The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

พรรณไม้สำคัญในระบบนิเวศเขาหินปูนประเทศไทย

BEGONIACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ้มลุกอายหุ ลายปหี รือไม้พุ่มเต้ียต้งั ตรงหรอื เลอื้ ย อวบน�ำ้ มเี หงา้ หรอื หัวใต้ดนิ ใบเด่ียว เรยี ง
สลับหรือเรียงเวยี น ขอบเรยี บ จักฟันเลื่อย หรือหยกั ซี่ฟัน โคนเบย้ี ว เส้นใบออกจากโคนใบ หใู บขนาดใหญ่ บางคร้ัง
ตดิ ทน ช่อดอกแบบช่อกระจุกหรอื ช่อกระจกุ แยกแขนง ออกตามซอกใบ ดอกสมมาตรด้านข้าง ปกติแยกเพศรว่ มต้น
กลบี รวมสขี าว ชมพู หรือ สแี ดง ลักษณะต่างกนั ในดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย ดอกเพศผูม้ ี 2-4 กลบี เรียงเป็นสองชน้ั
สมมาตรตามรัศมี เกสรเพศผู้ 4 เกสร ถึงจ�ำนวนมาก กา้ นเชื่อมกนั ทโี่ คนหรือแยกกัน อับเรณูตดิ ท่ีฐาน แตกตามยาว
หรือเปน็ ช่องเปดิ ดอกเพศเมยี มี 2-5(-10) กลบี เรียงซอ้ นเหลือ่ มกนั สมมาตรด้านข้าง รังไข่ใต้วงกลบี มี (1)2-3(4-8)
ชอ่ ง กา้ นยอดเกสรเพศเมีย 2 หรือ 3 (4-6) เชื่อมกนั ท่ีโคน ลักษณะคล้ายซ่อม ยอดเกสรเพศเมยี บิดเวยี นหรอื เปน็ แถบ
ลกั ษณะคล้ายตัวยู ผลแบบแคปซูลแหง้ มี 3 ปกี เมล็ดขนาดเลก็ จำ� นวนมาก
การกระจายพนั ธุ์ พบทวั่ ไปในเขตร้อนและกึง่ เขตร้อน มศี ูนย์กลางการกระจายพันธใ์ุ นอเมรกิ าใตแ้ ละเอเชยี สว่ น
ในแอฟริกามีจำ� นวนชนิดน้อย ท่ัวโลกมี 2 สกุล 1,600 ชนดิ ในประเทศไทย มี 1 สกุล ชนิดที่พบบอ่ ยในระบบนเิ วศ
เขาหินปนู ไดแ้ ก,่ Begonia adenopoda Lem., เปรีย้ วแดง Begonia alicida C.B. Clarke, ก่วมหนิ Begonia
brandisiana Kurz, กา้ มกงุ้ หิน Begonia curtisii Ridl., สม้ กุ้งหินปนู Begonia demissa Craib, ดาดหางนกกะลิง
Begonia elisabethae Kiew, Begonia exposita Phutthai & M. Hughes, สม้ กงุ้ Begonia incerta Craib,
วา่ นกา้ มกงุ้ หนิ Begonia integrifolia Dalzell, Begonia kanburiensis Phutthai & M. Hughes, ชมพยู นู นาน Begonia
modestiflora Kurz, ส้มกุ้ง Begonia palmata D.Don., สม้ กงุ้ พุทธไทย Begonia phutthaii M. Hughes, ดาด
บวั หนิ ดอกชมพู Begonia pseudosubperfoliata Phutthai & M. Hughes, ส้มกุง้ ใบเฟนิ Begonia pteridiformis
Phutthai, ดาดใบบัว Begonia pumilio Irmsch., ส้มกุง้ นายพุด Begonia puttii Craib, ก้ามกุ้งถำ้� Begonia
saxifragrifolia Craib, สนั ดานหนิ Begonia sinuata Wall. ex Meisn., ดาดนภา Begonia soluta Craib, ดาดบวั หนิ
Begonia subperfoliata Parish. ex Kurz, Begonia surculigera Kurz, Begonia tenasserimensis Phutthai
& M. Hughes, Begonia tricuspidata C.B. Clarke, วา่ นก้ามกุง้ Begonia variabilis Ridl.

1. ดาดบัวหินดอกชมพู Begonia pseudosubperfoliata Phutthai & M. Hughes
2. ดาดบัวหิน Begonia subperfoliata Parish. ex Kurz
3. ดาดนภา Begonia soluta Craib
4. ส้มกงุ้ ใบเฟนิ Begonia pteridiformis Phutthai

50

BEGONIACEAE

ส้มกงุ้ พทุ ธไทย
Begonia phutthaii M. Hughes

ไมล้ ม้ ลกุ แยกเพศรว่ มตน้ สงู 10–30 ซม. หัวใต้ดนิ ทรงกลมหรือเกือบกลม เสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 5–10 มม. มรี ากฝอย
จำ� นวนมาก ล�ำต้นอวบน้ำ� ตัง้ ตรง เปน็ มัน สเี ขยี วหรือม่วงแดง ใบเด่ยี ว 6–8 ใบ ติดที่ฐาน เรียงสลับ ก้านใบสีเขียวอ่อน
ถึงสีมว่ งแดง หรอื สีนำ้� ตาลแดง ยาว 5–20 ซม. ใบไมส่ มมาตร รูปไขก่ ว้าง กว้าง 4–14 ซม. ยาว 4–13 ซม. ปลายแหลม
โคนรปู หัวใจ ขอบหยักซ่ฟี ัน เส้นใบแบบแบบฝ่ามอื เสน้ ใบ 7–8 เส้น ผวิ ใบดา้ นบนมีขนสัน้ นมุ่ สเี ขียวเข้มหรอื สีเขยี ว
แกมม่วงแดง เป็นมัน ผิวใบด้านล่างมีขนหนาแน่นโดยเฉพาะบริเวณเส้นใบ สีเขียวหรือม่วงแดงเข้ม หูใบติดทน
รปู สามเหล่ยี ม กว้าง 2–2.5 มม. ยาว 4–5 มม. สเี ขยี วออ่ นหรือมว่ งแดงออ่ น ปลายแหลม ขอบเรยี บ มขี น ช่อดอกแบบ
ช่อกระจกุ ประกอบ ออกท่ีปลายยอด แตกกิง่ 1–4 ชั้น ยาว 4–13 ซม. ดอกเพศผู้ 4–6 ดอก ดอกเพศเมยี 2 ดอก กา้ น
ช่อดอกกลม ยาว 3–5 ซม. มีขนสนั้ นุ่ม เป็นมัน ใบประดบั บาง หลุดร่วงงา่ ย รูปใบหอก กว้าง 0.5–2 มม. ยาว 1–2 มม.
สชี มพอู มเขยี ว หรือสีเขียวออ่ น ปลายแหลมหรือมน ขอบเรียบ มีขนส้ันนุม่ ดอกเพศผู้ กา้ นดอกยาว 5–10 มม. ตรง
กลบี รวม 2 หรอื 4(–5) กลบี สแี ดงเขม้ สชี มพอู อ่ น หรอื สขี าว กลบี นอกรปู กลม 2 กลบี กวา้ ง 5–10 มม. ยาว 4–10 มม.
โคนมน ปลายทู่หรอื แหลม ขอบเรียบ ดา้ นในเกลย้ี ง ดา้ นนอกมขี น กลีบในรูปขอบขนาน 2 กลีบ กวา้ งประมาณ 2 มม.
ยาว 4–5 มม. โคนรปู ล่ิม ปลายทู่ ขอบเรียบ เกลยี้ งท้ังสองด้าน วงเกสรเพศผู้สมมาตรตามรศั มี ทรงกลม เกสรเพศผู้
40-50 เกสร สเี หลือง ก้านเกสรเพศผู้ยาวประมาณ 0.5 มม. อบั เรณูรปู ขอบขนาน ยาวประมาณ 0.5 มม. แตกทป่ี ลาย
ดอกเพศเมีย ก้านดอกสีแดงเข้ม ยาว 6-9 มม. กลีบรวม 2–4(–5) ขนาดและสีสันเหมือนดอกเพศผู้ ก้านยอดเกสร
เพศเมยี 3 กา้ น โคนเช่อื มกัน ยอดเกสรเพศเมยี เปน็ แถบรปู ไต ผิวบิดเวียน สีเหลือง รังไขม่ ี 3 ปีก เทา่ ๆ กัน มี 3 ชอ่ ง
สีชมพหู รอื เขียวออ่ น มีขนส้ันนุ่มหนาแน่น ผลแบบแห้งแตก สขี าวอมชมพู ห้อยลง เมื่อแหง้ เปลย่ี นเปน็ สีน�้ำตาล กว้าง
5-6 มม. ยาวประมาณ 5 มม.
การกระจายพันธ์แุ ละนเิ วศวิทยา พบสันเขาหินปูนชื้นตามชายป่าดิบแล้ง ที่จงั หวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงราย ทีค่ วาม
สงู ประมาณ 600 ม. จากระดับทะเล ออกดอกประมาณเดือนกนั ยายนถึงตุลาคม เป็นผลประมาณเดือนพฤศจกิ ายนถึง
ธันวาคม พชื ถน่ิ เดยี วทางภาคเหนือของไทย

51

BIGNONIACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไม้เถา ไม้ตน้ หรือไม้พมุ่ พบนอ้ ยทีจ่ ะเปน็ ไม้ลม้ ลกุ ไม่มหี ูใบ ใบประกอบ แบบ 2-3 ใบ แบบขน
นก หรอื แบบฝ่ามอื พบนอ้ ยทจ่ี ะเปน็ ใบเดยี่ ว เรียงตรงขา้ มพบนอ้ ยท่ีจะเรียงสลับ เสน้ ใบแบบขนนก ดอกเดีย่ วหรอื
ช่อดอกแบบช่อกระจะหรือช่อกระจกุ แยกแขนงออกตามซอกใบหรอื ปลายยอด ดอกขนาดใหญ่ เด่น สว่ นใหญส่ มมาตร
ทางด้านขา้ ง วงกลีบเลย้ี งเชือ่ ม ปลายแยกเปน็ 5 แฉก บางครัง้ เชอื่ มเป็นรปู ช้อน กลีบดอกเชอ่ื มตดิ กนั เปน็ รปู ระฆัง
ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรเพศผู้ปกติมี 4 เกสร สน้ั 2 ยาว 2 มีเกสรเพศผทู้ เ่ี ปน็ หมนั รังไข่เหนอื วงกลีบ มี 2 ชอ่ ง
แตล่ ะช่องมีหลายออวุล ผลแบบแหง้ แตกเปน็ 2 ซีก พบน้อยทจ่ี ะเป็นผลสดหรอื ผลไมแ่ ตก เมล็ดมักมีปีกแบน พบนอ้ ยที่
จะหนาคลา้ ยคอรก์ หรือเมลด็ ฝังอยใู่ นเนื้อผล
การกระจายพนั ธุ์ พบกวา้ งขวางในเขตร้อนทวั่ โลก ศนู ยก์ ลางการกระจายพนั ธุ์อยู่ตอนเหนอื ของทวปี อเมริกาใต้ มี
ประมาณ 104 สกลุ 860 ชนดิ ในประเทศไทยพบ 12 สกุล 23 ชนดิ ชนิดท่พี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ได้แก่
แคพรุ Radermachera pinnata (Blanco) Seem., แคสนั ตสิ ขุ Santisukia kerrii (Barnett & Sanwith) Brummitt,
กาญจนิการ์ Santisukia pagetii (Craib) Brummitt, แคหนิ Stereospermum tetragonum DC.

1. แคหิน Stereospermum angustifolium Haines
2. แคพรุ Radermachera pinnata (Blanco) Seem.
3. แคสนั ติสุข Santisukia kerrii (Barnett & Sanwith) Brummitt

52

BIGNONIACEAE

กาญจนิการ์

Santisukia pagetii (Craib) Brummitt

ไม้ต้น สงู ไดถ้ ึง 20 ม. ใบประกอบแบบขนนก ยาว 17–35 ซม. ใบยอ่ ยมี 5–10 คู่ รปู ไข่ รปู ขอบขนานหรือรปู ใบหอก
ยาว 5–7 ซม. ปลายแหลมยาว โคนเบ้ยี ว ก้านใบยอ่ ยยาว 1–5 มม. ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจุกแยกแขนง ออกตามปลาย
กง่ิ ยาว 20–35 ซม. มขี นและตอ่ มประปราย หลอดกลีบเลีย้ งยาว 1.5–2 ซม. มีต่อมหนาแนน่ ดอกรูปแตร สีขาว ยาว
4.5–5.5 ซม. หลอดกลีบดอกตรง ฝกั รูปขอบขนาน ยาว 10–16 ซม. มตี อ่ มหนาแนน่ ผนังกัน้ กว้าง 2.5–3 ซม. เมล็ด
ยาวประมาณ 2.5 ซม. รวมปีก
การกระจายพันธแุ์ ละนิเวศวทิ ยา พบตามเขาหินปูนทแี่ หง้ แล้งหรือใกล้ชายทะเล ทางภาคเหนอื ตอนลา่ ง และ
ภาคตะวันตกเฉยี งใตท้ ่ีอุทัยธานี กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบุรี และประจวบครี ีขันธ์ ที่ความสูงประมาณ 200 ม. จาก
ระดบั ทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดือนมกราคมถงึ เมษายน พชื ถน่ิ เดียวของไทย

53

BORAGINACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ลม้ ลกุ ไมพ้ ุ่ม หรือไมต้ น้ พบนอ้ ยท่ีเปน็ ไมเ้ ถา ไม่มหี ูใบ ใบเดยี่ ว พบนอ้ ยท่จี ะเป็นใบประกอบ
เรียงสลับ อาจพบเรยี งเกือบตรงขา้ ม แผน่ ใบขรุขระหรอื สาก ขอบเรยี บหรอื เกือบเรยี บ พบน้อยทจี่ ะเป็นจกั ฟนั เลอ่ื ย
ชอ่ ดอกแบบช่อกระจุกหรือช่อแบบงวงขา้ งเดียว มโี อกาสพบดอกเดยี่ ว ดอกสมมาตรตามรศั มี สมบรู ณ์เพศหรอื แยกเพศ
กลีบเลยี้ งและกลบี ดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลยี้ งเช่อื มหรือแยก บางครง้ั บวมและตดิ แนน่ กลีบดอกเชอ่ื มติดกันเปน็
หลอด มกั มรี ยางค์ ปลายแยกเปน็ 5 พู เกสรเพศผู้ 5 เกสร ตดิ บนหลอดกลีบดอก รงั ไขเ่ หนอื วงกลบี มี 2 คาร์เพล มี 1,
2 หรือ 4 ช่อง มี 1 ออวลุ ต่อ 1 ชอ่ ง โคนกา้ นยอดเกสรเพศเมียบวม ยอดเกสรเพศเมยี มี 1, 2 หรือ 4 ผลแบบแยกแล้ว
แตกเป็น 4 ซกี หรือผลแบบผนงั ชั้นในแขง็ มี (1-)4 เมลด็ ไม่มีเอนโดสเปิร์ม
การกระจายพนั ธุ์ พบท่ัวไปในเขตร้อนและกงึ่ เขตรอ้ นท่ัวโลก มปี ระมาณ 148 สกลุ 2,740 ชนิด ในประเทศไทยพบ
ประมาณ 15 สกุล ประมาณ 45 ชนดิ ชนดิ ที่พบบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ไดแ้ ก,่ Cordia sp., Cynoglossum sp.,
งวงชา้ งเขา Heliotropium strigosum Willd., เทพอัปสร Maharanga lycopsioides (C.E.C. Fisch.) I.M. Johnst.,
หยาดนภา Onosma burmanica Colett & Hemsl.

1. เทพอัปสร Maharanga lycopsioides (C.E.C. Fisch.) I.M. Johnst.
2. Cynoglossum sp.
3. งวงช้างเขา Heliotropium strigosum Willd.

54

BORAGINACEAE

หยาดนภา
Onosma burmanica Colett & Hemsl.

