โรงเรียนบานทุงยาว เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษ ดวยแบบฝกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปที่1 โรงเรียนบานทุงยาว ภาคเรียนที่1 ปการศึกษา 2565 นายสหัชชัย ฉุยฉาย ครูผูชวย สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ งานวิจัยในชั้นเรียน ปการศึกษา 2565
ก ชื่อเรื่อง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู9วิชาภาษาอังกฤษด9วยแบบฝBกทักษะ Phonics ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 ผู+ดำเนินการวิจัย นายสหัชชัย ฉุยฉาย กลุ8มสาระการเรียนรู+ ภาษาตVางประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับ ชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 สังกัด โรงเรียนบ9านทุVงยาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ` เขต 2 บทคัดย(อ วัตถุประสงค`ของการวิจัย (1) เพื่อการสร9างแบบฝBกทักษะ Phonics สำหรับการเรียนการสอน ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 (2) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 ที่ได9รับการสอนภาษาอังกฤษด9วยแบบฝBกทักษะ Phonics โดยมีวิธีการดำเนินการกับประชากร นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ`ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช9ในการวิจัย ได9แกV แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู9ทางภาษาอังกฤษกVอนและ หลังเรียนโดยสื่อการเรียนรู9ภาษาอังกฤษด9วยแบบฝBกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียน บ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565, แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 ระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 ที่มีตVอสื่อการเรียนรู9 ภาษาอังกฤษด9วยแบบฝBกทักษะ Phonics โดยหาคVาเฉลี่ย (Mean), คVาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบคVาที (t-test) ผลการศึกษาพบว8า 1. ผลการเปรียบเทียบความแตกตVางระหวVางคะแนนผลการพัฒนาความรู9ภาษาอังกฤษกVอนและหลัง การจัดการเรียนรู9ด9วยแบบฝBกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 โรงเรียนบ9านทุVงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปRการศึกษา 2565 ที่ผู9วิจัยพัฒนาขึ้น คะแนนพัฒนาการของคะแนนความรู9วิชาภาษาอังกฤษ พบวVานักเรียนมี ความก9าวหน9าของผลการเรียนรู9ภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นถึงร9อยละ 80.48 และภาพรวมของคะแนนกVอนและหลัง เรียนมีความแตกตVางอยVางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 1.1 2. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนตVอการจัดการเรียนรู9ภาษาอังกฤษแบบแบบฝBกทักษะ Phonics พบวVา นักเรียนมีผลประเมิน โดยรวมอยูVในระดับมากที่สุด (คVาเฉลี่ย 4.54) เพื่อพิจารณารายข9อ พบวVา แบบฝBกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรู9ที่เหมาะสมกับนักเรียน มีคVาเฉลี่ยมากที่สุดอยูVที่ระดับมากที่สุด (คVาเฉลี่ย 5), และเรื่องที่มีคVาเฉลี่ยน9อยที่สุด คือ การพิมพ`แบบฝBกทักษะถูกต9องตามหลักเกณฑ`มีภาพประกอบ รูปเลVมสวยงามเหมาะกับการนำไปใช9(คVาเฉลี่ย 4.24)
ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยชั้นเรียนนี้สำเร็จได9ตามเปyาหมายด9วยได9รับคำแนะนำ พิจารณาปรับแก9 ที่มีประโยชน` ตVอคุณภาพงานวิจัยอยVางยิ่งจาก นางทิพมล อยูVเหมาะ ผู9อำนวยการโรงเรียนบ9านทุVงยาว ที่ได9ให9ความรู9 และแนะนำเกี่ยวกับการวิจัย ฝBกฝนประสบการณ`การทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู9เรียนตั้งแตVแรกเริ่มต9นจน ครบกระบวนการวิจัย จนทำให9ผู9วิจัยสามารถนำความรู9และทักษะการวิจัยมาใช9ในการจัดการเรียนรู9 จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณคณาจารย`เจ9าหน9าที่ และนักเรียนโรงเรียนบ9านทุVงยาว ที่ให9ความรู9แกVผู9วิจัยใน เรื่องกระบวนการจัดการเรียนการสอนและทำให9ผู9วิจัยสามารถนำความรู9ที่มาปรับใช9ในงานวิจัยครั้งนี้ ขอขอบคุณผู9เชี่ยวชาญ และผู9ที่เกี่ยวข9องทุกทVาน ที่ได9ให9ความชVวยเหลือและกำลังใจตลอด การทำวิจัยในครั้งนี้ สุดท9ายขอขอบพระคุณ ทุกความรVวมมือของทุกทVานที่กรุณาให9คำปรึกษาเกี่ยวกับแนว ทางการดำเนินการวิจัยและการนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู9ที่พัฒนาขึ้นไปใช9ปฏิบัติจริงเพื่อพัฒนา นักเรียน นายสหัชชัย ฉุยฉาย
