The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chalermkiat Ketdee, 2022-10-09 22:43:59

วิจัยในชั้นเรียน

นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม

1

การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือเสริมประสบการณ์
การเรียนรู้เร่ือง If-Clause ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 5
โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม

นายเฉลมิ เกียรติ เกตุดี

วจิ ัยในช้ันเรียนนี้เป็ นส่วนหนง่ึ ของการพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565

2

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้หนงั สือเสริมประสบการณ์
การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 5
โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม

นายเฉลมิ เกียรติ เกตุดี

วิจัยในช้ันเรียนน้เี ป็ นส่วนหนง่ึ ของการพฒั นาการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาองั กฤษ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 256

3

หัวขอ้ วจิ ยั ในช้นั เรียน การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษโดยใชห้ นงั สือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5
โดย โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
หลกั สูตร นายเฉลิมเกียรติ เกตดุ ี
ปี การศกึ ษา ประกาศนียบตั รบณั ฑิตวิชาชีพครู
2565

บทคดั ย่อ

การวิจัยเรื องก ารพัฒ น าผล สัม ฤทธ์ ิ ทางก ารเรี ยน วิช าภาษาอังก ฤ ษโดยใช้ห นังสื อ เสริ ม
ประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5 โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
มวี ตั ถุประสงค์การวจิ ยั คือ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนักเรียน
ก่อนและหลงั เรียนโดยใชห้ นังสือหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause และ 2) เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนักเรียนหลงั เรียนโดยใชห้ นังสือหนังสือ
เสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause กบั เกณฑ์ เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลมี 1)
หนังสือเสริมประสบการเรียนรู้เรื่อง If-Clause และ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางเรียนเรื่อง If-
Clause สถิติพ้ืนฐานท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือใช้สถิติแบบบรรยายโดยการหาค่าเฉล่ียและค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจยั พบว่า 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนกั เรียนหลงั เรียน โดยใช้
หนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause มากกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 8.6 คะแนน และ
2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนกั เรียนหลงั เรียนโดยใช้หนังสือเสริมประสบการณ์
การเรียนรู้เร่ือง If-Clause มากกว่าเกณฑ์ เทา่ กบั 0.6 คะแนน

4

กติ ติกรรมประกาศ

รายงานการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษโดยใชห้ นงั สือเสริมประสบการณ์
การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมฉบบั น้ี สาเร็จ
ลลุ ่วงไดด้ ว้ ยดีดว้ ยความกรุณาช่วยเหลือใหค้ าแนะนา และคาปรึกษาอยา่ งดียิง่ ของ รศ.ดร.ทิพยว์ มิ ล
วงั แกว้ หิรัญ อาจารยป์ ระจาวิชาการวิจยั ทางการศึกษาท่ีไดใ้ ห้ความรู้ แนวคิด ตลอดจนขอ้ เสนอแนะ
ต่าง ๆ ทุกดา้ น อนั เป็นประโยชน์ตอ่ การศึกษาและการทาวจิ ยั ดว้ ยดีตลอดมา

ขอกราบขอบพระคุณ นางสาวขตั ติยา หนั ทยุง หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
ครูชานาญการพิเศษ ท่ใี ห้คาแนะนา ช้ีแนะแนวทางท่ีเป็นประโยชนใ์ นการหาคณุ ภาพเครื่องมือในการ
ทาวจิ ยั และขอขอบคุณนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 5 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม ปี การศึกษา 2565 ทุก
คนทีใ่ ห้ความร่วมมอื ในการทาวิจยั คร้งั น้ีสาเร็จลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี

สุดทา้ ยน้ีผูว้ ิจยั ขอขอบพระคุณผูเ้ ชียวชาญท้งั 6 ท่านที่ได้กรุณาสละเวลา ตรวจทานแกไ้ ข
หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause และเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจยั ให้มีความถูกตอ้ ง
เหมาะสม

นายเฉลมิ เกียรติ เกตุดี
กนั ยายน 2565

สารบญั 5

บทคดั ยอ่ หน้า
กิตติกรรมประกาศ ก
สารบญั ข
สารบญั ตาราง ค
สารบญั ภาพ ง
บทที่ จ
1 บทนา
1
1.1 ความสาคญั ของปัญหา 1
1.2 คาถามวจิ ยั 3
1.3 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 3
1.4 ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจยั 3
1.5 ขอบเขตของการวิจยั 4
1.6 สมมตฐิ านการวจิ ยั 4
1.7 คานิยามศพั ท์ 5
2 วรรณกรรมท่เี กี่ยวขอ้ ง 6
2.1 หลกั สูตรสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 7
2.2 ความหมายของหนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ 11
2.3 ความสามารถในการอา่ นภาษาองั กฤษ 12
2.4 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 13
2.5 ประเภทของแบบทดสอบการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 13
2.6 ความหมาย เน้ือหาของ If-Clause 31
2.7 งานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง 32
2.8 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั 38
3 วิธีการดาเนินการวิจยั 39
3.1 กลุ่มเป้าหมาย 39
3.2 แบบแผนการวจิ ยั 39
3.3 เคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั 40

สารบัญ (ต่อ) 6

3.4 การสร้างเคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั หน้า
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 40
3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มูล 41
4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 42
4.1 ผลการวจิ ยั 43
5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 43
5.1 สรุปผลการวจิ ยั 45
5.2 การอภปิ รายผล 45
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 45
รายการอา้ งอิง 46
ภาคผนวก 48
ภาคผนวก ก 51
ภาคผนวก ข 52
ภาคผนวก ค 54
ภาคผนวก ง 77
ภาคผนวก จ 108
ภาคผนวก ฉ 110
ประวตั ผิ วู้ จิ ยั 115
118

7

สารบญั ตาราง หน้า
30
ตารางท่ี 40
42
1 ความแตกต่างของขอ้ สอบอตั นยั และปรนยั
43
2 แบบแผนวจิ ยั
3 การจดั กิจกรรมการเรียนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน 44
4 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าภาษาองั กฤษเรื่อง If-Clause ของนกั เรียนหลงั

เรียนโดยใชห้ นงั สือเสริมประสบการณเ์ รียนรู้เร่ือง If-Clause
5 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษเร่ือง If-Clause ของนกั เรียนหลงั

เรียนโดยหนงั สือเสริมประสบการณเ์ รียนรู้เร่ือง If-Clause กบั เกณฑ์

สารบัญภาพ 8

ภาพที่ หน้า
1 โครงสร้างประโยค If-clause แบบท่ี 1 31
32
ประเภท Present real condition sentences 38
2 โครงสร้างประโยค If-clause แบบที่ 2

ประเภท Present unreal condition sentences
3 กรอบแนวคิดในการวิจยั

9

บทท่ี 1

บทนา

ความสาคญั ของปัญหา

กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 254) กล่าววา่ ในสังคมโลกปัจจุบนั การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
มีความสาคญั และจาเป็นอย่างย่ิงในชีวิตประจาวนั เนื่องจากเป็นเครื่องมือสาคญั ในการติดต่อส่ือสาร
การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั วฒั นธรรมและ
วิสัยทศั น์ของชุมชนโลก และตระหนกั ถึงความหลากหลายทางวฒั นธรรมและมุมมองของสังคมโลก
นามาซ่ึงมิตรไมตรีและความร่วมมือกบั ประเทศต่าง ๆ ช่วยพฒั นาผูเ้ รียนให้มีความเขา้ ใจตนเองและ
ผูอ้ ่ืนดีข้ึน เรียนรู้และเขา้ ใจความแตกต่างของภาษาแลวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด
สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใชภ้ าษาต่างประเทศ และใช้
ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมท้ังเขา้ ถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ไดง้ ่ายและกวา้ งข้ึน และมี
วิสัยทศั น์ในการดาเนินชีวติ

ภาษาต่างประเทศทีเ่ ป็นสาระการเรียนรู้พ้ืนฐาน ซ่ึงกาหนดให้เรียนตลอดหลกั สูตรการศึกษา
ข้นั พ้นื ฐาน คือ ภาษาองั กฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอืน่ เช่น ภาษาฝรัง่ เศส เยอรมนั จีน ญีป่ ่ ุน อาหรับ
บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพ่ือนบา้ น หรือภาษาอ่ืน ๆ ให้อย่ใู นดุลยพินิจของสถานศึกษาท่ีจะจดั ทา
รายวชิ าและจดั การเรียนรู้ตามความเหมาะสม

จากพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542.ไดจ้ ดั ให้มีการเรียนการสอนท่ียึด
ผเู้ รียนเป็นศูนยก์ ลาง ทาให้ผเู้ รียนสามารถเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง เปลี่ยนบทบาทของครูจากผทู้ ่ีถ่ายทอด
ความรู้เพียงผูเ้ ดียว มาเป็นผูช้ ้ีนาความรู้ มีรูปแบบการเรียนการสอนท่ีหลากหลายเหมาะสมกบั สภาพ
ของบุคคล ให้การสนับสนุนส่ือการเรียนการสอน และศูนย์การเรียนรู้ท่ีจะต้องให้ผูเ้ รียนเป็ น
ศูนยก์ ลาง ยกระดบั คุณภาพการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ให้มี
มาตรฐานสูงข้ึน ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แนวทางการจดั การเรียนรู้ภาษาองั กฤษที่เน้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั โดย
มุ่งเน้นให้ผูเ้ รียนสามารถเรียนรู้ได้ดว้ ยตนเอง ผูเ้ รียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนและ
ไดร้ ับการฝึกฝน (กรมวิชาการ,.2545 :.144)

จินดา พลีรักษ์ (2551 : 8) ไดใ้ ห้ความหมายของสื่อการเรียนรู้วา่ สื่อ หมายถึง ตวั กลาง หรือ
ระหว่างส่ิงต่างๆ ท่ีเป็ นพาหะนาความรู้หรือหรือสารสนเทศระหว่างผูส้ ่งกบั ผูร้ ับ เพ่ือเป็ นการพฒั นา

10

การศึกษาให้บรรลุวตั ถุประสงคไ์ ดช้ ดั เจนย่ิงข้ึน การจดั การเรียนรู้ในปัจจุบนั จึงมีรูปแบบการจดั การ
เรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการนา ส่ือต่าง ๆ แต่ละประเภทมาใช้ในการจัดกิจกรรม เพ่ือให้
บรรลุผลตามเป้าหมาย หนังสือการ์ตูน จึงเป็นอีกทางเลือกหน่ึงท่ีเขา้ มามีบทบาทในการเสนอสาระ
ความรู้ โดยนาเสนอดว้ ยภาพและคาบรรยายทส่ี ามารถดึงดดู ความสนใจ เพือ่ ใหผ้ อู้ ่านเกิดการเรียนรู้ท่ีดี
รูปแบบของหนงั สือการ์ตูนเป็นจุดออ่ นที่ทาให้เดก็ สนใจ โดยเฉพาะการส่ือความหมายดว้ ยภาพ แมแ้ ต่
เดก็ ที่ยงั อ่านหนงั สือไมอ่ อกก็สามารถลาดบั เรื่องไดจ้ ากภาพ

จากผลงานการวิจยั ของ จินดา พลีรกั ษ์ (2551 : 8) ไดจ้ ดั กระบวนการเรียนรู้แบบใชส้ ่ือหนงั สือ
การ์ตนู ก่อนและหลงั การใชส้ ื่อ ผลปรากฏว่า นกั เรียนไดร้ บั การจดั การเรียนรู้โดยใชส้ ื่อหนงั สือการ์ตูน
เขา้ มาประกอบการสอนน้นั สามารถทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน และเน่ืองดว้ ยใน
ปัจจุบนั หนงั สือวิชาภาษาองั กฤษทีเ่ นน้ Grammar ลว้ น ๆ น้นั มกั ปรากฏแต่เพียงตวั อกั ษรภาษาองั กฤษ
เท่าน้ัน หรือถา้ มีกม็ กั ไม่ตรงกบั เน้ือหาท่ีเรียนมากนัก และค่อนขา้ งมีน้อยแมก้ ระท้งั ในอินเตอร์เน็ตก็
ตาม จากการที่ภายในหนังสือมแี ต่ตวั อกั ษรลว้ น ๆ น้นั ส่งผลทาให้นกั เรียนไมส่ นใจท่ีจะอา่ นหนังสือ
ภาษาองั กฤษ เวลาท่ีครูผูส้ อนนักเรียนก็จะใชว้ ิธีการเขียนโครงสร้างประโยค ตวั อย่างประโยคลงบน
กระดานหรือ Power point ซ่ึงไม่ไดช้ ่วยให้นกั เรียนมีความรู้ความเขา้ ใจมากข้ึน แตใ่ นทางตรงกนั ขา้ ม
เม่ือมรี ูปภาพต่าง ๆ นกั เรียนสามารถจดจาเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว

ผวู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษาปัญหาการเรียนการสอนรายวิชาภาษาองั กฤษ จากผูเ้ รียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5
โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมโดยพิจารณาจากผลการเรียนวิชาภาษาองั กฤษเร่ือง If-Clause พบว่าผเู้ รียน
ไม่สามารถจาโครงสร้างสร้างและแยกประโยค If-Clause แบบ Present real condition sentences และ
Present unreal condition sentences ได้

จากเหตุผลดังกล่าวผูว้ ิจัยในฐานะครูผูส้ อนวิชาภาษาอังกฤษ จึงมีความสนใจที่จะพฒั นา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 โดยใช้หนังสือเสริมประสบการณ์เรียนรู้
เร่ือง If-Clause และเพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังจากใช้หนังสือเสริมประสบการณ์เรียนรู้
เรื่อง If-Clause ในการประกอบการสอน ว่านกั เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ ในเรื่องดงั กลา่ วเพิม่ ข้ึน มาก
น้อยเพียงใด อีกท้ังยงั ก่อให้เกิดแนวทางในการพัฒนา การจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพตอ่ ไป

11

คาถามวจิ ัย

การวิจัย เรื่องการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
มคี าถามวจิ ยั ดงั น้ี

1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนักเรียนก่อนและหลงั เรียน
โดยใชห้ นงั สือเสริมประสบการณก์ ารเรียนรู้เรื่อง If-Clause เป็นอยา่ งไร

2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนหลงั เรียนโดยใช้
หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause กบั เกณฑเ์ ป็นอยา่ งไร

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

การวิจัย เร่ืองการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
มีวตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ดงั น้ี

1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนักเรียนก่อนและหลงั เรียน
โดยใชห้ นงั สือเสริมประสบการณก์ ารเรียนรู้เรื่อง If-Clause

2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนหลงั เรียนโดยใช้
หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause กบั เกณฑ์

ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับจากการวจิ ัย

ผลการวิจยั คร้ังน้ีจะเป็ นขอ้ มูลให้ครูผูส้ อนนามาวิเคราะห์ พิจารณา ปรับปรุงการเรียนการ
สอนวิชาภาษาองั กฤษให้มปี ระสิทธิภาพและเป็นแนวทางในการพฒั นาการเรียนการสอนในเรื่องอ่นื ๆ

12

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
มีขอบเขตของการวจิ ยั ดงั น้ี

ด้านกล่มุ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมจานวน 10 คน ท่ีมีปัญหาการเรียนภาษาองั กฤษเร่ือง If-
Clause

ด้านเนื้อหา
เน้ือหาที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีเป็ นเน้ือหา เร่ือง If-Clause ประเภท Present real condition
sentences และ Present unreal condition sentences

ด้านตวั แปร
ตวั แปรทใี่ ชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ีมี 2 ชนิด คือ

1. ตวั แปรตน้ คือ หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause
2. ตวั แปรตาม คือ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

สมมติฐานการวจิ ยั

การวิจัย เร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณก์ ารเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
มีสมมติฐานการวจิ ยั ดงั น้ี

1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณก์ ารเรียนรู้เรื่อง If-Clause มากกวา่ กอ่ นเรียน

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause มากกว่าเกณฑ์

13

คานิยามศัพท์

การวิจัย เรื่องการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
เพอื่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจท่ีตรงกนั ผูว้ ิจยั ไดใ้ ห้ความหมายคาศพั ท์ ดงั น้ี

1. นกั เรียน หมายถึง ผูเ้ รียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมภาคเรียนท่ี
1 ปี การศึกษา 2565

2. โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมหมายถึง สถานศึกษาสังกดั สานักงานเขตพ้ืนพี่การศึกษา
มธั ยมศึกษาสระแกว้ กระทรวงศึกษาธิการ ต้งั อยเู่ ลขที่ 325 ม.5 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแกว้
นคร 10530

3. หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนเรียนรู้ คือ เคร่ืองมือที่ผูว้ ิจยั ใชใ้ นการจดั การเรียนการ
สอนเรื่องIf-Clause ประกอบไปดว้ ยเน้ือหา 2 ส่วน คือ

