MALVACEAE (sensu lato)
ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ ้น ไมพ้ มุ่ ไมล้ ม้ ลุก พบน้อยท่ีเปน็ ไม้เถา มกั มีขนรปู ดาวปกคลมุ ใบเรียงเวียน มักจะหยกั เวา้
แบบรูปฝา่ มือ หรือมีเสน้ ใบ 3 เสน้ พบนอ้ ยทมี่ ีเส้นใบแบบขนนก มีหูใบ ดอกสมบรู ณเ์ พศ สมมาตรตามรัศมี มักมีสีสนั
สวยงาม ออกเดี่ยว ๆ หรอื เป็นชอ่ กลีบเลีย้ งมจี �ำนวน 5 มักจะมีรว้ิ ประดับรองอยอู่ ีกช้นั หน่ึง กลีบดอกจ�ำนวน 5 ขนาด
ใหญ่ มกั บิดเวียน เกสรเพศผู้มีจำ� นวนมาก แยกหรอื เชือ่ มติดกนั เป็นหลอดหุม้ รอบเกสรเพศเมยี อบั เรณมู ีเซลล์เดยี ว ผิว
ละอองเรณมู หี นาม รังไขเ่ หนือวงกลีบ 5 ถงึ หลายอัน คารเ์ พลเชอ่ื มหรือแยก (แยกในวงศ์ยอ่ ย Sterculioideae) ก้าน
เกสรเพศเมียจำ� นวนเท่ากบั รงั ไข่ ผลแยกแล้วแตก (schizocarp) ผลแหง้ แตก ผลแบบมีเน้ือหนงึ่ ถงึ หลายเมล็ด แบบผนัง
ชนั้ ในแข็งหรือผลปกี เดยี ว เมลด็ มีเอนโดสเปริ ม์
การกระจายพันธุ์ พบกระจายพนั ธุ์ทวั่ โลก ประมาณ 243 สกุล 4,300-4,500 ชนิด ซง่ึ วงศ์ Malvaceae นแ้ี บง่ เป็น 9
วงศย์ อ่ ย ไดแ้ ก่ วงศย์ อ่ ย Malvoideae Bombacoideae Byttnerioideae Grewioideae Sterculioideae Tilioideae
Dombeyoideae Helicteroideae และ Brownlowioideae ในประเทศไทยพบประมาณ 10 สกุล ชนิดท่ีพบบอ่ ยใน
ระบบนเิ วศเขาหินปูน ได้แก่ เศวตามร Dicellostyles zizyphifolia (Griff.) Phuph., ปอตั๊บ Firmiana kerrii (Craib)
Kosterm., Firmiana sp., Pterocymbium sp., Sterculia sp.
1. Pterocymbium sp.1
2. Firmiana sp.
3. Pterocymbium sp.3
4. หงอนไกท่ ะเล Heritiera littoralis Aiton
5. ปอขนนุ Sterculia balanghas L.
6. Sterculia sp.1
7. เศวตามร Dicellostyles zizyphifolia (Griff.) Phuph.
100
MALVACEAE
ปอตั๊บ
Firmiana kerrii (Craib) Kosterm.
ไม้ต้น สูงไดถ้ งึ 10 ม. ใบเด่ียว เรียงสลับ รูปฝ่ามอื กว้าง 14-16 ซม. ยาว 12-14 ซม. ขอบใบหยกั เป็นพตู ้ืน ๆ เส้นใบ
ขา้ งนนู ชดั เจน แผน่ ใบเกล้ยี งทง้ั สองดา้ น ช่อดอกออกแน่นท่ปี ลายกงิ่ กลบี เลี้ยงเปน็ พลู กึ เกือบถึงฐาน กลบี ดอกเช่อื ม
กนั เป็นหลอด ปลายแยกเปน็ 5 กลบี ดา้ นนอกมขี น ดา้ นในเกลี้ยง รังไข่เกล้ียง มี 5 ชอ่ ง แยกกนั ผลแห้งแตก รปู ขอบ
ขนาน เมล็ด 2 เมล็ด รูปรี เรียบ
การกระจายพันธ์ุและนิเวศวทิ ยา พบขึน้ ตามเขาหินปนู ทเี่ ปดิ โลง่ ทางภาคเหนือ ทดี่ อยเชียงดาว จงั หวดั เชียงใหม่ ที่
ความสูง 700-1,800 ม. จากระดับทะเล ออกดอกระหวา่ งเดือนธนั วาคมถงึ กุมภาพนั ธ์ เป็นผลระหวา่ งเดือนมีนาคมถึง
พฤษภาคม เปน็ พืชหายากของไทย ในตา่ งประเทศพบที่เมยี นมาร์
101
MORACEAE
ลักษณะประจำ� วงศ์ ไม้พมุ่ ไม้ต้น ไม้เถา หรือก่ึงองิ อาศัย น�้ำยางสขี าวเมือ่ แห้งจะเปลย่ี นเป็นสนี ้�ำตาล หูใบขนาดใหญ่
หุ้มกงิ่ ก้าน หมุ้ ตา รปู รา่ งคล้ายหมวก เม่ือหลุดรว่ งไปทิง้ รอยแผล กลม ๆ ไว้ ใบเด่ยี ว พบน้อยท่จี ะเป็นใบประกอบแบบ
ขนนก เรียงสลับหรือเรียงเวียน ขอบเรยี บหรือหยกั ซฟี่ นั เส้นใบแบบขนนก ออกจากโคนใบเหน็ ชดั เจน 3 เสน้ มีผลกึ
แคลเซยี ม จดุ และเส้นขนปรากฏ ช่อดอกแบบชอ่ เชิงลด ช่อกระจุก ช่อกระจะ ช่อกระจุกกลม หรอื ช่อดอกทีบ่ างสว่ น
ของดอกหรอื สว่ นของใบประดบั อัดแนน่ รวมกัน และปกคลมุ ดว้ ยวงใบประดบั ย่อยวงกลบี รวมมกั จะเชอื่ มรวมกับฐาน
รองดอก ดอกขนาดเลก็ แยกเพศ บางครั้งพบเป็นดอกเดยี่ ว ดอกเพศผู้มีกลีบรวม 2-6 กลบี เกสรเพศผู้ 1-4 เกสร ดอก
เพศเมียมกี ลบี รวม 2-6 กลบี หรอื ไมม่ ี พบบ่อยท่ีกลีบรวมเชื่อมกบั รงั ไข่ ยอดเกสรเพศเมีย 1-2 พู ผลคล้ายผลผนังชัน้
ในแข็ง บางครง้ั แตก หรือเป็นกระจกุ แนน่ บนฐานรองดอก หรืออดั แน่นอยูใ่ นโครงสรา้ งกลม ๆ ท่ีเรียกวา่ ผลแบบมะเดอื่
ลักษณะคลา้ ยรปู โถ ปลายผลมชี อ่ งเปดิ (ostiole) มีใบประดับคลุมอยู่
การกระจายพันธุ์ พบในเขตรอ้ นท่ัวโลก ทงั้ ในปา่ ดบิ ระดับต่�ำและป่าผลดั ใบ ประมาณ 40 สกุล 1,000 ชนิด ใน
ประเทศไทยพบประมาณ 11 สกลุ 151 ชนดิ ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ เดอื่ แห Ficus anastomosans
Wall. ex Kurz, ไทรหิน Ficus curtipes Corner, โพหนิ Ficus glaberrima Blume subsp. siamensis (Corner)
C. C. Berg, ไทร Ficus scaberrima Blume, ไทร Ficus annulata Blume, ไกร Ficus superba (Miq.) Miq,
ไกร Ficus concinna (Miq.) Miq.
1. Ficus sp.1
2. ไทรดอก Ficus scaberrima Blume
3. ไกร Ficus superba (Miq.) Miq
4. ไกร Ficus concinna (Miq.) Miq.
5. ข่อยน�้ำ Streblus taxoides (B. Heyne ex Roth) Kurz
102
MORACEAE
เดอื่ แห
Ficus anastomosans Wall. ex Kurz
ไม้ต้นขนาดเลก็ ไมพ้ มุ่ หรอื ไม้รอเลอ้ื ย สูงได้ถงึ 3 ม. กงิ่ สดหนา 1–2 มม. ปกคลมุ หนาแน่นดว้ ยขนลื่น ใบเดยี่ วเรียง
สลับระนาบเดียว รูปขอบขนาน รปู รีหรอื เกือบรูปไขก่ วา้ ง 0.5–7 ซม. ยาว 1–13 ซม. ปลายแหลมหรอื ทู่ โคนไม่
สมมาตร มน ทู่ ขอบเปน็ คลนื่ หยกั มนหรอื หยกั ซ่ีฟัน มว้ นขน้ึ เลก็ นอ้ ย แผ่นใบคอ่ นขา้ งบาง ผวิ ใบทง้ั สองดา้ น สากหรอื มี
ขนประปรายตามเสน้ ใบ หยาบ มีซิสโทลทิ เสน้ แขนงใบข้างละ 2–9 เส้น มีเสน้ ใบ 1 คู่ ออกจากโคนใบ เส้นใบยอ่ ยแบบ
รา่ งแหหรือแบบขัน้ บนั ได มีตอ่ มกระจายตามเส้นใบ กา้ นใบยาว 0.2–1 ซม. ปกคลมุ ดว้ ยขนประปราย หูใบหมุ้ ล�ำตน้
ยาว 0.2–0.3 ซม. ปกคลมุ ดว้ ยขนประปราย หลดุ ร่วงงา่ ย ผลแบบมะเดอื่ ออกเดี่ยว ๆ กา้ นผลยาว 0.1–0.2 ซม. ผลแก่
มสี ีเหลืองหรือแดง ปลายผลนนู คลา้ ยกระดุม ช่องเปิดมเี สน้ ผา่ นศนู ย์กลางประมาณ 1 มม. ผลแหง้ มเี สน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง
0.3–0.4 ซม. มีขนประปรายหรือมีขนสาก
การกระจายพนั ธแ์ุ ละนิเวศวทิ ยา พบในป่าดิบชน้ื ป่าดบิ แลง้ และป่าละเมาะเขาหินปูน ท่ภี าคเหนือ ภาคตะวันออก
เฉยี งเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ที่ความสูงไมเ่ กิน 900 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลตลอดท้งั ปี ในตา่ ง
ประเทศพบที่เมียนมาร์และอินโดนีเซีย
103
ไทรหนิ
Ficus curtipes Corner
ไมต้ ้นขนาดเลก็ ไมพ้ ุ่ม หรอื กึง่ อิงอาศยั สงู ได้ถึง 30 ม. กิง่ สดหนา 3–7 มม. เปน็ สัน เกลี้ยงหรอื มีขนขนาดเล็กสีขาว
ประปราย ใบเดีย่ วเรียงเวียน รูปไข่กลบั รูปขอบขนาน รปู รี หรอื รูปใบหอกกลับ กวา้ ง 3–8 ซม. ยาว 6–18 ซม. แผน่ ใบ
หนาคลา้ ยหนงั ปลายกลม ตดั หรือเว้าบุ๋ม โคนรูปล่มิ หรอื มน ขอบเรยี บ แบน หรอื มว้ นลง ผวิ ใบเกลย้ี งทงั้ สองดา้ น เสน้
กลางใบเหน็ ชดั เจนด้านบน เส้นแขนงใบขา้ งละ 7–10(-13) เส้น มีเส้นใบ 1 คู่ ออกจากโคนใบ เสน้ ใบยอ่ ยแบบขนาน
ส่วนโคนของเส้นกลางใบมีตอ่ มไขมนั กา้ นใบยาว 0.5–1.5(-2.2) ซม. เกลี้ยง แห้งสนี �ำ้ ตาลหรือสีด�ำ หูใบ ยาว 1–2 ซม.
เกลยี้ งหรือมีขนสั้นประปรายสขี าว หลุดร่วงงา่ ย ผลแบบมะเด่อื ออกเปน็ ค่หู รอื ออกเดี่ยว ๆ ตามซอกใบ ผลแก่สสี ม้
ปลายผลนนู คลา้ ยกระดมุ ชอ่ งเปิดมเี สน้ ผา่ นศูนย์กลาง 2–3 มม. ผลแห้งมเี ส้นผา่ นศนู ยก์ ลาง 0.8–1.3 ซม. เกล้ยี ง
การกระจายพันธแุ์ ละนิเวศวทิ ยา พบขึ้นตามป่าดบิ แล้ง ปา่ ผลัดใบ และป่าละเมาะเขาหนิ ปูน ทางภาคเหนือ ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันออกเฉยี งใต้ และภาคใตข้ องไทย ทคี่ วามสงู ได้ถึง
900 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลในช่วงเดอื นมกราคมถงึ มนี าคม ในตา่ งประเทศพบทีส่ ิกขิม ภฏู าน อินเดีย
บงั คลาเทศ เมยี นมาร์ จนี ตอนใต้ ลาว เวยี ดนาม กัมพชู า แหลมมลายู และอินโดนีเซยี
104
MORACEAE
โพหิน
Ficus glaberrima Blume subsp. siamensis (Corner) C. C. Berg
ไมต้ น้ ขนาดเลก็ ไมพ้ มุ่ หรอื กงึ่ องิ อาศยั สงู ไดถ้ งึ 7 ม. กงิ่ สดหนา 2–5 มม. คอ่ นขา้ งกลม เกลย้ี งหรอื มขี นขนาดเลก็ สขี าว
ประปราย ใบเด่ยี วเรียงเวียน รปู ไข่กว้างถงึ รูปรกี วา้ ง 4–7.5 ซม. ยาว 6–10 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนรูปหวั ใจมน
หรือทู่ ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคลา้ ยหนัง ผิวเกลยี้ งทง้ั สองด้าน เส้นกลางใบเด่นชดั หรอื บุ๋มลง เส้นแขนงใบขา้ งละ 6–10
เสน้ มีเสน้ ใบ 1 คู่ ออกจากโคนใบ เสน้ ใบยอ่ ยแบบร่างแห สว่ นโคนของเสน้ กลางใบมีตอ่ มไขมัน กา้ นใบยาว 2–5 ซม.