ค สารบัญ หน+า บทคัดยVอ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ ความเป{นมาและความสำคัญของป|ญหา 1 วัตถุประสงค`ของการวิจัย 2 สมมุติฐานการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 กรอบแนวคิดการวิจัย 4 นิยามศัพท`เฉพาะ 5 ประโยชน`ที่ได9จากการวิจัย 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข+อง ตอนที่ 1 หลักสูตรและตัวชี้วัด การจัดการเรียนรู9พื้นฐาน กลุVมสาระการเรียนรู9 ภาษาตVางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 7 ตอนที่ 2 หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ9านทุVงยาว รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 8 ตอนที่ 3 แบบฝBกทักษะ 15 ตอนที่ 4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 17 ตอนที่ 5 ความพึงพอใจ 20 ตอนที่ 6 งานวิจัยที่เกี่ยวข9อง 26
ง บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุVมตัวอยVาง 29 เครื่องมือที่ใช9ในการวิจัย 29 การสร9างเครื่องมือในการวิจัย 30 การวิเคราะห`ข9อมูล 34 สถิติที่ใช9ในการวิเคราะห`ข9อมูล 35 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหLข+อมูล ข9อมูลเบื้องต9นเกี่ยวกับประชากรการวิจัย 37 ผลการปรียบเทียบผลการเรียนรู9ภาษาอังกฤษ 38 ความพึงพอใจของผู9เรียนตVอการจัดการเรียนรู9ภาษาอังกฤษที่ได9รับการสอนด9วย แบบฝBกทักษะ Phonics 38 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข+อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 40 อภิปรายผลการวิจัย 41 ข9อเสนอแนะการวิจัย 43 บรรณานุกรม ภาคผนวก
1 บทที่ 1 บทนำ Introduction ความเป'นมาและความสำคัญของป3ญหา (นวพร ชลารักษ<, 2559) การเรียนรู*ภาษาต.างประเทศมีความสำคัญและจำเป>นใน ชีวิตประจำวัน เพราะเป>นเครื่องมือในการสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู* การประกอบอาชีพ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการได*กำหนดให*ภาษาต.างประเทศ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษเป>นสาระการ เรียนรู*พื้นฐานที่ให*ผู*เรียนเรียนตลอดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (พรรณนที โชติพงศ<, 2552) ในการเรียนภาษาใดก็ตาม ทุกภาษามีองคUประกอบที่สำคัญ เหมือนกันคือ เสียง คำศัพทU และไวยากรณU การเรียนภาษาที่จะช.วยให*เข*าใจภาษาได*ดียิ่งขึ้นคือ ความ เข*าใจโครงสร*างของภาษา แต.องคUประกอบนี้ยังคงเป>นปWญหาของการเรียนรู*ภาษาอังกฤษในปWจจุบัน ตามสภาพปWญหาในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ประการที่หนึ่งคือ ผู*เรียนไม.สามารถจำคำศัพทUได* ในระยะยาว มีความยากลำบากในการคิดคำศัพทUเพื่อที่จะพูดหรือเขียน ประการที่สอง ผู*เรียนเกิด ความเบื่อหน.ายและไม.กล*าพูด เพราะถูกฝZกให*อ.านออกเสียง โดยไม.มีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมเลย (นวพร ชลารักษ<, 2559) ประการที่สาม ผู*เรียนขาดทักษะในการฟWง ขาดการฝZกฝนในด*าน การฟWงทั้งในและนอกห*องเรียนจึงทำให*ฟWงสารหรือข*อความต.าง ๆ ไม.เข*าใจ และเกิดปWญหาประการที่ สี่ตามมา คือเขียนและพูดไม.ได* เมื่อผู*เรียนฟWงไม.เข*าใจ การจะนำสารนั้น ๆ มาเขียนก็ไม.เกิด ประสิทธิภาพมากพอ ยิ่งไปกว.านั้นคือการขาดสื่อการเรียนการสอนที่น.าเหมาะสมกับผู*เรียน การที่ ผู*เรียนจะเรียนภาษาได*เร็วนั้น ควรมีการใช*คำศัพทU การใช*ประโยค การฟWงเสียงหรือการอ.าน และมี แรงจูงใจในการเรียน เพื่อให*ผู*เรียนเกิดความสนใจ กระตุ*นให*ผู*เรียนเกิดความชำนาญ และเริ่มเรียนรู* ภาษาในลักษณะการฝZกทักษะต.าง ๆ ได*อย.างมีประสิทธิภาพ