3.1 เน้ือหา If-Clause ประเภท Present real condition sentences
3.2 เน้ือหา If-Clause ประเภท Present unreal condition sentences
4. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ความสามารถของนกั เรียนในการเรียนวิชาภาษาองั กฤษ
ซ่ึงสามารถวดั ไดจ้ าก คะแนนการตอบแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง If-Clause
5. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง If-Clause หมายถึง เครื่องมือวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเร่ือง If-Clause มี 2 ประเภท
5.1 เคร่ืองมือวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง If-Clause ประเภท Present real condition
sentences
5.2 เคร่ืองมือวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง If-Clause ประเภท Present unreal condition
sentences
6. เกณฑ์ หมายถึง ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาองั กฤษ เร่ือง If-Clause ของนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 5 โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม สูงกว่าร้อยละ 80

14

บทท่ี 2

วรรณกรรมทีเ่ กยี่ วข้อง

การวิจยั ในคร้ังน้ี เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 5
โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคมในรายวชิ าภาษาองั กฤษ โดยใช้หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง
If-Clause และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง If-Clause โดยผูว้ ิจัยได้ศึกษา ค้นควา้
เอกสารและวรรณกรรมท่เี กี่ยวขอ้ งดงั น้ี

1. หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มาตรฐานการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ สาหรับผเู้ รียนช่วงช้นั ที่ 4

1.1 สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
1.2 มาตรฐานการเรียนรู้
1.3 คุณภาพของผูเ้ รียนภาษาองั กฤษเมือ่ จบช่วงช้นั ที่ 4
2. ความหมายของหนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้
3. ความสามารถในการอา่ นภาษาองั กฤษ
4. ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
5. ประเภทของแบบทดสอบการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
5.1 ความหมายของแบบทดสอบ
5.2 ประเภทของแบบทดสอบ
5.3 แบบทดสอบและการสร้าง
6. ความหมายของเน้ือหาของ If-Clause
7. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
8. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

15

หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มาตรฐานการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ สาหรับผ้เู รียนช่วงช้ันท่ี 4

กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 220) ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมี
ความสาคญั และจาเป็นอย่างย่ิงในชีวิตประจาวนั เนื่องจากเป็ นเครื่องมือสาคญั ในการติดต่อส่ือสาร
การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกับวฒั นธรรมและ
วิสัยทศั น์ของชุมชนโลก และตระหนกั ถึงความหลากหลายทางวฒั นธรรมและมุมมองของสังคมโลก
นามาซ่ึงมิตรไมตรีและความร่วมมือกบั ประเทศต่าง ๆ ช่วยพฒั นาผูเ้ รียนให้มีความเขา้ ใจตนเองและ
ผอู้ ื่นดีข้ึน เรียนรู้และเขา้ ใจความแตกตา่ งของภาษาและวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด
สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใชภ้ าษาต่างประเทศ และใช้
ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมท้ังเขา้ ถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกวา้ งข้ึน และมี
วิสยั ทศั นใ์ นการดาเนินชีวิต

ภาษาต่างประเทศทเ่ี ป็นสาระการเรียนรู้พ้ืนฐาน ซ่ึงกาหนดให้เรียนตลอดหลกั สูตรการศึกษา
ข้นั พ้ืนฐาน คือ ภาษาองั กฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรัง่ เศส เยอรมนั จีน ญี่ป่ ุน อาหรับ
บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพ่ือนบา้ น หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจดั ทา
รายวิชาและจดั การเรียนรู้ตามความเหมาะสม

การจดั การเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ ในหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐานมีความคาดหวงั
วา่ เมือ่ ผูเ้ รียนเรียนภาษาตา่ งประเทศอยา่ งต่อเน่ืองต้งั แต่ช้นั ประถมศึกษาถงึ ช้นั มธั ยมศึกษาผูเ้ รียนจะมี
เจตคติท่ีดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหา
ความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับสูงข้ึน รวมท้ังมีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองราวและ
วฒั นธรรมอนั หลากหลายของประชาคมโลกสามารถถ่ายทอดความคิดและวฒั นธรรมไทยไปยงั สังคม
โลกไดอ้ ยา่ งสร้างสรรค์

กรมวชิ าการ (2546 : 1) ไดก้ าหนดโครงสร้างหลกั สูตรของภาษาตา่ งประเทศ กาหนดตาม
ระดบั ความสามารถทางภาษาและพฒั นาการของผเู้ รียน (Proficiency-Based) เป็นสาคญั โดยจดั แบง่
เป็น 4 ระดบั คือ

1. ช่วงช้นั ท่ี 1 (ป.1 -3) ระดบั เตรียมความพร้อม (Preparatory Level)
2. ช่วงช้นั ท่ี 2 (ป.4 -6) ระดบั ตน้ (Beginner Level)
3. ช่วงช้นั ท่ี 3 (ม.1 -3) ระดบั กาลงั พฒั นา (Developing Level)
4. ช่วงช้นั ที่ 4 (ม.4 -6) ระดบั กา้ วหนา้ (Expanding Level)

16

สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 221) กล่าวถึงสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศว่าหมายถึง องค์
ความรู้ที่เป็นสากลสาหรบั ผูเ้ รียนภาษาต่างประเทศ ประกอบดว้ ย สาระดา้ นภาษาเพื่อการสื่อสาร ภาษา
และวฒั นธรรม ภาษากบั ความสัมพนั ธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน และภาษากบั ความสัมพันธ์กบั
ชุมชนโลก
สาระท่ี 1 ภาษาเพ่ือการสื่อสาร (Communication) หมายถึง การใชภ้ าษาต่างประเทศ เพ่ือทา
ความเขา้ ใจแลกเปลี่ยน นาเสนอขอ้ มลู ข่าวสาร แสดงความคิดเห็น เจตคติ อารมณ์ และความรู้สึกใน
เร่ือง ตา่ ง ๆ ท้งั ท่เี ป็นภาษาพดู และภาษาเขยี น
สาระท่ี 2.ภาษาและวฒั นธรรม (Cultures) หมายถงึ ความรู้และความเขา้ ใจ เกี่ยวกบั ชีวติ ความ
เป็นอยพู่ ฤติกรรมทางดา้ นสงั คม คา่ นิยมและความเช่ือทแ่ี สดงออกทางภาษา
สาระท่ี 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน (Connections) หมายถึง
ความสามารถในการใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการแสวงหาความรู้ทสี่ ัมพนั ธก์ บั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่ืน
สาระที่ 4.ภาษากบั ความสัมพนั ธ์กบั ชุมชนและโลก (Communities) หมายถึง ความสามารถ
ในการใชภ้ าษาต่างประเทศภายในชุมชน และเป็นพ้ืนฐานในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้ตลอด
ชีวติ

มาตรฐานการเรียนรู้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 228-243) มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา
ตา่ งประเทศ หมายถึง ผลการเรียนรู้ท่ีตอ้ งการให้เกิดข้ึนในตวั ของผูเ้ รียน เป็นมาตรฐานกลาง ซ่ึงเป็ น
กรอบดา้ นความรู้ ทกั ษะกระบวนการและคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ทีส่ ถานศึกษาสามารถนาไปปรับ
และพฒั นา เพอ่ื กาหนดเป็นผลการเรียนรู้ในหลกั สูตรสถานศึกษา มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นขอ้ กาหนด
เกี่ยวกบั ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั ของผูเ้ รียน อนั จะนาไปสู่การจดั กระบวนการเรียนรู้และการวดั ผล
ประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 8 มาตรฐาน ตามสาระท้งั ส่ีดงั ตอ่ ไปน้ี
สาระท่ี 1 ภาษาเพอื่ การส่ือสาร
มาตรฐาน ต 1.1 : เขา้ ใจกระบวนการฟังและการอ่าน สามารถตคี วามเรื่องที่ฟัง และอ่านจาก
สื่อประเภทตา่ งๆ และนาความรู้มาใชอ้ ยา่ งมีวจิ ารณญาณ
มาตรฐาน ต 1.2 : มที กั ษะในการสื่อสารทางภาษา แลกเปลีย่ นขอ้ มูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึก
และความคดิ เห็นโดยใชเ้ ทคโนโลยีและการจดั การทเี่ หมาะสมเพ่อื การเรียนรู้ตลอดชีวิต
มาตรฐาน ต 1.3 : เขา้ ใจกระบวนการพูด การเขียน และการสื่อสารขอ้ มูล ความคิดรวบยอด
และความคดิ เห็นในเร่ืองต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ และมสี ุนทรียภาพ

17

สาระที่ 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 : เขา้ ใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา และ
นาไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั กาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 : เข้าใจความเหมือน และความแตกต่างระหว่างภาษาและวฒั นธรรมของ
เจา้ ของภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ยา่ งมวี ิจารณญาณ
สาระที่ 3 ภาษากบั ความสัมพนั ธ์กบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อนื่
มาตรฐาน ต 3.1 : ใช้ภาษาตา่ งประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กบั กลุ่มสาระการเรียนรู้อ่นื และ
เป็นพ้ืนฐานในการพฒั นา และเปิ ดโลกทศั น์ของตน
สาระที่ 4 ภาษากบั ความสัมพนั ธก์ บั ชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 : สามารถใช้ภาษาต่างประเทศตามสถานการณ์ต่าง ๆ ท้ังในสถานศึกษา
ชุมชน และสงั คม
มาตรฐาน ต 4.2 : สามารถใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การศึกษาต่อ การ
ประกอบอาชีพการสร้างความร่วมมือ และการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คม

คณุ ภาพของผ้เู รียนภาษาอังกฤษเม่ือจบช่วงช้ันท่ี 4
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 226-227) หลักสูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ไดก้ าหนดให้กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็ นสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างพ้ืนฐานความเป็ นมนุษย์ และสร้าง
ศกั ยภาพในการคิดและการทางานอยา่ งสร้างสรรค์ เพ่ือพฒั นาผเู้ รียนให้มีคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ตรงตามจดุ มงุ่ หมายของหลกั สูตรอนั เป็นคุณภาพตามความคาดหวงั ของหลกั สูตรการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน
การทจ่ี ะทาใหผ้ เู้ รียนเกิดคณุ ภาพไดต้ ามทค่ี าดหวงั ดงั กลา่ ว หลกั สูตร
การศึกษาข้นั พ้ืนฐานไดก้ าหนดองคค์ วามรู้ ทกั ษะหรือกระบวนการ และคุณธรรมจริยธรรม
คา่ นิยมท่ีผเู้ รียนพงึ มีเมอ่ื จบการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
มาตรฐานของผูเ้ รียนช่วงช้ันท่ี 4 (ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4-6) เม่ือจบช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 6 แลว้
ผูเ้ รียนจะมีมาตรฐานดงั น้ี
1. ปฏิบตั ิตามคาแนะนาในคู่มือการใช้งานต่าง ๆ คาช้ีแจง คาอธิบาย และคาบรรยายทีฟ่ ังและ
อ่าน อ่านออกเสียงขอ้ ความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครส้ันถูกตอ้ งตามหลกั การ
อ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพนั ธ์กบั สื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ ที่อ่าน
รวมท้งั ระบุและเขียนสื่อท่ีไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ สัมพนั ธ์กบั ประโยคและขอ้ ความท่ีฟังหรือ
อา่ นจบั ใจความสาคญั วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่าน
เร่ืองท่ีเป็นสารคดีและบนั เทิงคดี พร้อมท้งั ใหเ้ หตุผลและยกตวั อยา่ งประกอบ

18

2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเก่ียวกับตนเองและเร่ืองต่าง ๆ ใกล้ตัว ประสบการณ์
สถานการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นท่ีอยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเน่ืองและเหมาะสม
เลือกและใชค้ าขอร้อง คาช้ีแจง คาอธิบาย และให้คาแนะนา พูดและเขียนแสดงความตอ้ งการ เสนอ
และให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จาลองหรือ
สถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ขอ้ มูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และ
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั เรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ท่ีฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียน
บรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกบั เร่ืองต่าง ๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และ
ข่าว/เหตุการณอ์ ยา่ งมีเหตุผล

3. พดู และเขียนนาเสนอขอ้ มลู เกี่ยวกบั ตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและประเด็น
ต่างๆ ตามความสนใจ พดู และเขียนสรุปใจความสาคญั แกน่ สาระท่ีไดจ้ ากการวิเคราะหเ์ ร่ือง กิจกรรม
ข่าวเหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับกิจกรรม
ประสบการณ์ และเหตุการณ์ ท้ังในท้องถ่ิน สังคม และโลก พร้อมท้ังให้เหตุผลและยกตัวอย่าง
ประกอบ

4. เลือกใช้ภาษา น้าเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา โอกาสและ
สถานท่ีตามมารยาทสังคมและวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความ
เช่ือ และท่มี าของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจา้ ของภาษา เขา้ ร่วม แนะนา และจดั กิจกรรมทาง
ภาษาและวฒั นธรรมอยา่ งเหมาะสม

5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน คาพงั เพย
สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย วิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและความ
แตกตา่ งระหวา่ งวิถีชีวิต ความเช่ือ และวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษากบั ของไทย และนาไปใชอ้ ยา่ งมีเหตุผล

6. คน้ ควา้ /สืบคน้ บนั ทึก สรุป และแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั ขอ้ มูลที่เก่ียวขอ้ งกบั กลุ่มสาระ
การเรียนรู้อ่นื จากแหลง่ เรียนรู้ต่าง ๆ และนาเสนอดว้ ยการพูดและการเขียน

7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จาลองที่เกิดข้ึนในห้องเรียน สถานศึกษา
ชุมชน และสงั คม

8. ใชภ้ าษาต่างประเทศในการสืบคน้ /คน้ ควา้ รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปความรู้/ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ
จากส่ือและแหล่งการเรียนรู้ตา่ ง ๆ ในการศกึ ษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพนั ธ์ ขอ้ มูล
ขา่ วสาร ของโรงเรียน ชุมชน และทอ้ งถน่ิ /ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ

9. มีทกั ษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เนน้ การฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) ส่ือสารตามหัวเรื่องเก่ียวกบั
ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ส่ิงแวดลอ้ ม อาหาร เคร่ืองด่ืม ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่างและ
นันทนาการ สุขภาพและสวสั ดิการ การซ้ือ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทาง

19

ท่องเที่ยว การบริการ สถานท่ี ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคาศพั ท์ประมาณ
3,600-3,750 คา (คาศพั ทท์ ี่มีระดบั การใชแ้ ตกตา่ งกนั )

10. ใชป้ ระโยคผสมและประโยคซบั ซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่าง ๆ ในการสนทนา ท้งั
ที่เป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ

ความหมายของหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้

ศุภชัย หาญชัย (2551) กล่าวถึงหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้หรือหนังสืออ่าน
ประกอบว่า หมายถึง หนังสือท่ีกระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้ใชใ้ นโรงเรียนได้ ผูเ้ รียนและผูส้ อน
ใช้ประกอบการเรียนการสอน แต่มิใช่กาหนดเป็ นหนังสือเรียนหรือแบบเรียน เป็ นหนังสือเพื่อ
การศึกษาความรู้ดว้ ยตนเอง เพื่อความเพลิดเพลินซาบซ้ึงในคุณค่าภาษา เพ่ือเสริมสร้างทักษะและ
นิสัยรักการอ่าน หรือเพ่ือให้เพิ่มพูนความรู้ความเขา้ ใจในสิ่งที่เรียนตามหลกั สูตรให้กวา้ งขวางข้ึน
จาแนกออกเป็น หนังสืออ่านนอกเวลา หนงั สืออ่านประกอบ หนงั สืออ่านเพมิ่ เติม หนงั สือส่งเสริม
การอ่านและหนงั สืออา้ งองิ โดยมคี วามหมายดงั น้ี

หนงั สืออ่านนอกเวลา หมายถงึ หนงั สือทก่ี ระทรวงศึกษาธิการ กาหนดใหใ้ ชใ้ นการเรียนวชิ า
ใดวิชาหน่ึงตามหลงั สูตร นอกเหนือจากหนงั สือเรียน สาหรบั ให้ผูอ้ ่านนอกเวลาเรียนโดยถือว่าเป็น
ส่วนหน่ึงของการเรียนตามหลกั สูตร

หนงั สืออ่านประกอบ หมายถึง หนงั สือท่ีใชเ้ สริมหรือเพ่ิมเติมประกอบในสาขาวิชาท่ีเรียน
เพื่อมุ่งให้ผูเ้ รียนไดม้ ีโอกาสรู้จกั และคุน้ เคยกบั งานเขยี นต่าง ๆ ไดแ้ นวคิดท่ีหลากหลายและทนั สมยั
กา้ วหนา้

หนงั สืออ่านเพิ่มเติม หมายถึง หนงั สือที่มีสาระอา้ งหลกั สูตร เพื่อช่วยให้การจดั การเรียนรู้
เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของหลกั สูตร นอกจากน้นั ยงั ช่วยให้ผเู้ รียนสามารถศึกษาหาความรู้ไดด้ ว้ ย
ตนเองคามความเหมาะสมกบั วยั และความสามารถในการอา่ นเพื่อการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล

หนังสือส่งเสริมการอ่าน หมายถึง หนังสือท่ีจดั ทาข้ึนมีจุดประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ผูอ้ ่าน
เกิดทกั ษะในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่านย่ิงข้นั อาจเป็นหนงั สือประเภทสารคดี นวนิยาย นิทาน
ฯลฯ ทไ่ี ม่ขดั ตอ่ ศลี ธรรมอนั ดีงาม ใหค้ วามรู้มคี ตแิ ละสารประโยชน์