เกลีย้ ง แหง้ สีนำ�้ ตาลหรือสีดำ� หใู บ ยาว 0.5–1.5(–4) ซม. เกอื บเกลีย้ ง หลดุ รว่ งงา่ ย ผลแบบมะเดอื่ ออกเป็นคูห่ รือออก
เด่ยี ว ๆ ตามซอกใบ ก้านผลยาว 0.3–1.35 ซม. ผลแกส่ ีส้มแกมเหลืองถงึ สีมว่ งดำ� ปลายผลนนู คลา้ ยกระดุม ชอ่ งเปิดมี
เสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 2–2.5 มม. ผลแห้งมีเสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 0.5–0.7 ซม. เกลี้ยง
การกระจายพันธุ์และนเิ วศวทิ ยา พบขึน้ ตามปา่ ละเมาะเขาหินปนู ทางภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาค
ตะวนั ตกเฉยี งใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉยี งใต้ของไทย ท่ีความสงู 0-1,500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกในชว่ ง
เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เปน็ ผลในช่วงเดอื นเมษายนถงึ พฤษภาคม เปน็ พืชถ่นิ เดยี วของไทย
105
MUSACEAE
ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมล้ ม้ ลุก มีเหง้า เหงา้ มตี าแตกหน่อท่ีโคนตน้ สว่ นท่เี หนอื ดนิ คล้ายเปน็ ล�ำต้นเทยี ม เรยี กว่า หยวก
เกดิ จากกาบใบทยี่ าวเรยี งซอ้ นและอัดแน่น ใบ เรยี งสลับหรือเรียงเวยี น มกี า้ นใบ แผน่ ใบและ เส้น กลางใบชัดเจน เส้น
แขนงใบเรียงขนานกัน ตามขวางจรดกันใกลข้ อบใบ ดอกออกเป็นช่อ เรยี กวา่ หวั ปลี โดยแทงขึน้ จากลำ� ตน้ ใต้ดินผา่ น
ใจกลางล�ำตน้ เทียมไปยังยอด ช่อดอกตง้ั ตรงหรือโคง้ ลง กา้ นช่อดอกมขี นาดใหญ่และยาว ชอ่ ดอกประกอบดว้ ยชอ่ ดอก
ย่อย แตล่ ะชอ่ ประกอบดว้ ยดอกเลก็ ๆ เรยี งเป็นระเบียบ ช่อละ 1 หรอื 2 แถว ช่อดอกย่อยแตล่ ะชอ่ มใี บประดบั สแี ดง
สีม่วงอมแดง หรือ สชี มพูเปน็ กาบคล้ายเรอื ขนาดใหญด่ อกแยกเพศรว่ มต้น ดอกเพศผอู้ ยู่ทป่ี ลาย ดอกเพศเมยี อยู่ทีโ่ คน
ดอกสมมาตรดา้ นขา้ ง กลีบรวมมี 6 กลีบ เชอ่ื มติดกันเปน็ แผ่นใหญ่อย่วู งนอก สีขาวหรือชมพูอมแดง ปลายแยกเปน็
แฉก วงในเป็นกลบี อสิ ระ บางใส หรือสีมว่ งเรื่อ ๆ สัน้ กวา่ กลบี รวม ใหญ่ ปลายยน่ เกสรเพศผู้ 5 เกสร ก้านชอู ับเรณู
แยกกัน ก้านชอู บั เรณูตดิ กบั อบั เรณทู โี่ คน อบั เรณสู ขี าวนวลหรือ ขาวอมแดง มี 4 พู ดอกเพศเมียมเี กสรเพศผเู้ ป็นหมัน
รังไขใ่ ตว้ งกลีบ มี 3 ช่อง ออวุลจำ� นวนมาก พลาเซนตารอบแกนรว่ ม ผล มเี น้อื น่มุ หลายเมล็ด
การกระจายพันธุ์ เขตรอ้ นแถบแอฟริกา อินเดียถึงออสเตรเลีย และฟิลิปปนิ ส์ ทัว่ โลกมี 2 สกุล 40 ชนิด ประเทศไทย
มี 2 สกลุ 17 ชนิด ชนิดท่พี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหินปนู ไดแ้ ก่ กลว้ ยผา Ensete superbum (Roxb.) Cheesman,
กลว้ ยปา่ Musa acuminata Colla, กล้วยบวั สีส้ม Musa rubra Wall ex Kurz
1. - 2. กล้วยบวั สสี ้ม Musa rubra Wall ex Kurz
3. กลว้ ยปา่ Musa acuminata Colla
106
MUSACEAE
กลว้ ยผา
Ensete superbum (Roxb.) Cheesman
ไมล้ ม้ ลกุ ล�ำตน้ เดย่ี ว สงู ได้ถึง 4 ม. โคนลำ� ต้นเทียมขยายใหญ่ลกั ษณะคลา้ ยหัว กาบมนี วล ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปขอบ
ขนาน กว้าง 60–90 ซม. ยาว 100–300 ซม. ปลายแหลม ก้านใบยาวไดถ้ งึ 50 ซม. เปน็ รอ่ งกว้าง กา้ นและเส้นกลาง
ใบบางครงั้ มีสีแดง ช่อดอกต้ังข้ึน ปลายโค้งลง ใบประดบั สนี ำ�้ ตาลอมแดงหรือมว่ ง รปู ไข่กลบั กว้างถึงเกอื บกลม แตล่ ะ
ใบประดับมี 20–30 ดอก ดอกเรยี งเป็น 2 แถว กลบี รวมที่เชอ่ื มติดกนั สีครีม ยาวประมาณ 2.5 ซม. กลบี ทแี่ ยกกัน
บางใส สัน้ กว่ากลบี ทเ่ี ช่ือมติดกนั ประมาณ 5 เท่า ผลรูปทรงกระบอก ยาว 2–4 ซม. เปน็ สนั เมลด็ สีด�ำ เรียบ เส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลาง 6–8 มม.
การกระจายพนั ธ์ุและนิเวศวิทยา พบขึ้นตามหน้าผาเขาหนิ ปนู เตย้ี ๆ ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนอื และภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ท่คี วามสงู ประมาณ 500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลระหวา่ งเดอื นกนั ยายนถึง
ธันวาคม ในต่างประเทศพบทีอ่ นิ เดยี เนปาล เมยี นมาร์ อินโดนีเซยี และฟิลิปปนิ ส์
107
ORCHIDACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ม้ ลกุ ข้นึ บนดินหรือเป็นพืชองิ อาศยั มหี วั เทียม ใบเดีย่ ว เรียงเวียนหรอื เรียงสลบั ระนาบเดียว
โคนแผอ่ อกเปน็ กาบ ขอบเรยี บ ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจะหรอื ชอ่ แยกแขนง ดอกสมบูรณเ์ พศ สมมาตรด้านขา้ ง กลบี เลย้ี ง
3 กลบี แยกหรอื เชอ่ื มกัน ลักษณะคล้ายกลบี ดอก กลีบดอก 3 กลบี กลีบกลางเปน็ กลีบปากมีรปู ร่างและสตี ่าง ๆ กัน
แตกตา่ งจากกลบี ขา้ ง 2 กลีบ เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียเชอ่ื มตดิ กนั เป็นเสา้ เกสร อับเรณเู ป็นกล่มุ มี 2 หรอื 4 กลุ่ม
รังไข่ใตว้ งกลบี ผลแหง้ แตก มี 3 หรอื 6 สนั เมล็ดคล้ายฝ่นุ ผงขนาดเลก็ จ�ำนวนมาก
การกระจายพันธุ์ พบกระจายทัว่ โลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและกง่ึ เขตร้อน มปี ระมาณ 800 สกุล 25,000-30,000
ชนดิ จัดเปน็ พชื วงศใ์ หญ่ มจี ำ� นวนชนิดมากทสี่ ุดในโลก ประเทศไทยมปี ระมาณ 250 สกุล 1,200 ชนดิ ชนดิ ท่ีพบบอ่ ย
ในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ สิงโตเชียงดาว Bulbophyllum albibracteum Seidenf., กะเรกะร่อนมลายู
Cymbidium rectum Ridl., นางอวั้ นอ้ ย เออื้ งขา้ วตอก Habenaria dentata (Sw.) Schltr., นางอว้ั หนิ ปนู Habenaria
vidua C.S.P. Parish & Rchb. f., เออ้ื งกลบี มว้ นดอกงาม Liparis elegans Lindl., เออ้ื งกลบี มว้ นดอกสรอ้ ย Liparis
jovispluvii C.S.P. Parish & Rchb.f., เอือ้ งเปราะนกนอ้ ย Liparis stenoglossa C.S.P. Parish & Rchb. f., วา่ นนำ้�
ทอง Ludisia discolor (Ker Gawl.) A. Rich., รองเทา้ นารีเหลอื งปราจีน Paphiopedilum concolor (Lindl. ex
Bateman) Pfitzer, รองเทา้ นารเี หลืองกระบ่ี Paphiopedilum exul (Ridl.) Rolfe
1. เออ้ื งนำ�้ ตน้ ปากใหญ่ Calanthe labrosa (Rchb.f.)
Rchb.f.
2. เอ้ืองกลีบมว้ นดอกงาม Liparis elegans Lindl.
3. เหลืองปราจีน Paphiopedilum concolor (Lindl. ex
Bateman) Pfitzer
4. กะเรกะรอ่ นมลายู Cymbidium rectum Ridl.
5. Pomatocalpa sp.1
6. รองเทา้ นารเี หลอื งกระบี่ Paphiopedilum exul
(Ridl.) Rolfe
7. หญ้าเปราะนกนอ้ ย Liparis stenoglossa C.S.P.
Parish & Rchb.f.
8. เอือ้ งกลีบม้วนดอกสรอ้ ย Liparis jovispluvii C.S.P.
Parish & Rchb.f.
108
ORCHIDACEAE
นางอวั้ หนิ ปนู
Habenaria vidua C.S.P. Parish & Rchb. f
กล้วยไมด้ นิ สงู 10-36 ซม. เกลด็ หมุ้ ปลายยอด 2-3 เกล็ด ใบเดี่ยว 3-5 ใบ ออกเปน็ กระจุกตามโคนต้น รปู รีแกมรูป
ใบหอกกลบั กวา้ ง 1.3-3 ซม. ยาว 8-14 ซม. ปลายแหลมถงึ เปน็ ติง่ แหลม ขอบมีขนต่อม แผน่ ใบเกล้ยี ง ใบคล้ายใบ
ประดับ 1-3 ใบ รปู ใบหอก ปลายแหลมถงึ เรียวแหลม ยาว 1.3-2.8 ซม. ไมม่ กี าบ ขอบใบมขี นต่อม ชอ่ ดอกเรียงหลวม
ๆ มี (4-) 6-10 ดอก แกนชอ่ ดอกยาว 4-14 (-21) ซม. ใบประดบั รองรับชอ่ ดอกรปู ใบหอก ปลายเรียวแหลม ดอกมี
เสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 17 มม. สขี าวหรอื สีเหลอื งแกมขาว กลบี เล้ียงคขู่ ้างและกลีบปากสเี ขียว เสา้ เกสรสขี าว รงั ไขร่ วม
ก้านดอก ยาว 15-22 มม. กลีบเลี้ยง ปลายเกอื บแหลม มีเสน้ ตามยาว 3 เสน้ กลบี เล้ียงบนตั้งตรง รูปเกือบกลม กว้าง
ประมาณ 4 มม. ยาว 6.5-9 มม. ขอบกลบี มปี มุ่ เล็ก ๆ กลีบเล้ยี งคู่ข้าง มว้ นไปดา้ นหลงั รปู ไข่ กว้าง 3.8-4.7 มม. ยาว
6-7 มม. กลบี ดอกต้งั ตรง เชอื่ มกับกลีบเล้ียงบน เส้นตามยาว 2-3 เสน้ รปู ไขก่ วา้ ง ปลายเกือบแหลม กว้าง 4-6 มม.
ยาว 6-8 มม. กลบี ปากเวา้ ลกึ ถึงโคน ปลายแยกเป็น 3 พู ยาว 8-10 มม. พกู ลางโค้งลง รูปแถบถึงรูปขอบขนาน กวา้ ง
0.8-1.5 มม. ยาว 7-10 มม. พูข้างตั้งขึ้น รปู แถบถึงรูปขอบขนาน กว้าง 0.8-1 มม. ยาว 12-15 มม. เดือยรปู กรวย ยาว
20-30 มม. เส้าเกสร ยาว 2.5-4 มม.
การกระจายพนั ธแุ์ ละนเิ วศวิทยา พบขึน้ บนเขาหินปนู ตามซอกหิน หรอื บริเวณหินโผล่ ในป่าดิบหรือปา่ เบญจพรรณ
ทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ตกเฉยี งใต้ ท่คี วามสงู 740-1,800 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลระหว่างเดือน
กรกฎาคมถงึ กันยายน ในต่างประเทศพบที่เมยี นมาร์ IUCN red list category ‘Least Concern’ (IUCN, 2001)
109
PHYLLANTHACEAE
ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไม้ล้มลกุ ไมพ้ ุม่ หรือไมต้ น้ พบน้อยทีจ่ ะเปน็ ไม้เถาหรอื ไม้น้ำ� มีหใู บค่อนขา้ งตดิ ทน หรอื ไมม่ ีหูใบ
ใบเด่ยี วพบนอ้ ยทเ่ี ปน็ ใบประกอบ เรียงสลับ เรียงเวียน หรอื เรยี งตรงข้าม บางครงั้ ไมม่ ีใบแตม่ ีส่วนของล�ำตน้ ท่ีมรี ูปร่าง
คลา้ ยใบ ขอบใบเรยี บ พบนอ้ ยท่ีหยกั ซฟ่ี นั พบน้อยท่จี ะมตี ่อมใบ ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจะ แบบคลา้ ยช่อเชิงลด พบน้อยที่
จะเป็นช่อแยกแขนง ช่อกระจุกกลม หรอื ลดรปู จนเปน็ ดอกเด่ียว ออกตามซอกใบ พบบ้างที่จะออกตามลำ� ตน้ หรือปลาย
ยอด ดอกพบทัง้ แยกเพศร่วมตน้ และแยกเพศตา่ งตน้ พบน้อยที่จะสมบรู ณเ์ พศ กลบี เล้ยี ง 3-8 กลีบ แยกหรอื เช่ือมตดิ
กัน กลบี ดอก (2-)4-6 กลีบ หรอื ไมม่ กี ลบี ดอก จานฐานดอกมีหรือไม่มี เกสรเพศผู้ 3-10(19) เกสร ก้านเกสรเพศผูแ้ ยก
หรอื เชื่อม อบั เรณูแตกตามยาว พบน้อยท่ีแตกตามชอ่ ง รังไข่เหนอื วงกลีบ (1-)2-5(-15) คารเ์ พล ก้านยอดเกสรเพศเมยี
แยกหรอื เชอื่ มกัน ยอดเกสรเพศเมยี แบน มี 1 ชอ่ งมี 2 ออวลุ มี 1 ออวลุ ที่พัฒนาไปเปน็ เมล็ด ผลแบบแยกแล้วแตก
แบบผนงั ชนั้ ในแขง็ แบบมเี นือ้ หนึง่ ถึงหลายเมลด็ หรือแบบปกี เดียว เมล็ดมีหรอื ไมม่ ีจุกขวั้ มเี ยอื่ หมุ้ เมล็ดสสี ด หรอื ไม่มี
มเี อนโดสเปริ ม์ หรือไม่มี
การกระจายพนั ธุ์ พบกระจายพันธุ์กวา้ งขวางเกือบท่ัวโลก ยกเว้นเขตอบอนุ่ ทางเหนือ ในเขตรอ้ นมคี วามหลากหลาย
สูงมาก พบประมาณ 58 สกลุ 1,200 ชนดิ ชนิดที่พบบอ่ ยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ กา้ งปลา Breynia carnosa
Welzen & Pruesapan, Bridelia sp., มะขามปอ้ มดินหัวหมด Phyllanthus huamotensis Pornp., Chantar. &
J.Parn.
1. - 3. มะขามป้อมดนิ หวั หมด Phyllanthus huamotensis
Pornp., Chantar. & J.Parn.
110
PHYLLANTHACEAE
กา้ งปลา
Breynia carnosa Welzen & Pruesapan
ไม้ก่ึงพุ่ม ห้อยลง สูงได้ถึง 20 ซม. เปลือกแตกเป็นร่อง สีน�้ำตาลแดง กิ่งก้านค่อนข้างเป็นเหลี่ยม มีขนสั้นนุ่มสีขาว
หใู บรปู สามเหลย่ี ม มขี นหนาแนน่ หลดุ รว่ งงา่ ย ใบเดย่ี ว เรยี งสลบั รปู หวั ใจถงึ รปู รี กวา้ ง 1.1-1.8 ซม. ยาว 1.1-2.2 ซม.
