ย ไมม่ กี ารปรุงแต่งไปจนถงึ มีความรอ้ นมากขน้ึ เรื่อย ๆ จนถงึ ลกั ษณะทีท่ ำจากไปมาหรือปรากฏบ่อย ๆ
ได้แก่

1. ภาพแบบฉบบั เปน็ ตน้ แบบของบคุ ลิกหรือลักษณะนสิ ัยเปน็ แบบฉบับข้ันพน้ื ฐานท่ีสุด
เรามักจดจำได้จากเรื่องราวต่าง ๆ แต่รูปแบบมักปรากฏไม่แน่นอนมีการเปลี่ยนไปมาได้ แล้วแต่สถานท่ี
สถานการณ์และเวลาและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด เช่น การสร้างตัวละครพระเอก นางเอก ผู้รา้ ย พี่เลี้ยง
นางอิจฉา พอ่ ตา แมย่ าย

2. ภาพแบบเหมารามหรือตายตวั เป็นลกั ษณะของมนษุ ย์ทถ่ี ูกสรา้ งใหจ้ ดจำไดง้ ่ายมักถูก
นำผ่านกาลเวลkซ้ำ ๆ ผ่านสื่อ และเรื่องราวในชีวิตประจำวันโดยมักถูกทำให้บิดเบือนไปจากลักษณะ
ดั้งเดิม เพราะมีการขยายเพื่อให้จดจำและเข้าถึงง่ายขึ้น เพือ่ ให้สามารถรับรู้และเชื่อมโยงได้ทันทโี ดยมัก
เช่ือมกับชนช้ันสูง คนมเี งิน นิสัยไมด่ ี คนท่ีใช้อำนาจในทางท่ีผดิ หรอื กลมุ่ ทม่ี อี าชพี เฉพาะตวั ภาพนีม้ กั เปน็
สัญลักษณ์หรอื รปู แบบ ท่ีมคี วามคิดบางอย่างติดตัวไปด้วย โดยภาพน้อี าจเปลย่ี นได้บ้าง แต่ต้องขึ้นอยู่กับ
เวลาสถานที่ และวฒั นธรรมเป็นอยา่ งมาก เป็นนกั การเมือง ผ้รู กั ษากฎหมาย ทนายความ

3. ภาพแบบอารต์ ไทป์ เป็นภาพต้นแบบหรือโครงสร้างต้นแบบ เป็นแบบท่ีเข้มข้นท่สี ดุ
ฝงั ลกึ อยใู่ นสว่ นลกึ ของวฒั นธรรม อยใู่ นความเชอ่ื คณุ คา่ หรอื ความร้สู กึ ทไ่ี ม่เหตุผลแฝงอยูใ่ นอคติของสังคม
ภาพต้นแบบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม เช่น ภาพของวีรบุรุษในตำนาน
ปรมั ปรา ท่ตี ้องมีความกล้าหาญ ความดคี วามช่ัวร้าย

4. ฉากและสถานที่
ฉากและสถานที่ คือ สิ่งแวดล้อมทั้งหมดของตัวละคร รวมถึงเหตุการณ์หรือตวั ละครแสดง

พฤติกรรมต่าง ๆ โดยมีนกั วิชาการไดอ้ ธบิ ายองค์ประกอบทางวรรณกรรมในประเดน็ ฉากไวด้ ังนี้
ยุรฉัตร บุญสนิท (2538: 89-98) อธิบายฉากและบรรยากาศ สรุปได้ดังนี้ ฉาก (Setting) คือ

สถานที่เวลาทางประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมทางสังคมปรากฏในวรรณกรรม การพิจารณาฉากใน
วรรณกรรมต้องพิจารณาโดยอาศัยความสัมพันธ์กับหลักความเป็นจริงตามความมุ่งหมาย ทำให้ผู้อ่าน
สัมผัสความรู้สึกความเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ และความคิดของตัวละครที่มีกรอบของเวลาเป็นส่วนหนึ่ง
ของฉากกำหนดเพอ่ื จำกัดขอบเขตความคดิ ของตัวละคร ฉากของเร่ืองมีความสำคญั ต่อเนอื้ เร่ืองเพราะฉาก
มีความหมายเพื่อเสนอแก่นเรื่อง สอดคล้องกับที่พัชลินจ์ จีนนุ่น (2553:55) ได้กล่าวเกี่ยวกับฉากและ

22

สถานที่ว่า ฉากมีความหมายกว้างมากเป็นทั้งสภาพแวดลอ้ ม อารมณ์และสิ่งประดิษฐ์ สถานที่ เวลา เป็น
ทั้งภูมิทัศน์ภายนอกการตกแต่งภายใน ไปถึงสภาพภูมิอากาศ ช่วงประวัติศาสตร์การดำเนินชีวิต รวมถงึ
เหตุการณ์เรื่องราวและการแสดงพฤติกรรมความรู้สึกหรืออารมณ์ ที่แสดงออกมาเช่นฉากที่ตัวละคร
โต้เถียงกันทำใหบ้ รรยากาศตงึ เครียด ในการพิจารณาจากรและสถานทอี่ าจแยกประเดน็ ไดด้ งั นี้

1. ฉากที่เป็นธรรมชาติหรือสภาพแวดล้อมที่แวดล้อมตัวละครอยู่ รวมถึงการตกแต่ง
ภายในอาคาร ฉากประเภทนีม้ ผี ลต่อการกระทำและชีวิตความเป็นอยขู่ องตวั ละคร

2. ฉากประดษิ ฐ์ คือ สิง่ ท่ีมนษุ ย์ประดิษฐ์ข้ึนและแวดล้อมตัวละครในเรื่อง ซง่ึ อาจสะทอ้ น
ให้เห็นตัวตนของผู้สร้าง หรือผู้เป็นเจ้าของ หรือแสดงความเป็นระเบียบแบบแผนของบ้านเมือง
ฉากประดษิ ฐ์มกั สมั พันธก์ ับคา่ นยิ มและอาจเป็นสัญลกั ษณแ์ ทนตัวละคร

3. ฉากเป็นช่วงเวลาหรือยคุ สมยั หรือสภาพการดำเนนิ ชวี ติ ของตวั ละครก็ได้
4. ฉากอาจเป็นสภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม เช่น ศาสนา จารีต ประเพณี ค่านิยม
ศีลธรรม รวมไปถงึ อารมณ์และความร้สู กึ ของตวั ละคร ซ่ึงมผี ลต่อการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ
การวิเคราะห์ฉากให้พิจารณาว่า ผู้แต่งให้รายละเอียดฉากและบรรยากาศอย่างไร เช่น
เพ่ือเน้นโครงเร่ืองแก่นเรอ่ื งหรือการกระทำตัวละคร ผแู้ ต่งใหค้ วามสำคัญกับฉากหรือไม่เพยี งไร ฉากส่งผล
ตอ่ ความน่าเช่ือถอื ตวั ละคร บรรยากาศในเรื่อง หรือองคป์ ระกอบของเร่ืองอย่างไรและให้ความสมจริงทำ
ให้ผอู้ า่ นเหน็ ภาพคล้อยตาม สว่ นใหญผ่ ู้แต่งจะใช้วิธีพรรณนา

กล่าวโดยสรุปฉากและสถานท่ี คือ รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
สภาพแวดล้อมรอบตวั ละครทัง้ วถิ ีชีวติ ประเพณีวัฒนธรรม ช่วงเวลา ยุคสมัย อาคารบ้านเรอื น วตั ถสุ ่ิงของ
รวมทั้งเหตุการณ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมฉากและบรรยากาศ มีความสำคญั ต่อเน้อื เร่ือง เพราะมีส่วนช่วย
ให้เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความสมจริงช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกอารมณ์ ความคิดของตัว
ละคร และฉากยังทำใหเ้ ขา้ ใจความขัดแยง้ ของเร่อื งได้อีกด้วย

5. บทสนทนา
บทสนทนา คอื การสนทนาระหว่างตัวละคร เปน็ องคป์ ระกอบที่สำคญั และมีผลต่อการเสนอ

แนวคิดของเรื่อง หรือการสนทนาในใจตัวละครเอง ซึ่งบทสนทนาระหว่างตัวละครนั้นมักจะสนทนา
ระหว่างตัวละครสองตัว แต่ก็อาจสนทนาระหว่างหลายตัวละครได้และการสนทนาในใจตัวละครเอง
ตัวละครคือตัวละครสนทนากับตนเองบทสนทนานับเป็นองค์ประกอบของนวนิยายที่ขาดไม่ได้ สามารถ
บอกถงึ ภูมิหลัง ความคิด บคุ ลกิ ภาพ เปน็ ตน้ ไดม้ ีผทู้ รงวุฒิได้แสดงความคดิ เหน็ เกยี่ วกับบทสนทนาของนว
นิยายดังน้ี กุหลาบ มัลลิกะมาส (2522:114) ได้สรุปวัตถุประสงค์ในการเขียนบทสนทนาไว้ดังนี้ละครมี
ความสมจริง

23

1. เพ่อื ชว่ ยในการดำเนินเรอ่ื งแทนคำบรรยายจากผ้แู ต่ง
2. เพื่อชว่ ยบอกบคุ ลิกลกั ษณะของตวั ละคร
3. เพ่อื ช่วยใหเ้ น้อื เร่อื งไม่ซำ้ กนั
4. เพอื่ สรา้ งความเหมาะสมกับ บรษิ ทั หรอื ฐานะของตวั ละครทำใหต้ วั
5. เพื่อสร้างสนุ ทรียรสทางวรรณศลิ ปแ์ ละความสนุกสนานให้แกผ่ ู้อา่ น
ทั้งนี้สมพร มันตะสูตร (2525 : 67) ได้ให้ความหมายบทสนทนาและกล่าวถึงหน้าที่ของบท
สนทนาว่า บทสนทนาคือการโต้ตอบระหว่างตัวละครบทสนทนาที่แต่งขึ้น จะเป็นส่วนช่วยในการเข้าใจ
บุคลกิ ลักษณะของตวั ละครน้นั ๆ ได้ บทสนทนาทด่ี นี นั้ ต้องมคี วามเหมาะสมกับสถานภาพหรอื โอกาสและ
ตอ้ งมีความเหมาะสมกับนสิ ัยและอารมณข์ องตัวละครอกี ดว้ ยซึง่ บทสนทนามีหนา้ ที่ในเรอื่ งดงั นี้
1. เปน็ เครื่องชว่ ยใหเ้ รอื่ งดำเนนิ การตอ่ ไปได้
2. ให้คติเตอื นใจและข้อคิดสอนใจดว้ ย
3. เป็นสอ่ื ส่วนกลางที่ส่ือความคดิ ระหวา่ งตวั ละครด้วยกัน
4. ให้เกิดจินตภาพท่ีสรา้ งสรรค์
5. สามารถเป็นตวั บง่ ชีใ้ ห้เหน็ ถงึ บุคลิกนสิ ยั ของตัวละคร
6. ทำให้บรรยากาศในเร่ืองมกี ารเปลย่ี นแปลงมีลกั ษณะหลากหลาย
นอกจากนี้ วีรวัฒน์ อินทรพร (2541 224-226) กล่าวว่าบทสนทนา (Dialogue เป็นบทพูดหรอื
บทเจรจาตอบโต้ระหว่างตัวละครในเรื่อง บทสนทนาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและมีผลต่อการเสนอ
แนวคิดของเรือ่ ง ผู้อ่านอาจทราบลกั ษณะนิสัยของตัวละครวา่ เราเป็นคนอย่างไรผา่ นบทสนทนา ผู้แต่งท่ี
นำเสนอเร่อื งราวผ่านบทสนทนาแทนทจี่ ะเป็นข้อความบรรยายโดยตรง ผูแ้ ตง่ จำเป็นตอ้ งสร้างบทสนทนา
ให้สมจรงิ และสอดคล้องกับลักษณะนิสัย สถานภาพ และความสมั พนั ธ์ทางสังคมของตัวละคร

กลา่ วโดยสรุปว่า บทสนทนาน้นั สามารถชว่ ยให้เข้าใจบุคลิกนิสยั ของตวั ละครได้ เน่อื งจากเม่ือตัว
ละครมีการสนทนากนั คำพูดของตัวละครแต่ละตัวนัน้ ล้วนสอดคล้องกับความคิดบุคลิกประสบการณ์หรือ
ฐานะของตนซงึ่ มลี ักษณะเฉพาะตัว

องคป์ ระกอบของนวนิยาย คือ ส่วนตา่ ง ๆ ท่ีผู้แต่งต้องการเสนอเรอื่ งราวให้มลี กั ษณะสมจรงิ และ
เป็นส่ิงทที่ ำใหง้ านเขียนมีความสมบูรณ์ ผอู้ ่านสามารถเข้าใจเรื่องได้ชดั เจนยง่ิ ขึน้ ประกอบด้วย โครงเรื่อง
ตวั ละคร ฉากและสถานท่ี และบทสนทนา ซึ่งผู้วจิ ัยจะนำไปศึกษากลวธิ ีในการนำเสนอแนวคดิ เรื่องอำนาจ
จากองคป์ ระกอบของนวนิยายวายตอ่ ไป

24

1.4 เอกสารทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั นวนิยายวาย

คาธ เป็นงานเขียนประเภทนวนิยายวายเรื่องที่ 2 ของปราปต์ ซึ่ง “นวนิยายวาย”
เป็นวรรณกรรมที่รับอิทธิพลมาจากประเทศญี่ปุ่นมีชื่อเต็มว่า ยาโออิมีจุดมุ่งหมายของการนำเสนอ
ความสัมพันธ์แบบชายกับชาย เพื่อตอ้ งให้เหน็ มมุ มองของความรกั แบบรักร่วมเพศ