หนังสืออ้างอิง หมายถึง หนังสือท่ีใช้ศึกษาคน้ ควา้ อ้างอิง เกี่ยวกับเน้ือหาการเรียนทาง
วิชาการทบี่ างเรื่องมรี ายละเอยี ดไม่เพยี งพอ ผเู้ รียนก็จะศกึ ษาหาความรู้เพ่มิ เติมเอง จากหนงั สืออา้ งอิง
เช่น พจนานุกรม สารนุกรม วทิ ยานิพนธ์

20

นารีรัตน์ เรืองจนั ทร์ (2551 : 8) ได้ให้ความหมายของชุดการเรียน หรือชุดกิจกรรมว่า เป็ น
รูปแบบการส่ือสารระหว่างครูและนกั เรียน ซ่ึงประกอบดว้ ยคาแนะนาท่ีใหน้ กั เรียนไดท้ ากิจกรรมการ
เรียนจนบรรลุพฤตกิ รรมท่ีเป็นผลการเรียนรู้และเน้ือหาทจี่ ะนามาสร้างเป็นชุดกิจกรรมน้นั ไดข้ อบขา่ ย
ของความรู้ท่ีหลกั สูตรตอ้ งการให้นกั เรียนเรียนรู้เน้ือหาจะ ตอ้ งตรงและชัดเจนท่ีจะสื่อความหมายให้
ผเู้ รียนไดเ้ กิดพฤตกิ รรมตามเป้าหมายของการเรียน

สรุปได้ว่าหนังสือเสริมประสบการณ์เรียนรู้ เป็ นส่ือการสอนประเภทหน่ึงที่ผู้สอนใช้
ประกอบการเรียนการสอนเพอ่ื ใชส้ อนเน้ือหาเก่ียวขอ้ งหรือขยายความเน้ือหาวชิ าที่ระบุไวใ้ นหลกั สูตร
กบั ผเู้ รียนเพอ่ื ช่วยเสริมความรู้ของผเู้ รียนใหก้ วา้ งขวางข้ึน มพี ฤติกรรมตามเป้าหมายของการเรียนและ
บรรลจุ ดุ มงุ่ หมายทีก่ าหนดและส่งเสริมใหผ้ อู้ า่ นเกิดทกั ษะในการอา่ นและมีนิสยั รกั การอา่ นย่งิ ข้นั

ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ

นราวดี พันธุ์นรา (2551 : 1-2) การอ่านเป็ นทักษะหน่ึงในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
นอกจากทกั ษะการพูด ฟัง และเขียน การอ่านสาคญั ต่อการดาเนินชีวิตในปัจจุบนั เพราะการอ่านคือ
บ่อเกิดของความรู้ การอา่ นไมใ่ ช่เพยี งการสะกดคาและอ่านเท่าน้นั แต่การอ่านยงั เป็นขบวนการคน้ หา
ความหมาย หรือการเข้าใจตวั อกั ษร พร้อมท้งั ช่วยให้ผูอ้ ่านมีแนวคิดใหม่ๆเกิดข้ึนจากประสบการณ์
เดิม อุปสรรคของการอ่านภาษาองั กฤษไม่เขา้ ใจคือ การไม่รู้ความหมายของคาศพั ท์ แม้จะใชท้ กั ษะ
หรือเทคนิคอื่น ๆ ไดด้ ีเพียงใด แตถ่ า้ ไม่รู้ความหมายของคาในขอ้ ความทกี่ าลงั อ่าน ก็จะไม่เขา้ ใจสิ่งที่
อ่าน แมว้ ่าการเรียนในช้นั เรียน ผูส้ อนจะเป็นผูบ้ อกความหมายของคาศพั ท์ แต่คงไม่สามารถบอกได้
ทุกคา เน่ืองจากมีเวลาจากดั และการอ่านมิไดอ้ ยแู่ ต่เพียงในช้นั เรียน แตย่ งั มีบทบาทนอกห้องเรียนดว้ ย
การพ่ึงพาพจนานุกรม เพื่อหาความหมายเป็นอีกวิธีหน่ึงท่ีผูอ้ ่านใช้ แต่การเปิ ดพจนานุกรมบ่อย ๆ จะ
ทาให้เสียเวลา และเกิดความเบื่อหน่าย การหยดุ เพ่ือใชพ้ จนานุกรมบ่อยๆ จะทาใหก้ ารอ่านไมต่ อ่ เนื่อง
ตอ้ งเสียเวลาทาความเขา้ ใจกบั เร่ืองท่ีอ่านใหม่ เป็นสาเหตใุ ห้ทอ้ แทไ้ มอ่ ยากอ่านอกี ตอ่ ไป

สรุปได้ว่ากระบวนการอ่านเป็ นเป็ นทักษะหน่ึงที่มีความสาคัญต่อผู้เรียนในรายวิชา
ภาษาองั กฤษ เป็นบอ่ เกิดความรู้ทีส่ าคญั และเป็นกระบวนการคน้ หาความหมายของคาศพั ทต์ ่าง ๆ

21

ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

ฐิตชิ ยั รักบารุง (2551 : 21) กล่าวถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนว่า หมายถึง ความรู้ความเขา้ ใจใน
การเรียนรู้วิชาภาษาองั กฤษของผูเ้ รียนทวี่ ดั ไดโ้ ดยวดั พฤตกิ รรมท้งั 3 ดา้ น ดงั น้ี

1. ความรู้ความจา หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงเรื่องราวหรือส่ิงต่าง ๆ ท่ีเคยเรียน
มาแลว้ เก่ียวขอ้ งกบั ขอ้ เท็จจริง ความคิดรวบยอด หลกั การของวชิ าภาษาองั กฤษ

2. ความเขา้ ใจ หมายถงึ ความสามารถในการอธิบาย การจาแนก การขยายความ และการแปล
ความหมาย ความรู้ทีไ่ ดโ้ ดยอาศยั ขอ้ เท็จจริง

3..การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้และวิธีการคน้ ควา้ หาความรู้ไปใชใ้ น
สถานการณ์ใหม่ทแ่ี ตกต่างออกไป

ฐิติชัย รักบารุง (2551 : 21) กล่าวถึงการเรียนการสอนตามทฤษฎี Constructivist Theory ว่า
หมายถึง การจดั กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ท่ีเน้นใหผ้ ูเ้ รียนไดค้ ดิ และสร้างความรู้ข้ึนมาตาม
ทฤษฎี Constructivist Theory โดยยึดผู้เรียนเป็ นศูนย์กลางในการเรียนรู้ ซ่ึงมีลักษณะของการจัด
กิจกรรมให้ผูเ้ รียนไดท้ บทวนความรู้ รับความรู้ แสวงหาความรู้ตลอดจนรวบรวมขอ้ มูลจนเกิดเป็ น
ประสบการณ์ ดว้ ยตนเอง

สรุปไดว้ ่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคือผลที่เกิดจากการไดร้ ับการคน้ ควา้ เรียนรู้ ไดร้ ับอบรม
สัง่ สอน ซ่ึงสามารถถ่ายทอดออกมาทางดา้ นพทุ ธิพิสยั ดา้ นจิตพิสัย และดา้ นทกั ษะพิสยั

ประเภทของแบบทดสอบการวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

ความหมายของแบบทดสอบ
ชวาล แพรัตกุล (2552 : 73-74) ไดอ้ ธิบายแบบทดสอบว่า คือชุดของคาถาม หรือกลุ่มงาน
ใด ๆ ท่สี ร้างข้ึนเพื่อจะชกั นาใหผ้ ถู้ ูกสอบ แสดงพฤตกิ รรม อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงออกมา ให้ผสู้ อบ สังเกต
ได้ และวดั ไดพ้ ึงเห็นว่าเร่ืองราวของการทดสอบท้งั หลายน้ัน จะตอ้ งประกอบด้วยภาคกระตุน้ ยุแหย่
(Stimulus) กบั ภาคตอบสนอง (Response) เสมอ เม่ือเราตอ้ งการจะวดั อะไร ๆ ในตวั เด็ก เราก็ตอ้ งมา
นงั่ คิดสร้างสถานการณ์ที่เหมาะสมข้ึนมาสักอยา่ งหน่ึง แลว้ นาไปกระตุน้ เตือน หรือนาไปทากิริยากบั
เด็ก โดยสร้างเป็ นคาถามในกระดาษ หรือถามปากเปล่า หรือจะเอาเด็กมามดั มือ ปิ ดตาอะไร ๆ ก็ได้
ท้งั น้นั แลว้ จอ้ งดวู ่า เด็กจะทาปฏกิ ิริยาโตต้ อบออกมาอยา่ งไร และวดั ไดม้ ากนอ้ ยเทา่ ใด
ส่ิงที่เราใชเ้ ป็นตวั กระตุน้ ยแุ หยใ่ ห้เด็กเกิดปฏิกิริยาน้ี เรียกว่าแบบทดสอบ ถา้ แหย่แล้วเด็กยงั
เฉย ๆไม่แสดงอะไรออกมาหรือแสดงออกมา แต่เราวดั ไมไ่ ด้ ส่ิงน้ันไม่เรียกว่าแบบทดสอบ เช่น ผูก

22

ตาเด็กให้มิด แลว้ ใชก้ ระดาษสีต่าง ๆ เป็ นเครื่องแหย่ ให้เดก็ แสดงปฏิกิริยาตอบวา่ เป็นสีอะไรน้ัน ไม่
นับว่าเป็ นการทดสอบ เพราะเด็กไม่แสดงพฤติกรรมอะไร ๆ ท่ีมีนัยสาคญั โต้ตอบออกมาให้เรา
สังเกตเห็นและวดั ไดฉ้ ะน้ัน กระดาษสีชุดน้ียงั ไม่ใช่เคร่ืองมือวดั และก็ไม่นบั เป็นเคร่ืองแบบทดสอบ
ดว้ ย ถา้ เปิ ดผา้ ออกแลว้ ให้เดก็ เรียงลาดบั กระดาษสีเหล่าน้นั ว่าแผ่นใดมสี ีเขม้ มากไปหาเขม้ นอ้ ยกว่ากนั
ซ่ึงเด็กสามารถแสดงปฏิกิริยา เรียงกระดาษสีให้ครูดูได้ และครูสามารถวดั ได้ว่าใครเรียงถูกผิดมาก
นอ้ ยกว่ากนั เช่นน้ีแลว้ แผ่นกระดาษสีชุดน้นั ก็เรียกวา่ แบบทดสอบได้

จากน้ีจะเห็นว่าใคร ๆ ท่ีมีความคิด ก็สามารถสร้างแบบทดสอบได้โดยเฉพาะพวกครู-อาจารย์
ยงิ่ ควรตอ้ งถือเป็นหน้าที่สาคญั ทจ่ี ะตอ้ งคิดสร้างสรรคเ์ ครื่องมือวดั ให้ดีกว่า และแปลกกว่าท่เี คยรู้จกั
มาแลว้ เพ่ือการวดั ผลไดส้ มบูรณ์ยิ่ง ๆ ข้ึน เราจะสร้างเป็นรูปแบบใด ๆ ก็ได้ ถา้ เป็ นเคร่ืองมือน้ัน ก็
สามารถใชเ้ ป็นตวั กระตุน้ ให้เด็กสาแดงพฤตกิ รรมท่ีเราตอ้ งการวดั ออกมาให้ประจกั ษ์ และเรามีวิธีวดั
ปริมาณพฤติกรรมน้ัน ๆ ได้ แบบทกสอบไหนจะดีกว่ากัน อยู่ตรงที่ของใคร จะสามารถจ้ีเส้น
สมรรถภาพน้นั ไดต้ รง และเหมาสมมากกวา่ กนั เป็นสาคญั

แบบทดสอบชนิดที่ใช้กนั มากในโรงเรียน คือประเภทขอ้ เขียน ถา้ ใช้กบั เด็กมาก ๆ ก็นิยมใช้
แบบปรนัย เพ่ือให้ผลทดสอบเชื่อมนั่ ไดม้ าก ๆ มีความเทยี่ งตรงสูง ๆ และให้ความยุติธรรมมากท่ีสุด
ดว้ ย ขอ้ สอบปรนยั ท่ีแลว้ ๆ มามกั ถูกโจมตีบ่อย ๆ ก็เน่ืองจากยงั ไม่รู้เทคนิคของการเขียน และยงั ไม่
ทราบว่าควรเขียนคาถามดา้ นใดบา้ งนั่นเอง แทจ้ ริงแลว้ อยา่ งนอ้ ยท่ีสุด 90% ของทุก ๆ สิ่งท่ีอตั นัยคุย
ว่าวดั ไดน้ ้ันสามารถวดั ไดด้ ว้ ยขอ้ สอบปรนัย (ที่ดี) ท้งั สิ้น และยงั จะให้ผลเขา้ กบั หลงั เกณฑ์มากกว่า
เสียดว้ ยซ้าไป นาน ๆ จึงจะมีความจาเป็ นสกั คร้ังท่จี ะตอ้ งอาศยั แบบความเรียงหรือแบบอตั นัย ดงั เช่น
ในการสอบของนกั เรียนกล่มุ เล็กๆ หรือเรื่องจาเป็นเฉพาะเจาะจงจะวดั ความสามารถในการเขียน

ชวาล แพรัตกุล (2552 : 54, 74) ในการจาแนกประเภทของการทดสอบน้ีก็เช่นเดียวกับเรื่อง
แม่คา้ แยกประเภทส้ม กล่าวคือ เราควรเอาใจใส่นกั เรียนอยู่ 3 ฝ่ายใหญ่ ๆ คือ 1) ฝ่ายสติปัญญา หรือที่
เรียกว่าดา้ นการศึกษา ดา้ นสมอง อนั ไดแ้ ก่ความรู้ ความฉลาด ความถนัด และทกั ษะสมอง 2) ฝ่ าย
จิตใจหรืออารมณ์ ที่เรียกว่าด้านการปรับตวั อนั ได้แก่ทัศนคติ ความสนใจ และความนิยมชมช่ืน
และ 3) ฝ่ ายร่างกาย ท่ีเรียกว่าความคล่องแคล่วสอดคลอ้ ง ประสานสัมพนั ธ์กนั ระหว่างจิตใจกบั การ
เคลือ่ นไหวกลา้ มเน้ือ หรืออริ ิยาบถต่าง ๆ

หากจะยึดหลกั เกณฑ์ โดยถือเอาหน้าที่หรือการงาน ตามแบบทดสอบจะสามารถปฏิบตั ิได้
แลว้ ก็อาจแบง่ การทดสอบในโรงเรียน ออกเป็นสามประเภทใหญ่ กบั ชนิดยอ่ ย ๆ ของแตล่ ะ่ ประเภท
ดงั น้ี

1. แบบทดสอบความสัมฤทธ์ิ (Achievement Test)
1.1 แบบทดสอบของครู (Teacher-made Test)

23

1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test)
2. แบบทดสอบความถนดั (Aptitude Test)

2.1 ความถนดั ในการเรียน (Scholastic Aptitude Test)
2.2 ความถนดั เฉพาะ (Specific Aptitude Test)
3. แบบทดสอบบคุ คลกบั สงั คม (Personal-social Test) หรือการปรบั ตวั
3.1 ทศั นคติ (Attitude)
3.2 ความสนใจ (Interest) และอืน่ ๆ
เยาวดี รางชยั กลุ วิบลู ยศ์ รี (2552 : 16 ) กล่าวถึงแบบสอบผลสมั ฤทธ์ิวา่ ความหมายทว่ั ไปของ
แบบสอบผลสัมฤทธ์ิ คือ แบบวดั ผลการเรียนรู้ดา้ นเน้ือหาวิชาและทกั ษะต่าง ๆ ของแต่ล่ะสาขาวิชา
โดยเฉพาะสาขาท้งั หลายที่ได้จดั สอนในระดบั ช้ันเรียนต่าง ๆ ของแต่ละโรงเรียน ลกั ษณะของแบบ
สอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีท้ังที่เป็ นข้อเขียน (Paper and Pencil Test) และที่เป็ นภาคปฏิบตั ิจริง
(Performance Test)

ประเภทของแบบทดสอบ
เยาวเรศ จนั ทะแสน (2554) กลา่ วถึงประเภทแบบทดสอบว่า แบบทดสอบน้นั สามารถแบ่งได้
หลายประเภท แลว้ แต่ว่าจะยึดอะไรเป็นเกณฑใ์ นการแบง่ ซ่ึงจะขอยกตวั อยา่ งการแบง่ ประเภท พร้อม
ท้งั อธิบาย ดงั น้ี
1. แบ่งตามสิ่งท่วี ดั แบ่งออกได้ 3 ประเภท คอื

1.1 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ (Achievement) หมายถึงขอ้ สอบท่ีวดั สมรรถภาพสมอง
ดา้ นต่าง ๆ ทน่ี กั เรียนไดร้ บั การเรียนรู้ผ่านมาแลว้ วา่ มีอยเู่ ท่าใด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คอื

1.1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างข้ึน (Teacher Made Test) เป็ นข้อสอบมุ่งวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ของผเู้ รียนเฉพาะกลุม่ ทค่ี รูสอนเทา่ น้นั ไมน่ าไปใชก้ บั กลุ่มอ่นื

