The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้
ส�ำนกั วิจยั การอนุรกั ษป์ า่ ไมแ้ ละพนั ธุ์พชื
กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพันธ์พุ ชื

กลุ่มงานพฤกษศาสตรป์ ่าไม้
ส�ำนกั วจิ ัยการอนรุ กั ษ์ปา่ ไม้และพันธุ์พืช
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพนั ธุ์พชื

1

ทปี่ รึกษา
ธญั ญา เนตธิ รรมกลุ อธบิ ดกี รมอุทยานแหง่ ชาติ สตั ว์ปา่ และพันธุ์พืช
รุ่งนภา พฒั นวิบูลย ์ รองอธิบดีกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตว์ป่า และพนั ธุ์พชื
จรวย อินทรจ์ นั ทร ์ ผู้อ�ำนวยการสำ� นกั วิจยั การอนุรกั ษ์ป่าไม้และพันธ์พุ ืช
ราชนั ย์ ภู่มา หัวหน้ากลุ่มงานพฤกษศาสตรป์ า่ ไม้
สมราน สุดด ี หวั หน้าฝา่ ยอนกุ รมวธิ านพชื

ผู้เรยี บเรยี ง
นยั นา เทศนา พาโชค พดู จา

ภาพ
นยั นา เทศนา วิทวสั เขียวบาง กนกอร บุญพา
ธรรมรัตน์ พทุ ธไทย วสิ ุดา แก้วนนั ไชย

ประสานงาน
โสมนัสสา ธนกิ กูล นนั ทวรรณ สปุ ันต ี

ออกแบบและจัดรูปเล่ม
ปรชี า การะเกตุ

ปกหน้า พรรณไม้ในพน้ื ท่ีเขาหนิ ปูนในประเทศไทย
จดั พมิ พโ์ ดย

กลมุ่ งานพฤกษศาสตรป์ ่าไม้ สำ� นักวจิ ยั การอนรุ ักษ์ป่าไม้และพันธ์ุพืช กรมอทุ ยานแห่งชาตสิ ตั ว์ป่า
และพันธุพ์ ชื ภายใต้แผนงานพื้นฐานการสร้างความเตบิ โตบนคุณภาพชีวติ ทีเ่ ป็นมิตรต่อสงิ่ แวดลอ้ ม
ผลผลิตที่ 1 พน้ื ท่ีปา่ อนรุ ักษไ์ ดร้ บั การบริหารจดั การ กจิ กรรมองค์ความรู้ด้านการอนุรักษป์ ่าไมแ้ ละ
สัตว์ป่า การวจิ ยั ดา้ นป่าไมแ้ ละสัตวป์ า่ โครงการวจิ ัยความหลากหลายของพนั ธ์ุพชื ในระบบนิเวศเขา
หินปูนของประเทศไทย
พมิ พ์คร้งั ท่ี 1 จ�ำนวน 500 เลม่ ส�ำหรบั เผยแพร่ หา้ มจำ� หนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2564
พมิ พ์ท่ี ห้างหนุ้ ส่วนจำ� กัด เอน็ .พี.จี เอน็ เตอร์ไพรส์ (ส�ำนักงานใหญ่)
67 ซอยเจริญนคร 10 ถนนเจริญนคร แขวงคลองตน้ ไทร เขตคลองสาน
กรุงเทพฯ 10600
ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แห่งชาติ
นยั นา เทศนา. พาโชค พดู จา.
พรรณไมส้ ำ� คัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย.-- กรงุ เทพฯ : กลุ่มงานพฤกษศาสตรป์ ่าไม้
กรมอุทยานแห่งชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธพ์ุ ชื กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม, 2564.
160 หน้า
1. พฤกษศาสตร.์ I. ชื่อเร่ือง.
581.9593
ISBN 978-616-316-648-7

2

คำ� นำ�

การส�ำรวจและศกึ ษาความหลากหลายของพรรณพชื ในระบบนเิ วศเขาหินปนู ในประเทศไทย มีการ
รายงานขอ้ มูลในภาพรวมของประเทศอยู่น้อยมาก พ้ืนทรี่ ะบบนิเวศเขาหนิ ปนู อยหู่ ลายแห่งมีการสำ� รวจ
ความหลากหลายและการใชป้ ระโยชนข์ องพรรณพชื ในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู อยบู่ า้ ง แตไ่ มม่ กี ารศกึ ษาอยา่ ง
ละเอยี ดและตอ่ เนอ่ื ง ปจั จบุ นั บรเิ วณระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู และพน้ื ทใี่ กลเ้ คยี งมกี ารบกุ รกุ ใชป้ ระโยชนพ์ น้ื ท่ี
รุนแรงขน้ึ มาก ซงึ่ มผี ลต่อการสญู หายไปของพรรณพืชกอ่ นทีจ่ ะมกี ารศกึ ษาและน�ำมาใชป้ ระโยชน์ จึงมี
ความจ�ำเป็นอย่างเร่งด่วนท่จี ะตอ้ งรบี ท�ำการศกึ ษากอ่ นที่พรรณพชื บางชนดิ จะสูญหายไปจากพ้นื ทห่ี รือ
สูญพันธุไ์ ปจากธรรมชาติ

โครงการวจิ ยั ความหลากหลายของพันธุ์พชื ในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูนของประเทศไทย ด�ำเนนิ งานภาย
ใตแ้ ผนงานพื้นฐานการสรา้ งความเติบโตบนคุณภาพชวี ติ ทีเ่ ปน็ มิตรต่อสิ่งแวดลอ้ ม ผลผลติ ที่ 1 พื้นทีป่ า่
อนรุ กั ษไ์ ด้รับการบริหารจัดการ กจิ กรรมองค์ความร้ดู า้ นการอนรุ ักษป์ ่าไมแ้ ละสัตวป์ า่ การวิจยั ด้านปา่ ไม้
และสัตว์ป่า ได้ศึกษาความหลากหลายของพรรณพืชในระบบนิเวศเขาหินปูนท่ัวประเทศ ข้อมูลการ
กระจายพันธุร์ วมไปถึงขอ้ มูลดา้ นอ่ืน ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง โดยการด�ำเนินงานในชว่ งปแี รก ๆ จะเนน้ น�ำเสนอ
ขอ้ มลู ท่เี ป็นวงศ์เด่น ๆ ทีพ่ บ ชนิดพชื ส�ำคญั ในระบบนเิ วศเขาหินปูน คณะนกั วจิ ัยซงึ่ เปน็ ทมี งานในสงั กดั
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำ� นักวจิ ัยการอนุรกั ษป์ า่ ไมแ้ ละพนั ธพ์ุ ืช ไดน้ �ำเสนอข้อมลู ในรปู แบบทีง่ ่ายตอ่
การทำ� ความเขา้ ใจ โดยเนอื้ หาในเลม่ ประกอบดว้ ย ความสำ� คญั ของระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู พฤกษภมู ศิ าสตร์
ของประเทศไทย ขอ้ มลู พนื้ ท่เี ขาหินปูนในกล่มุ ปา่ ต่าง ๆ ของประเทศไทย ระบบนเิ วศและความหลาก
หลายบนเขาหินปนู และกลมุ่ พืชทม่ี คี วามจำ� เพาะกบั ระบบนเิ วศเขาหินปูน โดยบรรยายถงึ ลกั ษณะทาง
พฤกษศาสตร์ของแต่ละชนดิ ตามรปู แบบมาตรฐานทางพฤกษศาสตร์ พรอ้ มขอ้ มลู อ่ืน ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง เปน็
หนังสอื ที่ใชใ้ นการอา้ งองิ ทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ไดเ้ ปน็ อย่างดี ชนดิ ของพรรณไม้ทนี่ �ำเสนอเปน็ ชนดิ
ทีค่ ่อนขา้ งมคี วามจ�ำเพาะกับระบบนิเวศเขาหนิ ปนู โดยส่วนใหญ่มสี ถานภาพเปน็ พืชหายาก (rare) พืชถูก
คุกคาม (threatened) และพืชถิน่ เดียว (endemic) ของประเทศไทย นอกจากน้ีบางส่วนยงั มีสถานภาพ
เป็นพชื ถูกคกุ คามตาม Red list data (IUCN 2019) ด้วย ซ่ึงเน้ือหาน่าจะเปน็ ประโยชนต์ ่อมุมมองและ
ทิศทางในการจัดการเชิงพ้นื ที่ตอ่ ไปในอนาคต

ส�ำนกั วิจยั การอนุรักษป์ ่าไม้และพันธพุ์ ืช

3

คำ� นิยม

โครงการวิจยั ความหลากหลายของพันธ์พุ ชื ในระบบนเิ วศเขาหินปนู ของประเทศไทย ด�ำเนิน
งานภายใต้แผนงานพน้ื ฐานการสรา้ งความเติบโตบนคุณภาพชวี ติ ทเ่ี ป็นมิตรตอ่ ส่ิงแวดล้อม ผลผลติ
ท่ี 1 พืน้ ที่ป่าอนุรกั ษ์ได้รบั การบรหิ ารจดั การ กจิ กรรมองคค์ วามรู้ดา้ นการอนุรกั ษป์ า่ ไมแ้ ละสัตว์ป่า
การวจิ ยั ดา้ นปา่ ไมแ้ ละสตั วป์ า่ มรี ะยะเวลาในการดำ� เนนิ โครงการ 4 ปี (พ.ศ. 2563-2566) ซงึ่ โครงการ
วิจัยน้ี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอยา่ งต่อเนื่องและสม่ำ� เสมอ จากผู้อำ� นวยการสำ� นักวจิ ยั การ
อนรุ กั ษป์ า่ ไมแ้ ละพนั ธพ์ุ ชื ในชว่ งเวลาทผี่ า่ นมา ไดแ้ ก่ นายธญั นรนิ ทร์ ณ นคร และนายจรวย อนิ ทรจ์ นั ทร์
รวมทง้ั นางสาวภาณมุ าศ ลาดปาละ ผบู้ รหิ ารโครงการวจิ ยั ของสำ� นกั ฯ คณะนกั วจิ ยั ตอ้ งขอขอบพระคณุ
ที่มอบโอกาสและความเช่ือม่ัน ทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ โครงการวิจยั ราบร่ืนจนถึงปจั จบุ ัน

คณะนกั วิจยั ขอขอบพระคุณนักพฤกษศาสตรป์ ระจำ� กลมุ่ งานพฤกษศาสตร์ปา่ ไม้ ทีไ่ ด้ให้
ความอนุเคราะห์ขอ้ มูลดา้ นพรรณพชื อาทิ ดร.สมราน สุดดี ดร.วรดลต์ แจ่มจำ� รญู และนายธรี วัฒน์
ทะนันไธสง ขอบพระคณุ ดร.กนกอร บุญพา ดร.ธรรมรัตน์ พทุ ธไทย และคณะผูถ้ า่ ยภาพทกุ ท่าน
นายปรีชา การะเกตุ ส�ำหรบั การออกแบบและจัดท�ำรูปเลม่ ใหด้ สู วยงามและน่าสนใจ ขอบคณุ นางสาว
นันทวรรณ สุปันตี และ นางโสมนัสสา ธนิกกูล ส�ำหรับการประสานงานและดูแลงานด้านธุรการ
ขอบคุณเจ้าหนา้ ท่ผี ูช้ ว่ ยปฏิบัติงานภาคสนาม ได้แก่ นายจนั ดี เหม็ รัตน์ นายวทิ วัส เขยี วบาง นางสาว
ภาวิตา เตา่ ทอง นายปุรเชษฐ์ พนั ธุ์เขียน นายศรณั ย์ จริ ะกร และนางสาววารนิ พลู แสง ขอขอบคุณ
หวั หน้าและเจา้ หนา้ ท่อี ุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธุ์สตั ว์ป่า และวนอทุ ยานทว่ั ประเทศ ท่ใี ห้ความ
ชว่ ยเหลอื อยา่ งดยี ่งิ ในการปฏบิ ตั งิ านภาคสนาม ขอขอบคุณเจ้าหน้าท่โี ครงการวจิ ัยของสำ� นักฯ ทกุ
ท่าน ทีช่ ว่ ยใหโ้ ครงการดำ� เนินไปดว้ ยความราบรน่ื

4

สารบญั

คำ� นำ� หนา้
ค�ำนิยม
ความหลากหลายของพันธ์พุ ืชในระบบนิเวศเขาหินปนู ของประเทศไทย 3
4
ความส�ำคัญของระบบนเิ วศเขาหินปูน 6
พฤกษภมู ศิ าสตรข์ องประเทศไทย 6
ข้อมูลพื้นทีเ่ ขาหนิ ปนู ในกลุ่มปา่ ตา่ ง ๆ ของประเทศไทย 7
ระบบนเิ วศและความหลากหลายบนเขาหินปนู 8
11
ปา่ ผลดั ใบผสม 12
ปา่ ดบิ แล้ง 14
ปา่ ละเมาะเขาหนิ ปนู 18
ปา่ ละเมาะเขาสูง 19
21
กลุม่ พืชทมี่ ีความจำ� เพาะกบั ระบบนเิ วศเขาหินปนู 138
ภาคผนวก 156
บรรณานุกรม 158
ดรรชนชี อื่ พรรณไม้

5

ความหลากหลายของพนั ธพุ์ ชื ในระบบนเิ วศเขาหินปูนของประเทศไทย

ความส�ำคัญของระบบนิเวศเขาหินปนู

เขาหินปนู มีความลักษณะทีโ่ ดดเด่นด้วยลกั ษณะที่ ล้านไร่ (ประมาณร้อยละ 4 ของพน้ื ทีป่ ระเทศ) กระจาย
เปน็ ยอดหยกั แหลมคมหรอื เป็นที่ราบสงู ภายในภเู ขามกั อยู่เกอื บทว่ั ประเทศยกเวน้ ในพ้ืนทตี่ อนกลางและดา้ น
ถูกน้�ำฝนกดั กรอ่ นเป็นรพู รนุ มโี พรงถ้ำ� ใหญ่น้อยเกิดข้นึ ตะวนั ออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรเิ วณท่ี
มากมาย เปน็ ภมู ิประเทศท่ีนา่ สนใจท้ังดา้ นความหลาก พบเทือกเขาหนิ ปนู เป็นพนื้ ท่ีขนาดใหญอ่ ย่ใู นจงั หวดั
ชนดิ ของส่ิงมชี วี ติ ร่องรอยของสงิ่ มชี ีวิต รวมถงึ รอ่ งรอย กาญจนบุรี ตาก ล�ำพูน เชยี งใหม่ แม่ฮอ่ งสอน และ
อารยธรรมของมนุษย์ในอดีต หนิ ปูนและภูมิประเทศ จังหวดั สระบุรี นอกนัน้ มักจะพบเป็นกลุ่มภูเขาขนาด
แบบเขาหนิ ปนู มคี วามแตกต่างกันไปตามอายขุ องหนิ เลก็ กวา่ 10,000 ไร่ หรอื ภเู ขาลกู โดดขนาดเลก็
และสภาพภูมิอากาศของพื้นท่ตี ัง้ อยู่ กระจดั กระจายอยใู่ นพืน้ ท่รี าบและถูกตดั ขาดจากกนั
ด้วยระบบนิเวศอนื่ ๆ
ในประเทศไทยมพี ื้นท่ีภเู ขาหนิ ปูนประมาณ 12.5

ถ่ินอาศัยลกั ษณะนี้ท�ำให้ภเู ขาหินปนู เปรียบเสมอื นพน้ื ท่ีเกาะทอ่ี ยบู่ นบก ทำ� ให้
สง่ิ มีชีวติ ขาดการตดิ ตอ่ การแลกเปล่ยี นทางพันธุกรรมกับประชากรในเกาะอนื่ ที่
อยู่หา่ งไกล ภูเขาหนิ ปูนจึงมปี ัจจยั ที่สนบั สนุนใหเ้ กิดวิวัฒนาการชนิดพันธุ์ใหม่
(speciation) ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประกอบกบั ระบบนเิ วศบนภเู ขาหนิ ปนู ยงั เปน็ ทอี่ าศยั จากข้อมูล Thailand Red Data: Plants (Santisuk
ของสง่ิ มชี ีวติ ท่มี คี วามเปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะตวั อย่างยงิ่ et al., 2006) ประเทศไทยมพี ืชถิ่นเดยี วประมาณ 800
โดยสามารถดำ� รงชวี ติ อยไู่ ด้ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ มของดิน ชนดิ และในจ�ำนวนน้ีประมาณ 180 ชนิด (รอ้ ยละ 22.5)
และหินที่เป็นด่างจากสารประกอบแคลเซยี มคาร์บอเนต เป็นพืชท่พี บในระบบนิเวศบนภเู ขาหินปูน ขอ้ มลู น้จี ึง
อันเปน็ องค์ประกอบหลักของหินปูน และยงั ทนทานต่อ ชว่ ยสนบั สนุนได้ว่า ระบบนเิ วศบนเขาหนิ ปูนมคี วาม
ความแห้งแลง้ ได้ดเี นอ่ื งจากเป็นภูเขาทม่ี ีช้นั ดินตนื้ หรือ สำ� คญั อย่างยิง่ ต่อการอนุรกั ษ์ไว้ซงึ่ ความหลากหลายทาง
ไมม่ ชี ้ันดินปกคลมุ เลย สิ่งมชี ีวิตจ�ำนวนมากในระบบนเิ วศ ชวี ภาพของพรรณพืช ตลอดจนสิ่งมชี ีวติ กลุม่ อน่ื ๆ ที่
นีจ้ ึงมีววิ ัฒนาการร่วมกบั ระบบนเิ วศที่มคี วามเฉพาะตวั น่าจะมแี นวโนม้ ไปในทศิ ทางเดียวกนั นอกจากนีภ้ เู ขา
และเกิดชนดิ พนั ธุเ์ ฉพาะถนิ่ (endemic species) ทัง้ พชื หินปนู ยงั มีสภาพภมู ิประเทศทีส่ วยงามตามธรรมชาติ
และสตั ว์จำ� นวนมาก และเปน็ แหล่งประวัตศิ าสตร์อีกมากท่ีควรคา่ แกก่ าร
ปกป้องรกั ษาไว้
ชนิดพันธุเ์ ฉพาะถิ่นเหล่านม้ี ักจะมีการกระจายพนั ธ์ุ
ที่จำ� กดั เพียงพื้นท่ีแคบ มีประชากรจำ� นวนจำ� กดั จัดได้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การศกึ ษาวจิ ยั เก่ยี วกับระบบ
วา่ เป็นส่ิงมีชวี ิตท่หี ายาก และกำ� ลังตกอยู่ในสถานภาพที่ นิเวศเขาหนิ ปูนในประเทศไทยมไี ม่มากนกั อาทิ
เส่ยี งตอ่ การสญู พนั ธุ์อย่างย่ิงดว้ ย