2 ดังนั้นแล*วผู*วิจัยจึงเห็นถึงความสำคัญในการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ว.าจะมี กระบวนการวิธีการสอนใดบ*างที่จะสามารถกระตุ*น และทำให*ผู*เรียนเกิดความสนใจในการเรียน ภาษาอังกฤษ เกิดการเรียนรู*ได*ดีที่สุด ซึ่งผู*วิจัยเห็นว.าการใช*ชุดการสอนภาษาอังกฤษร.วมกับวิธีการ เรียนการสอนโดยใช*แบบฝZกทักษะ Phonics สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้น ที่จะพัฒนาทักษะการฟWงและการ พูดภาษาอังกฤษของนักเรียน จะสามารถดึงดูดความสนใจของผู*เรียนได* ผู*เรียนจะเรียนรู*ได*เป>นอย.าง ดี ได*ลงมือปฏิบัติเองและมีส.วนร.วม เพื่อให*เกิดการเรียนรู*อย.างสูงสุด วัตถุประสงค<ของการวิจัย 1. เพื่อการสร*างแบบฝZกทักษะ Phonics สำหรับการเรียนการสอน ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ที่ได*รับการสอนภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics สมมติฐานของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีสมมติฐานดังนี้ 1. ผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ที่ได*รับการสอนด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics มีคะแนนหลังจัดการเรียนการสอนสูงกว.าก.อนการจัดการ เรียนการสอน 2. นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 มีความพึงพอใจอยู.ในระดับมาก
3 ขอบเขตของการวิจัย (Limitation) 1. ประชากร (Population) 1.1 ประชากร ประชากรกลุ.มเปmาหมายในการวิจัย ได*แก. นักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 จำนวน 21 คน ที่เรียนอยู.ในโรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 2. ตัวแปรที่ศึกษา (Variables) 2.1 ตัวแปรต*น (Independent variables) 2.1.1 แบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 2.2 ตัวแปรตาม (Dependent variables) 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 2.2.2 ความพึงพอใจ 3. ดeานเนื้อหา ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 เน*นด*านการ สะกดคำศัพทU การออกเสียง ความหมาย ทักษะฟWง และพูด ตามตัวชี้วัดที่กำหนดมาในหลักสูตร 4. ขอบเขตระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช*ศึกษาในครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565
4 กรอบแนวคิดการวิจัย 1. กรอบแนวทางศึกษาภาพรวม 2. กรอบศึกษาตัวแปร ตัวแปรตeน ตัวแปรตาม ศึกษาป'ญหาและแนวทางการวิจัย 1. รายงานการสังเกตการสอน 2. ผลวิจัยที่ผAานมา/นโยบาย 3.หนังสือตำรา 1. การพัฒนาบทเรียน 2. พัฒนาเครื่องมือรวบรวมขMอมูล 1. ผลการเรียนรูMของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปRที่ 2 โดยภาพรวมและรายทักษะ2 . คุณภาพสื่อการเรียนรูMที่ผูMวิจัยสรMาง ขึ้น 3. ผลการประเมินการสอนโดยใชM สื่อการเรียนรูMที่สรMางขึ้น 1. แบบเรียน 2. แบบทดสอบ 3. แบบสอบถาม ทดลองจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนบMานทุAงยาวและ เก็บรวบรวมขMอมูล 1.ผลการเรียนรูM 2.ความพึงพอใจ วิเคราะหYขMอมูล และรายงานผล แบบฝZกทักษะ Phonics ผลการเรียนรูM 1. คำศัพทY 2. ทักษะการฟ'ง 3. ทักษะการพูด