1.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นขอ้ สอบที่มุ่งวดั ผลสัมฤทธ์ิของ
ผูเ้ รียน ไดม้ ีการพฒั นาด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติมาแลว้ หลายคร้ังจนมีคุณภาพสมบูรณ์ อีกท้งั ยงั มี
เกณฑป์ กติ (Norm) ไวส้ าหรับเปรียบเทียบคุณภาพต่าง ๆ ของนกั เรียนต่างกล่มุ กนั ไดอ้ ีกดว้ ย

1.2 แบบทดสอบวดั ความถนดั (Aptitude) เป็นขอ้ สอบท่ีม่งุ วดั สมรรถภาพสมองของผเู้ รียน
ว่าจะเรียนไดไ้ กลหรือประสบผลสาเร็จเพียงใด เพ่ือใชใ้ นการทานายหรือพยากรณ์อนาคตของผูเ้ รียน
แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.2.1 แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรี ยน (Scholastic Aptitude Test) เป็ น
แบบทดสอบที่มุง่ วดั ความสามารถทางวชิ าการต่าง ๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์

24

1.2.2 แบบทดสอบวดั ความถนดั เฉพาะอยา่ ง (Specific Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบ
ที่มุ่งวดั ความถนดั เฉพาะอยา่ งที่เก่ียวขอ้ งกบั อาชีพต่าง ๆ เช่น ความสามารถทางศลิ ปะ เครื่องยนต์

1.3 แบบทดสอบวดั บุคลกิ ภาพ (Personality) เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วดั บุคลิกภาพ และการ
ปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สงั คม เช่น แบบทดสอบวดั เจตคติ ความสนใจ

2. แบ่งตามลักษณะการเขยี นตอบ แบ่งเป็น 2 ประเภทคอื
2.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective) หรือแบบทดสอบความเรียง หรือแบบทดสอบ

เรียงความ (Essay) หมายถึงแบบทดสอบท่กี าหนดปัญหา แลว้ ให้ผตู้ อบเขียนตอบยาว ๆ
2.2 แบบทดสอบปรนยั (Objective) แบง่ ออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ ได้ 4 แบบ คือ
2.2.1 แบบถกู -ผดิ (True- False)
2.2.2 แบบเติมคา (Completion)
2.2.3 แบบจบั คู่ (Matching)
2.2.4 แบบเลอื กตอบ (Multiple Choice)

3. แบ่งตามวิธีการตอบ แบ่งได้ 3 ประเภท คือ
3.1 แบบให้ลงมือกระทา (Performance Test) หมายถึงขอ้ สอบภาคปฏิบตั ิท้งั หลาย เช่น พล

ศึกษา การฝีมือ การปรุงอาหาร เป็นตน้
3.2 แบบใหเ้ ขยี นตอบ (Paper-Pencil Test) หมายถึงขอ้ สอบท่ีตอ้ งใชก้ ารเขียนตอบท้งั หมด
3.3 แบบสอบปากเปล่า (Oral Test) หมายถึง การถามตอบแบบปากเปล่า โดยการโตต้ อบ

กนั ทางคาพูด การสอบแบบน้ีจะสอบทีละคน (Individual Test) เช่น การสอบสมั ภาษณ์
4. แบ่งตามเวลาทกี่ าหนดให้ตอบ แบง่ เป็น 2 ประเภท คือ
4.1 แบบใชค้ วามเร็ว (Speed Test) ขอ้ สอบประเภทน้ีจะมีจานวนขอ้ มาก ๆ และง่าย แต่จะ

จากดั เวลา เช่น ขอ้ สอบวชิ าเลขคณิตคดิ ในใจ ขอ้ สอบวดั ทกั ษะทางตา
4.2 แบบให้เวลามาก ๆ (Power Test) ข้อสอบประเภทน้ี มักจะเป็ นข้อสอบอัตนัย เพื่อ

ทดสอบความรู้ที่มีอยู่ว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยให้เวลานาน ๆ หรือบางคร้ังก็ให้นากลบั ไปทาที่บ้าน
เช่น รายงาน ภาคนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์

5. แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการใช้ประโยชน์ อาจแบ่งออกได้ ดงั น้ี
5.1 แบบทดสอบเพ่ือวินิจฉัย (Diagnostic Test) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างข้นึ เพ่ือคน้ หา

ขอ้ บกพร่อง หรือจดุ อ่อนในการเรียนแต่ละวิชาเป็นเร่ือง ๆ ไป
5.2 แบบทดสอบเพื่อทานาย (Prognostic Test) เป็นแบบทดสอบท่ีมีคุณภาพในดา้ นความ

เที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity) สูง เพ่ือใช้ทานายว่าจะเรียนสาเร็จหรือไม่ในอนาคต ซ่ึง
ส่วนมากจะเป็นแบบทดสอบวดั ความถนดั ในการเรียน

25

6. แบ่งตามความถีใ่ นการสอบ แบง่ ออกได้ 2 ประเภท คอื
6.1 แบบทดสอบยอ่ ย (Formative Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วดั หลงั จบหน่วยการเรียนแต่

ละหน่วย แลว้ นาผลทไี่ ดม้ าปรับปรุงการเรียนการสอน
6.2 แบบทดสอบรวม (Summative Test) เป็ นแบบทดสอบที่ใช้วดั หลังจากท่ีศึกษาจบ

รายวิชาน้นั ท้งั หมดแลว้ เพอื่ จะประเมินผลวา่ นกั เรียนสอบได้ หรือตก ผ่านหรือไมผ่ ่าน

แบบทดสอบและการสร้าง
เยาวเรศ จนั ทะแสน (2554) กล่าวถึงแบบทดสอบที่นิยมใช้ในการเรียนการสอนน้ันเป็ น
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิท่ีมหี ลายประเภทและมหี ลกั วธิ ีการสร้างดงั น้ี
ข้อสอบอัตนยั หรือความเรียง (Subjective or Easy Test)
ขอ้ สอบอตั นยั มีเฉพาะคาถามท่ีเปิ ดโอกาสให้ผูส้ อบไดส้ ามารถแสดงออก โดยใช้ภาษาของ
ตนเองเขียนตอบตามเสรีภาพ ตามความรู้และความคดิ เห็นของแต่ละคน
หลักการสร้างข้อสอบอัตนยั
1. เขียนคาช้ีแจงให้ชัดเจนเกี่ยวกบั การตอบคาถาม เวลาท่ีใช้สอบ และคะแนนเต็มในแต่ละ
ขอ้
2. ควรใช้ถามในส่ิงท่ีข้อสอบอัตนัยสามารถวัดได้ดีท่ีสุด เช่น การบรรยาย การแสดง
ขอ้ คดิ เห็นและขอ้ วจิ ารณ์ต่าง ๆ และพยายามหลกี เลย่ี งคาถามทเี่ ป็นความรู้ความจา
3. การออกข้อสอบควรคานึงความสาคัญของจุดมุ่งหมายท่ีวางไว้ในตารางวิเคราะห์
หลกั สูตร โดยเลอื กถามเฉพาะจดุ ทีส่ าคญั ๆ ของเรื่อง
4. พยายามให้ความยาวของขอ้ สอบ (จานวนขอ้ สอบ) พอเหมาะกบั เวลาที่กาหนดให้เพราะ
ผสู้ อบตอ้ งใชเ้ วลาในการรวบรวมและจดั ระบบความคิดและเขยี นตอบ
5. ไม่ควรให้มีการเลือกตอบเป็ นบางข้อ เช่น มี 5 ข้อให้เลือกทา 4 ข้อ เพราะอาจมีการ
ไดเ้ ปรียบ-เสียเปรียบ อนั เน่ืองมาจากขอ้ สอบมีความยากงา่ ยไม่เท่ากนั ทาให้คะแนนที่ไดเ้ ปรียบเทียบ
กนั ไม่ได้ อีกท้งั ยงั เป็นการไมย่ ตุ ิธรรมสาหรับผทู้ ี่ตอบคาถามไดท้ กุ ขอ้
หลกั การตรวจให้คะแนนข้อสอบอตั นัย
1. สร้างรายการคาตอบใหส้ มบูรณ์ และกาหนดคะแนนของแตล่ ะคาตอบ
2. ควรให้คะแนนคาตอบท่ีเป็นการรวบรวมความคิด ลกั ษณะการเขียนชัดเจน การอธิบาย
ความถูกตอ้ งของแต่ละตอน
3. ควรตรวจขอ้ สอบของผเู้ รียนทลี ะขอ้ พร้อม ๆ กนั ไปทุกคนเสร็จแลว้ จึงค่อยตรวจขอ้ ตอ่ ไป
4. ควรประเมนิ ผลงานตามท่ีตอบ ไม่ใช่ตามความรู้สึกหรือความประทบั ใจของผตู้ รวจ

26

5. ถา้ เป็นไปได้ น่าจะมีผูต้ รวจอยา่ งนอ้ ย 2 คนตรวจขอ้ สอบขอ้ เดียวกนั เพื่อตรวจสอบความ
ยตุ ธิ รรมในการใหค้ ะแนน

ข้อดีของข้อสอบอัตนยั
1. สามารถวดั กระบวนการคิด และความสามารถในการเขยี น
2. วดั ความคดิ สร้างสรรค์ และความสามารถในการประเมนิ ค่าไดด้ ี
3. สามารถวดั เจตคติ ขอ้ คิดเห็นตา่ ง ๆ ไดด้ ี
4. มีความสะดวกและง่ายตอ่ การออกขอ้ สอบ
5. ผตู้ อบมีอสิ ระในการแสดงความคิดเห็นอยา่ งเตม็ ที่
ข้อจากัดของข้อสอบอัตนยั
1. การให้คะแนนไมแ่ น่นอน คะแนนทีไ่ ดข้ ้นึ อยกู่ บั ผูต้ รวจ เช่น อารมณ์ เจตคติ ลายมอื
2. ขาดความเทยี่ งตรงเชิงเน้ือหา เพราะออกขอ้ สอบไดน้ อ้ ย จึงไม่ครอบคลมุ เน้ือหา
3. ตรวจใหค้ ะแนนยาก เสียเวลามาก
ข้อสอบปรนัย (Objective Test)
ลักษณะโดยท่ัวไปของข้อสอบปรนัย จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือคาถาม และคาตอบ ตัว
คาถามของขอ้ สอบปรนยั มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผูต้ อบไดแ้ สดงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ตามทผ่ี ูถ้ าม
ตอ้ งการ ซ่ึงจะวดั ต้งั แต่ความจาผวิ เผินไปจนถึงวดั พฤติกรรมท่ีลึกซ้ึงคือการประเมินค่า คาถามแต่ละ
ขอ้ จะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ ของเน้ือหา ดงั น้ันจึงมีจานวนมากข้อ ส่วนคาตอบของคาถามประเภทน้ี
ผตู้ อบตอ้ งใชเ้ วลาในการคิดและการตอบเป็นส่วนใหญ่ การเขียนตอบจะใชเ้ วลานอ้ ยซ่ึงอาจเขยี นเป็น
ประโยคส้ัน ๆ หรือทาเครื่องหมายบนคาตอบท่ีตอ้ งการ ดงั น้ัน สาระสาคญั ของผูต้ อบที่ตอ้ งปฏิบตั ิมี
ดงั น้ี
1. ตอ้ งอา่ นขอ้ สอบที่มีท้งั คาถามและคาตอบที่สมบูรณ์ ทาให้ผตู้ อบไม่มีอสิ ระในการแสดง
ความคิดเห็นในคาตอบน้นั เลย
2. เลอื กคาตอบทถี่ กู ทสี่ ุด จากตวั เลอื กท่ผี เู้ ขยี นขอ้ สอบกาหนดมาให้
3. ตอ้ งตอบคาถามจากขอ้ สอบหลายขอ้
ขอ้ สอบปรนยั สามารถแบง่ แยกยอ่ ยได้ 5 ประเภท คือ
1. แบบตอบส้นั ๆ
2. แบบเติมคา
3. แบบจบั คู่
4. แบบถูก-ผดิ
5. แบบเลอื กตอบ

27

ซ่ึงจะขอเสนอรายละเอียดในแตล่ ะประเภท ดงั น้ี
1. ข้อสอบแบบตอบส้ัน ๆ (Short Answer Test)
ลกั ษณะขอ้ สอบ จะประกอบดว้ ยคาถามที่สมบูรณ์ ตอ้ งกาหนดให้ผตู้ อบแสดงความสามารถ

ในการแกป้ ัญหาดว้ ยการเขยี นตอบ โดยตวั คาตอบจะมลี กั ษณะเป็นคาเด่ียว ๆ หรือประโยคส้นั ๆ
หลักการสร้าง
1. ต้งั ปัญหาเป็นรูปคาถาม และตอ้ งการคาตอบเพียงส้ัน ๆ เช่น
1.1 นายกรัฐมนตรีคนปัจจบุ นั ของไทยชื่ออะไร
1.2 บรรจถรณ์แปลว่าอะไร
2. ตอ้ งเป็นคาถามทมี่ ีคาตอบตายตวั แน่นอน
ข้อดีของข้อสอบแบบตอบส้ัน ๆ
1. สร้างงา่ ย สะดวกรวดเร็ว
2. สามารถเขยี นคาถามไดม้ ากขอ้
3. เขียนคาตอบไดง้ า่ ยกว่าขอ้ สอบอตั นยั
4. เหมาะสาหรับวดั พฤตกิ รรมความรู้-ความจา เช่น การถามคาศพั ท์ กฎ นิยาม
ข้อจากดั ของข้อสอบแบบตอบส้ัน ๆ
1. บางคร้ังอาจเกิดปัญหาในการตรวจใหค้ ะแนน เช่น ผตู้ อบใชภ้ าษาผดิ พลาด
2. ตรวจยากกวา่ ขอ้ สอบปรนยั ประเภทกาหนดคาตอบมาให้
3. ไม่เหมาะท่จี ะวดั พฤตกิ รรมข้นั สูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมนิ คา่
4. ยากท่จี ะเขยี นคาถามเพอื่ ใหไ้ ดเ้ พยี งคาตอบเดียว
2. ข้อสอบแบบเติมคา (Completion Test)
ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบเติมคาจะเขียนประโยคหรือข้อความตอนนาไว้ แล้วเว้นว่าง

ขอ้ ความหรือทา้ ยขอ้ ความสาหรบั ใหเ้ ตมิ คา เพื่อให้ขอ้ ความน้นั ถกู ตอ้ งสมบูรณ์ การเวน้ ช่องว่างใหเ้ ติม
อาจเวน้ มากกว่าหน่ึงแห่งกไ็ ด้

หลกั การสร้าง
1. พยายามเขียนปัญหาให้ชัดเจน เฉพาะเจาะจงไม่กากวม เพราะถ้าคาถามกากวมจะทาให้
ผตู้ อบเสียเวลาในการตีความ

1.1 ผทู้ ่ีอปุ สมบทไดต้ อ้ ง.................................................................... (เป็นคาถามทไี่ ม่ดี)
โจทยข์ อ้ น้ีอาจตอบไดว้ า่ เป็นชาย ,ไมว่ กิ ลจริต หรือตอ้ งมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ก็ได้

1.2 ผทู้ อ่ี ปุ สมบทไดต้ อ้ งเป็นชายอาย.ุ ..(20)...ปี บริบรู ณ์ (เป็นคาถามท่ีดีข้นึ )

28

2. อยา่ เวน้ ช่องวา่ งสาหรับเติมหลายที่ จนกระทง่ั ไมท่ ราบว่าโจทยต์ อ้ งการอะไร เช่น
2.1 ............หาไดโ้ ดยเอา.............หารดว้ ย................. (เป็นคาถามทไ่ี ม่ดี)
2.2 ความเร็วหาไดโ้ ดยเอา....(ระยะทาง)....หารดว้ ย.....(เวลา)..... (เป็นคาถามท่ดี ีข้นึ )

3. คาท่นี ามาเติมในช่องว่าง ควรเป็นสิ่งสาคญั ไม่ใช่ส่ิงปลกี ยอ่ ย เช่น
3.1 ในปี 1492 โคลมั บสั ...(พบ)...อเมริกา (เป็นคาถามที่ไม่ดี)
3.2 โคลมั บสั พบอเมริกาในปี ค.ศ. ..(1492).. (เป็นคาถามทด่ี ีข้นึ )

4. การเวน้ ช่องว่างไวท้ า้ ยขอ้ ความดีกวา่ ไวข้ า้ งหนา้ หรือตอนกลาง เช่น
4.1 ..(H2O)..คือสัญลกั ษณท์ างเคมีของน้า (เป็นคาถามที่ไม่ดี)
4.2 สญั ลกั ษณ์ทางเคมขี องน้าคอื ..(H2O).. (เป็นคาถามทด่ี ีข้ึน)

5. ไมค่ วรลอกขอ้ ความจากหนังสือมาเขียนถาม โดยการตดั ขอ้ ความบางตอนออกเพราะจะ
เป็นการส่งเสริมให้นกั เรียนตอบดว้ ยวธิ ีท่องจา

6. ควรสร้างประโยคคาถามเพ่อื ใหไ้ ดค้ าตอบท่ีส้ันท่ีสุด
7. พยายามถามในสิ่งทมี่ ีคาตอบถูกเพียงคาตอบเดียว เพ่ือหลกี เลี่ยงปัญหาในการตรวจ
8. เวน้ ทว่ี ่างสาหรับเติมคาตอบใหเ้ พียงพอ เพราะนกั เรียนแต่ละคนเขียนหนงั สือโตไมเ่ ท่ากนั
และช่องว่างในแตล่ ะขอ้ ควรมีขนาดเทา่ ๆ กนั เพื่อป้องกนั การแนะคาตอบ
9. คะแนนในแตล่ ะช่องควรใหเ้ ท่ากนั
ข้อดขี องข้อสอบแบบเตมิ คา
1. สร้างง่ายสะดวกและรวดเร็ว
2. โอกาสทตี่ อบถกู โดยการเดามีนอ้ ย
3. สามารถสร้างคาถามวดั ในเร่ืองหน่ึง ๆ ไดห้ ลายขอ้
ข้อจากดั ของข้อสอบเติมคา
1. วดั พฤตกิ รรมความรู้-ความจา ซ่ึงเป็นความรู้ข้นั ต่า
2. ถา้ ส่วนท่ีตอ้ งการเติมมีหลายเร่ือง ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างขอ้ สอบประเภทน้ี เพราะการเวน้ ท่ี
อาจเป็นการแนะคาตอบ เช่น

2.1 ธงชาติไทยมี........สี คือ 1.................. 2................... 3.....................
3. ขาดความเป็นปรนยั ในกรณีท่ีเขียนประโยคนาไมด่ ี เช่น

3.1 สบู่เป็น............................................................ (เป็นคาถามท่ไี มด่ ี)
3.2 สบเู่ ป็นของผสมระหวา่ ง....(ไขมนั )....กบั ....(ด่าง).... (เป็นคาถามทด่ี ีข้นึ )
ตวั อย่างข้อสอบ
1. จงั หวดั ที่มีประชากรมากทีส่ ุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2554 คือ ...........................