6

กอ่ งกานดาและคณะ (2548) ท�ำการศกึ ษาความหลาก น�ำเสนอข้อมูลพืน้ ฐานและองคป์ ระกอบของพันธ์พุ ืชใน
หลายของพรรณพืชบนดอยเชยี งดาว จงั หวดั เชียงใหม่ แตล่ ะสงั คมพืชทป่ี รากฏ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ การ
ไดร้ ายงานรายช่ือพรรณไม้ (species list) โดยแบ่งเป็น ใช้ประโยชน์ รวมไปถงึ สถานภาพของพรรณพชื ทพี่ บใน
2 กลมุ่ คอื พืชหายากและพืชถน่ิ เดยี ว และภาพรวม ระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู เป็นตน้
พรรณพืชทพ่ี บบนดอยเชยี งดาว รวมถึงข้อมลู พื้นฐาน
และองคป์ ระกอบของพนั ธพ์ุ ชื ในแต่ละสังคมพืช จรญั จะเหน็ ได้วา่ มีพน้ื ท่ีเขาหนิ ปูนในประเทศไทยอีก
(2553) ไดศ้ ึกษาพนั ธุ์ไมเ้ ขาหนิ ปนู ภาคกลาง Asanok จ�ำนวนมากต้ังแตเ่ หนอื จรดใตโ้ ดยเฉพาะเขาหินปนู ทาง
& Marod (2016) ได้ศึกษาความแปรผนั ของสงั คมพืช ภาคใต้ท้งั ในเข่ือนและตามหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเล ทย่ี ัง
ตามระดบั ความสงู และปจั จยั จาํ กัดการสบื ต่อพนั ธ์ุตาม ขาดการศึกษาด้านระบบนิเวศและพรรณพืชอย่างจริงจัง
ธรรมชาตขิ องไมต้ น้ ในปา่ เขาหนิ ปูน บรเิ วณจงั หวัด ทั้ง ๆ ทเี่ ป็นระบบนเิ วศท่ีเปราะบางและมีความเฉพาะ
แพร่ ส�ำนกั วิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพนั ธพ์ุ ืช (2557) ตัว มคี วามเสยี่ งของการถกู ท�ำลายพน้ื ทสี่ ูงจากการพฒั นา
ไดศ้ กึ ษาพรรณไมเ้ ขาหนิ ปูนในเขตหา้ มลา่ สัตว์ป่าถำ�้ ทีข่ าดการจดั การท่ดี ี จึงมีความจ�ำเป็นอย่างยงิ่ ทีจ่ ะตอ้ ง
ประทนุ จ. อุทยั ธานี นัยนาและคณะ (2559) ไดศ้ กึ ษา ดำ� เนนิ การศกึ ษาระบบนิเวศเขาหนิ ปูนท่ัวประเทศอยา่ ง
พรรณไม้เขาหินปนู ในกล่มุ ป่าภเู ขยี ว-นำ้� หนาว โดยได้ เร่งดว่ น

พฤกษภูมศิ าสตร์ของประเทศไทย

ประเทศไทยเปน็ แหลง่ รวมความหลากหลายของ
พรรณพชื ประมาณการจำ� นวนชนิดของพืชมีทอ่ ลำ� เลียง
ไว้ที่ 10,000 ชนิด ประกอบด้วยพชื ถิน่ เดยี ว 756 ชนดิ
ซง่ึ มหี ลายชนิดท่ีพบวา่ มีการกระจายพันธ์ใุ นพน้ื ท่แี คบ ๆ
ความหลากหลายของพชื พรรณท่มี ีอย่สู งู นี้ เป็นผลเนือ่ ง
มาจากประเทศไทยเป็นรอยเชื่อมต่อของเขตพฤกษ เทา่ น้ัน ทีย่ งั ไม่ถูกรบกวน โดยข้อมลู จากแหลง่ ต่าง ๆ ชี้
ภมู ิศาสตร์ 3 เขต พ้นื ทส่ี ่วนใหญอ่ ยู่ภายใตภ้ มู ภิ าคอนิ ใหเ้ หน็ วา่ มหี ลากหลายหน่วยงานเรง่ ท�ำการศกึ ษาความ
โดจนี ทางภาคใตอ้ ยภู่ ายใต้ภมู ภิ าคมาเลเซยี ทางภาค หลากหลายของพรรณพืชในภูมิภาคนี้
เหนอื อยู่ภายใต้ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออก (รวมถงึ ภูมิภาค
หิมาลัยด้านตะวนั ออก) ในปี 2016 มีรายงายงานว่า การศกึ ษาพรรณ
พฤกษชาตปิ ระเทศไทย ไดด้ �ำเนนิ การไปแล้วประมาณ
การคุกคามความหลากหลายของพรรณพชื ดังกล่าว 50 เปอร์เซ็นต์ ขน้ั ตอนแรกที่ส�ำคญั และมีความยงุ่ ยาก
น้ี มแี นวโนม้ ท่ีจะสงู ขนึ้ เรือ่ ย ๆ ทงั้ นี้เนือ่ งมาจากการใช้ ทีส่ ุดคือการระบุชนดิ พชื ทถ่ี กู ต้อง ซึ่งจะสง่ ผลตอ่ แนวทาง
ประโยชน์ที่ไม่คำ� นึงถงึ ความย่งั ยืนของทรพั ยากร และ การอนุรกั ษ์ด้วย กอ่ นหนา้ น้ีในปี 2006สำ� นักงาน
การพัฒนาพนื้ ทีท่ ่ีมากเกินไป ท�ำใหป้ ระเทศไทยและพื้นที่ นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
โดยรอบถูกก�ำหนดให้เปน็ Indo-Burma Biodiversity (สผ.) ไดจ้ ัดพิมพ์หนังสอื รายชอ่ื พันธ์พุ ืชหายากและพืช
Hotspot โดยครอบคลมุ พืน้ ที่ 2 ลา้ น ตารางกิโลเมตร ถ่ินเดยี วของไทย (Thailand Red Data : Plants) โดย
ซ่งึ Indo-Burma เป็นหนึง่ ใน hotspots ทถ่ี กู คกุ คาม ไดร้ ายงานวา่ มกี ล่มุ พืชมีท่อล�ำเลียง 1,407 ชนิด ใน 135
อย่างยงิ่ ของโลก พบวา่ มเี พียง 5 เปอรเ์ ซ็นต์ของพน้ื ท่ี วงศ์ เปน็ พืชมีเมลด็ 1,365 ชนดิ ใน 118 วงศ์

7

ข้อมลู พนื้ ที่เขาหนิ ปนู ในกลมุ่ ป่าต่าง ๆ ของประเทศไทย

ในการด�ำเนนิ งานคร้ังน้ี ได้ก�ำหนดพืน้ ที่ศกึ ษาตามขอบเขตกลุ่มปา่ ทส่ี �ำคัญในประเทศไทย (คณะ
วนศาสตร์, 2555) ทป่ี รากฏพนื้ ท่เี ขาหนิ ปนู แทรกอยู่ โดยจะด�ำเนนิ การศกึ ษาวิจยั รายภมู ภิ าค ตาม
ลำ� ดับดังน้ี

1. ภาคเหนอื ไดก้ �ำหนดพื้นทศ่ี กึ ษาตามขอบเขตกลมุ่ ปา่ ทสี่ �ำคญั ได้แก่

(1) กลมุ่ ป่าลมุ่ น�้ำปาย-สาละวิน ประกอบดว้ ยพ้นื ท่ีอนรุ กั ษ์ 20 แห่ง
(2) กลมุ่ ปา่ ศรีลานนา-ขนุ ตาล ประกอบดว้ ยพืน้ ทีอ่ นุรกั ษ์ 14 แหง่
(3) กลุ่มปา่ ดอยภคู า-แม่ยม ประกอบดว้ ยพนื้ ท่อี นุรกั ษ์ 15 แหง่
(4) กล่มุ ปา่ แม่ปิง-อมกอ๋ ย ประกอบด้วยพน้ื ทอี่ นุรักษ์ 7 แห่ง

2. ภาคกลางและภาคตะวนั ออก ไดก้ ำ� หนดพื้นท่ีศึกษาตามขอบเขตกลุ่มป่าท่ี

ส�ำคัญ ได้แก่
(5) กลุ่มปา่ ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ประกอบด้วยพืน้ ทอ่ี นรุ ักษ์ 19 แหง่
(6) กล่มุ ป่าตะวันออก ประกอบดว้ ยพ้ืนท่อี นุรกั ษ์ 14 แหง่

3. ภาคตะวันตก ไดก้ ำ� หนดพนื้ ทศี่ ึกษาตามขอบเขตกลุม่ ปา่ ท่ีส�ำคญั ได้แก่

(7) กลมุ่ ป่าตะวันตก ประกอบด้วยพ้ืนที่อนรุ ักษ์ 22 แหง่
(8) กลุม่ ป่าแกง่ กระจาน ประกอบด้วยพ้นื ที่อนรุ กั ษ์ 11 แหง่

4. ภาคใต้ ได้ก�ำหนดพ้ืนที่ศึกษาตามขอบเขตกลุ่มปา่ ทสี่ �ำคญั ไดแ้ ก่

(9) กลุ่มปา่ ชมุ พร ประกอบดว้ ยพ้ืนทอี่ นุรักษ์ 7 แห่ง
(10) กล่มุ ป่าคลองแสง-เขาสก ประกอบดว้ ยพ้นื ท่อี นุรักษ์ 14 แห่ง
(11) กลุ่มปา่ เขาหลวง ประกอบด้วยพื้นที่อนุรกั ษ์ 5 แห่ง
(12) กลุ่มปา่ เขาบรรทดั ประกอบด้วยพน้ื ทอี่ นุรักษ์ 11 แห่ง
(13) กลมุ่ ป่าฮาลา-บาลา ประกอบดว้ ยพื้นท่อี นุรกั ษ์ 8 แห่ง
(14) กลมุ่ ป่าหมเู่ กาะสมิ ิลนั -พพี ี-อนั ดามัน ประกอบด้วยพน้ื ที่อนุรักษ์ 19 แหง่
(15) กลุ่มป่าหม่เู กาะฝง่ั อา่ วไทย ประกอบด้วยพ้ืนทีอ่ นุรกั ษ์ 1 แห่ง

8

ตารางท่ี 1 แสดงรายช่ือพนื้ ที่อนรุ กั ษ์ในกลุ่มป่าตา่ ง ๆ ของประเทศไทย ท่ีปรากฏเขาหนิ ปูนในพ้ืนท่ี

ท่ี ภาค กลุ่มปา่ จ�ำนวน พืน้ ทีท่ ่มี ีเขาหินปนู ครอบคลมุ จงั หวดั ขนาดพืน้ ที่
(ไร่)
1 N ลมุ่ น�้ำปาย-สาละวิน 1 อช. ถ�ำ้ ปลา-ผาเส่ือ แมฮ่ ่องสอน
400,625
2 ขสป. ลมุ่ นำ�้ ปาย แม่ฮอ่ งสอน 738,085
325,625
3 ขสป. ดอยเชียงดาว เชียงใหม่ 702,085
730,927
4 อช. ผาแดง เชียงใหม่ 327,500
117,982
2 N ศรีลานนา-ขุนตาล 5 อช. ดอยหลวง เชยี งราย พะเยา และลำ� ปาง 12,000
1,065,000
6 อช. ดอยผา้ ห่มปก เชยี งใหม่ 178,049.62
156,187
7 อช. ดอยผากลอง แพร่ 537,424
765,000
8 อช. ถ�้ำหลวง-ขนุ น้�ำนางนอน เชยี งราย 115,880
4,062,582.68
3 N ดอยภูคา-แมย่ ม 9 อช. ดอยภูคา นา่ น
27,856.25
10 อช. ภซู าง เชยี งราย พะเยา 8,440
52300
11 อช. ถ้ำ� สะเกิน + อช. ภูลังกา น่าน พะเยา 36444

12 อช. ดอยภูนาง พะเยา 406,250
123,700
4 N แม่ปงิ -อมกอ๋ ย 13 ขสป. อมกอ๋ ย เชียงใหม่ และตาก 73,729
643,750
14 อช. แม่เมย ตาก
465,602
5 C ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 15 อช. เขาใหญ่ นครนายก สระบรุ ี 935,583.69
นครราชสีมา และปราจนี บรุ ี
975,500
16 อช. นำ้� ตกสามหลน่ั สระบรุ ี 36,875
312,500
17 ขหล. เขาสมโภชน์ ลพบรุ ี

6 E ตะวันออก 18 อช. เขาชะเมา-เขาวง ระยอง จนั ทบรุ ี

19 อช. เขาคิชฌกฎู จนั ทบรุ ี

20 อช. หมู่เกาะช้าง ตราด

21 อช. น�ำ้ ตกคลองแกว้ ตราด

22 อช. เขาสบิ ห้าชน้ั จนั ทบรุ ี

23 ขสป. เขาอา่ งฤาไน ปราจีนบุรี สระแกว้
ฉะเชงิ เทรา ชลบรุ ี ระยอง และ
จันทบรุ ี

24 ขสป. เขาสอยดาว จนั ทบุรี

7 SW ตะวันตก 25 อช. เขาแหลม กาญจนบุรี

26 อช. เข่ือนศรนี ครินทร์ กาญจนบุรี

27 อช. เฉลิมรตั นโกสินทร์ กาญจนบุรี

28 อช. ไทรโยค กาญจนบรุ ี

9

ที่ ภาค กลุ่มป่า จำ� นวน พ้นื ที่ทมี่ เี ขาหนิ ปนู ครอบคลมุ จังหวดั ขนาดพืน้ ที่
(ไร่)
29 อช. เอราวณั กาญจนบรุ ี
343,750
30 อช. ทองผาภมู ิ กาญจนบุรี 772,214.27

31 อช. ลำ� คลองงู กาญจนบรุ ี 420,374
2,279,500
32 ขสป. ทุ่งใหญน่ เรศวรด้าน ตาก
ตะวนั ตก -

33 ขสป. ท่งุ ใหญน่ เรศวรด้าน กาญจนบรุ ี 1,619,280
ตะวันออก 13,052
25,937
34 ขสป. อ้มุ ผาง ตาก 61,300
305,820
35 ขหล. ถ�้ำประทนุ อทุ ัยธานี
622
36 ขหล. ถ�ำ้ ละว้า-ถ้ำ� ดาวดงึ ส์ กาญจนบรุ ี 222,938
461,712
8 SW แกง่ กระจาน 37 อช. เขาสามร้อยยอด ประจวบคีรขี ันธ์ 256,500

9 PEN ชุมพร 38 ขหล. ถ�ำ้ ค้างคาว-เขาช่อง ราชบุรี -
10 PEN คลองแสง-เขาสก พราน 122,500
11 PEN เขาหลวง 791,847
12 PEN เขาบรรทัด 39 ขหล. ชะอ�ำ เพชรบุรี 132,500
13 PEN ฮาลา-บาลา 87,500
14 PEN หมเู่ กาะสิมลิ นั -พพี ี- 40 อช. หมู่เกาะระนอง ระนอง
250,000
อนั ดามัน 41 อช. เขาสก สรุ าษฎรธ์ านี 97,700
72,500
15 PEN หมูเ่ กาะฝ่ังอา่ วไทย 42 อช. คลองพนม สรุ าษฎร์ธานี 242,437

-- 83,750
308,987
43 อช. ทะเลบนั สตลู 931,250
63,750
44 ขสป. เขาบรรทัด ตรงั สงขลา พัทลุง และสตลู

45 อช. เขาน้�ำค้าง สงขลา

46 อช. หมเู่ กาะสิมลิ ัน พงั งา

47 อช. อ่าวพงั งา พงั งา

48 ขสป. เขาประ-บางคราม กระบ่ี

49 อช. ธารโบกขรณี กระบี่

50 อช. หาดนพรัตน์ธารา-หมู่ กระบี่
เกาะพพี ี

51 อช. หม่เู กาะลันตา กระบี่

52 อช. หมู่เกาะเภตรา สตลู

53 อช. ตะรุเตา สตูล

54 อช. หมูเ่ กาะอ่างทอง สุราษฎร์ธานี

10

ระบบนเิ วศและความหลากหลายบนเขาหนิ ปนู

เน่อื งจากหนิ ปูนสามารถละลายนำ�้ ได้ดีและถูกกดั กรอ่ นจนเป็นโพรงถ�้ำ หน้าผาสงู ชนั หรอื หลมุ ยบุ เป็นสาเหตุที่
ท�ำใหส้ ภาพภมู ิประเทศบนภเู ขาหนิ ปนู มีความซับซอ้ น ส่งผลตอ่ ปัจจัยแวดลอ้ มทกี่ ำ� หนดชนดิ สงั คมพชื ใหม้ ีความหลาก
หลายยิง่ ขึน้ ดว้ ย ได้แก่ ชนิดดิน ความลึกของช้นั ดิน การเก็บรกั ษาความชื้นในดนิ และในอากาศ ความเปน็ กรด-ดา่ ง
ของดนิ และหิน และปริมาณและช่วงเวลารับแสงแดด

นอกจากนี้บนภูเขาหินปนู ยงั ไม่สามารถกกั เก็บนำ�้ ใตด้ นิ ไว้ไดน้ าน ชนั้ ดินจงึ แหง้ แล้งไดอ้ ย่างรวดเร็ว อกี ทง้ั ดนิ ท่ี
ย่อยสลายตัวมาจากหนิ ปนู มักถกู พดั พาลงไปตามซอกหนิ และโพรงถ้�ำเหล่านน้ั ทำ� ให้บนภเู ขาหินปูนมชี น้ั ดินต้นื เป็น
หินโผล่ หรอื เป็นหนา้ ผาสงู ชนั เป็นจ�ำนวนมาก ยิ่งเป็นปจั จัยทที่ �ำให้ระบบนิเวศบนภเู ขาหินปูนแห้งแลง้ ไดง้ ่าย

อย่างไรก็ดี ในบรเิ วณซอกหินลกึ โพรงถำ�้ หรือตามหลมุ ยบุ มกี ารสะสมของดินและซากพืชจ�ำนวนมาก สามารถกกั
เกบ็ ความชุ่มชนื้ ในดินไดน้ าน การปรากฏของกอ้ นหนิ ขนาดใหญ่ หน้าผารอบหบุ เขา หรือปากปล่องหลุมยุบ คอื ส่วนท่ี
เป็นร่มเงาบดบงั แสงแดดและก�ำบังกระแสลม ช่วยรักษาความชื้นใหก้ บั ดนิ อากาศ ตลอดจนชว่ ยรกั ษาระดับอณุ หภมู ิ
ใหค้ ่อนขา้ งคงทตี่ ลอดวนั ซึง่ เปน็ ส่ิงท่ชี ดเชยกันกับบรเิ วณท่มี ีความแห้งแลง้ จัดไดด้ ี

