83 ราช สมาสกับ อธิราช เปน ราชาธิราช มหา สมาสกับ อัศจรรย เปน มหัศจรรย ศิษย สมาสกับ อนุศิษย เปน ศิษยานุศิษย สุข สมาสกับ อภิบาล เปน สุขาภิบาล กรกฎ สมาสกับ อาคม เปน กรกฎาคม นภ สมาสกับ อาลัย เปน นภาลัย วิทย สมาสกับ อาลัย เปน วิทยาลัย 1.2) คำหนาเปน อะ อา สนธิกับ อิ อี จะกลมกลืนเปนเสียง อิอี เอ อะ / อา สมาสกับ อิ / อี เปน อิ อี เอ เชน นร สมาสกับ อินทร เปน นรินทรหรือ นเรนทร มหา สมาสกับ อิสิ เปน มเหสี นร สมาสกับ อิศวร เปน นเรศวร หรือ นริศวร คช สมาสกับ อินทร เปน คชินทร หรือ คเชนทร 1.3) คำหนาเปน อะ อา สนธิกับ อุ อู จะกลมกลืนเปนเสียง อุ อู โอ อะ / อา สมาสกับ อุ / อู เปน อุ อู โอ เชน ราช สมาสกับ อุปถัมภ เปน ราชูปถัมภ มัคค สมาสกับ อุเทศก เปน มัคคุเทศก ชล สมาสกับ อุทร เปน ชโลทร นย สมาสกับ อุบาย เปน นโยบาย ราช สมาสกับ อุปโภค เปน ราชูปโภค วร สมาสกับ อุดม เปน วโรดม สุข สมาสกับ อุทัย เปน สุโขทัย 1.4) คำหนาเปน อะ อา สนธิกับ เอ โอ ไอ เอา จะกลมกลืนเปน เสียง เอ โอ ไอ เอา อะ/อา สมาสกับ เอ/โอ/ไอ/เอา เปน เอ โอ ไอ เอา เชน มหา สมาสกับ โอฬาร เปน มโหฬาร ปย สมาสกับ โอรส เปน ปโยรส พุทธ สมาสกับ โอวาท เปน พุทโธวาท มหา สมาสกับ ไอศวรรย เปน มไหศวรรย
84 2) กลุม อิ อี การสนธิสระในกลุมนี้มี 2 ลักษณะ คือ กลมกลืนเสียงเปนสระ เดิม และมีการเปลี่ยน อิ อี เปน ย แลวกลมกลืนเสียงตามสระของพยางคหนาของคำหลัง ซึ่งแบง ไดดังนี้ 2.1) คำหนาเปน อิ อี สนธิกับ อิ อี จะกลมกลืนเปนเสียง อิ อี ตามเดิม อิ / อี สมาสกับ อิ / อี เปน อิ / อี เชน ธรณี สมาสกับ อินทร เปน ธรณินทร มุนี สมาสกับ อินทร เปน มุนินทร อริ สมาสกับ อินทร เปน อรินทร ไพรี สมาสกับ อินทร เปน ไพรินทร 2.2) คำหนาเปน อิ อี สนธิกับ สระอื่น ตองเปลี่ยน อิ อี เปน ย แลวจึงสนธิตามหลักเกณฑ อิ / อี สมาสกับ สระอื่น ตองเปลี่ยน อิ / อี เปน ย เชน สามัคคี สมาสกับ อาจารย เปน สามัคยาจารย รังสี สมาสกับ อากร เปน รังสิยากร กิตติ สมาสกับ อากร เปน กิติยากร อัคคี สมาสกับ โอภาส เปน อัคโยภาส 3) กลุม อุ อู การสนธิสระในกลุมนี้มี 2 ลักษณะ คือ กลมกลืนเสียงเปน สระเดิม และมีการเปลี่ยน อุ อู เปน ว แลวกลมกลืนเสียงตามสระของพยางคหนาของคำหลัง ซึ่งแบงไดดังนี้ 3.1) คำหนาเปน อุ อู สนธิกับ อุ อู จะกลมกลืนเปนเสียง อุ อู ตามเดิม อุ / อู สมาสกับ อุ / อู เปน อุ อู เชน ครุ สมาสกับ อุปกรณ เปน ครุปกรณ ดนุ สมาสกับ อุปถัมภ เปน ดนูปถัมภ 3.2) คำหนาเปน อุ อู สนธิกับ สระอื่น ตองเปลี่ยน อุ อู เปน ว แลวจึงสนธิตามหลักเกณฑ อุ อู สมาสกับ สระอื่น ตองเปลี่ยน อุ อู เปน ว เชน ธนู สมาสกับ อาคม เปน ธันวาคม จักขุ สมาสกับ อาพาธ เปน จักขวาพาธ
85 4.3.2 พยัญชนะสนธิ คือ การสมาสแบบเชื่อมและกลมกลืนเสียงระหวางพยัญชนะ ของคำหนากับพยัญชนะของคำขึ้นตนในคำที่มาสนธิกัน คำสนธิในลักษณะนี้ในภาษาไทยมีใชนอย ที่มีใชอยูมีเฉพาะคำที่มี ส เปนพยัญชนะทายของคำหนา โดยมีการแจกแจงดังนี้ 1) พยัญชนะ ส ซึ่งเปนพยัญชนะทายตามหลังเสียงสระ อะ กลมกลืนเสียง ดังนี้ 1.1) คงรูป ส ไวตามเดิม และนำคำหลังมาเรียงตอกัน เชน นมัส สมาสกับ การ เปน นมัสการ พนัส สมาสกับ บดี เปน พนัสบดี 1.2) เปลี่ยน ส เปน โอ แลวนำคำหลังมาเรียงตอกับคำหนาเปน คำเดียวกัน เชน มนัส สมาสกับ รถ เปน มโนรถ รหัส สมาสกับ ฐาน เปน รโหฐาน มนัส สมาสกับ คติ เปน มโนคติ มนัส สมาสกับ รส เปน มโนรส ยสัส สมาสกับ ธร เปน ยโสธร 2) พยัญชนะ ส ซึ่งเปนพยัญชนะทายตามหลังเสียงสระอื่น กลมกลืนเสียง โดยเปลี่ยน ส เปน ร แลวนำคำหลังมาเรียงตอกันกับคำหนาเปนคำเดียวกัน เชน นิสฺ สมาสกับ ภัย เปน นิรภัย นิสฺ สมาสกับ โทษ เปน นิรโทษ ทุสฺ สมาสกับ ชน เปน ทุรชน ทุสฺ สมาสกับ จิต เปน ทุรจิต 4.3.3 นิคหิตสนธิคือ การสมาสแบบตอเชื่อมและกลมกลืนเสียงระหวางคำตนที่ลง ทายดวยนิคหิตกับคำที่ขึ้นตนดวยสระหรือพยัญชนะ ขอสังเกต ตัวนิคหิต เปนเสียงนาสิก ดังนั้นจึงสลาย เปลี่ยนเปนพยัญชนะไปตามแถว พยัญชนะในแถวที่ 5 ของแตละวรรค ซึ่งเปนเสียงนาสิก คือ ง ญ น ณ ม หลักการสนธิ นิคหิต มีดังนี้ 1) นิคหิตสนธิสมาสกับพยัญชนะวรรคใด เปลี่ยนเปนพยัญชนะตัวสุดทายของ วรรคนั้น เชน นิคหิต สมาสกับ พยัญชนะวรรค เปน พยัญชนะทายวรรค สํ สมาสกับ เกต เปน สังเกต สํ สมาสกับ ชาติ เปน สัญชาติ
86 สํ สมาสกับ ฐาน เปน สัณฐาน สํ สมาสกับ โตษ เปน สันโดษ สํ สมาสกับ ผัส เปน สัมผัส 2) นิคหิตสนธิสมาสกับเศษวรรค เปลี่ยนเปน ง เชน สํ สมาสกับ โยค เปน สังโยค สํ สมาสกับ หร เปน สังหรณ 3) นิคหิตสนธิสมาสกับสระ เปลี่ยนเปน ม เชน สํ สมาสกับ อาส เปน สมาส สํ สมาสกับ อาคม เปน สมาคม สํ สมาสกับ โอสร เปน สโมสร การยืมวิธีการสรางคำของภาษาบาลีและสันสกฤตเขามาใชสรางคำในภาษาไทย โดยยืมวิธีการ สรางคำสมาสจากภาษาบาลีสันสกฤต ทั้งนี้ควรทราบถึงสาเหตุที่ภาษาบาลีสันสกฤตเขามาใน ภาษาไทย ลักษณะของคำทั้งสอง เพื่อใหเกิดความเขาใจในการสรางคำ ดังนี้ สาเหตุที่ภาษาบาลีสันสกฤตเขามาในภาษาไทย วิสันติ์ กฎแกว (2545: 3-4) กลาวถึงสาเหตุที่ภาษาบาลีสันสกฤตเขามาในภาษาไทยไววา ในภาษาตางประเทศที่มีความเกี่ยวของกับภาษาไทย นับวาภาษาบาลีสันสกฤตเกี่ยวของและปะปน กับภาษาไทยมากที่สุด ทั้งนี้เพราะวา เราไดยืมคำภาษาบาลีสันสกฤตมาใชในภาษาไทยมากมาย ดวยสาเหตุดังนี้ 1. ศาสนา คนไทยยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาและยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา จึงจำเปนตองศึกษาภาษาบาลี เพราะหลักฐานคำสอนคือพระไตรปฎกไดจารึกไวเปนภาษาบาลี 2. วัฒนธรรมประเพณี เนื่องจากทางประวัติศาสตรของอินเดีย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 (ราว พ.ศ.500-600) มีการผลัดเปลี่ยนแผนดินในราชวงศอินเดีย ทำใหเกิดการจลาจล พรหมณผูรักสงบ ทั้งหลายมีความรูความชำนาญดานนิติศาสตร ไสยศาสตร และศิลปกรรมตาง ๆ ไดออกเดินทางไป หาถิ่นที่อยูใหม เมื่อเดินทางไปถึงที่ใดก็มักจะนำลัทธิศาสนาพรหมณ ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรม ของตนไปเผยแผดวย เหตุนี้ภาษาบาลีสันสกฤตอันบรรจุอยูในวิทยาการตาง ๆ เหลานั้นจึงเขามา ปะปนในภาษาไทยจำนวนมาก เห็นไดจากในราชสำนักก็มีพระราชพิธีเกี่ยวกับลัทธิไสยศาสตรและ ศาสนาพราหมณอยูมาก เชน พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒนสัตยา พิธีตรียัมปวาย (เรียกเปนสามัญวา พิธีโลชิงชา)
87 3. วรรณคดี วรรณคดีอินเดียทั้งที่เปนวรรณคดีสันสกฤตและวรรณคดีบาลี โดยเฉพาะ วรรณคดีชาดก ที่มีอิทธิพลตอวรรณคดีไทยอยางมาก เห็นไดวารรณคดีไทยหลายเรื่องไดเคาเรื่องมา จากชาดกในพระพุทธศาสนา เชน รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ไดเคาเรื่องมาจาก มหาเวสฺสนฺดรชาดก เสือโคคำฉันท ไดเคาเรื่องมาจาก พหลาคาวีชาดก พระรถเสน ไดเคาเรื่องมาจาก รถเสนชาดก ดังนั้นเมื่อวรรณคดีเหลานี้แพรหลายและมีอิทธิพลตอวรรณคดีไทย ในการประพันธกวีตองใช คำศัพทซึ่งไดดัดแปลงมาจากคำบาลีสันสกฤต จึงทำใหคำบาลีสันสกฤตเขามาปะปนในภาษาไทย 4. ศัพทบัญญัติ ปจจุบันมีความรูทางวิทยาการสาขาตาง ๆ มีความเจริญขึ้นอยางตอเนื่อง วิทยาการใหม ๆ สวนใหญเปนภาษาอังกฤษ การที่เราจะนำมาคำศัพททางวิทยาการที่เปน ภาษาอังกฤษมาทับศัพททั้งหมดดูจะไมเหมาะสมนัก เราจึงบัญญัติศัพทขึ้นมาใชใหเหมาะสมกับสภาพ ของสังคมไทย ศัพทที่เรานำมาบัญญัติขึ้นโดยมากมักเปนคำภาษาบาลีสันสกฤต ลักษณะของคำไทยที่มาจากภาษาบาลี ภาษาบาลี เปนภาษาตระกูลเดียวกับภาษาสันสกฤต คือ ภาษาตระกูลวิภัตติปจจัย จึงมี ลักษณะคลายคลึงกันมาก ขอสังเกตและตัวอยางคำภาษาบาลี นิยมใช ฬ เชน กีฬา จุฬา ครุฬ นาิกา วิฬาร อาสาฬห ประสมดวยสระ อะ อิ อุ แทน ฤ ในภาษาสันสกฤต เชน อิทธิ อิสิ นิยมใชพยัญชนะ 2 ตัวซอนกัน กิตติ นิพพาน ปจจัย ปญญา บุคคล บัลลังก ภัตตา มัจจุราช เมตตา วิญญาณ สัญญาณ อัคคี อนิจจา การแบงพยัญชนะเปนวรรคของภาษาบาลีตามฐานที่เกิดและมีหลักตัวสะกดตัวตามที่แนนอน ดังนี้ ตารางที่ 3.2 พยัญชนะวรรคของภาษาบาลี วรรค แถวที่ 1 แถวที่ 2 แถวที่ 3 แถวที่ 4 แถวที่ 5 เศษวรรค วรรค กะ ฐานคอ ก ข ค ฆ ง ย ร ล ว ส ห ฬ (อัง) วรรค จะ ฐานเพดาน จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏะ ฐานปุมเหงือก ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ตะ ฐานฟน ต ถ ท ธ น วรรค ปะ ฐานริมฝปาก ป ผ พ ภ ม
88 หลักตัวสะกดตัวตามภาษาบาลี 1. คำบาลี เมื่อมีตัวสะกดตองมีตัวตาม 2. พยัญชนะที่เปนตัวสะกดได คือ พยัญชนะแถวที่ 1, 3, 5 3. พยัญชนะแถวที่ 1 สะกด พยัญชนะแถวที่ 1, 2 ในวรรคเดียวกันตาม เชน สักกะ ทุกข สัจจะ มัจฉา อิตถี หัตถ บุปผา 4. พยัญชนะแถวที่ 3 สะกด พยัญชนะแถวที่ 3, 4 ในวรรคเดียวกันเปนตัวตาม เชน พยัคฆ พุทธ อัคคี อัชฌาสัย อวิชชา 5. พยัญชนะแถวที่ 5 สะกด พยัญชนะทุกตัวในวรรคเดียวกันตามได เชน สังข องค สงฆ สัญชาติ สัณฐาน สันธาน สัมผัส สัมพันธ คัมภีร อัมพร 6. พยัญชนะเศษวรรค เปนตัวสะกดไดบางตัว เชน อัยกา มัลลิกา วิรุฬห ชิวหา ตัวอยางคำภาษาบาลี กิตติ กิเลส กิริยา กีฬา เขต ขณะ คิมหันต จตุบท จิต จุฬา โจร เจดีย จุติ ฉิมพลี ญาติ ดิถี ดารา เดชะ ทัพพี ทิฐิ นาิกา นิพพาน นิลุบล ปฏิทิน ปฏิบัติ ปฐพี ปกติ ปญญา ปจจัย บุคคล บัลลังก บุปผา โบกขรณี ปฐม ปญหา พยัคฆ พรหม ภัตตา ภิกขุ ภริยา มัจจุราช มัจฉา มัชฌิม มหันต เมตตา มิจฉา มเหสี มุสา มัสสุ รัตนา โลหิต วัตถุ วิชา วิญญาณ วิตถาร วิริยะ วิสุทธิ์ วุฒิ สงกา สังข สงฆ สูญ สิริ สันติ สัญญาณ เสมหะ สัจจะ สติ โสมนัส อิทธิ อัคคี อัจฉรา อนิจจา อัชฌาสัย อายุ อาสาฬห โอวาท โอรส โอกาส อุบล (ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย, 2560) ลักษณะของคำไทยที่มาจากภาษาสันสกฤต 1. พยัญชนะสันสกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว และเพิ่มพยัญชนะอีก 2 ตัว คือ ศ, ษ ฉะนั้นจึงสังเกตจากตัว ศ, ษ มักเปนภาษาสันสกฤต เชน กษัตริย ศึกษา เกษียร พฤกษ ศีรษะ ยกเวนคำไทยบางคำที่ใชเขียนดวยพยัญชนะทั้ง 2 ตัวนี้ เชน ศอก ศึก ศอ เศรา ฝดาษ ฯลฯ 2. ไมมีหลักการสะกดแนนอน ภาษาสันสกฤต ตัวสะกดตัวตามจะอยูขามวรรคกันได ไมกำหนดตายตัว เชน อัปสร เกษตร ปรัชญา อักษร 3. สังเกตจากสระ สระในภาษาบาลี มี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สวน สันสกฤต คือ สระภาษาบาลี8 ตัว และเพิ่มสระอีก 6 ตัว คือ สระ ฤ ฦ ไอ เอา ถามีสระ เหลานี้อยูและสะกดไมตรงตามมาตราจะเปนภาษาสันสกฤต เชน ตฤณ มัย ไอศวรรย เสาร ไปรษณีย ษีคฤหาสน 4. สังเกตจากคำที่มีคำวา “เคราะห” มักจะเปนภาษาสันสกฤต เชน เคราะห พิเคราะห สังเคราะห อนุเคราะห