ญาณาธร เจียรรัตนกุล (2550:5-6) ได้กล่าวว่า YAOI เป็นชื่อย่อของการ์ตูนญี่ปุ่นท่ี
นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้ชาย (Male Hormosexual) ประเภทหนึ่งที่มีผู้ผลิตและ
ผู้บริโภคเป็นผู้หญิง จนอาจจะกล่าวได้ว่า YAOI เป็นการ์ตูนของผู้หญิงโดยผู้หญิง (Manga by Women
for Women) ซึ่งได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยจากการรับ “วัฒนธรรมแบบมีสื่อเป็นตัวกลาง "ทำให้
เกดิ วัฒนธรรมกลุม่ ย่อย (Subculture) ของผ้ทู ชี่ ่นื ชอบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานหนังสอื ทำมือ (Dojinshi
Fait) การแต่งกายเลยี นแบบตวั ละครที่ชืน่ ชอบ (Coality) ชมุ ชนออนไลนผ์ า่ นทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจน
การใช้ภาษาในการเรียกสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แตกต่างจากผู้หญิงที่ชื่นชอบการ์ตูนกลุ่มอื่น เช่น เซเมะ
(Sere) หมายถงึ ตวั ละครที่ทำหนา้ ทเ่ี ป็นผกู้ ระทำ (Dominant) อเุ คะ (Uke) หมายถงึ ตวั ละครที่ทำหน้าที่
ในผู้ถูกกระทำ (Submission) ในการมเี พศสัมพันธ์ ทำให้ YAOI เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพื้นที่ (Space)
ของผู้หญิงนอกเหนือไปจากหนงั สือการต์ ูนผูห้ ญิงประเภทอ่ืน สอดคล้องกับ รื่นฤทัย สัจจพันธ์ (2553:9)
ได้กล่าวว่า นวนิยายวายเป็นพัฒนาการของวรรณกรรมเกีย่ วกับคนรักเพศเดียวกัน ในยุคสมัยปัจจุบันที่
เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ามากขึ้นและการเผยแพร่วรรณกรรม มิได้อยู่เพียงในรูปเล่มหนังสืออีกต่อไป
นัทธนัย ประสานนาม (2562:16-34) ได้กล่าวว่า มีคำศัพท์อีกที่ใช้แทนยาโออิคือ “Boy Love” เรียก
อย่างย่อว่า “BL” คำนี้เป็นที่นิยมกว่าในงานวิชาการภาษาอังกฤษ ในขณะที่ บางวัฒนธรรมนิยมคำว่า
“ยาโออิ” หรือ “วาย” มากกว่า ปัจจุบันยาโออิแพร่หลายไปทั่วโลกโดย ยังคงมีศูนย์กลางอยู่ในภูมิภาค
เอเชียตะวนั ออก คำจำกัดความดัง้ เดิมของยาโออิ อาจสรุปได้อยา่ งกระชบั ว่า เป็น “โรมานซร์ ะหวา่ งผชู้ าย
(เขียน) โดยผู้หญงิ เพอ่ื ผู้อา่ นผหู้ ญิง (Male-Male Romance by and for Women) แตเ่ มื่อผ่านกาลเวลา
การเข้าสู่อุตสาหกรรมและการบริโภค ทำให้คำจำกัดความของยาโออิหรือ BL ขยายออกเป็น “โรมานซ์
ระหว่างผู้ชายสร้างสรรค์โดยผู้หญิงเพื่อ (ผู้อ่าน) ผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยทางเพศ” (A Genre of Male-
Male Romance Created by and For Women and Sexual Minorities)

ในขณะที่ อรวรรณ วิชญวรรณกุล (2559) กล่าวว่า นวนิยายไทยแนวชายรักชายมีมา
ตง้ั แต่คร้ังสมัยอดีต โดยพบนวนิยายแนวนี้คร้งั แรกใน พ.ศ. 2513 ซึ่งมีเนอื้ หาเกี่ยวขอ้ งกับความสัมพนั ธ์อัน
บดิ เบย้ี วของตวั ละครชายกับตัวละครอื่น ท้ังทีเ่ ป็นชายรักชายหรือตัวละครทีม่ ีรสนยิ มทางเพศผิดปกติ โดย
นกั เขียนมุ่งเนน้ ทจ่ี ะนำเสนอภาพของการปดิ บงั ตวั ตนที่แท้จรงิ ของชายรกั ชาย การคงสถานภาพทางสังคม
รวมทั้ง พฤติกรรมทางเพศที่มีความรุนแรง แสดงให้เห็นถึงมุมมองทางสังคมในสมัยนั้น ซึ่งนักเขียนส่วน
ใหญ่ในสมัยนั้นพยายามแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมนี้ซึ่งผิดแผกจากคนทั่วไปมีที่มาอย่างไร มีแรงผลักดัน

25

อย่างไร ในการเกิดการฝ่าฝืนหรือเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานจากสังค ม เช่น เรื่อง “มนุษย์”
ของ สุภาว์ เทวกุล เรื่อง “บัลลังก์ใยบัว” ของ กฤษณา อโศกสิน และเรื่อง “สร้อยสวาท” ของ สุวรรณี
สคุ นธา และเปน็ ท่ีนา่ สนใจว่า ความคิดเรอ่ื งสาเหตขุ องการเปน็ ชายรักชายท่มี ีความแตกตา่ งกนั ไป สำหรับ
นกั เขยี นทเ่ี ป็นเพศหญงิ และนกั เขียนทเ่ี ป็นเพศชาย ขณะท่ี ในปัจจบุ นั นวนยิ ายไทยทม่ี เี นอ้ื หาเกย่ี วกับชาย
รักชาย ได้มีการเปลี่ยนไปด้วย การเข้ามาของ “อินเทอร์เนต็ ” ซึ่งเป็นส่ือที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้
อย่างกว้างขวาง ดังนั้น กลุ่มชายรักชายจึงมีการแสดงออกผา่ นสื่อดังกล่าว รวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงของ
นวนิยายไทยทีไ่ ม่จำเป็นตอ้ งผ่านการพิจารณาจากสำนกั พิมพ์อีกต่อไป ซึ่งเริ่มแรกนวนิยายชายรักชายท่ี
ผา่ นสอ่ื อนิ เทอรเ์ นต็ จะมผี ูเ้ ขา้ ใช้เพยี งกลุ่มเฉพาะเท่าน้ัน แต่ทุกวันนไ้ี ดม้ ีเวบ็ ไซต์มากมายที่รองรบั นักเขียน
ทตี่ อ้ งการเขยี นนวนิยายชายรักชาย ซ่งึ เหน็ ได้ชดั คอื เว็บไซต์ Thaiboylove.com ท่ีนักเขียนสามารถลง
เรื่องราวเกี่ยวกับชายรักชายได้โดยตรง นอกจากนั้น ยังมีเว็บไซต์นักเขียนที่ได้รับความนิยมอย่าง Dek-
D.com หรือธัญวลัย ท่ีมีการตั้งหัวขอ้ สำหรับชายรกั ชายเพิ่มเข้ามา สำหรับเว็บไซต์ Thaiboylove.com
กอ่ ต้ังข้ึนเพื่อเป็นเวบ็ ไซต์สำหรับกลมุ่ ชายรกั ชายโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เร่ืองแปลกท่ีปรากฏนวนิยายชาย
รักชายเป็นจำนวนมาก แต่สาหรับเว็บไซต์ Dek-D.com นั้น แต่เดิมเป็นเว็บไซต์สำหรับนวนิยายกระแส
หลัก แต่ปจั จบุ ันพบว่า นวนยิ ายชายรกั ชายเขา้ มามีบทบาทในเว็บไซต์ดังกล่าวเปน็ อย่างมาก โดยเว็บไซต์
ดังกล่าวมีการจัดลำดับนวนิยายที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดประจำทุกเดือนซึ่งที่ผ่านมาก็ตกเป็นของนวนิยาย
กระแสหลักทง้ั ส้นิ ทวา่ ในช่วงสองสามปที ี่ผา่ นมากลบั พบวา่ นวนยิ ายชายรักชายสามารถเขา้ ไปชิงชยั อยู่ใน
การจัดอันดับ Top10 ของเวบ็ ไซต์ดังกลา่ วอย่างตอ่ เน่อื ง และเมือ่ เดือนกุมภาพนั ธ์ 2558 ก็พบวา่ นวนยิ าย
ชายรักชาย ยังสามารถขึ้นไปอย่ใู นลำดับท่ี 1 ของเว็บไซต์ดงั กล่าว

ขณะเดียวกัน อรสุธี ชัยทองศรี (2560) ยังกล่าวต่ออีกว่า ลักษณะทางวัฒนธรรม
ดังกล่าวไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้ว “วาย” ซึ่งเป็นคำเรียกย่อ ๆ ของคำว่า
Yaoi หรือบางครัง้ กเ็ รียกว่า Boys Love (BL) เป็นวฒั นธรรมกลมุ่ ยอ่ ย (Sub-Culture) ท่ีได้รับความนิยม
มาเป็นเวลานาน แต่จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มแคบ ๆ ติดต่อส่ือสารกันผ่านช่องทางเฉพาะกลุ่มหรือทาง
ออนไลน์ แต่ปัจจุบันเมื่อสื่อออนไลน์แพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้วัฒนธรรมดังกล่าวขยายตัวและปรากฏ
ออกมาให้เหน็ อย่างเด่นชัด คำว่า Yaoi ย่อมาจาก Yamanashi Ochinashi, Iminashi หมายถึง ไม่มีไคล
แม็กซ์ ไม่มีประเด็น ไม่มีความหมาย เป็นการเรียกเพือ่ ล้อเลียนเน้ือหาของเร่ืองเล่าประเภทนี้ ซึ่งมักไมม่ ี
โครงเรือ่ งหรือแนวคิดสำคัญ แต่มุ่งเน้นความสมั พันธ์แบบรักโรแมนติก หรือความสัมพันธ์ทางเพศของตวั
ละครชายกบั ชายเทา่ นั้น แตห่ ากพจิ ารณาคำว่า Yaoi แลว้ วัฒนธรรมนีไ้ ดร้ บั อิทธิพลจากประเทศญีป่ ่นุ แต่
ปรากฏการณ์ “วาย” และกลุ่ม “สาววาย” ไม่ได้ จำกัดอยู่เฉพาะประเทศญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศแถบ
เอเชียเท่านั้น แต่ยังปรากฏทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาจนกลายเป็นวัฒนธรรมย่อยที่แฝงฝังอยู่ใน
วฒั นธรรมประชานยิ มหลายแบบ

26

นอกจากนี้ ณิชชารีย์ เลิศวิชญโรจน์ (2560:83) ยังกล่าววา่ เนื้อหาของนวนิยายวาย
ในระยะแรกมักจะนำเสนอในรูปแบบของผู้ชายที่มปี มปัญหาในอดีตจนกลายมาเป็นตัวละครชายรักชาย
อีกทั้ง ตัวละครชายรักชายที่พบมักจะมีพฤติกรรมที่มีความรุนแรง สำส่อน ไม่สมหวังในความรัก สังคมมี
การกีดกัน หรือต้องแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อปิดบังว่า แท้จริงตนเองเป็นกลุ่มชายรักชาย แสดงให้เห็นว่า
ในสมยั น้นั ตัวละครชายรกั ชายท่ีเริ่มมีการปรากฏตัวในนวนิยายไทย ยงั แสดงใหเ้ หน็ ถึงมุมมองที่มีต่อชาย
รักชายที่เป็นแบบปิด ถูกต่อต้านจากสังคม เป็นลักษณะที่มีความผิดปกติ จนไม่ได้รับการยอมรับ ใน
ปัจจบุ นั นวนิยายไทยทม่ี เี นือ้ หาเกีย่ วกับชายรักชายได้มกี ารเปลย่ี นไป ดว้ ยการเข้ามาของ “อนิ เทอร์เน็ต”
ซ่งึ เป็นส่ือทีส่ ามารถแสดงความคิดเหน็ ได้อยา่ งกวา้ งขวาง ดังน้ัน กลมุ่ ชายรกั ชายจึงมีการแสดงออกผา่ นสื่อ
ดังกล่าว รวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงของ นวนิยายไทยที่ไม่จาเป็นต้องผ่านการพิจารณาจากสานกั พิมพอ์ ีก
ต่อไป ซึ่งเริ่มแรก นวนิยายชายรักชายที่ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตจะมีผู้เข้าใช้เพียงกลุ่มเฉพาะเท่าน้ัน แต่ทุก
วันนี้ได้มีเว็บไซต์มากมายที่รองรับ นักเขียนที่ต้องการเขียนนวนิยายชายรักชาย นอกจากการเพิ่มขึ้น
ของนวนิยายชายรักชายแล้ว เนื้อหาของนวนิยายชายรักชายก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จากที่นว
นิยายประเภทน้มี ักจะจบด้วยโศกนาฏกรรม ความไมส่ มหวงั การตายจาก หรือสาเหตุของการเป็นชายรัก
ชาย นวนิยายชายรักชายที่ปรากฏในปัจจุบันกลับแตกต่างออกไป เพราะนำเสนอในแง่มุมของความรัก
การตอ้ งการรัก และประเด็นปญั หาที่กลุ่มชายรักชายไดเ้ ผชญิ นอกจากน้ันมองวา่ การเป็นชายรกั ชายหรือ
หญิงรักหญงิ เปน็ เรอ่ื ง “ปกต”ิ เหมือนการเกดิ มาเปน็ เพศหญิงหรือเพศชาย โดยนกั เขียนนวนยิ ายกลุม่ นจี้ ะ
มีมุมมองการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากยุคก่อน คือ มีการเล่าเรื่องผ่าน มุมมองของชายรักชายหรือหญิงรัก
หญิงมากกว่าจะมองผ่านตัวละครของนางเอกหรือบุคคลรอบข้าง ของคนกลุ่มนี้ การนำเสนอจึงมีความ
แตกต่างจากเดิม น่าสนใจว่า นวนิยายชายรักชายที่มีจำนวนมากขึ้นเรือ่ ย ๆ ผู้ที่แต่งไม่ได้เป็นเพียงผ้ชู าย
ซึ่งเป็นเพศเดียวที่อยู่ในแวดวงชายรักชายเท่านั้น แต่กลับพบว่า มีนักเขียนที่เป็นผู้หญิงเป็นผู้เขียน ซึ่ง
ปรากฏอยูท่ ้งั เว็บไซต์ และผ่านการพิจารณาของสานกั พิมพ์

รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2553) ได้แบ่งประเภทของนวนิยายวาย มี 2 แบบ คือ ยาโออิ (Yaoi)
นิยายชายรักชาย และยูริ (Yuri) นิยายหญิงรักหญิง แต่ภายหลังได้เกิดนวนิยายแนวแฟนฟิคหรือแฟน
ฟคิ ชั่นขึ้น จึงถูกจัดใหเ้ ป็นสว่ นหนึง่ ของนวนิยายวายเพ่มิ เข้ามา โดยผวู้ ิจัยได้ศึกษาคน้ ควา้ เอกสารเกี่ยวกับ
ประเภทของนวนิยายวายไว้ ดงั น้ี

1. ยาโออิ (YAOI)
นวนิยายทีม่ ีการเล่าเร่ืองราวของตัวละครเอกทีเ่ ป็นเพศเดยี วกัน หรือชายรักชาย

โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากมังงะของประเทศญี่ปุ่น ดังที่ สุภาวรัชต์ วัฒนทัพ (2556 : 7-8) กล่าวว่า เป็นนว
นิยายที่นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ระว่างชายกับชายในเชิงความรักที่มีแนวโน้มอธิบายถึงการมี
ความสัมพนั ธ์ทางเพศ มกั นำตวั ละครมาจากดารานกั แสดง นักรอ้ งทตี่ นช่นื ชอบ หรือแม้แต่การนาํ ตัวแสดง
จากภาพยนตร์ หรือละครมาเขียนล้อเป็นตัวละครในเรื่องของตนเสียใหม่จากจินตนาการ สอดคล้องกับ

27

นัทธนัย ประสานนาม (2562) ได้กล่าวไว้ว่า ยาโออิ คือ งานเขียนหรืองานสร้างสรรค์ทีน่ ำเสนอความรัก
ระหว่างเด็กหนุ่มหรือชายหนุ่ม กลุ่มผู้สร้างสรรคแ์ ละผบู้ รโิ ภคสว่ นใหญ่จะเป็นผู้หญงิ ซ่ึงงานสรา้ งสรรค์ที่มี
คุณสมบัติของยาโออิจะมีชื่อเรียกเป็นต้นว่า การ์ตูนวาย นวนิยายวาย ซีรีส์วาย ละครวาย คู่วาย
ภาพยนตร์วาย หรอื หนังวาย งานประเภทเร่ืองเลา่ (Narrative) ท่ีจะจดั ว่าเป็น “วาย” มักปรากฏ “วาย”
ในฐานะตัวละครเอกผู้ทำหนา้ ทขี่ บั เคล่ือนโครงเรอื่ งหลัก ในกรณที ไ่ี ม่ใช่คู่วาย มักปรากฏเป็นตัวละครรองท่ี
สัมพนั ธก์ บั ตวั ละครเอกโดยตรง

2. ยรู ิ (YURI)
นวนิยายวายแบบยูริ เป็นนวนิยายรกั ระหว่างเพศเดียวกัน คือ เพศหญิง เนื้อหา

จะไม่แตกต่างจากนวนิยายอนื่ ๆ โดยมนี างเอกเปน็ ตัวหลกั สองคน แตน่ วนิยายแนวนีก้ ย็ งั แบง่ เปน็ ตวั ละคร
ในหลายลักษณะ เช่น ทอมดี้ เลสเบี้ยน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากมังงะของประเทศญี่ปุ่น ดังที่ สุภาวรัชต์
วฒั นทัพ (2556) กลา่ วว่า นวนยิ ายท่ีนำเสนอเรอ่ื งราวความสัมพนั ธ์ระหวา่ งหญงิ กับหญงิ ในเชิงความรัก มี
ลักษณะตั้งแต่มิตรภาพความผกู พันระหว่างกันความรกั โรแมนตกิ ไปจนกระทงั่ ถงึ การมีความสัมพันธ์ทาง
เพศ ซึ่งคำว่า “ยูร”ิ นน้ั จะมีความหมายตรงกับคำว่าเลสเบ้ียน (Lesbian) ในภาษาองั กฤษ สอดคล้องกับ
รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2553) ที่กล่าวว่า Yuri ในภาษาญี่ปุ่นแปลวา่ ดอกลิลลี่ นำมาใช้ในการ์ตูนแสดงความ
รัก และความสัมพันธ์ทางเพศระหวา่ งหญงิ กับหญิง เช่น ตัวละคร Yuri และ Kei จากเรือ่ ง Dirty Pair คำ
ว่า “Yuri” ยังไปใชใ้ นภาษาองั กฤษพจนานุกรมให้หมายความตรงกบั คาํ วา่ “Lesbian”

3. แนวแฟนฟคิ หรือแฟนฟคิ ชัน่
รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2553) กล่าวว่า นวนิยายแนวแฟนฟิคหรือแฟนฟิคช่ัน

มาจากคําภาษาอังกฤษว่า Fan Fiction อาจจะเรียกเต็มหรือเรียกย่อว่า แฟนฟิค Fanfic) เอฟเอฟ (FF)
หรอื ฟคิ (FIC) ก็ไดม้ คี วามหมายว่า เปน็ งานเขียนทีก่ ลุ่มแฟน ๆ นำตวั ละคร หรอื ฉาก หรือสถานการณ์ใน
เรื่องที่นิยมไปเขียนใหม่ อาจจะแต่งต่อหรอื แต่งใหม่ ตามจินตนาการของตนหรือแต่งล้อเลียน (Parody)
แล้วเผยแพร่ในนติ ยสารเฉพาะกลมุ่ แฟนพนั ธแุ์ ท้ดว้ ยกัน (Fanzine) คำนม้ี ีใชก้ นั มาต้งั แต่ ค.ศ. 1965 โดยมี
แฟนภาพยนตร์เรื่อง Star Trek นำตัวละครสำคัญไปแต่งใหม่ ต่อมาคำนี้ใช้แพร่หลายในวรรณกรรม
ออนไลน์ วรรณกรรมที่ทำให้เกิดงานแฟนฟิคมีหลายเรื่อง เช่น งานชุดแฮรี่พอตเตอร์ หัวขโมยแห่งบารา
มอส เซวนี า่ มหานครแห่งมนตรา หรือการต์ ูนเรื่องนารูโตะ นอกจากการนำวรรณกรรมต้นแบบมาแต่งต่อ
แล้ว ยังนำศิลปินดารานักร้องคนโปรดมาแต่งเรื่องราวตามจินตนาการของตนอีกด้วย แฟนฟิคออนไลน์
ของไทยมักจะเปน็ เร่อื งราวของดารานกั ร้องชาวเกาหลีโดยเฉพาะวง Super Junior, Dong Band Shin Ki
SHINee, Big Bang, TREASURE, Girl Generation, Wonder Girl และ BLACKPINK เป็นต้น

กล่าวสรปุ ไดว้ ่า นวนิยายวาย เป็นวรรณกรรมทเ่ี กี่ยวกับคนรักเพศเดยี วกนั ไดร้ บั ความนยิ มมากใน
ปจั จุบนั ซง่ึ ได้รับอทิ ธพิ ลมาจากประเทศญี่ปุ่น นวนยิ ายวายจัดเป็นวรรณกรรมทีพ่ ัฒนาอย่างก้าวกระโดด
ซงึ่ วรรณกรรมถอื วา่ เป็นวรรณกรรมท่ีไทยรับอทิ ธิมาจากตา่ งประเทศ และไดผ้ ลยอมรบั จากสังคมอยา่ งมาก

28

ล้น ทำให้วรรณกรรมวายในสังคมไทยปัจจุบันเป็นที่จับตามอง และเป็นวรรณกรรมที่มีการสร้างขึ้นจาก
นักเขียนที่มีช่ือเสียงอยา่ งมากในปัจจบุ ันโดยหันมาเขียนเพ่ือให้ผู้อ่านนั้นเลอื กอา่ นไดอ้ ย่างหลากหลาย ๆ
จากทก่ี ล่าวมาทง้ั หมดสรุปได้วา่ วรรณกรรมวายจดั เป็นวรรณกรรมที่นำเสนอความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเพศชาย
กับเพศชายทงั้ น้ไี มม่ คี วามเก่ียวเน่ืองกบั เพศอ่นื ๆ

1.5 เอกสารที่เกีย่ วขอ้ งกับแนวคิดเพศวถิ ี

เพศ (Sex) หมายถึง เพศทกี่ ำเนิดตามธรรมชาติที่เปน็ ลักษณะทางกายภาพท่ีถูกกำหนด
จากชีววทิ ยา โดยแพทย์หรอื ผเู้ ชย่ี วชาญจากอวัยวะสืบพันธุ์โครโมโซมและฮอรโ์ มนต่าง ๆ แบ่งได้เปน็ ชาย
หญิง หรือภาวะเพศกำกวม สถานะทางเพศที่เกดิ จากปัจจัยทางจิตวิทยา พฤติกรรมสังคมและวัฒนธรรม
โดยมีการแบ่งเป็นลักษณะความเป็นชาย (Masculinity) และลักษณะความเป็นหญิง (Feminity)
ในการศกึ ษาเรื่องเพศวถิ ีจากเอกสารต่าง ๆ นน้ั พบว่า มีนักวิชาการได้อธบิ ายไว้ดังน้ี

วิลาสินี พิพิธกุล (2547: 32) ให้ความหมายของคำว่า เพศวิถี คือ ระบบความคิด
ความเชื่อเรื่องเพศ เป็นกระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรมทีก่ ำหนดจัดการกำกับ รวมทั้ง ควบคุมการ
แสดงออกเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ ความปรารถนา ความพึงพอใจในเรื่องเพศ การแสดงท่าทีที่เกี่ยวกับ
เรอ่ื งเพศ การแต่งกาย เปา้ หมายในความสนใจทางเพศ และการสร้างจินตนาการท่เี กีย่ วกับเรื่องเพศไปจน
ถึงการออกกฎเกณฑ์ระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่มาควบคุมหรือกำกับดูแลเรื่องเพศของคนในสังคม
โดยทั่วไปแล้วสังคมจะมีการสร้างบรรทัดฐานชุดหนึ่ง เป็นที่ยอมรับหรือให้ความชอบธรรมกับเพศวิถี
กำหนดขึ้นเท่านั้น ขณะท่ี พริศรา แซ่ด้วย (2548: 14) อธิบายว่า เพศวิถี คือ วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับความ
ปรารถนาทางเพศหรือท่ีเรียกไวใ้ นกฎหมายล้านนาดง้ั เดิมวา่ “ตัณหาอาลัย” โดยในแตล่ ะระบบสังคมนั้น
ความปรารถนาทางเพศ เป็นปัจเจกบุคคล เป็นมากกว่าพฤติกรรมตามธรรมชาติว่าใครมีเพศสัมพันธ์กับ
ใครที่ไหนอย่างไร แต่หมายรวมไปถึงความปรารถนาดีที่เหมาะสมการเกี้ยวพาราสี มโนทัศน์เกี่ยวกับคูใ่ น
อุดมคติ ฯลฯ จึงเป็นทั้งเรื่องการสร้างความหมายทางสังคม เป็นเป้าหมายของการควบคุมทางสังคม
และการเมือง และเป็นพื้นที่ของการยอมจำนนและการต่อสู้ในระดับปัจเจก นอกจากนี้ ชลิดาภรณ์
สง่ สัมพนั ธ์ (2551: 54) ไดใ้ หร้ ายละเอยี ดถงึ แง่มมุ ของเพศวถิ วี ่า มี 6 มติ ดิ ังนี้

1. มติ ิของความปรารถนาการประพฤติปฏิบตั แิ ละอตั ลักษณ์ (Rotic Desires, Practices
and Identity) เพศวิถีที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์นั้น คือ การนิยามตนเองในทางเพศซึ่งเชื่อมโยงกับเพศภาวะ
(Gender) แต่อัตลักษณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่นิยามตัวเองเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กบั การที่คนอื่นนิยาม
หรอื มองวา่ เราเป็นอยา่ งไรในทางเพศด้วย

29

2. มติ กิ ารนำเสนอร่างกาย (Appearancs and Display) เราอยากให้คนอืน่ เห็นเราเป็น
อย่างไร เราก็นำเสนอตัวเองอย่างน้ันอาจด้วยทรงผมหรือเสื้อผ้า เพื่อนำความเป็นเพศหญิงเพศชายหรอื
เพศทางเลอื กอ่ืน ๆ

3. มิติของพฤติกรรมและกิริยามารยาท (Behaviors and Manners) ที่เกี่ยวข้องกับ
ความเป็นตัวตนในทางเพศซึ่งการกระทำแบบเดียวกัน แต่อาจถูกตีความไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับบริบท
ข้ึนอยกู่ ับความพงึ พอใจ หรอื ความรู้สกึ ทเี่ รามตี อ่ คนคนนัน้ เปน็ ความรสู้ ึกส่วนตัว

4. มิติของการดึงดูดทางเพศ (Attraction) สังคมวางกฎกติกาของความรักให้รกั เฉพาะ
เพ่ือนตา่ งเพศเทา่ นั้น แต่คนท่รี กั เพศเดียวกนั กไ็ มไ่ ด้หลุดออกจากกติกาของการรกั ตา่ งเพศ เพราะคนท่ีรัก
เพศเดียวกันก็จะรักกบั คนท่ีมีเพศภาวะเดียวกับเราเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่มีใครหลุดจากกรอบนี้ นอกจากนี้
ความรักกไ็ ม่ได้ขนึ้ อยู่กับการท่เี ราตอ้ งรกั ต่างเพศเทา่ นัน้ แต่เกย่ี วขอ้ งกับเช้อื ชาติชนช้นั และอ่ืน ๆ อกี ดว้ ย