5 นิยามศัพท<เฉพาะ ผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาอังกฤษกoอนเรียนและหลังเรียน หมายถึง ผลคะแนนวิชาภาษาอังกฤษก.อน และหลังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ที่ได*รับการเรียนรู*ด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ภาคเรียน ที่ 1 ป]การศึกษา 2565 แบบฝqกทักษะ Phonics หมายถึง แบบฝZกทักษะ Phonics ที่ใช*เป>นสื่อจัดการเรียนการสอนของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 นักเรียน หมายถึง ผู*เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในห*องเรียน และใช*แบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้น ประถมศึกษาศึกษาศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 บทเรียน หมายถึง สื่อการเรียนรู*ที่ผู*สอนสร*างขึ้น ประกอบไปด*วย เทคโนโลยีในการนำเสนอ ใบ ความรู* แบบฝZกหัด บัตรคำต.างๆ เป>นต*น อีกทั้งยังรวมไปถึงหนังสือแบบเรียนที่สถานศึกษากำหนด แบบทดสอบกoอนเรียนและหลังเรียน หมายถึง เอกสารที่ประกอบไปด*วยแนวการวัดความรู*ของ ผู*เรียนทั้งก.อนและหลังการจัดการเรียนการสอนด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบ โดยมีผลลัพธU เป>นคะแนน ความพึงพอใจ หมายถึง แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต.อการจัดการเรียนรู*ด*วยแบบ ฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ซึ่งประเมินได*จาก การใช*แบบสอบถามความพึงพอใจในด*านต.าง ๆ โดยประเมินค.าเป>น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น*อย และน*อยที่สุด ประโยชน<ที่คาดวoาจะไดeรับ 1. ได*พัฒนาแบบฝZกทักษะ Phonics ในวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 2. ได*องคUความรู*ด*านการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
6 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข;อง (Related Literature) ในการศึกษาวิจัยเรื่องการใช*ชุดสื่อการเรียนรู*เกี่ยวกับภาษาอังกฤษโดยใช* Phonics เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู*วิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 บนฐานตัวชี้วัดในหลักสูตร ในครั้งนี้มี วรรณกรรมที่เกี่ยวข*อง ได*แก. แนวคิด ทฤษฎี องคUความรู* หลักการ และผลการศึกษาวิจัยที่สามารถ นำไปใช*เป>นแนวทางในการออกแบบการวิจัย กำหนดการทบทวนวรรณกรรมตามหัวข*อเป>นลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรและตัวชี้วัด การจัดการเรียนรู*พื้นฐาน กลุ.มสาระการเรียนรู*ภาษาต.างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 2. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ*านทุ.งยาว รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 3. แบบฝZกทักษะ 4. ความพึงพอใจ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข*อง
7 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุoมสาระการเรียนรูeภาษาตoางประเทศ พุทธศักราช 2551 ฉบับ ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ผู*วิจัย นำสาระมาตรฐานและตัวชี้วัด จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 1 มาใช*ในการทำวิจัยครั้งนี้ โดยสาระสำคัญประกอบไปด*วย 4 สาระ ได*แก. สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร คือ การใช*ทักษะ ฟWง พูด อ.าน และเขียน ในภาษาต.างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยน ข*อมูลหรือการสร*างความสัมพันธUระหว.างบุคคล สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม คือ การใช* ภาษาต.างประเทศให*เหมาะสมกับวัฒนธรรมของเจ*าของภาษา สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธUกลุ.ม สาระการเรียนรู*อื่น คือ การเชื่อมโยงความรู*ภาษาต.างประเทศไปประยุกตUใช*ในกลุ.มสาระการเรียนรู* อื่น ๆ และ สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธU กับชุมชนและโลก คือ การใช*ภาษาต.างประเทศให* เหมาะสมกับสถานการณUต.าง ๆทั้งในห*องเรียนและในชีวิตประจำวัน ตัวชี้วัดตามมาตรฐาน สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร 1. ปฏิบัติตามคำสั่ง และคำขอร*องง.ายๆที่ฟWง 2. ระบุตัวอักษรและเสียง อ.านออกเสียงคำ สะกดคำ และอ.านประโยคง.ายๆถูกต*องตามหลักการ อ.าน 3. เลือกภาพตรงตามความหมายของคำ กลุ.มคำ และประโยคที่ฟWง 4. ตอบคำถามจากการฟWงประโยค บทสนทนาหรือนิทานง.