89 5. สังเกตจากคำที่มี“ฑ” อยู เชน จุฑา กรีฑา ครุฑ มณเทียร จัณฑาล 6. สังเกตจากคำที่มี “รร” อยู เชน สรรค ธรรม วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ ตัวอยางคำภาษาสันสกฤต กัลบก กรรณ กรรม กษัตริย กัลป การบูร กีรติ โกรธ กรีฑา เกษม กษัย เกษียณ เกษียร ทัศนีย ทิพย นักษัตร นมัสการ นาที นฤคหิต นิตยา นิทรา นฤมล เนตร บุษบา บรรพต บุษกร บุรุษ ประเทศ ประทีป ประพันธ ประพฤติ ประเวณี ประมาท ประโยค ประถม ภักษา ภิกษุ มฤตยู มนุษย มนัส มารุต มิตร มนตรี ไมตรี มหัศจรรย ยักษา ลักษณะ วรรค วรรณะ วัสดุ พรรษา พยายาม พฤศจิกายน วิทยุ พิสดาร วิเศษ เพศ ศัพท ศาสนา ศาสตรา ศึกษา ศิลปะ ศิษย ศุกร ศูนย ศรี เศียร สัตย สันโดษ สมปฤดีสตรี สวรรค สรรพ สุวรรณ สถาปนา สดุดี สกล สกุล อักษร อาตมา อัศจรรย อัธยาศัย อารยะ อวกาศ อาจารย อาทิตย อุทยาน (ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย, 2560) จากลักษณะของภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต สามารถสรุปเปนตารางเปรียบเทียบไดดังนื้ ตารางที่ 3.3 การเปรียบเทียบลักษณะของภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต 1. มีพยัญชนะ 33 ตัว ไดแก ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ส ห ฬ (อัง) 1. มีพยัญชนะ 35 ตัว มีมากกวาบาลี 2 ตัว คือ ศ ษ 2. มีสระ 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ 2. มีสระ 14 ตัว มีมากกวาบาลี คือ ฤ ฦ ไอ เอา 3. ไมใช รร (ร หัน) แตนิยมใช ริ เชน จริยา ภริยา อัจฉริยะ 3. ใช รร (ร หัน) เชน จรรยา ภรรยา วรรณ 4. ใช ฬ เชน กีฬา จุฬา ครุฬ นาิกา 4. ใช ฑ เชน จุฑา กรีฑา ครุฑ มณเทียร จัณฑาล 5. นิยมใชพยัญชนะ 2 ตัวซอนกัน กิตติ นิพพาน ปจจัย ปญญา บุคคล 5. คำที่มีคำวา “เคราะห” มักจะเปนภาษา สั น ส ก ฤ ต เช น เค ร า ะ ห พิ เค ร า ะ ห สังเคราะห อนุเคราะห 6. ประสมดวยสระ อะ อิ อุ เชน เดชะ อิทธิ อิสิอายุ 6. ใชตัว ฤ เชน ฤทธิ์ ษี 7. มีหลักตัวสะกด ตัวตามแนนอน 7. มีตัวสะกด ตัวตาม ไมแนนอน
90 ประโยชนของการศึกษาภาษาบาลีสันสกฤตสามารถสรุปไดดังนี้ 1. ชวยในการเขียนสะกดคำใหถูกตอง 2. ชวยใหเกิดความเขาใจอยางซาบซึ้งในการศึกษาวรรณคดี 3. ชวยในการแตงคำประพันธ เชน โคลง ฉันท กาพย กลอน 4. ชวยใหเกิดความเขาใจในความหมายของคำศัพทธรรมะในพระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น 5. ชวยในการบัญญัติศัพทใหมในภาษาไทย 6. ชวยใหภาษาไทยมีคำใชมากขึ้น 7. นำมาใชประสมกับคำไทย 8. นำมาใชเปนคำราชาศัพท 9. นำมาใชในการตั้งชื่อและนามสกุล ราชทินนาม สถานที่ และสิ่งของตาง ๆ 10. นำมาใชแทนคำไทยซึ่งบางคำถือวาไมสุภาพหรือเปนคำหยาบ สรุป การสรางคำในภาษาไทย เปนการนำคำที่มีใชอยูในภาษาไทยมาสรางเปนคำใหมเพื่อ สื่อความหมายใหมและเพื่อใหมีคำใชอยางเพียงพอกับสภาพสังคมที่เจริญกาวหนา ในภาษาไทยมี การสรางคำขึ้นเปนจำนวนมาก ในบทนี้จำแนกการสรางคำในภาษาไทยแบงไดเปน 4 ประเภท ดังนี้ 1. คำมูล หมายถึง คำที่หากแยกพยางคแลว แตละพยางคจะมีความหมายที่ไมเกี่ยวของกับคำเดิม หรือเมื่อแยกพยางคแลว อาจมีบางคำที่ไมมีความหมายก็ได 2. คำประสม หมายถึง คำประสมเปน การสรางคำเพื่อใหมีคำใชในภาษามากขึ้น โดยคำแตละคำที่นำมาประสมกันตองทำหนาที่รวมกันเปน คำคำเดียวกัน โดยไมสามารถแยกหรือแทรกคำอื่นลงไประหวางคำทั้ง 2 คำได และคำที่นำมา ประสมกันตองมีความหมายที่ตางกัน ซึ่งความหมายใหมของคำประสมจะตางไปจากคำเดิม 3. คำซอน หมายถึง คำที่เกิดจากการนำคำมูลที่มีความหมายเหมือนกันหรือคลายคลึงกัน เปนคำ ประเภทเดียวกัน ตั้งแต 2 คำขึ้นไปมารวมกัน ทำใหเกิดความหมายใหมขึ้น 4. คำสมาส หมายถึง การนำคำยืมในภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทยตั้งแต 2 คำขึ้นไปมารวมกันเปนคำเดียว โดยออก เสียงตอเนื่องระหวางคำ
91 แบบฝกหัด 1. ใหพิจารณาขอความตอไปนี้ แลวทำเครื่องหมาย หนาขอความที่มีคำประสม และ เครื่องหมาย X หนาขอความที่ไมมีคำประสม ..........1.1 เขามีแผลเปนที่ใบหนา ..........1.2 เขาไดรับบาดเจ็บมีแผลเปนรอยลึกนากลัว ..........1.3 แมเลี้ยงของเขารักเขาเหมือนลูกแทๆ ..........1.4 แมเลี้ยงเขามาดี จึงมีคนชมวาเขาเปนคนมีมารยาทดี ..........1.5 พวกกินแลวไมจาย เขาเรียกวาชักดาบ ..........1.6 ซามูไรชักดาบเมื่อถึงคราวตองสู ..........1.7 ครูคือ แมพิมพของชาติ ..........1.8 เขาวานแมพิมพงานทั้งหมด 2. จงแยกคำประสมตามโครงสรางของคำ ตอไปนี้ ลงในชองวางใหถูกตอง ใจดี ถั่วตัด เครื่องใน ทองมวน มือหนัก รถมา เพงเล็ง ตาต่ำ เบี้ยลาง ใบพัด ดอกเบี้ย ตาปลา คอแข็ง เรือแจว หัวนอก เข็มทิศ วงใน บานพัก คนกลาง ใจกวาง นาม+ นาม นาม +วิเศษณ นาม + กริยา นาม + บุพบท กริยา + กริยา เชน น้ำปลา 3. จงหาคำซอน ตอไปนี้ลงในตารางมาใหถูกตอง คำซอนเพื่อเสียง คำซอนเพื่อความหมาย 1. 1. 2. 2. 3. 3. 4. 4. 5. 5.
92 4. จงสรางคำสมาสตอไปนี้ดวยวิธีการสมาสหรือสนธิใหถูกตอง 4.1 มัคคะ + อุเทศก เปนคำวา ............................................................................ 4.2 พุทธ + อานุภาพ เปนคำวา ............................................................................ 4.3 วิทยา + อาคม เปนคำวา ............................................................................ 4.4 ส+ อาคม เปนคำวา ............................................................................ 4.5 มหา + อินทร เปนคำวา ............................................................................ 4.6 วชิระ + อาวุธ เปนคำวา ............................................................................ 4.7 ราช + โอวาท เปนคำวา ............................................................................ 4.8 ส+ ญา เปนคำวา ............................................................................
93 เอกสารอางอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). บรรทัดฐานภาษาไทย เลม 2: คำ การสรางคำและการยืมคำ. (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2558). หลักภาษาไทย: เรื่องที่ครูภาษาไทยตองรู. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพราว. นิตยา กาญจนวรรณ. (2551). การวิเคราะหโครงสรางภาษาไทย. (พิมพครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพมหาวิทยาลัยรามคำแหง. บรรจบ พันธุเมธา. (2562). ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพแหงมหาวิทยาลัย รามคำแหง. ประสิทธิ์ กาพยกลอน และคณะ. (2557). การเตรียมเพื่อพูดและเขียน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามคำแหง. ผอบ โปษะกฤษณะ, คุณหญิง. (2538). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย การเขียน การอาน การพูด การฟง. กรุงเทพฯ: รวมสาสน. ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย. (2560). [ออนไลน], เขาถึงไดจาก: https://aolfkun.wordpress.com (2564, 10 กุมภาพันธ) ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. วิสันติ์ กฎแกว. (2545). ภาษาบาลีสันสกฤตที่เกี่ยวของกับภาษาไทย. กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา. วันเพ็ญ เทพโสภา. (2558). หลักภาษาไทย ฉบับนักเรียนนักศึกษา. กรุงเทพฯ: ธนธัชการพิมพ. หนึ่งฤทัย ชวนะลิขิกร. (2561). ลักษณะภาษาไทย. พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา. อุปกิตศิลปสาร, พระยา. (2546). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
แผนบริหารการสอนประจำบทที่4 หัวขอเนื้อหาประจำบท 1. คำนาม 2. คำสรรพนาม 3. คำกริยา 4. คำวิเศษณ 5. คำบุพบท 6. คำสันธาน 7. คำอุทาน วัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม 1. อธิบายความหมายชนิดของคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทานได 2. วิเคราะหประเภทของ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทาน ที่พบในประโยคได 3. สามารถใชคำประเภทตาง ๆ ไดถูกตอง พรอมทั้งแกไขปญหาขอผิดพลาดในการใชคำได 4. เห็นความสำคัญของการใชคำประเภทตาง ๆ ใหถูกตอง วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท วิธีการจัดการเรียนรู กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาหที่ 8 1. การเรียนรูเปนรายบุคคล (Individual Study) ดวยเทคนิคการ เชื่อมโยงความรูเดิมกับความรูใหม (Know Want Learned) 2. การเรียนรูแบบสรรคนิยม (Constructivism) ผูเรียนสรางความรู ดวยตนเอง 1. ผูเรียนรวมกันทบทวนความรูเกี่ยวกับชนิดของคำ ประเภทตาง ๆ จากคำถามกระตุนความคิดของ ผูสอน 2. ผูเรียนแบงกลุมศึกษาชนิดของคำ 7 ชนิด โดยแตละกลุมจัดทำรายงานการคนควาในประเด็น ดังนี้ 2.1 สรุปความหมาย ประเภทชนิดของคำ ตาม หัวขอที่ไดรับมอบหมาย ไดแก คำนาม คำสรรพ นาม คำกริยา คำวิเศษณ คำบุพบท คำสันธาน และ
96 วิธีการจัดการเรียนรู กิจกรรมการเรียนการสอน คำอุทาน 2.2 จัดทำเกมการศึกษา ตามเนื้อหาที่ไดรับ มอบหมายโดยแบงเปนเกมที่เลนในชั้นเรียนและเกม ออนไลน 2.3 จัดทำแบบทดสอบหลังจากจัดกิจกรรม โดย หาขอมูลจากแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน (O-NET) ทั้งในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาที่เกี่ยวของกับชนิดของคำตามเนื้อหาที่ ไดรับมอบหมาย 3. ผูเรียนแตละกลุมรวมกันคิดเนื้อหาและกิจกรรม โดยมีผูสอนใหคำแนะนำ ใหขอเสนอแนะ สัปดาหที่ 9-10 1. การเรียนรูแบบสรรคนิยม (Constructivism) ผูเรียนสรางความรู ดวยตนเอง 2. การเรียนรูแบบแสวงหาความรูดวย ตนเอง (Self Study) ดวยการให ผูเรียนสืบคนขอมูลจากแหลงตาง ๆ 1. ผูเรียนทั้ง 7 กลุม นำเสนอหนาชั้นเรียน ผูเรียน ในชั้นเรียนรวมทำกิจกรรมและแบบทดสอบชนิด ของคำแตละชนิด กลุมละ 25-30 นาที 2. ผูเรียนและผูสอนรวมกันสรุปความรูและ ความสำคัญที่ไดจากเรื่องชนิดของคำ 3. ผูเรียนวิเคราะหประเภทของคำในแตละชนิดจาก แบบฝกหัดทายบทเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนราย วิชาหลักภาษาไทย 2. หนังสือที่เกี่ยวกับหลักภาษาไทย ในหองสมุดและแหลงอื่น ๆ 3. เกมการศึกษาและแอปพลิเคชันสื่อการสอนออนไลน ตาง ๆ เชน Kahoot Word wall 4. แบบฝกหัดทายบท การวัดผลและการประเมินผล 1. การวัดผล 1.1 การเขาชั้นเรียน 1.2 การมีสวนรวมในการอภิปราย 1.3 การจัดทำรายงานการศึกษาคนควา