29

2. สีน้าตาลเกิดจากการผสมระหว่างสี.............................กบั สี...................................
3. กษตั ริยพ์ ระองคแ์ รกท่ที รงปกครองกรุงสุโขทยั คอื ..............................
3. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test)
ลกั ษณะขอ้ สอบ ขอ้ สอบจะประกอบไปดว้ ยภาคคาถาม และภาคคาตอบ โดยผูต้ อบจะตอ้ ง
จบั คู่ระหวา่ งคาถามและคาตอบที่กาหนดให้ตรงกนั หรือสัมพนั ธ์กนั อยา่ งมีเหตุผล ตวั อยา่ ง เช่น
คาช้ีแจง แถว ก ประกอบดว้ ยรายการท่ีเก่ียวกบั คานาม จงเลอื กลกั ษณะนามจากอกั ษรในแถว
ข ที่เหมาะสม หรือสอดคลอ้ งที่สุดกบั ขอ้ ความในแถว ก คาตอบในแถว ข อาจนาไปใช้มากกว่าหน่ึง
คร้งั หรือไมใ่ ชเ้ ลยก็ได้

แถว ก แถว ข

.......1. เขม็ ก. ปาก
.......2. ชา้ ง ข. เชือก
.......3. หนงั สือ ค. เลม่
.......4. รถ ง. ตวั
.......5. แห จ. คนั
ฉ. ดา้ ม
ช. ผืน
ซ. หลงั

หลักการสร้าง
1. คาส่งั หรือคาช้ีแจงทีจ่ ะให้ผูต้ อบปฏิบตั อิ ยา่ งไร ควรเขียนใหช้ ดั เจน
2. จานวนขอ้ ความในภาคคาตอบควรมจี านวนมากกว่าขอ้ ความในภาคคาถาม 3-5 ขอ้
3. คาท่ีอยู่ในภาคคาถามและคาตอบควรเป็ นชนิดเดียวกนั หรืออาจสร้างเป็ นประโยค วลี
เคร่ืองหมายใด ๆ รูปภาพ ตวั เลข หรือตวั อกั ษร โดยเมื่อนาภาคคาถามและคาตอบมาเขา้ คู่กนั แลว้ จะ
ไดข้ อ้ ความทส่ี อดคลอ้ งกนั
4. คาที่เขา้ คู่กนั ควรจะวางตาแหน่งให้อยสู่ ลบั กนั หรืออาจจะจดั เรียงลาดบั ตามตวั อกั ษรเวลา
หรือจากมากไปหานอ้ ย เพอ่ื ทจ่ี ะไดส้ ะดวกในการพิจารณาคาตอบและลดการเดา
5. พยายามให้ภาคคาถาม และภาคคาตอบสมดุลกัน จานวนขอ้ ย่อยในภาคคาถามควรอยู่
ระหว่าง 5-8 ขอ้ ยอ่ ย เพราะถา้ หากคาถามมากจะทาให้นกั เรียนเสียเวลาในการหาคาตอบ เช่น

ถา้ ภาคคาถามมี 5 ขอ้ ยอ่ ย ภาคคาตอบจะมี 8-10 ขอ้ ยอ่ ย
ถา้ ภาคคาถามมี 7 ขอ้ ยอ่ ย ภาคคาตอบจะมี 10-12 ขอ้ ยอ่ ย

30

6. ท้งั ภาคคาถามและภาคคาตอบจะตอ้ งอยหู่ นา้ เดียวกนั
ข้อดขี องข้อสอบแบบจับคู่
1. สร้างง่ายและประหยดั เวลา
2. สามารถถามไดม้ ากขอ้ ในเวลาจากดั
3. เหมาะสาหรบั การวดั ความจา
4. ตรวจใหค้ ะแนนสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถใชเ้ คร่ืองคอมพิวเตอร์ตรวจได้
5. สามารถพฒั นาเป็นขอ้ สอบเลอื กตอบแบบตวั เลือกคงทไ่ี ด้
ข้อจากัดของข้อสอบแบบจับคู่
1. เป็นการยากท่ีจะสร้างขอ้ คาถามใหเ้ ป็นเอกพนั ธ์กนั
2. วดั ความสามารถช้นั สูงไดน้ อ้ ย
3. ขอ้ สอบขอ้ ทา้ ย ๆ มโี อกาสตอบถูกไดง้ ่าย
4. ข้อสอบแบบถกู -ผิด (True-False Items)
ลกั ษณะขอ้ สอบ เป็นขอ้ สอบทใี่ ห้พิจารณาขอ้ ความทเ่ี ป็นปัญหาน้นั ว่าถกู หรือผดิ ตามหลกั วชิ า
โดยผูต้ อบตอ้ งทารหัสหรือเคร่ืองหมายลงท่ีขอ้ ความน้นั ๆ ตามท่ีโจทยก์ าหนด เช่น ถูก-ผดิ ใช่-ไม่ใช่
เห็นดว้ ย-ไมเ่ ห็นดว้ ย เป็นตน้
หลักการสร้าง
1. เขียนขอ้ สอบท่ีตอ้ งการจะถามให้อยใู่ นรูปประโยคบอกเล่า โดยขอ้ ความที่ถามไม่ควรจะ
ยากเกินไปนกั
2. ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่คลุมเครือหรือกากวม เพราะจะเป็ นสาเหตุที่ทาให้นักเรียนทา
ขอ้ สอบผดิ เช่น

2.1 ถูก ผดิ ทกุ คนมีความเทา่ เทยี มกนั (เป็นคาถามที่ไม่ดี)
โจทย์ข้อน้ีนักเรียนอาจตีความหมายผิดจากท่ีครูต้องการ เพราะคิดว่าคนเรามี

ความสามารถทางสมองต่างกนั รูปร่างตา่ งกนั เป็นตน้
2.2 ถกู ผดิ ตามรัฐธรรมนูญระบไุ วว้ า่ ทกุ คนมคี วามเท่าเทยี มกนั (เป็นคาถามทด่ี ีข้ึน)

3. หลีกเลี่ยงการใช้คาบางประเภทท่ีอาจเป็ นการช้ีแนะคาตอบได้ เช่น คาว่าท้ังหมด เสมอๆ
ทุก ๆ ไม่มเี ลย ฯลฯ คาประเภทน้ีจะมีโอกาสทาให้ขอ้ ความผดิ มากกว่าถูก ส่วนคาวา่ อาจจะ บางอยา่ ง
บางคร้งั โดยทวั่ ไปคาประเภทน้ีมีโอกาสท่ีจะทาใหข้ อ้ ความถูกมากกว่าผิด

3.1 ในสมยั กรุงสุโขทยั ประเทศไทยทาสงครามกบั พม่าบอ่ ย ๆ (เป็นคาถามท่ีไม่ดี)
3.2 ในสมยั กรุงสุโขทยั ประเทศไทยทาสงครามกบั พม่ามากกวา่ 5 คร้ัง (เป็นคาถามทด่ี ีข้ึน)

31

4. พยายามใช้ขอ้ ความที่แสดงปริมาณมากกว่าขอ้ ความแสดงคุณภาพ เพราะการใชค้ าว่า มาก
นอ้ ย ดี เลว เป็นสิ่งทีต่ ดั สินใจลาบาก

4.1 คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบนั มีรัฐมนตรีท่ีไม่ไดม้ าจากการเลือกต้งั หลายคน (เป็นคาถามที่
ไมด่ ี)

4.2 คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ไดม้ าจากการเลือกต้ังมากกว่า 1ใน 4 (เป็ น
คาถามท่ีดีข้ึน)

5. ขอ้ ความแต่ละขอ้ ควรถามประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าส่วนแรกผิดส่วนหลงั ถูกเพราะจะทาให้
ลาบากในการตอบ

5.1 ปลาโลมาเป็นสัตวค์ ร่ึงบกคร่ึงน้า และ สัตวเ์ ล้ียงลกู ดว้ ยนม (เป็นคาถามทีไ่ ม่ดี)
5.2 ปลาโลมาเป็นสัตวค์ ร่ึงบกคร่ึงน้า (เป็นคาถามท่ีดีข้นึ )
5.3 ปลาโลมาเป็นสัตวเ์ ล้ยี งลูกดว้ ยนม (เป็นคาถามที่ดีข้นึ )
6. หลกี เล่ยี งการใชค้ าทเ่ี ป็นคาสงั่ เพราะไมส่ ามารถตดั สินใจไดว้ ่าถกู หรือผดิ
6.1 จงแปรงฟันทกุ วนั วนั ละสามคร้งั (เป็นคาถามท่ีไมด่ ี)
7. หลีกเลี่ยงการใช้คาปฏิเสธซ้อน เพราะจะทาให้เด็กตีความลาบาก แต่ถา้ หากจาเป็นตอ้ งใช้
คาปฏิเสธควรจะขดี เส้นใตด้ ว้ ย เช่น
7.1 เด็กไม่ด้ือ ไม่ใช่เดก็ ไม่ดี (เป็นคาถามทไี่ ม่ดี)
7.2 เด็กด้ือไมใ่ ช่ เด็กดี (เป็นคาถามท่ีดีข้ึน)
8. ในกรณีออกขอ้ สอบประเภทถูกผิดท้งั หมดควรสร้างคาถามให้มีจานวนขอ้ มาก ๆ เช่น 50,
100 หรือ 200 ขอ้ และควรวางตาแหน่งขอ้ ถกู -ผิด สลบั กนั อยา่ งไมม่ รี ะบบ เพ่อื ป้องกนั การเดา
9. ควรกาหนดคะแนนไวใ้ นคาช้ีแจงให้แน่นอน เช่น กาหนดขอ้ ละ 1 คะแนน และไม่ควรหัก
คะแนนหรือติดลบขอ้ ทีท่ าผิด
ข้อดีของข้อสอบแบบถกู -ผดิ
1. ตรวจงา่ ย รวดเร็ว ยตุ ิธรรม มคี วามเป็นปรนยั
2. สามารถวดั ขอ้ เทจ็ จริงเก่ียวกบั ความรู้ความจาไดด้ ี
3. สามารถสอบเน้ือหาวชิ าไดม้ ากกวา่ ขอ้ สอบแบบอืน่ ในเวลาทเ่ี ทา่ กนั
4. สามารถพฒั นาเป็นแบบทดสอบเลอื กตอบได้
5. ออกขอ้ สอบง่าย และไดจ้ านวนมากขอ้ แตผ่ สู้ อบใชเ้ วลาทานอ้ ย
ข้อจากดั ของข้อสอบแบบถูก-ผิด
1. นกั เรียนไดค้ ะแนนเน่ืองจากการเดามคี อ่ นขา้ งสูง เพราะเลือกจากหน่ึงในสองอยา่ ง
2. ไมส่ ามารถท่จี ะวินิจฉยั ไดว้ ่า สาเหตุทน่ี กั เรียนทาขอ้ สอบผดิ เน่ืองมาจากอะไร

32

3. มีความเช่ือมน่ั ต่า ดงั น้นั ควรออกขอ้ สอบไม่นอ้ ยกว่า 50 ขอ้ (Stanley and Hopkins. 1972)
4. ส่วนมากวดั ไดเ้ ฉพาะพฤติกรรมความรู้-ความจา
5. ส่งเสริมการเรียนท่ีไม่ดีแก่นักเรียน เพราะว่านักเรียนทาข้อสอบเพียงแค่ทาเคร่ืองหมาย
ถกู ผิดเท่าน้นั
ตวั อยา่ งขอ้ สอบ
.......1. ผชู้ นะสิบทิศเป็นบทประพนั ธข์ องสุนทรภู่
.......2. ยอดเขาทสี่ ูงทสี่ ุดในประเทศไทยคอื ดอยสุเทพ
.......3. ราคาขายคือผลบวกของราคาซ้ือและกาไร
5. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test)
ลกั ษณะขอ้ สอบ จะประกอบดว้ ยโจทยห์ รือขอ้ ความที่เป็นประโยคที่สมบูรณ์เป็นตวั คาถาม
(Stem) เพื่อวดั ความรู้ความสามารถ และตัวเลือกต้งั แต่ 3 ตวั เลือกข้ึนไปอีก 1 ชุด รวมเป็น 1 ขอ้ ใน
ตวั เลอื กน้นั จะมีท้งั คาตอบถูก (Key) และคาตอบผิด(Distracter) ทเ่ี ป็นตวั ลวงมาให้นกั เรียนพิจารณา
หลกั การสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. คาถามควรเป็ นประโยคคาถามท่ีสมบูรณ์ เพ่ือจะช่วยให้มีความชัดเจน และเขา้ ใจง่ายกว่า
ประโยคบอกเลา่ เช่น

1.1 ทองคาจดั เป็น (เป็นคาถามทไ่ี มด่ ี)
ก. แร่โลหะ
ข. แร่อโลหะ
ค. แร่รัตนชาติ
จ. แร่ประกอบหิน
ง. แร่เช้ือเพลิง

1.2 ทองคาจดั เป็นแร่ชนิดใด (เป็นคาถามทดี่ ีข้นึ )
ก. แร่โลหะ
ข. แร่อโลหะ
ค. แร่รัตนชาติ
จ. แร่ประกอบหิน
ง. แร่เช้ือเพลิง

2. เนน้ จุดทเี่ ป็นคาถามให้ชดั เจน เพ่อื ให้เกิดความเป็นปรนยั เช่น
2.1 สตั วใ์ นขอ้ ใดแตกตา่ งจากพวก (เป็นคาถามท่ีไม่ดี)
ก. ชา้ ง

33

ข. ล่อ
ค. มา้
ง. ววั
จ. ควาย
ไม่ดี เพราะไมไ่ ดบ้ อกแงม่ ุมทจ่ี ะถามว่าตอ้ งการเนน้ ดา้ นไหน หรือยดึ สิ่งใดเป็นหลกั
2.2 สัตวใ์ นขอ้ ใดเกิดจากการผสมพนั ธุท์ แ่ี ตกตา่ งจากพวก (เป็นคาถามที่ดีข้ึน)
ก. ชา้ ง
ข. ล่อ
ค. มา้
ง. ววั
จ. ควาย
3. หลีกเล่ียงคาถามทเี่ ป็นประโยคปฏิเสธ โดยเฉพาะปฏิเสธซอ้ น แต่ถา้ จาเป็นตอ้ งใชป้ ระโยค
ปฏเิ สธควรขีดเสน้ ใตใ้ หช้ ดั เจน
4. การถามคาถามจะตอ้ งส้ัน กะทดั รดั และไดใ้ จความ ไมค่ วรใชค้ าฟ่ ุมเฟือย เช่น
4.1 การแปรงฟันสม่าเสมอ จะช่วยใหส้ ุขภาพภายในช่องปากสมบูรณ์ การแปรงฟัน ผิด
วธิ ี จะทาให้เกิดส่ิงใด (เป็นคาถามทไ่ี มด่ ี)
4.2 การแปรงฟันผิดวธิ ี จะทาให้เกิดส่ิงใด (เป็นคาถามทด่ี ีข้ึน)
5. ถามในส่ิงที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้เด็กไดเ้ รียนรู้สิ่งที่ดีงาม เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่
พึงประสงค์ กล่าวคือ ถ้าสิ่งใดเป็ นสิ่งท่ีดีสังคมยอมรับ ให้ถามในทางที่ดี แต่ถา้ ส่ิงใดไม่ดีสังคมไม่
ยอมรับ ให้ถามในทางทไี่ ม่ดี เช่น
5.1 การเป็นหวดั ดีอยา่ งไร (เป็นคาถามท่ไี มด่ ี)
5.2 การเป็นหวดั แสดงวา่ ร่างกายอยใู่ นสภาพใด (เป็นคาถามท่ดี ีข้ึน)
6. ถามในส่ิงท่สี ามารถหาขอ้ ยตุ ไิ ดต้ ามหลกั วิชา เพื่อให้เด็กไดใ้ ชค้ วามคดิ ไม่ถามในส่ิงทเ่ี ป็ น
ความเช่ือ เช่น
6.1 การแห่นางแมวเพื่อใหฝ้ นตก ควรทาพธิ ีเวลาใด จึงจะไดผ้ ลดี (เป็นคาถามที่ไมด่ ี)
6.2 เพราะเป็นการถามในส่ิงทีเ่ ป็นความเช่ือ ซ่ึงไมส่ ามารถพิสูจน์ได้ (เป็นคาถามท่ีดีข้นึ )
7. ควรถามพฤตกิ รรมทีต่ อ้ งใชค้ วามคิด และควรหลีกเล่ียงการถามความจาจากตารา
8. ใชภ้ าษาให้เหมาะสมกบั วยั ของเด็ก เพราะถา้ ใชภ้ าษาท่ียากเกินไป เด็กก็จะไม่สามารถท่ีจะ
เขา้ ใจในความหมาย จึงไม่สามารถทาขอ้ สอบน้นั ได้