คอ่ นขา้ งสมมาตร อวบน้ำ� ปลายเว้าบุม๋ โคนแบบก้นปิด เว้าบุ๋มเลก็ น้อย ปลายเวา้ บมุ๋ ถงึ กลม ขอบเรียบ หนาทางด้าน
ล่างใบ ผวิ ใบด้านบนสีเขยี วแกมเทา ผิวใบด้านล่างสีเขยี วซดี เสน้ แขนงใบขา้ งละ 4-5 เสน้ โคง้ จรดกนั ใกล้ ๆ ขอบใบ
เหน็ ชดั เจนทางด้านล่างใบ ก้านใบกลม เกล้ียง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศผู้ออก 1 ดอก ในซอกใบ เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง
ประมาณ 4.5 มม. สีแดงเขม้ เกล้ียง กา้ นดอกยาวประมาณ 4.5 มม. กลม วงกลีบเลีย้ ง 6 พู รปู สามเหล่ียม อวบนำ�้
กวา้ งประมาณ 1.7 มม. ยาวประมาณ 0.8 มม. กา้ นชูเกสรเพศผยู้ าวประมาณ 0.2 มม. อบั เรณกู วา้ งประมาณ 0.6 มม.
ยาวประมาณ 0.6 มม. ดอกเพศเมียออก 1 ดอก ในซอกใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มม. สีแดงเข้ม เกลี้ยง
กา้ นดอกยาวประมาณ 1 มม. กลม วงกลีบเล้ียง 6 พู เชือ่ มกนั ตรงโคน วงนอก 3 พู รปู ไข่กลบั กวา้ งประมาณ 1.8 มม.
ยาว 1.5 มม. ปลายกลม วงใน 3 พู รูปรแี กมรปู ไข่ กว้างประมาณ 2.3 มม. ยาวประมาณ 2 มม. ปลายแหลม รงั ไข่
กว้างประมาณ 1.5 มม. ยาวประมาณ 1 มม. 3 ช่อง ชอ่ งละ 2 ออวุล ยอดเกสรเพศเมียแบน แยกเป็น 3 พู ผลไมพ่ บ
การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา พบขน้ึ ตามหน้าผาเขาหนิ ปูนเหนอื เขอื่ น ในเขาสก จ.สรุ าษฎรธ์ านี ท่ีความสงู
ประมาณ 200 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณเดอื นกมุ ภาพันธ์ เปน็ พืชถิน่ เดยี วของไทย
111
POLYGALACEAE
ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไม้ล้มลกุ ไมเ้ ถา ไมพ้ ุ่ม หรอื ไม้ต้น ไม่มหี ูใบ ใบเดยี่ ว เรยี งเวยี น พบน้อยทเี่ รียงสลับหรือเรียงรอบ
ขอ้ บางครงั้ ลดรปู หรือไม่มใี บ ขอบเรยี บ ดา้ นล่างมตี อ่ มกระจายท่วั ไป มีหรอื ไม่มกี ้านใบ ช่อดอกคลา้ ยช่อกระจุกแยก
แขนง ออกตามปลายยอดหรือซอกใบ ดอกสมบูรณเ์ พศ สมมาตรดา้ นขา้ ง กลบี เลยี้ ง 5 กลบี แยกหรือเชื่อมกนั คู่ล่างสุด
เชอ่ื มกนั ค่ขู า้ งแผ่แบนคลา้ ยกลบี ดอก กลบี ดอก 3(-5) แยกหรอื เชอ่ื มกัน คู่ลา่ งลกั ษณะเปน็ ท้องเรอื สนั เปน็ ฝอย เกสร
เพศผู้ 8 เกสร กา้ นเกสรเพศผเู้ ชอ่ื มหรอื แยกกนั มกั ตดิ ทโี่ คนกลบี ดอก อบั เรณตู ดิ ทฐี่ าน รงั ไขเ่ หนอื วงกลบี รงั ไขม่ ี 2 ชอ่ ง
แตล่ ะชอ่ งมี 1 ออวุล ผลแบบมีเนอื้ หนึง่ ถึงหลายเมลด็ แบบแห้งแตก แบบปกี เดยี ว หรือแบบผนังชน้ั ในแข็ง เมล็ดปกตมิ ี
เยอ่ื หุ้ม บางครง้ั มีปกี หรอื ขน
การกระจายพนั ธ์ุ พบท่วั โลกต้งั แตเ่ ขตอบอุ่นถงึ เขตรอ้ น ประมาณ 21 สกลุ 800-1,000 ชนดิ ในประเทศไทยมี 5 สกลุ
36 ชนิด ชนิดที่พบบ่อยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ ต่างไก่ป่า Polygala arillata Buch.-Ham. ex D. Don,
ลูกมณี Polygala cardiocarpa Kurz, บนั ดงเหลอื ง Polygala karensium Kurz, ตา่ งไก่แจ้ Polygala umbonata
Craib
1. ลูกมณี Polygala cardiocarpa Kurz
2. บนั ดงเหลือง Polygala karensium Kurz
3. ชองระอา Securidaca inappendiculata Hassk.
112
POLYGALACEAE
ต่างไก่แจ้
Polygala umbonata Craib
ไม้ลม้ ลกุ สูง 15-20 ซม. ลำ� ต้นกลม เปน็ สนั ตามยาว เกลยี้ ง แตกกง่ิ ตอนปลายยอด ใบเดย่ี ว เรียงสลบั รปู ไข่ หรือรปู
รถี ึงรปู ใบหอกแกมรปู รี กวา้ ง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายเรยี วแหลม โคนรูปลม่ิ เป็นครีบ ขอบเรียบ แผน่ ใบบาง
ดา้ นบนสเี ขยี ว มขี นแขง็ สขี าวคลมุ หรอื มตี ามขอบใบ ดา้ นลา่ งเกลย้ี ง มนี วล เสน้ แขนงใบ 5-6 คู่ กา้ นยาวประมาณ 1 ซม.
ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบหรือปลายยอด ยาว 1-4 ซม. ก้านดอกยาว 0.5-1 มม. ใบประดับ 3 ใบ รปู ลมิ่
แคบ หลุดรว่ งง่าย กลีบเลีย้ ง 5 กลีบ หลดุ รว่ งง่าย กลบี นอก 3 กลบี รปู ไข่ ยาวประมาณ 1.5 มม. กลบี ใน 2 กลีบ รูป
รา่ งคล้ายกลบี ดอก รูปรี ยาว 3-3.5 มม. ปลายมน โคนคลา้ ยก้านกลีบ กลบี ดอกสเี หลอื ง 3 กลีบ โคนเชอ่ื มกนั กลบี ดอก
ข้างรปู ขอบขนานแกมรปู สีเ่ หลย่ี ม ยาวกว่ากลบี ปกี กลีบปีกปลายทู่ มีรยางคป์ ลายแหลมที่ปลายพู เกสรเพศผู้ 8 เกสร
กา้ นเกสรเพศผู้เช่อื มเป็นแผ่น อบั เรณูรูปไข่ รังไข่รปู รี กว้างประมาณ 0.5 มม. ยาวประมาณ 1 มม. ก้านยอดเกสรเพศ
เมยี สอบตอนปลาย ผลแห้งแตก ทรงกลม เส้นผ่านศนู ยก์ ลาง 3 มม. มปี ีก เมลด็ รปู รสี ดี ำ� ผวิ มปี ุม่ มขี นยาวห่าง สีขาว
การกระจายพนั ธ์แุ ละนิเวศวิทยา พบขน้ึ ตามซอกเขาหนิ ปนู หรือบนตน้ ไมใ้ นพนื้ ทท่ี ่ีมคี วามชน้ื สงู ท่ีดอยหัวหมด
จงั หวัดตาก และเชียงดาว จังหวดั เชยี งใหม่ ที่ความสงู 900-1,500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลระหว่าง
เดือนสิงหาคมถึงตลุ าคม ในต่างประเทศพบทจ่ี ีนและเมยี นมาร์
113
RANUNCULACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ล้มลกุ อายุหนง่ึ หรือหลายปี อาจพบเป็นไมพ้ ่มุ หรอื ไมเ้ ลือ้ ยตามพื้นดนิ หรอื เปน็ พชื นำ้� มีเหงา้ และ
หัวใตด้ ิน ไมม่ หี ใู บ ใบเดี่ยวหรอื ใบประกอบ เรยี งสลับ ขอบจกั ฟนั เลอ่ื ย ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบ ดอกออกเป็นช่อกระจกุ
แยกแขนง ชอ่ กระจะ หรอื เป็น ดอกเดยี่ ว ออกตามปลายยอด ดอกสมมาตรตามรศั มี สมบูรณ์เพศ มีฐานดอก กลีบเล้ียง
มี 5 กลบี แยกจากกัน รว่ งงา่ ย มกั บานเด่นคลา้ ยกลีบดอก มสี ตี า่ ง ๆ กลีบดอก มี 5 กลบี อาจลดรูปเปน็ ต่อมเล็ก ๆ
เปน็ ถงุ หรอื เปน็ เพยี งเกลด็ เกสรเพศผ้มู จี ำ� นวนมาก เรยี งเวียนบนฐานดอก วงนอกลดรูปเปน็ เกสรเพศผู้ทเี่ ปน็ หมนั ก้าน
เกสรเพศผูแ้ ยกกัน อับเรณูติดกบั กา้ นเกสรเพศผ้ทู ่โี คน แตกตามยาว หันหน้าออก เกสรเพศเมยี หลายคาร์เพล คารเ์ พล
แยก รังไขเ่ หนอื หรอื กง่ึ ใต้วงกลีบ มี 1 ชอ่ ง แตล่ ะชอ่ งมอี อวลุ 1 ถงึ จ�ำนวนมาก พลาเซนตา ตามแนวตะเข็บกา้ นเกสร
เพศเมยี มี 1 กา้ น แยกเป็น 2 แฉก ผลแบบผลกลุ่ม มีผลย่อยแบบผลแกแ่ ตกแนวเดียว เมลด็ ลอ่ น มีเน้ือหนงึ่ ถึงหลาย
เมลด็
การกระจายพันธุ์ พบในเขตอบอุ่น ในประเทศไทยมี 5 สกลุ 22 ชนดิ ชนิดที่พบบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ไดแ้ ก่
Clematis sp., เทพอัปสร Delphinium siamense (Craib) Munz, มว่ งเชยี งดาว Thalictrum siamense T.
Shimizu
1. - 2. ม่วงเชียงดาว Thalictrum siamense T.
Shimizu
3. Clematis sp.
114
RANUNCULACEAE
เทพอัปสร
Delphinium siamense (Craib) Munz
ไม้ล้มลกุ สงู 30-60 ซม. ลำ� ต้นมีขนยาวทวั่ ไป ใบเดย่ี ว ออกเป็นกระจกุ ทโ่ี คนตน้ แผ่กวา้ งขนาด 2.5-4 ซม. แผ่นใบจกั
เว้าลกึ 5 พู ขอบใบจกั เว้าต้นื ๆ โคนใบเว้า ปลายใบแหลม กา้ นใบเรยี วยาว 2-5 ซม. ดอกสีมว่ งเข้ม รปู ถ้วย ออกเปน็ ช่อ
แกน สว่ นทา้ ยสอบยาว ส่วนปลายบาน ออกดอกเรยี งตัง้ ในแนวเดยี วกนั ทกุ ดอกมีใบประดับคล้ายใบ รปู ไข่กว้างรองรบั
ดอกยอ่ ยกว้าง 2-2.5 ซม. งวงน้�ำหวานชตี้ รงยาว 1-2 ซม. กลบี ดอก 5 กลบี รูปไขก่ ว้าง กลีบบนด้านหน้าโค้งลงปลาย
แหลม กลบี ขา้ งและกลบี ล่างเวยี นซ้อนกันปลายมนหรือเป็นต่งิ แหลม เกสรผู้ 5 อัน ลกั ษณะเป็นแผน่ สีม่วงเข้มอย่ใู น
หลอดดอก กา้ นดอกยาว 0.5-2 ซม.
การกระจายพนั ธุแ์ ละนเิ วศวิทยา พบข้ึนกระจายตามชายปา่ ทุ่งหญา้ และซอกหินทชี่ ้ืนบริเวณเขาหนิ ปูนทด่ี อย
เชียงดาว จงั หวดั เชยี งใหม่ และดอยหัวหมด จงั หวัดตาก ทีค่ วามสูง 1,900-2,150 ม. จากระดับทะเล ออกดอกเป็นผล
ประมาณกนั ยายนถงึ มกราคม เปน็ พืชถน่ิ เดยี วของไทย
115
ROSACEAE
ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ต้น ไม้พุ่ม หรอื ไม้ล้มลกุ ช่อดอกแบบช่อกระจุก ช่อกระจะ ชอ่ เชิงหลัน่ ชอ่ แยกแขนง หรอื
ออกเปน็ ดอกเดย่ี ว ๆ ดอกสมบูรณ์เพศ สมมาตรตามรัศมี มี 5 สว่ น วงกลีบเลย้ี งแยกหรอื เช่ือมกับรังไข่ กลบี ตดิ ทนหรอื
หลุดรว่ งงา่ ย กลีบดอกแยก เกสรเพศผู้ 5 ถงึ จ�ำนวนมาก รังไขเ่ หนือวงกลบี กง่ึ ใตว้ งกลีบ หรือใตว้ งกลบี คาร์เพล 1 ถึง
จ�ำนวนมาก กา้ นยอดเกสรเพศเมยี แยกหรอื เชอ่ื ม ผลแบบแตกด้านเดียว แบบแห้งเมลด็ ลอ่ น แบบผนังชัน้ ในแข็ง หรอื
แบบแอปเปิ้ล
การกระจายพันธ์ุ ในประเทศไทยพบ 21 สกลุ 61 ชนิด ชนดิ ท่ีพบบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปูน ได้แก่ สตรอเบอรี่
ปา่ Duchesnea indica (Andrews) Focke, ตะเกราน�้ำ Eriobotrya bengalensis (Roxb.) Hook.f., กุหลาบเล้ือย
เชียงดาว Rosa helenae Rehder & E.H.Wilson, กหุ ลาบไหม Rubus niveus Thunb., กำ� ลังทศกณั ฐ์ Agrimonia
pilosa Ledeb.
1. กหุ ลาบไหม Rubus niveus Thunb.
2. ตะเกราน้ำ� Eriobotrya bengalensis (Roxb.) Hook.f.
3. ก�ำลังทศกณั ฐ์ Agrimonia pilosa Ledeb.