97 1.4 การนำเสนอผลงานหนาชั้นเรียน 1.5 การทำแบบฝกหัดทายบท 2. การประเมินผล 2.1 ประเมินจากการเขาชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการมีสวนรวมในการอภิปราย 2.3 ประเมินจากผลการจัดทำรายงานการศึกษาคนควา 2.4 ประเมินจากการนำเสนอผลงานหนาชั้นเรียน 2.5 ประเมินจากความถูกตองในการทำแบบฝกหัด
บทที่ 4 ชนิดของคำ การจำแนกชนิดของคำในภาษาไทย พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546: 70-111) และกำชัย ทองหลอ (2556: 196-265) ไดจำแนกคำออกเปน 7 ชนิด ดังนี้ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทาน สวนนววรรณ พันธุเมธา (2554: 2-143) ไดจำแนกคำตามหนาที่ในการสื่อสารเปน 6 ชนิด ไดแก คำหลัก คำแทน คำขยาย คำเชื่อม คำเสริม คำเรียก-รอง โดยคำทั้ง 6 ชนิดนี้ แมจะมีชื่อ เรียกชนิดของคำตางจากพระยาอุปกิตศิลปสารและกำชัย ทองหลอ แตหนาที่ของคำไมตางกัน กระทรวงศึกษาธิการ (2558: 66-79) จำแนกชนิดของคำในภาษาไทยออกเปน 12 ชนิด ไดแก คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำชวยกริยา คำวิเศษณ คำที่เกี่ยวกับจำนวน คำบอก กำหนด คำบุพบท คำเชื่อม คำลงทาย คำอุทาน และคำปฏิเสธ ดังนั้นในเอกสารประกอบการสอนนี้ ผูเขียนเรียกชื่อชนิดของคำตามพระยาอุปกิตศิลปสาร และกำชัย ทองหลอ ตามความนิยมที่ใชในปจจุบันและตามแนวทางการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน สวนลักษณะของคำแตละชนิด พิจารณาจากคำอธิบายแตละสวนประกอบของ หลายทานประกอบกัน การจำแนกชนิดของคำในภาษาไทย จำแนกคำออกเปน 7 ชนิด ดังนี้ 1. คำนาม 2. คำสรรพนาม 3. คำกริยา 4. คำวิเศษณ 5. คำบุพบท 6. คำสันธาน 7. คำอุทาน 1. คำนาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 621) ไดใหความหมายของ “นาม” ไววา หมายถึงคำที่ใชสำหรับเรียกคน สัตว และสิ่งของตาง ๆ จึงเห็นไดวามีความหมายรวมถึงสิ่งที่มีชีวิต และไมมีชีวิต สิ่งที่เปนรูปธรรมและนามธรรม
100 คำนามแบงออกได 5 ประเภท ไดแก 1.1 สามานยนาม หรือ คำนามสามัญ เปนคำชื่อทั่วไป ใชเรียกคน สัตวหรือสิ่งของ ไดไมจำกัดจำนวน เชน นักเรียน แมว ไมพลอง หมายถึง นักเรียนทั่วไป แมวทั่วไป และไมพลอง ทั่วไป ไมบงเฉพาะเจาะจงวาเปนนักเรียนคนใด แมวตัวใด และไมพลองอันใด 1.2 วิสามานยนาม หรือ คำนามวิสามัญ เปนคำชื่อเฉพาะ ใชเรียกคน สัตวหรือสิ่งของ เพียงคนเดียว ตัวเดียวหรือสิ่งเดียว เชน รามคำแหง ไชยานุภาพ สุโขทัย (หมายถึง พระมหากษัตริย พระองคหนึ่งซึ่งครองกรุงสุโขทัย ชางทรงเชือกหนึ่งของพระเจารามคำแหง เมืองหลวงแหงหนึ่งของ ประเทศไทย ตามลำดับ) นววรรณ พันธุเมธา (2554: 6-7) ไดกลาวถึงความแตกตางของสามานยนามและ วิสามานยนาม สรุปไดวา สามานยนาม หมายถึง สิ่งตาง ๆ ที่มีลักษณะสำคัญอยางเดียวกัน แตอาจจะ ตางกันในสวนปลีกยอย สามานยนามหนึ่งคำอาจใชเรียกสิ่งที่อยูในประเภทเดียวกันไดมากมาย เชน “แมว” เปนคำสามานยนาม ใชเรียกสัตวสี่เทาจำพวกหนึ่งไดทั้งหมดไมวาแมวตัวนั้นจะมีขนาดเล็ก หรือใหญ ขนยาวหรือสั้น ตาสีเทาหรือสีฟา ความหมายของสามานยนามแตละคำจึงกวางมาก หากตองการจำกัดความหมายของสามานยนาม ก็ตองขยายความเพิ่ม เชน แมวสีเทา แมวหางขอด นับเปนคำขยายนามที่จำกัดความหมายของคำนาม สวนวิสามานยนาม หมายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะอยูแลว จึงมักไมตองมีคำขยายชวยจำกัดความหมาย เชน แตมรักเจาของ คำวา “แตม” เปนคำวิสามานยนาม 1.3. ลักษณนาม หรือ คำบอกลักษณะของคน สัตวหรือสิ่งของ คำนามชนิดนี้สวนมาก มักอยูหลังคำบอกจำนวนของนามทั่วไป เชน นักเรียนหนึ่งคน พระเจาแผนดินสองพระองค ภิกษุ สามรูป พลองหนึ่งอัน แมวสองตัว บานหลังนี้ คำที่ขีดเสนใต “คน พระองค รูป อัน ตัว หลัง” ขางตนที่เปนชื่อบอกลักษณะของนามทั่วไป สวนบรรจบ พันธุเมธา (2562: 107-167) ไดแบงชนิด ของคำไว 8 ชนิด เชนเดียวกับพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546) และกำชัย ทองหลอ (2556) แตแยก คำลักษณนาม ซึ่งเปนประเภทหนึ่งของคำนาม โดยไวเปนคำชนิดที่ 8 ดวย เนื่องจากเห็นวา มีความแตกตางจากนามประเภทอื่นที่ใชเรียกชื่อสิ่งตาง ๆ ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต คำนามบอกลักษณะที่ควรรูมีดังนี้ 1. ภิกษุ สามเณร รูป 2. ยักษ ษี ตน 3. ชางบาน เชือก 4. นาิกา เรือน 5. หนังสือ สมุด เกวียน อาวุธมีคม เทียน เข็ม กรรไกร เลม 6. แหวน กำไล วง
101 7. เรือน ตึก หลัง 8. กระดาน กระดาษ กระเบื้อง อิฐ แผน 9. ผา เสื่อ พรม ผืน 10. ประตู หนาตาง กระจกเงา บาน 11. ดินสอ ชอลก แทง 12. รม ชอน สอม รถไถ เบ็ด คัน 13. เรือ ลำ 14. ถนน ทาง คลอง ลำน้ำ สาย 15. แห อวน สวิง ปาก 16. ตะวัน เดือน ดาว ดวง 17. เลื่อย ปน 18. ฟน ซี่ 19. เจานาย เทพเจา องค 20. ประเทศ เมือง วัด ประเทศ เมือง วัด 1.4 อาการนาม หรือคำชื่อบอกอาการหรือลักษณะ คำนามชนิดนี้เกิดจากคำกริยากับ คำนาม ที่มีคำวา การ หรือ ความ นำหนา คำแสดงอาการหรือลักษณะของคน สัตวหรือสิ่งของ ดังนี้ การ ใชนำหนาคำบอกอาการ เชน การกิน การนอน การพูด การทำ การเลน ความ นำหนาคำกริยาที่แสดงความเปนไปทางจิตใจ หรือแสดงสิ่งที่เปนนามธรรม เชน ความรู ความรัก ความเกลียด ความกดดัน นอกจากนี้ ความ ยังนำหนาคำวิเศษณ เชน ความดี ความชั่ว ความสวย ความสะดวกสบาย ความรอน ความหนาว เปรมจิต ชนะวงศ (2543: 251) ไดใหขอสังเกต คำวา “การ” มักปรากฏรวมกับคำกริยาที่ เกี่ยวกับทางกายและวาจา มักสื่อความหมายในทางรูปธรรม เชน การอาน การปฏิบัติ การเดิน การแสดง การอภิปราย สวนคำวา “ความ” มักปรากฏรวมกับคำกริยาและวิเศษณที่เกี่ยวของกับ ทางจิตใจหรือสื่อความหมายในเชิงนามธรรม เชน ความฝน ความรุงเรือง ความซื่อสัตย ความชื้น ความผิด ความเร็ว ความหลัง นอกจากนี้ กำชัย ทองหลอ (2556: 200-201) ไดใหขอสังเกตวายังมีคำบางคำที่ มีคำวา “การ” และ “ความ” นำหนา แตไมใชคำอาการนาม เชน การบาน การเมือง การคลัง การไฟฟา ความวัว ความควาย เนื่องจากเปนคำที่ใชเฉพาะ ไมไดเปนคำนามที่แสดงอาการแตอยางใด โดยคำ ที่มี “การ” และ “ความ” ขางตนนี้ เปนคำสามานยนาม 1.5 สมุหนาม หรือ คำนามบอกหมวดหมู เปนคำนามที่แสดงหมวดหมูของ สามานยนามและวิสามานยนามของคน สัตว สิ่งของ ที่ปรากฏหนาคำนามที่เปนประธานหรือกรรม
102 ของประโยค มักมีคำที่แสดงความเปนหมวดหมู เชน ฝูง โขลง หมู กอง กลุม เชน ฝูงนกบินมา โขลง ชางกำลังบุกเขาไปในไรของชาวบาน กำชัย ทองหลอ (2556: 217-218) ไดแบงสมุหนามเปน 2 ประเภท สรุปไดดังนี้ 1.1.1 คำนามที่ทำหนาที่แสดงหมวดหมูของสามานยนามและวิสามานยนาม เชน ฝูง โขลง คณะ พวก กอง 1.1.2 คำนามที่เปนชื่อของสถานที่หรือองคการตาง ๆ แตสมมติใหเปนบุคคลขึ้น แทนที่จะมีความหมายถึงสถานที่หรือองคการตาง ๆ ตามรูปศัพท โดยเปลี่ยนความหมายใหเปนกลุม คนผูมีหนาที่รับผิดชอบในสถานที่หรือองคการนั้น ๆ ทั้งนี้สังเกตไดจากความหมายของเนื้อความใน ประโยคดวย เชน คณะครุศาสตรจัดประกวดมารยาทไทย เห็นไดวาจากประโยคนี้ คำวา คณะครุศาสตร ไมไดมีความหมายถึงสถานที่ แตมี ความหมายถึงบุคลากรทุกคนในหนวยงาน ดังนั้นในประโยคนี้จึงจัดคำวา “คณะครุศาสตร” เปน สมุหนาม ศาลตัดสินใหตำรวจ 7 นายมีความผิดฐานทำรายรางกายนักโทษ เห็นไดวาจากประโยคนี้ คำวา ศาล ไมไดมีความหมายถึงองคกร แตมีความหมายถึง บุคลากรฝายตุลาการทุกคนที่รวมกันพิจารณาคดี ดังนั้นในประโยคนี้จึงจัดคำวา “ศาล” เปน สมุหนาม ขอสังเกต สมุหนามจะตองทำหนาที่เปนประธานหรือกรรม หรือสวนขยายของประโยคได เหมือนกับสามานยนาม จึงนับวาเปนสมุหนาม แตหากทำหนาที่ประกอบคำนามอื่นเพื่อแสดง ลักษณะของนามนั้น นับวาเปนลักษณนาม เชน โขลงชางเดินผานทุงนา เห็นไดวาจากประโยคนี้ คำวา โขลง ในประโยคนี้เปนสมุหนาม เนื่องจากเปนประธานของ ประโยค หมายถึงมีชางอยูจำนวนมาก แตถาเปนประโยคที่วา ชางโขลงนี้เดินผานทุงนา เห็นไดวาประโยคนี้ คำวา โขลง ในประโยคนี้เปนลักษณนาม เนื่องจากบอกปริมาณของ จำนวนชางวามีมาก หนาที่ของคำนาม วิเชียร เกษประทุม (2561: 55-57) กลาววาคำนามทำหนาที่สำคัญในประโยค ดังนี้ 1. ทำหนาที่บทประธาน นามที่ทำหนาที่บทประธานของประโยค ไดแก นามทั่วไป นามเฉพาะ และนามบอกอาการ เชน
103 นักกีฬาเลนเกง นักกี่ฬา เปนคำนามทั่วไป อรุณรัตนอานหนังสือ อรุณรัตน เปนคำนามเฉพาะ การนอนหลับเปนการพักผอน การนอนหลับเปนคำนามบอกอาการ 2. ทำหนาที่บทกรรม นามที่ทำหนาที่บทกรรมของประโยค ไดแก นามทั่วไป นามเฉพาะ และนามบอกอาการ แบงเปน 2 ประเภท ไดแก 2.1 คำนามที่ทำหนาที่เปนกรรมตรง (กรรมตรง คือ คำปรกติที่อยูหลังคำกริยา แตบางครั้งอาจอยูตนขอความหรือหนาคำกริยา เชน นักเรียนเขียนบทความ บทความ เปนกรรมตรง กองทัพเมืองพมามาตีลานนา ลานนา เปนกรรมตรง ลิซาถูกตำรวจจับ 2.2 คำนามที่ทำหนาที่เปนกรรมรอง (กรรมรอง คือ คำที่อยูหลังกรรม และปรากฏอยู หลังคำกริยาอีกทีหนึ่ง เชน แมใหเงินวิสา วิสา เปนกรรมรอง เพราะอยูหลังกรรมตรง คือ เงิน พอตัดผมลูก ลูก เปนกรรมรอง เพราะอยูหลังกรรมตรง คือ ผม 3. ทำหนาที่ขยายนามดวยกัน นามที่ทำหนาที่ขยายนาม ไดแก นามทั่วไป นามเฉพาะ และ นามบอกลักษณะ เชน นักเรียนชาย ชายเปนนามทั่วไป ขยายคำนาม นักเรียน เกาะสีชัง สีชัง เปนนามเฉพาะ ขยายคำนาม เกาะ ชางเชือกนี้ เชือก เปนลักษณนาม ขยายคำนาม ชาง ษี 4 ตน ตน เปนลักษณนาม ขยายคำนาม ษี 2. คำสรรพนาม คำสรรพนาม คือ คำที่ทำหนาที่แทนคำนาม ในการพูดหรือเขียนขอความ ถาใชคำนาม ซ้ำกันมากไปทำใหเกิดความซ้ำซาก ไมสละสลวยชวนฟง จำเปนตองใชคำสรรพนามแทนบาง คำสรรพนามแบงออกเปน 6 ประเภท ดังนี้ 2.1 บุรุษสรรพนาม คือ คำแทนนามที่เปนชื่อบุคคลซึ่งใชในการสนทนาหรือเลาเรื่อง มี 3 ประเภท คือ คำแทนผูพูด คำแทนผูฟงและคำแทนผูถูกกลาวถึง เปนคำบอกผูที่พูดซึ่งกำหนด ขึ้นใชตามระดับสังคม การใชสรรพนามบุรุษตาง ๆ จึงตางกันไปตามฐานะของบุคคลทั้งทางวัยวุฒิ และคุณวุฒิ