สภาพแวดล้อมบนภูเขาหินปูนจงึ เปน็ ถิน่ ท่อี ยู่ของสง่ิ มีชวี ิตท่ีมหศั จรรยอ์ ีกแหง่ หนึง่ ท่ีมคี วามสุดขัว้ ของปจั จัย
แวดล้อม มีผลทำ� ใหร้ ะบบนิเวศบนภูเขาหนิ ปนู เกดิ ความหลากหลายและซบั ซ้อนมากกว่าระบบนเิ วศบนภูเขาหินชนิด
อ่นื ๆ เม่อื เปรยี บเทยี บในขนาดพน้ื ทเี่ ท่ากนั นอกจากนปี้ รมิ าณน�้ำฝนทผี่ ันแปรในแต่ละพ้นื ที่ ความสงู จากระดบั ทะเล
และความห่างไกลกนั ของท่ีต้งั ยงั เปน็ ปจั จัยที่มสี ว่ น ทำ� ใหช้ นิดปา่ และชนิดของพชื พรรณมีความแตกตา่ งกนั

1

2 78

56 9

3
11

4 20 10 12
17 13

18 19 14
16

15

ภูมปิ ระเทศแบบหินปนู

1. Tower Karst (ภูเขาหนิ ปนู หอคอย) 2. Cone Karst (ภูเขาหนิ ปนู รปู โคน) 3. Natural Bridge (สะพานหิน) 4. Canyon
(หุบผาชัน) 5. Sinkhole (หลุมยุบ) 6. Uvala (แอ่งรางหมู) 7. Polje (แอง่ ทอ้ งเรยี บ) 8. Ponor (สะดอื แอง่ ) 9. Sinking
Stream (ล�ำธารมุด) 10. Pothole (หลมุ ยบุ กน้ ทะลุ) 11. Waterfall (นำ�้ ตก) 12. Dry Cave (ถำ�้ แหง้ ) 13. Siphoned (อุโมงค์
นำ้� ) 14. Gour (ขนั้ บันไดน้�ำตก) 15. Collapse Block (กองหนิ ถล่ม) 16. Pool (แอง่ น้ำ� ) 17. Stalactite (หินย้อย)
18. Stalagmite (หนิ งอก) 19. Column (เสาหนิ ) 20. Crack (รอยแตกในช้ันหนิ )
ทีม่ า: ปรับปรงุ จาก http://www.espeleokandil.org/geologia/interiordelkarst.htm

11

ภูมิประเทศแบบหนิ ปูนหรอื ภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst topography) บนบก

ความหลากหลายของชนดิ พืชพรรณบนเขาหนิ ปูนในภาคตา่ ง ๆ ของไทย ปรากฏกลุ่มพืชพรรณทีม่ คี วามหลาก
ชนิดสงู ของไม้ตน้ และไม้พุ่ม ไดแ้ ก่ วงศเ์ ปลา้ (Euphorbiaceae) วงศ์ถ่ัว (Fabaceae) วงศไ์ ทร (Moraceae) วงศป์ อ
(Malvaceae) วงศ์โมก (Apocynaceae) วงศ์สะเดา (Meliaceae) วงศ์ล�ำไย (Sapindaceae) วงศ์มะเกลือ
(Ebenaceae) วงศ์เข็ม (Rubiaceae) วงศก์ ระดังงา (Annonaceae) และวงศ์ส้ม (Rutaceae) เป็นตน้ ส่วนพรรณไม้
พื้นป่าท่ีมีความหลากชนิดมากได้แก่ วงศ์ขิงข่า (Zingiberaceae) วงศ์ชาฤาษี (Gesneriaceae) วงศ์ต้อยติ่ง
(Acanthaceae) วงศ์ถ่วั (Fabaceae) วงศป์ อ (Malvaceae) วงศบ์ ุกบอน (Araceae) วงศก์ ล้วยไม้ (Orchidaceae)
วงศ์ไผห่ ญ้า (Poaceae) วงศผ์ ักปราบ (Commelinaceae) วงศ์เทียน (Balsaminaceae) เป็นตน้

โดยชนดิ ของพรรณไม้ต้นและไม้พ่มุ สว่ นใหญใ่ นภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ค่อนข้างจะมคี วามคล้ายคลึงกันกับ
พรรณไมท้ ่พี บบนเขาหนิ ปนู ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวนั ตกตอนบน สว่ นอกี กลุ่มหนึง่ คอื ภาคตะวนั ตก
ตอนลา่ ง ภาคตะวนั ออก และภาคใตจ้ ะมคี วามคลา้ ยคลึงกัน

สงั คมพชื ทป่ี รากฏในพ้ืนทเี่ ขาหนิ ปูนโดยทั่วไป จะมกี ารกระจายตัวท่วั ท้ังพน้ื ทีท่ ่ีเปน็ หนิ ปูน บนภเู ขาทม่ี ี
ภมู ิประเทศสลบั ซับซอ้ น มักจะปกคลุมพ้นื ที่เปน็ หย่อมเลก็ ๆ สลบั กนั ไป บางพื้นทไ่ี มส่ ามารถจำ� แนกชนิดปา่ ไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจน เน่อื งจากปัจจัยแวดลอ้ มทีส่ ง่ ผลต่อการตั้งตัวของปา่ มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเปน็ คอ่ ยไป ในภาพรวมขอ
จำ� แนกสงั คมพืชอยา่ งกว้าง ๆ เป็น 4 ประเภท ดงั นี้

ปา่ ผลดั ใบผสม (mixed deciduous forest) หรือเรียกอีกช่อื วา่ “ปา่ เบญจพรรณ” มอี ยมู่ ากทางภาค

เหนือ ภาคกลาง และพบกระจัดกระจายเป็นหย่อมเลก็ ๆ ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ส่วนทางภาคใต้ไมพ่ บป่า
ชนดิ นเี้ ลย เป็นป่าโปรง่ ผลดั ใบในช่วงฤดูแลง้ พน้ื ป่ามีหญา้ และไม้ล้มลกุ ปกคลุมปานกลางถงึ หนาแนน่ มาก ประกอบ
ดว้ ยไมต้ น้ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเลก็ ปนกนั หลากชนดิ โดยเฉพาะพรรณไมใ้ นวงศ์ Fabaceae Combretaceae
และ Lamiaceae แต่จะไม่ปรากฏพรรณไมว้ งศย์ างในกลมุ่ เตง็ -รัง ทีผ่ ลดั ใบ (deciduous dipterocarp)

บางแห่งมไี ผช่ นิดตา่ ง ๆ ข้ึนเปน็ กอสงู ๆ แนน่ หรือกระจดั กระจาย พนื้ ดินมักเปน็ ดนิ ร่วนปนทราย มีความชมุ่ ชืน้ ใน

12

ภมู ิประเทศแบบหินปนู หรอื ภมู ปิ ระเทศแบบคาสต์ (Karst topography) ในทะเล

ดนิ ปานกลาง หากเปน็ ดนิ ทส่ี ลายมาจากหนิ ปนู หรอื ดนิ ตะกอนทอี่ ดุ มสมบรู ณต์ ามฝง่ั แมน่ ำ�้ มกั จะพบไมส้ กั ขนึ้ เปน็ กลมุ่ ๆ
เช่น ในภาคเหนอื ลงมาถึงภาคตะวนั ตกเฉียงใต้ เขตจงั หวดั กาญจนบุรี ซงึ่ ประกอบดว้ ยภูเขาหินปูนเปน็ ส่วนใหญ่ ใน
ช่วงฤดูแล้ง (มกราคม–มนี าคม) ตน้ ไมส้ ่วนใหญ่จะผลดั ใบจนมองเห็นแต่กง่ิ ก้าน ลำ� ต้น และพืน้ ปา่ เปน็ สนี ้�ำตาล บาง
พน้ื ทมี่ ักจะมไี ฟปา่ เกิดขน้ึ เปน็ ประจ�ำ ส�ำหรบั บรเิ วณท่ีสภาพแวดลอ้ มแหง้ แล้งมากป่าจะผลดั ใบรวดเร็วกวา่ อาจเร่ิม
ตั้งประมาณเดอื นธันวาคม

เมอ่ื เข้าฤดูฝนต้นไมจ้ งึ ผลิใบเตม็ ต้นและปา่ จะกลับเขียวชอมุ่ เชน่ เดมิ บนภูเขาหินปนู จะพบป่าชนิดนีบ้ ริเวณใต้
หน้าผาลงมาจนถึงเชงิ เขา ซง่ึ เปน็ บริเวณท่มี ักจะมชี ้นั ดนิ ตนื้ ปกติมคี วามลกึ ไมเ่ กิน 50 เซนติเมตร และมีหินโผล่ทัว่ ไป
อยทู่ วั่ ไป พ้ืนที่ดังกลา่ วมีความลาดเอียงมากและเป็นทางลาดยาวลงไปถงึ เชงิ เขา ทำ� ใหก้ ารระบายน�้ำสะดวกและ
รวดเร็ว ช้นั หนิ ปูนจะถกู กัดกรอ่ นไมม่ ากนกั ซอกหินและโพรงข้างใต้ท่สี ามารถเกบ็ ดินตะกอนและความชืน้ ได้ดจี ึงมี
ความชื้นอย่เู ล็กนอ้ ย องค์ประกอบด้านชนดิ พันธุ์พชื ในป่าผลดั ใบผสมนี้ มคี วามคลา้ ยคลงึ กบั ชนดิ พนั ธพ์ุ ืชทพ่ี บบน
ภเู ขาหินชนิดอื่นด้วย จึงยังไมส่ ามารถระบชุ นิดพันธพ์ุ ืชทเี่ ป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะของเขาหนิ ปนู อยา่ งชดั เจนได้

ปา่ ผลัดใบผสม (mixed
deciduous forest) บนภูเขา
หนิ ปนู ภาคตะวันออกเฉยี ง
เหนือ

13

ชนิดที่พบทั่วไปในป่าผลัดใบผสม ไดแ้ ก่ พฤกษ์ (Albizia lebbeck) คาง (A. odoratissima) มะค่าโมง (Afzelia
xylocarpa) ทองกวาว (Butea monosperma) ราชพฤกษ์ (Cassia fistula) แสมสาร (Senna garrettiana)
กระพเ้ี ขาควาย เกด็ แดง เกด็ ดำ� (Dalbergia spp.) ขะเจา๊ ะ สาธร หรอื ปจ้ี น่ั (Millettia spp.) ประดปู่ า่ (Pterocarpus
macrocarpus) แดง (Xylia xylocarpa var. kerrii) ปรู๋ (Alangium salviifolium subsp. hexapetalum)
ตะเคยี นหนู (Anogeissus acuminata var. lanceolata) สมอพเิ ภก (Terminalia bellirica) สมอไทย (T. chebula)
ตะแบกเลือด (T. mucronata) รกฟา้ (T. alata) ขีอ้ ้าย (T. triptera) แคหิน (Stereospermum colais) แค
ทราย (S. neuranthum) แคทุง่ (Dolichandrone serrulata) ปีบ (Millingtonia hortensis) กระโดน (Careya
sphaerica) คำ� มอก ชันยอด (Gardenia spp.) กว้าว (Haldina cordifolia) อโุ ลก (Hymenodictyon orixense)
ตุม้ กว้าว (Mitragyna rotundifolia) ยมหนิ (Chukrasia tabularis) เลย่ี น (Melia azedarach) ถา่ นไฟผี
(Diospyros montana) ตับเต่าตน้ (D. ehretioides) พลบั ด�ำ (D. variegata) ตะคร้ำ� (Garuga pinnata) มะกอก
เกลอ้ื น (Canarium subulatum) ตะคร้อ (Schleichera oleosa) ตะครอ้ หนาม (Sisyrolepis muricata) มะกอก
(Spondias pinnata) มะกกั (S. bipinnata) มะมว่ งปา่ (Mangifera spp.) ก๊กุ (Lannea coromandelica) งวิ้
ดอกขาว (Bombax anceps) เลียงฝา้ ย (Kydia calycina) เลียงมัน (Berrya cordifolia) ปอเลียง (B. mollis) ปอ
คาว (Firmiana colorata) ปอขาว (Sterculia pexa) ปอตูบ (S. villosa) โมกมัน (Wrightia arborea) ตะแบก
เกรยี บ (Lagerstroemia balansae) อินทนลิ บก (L. macrocarpa) เสลาดอกขาว (L. tomentosa) เสลาด�ำ
(L. venusta ) เสลาเปลอื กหนา (L. villosa) สกั (Tectona grandis) สกั ขไี้ ก่ (Premna tomentosa) ซอ้ (Gmelina
arborea) ผาเสย้ี น (Vitex canescen)s สวอง (V. limonifolia) ตีนนก (V. pinnata) หมากเลก็ หมากน้อย
(V. quinata) ขางหวั หมู (Miliusa velutina) สะแกแสง (Cananga latifolia) มะดกู (Siphonodon celastrineus)
พะยอม (Shorea roxburghii) เปน็ ต้น

ไมไ้ ผท่ พี่ บทว่ั ไป เช่น ไผ่ปา่ (Bambusa bambos) ไผ่ซางนวล (Bambusa membranacea) ไผ่หอม
(B. polymorpha) ไผบ่ งด�ำ (B. tulda) ไผข่ ้าวหลาม (Cephalostachyum pergracile) ไผ่หก (Dendrocalamus
hamiltonii) ไผซ่ าง (D. strictus) ไผร่ วก (Thyrsostachys siamensis) ไผไ่ ร่ (Gigantochloa albociliata) ไผไ่ ลล่ อ
(G. nigrociliata) เป็นต้น

ปา่ ดิบแล้ง (dry evergreen forest) พบกระจายทวั่ ไปตามที่ราบเชงิ เขา ไหลเ่ ขา และหบุ เขาทชี่ มุ่ ช้ืน

จนถึงพ้นื ที่ระดบั ความสูงไม่เกนิ 950 เมตร ทางภาคกลาง (ตั้งแตจ่ งั หวดั ชมุ พรขึ้นมา) ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉยี ง
เหนอื และภาคตะวันออกเฉยี งใต้ถงึ จังหวดั จนั ทบุรี เปน็ ปา่ ไมผ่ ลัดใบ มองเห็นเรือนยอดป่าเป็นสีเขียวตลอดปี

ในปา่ ดบิ แลง้ จะมไี มต้ น้ ผลดั ใบ (deciduous tree) ข้ึนแทรกกระจาย มากหรือน้อยขน้ึ อยู่กับสภาพลมฟ้าอากาศ
และความช้นื ในดนิ บริเวณที่มีความชืน้ ในดนิ น้อยหรือไม่สมำ่� เสมอตลอดทงั้ ปี ก็จะปรากฏไม้ผลัดใบมากขึน้ ในชัน้
เรือนยอด ปา่ ดิบแลง้ ทม่ี คี วามชืน้ ในดินสูงจะมไี ม้ผลัดใบปะปนอย่เู ป็นจำ� นวนไม่มากนัก ปกตมิ ีปรมิ าณน�ำ้ ฝนเฉลย่ี ราย
ปีมากกว่า 1,000 มิลลิเมตร แตย่ งั คงมีช่วงฤดแู ล้งทีช่ ัดเจน บนพ้นื ที่ภูเขาสงู มากกวา่ 700 เมตรขนึ้ ไป ซ่งึ มปี รมิ าณนำ้�
ฝนมากจะมีโอกาสพบป่าชนดิ นมี้ ากตามไปด้วย

บนภเู ขาหินปนู จะพบป่าดบิ แลง้ ตามพื้นทท่ี ี่มีชั้นดนิ ลกึ มากกว่า 30 เซนตเิ มตร เชน่ เชงิ เขา เชงิ หนา้ ผา หรือรอ่ ง
น�้ำ และตามหลมุ ยบุ ทมี่ ีขนาดกว้างต้ังแต่ 10 เมตรขนึ้ ไป โดยมีความลึกต้ังแต่ 5 เมตรขน้ึ ไป สำ� หรับในหลุมยุบ ขนาด
กว้างมากกวา่ 50 เมตรข้นึ ไป ได้แก่ แอง่ รางหมู (uvala) และแอ่งท้องเรยี บ (polje) ที่กน้ หลมุ มกั มี การสะสมของ

14

ชนั้ ดนิ ลึกมากกว่า 50 เซนตเิ มตร เรือนยอดของต้นไมช้ นั้ บนก็จะสงู ได้ถงึ 40 เมตร อยา่ งไรก็ตามหลุมยบุ ขนาดเล็กท่ี
กว้างไมเ่ กิน 50 เมตร (sinkhole) ซึ่งกระจายอยูบ่ นภเู ขาเปน็ จำ� นวนมาก จากกน้ หลมุ ขึ้นมาจนถึงขอบหลุมมกี อ้ นหนิ
ขนาดใหญท่ ับถมกนั หนาแนน่ เกอื บเตม็ พ้นื ที่ ชนั้ ดนิ ด้านบนมีการสะสมตวั เพียงเลก็ นอ้ ย ดา้ นล่างลงไปมักเป็นโพรงถ้ำ�
ใต้ดินซง่ึ เป็นท่กี ักเกบ็ ดนิ ตะกอนและความชมุ่ ช้ืนไดน้ านทำ� ให้เกดิ ป่าดิบแล้งได้เชน่ กนั โดยรากของตน้ ไมส้ ามารถชอน
ไชลงไปตามซอกหนิ ยืดยาวไปตามเส้นทางทีม่ คี วามชนื้ ได้ไกลอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากนี้ การที่ถกู โอบลอ้ มอยู่
ในปลอ่ งภูเขา ไดช้ ว่ ยรักษาความเย็นและความชุ่มชนื้ ของอากาศและดนิ ไดด้ ี อกี ท้ังยงั ถูกแสงแดดแผดเผาในปรมิ าณ
น้อยอกี ดว้ ย สภาพแวดลอ้ มในหลุมยุบขนาดเล็กนี้ ตน้ ไม้สว่ นใหญ่มขี นาดเล็กและมีเถาวัลยป์ กคลุมเรือนยอดปา่ คอ่ น
ข้างหนาแน่น

ป่าก่งึ ผลัดใบเขาหนิ ปนู
บนภเู ขาหนิ ปนู ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ

สภาพภูมิประเทศอีกแบบทม่ี กั พบปา่ ดิบแล้งคอื สวนหิน (lapies) ลักษณะของสวนหินมีไดห้ ลายรปู แบบ แต่ท่ี
เหมาะสมตอ่ การเกดิ ป่าดิบแลง้ นัน้ หินปนู จะถกู กัดกรอ่ นเปน็ แทง่ หินสงู มากกว่า 2 เมตร กระจดั กระจายไมเ่ ป็นแผน่
ต่อเนือ่ ง สลับกับร่องหนิ ทล่ี กึ เปน็ ท่ีสะสมตวั ของชน้ั ดนิ ลกึ ปกติจะมีพ้ืนทีห่ ินปกคลุมไมเ่ กินรอ้ ยละ 70 โดยพรรณไม้
ปา่ ดิบแลง้ สามารถแทรกตวั อยตู่ ามชอ่ งว่างท่ีเปน็ ดนิ หรอื ข้นึ บนก้อนหิน แลว้ สง่ เรือนยอดขน้ึ มาปกคลุม