116
ROSACEAE
กหุ ลาบเลอ้ื ยเชียงดาว
Rosa helenae Rehder & E.H.Wilson
ไม้พุ่มรอเลอื้ ย ยาวได้ถงึ 10 ม. ล�ำตน้ และกง่ิ มีหนามเป็นตะขอแขง็ ใบประกอบแบบขนนก เรยี งสลับ มี 5-9 ใบยอ่ ย
รูปไข่แกมรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ยาว 2.5-4.5 ซม. โคนกลมหรือรูปลม่ิ กวา้ ง ปลายแหลม ขอบจกั ฟนั เลือ่ ย หใู บ
แนบตดิ กบั กา้ นใบ ขอบมขี นต่อม ช่อดอกแบบช่อเชงิ หล่ัน ออกท่ีปลายกิง่ ยาว 3-4 ซม. กา้ นดอกยาว 1.5-3 ซม. ดอก
บานเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 2.5-3.5 ซม. ฐานรองดอกรปู ไข่ กลีบเล้ยี ง 5 กลบี สเี ขยี ว รปู ใบหอกแกมรูปไข่ ปลายแหลมยาว
ขอบจักไมเ่ ปน็ ระเบียบ กลีบดอก 5 กลบี สีขาว รูปไข่กลับ เรยี งซอ้ นเหล่อื ม ปลายกลีบเว้า เกสรเพศผ้จู �ำนวนมาก ติด
บนจานฐานดอก รงั ไขเ่ หนอื วงกลีบ คาร์เพลจ�ำนวนมาก แยกกัน ผลคลา้ ยผลสด ฐานรองดอกเจรญิ หุม้ ผล รปู รหี รอื รูป
ไข่ กลบี เล้ียงตดิ ทน พับงอ เมล็ดจำ� นวนมาก
การกระจายพนั ธแุ์ ละนเิ วศวิทยา พบขึ้นตามปา่ เปดิ บนเขาหนิ ปนู บนดอยเชยี งดาว จงั หวัดเชยี งใหม่ ทคี่ วามสงู
ประมาณ 2,000 ม. จากระดับทะเล เปน็ พชื หายาก ออกดอกและเป็นผลประมาณกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ต่าง
ประเทศพบที่แหลง่ ท่พี บการกระจายพันธ์ุ จีนตอนใต้ และเวยี ดนามเหนอื
117
RUBIACEAE
ลกั ษณะประจำ� วงศ์ ไมต้ น้ ไม้พมุ่ ไม้ลม้ ลุก หรอื ไมเ้ ถา มหี ูใบระหว่างก้านใบ ใบเดย่ี ว เรียงตรงขา้ มสลับตั้งฉาก เรยี ง
ระนาบเดียว หรือเรียงรอบขอ้ ขอบเรยี บ ช่อดอกคล้ายช่อกระจุกแยกแขนง หรอื ดอกเดย่ี ว ออกตามซอกใบหรอื ปลาย
ยอด ดอกสมบรู ณเ์ พศ สมมาตรตามรัศมี กลีบเลย้ี งและกลีบดอก อยา่ งละ 4-5 กลบี โคนเช่ือมติดกันเปน็ หลอด เกสร
เพศผู้ 2 คู่ ติดสลับกับแฉกกลบี ดอก รงั ไขใ่ ตว้ งกลีบ มี 2 ช่อง ผลแบบแห้งแตก แบบเน้ือหลายเมลด็ หรอื แบบผนงั ชัน้
ในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก อาจมปี กี อาจมเี อนโดสเปริ ม์ หรอื ไมม่ ี
การกระจายพนั ธ์ุ พบกระจายทั่วโลก ประมาณ 620 สกลุ 13,200 ชนดิ ในประเทศไทยมีประมาณ 100 สกุล 600
ชนิด ชนดิ ที่พบบ่อยในระบบนเิ วศเขาหินปูน ได้แก่ ประดบั หินมว่ ง Argostemma diversifolium Ridl., ประดบั หิน
ทอ้ งขาว Argostemma ebracteolatum Geddes, ประดบั หนิ ใบเขม็ Argostemma lobbii Hook.f., Argostemma
lobulatum Craib var. variable Sridith, Argostemma sp., ดาวเงนิ ไทยทอง Argostemma thaithongiae
Sridith, ดาวนอ้ ย Clarkella nana (Edgew.) Hook.f., เขม็ ดอย Duperrea pavettifolia (Kurz) Pit., Gardenia
sp., Hedyotis sp., Ixora sp., Lasianthus sp., ฟ้าขาวใบส้ัน Leptodermis crassifolia Collett & Hemsl.,
Morinda sp., เขม็ สาวดอย Mycetia gracilis Craib, Nauclea sp., Psychotria sp., Scleromitrion sp., Tarenna
sp., Vidalasia fusca (Craib) Tirveng.
1. ดาวนอ้ ย Clarkella nana (Edgew.) Hook.f.
2. Mycetia sp
3. Ixora sp
4. Gardenia sp.
5. ประดบั หนิ มว่ ง Argostemma diversifolium Ridl.
6. ประดบั หนิ กลบี พบั Argostemma lobulatum
Craib var. variable Sridith
7. Argostemma sp.
118
RUBIACEAE
ดาวเงนิ ไทยทอง
Argostemma thaithongiae Sridith
ไม้ล้มลุก สูง 10–20 ซม. ลำ� ตน้ อวบน้�ำ หูใบรูปไข่ ยาวไดถ้ งึ 4 มม. ปลายแยก 2 แฉก ใบเด่ียว เรียงตรงข้าม 2–3 คู่
ใกลย้ อด รปู รี ยาว 2–10 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจกุ แยกแขนง ออกท่ปี ลายยอด กา้ นช่อยาวไดถ้ งึ 2.5 ซม. ใบประดับ
รปู สามเหล่ียม มี 1–2 คู่ ยาว 1.5–2 มม. เชือ่ มติดกนั ทโ่ี คน ก้านดอกยาว 0.5–1.5 ซม. กลบี เลีย้ งรปู สามเหลีย่ ม ยาว
ประมาณ 1 มม. กลบี ดอกเช่ือมเปน็ หลอดรปู ระฆัง สขี าว ยาว 3–4 มม. ปลายแยกเปน็ 5 กลีบ รปู สามเหลยี่ ม ยาว
3–4 มม. เกสรเพศผ้แู ยกกัน อบั เรณูมรี ูเปดิ ทปี่ ลาย รังไขเ่ กลี้ยง ก้านยอดเกสรเพศเมยี ยาวประมาณ 4 มม. ยอดเกสร
เปน็ ตุม่ ผลแหง้ แตก ทรงกลม เส้นผา่ นศูนย์กลาง 1.5–2 มม. เมลด็ จำ� นวนมาก
การกระจายพันธแ์ุ ละนเิ วศวทิ ยา พบขนึ้ ตามซอกหินปนู ท่มี คี วามชนื้ มรี ม่ เงา บนดอยเชียงดาวและดอยอา่ งขาง
จงั หวดั เชียงใหม่ ท่คี วามสูง 600–2,000 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณกรกฎาคมถึงสิงหาคม เป็นผลประมาณ
เดือนกันยายน เปน็ พืชหายากและพืชถ่นิ เดียวของไทย
119
ฟ้าขาว
Leptodermis crassifolia Collett & Hemsl.
ไมพ้ ุ่มสงู 1–1.5 ม. ใบเด่ยี ว รปู ใบหอกแกมรปู ไข่ ยาว 1.5–4 ซม. ปลายมีติง่ หนาม กา้ นใบยาว 2–3 มม. ใบประดับตดิ
ทน กลีบเลี้ยงรปู สามเหลย่ี มแคบ ยาวประมาณ 1 มม. ดอกสีขาวหรืออมชมพู ดา้ นนอกมขี นประปราย ด้านในขนหนา
แน่น หลอดกลบี ดอกยาว 0.8–1.2 ซม. กลบี ยาว 2–4 มม. เกสรเพศผู้ยน่ื พ้นปากหลอดกลบี ในดอกทก่ี ้านยอดเกสรเพศ
เมยี สั้น ยอดเกสรเพศเมียแยก 3 แฉก ย่ืนพน้ ปากหลอดกลีบในดอกทกี่ ้านยอดเกสรเพศเมียยาว ผลแห้งแตกมีฝาปิด
ด้านบน มี 5 ซกี ยาว 5–7 มม. มี 3 เมล็ด ยาวประมาณ 3 มม.
การกระจายพนั ธ์ุและนเิ วศวทิ ยา พบขึน้ บนเขาหนิ ปูนท่ีเปดิ โล่งทางภาคเหนือ ทแ่ี ละดอยเชยี งดาว ดอยเชยี งดาว
จังหวัดเชียงใหม่ ท่ีความสูง 1,500–2,100 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณกันยายนถึงธันวาคม
พชื ถนิ่ เดยี วของไทย
120
RUBIACEAE
คันแหลน
Vidalasia fusca (Craib) Tirveng.
ไม้พ่มุ หรือไม้ต้น อาจสูงได้ถึง 7 ม. ก่งิ มชี อ่ งอากาศ ยอดมียางเหนยี ว หใู บรปู สามเหล่ียม กว้างประมาณ 4 มม. ปลาย
มตี ่ิงหนาม โคนมขี นและตอ่ ม ใบเดีย่ ว เรยี งตรงขา้ ม รูปรี ยาว 5–12 ซม. โคนมักเบยี้ ว แผ่นใบมีขนสนั้ นุ่มทัง้ สองด้าน
ก้านใบยาว 1–2 ซม. ชอ่ ดอกแบบช่อเชิงหล่นั แยกเปน็ ช่อกระจกุ สั้น ๆ ยาว 3–4 ซม. ใบประดบั ขนาดเล็ก ก้านดอก
ยาว 1–2 มม. กลบี เล้ยี ง 5 กลบี รปู สามเหล่ียม ปลายมีติง่ หนาม ยาวประมาณ 3 มม. ดอกรูปดอกเข็ม หลอดกลีบ
ดอกยาว 0.7–1 ซม. มี 5 กลีบ ยาว 5–8 มม. เกสรเพศผู้ 5 เกสร ตดิ เหนอื จุดก่ึงกลางหลอดกลีบดอก กา้ นชูอับเรณสู ้ัน
ก้านยอดเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก ยอดเกสรรปู กระสวย ผลแบบมีหน่งึ ถงึ หลายเมล็ด ทรงกลมหรอื รปู รี เสน้ ผา่ น
ศนู ยก์ ลาง 1–1.7 ซม. เปลือกบาง มชี ่องอากาศ
การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา พบข้ึนบนเขาหินปูนทางภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และจังหวัดกระบี่
ท่ีความสงู ประมาณ 250 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณมกราคมถึงมีนาคม พชื ถ่นิ เดยี วของไทย
121
RUTACEAE
ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ ้น ไม้พุม่ หรือไมเ้ ถา มกี ลิน่ หอม ไม่มีหใู บ ใบเดยี่ ว ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดยี ว แบบขน
นกสองชน้ั หรอื ใบประกอบรปู ฝ่ามือถึงใบประกอบสามใบ เรยี งสลบั หรอื เรียงตรงข้าม ก้านใบมีปกี หรอื ไมม่ ี เนอื้ มีต่อม
โปรง่ แสง (บางครั้งไม่ชัดเจน) ช่อดอกออกเป็นชอ่ กระจกุ และชอ่ แยกแขนง ดอกสมบรู ณเ์ พศหรอื แยกเพศ สมมาตรตาม
รัศมี กลบี เล้ยี งและกลีบดอกอย่างละ 4-5 กลบี แยกกัน มีจานฐานดอก เกสรเพศผู้ 2 ถงึ จ�ำนวนมาก เรียงเป็น 2 วง
รังไข่เหนอื วงกลีบ (1-)4-5(-จำ� นวนมาก) ชอ่ ง ยอดเกสรเพศเมียเปน็ ตมุ่ ผลผิวหนาเปน็ มนั เนื้อหยาบ แบบส้ม แบบแห้ง
แตก หรือแบบผนังช้ันในแขง็
การกระจายพันธุ์ พบทั้งในเขตร้อนและในพ้นื ท่แี หง้ แล้งของเขตอบอนุ่ ประมาณ 161 สกลุ 2,070 ชนิด ชนิดทพี่ บ
บ่อยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ ขาวระย้า Boenninghausenia albiflora (Hook.) Rchb. f. ex Meisn.,
Glycosmis sp., หมกั ก้ากดอยสุเทพ Zanthoxylum acanthopodium DC.
1. ขาวระยา้ Boenninghausenia albiflora (Hook.) Rchb. f.
ex Meisn.
2. มะนาวผี Atalantia monophylla (L.) DC.
122
RUTACEAE
หมักก้ากดอยสุเทพ
Zanthoxylum acanthopodium DC.
ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ ล�ำต้นและกิ่งมีหนามแหลมตรงและคม เรียงเวียนเกือบรอบข้อและมีช่องอากาศ
สีครมี กระจายหา่ ง ๆ กิ่งอ่อนมขี นสัน้ สีน�้ำตาลแดงปกคลมุ หนาแนน่ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนหา่ ง ๆ
หรอื เรียงสลับ แกนกลางใบมคี รบี ใบยอ่ ยรปู รหี รือรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน ขอบหยกั มนตน้ื ๆ บรเิ วณรอยหยกั มกั มี
ตอ่ มรูปร่างกลมอยใู่ กลข้ อบใบ ใบคู่บนขนาดใหญ่และค่อย ๆ เลก็ ลงสคู่ ลู่ ่าง แผน่ ใบสากมขี นปกคลมุ ท้ังสองดา้ น ดา้ น
บนสเี ขม้ ด้านลา่ งสอี ่อนกว่าและมีหนามขนาดเล็กตามเสน้ กลางใบด้านลา่ ง ก้านใบยอ่ ยสัน้ มาก เรียงตรงข้าม ช่อดอก
ออกเป็นกระจกุ สน้ั ๆ ท่ีซอกใบ ตามล�ำตน้ (เหนือตาใบทห่ี ลดุ ร่วง) หรอื ปลายกง่ิ ดอกสมบรู ณเ์ พศสชี มพู ผลแบบมีเนอ้ื
หนงึ่ ถงึ หลายเมลด็ ขนาดเลก็ คอ่ นขา้ งกลม สกุ สแี ดงมี 4 พู แตล่ ะพมู เี มลด็ เดยี ว เมลด็ คอ่ นขา้ งกลม เมอ่ื แกแ่ ตกตามยาว
การกระจายพันธ์แุ ละนเิ วศวทิ ยา พบข้ึนบนเขาหินปนู เปดิ โลง่ หรอื ในป่าดบิ เขา ทด่ี อยเชยี งดาว อำ� เภอเชยี งดาว
จังหวัดเชียงใหม่ ทคี่ วามสูง 1,000-2,500 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณกันยายนถึงมกราคม ในต่าง
ประเทศพบต้ังแตอ่ ินเดยี เนปาล ภูฏาน เมยี นมา ถงึ จีนตอนใต้ ไทย ภมู ภิ าคอนิ โดจีน มาเลเซยี และอินโดนเี ซยี
123
SAPINDACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ ้น ไมพ้ ุ่ม หรือไมเ้ ถา พบนอ้ ยทจี่ ะเป็นไม้ล้มลกุ ไม่มีหใู บ ใบประกอบหรอื ใบเด่ยี ว เรียงสลบั
ใบยอ่ ยเรียงสลับ ขอบหยกั หรือเรียบ ชอ่ ดอกแบบชอ่ แยกแขนง ช่อกระจะ หรอื ชอ่ กระจุกแยกแขนง มกั ออกตามล�ำต้น
หรอื ซอกใบ ดอกขนาดเลก็ แยกเพศร่วมตน้ หรอื ตา่ งตน้ สมมาตรดา้ นขา้ ง กลีบเลีย้ ง (3-)4–5(-8) กลบี เรียงซ้อนเหล่อี ม
กนั กลบี ดอก (0-)4–5(-6) กลบี มกั มีก้านกลีบ มีจานฐานดอกหรือลดรูปเปน็ ตอ่ ม 1 คู่ เกสรเพศผู้แยก 4-14(-74) เกสร
ปกติพบ 8 เกสร เรยี ง 1 วง ตดิ ข้างในจานฐานดอก รังไขเ่ หนือวงกลีบ เรียบหรอื มี 1-3(-8) พู กา้ นยอดเกสรเพศเมียมี
1 ก้าน ผลแบบผนังผลชัน้ ในแขง็ แบบมีเนือ้ หนงึ่ ถึงหลายเมล็ด หรอื แบบแหง้ แตก เมลด็ มเี ยื่อหมุ้ หรือไมม่ ี ส่วนมากไมม่ ี
เอนโดสเปริ ์ม
การกระจายพันธ์ุ พบกระจายทั้งในเขตร้อนและเขตอบอ่นุ มีประมาณ 140 สกลุ 1,630 ชนิด ในประเทศไทยมี
ประมาณ 23 สกุล 41 ชนิด ชนิดท่ีพบบ่อยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ ก่วมเชียงดาว Acer chiangdaoense
Santisuk, มะเฟืองชา้ ง Lepisanthes tetraphylla (Vahl) Radlk.