ไม้ล้มลุก สงู ไดถ้ ึง 1 ม. ใบท่ีเรยี งแผป่ กคลุมโคนตน้ มจี �ำนวนมาก รปู ใบหอก ปลายเรียว ยาว 6–11 ซม. แผ่นใบมขี น
สากดา้ นบน มขี นแบบใยไหมดา้ นลา่ ง ใบบนลำ� ตน้ รปู ใบหอก ยาว 3–7 ซม. ชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนง ยาว 10–30 ซม.
ชอ่ ยอ่ ยแบบชอ่ กระจกุ ปลายม้วน ยาว 3–5 ซม. ดอกสีขาวเปล่ยี นเปน็ สีน�ำ้ ตาลอ่อนเมอ่ื แก่ กลบี เลี้ยง 5 กลบี ยาว
0.8–1 ซม. กลบี ดอกเชื่อมเปน็ หลอด กวา้ ง 0.5–0.7 ซม. ยาว 1–1.3 ซม. ปลายแยกเป็น 5 แฉกต้นื ๆ มขี นแขง็ เอน
ปกคลมุ ด้านนอกตอนปลายกลีบ ดา้ นในมขี นอุยเรียงเปน็ รูปแถบส้ัน ๆ ใกลโ้ คนกลบี ตอ่ มน�้ำต้อยเปน็ พขู นาดเล็กมี
ขนอุย เกสรเพศผู้ 5 เกสร ตดิ บนหลอดกลีบดอก ยน่ื ยาวพ้นหลอดกลีบ ก้านชอู บั เรณูเรยี วยาว มขี นจรดโคนก้าน
อบั เรณูเรียงติดกันเปน็ หลอด รังไขจ่ ัก 4 พู 4 ออวุล กา้ นเกสรเพศเมยี เกล้ยี ง ผลยอ่ ยแบบผนังชนั้ ในแข็ง มี 4 ผล
ในช่อ ยาว 3–3.5 ซม. สนี ำ้� ตาล เปน็ ตมุ่ ๆ
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา พบขน้ึ หนาแนน่ ตามทโี่ ลง่ เขาหนิ ปนู ทางภาคตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องไทยทด่ี อยหวั หมด
จังหวดั ตาก ที่ความสงู ประมาณ 900–1,000 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือนกนั ยายนถึง
ธันวาคม ในต่างประเทศพบทเ่ี มียนมาร์

55

BUXACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้พุ่มหรือไมต้ ้นขนาดเล็ก แยกเพศร่วมต้นหรอื แยกเพศตา่ งตน้ ใบเดี่ยว เรยี งสลับ เรยี งตรงขา้ ม
ขอบเรยี บหรอื หยกั ซ่ีฟนั ใบเกลยี้ ง เส้นใบแบบขนนกหรอื สามเส้นออกจากฐานใบ ช่อดอกแบบชอ่ กระจะหรือชอ่ เชงิ ลด
ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ดอกขนาดเล็ก แยกเพศ สมมาตรตามรศั มี ดอกเพศผู้ กลีบรวม 4(-6) กลีบ เกสรเพศผู้ 4
เกสร พบเกสรเพศเมยี ทีเ่ ป็นหมนั ดอกเพศเมีย กลบี รวม 4(-6) กลีบ ลกั ษณะคลา้ ยใบประดับยอ่ ย มี 2-3 คาร์เพล รังไข่
เหนอื วงกลีบ ก้านยอดเกสรเพศเมยี แยกกัน 2-3 ยอด ยอดเกสรเพศเมียเปน็ ครบี โคง้ เข้าดา้ นใน 1 ช่อง มี 2 ออวุล ผล
แบบแตกกลางพูหรือแบบมีเนอ้ื หน่งึ ถงึ หลายเมล็ด เมล็ดสีดำ�
การกระจายพนั ธุ์ กระจายพนั ธกุ์ วา้ งขวาง พบต้ังแตข่ ้ัวโลกเหนือถงึ ข้วั โลกใต้ ประมาณ 6 สกุล 100 ชนิด ใน
ประเทศไทยพบ 2 สกลุ 5 ชนดิ ชนิดทพี่ บบ่อยในระบบนิเวศเขาหินปนู ได้แก,่ ช้องเจา้ ฟ้า Buxus sirindhorniana
W.K.Soh, von Sternb., Hodk. & J.Parn., Sarcococca vagans Stapf.

1. -2. Sarcococca vagans Stapf.

56

BUXACEAE

ชอ้ งเจา้ ฟ้า
Buxus sirindhorniana W.K.Soh, von Sternb., Hodk. & J.Parn.

ไม้พ่มุ ถงึ ไม้ตน้ ขนาดเลก็ สงู ไดถ้ ึง 8 ม. กง่ิ ก้านกลมหรอื เป็นเหลยี่ ม ใบเด่ยี ว เรยี งตรงขา้ ม รปู ใบหอกกลบั กวา้ ง 1.5-2.8
ซม. ยาว 7.5-13 ซม. ปลายแหลม โคนสอบ ขอบม้วนลงเลก็ น้อย เสน้ กลางใบเห็นชัดทางดา้ นบน เสน้ แขนงใบ 25-30
คู่ ชอ่ ดอกแบบช่อกระจุก ยาวประมาณ 1.3 ซม. มีขน ใบประดบั รูปไข่ ปลายแหลม ยาว 2-2.5 มม. ขอบเป็นชาย
ครุย ดอกสเี ขยี ว ดอกเพศผกู้ ว้างประมาณ 4 มม. ยาว 8-12 มม. ก้านดอกยาว 1.5-2 มม. กลบี รวม 4 กลบี รูปไข่ โคง้
เขา้ เกสรเพศผูย้ าว 2-3 มม. เกสรเพศเมยี ท่เี ป็นหมนั กว้างประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 1.5 มม. ดอกเพศเมียยาว
ประมาณ 3 มม. มี 2 คารเ์ พล กลบี รวม 4 กลบี รปู ไข่ ยาว 1-1.5 มม. ขอบเปน็ ชายครุย รงั ไข่ยาว 1.5-2 มม. กา้ นยอด
เกสรเพศเมียแยกเป็น 2 ยาวประมาณ 1 มม. ยอดเกสรเพศเมยี เปน็ ครีบ ผลแบบแหง้ แตก ทรงกลม เส้นผ่านศูนยก์ ลาง
ประมาณ 5 มม. สเี ขยี วเข้มเปล่ยี นเป็นสมี ่วงเขม้ เม่ือแก่ เมลด็ กวา้ งประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 2.5 มม.
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา พบขน้ึ ตามทโ่ี ลง่ สนั เขาหนิ ปนู หรอื เขาหนิ ปนู กรอ่ น ทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ตก
เฉียงใตข้ องไทย ท่ีความสูง 775-1,525 ม. จากระดับทะเล ออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคมถงึ มถิ ุนายน เปน็ ผล
ประมาณเดือนกรกฎาคมถงึ กนั ยายนพืชถ่นิ เดียวของไทย

57

CALOPHYLLACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ น้ หรอื ไมพ้ มุ่ ใบเด่ียว เรยี งตรงข้าม เรยี งสลับ หรอื เรยี งรอบขอ้ ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจุก หรือ
ออกเปน็ ดอกเดีย่ ว ๆ ตามซอกใบหรือปลายยอด ดอกสมบูรณ์เพศหรอื แยกเพศ สมมาตรตามรศั มี กลีบรวม 4-8 หรอื
กลบี เลีย้ งแยกหรือเชื่อมกันเปน็ หลอด ปลายแยกเป็น 2-5 แฉก กลบี ดอก 4 หรือ 5 กลบี แยกกัน เกสรเพศผู้ 1 ถงึ
จำ� นวนมาก ผลแบบมเี นื้อหน่งึ ถงึ หลายเมล็ด แบบผนังชั้นในแขง็ หรอื แบบผลแหง้ แตก มหี รอื ไมม่ ปี กี มีหรือไม่มีเยอ่ื หมุ้
เมล็ด ใบเล้ยี งขนาดใหญ่
การกระจายพันธุ์ พบกระจายท่วั ไปในเขตร้อนทวั่ โลก ประมาณ 14 สกลุ 750 ชนดิ ในประเทศไทยพบ 4 สกลุ 23
ชนิด ชนดิ ที่พบบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่, ตังหนใบหนบี Calophyllum teysmannii Miq., สารภดี อกใหญ่
Mammea harmandii (Pierre) Kosterm.

1. - 3. สารภดี อกใหญ่ Mammea harmandii (Pierre)
Kosterm.

58

CALOPHYLLACEAE

ตงั หนใบหนบี

Calophyllum teysmannii Miq.

ไมต้ น้ สูงไดถ้ งึ 25 ม. ลำ� ต้นส้ัน พพู อนแผก่ ว้าง มกั มีรากคำ�้ ยนั เปลือกขรขุ ระ แตกเปน็ รอ่ งต้นื ๆ สีน�ำ้ ตาลถงึ น�้ำสตี าล
อมเทา น�้ำยางใส สีเหลอื งถึงสนี ำ้� ตาลอมเหลือง ใบเด่ยี ว รปู ไข่กลบั รปู ไข่กลบั แกมรูปรี ถึงรปู รี กวา้ ง 1.5-3.5 ซม. ยาว
3.5-7.5 ซม. ปลายแหลม กลม ถึงเวา้ บุ๋ม โคนรูปล่ิม ขอบเรยี บหนา แผ่นใบมขี นส้ันนมุ่ หรอื เกลยี้ งใบแหง้ สนี ำ้� ตาลอม
แดง กา้ นใบยาว 0.3-0.7 ซม. ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ ยาว 2.5-5 ซม. ออกตามซอกใบ ปกคลมุ ดว้ ยขนสน้ั นมุ่ มี 3-7 ดอก
ก้านชอ่ ดอกยาว 1.3-2.3 ซม. กลบี รวม 8 กลบี คนู่ อกรูปไขถ่ งึ รูปเกือบกลม กวา้ ง 4-4.5 มม. ยาว 4-5 มม. เกล้ยี งหรือ
มขี นสั้นนุ่มท่ีขอบ กลีบในรูปไขถ่ ึงรปู เกือบกลม กว้าง 5.5-7 มม. ยาว 5-8 มม. เกลยี้ งหรอื มีขนส้ันนุ่มทข่ี อบ อีกสอง
กลบี ถดั เขา้ มา รปู ไขก่ ลบั ถงึ รปู ชอ้ น กวา้ ง 2-5 มม. ยาว 6-9 มม. เกลยี้ งหรอื มขี นสนั้ นมุ่ ทขี่ อบ เกสรเพศผู้ 81-212 เกสร
กา้ นเกสรเพศผยู้ าว 3-3.5 มม. อับเรณูยาว 1-1.5 มม. รังไข่ยาว 2-2.5 มม. ก้านยอดเกสรเพศเมีย 4.5-5 มม. ผลแบบ
ผนังชัน้ ในแขง็ ทรงกลมแกมรปู ไข่ กวา้ ง 1.8-2 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. ปลายแหลมหรอื มน เปลอื กเรยี บ สีเขียวแกมเหลอื ง
เปลีย่ นเป็นสนี �้ำตาลเมอื่ แก่
การกระจายพันธ์แุ ละนเิ วศวิทยา พบขน้ึ ตามสันหรอื ผาเขาหนิ ปูนตามเกาะในทะเลหรือตามสันเขาในป่าดิบทางภาค
ใตข้ องไทย ทีค่ วามสูงประมาณ 50-315 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคมถงึ มถิ ุนายน เป็นผล
ประมาณเดือนกรกฎาคมถงึ สิงหาคม ในต่างประเทศพบที่คาบสมุทรมาเลเซยี และบอรเ์ นยี ว

59

CAMPANULACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ้มลกุ พบนอ้ ยทจ่ี ะเป็นไมพ้ ุ่ม ไมต้ น้ หรือไมเ้ ถา มยี างขาว ไม่มหี ูใบ ใบเด่ียวพบนอ้ ยทีจ่ ะเป็น
ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลบั เรียงตรงขา้ ม หรือเรยี งเป็นวง ขอบเรยี บ หรอื จกั เป็นพู ช่อดอกแบบช่อกระจะ ช่อ
แยกแขนง หรอื คล้ายช่อเชงิ ลด ออกตามปลายยอด หรอื ดอกเดยี่ วออกตามซอกใบ ดอกสมมาตรตามรัศมีหรือสมมาตร
ทางดา้ นขา้ ง สมบรู ณ์เพศ กลบี เล้ยี งเชอ่ื มตดิ กัน ปลายแยกเป็น (3-)5(-10) แฉก ติดทน กลบี ดอกเช่อื มตดิ กนั เป็นรูป
ระฆงั ปลายแยกเปน็ (4-)5(-10) แฉก มกั มีสฟี า้ หรือสมี ว่ ง เกสรเพศผู้มีจ�ำนวนเท่ากบั แฉกกลบี ดอก รงั ไข่ใตห้ รือกึง่ ใต้
วงกลีบ 2–5(-10) คารเ์ พล ด้านบนมีจานดอกท่มี ีต่อมน้ำ� หวานตดิ อยู่ ออวุลจ�ำนวนมาก พูยอดเกสรเพศเมียมเี ท่ากับ
จ�ำนวนคารเ์ พล ผลแกแ่ ตกตามช่องท่ีปลาย โคน หรือแตกตามขวาง หรอื ผลแบบมีเนื้อหนึ่งถงึ หลายเมล็ด เมล็ดขนาด
เลก็ จำ� นวนมาก
การกระจายพันธุ์ พบกระจายทว่ั โลก โดยเฉพาะในเขตอบอนุ่ และกงึ่ เขตร้อนมี 84 สกุล ประมาณ 2,400 ชนิด ใน
ประเทศไทย มี 10 สกุล 27 ชนดิ ชนิดท่พี บบ่อยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่, หญ้ากระดิง่ Campanula pallida
Wall., หญ้ากระด่งิ โรสแมรี่ Campanula rosmarinifolia Kerr, ระฆงั แกว้ Campanumoea javanica Blume,
มะยมแกว้ Cyclocodon celebicus (Blume) D.Y. Hong, ผกั ลืมผัว Lobelia nummularia Lam.

1. หญา้ กระด่ิง Campanula pallida Wall.
2. - 3. ระฆังแกว้ Campanumoea javanica Blume
4. ผักลมื ผวั Lobelia nummularia Lam.