5. มิติของความสัมพันธ์ (Relationship) กฎกติกาว่าด้วยการดำเนินความสัมพันธ์
ระหว่างชาย-หญิงเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัยและวัฒนธรรมซึ่งบางสังคมไม่มีกติกาของการจบ
ความสมั พันธ์

6. มิติของเพศสัมพันธ์ (Having Sex) เพศวิถีมีการนิยามว่า อะไรคือการร่วมเพศทำ
อย่างไรจึงเรียกว่าการร่วมเพศและการร่วมเพศที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และที่ผิดปกติเป็นอย่างไร

พิมพวัลย์ บุญมงคล (2551: 28) กล่าวว่า เพศวิถีเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละ
บุคคลและสังคม หรือแม้แต่บุคคลคนเดียวกัน แต่คนละช่วงเวลาเพศวิถีถูกกำหนดโดยบทบาททางเพศ
ปัจจัยทางชีววิทยาความสัมพันธ์เชิงอำนาจและบริบททางสังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ
ประวตั ิศาสตร์เพศวถิ ีประกอบด้วยการใหค้ วามหมายเร่อื งเพศของปจั เจกบุคคล ความเชอื่ ค่านิยมเกี่ยวกับ
เรื่องเพศ คู่ความสัมพันธ์ทางเพศ การให้ความหมายกับคู่ความสัมพันธท์ างเพศในแต่ละบุคคล ตลอดจน
พฤติกรรมทางเพศ

ในขณะเดียวกัน วาทินีย์ วชิ ยั ยา (2556: 21) ได้ให้ความหมายว่า เพศวถิ ีเป็นชดุ ความคดิ ทั้งที่เป็น
อดุ มการณแ์ ละปฏบิ ัตกิ าร ว่าดว้ ยความรู้สึกนึกคดิ เกี่ยวกบั เรื่องเพศ พฤตกิ รรมทางเพศ การแสดงออกซ่ึง
อารมณ์และความปรารถนาทางเพศ ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละ
สังคมและอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา โดยสังคมมักกำหนดว่า เพศวิถีแบบใดที่ถือว่า “ถูกต้อง
เหมาะสม” จึงเป็นมากกวา่ ความสัมพันธ์ทางชวี วิทยา แต่กา้ วลำ้ ไปสู่เรื่องของความสัมพนั ธ์ทางสังคมของ
ผูค้ น นอกจากนีใ้ นแง่หนึง่ เพศวิถียังอาจเป็นปริมณฑลท่ีปรากฏการจำนนต่อสู้ ต่อต้าน ตอ่ รองของผู้คนใน

30

สังคม ทั้งน้ี กฤตยา อาชวนิจกุล (2554: 2) กล่าวว่า เพศวิถี (Sexuality) หมายถึง วิถีชีวิตทางเพศที่ถูก
หลอมสร้างจากค่านิยมบรรทัดฐานและระบบ วิธีคิด วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับความปรารถนา และการ
แสดงออกทางเพศความคิดเก่ยี วกับครู่ กั คู่ชวี ิตในอุดมคติและกามกิจซงึ่ เป็นระบบความคิดและพฤติกรรมท่ี
มีความหมายทางสังคมสัมพันธ์กับมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่กำหนดและสร้าง
ความหมายให้แกเ่ รอ่ื งเพศในหลากหลายแง่มุม

กล่าวสรุปได้ว่า เพศวิถี คือ ความรู้สึก รสนิยมทางเพศ รวมถึง ความพึงพอใจทางเพศที่มีต่อ
บคุ คลอนื่ เป็นเรอื่ งท่ีไมม่ กี ารหยดุ น่ิงหรอื ตายตัว แตม่ ีการเปลย่ี นแปลงตลอดเวลาในแงป่ ัจเจกบุคคล เพศ
วิถีจึงเป็นกระบวนการชีวิตที่ยาวนานของคน ๆ หนึ่งมีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะตอบโต้หรือ
ยอมตามต่อกรอบกตกิ าเร่ืองเพศที่ปฏสิ ัมพนั ธก์ ับคนอื่น และสมั พนั ธก์ บั เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลาหน่ึง
ๆ การเปล่ยี นแปลงเพศวิถีของคนบางอย่างคน ส่วนใหญใ่ นสงั คมให้การยอมรับเพราะเหมาะสมกับกรอบ
ปฏบิ ัตบิ รรทัดฐาน ความเชือ่ ค่านิยมและวฒั นธรรมทางเพศของคนในสงั คม แตก่ ารเปลี่ยนแปลงทางเพศ
วิถีบางอย่างอาจจะไม่ตรงกบั กรอบปฏิบัติวัฒนธรรมทางเพศ และค่านิยมทางเพศของคนในสงั คมจึงเปน็
เหตใุ หเ้ พศวิถถี กู ขบั เคล่อื นไปตามสภาพแวดล้อมและสงั คมอยตู่ ลอดเวลา

2. งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้องกับการศกึ ษาค้นควา้

จากการศกึ ษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกบั งานวิจัย ที่สอดคลอ้ งและนำมาใช้ประโยชน์
ในการศึกษาแนวคดิ เร่ืองอำนาจในนวนยิ ายวายเร่ือง คาธ ของปราปต์ ผ้วู จิ ัยสามารถแบ่งออกเปน็ ประเด็น
และงานวิจัยท่ีสามารถนำมาพฒั นาในการทำวิจยั ต่อไปไดด้ งั นี้

2.1 งานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้องกับแนวคิด และกลวธิ ีการนำเสนอแนวคิด

ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบของนวนิยาย
และกลวธิ ีการนำเสนอแนวคิด ดังนี้

บุญศิริ ภิญญาธินันท์ (2527:193-194) ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการศึกษาเชิงวิเคราะห์
นวนยิ ายของ ก.สรุ างคนางค์ ในดา้ นเน้ือหาและรูปแบบ โดยศึกษาองค์ประกอบด้านแนวคิดตัวละครและ
กลวิธีการประพันธ์เพื่อทราบถึงพัฒนาการของนวนิยายของ ก. สุรางคนางค์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า
ก. สุรางคนางค์ เป็นนักเขียนนวนิยายที่มีความสามารถในการเสนอแนวคิดและสร้างตัวละครแนวคิด
สำคัญในนวนิยายของ ก. สุรางคนางค์ ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความรักแนวคิด เกี่ยวกับการเลือกคู่ครอง
และการแต่งงาน แนวคิดเกยี่ วกับปญั หาครอบครวั แนวคดิ เกย่ี วกับหลกั การในการดำเนนิ ชีวติ และแนวคิด
เกยี่ วกับผู้หญงิ ก. สุรางคนางค์ นิยมสรา้ งตวั ละครจำนวนมากในนวนิยายของเธอ และให้ความสำคัญกับ
ตัวละครเอกฝ่ายหญิงมากที่สุด ตัวละครเอกฝ่ายชายจะมีบทบาทของส่วนตัวละครฝ่ายปฏิปักษ์ และตัว

31

ละครอนื่ ๆ มีบทบาทเป็นตวั ประกอบเท่านน้ั นอกจากนี้ ก. สุรางคนางค์ ยังมีกลวธิ ีการประพันธ์โดยการ
บรรยายเล่าเรื่องอย่างละเอียด และสามารถใช้กลวิธีการดำเนินเรื่องหลายแบบ ทำให้นวนิยายของเธอ
น่าสนใจ จากการศึกษาองค์ประกอบดังกล่าวทำให้มองเหน็ พัฒนาการของนวนิยายของ ก. สุรางคนางค์
ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ในระยะแรก (พ.ศ. 2493) ก. สุรางคนางค์ เสนอนวนยิ ายสะท้อนชีวิตครอบครัวท่ี
เน้นแนวคิดเป็นสำคัญต่อมา (หลัง พ.ศ. 2493) เปลี่ยนแนวการเขียนเป็นนวนิยายประเภทรักสุขที่เน้น
ความบันเทงิ มากกวา่ แนวอ่ืน ๆ

บุษบา บัวสมบูรณ์ (2536 : 268-276) ได้เปรียบเทียบนวนิยายแนวคิดสังคมอุดมคติในเรื่องอะ
โมเดิรน์ ยูโทเปีย เรอ่ื งเมอื งมติ รและเรือ่ งวอลเด็นทู ผลการศกึ ษาพบว่านวนิยายทั้งสามเร่ืองต้องการเสนอ
แก่นเรือ่ ง คอื ภาพของสงั คมอดุ มคติและวธิ กี ารไปสู่สงั คมอุดมคติ เพื่อแสดงแก่นเรือ่ งดงั กลา่ ว ผู้ประพันธ์
ได้ใช้กลวิธปี ระพันธท์ ี่คล้ายกนั คือให้ตัวละครเอกเป็นผู้เล่าเรือ่ งการสรา้ งสังคมอุดมคติ และเกือบจะเปน็
สูตรสำเร็จรูปว่าต้องมีตัวละครปรปักษ์เป็นผู้คอยสร้างความขดั แย้ง ความคิดเห็นในการสร้างอุดมคติตัว
ละครปรปักษ์นั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างปมขัดแย้ง เพื่อการดำเนินเรื่องและยังเป็นปากเสียงช่วย
วิจารณ์ข้อดี ข้อบกพร่องของสังคมอุดมคติ ในส่วนตัวละครประกอบอื่น ๆ มีบทบาทในลักษณะเป็น
ตัวแทนความคดิ ให้ผปู้ ระพันธ์ ได้ใช้เป็นตวั อย่างของการเสนอความคิดลักษณะรว่ มอีกประการหนึ่งในการ
แสดงกลวิธีการประพันธ์คือใช้วิธีการ “โกหกเรื่องจริง” ด้วยการวางความรับผิดชอบเกี่ยวกับแนวคิดใน
การสร้างสังคมอุดมคติให้เป็นของตัวละครเอกในเรื่อง ส่วนของโครงเรื่องนวนิยายแนวสังคมอุดมคติท้ัง
สามเรื่องไม่มีความซับซ้อน เนื่องจากต้องการเป็นการเสนอสังคมอุดมคติเป็นสำคัญ สำหรับฉากในนว
นิยายทั้งสามเรื่องเม่ือนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว เรื่องอะโมเดิรน์ ยโู ทเปียและเรื่องวอลเด็นทูอธิบายฉาก
สว่ นทีเ่ ป็นโลกสงั คมอุดมคติมากกว่าโลกแหง่ ความจริงในนวนิยาย แต่วตั ถดุ บิ ในการสร้างฉากแตกต่างกัน
ในเรื่องเมอื งนมิ ิตรนั้น ผู้ประพนั ธใ์ หต้ วั ละครแสนอแนวคิดสงั คมอดุ มคตใิ นรูปแบบของหนงั สือทีเ่ ขยี นขน้ึ
และใหต้ วั ละครสนทนากันถงึ หลกั การในเรอ่ื ง ในสว่ นของฉากทเี่ ป็นฉากในสังคมอุดมคตจิ ึงไมม่ ีฉากในเรื่อง
จะเป็นฉากของสังคมจริงทั้งนั้น ผู้ประพันธ์ได้ใช้กลวิธีการประพันธ์ในส่วนที่เป็นอัตตวิสัยเพื่อต้องการ
สอื่ สาร (Message) สำคญั ซง่ึ ได้แก่ ภาพสังคมในอุดมคตินั่นเองปจั จัยสำคญั 2 ปัจจัยในการกำหนดภาพ
สงั คมอดุ มคตขิ องนวนยิ ายทง้ั 3 เร่อื ง มาจากประสบการณ์ของผปู้ ระพนั ธแ์ ละสภาพภูมิหลงั ทางสงั คม ซ่ึง
มีความก้าวหน้าทางวทิ ยาการและความตระหนักภัยจากสงครามของลัทธิชาตนิ ิยมเป็นเบ้าหลอมแห่งยุค
ดงั น้นั ภาพสังคมอดุ มคติที่ปรากฏ จงึ มีทั้งส่วนที่เหมอื นและแตกต่างกันเม่ือเปรยี บเทียบกับนวนิยายสังคม
อุดมคติยุคเก่า อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของสังคมอุดมคติแล้ว นักประพันธ์ได้กล่าวถึงสถาบันและ
ความรู้สกึ นกึ คดิ ในสว่ นพ้ืนฐานอัน ได้แก่ ระบบการเมืองระบบเศรษฐกิจ ระบบสงั คม เชน่ การกำหนดขน
ชั้นในสังคมตามความสามารถ สถานภาพของสตรีครอบครัว การคุมกำเนิด การแต่งงาน การหย่าร้าง
สวสั ดกิ ารสังคม การศึกษา การมเี สรี ภาพลทั ธิการปกครอง กล่าวโดยสรุปถึงจดุ หมายปลายทางของสังคม
อุดมคติที่ปรากฏในนวนิยายทัง้ 3 เรื่องแล้ว อาจกล่าวได้ว่า มีในจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ ต่อต้าน

32

ลัทธิชาตินิยมในขณะนั้น พร้อมทั้งแสดงข้อบกพร่องในส่วนของสังคมปัจจุบัน และพยายามเสนอแนะ
วิธีแก้ไขผ่านภาพจำลองในสังคมอุดมคติ ทั้งนี้โดยอาศัยหลักการพื้นฐานของสังคมอุดมคติที่เน้นถึง
หลักการเรอื่ งเสรภี าพความเสมอภาค