104 2.1.1 บุรุษที่ 1 เปนคำที่ใชแทนบุคคลซึ่งเปนผูพูด ไดแก ฉัน ดิฉัน ผม เรา กู หนู อาตมา ดังตัวอยางประโยคตอไปนี้ ฉันชอบอานหนังสือ ผมไปธุระกับเพื่อน หนูเอาของมาใหคะ อาตมาทำวัตรทุกเชา 2.1.2 บุรุษที่ 2 เปนคำที่ใชแทนบุคคลที่เปนผูฟงหรือผูที่เราพูดดวย ไดแก คุณ เธอ ทาน เอ็ง พระคุณเจา ใตฝาพระบาท ดังตัวอยางประโยคตอไปนี้ ฉันเห็นคุณนั่งรถทำงาน เธอคุยกับเพื่อนอยูที่ริมน้ำ ทานสามารถเลือกที่นั่งไดตามตองการ พระคุณเจาออกบิณฑบาตทุกเชา ใตฝาพระบาททรงรับเปนที่ปรึกษา นอกจากนี้ คำแทนผูฟงทั้งชายและหญิง ใชตามฐานะความสัมพันธระหวางญาติวา ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ หรือจะใชคำ คุณ เติมขางหนาเปน คุณปู คุณลุง คุณพี่ หรือคำแทน ผูฟงที่มีตำแหนงหนาที่การงาน บรรดาศักดิ์ใชตามตำแหนงการงาน เชน คุณครู คุณตำรวจ คุณหมอ ทานอาจารย ทานผูอำนวยการ ทานศึกษาธิการอำเภอ ทานนายอำเภอ ทานผูจัดการ ทานเจาอาวาส หรือใชตามบรรดาศักดิ์เปน ทานขุน คุณหลวง คุณพระ คุณหญิง เจาคุณ ก็สามารถ ใชเปนสรรพนามบุรุษที่ 2 ได 2.1.3 บุรุษที่ 3 เปนคำที่ใชแทนบุคคลที่เรากลาวถึง ไดแก เขา ทาน คุณทาน มัน พระองค ดังตัวอยางประโยคตอไปนี้ เขาลาออกไปแลว เอกสารนี้ตองใหทานลงนามจึงจะสมบูรณ ฉันเห็นมันวิ่งไปทางโนน ขอพระองคทรงพระเจริญ 2.2 ประพันธสรรพนาม จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 709) ใหความหมายของประพันธไววา การเรียบเรียง ผูกถอยคำเปนเรื่องราว ในที่นี้ประพันธสรรพนาม คือสรรพนามที่ใชแทนนามที่อยูขางหนา หรือแทนสรรพนามที่อยูติดกัน ไดแก คำ “ที่ ซึ่ง อัน ผูผูที่ ผูซึ่ง” ที่ปรากฏในตำแหนงประธานของประโยคยอยที่ขยายคำนามที่ทำหนาที่เปนประธานหรือกรรม หรือสวนเติมเต็มของประโยคหลักในประโยคความซอน และขณะเดียวกันก็เชื่อมประโยคหลักและ ประโยคยอยใหมีเนื้อความกลมกลืนเปนประโยคเดียวกัน
105 ตัวอยางประโยค คนที่ยืนอยูเปนรัฐมนตรี คำวา “ที่” เปนประพันธสรรพนาม แทน คำนามที่อยูขางหนา คำวา “คน” ผูอำนวยการใหโอวาทอันเปนประโยชน คำวา “อัน” เปนประพันธสรรพนาม แทน คำนาม ที่อยูขางหนา คำวา “โอวาท” อาจารยผูเปนความหวังของศิษย คำวา ผู เปนประพันธสรรพนาม แทน คำนามที่อยู ขางหนา คำวา “อาจารย” 2.3 นิยมสรรพนาม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณ ฑิตยสถาน (2556: 636) ใหความหมายของ นิยม (นิ-ยะ-มะ) ไววา การยอมรับสิ่งที่กำหนดไวในที่นี้ นิยมสรรพนาม คือ คำแทนนามและบงชี้กำหนดเฉพาะวาเปนคนใด สัตวใด และสิ่งใด และแสดงระยะใกลไกลตางกัน ดวย สรรพนามชนิดนี้ไดแก นี่ นี้ แสดงระยะใกล นั่น นั้น แสดงระยะไกลกวา นี่ นี้ โนน โนน แสดงระยะไกลกวา นั่น นั้น โดยสรรพนามดังกลาวสามารถปรากฏในตำแหนงประธานหรือกรรมของประโยค หรือ อาจเปนสวนเติมเต็มของประโยคได ตัวอยางประโยค นี่เปนหนังสือของฉัน คำวา “นี่” เปนนิยมสรรพนาม แทนคำนามคือหนังสือที่ใกลตัวที่สุด ทำหนาที่เปนประธานของประโยค โนนคือผูใหญบาน คำวา “โนน” เปนนิยมสรรพนาม แทนคำนามคือคนที่ไกลตัวที่สุด ทำ หนาที่เปนประธานของประโยค ฉันไมชอบนี้เลย คำวา “นี้” เปนนิยมสรรพนาม แทนคำนามคือสิ่งที่ใกลตัวที่สุด ทำหนาที่ เปนกรรมของประโยค เขาอยากจะเปนนั่นเปนนี่ หลายอยางมาก คำวา “นั่น” “นี่” เปนนิยมสรรพนาม แทน คำนาม ทำหนาที่เปนสวนเติมเต็มของประโยค หมายเหตุ คำ นี่ นี้ นั่น นั้น โนน โนน ที่เปนนิยมสรรพนาม จะตองทำหนาที่แทนนามโดย อยูลอย ๆ ไมประกอบหลังคำนาม ถาประกอบหลังคำนามจะเปน คำวิเศษณ ดังที่จะกลาวตอไป ตัวอยางประโยค ดินสอนี้เปนของฉัน (นี้ เปนคำวิเศษณอยูหลังคำนาม คำวาดินสอ) นี้เปนดินสอของฉัน (นี้ เปนคำสรรพนาม แทนคำนาม คือ ดินสอ)
106 2.4 ปฤจฉาสรรพนาม จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 720) ใหความหมายของ ปฤจฉา (ปริด-ฉา) ไววา คำถาม ดังนั้น ปฤจฉาสรรพนาม ในที่นี้จึงหมายถึง คำ แทนนามที่เปนคำถาม ไดแก ใคร อะไร ไหน โดยปรากฏในตำแหนงประธานหรือกรรมหรือสวนเติม เต็มของประโยค ตัวอยางประโยค ใครแตงเรื่องพระอภัยมณี คำวา “ใคร” เปนคำสรรพนามแทนคำนามที่เปนชื่อคน พระอภัยมณีเรียนอะไร คำวา “อะไร” เปนคำสรรพนามแทนคำนามที่เปนชื่อวิชา ไหนเปนบานของพราหมณ คำวา “ไหน” เปนคำสรรพนามแทนคำนามที่เปนชื่อสถานที่ เธอเหมือนใคร คำวา “ใคร” เปนคำสรรพนามเปนสวนเติมเต็มของประโยค หมายเหตุ คำ อะไร ไหน ที่เปนปฤจฉาสรรพนาม จะตองทำหนาที่แทนนามโดยอยูลอย ๆ ไมประกอบหลังคำนาม ถาประกอบหลังคำนาม จะเปน คำวิเศษณ ดังที่จะกลาวตอไป เชน พระอภัยมณีเรียนวิชาอะไร คำวา “อะไร” เปนคำวิเศษณขยายคำนาม คำวา “วิชา” บานไหนเปนบานของพราหมณ คำวา “ไหน” เปนคำวิเศษณขยายคำนาม คำวา “บาน” 2.5 อนิยมสรรพนาม จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 1369) ใหความหมายของ อนิยม (อะ-นิ-ยม,อะ-นิ-ยะ-มะ) ไววา ไมกำหนด ไมตองดวยกฎหรือแบบแผน แนนอน ในที่นี้อนิยมสรรพนาม คือ คำแทนนามทั่ว ๆ ไป ไมชี้เฉพาะเจาะจงและไมเปนคำถาม เชน ใคร อะไร ไหน ทำหนาที่เปนประธานหรือกรรมของประโยคและสื่อความหมายบอกเลา ตัวอยางประโยค ใครจะไปก็ได คำวา “ใคร” เปนอนิยมสรรพนาม แทนคำนามที่เปนคน โดยไมกำหนด แนนอนวาเปนคนไหน เขาไมรูอะไรเลย คำวา “อะไร” เปนอนิยมสรรพนาม แทนคำนามที่ไมกำหนดแนนอน ไหนจะเปนของฉันก็ได คำวา “ไหน” เปนอนิยมสรรพนาม แทนคำนามที่เปนสิ่งของ โดยไม กำหนดแนนอนวาเปนอะไร จะเห็นไดวาคำที่เปนอนิยมสรรพนามและปฤจฉาสรรพนามเปนคำในกลุมเดียวกัน แต แตกตางกันที่การสื่อความหมายของประโยค คือ อนิยมสรรพนามสื่อความหมายบอกเลาและปรากฏ ในประโยคบอกเลา สวนปฤจฉาสรรพนามสื่อความหมายเปนคำถามและปรากฏในประโยคคำถาม ดังตัวอยางเปรียบเทียบตอไปนี้ เธอทำอะไรไมเปน (ประโยคบอกเลา) คำวา “อะไร” เปนอนิยมสรรพนาม แทนคำนามที่ไม กำหนดสิ่งที่แนนอน เธอกำลังทำอะไร (ประโยคคำถาม) คำวา “อะไร” เปนปฤจฉาสรรพนาม แทนคำนามที่สื่อ ความหมายเปนคำถาม
107 ใครก็สามารถทำได (ประโยคบอกเลา) คำวา “ใคร” เปนอนิยมสรรพนาม แทนคำนามที่ไม กำหนดแนนอน แสดงถึงทุกคนสามารถทำได ใครทำไดบาง (ประโยคคำถาม) คำวา “ใคร” เปนปฤจฉาสรรพนาม แทนคำนามที่สื่อ ความหมายเปนคำถาม วาผูใดจะสามารถทำได หมายเหตุ คำ อะไร ไหน ที่เปนอนิยมสรรพนาม จะตองทำหนาที่แทนนามโดยอยูลอย ๆ ไมประกอบหลังคำนาม ถาประกอบหลังคำนามจะเปน คำวิเศษณ ดังที่จะกลาวตอไป เชน นักเรียนจะเลือกอานอะไรก็ได(อะไร แทนคำสรรพนาม สิ่งที่อาน) วิชาไหนฉันก็ชอบเรียนทั้งนั้น (ไหน เปนคำวิเศษณขยายคำนาม คำวา วิชา) 2.6 วิภาคสรรพนาม จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 1123) ใหความหมายของ วิภาค ไววา การแบง การจำแนก ในที่นี้ วิภาคสรรพนามสรรพนามที่ใชแทนนามที่ แยกออกเปนแตละสิ่ง แตละพวกหรือแยกเปนพวก ไดแกคำ “ตาง บาง กัน” โดย “ตาง บาง” จะ ปรากฏตามหลังติดกับคำนามที่ทำหนาที่เปนประธานของประโยค สวน “กัน” ปรากฏในตำแหนง กรรมของประโยค ตัวอยางประโยค นักศึกษาตางก็อานหนังสือ คำวา “ตาง” ใชแทนคำนามคือนักศึกษา เพื่อบอกใหรูวามี นักศึกษาหลายคน แตทำกริยาเดียวกันคืออานหนังสือ ประชาชนที่มารวมงานบางก็ดูดนตรี บางก็ซื้ออาหาร คำวา “บาง” ใชแทนคำนามคือ ประชาชน เพื่อบอกใหรูวามีประชาชนหลายสวน ซึ่งทำกริยาแตกตางกัน ในที่นี้คือ ดูดนตรี และ ซื้ออาหาร รถชนกันบนทางดวน คำวา “กัน” ใชแทนคำนามคือรถ เพื่อบอกใหรูวามีรถหลายคน แตทำ กริยาเดียวกันคือชน หมายเหตุ หากคำวา “ตาง กัน บาง” ปรากฏในประโยคแตไมไดทำหนาที่ตามที่กลาว มาแลว จะไมใชวิภาคสรรพนาม แตจะเปนคำประเภทอื่น ดังนี้ 1) ประกอบนาม เชน หลายคนก็ตางความคิด 2) ประกอบสรรพนาม เชน เราควรเขาใจเขาบาง 3) ประกอบกริยา เชน เขาคิดตางกับฉัน 4) ประกอบคำวิเศษณ เชน นางงามแตละคนมีความสวยตางกัน 5) เปนคำกริยา เชน เขาตางกับเรามากนะ
108 หนาที่ของคำสรรพนาม คำสรรพนามเปนคำที่ใชแทนคำนาม จึงทำหนาที่ไดอยางคำนาม ดังนี้ 1. ทำหนาที่เปนบทประธาน สรรพนามทุกชนิดทำหนาที่เปนประธานของประโยคได เชน เขาเปนคนดี (บุรุษสรรพนาม) นี้คือเรือสำเภา (นิยมสรรพนาม) ใครจะอยูก็ได (อนิยมสรรพนาม) อะไรเกิดขึ้นกับเด็กเลี้ยงแกะ (ปฤจฉาสรรพนาม) 2. ทำหนาที่เปนบทกรรม คำสรรพนามทุกชนิดทำหนาที่เปนบทกรรมของประโยคได เชน ทุกคนพอใจเขา (บุรุษสรรพนาม) นำนี่ไปดวย (นิยมสรรพนาม) หยิบนั่นใหฉันหนอย (นิยมสรรพนาม) เขาจะทำอะไรก็ได (อนิยมสรรพนาม) เธอไมพอใจใครทั้งนั้น (อนิยมสรรพนาม) หลอนจะชวยใคร (ปฤจฉาสรรพนาม) เด็ก ๆ กำลังเลนอะไร (ปฤจฉาสรรพนาม) 3. ทำหนาที่ขยายคำนาม คำสรรพนาม ที่ทำหนาที่ขยายคำนาม ไดแก บุรุษสรรพนาม เชน ผูอำนวยการทานอยูในหองประชุม (ทาน เปนบุรุษสรรพนาม ขยายผูอำนวยการ) ตอยตีแมวมันรองเหมียว ๆ (มัน เปนบุรุษสรรพนาม ขยายแมว) 3. คำกริยา กริยา คือคำที่แสดงอาการของคำนาม สรรพนาม หรือแสดงการกระทำของประธาน พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546: 83) ไดกลาวถึงประเภทของคำกริยาไววามี 5 ประเภท ดังนี้ 3.1 สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ตองมีกรรมมารับจึงจะไดความสมบูรณ เนื่องจาก คำกริยาประเภทนี้ไมสามารถสื่อความหมายไดชัดเจน จำเปนตองมีกรรมมารองรับจึงสื่อความหมายได ตัวอยางคำกริยานี้ ไดแก หุง ซัก ดื่ม ขูด อาน ศึกษา กิน จิก ชม ทำ เขียน ให เติม เดิน ตัวอยางประโยค แมบานหุงขาว เบญซักผา 3.2 อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีใจความสมบูรณในตัวเอง ไมตองมีบทกรรมมารับ ก็สามารถสื่อความหมายไดชัดเจน หากตองการความชัดเจนมากขึ้นก็สามารถใชคำขยายมาชวย ตัวอยางคำกริยานี้ ไดแก รอง ไหล เดิน หัวเราะ นั่ง บาน วิ่ง รองเพลง
109 ตัวอยางประโยค ฟารอง น้ำไหล เขาวิ่งเร็ว (เร็ว ขยายกริยา คำวา วิ่ง) ขอสังเกต คำกริยาเหลานี้มีคำอยูกลุมหนึ่งซึ่งมีรูปเหมือนกับคำลักษณวิเศษณ เชน ดี เลว สวย ใหญ เล็ก กวาง ยาว หนาว เค็ม เตี้ย สูง เย็น หอม หวาน เปรี้ยว คำดังกลาวนี้หากปรากฏใน ตำแหนงกริยาของประโยค ก็จัดเปนคำกริยา เรียกวา กริยา อกรรมยอย เชน เขาดีกับฉันมาก โตะตัวนี้สูงเกินไป อาหารเย็นหมดแลว ผูหญิงคนนี้สวยมาก 3.3 กริยานุเคราะห หรือ กริยาชวย คือ คำกริยาที่ยังไมมีใจความสมบูรณในตัวเอง ทำหนาที่ชวยประกอบกริยาอื่นใหมีความหมายชัดเจนขึ้น เชน จะ กำลัง ได คง แลว อาจ ตอง จง โปรด ควร กริยานุเคราะห แบงไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ 3.3.1 บอกกาล หมายถึง การใชคำกริยานุเคราะหเพื่อชวยบอกชวงเวลาของ เหตุการณวาเปน อดีต ปจจุบัน หรืออนาคต กริยานุเคราะหสามารถบอกเหตุการณได 4 ลักษณะ ไดแก 1) คำบอกอนุตกาล เปนคำที่ไมไดระบุวาเปนเวลาใด มี 1 คำ คือคำวา “ยอม” จะปรากฏในประโยคดังนี้ ตัวอยางประโยค สัตวโลกยอมเปนไปตามกรรม ผูดียอมรักษาความสุจริตซื่อตรง 2) คำบอกปจจุบันกาล เปนคำที่ระบุเวลาที่กำลังเกิดขึ้น มีคำวา “อยู ยัง กำลัง” ตัวอยางประโยค พอกำลังขับรถ เขานั่งทำงานอยู พี่กำลังทำอาหารอยู เธอยังคงนั่งอานหนังสืออยู