องค์ประกอบของชนิดพนั ธพ์ุ ชื ของปา่ ดบิ แลง้ บนเขาหินปนู พบว่ามคี วามคลา้ ยคลึงกับทพ่ี บในป่าดบิ แล้งบนภูเขา
หินชนดิ อ่ืน ๆ ยังไม่พบวา่ มชี นิดพนั ธ์ใุ ดข้ึนเป็นเอกลกั ษณ์ ส�ำหรบั บริเวณสวนหินที่ยงั มกี ารผุพังไม่มากนกั พื้นทีส่ ่วน
ใหญเ่ หลือเป็นก้อนหินและแผ่นหนิ ปกคลุมมากกว่ารอ้ ยละ 70 ซอกหินมีขนาดเลก็ และการสะสมช้ันดินลึกไมเ่ กนิ 30
เซนตเิ มตร บรเิ วณนี้เปน็ พ้นื ที่ท่สี ามารถพบพรรณไมท้ ั้ง 3 ชนิดปา่ มาข้ึนอยู่ร่วมกันได้ เป็นลักษณะของปา่ ดิบแล้งกง่ึ
ปา่ ผลัดใบผสมและก่ึงปา่ ละเมาะเขาหินปนู หรอื เรียกวา่ “ป่าก่ึงผลดั ใบเขาหินปนู ” ซ่งึ ถอื ว่าเปน็ สังคมพชื ท่ีมีสภาพ
แวดลอ้ มอยใู่ นช่วงรอยต่อของป่าทัง้ 3 ชนิดหลัก และจ�ำแนกไดย้ ากมาก ในชว่ งฤดแู ลง้ จะสังเกตเหน็ ปา่ ชนิดน้แี ยก
ออกจากป่าดบิ แลง้ และปา่ ผลดั ใบผสมได้ชดั เจนข้ึน โดยเรอื นยอดชั้นบนของปา่ กงึ่ ผลัดใบเขาหนิ ปนู ซึง่ เกือบทงั้ หมด
เปน็ ชนิดพืชทผ่ี ลดั ใบของปา่ ผลดั ใบผสมจะทิง้ ใบเกือบทง้ั หมดจนเห็นเรอื นยอดสีเขียวของช้ันไม้พมุ่ ทเี่ ป็นชนิดพชื ของ
ป่าดิบแล้งและปา่ ละเมาะเขาหินปูนข้นึ แทรกอยู่ ท�ำใหเ้ รือนยอดโดยรวมมีสเี ขยี วอมเหลืองสลบั กับสีนำ้� ตาล

15

ชนดิ ท่ีพบทวั่ ไปในป่าดบิ แลง้ ได้แก่ ตะเคียนหนิ (Hopea ferrea) ตะเคียนทอง (H. odorata) เคยี่ มคะนอง
(Shorea henryana) ยางแดง (Dipterocarpus turbinatus) ยางปาย (D. costatus) กระบาก (Anisoptera
costata) กระบก (Irvingia malayana) ตาเสอื (Aphanamixis polystachya) กระทอ้ น (Sandoricum koet-
jape) ค้างคาว (Aglaia spp.) สังเครยี ด (Chisocheton spp.) ค้างคาวอลี ิด (Dysoxylum spp.) กดั ล้ิน (Walsura
trichostemon) ยางนอ่ ง (Antiaris toxicaria) มะหาด (Artocarpus lacucha) มะเดื่ออทุ มุ พร (Ficus race-
mosa) โพบาย (Balakata baccata) ตาตมุ่ บก (Falconeria insignis) ดหี มี (Cleidion spiciflorum) ประคำ�

ปา่ ดิบแลง้ ฝ่งั ทะเล (littoral seasonal rain forest) บนเขาหนิ ปูน พบตามชายฝัง่ หรือตามเกาะตา่ ง ๆ ในทะเลในภาคใต้

ไก่ (Drypetes roxburghii) มะไฟปา่ (Baccaurea ramiflora) มะกายคัด (Mallotus philippensis) กา้ นเหลือง
(Gonocaryum lobbianum) ล�ำไย (Dimocarpus longan) คอแลน (Nephelium hypoleucum) มะดูก
(Siphonodon celastrineus) แสนคำ� (Terminalia triptera) ตะแบกกราย (T. pierrei) สเี ส้อื (Homalium
zeylanicum) ขานาง (H. tomentosum) กะเบากลกั (Hydnocarpus ilicifolia) กระเบาใหญ่ (H. anthelminthica)
มะกล่�ำต้น (Adenanthera pavonina) มะค่าโมง (Afzelia xylocarpa) เขลง ลกู หยี (Dialium cochinchinense)
โสกน�้ำ (Saraca indica) เชียด (Cinnamomum iners) อบเชย (C. bejolghota) ข่าตน้ (C. glaucescens) สุรา
มะรดิ (C. subavenium) สะทิบ (Phoebe paniculata) แหลบกุ (P. lanceolata) กะทงั (Litsea monopetala)
มะมว่ งปา่ (Mangifera spp.) มะปรงิ (Bouea oppositifolia) รักขาว (Semecarpus cochinchinensis) มะกอก

16

ปา่ ดิบแลง้ (dry evergreen forest) บนภูเขาหินปูนในเขือนเกบ็ น้ำ�

(Spondias pinnata) มะกัก (S. bipinnata) มะห้อ (S. lakonensis) พลอง (Memecylon spp.) กาสะลองค�ำ
(Radermachera ignea) แคฝอย (Stereospermum fimbriatum) กอมขม (Picrasma javanica) มหาพรหม
(Mitrephora spp.) ยางโอน (Polyalthia spp.) สังหยู (Pseuduvaria spp.) สะบนั งาดง (Cyathocalyx
martabanicus var. harmandii) สะแกแสง (Cananga latifolia) สะบันงาปา่ (Goniothalamus spp.)
สา่ เหล้าต้น (Desmos spp.) ล�ำดวน (Melodorum fruticosum) เลอื ดม้า (Knema spp.) มะพรา้ วนกกก
(Horsfieldia spp.) ปาลม์ ต้น เช่น หมากลิง (Areca triandra) ต๋าว (Arenga pinnata) เตา่ รา้ ง (Caryota mitis)
และคอ้ (Livistona speciosa) เป็นต้น

ป่าดิบแล้งตามชายฝ่งั ทะเลและตามเกาะในทะเลอา่ วไทยและฝ่งั ทะเลอันดามัน โดยเฉพาะเกาะทเ่ี ปน็ หนิ ปนู มี
ลกั ษณะเรอื นยอดแนน่ ทึบและไมส่ งู มากนกั (10–20 เมตร) ด้านท่รี ับลมทะเลเป็นประจ�ำ เรอื นยอดจะมีลักษณะลลู่ ม
ลำ� ตน้ แคระแกร็น บางครงั้ เรือนยอดสูงไมเ่ กนิ 10 เมตร พรรณไม้หลายชนิดมีใบหนาแข็ง เชน่ เกด (Manilkara
hexandra) พลอง (Memecylon spp.) ดกู ค่าง (Psydrax dicocca var. impolitum) หรือตามล�ำต้นและกิง่ มี
หนาม เชน่ มะนาวผี (Atalantia monophylla) ตะขบปา่ (Flacourtia indica) ขอ่ ยหนาม (Streblus ilicifolius)
เปน็ ต้น อาจเรียกป่าดบิ แล้งตามชายฝั่งทะเลเหล่าน้ีวา่ ป่าดิบแล้งฝง่ั ทะเล (littoral seasonal rain forest) ซ่ึงมี
ลักษณะโครงสรา้ งแตกตา่ งไปจากสงั คมพชื ชายหาดหรอื ฝ่ังทะเล (strand forest) ทอี่ ยู่ใกล้เคียงกนั เมอ่ื ก่อนมกั
จะเกดิ ความสบั สน บา้ งเรียกป่าดบิ แลง้ ชายฝ่ังทะเลวา่ ป่าชายหาด หรือ beach forest ซง่ึ มีความหมายทีก่ วา้ ง
ครอบคลุมสงั คมพืชชายฝัง่ หลายประเภท

17

ปา่ ละเมาะเขาหนิ ปูน (limestone hills scrub forest) เปน็ สังคมพชื ผลดั ใบหรอื กึ่งผลัดใบ รปู

ชวี ิตที่โดดเด่นสว่ นใหญเ่ ปน็ ไม้ต้นแคระแกรน ไมพ้ ่มุ ไม้ล้มลุก และไมเ้ ถาผลดั ใบ บางชนิดเป็นสมาชกิ ของปา่ ผลัดใบ
ผสมหรือพรรณไมไ้ ม่ผลดั ใบจากปา่ ดบิ แลง้ เขา้ มาปรากฏบ้างเลก็ น้อย พืชทีม่ ีชีวิตอยู่ไดต้ อ้ งมกี ารปรับตวั ให้ทนตอ่
ความร้อนและแหง้ แลง้ ไดด้ ี ทนตอ่ ความเป็นด่างของหินปนู มรี ะบบรากทส่ี ามารถดูด เกบ็ สะสมนำ�้ และธาตอุ าหาร
ไดด้ ี ตลอดจนมีความแข็งแรงสามารถชอนไชซอกหนิ ยดึ เกาะหนา้ ผา และตา้ นทานแรงลมไดด้ ีอกี ด้วย โดยปกติแล้ว
ต้นไม้จะมคี วามสงู ไมเ่ กนิ 5 เมตร และมีเรอื นยอดไมต่ อ่ เน่อื ง มหี ินโผลอ่ ยทู่ ัว่ ไป ตามยอดเขาหินปนู ทมี่ ีความลาดชัน
มากอาจมีพรรณไม้ปกคลุมพน้ื ทนี่ อ้ ยมาก พื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นหนิ ซง่ึ ไม่จดั ว่าเป็นพน้ื ทป่ี า่ ไม้ (woodland) แตท่ าง
นิเวศวิทยาแลว้ ถือวา่ ระบบนิเวศเหลา่ น้เี ป็นสงั คมพืชแบบหนง่ึ ตามธรรมชาติ ท่มี คี วามเดน่ ทั้งดา้ นโครงสรา้ งและชนดิ
พชื ทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะตัว

ปา่ ละเมาเขาหนิ ปนู กร่อนในภาคตะวนั ตกเฉียงใต้

ปา่ ละเมาะเขาหนิ ปนู จะพบได้ตามภมู ปิ ระเทศแบบภูเขาหนาม (pinnacle karst) สวนหนิ (lapies) ลานหนิ ปนู
(limestone pavement) และตามหน้าผา มักจะพบอยตู่ ามยอดเขาและสนั เขาซ่งึ มีหินปนู โผลเ่ กือบทง้ั หมด บริเวณ
ดงั กลา่ วจะมกี ารชะลา้ งพงั ทลายสงู รอ่ งหนิ อาจลกึ ไดถ้ งึ 3 เมตร ในรอ่ งหนิ แทบจะไมม่ ชี น้ั ดนิ สะสมอยไู่ ดเ้ ลย พรรณไม้
ส่วนใหญ่มคี วามเฉพาะเจาะจงกบั ระบบนเิ วศ และสว่ นใหญ่จะข้นึ ไดเ้ ฉพาะกบั ภูเขาทเี่ ปน็ หินปูนเท่านั้น ถือไดว้ า่ เป็น
พรรณไมด้ ัชนีของสังคมพชื เชน่ ขเ้ี หลก็ ฤๅษี (Phyllanthus mirabilis) จันทนแ์ ดง (Dracaena jayniana) จนั ทน์
หนู (Dracaena kaweesakii) ปรงหนิ (Cycas petraea) ปรงผา (Cycas clivicola) แคสนั ตสิ ขุ (Santisukia
kerrii) กุ๊กส้ม (Toxicodendron calcicola) ทองหลางหินปนู (Erythrina calcicola) ทองหลางเภตรา (Erythrina
sp.) ไฮหนิ (Ficus orthoneura) เด่อื แห (Ficus anastomosans) รักขาว (Semecarpus sp.) เปน็ ตน้

บนหินหรือตามซอกหนิ ทีม่ ีซากพชื สะสม จะมพี รรณไมอ้ งิ อาศยั และไมล้ ม้ ลุกทสี่ ว่ นใหญม่ คี วามเฉพาะเจาะจงกับ
ระบบนิเวศภูเขาหนิ ปนู หลายชนดิ เป็นชนิดเดยี วกนั กับทีพ่ บในปา่ ดิบแล้ง แต่หากพบใน ปา่ ละเมาะเขาหนิ ปูนจะข้ึน

18

อยู่ตามซอกหินลกึ มีรม่ เงาและความช้ืนค่อนข้างมาก ส�ำหรับชนดิ ท่ีข้ึนได้เฉพาะในปา่ ละเมาะมักจะชอบอากาศแหง้
แล้งและต้องการแสงแดดมากกว่า จึงมกั พบขน้ึ อย่ตู ามซอกหินกลางแจ้งหรอื ใตโ้ คนพมุ่ ไม้ ซ่ึงส่วนใหญเ่ ป็นกลว้ ยไม้
ดนิ หรอื กล้วยไมอ้ ิงอาศยั เชน่ เอ้ืองหนวดพราหมณ์ (Seidenfadenia mitrata) เออื้ งโมก (Papilionanthe teres)
กะเรกะร่อนดา้ มขา้ ว (Cymbidium bicolor) หมูกล้ิง (Eulophia andamanensis) หญา้ เปราะนกน้อย (Liparis
stenoglossa) เอื้องแพนใบกลมปากฝอย (Oberonia cavaleriei) เออ้ื งข้าวเหนียว (Calanthe rosea) รองเท้า
นารเี หลอื งปราจนี (Paphiopedilum concolor) รองเทา้ นารเี หลอื งกระบ่ี (Paphiopedilum exul) เปน็ ตน้ พรรณไม้
ล้มลกุ ชนดิ อ่นื เช่น พืชในสกลุ เทยี น (Impatiens spp.) กลว้ ยผา (Ensete superbum) เฟินราชนิ ี (Doryopteris
ludens) และโสมชบา (Abelmoschus moschatus subsp. tuberosus) เป็นต้น

ป่าละเมาะเขาสูง (upper montane scrub) เป็นสงั คมพืชทเ่ี ป็นเอกลักษณพ์ บเฉพาะบนพน้ื ท่ีโล่งตาม

สนั เขาและยอดเขาของภเู ขาหนิ ปูนดอยเชยี งดาว จ.เชยี งใหม่ ทร่ี ะดับความสงู ประมาณ 1,900–2,200 เมตร สภาพ
ป่าสว่ นใหญป่ ระกอบด้วยไม้พมุ่ เตีย้ และพชื ล้มลุกขึ้นตามซอกหรือแอง่ หนิ ปนู ท่มี กี ารสะสมของอินทรยี ว์ ตั ถุ พืน้ ท่ี
ทง้ั หมดประกอบด้วยแท่งและกอ้ นหินปนู ท่แี หลมคมขนาดตา่ ง ๆ ไมป่ รากฏชน้ั ดิน สภาพปา่ ตามธรรมชาติดคู ลา้ ยสวน
หนิ ทป่ี ระดษิ ฐข์ ้นึ ไม่มีไม้ตน้ ทเี่ ด่นชดั นอกจาก ค้อเชยี งดาว (Trachycarpus oreophilus) สงู ประมาณ 3–10 เมตร
ข้ึนกระจัดกระจายหา่ ง ๆ

ปา่ ละเมาเขาหนิ ปนู (limestone hill scrub forest) ในภาคเหนอื

19

ป่าละเมาเขาสงู (upper montane scrub) ในภาคเหนอื

องค์ประกอบพรรณไมข้ องปา่ ละเมาะเขาสงู ส่วนใหญเ่ ปน็ พรรณไม้เขตอบอนุ่ หลายชนิดเปน็ พชื ถนิ่ เดียวของไทย
(endemic species) กลมุ่ ไมพ้ มุ่ เชน่ กหุ ลาบเวยี งเหนอื (Rosa helenae) ไขแ่ ดง (Cotoneaster franchetii) พมิ พใ์ จ
(Luculia gratissima var. glabra) เขม็ เชยี งดาว (Viburnum atrocyaneum)หมกั กา้ กดอยสเุ ทพ (Zanthoxylum
acanthopodium) ขม้ินตน้ (Mahonia duclouxiana) เปรมนา (Premna interrupta var. smitinandii)
กุหลาบขาวเชยี งดาว (Rhododendron ludwigianum) อนู ตน้ (Cornus oblonga) ฮ่อมดอย (Strobilanthes
chiangdaoensis) เหยอ่ื เลยี งผา (Impatiens kerriae) ราชาวดีหลวง (Buddleja macrostachya) ไมพ้ ุม่ เกาะ
อาศยั ตามซอกหินและกงิ่ ไม้ ไดแ้ ก่ โพอาศยั (Neohymenopogon parasiticus) และสะเภาลม (Agapetes
hosseana) พืชล้มลกุ ส่วนใหญเ่ ปน็ พรรณไม้เขตอบอุ่น เช่น ไขข่ าง (Senecio craibianus) ฟองหนิ เหลอื ง (Sedum
susanae) พวงแก้วเชียงดาว (Delphinium siamense) พวงหิน (Thalictrum calcicole) ขาวป้นั (Basseocoia
siamensis) ดอกหรีดเชียงดาว (Gentiana australis) แสงแดง (Colquhounia coccinea) ปิ่นสินไชย
(Leucosceptrum canum) บวั ทอง (Hypericum hookerianum) ชมพเู ชยี งดาว (Pedicularis siamensis)
สร้อยไทรทอง (Silene burmanica) พิมสาย (Primula siamensis) พริมชมพู (Primula forbesii subsp.
meiantha) เจอราเนยี มเชยี งดาว (Geranium lambertii subsp. siamense) ฟองหนิ ดอย (Saxifraga gemmipara
var. siamensis) วา่ นหอม (Veratrum chiangdaoense) เทียนน้อย (Impatiens musicola) สม้ ก้งุ นายพดุ
(Begonia puttii) และหญา้ กระดิง่ (Campanula pallida) เปน็ ต้น