ปนัดดา สดุดวี ิถีชัย (2545:24) ได้เปรียบเทียบวรรณกรรมเดก็ แนวแฟนตาซขี องโรอัลด์คาร์ลกับมิ
ชาเอลเอนเดอในด้านลักษณะของวรรณกรรมเด็ก และองค์ประกอบของวรรณกรรมรวม ทั้งทัศนคติของ
นักเขียนทีม่ ตี อ่ สงั คม ผลการศกึ ษาพบวา่ วรรณกรรมเดก็ แนวแฟนตาซีของโรอลั ดค์ ารล์ กบั มิชาเอลเอนเดอ
จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เป็นแฟนตาซีแนวนึกฝัน (Fangiful Fantasy) และแนวจินตนาการ
(Imaginative Fantasy) ตามลำดับ หากแต่มีวิธีการนำเสนอที่คล้ายคลึงกันในการดำเนินตามขนบนิยม
ของวรรณกรรมสำหรับเด็ก ได้แก่ การใช้เด็กเป็นตัวละครเอก และการจบเรื่องแบบสุขสมหวังเสมอ มี
องค์ประกอบที่แสดงความมหัศจรรย์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของวรรณกรรมประเภทหนึ่งเหมือนกัน โดย
แสดงบทบาททั้งการช่วยเหลือ และเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของตัวละคร ส่วนทัศนคติต่อสังคมนั้น
ปรากฏนยั ยะทมี่ ีความเหมือนและต่างตามอัตวิสยั ของผู้แต่งหาก แต่ยงั เนน้ การเสนอแง่มุมอันเกี่ยวพันถึง
เด็กเป็นสำคัญเช่นกัน ได้แก่ สภาวะของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตเด็กและการเสนอ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งเดก็ กับผู้ใหญใ่ นสงั คม

พิมลรัตน์ บังศรี (2552:154-155) วิเคราะห์นวนิยายของกิ่งฉัตร ศึกษาองค์ประกอบนวนิยาย
ได้แก่ แกน่ เร่ือง โครงเร่ือง ตวั ละคร ฉาก บทสนทนา และลักษณะวรรณกรรมประชานยิ ม ผลสรุปได้ว่าผู้
แต่งเสนอแก่นเรื่องเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาว การเลือกคู่ครองความผูกพันระหว่างสามีภรรยา
ครอบครัว การแต่งงานลม้ เหลวการเลย้ี งดูลูก สังคมเศรษฐกจิ ความเชอ่ื ดา้ นโครงเรอ่ื งมีการเปิดเร่ืองแบบ
พรรณนาฉากเหตกุ ารณ์ และตวั ละครและการใช้นาฏการหรอื การกระทำของตัวละคร การดำเนินเรือ่ งด้วย
ความขัดแย้งมนุษย์กับมนุษย์ เกิดจากความเขา้ ใจผิด หรือการแย่งชิงความรกั และความขัดแย้งมนุษยก์ ับ
สภาพแวดล้อม และสังคมเกิดจากความเอารัดเอาเปรียบบุคคลในสังคม และเห็นประโยชน์ส่วนตัว
มากกว่าประโยชนส์ ่วนรวม การปดิ เรือ่ งแบบสุขนาฏกรรมและปิดเรอื่ งแบบโศกนาฏกรรม ดา้ นตัวละครมี
ลักษณะภายนอกรูปร่างหน้าตาดีการแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ และลักษณะภายในตัวละครมี
ความสามารถสงู หากเป็นตัวละครฝ่ายหญงิ มพี ฤติกรรมอยู่ในกรอบประเพณีและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
ดา้ นฉากเปน็ ฉากธรรมชาติ ฉากช่วงเวลาหรือยุคสมัย และฉากการดำเนินชีวติ ของตวั ละครด้านการใช้บท
สนทนา แสดงบทบาทของตวั ละครอย่างตรงไปตรงมา และการใช้บทสนทนาแสดงพฤตกิ รรมของตัวละคร
ด้านลกั ษณะประชานยิ มในนวนยิ ายของกงิ่ ฉตั ร คือ ด้านความรักครอบครวั สงั คมการศึกษาประกอบอาชีพ

กอบพร ถิรเจริญสกุล (2557: 28) ได้เขียนบทความเรื่อง“ Modern Fantasy " จากหนังสือ
Essentials of Children's Literature ของคารล์ ทอมลนิ สัน (Carl Tomlinson) และแคร์โรลล์ลนิ บราวน์
(Carroll Lynch Brown) และบทความเรื่อง" Fantasy "não Children's Literature: Criticism and

33

Response toqulan May Lou White) พบว่า มีการนำเสนอแฟนตาซีได้ดังนี้ 1. การนำเสนอแฟนตาซี
ผ่านตวั ละคร เช่น คนจิ๋วสตั ว์พดู ได้สิ่งของวเิ ศษมชี ีวติ พ่อมดแม่มด อมนุษย์ วรรณกรรมแฟนตาซที ่ีเนน้ การ
นำเสนอตัวละครและปฏิสัมพันธ์ระหว่างตวั ละคร ผู้ประพันธ์มักให้ตัวละครแฟนตาซีเป็นเพื่อนกับเด็กที่
รู้สึกเดียวดายตัวละครแฟนตาซีเหล่าน้ี จึงมีบทบาทคล้ายผู้ช่วยในนิทานพื้นบ้าน เพือ่ เสริมแก่นความคิด
เร่อื งความรักมิตรภาพและคุณงาม 2. การนำเสนอแฟนตาซผี ่านฉาก คอื สถานทซ่ี ง่ึ ไมม่ ีอยใู่ นโลกของความ
จริงและมักมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น ในดินแดนแห่งนั้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ดินแดนแห่งเวทมนตร์
แดนเทพนิยายหรือสรวงสวรรค์ การนำเสนอผา่ นฉากเช่นน้ีจัดเปน็ วรรณกรรมแฟนตาซรี ะดบั สูง เนื่องจาก
ผู้ประพันธ์ต้องสร้างโลกสำหรับแฟนตาซีขึ้นมาใหม่ ทั้งหมดในขณะที่วรรณกรรมบางเรื่องใช้จากซึ่งเปน็
สถานที่ทัว่ ไป แตบ่ ังเกดิ ความมหัศจรรย์บางอยา่ งขน้ึ อาทิ เหตกุ ารณท์ ี่เกิดขนึ้ ในบา้ นโรงเรยี นหรือใจกลาง
เมือง 3.การนำเสนอแฟนตาซีผ่านเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ปกติที่มีลักษณะเป็นจริงและเหตุการณ์
มหัศจรรย์ ซึ่งเกิดจากเวทมนตร์คำสาปพรวิเศษหรือสิ่งของที่มีพลังวิเศษเหตุการณ์มหัศจรรย์มักเป็น
สัญลักษณท์ ีส่ ือ่ ถึงการเติบโตของตัวละคร และเสริมสร้างการเติบโตทางความคิดและจิตใจให้แก่ผ้อู ่านไป
พร้อมกัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดจินตนาการแก่ผู้อ่าน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสนุกสนาน 4. การ
นำเสนอแฟนตาซีผา่ นโครงเรอ่ื ง เชน่ การเดินทางผจญภัยผ่านห้วงเวลาในอดีต หรอื อนาคตการผจญภัยใน
ต่างแดนเพื่อเอาชีวิตรอด การผจญภัยเพือ่ ค้นหาบางสิ่ง หรือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งยังไม่เกิดขึน้
จรงิ ในปจั จบุ ัน แฟนตาซที ี่ให้ความสำคญั กบั โครงเรอ่ื งมักตอ้ งการส่อื ถึงความเปลี่ยนการเติบโตหรือความ
ตายซึ่งผปู้ ระพนั ธ์จะให้ความสำคญั กับโครงเร่ือง และการกระทำของตัวละครเป็นอย่างมากตวั ละครจะให้
ได้เรยี นร้แู ละเตบิ โตผ่านประสบการณ์

นนั ทน์ ภัส พิมพะนิตย์ (2553) ได้ศกึ ษากลวิธกี ารนำเสนอและมุมมองทางสังคมในนวนยิ ายรักของ
พนมเทยี น ผลการศกึ ษาพบวา่ พนมเทียนมีกลวธิ กี ารนำเสนอองค์ประกอบทางวรรณกรรมท่นี ่าสนใจ ท้ัง
ในด้านการดำเนินเป็นเรื่องกำหนดโครงเรื่อง การสร้างตัวละคร การสร้างวิธีการเล่าเรื่อง การสร้างฉาก
และบรรยากาศทเ่ี หมาะสมแยบยล มคี วามสนุกสนานเรา้ ใจและนา่ ติดตาม ขณะเดียวกนั กลวธิ กี ารนำเสนอ
ด้านการใชภ้ าษาน้นั พบว่าพนมเทียนมกี ารใช้ภาษาของการสื่อความทีม่ ีประสิทธิภาพ อุดมดว้ ยลลี าการใช้
คำทีเ่ หมาะสมมโนภาพและความหมายชดั เจน เกิดจงั หวะและลีลาของคำท่สี อ่ื ถงึ อารมณ์ในลกั ษณะต่าง ๆ
ได้อย่างครบถ้วน ทั้งน้ำเสียงให้กำลังใจความไม่พอใจ ความปลาบปลื้มใจความทุกข์ใจได้อย่างแจ่มชัด มี
การใช้คำราชาศัพทส์ ำนวนโวหาร ภาษาปากและการใช้ภาษาอังกฤษได้ถกู ต้องเหมาะสมตามบรบิ ท โครง
เนื้อเร่ืองและมีเอกภาพทางภาษา ในการตั้งช่ือเรื่องและชื่อตัวละครมลี ีลาการเขียนที่ดีทั้งในลักษณะลีลา
แบบเรยี บ ๆ ลลี าแบบเข้มขน้ และลีลาแบบสละสลวยมีการใช้โวหารท่ีหลากหลาย คอื โวหารบรรยายโวหาร
อธิบายโวหารพรรณนาโวหารอภิปรายและโวหารเทศนา ซึ่งนับว่าเป็นลีลาการใช้ภาษาที่สื่ออารมณ์แก่
ผอู้ ่านไดด้ ีเยย่ี ม ทางด้านมมุ มองทางสังคมน้ันพนมเทียมนำเสนอแนวคิดเกยี่ วกับชวี ิตและสังคมในมุมมอง

34

ต่าง ๆ คือทางด้านความรกั ทางด้านครอบครัว ทางด้านพุทธศาสนา ทางด้านการศึกษาและทางด้านการ
เอาเปรียบทางสังคม

2.2 งานวิจัยที่เกีย่ วกบั นวนิยายวายและเพศวิถี

ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบของนวนิยายวาย และ
งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวกับเพศวิถี ดังนี้

สุภาวรัชต์ วัฒนทัพ (2556 : 165) ได้ศึกษาภาพแทนคนรักเพศเดียวกันในนิยายวายสื่อ
อินเทอร์เน็ต ในด้านกลวิธีการนำเสนอภาพแทนและการประกอบสร้างภาพแทนคนรักเพศเดียวกัน ผล
การศึกษาสรุปได้ว่า กลวิธีการนำเสนอภาพแทนคนรักเพศเดียวกันในนิยายวายจากสื่ออินเทอร์เน็ต มี
กลวิธีทีโ่ ดดเด่นในการเสนอภาพคนรักเพศเดียวกันประกอบด้วย 7 ประการ คือ การสร้างโครงเรื่อง การ
สร้างแก่นเร่ือง การสร้างตัวละคร การใช้เสียงเล่าการสร้างจากการใช้ลีลาภาษาในการประพันธ์ และการ
ใช้รูปแบบออนไลนส์ ำหรับการศึกษา การประกอบสรา้ งภาพแทนคนรกั เพศเดียวกันในนิยายวาย สรุปได้
ว่าภาพแทนคนรักเพศเดียวกันที่ปรากฏในนิยายวาย จะเป็นภาพของผู้ที่ทุ่มเทในความรักและต้องการ
ครอบครองคนรักโดยภาพทีต่ ่างกนั ระหวา่ งชายรักชายและหญิงรกั หญิงในนิยายวาย คอื เร่ืองเพศสัมพันธ์
ซง่ึ พบวา่ ภาพของชายรักชายจะถกู ใหภ้ าพของผู้ท่ีหมกมุน่ เร่อื งเพศ ในขณะทภ่ี าพของหญิงรักหญิงจะเป็น
ภาพของผู้ที่โหยหาความรัก ความสัมพันธ์และการมีเพศสัมพันธ์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของความรัก
นอกจากนีย้ ังพบว่าภาพของชายรักชายจะถูกนำเสนอด้วยการแสดงภาพลักษณ์อย่างชายหรือเกย์ แตเ่ พียง
อย่างเดียวขณะที่ภาพของหญิงรักหญิง จะถูกนำเสนอด้วยการแสดงภาพลักษณ์อย่างชายและหญิง คือ
ทอมและหรือเลสเบย้ี น โดยภาพแทนท่ีปรากฏแสดงให้เหน็ ว่ามกี ารรับเอาวาทกรรมตา่ ง ๆ ในสงั คมเข้ามา
ประกอบสร้างเรื่องราวและตัวละครในนิยายวาย ทำให้นิยายวายมีบทบาทในการผลิตวาทกรรม
ขณะเดียวกัน ก็ได้โต้แย้งวาทกรรมรวมถึงมีการนำเสนอวาทกรรมใหม่เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกันเข้าสู่
สังคมด้วย อย่างไรก็ตามนิยายวายก็ยงั คงมพี ลงั น้อยในการทจี่ ะโต้แย้งกับวาทกรรม หรอื นำเสนอวาทกรรม
ใหม่สู่สังคมเนือ่ งจากปัจจัย 4 ประการ คือความจริงจังหรือน้ำเสียงในการเสนอวาทกรรมใหมก่ ลุม่ ผูอ้ า่ น
ลักษณะของสือ่ และลกั ษณะความเปน็ นยิ ายพาฝนั