110 3) คำบอกอดีตกาล เปนคำที่ระบุเวลาวาเหตุการณนั้นเกิดขึ้นแลว มีคำวา “ได เคย แลว” ตัวอยางประโยค ฉันไดไปที่นั่น พวกเราเคยเรียนที่นี่ พรไปกินขาวแลว ตะวันลับขอบฟาแลว 4) คำบอกอนาคตกาล เปนคำที่บอกถึงเหตุการณที่จะเกิดขึ้นลวงหนา มีคำวา มีคำวา “จะ” ตัวอยางประโยค ฝนจะตก 3.3.2 แสดงเนื้อความหรือชวยสื่อเจตนาของผูพูดในประโยค มี 4 ลักษณะดังนี้ 1) สื่อความหมายเชิงแนะนำ เปนคำที่ชี้แนวทางใหทำหรือปฏิบัติ มีคำวา “ได พึง ควร” ตัวอยางประโยค เขาไดทำงานที่รานอาหารจีน พวกเราทุกคนพึงเห็นใจผูปวยมากกวาที่จะรังเกียจ คนไทยควรเห็นแกชาติไทย 2) สื่อความหมายในเชิงคาดหมาย เปนคำที่แสดงถึงความไมแนใจในเหตุการณ ที่จะเกิดขึ้น มีคำวา “ถา หาก คง อาจ เห็นจะ” ตัวอยางประโยค ถาฝนตกหนักน้ำจะทวม หากฝนแลงชาวนาจะลำบาก อากาศคงรอนจัด ฉันเห็นจะไมตองทำงานนี้ 3) สื่อความหมายในเชิงเชื่อใจ มั่นใจ เปนคำที่แสดงถึงความไววางใจในสิ่งที่ เกิดชึ้น มีคำวา “ตอง เชื่อ เชื่อวา แน” ตัวอยางประโยค แมเชื่อวาลูกตองทำได ฉันตองมารานนี้อีกแน
111 4) สื่อความหมายเชิงบังคับ ออนวอน เปนคำที่แสดงถึงการออกคำสั่ง และ การขอรองเพื่อใหทำตาม มีคำวา “ตอง โปรด จง อยา” ตัวอยางประโยค คนเราตองรักบานเกิดเมืองนอน โปรดเอื้อเฟอแกเด็กและคนชรา จงทำแตความดี ขอสังเกต คำกริยานุเคราะหบางคำอาจทำหนาที่เปนสกรรมกริยาได กริยานุเคราะห สกรรมกริยา ฉันไดพบเธอเมื่อวานนี้ เขาไดคะแนนสูงสุด เขาทำงานแลว เขาแลวงาน เมืองไทยคงเจริญกาวหนายิ่งขึ้น เขาคงความดีไวเหมือนเกลือคงความเค็ม คนเราตองตาย สิ่งนี้ตองตาฉัน 3.4 วิกตรรถกริยา คือกริยาที่มีความหมายไมสมบูรณในตัว ตองอาศัยคำชนิดอื่นมาชวย ขยาย เชน คำนาม สรรพนาม หรือคำวิเศษณ เชนคำ เปน เหมือน เทา ดุจ ฯลฯ สิรมาศเปนนักเรียน (ใชคำนามขยาย) นองคลายเนตร (ใชคำนามขยาย) เขาคลายฉัน (ใชคำสรรพนามขยาย) ทานคือเจานาย (ใชคำสรรพนามขยาย) ถาฉันเปนใหญ ฉันจะกลับมา (ใชคำวิเศษณขยาย) ขอสังเกต คำวา “เปน” สามารถใชไดทั้งเปนคำกริยาประเภทวิกตรรถกริยา และเปนคำวิเศษณ ได ขึ้นอยูกับโครงสรางของประโยค เชน ฉันเปนนักศึกษา คำวา “เปน” เปนคำวิกตรรถกริยา ขยายคำวา “ฉัน” ปลาเปนวายนำอยูในคลอง คำวา “เปน” เปนคำวิเศษณ ขยายคำวา “ปลา” 3.5 กริยาสภาวมาลา คือคำกริยาที่ทำหนาคลายคำนาม อาจเปนประธาน เปนกรรม หรือเปนบทขยายสวนใดสวนหนึ่งของประโยคก็ได เดินเปนประโยชนตอสุขภาพ (เดิน เปนประธานของประโยค ) เขาชอบอานหนังสือ (อาน เปนกรรมของกริยา ชอบ) วารินออมเงินไวเพื่อซื้ออุปกรณการเรียน (ซื้อ เปนบทขยายของกริยา ออม) เห็นไดวา กริยา เดิน อาน ซื้อ ทำหนาที่คลายกับคำนาม จึงเรียกวากริยาสภาวมาลา
112 นอกจากนี้ยังมีคำกริยาที่เรียกวา “กริยาทวิกรรม” กริยาที่ตองปรากฏรวมกับกรรมสองคำ กรรมคำแรกเปนกรรมตรง กรรมคำที่ 2 เปนกรรมรอง โดยคำกริยาทวิกรรมไมไดกำหนดแนนอนวา มีคำวาอะไรบาง ขึ้นอยูกับลักษณะโครงสรางของประโยค ตัวอยางประโยค พอใหของขวัญลูกในวันเกิด จากประโยคนี้วิเคราะหไดวา กริยาทวิกรรม คือ “ให” กรรมตรงคือ “ของขวัญ” กรรมรอง คือ “ลูก” มีนาเติมเงินโทรศัพท จากประโยคนี้วิเคราะหไดวา กริยาทวิกรรม คือ “เติม” กรรมตรงคือ “เงิน” กรรมรองคือ “โทรศัพท” ครูสอนภาษาไทยพวกเธอกอนดีกวา จากประโยคนี้วิเคราะหไดวา กริยาทวิกรรม คือ “สอน” กรรมตรงคือ “ภาษาไทย” กรรมรองคือ “พวกเธอ” ขอสังเกต หากมีขอสงสัยหรือไมแนใจวาคำนั้นเปนกรรมรองหรือไม ใหทดลองใชคำ “แก” เติมลง ระหวางคำนามคำแรกที่เปนคำตรงและคำนามคำที่สองที่เปนกรรมรอง ถาสามารถสื่อความหมายได แสดงวาคำนามคำหลังเปนกรรมรอง ถาสื่อความหมายไมไดแสดงวาเปนสวนขยายของกรรมตรง เชน เขาเติมน้ำมันรถ ใชคำวา “แก” เติมลงระหวางคำนามแรกและคำนามที่สอง เขาเติมน้ำมัน (แก) รถ สามารถสื่อความหมายได แสดงวาเปนกรรมตรง และกรรมรอง ประธานแจกรางวัลเด็ก ใชคำวา “แก” เติมลงระหวางคำนามแรกและคำนามที่สอง ประธานแจกรางวัล (แก) เด็ก สามารถสื่อความหมายได แสดงวาเปนกรรมตรง และกรรมรอง เขาขับรถนักเรียน ใชคำวา “แก” เติมลงระหวางคำนามแรกและคำนามที่สอง เขาขับรถ (แก) นักเรียน ไมสามารถสื่อความหมายได แสดงวาไมเปนกรรมตรง และกรรมรอง แตเปนสวนขยายกรรมตรง ประธานแจกถวยรางวัล ใชคำวา “แก” เติมลงระหวางคำนามแรกและคำนามที่สอง ประธานแจกถวย (แก) รางวัล ไมสามารถสื่อความหมายได แสดงวาไมเปนกรรมตรง และกรรมรอง แตเปนสวนขยายกรรมตรง
113 หนาที่ของคำกริยา คำกริยาทำหนาที่ในประโยคไดตาง ๆ ดังนี้ 1. ทำหนาที่บทกริยา คำกริยาทำหนาที่บทกริยาในประโยคไดตามชนิดของกริยานั้น ๆ คือ เปนกริยาไมมีกรรม กริยามีกรรม และกริยาชวย ตามที่กลาวมาแลว 2. ทำหนาที่ขยายคำนาม ใชคำกริยาไมมีกรรมหรือคำกริยามีกรรมก็ได หนังสือเรียน ยางลบ สมุดวาดเขียน วันไหวครู น้ำดื่ม งานลอยกระทง 3. ทำหนาที่เหมือนคำนาม คือ อาจเปนประธานหรือกรรมของประโยค นอนดึกใหโทษ ทำหนาที่ประธาน ตื่นเชาทำใหรางกายสดชื่น ทำหนาที่ประธาน เธอไมชอบสูบบุหรี่ ทำหนาที่กรรม 4. คำวิเศษณ คำวิเศษณเปนคำที่มีหนาที่ขยายคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา และคำวิเศษณดวยกัน โดยปรากฏในตำแหนงหลังคำที่ถูกขยายเพื่อชวยใหความหมายของประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น คำวิเศษณที่ทำหนาที่ขยายคำชนิดตาง ๆ ในประโยค ตัวอยางประโยค เด็กชายปนเขาสูง “สูง” ขยายคำนาม “เขา” บอกขนาด เด็ก ๆ กลัวผีเปนที่สุด “เปนที่สุด” ขยายคำกริยา “กลัว”บอกปริมาณ ฉันเลนฟุตบอลสนุก “สนุก” ขยายคำกริยา เลน บอกอารมณ วิเศษณ อาจขยายคำวิเศษณดวยกันก็ได เชน มาวิ่งเร็วมาก เตาคลานชานัก มะยมมีรสเปรี้ยวจัด คำวิเศษณ มาก ขยายคำวิเศษณ เร็ว นัก ขยายคำวิเศษณ ชา จัด ขยายคำวิเศษณ เปรี้ยว กำชัย ทองหลอ (2556: 247) แบงคำวิเศษณเปน 10 ประเภท ดังนี้ 4.1 ลักษณวิเศษณ คือ คำวิเศษณที่ประกอบบอกลักษณะตาง ๆ เชน บอกชนิด สี รูปราง ขนาด เสียง อาการ กลิ่น รส ความรูสึก เชนคำวา กลม รี แบน เรียว ปอม ใหญ โต ปานกลาง เล็ก จิ๋ว สนุก ตื่นเตน เหงา เศรา แจมใส หอม เหม็น ฉุน อับ แก หนุม สาว แดง ดำ เขียว ขาว ชมพู น้ำเงิน จืด เค็ม เปรี้ยว หวาน มัน อรอย เผ็ด ไพเราะ ดัง คอย กังวาน แผน แหบ เร็ว วองไว คลองแคลว ชา เงื่องหงอย
114 ตัวอยางประโยค เขาหยิบปากกาสีแดง “สีแดง” ขยายคำนาม “ปากกา” เธอพูดภาษาอังกฤษไดอยางคลองแคลว “คลองแคลว” ขยายคำกริยา 4.2 กาลวิเศษณคือ คำวิเศษณที่ประกอบบอกเวลา เชนคำวา เชา สาย เที่ยง บาย เย็น กอน หลัง เดี๋ยวนี้ เมื่อกอน แตกอน เมื่อวาน กลางวัน กลางคืน ตัวอยางประโยค พรุงนี้เขาจะไปทะเล “พรุงนี้” ขยายคำกริยา “ไป” คนเดี๋ยวนี้รูปกับตัวจริงไมคอยเหมือนกัน “เดี๋ยวนี้” ขยายคำนาม “คน” 4.3 สถานวิเศษณ คือคำวิเศษณประกอบสถานที่ ใชขยายเพื่อบอกสถานที่ เชนคำวา ใกล ไกล ใน นอก ใต ทั่ว หาง ชิด เหนือ ใต บน ลาง บก น้ำ ตัวอยางประโยค เขาวิ่งจากทิศเหนือไปยังทิศใต ชาวประมงจับสัตวน้ำ ขอสังเกต คำวิเศษณชนิดนี้ ถามีคำนามหรือสรรพนามมารับขางหลัง นับวาเปนคำบุพบท ตัวอยางประโยค เขานั่งใกลเธอ “ใกล” เปนคำบุพบท เนื่องจากมีคำสรรพนามตามหลัง ผาวางอยูบนโตะ “บน” เปนคำบุพบท เนื่องจากมีคำนามตามหลัง 4.4 ประมาณวิเศษณ คือ คำวิเศษณที่ประกอบบอกจำนวน บอกปริมาณ เชน มาก นอย หมด สิ้น ทั้งหลาย ทั้งปวง หนึ่ง สอง สาม สี่ หา ที่หนึ่ง ที่สอง ตัวอยางประโยค รูปในโทรศัพทหายหมด “หมด” แสดงถึงจำนวนทำใหรูความหมายไดโดยปริมาณ เรามีโอกาสที่สองในชีวิต “ที่สอง” แสดงจำนวนนับที่เปนตัวเลข 4.5 นิยมวิเศษณ คือ คำวิเศษณบอกความชี้เฉพาะหรือจำกัดขอบเขตของความหมาย ของคำลงไปวาเปนเชนนั้นเชนนี้ เชนคำวา นี่ นี้ นั่น นั้น โนน โนน เอง แนนอน จริง ตัวอยางประโยค คนนี้ผมเลือกแลว “นี้” เปนคำวิเศษณขยายคำนามขางหนา “คน” ฉันเองก็เสียใจ “เอง” เปนคำวิเศษณขยายคำนามขางหนา “ฉัน” เขาทำจริงหรือสรางภาพ “จริง” เปนคำวิเศษณขยายคำกริยาขางหนา “ทำ”
115 ขอสังเกต คำวา นี่ นั่น โนน นี้ นั้น โนน เปนคำวิเศษณที่จะปรากฏตามหลังคำนามหรือคำสรรพนาม และทำหนาที่ขยายคำนามหรือคำสรรพนามนั้น หาก คำ “นี่ นั่น โนน นี้ นั้น โนน” ปรากฏใน ตำแหนงประธานหรือกรรมของประโยค จัดเปนสรรพนามประเภท นิยมสรรพนาม ดังตัวอยาง เปรียบเทียบตอไปนี้ นี่คือคณะครุศาสตร “นี่” เปนคำสรรพนาม ซึ่งเปนประธานของประโยค คณะครุศาสตรนี่มีสาขาวิชาอะไรบาง “นี่”เปนคำวิเศษณ แสดงลักษณะชี้เฉพาะของคำนาม ขางหนาคือ“คณะครุศาสตร” เราไปโนนกันดีกวา “โนน” เปนคำสรรพนาม ซึ่งเปนกรรมของประโยค เราไปอาคารโนนกันดีกวา “โนน”เปนคำวิเศษณ แสดงลักษณะชี้เฉพาะของคำนามขางหนา คือ “อาคาร” 4.6 อนิยมวิเศษณ คือ คำวิเศษณบอกความไมชี้เฉพาะ เปนคำขยายที่แสดงความไม กำหนดแนนอน เชนคำวา ใด ใคร ไหน อะไร กี่ ทำไม อื่น อื่น ๆ อยางอื่น ปรากฏในตำแหนง หลังคำนามหรือคำสรรพนาม โดยไมสื่อความหมายคำถาม ตัวอยางประโยค งานอะไรทำไดทุกอยาง “อะไร” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “งาน” เธอจะไปพักกี่วันก็ได “กี่” เปนคำวิเศษณที่ขยายกริยาขางหนา คือ “พัก” คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมด “อื่น ๆ” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “คน” ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นเห็นตถาคต “ใด” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “ผู” ขอสังเกต คำที่เปนอนิยมวิเศษณจะปรากฏในตำแหนงคำขยาย แตถาคำดังกลาวปรากฏในตำแหนง ประธานหรือกรรมก็จัดเปนคำอนิยมสรรพนาม ดังตัวอยางเปรียบเทียบตอไปนี้ บานใครจะอยูก็ได “ใคร” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “บาน” ใครก็เชียรบอลไทย “ใคร” เปนคำอนิยมสรรพนาม คนไหนก็ไมตองการ “ไหน” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “คน” ไหนวาไมตองการ “ไหน” เปนคำอนิยมสรรพนาม 4.7 ปฤจฉาวิเศษณ หรือวิเศษแสดงคำถาม เปนคำขยายเพื่อสื่อความเปนคำถาม หรือ ความสงสัย เชนคำวา อะไร ทำไม อยางไร ใด กี่ ไหน ตัวอยางประโยค บัตรคนจนซื้อสินคาอะไรไดบาง “อะไร” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “สินคา”