จากข้อมูลผลการศึกษาข้างต้น จะเหน็ ได้ว่าระบบนิเวศเขาหินปูนนัน้ มคี วามหลากหลายของพืชพรรณค่อนข้าง
สงู มีชนิดพนั ธท์ุ น่ี า่ สนใจซกุ ซอ่ น รอใหค้ ้นพบอยู่เป็นจำ� นวนมาก การลดลงอยา่ งรวดเรว็ ของพืน้ ท่ีเขาหินปนู อันเกดิ
จากการใช้ประโยชนพ์ ้นื ทแี่ บบขาดความตระหนกั จึงส่งผลกระทบตอ่ ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหลีกเลย่ี งไม่
ได้ การเรง่ ดำ� เนนิ การส�ำรวจหรอื การศึกษาเชงิ ลึกของนกั วจิ ยั เพ่อื ใหไ้ ด้ข้อมลู มาสนับสนนุ แนวทางการอนรุ ักษแ์ ละการ
จัดการพนื้ ท่จี งึ มคี วามจำ� เปน็ อย่างย่งิ กอ่ นท่ีสงิ่ มชี ีวิตที่สำ� คัญบางชนิดจะสญู หายไปจากพื้นทีต่ ลอดกาล

20

กลมุ่ พืชทม่ี ีความจำ� เพาะกับ
ระบบนิเวศเขาหนิ ปูน

21

ANACARDIACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ ้นหรอื ไม้พุม่ นำ�้ ยางใสถงึ สีคลา้ ยนำ�้ นมเมื่อถกู อากาศจะกลายเปน็ สดี ำ� หรอื สีน้�ำตาล เน้ือไม้มี
กลิ่นคล้ายชนั สนหรือน�ำ้ ยางมะมว่ ง เปลือกเรยี บหรอื แตกเปน็ รอ่ ง มักมีร่องรอยของน้ำ� ยางแหง้ ไมม่ หี ใู บ ใบเดี่ยวหรือใบ
ประกอบ เรยี งสลบั เรยี งเวยี น หรือเรยี งตรงข้าม ขอบเรยี บหรือหยกั ฟันเล่ือย เสน้ ใบแบบขนนก โคนก้านใบมักจะบวม
พอง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ช่อกระจะ ชอ่ เชงิ ลด หรือคล้ายชอ่ กระจกุ เชงิ ประกอบกึง่ ชอ่ กระจะ (พบน้อยท่เี ปน็ ดอก
เดี่ยว) ออกทป่ี ลายยอดหรอื ซอกใบ (พบน้อยท่ีออกตามลำ� ตน้ ) ดอกสมบูรณเ์ พศ ขนาดเล็ก กลบี เล้ียง กลบี ดอก เกสร
เพศผู้ อยา่ งละ 5 แยกจากกัน รงั ไข่เหนือวงกลบี มี 1 ช่อง 1 ออวุล ก้านเกสรเพศเมียติดเยอ้ื งจากก่งึ กลางของรังไข่ มี
จานฐานดอก ผลแบบผนังชัน้ ในแข็งหรือผลมปี กี
การกระจายพนั ธุ์ พบในเขตร้อนทวั่ โลก ประมาณ 83 สกลุ 860 ชนิด สว่ นมากพบในปา่ ดิบระดับต�ำ่ ในประเทศไทย
พบ 18 สกลุ 65 ชนดิ ชนิดท่ีพบบ่อยในระบบนเิ วศเขาหินปนู ไดแ้ ก่ มะกอกหนงั Choerospondias axillaris (Roxb.)
B.L. Burtt & Hill, รกั Gluta glabra (Wall.) Ding Hou, กกุ๊ Lannea coromandelica (Houtt.) Merr., ชนั รจู ี
Parishia insignis Hook.f., พซิ ตาเซยี Pistacia weinmannifolia J. Poiss. ex Franch., รกั ขาว Semecarpus sp.,
มะกอกป่า Spondias pinnata (L.f.) Kurz, กุ๊กสม้ Toxicodendron calcicola C.Y. Wu เปน็ ตน้

1. - 2. รกกั ๊กุ ขLาaวnSneeamceocarorpmuasndspe.llica (Houtt.) Merr.
3. - 4.

22

ANACARDIACEAE

รกั
Gluta glabra (Wall.) Ding Hou

ไม้ตน้ ก่ึงผลดั ใบ สงู ไดถ้ ึง 20 ม. เปลือกแตกเปน็ สะเกด็ สีเทาดำ� เปลือกในสชี มพูออ่ น นำ้� ยางใสเปล่ียนเปน็ สีดำ� เมอื ถูก
อากาศ ใบเด่ยี ว เรยี งเวยี นเปน็ กระจกุ บรเิ วณปลายกิง่ รปู ไข่กลับหรอื รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กวา้ ง 4-6.5 ซม.
ยาว 9-25 ซม. ปลายทู่ โคนสอบ ขอบเรียบ แผน่ ใบหนาคลา้ ยหนัง เกลี้ยงท้งั สองด้าน เส้นแขนงใบข้างละ 15-28 เสน้
ก้านใบยาว 2-6 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจกุ ยาว 10-18 ซม. กา้ นดอกยาว 5-7 มม. ดอกสมบูรณเ์ พศ สีขาว ค่อย ๆ
เปลย่ี นเปน็ สีชมพู เกสรเพศผปู้ ระมาณ 30 เกสร กา้ นเกสรเพศผเู้ กล้ียง รังไข่ 2 คารเ์ พล ผลผนังชน้ั ในแข็ง เส้นผา่ น
ศนู ยก์ ลาง 0.5-1.5 มม. ปกี รปู ขอบขนานแคบถงึ รูปช้อน 5 ปีก ยาว 3.5-6 ซม.
การกระจายพนั ธแุ์ ละนิเวศวทิ ยา พบในปา่ ผลัดใบบนเขาหนิ ปนู ทางภาคใต้ของไทย ท่จี งั หวดั ระนองและจังหวดั
สุราษฎรธ์ านี ทีค่ วามสูง 0-2,500 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกระหวา่ งเดือนมกราคมถึงกมุ ภาพนั ธ์ เปน็ ผลระหว่าง
เดือนมีนาคมถงึ เมษายน เปน็ พชื หายาก ในตา่ งประเทศพบท่เี มียนมาร์

23

ชันรจู ี
Parishia insignis Hook.f.

ไมต้ ้นขนาดใหญ่ สงู 20-35 ม. ล�ำตน้ เปลาตรง โคนตน้ แผ่กวา้ งเปน็ พูพอนขนาดใหญ่ เปลือกสีน�ำ้ ตาลแดง แตกเปน็
ร่อง ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายค่ี เรียงเวียน กา้ นใบยาว ใบยอ่ ย 4-7 คู่ ออกตรงขา้ ม รปู ขอบขนานแกมรปู
ไข่ กวา้ ง 2.5-6 ซม. ยาว 5-15 ซม. ปลายเรยี วแหลม โคนมนหรอื กงึ่ รปู หัวใจ ขอบเรียบ แผน่ ใบมีขนกระจายท่ัวไปหรือ
เฉพาะบนเสน้ กลางใบและเส้นแขนงใบทั้งสองด้าน เสน้ แขนงใบข้างละ 7-12 เสน้ ช่อดอกแบบชอ่ แยกแขนง ดอกแยก
เพศตา่ งตน้ ขนาดเลก็ สขี าวหรือชมพู กลบี ดอก รปู ไขก่ ว้าง รปู ขอบขนานแกมรปู ไข่ หรือรูปรี กวา้ ง 1.5-3 มม. ยาว
3-5 มม. มขี นดา้ นนอก เกสรเพศผูย้ าวประมาณ 2.5 มม. รังไขท่ รงกรวย ยาวประมาณ 1.5 มม. ผลคอ่ นขา้ งกลมหรอื
กงึ่ รูปไข่ มขี นก�ำมะหยี่ รองรบั ดว้ ยปีกยาวสีแดงรปู ขอบขนาน ปลายมนหรือคอ่ นข้างแหลม เมลด็ รูปรีกวา้ งหรือก่งึ ทรง
กลม
การกระจายพันธุ์และนิเวศวทิ ยา พบในปา่ ผลดั ใบบนเขาหินปูนทางภาคใต้ของไทย ทีค่ วามสงู 30-250 ม. จาก
ระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดือนธนั วาคมถงึ มีนาคม เปน็ พชื หายาก ในตา่ งประเทศพบทีเ่ มยี นมาร์ แหลม
มลายู สมุ าตรา และบอร์เนียว

24

ANACARDIACEAE

พิซตาเซีย
Pistacia weinmannifolia J. Poiss. ex Franch.

ไม้ตน้ หรือไมพ้ ่มุ สูง 1-15 ม. ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ กว้าง 2-64 ซม. ยาว 5-10.2 ซม. แผ่นใบบาง กา้ นใบแบน
หรอื เป็นสัน แกนกลางใบมปี ีกแคบ ๆ ใบย่อยจำ� นวน (4-6)12-20 ใบ เรียงสลับหรอื เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปไข่แคบ หรือ
รูปไขก่ ลบั กวา้ ง 5-16 มม. ยาว 1-3.2(-9) ซม. ใบเกลยี้ ง ขอบเรยี บ ม้วนลงดา้ นล่าง ดอกแยกเพศร่วมตน้ ช่อดอกเพศผู้
แบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 4 ซม. ดอกสีชมพูอ่อน ชอ่ ดอกเพศเมียแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 10 ซม. ออก
เป็นกระจกุ บรเิ วณปลายยอด มีขนสน้ั น่มุ ดอกสีแดง ผลแบบผนงั ชั้นในแข็ง รปู ไข่ ยาวประมาณ 7 มม. สีเขยี ว เปลีย่ น
เปน็ สีแดงเมื่อแก่
การกระจายพันธุแ์ ละนเิ วศวทิ ยา พบในป่าผลัดใบบนเขาหินปูนต้ังแตภ่ าคเหนือจรดภาคใต้ของไทย ท่ีความสูงต้ังแต่
0-800 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถงึ พฤษภาคม (กรกฎาคม) เป็นผลประมาณธนั วาคมถึง
พฤษภาคม (กรกฎาคม) ในตา่ งประเทศพบทท่ี เิ บต ภาคตะวันตกของจีน เมียนมาร์ เวยี ดนาม และแหลมมลายู

25

ANNONACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ น้ ไม้พมุ่ หรือไม้เถา เปลือกและใบมกี ล่นิ ฉนุ กิง่ ก้านมกั มสี นี ำ�้ ตาลด�ำมรี ้วิ หรอื เรยี บและมีสี
เขยี ว เม่ือตัดตามขวางจะมรี ัศมเี น้ือไม้ (medullary rays) ไม่มหี ูใบ ใบเดย่ี ว เรียงสลับระนาบเดยี ว พบน้อยท่ีจะเรียง
เวยี น ขอบเรียบ เส้นใบแบบขนนก บางคร้ังพบเส้นขอบใบชดั เจน ชอ่ ดอกแบบช่อกระจกุ หรอื ดอกเด่ยี ว ออกตามซอก
ใบ ตรงข้ามใบ ปลายยอด หรือตามลำ� ต้น ดอกสมมาตรตามรศั มี สีเขยี ว เหลือง หรอื ม่วง สว่ นมากสมบรู ณเ์ พศ หา
ยากทเี่ ปน็ ดอกเพศเดยี ว แกนดอกแบนราบ โคง้ ครึ่งวงกลม หรือเป็นรปู กรวยควำ่� กลีบเลยี้ ง 3 หายากทม่ี ี 2 กลบี แยก
จากกนั หรือเช่อื มตดิ กันในลกั ษณะต่าง ๆ กลบี ดอก 6 กลีบ เรียงเปน็ 2 ช้นั เกสรเพศผูจ้ ำ� นวนมาก เรียงเวียนหลายชัน้
เกสรเพศเมียจ�ำนวนมาก หายากที่มจี ำ� นวนนอ้ ยหรอื มเี กสรเดยี ว มกั แยกจากกนั รงั ไข่เหนอื วงกลบี มี 1 ชอ่ ง พลาเซน
ตาตามแนวตะเขบ็ ผลแบบผลสดออกเดี่ยว ๆ มีก้านสง่ เปน็ อิสระ หรือผลกลุ่มอวบน�้ำ เมลด็ มีหรือไม่มเี ยอ่ื หุ้ม มเี อนโด
สเปริ ม์ ปริมาณมากและย่นเป็นรอ่ ง
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายพนั ธุ์กวา้ งขวางในเขตร้อนของโลก ประมาณ 128 สกุล 2,300 ชนิด สว่ นมากพบ
ในปา่ ดิบระดบั ตำ�่ ในประเทศไทยพบประมาณ 34 สกุล ชนิดทีพ่ บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ไดแ้ ก่ Artabotrys
sp. Goniothalamus sp. ไสเดน Meiogyne anomalacarpa D.M. Johnson & Chalermglin หมาด�ำ Miliusa
thorelii Finet & Gagnep. Mitrephora sp. พรกิ เหลอื ง Orophea cuneiformis King กลว้ ยค่าง Orophea
enterocarpa Maingay ex Hook. f. & Thomson สงั หยดู อกหอม Pseuduvaria fragrans Y.C.F. Su, Chaowasku
& R.M.K. Saundersม, Uvaria sp. งำ� เงาะ Winitia cauliflora (Scheff.) Chawa.

1. ง�ำเงาะ Winitia cauliflora (Scheff.) Chawa.
2. พริกเหลอื ง Orophea cuneiformis King
3. ไสเดน Meiogyne anomalacarpa D.M.

Johnson & Chalermglin

26

ANNONACEAE

สงั หยดู อกหอม
Pseuduvaria fragrans Y. C. F. Su, Chaowasku & R. M. K. Saunders

ไม้ตน้ ขนาดเลก็ สูงไดถ้ ึง 4 ม. กง่ิ ออ่ นสนี ำ้� ตาลเขม้ คอ่ นขา้ งเกลีย้ ง ใบเดีย่ ว เรียงสลับ รปู รี กว้าง 2.5-6 ซม. ยาว 8.5-
15.5 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนแหลมถึงมน ขอบเรียบ แผ่นใบเกลย้ี งทัง้ สองดา้ น เส้นใบดา้ นบนบมุ๋ ดา้ นลา่ งนนู เส้น
แขนงใบข้างละ 8-14 เส้น ก้านใบยาว 4-7 มม. ช่อดอกแบบชอ่ กระจะ ออกตามกงิ่ ออ่ น บานทีละดอก คอ่ นขา้ งเกล้ยี ง
ดอกแยกเพศ มีเส้นผ่านศนู ย์กลางประมาณ 0.2 มม. ก้านดอกยาว 3-10 มม. มีขนประปราย กลีบเลยี้ งแยกกัน รปู ไข่
กว้าง กวา้ ง 1-1.5 มม. ยาว 1-1.3 มม. ดา้ นในเกลี้ยง ดา้ นนอกมีขนประปราย กลบี ดอกวงนอกสีครมี รูปไขก่ วา้ ง กว้าง
ประมาณ 3 มม. ยาว 3-4 มม. ดา้ นในเกลี้ยง ดา้ นนอกมีขนประปราย กลีบดอกวงในสีครมี มีแตม้ สีฟ้า รูปข้าวหลามตดั
กว้าง 3-3.5 มม. ยาว 4.5-5.5 มม. ปลายแหลม มีก้านกลีบ ด้านในมีตอ่ ม 2 ต่อม มขี นประปรายทัง้ ด้านในและด้าน
นอก ดอกเพศผมู้ ีเกสรเพศผู้ประมาณ 24 เกสร ดอกเพศเมยี มี 1-3 คารเ์ พล คาร์เพลละ 5 ออวลุ ผลแบบผลกลุ่ม 1(-3)
ผล รูปรี กว้างประมาณ 8 มม. ยาวประมาณ 25 มม. สีเขียวออ่ น ผิวมีขนประปราย
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวทิ ยา พบในปา่ ดบิ บนเขาหนิ ปนู ในจงั หวดั พังงาและสุราษฎร์ธานี ภาคใตข้ องไทย ที่
ความสงู 100-250 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดือนมิถนุ ายนถงึ พฤศจกิ ายน
IUCN Conservation Status—VU D2, determined using

27

APIACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ต้น ไม้พุ่ม หรอื ไมล้ ้มลุกอายุหน่งึ ถึงหลายปี มีกล่ินหอม ลำ� ต้นแขง็ เปน็ รอ่ ง ปล้องกลวง มีหใู บ
ทเี่ ปลย่ี นแปลงไป ใบประกอบแบบขนนกหรอื แบบนิว้ มือ เรียงสลับ มกั ออกเปน็ กอติดพืน้ ดิน กา้ นใบแผอ่ อกเป็นกาบหุ้ม
โคนใบ ชอ่ ดอกแบบซ่ีรม่ ชน้ั เดยี วหรอื สองช้นั อาจลดรูปเป็นช่อกระจกุ ออกตามปลายยอด รองรับด้วยใบประดบั ดอก
สมมาตรตามแนวรัศมี สมบูรณเ์ พศหรอื แยกเพศ กลีบเลย้ี งไมม่ ีหรือมี 5 กลีบ แยกกนั ขนาดเลก็ ลักษณะเปน็ ซ่ีฟันหรอื
เป็นขอบรอบรงั ไข่ ตดิ ทน กลบี ดอก 5 กลีบ สีขาว เขยี ว เหลือง หรือสีชมพถู งึ ม่วง แยกกนั ปลายแหลมและงอ หลุดร่วง
งา่ ย เกสรเพศผู้ 5 เกสร กา้ นเกสรเพศผ้แู ยกกัน อับเรณตู ิดทฐ่ี าน ติดด้านหลงั หรอื ติดไหวได้ เกสรเพศเมียมี 1 เกสร
รังไขใ่ ตว้ งกลบี มี 2 คารเ์ พล แต่ละคาร์เพลมี 2 ช่อง แตล่ ะช่องมี 1 ออวลุ กา้ นเกสรเพศเมียมี 2 กา้ น ยอดเกสรเพศเมีย
ไมช่ ดั ผลแหง้ แยกเปน็ 2 ส่วน แต่ละสว่ นมี 1 เมลด็
การกระจายพนั ธ์ุ พบท่ัวไป ทั่วโลกพบ 434 สกลุ 3,700 ชนิด ในประเทศไทยพบ 15 สกลุ หลายสกลุ เปน็ พชื อาหาร
ชนิดทพี่ บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ Centella sp., Oenanthe sp.

1. - 3. Oenanthe sp.