1. - 3. มะเฟอื งชา้ ง Lepisanthes tetraphylla (Vahl) Radlk.
124
SAPINDACEAE
กว่ มเชยี งดาว
Acer chiangdaoense Santisuk
ไมต้ น้ สงู ประมาณ 5-15 ม. ลำ� ตน้ มักแคระแกรน็ มขี นละเอียดตามก่ิงอ่อน ใบออ่ น และช่อดอก ใบเดยี่ ว เรยี งตรงขา้ ม
สลบั ตัง้ ฉาก รปู ไข่กว้างคลา้ ยรูปสามเหล่ยี ม กว้าง 4-5.5 ซม. ยาว 7-8 ซม. ปลายแหลมหรอื ยาวคลา้ ยหาง โคนกลม
หรือคล้ายรูปหัวใจ ขอบเรียบ ไม่เว้าเป็นแฉกลึก เส้นโคนใบข้างละ 1–2 เส้น เส้นแขนงใบ 3-5 เส้น แผ่นใบเกล้ียง
ดา้ นบนสเี ขียวเขม้ ดา้ นลา่ งมีนวล กา้ นใบยาว 1.5-5 ซม. ช่อดอกคล้ายชอ่ เชิงหล่นั แยกแขนงสนั้ ๆ ออกท่ีปลายกิง่ ยาว
3.5-8 ซม. มขี นสน้ั นมุ่ ดอกขนาดเลก็ สขี าวจำ� นวนมาก กา้ นดอกยาว 0.5–1 ซม. กลบี เลยี้ งและกลบี ดอกอยา่ งละ 5 กลบี
กลบี เลยี้ งยาวประมาณ 2.5 มม. กลีบดอกยาวกว่ากลีบเลย้ี งเล็กน้อย เกสรเพศผู้ 8 เกสร รงั ไขเ่ หนอื วงกลบี มี 2 ช่อง
ยอดเกสรเพศเมียมี 2 แฉก ช่อผลมกั ต้ังขนึ้ ผลแบบปกี เดียว ติดเปน็ คู่ รูปรเี ป็นเหลย่ี มมน ยาว 0.5–1 ซม. กางออกเป็น
มุมแหลม ปกี ยาว 1.4–1.8 ซม.
การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา พบบนภเู ขาหนิ ปนู ท่เี ปิดโลง่ ในปา่ ดิบเขาโปร่ง ของดอยเชยี งดาว จงั หวดั เชียงใหม่
และดอยตงุ จังหวัดเชียงราย ทค่ี วามสูง 1,300-2,200 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคม เป็นผล
ประมาณเดือนกนั ยายน เปน็ พชื ถิ่นเดียวของไทย
125
SAPOTACEAE
ลกั ษณะประจ�ำวงศ์ ไม้ตน้ หรอื ไมพ้ มุ่ มีน�ำ้ ยางขาว หูใบหลุดร่วงง่าย ใบเดี่ยว เรียงสลับ เรยี งเวียน หรือเป็นกระจกุ
พบนอ้ ยทจ่ี ะเรียงตรงขา้ ม ขอบเรียบ เนอ้ื หนา มัน มกั ปกคลุมดว้ ยขนหรอื เกลด็ สีน�้ำตาลแดง ดอกออกเป็นกระจุกหรือ
ออกเด่ียว ๆ ตามข้อ สมบูรณ์เพศ สมมาตรตามรัศมี กลีบเลี้ยงแยก อาจเชื่อมที่ส่วนโคน ปลายกลีบซ้อนเหลื่อม เรียง
2 วง วงแรก (4-)5(-6) เกสร วงทสี่ อง 2-4 หรอื 6-11 เกสร เรยี งซอ้ นเหลื่อม กลบี ดอกมักเป็นพู่ จ�ำนวนเท่า ๆ กบั กลบี
เลี้ยง วงแรกโคนเช่ือมติดกัน เกสรเพศผูต้ ิดบนกลีบดอก มีเกสรเพศผู้ที่เปน็ หมนั หรือไมม่ ี รงั ไขเ่ หนือวงกลีบ คาร์เพล
เช่ือม มี 4-5 ชอ่ ง ก้านยอดเกสรเพศเมยี 1 กา้ น ผลแบบมเี นื้อหน่งึ ถงึ หลายเมล็ด ผิวหนา เมล็ดมเี อนโดสเปิรม์
การกระจายพันธุ์ ในเขตรอ้ นท่ัวโลก โดนเฉพาะปา่ ระดบั ต�ำ่ หรือดิบระดับตำ่� ประมาณ 35-75 สกลุ 800 ชนดิ
ประเทศไทยมี 11 สกลุ 51 ชนดิ ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ ละมดุ ชมุ ศรี Madhuca chai-ananiae
Chantar., มะซางทะเล Madhuca krabiensis (Aubrév.) Chantar., Mimusops sp., Mimusops sp.1, งาไซ
Planchonella obovata (R.Br.) Pierre, ตานเส้ียน Xantolis burmanica (Collett & Hemsl.) P. Royen
1. ละมุดชมุ ศรี Madhuca chai-ananiae Chantar.
2. และ 4. Mimusops sp.1
3. Mimusops sp.2
126
SAPOTACEAE
ศรีกระบี่
Madhuca krabiensis (Aubrév.) Chantar.
ไมต้ ้น สงู ไดถ้ ึง 20 ม. กิง่ ก้านหนา ปกคลุมดว้ ยขนสั้นหนานุม่ สีน�้ำตาลแดงหรือเกือบเกลย้ี ง มีร่องรอยของชอ่ ดอกหรอื
ใบท่ีหลดุ ร่วง ใบเดย่ี ว เรยี งเวยี นหนาแนน่ ทปี่ ลายกง่ิ แผ่นใบหนาคล้ายหนัง รปู ไข่กลับหรือรูปชอ้ น กว้าง 5.4-8 ซม.
ยาว 15.5-19 ซม. ปลายทหู่ รือเว้าบุ๋ม โคนรูปล่ิม เป็นครบี ขอบเรยี บ ผวิ ใบด้านบนเกลี้ยง ดา้ นล่างมขี นส้ันนุม่ หรือ
เกอื บเกล้ียง เสน้ กลางใบเปน็ ร่องดา้ นบน ด้านล่างเป็นสนั หรอื มน เสน้ แขนงใบข้างละ 13-16 เส้น เสน้ แขนงใบยอ่ ยเป็น
รา่ งแห ก้านใบยาว 2-2.5 ซม. มขี นประปราย หูใบรูปใบหอก ช่อดอกแบบชอ่ กระจกุ ออกจ�ำนวนมากที่ปลายกิง่ กา้ น
ช่อดอกเรยี ว ยาว 3-3.5 ซม. มขี นสนี ำ้� ตาลแดง กลบี เลี้ยง 4(-6) กลีบ รูปไข่แกมรปู ใบหอก มขี นสั้นหนานุม่ สนี ้�ำตาล
แดง ยกเวน้ บรเิ วณโคนกลีบด้านใน กลบี เล้ียงคูน่ อก กว้าง 5.6-6 มม. ยาว 9-10 มม. กลบี เลี้ยงคู่ใน กวา้ ง 6-7 มม. ยาว
9-10 มม. ขอบบาง เกลีย้ ง เปน็ ชายครุย กลีบดอกยาว 1.5-1.6 ซม. เกล้ียง หลอดกลบี ดอกยาวประมาณ 5 มม. พู
กลบี รปู ช้อนหรอื รูปใบหอกกลับ กว้าง 3-3.3 มม. ยาว 10-11 มม. เกสรเพศผู้ 33-35 เกสร ยาว 6.8-7.5 มม. กา้ นเกสร
เพศผ้รู ูปเส้นด้าย เกลย้ี ง ยาว 2.7-3.2 มม. อับเรณรู ูปไขถ่ งึ รปู ใบหอก ยาว 3-3.4 มม. รังไขร่ ปู จาน 15-16 ชอ่ ง มีข้ันสั้น
นมุ่ สีนำ�้ ตาลแดงปกคลมุ ก้านยอดเกสรเพศเมยี ยาว 2.8-3 มม. เกล้ยี ง
การกระจายพันธ์ุและนเิ วศวทิ ยา พบข้นึ ตามเขาหนิ ปนู ในป่าดิบทางภาคใต้ท่ี จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี พังงา และกระบี่
ทคี่ วามสูงจากระดับทะเลถงึ 300 ม. ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือนมกราคมถงึ เมษายน เปน็ พชื ถน่ิ เดยี วของไทย
127
SAXIFRAGACEAE
ลกั ษณะประจ�ำวงศไ์ ม้ล้มลกุ ไมม่ หี ูใบ ใบเดยี่ วหรอื ใบประกอบเรยี งเวียนขอบจกั ฟันเลอ่ื ยหรอื หยกั ซีฟ่ ัน ดอกสมบรู ณ์
เพศ สมมาตรตามรศั มี กลีบเล้ียงและกลบี ดอกมีอยา่ งละ 5–10 กลบี ตดิ อย่ทู ่ขี อบฐานรองดอก เกสรเพศผู้ มี 5–10
เกสร เกสรเพศเมยี มี 2 เกสร มีจานฐานดอก รงั ไข่ก่งึ ใตว้ งกลบี กา้ นเกสรเพศเมีย มี 2–5 ก้าน ผลแห้งแตก มหี ลาย
เมล็ด
การกระจายพันธ์ุ พบทวั่ ไป ในประเทศไทยมี 3 สกุล ชนดิ ทพี่ บบ่อยในระบบนิเวศเขาหินปนู ไดแ้ ก่ ละอองนำ�้
เชยี งดาว Saxifraga gemmipara Franch.
1. - 2. Astilbe rivularis Buch.-Ham.
ex D. Don
ท่ีมา http://plantsoftheworl-
donline.org/taxon/urn:lsid:ipni.
org:names:790314-1
128
SAXIFRAGACEAE
ละอองน�ำ้ เชียงดาว
Saxifraga gemmipara Franch.
ไมล้ ้มลกุ อายหุ ลายปี สงู (5-)9-24 ซม. แตกก่งิ ก้านมาก มีขนอุย ใบท่โี คนเปน็ เกล็ด ยาวประมาณ 3 มม. ใบกลางเรยี ง
เป็นกระจกุ ซอ้ นแบบกุหลาบ ไม่มีกา้ น แผ่นใบรปู ไข่กลบั หรอื รปู ขอบขนานถึงรูปขอบขนานแกมรปู แถบ กวา้ ง 1.2-9
มม. ยาว 0.6-2.9 ซม. ปลายแหลม โคนรูปล่มิ ขอบเรยี บมีขนแขง็ ผวิ ใบด้านบนมีขนแข็งเอยี ง ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ
เรียงแบบช่อเชิงหล่ันห่าง ๆ มี 2-12 ดอก ก้านดอกยาว 0.6-2.4 ซม. มีขนตอ่ ม กลีบเลย้ี งตรง แผแ่ ละม้วนไปดา้ นหลงั
รูปเกือบรปู ไข่ กวา้ ง 1-2 มม. ยาว 2-4 มม. ปลายแหลม ดา้ นลา่ งเกลย้ี ง มขี นหลากหลายแบบ กลบี ดอกสขี าว มีจดุ สี
เหลืองหรอื สีม่วง รูปไข่ รูปไขแ่ คบ รปู รี หรอื รปู ขอบขนาน กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 6-6.5 มม. มีตอ่ ม 2(-4) ตอ่ ม ปลาย
แหลม โคนสอบเป็นก้านกลบี ยาว 1-1.5 มม. ก้านเกสรเพศผู้ ยาว 5.5-6 มม. รังไข่เหนือวงกลบี รปู ไข่ ยาว 2-3.5 มม.
ก้านยอดเกสรเพศเมีย ยาว 0.8-3 มม. ผลแหง้ แตก ยาวประมาณ 6.5 มม.
การกระจายพันธุแ์ ละนิเวศวิทยา พบขึ้นในซอกหนิ ปูนท่เี ปิดโลง่ ของดอยเชยี งดาว จังหวดั เชยี งใหม่ ท่ีความสูง
1,800-2,100 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดือนสิงหาคมถึงพฤศจกิ ายน ในตา่ งประเทศพบทจ่ี ีน
129
STEMONACEAE
ลักษณะประจำ� วงศ์ ไมเ้ ถาหรือไม้ลม้ ลุก เล้ือยหรือตัง้ ตรง มหี ัวหรอื เหงา้ ใตด้ นิ ใบเดย่ี ว เรยี งสลับ เรยี งตรงข้าม หรอื
เรียงรอบข้อ ใบรปู ไขแ่ กมรูปหวั ใจ ขอบเรียบ เสน้ ใบออกจากโคนใบหรอื แยกจากเสน้ กลาง ช่อดอกแบบช่อกระจกุ หรือ
กึ่งชอ่ ซรี่ ม่ ออกด้านขา้ ง หรือออกเด่ียว ๆ ดอกสมบรู ณเ์ พศ (Stemona) หรอื แยกเพศ (Stichoneuron) วงกลบี รวม
4 กลบี แยกกนั หรอื เชอื่ มกันที่โคน เกสรเพศผู้ 4 เกสร กา้ นชูอับเรณูเช่ือมติดทโ่ี คนกลบี รวม อับเรณไู ม่มรี ยางคห์ รอื มที ่ี
ปลาย อบั เรณูแตกตามยาว รงั ไข่เหนือหรอื กึง่ ใต้วงกลีบ มี 1 ชอ่ ง ออวุลจ�ำนวนมาก ไมม่ ีก้านเกสรเพศเมยี ผลแหง้ แตก
เปน็ สองส่วน
การกระจายพันธ์ุ เอเชยี ตะวนั ออกและเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ถึงออสเตรเลยี ทั่วโลกมี 3 สกลุ 35 ชนิด ประเทศไทย
มี 2 สกลุ 14 ชนดิ ชนดิ ทพ่ี บบอ่ ยในระบบนเิ วศเขาหนิ ปนู ไดแ้ ก่ Stemona sp., ยา่ นปาจรยี ์ Stichoneuron calcicola
Inthachub รากตอน้อย Stichoneuron caudatum Ridl.
1. - 2. รากตอนอ้ ย Stichoneuron caudatum Ridl.