พัฒนพล วงษม์ ่วง (2559 : 96) ได้ศึกษาตวั ละครเกยใ์ นละครโทรทศั น์ไทยยุคใหม่ ผลการศกึ ษา
พบว่าการนำเสนอเพศสภาพของตวั ละครโทรทัศน์ไทยในอดีตนิยมให้มีเฉพาะเพศชายและเพศหญิง เป็น
หลกั ซ่ึงไมส่ ะทอ้ นสภาพความเปน็ จรงิ ของสงั คม ทป่ี ระกอบดว้ ยเพศสภาพและเพศวถิ ีอน่ื เช่น ผู้หญิงข้าม
เพศ, หญงิ รกั หญงิ และชายรักชาย เป็นตน้ อย่างไรกต็ ามบทละครโทรทศั นใ์ นปจั จุบนั มกี ารเปลีย่ นแปลงให้
ทันสมยั ตอบสนองกลมุ่ คนทีห่ ลากหลาย การศึกษาพบว่าละครโทรทัศน์ไทยพยายามสอดแทรกอัตลักษณ์
ต่าง ๆ ของเกย์เพื่อให้สอดคลอ้ งกับความเป็นจริงของสังคม ในช่วงยคุ ใหม่ของละครโทรทศั น์ไทยแมว้ าท

35

กรรมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเกย์ แตด่ ว้ ยความรู้จากผ้เู ชยี่ วชาญด้านจติ เวชศาสตรอ์ ธบิ ายว่า เกย์เป็นสิ่งท่ีปกติ
ทำให้เกิดการเคล่อื นไหวเพอ่ื แสดงตวั ตนเกี่ยวกับเกย์ในสังคม ซ่ึงส่งผลให้ตวั ละครเกย์ได้รับความนิยมมาก
ขึ้น แต่รูปแบบของการสรา้ งตวั ละครทน่ี ำเสนอยงั เกิดจากความคิดท่ีล้าสมัย ซึง่ อาจเปน็ ผลจากกระแสวาท
กรรมดา้ นลบของเกย์ในยุค 2530 - พ.ศ. 2540

อรวรรณ วิชญวรรรกุล (2560 : 1-2) ได้ศึกษาผู้หญิงกับการสร้างนวนิยายชายรักชาย
มีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาความสัมพนั ธ์ของการสอ่ื สารและกระบวนการ ส่ังสมทุนทางวฒั นธรรมผา่ นผู้หญิง
การแปลงทนุ ท่ีนาไปสู่การสร้างผลงานนวนิยายชายรักชาย และ การขยับขยายทุนทางวัฒนธรรมไปสูท่ ุน
ด้านอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่อาชีพนักเขียน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ผ่าน
ผู้หญิงที่เขียนนวนิยายชายรักชายสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็น มืออาชีพ และมือสมัครเล่น ร่วมกับการ
วิเคราะห์เน้อื หา (Content analysis) นวนยิ ายชายรกั ชาย ของกลุ่มตวั อย่างดงั กลา่ วโดยใชแ้ นวคิดสำคัญ
ในเรื่องทุนทางวัฒนธรรม(Culture Capital) ของ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) ที่มองว่า บุคคล
สามารถสั่งสมทุนความรู้ ความสามารถด้านต่าง ๆ เพื่อนาไปสู่การเพิ่มพูนมูลค่าด้านอื่น ๆ คือ ทุนทาง
วัฒนธรรม ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสัญลักษณ์ และทุนทางสังคม ผ่านแวดวง (Field) ด้านการเขียนนว
นยิ ายชายรักชาย ผลการศึกษาของงานวิจัยชิ้นน้ี สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ประเดน็ ดงั นี้ 1. กระบวนการ
สร้างนกั เขียนนวนิยายชายรักชายเกดิ จากการหลอ่ หลอม และสัง่ สมทุน ทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ความสามารถ
ที่มีมาแต่กาเนิด (being) แต่ต้องอาศัยการสั่งสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อกลายมาเป็น (Becoming) ซึ่งผู้หญิง
เหลา่ น้ีเรียนรู้ผ่านส่ิงแวดลอ้ ม สงั คม การเรียน การอา่ น และ การเขียนมาตั้งแต่เดก็ จนกลายมาเป็นส่วน
หนึ่งของร่างกาย โดยที่ไม่รู้ตัวว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นทุนที่สั่งสมเอาไว้ และนาไปสู่การ
เพิม่ พนู มลู คา่ ในด้านอ่ืน ๆ ซึ่งการส่งั สมทนุ ทางวัฒนธรรมนเี้ องท่ีเป็นการทลายกาแพงในเรื่องของเพศลง
ได้ กลา่ วคือ ผู้หญิงทอ่ี ยู่วงนอกของ แวดวงชายรกั ชาย สามารถเขา้ ไปสู่แวดวงนวนยิ ายชายรกั ชายได้ ด้วย
การส่ังสมทุนความรู้ และ ความสามารถทางวัฒนธรรม จนสามารถสรา้ งนวนิยายชายรักชายได้ 2. ผู้หญิง
ที่เขียนนวนิยายชายรักชายแบบมืออาชีพและมือสมคั รเล่น มีความแตกต่าง ในเรื่องของประสบการณ์ทั้ง
การเขียน และระยะเวลาการเขา้ สู่แวดวงนวนิยายชายรักชาย กล่าวคือ กลุ่มมืออาชพี รูจ้ ักการใช้โซเชียล
มีเดยี ให้เกิดประโยชน์ ซ่ึงไม่ใชเ่ พียงการสร้างช่ือกับนวนิยายเรื่องใด เร่อื งหนง่ึ เท่านั้น แต่หมายรวมถึงช่ือ
นามปากกา กอ่ ให้เกดิ ความภักดขี องคนอา่ นท่มี ตี อ่ นักเขยี น นาไปส่กู ารขยบั ขยายทนุ ทง้ั ดา้ นเศรษฐกจิ ทุน
ทางสญั ลกั ษณ์ และทนุ ทางสงั คม ในขณะทีก่ ลุ่ม มือสมคั รเลน่ ยังอยใู่ นชว่ งเริ่มต้น ประสบการณ์ท่ีแตกต่าง
กันจงึ สง่ ผลตอ่ ความสามารถในการขยายทนุ ของผู้หญงิ ทง้ั สองกลมุ่ และ 3. ผู้หญงิ ทเี่ ขยี นนวนยิ ายชายรัก
ชายมีการตอ่ สเู้ พ่อื ไดม้ าซงึ่ อานาจและการต่อรอง ในหลายระดับ อนั ได้แก่ ระดบั โครงสรา้ งท่ีต้องการต่อสู้
กับระบบชายเป็นใหญ่ของสังคมไทยท่ีฝัง รากลึก ผ่านการควบคุมตวั ละครชายรักชายผา่ นผลงาน ระดับ
สื่อที่ต้องการพื้นที่และเวทีในการ นาเสนอผลงานในวงกว้างมากขึ้น ในระดับเนื้อหาที่ต้องการนาเสนอ
ผลงานที่เกี่ยวกับชายรักชายที่มี ความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง ในระดับการ

36

บรหิ ารจัดการทีผ่ ู้หญงิ เหล่าน้ี ต้องการอานาจในการตอ่ รองกับโรงพมิ พ/์ สำนักพมิ พ์ รวมท้ังการออกงาน
หนังสือต่าง ๆ โดยสามารถ มีปากเสียง และต่อรองผลได้ผลเสียได้มากขึ้น และในระดับครอบครัวที่
ต้องการตอ่ รองกับครอบครวั ในการดารงอาชีพนกั เขียนนิยายต่อไป

เจษฎา ขัดเขียว (2561 : 1080) ได้ศึกษาเพศวิถีในวรรณกรรมเกย์ออนไลน์ด้านกลวิธกี ารเล่า
เรื่องเพื่อสื่อความหมายคนรักเพศเดียวกันในภาพยนตร์ไทย รวมถึงเพื่อศึกษาภาพสะท้อนคนรักเพศ
เดียวกนั ในสังคมทีป่ รากฏในภาพยนตร์ไทย โดยคัดเลือกตัวแทนภาพยนตร์ที่มีตัวละครหลักสื่อถึงชายรัก
ชายและภาพยนตร์ที่มีตัวละครหลักสื่อถึงหญิงรักหญิงประเภทละ 3 เรื่องในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2555-
2560 ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการเล่าเรื่องเพื่อสื่อความหมายในภาพยนตร์ที่สื่อถึงคนรักเพศเดียวกัน
เป็นไปตามตามแนวคิดโครงสร้างการเลา่ เรือ่ ง ในภาพยนตร์ไมว่ ่าจะเปน็ ภาพยนตรท์ ี่มตี วั ละครหลกั ท่สี ่อื ถึง
ชายรกั ชาย หรอื ตวั ละครหลกั สอ่ื ถึงหญิงรกั หญงิ กย็ งั คงมีโครงสร้างการเล่าเรอ่ื งท่ีเหมอื นกัน คือมีตัวโครง
เร่ืองจดุ ขดั แย้งแกน่ เร่ืองตวั ละครฉากสถานทแ่ี ละมุมมองการเลา่ เร่ืองในการถ่ายทอดเรอ่ื งราวในภาพยนตร์
ไทย เมื่อศึกษาถึงในเรือ่ งของภาพสะทอ้ นของคนรักเพศเดยี วกันผา่ นสือ่ ภาพยนตร์ จะเห็นได้จากมมุ มอง
ของตัวละครวิถีชีวิตและทัศนคติ จะกล่าวได้ว่าสอดคล้องกับแนวคิดคนรักเพศเดียวกันที่มีรูปแบบท่ี
แตกต่างสิง่ ที่สะท้อนออกมาจากตัวละครชายรักชาย จะแบ่งออกเป็นยอมรบั ตัวเองไม่แน่ใจตัวเองและไม่
ยอมรบั ตัวเองภาพทถี่ ูกสะท้อนออกมา ถึงแม้ว่าสังคมจะยอมรบั เป็นวงกว้าง แต่ขณะทค่ี รอบครัวยงั ขาดรับ
การยอมรับส่วนภาพยนตร์ที่มีตัวละครหลัก สื่อถึงหญิงรักหญิงสิ่งที่สะท้อนออกมาจากตัวละครหญิงรกั
หญิงจะแบ่งออกเป็นยอมรับตัวเองจะเป็นทอมดี้ เลสเบี้ยนและกลุ่มที่ไม่แน่ใจตัวเองภาพที่ถูกสะท้อน
ออกมาว่าสังคมหญิงรักหญิงอาจจะไม่ได้เปิดกว้าง แต่ต้องการได้รับความมั่นคงและการยอมรับจาก
ครอบครวั

ยุพิน วงษ์จีน (2561: 113) ได้วิเคราะห์นิยายวาย (Y) ออนไลน์ที่ดัดแปลงเป็นละครชุด
(Series) ทางโทรทัศน์ ผลการศึกษาพบว่า นิยายวายออนไลน์นำเสนอแนวคิดเกยี่ วกับชายรักชายแนวคิด
เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ และแนวคิดเกี่ยวกับการรับน้องระบบ SOTUS ที่เป็นส่วนที่ทำให้ตัว
ละครทั้งสองได้พบกันและเกิดความสมั พนั ธ์ที่ดีระหว่างกนั แนวคิดในซีรีส์ แนวคิดเหมอื นกันกับนิยายวาย
ออนไลน์ แตไ่ ด้เพม่ิ แนวคิดเกยี่ วกับความรกั ทห่ี ลากหลายเข้ามาคือความรักระหว่างชายหญงิ และความรัก
ของรุ่นพีแ่ ละรุ่นน้อง แนวคิดเกย่ี วกบั การใชช้ ีวิตในมหาวิทยาลัยของนักศึกษา ท่สี ามารถสะท้อนให้เห็นถึง
สงั คมในร้วั มหาวิทยาลัย และการใช้ชวี ติ ของผู้ทเ่ี ป็นชายรักชายในพ้ืนท่แี ห่งนี้ ส่วนการนำเสนอตัวละครซี
รสี ์มีตวั ละครเสริมเพมิ่ เข้ามาและตวั ละครท่ไี ด้เพิม่ บทบาทจากในนยิ ายออนไลนด์ ้านการนำเสนอสารท้ังใน
นิยายออนไลน์และในซีรีส์ใช้วิธีการนำเสนอสารที่เหมือนกันคือการใช้วัจนภาษาและการใช้อวัจนภาษา
แสดงความรู้สึกโดยสื่อให้เห็นว่าการแสดงความรู้สึกของชายรักชายนนั้ สามารถแสดงออกเหมือนกับชาย
หญิงคู่รกั ท่ัวไป แตก่ ารกระทำน้นั ยงั คงมีความแข็งกระด้างซ่งึ ยังคงลกั ษณะของเพศชายไว้ และในด้านมิติ

37

สถานที่นั้น ท้ังในนิยายและในซีรีสใ์ ช้มติ ิสถานที่ ทเี่ หมอื นกันคือสถานท่สี ่วนตวั และสถานท่สี าธารณะซึ่งท้ัง
2 สถานที่ มีอิทธิพลต่อบทบาทของตวั ละครชายรักชาย โดยในพนื้ ที่สาธารณะตัวละครที่เปน็ ชายรักชายไม่
สามารถแสดงออกได้อยา่ งอิสระ เมื่อเปรียบกับสถานท่ีส่วนตวั เม่ือเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างนิยายวาย
ออนไลน์และซีรีสพ์ บวา่ ซีรีสไ์ ด้นำเสนอเพ่ิมเติมเก่ียวกับความรักท่ีมีความหลากหลายมากกวา่ ความรักของ
ชายรกั ชายในนยิ ายออนไลน์