28

APIACEAE

ผกั อีเปา มะแหลบเชียงดาว
Peucedanum siamicum Craib

พืชล้มลกุ อายุหลายปี สงู 40-60 ซม. กง่ิ ออ่ นและปลายยอด มกั มสี เี หลอื บแดง ใบประกอบแบบขนนก ใบยอ่ ย 3-4 ใบ
รูปหวั ใจแกมรูปไขก่ วา้ ง ขนาด 5 ซม. ขอบใบเรยี บหรือหยกั ต้นื เปน็ 3 พู กา้ นใบยาว 10-15 ซม. ชอ่ ดอกแบบช่อซีร่ ่ม
ออกท่ีซอกใบหรือปลายยอด แตล่ ะกลุม่ มี 18-24 ดอก ดอกขนาดเลก็ สีเหลือง ลักษณะเปน็ รปู ถว้ ย ไมม่ กี ลีบเลี้ยง กลีบ
ดอกส้ันกว่า 1 มม. เกสรผจู้ �ำนวนมาก สเี หลอื ง ผลลักษณะเป็นกอ้ นมีสนั ต้ืน ๆ ขนาด 3.5-6.5 มม. ผิวเกลี้ยง เมอื่ ขยผ้ี ล
มกี ล่นิ หอม
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวทิ ยา ข้นึ กระจายตามเทือกเขาหนิ ปูนพบเฉพาะทดี่ อยเชียงดาว ท่ีความสงู 1,800-2,100
ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดอื นสงิ หาคมถึงพฤศจิกายน เป็นพชื เดยี วของไทย

29

APOCYNACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ น้ ไมพ้ ุ่ม หรอื ไมเ้ ถา มยี างสขี าว ไม่มีหูใบ ใบเด่ียว เรยี งตรงข้ามสลับตั้งฉากหรือเรียงรอบข้อ
ช่อดอกแบบช่อกระจกุ ช่อกระจะ หรอื ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบหรอื ปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศ สมมาตรตามรัศมี
กลบี เลีย้ ง 5 กลีบ แยกเปน็ อสิ ระ กลบี ดอก 5 กลบี เชอื่ มตดิ กันเปน็ หลอด รูปทรงกระบอก รปู กรวย รปู คนโท หรอื รปู
วงลอ้ กลบี ดอกบิดเวียนในดอกตมู เกสรเพศผู้ 5 เกสร ตดิ บนหลอดกลบี ดอก เชอ่ื มกนั เปน็ รปู กรวยลอ้ มรอบกา้ นยอด
เกสรเพศเมยี (ใน tribe Asclepiadoideae อบั เรณเู ปล่ียนรปู ร่าง) เกสรเพศเมีย 2 เกสร เช่ือมตดิ กัน ยอดเกสรเพศเมีย
1 พู รงั ไขเ่ หนอื หรือกึ่งใตว้ งกลีบ มี 1–2 ช่อง ผลมเี น้อื หนึ่งถงึ หลายเมลด็ หรือผลเปน็ ฝักคู่ เมื่อแก่แตกหรอื ผลแตกตาม
แนวเดียว เมลด็ มขี นเป็นกระจุกทป่ี ลาย
การกระจายพันธ์ุ ทวั่ ไป มี 375 สกลุ 5,500 ชนิด ในประเทศไทยพบประมาณ 85 สกุล 311 ชนิด ชนิดท่ีพบบ่อยใน
ระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ ตนี เป็ดแคระ Alstonia curtisii King & Gamble, Carissa sp., Ceropegia calcicola
Kidyoo, ขวัญภิรมย์ Ceropegia mairei (H. Lév.) H. Huber, เพชรไตรบญุ Ceropegia tribounii Kidyoo, พญา
ไร้ใบ Cynanchum viminale (L.) L. subsp. viminale, พุดพอ Kopsia pauciflora Hook. f., พดุ ชมพู Kopsia
rosea D.J. Middleton, หวั ใจนางสีดา Micholitzia obcordata N. E. Br., โมกสยาม Wrightia siamensis D.J.
Middleton, โมกเหลอื ง Wrightia viridiflora Kerr และโมกมนั Wrightia pubescens R. Br.

1. ตนี เป็ดแคระ Alstonia curtisii King & Gamble
2. พญาไรใ้ บ Cynanchum viminale (L.) L. subsp.

viminale
3. โมกมัน Wrightia pubescens R. Br.
4. โมกเหลอื ง Wrightia viridiflora Kerr
5. หัวใจนางสดี า Micholitzia obcordata N. E. Br.
6. Gongylosperma sp.

30

APOCYNACEAE

เพชรไตรบญุ
Ceropegia tribounii Kidyoo

ไม้ล้มลุก ล�ำต้นต้ังตรง ทุกสว่ นมีน้�ำยางใส ใบเด่ยี ว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปแถบถึงรปู ใบหอกแกมรูปแถบ โคนสอบ
ปลายแหลมถึงเรยี วแหลม ขอบเรียบ มว้ นลงเล็กน้อย ก้านสั้นมาก ดอกเด่ียว ออกท่ซี อกใบ ก้านสนั้ มาก กลีบเลย้ี งสี
เขียวแกมเหลอื งหรอื สเี ขยี ว รปู ใบหอกแคบ เกลี้ยง ปลายแหลม กลบี ดอกเชื่อมเป็นหลอดรปู คนโท ตัง้ ตรง ปลายโคง้
เล็กน้อย หลอดดอกสเี หลืองถึงสขี าวแกมเหลือง มีแถบสมี ่วง 5 เส้น เรียงสลบั กับกลีบเลยี้ ง แฉกกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่
กลับกวา้ ง เช่อื มกนั ทีป่ ลายกลบี ปลายเรียวแหลม มแี ต้มสีนำ�้ ตาลแกมเหลือง ผลแตกดา้ นเดยี ว (follicles) รูปใบหอก
แกมรูปแถบ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีกระจกุ ขนสขี าว
การกระจายพนั ธุแ์ ละนิเวศวทิ ยา ขน้ึ ตามทโี่ ลง่ บนเขาหินปนู กร่อน ดินเปน็ ดา่ ง ทอ่ี ำ� เภอทา่ สองยาง จงั หวัดตาก
ภาคตะวันตกเฉยี งใต้ของไทย ทค่ี วามสูงประมาณ 700 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือน
กรกฎาคมถึงกนั ยายน เป็นพชื ถ่ินเดยี วของไทย

31

พดุ ชมพู
Kopsia rosea D.J. Middleton

ไม้ตน้ สงู ประมาณ 10 ม. ก่ิงกา้ นเกล้ยี ง มีช่องอากาศหรอื ไม่มี ใบเด่ียว หนา เกลีย้ ง รปู รี กวา้ ง 2.3-11 ซม. ยาว
4.7-27.5 ซม. ปลายเรยี วแหลม โคนแหลมหรอื รปู ลิม่ ขอบเรยี บ เส้นใบดา้ นบนบมุ๋ เสน้ แขนงใบขา้ งละ 8-20 เสน้
ชอ่ ดอกแบบช่อกระจกุ ซอ้ น กา้ นชอ่ ดอกยาว 0.4-4.5 ซม. ดอกเกลยี้ งหรอื มขี นประปราย กลบี เลี้ยงรปู ขอบขนาน กว้าง
1.4-2.2 ซม. ยาว 1.5-3.5 ซม. ปลายมน กลีบดอกสขี าวหรอื ชมพูอ่อน มแี ต้มชมพู กวา้ ง 2.0-2.7 ซม. หลอดกลบี ยาว
24-45 มม. ส่วนบนมีขนสัน้ นุม่ แฉกกลีบรปู ไข่กลับ เกล้ยี ง กวา้ ง 9.5-16.5 ซม. ยาว 15-31 ซม. เกสรเพศผูย้ าว 22.4-
35 มม. อบั เรณู กวา้ ง 0.6-0.8 มม. ยาว 2.2-2.6 มม. กา้ นชูอบั เรณเู กลี้ยง ยาว 0.7-1.1 มม. จานฐานดอกเกล้ียง
รปู ใบหอก ปลายแหลม ยาว 0.8-2.0 มม. รงั ไข่เกล้ยี ง ยาว 1.2-2.5 มม. ก้านยอดเกสรเพศเมียยาว 22.5 มม. ยอด
เกสรเพศเมียยาวประมาณ 1.2 มม. ผลรปู เคยี ว กวา้ ง 4.5-5.5 มม. ยาว 15-18 มม. มีตะขอปลายทู่ ยาว 2.5-4.5 มม.
การกระจายพันธุแ์ ละนเิ วศวิทยา พบในปา่ ดิบบนเขาหนิ ปนู ทางภาคใตข้ องไทย ในจงั หวัดสุราษฎร์ธานี พงั งา สตลู
และกระบ่ี ท่ีความสงู 50-100 ม. จากระดับทะเล ออกดอกประมาณเดือนกมุ ภาพนั ธ์ถงึ มนี าคม เปน็ ผลประมาณ
เมษายนถึงพฤษภาคม ในตา่ งประเทศพบที่มาเลเซีย

32

APOCYNACEAE

โมกสยาม
Wrightia siamensis D.J. Middleton

ไมพ้ ุ่มหรอื ไม้ต้นขนาดเลก็ สูง 1-3 ม. กิง่ ก้านโค้ง มขี นส้ันนุม่ กิ่งแก่ค่อนข้างเกลย้ี ง ใบเด่ียว เรียงตรงขา้ ม รูปรี กวา้ ง
1.1-3.6 ซม. ยาว 2.5-11.5 ซม. ปลายเรียวแหลม เส้นแขนงใบ 8-13 คู่ ช่อดอกออกทป่ี ลายยอด ยาว 2-2.7 ซม. มี
3-5 ดอก ก้านช่อดอกยาว 3-7 มม. มีขนประปราย กลบี เลย้ี งรูปไข่ กว้าง 1.7-1.8 มม. ยาว 3-3.2 มม. ปลายแหลม
หรอื มน ดา้ นนอกมขี นประปราย มตี อ่ มโคน 1-2 ตอ่ ม ปลายหยกั ซ่ีฟัน กลบี ดอกรูปกงล้อ สีชมพูถึงสชี มพูอมสม้ หลอด
กลบี ทรงกระบอก กวา้ ง 2.6 มม. ยาว 4.8 มม. เกลยี้ งทง้ั ด้านนอกและดา้ นใน แฉกกลบี รูปรี กว้าง 6.5-6.6 มม. ยาว
14-15 มม. ปลายมน มปี มุ่ เลก็ ๆ กระจายทัว่ ไปถึงมีขนประปรายทงั้ ดา้ นในและด้านนอก กระบังดอกมีทั้งเรยี งตรง
กนั กับแฉกกลีบดอกและเรยี งระหวา่ งกลีบดอก กระบงั ดอกท่เี รยี งตรงกันกับกลีบดอก เกลีย้ ง ยาว 4.2-4.3 มม. ปลาย
แหลมหรือหยักซ่ีฟนั เล็กนอ้ ย โคนตดิ กับกลบี ดอก กระบังดอกท่เี รยี งระหวา่ งกลบี ดอก ยาว 2.7-3 มม. ปลายแยกเป็น
สองแฉก โคนติดกบั กระบงั ดอกทเ่ี รยี งตรงกนั กบั กลีบดอก เกสรเพศผู้ติดอย่ตู อนปลายของหลอดกลบี ดอก อับเรณหู นั
หนา้ เข้าแกนดอก ติดกบั ก้านยอดเกสรเพศเมยี ก้านเกสรเพศผู้ยาวประมาณ 1.1 มม. เกสรเพศเมียมี 2 คารเ์ พลแยกกนั
มีกา้ นยอดเกสรรว่ ม ยาวประมาณ 8.5 มม. รงั ไข่เกล้ียง ผลแบบแตกแนวเดียว ออกเปน็ คู่ กวา้ ง 4.5-5 มม. ยาว 13.5-
14 ซม. มีขนประปราย มีชอ่ งอากาศ
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวิทยา พบในปา่ ดบิ บนเขาหินปนู ทางภาคใตข้ องไทย ในจังหวดั สุราษฎรธ์ านีและพังงา
ที่ความสูง 20-100 ม. จากระดับทะเล ออกดอกประมาณเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ถงึ มีนาคม เปน็ ผลประมาณเมษายนถึง
พฤษภาคม เปน็ พชื ถนิ่ เดยี วของไทย

33

ARACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไม้ลม้ ลกุ ขึ้นในน้�ำ บนดนิ หรืออิงอาศัย หรอื ไม้เถาเลอื้ ยมลี �ำต้นหรอื ไม่มี มเี หง้าหรอื หวั สะสม
อาหาร ลำ� ตน้ มีข้อปลอ้ ง เจริญทางด้านขา้ ง ใบมที ้ังใบเดี่ยวและใบประกอบ เสน้ ใบแบบรา่ งแหหรือแบบขนาน ชอ่ ดอก
แบบชอ่ เชิงลดมกี าบ (spadix) กาบหุม้ ช่อดอก (spathe) หลายสี ไมม่ ีใบประดับ ดอกขนาดเล็ก ไมม่ กี า้ นดอก สมบูรณ์
เพศหรือแยกเพศรว่ มต้น ถา้ แยกเพศรว่ มต้น ดอกเพศเมียจะอยตู่ อนล่าง ดอกเพศผอู้ ยตู่ รงกลางหรอื ตอนปลายช่อดอก
กลบี รวมแยกหรือเช่ือมตดิ กนั เรยี ง 2 วง วงละ 3 กลีบ รงั ไข่ 1–3 ช่อง คารเ์ พลเช่อื มกนั ก้านเกสรเพศเมยี ไมช่ ดั ยอด
เกสรเพศเมยี แยกเป็นแฉก ผลมเี นอ้ื หน่ึงถึงหลายเมลด็
การกระจายพันธ์ุ ทวั่ โลก พบมากในเขตรอ้ น มี 155 สกุล ประมาณ 4,000 ชนดิ ประเทศไทยมีประมาณ 30 สกุล
210 ชนิด หลายชนิดมคี วามสำ� คัญทางเศรษฐกจิ ท้ังเป็นพืชอาหารและไม้ดอกไม้ประดับ ชนิดท่ีพบบอ่ ยในระบบนิเวศ
เขาหินปูน ได้แก่ วา่ นขันหมาก Aglaonema simplex (Blume) Blume, กระดาษ Alocasia hypnosa J.T. Yin,
Y.H.Wang & Z.F.Yu, บกุ อมกอ๋ ย Arisaema omkoiense Gusman, Arisaema sp., Cryptocoryne sp., ผกั หนาม
Lasia spinosa (L.) Thwaites, ว่านตะพิดน้อย Typhonium violiifolium Gagnep.

1. กระดาษ Alocasia hypnosa J.T. Yin, Y.H. Wang & Z.F. Xu
2. Arisaema sp.
3. ว่านตะพดิ นอ้ ย Typhonium violiifolium Gagnep.

34

ARACEAE

บุกอมก๋อย
Arisaema omkoiense Gusman

ไมล้ ้มลุก สูงประมาณ 60 ซม. เหง้ายาว 1.5-3 ซม. เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางประมาณ 1 ซม. ก้านใบและกา้ นชอ่ ดอกมกี าบ
หุ้ม กา้ นใบยาวประมาณ 56 ซม. ใบประกอบแบบน้ิวมอื 1-2 ใบ มี 3 ใบย่อย รปู ไข่ถึงรูปรี กวา้ ง 14-15 ซม. ยาว 22-
24 ซม. ใบคขู่ ้างโคนใบกลม ใบกลางโคนใบทู่ ปลายใบเรียวแหลม เส้นแขนงใบ 9-10 คู่ ก้านใบยอ่ ยค่ขู ้างยาว 1.5 ซม.
ก้านใบย่อยตรงกลาง ยาว 3 ซม. กา้ นชอ่ ดอกยาว 13.5-20 ซม. กาบหุ้มชอ่ ดอกยาว 7-9 ซม. สเี ขยี วอ่อน โคนสีขาว
เป็นหลอดคล้ายรปู แตร กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 4-5 มม. ปลายกาบรูปสามเหลย่ี ม ยาว 3-4 ซม. ปลายเรียวแหลม
ยาว 2-4 มม. ม้วนไปขา้ งหลัง ช่อดอกเพศผู้ ยาวประมาณ 4.5 ซม. แถบทีไ่ ม่เป็นหมันทรงกระบอก ยาวประมาณ 1.7
ซม. ดอกเรียงหลวม ๆ รยางคร์ ปู กรวย ดอกเพศผู้ มีเกสรเพศผู้ 2-3 เกสร อบั เรณเู กือบทรงกลม แตกเป็นชอ่ งท่ปี ลาย
ก้านเกสรเพศผู้แบน ช่อดอกสมบรู ณ์เพศ ยาวประมาณ 6 ซม. แถบของดอกเพศเมีย รูปทรงกระบอกหรือทรงกรวย
ยาวประมาณ 1.8 ซม. รังไข่รูปเกอื บทรงกลมหรอื คลา้ ยรปู ทรงกระสวย ปลายตดั ยอดเกสรเพศเมยี ลักษณะคลา้ ยต่อม
กา้ นยอดเกสรเพศเมยี รปู กรวยสน้ั แถบของดอกเพศผู้ยาวประมาณ 8 มม. มีดอกเพศเมยี เรยี งปนอยู่ ดอกเพศผมู้ ีเกสร
เพศผู้ 2 กลุ่ม กล่มุ ละ 2 เกสร ก้านเกสรเพศผยู้ าว 1.5 มม. เช่อื มกันตรงปลาย
การกระจายพันธ์ุและนิเวศวทิ ยา พบในป่าดบิ เขา บนเขาหินปนู ทางภาคเหนือของไทย ในจังหวดั เชยี งใหม่ ท่ีความ
สงู 1,200-1,300 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดอื นธันวาคมถึงกมุ ภาพันธ์ ในต่างประเทศพบที่
เวยี ดนาม

35

ARECACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ ้น ไมพ้ ุ่ม หรอื ไมเ้ ถา ล�ำต้นตัง้ ตรง มขี ้อปล้องชัดเจน มหี นามหรอื ไม่มี ข้นึ เดี่ยว ๆ หรอื ข้ึน
เป็นกอ ก้านใบหลายแบบ โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหมุ้ ล�ำตน้ ใบประกอบแบบขนนกหรอื แบบนิ้วมอื เรียงเวยี น ใบ
มรี อยพับจีบ เส้นใบขนานกัน เส้นใบยอ่ ยแบบขนานหรอื แบบร่างแห ใบออ่ นหอ่ ดอกเด่ียวหรือชอ่ ดอกคลา้ ยช่อเชิงลด
หรอื แบบชอ่ แยกแขนง มีใบประดับ ดอกสมบูรณเ์ พศหรอื แยกเพศ ดอกแยกเพศพบทั้งแยกเพศรว่ มตน้ หรือแยกเพศ
ตา่ งตน้ มกี ้านดอกหรอื ไมม่ ี กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีจ�ำนวนอยา่ งละ 3 กลบี แยกหรือเชื่อมติดกัน เกสรเพศผ้มู ี 3, 6
หรือจ�ำนวนมาก ก้านชูอับเรณูแยกหรือเชื่อมติดกนั อาจแยกหรือตดิ กับกลบี ดอก อบั เรณตู ิดทฐี่ านหรอื ตดิ ดา้ นหลัง หัน
เขา้ หาแกนดอกหรือหนั ออก แตกตามแนวยาวหรอื แตกดา้ นขา้ ง รังไข่เหนอื กลีบดอก มี 3 คารเ์ พล แตล่ ะคาร์เพลมี 1
ออวลุ หรือทั้งรังไข่มี 1 ออวลุ มกี ้านเกสรเพศเมยี หรอื ไม่มี ยอดเกสรเพศเมยี ตง้ั ตรงหรือโคง้ ผลแบบมีเนื้อหน่ึงถึงหลาย
เมลด็ หรอื แบบผนงั ชัน้ ในแข็ง เมล็ดมีเอนโดสเปริ ม์
การกระจายพนั ธุ์ เขตรอ้ นหรอื กึง่ เชตร้อน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเขตร้อนทวีปอเมรกิ า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ
มาเลเซยี ทั่วโลกมี 184 สกุล 2,500 ชนิด ประเทศไทยมี 33 สกลุ 164 ชนิด ชนิดทีพ่ บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน
ได้แก่ ตาว Arenga pinnata (Wurmb) Merr., หลังกบั Arenga westerhoutii Griff., เปง้ ดอย Phoenix loureiroi
Kunth, ปาล์มพระยาถลาง Kerriodoxa elegans J. Dransf., เปง้ ดอย Phoenix loureiroi Kunth, หมากงาชา้ ง
Pinanga sp., คอ้ เชียงดาว Trachycarpus oreophilus Gibbons & Spanner

1.- 2. เปง้ ดอย Phoenix loureiroi Kunth

36

ARECACEAE

หลงั กบั
Arenga westerhoutii Griff.