116 สุขภาพดีตองนอนกี่ชั่วโมง “กี่” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำกริยาขางหนา คือ “นอน” ทำอยางไรชีวิตจะยืนยาว “อยางไร” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำกริยาขางหนา คือ ทำ” ขอสังเกต คำที่เปนปฤจฉาวิเศษณจะขยายเพื่อสื่อความเปนคำถาม แตถาไมสื่อความเปนคำถามจัดเปน อนิยมวิเศษณ นอกจากนี้หากคำดังกลาวปรากฏในตำแหนงประธานหรือกรรมของประโยคจัดเปน คำสรรพนามคือเปนปฤจฉาสรรพนาม ดังตัวอยางเปรียบเทียบตอไปนี้ เขาอยูประเทศไหน “ไหน” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “ประเทศ” เขาอยูไหน “ไหน” เปนคำปฤจฉาสรรพนาม คุณทำขนมอะไร “อะไร” เปนคำวิเศษณที่ขยายคำนามขางหนา คือ “ขนม” คุณทำอะไร “อะไร” เปนคำปฤจฉาสรรพนาม 4.8 ประติชญาวิเศษณหรือคำวิเศษณแสดงอาการขานรับ เปนคำที่บอกเสียงรองเรียก และเสียงขานรับ ใชเพื่อแสดงความสละสลวยของภาษาและแสดงความสุภาพตามฐานะของบุคคล เชนคำวา จะ จา ครับ เจาคะ ขอรับ พะยะคะ พระพุทธเจาขา โวย ตัวอยาง ฉันทำงานเปนที่ปรึกษาคะ กระหมอมทราบพะยะคะ อยาทะเลาะกันนะโวย 4.9 ประติเษธวิเศษณ หรือคำวิเศษณแสดงความปฏิเสธที่ปรากฏในหนวยกริยาเพื่อบอก ความปฏิเสธหรือไมยอมรับ เชนคำวา ไม มิได หามิได บ โดยปรากฏหนาคำกริยาหรือถาใน ประโยคนั้นมีคำกริยานุเคราะห คำปฏิเสธจะปรากฏไดทั้งหนาและหลังคำกริยานุเคราะห ตัวอยาง ฉันไมเห็นเขา “ไม” เปนคำวิเศษณอยูหนากริยาคือ “เห็น” พรุงนี้ไมสาย “ไม” เปนคำวิเศษณอยูหนากริยาคือ “สาย” ที่นั่งคงไมพอ “ไม” เปนคำวิเศษณอยูหนากริยานุแคราะหคือ “คง” ฉันไมสามารถเดินเขาไปได “ไม” เปนคำวิเศษณอยูหนากริยานุเคราะหคือ “สามารถ” นอกจากนี้ คำวา “ไม” ยังปรากฏรวมกับคำวา “ได” เปน “ไมได” ใชปฏิเสธเหตุการณหรือ ปฏิเสธความทั้งประโยค เชน ฉันไมไดทุจริตการสอบ “ไมได” เปนคำวิเศษณ แสดงถึงการปฏิเสธเหตุการณที่เกิดขึ้น ความรักกินไมได “ไมได” เปนคำวิเศษณ แสดงถึงการปฏิเสธขอความทั้งหมดในประโยค พระคุณแมหาที่เปรียบมิได “มิได” เปนคำวิเศษณ แสดงถึงการปฏิเสธขอความทั้งหมดใน ประโยค มีความหมายเชนเดียวกับ “ไมได”
117 อีกทั้ง คำวา “ไม” ยังปรากฏรวมกับคำ “ใช” เปน “ไมใช” สำหรับใชปฏิเสธบางสวนของ ประโยค เชน ปญหาไมใชเรื่องใหญ ฉันไมไดทุจริตการสอบ ชายคนนี้ไมใชผูวิเศษ 4.10 ประพันธวิเศษณ คือคำวิเศษณที่ประกอบคำกริยาหรือคำวิเศษณ เพื่อเชื่อม ประโยคใหมีความเกี่ยวของกัน เชนคำวา ที่ ซึ่ง อัน เพื่อ เพื่อวา อยางที่ ชนิดที่ ให วา ที่วา คือ ตัวอยาง เขาเจอปลายักษที่ใหญที่สุด แมทำอาหารอรอยอยางที่รานอาหารชื่อดัง เขาเดินชนิดที่คนอื่นตามไมทัน เขาลือวาจะเลื่อนการเลือกตั้งนั้นไมจริง จากตัวอยางจะเห็นไดวาประโยคหนาเปนประโยคหลักและประโยคหลังเปนประโยคยอยที่ ขยายกริยาของประโยคหลัก โดยมีประพันธวิเศษณเปนคำนำหนาหรือคำเชื่อม หนาที่ของคำวิเศษณ คำวิเศษณ ทำหนาที่ขยายสวนตาง ๆ ของประโยค ดังนี้ 1. ทำหนาที่ขยายคำนาม เด็กเล็กชอบเลนตุกตา เล็ก ขยายคำนามที่เปนประธาน เด็ก เขาเตะฟุตบอลลูกใหญ ลูกใหญ ขยายคำนามที่เปนกรรม ฟุตบอล 2. ทำหนาที่ขยายคำสรรพนาม เราทั้งหลายเปนคนไทย ทั้งหลาย ขยายคำสรรพนามที่เปนประธาน เรา ครูใหญตองการพบเธอทั้งสอง ทั้งสอง ขยายคำสรรพนามที่เปนกรรม เธอ 3. ทำหนาที่ขยายคำกริยา รถไฟแลนเร็ว เร็ว ขยายคำกริยา แลน เราเขียนหนังสือถูกตอง ถูกตอง ขยายคำกริยา เขียน 4. ทำหนาที่ขยายคำวิเศษณ เขาพูดชัดมาก มาก ขยายคำวิเศษณ ชัด นกบินสูงลิบ ลิบ ขยายคำวิเศษณ สูง
118 5. คำบุพบท พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 677) ใหความหมายของ บุพ ไววา กอน เบื้องตน บท หมายถึง ขอความเรื่องหนึ่ง ดังนั้น คำบุพบท คือ คำหรือขอความทำหนาที่ใชนำหนา บทอื่น เพื่อเชื่อมคำหรือขอความ คำบุพบท เปนคำที่มีความจำเปนมากในการใชภาษา เนื่องจาก ชวยเชื่อมคำในประโยคใหมีความสัมพันธกลมกลืนกัน ในภาษาไทยมีจำนวนมาก จึงขอยกตัวอยาง ดังนี้เชนคำวา ใน ที่ โดย แก กวา กับ ไกล ใกล ของ ขางบน ขางนอก ขางใน ขางลาง ขางหลัง จนกระทั่ง จาก เฉพาะ ดวย โดย ดุจดัง ประดุจ ราวกับ ตอ ตั้งแต ตาม แต ถัด แถว ถึง ทั้ง นอก ใน ในเวลา บน เพราะ เพื่อ ภายใน ยัง ระหวาง ริม สำหรับ สู เสมือน เหมือน แหง เพื่อเชื่อมระหวางคำหรือประโยค ใหรูวาคำหรือประโยคที่อยู หลังบุพบทนั้นสัมพันธกัน ตัวอยาง แจกันบนโตะ “บน” นำหนาคำนาม “โตะ” เพื่อขยายคำนาม “แจกัน” กระเปาของฉัน “ของ” นำหนาคำสรรพนาม “ฉัน” เพื่อขยายคำนาม “กระเปา” ไกขันแตเชา “แต” นำหนาคำนาม “เชา” เพื่อขยายคำกริยา “ขัน” เขากินเพื่ออยู “เพื่อ” นำหนาคำกริยา “อยู” เพื่อขยายคำกริยา “กิน” เห็นไดวาคำ “บน ของ แต เพื่อ” ซึ่งนำหนาคำคำนาม คำสรรพนามหรือคำกริยา เพื่อ เชื่อมกับคำขางหนา และขยายคำขางหนาเหลานี้ เรียกวา บุพบท นอกจากนี้ในบางประโยคอาจไมจำเปนตองใชคำบุพบทก็สามารถละคำบุพบทไวได ซึ่งสามารถสื่อความหมายไดเชนกัน ตัวอยาง กระเปาของใคร สามารถละบุพบท “ของ” ได เปน “กระเปาใคร” เขานำเรื่องเสนอตอที่ประชุม สามารถละบุพบท “ตอ” ได เปน “เขานำเรื่องเสนอที่ ประชุม” อนุสาวรียเพื่อเชิดชูเกียรติแกชาวบานที่พิทักษแผนดินสยาม สามารถละบุพบท “เพื่อ” และ “แก” ได เปน “อนุสาวรียเชิดชูเกียรติชาวบานที่พิทักษแผนดินสยาม” สำหรับตำแหนงการปรากฏในประโยค โดยทั่วไปแลวบุพบทจะปรากฏหนาคำนาม แตมี บางคำที่ปรากฏหนาคำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ หรือนำหนาประโยค ตัวอยาง ใครอยูในหองเรียน “ใน” เปนคำบุพบท อยูหนาคำนาม คือ “หองเรียน” ชีวิตเปนของเธอ “ของ” เปนคำบุพบท อยูหนาสรรพนาม คือ “เธอ” ละครใกลจบแลว “ใกล” เปนคำบุพบท อยูหนาคำกริยา คือ “จบ”
119 คุณจะไมมีวันรวยจนกระทั่งคุณรูสึกวาคุณรวย “จนกระทั่ง” เปนคำบุพบท อยูหนา ประโยคที่วา “คุณรูสึกวาคุณรวย ” การจำแนกคำบุพบท บรรจบ พันธุเมธา (2562, 55-70) สรุปไดวา สามารถจำแนกเปนกลุม ตามลักษณะการสื่อความหมาย และการปรากฏในประโยค ดังนี้ 5.1 บอกสถานที่ บอกเวลา บอกจำนวน เชน ใน ใกล ที่ ณ เหนือ บน ใต จาก ถึง ยัง ตัวอยาง ปลาในแมน้ำ โรงเรียนบนภูเขา บานอยูใกลวัด บัวใตน้ำ ฉันไปหาเธอที่บาน เขามาจากทองนา เขาอยู ณ ประเทศฝรั่งเศส เรามาถึงโรงเรียน แมลงบินเหนือดอกไม นักกีฬาออกไปยังสนาม 5.2 บอกความเปนผูรับ เชน แก แด เพื่อ ตอ พอแมใหเงินแกลูก ทหารตอสูศัตรูเพื่อชาติ ชาวบานถวายอาหารแดพระภิกษุ นักเรียนเสนอรายงานการศึกษานอกสถานที่ตอครู 5.3 บอกเวลา เชน เมื่อ แต ตั้งแต ตราบเทา วีระมาโรงเรียนแตเชา ชูใจปวยตั้งแตสัปดาหกอน อาจารยใหการบานเมื่อวันศุกร ชื่อเสียงของสุนทรภูอยูมาตราบเทาทุกวันนี้ 5.4 บอกความเปนเครื่องใชหรือการกระทำรวมกัน เชน ดวย กับ ฉันเห็นเขากับตา หญิงสองคนนั้นไปดวยกัน ลูกเสือกับยุวกาชาดชวยกันทำงาน 5.5 บอกความเปนเจาของ เชน ของ แหง นี่เปนหนังสือของฉัน ความพรอมเพรียงแหงหมูคณะทำใหเกิดสุข หนาที่ของคำบุพบท คำบุพบท ทำหนาที่นำหนาคำชนิดตาง ๆ เพื่อขยายคำขางหนา ดังนี้ 1. นำหนาคำนาม ตัวอยาง นักเรียนตองรักษาสมบัติของโรงเรียน ทุกคนตองเห็นแกชาติ
120 2. นำหนาคำสรรพนาม ตัวอยาง คุณครูหวังดีตอเรา กุญแจหองอยูที่เธอ 3. นำหนาคำกริยา ตัวอยาง นี่เปนถังสำหรับใสขยะ อยาเปนคนเห็นแกกิน 6. คำสันธาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556: 1207) ใหความหมายของ สันธาน ไววา การเกี่ยวของ สวนในหนังสือ บรรทัดฐานภาษาไทย เลม 3 ของกระทรวงศึกษาธิการ ใชคำวา “คำเชื่อม” หมายถึง คำที่ใชเชื่อมคำ วลี ประโยคเขาดวยกัน (วิจินตน ภาณุพงศ และคณะ, 2555: 53) ดังนั้น คำสันธาน จึงหมายถึง คำที่ใชเชื่อมติดตอกัน ใหเปนเรื่องเดียวกัน คำที่ใชเชื่อมอาจเปนคำกับคำ หรือประโยคกับประโยค คำสันธาน มี 4 ประเภท (วิจินตน ภาณุพงศ และคณะ, 2555: 53) ดังนี้ 6.1 คำเชื่อมสมภาค (อานวา สะ - มะ – พาก) คือ คำเชื่อมที่ใชเชื่อมหนวยทางภาษา ตั้งแต 2 หนวยขึ้นไปเขาเปนหนวยภาษาหนวยเดียวกัน อาจเปนคำนามกับคำนาม คำสรรพนามกับ คำสรรพนาม หรือประโยคยอยกับประโยคยอย มักมีคำวา และ กับ หรือ แต ตัวอยาง ฉันรักพอและแม (เชื่อมระหวางคำนามกับคำนาม) เธอกับเขารวมมือกันวางแผนนี้ใชไหม (เชื่อมระหวางคำสรรพนามกับคำสรรพนาม) เราจะไปดูหนังหรือฟงเพลง (เชื่อมระหวางคำกริยาวลีกับคำกริยาวลี) พี่กินขาวแตนองนอนหลับ (เชื่อมระหวางประโยคกับประโยค) 6.2 คำเชื่อมอนุประโยค คือ คำที่นำหนาอนุประโยคในประโยคซอน แลวทำหนาที่ รวมกันเปนสวนประกอบของประโยคหลัก ตัวอยาง เขาพูดวาเขาจะไปทำงาน วาเขาจะไปทำงาน เปนนามานุประโยค ทำหนาที่เปนกรรมของประโยคซอน คำวา “วา” เปนคำเชื่อมนามานุประโยค นักเรียนที่ไดรับรางวัลอยูชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับรางวัลอยูชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เปนคุณานุประโยค ทำหนาที่ขยายนามวลี เด็ก คำวา “ที่” เปนคำเชื่อมคุณานุประโยค
121 เธอไมมาทำงานเพราะลูกไมสบาย เพราะลูกไมสบาย เปนวิเศษณานุประโยค ทำหนาที่ขยายกริยาวลี ไมมาทำงาน คำวา “เพราะ” เปน คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค 6.3 คำเชื่อมเสริม คือ คำเชื่อมที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำใหหนวยภาษา 2 หนวย สัมพันธกันได ชัดเจนขึ้น ใชเชื่อมประโยคกับสถานการณหรือสิ่งที่กลาวถึงมากอนหนา อาจปรากฏในประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซอน ก็ไดมักมีคำวา จึง เลย ถึง ก็ ตัวอยาง เหตุใดจึงมานั่งเหมอลอยอยูคนเดียว เขากลัวสอบตก เขาเลยตั้งใจอานหนังสือ แมมาตาม เขาถึงยอมกลับบาน ก็ถูกของเธอนะ 6.4 คำเชื่อมสัมพันธสาร คือ คำเชื่อมประโยคตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปใหรวมเปนขอความ เดียวกัน มักมีคำวา กลาวคือ อยางไรก็ตาม อยางไรก็ดี แมกระนั้น ในที่สุด ทั้งนี้ ตัวอยาง การกำหนดคาตอบแทนตองเปนธรรม กลาวคือ จะตองมีความเทาเทียมกันสำหรับผูที่มี ความรูความสามารถ วุฒิและประสบการณที่เหมือนกัน ปจจุบันมีเว็บไซตในการแปลเอกสารจำนวนมาก อยางไรก็ตาม การแปลนี้ไมไดหมายความวา จะถูกตองทั้งหมด จึงควรตรวจสอบและใชวิจารณญาณประกอบการแปลดวย ผานความเพียรพยายามมาสี่ป ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ หนาที่ของคำสันธาน พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546: 105-107) ไดกลาวถึงหนาที่ของคำสันธาน สรุปไดวาสันธาน ทำหนาที่ ดังนี้ 1. เชื่อมคำกับคำ เพื่อใหเกิดความเกี่ยวของกันระหวางคำ มักใชคำวา “และ กับ หรือ” ตัวอยาง ฉันชอบนิทานเรื่องยายกับตา เราไดความรูจากคุณครูและหนังสือเรียน นิทานอิหรานราชธรรมเปนของอิหรานหรือเปอรเซีย 2. เชื่อมประโยคกับประโยค คำสันธานเชื่อมประโยค นอกจากทำหนาที่เชื่อมประโยคตั้งแต สองประโยคขึ้นไปเขาดวยกันแลว ยังทำใหประโยครวมมีเนื้อหาแตกตางกันไป ตัวอยาง