ายๆที่มีภาพประกอบ 5. พูดโต*ตอบด*วยคำสั้นๆ ง.ายๆในการสื่อสารระหว.างบุคคลตามแบบที่ฟWง 6. ใช*คำสั่งและคำขอร*องง.ายๆตามแบบที่ฟWง 7. บอกความต*องการง.ายๆ ของตนเองตามแบบที่ฟWง 8. พูดขอและให*ข*อมูลง.ายๆเกี่ยวกับตนเองตามแบบที่ฟWง 9. พูดให*ข*อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องใกล*ตัว ตัวชี้วัดตามมาตรฐาน สาระที่2 ภาษาและวัฒนธรรม 1. พูดและทำท.าประกอบตามวัฒนธรรมของเจ*าของภาษา 2. บอกชื่อและคำศัพทUเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญของเจ*าของภาษา 3. เข*าร.วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวัย 4. ระบุตัวอักษรและเสียงตัวอักษรของภาษาอังกฤษและภาษาไทย ตัวชี้วัดตามมาตรฐาน สาระที่3 ภาษากับความสัมพันธ<กับกลุoมสาระการเรียนรูe 1. บอกคำศัพทUที่เกี่ยวข*องกับกลุ.มสาระการเรียนรู*อื่น ตัวชี้วัดตามมาตรฐาน สาระที่4 ภาษากับความสัมพันธ<กับชุมชนและโลก 1. ฟWง/พูดในสถานการณUง.ายๆ ที่เกิดขึ้นในห*องเรียน 2. ใช*ภาษาอังกฤษ เพื่อรวบรวมคำศัพทUที่เกี่ยวข*องใกล*ตัว
8 2. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบeานทุoงยาว รายวิชาภาษาอังกฤษ สมรรถนะสำคัญของผู;เรียน หลักสูตรโรงเรียนบ*านทุ.งยาว มุ.งให*ผู*เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป>นความสามารถในการรับและส.งสาร มีวัฒนธรรมในการ ใช*ภาษาถ.ายทอดความคิด ความรู*ความเข*าใจ ความรู*สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข*อมูล ข.าวสารและประสบการณUอันจะเป>นประโยชนUต.อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต.อรอง เพื่อขจัดและลดปWญหาความขัดแย*งต.าง ๆ การเลือกรับหรือไม.รับข*อมูลข.าวสารด*วยหลักเหตุผลและ ความถูกต*อง ตลอดจนการเลือกใช*วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต.อตนเอง และสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป>นความสามารถในการคิดวิเคราะหU การคิดสังเคราะหU การคิด อย.างสร*างสรรคU การคิดอย.างมีวิจารณญาณ และการคิดเป>นระบบ เพื่อนำไปสู.การสร*างองคUความรู* หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได*อย.างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกeป3ญหา เป>นความสามารถในการแก*ปWญหาและอุปสรรคต.าง ๆ ที่ เผชิญได*อย.างถูกต*องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข*อมูลสารสนเทศ เข*าใจ ความสัมพันธUและการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณUต.าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู* ประยุกตUความรู*มา ใช*ในการปmองกันและแก*ไขปWญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต.อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล*อม 4. ความสามารถในการใชeทักษะชีวิต เป>นความสามารถในการนำกระบวนการต.าง ๆ ไปใช* ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู*ด*วยตนเอง การเรียนรู*อย.างต.อเนื่อง การทำงาน และการอยู. ร.วมกันในสังคมด*วยการสร*างเสริมความสัมพันธUอันดีระหว.างบุคคล การจัดการปWญหาและความขัดแย*ง ต.างๆ อย.างเหมาะสม การปรับตัวให*ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล*อม และการ รู*จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม.พึงประสงคUที่ส.งผลกระทบต.อตนเองและผู*อื่น 5. ความสามารถในการใชeเทคโนโลยีเป>นความสามารถในการเลือก และใช* เทคโนโลยีด*าน ต.าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด*านการเรียนรู* การ สื่อสาร การทำงาน การแก*ปWญหาอย.างสร*างสรรคU ถูกต*อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
9 คุณลักษณะอันพึงประสงคS หลักสูตรโรงเรียนบMานทุAงยาว มุAงพัฒนาผูMเรียนใหMมีคุณลักษณะอันพึงประสงคY เพื่อใหMสามารถอยูAรAวมกับ ผูMอื่นในสังคมไดMอยAางมีความสุข ในฐานะเป]นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน. กษัตริย. 2. ซื่อสัตย.สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ?เรียนรูB 5. อยูDอยDางพอเพียง 6. มุDงมั่นในการทำงาน 7. รักความเปMนไทย 8. มีจิตสาธารณะ