34

9. ควรใช้คาถามที่ยว่ั ยุให้เด็กชวนคิด และบางคร้ังคาถามหรือตัวเลือกอาจเป็ นรูปภาพ
สญั ลกั ษณ์ สถานการณ์ เพือ่ ยว่ั ยใุ หเ้ ดก็ อยากทา เช่น

9.1 (1/2) มีค่าเท่ากบั เศษส่วนในขอ้ ใด (เป็นคาถามทไ่ี ม่ดี)
9.2 ส่วนทแ่ี รเงามคี ่าเทา่ ใด (เป็นคาถามท่ดี ีข้ึน)
10. ตวั เลอื กควรส้ัน กะทดั รดั และมคี วามหมาย คาฟ่ มุ เฟือยตดั ท้งิ
11. ตวั เลือกแตล่ ะตวั ควรมคี วามยาวเท่า ๆ กนั ถา้ ตวั เลอื กยาวไมเ่ ท่ากนั ควรเรียงจากส้ันไปหา
ยาว แตท่ ้งั น้ีถา้ เป็น วนั เดือน พ.ศ. ตวั เลขหรือจานวน ใหเ้ รียงจากนอ้ ยไปหามาก
12. หลกี เลี่ยงการเขยี นตวั เลือกซ้าซ้อนกนั หรือมคี วามหมายเหมอื นกนั เพราะจะทาให้ตวั เลอื ก
มีคุณคา่ ลดนอ้ ยลง
12.1 น้าปูนใสจดั อยใู่ นสารชนิดใด (เป็นคาถามท่ีไมด่ ี)

ก. กรด
ข. ดา่ ง
ค. กรดสารส้ม
ง. ดา่ งทบั ทิม
จ. กรดเกลือ
ไม่ดี เพราะตวั เลือก ค และ จ เป็นส่วนหน่ึงของตวั เลือก ก ส่วนตวั เลอื ก ง เป็นส่วน
หน่ึงของตวั เลอื ก ข
13. ตวั เลือกตอ้ งเป็นเอกพนั ธก์ นั (Homogeneity) หรือไม่ก็มีโครงสร้างสอดคลอ้ งกนั เช่น
13.1 การทาลายป่ าเกิดจากสาเหตุใด (เป็นคาถามท่ีมตี วั เลอื กไมด่ ี)
ก. ความยากจน
ข. ความเห็นแก่ตวั
ค. คนตอ้ งการที่ทากิน
ง. กฎหมายมชี ่องวา่ ง
จ. เจา้ หนา้ ทไ่ี ม่กวดขนั
ไมด่ ี เพราะตวั เลือก ก และ ข เป็นเพียงวลี ส่วน ค,ง และ จ เป็นประโยค ดงั น้นั ควร
ทาตวั เลือกใหม้ ีโครงสร้างท่เี หมือนกนั
13.2 การทาลายป่ าเกิดจากสาเหตุใด (เป็นคาถามท่มี ตี วั เลอื กดีข้ึน)
ก. คนยากจนมีมากข้ึน
ข. คนเห็นแก่ตวั มีมาก
ค. คนตอ้ งการท่ที ากิน

35

ง. กฎหมายมชี ่องว่าง
จ. เจา้ หนา้ ที่ไม่กวดขนั
14. ควรระมดั ระวงั การใชต้ วั เลือกประเภท ปลายเปิ ด และปลายปิ ด ซ่ึงไดแ้ ก่ ถูกทุกขอ้ ไม่มี
ขอ้ ถกู ผิดทุกขอ้ สรุปแน่นอนไม่ได้ เป็นตน้
15. หลีกเล่ียงการแนะคาตอบ เพราะเพียงแต่เด็กสังเกตก็สามารถหาคาตอบได้โดยไม่ได้ใช้
ความคดิ เลย เช่น
ขอ้ แรก ๆ ถามว่า สีเขียวในพืชเรียกวา่ อะไร (คลอโรฟิลล์ Chlorophyll)
ขอ้ หลงั ๆ ถามว่า พืชสีเขยี วซ่ึงมีคลอโรฟิลลจ์ ะปรุงอาหารไดต้ อ้ งอาศยั สิ่งใด
16. ไม่ควรถามในส่ิงทีเ่ ด็กคล่องปาก เช่น
16.1 ใจคนคดเค้ียวเหมอื นสิ่งใด (เถาวลั ย)์ (เป็นคาถามทไ่ี ม่ดี)
17. ควรกระจายตวั เลือกที่เป็ นตัวถูกให้อยใู่ นตาแหน่งที่ต่าง ๆ กนั และแต่ละตวั เลือกควรมี
โอกาสเป็นตวั ถกู ในจานวนท่เี ทา่ ๆ กนั
18. หลีกเลีย่ งการเขียนตวั ถูกท่พี อ้ งเสียงหรือพอ้ งความหมายกบั ตวั คาถาม เพราะจะเป็น การ
แนะคาตอบ เช่น
18.1 จงั หวดั ใดผลติ เกลือสมทุ รไดม้ ากท่สี ุด (เป็นคาถามท่ีไมด่ ี)
ก. อยธุ ยา
ข.นครราชสีมา
ค. สมทุ รสาคร
ข้อดขี องข้อสอบแบบเลอื กตอบ
1. วดั พฤตกิ รรมทางการศึกษาไดห้ ลายดา้ น ต้งั แต่ความรู้ความจาไปจนถงึ การประมาณคา่
2. เป็นขอ้ สอบท่ีตรวจใหค้ ะแนนง่าย ถูกตอ้ ง รวดเร็ว และมคี วามเป็นปรนยั
3. สามารถควบคมุ ความยากงา่ ยของขอ้ สอบได้
4. เป็ นข้อสอบที่ครูสามารถวินิจฉัยสาเหตุแห่งการทาข้อสอบผิด ว่าเน่ืองมาจากสาเหตุ
อะไรบา้ ง โดยพิจารณาจากตวั เลือกตา่ ง ๆ จากกระดาษคาตอบ
5. มีความเชื่อมน่ั สูง เพราะมจี านวนขอ้ สอบมาก และตอบถูกโดยการเดามีนอ้ ย
6. สามารถใชส้ ัญลกั ษณ์ รูปภาพหรือกราฟมาเขยี นขอ้ สอบได้
ข้อจากัดของข้อสอบแบบเลอื กตอบ
1. สร้างขอ้ สอบใหด้ ี ทาไดย้ าก และใชเ้ วลาในการสร้างนาน
2. ไมเ่ หมาะทีจ่ ะวดั ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเสนอแนวคดิ หรือทกั ษะการเขียน
3. สิ้นเปลืองค่าใชจ้ า่ ยสูงในการสร้างขอ้ สอบ

36

รูปแบบของข้อสอบแบบเลือกตอบ
ขอ้ สอบแบบเลือกตอบจะมีคณุ ภาพมากหรือนอ้ ย มกั เกิดจากการเขียนตวั คาถาม และตวั เลือก
นอกจากน้ีควรเขียนคาถามท่วี ดั พฤตกิ รรมข้นั สูง ๆ โดยใชร้ ูปแบบคาถามท่เี หมาะสม รูปแบบ
คาถามแบบเลือกตอบท่ีนยิ มมี 3 ประเภท คือ
1. ประเภทคาถามเดี่ยว (Single Question) เป็นขอ้ สอบเลือกตอบท่ีแตล่ ะขอ้ มุ่งถามเพียงเรื่อง
ใดเร่ืองหน่ึงโดยเฉพาะ และสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่เกี่ยวพนั ธ์กับขอ้ อ่ืน ๆ เลย ซ่ึงแต่ละขอ้ จะเป็ น
อสิ ระต่อกนั เช่น

1. วนุ้ ทีอ่ ยรู่ อบ ๆ ไข่กบมีหนา้ ท่ีสาคญั อะไร
ก. เป็นเกราะป้องกนั ศตั รู
ข. เป็นทุ่นให้ไขล่ อยได้
ค. เป็นอาหารให้ตวั ออ่ น
ง. เป็นทเี่ กาะของเช้ือตวั ผู้
จ. เป็นส่ิงเช่ือมใหไ้ ข่ตดิ กนั

2. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งตามหลกั สุขศกึ ษา
ก. กินอาหารที่ร้อน
ข. กินอาหารท่สี ะอาด
ค. กินอาหารที่ถกู ปาก
ง. กินอาหารทีถ่ ูกส่วน
จ. กินอาหารทป่ี รุงเองในบา้ น

2. ประเภทตวั เลือกคงที่ (Constant Choice) ขอ้ สอบประเภทน้ี ในแต่ละตอนจะมีตวั เลือกอยู่
ชุดหน่ึงให้นักเรียนพิจารณาตวั เลือกเหล่าน้ี แลว้ นาไปตอบคาถามท่ีกาหนดมาให้หลายคาถาม หรือ
อาจกลา่ วไดว้ ่าเป็นขอ้ สอบที่มคี าถามหลายขอ้ แต่มีตวั เลือกอยชู่ ุดเดียว ซ่ึงขอ้ สอบชนิดน้ีพฒั นามาจาก
ขอ้ สอบแบบจบั คู่ แตม่ ลี กั ษณะที่แตกต่างไปจากขอ้ สอบแบบจบั คู่ คอื

2.1 สามารถใชต้ วั เลือกซ้ากนั ได้
2.2 ตวั เลอื กมเี พียง 4-5 ตวั ส่วนตวั คาถามมีกี่ขอ้ กไ็ ด้ แต่นิยมใช้ 2-10 ขอ้
ตวั อยา่ งขอ้ สอบแบบตวั เลอื กคงที่
คาช้ีแจง จากขอ้ 1-5 ให้พิจารณาขอ้ ความแต่ละขอ้ ว่ามีความเก่ียวขอ้ งกบั คาศพั ท์ในขอ้ ก-จ
มากท่สี ุด คาศพั ทเ์ หลา่ น้นั จะใชค้ ร้ังเดียวหรือหลายคร้งั ก็ได้
ก. การแยกประเภท (Differentiation)
ข. การผสมพนั ธุเ์ ลอื ดเดียวกนั (Inbreeding)

37

ค. การผ่าเหลา่ (Mutation)
ง. การเลอื กสรรโดยธรรมชาติ (Natural Selection)
จ. การแปรปรวน (Variation)

1. การปรากฏลกั ษณะท่ีไมเ่ คยมใี นเผ่าพนั ธุ์มาก่อน (ค)

2. ความแตกต่างในการปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั ส่ิงแวดลอ้ ม (ง)

3. การทาใหส้ ่ิงมชี ีวิตมียีนส์บริสุทธ์ิ (ข)

4. ความผิดแบบของบรรดาลูก ๆ ในครอบครวั เดียวกนั (จ)

5. การทาใหเ้ กิดการแบง่ บานระหว่างเซล (ก)

3. ประเภทสถานการณ์ (Situational Test) คาถามชนิดน้ีจะประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ

ของจริง หรือเร่ืองราวอะไรสักอยา่ งหน่ึงมาเสนอเร้าใจให้เดก็ เกิดความคิดก่อนเป็นตอนนา จากน้ันจึง

ต้งั คาถามหลาย ๆ ขอ้ หลาย ๆ แง่มุมที่เกี่ยวขอ้ งกบั เร่ืองน้ัน คาถามชนิดน้ีมีคุณค่าตรงที่สามารถวดั

ผลสัมฤทธ์ิเบ็ดเสร็จของการศึกษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี อีกท้งั ยงั สามารถวดั สมรรถภาพสมองข้นั สูงไดง้ ่าย

กวา่ ขอ้ สอบประเภทอ่ืน ๆ

ตวั อยา่ งขอ้ สอบประเภทสถานการณ์

คาช้ีแจง พจิ ารณาคาประพนั ธ์ตอ่ ไปน้ี แลว้ ตอบคาถามขอ้ 1-2

จะหกั อื่นขืนหักพอจกั ได้ หักอาลยั ไมห่ ยดุ สุดจะหกั

สารพดั ตดั ขาดประหลาดนกั แตต่ ดั รักไมข่ าดประหลาดใจ

1. ส่ิงใดเป็นตน้ เหตุของคาประพนั ธน์ ้ี

ก. ความรัก ข. ความอาลยั ค. การหักใจ ง. ความทุกขใ์ จ จ. การพลดั พราก

2. ผูเ้ ขียนคาประพนั ธน์ ้ีอยใู่ นอารมณ์เช่นไร

ก. วา้ วนุ่ ใจ ข. เศร้าโศก ค. ปลงตก ง. ห่วงหา จ. วา้ วนุ่

ความแตกต่างของข้อสอบอัตนยั และปรนยั
ท้ังข้อสอบอัตนัยและปรนัยต่างก็เป็ นข้อสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรี ยนของ
นกั เรียน ขอ้ สอบท้งั สองชนิดน้ีตา่ งกม็ ีขอ้ แตกตา่ งพอสรุปได้ ตามตารางที่ 1

38

ตารางท่ี 1 ความแตกตา่ งของขอ้ สอบอตั นยั และปรนยั

ลกั ษณะ ข้อสอบปรนยั ข้อสอบอัตนยั

1.วดั ความมุ่งหมาย - ความรู้ ความเขา้ ใจ การประยกุ ตแ์ ละ - ความเขา้ ใจ การวิเคราะห์ การ

ของการเรียนการ การวเิ คราะห์ ไมเ่ หมาะท่ีจะใชว้ ดั การ สงั เคราะห์ การประเมินคา่ ไม่

สอน สังเคราะห์และการประเมนิ ค่า เหมาะทีจ่ ะใชว้ ดั ความรู้ ความจา

2. การสุ่มเน้ือหา - ใชจ้ านวนขอ้ สอบมาก ทาใหส้ ุ่ม - ใชจ้ านวนขอ้ สอบนอ้ ย ทาให้

เน้ือหาไดม้ าก สุ่มเน้ือหาไดน้ อ้ ย

3. การเตรียมการ - ขอ้ สอบท่ดี ีสร้างยาก และใชเ้ วลา -ขอ้ สอบท่ดี ีสร้างยาก แต่ทาไดง้ ่าย

สร้างนาน กว่าแบบปรนยั

4. การใหค้ ะแนน -ยตุ ิธรรม งา่ ยและมีความเช่ือมน่ั สูง - ลาเอียงยากและมคี วามเชื่อมนั่ ต่า

5.ปัจจยั ทท่ี าให้ -เนื่องจากการอา่ นขอ้ สอบ และการ - เนื่องจากลายมอื และวิธีเขียน

คะแนนคลาดเคลือ่ น เดาของผสู้ อบ ของ ผสู้ อบ

6. ผลตอ่ การเรียนรู้ - กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนจา แปลความ - กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนจดั ระบบ

วเิ คราะห์ความคิดเห็นของผอู้ น่ื ผสมผสานและแสดงออกซ่ึง

ความคดิ ของตน

ทีม่ า : เยาวเรศ จนั ทะแสน (2554)

สรุป
1. หลกั การสร้างขอ้ สอบน้ันผูส้ ร้างจะต้องยึดจุดประสงค์ในการสอนเป็ นหลกั และจะตอ้ ง

เขียนข้อสอบให้เป็ นไปตามตารางวิเคราะห์หลกั สูตรท่ีได้กาหนดไว้ โดยจะต้องออกข้อสอบให้มี
จานวนข้อมากกว่าจานวนขอ้ สอบในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ท้งั น้ีเพราะว่า เม่ือนาข้อสอบไปหา
คณุ ภาพแลว้ จะมีขอ้ สอบอยจู่ านวนหน่ึงท่ไี ม่ไดค้ ณุ ภาพ ตอ้ งตดั ท้งิ ไป

2. ขอ้ สอบมีหลายประเภทท้งั น้ีข้นึ อยกู่ บั วา่ จะยดึ ส่ิงใดเป็นเกณฑใ์ นการแบง่
3. ขอ้ สอบที่ดีควรมีลกั ษณะ 5 ประการเป็ นอย่างน้อย คือ ความเท่ียงตรง ความเชื่อมน่ั ความ
ยาก อานาจจาแนก และความมีประสิทธิภาพ
4. ขอ้ สอบอตั นยั จะมีเฉพาะคาถามที่เปิ ดโอกาสให้ผตู้ อบไดแ้ สดงออกโดยการเขียนทแ่ี สดงถงึ
ความรู้ความสามารถอยา่ งเตม็ ท่ี ส่วนขอ้ สอบปรนยั จะมีท้งั คาถามและคาตอบมาให้ แลว้ ให้ผูต้ อบเลือก
คาตอบท่ถี ูกตอ้ ง ตามเงอื่ นไขที่โจทยก์ าหนด

39

5. ขอ้ สอบปรนัยสามารถแยกย่อยออกได้ 5 ประเภท คือ ขอ้ สอบแบบตอบส้นั ๆ แบบเติมคา
แบบจบั คู่ แบบถูกผดิ และแบบเลอื กตอบ

ความหมายของเนือ้ หา If-Clause

ชาญนาญ ศุภนิตย์ (2547 : 189-193 ) ไดอ้ ธิบายความหมาย If-Clause หรือ Condition Clause
ว่าหมายถึงประโยคท่ีแสดงหรือกาหนดเง่ือนไข ข้ึนในเวลาที่ต่าง ๆ กนั แต่เวลาท่ีพูดน้ันเกิดข้ึน
ในขณะปัจจุบนั รูปกริยาที่ตา่ งกนั ใน If-Clauseเป็นเพยี งตวั บง่ ใหท้ ราบวา่ เป็น เง่ือนไขแบบใดเท่าน้นั

ประโยค If-Clause (ประโยคเงอื่ นไข) จะประกอบดว้ ย
1. ส่วนที่เป็นเง่ือนไข (If Clause)
2. ส่วนทเี่ ป็นขอ้ ความหลกั (Main Clause)
1. If-Clause แบบที่ 1 ประเภท Present real condition sentences
ใชส้ มมตใิ นสิ่งทเ่ี ป็นไปไดแ้ ละเป็นจริง ประโยค If-Clause เป็น Present simple ประโยค
Main-Clause จะเป็น Future simple

If-Clause = S+V.1
Main-clause = S+ will, shall, can, may + V.1
If Clause + Future tense

ภาพท่ี 1 แสดงโครงสร้างประโยค If-Clause แบบท่ี 1 ประเภท Present real condition sentences
- If it doesn't rain tomorrow, we will go to the park
- I will be able to do this exercise if I try.