122 2.1 ความรวมมือกันและคลอยตามกัน ใช และ ทั้ง..และ..ครั้น..แลว..ก็ แลว..ก็ เชน ทั้งพระอภัยมณีและศรีสุวรรณตองไปเรียนวิชานอกเมือง ครั้นพระอภัยมณีเรียนวิชาปสำเร็จแลวพราหมณก็คืนทองแสนตำลึงให 2.2 ความขัดแยง ใช แต แตทวา วิชาของพระอภัยมณีมีคุณประโยชนแตทวาไมเปนที่พอพระทัยของพระบิดา 2.3 ความเลือกเอาอยางหนึ่งอยางใด ใช หรือ มิฉะนั้น เชน ลูกแพะหรือพอแพะดาเสือ คนในชาติตองมีความสามัคคีตอกันมิฉะนั้นชาติจะอยูไมรอด 2.4 ความเปนเหตุเปนผลแกกัน ใช จึง เพราะ..จึง เพราะฉะนั้น..จึง เชน พระนลมิไดชำระพระบาทจึงถูกกลีเขาสิง เพราะพระนลถูกกลีเขาสิง พระองคจึงละทิ้งธรรมจรรยา 3. เชื่อมขอความ เพื่อใหขอความตอนตนกับขอความตอนถัดไปติดตอกัน ตัวอยาง ขอบัญญัติบางอยาง แมสังคมจะยึดถือกันมานาน แตแทจริงแลวไมเกื้อกูลเลย แมในแง สมมตินิยาม สวนในแงกรรมนิยามเปนอันไมตองพูดถึง ขอบัญญัติเชนนั้น สังคมพึงตกลงกันยกเลิก เสีย หรืออาจตองอาศัยผูมีปญญาที่ใจบริสุทธิ์กอรปดวยกรุณามาชักนำ เชน ที่พระพุทธเจา ทรงกระทำตอประเพณีเกี่ยวกับการบูชายัญและวรรณะ 4 ของสังคมอินเดีย (ดัดแปลงจาก พรหมคุณาภรณ, 2557: 260) เห็นไดวา มีการใสสันธาน “แม แตแทจริงแลว แม หรือ” นำหนาขอความ แลวจึงกลาวถึง เนื้อความตอไป เพื่อใหขอความมีความตอเนื่องกันระหวางขอความขางตน นอกจากนี้ คำวา “ตอ” ยังใชเชื่อมความในประโยคเดียวกัน เพื่อใหเรื่องราวติดตอกัน 7. คำอุทาน คำอุทาน คือ คำที่เปลงออกมาเพื่อแสดงอารมณความรูสึกตาง ๆ ของผูพูด หรือเสริมคำอื่น ใหมีความหมายหนักแนนยิ่งขึ้น คำอุทานนั้นไมมีความหมายและไมจัดเปนสวนหนึ่งของประโยค ตัวอยาง โอโฮ! วันนี้ทำไมมาถึงนี่ได แสดงความประหลาดใจ ออ! ถูกตองเลย แสดงความเขาใจ ดูซิ เสื้อแสงฉันเปยกหมดแลว อยางแกลงฉันสิ แสดงการเสริมคำใหหนักแนนขึ้น เสียงที่เปลงออกมาเปนคำอุทานนั้น สามารถแบงไดเปน 3 ลักษณะ คือ 1) เปนคำ เชน พุทโธ แหม โอย
123 2) เปนวลี เชน ตายจริง กลุมใจจริงโวย 3) เปนประโยค เชน แมเจาโวย คุณพระชวย เห็นไดวา คำ วลี ประโยค ถานำมาใชแสดงความดีใจ ตกใจ เสียใจ ประหลาดใจ แปลกใจ นับเปนคำอุทานทั้งสิ้น คำอุทานนี้สวนมากใชในภาษาพูดมากกวาภาษาเขียน พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546: 109-111) แบงคำอุทานออกเปน 2 ชนิด คือ 7.1 อุทานบอกอาการ เปนคำบอกอารมณตาง ๆ เชน ประหลาดใจ เขาใจ ตกใจ เจ็บปวด แลวใชอัศเจรียประกอบขางทาย ตัวอยาง เอะ! อะไรกัน? ผมไมเขาใจ แสดงความประหลาดใจ ออ! ถาเชนนั้นคุณจะปฏิเสธหรือ แสดงความเขาใจ อะ! อะไรอยางนั้น แสดงความตกใจ โอย! ฉันเหยียบถูกอะไรเขาแลว แสดงความเจ็บปวด 7.2 อุทานเสริมบท เปนคำเสริมคำอื่นเพื่อเนนความ หรือใชเปนคำสรอยใน คำประพันธ ไมใชอัศเจรียประกอบขางทาย ตัวอยาง ลูกเตา เสื้อแสง รถรา หนังสือหนังหา เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล เห็นไดวา คำที่ขีดเสนใต เปนคำเสริมคำแรก ซึ่งคำที่นำมาเสริมนั้นไมมีความหมายเกี่ยวของ กับคำหนา กำชัย ทองหลอ (2556: 290) กลาวถึงอุทานเสริมบทไววา เพื่อเติมเสียงตามวิธีเสริมเสียง ที่นิยมใชพูดกัน หนาที่ของคำอุทาน คำอุทาน จะเรียงไวขางหนาหรือขางหลังบทตาง ๆ ก็ได หรือจะสอดลงในระหวางบทก็ได การเขียนคำอุทานในสมัยโบราณ ไมตองมีเครื่องหมายอะไรกำกับ เพราะรูกันไดโดยรูปของคำ แตปจจุบันนี้นิยมใชเครื่องหมายอัศเจรีย ( ! ) กำกับ ตามแบบของยุโรป แตไมไดนิยมใชกับคำอุทาน ทั่วไป แตนิยมใชเฉพาะอุทานบอกอาการที่แสดงความรูสึกตาง ๆ ในการพูดเทานั้นเพราะตองการให อานออกสียงเปนสำเนียงพูดอยางสมจริง สวนอุทานเสริมบทนั้นไมนิยมใช
124 สรุป การจำแนกชนิดของคำแบงออกเปน 7 ชนิด ดังนี้ 1) คำนาม หมายถึง คำที่ใชสำหรับเรียก คน สัตว และสิ่งของตาง ๆ จึงเห็นไดวามีความหมายรวมถึงสิ่งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต สิ่งที่เปนรูปธรรม และนามธรรม 2) คำสรรพนาม หมายถึง คำที่ทำหนาที่แทนคำนาม 3) คำกริยา หมายถึง คำที่แสดง อาการของคำนาม คำสรรพนาม หรือแสดงการกระทำของประธาน 4) คำวิเศษณหมายถึง คำที่มี หนาที่ขยายเพื่อชวยใหความหมายชองประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น 5) คำบุพบท หมายถึง คำที่ทำหนาที่ใช นำหนาคำ ขอความ หรือประโยค เพื่อแสดงความเกี่ยวของสัมพันธกัน 6) คำสันธาน หมายถึง คำที่ ใชเชื่อมคำกับคำหรือขอความ เพื่อใหเกิดความเกี่ยวของกันระหวางกัน และ 7) คำอุทาน หมายถึง คำที่เปลงออกมาเพื่อแสดงอารมณหรือเสริมคำอื่นใหมีความหมายหนักแนนยิ่งขึ้น แบบฝกหัด 1. จงบอกชนิดของคำนามที่ขีดเสนใตตอไปนี้ …………………………..1.1 นักกีฬาของมหาวิทยาลัยเราไดรับรางวัลนักกีฬาดีเดน …………………………..1.2 วันนี้โอมรูสึกมีความสุข …………………………..1.3 นก 2 ฝูง กำลังบินมาทางทิศเหนือ …………………………..1.4 การออกกำลังกายอยางสม่ำเสมอทำใหรางกายแช็งแรง …………………………..1.5 เกิดมาเปนคนควรหมั่นทำความดีอยางสม่ำเสมอ …………………………..1.6 วัดคุณหญิงสมจีนมีเจดียหลายองค …………………………..1.7 คุณพอของชัยเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ …………………………..1.8 พีรพลหยิบขลุย 3 เลา ไปที่อาคารเรียน …………………………..1.9 ฤดีชอบเรียนวิชาคณิตศาสตรมาก …………………………..1.10 โขลงชางพากันมาเหยียบย่ำขาวโพดในไร 2. จงนำตัวอักษรหนาชนิดของคำสรรพนามไปเติมหนาประโยคใหถูกตองตรงตามคำนามที่พิมพ ตัวหนา ก. บุรุษสรรพนาม ข. วิภาคสรรพนาม ค. นิยมสรรพนาม ง. ปฤจฉาสรรพนาม จ. อนิยมสรรพนาม ง. ประพันธสรรพนาม ...................2.1 ใครก็ไดชวยหยิบไมบรรทัดใหหนอย ...................2.2 นักศึกษาตางทำการบานวิชาภาษาไทย ...................2.3 คนที่ตั้งใจเรียนยอมทำขอสอบได ...................2.4 นี่คือผลไมที่มีรสชาติหวาน อรอยที่สุด
125 ...................2.5 ใครจะไปดูหนังกับอรพินบาง ...................2.6 ปดภาคเรียนนี้ขาพเจาตั้งใจจะเดินทางไปตางประเทศ ...................2.7 นักรองบางก็รองเพลง บางก็เตน ...................2.8 คุณปาทานไปทำบุญที่วัดทุกวันพระ ...................2.9 โนนคือเสนทางที่เราจะตองไปใหถึง ...................2.10 ชัยณรงคเขาไมมาโรงเรียนเพราะไมสบาย ...................2.11 ไหน ๆ ก็มืดค่ำแลว นอนที่นี่สักคืนก็แลวกัน ...................2.12 อะไรลอยอยูมนสระน้ำ ...................2.13 บานที่สรางอยูริมน้ำสรางดวยไมทั้งหลัง ...................2.14 คำขวัญที่ไดรับรางวัลเปนผลงานของอรพิน ...................2.15 รถชนกันเพราะความประมาท 3. ใหนักศึกษาพิจารณาประโยคที่กำหนดให ขีดเสนใตคำกริยาในประโยค แลวบอกชนิดของ คำกริยาในประโยคนั้น 3.1 นาิกาตายแลว ……………………………………………………….. 3.2 ชาวนาเกี่ยวขาว ……………………………………………………….. 3.3 บานแถวนี้สวยทุกหลังเลย ……………………………………………………….. 3.4 วันนี้ฝนนาจะตกหนักที่สุด ……………………………………………………….. 3.5 ปนี้ฝนแลง ……………………………………………………….. 3.6 ผมซื้อโทรศัพท ……………………………………………………….. 3.7 พวกเราไปเที่ยว ……………………………………………………….. 3.8 คุณพอจะออกรถคันใหม ……………………………………………………….. 3.9 นักเรียนคนนี้ขยัน .....…………………………………………………… 3.10 เขาเปนครูอยูชายแดนมานานหลายสิบป ……………………………………………………….. 4. จงเติมคำวิเศษณที่กำหนดใหลงในชองวางใหถูกตอง (ไมเติมคำที่ซ้ำกัน) พรอมบอกประเภท ของคำวิเศษณ 4.1 ดอกกุหลาบมีกลิ่น............................ คำวิเศษณประเภท................................ 4.2 บานหลัง.......................ที่เพิ่งสรางเสร็จ คำวิเศษณประเภท................................ 4.3 ขนม.....................อรอยที่สุด คำวิเศษณประเภท................................ 4.4 สมุดเลม.....................เปนของมาลี คำวิเศษณประเภท................................
126 4.5 หองเรียนของเขาอยูชั้น..................... คำวิเศษณประเภท................................ 4.6 บาน......................ก็ปลูกตนไมทุกหลัง คำวิเศษณประเภท................................ 4.7 วันวิมลมักมาโรงเรียน........................... คำวิเศษณประเภท................................ 4.8 รถของเขามีสี.......................... คำวิเศษณประเภท................................ 4.9 คุณครู..............ขออนุญาตเขาหองน้ำครับ คำวิเศษณประเภท................................ 4.10 ตำรวจตามหาผูราย....................พบ คำวิเศษณประเภท................................ 5. จงวงกลมคำบุพบทจากสำนวนสุภาษิตตอไปนี้ 5.1 ยกภูเขาออกจากอก 5.2 หาเลือดกับปู 5.3 กินน้ำใตศอก 5.4 เรือลมเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก 5.5 กินบนเรือน ขี้บนหลังคา 5.6 หักดามพราดวยเขา 5.7 คดในขอ งอในกระดูก 5.8 ตื่นแตดึก สึกแตหนุม 5.9 นกยูงยอมมีแววที่หาง 5.10 มาเหนือเมฆ 6. ใหนักศึกษานำคำสันธานเติมลงในชองวางใหถูกตอง 6.1 พอตองทำงานหนัก.............................จะไมมีเงินใชจายในครอบครัว 6.2 เขาตองทนปวดทอง.............................เปนโรคกระเพาะอาหาร 6.3 ทุกคนลุกขึ้นยืนทำความเคารพ.............................คุณจันทรเธอนั่งเฉย 6.4 .....................คุณพอจะนอน ............................ เปนเวลาตีสองแลว 6.5 .........................เธอ.......................เขาถูกรางวัลใหญ 6.6 แมยอมรักลูก .........................ลูกเปนแกวตาของทาน 6.7 .........................เธอไปตลาด เธอควรเอาถุงผาไปดวย 6.8 เขาเปนครู.......................ฉันเปนหมอ 6.9 เธอตองทำความสะอาดหอง............................จะถูกลงโทษ 6.10 เธอจะกินขาว ...........................จะกินกวยเตี๋ยว
127 7. จงเติมขอความตอไปนี้แลวบอกวาขอความตอไปนี้เปนคำอุทานประเภทใด 7.1 วันนี้ฝนตกไมลืมหู................ คำอุทานประเภท................................ 7.2 ................! เบื่ออาหารที่นี่จริงเลย คำอุทานประเภท................................ 7.3 ................! ไชโย พวกเราชนะแลว คำอุทานประเภท................................ 7.4 ค่ำมืดแลว ยังไม................อาบทาอีกเหรอ คำอุทานประเภท................................ 7.5 ใกลสอบแลว อานหนังสือ................บางนะ คำอุทานประเภท................................ 7.6 ................! ฉันเจ็บนะ คำอุทานประเภท................................ 7.7 เอาสมสูก...............ออกมาทานกันไดเลย คำอุทานประเภท................................ 7.8 ................! ตาคนนี้ทำไมมาบอยจัง คำอุทานประเภท................................ 7.9 ................! มีคนตกน้ำ คำอุทานประเภท................................ 7.10 เมื่อคืนอดหลับ..............อานหนังสือวิชาภาษาไทย คำอุทานประเภท................................