130
STEMONACEAE
ยา่ นปาจรยี ์
Stichoneuron calcicola Inthachub
ไมล้ ้มลุก เล้ือยยาวได้ถึง 1 ม. เหงา้ สัน้ มีเกล็ดหุ้มยอด ส่วนตา่ ง ๆ มักมีขน ใบเดีย่ ว เรียงสลบั ระนาบเดยี ว รูปไข่กว้าง
เกอื บกลม ยาว 1.5–6 ซม. ปลายแหลมยาว โคนเวา้ แผน่ ใบดา้ นลา่ งมขี นละเอียด เสน้ แขนงใบออกจากโคน 5 หรือ 7
เสน้ โคง้ จรดกนั ทป่ี ลายใบ กา้ นใบยาว 0.2–1 ซม. ชอ่ ดอกคลา้ ยชอ่ กระจะสนั้ ๆ ออกตามซอกใบ ยาวประมาณ 1.5 ซม.
ก้านช่อดอกยาว 1.5–3 ซม. ใบประดับรูปไข่ เรยี วแคบ ยาว 1.5–2 มม. ขอบจกั ชายครุย ตดิ ทน ดอกสีแดงเขม้ ก้าน
ดอกรูปเสน้ ดา้ ย ยาว 1–2.5 ซม. มขี อ้ กลบี รวม 4 กลีบ เรียงซ้อนเหล่ือม พับงอกลับ รปู ขอบขนานแกมรปู ไข่ ยาว 2–3
มม. ปลายแหลมยาว ดา้ นบนมีขนสีแดง เกสรเพศผู้ 4 เกสร สแี ดง ช่วงโคนแนบติดกลบี รวม กา้ นชอู บั เรณูหนา เรยี งชดิ
กัน ยาว 1–1.5 ซม. มขี นสแี ดง อบั เรณูสสี ม้ อมเหลอื ง ขนาดประมาณ 0.5 มม. รังไข่ขนาดเลก็ ก้านยอดเกสรเพศเมยี
สัน้ มาก ยอดเกสรเพศเมยี ขนาดเล็ก ผลแห้งแตก รปู รี ยาว 1–1.2 ซม. ปลายเรยี วแคบ จัก 2 พู กลบี รวมติดทน ก้าน
ผลยาวประมาณ 1.5 ซม. เมล็ด 1–2 เมล็ด รูปรี ยาวประมาณ 5 มม. ผิวเมลด็ มสี นั เป็นรวิ้ เย่อื หมุ้ เมลด็ ยาวมากกว่าคร่ึง
หน่งึ จกั เปน็ พู
การกระจายพนั ธ์แุ ละนิเวศวทิ ยา พบข้นึ ตามผนงั หินปูน เฉพาะทางภาคใต้ที่อุทยานแห่งชาติคลองพนม อุทยานแห่ง
ชาตเิ ขาสก และเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั ว์ป่าคลองแสง จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี ทีค่ วามสูง 50-300 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอก
และเปน็ ผลประมาณเดอื นตลุ าคมถงึ กมุ ภาพนั ธ์ เป็นพืชถน่ิ เดียวของไทย
131
URTICACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ้มลกุ ไมพ้ ่มุ ไม้ตน้ หรอื ไม้เถา มยี างขาวหรอื ยางใส หูใบเดน่ ชัด หลุดรว่ งงา่ ยและทง้ิ รอยแผล
ไวเ้ ปน็ วงรอบกิง่ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรอื เรยี งสลบั ขอบเรียบ จักฟันเลอ่ื ย หรอื หยกั ซีฟ่ นั แผน่ ใบมักไม่สมมาตรและ
มเี สน้ ใบออกจากโคน 3 เสน้ มกั มีผลึกแคลเซยี มหรือมขี นระคายเคอื งต่อผิวหนัง ช่อดอกแบบช่อเชงิ ลด ชอ่ แยกแขนง
ออกเปน็ กระจุกตามซอกใบ ดอกสมมาตรตามรัศมี มีท้งั แยกเพศและสมบรู ณเ์ พศ กลีบรวม (1-)3-5 กลีบ แยกหรอื เช่อื ม
กัน ดอกเพศผ้สู มมาตรตามรศั มี เกสรเพศผู้เรยี งตรงข้ามกบั กลีบรวม ดอกเพศเมยี กลบี รวมขนาดไม่เท่ากัน เช่อื มกนั
สั้นกว่าหรือยาวหุ้มรังไขม่ ดิ ยอดเกสรเพศเมยี เปน็ ตมุ่ เปน็ เส้น รังไขเ่ หนือวงกลบี 1 ชอ่ ง 1 ออวุล ผลแบบแห้งเมลด็ ล่อน
ออกเปน็ กระจกุ กลบี เล้ยี งตดิ ทน เมล็ด ขนาดเลก็ แบนด้านขา้ ง ไม่สมมาตร
การกระจายพันธุ์ พบทว่ั ไปในเขตรอ้ นและกง่ึ เขตร้อน มี 50 สกลุ 1,000 ชนดิ ในประเทศไทยมี 15 สกลุ ชนดิ ทีพ่ บ
บ่อยในระบบนิเวศเขาหินปูน ได้แก่ Dendrocnide sp., หูหิน Elatostemma salvinioides W.T.Wang,
Poikilospermum sp.
1. - 2. กะลังตังชา้ ง Dendrocnide sinuata Chew
2. Poikilospermum sp.1
132
URTICACEAE
หหู ิน
Elatostemma salvinioides W.T.Wang
ไมล้ ม้ ลุกอายหุ ลายปี ยาวได้ถงึ 25 ซม. ใบเดีย่ ว เรียงสลบั รปู ขอบขนานเบ้ียวหรอื รปู รี กว้าง 0.3-1 ซม. ยาว 1-2.6 ซม.
ปลายทหู่ รอื มน โคนรปู หวั ใจเบย้ี ว ขอบเรยี บหรือหยักมนห่าง ๆ แผน่ ใบบาง เส้นใบไม่ชดั เจน กา้ นใบยาว 0.2-1.2 มม.
ดอกเพศผูอ้ อกเด่ยี ว ๆ เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 0.5-1 มม. ใบประดับเชอื่ มกนั ยาวประมาณ 2 มม. ใบประดับยอ่ ยรูปแถบ
กว้าง กลบี รวม 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 เกสร ก้านสน้ั มาก ดอกเพศเมยี ออกเดย่ี ว ๆ เสน้ ผา่ นศนู ย์กลางประมาณ 1 มม.
ใบประดับรูปใบหอกแกมรปู ขอบขนาน ใบประดับย่อยรปู แถบแคบ กลบี รวม 4 กลบี ก้านส้นั มาก ผลแบบผลแหง้ เมล็ด
ลอ่ น รูปรี
การกระจายพนั ธุแ์ ละนเิ วศวทิ ยา พบข้นึ ตามหน้าผาหนิ ปูนทม่ี รี ม่ เงา เฉพาะทางภาคเหนอื ท่จี ังหวัดเชียงใหม่
เชยี งราย นา่ น และลำ� ปาง ทค่ี วามสูง 500-700 ม. จากระดับทะเล ออกดอกและเปน็ ผลประมาณเมษายนถงึ สิงหาคม
ในต่างประเทศพบท่จี นี ลาว และเมียนมาร์
133
VIOLACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมต้ ้น ไม้พ่มุ ไมเ้ ถา หรือไม้ลม้ ลกุ มีหูใบ ใบเดยี่ ว เรียงสลับ รูปใบใบหอกถงึ รูปไข่ ขอบเรียบหรอื
หยักซี่ฟัน ช่อดอกแบบชอ่ กระจกุ ชอ่ กระจะ คลา้ ยชอ่ กระจุกแยกแขนง ชอ่ แยกแขนง หรอื เปน็ ดอกเดี่ยว ดอกสมบูรณ์
เพศ สมมาตรตามรศั มหี รอื สมมาตรด้านขา้ ง กลบี เลี้ยง 5 กลีบ แยกกัน ขนาดตา่ งกนั กลบี ดอก 5 กลบี แยกกัน ขนาด
เทา่ กันหรือต่างกัน เกสรเพศผู้ (3-)5 เกสร เรียงสลบั กับกลีบดอก ก้านเกสรเพศผู้แยกหรือเชื่อมกนั เป็นลักษณะคล้าย
วงแหวน มีต่อมน้�ำหวานอยู่บริเวณโคนก้าน ผลแบบแห้งแตก เปน็ 3 ซีก แบบมีเน้อื หน่ึงถงึ หลายเมล็ด แบบเปลอื กแข็ง
เมลด็ เดยี ว หรือแบบแตกแนวเดียว เมลด็ ทรงกลม รปู ไข่ แบน หรอื มปี กี
การกระจายพนั ธุ์ พบกระจายอย่ทู ว่ั โลก โดยเฉพาะในเขตร้อน ประมาณ 22 สกุล 1,100 ชนดิ ในประเทศไทยมี
ประมาณ 3 สกุล 20 ชนิด ชนดิ ทีพ่ บบอ่ ยในระบบนิเวศเขาหนิ ปูน ไดแ้ ก่ Rinorea sp., แกว้ เกลา้ Viola angkae
Craib, หงส์ร่อน Viola sumatrana Miq, Viola sp.
1. - 2. หงสร์ ่อน Viola sumatrana Miq.
3. วาสกุ รอี มุ้ ผาง Viola umphangensis S. Nansai, Srisanga
& Suwanph.
134
VIOLACEAE
แกว้ เกลา้
Viola angkae Craib
ไม้ล้มลกุ อายหุ ลายปี สูง 6-8 ซม. ใบเดยี่ ว ออกเปน็ กล่มุ 1-5 ใบ ที่โคนตน้ แผ่นใบรูปหวั ใจ กว้าง 0.8-2 ซม. ยาว
0.5-1.5 ซม. ปลายแหลมเป็นตงิ่ โคนเว้า ขอบหยกั หา่ ง ก้านใบยาว 0.5-3 ซม. ดอกสีเหลือง ออกเปน็ ดอกเด่ยี วทปี่ ลาย
ยอด กา้ นดอกยาว 1.5-2.5 ซม. กลบี เลี้ยง 5 กลีบ ยาว 4-5 มม. กลบี ดอก 5 กลบี รูปขอบขนาน ขนาดไมเ่ ทา่ กนั กลบี
ลา่ งจะแผข่ ยายใหญ่กว่า กลีบอ่ืน ๆ ยาว 6-10 มม. มแี ตม้ เป็นเส้นยาวสแี ดงเข้มทโ่ี คนกลีบดอก เกสรเพศผู้ 5 เกสร อยู่
เป็นกลมุ่ รอบเกสรเพศเมยี เกสรเมยี ปลายแยกเป็นแฉกสน้ั 3 แฉก ผลแหง้ แตก รปู รี ขนาด 5-6 มม. เมื่อแก่แลว้ แตก
เป็น 3 พู เมล็ดขนาดเล็ก
การกระจายพันธุแ์ ละนิเวศวิทยา พบขึ้นตามเขาหินปนู เปิดโล่งหรือบริเวณท่งุ หญ้า ดอยหวั เสือ อุทยานแหง่ ชาติ
ดอยอินทนนท์ และดอยมอ่ นจอง เขตรกั ษาพันธส์ุ ัตว์ปา่ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ความสูง 1,700-2,100 ม. จาก
ระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดอื นมิถนุ ายนถงึ ตลุ าคม เป็นพืชถนิ่ เดยี วของไทย
135
ZINGIBERACEAE
ลักษณะประจ�ำวงศ์ ไมล้ ม้ ลกุ อายหุ ลายปี มีเหงา้ เจริญออกด้านข้าง สว่ นตา่ ง ๆ มักมีกลนิ่ หอม ใบเรยี ง 2 ระนาบหรอื
เรยี งเปน็ กระจุกทโ่ี คน มีกาบใบและลิน้ ใบ ในใบออ่ นแผ่นใบม้วนเปน็ หลอด ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจุก ชอ่ กระจะ หรือชอ่
เชงิ ลด ออกท่ปี ลายยอด ซอกใบ หรอื ท่โี คนต้น หน่อมใี บประดับ ดอกสมบูรณเ์ พศ สมมาตรดา้ นข้าง กลบี รวม 6 กลบี
เชอื่ มกันเป็นหลอดหรือเชือ่ มกนั ที่โคน วงนอก (กลบี เลี้ยง) ปลายแยกเป็น 3 แฉก หรือหยักคลา้ ยซี่ฟัน วงใน (กลบี ดอก)
ปลายแยกเป็น 3 แฉก เกสรเพศผู้ 1 เกสร เกสรเพศผ้ทู เ่ี ป็นหมันอ่นื ๆ มลี ักษณะคล้ายกลบี ดอก รงั ไขใ่ ต้วงกลีบ มี 1
หรือ 3 ชอ่ ง ผลมีทั้งผลแห้งแบบแห้งแตก แห้งไม่แตก และผลสด เมล็ดจำ� นวนมาก
การกระจายพนั ธ์ุ พบในเขตร้อนท่วั โลก มปี ระมาณ 50 สกลุ 1,300 ชนดิ ประเทศไทยมี 26 สกลุ 270 ชนดิ มคี วาม
หลากหลายของชนิดสงู ในแถบเอเชยี ตอนใตแ้ ละเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ ชนดิ ที่พบบอ่ ยในระบบนิเวศเขาหินปนู ไดแ้ ก่
กระชายปา่ ดอกขาว Boesenbergia longiflora (Wall.) Kuntze, มหาอุดม Curcuma cochinchinensis Gagnep.,
มหาอดุ ม Curcuma glans K. Larsen & Mood, Globba sherwoodiana W.J. Kress & V. Gowda, เปราะอา่ งขาง
Monolophus appendiculatus (K. Larsen & Triboun) Veldkamp & Mood, สุวรรณหงส์ Pommereschea
lackneri Wittm.
1. Curcuma glans K. Larsen & Mood
2. Curcuma sp.
3. Globba sherwoodiana W.J. Kress & V. Gowda
4. กระชายป่าดอกขาว Boesenbergia longiflora
(Wall.) Kuntze
5. ขา่ คาคบ Cautleya gracilis (Sm.) Dandy
6. เปราะอา่ งขาง Monolophus appendiculatus (K.
Larsen & Triboun) Veldkamp & Mood
7. สุวรรณหงส์ Pommereschea lackneri Wittm.
136
ZINGIBERACEAE
เปราะใหญ่
Kaempferia elegans (Wall.) Baker
ไม้ล้มลุก สงู 10-20 ซม. มี 2-4 ใบ ใบเดย่ี ว รูปขอบขนานถึงรปู รี กว้าง 5-8 ซม. ยาว 13-15 ซม. ปลายแหลม โคน
กลม ขอบเรยี บ กา้ นใบยาวได้ถึง 10 ซม. แผ่นใบด้านล่างสเี ขียวอ่อนหรืออมมว่ ง ด้านบนสีเขียว บางคร้ังมลี ายเปน็ ปน้ื
ชอ่ ดอกออกระหวา่ งกาบใบหรอื ปลายยอด ก้านดอกส้ันหรอื ยาว ใบประดับสีเขยี ว รูปใบหอกแกมรปู ขอบขนาน ยาว
ประมาณ 5 ซม. กลบี ดอกสีขาวถึงสมี ว่ ง กลีบเล้ียงยาว 2.5 ซม. กลบี ดอกเชอ่ื มเปน็ หลอด เรยี ว ยาวประมาณ 5 ซม.