60

CAMPANULACEAE

หญา้ กระดิ่งโรสแมร่ี

Campanula rosmarinifolia Kerr

ไมล้ ้มลุกอายหุ ลายปี สูง 15-50 ซม. มีรากหนา แขง็ แรง ใบเดี่ยว ออกตามลำ� ต้น รูปขอบขนานหรอื รูปใบหอกแกมรูป
แถบ กวา้ ง 0.1-0.3 ซม. ยาว 1.5-3.5 ซม. ปลายเกือบทู่ โคนสอบแคบ ขอบเป็นคล่ืน ม้วนลงเลก็ น้อย ก้านใบสนั้ มาก
ชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนง มี 1-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. ดอกชัดเจน ก้านดอกยาว 5-10 มม. รังไข่มขี นส้นั
น่มุ ปกคลมุ รูปกรวยคว่�ำ ยาวประมาณ 2-3 มม. กลบี เลย้ี งรูปสามเหล่ียมแคบถงึ รูปใบหอก ยาว 2-3 มม. ปลายแหลม
ขอบม้วน กลีบดอกสีมว่ งแกมฟา้ เชอ่ื มเปน็ หลอด ยาว 7-8 มม. หลอดหลบี ดอกยาว 4-5 มม. ปลายแยกเป็นพู ปลาย
เกอื บแหลม ยาวประมาณ 3 มม. ดา้ นนอกมขี นสัน้ สเี ทา กา้ นเกสรเพศผ้ขู ยายตอนโคน ยาวประมาณ 1.5 มม. อบั เรณู
รปู แถบ ยาว 2-3 มม. กา้ นยอดเกสรเพศเมยี ยาว 3-5 มม. ขนหนาแน่น ยอดเกสรเพศเมีย ยาว 1 มม. ม้วนลง ผลแห้ง
แตก รปู กรวยคว่�ำ กวา้ ง 3-4 มม. ยาว 2.5-4 มม. เปิด 3 ชอ่ ง ทโ่ี คนผล เมลด็ รูปรี แบน สเี หลอื งหรอื สนี �้ำตาล ผวิ เปน็
มนั
การกระจายพนั ธ์ุและนเิ วศวิทยา พบขึ้นตามทุ่งหญ้าเปิดโลง่ บนเขาหินปูนกร่อน ทดี่ อยหัวหมด จังหวดั ตาก ทีค่ วาม
สงู 800-950 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือนมถิ นุ ายนถงึ ธนั วาคม เป็นพชื ถน่ิ เดียวของไทย

61

CELASTRACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ ้น ไมพ้ มุ่ หรอื ไม้เถา หใู บเล็กหลุดร่วงง่าย หรอื ไมม่ ี ใบเดี่ยวเรียงสลับ เรียงตรงข้าม เรยี ง
เวยี น ขอบใบหยักซฟี่ นั หรอื เรียบ ชอ่ ดอกออกตามซอกใบ ปลายยอด หรอื ตามล�ำตน้ ดอกสมบูรณเ์ พศ หรือแยกเพศ
สมมาตรตามรัศมี กลีบเลีย้ งและกลีบดอกมอี ย่างละ 4-5 กลีบ กลบี ดอกแยกจากกนั มจี านฐานดอกชดั เจน เกสรเพศผู้
มี 4–5 เกสร ติดสลบั กับกลบี ดอก รังไข่เหนอื วงกลีบ มี 2–5 ชอ่ ง ผลแบบแกแ่ ห้งแตก หรือผลแบบผนงั ข้ันในแขง็
เมลด็ มเี ยอื่ หุ้มสแี ดงหรอื สีส้มสด
การกระจายพันธุ์ ทว่ั โลก มปี ระมาณ 100 สกลุ 1,300 ชนดิ ในประเทศไทยมี 16 สกลุ 58 ชนดิ ชนิดที่พบบ่อยใน
ระบบนิเวศเขาหินปนู ไดแ้ ก่, Celastrus sp., Euonymus sp., พานาสเซยี Parnassia mysorensis B. Heyne ex
Wight & Arn., Salacia sp.

1. Celastrus sp.
2. - 3. Microtropis sp.
3. Euonymus sp.

62

CELASTRACEAE

พาร์นาสเซีย
Parnassia mysorensis B. Heyne ex Wight & Arn.

ไมล้ ม้ ลกุ อายหุ ลายปี สงู 10-20 ซม. ใบเดย่ี ว ออกเปน็ กระจกุ ทโ่ี คนตน้ รปู กลมถงึ รปู ไต เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 0.75-1.5 ซม.
โคนรปู หัวใจ ก้านใบยาว 1-4.5 ซม. ดอกออกเด่ียว ๆ บนกา้ นดอกโดด ยาว 6-12 ซม. มีใบประดับคล้ายใบติดตรงกลาง
กา้ นดอก วงกลีบดอกรูประฆังกว้าง ยาว 0.3-0.35 ซม. ปลายแยกเปน็ 5 แฉก รปู ไขก่ วา้ ง กลบี ดอก 5 กลบี สขี าว รูป
ไข่กว้าง กวา้ ง 0.2-0.25 ซม. ยาว 0.4-0.5 ซม. เกสรเพศผู้ 5 เกสร เกสรเพศผทู้ ่ีเป็นหมัน 5 เกสร เรยี งสลบั กัน รังไข่
ยาว 0.3-0.4 ซม. รปู ไข่ ออวุลจ�ำนวนมาก กา้ นยอดเกสรเพศเมยี ส้ัน ยอดเกสรเพศเมีย 3-4 พู ผลแบบแห้งแตก รูปไข่
กวา้ ง 0.2-0.25 ซม. ยาว 0.4-0.5 ซม. เมล็ดขนาดเลก็ จำ� นวนมาก
การกระจายพันธุ์และนิเวศวทิ ยา พบข้ึนตามพน้ื ท่เี ปิดโล่งตามพงหญา้ ทช่ี ื้นแฉะบนสันเขาหนิ ปนู หรอื หนิ ทราย
บนเขาสงู ทางภาคเหนอื ของไทย ทค่ี วามสูงประมาณ 2,000 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณเดือนกมุ ภาพนั ธถ์ งึ
มนี าคม เป็นผลประมาณเดอื นมีนาคมถงึ เมษายน ในตา่ งประเทศพบทต่ี อนใต้ของอนิ เดีย และตะวันออกของหมิ าลัย

63

COMMELINACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ้มลกุ ล�ำต้นอวบนำ�้ ทอดเล้อื ยหรอื ตั้งตรง มีไหลและหวั คล้ายมนั ฝรัง่ มรี ากฝอย ใบเด่ียว เรียง
สลับ เรียงรอบขอ้ หรอื เรยี งสลบั ระนาบเดยี ว โคนแผ่ออกเปน็ กาบหุ้มล�ำตน้ มกี า้ นใบเทียม อวบนำ�้ แผน่ ใบมว้ นตาม
ยาวหรอื โค้งงอ ช่อดอกแบบชอ่ แยกแขนง ช่อกระจกุ แยกแขนง ชอ่ งวงข้างเดียว หรอื ลดรูปเปน็ ดอกเดี่ยว ออกทีป่ ลาย
ยอดหรือตามซอกใบ มีใบประดบั หมุ้ ช่อดอกรูปชอ้ น ดอกสมบรู ณ์เพศหรือดอกแยกเพศร่วมต้น สมมาตรตามรัศมหี รอื
สมมาตรด้านขา้ ง ดอกบานไม่ทน กลบี รวมเรยี งเป็น 2 วง วงละ 3 กลบี ขนาดเทา่ กนั แยกหรือเชื่อมติดกัน สีขาวหรือ
สอี ่ืน เกสรเพศผู้ 6 เกสร เรียง 2 วง หรือ มี 2–4 เกสร เป็นหมัน กา้ นเกสรมกั มีขน อบั เรณแู ตกตามยาวหรอื แตกตาม
ชอ่ ง รงั ไข่เหนือวงกลบี มี 2–3 ชอ่ ง ผลแหง้ แตก หรอื ผลมเี น้อื หนึง่ ถึงหลายเมล็ด
การกระจายพนั ธุ์ พบกระจายในเขตร้อนถึงเขตอบอุน่ ทั่วโลกมี 41 สกลุ 650 ชนดิ ประเทศไทยมี 12 สกลุ 70 ชนดิ
ชนิดทพ่ี บบ่อยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ได้แก่ ผกั ปราบใบหัวใจ Aetheolirion stenolobium Forman, เออ้ื งหิน
Cyanotis arachnoidea C.B. Clarke, หญ้ากาบไผ่ Pollia sp., หญ้าหงอนเงือก Murdannia gigantea (Vahl)
G. Bruckn., วา่ นนำ�้ คา้ งดอย Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen ผักปราบเครอื Streptolirion
volubile Edgew.

1. หญ้าหงอนเงอื ก Murdannia gigantea (Vahl) G.
Bruckn

2. ผกั ปราบใบหวั ใจ Aetheolirion stenolobium
Forman

3. หญา้ กาบไผ่ Pollia sp.
4. เอือ้ งหนิ Cyanotis arachnoidea C.B. Clarke
5. ผกั ปราบเครอื Streptolirion volubile Edgew

64

COMMELINACEAE

วา่ นน้�ำค้างดอย

Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen

ไม้ลม้ ลุก สูงได้ถึง 60 ซม. ล�ำต้นใตด้ ินทรงกลมหรือรูปกระสวย รากหนา ลำ� ตน้ ใหม่งอกจากโคนต้น ใบเดี่ยว ก้านใบ
ยาวไมเ่ กิน 25 ซม. แผน่ ใบสเี ขยี ว ผิวใบด้านบนมีขนส้ันนุ่มกระจายหา่ ง ๆ ผวิ ใบด้านล่างมกี ระจายตามเส้นใบ ใบรปู รี
โคนรูปล่มิ ตดั หรอื รูปหวั ใจ ปลายแหลมถงึ เรยี วแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ยาว 5-6 ซม. ใบประดับ 1 ใบ ออกที่
โคนชอ่ หุ้มดอกสมบูรณเ์ พศไว้ ท่ีเหลือท้ังหมดในช่อเปน็ ดอกเพศผู้ กา้ นชอ่ ดอกยาว มีขนส้นั หนานมุ่ ใบประดับรองรบั
ช่อดอกรปู คลา้ ยกาบ เม่อื แผแ่ บนเปน็ รูปเกอื บกลมหรอื รูปใบหอก กว้าง 10-20 ซม. ปลายเปน็ ตง่ิ ขอบมขี นหนานมุ่
ผวิ ดา้ นบนมขี นสน้ั นมุ่ กระจายอยู่ แกนชอ่ ดอกมขี นสน้ั นมุ่ ดอกตมู มขี นสน้ั นมุ่ สเี หลอื งปกคลมุ หนาแนน่ ดอกสมบรู ณเ์ พศ
สคี รมี 1-2 ดอก กลีบรวมขนาดไมเ่ ท่ากัน กลบี วงนอกกว้างท่ีสดุ กว้าง 2-4 มม. ยาว 7-10 มม. เกสรเพศผูย้ าวประมาณ
6 มม. ยอดเกสรเพศเมยี ยาวประมาณ 1 มม. ดอกเพศผสู้ มี ว่ ง รปู รา่ งคลา้ ยดอกสมบรู ณเ์ พศแตม่ ขี นาดเลก็ กวา่ ในทกุ ๆ
ส่วน กลบี รวมยาว 3-4 มม. เกสรเพศผู้ยาวประมาณ 4 มม. รงั ไขไ่ มพ่ ฒั นา ผลแบบมเี นอ้ื หนึ่งถึงหลายเมลด็ เป็นสัน
ปกคลมุ ดว้ ยขนสัน้ นมุ่ มี 3 ชอ่ งเปดิ กวา้ ง 7-8 มม. ยาวประมาณ 20 มม. เมล็ดรปู ไต สนี �้ำตาล กว้างประมาณ 3 มม.
ยาวประมาณ 5 มม. เยอ่ื ห้มุ เมล็ดสีส้ม
การกระจายพันธ์แุ ละนเิ วศวิทยา พบตามหน้าผาและซอกหินบนเขาหนิ ปนู พืน้ ท่รี ่มเงาดินช่มุ ช้นื ในปา่ ดิบแล้งหรอื
ป่าผลดั ใบผสมตามชายเขาหินปนู ทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของไทย ทีค่ วามสงู 350-500 ม. จาก
ระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลในเดอื นสงิ หาคม เป็นพืชถิ่นเดยี วของไทย

65

CRASSULACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไม้ลม้ ลกุ อายหุ นึ่งหรอื หลายปี หรอื ไมพ้ ุม่ ขนาดเล็ก อวบนำ้� ไม่มหี ูใบ ใบเดยี่ ว เรยี งตรงขา้ มหรือ
เรียงสลับ บางครั้งออกเปน็ กอตดิ ดิน ขอบเรยี บหรือขอบจักฟันเลือ่ ย ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจุก ดอกสมมาตรตามรัศมี
สมบรู ณ์เพศ กลบี เลยี้ งและกลบี ดอกอยา่ งละ 4 หรือ 5 กลีบ แยกหรอื เช่ือมติดกันเปน็ หลอด เกสรเพศผู้ 4–10 เกสร
ตดิ สลับกบั กลบี ดอก เกสรเพศเมยี 1 เกสร 1 คาร์เพล รงั ไข่เหนอื วงกลีบ 1 ช่อง แต่ละชอ่ งมหี ลายออวุล กา้ นยอดเกสร
เพศเมียสั้นหรอื ยาว เกสรเพศเมยี แต่ละเกสรมตี ่อมคลา้ ยเกลด็ รองรับ ผลแหง้ แตกแนวเดียว เมลด็ ขนาดเลก็
การกระจายพนั ธ์ุ พบทัว่ ไปในเขตรอ้ น เปน็ พืชชอบแลง้ ในประเทศไทยมี 4 สกลุ ชนิดที่พบบ่อยในระบบนเิ วศเขา
หนิ ปนู ได้แก่ ทองสามยา่ น Kalanchoe integra (Medik.) Kuntze, รวงข้าว Sedum morganianum E. Walther,
ฟองหินเหลอื ง Sedum susanae Raym.-Hamet

1. - 3. ทองสามยา่ น Kalanchoe integra (Medik.) Kuntze

66

CRASSULACEAE

ฟองหินเหลอื ง
Sedum susanae Raym.-Hamet

พชื ลม้ หลายฤดู สงู 5-12 ซม. ลำ� ตน้ เกลย้ี ง ตงั้ ตรงหรอื ทอดนอนแลว้ โคง้ ขนึ้ ขา้ งบน คอ่ นขา้ งอวบนำ้� ออกเปน็ พมุ่ เลก็ ๆ
ตามซอกหนิ แตกกง่ิ จากบรเิ วณโคนตน้ ใบเดยี่ ว รปู ใบหอกแกมรปู แถบถงึ รปู ขอบขนานกวา้ ง 1-2.2 มม. ยาว 4-9 มม.
ปลายเรยี วแหลมถงึ เปน็ ตง่ิ หนาม โคนเปน็ เดอื ยทู่ แยกสามแฉก ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ แนน่ ออกทปี่ ลายยอด ใบประดบั
รูปใบหอกแกมรปู แถบถงึ รูปขอบขนาน ดอกสเี หลอื งสด กลีบดอก 5 กลีบ ขนาดไมเ่ ท่ากัน ก้านดอกยาว 0.8-1.5 มม.
กลบี เลยี้ งรปู ใบหอกแกมรปู แถบ กวา้ ง 1.1-1.5 มม. ยาว 3.8-5.6 มม. ปลายเรยี วแหลมถงึ เปน็ ตงิ่ หนาม โคนไมเ่ ปน็ เดอื ย
กลีบดอกรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 1.6-1.8 มม. ยาว 5.5-7 มม. ปลายเรียวแหลม โคนเชื่อมกันเล็กน้อย
เกสรเพศผู้ 10 เกสร เกสรทเี่ รยี งตรงขา้ มกลีบเลยี้ ง ยาวประมาณ 5 มม. เกสรท่เี รยี งตรงขา้ มกลีบดอก ยาวประมาณ 4
มม. เกล็ดตอ่ มน้ำ� ตอ้ ยรูปชอ้ นแกมรูปขอบขนาน รงั ไขต่ งั้ ตรง รปู ขอบขนาน ยาวประมาณ 6 มม. ปลายอบเรยี ว ออวลุ
จำ� นวนมาก ก้านยอดเกสรเพศเมยี ยาว 0.8-1 มม. ผลเปน็ ฝกั ขนาดเล็ก แตกดา้ นเดียว เมล็ดจำ� นวนมาก รูปขอบขนาน
ยาวประมาณ 1 มม.
การกระจายพันธ์ุและนิเวศวทิ ยา พบตามซอกเขาหรือตามหินโผล่บนหินปูน ทด่ี อยเชยี งดาว จ.เชยี งใหม่ ที่ความสูง
1,800-2,100 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ในต่างประเทศพบท่ีจนี เมียนมาร์