10 มาตรฐานการเรียนรู;และตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู*สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐานต1.1 มาตรฐาน ต 1.2 มาตรฐาน ต 1.3 กลุ.มสาระการเรียนรู* ภาษาต.างประเทศ ประถมศึกษาป]ที่ 1 เข*าใจและตีความเรื่องที่ฟWงและอ.านจากสื่อประเภทต.างๆและแสดงความคิดเห็นอย.างมีเหตุผล มี ทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข*อมูลข.าวสาร แสดงความรู*สึก และความคิดเห็นอย.างมี ประสิทธิภาพ นาเสนอข*อมูลข.าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต.างๆ โดยการพูด และการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข*าใจความสัมพันธUระหว.างภาษากับวัฒนธรรมของเจ*าของภาษา และนาไปใช* ได* อย.างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข*าใจความเหมือนและความแตกต.างระหว.างภาษาและวัฒนธรรมของเจ*าของภาษา กับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนามาใช*อย.างถูกต*องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธUกับกลุ.มสาระการเรียนรู*อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช*ภาษาต.างประเทศในการเชื่อมโยงความรู*กับกลุ.มสาระการเรียนรู*อื่น และเป>น พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู* และเปÑดโลกทัศนUของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธUกับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช*ภาษาต.างประเทศในสถานการณUต.างๆทั้งในสถานศึกษาชุมชนและสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช*ภาษาต.างประเทศเป>นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต.อ การประกอบอาชีพ และ การแลกเปลี่ยนเรียนรู*กับสังคมโลก
11 โครงสร;างเวลาเรียนของโรงเรียนบ;านทุ\งยาว ระดับประถมศึกษา กลุ$มสาระการเรียนรู//กิจกรรม ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 กลุ$มสาระการเรียนรู/ ภาษาไทย 200 200 200 160 160 160 คณิตศาสตรD 200 200 200 160 160 160 วิทยาศาสตรDและเทคโนโลยี 120 120 120 120 120 120 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม • ประวัติศาสตรY • ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม • หนMาที่พลเมืองวัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิต • เศรษฐศาสตรY • ภูมิศาสตรY 80 40 40 80 40 40 80 40 40 120 40 80 120 40 80 120 40 80 สุขศึกษาและพลศึกษา 40 40 40 80 80 80 ศิลปะ 40 40 40 80 80 80 การงานอาชีพ 40 40 40 40 40 40 ภาษาต$างประเทศ 120 120 120 80 80 80 รวมเวลาเรียน(พื้นฐาน) 840 840 840 840 840 840 • รายวิชาเพิ่มเติมความพรMอมและ จุดเนMน การอAานและการเขียนภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 80 80 80 80 80 80 กิจกรรมพัฒนาผูMเรียนและหนMาที่พลเมือง • กิจกรรมแนะแนว • กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี
12 กลุ$มสาระการเรียนรู//กิจกรรม ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 • กิจกรรมชุมนุม • กิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณะประโยชนY 40 40 30 10 40 40 30 10 40 40 30 10 40 40 30 10 40 40 30 10 40 40 30 10 รวมเวลากิจกรรมพัฒนาผูMเรียน 120 120 120 120 120 120 รวมเวลาเรียนทั้งหมด 1,040 1,040 1,040 1,040 1,040 1,040 โครงสร;างหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ;านทุ\งยาว ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาป/ที่ 1 รายวิชา / กิจกรรม เวลาเรียน (ชม./ป/) รายวิชาพื้นฐาน 840 ท11101 ภาษาไทย 200 ค11101 คณิตศาสตร2 200 ว11101 วิทยาศาสตร2และเทคโนโลยี 120 ส11101 สังคมศึกษา 40 ส11102 ประวัติศาสตร2 40 พ11101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40 ศ11101 ศิลปะ 40 ง11101 การงานอาชีพ 40 อ11101 ภาษาอังกฤษ 120 รายวิชาเพิ่มเติม อ11201 ภาษาอังกฤษ 80 กิจกรรมพัฒนาผูIเรียน • กิจกรรมแนะแนว • กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี • กิจกรรมชุมนุม กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน2 40 40 30 10 รวมเวลาเรียนทั้งสิ้น 1,040