ถา้ เป็นความจริงเสมอ Main-Clause ให้ใช้ Present simple
- If the ice falls into the water, it floats.

กริยาใน Main-Clause เป็นคาส่งั หรือ ขอร้อง ให้ใช้ Present simple
- If the teacher asks you, tell him the truth. (คาส่งั )
- If you leave, please turn out the light. (ขอร้อง)

If-Clause แบบท1ี่ น้ี สามารถใช้ should แทน if ได้
- Should he refuse to leave, telephone Mr. John.
- If he refuses to leave, telephone Mr. John.

40

Unless = if not; ประโยคหลงั unless จะเป็นประโยคบอกเล่า ไม่อยา่ งน้ันจะเป็ นปฏิเสธซ้อน
ปฏิเสธ

- Malee will not come unless she has time.
- Malee will not come if she has no time.
2. If-Clause แบบที่ 2 ประเภท Present unreal condition sentences
ใชส้ มมตใิ นสิ่งท่ีไมน่ ่าจะเป็นไปไดห้ รือไม่เป็นจริงในปัจจุบนั ประโยค If-Clause เป็น Past
simple ประโยค Main-Clause จะเป็น Future in the past หรือ Conditional tense

If-Clause = S+ V.2
Main-Clause = S+ would, should, could, might + V.1

ภาพท่ี 2 แสดงโครงสร้างประโยค If-Clause แบบท่ี 2 ประเภท Present unreal condition sentences

- If I had more time, I would read more books. [ขณะปัจจุบนั น้ีไมม่ ีเวลามากพอ]
- If I were you, I would not let him say such things. [ wereใชก้ บั ทกุ บุรุษ ไมใ่ ช้ was]
เราสามารถละ if โดยเอากริยาช่วย were ในประโยค if-clause มาไวห้ นา้ ประโยคแทน
- If he were to leave (If he left) today, he would be there by Friday.
- Were he to leave today, he would be there by Friday.

งานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง

งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การวิจยั คร้ังน้ีมดี งั น้ี
จารุณี สุทธิสวรรค์ (2545 : บทคดั ยอ่ ) ทาวิจยั เร่ืองการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม วิชาดนตรี
และนาฏศลิ ป์ เร่ือง การแสดง พ้ืนเมืองของทอ้ งถน่ิ ภาคเหนือ สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 มี
วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั คอื 1) เพ่อื สร้างหนงั สืออ่านเพิม่ เติม สาหรับใชป้ ระกอบการสอน วิชาดนตรี
และนาฏศลิ ป์ เร่ือง การแสดง พ้ืนเมืองของทอ้ งถิน่ ภาคเหนือ ช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี6 ให้มปี ระสิทธิภาพ
ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2) เพอื่ ศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของเรียน ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 กอ่ น
และหลังการอ่านหนังสือ เพิ่มเติม และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อหนังสืออ่าน
เพ่ิมเติม ผลการวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การวจิ ยั คร้ังน้ี คือ 1) หนังสืออ่านเพ่ิมเติม เรื่อง การแสดงพ้ืนเมือง
ของท้องถิ่นภาคเหนือมีประสิ ทธิภาพ 80.13/80.23 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ีกาหนดไว้

41

2) การอ่านหนังสืออ่านเพ่ิมเติม ทาให้คะแนนก่อนเรียนและหลงั เรียน มีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนัย
สาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 และ 3) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพ่ิมเติม พบว่า
นักเรียนส่วนใหญ่ชอบทุกส่ิงจากการ อ่านหนังสืออ่านเพิ่มเติม เม่ืออ่านแล้วไดร้ ับความรู้ ความ
สนุกสนานเพลดิ เพลิน นอกจากน้ี นกั เรียนเกิดความรู้สึกรกั ภาคภูมิใจในศลิ ปะการแสดงพ้ืนเมอื งของ
ทอ้ งถ่ินภาคเหนือ และตอ้ งการอนุรักษ์ สืบทอดการแสดงน้ีให้คงอยตู่ อ่ ไป

เรณู อภนิ ันธวชั พงศ์ (2546 : 7-9) ทาการวจิ ยั เร่ืองการพฒั นาบทเรียนการ์ตูนเรื่องทศนิยมเพ่ือ
ใชใ้ นการสอนซ่อมเสริม ของนักเรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 5 โดยบทเรียนการ์ตูนเร่ือง ทศนิยม
พฒั นามาจาก หนังสือการ์ตูนโดราเอมอน โดยถ่ายขยายให้มีขนาดใหญ่กว่าตน้ ฉบบั ของเดิม คือมี
ขนาด A4 เพื่อให้ขนาดของตวั หนังสือชวนอ่านและตกแต่งระบายสีให้สวยงาม มีวตั ถุประสงคข์ อง
การวิจัยคือ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั เรียนการฝึ กโดยใช้บทเรียน
การ์ตูนเรื่องการบวกทศนิยม 2) เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั เรียนการฝึกโดย
ใช้บทเรียนการ์ตูนเรื่องการลบทศนิยม และ 3) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นและหลงั
เรียนการฝึกโดยใชบ้ ทเรียนการ์ตูนเร่ืองการคูณทศนิยม ผลการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกบั การวิจยั คร้ังน้ี คือ
1) ภายหลงั การใช้บทเรียนการ์ตูนเรื่องการบวกทศนิยม นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียน
สูงข้ึน เท่ากบั 5.50 2) ภายหลังการใช้บทเรียนการ์ตูนเร่ืองการลบทศนิยม นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนสูงข้ึน เท่ากบั 4.84 และ 3) ภายหลงั การใชบ้ ทเรียนการ์ตูนเร่ืองการคูณทศนิยม นักเรียน
มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน เท่ากบั 4.84

กุสุมาลย์ ประยงค์หอม (2547 : บทคัดย่อ) ทาวิทยานิพนธ์เร่ืองการสร้างและทดลองใช้
หนังสื ออ่านเพิ่มเติมเร่ือง ชีวิตในส่ิ งแวดล้อมเมืองสาหรับนักเรี ยนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 5
มวี ตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั คือ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนของนกั เรียนหลงั
อ่านหนงั สือเพมิ่ เติมเร่ือง ชีวิตในส่ิงแวดลอ้ มเมอื งสาหรบั นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 และ 2) เพื่อ
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังอ่านหนังสือเพ่ิมเติมเร่ือง ชีวิตในส่ิงแวดล้อมเมืองสาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 5 ผลการวิจยั ท่ีเก่ียวข้องกับการวิจัยคร้ังน้ี คือ 1) นักเรียนกลุ่มท่ีอ่าน
หนงั สืออ่านเพิ่มเติมมีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เพ่ิมข้ึน อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05 และสูงกว่า
กลุ่มควบคุมทไี่ ม่ไดอ้ ่านหนังสืออ่านเพ่ิมเติม อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั 0.05 และ 2) ความพึง
พอใจของนกั เรียนตอ่ หนงั สืออา่ นเพม่ิ ทส่ี ร้าง ข้ึนอยใู่ นระดบั ดี- ดีมาก

ณัฐกานต์ ตันทิพย์ (2547 : บทคัดย่อ) ทาวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึ กทักษะภาษา
องั กฤษเพ่ือการส่ือสาร สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั คือ 1) เพื่อ
พฒั นาชุดกิจกรรมฝึ กทกั ษะภาษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 ให้มี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนภาษาองั กฤษ หรือ ไดร้ ับการฝึกทกั ษะใหถ้ งึ เกณฑร์ ้อยละ่ 70 (จากการกาหนด

42

เป้าหมายผลสัมฤทธ์ิของสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 70 % และ 2) เพื่อศึกษา
ระดบั ความพึงพอใจของผูเ้ รียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 ต่อชุดกิจกรรมฝึกทกั ษะภาษาอังกฤษเพ่ือการ
สื่อสาร ผลวิจยั ท่ีเก่ียวข้องกบั การวิจยั คร้ังน้ี คือ 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชุดกิจกรรมฝึ กทักษะ
ภาษาองั กฤษเพ่ือการส่ือสารผ่านเกณฑ์ 70 คือ เฉลี่ย 86.25 และ 2) ความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อ
ชุดกิจกรรมฝึกทกั ษะภาษาองั กฤษเพอ่ื การส่ือสารอยใู่ นระดบั ดีมาก

ภทั รานาฏ พจนพาที (2550 : บทคดั ยอ่ ) ทาวิจยั เรื่องการพฒั นาหนงั สืออ่านเพิ่มเตมิ สาระการ
เรียนรู้ท้องถ่ิน เร่ือง กาแพงเพชรบ้านเรา มีวตั ถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลงั เรียนตามกระบวนการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม
สาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่ินเรื่องกาแพงเพชรบ้านเรา และ 2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจต่อกระบวนการ
เรียนรู้ดว้ ยหนังสืออ่านเพ่ิมสาระการเรียนรู้ทอ้ งถิ่นเรื่องกาแพงเพชรบา้ นเรา ผลการวิจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั
การวิจยั คร้งั น้ี คอื 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลงั เรียนโดยใชห้ นังสืออา่ นเพิม่ เติมสาระ
การเรียนรู้ทอ้ งถิ่นเรื่องกาแพงเพชรบา้ นเรา มีนัยสาคญั ท่ีระดบั 0.05 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจ
ต่อกระบวนการเรียนรู้ดว้ ยหนังสืออ่านเพิ่มสาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่ินเร่ืองกาแพงเพชรบา้ นเรา อยู่ใน
ระดบั มากที่สุด

วราภา อินทุไร (2551: บทคดั ยอ่ ) ทาวิจยั เร่ืองการพฒั นาหนงั สืออ่านเพ่ิมเตมิ วิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 4 ชุด อริยสจั 4 และมงคล
ชีวิต โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม มีวตั ถุประสงค์ของการวิจยั คอื 1) เพ่ือพฒั นาหนงั สืออ่านเพิ่มเติมวิชา
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 ชุด อริยสัจ
4 และมงคลชีวิต 2) เพอ่ื ศึกษาดชั นีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพ่ิมเติมวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 ชุด อริยสัจ 4 และมงคลชีวิต 3) เพ่ือ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนกบั กอ่ นเรียนของผูเ้ รียน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4/3 ที่เรียน
ดว้ ยหนังสืออ่านเพ่ิมเติมวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้ัน
มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4 ชุด อริยสัจ 4 และมงคลชีวิต 4) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผูเ้ รียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4/3 ที่เรียนดว้ ยหนังสืออ่านเพิ่มเตมิ วิชาสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระ
ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 4 ชุด อริยสัจ 4 และมงคลชีวิต กบั เกณฑ์ และ 5) เพ่ือ
ศึกษาความพึงพอใจของผูเ้ รียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปี ที่ 4/3 ท่ีมีต่อการเรียนรู้ ดว้ ยหนงั สืออา่ นเพิ่มเติมวิชา
สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 ชุด อริยสัจ
4 และมงคลชีวิต ผลการวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การวิจยั คร้ังน้ี คือ 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 4 ชุด อริยสัจ 4 และมงคล
ชีวิต มีประสิทธิภาพ 89.88 / 88.31 แสดงว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

43

2) ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา
ศีลธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 4 ชุด อริยสจั 4 และมงคลชีวติ มีดชั นีประสิทธิผลเทา่ กบั 79.29
แสดงว่าผูเ้ รียนมีความรู้เพ่ิมข้ึนหลังจากเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ร้อยละ 79.29 3) ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนของผูเ้ รียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 4/3 ที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพ่ิมเติมวิชาสังคม
ศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4 ชุด อริยสัจ 4
และมงคลชีวิต สูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ 0.01 4) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผูเ้ รียน
ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4/3 ที่เรียนดว้ ยชุดหนังสื่ออ่านเพ่ิมเติม วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สาระศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4 อริยสัจ 4 และมงคลชีวิต หลงั เรียนมีค่าเท่ากบั
88.31 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑท์ ีก่ าหนดไว้ (ร้อยละ 80) และ 5) ผเู้ รียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 4/3 มีความพึงพอใจ
ต่อการเรียนรู้ดว้ ยหนงั สืออ่านเพิ่มเติมวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 4 ชุด อริยสัจ 4 และมงคลชีวิต อยใู่ นระดบั มาก (คา่ เฉลย่ี 4.31)

สิริภานันท์ จิโรภาสภาณุวงศ์ (2551 : บทคดั ย่อ) ทาวิจยั เรื่องการศึกษาผลการใชห้ นงั สืออ่าน
เพม่ิ เติมหน่วยรามเกียรต์ิ ช่วงช้นั ท3่ี ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 โรงเรียนปากแพรกวทิ ยาคม จงั หวดั สุราษฎร์
ธานี มีวตั ปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั คอื 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลงั เรียน
โดยใช้หนังสืออ่านเพิม่ เติมหน่วยรามเกียรต์ิ และ 2) เพอื่ ศกึ ษาผลความพึงพอใจของครูและนกั เรียนที่
มีต่อหนงั สืออ่านเพ่ิมเตมิ หน่วยรามเกียรต์ิ ผลการวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การวิจยั คร้ังน้ี คือ 1) ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพ่ิมเติมหน่วยรามเกียรต์ิ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ0.01 และ 2) ผลความพึงพอใจของครูและนักเรียนท่ีมีต่อหนังสืออ่าน
เพ่มิ เติมหน่วยรามเกียรต์ิ อยใู่ นระดบั มากท่ีสุด

นิฤมล วิทยาเอนกนันท์ (2552 : บทคัดย่อ) ทาวิจัยเร่ืองการสร้างหนังสื ออ่านเพิ่มเติม
ภาษาองั กฤษ เร่ือง Talking about Thailand สาหรับนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 1 มีวตั ถุประสงค์ของ
การวิจยั คอื 1) เพือ่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นกบั หลงั เรียนของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษา
ปี ท่ี 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสื ออ่านเพ่ิมเติมเรื่ อง Talking about Thailand จานวน 5 เล่ม
ผลการวิจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การวิจยั คร้งั น้ี คอื 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียน มธั ยมศึกษาปี ที่ 1
ท่ีเรียนดว้ ย หนังสืออ่านเพ่ิมเติม เร่ือง Talking about Thailand หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยที่
สาคญั ทีร่ ะดบั 0.01

พรพทิ กั ษ์ ยาศิริ (2552 : บทคดั ยอ่ ) ทาวจิ ยั เร่ืองการพฒั นานกั เรียนบกพร่องการอ่าน การเขียน
ภาษาไทย มีวตั ถุประสงคข์ องการวิจยั คือ 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลงั
เรียนซ่อมเสริม ในแต่ละบทเรียนของนกั เรียนบกพร่องกลมุ่ วิกฤติโดยใชเ้ อกสารประกอบการเรียนการ
สอนเพอ่ื พฒั นานักเรียนบกพร่องการอ่าน การเขียนภาษาไทย ผลการวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การวิจยั คร้งั น้ี