67

CYCADACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมพ้ ุ่มหรอื ไมต้ น้ ขนาดเลก็ ไมผ่ ลดั ใบ แยกเพศต่างต้น มักมีลำ� ต้นสะสมอาหารอย่ใู ตด้ ิน ลำ� ตน้
บนดินมวี งแหวน สงู ประมาณ 1-6 ม. ใบประกอบแบบขนนก ใบออ่ นม้วนงอ ใบยอ่ ยรปู แถบ หนา ขอบเรียบ ปลาย
แหลมคม โคนสอบแคบ มขี นสนั้ หนาน่มุ โคนเพศผู้ ต้งั ตรง ออกที่ปลายยอด ใบที่สร้างสว่ นสืบพนั ธ์เุ พศผู้ รูปลม่ิ เรียง
ซอ้ มเหล่ือมกนั ชดิ กัน แข็งเปราะ ปลายมหี นามแหลม อบั สปอร์ทรงกลม เรยี งหนาแน่นอยูผ่ วิ ด้านล่างของใบทสี่ รา้ ง
ส่วนสืบพันธุ์เพศผู้ ใบท่ีสร้างส่วนสบื พันธ์ุเพศเมยี ออกระหวา่ งใบประกอบ รปู ใบหอก รปู ขา้ วหลามตดั รปู ไขแ่ กมรูป
ข้าวหลามตดั หรือรปู หัวใจแกมรูปสามเหลย่ี ม หยกั ซี่ฟนั หยักแบบขนนก หรือหยักแบบนว้ิ มอื ออวุลติดที่ขอบของคาร์
เพล เมล็ดขนาดใหญ่ ทรงกลม สเี หลอื ง
การกระจายพนั ธุ์ พบในเขตโลกเก่า จากมาดากัสกาไปยงั หมเู่ กาะในทะเลแปซิฟกิ มี 1 สกลุ 12 ชนิด ในประเทศไทย
พบ 1 สกลุ 10 ชนดิ ชนดิ ทพี่ บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ ปรงผา Cycas clivicola K. D. Hill subsp. clivicola
K. D. Hill, ปรงหนิ Cycas patreae A. Lindstr. & K.D. Hill

1. - 3. ปรงหนิ Cycas patreae A. Lindstr. & K.D. Hill

68

CYCADACEAE

ปรงผา

Cycas clivicola K. D. Hill subsp. clivicola K. D. Hill

ปรงลำ� ต้นคอ่ นขา้ งเรียบ สูงไดป้ ระมาณ 8 ม. ใบยาว 0.7-1.65 ม. กา้ นใบมีหนามน้อยหรือหนามมาก โคนเพศผทู้ รงรี
แคบ ยาว 25-42 ซม. ใบสรา้ งอบั เมกะสปอรย์ าว 12-22 ซม. ขอบแผน่ ใบจกั ซห่ี วลี กึ มี 20-50 ซ่ี ปลายเปน็ หนามยาว
2-5 ซม. เมล็ดรูปไข่ ยาว 3.5-4 ซม.
การกระจายพนั ธุแ์ ละนเิ วศวิทยา ขึ้นตามหน้าผาหนิ ปูนทางภาคใตข้ องไทย ทคี่ วามสงู ประมาณ 100 ม. จาก
ระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลในเดือนพฤศจกิ ายนถึงกมุ ภาพันธ์ ในตา่ งประเทศพบทก่ี ัมพชู า เวียดนาม และตอน
เหนอื ของมาเลเซยี

69

CYPERACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ้มลุกอายปุ ีเดียวหรอื หลายปี มเี หง้าใต้ดนิ หรือไหล ลำ� ตน้ เป็นสัน เม่อื ตัดขวางคลา้ ยรปู
สามเหลย่ี มหรอื เกอื บกลม ใบเรยี งเวยี นชดิ กนั เปน็ กระจกุ ทโ่ี คน หรอื เรยี งเปน็ 3 ระนาบ ใบรปู แถบคลา้ ยใบหญา้ มลี นิ้ ใบ
ใบประดับมี 1 หรอื หลายใบ มีลกั ษณะคล้ายใบหรอื กาบช่อยอ่ ย ช่อดอกแบบชอ่ เด่ียว ชอ่ เชงิ ประกอบ ช่อคลา้ ยซีร่ ่ม
หรอื ชอ่ แยกแขนง มหี นึ่งหรอื หลายชอ่ ดอกเชอ่ื มตดิ กัน ออกท่ีปลายยอด ช่อดอกย่อยมีหน่ึงหรอื หลายดอกย่อย ออก
ด้านขา้ ง เรยี งเวียน หรือเรียงเปน็ สองแถว แตล่ ะแถวมดี อกแยกเพศหรอื ดอกท่ีเป็นหมัน spicoids ประกอบดว้ ย ดอก
เพศเมยี 1 ดอก มใี บประดบั คล้ายเกลด็ 2-12 ใบ รอบนอกสุด มี 2 ใบ เรียงตรงขา้ ม spicoids ถูกรองรบั และหอ่ หุ้ม
โดยกาบชอ่ ย่อย ไม่มวี งกลบี รวม หรอื อาจลดรูปเป็นขนแขง็ หรอื เปน็ เกลด็ สว่ นต่าง ๆ ของดอกมีจ�ำนวน 3 เกสรเพศผมู้ ี
3 เกสร หรอื จ�ำนวนมาก รังไขเ่ หนือวงกลีบ มี 3 ชอ่ ง ยอดเกสรเพศเมยี 2-3 ผล แบบผนังชั้นในแขง็ หรอื ผลอวบนำ�้ เป็น
สัน เมลด็ แข็ง 1 เมลด็
การกระจายพนั ธุ์ กวา้ งขวางทัว่ โลกมี 106 สกลุ ประมาณ 5,500 ชนิด ประเทศไทยมี 29 สกลุ 248 ชนิด ชนิดท่ีพบ
บอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ได้แก่ กกเขาสก Khaosokia caricoides D. A. Simpson, Chayam. & J. Parn.

1. Scleria sp.
2. Mapania sp.

70

CYPERACEAE

กกเขาสก
Khaosokia caricoides D. A. Simpson, Chayam. & J. Parn.

กกแตกกอหนาแนน่ ตง้ั ตรงหรือหอ้ ยลง แยกเพศต่างตน้ ใบรปู แถบ ยาวได้ถงึ 50 ซม. กาบใบยาว 8–9 ซม. ลนิ้ ใบบาง
ชอ่ ดอกเพศผแู้ ละเพศเมียคล้ายกัน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงส้นั ๆ ช่อยอ่ ยแคบ ยาว 3.5–7 ซม. มี 2–4 ข้อ แต่ละขอ้
มกี าบประดบั คลา้ ยใบ ช่อยอ่ ยรปู แถบ มี 3–11 ช่อ แกนชอ่ ยาว 2–7 ซม. ชอ่ ยาว 2–2.7 ซม. กาบดา้ นลา่ งเป็นหมัน
มี 7–9 กาบ รูปไข่ ยาว 3.5–4 มม. ขอบบาง วงกลบี รวมเปน็ ขนแขง็ 7 อนั ในดอกเพศเมียขนาดสั้นกว่าในดอกเพศผู้
เกสรเพศผู้ 3 เกสร เกสรเพศเมีย 3 เกสร ผลเปลือกแข็งเมล็ดลอ่ น ผิวเรยี บ
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา ขนึ้ ตามหนา้ ผาหนิ ปนู พบเฉพาะทเี่ ขาสก สรุ าษฎรธ์ านี ทคี่ วามสงู ประมาณ 100 ม.
จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลในเดือนพฤศจิกายนถงึ กุมภาพนั ธ์ เปน็ พชื ถิน่ เดียวของไทย

71

DIPSACACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ม้ ลกุ พบนอ้ ยท่ีจะเป็นก่ึงไมพ้ ุ่ม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม เรยี งเวยี น หรือเรียงเปน็ กระจุกทีโ่ คน
ขอบเรียบ หยกั แบบขนนก หยักลึกสดุ แบบขนนก จักฟนั เลอ่ื ย หรอื หยกั ซ่ีฟนั มีหรือไม่มีก้านใบ ไมม่ ีหใู บ ชอ่ ดอกแบบ
ช่อกระจกุ แน่น หรือชอ่ กระจกุ แน่นประกอบ ออกตามปลายยอด แต่ละช่อกระจุกแน่นมีรูปรา่ งตง้ั แตท่ รงกลมจนถึงรปู
ไข่ ถกู รองรบั ด้วยวงใบประดบั ทเ่ี รียง 1-2 ชั้น ดอกสมบูรณ์เพศ สขี าว ชมพู และสเี หลือง กลีบเลย้ี งเชอื่ มเปน็ รูปถ้วย
ปลายแยกเป็น 12-16 แฉก กลีบดอกเชื่อมเปน็ หลอดรปู ลำ� โพงแกมรปู ทรงกรวย ปลายแยกเปน็ 4 แฉก ไม่เทา่ กนั เกสร
เพศผู้ (2-)4 เกสร ตดิ บนกลีบหลอด อับเรณูตดิ ดา้ นหลงั รังไขใ่ ตว้ งกลีบ 2 คาร์เพล 1 ช่อง 1 ออวลุ กา้ นยอดเกสรเพศ
เมียเรยี วยาว ยอดเกสรเพศเมียกลม ผลแบบผลแหง้ เมล็ดลอ่ น กลีบเลี้ยงติดทน
การกระจายพนั ธ์ุ กระจายพันธใุ์ นแถบยเู รเชยี และแอฟรกิ า มปี ระมาณ 13 สกุล 300 ชนดิ ในประเทศไทยพบ 2 สกุล
2 ชนดิ ชนิดท่พี บบ่อยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ได้แก่ ขาวปั้น Basseocoia siamensis (Craib) B.L. Burtt

1. - 2. Dipsacus inermis Wall.
ท่มี า https://eol.org/pages/5235600/media

72

DIPSACACEAE

ขาวปนั้

Basseocoia siamensis (Craib) B.L. Burtt

ไมล้ ม้ ลุก สูง 30-60 ซม. ล�ำตน้ อวบหนา ใบเด่ียว ออกเป็นกระจุกรอบโคนตน้ รูปพาย กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-18 ซม.
ปลายแหลม โคนสอบ ขอบจกั ฟนั เลอื่ ยหรอื เป็นคลื่นเล็กนอ้ ย ก้านใบสั้น ชอ่ ดอกแบบช่อกระจุกแนน่ เส้นผ่านศูนยก์ ลาง
4-6 ซม. ก้านชอ่ ดอกยาว 5-20 ซม. มขี นปกคลุม ใบประดบั เรียง 2-3 วง รูปขอบขนาน ออกทโี่ คนชอ่ กลบี เล้ียงเป็นขน
แขง็ ประมาณ 15 กลบี กลบี ดอกเชอ่ื มตดิ กนั เปน็ หลอดรปู กรวย ปลายแยกเปน็ 4 กลบี เกสรเพศผู้ 4 เกสร เกสรเพศเมยี
ยาวพน้ หลอดดอก ยอดเกสรเพศเมยี เปน็ ตุ่มสีขาว ผลแหง้ เมลด็ ลอ่ น ตดิ แน่นกับวงใบประดับ
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา ขนึ้ ตามเขาหนิ ปนู ทเ่ี ปดิ โลง่ พบเฉพาะทดี่ อยหวั หมด จงั หวดั ตาก และดอยเชยี งดาว
จังหวดั เชียงใหม่ ทคี่ วามสูง 900-2,200 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเดอื นตุลาคมถงึ มกราคม เปน็
พชื ถน่ิ เดยี วของไทย

73

DIPTEROCARPACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ ้น มักมขี นาดใหญ่ เนื้อไม้มีชัน ใบเด่ียว เรยี งสลบั แผน่ ใบหนา ขอบเรียบ เสน้ ใบย่อยแบบขัน้
บันได มีหใู บ ชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนงหรือชอ่ กระจกุ ด้านเดียว ออกตามซอกใบ ดอกสมบรู ณ์เพศ สมมาตรตามรศั มี
กลีบเล้ยี ง 5 กลบี แยกหรือเชอ่ื มติดกนั เรยี งซอ้ นเหลอื่ ม กลบี ดอก 5 กลบี แยกหรือเชอื่ มติดกนั เลก็ น้อยท่โี คนกลบี
เรียงบิดเวยี นคลา้ ยกงั หัน เกสรเพศผู้มจี �ำนวน (5-)10 เกสร หรอื มากกว่า แยกจากกัน รงั ไข่มกั จะมี 3 ชอ่ ง ฐานกา้ น
เกสรเพศเมยี มกั บวมตอนโคน กา้ นเกสรเพศเมยี มักบวมตอนโคนเรียกว่า stylopodium ผลแบบผนงั ชนั้ ในแข็ง ผิวแข็ง
มักจะมีปีก จ�ำนวน 2, 3 หรือ 5 ปีก ปีกเกิดจากกลีบเลี้ยงท่ีเจริญขยายตัวในระยะที่เป็นผล เมล็ดไม่มีเอนโดสเปิร์ม
ใบเล้ยี งมกั จะพบั หรอื บิด
การกระจายพนั ธ์ุ พบกระจายทวั่ โลกประมาณ 16 สกลุ 550 ชนดิ ส่วนมากอยู่ในทวปี เอเชยี ในประเทศไทยเท่าที่
ส�ำรวจพบมี 9 สกลุ ประมาณ 50 ชนิด ชนิดที่พบบ่อยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ รัง Shorea siamensis Miq.,
พะยอม Shorea roxburghii G. Don, สักผา Vatica mangachapoi Blanco subsp. obtusifolia (Elmer) P.S.
Ashton, พนั จำ� Vatica odorata (Griff.) Symington

1. - 2. พนั จำ� Vatica odorata (Griff.) Symington

74

DIPTEROCARPACEAE

รัง
Shorea siamensis Miq.

ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง สูง 10-25 ม. กิ่งกา้ นคดงอ เปลอื กสเี ทาหรือน�ำ้ ตาลอมเทา แข็งและหนามาก
แตกเปน็ ร่องลึกตามยาว เปลือกในสแี ดงออกน้ำ� ตาล น�้ำยางสเี หลืองอ่อนถึงสีนำ�้ ตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไขก่ วา้ งถงึ
รูปขอบขนาน กว้าง 10-12.5 ซม. ยาว 10-18 ซม. ปลายเรียวแหลมหรือมน โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบหรือเป็นคล่ืน
ใบอ่อนแตกใหม่สีน�้ำตาลแดง แผ่นใบเรียบ บางคล้ายกระดาษถึงหนาคลา้ ยแผ่นหนัง แผ่นใบดา้ นล่างมขี นประปราย
เส้นแขนงใบขา้ งละ 10-16 เสน้ กา้ นใบยาว 2.5-3.5 มม. เกลยี้ ง หูใบรปู ไขแ่ กมรูปเคียว ยาว 1.5-1.8 ซม. หลุดร่วงงา่ ย
ชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนง ยาวไดถ้ ึง 15 ซม. ออกที่ซอกใบหรือปลายก่ิง ดอกมกั ออกกอ่ นแตกใบอ่อน ดอกตูมรปู ไขห่ รือ
รปู รี กว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. ดอกสีเหลือง กล่นิ หอมออ่ น ๆ ช่อละ 5-20 ดอก หลุดรว่ งง่าย กลีบ
เล้ียง 5 กลีบ รปู ไขแ่ กมรูปใบหอกกวา้ ง กว้างประมาณ 3 มม. ยาว 4-6 มม. โคนเช่อื มตดิ กนั ปลายเรยี วแหลม ผิวดา้ น
นอกมขี น กลีบดอกรูปไข่หรอื รกี ว้าง กวา้ งประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายแหลม ผวิ ด้านนอกเกลีย้ งหรือ
มขี นประปราย กา้ นดอกยาวประมาณ 7 มม. ผวิ เกล้ียง ดอกสมบูรณ์เพศ เกสรเพศผู้ 15 เกสร เรียง 2 ชัน้ ชนั้ นอก 10
เกสร ช้ันใน 5 เกสร ก้านชูอับเรณูรูปแถบกว้าง อับเรณูรูปแถบ ปลายมีรยางค์แหลม รังไข่เหนือวงกลีบ รูปไข่เกลี้ยง
มี 3 ช่อง แต่ละช่องมี 2 ออวลุ กา้ นเกสรเพศเมยี รูปเสน้ ด้าย ยอดเกสรเพศเมยี 3 พู ผลแบบผลผนงั ชนั้ ในแข็ง รปู ไข่
กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5-2 ซม. มี 5 ปีก เมลด็ 1 เมล็ด
การกระจายพันธุ์และนเิ วศวิทยา พบตามปา่ เตง็ รงั ปา่ เต็งรังผสมก่อและสน และตามสนั เขาหนิ ปนู ทีค่ วามสูงใกล้
ระดับทะเลจนถงึ ทสี่ งู ประมาณ 1,300 ม. ออกดอกและเปน็ ผลระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ออกดอกหลงั ใบรว่ ง
แลว้ พร้อมแตกใบใหม่