13 กลุoมสาระการเรียนรูe ภาษาตoางประเทศ ประถมศึกษาปzที่1 สาระและมาตรฐานการเรียนรูeสาระที่1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐานต1.1 เข*าใจและตีความเรื่องที่ฟWงและอ.านจากสื่อประเภทต.างๆและแสดงความ คิดเห็นอย.างมาตรฐาน ต 1.2 มีเหตุผล มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข*อมูลข.าวสาร แสดง มาตรฐาน ต 1.3 ความรู*สึก และความคิดเห็นอย.างมีประสิทธิภาพ นาเสนอข*อมูลข.าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต.างๆ โดยการพูดและการเขียน สาระที่2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข*าใจความสัมพันธUระหว.างภาษากับวัฒนธรรมของเจ*าของภาษา และนาไป ใช* ได*อย.างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข*าใจความเหมือนและความแตกต.างระหว.างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ*าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนามาใช*อย.างถูกต*องและเหมาะสม สาระที่3 ภาษากับความสัมพันธ<กับกลุoมสาระการเรียนรูeอื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช*ภาษาต.างประเทศในการเชื่อมโยงความรู*กับกลุ.มสาระการเรียนรู*อื่น และ เป>นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู* และเปÑดโลกทัศนUของตน สาระที่4 ภาษากับความสัมพันธ<กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช*ภาษาต.างประเทศในสถานการณUต.างๆทั้งในสถานศึกษาชุมชนและสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช*ภาษาต.างประเทศเป>นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต.อ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู*กับสังคมโลก
14 คําอธิบายรายวิชาพื้นฐาน อ11101 ภาษาอังกฤษ กลุAมสาระการเรียนรูMภาษาตAางประเทศ ชั้นประถมศึกษาปRที่ 1 เวลาเรียน 120 ชั่วโมง / 1 ปRการศึกษา ............................................................................................................................................................ ปฏิบัติตามคําสั่งง.ายๆที่ฟWง ระบุตัวอักษรและเสียงอ.านออกเสียงและสะกดคําง.าย ๆ ถูกต*อง ตามหลักการ อ.าน เลือกภาพตรงตามความหมายของคําและกลุ.มคําที่ฟWง ตอบคําถามจากการฟWงเรื่อง ใกล*ตัว พูดโต*ตอบด*วย คําสั้น ๆ ง.าย ๆ ในการสื่อสารระหว.างบุคคลตามแบบที่ฟงั ใช*คําสั่งง.าย ๆ ตาม แบบที่สั่ง บอกความต*องการง.าย ๆของ ตนเองตามแบบที่ฟWง พูดขอและให*ข*อมูลง.าย ๆ ที่เกี่ยวกับ ตนเองตามแบบที่ฟWง พูดให*ข*อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่อง ใกล*ตัว พูดและทําท.าประกอบตาม วัฒนธรรมของเจ*าของภาษา บอกชื่อและคําศัพทUเกี่ยวกับเทศกาลสําคัญของ เจ*าของภาษา เข*าร.วม กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับวัย ระบุตัวอักษรและเสียงตัวอักษรของ ภาษาต.างประเทศและภาษาไทย บอกคําศัพทUที่เกี่ยวข*องกับกลุ.มสาระการเรียนรู*อื่น ฟWงพูดใน สถานการณUง.าย ๆ ที่ เกิดขึ้นในห*องเรียน ใช*ภาษาต.างประเทศเพื่อรวบรวมคําศัพทUที่เกี่ยวข*องใกล*ตัว เห็นประโยชนUในการเรียน ภาษาต.างประเทศ โดยใช*กระบวนการสอนภาษา และกระบวนการกลุ.มในการฝZกออกเสียง ฟWง/พูด ถามตอบ และสนทนา โต*ตอบ เพื่อให*นักเรียนเกิดความรู* ความเข*าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู* สนใจเข*าร.