แฉกกลีบรปู ใบหอก เกสรเพศผูท้ ่เี ปน็ หมัน ยาวประมาณ 1.2 ซม. แผน่ เกสรเพศผู้ท่เี ป็นหมันสีม่วงอมชมพู โคนสีขาว
รูปล่ิมแกมรปู ไข่กลับ ยาว 1.7-2 ซม. กลีบปากปลายแยกถงึ โคนเปน็ 2 แฉก แฉกรปู ไข่กลบั ยาว 2-2.5 ซม. เกสรเพศผู้
ยาวประมาณ 3 มม.
การกระจายพันธ์ุและนิเวศวทิ ยา พบขน้ึ ตามป่าเบญจพรรณ ปา่ ดิบแล้ง ปา่ ดิบชน้ื และเขาหินปนู ทางภาคเหนอื
ภาคตะวนั ตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ทีค่ วามสงู ไม่เกนิ 1,000 ม. จากระดบั ทะเล ออกดอกและเป็นผลประมาณเดอื น
มถิ นุ ายนถึงพฤศจิกายน ตา่ งประเทศพบอนิ เดยี จนี ตอนใต้ เมียนมาร์ คาบสมุทรมลายู และฟิลปิ ปนิ ส์
137
รายชอ่ื พรรณไม้ท่ีส�ำรวจพบจากการด�ำเนินโครงการวิจยั ฯ
No Family Botanical name Thai name Habit
1 Acanthaceae Justicia gendarussa Burm. f. สนั พรา้ มอญ กระดกู ไกด่ �ำ ExH
S
2 Acanthaceae Phlogacanthus curviflorus (Wall.) Nees ห้อมช้าง H
3 Acanthaceae หูปากกา
Strobilanthes chinensis (Nees) J.R.I.Wood & CH
4 Acanthaceae Y.F.Deng C
Thunbergia fragrans Roxb. T
T
5 Acanthaceae Thunbergia coccinea Wall. ex D.Don หนามแนแ่ ดง T
T
6 Anacardiaceae Choerospondias axillaris (Roxb.) B.L.Burtt & Hill มะกอกหนงั มะมือ S
T
7 Anacardiaceae Gluta glabra (Wall.) Ding Hou รกั ST
8 Anacardiaceae Lannea coromandelica (Houtt.) Merr. กุ๊ก ST
9 Anacardiaceae Parishia insignis Hook.f. ชันรจู ี T
10 Anacardiaceae Pistacia weinmannifolia J. Poiss. ex Franch. พิซตาเซีย S
S/ST
11 Anacardiaceae Spondias pinnata (L.f.) Kurz มะกอกปา่ S/ST
12 Anacardiaceae Toxicodendron calcicola C.Y. Wu ก๊กุ ส้ม ST
13 Annonaceae Hubera cerasoides (Roxb.) Chaowasku กะเจยี น T
14 Annonaceae ไสเดน H
Meiogyne anomalacarpa D.M.Johnson & Chaler- S
15 Annonaceae mglin หมาดำ�
Miliusa thorelii Finet & Gagnep.
16 Annonaceae Orophea cuneiformis King พรกิ เหลือง พริกนกขน
17 Annonaceae Orophea enterocarpa Maingay ex Hook.f. & Thom- กล้วยคา่ ง
18 Annonaceae son
19 Annonaceae
Pseuduvaria fragrans Y.C.F. Su, Chaowasku & R.M.K. สงั หยูดอกหอม
Saunders
Winitia cauliflora (Scheff.) Chawa. ง�ำเงาะ
20 Apiaceae Peucedanum siamecum Craib ผักอเี ปา
21 Apocynaceae Alstonia curtisii King & Gamble ตนี เป็ดแคระ
138
No Family Botanical name Thai name Habit
22 Apocynaceae Amphineurion marginatum (Roxb.) D.J. Middleton เครอื ไส้ตัน C
23 Apocynaceae Ceropegia calcicola Kidyoo C
24 Apocynaceae Ceropegia mairei (H. Lév.) H. Huber ขวญั ภริ มย์ CH
25 Apocynaceae Ceropegia tribounii Kidyoo เพชรไตรบญุ H
26 Apocynaceae Cynanchum viminale (L.) L. subsp. viminale พญาไรใ้ บ C
27 Apocynaceae Hoya engleriana Hosseus ดาวลดา EH
28 Apocynaceae Hoya verticillata (Vahl) G. Don นมพิจิตร C
29 Apocynaceae Kopsia pauciflora Hook. f. พุดพอ ST
30 Apocynaceae Kopsia rosea D.J. Middleton พุดขมพู T
31 Apocynaceae Micholitzia obcordata N. E. Br. หัวใจนางสดี า C
32 Apocynaceae Wrightia siamensis D.J. Middleton โมกสยาม T
33 Apocynaceae Wrightia viridiflora Kerr โมกเหลือง S
34 Araceae Aglaonema simplex ว่านขนั หมาก H
35 Araceae Arisaema omkoiense Gusman บุกอมกอ๋ ย H
36 Araceae Lasia spinosa (L.) Thwaites ผกั หนาม H
37 Araceae Typhonium violiifolium Gagnep. ว่านตะพิดนอ้ ย H
38 Araliaceae Hedera nepalensis K. Koch กระจบั เขา C
39 Arecaceae Arenga pinnata (Wurmb) Merr. ตาว P
40 Arecaceae Arenga westerhoutii Griff. หลังกับ P
41 Arecaceae Phoenix loureiroi Kunth เปง้ ดอย P
42 Arecaceae Kerriodoxa elegans J. Dransf. ปาลม์ พระยาถลาง P
43 Aristolochiaceae Aristolochia grandis Craib นกขมนิ้ C
44 Aristolochiaceae Aristolochia kerrii Craib กระเช้าปากเป็ด C
45 Aristolochiaceae Aristolochia kongkandae Phuph. กระเชา้ คลองพนม C
46 Asparagaceae Disporopsis longifolia Craib โลมาซอจึ H
139
No Family Botanical name Thai name Habit
47 Asparagaceae Dracaena angustifolia (Medlk.) Roxb. วาสนา ค้อนหมาขาว T
48 Asparagaceae S
49 Asparagaceae Dracaena jayniana Wilkin & Suksathan จันทน์แดง H
50 Asteraceae Peliosanthes teta Andrews subsp. humilis (An- โหนดดนิ H
51 Asteraceae drews) Jessop ex Gandhi ข้าวตอก หนาดดอย H
52 Asteraceae Anaphalis margaritacea (L.) Benth. & Hook. f. H
53 Asteraceae H
54 Asteraceae Cicerbita chiangdaoensis H. Koyama บั้งมว่ งเชียงดาว H
55 Asteraceae H
Duhaldea nervosa (Wall. ex DC.) Anderb. ดีลามอ้ น
56 Asteraceae ExH
57 Balsaminaceae Senecio craibinnus Hosseus สุวรรณภา H
58 Balsaminaceae H
59 Balsaminaceae Sigesbackia orientalis L. สะพานกน๊ H
60 Balsaminaceae H
61 Balsaminaceae Synotis cappa (Buch.-Ham. ex D. Don) C. Jeffrey & ขางเชียงดาว H
62 Balsaminaceae Y. L. Chen var. parishii (Hook. f.) H. Koyama ตีนตกุ๊ แก H
Tridax procumbens L.
63 Balsaminaceae H
64 Balsaminaceae Impatiens andersonii Hook.f. H
65 Balsaminaceae H
66 Balsaminaceae Impatiens noei Craib ดอกขาว ขนาดเลก็ H
67 Balsaminaceae H
68 Balsaminaceae Impatiens chiangdaoensis T.Shimizu เทยี นเชียงดาว H
69 Balsaminaceae H
70 Balsaminaceae Impatiens chinensis L. เทียนจีน หญ้าเทียน H
140 Impatiens circaeoides Wall. เทียนสบเมย
Impatiens discolor DC. เทยี นนกแกว้ เผือก เทยี น
Impatiens hongsonensis T. Shimizu พสิ ุทธิ์
เทยี นแม่ฮอ่ งสอน
Impatiens jenjittikuliae Ruchis. & Suksathan เทียนทยา
Impatiens jiewhoei Triboun & Suksathan เทยี นเขาปูน
Impatiens kanburiensis T. Shimizu เทียนเมืองกาญจน์
Impatiens kerriae Craib เทยี นนางคาร์ เหยื่อจง
Impatiens macrosepala Hook.f. เทียนพังงา
Impatiens muscicola Craib เทียนนอ้ ย
Impatiens nalampoonii T. Shimizu เทยี นผาไท
No Family Botanical name Thai name Habit
71 Balsaminaceae Impatiens namkatensis T. Shimizu เทียนน�ำ้ กดั H
72 Balsaminaceae H
Impatiens oppositifolia Rotter ex Wight & Arn. = I. เทียนแมร่ ะมาด
73 Balsaminaceae chinensis L. เทียนตะนาวศรี H
74 Balsaminaceae Impatiens parishii Hook.f. H
75 Balsaminaceae H
76 Balsaminaceae Impatiens patula Craib เทยี นปีกผเี สอ้ื H
77 Balsaminaceae H
78 Balsaminaceae Impatiens psittacina Hook.f. เทียนนกแก้ว H
79 Balsaminaceae H
80 Balsaminaceae Impatiens racemosa DC. เทยี นอินทนนท์ H
81 Balsaminaceae H
82 Begoniaceae Impatiens rubrostriata Hook.f. ชมพผู ่้าห่มปก H
83 Begoniaceae H
84 Begoniaceae Impatiens santisukii T.Shimizu เทียนสันติสขุ H
85 Begoniaceae H
86 Begoniaceae Impatiens sirindhorniae Triboun & Suksathan ชมพูสริ นิ H
87 Begoniaceae LH
88 Begoniaceae Impatiens spectabilis Triboun & Suksathan เทียนแพงพวย H
89 Begoniaceae H
90 Begoniaceae Impatiens violiflora Hook. f. เทียนดอย H
91 Begoniaceae H
92 Begoniaceae Begonia adenopoda Lem. H
93 Begoniaceae H
94 Begoniaceae Begonia alicida C.B. Clarke เปรี้ยวแดง H
95 Begoniaceae LH
Begonia puttii Craib ส้มกุ้งนายพุด
141
Begonia brandisiana Kurz กว่ มหิน
Begonia curtisii Ridl. กา้ มกุ้งหิน
Begonia demisa Craib ส้มก้งุ หนิ ปูน
Begonia elisabethae Kiew ดาดหางนกกะลงิ
Begonia exposita Phutthai & M. Hughes
Begonia incerta Craib สม้ กงุ้
Begonia integrifolia Dalzell ว่านก้ามกุ้งหิน
Begonia kanburiensis Phutthai & M. Hughes
Begonia modestiflora Kurz ชมพูยูนนาน
Begonia palmata D.Don. ส้มกงุ้
Begonia phutthaii M. Hughes สม้ กุง้ พุทธไทย
No Family Botanical name Thai name Habit
96 Begoniaceae Begonia pseudosubperfoliata Phutthai & M. ดาดบัวหินดอกชมพู LH
Hughes สม้ ก้งุ ใบเฟนิ
97 Begoniaceae Begonia pteridiformis Phutthai H
98 Begoniaceae H
99 Begoniaceae Begonia pumilio Irmsch. ดาดใบบวั H
100 Begoniaceae H
101 Begoniaceae Begonia puttii Craib ส้มก้งุ นายพดุ H
102 Begoniaceae H
103 Begoniaceae Begonia saxifragrifolia Craib ก้ามกุง้ ถ้ำ� H
104 Begoniaceae H
105 Begoniaceae Begonia sinuata Wall. ex Meisn. สันดานหิน H
106 Begoniaceae H
107 Begoniaceae Begonia soluta Craib ดาดนภา H
108 Begoniaceae H
109 Bignoniaceae Begonia subperfoliata Parish. ex Kurz ดาดบัวหิน T
110 Bignoniaceae ST
111 Blechnaceae Begonia surculigera Kurz CF
112 Boraginaceae H
113 Boraginaceae Begonia tanjiewhoei H
114 Boraginaceae H
115 Boraginaceae Begonia tenasserimensis Phutthai & M. Hughes H
116 Boraginaceae C
117 Burseraceae Begonia tricuspidata C.B. Clarke T
118 Buxaceae ST
Begonia variabilis Ridl. ว่านก้ามกงุ้
119 Calophyllaceae T
Radermachera pinnata (Blanco) Seem. แคพรุ
Stereospermum angustifolium Haines แคหิน
Stenochlaena palustris (Burm.f.) Bedd. ล�ำเท็ง
Cynoglossum sp.
Heliotropium strigosum Willd. งวงช้างเขา
Maharanga lycopsioides (C.E.C. Fisch.) I.M. Johnst. เทพอัปสร
Onosma burmanica Colett & Hemsl. หยาดนภา
Tournefortia intonsa Kerr หญา้ งวงช้างหลวง
Garuga pinnata Roxb. ตะคร้�ำ
Buxus sirindhorniana W. K. Soh, M. von Sternburg, ช้องเจา้ ฟ้า
Hodk. & J. Parn. สารภี
Mammea harmandii (Pierre) Kosterm.
142
No Family Botanical name Thai name Habit
120 Calophyllaceae Calophyllum teysmannii Miq. ตังหนใบหนบี T
121 Campanulaceae H
122 Campanulaceae Campanula pallida Wall. หญา้ กระด่งิ H
123 Capparaceae S
124 Dipsacaceae Campanula rosmarinifolia Kerr หญ้ากระด่งิ โรสแมร่ี H
125 Celastraceae H
126 Colchicaceae Capparis micracantha DC. ชงิ ช่ี H
127 Combretaceae T
128 Combretaceae Basseocoia siamensis (Craib) B.L. Burtt ขาวป้นั T
129 Commelinaceae LH
130 Convolvulaceae Parnassia mysorensis B. Heyne ex Wight HC
131 Convolvulaceae C
132 Convolvulaceae Iphigenia indica (L.) A.Gray ex Kunth สัตฤาษี CH
133 Convolvulaceae C
134 Convolvulaceae Anogeissus acuminata (Roxb. ex DC.) Guill. & Perr. ตะเคียนหนู WC
135 Convolvulaceae CH
136 Convolvulaceae Terminalia nigrovenulosa Pierre ข้อี า้ ย CrH
137 Convolvulaceae C
138 Convolvulaceae Spatholirion calcicola K. Larsen & S. S. Larsen วา่ นนำ�้ ค้างดอย HC
139 Cornaceae T
140 Cucurbitaceae Argyreia capitiformis (Poir.) Ooststr. ฝนแสนหา่ C
141 Cycadaceae T
142 Cycadaceae Argyreia confusa (Prain) Thoth. T
143 Cyperaceae H
Argyreia dissakulii sp. nov. มว่ งดสิ สกลุ
144 Dipsacaceae H
Argyreia henryi (Craib) Craib เครือพู
143
Argyreia ionantha (Kerr) Khunwasi & Traiperm พู่ม่วงใบหัวใจบาง
Dinetus racemosus (Wall.) Sweet พุงเครอื แดง
Evolvulus alsinoides (L.) L. var. alsinoides ใบต่อกา้ น
Ipomoea cairica (L.) Sweet ผักบุ้งรัว้
Operculina turpethum (L.) Silva Manso จงิ จ้อเหล่ียม
Alangium kurzii Craib ฝาละมี
Thladiantha indochinensis Merr.