75

EBENACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ต้นหรือไม้พมุ่ เปลือกนอกของลำ� ต้นมักมสี ดี �ำ เปลือกในสเี หลือง บางคร้ังต้นท่ยี งั ไมโ่ ตเต็มท่ี กิง่
ลา่ ง ๆ อาจลดรปู คลา้ ยเปน็ หนามแข็ง ใบเดย่ี ว เรยี งสลับ ถงึ กึง่ เรยี งสลับระนาบเดียว พบนอ้ ยทีเ่ รียงตรงขา้ มหรือเรยี ง
รอบขอ้ ขอบเรียบ พบบอ่ ยที่มตี ่อมกระจายในเน้อื ใบ เหน็ ชัดทางด้านลา่ งของแผ่นใบ ไม่มีหใู บ ชอ่ ดอกแบบช่อกระจกุ
หรือออกเป็นกลุม่ สว่ นใหญ่ดอกแยกเพศตา่ งต้น พบนอ้ ยท่ีเป็นดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกแยกเพศร่วมตน้ ดอกเพศผู้มัก
ออกเป็นชอ่ แบบชอ่ กระจุก ดอกเพศเมียมกั ลดรปู เหลอื เป็นดอกเดย่ี วหรือเปน็ ชอ่ แบบชอ่ กระจกุ กลบี เลีย้ งและกลบี ดอก
อย่างละ 3–5(-8) กลบี กลบี เลยี้ ง โคนกลีบเชื่อมตดิ กนั เป็นหลอด ติดคงทนจนกระทง่ั เปน็ ผลและขยายขนาดใหญข่ ึ้น
กลบี ดอกเชอื่ มติดกนั เปน็ หลอด รปู ระฆัง รูปคนโท ปลายกลบี มกั โค้งหรือม้วนออกดา้ นนอกและบิดเวยี นเม่ือดอกบาน
เกสรเพศผตู้ ดิ บนกลบี ดอก จำ� นวน 2–4 เทา่ ของจำ� นวนแฉกกลบี ดอก รงั ไขเ่ หนอื วงกลบี เชอ่ื มกนั มี 2–5(–16) คารเ์ พล
ยอดเกสรเพศเมยี มีจำ� นวนเทา่ ๆ กบั คาร์เพล 2–5(–8) เกสร ผลแบบมเี นอื้ หน่ึงถงึ หลายเมลด็ มกี ลีบเลี้ยงติดทน
การกระจายพันธ์ุ สว่ นใหญพ่ บในเขตร้อนและกงึ่ เขตร้อนทัว่ โลก พบบ้างในเขตอบอ่นุ ประมาณ 3 สกลุ 500 ชนิด
ประเทศไทย พบ 1 สกลุ ประมาณ 61 ชนดิ คอื สกลุ มะเกลอื (Diospyros) ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่
พลบั อนั ดา Diospyros andamanica (Kruz) Bakh., ลำ� บดิ Diospyros ferrea (Willd.) Bakh., จนั เขา Diospyros
dasyphylla Kurz, เนยี น Diospyros dictyoneura Hiern, ตะโกจนั Diospyros hasselttii Zoll., กะลงิ Diospyros
pilosanthera Blannco, ขา้ วเม่าเหลก็ Diospyros toposia Buch.-Ham., มะพลบั นมสาว Diospyros sapotoides
Kurz, มะพลบั ทอง Diospyros transitoria Bakh., ไหม้ Diospyros undulata Wall. ex G. Don var. cratericalyx
(Craib) Bakh., ด�ำตะโก Diospyros wallichii King ex Gamble, Diospyros sp.1, Diospyros sp.2

1. ไหม้ Diospyros undulata Wall. ex G. Don
var. cratericalyx (Craib) Bakh.

2. ขา้ วเมา่ เหลก็ Diospyros toposia Buch.-Ham.
3. มะพลับนมสาว Diospyros sapotoides Kurz
4. ลำ� บดิ Diospyros ferrea (Willd.) Bakh.
5. Diospyros sp.2

76

EBENACEAE

มะพลบั ทอง
Diospyros transitoria Bakh.

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 ม. เปลือกเรียบสีน�้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนแหลม
ขอบเรยี บ เนอ้ื ใบหนา ผวิ เกลย้ี งทั้งสองดา้ นหรอื มีขนประปรายตามเสน้ กลาง เสน้ ใบมี 6-12 คู่ ก้านใบยาว 1.0-1.5 ซม.
ดอกเพศผู้ออกเป็นชอ่ สัน้ ๆ ตามซอกใบ ก้านดอกยาวประมาณ 2 มม. ดอกเพศเมยี มักออกเด่ียว ๆ ตามกงิ่ เล็ก ๆ กา้ น
ดอกยาว 5-10 มม. ผลแบบมีเนือ้ หน่งึ ถงึ หลายเมล็ด กลมหรอื ค่อนขา้ งกลม เส้นผ่านศูนยก์ ลาง 2.5-3.5 ซม. ผลแกค่ อ่ น
ข้างนุ่ม ผวิ มสี นี �ำ้ ตาลแดงคลมุ กลบี เลยี้ งตดิ ทนแต่ละกลีบเกือบไม่ตดิ กนั
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวิทยา พบในปา่ ดบิ ตามสันเขาหินปนู ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้และภาคใต้ของ
ประเทศไทย ทค่ี วามสูง 50-500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลระหวา่ งเดือนกันยายนถงึ มกราคม ในต่าง
ประเทศพบต้ังแต่ตอนใตข้ องจีนไปยงั แหลมมลายู

77

ERICACEAE

ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ น้ ไม้พมุ่ องิ อาศัย หรือรอเลือ้ ย ใบเดี่ยว เรียงเวียน พบนอ้ ยท่จี ะเรยี งตรงขา้ ม มตี อ่ มด้าน
ลา่ ง เสน้ ใบแบบขนนกหรอื ออกจากโคนใบ 3 เสน้ ขอบเรียบหรอื หยักซ่ฟี นั ใบออ่ นมักมีสแี ดง ไม่มหี ใู บ ชอ่ ดอกแบบช่อ
กระจะ ก้านดอกเป็นขอ้ ตอ่ มีใบประดับย่อย 1 คู่ ดอกสมมาตรตามรศั มี สมบูรณเ์ พศ กลบี เลย้ี งและกลบี ดอก มี 5 สว่ น
กลบี ดอกเชือ่ มเป็นรูปหลอดหรอื รูปคนโท มีสสี นั สดใส เกสรเพศผมู้ ี 10 เกสร เรยี ง 2 วง อบั เรณูแตก apical pores
รงั ไขเ่ หนือหรือใตว้ งกลีบ มี 5 ชอ่ ง ผลแบบแห้งแตก ผลมเี น้อื หน่ึงถึงหลายเมล็ด หรอื ผลแบบผนังชน้ั ในแข็ง กลีบเลีย้ ง
ตดิ ทน เมลด็ มีจำ� นวนมาก
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายทว่ั โลก ประมาณ 130 สกลุ 4,000 ชนดิ ในประเทศไทยมี 7 สกลุ 39 ชนดิ ชนดิ ท่ีพบ
บอ่ ยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ ประทดั อ่างขาง Agapetes megacarpa W.W. Sm., ประทดั ดอย Agapetes
parishii C.B. Clarke, กหุ ลาบขาวเชียงดาว Rhododendron ciliicalyx Franch., กุหลาบพนั ปี Rhododendron
delavayi Franch.

1. กุหลาบพันปี Rhododendron delavayi Franch.
2. - 3.ประทัดอา่ งขาง Agapetes megacarpa W.W.

Sm.
4. ประทดั ดอย Agapetes parishii C.B. Clarke

78

ERICACEAE

กุหลาบขาวเชียงดาว
Rhododendron ciliicalyx Franch.

ไมพ้ มุ่ สงู 1–3 ม. กง่ิ ออ่ นมขี นละเอยี ด กง่ิ แกม่ เี กลด็ รงั แค ใบเดย่ี ว เรยี งเวยี น รปู ไขก่ ลบั หรอื รปู ขอบขนาน ยาว 3-5 ซม.
ปลายแหลม โคนรปู ลิ่ม ขอบเรียบ แผ่นใบค่อนขา้ งหนา ดา้ นลา่ งมีเกลด็ รงั แคหนาแน่น มปี ่มุ เล็ก ๆ กระจาย ก้านใบ
ยาว 0.2–0.7 ซม. ใบออ่ นมีขนหนาแนน่ ชอ่ ดอกแบบช่อกระจกุ สัน้ ๆ ออกตามซอกใบใกล้ปลายกงิ่ มี 2–5 ดอก ก้าน
ดอกยาว 0.3–0.7 ซม. มีขนและเกล็ดรังแคหนาแนน่ กลีบเลยี้ งและกลีบดอกมีจำ� นวนอย่างละ 5 กลบี กลีบเลย้ี งจักไม่
ชดั เจน มเี กล็ดรังแคหนาแนน่ ขอบมขี นครุยกระจาย ดอกรปู ปากแตร สีขาวอมชมพู ดอกตูมดา้ นนอกมสี ีชมพูแดง ยาว
5–7 ซม. มขี นสนั้ นมุ่ กระจายทวั่ ดา้ นนอก ปลายกลบี กลม เกสรเพศผู้ 10 เกสร ยาวไมเ่ ทา่ กนั อนั ยาวยาวประมาณ 3 ซม.
ไม่ยื่นพน้ ปากหลอดลบี ดอกหรือย่ืนเพียงเลก็ น้อย โคนกา้ นชูอบั เรณูมขี น อบั เรณรู ปู ขอบขนาน ยาวประมาณ 0.5 ซม.
รงั ไข่มี 6 ชอ่ ง มีเกลด็ รงั แค กา้ นเกสรเพศเมยี มเี กล็ดรังแคชว่ งลา่ ง ยาวกวา่ เกสรเพศผู้เลก็ นอ้ ย ยอดเกสรเพศเมยี คล้าย
จาน ผลแห้งแตก รปู ทรงกระบอก ยาว 0.5–1 ซม. มีเกล็ดรงั แคหนาแนน่ เมล็ดขนาดเล็กจ�ำนวนมาก
การกระจายพนั ธ์แุ ละนิเวศวทิ ยา พบตามชายปา่ สนเขา ปา่ ดบิ เขา หรอื บนเขาหนิ ปูนเปิดโล่ง ทางภาคเหนือและ
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือของประเทศไทย ทค่ี วามสงู 1,600–2,200 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลระหว่าง
เดือนกรกฎาคมถงึ ตุลาคม ในตา่ งประเทศพบท่ีอนิ เดีย จีนตอนใต้ พมา่ ลาว และเวียดนาม

79

EUPHORBIACEAE (sensu stricto)

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไม้ล้มลุก ไมพ้ มุ่ ไมต้ ้น ไมเ้ ถา หรอื พชื อวบนำ้� มกั มีน�้ำยางสีขาว ใบเดยี่ ว เรยี งสลบั พบนอ้ ยทีจ่ ะ
เรียงตรงข้ามหรือเรียงรอบข้อ แผ่นใบมักมีต่อมหรือไม่มี ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือหยักคล้ายฝ่ามือ มีหูใบหรือไม่มี
ชอ่ ดอกคลา้ ยชอ่ เชิงลด ช่อกระจะ ช่อแยกแขนง ช่อกระจกุ หรอื ลดรปู เป็นดอกเด่ียวหรือช่อรูปถว้ ยในดอกเพศเมยี ออก
ตามซอกใบหรอื ปลายยอด ดอกขนาดเล็ก สมมาตรตามรศั มหี รือสมมาตรด้านข้าง กลบี เลีย้ ง 3-6(-8) กลบี แยกหรอื
เชอื่ มกนั เรยี งซอ้ นเหลอ่ื มหรอื เรียงจรดกัน พบนอ้ ยทจ่ี ะไมม่ กี ลบี เลี้ยง กลีบดอก 3-6 กลีบ หรอื ไม่มีกลบี ดอก เกสรเพศ
ผมู้ ี 1 ถงึ จ�ำนวนมาก มักมีจานดอก ก้านเกสรเพศผ้แู ยก เชื่อม หรอื ไม่มี รังไขเ่ หนือวงกลบี เรยี บหรอื เป็นหนาม คารเ์ พล
เชื่อม มี 2-3(-20) ช่อง แตล่ ะชอ่ งมี 1 ออวุล กา้ นยอดเกสรเพศเมียมี 3 กา้ น ผลแบบแหง้ แตกหรอื ผลแบบผนังช้ันใน
แขง็ เมลด็ 3–6 เมล็ด มีเอนโดสเปริ ์ม
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายกว้างขวางในเขตร้อนท่ัวโลก ประมาณ 225 สกุล 6,300 ชนดิ ในประเทศไทยพบ 82
สกุล 400 ชนิด ปัจจบุ ัน Euphorbiaceae ในบางวงศ์ยอ่ ย และบางเผ่าไดแ้ ยกเปน็ วงศ์ใหม่ ไดแ้ ก่ วงศม์ ะขามป้อม
Phyllanthaceae เปน็ วงศ์ ทมี่ ี 2 ออวลุ (ยกระดบั จากวงศย์ อ่ ย Phyllathoideae) วงศส์ องกระดองหนิ Putranjivaceae
(ยกระดับจากเผ่า Drypeteae) และวงศ์ Picrodendraceae (ยกระดับจากวงศย์ อ่ ย Oldfieldioideae) ชนิดทพี่ บบ่อย
ในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน ได้แก่ ขางน้ำ� ผึง้ Claoxylon indicum (Reinw. Ex Blume) Hassk., สลดั ไดปา่ Euphorbia
antiquorum L., สลัดไดเขา Euphorbia lacei Craib, โลดทะนงขาว Trigonostemon albiflorus Airy Shaw,
มะนาวเทศ Trigonostemon thyrsoideus Stapf

1. - 2. มะนาวเทศ Trigonostemon thyrsoideus Stapf
3. สลัดไดปา่ Euphorbia antiquorum L.
4. แปง้ น้อย Leptopus australis (Zoll. & Moritzi) Pojark.