ปาล์มล�ำตน้ เดย่ี ว สงู ได้ถึง 20 ม. ล�ำต้นมีเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 40-60 ซม. ใบประกอบแบบขนนก เรยี งเป็นกระจุก มี
12-15 ใบ กาบใบยาวไดถ้ ึง 80-90 ซม. มีเส้นใยสีด�ำ ก้านใบยาว 100-130 ซม. แกนกลางใบยาว 4-8 ม. ใบยอ่ ยมีขา้ ง
ละ 80-150 ใบ กว้าง 6-10 ซม. ยาว 100-130 ซม. เรยี งสลบั ระนาบเดยี ว แผ่นใบดา้ นล่าง สเี ทาเงิน มแี ต้มสีสนิม แผ่น
ใบคปู่ ลายมักเชื่อมและแผก่ วา้ ง ชอ่ ดอกออกระหว่างใบ 4-6 ชอ่ กา้ นช่อดอกยาว 30-60 ซม. โค้ง แกนกลางช่อดอกยาว
0.8-1.2 ม. ผลทรงกลม ยาวมากกวา่ กวา้ ง เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 5-7 ซม. สีเขียวแกมฟ้า เปล่ยี นเป็นสเี ขียวเขม้ เม่อื โตเต็ม
ที่ เมลด็ รูปรี มีสนั คม
การกระจายพันธุแ์ ละนิเวศวิทยา ขึ้นตามป่าดิบ ปา่ กึ่งผลดั ใบ หรือชายขอบเขาหนิ ปนู ทมี่ ดี ินเป็นด่าง ภาคเหนือ
ภาคตะวนั ตกเฉียงใต้ ภาคตะวันออกเฉยี งใต้ และภาคใต้ ท่ีความสงู จากระดับทะเลถงึ ประมาณ 800 ม. ออกดอกและ
เปน็ ผลประมาณเดอื นธนั วาคมถงึ มีนาคม ในต่างประเทศพบทภี่ ฏู าน ตอนใต้ของจนี จนถงึ แหลมมลายู

37

ทงั หลังขาว ปาล์มเจ้าเมอื งถลาง
Kerriodoxa elegans J.Dransf.

ปาลม์ ลำ� ตน้ เดย่ี ว แยกเพศตา่ งต้น สงู 1–4 (-10) ม. ล�ำตน้ มีเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 18–25 ซม. ใบรปู ฝ่ามือ เรยี งเวียนหนา
แนน่ ท่ปี ลายยอด เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางยาวได้ถงึ 2 ม. กาบใบยาว 45–60 ซม. แผน่ ใบพับจีบ มีได้ถึงกว่า 100 จบี แฉก
ลึกนอ้ ยกวา่ กึ่งหนงึ่ แผ่นใบด้านล่างมีนวล กา้ นใบยาว 1.5–3 ม. ขอบคม โคนกา้ นไมม่ เี ส้นใย ชอ่ ดอกชอ่ แบบแยกแขนง
จำ� นวนมาก ออกทซ่ี อกใบ ช่อดอกเพศผู้โคง้ ลง แกนช่อยาว 15–20 ซม. กา้ นชอ่ ยาวไดถ้ งึ 30 ซม. ชอ่ ย่อยยาว 10–15
ซม. จำ� นวนมาก ดอกยาวประมาณ 3 มม. เกสรเพศผู้ 6 เกสร เช่อื มตดิ กันท่โี คน ไม่มเี กสรเพศเมียท่ีเปน็ หมัน ช่อดอก
เพศเมยี ตง้ั ตรง แกนช่อยาว 35–40 ซม. ก้านช่อยาวได้ถงึ 30 ซม. ช่อยอ่ ยยาวได้ถึง 12 ซม. ดอกยาว 5–6 มม. เกสร
เพศผู้ทีเ่ ปน็ หมนั 6 เกสร ผลแบบผนงั ช้นั ในแขง็ เสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 3.5–5 ซม. สุกสสี ม้ ผิวมีตมุ่ เน้ือสีขาวนมุ่ มี 1–2
เมล็ด เส้นผา่ นศูนยก์ ลาง 2.5–3 ซม.
การกระจายพนั ธ์ุและนเิ วศวิทยา พบข้ึนตามท่ีลาดชัน หบุ เขาใกลล้ �ำธาร และบนเขาหินปนู ทางภาคใตข้ องไทย
ท่เี ขาพระแทว จังหวดั ภเู กต็ และเขาสก จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี ท่คี วามสงู ประมาณ 100 ม. จากระดับทะเล พืชถ่นิ เดยี ว
ของไทย

38

ARECACEAE

คอ้ เชียงดาว
Trachycarpus oreophilus Gibbons & Spanner

ปาลม์ ล�ำตน้ เด่ยี ว แยกเพศตา่ งตน้ หรอื สมบูรณ์เพศร่วมต้น สงู ไดถ้ งึ 15 ม. ล�ำต้นเส้นผ่านศนู ย์กลาง 10–20 ซม. กาบใบ
ยาวได้ถึง 30 ซม. มเี สน้ ใยหนาแนน่ ใบรูปฝา่ มอื เส้นผา่ นศนู ย์กลาง 0.9–1.1 ม. ใบย่อยแฉกลึกเกินกึ่งหน่งึ 60–90 แฉก
ปลายจกั ตืน้ ๆ ด้านลา่ งมนี วล ก้านใบยาวไดถ้ ึง 50 ซม. โคนก้านรปู สามเหลี่ยม ขอบก้านใบจกั ซ่ีฟัน หลงั ใบท่ีจดุ ติดกา้ น
ใบ (hastula) รูปสามเหลย่ี มขนาดประมาณ 3 ซม. ชอ่ ดอกมี 3–5 ชอ่ กาบประดบั ยาวประมาณ 25 ซม. ใบประดบั
ทก่ี า้ นช่อและแกนช่อยาว 15–35 ซม. โคนเป็นหลอด ดอกเพศผแู้ ละดอกเพศเมียคลา้ ยกัน ชอ่ ดอกเพศผตู้ ง้ั ตรง ยาว
30–50 ซม. กา้ นยาวไดถ้ งึ 20 ซม. ดอกสคี รีม เกสรเพศผู้ 6 เกสร ช่อดอกเพศเมียแขง็ และโคง้ เล็กนอ้ ย ยาว 0.8–1 ม.
กา้ นช่อยาว 30–50 ซม. มี 3 คารเ์ พล แยกกนั มกั เจริญเพยี งคาร์เพลเดยี ว ผลรูปคลา้ ยไต ยาว 1–1.2 ซม. เนอื้ หมุ้ เมลด็
บาง เมล็ดรปู รกี วา้ ง กว้างประมาณ 1 ซม.
การกระจายพันธ์แุ ละนเิ วศวิทยา ขน้ึ ตามทโี่ ลง่ บนเขาหินปนู พบทีด่ อยเชียงดาว จงั หวัดเชยี งใหม่ และดอยภูคา
จังหวัดนา่ น ที่ความสูง 1,700–2,200 ม. จากระดบั ทะเล พชื ถ่ินเดียวของไทย

39

ARISTOLOCHIACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้เล้อื ยเนือ้ แขง็ เปน็ พืชกินแมลง มรี สขมหรือรสพรกิ ไทย มนี �้ำยางใส ใบเดี่ยว เสน้ ใบออกจาก
โคนใบและออกจากสองข้างของเสน้ กลางใบ เส้นใบแบบขนนก โคนรปู หัวใจ ดอกสมมาตรดา้ นขา้ ง กลีบรวมเชื่อมตดิ
กัน ทโ่ี คนเป็นกระเปาะ มรี ปู รา่ งแตกต่างกัน รปู ร่างคลา้ ยไกฟ่ า้ มีกลน่ิ เหมน็ สีสันสะดดุ ตา กา้ นเกสรเพศเมียและเกสร
เพศผูม้ กั เชือ่ มกันเปน็ เส้าเกสร รังไข่ใตว้ งกลบี มี 6 ช่อง บางชนิดจะบดิ เปน็ เกลียวขณะทีเ่ จริญขนึ้ ผลแบบผลแหง้ แตก
ตามรอยตะเขบ็ มีรปู รา่ งคล้ายกระเช้า
การกระจายพันธุ์ ในเขตร้อนมี 8 สกุล 450–900 ชนดิ ในประเทศไทยมพบ 2 สกุล 23 ชนดิ ชนดิ ที่พบบอ่ ยใน
ระบบนิเวศเขาหินปูน ไดแ้ ก่ กระเช้าผีมด Aristolochia acuminata Lam., นกขมิ้น Aristolochia grandis Craib,
กระเช้าปากเป็ด Aristolochia kerrii Craib, กระเช้าคลองพนม Aristolochia kongkandae Phuph.

1. นกขม้ิน Aristolochia grandis Craib
2. กระเช้าปากเปด็ Aristolochia kerrii Craib
3. กระเชา้ ผมี ด Aristolochia acuminata Lam.

40

ARISTOLOCHIACEAE

กระเชา้ คลองพนม
Aristolochia kongkandae Phuph.

ไมเ้ ถา ลำ� ต้นเกลย้ี ง เส้นผา่ นศูนย์กลาง 1-1.5 มม. เป็นรอ่ ง ใบเด่ียว ก้านใบยาว 3-7 ซม. เกล้ยี ง รูปใบหอกแกมรูปไข่
กว้าง 3-4 ซม. ยาว 5-7.5 ซม. โคนใบรูปหัวใจหรือรปู ตงิ่ หู ขอบเรยี บ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม เป็นติง่ หนาม เกล้ียง
ทัง้ สองด้าน เสน้ ใบแบบฝา่ มอื 5-7 เส้น แบบขนนก 2-3 เสน้ ขนานกบั เสน้ กลางใบ เส้นแขนงใบแบบร่างแห ไม่ชัดเจน
ท้ังสองดา้ น ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจะ ออกตามซอกใบ ยาว 1.5-4 ซม. ดอกย่อย 2-5 ดอก ใบประดบั และใบประดบั ย่อย
รูปใบหอก กว้าง 0.3-0.5 มม. ยาว 1-1.5 มม. กา้ นดอกยาวประมาณ 5 มม. ก้านดอกยอ่ ยยาว 5-7 มม. รงั ไข่ยืดยาว
กว้างประมาณ 0.8 มม. ยาวประมาณ 4 มม. มี 6 สนั เกล้ยี ง กลบี รวมสเี ขยี วแกมแดง กระเปาะดอกรปู ทรงกระบอก
ถึงทรงกลม กวา้ งประมาณ 3 มม. ยาวประมาณ 5 มม. โคนตัด ปลายหดตัว หลอดกลีบทรงกระบอก เรียวยาว โคง้
ขึน้ กวา้ งประมาณ 1.5 มม. ยาวประมาณ 10 มม. ปากหลอดกลบี รปู ขอบขนาน เกลีย้ ง กวา้ งประมาณ 5 มม. ยาว
ประมาณ 15 มม. ปลายแหลม เสา้ เกสรกวา้ งประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 1.5 มม. เกสรเพศผู้ 6 เกสร รูปขอบ
ขนานถึงรูปรี กว้างประมาณ 0.2 มม. ยาวประมาณ 0.5 มม. เกสรเพศเมยี 6 พู รูปไข่ ปลายมน ผลทรงกลม เส้นผ่าน
ศูนย์กลาง 5-7 มม. มสี ันตามยาว 6 สัน เกลยี้ ง สีเขียว เมลด็ รูปหัวใจแกมรูปสามเหล่ียม กว้างประมาณ 2.1 มม. ยาว
ประมาณ 2.5 มม. ผวิ เป็นตุม่ ท้ังสองด้าน
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวิทยา พบข้นึ ตามหนา้ ผาเขาหินปนู ทางภาคใต้ของไทย ทีค่ ลองพนมและเขาสก จังหวดั
สุราษฎรธ์ านี ทคี่ วามสงู ประมาณ 100 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดอื นกุมภาพันธ์ถึงเมษายน
เป็นพชื ถ่นิ เดยี วของไทย

41

ASPARAGACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ล้มลุกหรอื ไมพ้ ่มุ มีล�ำต้นตัง้ ตรง ทอดเล้อื ย หรือมีเหง้าเจริญดา้ นข้าง มีเกลด็ หมุ้ ยอดขนาดเล็ก
รากรูปทรงกระบอกหรือรูปกระสวย มีรากแขนงคลา้ ยเป็นหวั ใบแคบ ในชนิดทีไ่ ม่มลี �ำตน้ ใบจะออกท่โี คนต้น ในชนิดท่ี
เปน็ ไมเ้ ถาใบจะออกตามล�ำตน้ หรอื ปลายยอด บางชนิดมลี �ำต้นทีเ่ ปลย่ี นไปท�ำหนา้ ทคี่ ลา้ ยใบ เส้นใบแบบขนาน ชอ่ ดอก
แบบชอ่ กระจะ คลา้ ยช่อเชิงลด ชอ่ แยกแขนง และแบบชอ่ กระจกุ ชอ่ ดอกตัง้ ตรงหรือหอ้ ยลง ดอกสมมาตรตามรัศมี
สมบรู ณ์เพศหรอื แยกเพศ พบทัง้ แยกเพศรว่ มตน้ หรือแยกเพศต่างต้น กลบี รวม 6 กลีบ แยกหรือเชอื่ มตดิ กนั อบั เรณู
รปู หัวลูกศร หนั เขา้ หาแกนดอก รังไข่เหนือวงกลีบหรือใต้วงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมี 2–12 ออวุล ยอดเกสรเพศเมีย
แยกเปน็ สามแฉก สนั้ ๆ เปน็ กระจกุ หรือเป็นพู ผลแบบแคปซลู หรือแบบมเี นอ้ื หน่งึ ถงึ หลายเมล็ด
การกระจายพนั ธ์ุ ในเขตร้อนของโลก ทวั่ โลกพบ 70-100 สกลุ ประมาณ 2,500 ชนิด ประเทศไทยพบ 170–300
ชนิด ชนิดท่ีพบบ่อยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ได้แก่ Aspidistra sp., โลมาซอจี Disporopsis longifolia Craib, วาสนา
Dracaena angustifolia (Medlk.) Roxb., จันทน์ผา Dracaena cochinchinensis (Lour.) S.C. Chen, จันแดง
Dracaena jayniana Wilkin & Suksathan, จนั ทน์หนู Dracaena kaweesakii Wilkin & Suksathan, Dracaena
sp., โหนดดนิ Peliosanthes teta Andrews subsp. humilis (Andrews) Jessop ex Gandhi

1. Aspidistra sp.
2. โหนดดนิ Peliosanthes teta Andrews

subsp. humilis (Andrews) Jessop ex
Gandhi
3. จันทนผ์ า Dracaena cochinchinensis
(Lour.) S.C. Chen
4. จันทน์หนู Dracaena kaweesakii
Wilkin & Suksathan

42

ASPARAGACEAE

จันแดง
Dracaena jayniana Wilkin & Suksathan

ไม้ล้มลุกอายหุ ลายปี สงู 5(–8) ม. เน้อื แขง็ โคนตน้ มีเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางไม่เกิน 10 ซม. มกั แตกกิง่ ตำ�่ ประมาณ 3–5 ก่งิ
ตงั้ ตรง แต่ละกิ่งมกั จะแตกกิ่งย่อยทอดยาวไปตามพื้นดิน เปลือกต้นสนี �้ำตาลออ่ นถึงสนี ้ำ� ตาลอมเทา เปลือกบาง แข็ง
แตกเป็นร่องตามแนวตงั้ ผวิ หลดุ ล่อนตามขอบของรอยแตก รอบลำ� ต้นมีรอยคว่ันของกา้ นใบทีห่ ลุดร่วงไป ใบเดย่ี วสี
เขียวเขม้ เรียงเปน็ กระจกุ แน่นบริเวณปลายกงิ่ รปู แถบ กว้าง 0.5–1.3 ซม. ยาว 40–75 ซม. โคนสอบ ขอบเปน็ เย่ือใส
ๆ หยักซ่ฟี นั ละเอยี ด ปลายเรยี วแหลม แผ่นใบเกลีย้ ง หนาคลา้ ยหนงั โคนก้านใบแผ่เป็นกาบหมุ้ ลำ� ต้น รูปรถี ึงรูปไข่
สีเขียวซดี ถึงขาว กว้างประมาณ 4 ซม. ยาวประมาณ 6 ซม. มกั จะมีคราบสแี ดงของน�้ำเล้ียงแหง้ ตดิ อยู่ ช่อดอกแบบ
ชอ่ แยกแขนง สว่ นใหญ่โค้งลงหรอื ตง้ั ตรงเล็กนอ้ ย ออกที่ปลายยอด แตกกง่ิ 4 ชัน้ กา้ นช่อดอกยาวประมาณ 10 ซม.
แกนชอ่ ดอกยาวประมาณ 50 ซม. ดอกเดี่ยวหรอื เปน็ กระจกุ กลม ไมเ่ กิน 5 ดอก สเี หลอื งทอง กลบี รวมเชอ่ื มท่โี คน
รูปไขแ่ คบแกมรปู ขอบขนาน วงในกว้างกว่าวงนอก กวา้ ง 1.5–2.1 มม. ยาว 5–6 มม. ปลายกลีบทู่ โค้งไปดา้ นหลัง
ขอบกลบี ใส เกสรเพศผู้รปู ใบหอกถงึ รูปรีแคบ ติดท่ีโคนกลีบรวม อับเรณูสีเหลอื งออ่ น รปู ขอบขนานแคบ ตดิ ด้านหลงั
รังไข่สีเหลอื งทองเข้ม รปู ทรงกระบอกแกมรปู กระสวย ผลแบบมีเน้อื หน่งึ ถงึ หลายเมลด็ ทรงกลม แบนเลก็ นอ้ ย หรือ
เป็นพสู เี ขียวมะกอก เมอื่ เป็นผลอ่อนมเี ส้นตามยาวทอดระหว่างพู เมลด็ 2–3 เมลด็ เป็นสนั รปู สามเหลย่ี ม สีนำ้� ตาลออ่ น
ผิวเปน็ รอยย่น
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวิทยา พบตามยอดเขาหรอื สันเขาหินปนู มกั จะขึน้ ปะปนกับพืชในกลมุ่ เตยหนาม ปรง
ท่ภี าคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคกลาง และภาคใต้ ทีค่ วามสูง 300–500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกในช่วงเดือน
ธนั วาคมถงึ มกราคม เปน็ ผลในช่วงเดือนกมุ ภาพนั ธ์ถึงมีนาคม เปน็ พืชถิน่ เดียวของไทย