LI XINYAO (2564) ได้ศึกษากลวิธีการแต่งและแนวคิดในนวนิยายวายไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ
วิเคราะห์กลวิธีการแต่งและแนวคิดในนวนิยายวายไทยจำนวน 16 เรื่อง ผลการวิจัยด้านกลวิธีการแต่ง
พบวา่ 1) การตงั้ ชอื่ มกี ารตัง้ ชือ่ เรอ่ื งและการตง้ั ช่ือบท การต้ังช่ือเรือ่ งพบมีการต้งั ชือ่ เรอ่ื งตามโครงเรื่องการ
ต้งั ชอ่ื เรื่องแสดงเหตุการณเ์ รม่ิ ตน้ ความสมั พันธข์ องตัวละครหลัก การตงั้ ช่ือเรอื่ งแสดงลกั ษณะตวั ละครการ
ตัง้ ชอื่ เรอ่ื งแสดงความสมั พนั ธ์ของตวั ละคร และการต้ังช่อื เรอ่ื งดว้ ยสญั ลกั ษณ์ การต้ังชอื่ เรื่องช่วยให้ผู้อ่าน
เข้าใจนวนิยายมากขึ้น แต่ส่วนไม่มีลักษณะโดดเด่นที่ทำให้นวนิยายวายแตกต่างจากนวนิยาย
ประเภทอ่ืน ๆ การตง้ั ช่ือบทพบว่ามกี ารตั้งช่อื บทตามเหตุการณ์สำคัญ การตง้ั ชือ่ บทด้วยลักษณะตัวละคร
และการตั้งชื่อบทด้วยชือ่ สิ่งของหรือสถานท่ีสำคัญในบท ทำให้ผู้อ่านรบั รู้จุดสำคัญของแต่ละบท 2) การ
สร้างโครงเรื่อง ได้แก่ การเปิดเรื่องพบว่ามีการเปิดเรื่องด้วยการบรรยายให้เห็นถึงลักษณะความคิดและ
การกระทำของตัวละคร และการเปิดเรื่องด้วยบทสนทนาส่วนการสร้างความขัดแย้งพบ 4 ลักษณะคือ
ความขัดแยง้ ระหวา่ งตัวละครหลักท่ีเปิดเผยรสนิยมทางเพศเปน็ ชายรกั ชายชดั เจน ความขัดแย้งระหว่างตวั
ละครเอกกับตวั ละครเอกทย่ี ังไมเ่ ปิดเผยชอบบุคคลเพศเดียวกนั ความขดั แยง้ ระหว่างตัวละครหลักกับตัว
ละครอื่น ๆ และความขัดแย้งในจติ ใจของตัวละคร หลักการสรา้ งความขดั แยง้ เป็นองคป์ ระกอบสำคัญที่ทำ
ใหน้ วนยิ ายวายตา่ งจากนวนยิ ายประเภทอนื่ และการปดิ เรอ่ื งมีการปิดเรือ่ งด้วยการบรรยายความคิดและ
การกระทำของตัวละครและการปิดเรอ่ื งด้วยบทสนทนา การปดิ เร่ืองแสดงให้เหน็ การยอมรบั และเปิดเผย
รสนิยมทางเพศอย่างชัดเจน และแสดงตัวละครได้รับความรักและความสุข 3) การสร้างตัวละครคือ
พระเอกกับนายเอกเป็นตัวละครเอกที่มีลักษณะดีงาม และเป็นคู่รักกนั ตัวละครรอบข้างตัวละครรักร่วม
เพศเป็นบุคคลในครอบครวั เพือ่ น คนรอบข้าง ตวั ละครเอกมบี ทบาทเป็นคู่ขดั แย้งแสดงการไม่ยอมรบั หรือ
ขัดขวางความรักของตัวละครเอก หรอื เป็นผู้ชว่ ยเหลือให้ความรกั ของตัวละครเอกสมหวัง 4) การสร้างบท
สนทนามีการสร้างบทสนทนาที่แสดงความรกั ระหว่างตัวละครเอกบทสนทนาทแี่ สดงลกั ษณะของตัวละคร
และบทสนทนาที่ช่วยดำเนินเรื่องทำให้เหตุการณ์พัฒนาอย่างสมเหตุสมผล 5) การสร้างฉากและ
บรรยากาศมีการสร้างฉากและบรรยายกาศที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวและฉากและบรรยากาศที่เป็นพื้นที่
สาธารณะจากท้ัง 2 ประเภทใหต้ ัวละครได้เปิดเผยความรู้สึกท่แี ท้จริงของตัวเอง ดา้ นแนวคิดพบว่าผู้แต่ง
ได้นำเสนอแนวคิด 4 ประเด็น ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความรักคือการกล้าเปิดเผยตัวตน ทําให้ได้รบั การ
ยอมรับความจริงใจทำให้ความรักมีความเข้มแข็ง และการไม่เปิดเผยและไม่เชื่อใจทำให้ความสัมพันธ์
แปลกแยกแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมคือความช่วยเหลือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความ

38

ขยันหมั่นเพียรทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าแนวคิดเกี่ยวกับความประพฤติท่ีไม่ดีคือการดื่มเหล้าทําให้ขาดสติ
และการทะเลาะวิวาทและแนวคิดเกี่ยวกับการเข้าใจและยอมรับความเท่าเทียมกันทางเพศแบ่งได้มี 2
ลกั ษณะคือกลมุ่ คนรักรว่ มเพศการยอมรับความเป็นจริงของตวั เองจงึ ทำใหภ้ ูมิใจกบั ตัวเองมากข้ึนและการ
ได้รับการยอมรับและเข้าใจทำให้ชวี ติ กลุ่มคนรักร่วมเพศดีขึ้นแนวคิดดงั กล่าวในนวนยิ ายวายทำให้ผูอ้ ่าน
เข้าใจกลุ่มคนรักร่วมเพศเป็นบุคคลควรไดร้ ับการยอมรับในสังคมและช่วยสร้างสังคมท่ีเคารพเทศวิถีและ
รสนิยมทางเพศทีห่ ลากหลายมากกวา่ เดิม

จากการศึกษางานวจิ ยั เก่ียวกบั นยิ ายวายพบว่า สว่ นใหญ่มุ่งศึกษาวรรณกรรมออนไลน์ภาพยนตร์
โทรทศั นอ์ ินเทอร์เน็ตการศึกษาเพศวถิ ีและวรรณกรรมวายผ่านงานสอ่ื ส่งิ พิมพย์ งั ปรากฏน้อย ผู้วิจัยจะนำ
งานวจิ ัยขา้ งต้นมาเป็นแนวทางในการศึกษาตอ่ ไป

2.3 งานวิจยั เกี่ยวกับแนวคดิ เรอื่ งอำนาจและวาทกรรม

ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องอำนาจ และ
กระบวนการใช้อำนาจ ซึ่งอำนาจและวาทกรรมน้ันเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวขอ้ งกัน โดยมีงานวิจัยท่ี
เกี่ยวขอ้ งดงั นี้

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์ (2519) ได้ศึกษาอำนาจและการขัดขืน : ชายรักชายในสังคมท่ี
ความสมั พนั ธต์ า่ งเพศเป็นใหญ่ มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษามุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจวิถชี ีวิตของคนรัก
เพศเดยี วกันในสังคมไทย โดยการชีใ้ ห้เห็นว่า แม้จะไม่มภี าพปรากฏของขอ้ ห้ามทางกฎหมายหรือสังคมท่ี
ชัดเจน หรือความรุนแรงทางตรงเกิดขึ้นกับคนรักเพศเดียวกัน ดังที่ปรากฏในสังคมตะวันตกที่มีการ
แสดงออกถึงความรังเกียจคนรักเพศเดียวกันอย่างชดั เจน แตไ่ ม่ได้หมายความวา่ คนรกั เพศเดียวกันจะถูก
ใหค้ ณุ ค่าและไดร้ ับการยอมรบั อย่างเท่าเทยี มกนั กบั คนรักต่างเพศ ซ่ึงถือว่า เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ทาง
เพศหลักของสังคม ความสัมพันธข์ องคนรักเพศเดยี วกันยังคงถกู มองว่าแตกตา่ งและตำ่ กว่าความสมั พันธ์
ของคนรักต่างเพศ ยังคงถูกมองว่าเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิต เบี่ยงเบน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน
และควรหาหนทางในการรักษา ซึ่งส่วนหนึง่ เป็นผลมาจากการรับเอาความเชื่อดา้ นการแพทยแ์ ละจิตเวช
ศาสตร์แบบตะวันตกมาใช้ ความคิดเช่นน้ีส่งผลให้คนทัว่ ไปยังคงมีทัศนคตใิ นแง่ลบกับคนรักเพศเดียวกัน
ในขณะที่คนรักเพศเดียวกันเองก็รับเอาวิธีคิดในแง่ลบเช่นน้ี มาใช้ในการสร้างความเข้าใจในตัวตนของ
ตัวเองด้วย ผู้เขียนเลือกใช้เรื่องเล่าของชายรักชายเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาชี้ให้เห็นกระบวนการใน
การเติบโตและใช้ชีวิตของชายรักชาย 3 คน ตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันโดยใช้แนวคิดเรื่องอำนาจใน
ฐานะของ “การสร้างวินัย" และการต่อต้านขัดขืนของ Michel Foucault มาใช้วิเคราะห์ ผลการศึกษา
พบว่าจากข้อมูลที่ปรากฏในชีวิตของชายรักชายทั้ง 3 คน กลไกการควบคุมที่สำคัญในชีวิตพวกเขานั้น
ไม่ไดเ้ กิดจากความรนุ แรงท่ีกระทำโดยตรงกับตวั พวกเขา หากแต่คือการรับเอาทัศนคตสิ ังคมในแง่ลบทีม่ ี
ต่อคนรักเพศเดยี วกนั มาใช้นิยามตัวตนของพวกเขา โดยผู้ที่ทำหน้าทีก่ ำกับควบคุมท่ีสำคญั คือตัวพวกเขา

39

เองด้านหน่ึงพวกเขาพยายามท่ีจะควบคมุ กำกับตวั ตนของพวกเขาเองให้มีความสอดคล้องกบั อดุ มการณ์
ทางเพศหลักของสังคมตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกนั พวกเขาต่างมีวิธีการในการตอ่ สู้ขัดขืนต่ออำนาจที่
กระทำตอ่ พวกเขาในรปู แบบที่แตกต่างกันจนตา่ งสามารถสร้างพ้นื ท่ใี ห้กับวถิ ที างเพศของตัวเองได้

สายพิณ ศุพุทธมงคล (2541) ได้ศึกษาเรื่อง“คุกกับคน: อำนาจและการต่อต้านขัดขืน”
มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาคำตอบว่าการต่อต้านขัดขืนการครอบงำอำนาจโดยสามัญชนคนธรรมดามีความ
เป็นไปได้หรือไม่ โดยใช้คุกซ่ึงอาจกลา่ วได้ว่าเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมด้วยการครอบงำของอำนาจ และกลไกของ
อำนาจโดยเฉพาะกลไกหรือเทคโนโลยกี ารสร้างวนิ ัย มีปฏิบัติการทีส่ ามารถมองเหน็ ได้ชัดเจนท่ีสุดโดยใช้
แนวคดิ เร่อื งอำนาจและการต่อต้านขัดขืน โดยใชป้ ฏบิ ัติการวาทกรรมของฟูโกต์ เป็นกรอบในการศึกษา ฟู
โกต์เสนอว่า (1) อำนาจไม่ได้มีลักษณะเหมือนสิ่งของซึ่งใครสามารถแสวงหาฉวยชิงหรือแบ่งปันแก่ผู้อื่น
(2) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ซึ่งอยู่ภายนอกหรือแยกอย่างเด็ดขาดเป็นเอกเทศจาก
ความสัมพันธ์ในสงั คมชุดอืน่ แต่ปรากฏในความสัมพนั ธ์ทางสงั คมทกี่ ลา่ วมาแล้วและทันทีท่ีความสัมพันธ์
เหล่านีเ้ กิดการแบง่ แยก ความไม่เทา่ เทียมหรอื เสียศนู ย์ไปชั่วขณะ โดยอาการทีก่ ล่าวแล้วก็อาจเป็นผลมา
จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมนั้น (3) อำนาจดำรงอยู่ทุกแห่งหนซ่ึง
หมายความว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีหลายซับหลายซ้อนปรากฏอยู่และมีบทบาทในความสั มพันธ์ชุด
ต่างๆและเป็นฐานเป็นปริมณฑลซ่ึงก่อใหเ้ กิดการเคล่ือนและเลื่อนไหลของอานาจจากจุดหนึ่งไปยังจดุ อน่ื
ทันทีที่มีช่องว่างขึ้น (4) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมที ั้งที่เกิดขึ้นโดยเจตนาและไม่ใช่อัตวิสัย (intentional
and nonsubjective) หมายความว่าไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจใดทีเ่ กิดขึน้ โดยปราศจากเป้าหมายและ
จุดมงุ่ หมาย แตก่ ็ไม่ได้หมายความวา่ ความสัมพนั ธเ์ ชิงอำนาจทัง้ หมดต้องเปน็ ผลมาจากทางเลือกและการ
ตัดสนิ ใจของปจั เจกบุคคลและ (5) ณ ท่ีใดก็ตามทอ่ี ำนาจปรากฏท่นี น้ั ยอ่ มมีการตอ่ ต้านขัดขนื ด้วยเหตุการ
ตอ่ ตา้ นขัดขืนจึงมิใชส่ ง่ิ ท่อี ยู่นอกความสัมพนั ธ์เชิงอำนาจและการดำรงอยู่ของอำนาจ ก็ขึ้นกับการต่อต้าน
ชดั ขืน ณ จุดตา่ ง ๆ ในความสมั พนั ธ์ทางสังคม ผูศ้ กึ ษาได้แจกแจงปฏิบัติการของอำนาจทก่ี ระทำผ่านการ
นิยามความปกติไม่ปกติซึ่งส่งผลต่อ “ความเป็นธรรมชาติและความชอบธรรมของการใช้เทคโนโลยีการ
สร้างวนิ ัยและความเคร่งครดั รดั กุมของระบอบคุก ในขณะเดียวกนั ก็สะกดใหเ้ สียงของผู้ต้องขังเงยี บลงผ่าน
ภาพของคุก ซึ่งสะท้อนในงานสารคดีเกี่ยวกับคุก เพื่อนำมาเปรยี บเทยี บกับภาพอันเกิดจากการปล่อยให้
ผู้ต้องขังไดแ้ สดงการโตแ้ ยง้ จากรอบนอกในปรมิ ณฑลต่าง ๆ เสยี งโตแ้ ยง้ เหล่านแี้ สดงใหเ้ หน็ การต่อต้านขัด
ขืนกลไกการสร้างวินัย อันประกอบด้วยการกำราบพฤตินิสัย “ผิดปกติ" ด้วยตารางเวลาการแก้ไขและ
พัฒนาพฤตินสิ ัย และการสอดสอ่ งให้ปฏิบัติการของกลไกดงั กลา่ วเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพด้วยการจดั
พื้นที่หน่วยงานและจัดวางผู้ต้องขังแต่ละคน ซึ่งมีภูมิหลังทางสังคมเศรษฐกิจการศึกษาและการกระทํา
ความผิดแตกต่างกันลงในพืน้ ที่ให้เหมาะกับภูมิหลังดังกล่าวรวมทั้งการต่อต้านขัดขืนระบอบคุกซึ่ง “ตัด
อิสรภาพ” ในการดำรงชีวิตทางสังคมในรปู แบบเดิม โดยเฉพาะการดำรงชีวิตในครอบครัวและการขัดขืน
การเปลื้องตัวตนหรืออัตลักษณ์ทางสังคม โดยอาศัยเกณฑ์การชี้ขาดและวินัยของศาสนาเป็นเคร่ืองมอื ใน