44

คือ 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นและหลงั เรียนซ่อมเสริม ในแต่ละบทเรียนของ
นกั เรียนบกพร่องกลุ่มวิกฤติ พบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนโดยใชเ้ อกสารประกอบการเรียน
การสอนเพอ่ื พฒั นานกั เรียนบกพร่องการอ่าน การเขียนภาษาไทย สูงกว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อน
ใชเ้ อกสารประกอบการเรียนการสอน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั 0.05

พฒั นา เจียมสกุล (2552 : บทคัดย่อ) ทาวิจยั เร่ืองการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม ประเภท
หนังสือบทกลอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจาวนั สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 6 มี
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพ่ือสร้างหนังสืออ่านเพ่ิมเติม ประเภทหนังสือบทกลอน เร่ือง
เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจาวนั สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนบา้ นสันติวนั อาเภอ
พาน จงั หวดั เชียงราย 2) เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ประเภทหนังสือบทกลอน เร่ือง เศรษฐศาสตร์ใน
ชีวิตประจาวนั และ 3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอน โดยใชห้ นงั สืออ่าน
เพ่ิมเติม ประเภทหนงั สือบทกลอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจาวนั ผลการวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การ
วิจัยคร้ังน้ี คือ 1) หนังสืออ่านเพ่ิมเติม ท่ีผู้รายงานสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนได้ค่าเฉล่ีย 89.40 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ ท่ีร้อยละ 75
และ 3) หนงั สืออ่านเพมิ่ เติม ประเภทหนังสือบทกลอน มีความพงึ พอใจต่อการเรียนการสอนในระดบั
มากที่สุด

นภาพรรณ หย่างพานิช (2553 : บทคัดยอ่ ) ทาวิจัยเรื่องการสร้างและการใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์ภาษาองั กฤษ ชุดพฒั นาทกั ษะการใช้ภาษาในการส่ือสารให้ถูกตอ้ งตามมารยาทสังคม
และวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 2 มีวตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั คือ 1) เพ่ือสร้างและหาประสิทธิภาพ
ของหนงั สือเสริมประสบการณ์ภาษาองั กฤษ ชุดพฒั นาทกั ษะการใช้ภาษาในการสื่อสารใหถ้ ูกตอ้ งตาม
มารยาทสังคมและวฒั นธรรม 2) เพ่ือศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของกลุ่มเป้าหมายโดยใช้หนงั สือ
เสริมประสบการณ์ภาษาองั กฤษ ชุดพฒั นาทกั ษะการใชภ้ าษาในการส่ือสารให้ถูกตอ้ งตามมารยาท
สังคมและวัฒนธรรม และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อหนังสือเสริม
ประสบการณ์ภาษาองั กฤษ ผลการวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การวิจยั คร้งั น้ี คือ 1) หนงั สือเสริมประสบการณ์
ภาษาองั กฤษ ชุดพฒั นาทกั ษะการใชภ้ าษาในการสื่อสารให้ถูกตอ้ งตามมารยาทสังคมและวฒั นธรรม
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 2 มปี ระสิทธิภาพ 80.88 / 81.50 นบั ว่าเป็นสื่อทีม่ ปี ระสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑท์ ตี่ ้งั ไว้
2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความกา้ วหน้าเฉล่ีย 7.10 คิด
เป็ นร้อยละ 47.32 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อหนังสือชุดน้ีอยู่ในระดับมาก โดยมี
ค่าเฉลยี่ 2.95

45

สุจิตรา ศรีชาติ (2553 : บทคดั ยอ่ ) ทาวิจยั เรื่อง การจดั กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ(ภาษาองั กฤษ) โดยใชห้ นงั สืออา่ นเพ่ิมเติมเสริม ประสิทธิภาพ การเรียนและแบบฝึก
ทกั ษะประกอบหนงั สืออา่ นเพ่มิ เติมเสริมประสิทธิภาพ ช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 2 มีวตั ถุประสงคข์ องการ
วิจยั คอื 1) เพื่อพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ)โดยใช้
หนงั สืออ่านเพ่ิมเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึกทกั ษะประกอบหนังสืออ่านเพ่มิ เติมเสริม
ประสิทธิภาพการเรียน 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่าน
เพ่ิมเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึ กทักษะประกอบหนังสื ออ่านเพิ่มเติมเสริ ม
ประสิทธิภาพการเรียน 3) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา
ต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) ระหว่างก่อนและหลงั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยหนังสืออ่านเพ่ิมเติม
เสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึกทกั ษะประกอบหนังสืออ่านเพิ่มเติมเสริมประสิทธิภาพการ
เรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ท่ีมีต่อการเรียนโดยใชห้ นังสืออ่านเพ่ิมเติมเสริม
ประสิ ทธิภาพการเรี ยนและแบบฝึ กทักษะประกอบหนังสื ออ่านเพิ่มเติมเสริ มประสิ ทธิภาพการเรี ยน
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยคร้ังน้ี คือ 1) การกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) โดยใช้หนังสืออ่านเพ่มิ เตมิ เสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึ ก
ทกั ษะประกอบหนงั สืออ่านเพ่ิมเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียน ที่ผูว้ ิจยั พฒั นาข้นึ มีประสิทธิภาพสูง
กว่าเกณฑ์ท่ีต้งั ไว้ 2) ดชั นีประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชห้ นังสืออ่านเพ่ิมเติม
เสริมประสิทธิภาพการเรียน และแบบฝึกทกั ษะประกอบหนังสืออ่านเพิ่มเติมเสริมประสิทธิภาพการ
เรียน มีความก้าวหน้าทางการเรียนเพ่ิมข้ึน 3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
ภาษาองั กฤษหลงั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีใชห้ นงั สืออ่านเพิ่มเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียน และ
แบบฝึกทกั ษะประกอบหนังสืออ่านเพิ่มเติมประสิทธิภาพการเรียน สูงกว่า ก่อนการจดั กิจกรรมการ
เรียนรู้ที่ใช้หนงั สืออ่านเพิ่มเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึ กทกั ษะประกอบหนังสืออ่าน
เพิ่มเตมิ ประสิทธิภาพการเรียน และ 4) ความพึงพอใจของนกั เรียนทม่ี ีต่อการเรียนโดยใชห้ นงั สือ อ่าน
เพ่ิมเติมเสริมประสิทธิภาพการเรียนและแบบฝึ กทักษะประกอบหนังสื ออ่านเพิ่มเติมเสริ ม
ประสิทธิภาพการเรียน มคี วามพึงพอใจในภาพรวมอยใู่ นระดบั พงึ พอใจมากที่สุด

สุภาวดี นรชาญ (2553 : บทคดั ย่อ) ทาวิจยั เร่ืองการสร้างและพฒั นาหนังสืออ่านเพ่ิมเติมเรื่อง
My School กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาองั กฤษ) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี
5 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพ่ือพัฒนาหนังสื ออ่านเพิ่มเติม เร่ือง My School 2) เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนดว้ ยหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง My School กับ
คะแนนก่อนเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง My
School ผลการวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การวิจยั คร้ังน้ี คือ 1) หนังสืออ่านเพ่ิมเติมที่พฒั นาข้ึนมีประสิทธิภาพ

46

สูงกว่าเกณฑท์ ี่กาหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน คะแนน
เฉลยี่ หลงั เรียน และ 3) นกั เรียนมีความพึงพอใจตอ่ การเรียนโดยใชห้ นงั สืออ่านเพิ่มเติม โดยรวมอยใู่ น
ระดบั มากที่สุด

สุรพงษ์ แก่นอากาศ (2554 : 71) ทาวิจยั เร่ืองการสร้างหนงั สือภาพสามมติ ิเพ่ือใชป้ ระกอบการ
เล่านิทานเรื่อง “ผจญภยั เมืองขยะ” ประกอบการสอนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปี ที่ 6 มีวตั ถุประสงค์ของการวิจยั คือ 1) เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสร้าง
เสริมประสบการณ์ชีวติ ดว้ ยวิธีการเลา่ นิทานประกอบหนงั สือภาพสามมติ ิ กบั การเรียนแบบเล่านิทาน
ปกติ และ 2) เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนทมี่ ีผลต่อการเรียนดว้ ยหนงั สือภาพสามมิตทิ ไ่ี ดจ้ าก
การสุ่มตวั อย่าง ผลการวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กบั การวิจยั คร้ังน้ีคือ 1) นักเรียนท่ีเรียนจากการเรียนดว้ ย
วิธีการเรี ยนแบบเล่านิทานประกอบหนังสือภาพสามมิติ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรี ยนสู งข้ึน
t = 2.71 แสดงว่านักเรียนที่เรียนดว้ ยวิธีการเรียนแบบเล่านิทานประกอบภาพสามมิติ กบั การเรียน
แบบเล่านิทานปกติแตกต่างอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติระดบั 0.05 และ 2) ความพอใจของนักเรียนที่
เรียนดว้ ยหนังสือสามมติ ิ โดยค่าเฉลี่ยท้งั ฉบบั เท่ากบั 4.00 ค่าความแปรปรวนเท่ากบั 7.20 ซ่ึงอยใู่ น
เกณฑด์ ี

กรอบแนวคิดในการวิจัย

งานวจิ ยั คร้งั น้ีมกี รอบในการวิจยั ตามภาพท่ี 1

ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม
หนงั สือเสริมประสบการณ์ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
การเรียนรู้เร่ือง If-Clause

ภาพที่ 3 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

47

บทที่ 3

วิธกี ารดาเนินการวิจัย

การวิจัย เร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
ผูว้ ิจยั ดาเนินการวิจยั ตามข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี

1. กล่มุ เป้าหมาย
2. แบบแผนการวิจยั
3. เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
4. การสร้างเครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
6. การวิเคราะห์ขอ้ มูล

กล่มุ เป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 โรงเรียนคลองหาดพิทยาคมจานวน 10 คน ที่มปี ัญหาการเรียนภาษาองั กฤษเรื่อง
If-Clause

แบบแผนการวิจยั

ใน การวิจัยคร้ังน้ี เป็ น การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้แบบ Pre-
Experimental Design ผูว้ ิจยั ใช้แบบวิจยั ที่มีกลุ่มเดียว แต่มีการวดั ก่อนและหลงั ทดลอง (One Group
Pretest-Posttest Design) ตามตารางท่ี 2

48

ตารางที่ 2 แบบแผนการวิจยั

O1 X O2

หมายเหตุ : O1 หมายถงึ การวดั ผลก่อนเรียน
X หมายถึง หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้
O2 หมายถึง การวดั ผลหลงั เรียน

เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย

เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจยั มีดงั น้ี
1. หนงั สือเสริมประสบการณก์ ารเรียนรู้เร่ือง If-Clause
2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง If-Clause

การสร้างเคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวิจัย

หนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause มขี ้นั ตอนการสร้างดงั น้ี
1. ศกึ ษาหลกั สูตร การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน 2551
2. ศกึ ษาหลกั การและทฤษฏีทเ่ี ก่ียวขอ้ ง จากเอกสาร ตาราและผลงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
3. ดาเนินการสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause โดยแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คอื Present real condition sentences และ Present unreal condition sentences
4. นาหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause ท่ีสร้างข้ึนให้ผูเ้ ช่ียวชาญกลุ่ม ข
จานวน 3 ทา่ นคือ ครูผูส้ อนท่ีมีประสบการณ์ทางดา้ นการสอนวชิ าภาษาองั กฤษ 1 ทา่ นและผเู้ ช่ียวชาญ
ทางดา้ นภาษาองั กฤษ 2 ท่าน (ภาคผนวก ก) โดยใชก้ ารตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content
Validity) โดยพิจารณาจากค่าดชั นีความสอดคลอ้ งระหว่างเน้ือหา If-Clause ประเภท Present real
condition sentences แ ล ะ Present unreal condition sentences กับ วัต ถุ ป ระ ส งค์ (IOC : Index of
Concurrence) ค่าดัชนี ความสอดคล้องที่ยอมรับได้ ต้องมีค่าต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป ซ่ึงหนังสือเสริ ม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause มคี า่ IOC เท่ากบั 1.00 แสดงวา่ ยอมรบั ได้ (ภาคผนวก ง)
5. การหาประสิทธิภาพของหนงั สือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause โดยใชส้ ูตร
E1/E2 ไดค้ า่ เท่ากบั 80.24/84.87 ซ่ึงมคี ่ามากกว่าตามเกณฑ์ 80/80 ทต่ี ้งั ไว้ (ภาคผนวก ง)

49

6. นาหนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause มาปรับปรุงแก้ไขและนาไปใช้
ต่อไป

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง If-Clause มขี ้นั ตอนการสร้างดงั น้ี
1. ดาเนินการสร้าง แบบทดสอบโดยการศึกษาเน้ือหา If-Clause วตั ถปุ ระสงคท์ ี่จะวดั รูปแบบ
ขอ้ สอบท่ีจะดาเนินการสร้าง หลงั จากน้ันดาเนินการเขียนแบบทดสอบจานวน 20 ขอ้ เพ่ือนาไปให้
ผเู้ ช่ียวชาญตรวจสอบตอ่ ไป
2. นาแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนให้ผูเ้ ชียวชาญกลุ่ม ก จานวน 3 ท่านคือ หัวหน้ากลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1 ท่าน รองหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1 ท่าน และครูที่มี
ประสบการณ์ทางดา้ นการสอนวิชาภาษาอังกฤษ 1 ท่าน (ภาคผนวก ก) โดยใชก้ ารตรวจสอบความ
เท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยพิจารณาจากค่าดชั นีความสอดคลอ้ งระหว่างเน้ือหา กบั
จดุ ประสงค์ (IOC : Index of Concurrence) ค่าดชั นีมีความสอดคลอ้ งที่ยอมรับได้ ตอ้ งมคี ่าต้งั แต่ 0.50
ข้ึนไป ซ่ึงแบบทดสอบมคี ่า IOC เท่ากบั 1.00 แสดงวา่ ยอมรบั ได้ (ภาคผนวก ฉ )
3. นาแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี่ ที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี) 4 ที่ไมใ่ ชก้ ลุ่มเป้าหมาย จานวน 30 คน เพ่ือวเิ คราะห์หาคา่ ความยากง่าย (p) และหาค่า
อานาจการจาแนก (r) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 พบว่ามี
แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 0.30-0.80 ซ่ึงอย่ใู นค่าที่ยอมรับได้ (ต้งั แต่ 0.20-
0.80) ค่าอานาจการจาแนกส่วนใหญ่อยรู่ ะหวา่ ง 0.63-0.93 ซ่ึงอยใู่ นคา่ ทย่ี อมรับได้ (ต้งั แต่ 0.20 ข้นึ ไป)
และค่าความเช่ือมนั่ ของแบบทดสอบมคี า่ เท่ากบั 0.58 จึงมีคา่ มากกวา่ เกณฑท์ กี่ าหนด (ภาคผนวก ฉ)
4. นาแบบทดสอบเร่ือง If-Clause ไปใชก้ บั กล่มุ เป้าหมายตอ่ ไป

การเก็บรวบรวมข้อมลู

การวิจัย เร่ืองการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5โรงเรียนคลองหาดพิทยาคม
มีข้นั ตอนการเก็บรวบรวมขอ้ มูลดงั น้ี

1. นดั กลุม่ เป้าหมายเพือ่ อธิบายเหตุผลของการเรียนซ่อมเสริม
2. ดาเนินการโดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน และฝึ กทักษะด้าน If-Clause โดย
ผูว้ ิจัยเป็นผูส้ อนและใช้หนังสือเสริมประสบการณ์การเรียนรู้เร่ือง If-Clause ประกอบการเรียน ดัง
ตารางท่ี 3

50

ตารางที่ 3 รูปแบบการจดั กิจกรรมการเรียนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ วนั /เดือน/ปี เวลา
วนั ที่ 11 สิงหาคม 2565 14.20-15.10 น.
ทดสอบก่อนเรียน วนั ท่ี 18 สิงหาคม 2565 14.20-15.10 น.
วนั ท่ี 25 สิงหาคม 2565 14.20-15.10 น.
เรียนเสริมทกั ษะภาษาองั กฤษ
เรื่อง If-clause โดยใชห้ นงั สือ วนั ท่ี 1 กนั ยายน 2554 14.20-15.10 น.
เสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง วนั ที่ 15 กนั ยายน 2554 14.20-15.10 น.
If-Clause แบบท่ี 1
วนั ท่ี 22 กนั ยายน 2554 14.20-15.10 น.
เรียนเสริมทกั ษะภาษาองั กฤษ
เรื่อง If-clause โดยใชห้ นงั สือ
เสริมประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง
If-Clause แบบที่ 2

ทดสอบหลงั เรียน

การวิเคราะห์ข้อมลู

การวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือเสริม
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง If-Clause ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5โรงเรียนคลองหาดพทิ ยาคม
ใชค้ อื สถติ พิ ้ืนฐาน คอื ค่าเฉลยี่ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ขอ้ มูล


Click to View FlipBook Version