80

EUPHORBIACEAE

โลดทะนงขาว
Trigonostemon albiflorus Airy Shaw

ไมพ้ มุ่ สงู 3 ม. กง่ิ ออ่ นมขี นนมุ่ ปกคลมุ ใบเดยี่ ว เรยี งเวยี น รปู รถี งึ รปู รแี กมรปู ขอบขนาน กวา้ ง 3.5-9 ซม. ยาว 13-30 ซม.
ปลายใบแหลมหรือเรยี วแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ผวิ ใบมขี นกระจายทั้งสองด้าน เส้นใบหลักท่ฐี าน 3 เสน้ ชอ่ ดอก
แบบช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบหรอื ปลายยอด ดอกเพศผู้สีขาว กลบี เลี้ยงรูปไข่กลับหรอื รูปขอบขนาน กวา้ ง 1-2 มม.
ยาว 2-3 มม. ผวิ ดา้ นในเกลย้ี ง ดา้ นนอกมขี น กลบี ดอกรปู ชอ้ นถงึ รปู ไขก่ ลบั กวา้ ง 1-2 มม. ยาว 3-3.5 มม. เกสรเพศผู้
3 เกสร กา้ นดอก 1-7 มม. ดอกเพศเมยี สีเขียวออ่ น กลีบเลี้ยงรปู ไข่ รงั ไขเ่ กลี้ยง กา้ นดอก ยาว 1-2 ซม. ผลแห้งแตก
ค่อนขา้ งกลม เกล้ียง
การกระจายพนั ธุ์และนเิ วศวทิ ยา พบบรเิ วณเชงิ เขาหนิ ปนู ที่ความสงู 600-800 ม. จากระดับทะเล ออกดอกเดอื น
พฤศจกิ ายนถงึ ธันวาคม เป็นผลเดอื นมีนาคมถึงพฤษภาคม ในต่างประเทศท่ตี อนใต้ของจนี

81

FABACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ต้น ไม้พ่มุ หรือไม้ล้มลุก ใบประกอบแบบสามใบ (trifoliate) หรือใบประกอบแบบขนนก
เรยี งสลับ มหี ูใบ ชอ่ ดอกแบบช่อกระจะหรือช่อแยกแขนง สมมาตรตามรศั มหี รอื สมมาตรดา้ นข้าง สว่ นมากสมบรู ณ์
เพศ กลีบเล้ยี งสว่ นมากมี 5 กลบี (หายากท่มี ี 4 กลบี ) แยกหรือเชือ่ มตดิ กนั กลบี ดอกมี 5 กลีบ หรือนอ้ ยกว่า หายาก
ทีไ่ ม่มี เกสรเพศผู้มี 10 เกสร หรอื นอ้ ยกว่า หายากท่มี จี �ำนวนมาก เกสรเพศเมียมี 1 เกสร รังไขเ่ หนอื วงกลบี มักมีกา้ น
ส่ง (gynophore) มอี อวุล 1 ถึงจ�ำนวนมาก ผลมกั เป็นฝักแบบถวั่ (legume) แยกออกจากกันหรือไม่แยก เมล็ดมเี มล็ด
เดียวหรือหลายเมลด็
การกระจายพันธ์ุ พชื ในวงศน์ ม้ี ปี ระมาณ 550 สกลุ ทั่วโลก ในประเทศไทยเทา่ ท่สี ำ� รวจพบมี 95 สกลุ
รูปวธิ านแยกวงศย์ ่อย
1. ดอกสมมาตรตามรศั มี กลบี เลยี้ งและกลบี ดอกเรยี งจรดกนั เม่อื ดอกยังตมู Mimosoideae
1. ดอกสมมาตรด้านขา้ ง กลีบดอกมกั เรยี งซ้อนเหล่ือมกนั เม่อื ดอกยังตมู

2. กลบี ดอกเปน็ แบบ caesalpinaceous คอื กลีบบนสดุ เรยี งอยู่รอบในสุด กลีบดอกมี 5 กลีบ และแยกจาก
กัน Caesalpinioideae

2. กลบี ดอกเปน็ แบบ papilionaceous คอื กลีบบนสดุ เรยี งอยู่รอบนอกสุด กลีบดอกคลู่ ่างมักจะเชอ่ื มประสาน
กันทางด้านล่าง Papilionoideae

ชนดิ ทพี่ บบอ่ ยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ กนั ภัยมหิดล Afgekia mahidoliae B. L. Burtt & Chermsir.,
ทลายเขาพดู จา Antheroporum puudjaae Mattapha & Tetsana, Callerya sp., ทองหลางหนิ ปูน Erythrina
calcicola Tetsana & Poopath, ทองเดอื นห้า Erythrina stricta Roxb., กระพ้จี ั่น Millettia brandisiana Kurz

1. ทองหลางหินปูน Erythrina calcicola Tetsana & Poopath
2. ทองเดอื นหา้ Erythrina stricta Roxb
3. Erythrina sp.1
4. Callerya sp.
5. กระพจ้ี ่นั Millettia brandisiana Kurz
6. เทพมาศ Flemingia sirindhorniae Mattapha, Chantar. &

Suddee
7. Caesalpinia sp.1
8. ชงิ ชนั Dalbergia cochinchinensis Pierre

82

FABACEAE

ทลายเขาพูดจา

Antheroporum puudjaae Mattapha & Tetsana

ไม้ต้น สูงได้ถึง 5 ม. ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรยี งเวียน กา้ นใบยาว (6.5-)8-15 ซม. มีขนสั้นนุ่ม แกนกลางใบ
ยาว 14-20 ซม. ด้านบนมรี อ่ งตืน้ ๆ เกล้ียง ใบยอ่ ย 9-11 ใบ เรยี งตรงข้ามหรอื เกือบตรงข้าม ใบที่ปลายมขี นาดใหญ่
กว่าใบขา้ ง ก้านใบยอ่ ย ยาว 6-7 มม. เกลี้ยง แผ่นใบรปู รถี งึ รูปใบหอก หรอื รูปไข่ กว้าง 4-7.5 ซม. ยาว (8-)12-19 ซม.
ปลายรูปหัวใจ มีหางยาวประมาณ 2 มม. โคนรูปล่ิม ขอบเรียบ แผ่นใบเกล้ยี งท้ังสองดา้ น เสน้ แขนงใบ 6-10 คู่ เห็น
ชัดเจนด้านลา่ งใบ ชอ่ ดอกแบบช่อกระจะเทียม ออกตามกง่ิ แก่ ยาว 3-10 ซม. ห้อยลง มขี นสั้นนุ่ม ใบประดับรูปไข่
กวา้ งประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ 0.5 มม. ปลายแหลม ขอบมขี น ดา้ นนอกมขี นหนาแน่น ด้านในเกล้ียง หลุดร่วง
งา่ ย ใบประดับย่อยคล้ายใบประดบั ก้านดอกยาว 3-3.5 มม. มขี นส้นั นมุ่ ขึ้นหนาแนน่ หลอดกลีบเล้ยี ง ยาว 3-4 มม.
ปลายแยกเป็นแฉกขนาดเลก็ ปลายแหลม ด้านนอกมีขนสัน้ นุ่มสีด�ำขึ้นหนาแน่น ขา้ งในเกลีย้ ง วงกลบี ดอกสขี าว กลีบ
ดอกมเี ส้นชัดเจน โค้งจรดกัน standard รูปไขก่ ลบั กว้าง กว้าง 8-8.5 มม. ยาว 6.5-7 มม. ปลายมน มีตง่ิ เลก็ ๆ โคน
สอบแคบเข้าเปน็ ก้านกลบี ขอบเรยี บ เกล้ยี งทง้ั สองดา้ น ก้านกลีบยาว 5-6 มม. Wings รูปขอบขนาน กวา้ งประมาณ
2 มม. ยาว 5-6.5 มม. โคนเป็นตง่ิ หเู ล็ก ๆ ปลายมน ขอบเรยี บ โค้งไปด้านหลงั เกลย้ี งทัง้ สองด้าน ก้านกลีบยาว 5.5-6
มม. Keel รูปเคียว กว้างประมาณ 2.5 มม. ยาว 6-6.5 มม. โคนไมเ่ ปน็ ต่งิ หู ปลายมน ขอบเรียบ เกล้ยี งท้งั สองด้าน
กา้ นกลบี ยาว 5.5-6 มม. เกสรเพศผูเ้ ชอ่ื มตดิ กล่มุ เดียว หลอดเกสรเพศผู้ ยาว 8-9 มม. กา้ นเกสรเพศผแู้ ยกบางส่วน
ประมาณ 4-6 มม. อับเรณูกวา้ งประมาณ 0.2 มม. ยาว 0.2 มม. ไม่มีจานฐานดอก รงั ไข่ มี 2-4 ออวลุ มขี นส้นั หนานุ่ม
กา้ นยอดเกสรเพศเมยี ยาว 2.5-3 มม. เกลย้ี ง ฝกั รูปขอบขนาน ทรงกระบอก ขยายตัว กวา้ งประมาณ 2 มม. ยาว 8-10
มม. มขี นละเอยี ด แหง้ แตก เมลด็ จำ� นวน 2-4 เมลด็ รปู ทรงเกอื บกลมถงึ ทรงกระบอก กวา้ ง 10-12 มม. ยาว 18-19 มม.
สีน้ำ� ตาลเขม้
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา ขน้ึ ในปา่ ดบิ แลง้ ชายเขาหนิ ปนู พบเฉพาะทจ่ี งั หวดั นา่ น ทค่ี วามสงู ประมาณ 700 ม.
จากระดับทะเล ออกดอกเดือนมีนาคมถึงเมษายน เปน็ ผลเดอื นพฤษภาคมถึงกรกฎาคม เปน็ พืชถิน่ เดียวของไทย มี
สถานภาพ CR B1 and B2ab(i, ii, iii, iv, v)

83

GENTIANACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ล้มลุก ไม้พมุ่ และไม้ต้น องิ อาศยั หรอื ไมเ้ ถามีเนื้อไม้ ใบเดย่ี ว เรียงตรงขา้ ม แผน่ ใบหนาหรือ
อวบน้�ำ ขอบเรียบ โคนเปน็ ต่งิ ไมม่ หี ใู บ ช่อดอกแบบช่อกระจกุ ออกตามซอกใบหรอื ปลายยอด มีใบประดบั และใบ
ประดับยอ่ ย ดอกสมมาตรตามรศั มี สมบูรณ์เพศหรอื แยกเพศ (3-)4-5(-18) ส่วน กลบี เล้ียงเชื่อมเปน็ หลอด ปลายกลบี
ซอ้ นเหลือ่ ม ติดทน กลีบดอกเชอ่ื มเป็นหลอด ปลายกลบี บดิ เวียน บางคร้งั พับจีบ เกสรเพศผู้มี 4–5 เกสร กา้ นเกสรเพศ
ผ้ตู ดิ กับหลอดกลบี ดอกแบบเรียงสลับกับแฉกกลีบ อับเรณูแตกตามยาว รงั ไขเ่ หนือวงกลบี มี 1-2 ช่อง ยอดเกสรเพศ
เมียเปน็ ตมุ่ (1-)2 พู ผลแก่แหง้ แตก พบน้อยท่จี ะเปน็ ผลมีเนื้อหนึง่ ถึงหลายเมลด็ กา้ นยอดเกสรเพศเมยี ติดทน เมล็ด
จำ� นวนมาก
การกระจายพนั ธุ์ พบกระจายพนั ธ์ทุ ัว่ โลก ซ่ึงพบประมาณ 87 สกุล 1,600 ชนดิ ในประเทศไทยมี 8 สกลุ 28 ชนิด
ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ Canscora sp., โหมหดั เขา Duplipetala pentanthera (C. B. Clarke)
Thiv, ม่วงพศิ วง Exacum paucisquamum (C. B. Clarke) Klack, ไส้ปลาเขม็ Exacum pteranthum Wall. ex
G. Don, ประกายฉตั รหนู Phyllocyclus helferianus Kurz, ประกายฉัตร Phyllocyclus parishii (Hook. f.) Kurz,
หญา้ ดอกลาย Swertia angustifolia Ham. ex D. Don, ตากะปอ Swertia calcicola Kerr, ดอกหรีดเล้ือยผ้าหม่ ปก
Tripterospermum sp.

1. ไส้ปลาเขม็ Exacum pteranthum Wall. ex G. Don
2. มว่ งพศิ วง Exacum paucisquamum (C.B. Clarke) Klack
3. ประกายฉตั ร Phyllocyclus parishii (Hook. f.) Kurz
4. หญ้าดอกลาย Swertia angustifolia Ham. ex D. Don

84

GENTIANACEAE

โหมหดั เขา
Duplipetala pentanthera (C. B. Clarke) Thiv

ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 60 ซม. ใบเดี่ยว รปู ไขห่ รือแกมรปู ใบหอก ยาว 3–10 ซม. ก้านใบยาว 1–4 ซม. ใบประดบั รูปไข่
ตดิ รอบขอ้ ยาว 0.5–1.3 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุก มีไดถ้ งึ 20 ดอก กา้ นดอกยาว 2–3 มม. หลอดกลบี เลีย้ งยาว
1–1.2 ซม. มสี นั ต้นื ๆ 3 สนั คลา้ ยปกี กว้างประมาณ 1.5 มม. ปลายแยกเปน็ แฉก 3 แฉก ยาวประมาณ 2 มม. ดอก
สีขาว หลอดกลีบยาว 1–1.5 ซม. ปลายแยกเปน็ 5–6 แฉก ยาวประมาณ 3 มม. เกสรเพศผูย้ าว 2–5 มม. ก้านเกสร
เพศเมยี ยาวไดถ้ งึ 7 มม. ผลรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 6 มม.
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนเิ วศวิทยา ขึ้นบนเขาหนิ ปูนในป่าดบิ ชืน้ ริมล�ำธาร หรอื ตามสนั เขา พบทางภาคตะวันออก
เฉยี งใต้และภาคใต้ของไทย ท่ีระดบั ความสงู 50–1,300 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลระหว่างเดอื นมกราคม
ถงึ มนี าคม ในต่างประเทศพบท่คี าบสมทุ รมลายู

85

ประกายฉัตรหนู
Phyllocyclus helferianus Kurz

ไมล้ ม้ ลกุ สงู ไดถ้ งึ 60 ซม. ใบเดย่ี ว ใบทโี่ คนรปู ไข่ ยาว 1–2.5 ซม. ใบบนตน้ กลม ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ ดา้ นเดยี ว มไี ดถ้ งึ
15 ดอก ใบประดบั คลา้ ยใบ หลอดกลบี เลย้ี งยาวประมาณ 7 มม. มี 4 กลบี รปู สามเหลยี่ ม ยาว 1–1.5 มม. ดอกสขี าวหรอื
ครีม หลอดกลีบดอกกว้าง ยาว 7–9 มม. มี 4 กลีบ รูปใบพาย ยาว 2–3 มม. กา้ นชูอับเรณูยาวเท่า ๆ กนั ยาวประมาณ
2 มม. กา้ นเกสรเพศเมยี ยาว 3–5 มม. ผลรปู ขอบขนาน ยาวประมาณ 5 มม.
การกระจายพันธ์ุและนิเวศวทิ ยา ขน้ึ ตามเขาหนิ ปนู พบทางภาคเหนอื และภาคตะวันตกเฉยี งใต้ทีจ่ งั หวัดราชบุรี
กาญจนบรุ ี ที่ความสงู 100–1,200 ม. จากระดับทะเล ออกดอกเดอื นกันยายนถึงตลุ าคม เปน็ ผลเดือนพฤศจิกยามถึง
ธันวาคม ในตา่ งประเทศพบท่เี มียนมาร์

86

GENTIANACEAE

ตากะปอ
Swertia calcicola Kerr

ไมล้ ้มลกุ สูง 10–30 ซม. แตกกิง่ จ�ำนวนมาก กง่ิ เป็นเหล่ียม เกล้ียง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รปู รหี รอื รปู ไข่ ยาวประมาณ
2.5 ซม. ปลายแหลม โคนเรียวสอบ ก้านสัน้ มาก ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ แยกแขนง ออกตามปลายกิง่ หรือซอกใบ กลบี
เล้ยี งและกลบี ดอกอยา่ งละ 5 กลบี พบนอ้ ยที่ 4 กลบี ก้านดอกยาว 1.5–3.5 ซม. กลีบเลีย้ งแฉกลกึ รปู รี ยาว 4–5 มม.
ปลายแหลม กลีบดอกแยกเกอื บจรดโคน สขี าว มีลายเป็นริว้ ยาวสีม่วง กลบี รูปไข่ ยาว 0.7–1.3 ซม. ปลายแหลม ขอบ
เว้าเล็กน้อย โคนด้านในมตี อ่ มน�ำ้ ต้อย 2 ตอ่ ม รปู รี ล้อมรอบด้วยขนยาวประมาณ 0.7 มม. ยกเวน้ ทโ่ี คนตอ่ ม เกสรเพศ
ผ้ตู ิดทีโ่ คนกลีบดอก กา้ นชอู บั เรณูรปู เสน้ ด้าย โคนแผ่กวา้ งเล็กนอ้ ย ยาว 3–5 มม. อับเรณูรูปไข่ ยาวประมาณ 1 มม.
ไม่มจี านฐานดอก รงั ไข่เหนือวงกลบี รปู รี ขนาดเล็ก มี 1 ช่อง ออวลุ จ�ำนวนมาก กา้ นยอดเกสรเพศเมียสน้ั ยอดเกสร
เปน็ ตุม่ จัก 2 พู ผลแหง้ แตก รูปขอบขนาน ยาว 5–8.5 มม. เมล็ดขนาดเลก็ จ�ำนวนมาก
การกระจายพนั ธ์แุ ละนิเวศวิทยา ขน้ึ ตามทโ่ี ล่งบนเขาหนิ ปูนหรอื ทุ่งหญา้ พบทางภาคเหนอื ทด่ี อยอินทนนท์ดอย
เชียงดาวและดอยมอ่ นจอง จงั หวดั เชยี งใหม่ ทีค่ วามสูง 2,000–2,100 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกเดือนกนั ยายนถึง
ตลุ าคม เปน็ ผลเดอื นพฤศจกิ ยามถึงธันวาคม เปน็ พชื ถิน่ เดียวของไทย