43

ASTERACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ม้ ลุก ไมพ้ ุ่ม พบนอ้ ยท่เี ปน็ ไม้ต้นหรอื ไมเ้ ถา ไมม่ ีหูใบ ใบเด่ียวหรือใบประกอบ เรียงตรงข้าม
หรอื เรยี งสลับ พบน้อยท่ีเรยี งรอบข้อ ดอกแบบชอ่ กระจุกแน่น ลอ้ มรอบดว้ ยวงกลบี ประดับ วงกลีบเลย้ี งลดรปู เป็นขน
เรยี กวา่ pappus กลบี ดอกเช่อื มตดิ กนั ดอกมอี ยู่ 2 ชนดิ ดอกวงนอก (ray flower) สมมาตรดา้ นขา้ ง ดอกกลาง (disk
flower) รูปหลอด สมมาตรตามรศั มี ก้านเกสรเพศเมยี แยกเปน็ 2 แฉก รงั ไขใ่ ตว้ งกลบี มี 1 ช่อง 1 ออวุล ผลแห้งเมลด็
ลอ่ น ที่ปลายมขี นติดแน่น พบนอ้ ยทเี่ ปน็ ผลแบบผนงั ชัน้ ในแข็ง
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายท่วั โลกโดยเฉพาะในเขตอบอ่นุ เขตรอ้ น และกึง่ เขตรอ้ น ประมาณ 1,600 สกุล 25,000
ชนิด ในประเทศไทยมี 107 สกุล 240 ชนดิ ชนิดทพี่ บบ่อยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ได้แก่ ขา้ วตอก Anaphalis
margaritacea (L.) Benth. & Hook. f., Aster sp., Camchaya sp., บง้ั ม่วงเชยี งดาว Cicerbita chiangdaoensis
H. Koyama, Cicerbita sp., ดลี ามอ้ น Duhaldea nervosa (Wall. ex DC.) Anderb., สวุ รรณภา Senecio craibinnus
Hosseus, สะพานก๊น Sigesbackia orientalis L., ขางเชยี งดาว Synotis cappa (Buch.-Ham. ex D. Don) C.
Jeffrey & Y. L. Chen var. parishii (Hook. f.) H. Koyama

1. สวุ รรณภา Senecio craibinnus Hosseus.
2. ดีลามอ้ น Duhaldea nervosa (Wall. ex DC.)

Anderb.
3. ขา้ วตอก Anaphalis margaritacea (L.) Benth. &

Hook. f.

44

ASTERACEAE

บงั้ ม่วงเชียงดาว
Cicerbita chiangdaoensis H. Koyama

ไม้ลม้ ลกุ เหง้าหนาประมาณ 1.5 ซม. ยาว 5-8 ซม. ลำ� ต้นตอนล่างทอดเลื้อย ตอนบนต้ังตรง ใบเดี่ยว ออกเปน็ กระจุก
ทโี่ คนตน้ รูปหวั ใจถึงรูปไต กว้าง 4-6 ซม. ยาว 4-5 ซม. ปลายท่หู รือมน โคนรปู หัวใจแคบหรอื กวา้ ง ขอบเรียบ หรอื
เป็นตง่ิ หนาม แผ่นใบดา้ นบนเกล้ยี ง ดา้ นลา่ งมขี นสัน้ หนานุ่ม โดยเฉพาะบริเวณเส้นใบมขี นสีน้ำ� ตาล ก้านใบยาว 3-7
ซม. ชอ่ ดอกแบบช่อกระจกุ แน่น กา้ นช่อยาว 3-6 ซม. วงใบประดับ กวา้ ง 4 มม. ยาว 13 มม. วงใบประดบั เรียงซ้อน
เหลือ่ มกัน 3-4 ช้ัน วงนอกสดุ รูปสามเหลี่ยม วงในสุดรปู ใบหอก กว้างประมาณ 2 มม. ขอบบาง สขี าว ปลายทู่ ฐาน
ดอกลกั ษณะคล้ายร่างแหดอกย่อย 12-14 ดอก รูปลน้ิ สฟี ้า กว้าง 4 มม. ยาว 20-22 มม. ขนสน้ั หนานุ่ม อับเรณูยาว
ประมาณ 2.5 มม. เกสรเพศเมยี ยาว 2.3 มม. ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปกระสวย แพปพัส ยาวประมาณ 6 มม.
การกระจายพนั ธุแ์ ละนิเวศวิทยา พบตามยอดเขาหรือสันเขาหนิ ปูนดอยเชียงดาว อ�ำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ที่ความสูง 1,700–2,200 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือนกนั ยายนถึงธันวาคม เปน็ พชื ถน่ิ เดยี ว
ของไทย

45

BALSAMINACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ล้มลุกปเี ดยี วหรอื หลายปี ล�ำต้นอวบนำ้� ใบเดี่ยว เรียงเวียน เรียงตรงขา้ ม หรอื เรยี งรอบขอ้
ไมม่ หี ใู บ ช่อดอกแบบชอ่ กระจุกหรอื ออกเด่ียว ๆ ตามซอกใบ ดอกสมบรู ณเ์ พศ สมมาตรด้านขา้ ง ดอกมจี ะงอยสน้ั หรอื
ยาว โคง้ หรอื ตรง กลีบเลีย้ ง 3 หรือ 5 กลบี กลีบดอก 5 กลีบ มีหลายสี เกสรเพศผู้ 5 เกสร อับเรณเู ปน็ หมวกคลุมยอด
เกสรเพศเมีย รังไข่เหนอื วงกลีบ มี 5 ช่อง แตล่ ะชอ่ ง มีออวุล 5 ถึงจำ� นวนมาก ยอดเกสรเพศเมยี 1–5 ยอด ผลแบบผล
แหง้ แตก
การกระจายพันธุ์ ในเขตร้อนทวปี เอเชยี แอฟริกา ยโุ รป อเมรกิ า ท่วั โลกมี 2 สกุล ประมาณ 900 ชนิด ใน
ประเทศไทยพบได้ท่วั ทุกภาค มี 2 สกลุ ประมาณ 100 ชนิด ชนดิ ที่พบบอ่ ยในระบบนิเวศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ Impatiens
andersonii Hook.f., เทยี นเชยี งดาว Impatiens chiangdaoensis T.Shimizu, เทยี นจนี Impatiens chinensis L.,
เทียนสบเมย Impatiens circaeoides Wall., เทยี นพสิ ทุ ธ์ิ Impatiens discolor DC., เทยี นแมฮ่ อ่ งสอน Impatiens
hongsonensis T. Shimizu, เทยี นทยา Impatiens jenjittikuliae Ruchis. & Suksathan, เทยี นเขาปนู Impatiens
jiewhoei Triboun & Suksathan, เทียนเมืองกาญจน์ Impatiens kanburiensis T. Shimizu , เทยี นนางคาร์
Impatiens kerriae Craib, เทยี นพังงา Impatiens macrosepala Hook.f., เทยี นน้อย Impatiens muscicola
Craib, เทยี นผาไท Impatiens nalampoonii T. Shimizu, เทียนนำ้� กัด Impatiens namkatensis T. Shimizu,
เทยี นตะนาวศรี Impatiens parishii Hook.f., เทยี นปกี ผเี สอ้ื Impatiens patula Craib, เทยี นนกแกว้ Impatiens
psittacina Hook.f., เทียนอินทนนท์ Impatiens racemosa DC., ชมพผู ้าห่มปก Impatiens rubrostriata
Hook.f., ชมพสู ริ ิน Impatiens sirindhorniae Triboun & Suksathan, เทยี นแพงพวย Impatiens spectabilis
Triboun & Suksathan, เทยี นดอย Impatiens violiflora Hook. f., Impatiens sp.

1. เทียนสบเมย Impatiens circaeoides Wall.
2. เทยี นพสิ ุทธ์ิ Impatiens discolor DC.
3. เทียนแม่ฮ่องสอน Impatiens hongsonensis T. Shimizu
4. เทียนนอ้ ย Impatiens muscicola Craib
5. เทยี นนำ�้ กัด Impatiens namkatensis T. Shimizu
6. เทียนพงั งา Impatiens phangngaensis Hook.f.
7. เทียนอินทนนท์ Impatiens racemosa DC.
8. เทียนผาไท Impatiens nalampoonii T. Shimizu

46

BALSAMINACEAE

เทยี นทยา
Impatiens jenjittikuliae Ruchis. & Suksathan

ไมล้ ้มลุก สูง 6-30 ซม. ก่ิงก้านสีเขยี ว มขี นยาวห่าง ๆ ใบเด่ียว เรียงเวียน กา้ นใบยาว 3-7.5 ซม. สีเขยี วออ่ นถึงสชี มพู
มขี นยาวหา่ ง ๆ ใบรปู ไขถ่ ึงรูปรี กว้าง 3-7 ซม. ยาว 9-20 ซม. โคนรปู ล่ิม ปลายแหลม ขอบจักฟนั เล่อื ยตื้น ๆ ผวิ ใบดา้ น
บนสเี ขียว ด้านลา่ งสเี ขียวอ่อน มขี นยาวห่าง ๆ ทง้ั สองด้าน เสน้ แขนงใบ 10-12 คู่ ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตาม
ซอกใบ กา้ นช่อดอกยาว 7-10 มม. แกนชอ่ ดอก สีเขียวอ่อน ยาว 8-20 มม. มขี นยาวห่าง ๆ ดอกในชอ่ 8-12 ดอก ดอก
กว้างประมาณ 15 มม. ยาวประมาณ 20 มม. สีขาวอมชมพู กลีบปากสมี ว่ งอมชมพู ใบประดับรปู ขอบขนานถึงรปู ใบ
หอกแคบ กวา้ ง 0.5 มม. ยาว 1 มม. โคนรปู ล่ิม ปลายแหลม สีเขียว มีขนยาวห่าง ๆ หลุดร่วงงา่ ย กา้ นดอก ยาว 12-15
มม. กลบี เลีย้ งคขู่ า้ ง รูปไข่กวา้ ง กว้าง 6-7 มม. ยาว 5-6 มม. ปลายเปน็ ติง่ หนาม โคนตัด สีชมพอู ่อน ผวิ ด้านลา่ งมีขน
ยาวห่าง ๆ กลบี เลยี้ งลา่ ง กวา้ ง 8-10 มม. ยาว 11-13 มม. รปู ท้องเรือ ปลายเรยี วแหลมและเปน็ ต่ิงหนาม มีขนหา่ งถึง
ขนแข็งเอียง เดือยโค้ง ยาว 14-15 มม. สีขาวถงึ ชมพอู อ่ น กลีบเล้ียงบน รปู ไข่กวา้ งถึงรปู หัวใจกลบั รูปคุ่ม กวา้ ง 14-15
มม. ยาว 11-12 มม. ปลายเวา้ บมุ๋ และเป็นติง่ หนาม โคนรูปหวั ใจ สขี าวถึงชมพูออ่ น ผิวใบด้านล่างบริเวณเสน้ กลางใบ
มสี ัน สงู 1-1.5 มม. กลบี ดอกคู่ข้างเช่ือมกนั ยาว 20-24 มม. แยกจากกลีบอน่ื กลีบดอกบน รปู ขอบขนานกวา้ ง กว้าง
10-11 มม. ยาว 9-10 มม. ปลายตดั โคนรปู ล่มิ กลีบดอกล่าง รูปขอบขนาน กวา้ ง 8-10 มม. ยาว 17-19 มม. ปลายตัด
สชี มพถู งึ สมี ว่ งแกมแดง สว่ นโคนมตี ง่ิ สงู ประมาณ 1 มม. เกสรเพศผู้ 5 เกสร กา้ นเกสรเพศผู้ ยาว 4-5 มม. สขี าว อบั เรณู
สขี าว รงั ไข่ ยาวประมาณ 4 มม. รปู กระสวย มี 5 คารเ์ พล สเี ขยี ว เกลย้ี ง ผลแบบแหง้ แตก รปู กระสวย ยาว 11-12 มม.
เมลด็ รูปไข่ สนี ำ�้ ตาล ยาวประมาณ 1.34 มม.
การกระจายพันธแุ์ ละนิเวศวิทยา พบตามบริเวณเขาหนิ ปูนใกล้นำ้� ตก ในป่าเบญจพรรณ จังหวัดตาก ที่ความสูง
520–600 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดือนสิงหาคมถึงตลุ าคม เป็นพืชถ่ินเดียวของไทย

47

เทยี นเมืองกาญจน์
Impatiens kanburiensis T. Shimizu

ไม้ลม้ ลุก สูง 50-100 ซม. ก่งิ ออ่ นและยอดอ่อนมีขนสั้นนมุ่ หนาแนน่ ใบเดย่ี ว เรยี งสลับ รปู รีแกมขอบขนาน ยาว
ประมาณ 4.5 ซม. ปลายและโคนใบแหลม เบยี้ วเล็กนอ้ ย ขอบหยกั มน ปลายหยกั เปน็ ตงิ่ สัน้ ๆ มีตอ่ มรปู รี 1 คู่ ทขี่ อบ
ใบดา้ นลา่ ง แผน่ ใบด้านลา่ งมีขนตามเส้นใบ เสน้ แขนงใบ 8-10 คู่ กา้ นใบยาว 1-2 ซม. ดอกเด่ียว ออกตามซอกใบใกล้
ปลายก่ิง ใบประดบั ติดทีโ่ คนกา้ นดอก กา้ นดอกยาว 0.5–1.5 ซม. กลีบเลี้ยงกลบี ขา้ ง 4 กลบี กลบี คูใ่ นมีขนาดเลก็ กลบี
ค่นู อกเชอื่ มตดิ กนั เป็นกะเปาะ ปลายแยก 2 แฉก แต่ละแฉกปลายมตี ่ิงแหลม ดา้ นนอกมีขนสน้ั น่มุ หนาแนน่ กลบี ปาก
เปน็ ถงุ กวา้ งประมาณ 0.8 ซม.ด้านในมีจุดสเี หลอื ง ตรงกลางมปี ้ืนสีเหลือง เดอื ยสั้น 1 คู่ กลีบดอกกลีบกลางรูปไข่กลับ
ยาวประมาณ 1 ซม. สีมว่ งอ่อนช่วงปลายกลีบ กลางกลบี เปน็ สนั สีเขียวออ่ น ปลายกลีบเปน็ ตงิ่ แหลม กลบี ปีกเช่ือมติด
กัน ยาวประมาณ 2 ซม. กลบี คู่นอกยาวประมาณ 1.2 ซม. ปลายมน เวา้ ตนื้ ๆ ทีโ่ คนมเี ขา แคปซูลเต่งตรงกลาง ปลาย
เรียวแหลม เมลด็ รูปขอบขนาน แบน ยาวประมาณ 0.4 ซม. มีขนส้ันน่มุ
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนิเวศวิทยา ข้นึ ตามเขาหนิ ปนู พบเฉพาะทีจ่ งั หวดั กาญจนบุรี ท่ีความสงู ประมาณ 350 ม. จาก
ระดบั ทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เปน็ พืชถ่นิ เดยี วของไทย

48

BALSAMINACEAE

ชมพสู ิริน
Impatiens sirindhorniae Triboun & Suksathan

ไมล้ ้มลกุ สูงไดป้ ระมาณ 50 ซม. แตกกอ ล�ำตน้ มักห้อยลง อวบนำ�้ เกลีย้ ง มนี วล ใบเด่ยี ว เรียงเวยี น ออกหนาแนน่ ตาม
ปลายก่งิ รปู รีหรอื รปู ไข่ ยาว 3-4 ซม. ปลายแหลม โคนรปู ลม่ิ กวา้ ง กลม หรอื คล้ายรปู หวั ใจตื้น ขอบจักฟนั เลื่อยห่าง
ๆ ปลายจกั เปน็ ติง่ มีตอ่ มใกล้โคนเหนอื ก้านใบ แผน่ ใบค่อนขา้ งหนา เสน้ แขนงใบขา้ งละ 3-6 เส้น เสน้ แขนงใบย่อยไม่
ชัดเจน กา้ นใบยาว 2-7.5 ซม. ดอกเดี่ยว ออกเด่ยี ว ๆ หรอื เปน็ กระจุก 2 ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกยาว
3-6.5 ซม. เกล้ียง ใบประดบั ขนาดเลก็ ติดใกลโ้ คนก้านดอก กลบี เลยี้ งสีเขยี วออ่ น กลบี ข้าง 4 กลบี คนู่ อกรปู ไข่ ยาว
6-7 มม. คใู่ นขนาดเล็ก กลม ประมาณ 2 มม. กลีบปากเป็นถุงลึก โค้งเรียวยาว เว้าเปน็ เดือย ยาวได้ประมาณ 6 ซม.
กลบี ดอกสชี มพอู มมว่ งอ่อน แผ่บานออก กลีบปากรปู ไขก่ ลบั กวา้ ง ยาวประมาณ 2 ซม. กว้างประมาณ 2.5 ซม. โคนมี
เขาขนาดเลก็ 1 คู่ ขนาดประมาณ 2 มม. กลบี ข้าง กลบี คนู่ อกตดิ กัน แฉกลกึ ประมาณสองในสามสว่ น คล้ายรูปหวั ใจ
ยาวประมาณ 2 ซม. กว้างประมาณ 2.5 ซม. กลีบคู่ในรูปไข่กลบั ยาวเท่า ๆ กลีบคูน่ อก ผลแบบแคปซลู ป่องตรงกลาง
รูปขอบขนาน เกลย้ี ง
การกระจายพนั ธ์แุ ละนเิ วศวทิ ยา พบตามหนา้ ผาหนิ ปนู ทางภาคใต้ท่ีจงั หวดั กระบ่แี ละสรุ าษฎร์ธานี ท่ีความสงู
20–150 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดอื นธันวาคมถงึ มีนาคม เปน็ พืชถิน่ เดียวของไทย

49


Click to View FlipBook Version