Cycas cliivicola K. D. Hill ปรงผา
Cycas patrae A. Lindstr. & K. D. Hill ปรงหิน
Khaosokia caricoides D. A. Simpson, Chayam. & J. กกเขาสก
Parn. ขาวปนั้
Basseocoia siamensis (Craib) B.L. Burtt
No Family Botanical name Thai name Habit
145 Dipterocarpaceae Shorea siamensis Miq. รัง T
146 Ebenaceae T
147 Ebenaceae Diospyros andamanica (Kruz) Bakh. พลบั อันดา T
148 Ebenaceae T
149 Ebenaceae Diospyros dasyphylla Kurz จนั เขา T
150 Ebenaceae T
151 Ebenaceae Diospyros dictyoneura Hiern เนียน T
152 Ebenaceae Diospyros ferrea (Willd.) Bakh. ลำ� บิด T
153 Elaeagnaceae C
154 Ericaceae Diospyros transitoria Bakh. มะพลบั ทอง ES
155 Ericaceae ST
156 Eriocaulaceae Diospyros undulata Wall. ex G. Don var. craterica- ไหม้ พลบั เขา H
lyx (Craib) Bakh. ดำ� ตะโก
157 Euphorbiaceae Diospyros wallichii King ex Gamble ST
158 Euphorbiaceae ST
159 Euphorbiaceae Elaeagnus latifolia L. มะหลอด S
160 Euphorbiaceae S
161 Euphorbiaceae Agapetes parishii C.B.Clarke ประทดั ดอย S
162 Euphorbiaceae S
163 Fabaceae Rhododendron delavayi Franch. กหุ ลาบพันปี C
164 Fabaceae ST
165 Fabaceae Eriocaulon nepalense Prescott & Bong var. luzuli- ขางน้ำ� ผง้ึ C
166 Fabaceae folium Praj. & Chantar. T
167 Fabaceae Claoxylon indicum (Reinw. Ex Blume) Hassk. H
168 Fabaceae S
Euphorbia antiquorum L. สลดั ไดป่า
Euphorbia lacei Craib สลดั ไดเขา
Trigonostemon albiflorus Airy Shaw โลดทะนงขาว
Trigonostemon thyrsoideus Stapf มะนาวเทศ
Trigonostemon sp.
Afgekia mahidoliae B. L. Burtt & Chermsir. กนั ภัยมหดิ ล
Antheroporum puudjaae Mattapha & Tetsana ทลายเขาพูดจา
Apios carnea (Wall.) Benth. ex Baker อภิชาต
Cassia fistula L. คูน
Chamaecrista sp.
Crotalaria bracteata Roxb. ex DC. มะหิง่ ดง
144
No Family Botanical name Thai name Habit
169 Fabaceae Erythrina stricta Roxb. ทองเดือนหา้ T
170 Fabaceae
171 Fabaceae Firmiana sp.Firmiana kerrii (Craib) Kosterm. ปอตั๊บ T
172 Fabaceae Grona griffithiana (Benth.) H. Ohashi & K. Ohashi Perren-
173 Fabaceae nial H
Indigofera dosua Buch.-Ham. ex D. Don ครามป่า ถั่วดนิ
174 Fabaceae S
175 Fabaceae
176 Fabaceae Kanburia chlorantha (Mattapha & Sirich.) J.Camp- อรพิม WC
177 Fabaceae ton, Mattapha, Sirich. & Schrire. C
178 Fabaceae Lysiphyllum winitii (Craib) de Wit
179 Fabaceae
Millettia extensa (Benth.) Baker กวาวเครอื WC
180 Fabaceae
181 Fabaceae Millettia kangensis Craib กระเจาะ ขะเจาะ ขะเจาะน้�ำ TerO
182 Fabaceae
183 Fagaceae Millettia macrostachya Collett & Hemsl. ขะเจาะนำ�้ T
184 Gentianaceae
185 Gentianaceae Millettia pinnata (L.) Panigrahi หยีน�ำ้ หยีทะเล T
186 Gentianaceae
187 Gentianaceae Ototropis amethystina (Dunn) H. Ohashi & K. เครือจานดง S
188 Gentianaceae Ohashi ถว่ั แปบช้าง WC
189 Gentianaceae Padbruggea filipes (Dunn) Craib
190 Gentianaceae
191 Geraniaceae Phanera bracteata Benth. แสลงพัน ปอเจยี๋ น C
192 Geraniaceae Pueraria alopecuroides Craib ผีดเครือ C
Quercus rex Hemsl. ก่อตลบั T
Duplipetala pentanthera (C.B. Clarke) Thiv โหมหดั เขา S
Exacum paucisquamum (C. B. Clarke) Klack มว่ งพศิ วง MycH
Exacum pteranthum Wall. ex G. Don ไส้ปลาเข็ม H
Phyllocyclus helferianus Kurz ประกายฉตั รหนู H
Phyllocyclus parishii (Hook. f.) Kurz ประกายฉัตร H
Swertia angustifolia Ham. ex D. Don หญ้าดอกลาย H
Swertia calcicola Kerr หญ้าดอกลาย ตากะปอ H
Geranium lambertii Sweet subsp. siamense (Craib) เจอราเนียมเชยี งดาว H
T. Shimizu H
Geranium nepalense Sweet เจอราเนียมปา่
145
No Family Botanical name Thai name Habit
193 Gesneriaceae Aeschynanthus acuminatus Wall. ex. A. DC. กระดกู ไก่ EH
194 Gesneriaceae EH
195 Gesneriaceae Aeschynanthus andersonii C. B. Clarke วา่ นไกแ่ ดง H
196 Gesneriaceae H
197 Gesneriaceae Codonoboea flava (Ridl.) Kiew H
198 Gesneriaceae H
199 Gesneriaceae Corallodiscus lanuginosus (Wall. ex DC.) B.L. Burtt ก�ำมะหยเ่ี ชยี งดาว H
200 Gesneriaceae H
Henckelia pumila (D.Don) A.Dietr.
201 Gesneriaceae H
202 Gesneriaceae Kaisupeea orthocarpa B.L. Burtt แก้วไกรลาศน้อย H
203 Gesneriaceae H
204 Gesneriaceae Lysionotus serratus D.Don มณีจนั ทร์ H
205 Gesneriaceae Microchirita bimaculata (D. Wood) A. Weber & D.J. ค�ำหยาดสองตา H
206 Gesneriaceae Middleton H
Microchirita hamosa (R.Br.) Yin Z.Wang
207 Gesneriaceae H
208 Gesneriaceae Microchirita suddeei D.J. Middleton & Triboun H
209 Gesneriaceae H
210 Gesneriaceae Microchirita hypocrateriformis C. Puglisi H
211 Gesneriaceae H
212 Gesneriaceae Microchirita involucrata (Craib) Yin Z.Wang var. น้ำ� ดบั ไฟ H
involucrata บหุ งาการะเกตุ
213 Gesneriaceae Microchirita karaketii D. J. Middleton & Triboun H
214 Gesneriaceae LH
215 Gesneriaceae Microchirita mollissima (Ridl.) A. Weber & D. J. หยาดมโนราห์ H
216 Gesneriaceae Middleton เนตรมว่ ง H
Microchirita purpurea D.J. Middleton & Triboun
146
Microchirita viola (Ridl.) A. Weber & Rafidah มว่ งพิศมยั
Monophyllaea glabra Ridl. ตองฤาษี
Oreocharis hirsuta Barnett สุวรรณาผ้าหม่ ปก
Ornithoboea arachnoidea (Diels) Craib หญ้าขนตาเสือ
Ornithoboea maxwellii S.M.Scott var. minutiflora ขนตาเสอื แม็กซเ์ วลล์
D.J.Middleton กระบองทศครี ีวนั
Ornithoboea pseudoflexuosa B.L.Burtt
Ornithoboea puglisiae S.M. Scott ขนตาเสอื ชอ่ ยาว
Paraboea acaulis (Barnett) C. Puglisi จอกหนิ
Paraboea birmanica (Craib) C. Puglisi ชาหมอ่ ง ชาฤาษหี มอ่ ง
No Family Botanical name Thai name Habit
217 Gesneriaceae Paraboea glandulifera (Barnett) C. Puglisi ชาม่วง ชาครามดอย H
218 Gesneriaceae H
219 Gesneriaceae Paraboea siamensis Triboun ศรีสยาม H
220 Gesneriaceae LH
221 Gesneriaceae Paraboea takensis Triboun ชาฤาษเี มืองตาก H
222 Gesneriaceae H
223 Gesneriaceae Petrocosmea bicolor D.J. Middleton & Triboun ม่วงสอดสี ทวิชาติ H
224 Gesneriaceae H
225 Hernandiaceae Petrocosmea formosa B.L. Burtt มว่ งก�ำมะหย่สี อดสีทอง T
226 Hypericaceae S
227 Icacinaceae Rhynchoglossum obliquum Blume โคมสายกระดิ่ง T
228 Juglandaceae T
229 Lamiaceae Rhynchoglossum mirabilis Patthar. สายนำ้� หยด H
230 Lamiaceae H
231 Lamiaceae Stauranthera grandiflora Benth. มว่ งมโนราห์ ScanS
232 Lamiaceae H
233 Lamiaceae Gyrocarpus americanus Jacq. ปเู ล H
234 Lamiaceae Hypericum hookerianum Wight & Arn. บัวค�ำ บัวทอง H
235 Lamiaceae S
236 Lamiaceae Pittosporopsis kerrii Craib มะขม S
237 Lamiaceae H
238 Lamiaceae Engelhardtia spicata Lechen ex Blume var. spicata คา่ หด H
239 Lamiaceae S
240 Lauraceae Anisochilus carnosus (L.f.) Wall. ex Benth. หูเสือเขา ST/T
Coleus parishii (Hook.f.) A.J.Paton
Colquhounia elegans Wall. ex Benth. แสงแดงน้อย
Eurysolen gracilis Prain หนวดแมว
Isodon lophanthoides (Buch.-Ham. ex D. Don) H. หญ้าข้าวตอกใบสาก
Hara var. graciliflorus (Benth.) H. Hara หูเสอื เชยี งดาว
Plectranthus chiangdaoensis Suddee
Premna serrata H. R. Fletcher อูนเขาหวั หมด
Rotheca serrata Steane & Mabb. อัคคที วาร
Scutellaria tenasserimensis A.J. Paton
Teucrium scabrum Suddee & A.J. Paton กะเพราตะนาวศรี
Vitex siamica F. N. Williams กระจับเขา
Beilschmiedia velutina Kosterm. หน่วยนกงุมใบขน
147
No Family Botanical name Thai name Habit
241 Liliaceae Lilium primulinum Baker var. burmanicum (W. W. แตรวง H
Sm.) Stearn
242 Lycopodiaceae Diphasiastrum complanatum (L.) Holub สามร้อยยอดผา้ หม่ ปก Fern
allies
243 Malpighiaceae Hiptage calcicola Siriragsa โนรปี ราณ WC
244 Malpighiaceae Hiptage detergens Craib โนรีปันหยี WC
245 Malvaceae Abelmoschus moschatus Medik subsp. tuberosus โสมชบา
Borss.Waalk. H
246 Malvaceae Bombax anceps Pierre งว้ิ ปา่ ดอกขาว
247 Malvaceae Colona auriculata (Dest.) Craib ปอพราน T
248 Malvaceae Dicellostyles zizyphifolia (Griff.) Phuph. เศวตามร ST
249 Malvaceae Eriolaena candollei Wall. เลียง เลียงฝ้าย ปอเลยี ง T
250 Malvaceae Firmiana kerrii (Craib) Kosterm. ปอตบั๊ T
251 Malvaceae Heritiera littoralis Aiton หงอนไก่ทะเล T
252 Malvaceae Sterculia balanghas L. ปอขนุน T
253 Malvaceae Sterculia lanceolata Cav. var. ? ปอผ่าสาม T
254 Malvaceae Sterculia villosa Roxb. ปอตุบ๊ หูชา้ ง S
255 Malvaceae Urena lobata L. ขคี้ รอก T
256 Marattiaceae Angiopteris evecta (G. Forst.) Hoffm. วา่ นกีบแรด H
257 Melanthiaceae Veratrum mengtzeanum O.Loes. วา่ นหอม TerF
258 Melastomataceae Sonerila griffithii C. B. Clarke สาวสนม H
259 Melastomataceae Sonerila tenera Royle H
260 Melastomataceae Sonerila violifolia Hook.f. ex Triana สาวสนม H
261 Meliaceae Dysoxylum sp. H
262 Meliaceae Munronia humilis (Blanco) Harms มกู เตย้ี T
263 Meliaceae Toona ciliata M. Roem. ยมหอม H
264 Moraceae Ficus anastomosans Wall. ex Kurz เดอ่ื แห T
ST
148
No Family Botanical name Thai name Habit
265 Moraceae Ficus curtipes Corner ไทรหิน T
266 Moraceae PaS (T)
Ficus glaberrima Blume subsp. siamensis (Corner) โพหิน
267 Moraceae C. C. Berg ไทรดอก เด่อื ดนิ PaS
268 Moraceae Ficus scaberrima Blume T
269 Moraceae T
270 Moraceae Ficus annulata Blume ไทร ST
271 Moraceae S
272 Musaceae Ficus superba (Miq.) Miq. ไกร H
273 Olacaceae S
274 Onagraceae Ficus concinna (Miq.) Miq. ไกร H
275 Ophioglossaceae Streblus taxoides (B. Heyne ex Roth) Kurz ขอ่ ยน�ำ้ หนามขี้แรด TerF/LF
276 Ophioglossaceae TerF
Ensete superbum (Roxb.) Cheesman กลว้ ยผา
277 Ophioglossaceae TerF
278 Orchidaceae Ximenia americana L. พุทราทะเล EO
279 Orchidaceae EO
280 Orchidaceae Epilobium brevifolium D.Don subsp. trichoneurum มว่ งชนาภา TerO
281 Orchidaceae (Hausskn.) P.H. Raven TerO
282 Orchidaceae Botrychium lanuginosum Wall. ex Hook. & Grev. เฟินองุ่น EO
283 Orchidaceae EO
284 Orchidaceae Ophioglossum nudicaule L.f. ปน่ิ นคราใบจว๋ิ กูดดิน EO
285 Orchidaceae Ophioglossum petiolatum Hook. ลอ่ นจอ้ น EO
286 Orchidaceae EO
287 Orchidaceae Acriopsis liliifolia (J. Koenig) Seidenfaden เอ้อื งนมหนู TerO
288 Orchidaceae TerO
Aerides krabiensis Seidenf. เอือ้ งกหุ ลาบกระบ่ี
Anthogonium gracile Wall. ex Lindl. ว่านพร้าว ว่านป้าว
Arundina graminifolia (D. Don) Hochr. ย่โี ถปนี งั หญา้ จ้มิ ฟนั ควาย
Bulbophyllum albibracteum Seidenf. สงิ โตเชยี งดาว
Bulbophyllum bitnerianum Schltr. สิงโตกาบเหลือง
Bulbophyllum concinnum Hook. f. สงิ โตนพรัตน์ธารา
Bulbophyllum polyrrhizum Lindl. สงิ โตหวั วงแหวน
Bulbophyllum rimanii (Rchb.f.) J.J.Verm.
Calanthe rubens Ridl. เอ้อื งพวงมณี เออื้ งน�้ำเต้่า
Cheirostylis thailandica Seidenf. วา่ นพายแฉกถน่ิ ไทย
149