87

GERANIACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ม้ ลกุ ปเี ดยี วหรอื หลายปี พบนอ้ ยทเ่ี ปน็ ไมพ้ มุ่ มหี ใู บ ใบเรยี งสลบั หรอื เรยี งตรงขา้ ม ใบประกอบ
แบบฝา่ มือหรอื แบบขนนก มีกา้ นใบ ชอ่ ดอกออกแบบช่อกระจกุ แบบชอ่ ซ่รี ม่ เทยี ม พบนอ้ ยท่ีจะเป็นดอกเด่ียว ๆ ดอก
สมบรู ณเ์ พศ สมมาตรตามรศั มหี รือสมมาตรดา้ นขา้ ง กลบี เลี้ยง 5 กลีบ เรียงซ้อนเหล่ือม กลีบดอก 5 กลบี เกสรเพศผู้
ท่ีเปน็ หมนั 5 หรอื 10 เกสร เรียงเปน็ 2 วง บางครงั้ หนึง่ วงลดรปู เป็นเกสรเพศผูท้ ่ีเป็นหมนั กา้ นเกสรเพศผู้เชอ่ื มท่ีสว่ น
โคน อับเรณู 2 ชอ่ ง แตกตามยาว รงั ไขเ่ หนอื วงกลีบ 5 คาร์เพล 1 ช่อง มี 1-2 ออวลุ ผลแบบแยกแลว้ แตกเป็น 5 ส่วน
เมล็ดขนาดเลก็ ไมม่ เี อนโดสเปิร์ม
การกระจายพนั ธุ์ กระจายพนั ธุ์กว้างขวางในเขตอบอุ่น กึ่งเขตรอ้ น และเขตร้อน พบประมาณ 5 สกลุ 835 ชนิด ใน
ประเทศไทยพบ 2 สกลุ 4 ชนดิ ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ เจอราเนยี มเชยี งดาว Geranium lambertii
Sweet subsp. siamense (Craib) T. Shimizu, เจอราเนยี มป่า Geranium nepalense Sweet

1. - 3. เจอราเนยี มปา่ Geranium nepalense Sweet

88

GERANIACEAE

เจอราเนยี มเชยี งดาว
Geranium lamberti Sweet subsp. siamense (Craib) T.Shimizu

ไมล้ ม้ ลกุ ทอดเลอื้ ย ยาว 15–40 ซม. มขี นยาวหนาแนน่ ตามหใู บ กา้ นใบ แผน่ ใบทง้ั สองดา้ น ชอ่ ดอก กา้ นดอก ใบประดบั
กลบี เลยี้ งดา้ นนอก โคนกลบี ดอกดา้ นใน และผล หใู บรปู ใบหอกหรอื รปู ขอบขนาน ยาว 0.3–1 ซม. ใบรปู ฝา่ มอื มี 5 สว่ น
แยกเกือบจรดโคน กวา้ งยาวไดถ้ งึ 8 ซม. แตล่ ะส่วนจกั เปน็ พูตนื้ ๆ ใบช่วงปลายกิง่ ขนาดเลก็ ก้านใบยาวได้ถึง 20 ซม.
โดยเฉพาะใบที่โคนต้น ช่อดอกสว่ นมากมี 2 ดอก กา้ นชอ่ ยาว 2–7 ซม. ก้านดอกยาว 1–6 ซม. ใบประดบั ย่อยรปู ลิ่ม
แคบ ยาวประมาณ 5 มม. กลบี เลีย้ งรูปสามเหล่ยี ม ยาว 0.5–1 ซม. ปลายเปน็ ติ่งแหลม ยาว 1–2 มม. ตดิ ทน กลีบดอก
สชี มพอู อ่ นอมม่วง เส้นกลบี สเี ข้ม แผ่นกลีบรปู ไขก่ ลับกว้าง ยาว 1.5–1.8 ซม. ปลายมนกลม หรือเวา้ ตืน้ โคนเรียวแคบ
กา้ นชอู ับเรณสู ขี าวอมชมพชู ว่ งปลายสีมว่ ง ยาว 8–9 มม. โคนแผก่ ว้าง หนา มีขน อับเรณูรปู ขอบขนาน ขนาดประมาณ
0.5 มม. ยอดเกสรเพศเมยี สคี ลำ้� ตดิ ทน ยาวประมาณ 5 มม. ในผล ผลเรยี วยาว 1.5–2 ซม. เมลด็ รูปขอบขนาน ยาว
ประมาณ 3 มม. มีขนยาว
การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา ขึน้ ตามซอกหนิ ปนู พบเฉพาะทด่ี อยเชยี งดาว จังหวดั เชยี งใหม่ ท่ีความสูง
1,900–2,200 ม. จากระดับทะเล ออกดอกเดอื นตุลาคมถงึ พฤศจิกายน เปน็ ผลเดอื นธนั วาคมถงึ มกราคม เปน็ พืชถ่ิน
เดยี วของไทย

89

GESNERIACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ้มลกุ กงึ่ ไม้พุ่ม ไมพ้ ุม่ พบนอ้ ยท่เี ป็นไมต้ น้ มักเปน็ ไม้อิงอาศยั มียางสขี าวหรือยางใส ไม่มีหใู บ
ใบเดีย่ ว มกั เรียงตรงข้าม เรยี งรอบขอ้ หรือเรยี งสลบั ขอบเรยี บหรือหยกั ซี่ฟัน อาจมเี พยี ง 1 ใบ ช่อดอกแบบชอ่ กระจกุ
แยกแขนง ชอ่ กระจกุ หรือลดรูปจนเป็นดอกเดีย่ ว ออกตามปลายยอดหรือซอกใบ ดอกสมมาตรดา้ นข้าง สมบรู ณเ์ พศ
กลีบเลีย้ ง 5 กลบี แยกกนั หรอื โคนเชอื่ มตดิ กนั เป็นหลอด ปลายแยกเปน็ 5 แฉก กลบี ดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกนั เป็น
หลอด ปลายแยกเป็นรูปปากเปดิ เกสรเพศผู้มี 4 หรอื 2 เกสร มีเกสรเพศผู้ทเี่ ปน็ หมนั 1-3 เกสร ติดบนหลอดกลีบดอก
อบั เรณูมักติดกนั เป็นคู่ รังไข่เหนอื วงกลบี มี 2 คารเ์ พล ผลแห้งแตก อาจพบแตกตามขวางหรือแตกตามรอยประสาน
หรือผลแบบมีเนื้อหนงึ่ ถงึ หลายเมล็ด เมล็ดขนาดเล็ก จ�ำนวนมาก
การกระจายพันธุ์ พบทั่วไปในเขตร้อนหรอื กง่ึ เขตรอ้ น ประมาณ 140-150 สกลุ 3,500 ชนิด ในประเทศไทยมี 27
สกลุ ชนิดท่พี บบ่อยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ได้แก่ แก้วไกรลาศน้อย Kaisupeea orthocarpa B.L. Burtt, คำ� หยาด
สองตา Microchirita bimaculata (D. Wood) A. Weber & D.J. Middleton, Microchirita hamosa (R. Br.)
Y. Z. Wang, บหุ งาการะเกตุ Microchirita karaketii D. J. Middleton & Triboun, หยาดมโนราห์ Microchirita
mollissima (Ridl.) A. Weber & D. J. Middleton, เนตรม่วง Microchirita purpurea D.J. Middleton &
Triboun, สุวรรณาผา้ หม่ ปก Oreocharis hirsuta Barnett, หญา้ ขนตาเสือ Ornithoboea arachnoidea (Diels)
Craib, ขนตาเสือแม็กซ์เวลล์ Ornithoboea maxwellii S.M.Scott var. minutiflora D.J. Middleton, ชาม่วง
ชาครามดอย Paraboea glandulifera (Barnett) C. Puglisi, ศรีสยาม Paraboea siamensis Triboun, ม่วงสอด
สี ทวิชาติ Petrocosmea bicolor D.J. Middleton & Triboun, ม่วงกำ� มะหยสี่ อดสที อง Petrocosmea formosa
B.L. Burtt, สายน�้ำหยด Rhynchoglossum mirabilis Patthar.,

1. หยาดมโนราห์ Microchirita mollissima
(Ridl.) A. Weber & D. J. Middleton

2. Microchirita hamosa (R. Br.) Y. Z.
Wang

3. Monophyllaea sp.2
4. จอกหนิ นอ้ ย Petrocosmea heterophylla

B.L. Burtt
5. Monophyllaea sp.1

90

GESNERIACEAE

บุหงาการะเกตุ
Microchirita karaketii D. J. Middleton & Triboun

ไม้ลม้ ลุกปเี ดียว สงู ได้ถงึ 60 ซม. ใบเด่ียว เรยี งตรงข้าม กา้ นใบยาว 0.5-2 ซม. แผ่นใบรปู ไข่ กว้าง 3.5-19 ซม. ยาว
5.1-25 ซม. ปลายเรยี ว โคนรปู หัวใจ ช่อดอกเกดิ ทซ่ี อกใบ กา้ นดอกยาว 4.5-9 ซม. กลีบเล้ยี งสเี ขียวอ่อน 5 แฉก ยาว
4.3-9 มม. สามแฉกลา่ งแยกจากกัน สองแฉกบนเชือ่ มตดิ กัน 1-5 มม. ไมส่ มมาตร แฉกกวา้ ง 1-1.6 มม. ยาว 1-6 มม.
กลีบดอกสีขาว ในหลอดดา้ นลา่ งมแี ถบสีเหลืองและมปี ืน้ สมี ่วงทัง้ สองข้าง โคนกลีบเชอื่ มตดิ กนั เป็นเปน็ หลอด ถึงแฉก
บนยาว 1-1.3 ซม. ถึงแฉกล่างยาว 1.2-1.4 ซม. ปลายหลอดแยกเปน็ 5 แฉก รูปกลมกวา้ ง แฉกบนกว้าง 2.8-4.7 มม.
ยาว 2.7-3.5 มม. แฉกคู่ข้างกว้าง 4-5.8 มม. ยาว 2.5-5 มม. แฉกค่ลู า่ งกว้าง 3.8-5.5 มม. ยาว 3-4.7 มม. เกสรเพศผู้
เชื่อมอยู่ในหลอดกลบี ดอกสูงจากโคน 5.2-6.5 มม. ก้านชอู ับเรณูยาว 2.8-3.2 มม. อับเรณูกว้างประมาณ 2 มม. ยาว
ประมาณ 1.2 มม. ปลายตดิ กนั เกสรเพศผ้ทู ไี่ มส่ มบูรณม์ เี พียงก้านชอู ับเรณู ยาวประมาณ 3 มม. ติดอยเู่ หนือโคนหลอด
กลีบดอกประมาณ 3 มม. รังไข่รปู กระสวย ยาว 3.5-5 มม. กา้ นยอดเกสรเพศเมยี ยาว 6-7 มม. ยอดเกสรเพศเมียแยก
เป็นสองแฉก ยาวประมาณ 1.2 มม. ผลออ่ นยาวได้ถึง 5 ซม. โค้งเล็กน้อย มีกลบี เลยี้ งตดิ ทน
การกระจายพนั ธุ์และนิเวศวทิ ยา พบตามปา่ ผลดั ใบแบบผสมบนภเู ขาหนิ ปนู ทางภาคเหนอื ทอี่ ำ� เภอเชยี งดาว
จงั หวัดเชียงใหม่ ทคี่ วามสงู 530-750 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเปน็ ผลช่วงปลายเดอื นสิงหาคมถงึ เดือน
พฤศจิกายน เปน็ พืชถิ่นเดยี วของไทย

91

ขนตาเสอื แมก็ ซ์เวลล์
Ornithoboea maxwellii S.M.Scott var. minutiflora D.J. Middleton

ไมล้ ้มลกุ ใบเดย่ี ว เรียงแน่นท่ีโคนต้น ล�ำต้นมีขนคล้ายใยแมงมมุ ใบทีล่ �ำต้นเรียงตรงข้าม กา้ นใบมีขนคล้ายใยแมงมุม
ยาว 2.7-11 ซม. แผ่นใบรูปไขห่ รอื รปู กลม กวา้ ง 2.2-7.8 ซม. ยาสว 2.5-8.8 ซม. โคนรูปหวั ใจ ปลายทู่หรือกลม ขอบ
หยกั มนหรอื หยักซฟี่ นั เสน้ แขนงใบ 4-6 คู่ ผิวใบด้านบนมีขน ผิวใบด้านล่างมขี นคล้ายใยแมงมุม ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ
แยกแขนง ดอกในช่อ 3-10 ดอก มขี นสั้นน่มุ ผสมกบั ขนตอ่ มและขนคล้ายใยแมงมุม กา้ นชอ่ ดอกยาว 3.8-9 มม. กา้ น
ดอกยาว 5.5-10 มม. วงกลบี เลยี้ งปลายแยกเปน็ 5 แฉก รูปรแี คบถึงรกี วา้ ง กว้าง 0.9-3.4 มม. ยาว 3-4 มม. ปลาย
แหลมถงึ เรยี วแหลม มีขนสนั้ นุม่ ขยายตัวและตดิ ทนจนเปน็ ผล วงกลบี ดอกยาวประมาณ 9.2 มม. หลอดกลีบดอกสขี าว
แฉกกลบี สมี ่วง หลอดกลีบดอกมขี นตอ่ มละเอียด แฉกกลีบมีขนตอ่ มยาวท้ังสองดา้ นโดยเฉพาะดา้ นในหลอด หลอดยาว
ประมาณ 3.8 มม. กลีบปากบน 2 พู แต่ละพกู ว้างประมาณ 2.2 มม. ยาวประมาณ 1.8 มม. ปลายพกู ลม มขี นสน้ั นุม่
หนาแนน่ และขนยาวสีมว่ งรอบปากหลอดกลบี กลีบปากลา่ ง 3 พู ยาวประมาณ 5.4 มม. มีขนสั้นนมุ่ หนาแน่นสมี ่วง
พูขา้ งกวา้ งประมาณ 2.6 มม. ยาวประมาณ 2.8 มม. พกู ลางกว้างประมาณ 2.5 มม. ยาวประมาณ 3.2 มม. แตล่ ะพู
รูปไขก่ ลับ ซอ้ นเหล่ือมเล็กนอ้ ย ปลายกลม เกสรเพศผตู้ ิดบรเิ วณโคนหลอดกลบี ดอก ก้านเกสรเพศผู้ส่วนโคนบาง สว่ น
ปลายหนา ในเกสรเพศผทู้ เ่ี ปน็ หมนั กา้ นมรี ปู รา่ งงอรปู ขอ้ ศอก เกลยี้ ง ยาวประมาณ 2.2 มม. อบั เรณกู วา้ งประมาณ 1.2 มม.
ยาวประมาณ 1 มม. เกล้ยี ง เช่อื มกันทส่ี ่วนปลาย เกสรเพศผูท้ เี่ ปน็ หมัน 3 เกสร รงั ไข่ยาวประมาณ 1.5 มม. มีขนต่อม
ละเอยี ด กา้ นยอดเกสรเพศเมียยาว 3 มม. มีขนตอ่ มละเอียด ยอดเกสรเพศเมียตดั ผลกว้าง 2-2.5 มม. ยาว 7-8 มม.
มีขนยาวหนาแนน่ ก้านยอดเกสรเพศเมียติดทน
การกระจายพนั ธ์ุและนิเวศวิทยา พบตามซอกเขาหินปนู ในปา่ ผลดั ใบผสม ทางภาคเหนือ จงั หวัดแมฮ่ ่องสอน และ
ภาคตะวันตก ทอ่ี �ำเภอแม่ระมาด จังหวดั ตาก ท่ีความสูงประมาณ 180 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลช่วง
เดอื นสิงหาคมถงึ เดือนธนั วาคม เปน็ พชื ถิ่นเดียวของไทย มสี ถานภาพ DD

92

GESNERIACEAE

สายน�้ำหยด
Rhynchoglossum mirabilis Patthar.