128 เอกสารอางอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2558). หลักภาษาไทย: เรื่องที่ครูภาษาไทยตองรู. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพราว. กำชัย ทองหลอ. (2556). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: รวมสาสน. นววรรณ พันธุเมธา. (2554). ไวยากรณไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. บรรจบ พันธุเมธา. (2562). ลักษณะภาษาไทย. (พิมพครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพแหง วิทยาลัยรามคำแหง. เปรมจิต ชนะวงศ. (2543). หลักภาษาไทย. (พิมพครั้งที่ 9). นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครศรีธรรมราช. พรหมคุณาภรณ. (2557). ความสุขทุกแงมุม. นครปฐม: สหธรรมมิก. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน. วิจินตน ภาณุพงศ และคณะ. (2555). บรรทัดฐานภาษาไทย เลม 3. กรุงเทพฯ: สถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. วิเชียร เกษประทุม. (2561). หลักภาษาไทย. นนทบุรี: โรงพิมพเพิ่มทรัพยการพิมพ. อุปกิตศิลปสาร, พระยา. (2546). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ ไทยวัฒนาพานิช.
แผนบริหารการสอนประจำบทที่5 หัวขอเนื้อหาประจำบท ความหมายของวลี ชนิดของวลี 1. นามวลี 2. สรรพนามวลี 3. กริยาวลี 4. วิเศษณวลี 5. บุพบทวลี 6. สันธานวลี 7. อุทานวลี ความหมายของประโยค สวนประกอบของประโยค 1. ภาคประธาน 2. ภาคแสดง ชนิดของประโยค 1. ประโยคสามัญ 2. ประโยครวม 3. ประโยคซอน รูปประโยคที่ใชในการสื่อสาร 1. ประโยคบอกเลา 2. ประโยคคำถาม 3. ประโยคคำสั่ง 4. ประโยคปฏิเสธ วัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม 1. บอกชนิดและยกตัวอยางของวลีแตละชนิดได 2. อธิบายความหมายและสวนประกอบของประโยคได 3. วิเคราะหลักษณะและโครงสรางของประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยคซอนได 4. สรางประโยคตามโครงสรางและประโยคที่ใชในการสื่อสารไดถูกตอง 5. เห็นความสำคัญของการใชประโยคใหถูกตอง
130 วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจำบท วิธีการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาหที่ 11 การเรียนรูแบบแสวงหาความรูไดดวยตนเอง (Self-Study) โดยฝกใหผูเรียนเรียนแบบแกไข ปญหาดวยตนเอง 1. ผูสอนถามคำถามกระตุนผูเรียน เพื่อใหผูเรียน คนหาความรู ดวยและฝกแกไขปญหาดวยตนเอง เชน ชนิดของวลีมีกี่ชนิด ยกตัวอยางวลีแตละ ชนิด ประโยคมีกี่ชนิด จากประโยคตอไปนี้เปน ประโยคชนิดใด 2. ผูเรียนรวมกันศึกษาชนิดของวลี สวนประกอบ และชนิดของประโยค จากเอกสารประกอบ การสอน 3. ผูเรียนฝกปฏิบัติวิเคราะหวลีและประโยค แตละชนิดจากแบบฝกหัดทายบท 4. ผูเรียนและผูสอนรวมกันสรุปบทเรียน สัปดาหที่ 12 การเรียนรูแบบสรรคนิยม (Constructivism) ให ผูเรียนสรางความรูดวยตนเอง 1. ผูเรียนศึกษารูปแบบประโยคในการสื่อสารจาก ในเอกสารประกอบการสอน 2. ผูเรียนศึกษาคลิปวีดีโอโฆษณาทางโทรทัศน 1 ชิ้น ใหผูเรียนศึกษาดูวามีการใชรูปแบบ ประโยคชนิดใดบางในการสื่อสาร 3. ผูเรียนจับคูรวมกันจัดทำรายงานศึกษา การสรางประโยคตามโครงสรางและประโยคที่ใช ในการสื่อสารจากเรื่องในหนังสือเรียน รายวิชา พื้นฐานภาษาไทย วิวิธภาษา ระดับชั้นภาษา ม.1-ม.3 ชนิดละ 5 ประโยค 4. ผูเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นถึง ความสำคัญของการใชประโยคใหถูกตองและ ทบทวนบทเรียนดวยการทำแบบฝกหัดทายบท
131 สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชา หลักภาษาไทย 2. หนังสือเรื่องภาษาไทย จากหองสมุดหรือแหลงเรียนรูอื่น ๆ 3. คลิปวีดิโอโฆษณาทางโทรทัศนศึกษารูปแบบประโยคชนิดใดบางในการสื่อสาร 4. หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย วิวิธภาษา ระดับชั้นภาษา ม.1-ม.3 5. แบบฝกหัดทายบท การวัดผลและการประเมินผล 1. การวัดผล 1.1 การเขาชั้นเรียน 1.2 การมีสวนรวมในชั้นเรียน 1.3 การจัดทำรายงานการศึกษาคนควา 1.4 การทำแบบฝกหัด 2. การประเมินผล 2.1 ประเมินจากการเขาชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการมีสวนรวมในชั้นเรียน 2.3 ประเมินจากผลการจัดทำรายงานการศึกษาคนควา 2.4 ประเมินจากความถูกตองในการทำแบบฝกหัด
บทที่ 5 วลีและประโยค ในการสื่อสารจำเปนตองนำคำมาเรียงตอกันเปนขอความและประโยค เพื่อใหเกิด การถายทอดความรู ขอมูลระหวางกัน กลุมคำใดที่มีคำตาง ๆ เรียงติดตอกัน แตยังไมไดใจความ สำคัญครบถวนเรียกวากลุมคำหรือวลี สวนกลุมคำใดที่มีคำตาง ๆ เรียงกันแลวไดใจความสำคัญ ครบถวน เรียกวา ประโยค ในบทนี้จึงเปนการกลาวถึง ความหมายและชนิดของวลีและประโยคที่ใช สื่อความหมายในภาษาไทย เพื่อใหสามารถใชภาษาสื่อความหมายไดอยางมีประสิทธิภาพ ความหมายของวลี วลีหรือเรียกวา กลุมคำ มีผูไดใหความหมายไวแตกตางกัน ดังนี้ พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (2556: 1100) ใหความหมายของ วลี คือ กลุมคำที่เรียง ติดตอกันเปนระเบียบและมีกระแสความที่หมายรูกันไดแตยังไมเปนประโยคสมบูรณ พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546: 193) ไดใหความหมายของวลีสรุปไดวา คำคำเดียวหรือคำกับ สวนขยายซึ่งทำหนาที่เปนสวนหนึ่งของประโยค โดยเปนสวนหนึ่งของประโยคและมีใจความ ไมครบถวน โดยวลีมีหนาที่เชนเดียวกับคำและตั้งชื่อตามชนิดของคำที่อยูขางหนา ดังนั้นวลีจึง จำแนกไดเชนเดียวกับคำ คือ 7 ชนิด ไดแก นามวลี สรรพนามวลี กริยาวลี วิเศษณวลี บุพบทวลี สันธานวลี และอุทานวลี นววรรณ พันธุเมธา (2554) กลาววา วลีจะใชเรียกกลุมคำซึ่งไมใชประโยค และมีคำหลัก เปนสวนประกอบสำคัญ โดยคำหลักมี 2 ชนิด คือ คำนามและคำกริยา ดังนั้นวลีจึงมี 2 ชนิด เชนเดียวกัน คือ นามวลีและกริยาวลี สวนกลุมคำที่ไมไดมีคำหลักเปนสวนประกอบสำคัญ จะยังคง เรียกวากลุมคำ ไมเรียกวา วลี กระทรวงศึกษาธิการ (2555: 66) ใหความหมายของวลี ไววา หมายถึง หนวยทางภาษาที่ใช เปนสวนประกอบของประโยค เมื่อประกอบเขาในประโยคแลว วลียอมทำหนาที่ใดหนาที่หนึ่ง ไดแก ภาคประธาน ภาคแสดง หรือสวนขยาย วลีอาจประกอบดวยคำ 1 คำ หรือคำหลายคำก็ได วลีมี 5 ประเภท ไดแก นามวลี ปริมาณวลี กริยาวลี บุพบทวลี และวิเศษณวลี จากคำจำกัดความของวลีขางตน ทำใหเห็นวานักไวยากรณไทยยังมีความเห็นที่แตกตางกัน ในเรื่องของการใหความหมายของ วลี อยางไรก็ตามสามารถสรุปความหมายของวลีไดวา วลี คือ กลุมคำที่เรียงติดตอกันเปนระเบียบที่ประกอบกันตั้งแต 2 คำขึ้นไป แตยังไมไดใจความครบบริบูรณ
134 เนื่องจากขาดสวนใดสวนหนึ่งหรือหลายสวน เชน กินกอน เปนวลีเนื่องจากขาดประธาน และขาด กรรม ดังนั้น วลีจะใชตามลำพังไมไดตองใชเปนสวนใดสวนหนึ่งของประโยคในการสื่อสาร เชน การเรียนหลักภาษาไทยมีประโยชนมาก เขานั่งอยูในหองกายบริหาร เห็นไดวาประโยคแรกวลีทำ หนาที่เปนประธาน และประโยคที่สอง วลีทำหนาที่เปนกรรมของประโยค ชนิดของวลี ชนิดของวลี ทั้งนี้เพื่อใหสอดคลองกับชนิดของคำ จึงใชตามแนวหลักภาษาของพระยา อุปกิตศิลปสาร (2546); วันเพ็ญ เทพโสภา (2558); วิเชียร เกษประทุม (2561) แบงออกเปน 7 ชนิด ดังนี้ 1. นามวลี คือวลีที่มีคำนามหรือคำนามกับสวนขยายนำหนา มีลักษณะ ดังนี้ 1.1 นามวลีที่มีสามานยนามชนิดยอยตามหลัง เชน นกกระยางอพยพหาแหลงอาหารในชวงเขาสูฤดูรอน (“นกกระยาง”เปนสามานยนามชนิด ของ “นก”) เขาซื้อรถกระบะ (“กระบะ” เปนสามานยนามชนิดของ “รถ”) นักศึกษาแพทยฝกงานที่โรงพยายบาล (“แพทย” เปนสามานยนามชนิดของ “นักศึกษา”) 1.2 นามวลีที่มีวิสามานยนามตามหลัง เชน จังหวัดตากอยูในภาคเหนือตอนลางของไทย (“ตาก” เปนวิสามานยนามตามหลังคำนาม คือ “จังหวัด”) รองนายกรัฐมนตรีคือนายสมคิด (“สมคิด” เปนวิสามานยนามตามหลังคำนาม คือ “นาย”) 1.3 นามวลีที่มีลักษณนามนำหนาจำนวนการนับ เชน เรือลำหนึ่งทอดสมออยู (“ลำ” เปนลักษณนามนำหนาจำนวนคือ “หนึ่ง”) เขาวิ่งเขาเสนชัยเปนคนที่หา (“คน” เปนลักษณนามนำหนาจำนวนคือ “ที่หา”) ทั้งนี้ชั้นนี้หากมีจำนวนขึ้นหนา จะเรียกวา วิเศษณวลี) ถนนสายนี้มีความยาวราว 500 กิโลเมตร (“สาย” เปนลักษณนามนำหนาจำนวนคือ “นี้”) 1.4 นามวลีที่มีคำขยายนาม เชน เขาทำนาิกาขอมือเรือนทองหายไปเมื่อวาน (“เรือนทอง” เปนคำขยายนามคือ “นาิกา ขอมือ”) คนพิการนั่งรถเข็น (“พิการ” เปนคำวิเศษณ ทำหนาที่ขยายนามคือ “คน”) นักศึกษาชั้นปที่ 1 ชำระคาลงทะเบียนภายในวันจันทรนี้ (“ชั้นปที่ 1” เปนคำนาม ทำหนาที่ขยายนามคือ “นักศึกษา”)
135 2. สรรพนามวลี หมายถึงวลีที่มีคำสรรพนามนำหนา หรือวลีที่ทำหนาที่เปนคำสรรพนาม เชน เราสามคนจะไปดูหนัง (“สามคน” เปนคำวิเศษณ ทำหนาที่ขยายสรรพนามคือ “เรา” ซึ่งเปนสรรพนามบุรุษที่ 1) ฉันรักเธอคนเดียวเทานั้น (“คนเดียวเทานั้น” เปนกลุมคำวิเศษณ ทำหนาที่ขยายสรรพนาม คือ “เธอ” ซึ่งเปนสรรพนามบุรุษที่ 2) คุณคนนั้นเปนใคร (“คนนั้น” เปนคำวิเศษณ ทำหนาที่ขยายสรรพนามคือ “คุณ” ซึ่งเปน สรรพนามบุรุษที่ 3) 3. กริยาวลี หมายถึงวลีที่มีคำกริยานำหนา โดยมีความหมายเปนเรื่องเดียวกัน มีลักษณะ ดังนี้ 3.1 กริยาวลีที่เปนภาคแสดง เชน เขากำลังกินขาว (“กำลัง” เปนกริยานุเคราะห ทำหนาที่แสดงกาลหรือบอกเวลา) เธออยากินอาหารรสจัด (“อยา” เปนกริยานุเคราะห ทำหนาที่แสดงมาลาหรือทัศนคติตอ เหตุการณนั้น) โจรถูกตำรวจจับ (“ถูก” เปนสกรรมกริยา ทำหนาที่แสดงกรรมวาจกหรือประธานเปน ผูถูกกระทำ) 3.2 กริยาวลีที่เปนภาคแสดงติดตอกันของประโยครวม เขานั่งรองเพลง (“นั่ง” เปนกริยา และ “รองเพลง” เปนกริยา เชนกัน จึงเปนกริยาวลีที่มี ภาคแสดงติดตอกัน) เธอเดินไปตลาด (“เดิน” เปนกริยา และ “ไปตลาด” เปนกริยา เชนกัน จึงเปนกริยาวลีที่มี ภาคแสดงติดตอกัน) 3.3 กริยาวลีที่ทำหนาที่เปนสภาวมาลา คือกริยาที่ทำหนาที่คลายกับคำนามในประโยค เชน เขาไมชอบทำงานหนัก (“ทำงานหนัก” เปนกริยา ทำหนาที่คลายคำนาม ที่เปนกรรมของ ประโยค) 4. วิเศษณวลี หมายถึง วลีที่มีคำวิเศษณนำหนา และทำหนาที่ประกอบคำอื่นอยางเดียวกับ คำวิเศษณ อาจประกอบนาม ขยายกริยา ขยายวิเศษณดวยกันเองก็ได เชน เขาปลูกบานหลังใหญโตมโหฬารมาก (“ใหญโตมโหฬารมาก” เปนวลีวิเศษณ ทำหนาที่ ขยายคำนาม ที่เปนกรรมของประโยค) เธอคงงามเลิศเลอเหลือประมาณ (“เลิศเลอเหลือประมาณ” เปนวิเศษณวลีทำหนาที่ขยาย คำกริยา)