40

การต่อต้านขัดขืน อย่างไรก็ตามการต่อต้านขัดขืนที่เกิดขึ้นก็อาจถูกฉวยชิงโดยระบอบคุกและถูกใช้เป็น
หนทางซึ่งนำไปสู่การเพิ่มเติมและขยายกลไกเชิงอำนาจออกสู่ปริมณฑลใหม่ ที่ผู้ต้องขังสร้างขึ้นซึ่งก็จะ
นำไปสกู่ ารต่อต้านขดั ขนื ด้วยรูปแบบใหม่ ๆ และในปรมิ ณฑลอนื่ ตอ่ ไป

งานวิจัยทั้งสองข้างต้นเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวคิด
เกี่ยวกับอำจาจของฟูโกต์ ที่สามารถนำมาประกอบการวิจยั นี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องของอำนาจ พื้นที่การใช้
อำนาจ และการตอ่ ต้านขดั ขนื ทีเ่ ปน็ ผลมาจากการใช้อำนาจ

วสิ ุทธ์ิ เหล็กสมบรู ณ์ (2545) ได้ศึกษาพลวัตของความสมั พนั ธเ์ ชงิ อำนาจในชีวิตครอบครัว
และบทบาททางเพศสภาพของผู้หญิงอิวเมี่ยน (เย้า) ภายใต้ผลกระทบของการพัฒนา โดยเน้นศึกษา
กระบวนการสร้างและปรับเปลี่ยนบทบาททางเพศสภาพ (Gender Roles) ของผู้หญิงอิวเมี่ยนหรือเย้า
โดยใช้แนวการศึกษาแบบมานุษยวิทยาสตรีนิยม (Feminist Anthropoogy) และสตรีนิยมสาขาต่างๆ
รวมกันสร้างเป็นเครื่องมอื ในการตั้งคำถามในการวจิ ัยการสร้างกรอบคดิ และการวเิ คราะหอ์ ธิบายโดยผู้เป็น
กรณีศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยแบบเพื่อนร่วมวิจัย(Collaborative approach) ศึกษา
ความ สัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศสภาพ (Gender Roles) ของผู้หญิงกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจใน
ครอบครัว และเครือญาติในบริบทของการพัฒนา เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีปรับตัวของ
ผหู้ ญงิ ต่อการจดั การปญั หาชีวิตครอบครวั ภายใต้กระแสความเปลีย่ นแปลงทางสงั คมวัฒนธรรมที่ยากจะ
หลีกเลี่ยง ในการทำวิจัย ผู้เขียนนำเสนอชีวิตของผู้รว่ มวิจัย ซึ่งมีชื่อสมมุติว่า "ผึ้ง" เป็นตัวเอกในงานวจิ ยั
โดยผเู้ ขยี นแบง่ การวิเคราะหง์ านศกึ ษาชวี ิตครอบครวั ของหญงิ ที่เป็นกรณศี ึกษา และผู้ร่วมวิจัย ออกเป็น 3
ช่วง ช่วงที่ 1 ตั้งแต่เกิดจนก่อนจะมาอยูก่ บั คนรัก (พ.ศ. 2524-2541) ช่วงที่ 2 ช่วงที่มาอยูก่ ับคนรักโดย
เปิดเผย (พ.ศ. 2542) ช่วงที่ 3 หลังจากที่ยา้ ยมาอยูก่ ับคนรกั (พ.ศ. 2542-2544) ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ
สะทอ้ นภาพความสัมพนั ธเ์ ชงิ อำนาจในชวี ิตครอบครัว มองเหน็ อำนาจของโครงสร้างสงั คมทีซ่ อ่ นความ ไม่
ยุติธรรม ที่กระทำต่อปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะผู้หญิง และกระตุ้นแวดวงวิชาการให้วิพากษ์วัฒนธรรมอัน
จะปูทางไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ที่มีพื้นฐานมาจากสังคมชาวเขา และคนไทย ช่วยให้สังคมเข้าใจสภาพ
การเปล่ยี นแปลงเครอื ญาตแิ ละครอบครัวโดยเฉพาะผู้หญิงท่พี บปัญหาชวี ิต และหาแนวทางการอยู่รว่ มกับ
ครอบครวั และเครือญาตไิ ด้อยา่ งมคี วามสุข โดยเคารพสทิ ธิความเปน็ มนุษย์ ของกนั และกนั

รัตนา โตสกุล (2548 : 1-2) ได้ศึกษามโนทศั น์เรื่องอำนาจ เพื่อสำรวจเบือ้ งตน้ เกี่ยวกับ
แนวคดิ ทฤษฎวี ่าดว้ ยมโนทศั น์เรือ่ งอำนาจในสงั คม โดยมงุ่ ทำความเข้าใจนยิ ามความหมายและแหล่งที่มา
ของมโนทัศน์เรื่องอำนาจทางสังคม ทั้งในบริบทที่เป็นสากลและในประเทศไทยเมื่อกล่าวถึงคำว่า
“อำนาจ” คนส่วนใหญค่ งจะรสู้ ึกคนุ้ เคยกบั คำ ๆ นก้ี นั เปน็ อยา่ งดี เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมที่สะท้อน
ความสัมพันธ์เชิงอำนาจดูจะแทรกซึมแผ่ซ่านและปรากฏอยู่ในชีวิตทางสังคม วัฒนธรรมของเราทุกคน
ต้ังแต่ในจุดเล็ก ๆ ใกล้ตัวจนไกลตัวออกไป ความสัมพันธ์เชิงอำนาจปรากฏในหลายโครงสร้าง สถาบัน

41

สังคม นับตั้งแต่ครอบครัวสถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน สถาบันเศรษฐกิจ การเมืองรัฐและกลไก
ปฏิบตั กิ ารของรฐั ด้านอุดมการณ์ เช่น สถาบนั การศึกษา ความเช่อื ศาสนา สื่อและกลไกรัฐดา้ นการบังคับ
เช่น ศาลกฎหมาย คุก กองทัพ ตำรวจ และยังพบในความสมั พันธ์ทางสังคมลักษณะต่าง ๆ เช่น ระหว่าง
เพศ วัย ชนชั้น ชาติพันธุ์ คนชายขอบ (marginal groups) หรือคนที่ถูกกดทับ (subaltern groups) อีก
มากมาย อาทิ แรงงานขา้ มชาติทีล่ กั ลอบเขา้ เมือง โสเภณี คนตดิ เชอื้ เอดส์ เดก็ เร่รอ่ น คนขอทาน คนพกิ าร
เกย์ และเลสเบ้ยี น เป็นต้น

วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2555) ได้เขียนบทความเรื่องการใช้พลังอำนาจของผู้บริหาร
ผลการศึกษาพบวา่ พลงั อำนาจเป็นกลไกสำคญั ประการหน่งึ ในการดำเนินงาน เพือ่ ให้บรรลุเป้าหมายของ
องค์การ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการผลักดันการปฏิบัติงาน พลังอำนาจเป็นความสามารถของบุคคล
หรือกลุ่มบคุ คลท่ีมอี ิทธพิ ลเหนือบุคคลอ่นื ทำใหบ้ คุ คลอนื่ เชอ่ื ฟงั และยนิ ยอมปฏิบัติตาม โดยมีแหล่งฐาน
ที่มาอยู่ 7 แหล่ง ได้แก่ พลังอำนาจจากการให้รางวัล พลังอำนาจจากการบังคับ พลังอำนาจจากการ
เชี่ยวชาญ พลังอำนาจตามกฎหมาย พลังอำนาจจากการอ้างอิง พลังอำนาจจากข่าวสาร และพลัง
อำนาจจากการพึง่ พา วิธีการในการสร้างพลงั อำนาจในองค์การ ไดแ้ ก่ การแลกเปลีย่ นผลประโยชน์ การ
เอามาเป็นพวก การสร้างพันธมิตร การมีอิทธพิ ลในการกำหนดเกณฑ์ การควบคุมข้อมูล การให้บริการ
พเิ ศษ แนวทางการวจิ ยั เกี่ยวกับการใชพ้ ลังอำนาจของผู้บรหิ ารมี 3 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ การศกึ ษาการใช้พลัง
อำนาจของผู้บริหารในการบริหารงาน การเปรียบเทียบการใช้พลังอำนาจของผู้บริหาร การศึกษา
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตวั แปร หรอื ส่งผลต่อตัวแปรอนื่ ๆ

จิณณ์นภสั แสงมา (2545) ไดศ้ ึกษาการวิเคราะหว์ าทกรรมเรื่องเสรภี าพทางเพศ ในการ
ตอบปัญหาทางเพศของสื่อมวลชนไทย โดยศึกษากระบวนการสร้างวาทกรรมเรื่องเสรีภาพทางเพศ
ดังกล่าว และวิเคราะหเ์ ปรียบเทียบเนื้อหาและรูปแบบของวาทกรรม เรื่องเสรภี าพทางเพศในส่ือมวลชน
ไทยแต่ละประเภท สำหรับวิธีการวิจัยนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหาของ "การตอบปัญหาทางเพศ"
ในสื่อมวลชนไทย 5 ส่อื ได้แก่ สอื่ หนังสือพิมพ์ สือ่ นติ ยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทศั น์และสื่ออินเตอร์เน็ต และ
ใช้การสัมภาษณเ์ จาะลึกผู้ผลติ สาร โดยใช้แนวคิดเรอ่ื งการวิเคราะห์วาทกรรม ทฤษฎกี ารศกึ ษาสื่อมวลชน
แนวสตรีนิยม แนวคิดเรอ่ื งเพศวิถี และแนวคดิ เรือ่ งคณุ ลักษณะของสอื่ แต่ละประเภท มาเปน็ กรอบในการ
วเิ คราะห์ ผลการวจิ ยั ปรากฏวา่ 1.) ความหมายเรือ่ งเสรีภาพทางเพศของสอื่ มวลชนไทยในประเด็นท้ังสอง
คือ การเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และการสำส่อนทางเพศ แบ่งออกเป็น 3
ลักษณะคือ ลักษณะอนุรักษ์ ลักษณะปฏิรูปและลักษณะก้าวหน้า ซึ่งการสร้างความหมายดังกล่าว จะ
สง่ ผลตอ่ การสร้างอตั ลักษณ์ และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผู้หญงิ และผู้ชายในสงั คมไทย 2.) กระบวนการสรา้ ง
วาทกรรมเรื่องเสรีภาพทางเพศ มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างปฏิบัติการทางวาทกรรม อันได้แก่ ผู้นำเสนอตัว
บท การคัดเลอื กคำถาม รปู แบบการส่อื สารและกลมุ่ เปา้ หมาย กบั ปฏบิ ัตกิ ารทางสงั คมวัฒนธรรม โดยการ

42

ผลิตวาทกรรมบางส่วนในการตอบปัญหาทางเพศ มีลักษณะสอดคล้องกับวาทกรรมกระแสหลัก ได้แก่
วาทกรรมในระบบสังคม-วัฒนธรรม วาทกรรมในระบบกฎหมาย และวาทกรรมในระบบศาสนา ซึ่ง
สนับสนุนอุดมการณ์ผัวเดยี ว เมียเดียว ในขณะที่วาทกรรมบางส่วนมีลักษณะสอดคลอ้ งกับวาทกรรมทวน
กระแส ได้แก่ วาทกรรมของกลุ่มสตรีนยิ ม 3.) วาทกรรมเรื่องเสรีภาพทางเพศทีป่ รากฏในแต่ละสื่อ จะมี
เนื้อหาที่คลา้ ยคลงึ กนั น่นั คือ ยงั คงมีเนอื้ หาในลกั ษณะการอนุรักษ์ มากกวา่ ลกั ษณะความกา้ วหน้าในเร่ือง
เสรีภาพทางเพศ ทั้งน้ี เนื่องมาจากลักษณะของสังคมไทยที่ยึดเกณฑ์มาตรฐานซ้อน ในการประเมิน
พฤติกรรมระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย แต่จะมีรูปแบบในการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างกันในแต่ละสื่อ อัน
เนอ่ื งมาจากคณุ ลักษณะของสื่อทมี่ ีความแตกต่างกัน

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องอำนาจ ผู้วิจัยสนใจประเด็น
เรอ่ื งแนวคดิ ของอำนาจ ทม่ี าของอำนาจ กระบวนการใชอ้ ำนาจ และผลของการใช้อำนาจ โดยพบว่ายงั ไม่
มีการศึกษาแนวคดิ อำนาจในนวนิยายวายเรือ่ ง คาธ ของปราปต์ซง่ึ เป็นประเด็นทผี่ วู้ จิ ัยสนใจ โดยผู้วิจัยจะ
นำเอาเอกสารและงานวิจัยข้างตน้ มาประกอบเป็นแนวทางในการศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ และเกิด
ประโยชนต์ อ่ การศึกษาเร่อื งของอำนาจ เพศ สง่ ผลตอ่ การเรยี นรแู้ ละสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดีในสงั คมตอ่ ไป


Click to View FlipBook Version