ไม้ลม้ ลกุ สงู 5-20 ซม. ลำ� ตน้ เกล้ยี ง ใบเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 3.5-6.5 ซม. ยาว 5.5-9.5 ซม. ปลายแหลม โคนเบ้ยี วรูป
หวั ใจ ขอบเรยี บ เกลยี้ งหรอื มขี นสั้นนมุ่ แผ่นใบบาง เกลีย้ งหรอื มขี น บางคร้งั มตี ่อมสีนำ�้ ตาลด้านล่างใบ เส้นแขนงใบ
8-11 คู่ กา้ นใบยาว 5-7 ซม. ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจะดา้ นเดยี ว ยาว 2-13 ซม. ออกแนบกา้ นใบหรอื ซอกใบ มี 3-15 ดอก
ก้านชอ่ ดอกยาว 4 ซม. ก้านดอกเกลย้ี ง ยาว 2-10 มม. ใบประดับย่อย ยาว 1-3 มม. วงกลีบเล้ียงรูประฆัง เกลยี้ ง สี
เขียวซดี ยาวประมาณ 4 มม. แฉกกลบี ม้วนไปข้างหลัง รูปสามเหลย่ี ม ยาว 1-1.5 มม. ปลายแหลมถึงเรียวแหลม
เกล้ยี ง ขอบเรยี บ วงกลบี ดอกยาว 5-7 มม. คอดอกสขี าว มักมแี ถบสมี ว่ งหรอื สีเขียวออ่ นถึงสีน�ำ้ ตาลอ่อน หลอดกลีบ
ทรงกระบอก ปากเปดิ 3-5 มม. มตี ่อมสนี �้ำตาลแกมส้ม ปกคลมุ ดว้ ยกระจุกขน ปากบนเป็น 2 แฉก แฉกยาว 1-2 มม.
ปากล่าง 3 แฉก สีขาวถงึ สขี าวแกมม่วง ยาว 2-3 มม. เกสรเพศผู้ 4 เกสร ก้านเกสรเช่อื มเป็นคู่ เกลยี้ ง คูย่ าวยาว 3-4
มม. คู่สน้ั ยาว 1.5-1.8 มม. อับเรณสู ขี าวรปู ขอบขนาน ยาว 0.5-1 มม. รงั ไขร่ ูปไข่ เกล้ียง มสี นั ตามยาว ยาว 1.5-2 มม.
ยอดเกสรเพศเมยี ขนาดเลก็ ผลแห้งแตกรูปไข่ เกลย้ี ง ยาว 3-4 มม. กลีบเลี้ยงและกา้ นยอดเกสรเพศเมียติดทน เมลด็ รปู
รี สนี ้�ำตาลเข้ม ผวิ ไม่เรยี บ
การกระจายพันธุแ์ ละนิเวศวทิ ยา พบตามซอกเขาหนิ ปนู ในป่าผลดั ใบผสม ทางภาคตะวนั ตกเฉียงใต้ ที่อำ� เภอ
แมร่ ะมาด จังหวดั ตาก ที่ความสงู 100-850 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลช่วงเดือนสงิ หาคมถึงเดอื น
กมุ ภาพันธ์ เปน็ พชื ถ่นิ เดียวของไทย

93

HYPERICACEAE

ลักษณะประจำ� วงศ์ ไม้ล้มลกุ ไมพ้ ่มุ หรอื ไมต้ ้น ใบเดย่ี ว เรยี งตรงขา้ ม เรียงสลับ หรือเรยี งรอบขอ้ ช่อดอกแบบชอ่
กระจุก กึ่งช่อซ่ีร่ม หรือลดรูปลงคล้ายดอกเด่ียว ออกตามปลายยอดหรือซอกใบ ดอกสมบูรณ์เพศ สมมาตรตามรัศมี
มกี า้ นดอก กลบี เลีย้ งแยกกัน (2-)4-5 กลีบ กลบี ดอกแยกกัน (3-)4-5 กลีบ เกสรเพศผู้ 9 ถึงจำ� นวนมาก เชอื่ มกนั หรอื
รมกันเป็นกระจกุ รงั ไข่เหนือวงกลีบ ออวุลมี 1 ถงึ จ�ำนวนมาก ผลแบบแหง้ แตก คล้ายผลแบบมีเน้อื หน่ึงถงึ หลายเมล็ด
หรอื ผลแบบผนังชน้ั ในแขง็ มีหรอื ไมม่ ปี กี
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายพันธ์ทุ ัว่ โลก ประมาณ 8 สกุล 560 ชนิด ในประเทศไทยพบ 2 สกุล 11 ชนดิ สกลุ ที่พบ
บอ่ ยในระบบนิเวศเขาหินปนู ไดแ้ ก่ ต้วิ เกล้ยี ง Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume, บัวทอง Hypericum
hookerianum Wight & Arn., บัวทอง Hypericum japonicum Thunb.

1. บัวทอง Hypericum japonucum Thunb
2. ตว้ิ เกลย้ี ง Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume

94

HYPERICACEAE

บวั ทอง
Hypericum hookerianum Wight & Arn.

ไมพ้ มุ่ สูงได้ถึง 2 ม. ใบเด่ียว รปู ไข่ รปู ขอบขนานหรือรูปใบหอก เรยี งตรงขา้ ม กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2-7 ซม. โคนมน
ปลายแหลม ขอบเรียบ แผน่ ใบหนาคลา้ ยหนงั ผิวด้านล่างสจี าง เสน้ แขนงใบขา้ งละ 4-6 เส้น ก้านใบยาว 1-4 มม. ดอก
ออกเปน็ ช่อมี 1-5 ดอก ก้านดอกยาว 0.3-1.5 ซม. ดอกสเี หลืองสด รปู ถว้ ย เส้นผ่านศนู ยก์ ลาง 3-6 ซม. กลีบเลี้ยงรปู รี
กว้างหรือรูปใบพาย ยาว 0.5-1 ซม. มแี ถบต่อมกระจาย กลีบดอกรูปไขก่ ลบั หรือเกอื บกลม ยาว 1.5-3 ซม. เกสรเพศผู้
สีเหลอื ง มี 5 มดั มัดละ 60-80 เกสร ยาว 0.5-1 ซม. รังไข่สเี ขยี วแกมเหลือง เกสรเพศเมยี แยก 5 แฉก ก้านยอดเกสร
เพศเมยี ยาว 2-7 มม. ผลแบบแหง้ แตก รูปไข่หรอื รปู รี สีน้ำ� ตาลดำ� ยาว 1-1.7 ซม. ปลายผลมรี ยางค์แข็ง
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนิเวศวทิ ยา พบในท่โี ล่ง ชายปา่ หรอื ตามซอกเขาหนิ ปนู ในปา่ ดบิ เขาทางภาคเหนือ จงั หวัด
เชยี งใหม่ ทค่ี วามสงู 1,600-2,500 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเปน็ ผลช่วงเดอื นกรกฎาคมถึงเดอื นธันวาคม ในต่าง
ประเทศพบตั้งแตอ่ ินเดียถึงคาบสมุทรอนิ โดจีน

95

LAMIACEAE

ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ม้ ลกุ ไมพ้ มุ่ ไม้ต้น หรือไมเ้ ถา กิ่งก้านเปน็ เหลีย่ ม มีกลน่ิ นำ�้ มันหอมระเหย ใบเด่ียวหรอื ใบ
ประกอบ เรียงตรงข้ามสลับต้งั ฉาก หรือเรยี งรอบขอ้ ไมม่ ีหใู บ ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจุก ช่อกระจกุ แยกแขนง หรือชอ่
กระจุกแนน่ ออกตามซอกใบ ปลายยอด หรือรอบข้อ ดอกสมมาตรดา้ นข้าง สมบูรณเ์ พศ กลบี เล้ียง 5 กลีบ เชื่อมตดิ
กันเปน็ รูประฆงั รูปแตร หรอื เป็นหลอด ขยายและติดทน กลีบดอก 5 กลีบ เชอื่ มติดกนั แยกเปน็ ปากบนและปากล่าง
เกสรเพศผมู้ ี 2 เกสร หรือ 4 เกสร มกั สัน้ 2 ยาว 2 ตดิ บนกลีบดอก เกสรเพศเมียมี 2 คาร์เพล เชอ่ื มติดกนั แตล่ ะคาร์
เพลมี 2 ชอ่ ง โคนกา้ นเกสรเพศเมียเดน่ ชดั ยอดเกสรเพศเมยี แยกเป็นพูไมช่ ัดเจน รังไขเ่ หนือวงกลีบ หยักเป็นพู มี 4
ช่องเทียม แต่ละชอ่ งมี 2 ออวลุ ผลแยกแล้วแตก มี 4 ผลแข็งย่อย (nutlets) แตล่ ะผลย่อยมี 1 เมล็ด
การกระจายพนั ธ์ุ พบกระจายพนั ธทุ์ ั่วโลก โดยเฉพาะในเขตแห้งแล้งและเขตรอ้ น ประมาณ 240 สกุล 7,200 ชนดิ ใน
ประเทศไทยมี 40 สกุล ชนิดทีพ่ บบ่อยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ได้แก่ หเู สือเขา Anisochilus carnosus (L.f.) Wall.
ex Benth., Coleus parishii (Hook.f.) A.J.Paton, แสงแดงนอ้ ย Colquhounia elegans Wall. ex Benth., หนวด
แมว Eurysolen gracilis Prain, หญ้าข้าวตอกใบสาก Isodon lophanthoides (Buch.-Ham. ex D. Don) H.
Hara var. graciliflorus (Benth.) H. Hara, หเู สือเชยี งดาว Plectranthus chiangdaoensis Suddee, อูนเขาหวั
หมด Premna serrata H. R. Fletcher, Scutellaria tenasserimensis A.J. Paton, กะเพราตะนาวศรี Teucrium
scabrum Suddee & A.J. Paton, กระจบั เขา Vitex siamica F. N. Williams

1. อูนเขาหวั หมด Premna serrata H. R. Fletcher
2. กระจับเขา Vitex siamica F. N. Williams
3. แสงแดง Colquhounia coccinea Wall. var. mollis

(Schltdl.) Prain
4. หเู สอื เขา Anisochilus carnosus (L.f.) Wall. ex

Benth.

96

LAMIACEAE

กะเพราตะนาวศรี
Teucrium scabrum Suddee & A.J. Paton

ไม้ล้มลกุ สูง 15–60 ซม. มีขนต่อมประปรายท่ัวไป ใบเดย่ี ว เรยี งตรงข้ามหรอื เรียงรอบข้อ 3 ใบ รูปรหี รือรูปไข่ ยาว
2–6 ซม. กา้ นใบยาวไดถ้ ึง 1.5 ซม. ชอ่ ดอกแบบช่อกระจุก ไม่แตกแขนง ยาว 5–30 ซม. ใบประดบั รูปไข่ ยาวประมาณ
1.2 ซม. ดอกสีมว่ งออ่ น ตดิ เปน็ กระจุก ๆ ละ 2 ดอก เรยี งเปน็ ชน้ั หา่ ง ๆ บนแกนช่อ กา้ นดอกยาว 3–5 มม. กลบี เลีย้ ง
รปู ปากเปดิ ยาว 4–5 มม. เสน้ กลีบ 10 เส้น กลบี บนรูปไข่ กลีบลา่ ง 4 กลบี ยาวกวา่ กลีบบนเลก็ นอ้ ย กลบี ดอกรปู ปาก
เปดิ ยาว 0.8–1.2 ซม. กลบี บนรูปขอบขนานกวา้ ง ปลายจรดกนั กลบี ปากลา่ ง กลีบขา้ งรปู สามเหล่ยี มขนาดเลก็ กลีบ
กลางรูปไขก่ ลับ ยืน่ แผอ่ อก เกสรเพศผยู้ ่ืนพน้ กลบี ดอก รงั ไข่เปน็ พตู น้ื ๆ กา้ นเกสรเพศเมยี ยาวเท่า ๆ กับเกสรเพศผู้ ผล
แห้งเมล็ดล่อน รปู ไข่ เส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 1 มม. มีตอ่ มประปราย
การกระจายพันธ์ุและนเิ วศวทิ ยา พบขึ้นบนเขาหินปนู ท่ีเปิดโลง่ ทางภาคเหนอื ทีจ่ ังหวดั ตาก และภาคตะวันตก
เฉียงใตท้ ี่จังหวดั กาญจนบุรี ที่ความสงู 500–1,000 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลเดอื นสิงหาคมถึงเดอื น
พฤศจิกายน เป็นพืชถิน่ เดยี วของไทย

97

MALPIGHIACEAE

ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ตน้ ไม้พุ่ม หรือไม้เถาเนื้อแข็ง มขี นปกคลุม ใบเดีย่ ว เรยี งตรงขา้ ม ขอบเรียบหรอื หยักซ่ฟี ัน มกั
มตี อ่ มบนกา้ น ขอบใบ หรือผิวใบด้านลา่ ง มหี ูใบ ช่อดอกมีหลากหลายรปู แบบ ดอกออกเดย่ี ว ๆ หรอื ออกเปน็ คู่ตาม
ซอกใบ ดอกสมมาตรด้านข้าง สมบรู ณ์เพศ กลบี เล้ยี ง 5 กลีบ แยกกัน มตี ่อม 2 ตอ่ มเดน่ ชัด กลบี ดอก 5 กลบี แยกกนั
ขนาดไม่เทา่ กนั โคนมักเปน็ ก้านกลบี ขอบเรยี บหรอื หยกั ซฟี่ ัน เกสรเพศผมู้ ี 10 เกสร ก้านเกสรเพศผมู้ ักแผก่ วา้ ง โคน
เชอื่ มติดกัน รังไขเ่ หนอื วงกลบี มี 3 ชอ่ ง แตล่ ะชอ่ งมี 1 ออวุล ก้านยอดเกสรเพศเมยี มี 3 กา้ น อาจฝอ่ ไป 2 ก้าน ผล
แยกแล้วแตก (schizocarp) เป็น 3 ส่วน แต่ละสว่ นมปี ีก
การกระจายพันธ์ุ พบทวั่ ไปในเขตร้อนและกง่ึ เขตร้อน ประมาณ 75-80 สกุล 1,300 ชนดิ ในประเทศไทยมี 66 สกลุ
22 ชนดิ ชนดิ ทพ่ี บบ่อยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ โนรปี ราณ Hiptage calcicola Siriragsa, โนรปี ันหยี Hiptage
detergens Craib

1. - 3. โนรปี ราณ Hiptage calcicola Siriragsa

98

MALPIGHIACEAE

โนรปี นั หยี
Hiptage detergens Craib

ไมเ้ ถาเนอื้ แขง็ มขี นแบนราบตามก่งิ ก้านใบ และช่อดอก ใบเดย่ี ว รปู รี รปู ขอบขนาน หรอื รปู ขอบขนาน แกมรปู ไข่ ยาว
3–5 ซม. แผ่นใบมีขนตามเสน้ กลางใบ กา้ นใบยาว 3–7 มม. ช่อดอกแบบชอ่ กระจะส้ัน ๆ ออกตามปลายกงิ่ ยาว 2–3
ซม. ก้านดอกยาว 0.5–1 ซม. มขี ้อประมาณจุดกง่ึ กลาง กลีบเลยี้ งรปู ขอบขนาน ยาวประมาณ 2 มม. มตี อ่ มขนาดใหญ่
ยาวประมาณ 2 มม. กลบี กลบี ดอกรูปไข่กวา้ ง ยาวประมาณ 6 มม. ขอบจักมนหรือจักฟนั เลอื่ ย เกสรเพศผ้อู ันยาว ยาว
7–9 มม. อนั สน้ั ยาว 3–5 มม. กา้ นเกสรเพศเมยี ยาว 6–8 มม. มีขน ผลแบบแยกแล้วแตก มี 3 ปีก ปีกกลางรปู ขอบ
ขนานแกมรูปไข่ ปลายปกี กลม จกั มน ยาว 1–1.4 ซม. ปีกข้าง 2 ปีก ยาว 0.5–1 ซม. มสี ันเลก็ ๆ
การกระจายพันธุแ์ ละนเิ วศวิทยา พบขนึ้ ตามเขาหนิ ปนู ทางภาคใต้ทจ่ี งั หวดั สุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ ทีค่ วาม
สูงประมาณ 200 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลชว่ งปลายเดอื นมกราคมถึงเดือนมีนาคม เปน็ พชื ถ่นิ เดยี วของ
ไทย

99


Click to View FlipBook Version