วม กิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรม รวมถึงการรวบรวมความรู*และแสวงหาความเพลิดเพลินจาก ภาษาอังกฤษ เพื่อให*ผู*เรียนมีความสุขและเข*าใจในวัฒนธรรมและปฏิบัติตนได*อย.างถูกต*อง ทั้งนี้เพื่อให*เกิด ภาวะการเป>น ผู*นําและผู*ตามที่ดี มีจินตนาการ ความคิดสร*างสรรคU มีปฏิสัมพันธUกับผู*อื่น มีวาทศิลปÜ และมารยาทในการพูด กล*า แสดงออก มีทัศนคติที่ดีต.อการเรียนเพื่อเป>นพื้นฐานในการเรียน ภาษาอังกฤษในระดับสูง รหัสตัวชี้วัด 1. ต1.1 ป1/1 , ป1/2, ป1/3, ป1/4 2. ต1.2 ป1/1 , ป1/2, ป1/3, ป1/4 3. ต1.3 ป1/1 1. ต2.1 ป1/1 , ป1/2, ป1/3 2. ต2.2 ป1/1 ต3.1 ป1/1 1. ต4.1 ป1/1 2. ต4.2 ป1/1 รวมทั้งหมด 16 ตัวชี้วัด
15 3. แบบฝqกทักษะ 3.1 ความหมายของแบบฝZกทักษะ มีนักการศึกษาหลายท.านกล.าวถึงความหมายของแบบฝZกทักษะไว* ดังนี้ ดวงมณี กันทะยอม (2551 : 26) กล.าวว.า แบบฝZกทักษะ หมายถึง เครื่องมือที่ใช*ฝZกทักษะ เพื่อให*นักเรียนได*ปฏิบัติจริงและทำซ้ำ ๆ อย.างต.อเนื่องเป>นการส.งเสริมให*เกิดทักษะที่ถูกต*องและเป>น ส.วนที่เพิ่มหรือเสริมจากบทเรียน ช.วยฝZกทักษะต.าง ๆ ให*ดีขึ้น อนงพันธุ< ใบสุขันธ< (2551 : 33) กล.าวว.า แบบฝZกทักษะคือสื่อการเรียนการสอนที่ครูสร*าง ขึ้นเพื่อใช*ฝZกทักษะผู*เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาให*เกดความรู*ความเข*าใจเกิดทักษะสูงสุด โดยมี จุดมุ.งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของผู*เรียนให*เต็มตามศักยภาพ สรุปได*ว.า แบบฝZกทักษะ หมายถึง อุปกรณUหรือสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ให* นักเรียนได*ใช*เพื่อฝZกทักษะ หรือส.งเสริมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป>นการทบทวนเนื้อหาให*ผู*เรียน มีความรู* ความเข*าใจในเรื่องที่เรียนและเพื่อตรวจสอบความรู*ของนักเรียนในเรื่องนั้น ๆ ว.ามีการพัฒนาและ ความสามารถนำความรู*นั้นไปใช*ได*มากน*อยเพียงใด 3.2 ความสำคัญของแบบฝZกทักษะ ความสำคัญของแบบฝZกทักษะนักการศึกษาหลายท.านได*ให*ความคิดเห็นดังนี้ นิตยา ฤทธิ์โยธี (2559 : 42) ได*กล.าวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝZกทักษะไว*ดังนี้ 1. จะต*องเกี่ยวข*องกับบทเรียนที่เรียนมาแล*ว 2. เหมาะสมกับวัยหรือความสามารถ 3. มีคำชี้แจงสั้น ๆ ที่ทำให*เด็กเข*าใจวิธีง.ายยิ่งขึ้น 4. ใช*เวลาได*เหมาะสม 5. เป>นสิ่งที่น.าสนใจและท*าทายให*แสดงความสามารถ นิภา ชวนนะพานิช (2558 : 5) ได*กล.าวว.า สิ่งที่จะช.วยให*เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้น นั้นคือแบบฝZกหัด หรือแบบฝZกทักษะเพราะผู*เรียนจะมีโอกาสนำความรู*ที่ได*เรียนมาแล*วมาฝZก ให*เกิด ความเข*าใจกว*างขวางมากขึ้น จากที่กล.าวมาแล*ว สรุปได*ว.า ความสำคัญของแบบฝZกทักษะ คือ เป>นสิ่งหนึ่งที่จะช.วยให* การสอนของครูประสบผลสำเร็จได* ครูจะต*องมีศิลปะในการจัดการเรียนรู*เตรียมบทเรียนพร*อมทั้ง สร*างแบบฝZกทักษะเพิ่มเติมหลาย ๆ แบบเพราะผู*เรียนจะมีโอกาสนำความรู*ที่ได*เรียนมาแล*วมาฝZกให* เกิดความเข*าใจกว*างขวางมากขึ้น
16 3.3 ประโยชนUของแบบฝZก ถวัลย< มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได*อธิบายถึงประโยชนUของแบบฝZกหัดและ แบบฝZก ทักษะเป>นสื่อการเรียนรู* ที่มุ.งเน*นในเรื่องของการแก*ปWญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู*ใน หน.วยการเรียนรู*และสามารถเรียนรู*ได* โดยสรุปได*ดังนี้1. เป>นสื่อการเรียนรู* เพื่อพัฒนาการเรียนรู* ให*แก.ผู*เรียน 2. ผู*เรียนมีสื่อสำหรับฝZกทักษะด*านการอ.าน การคิด การคิดวิเคราะหU และการเขียน 3. เป>นสื่อการเรียนรู*สำหรับการแก*ปWญหาในการเรียนรู*ของผู*เรียน 4. พัฒนาความรู* ทักษะ และเจตคติ ด*านต.างๆ ของผู*เรียน จากประโยชนUของแบบฝZกที่กล.าวมา สรุปได*ว.า แบบฝZกที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช.วยทำให*นักเรียนประสบผลสำเร็จ ในการฝZกทักษะได*เป>นอย.างดี สุวิทยU มูลคำ และสุนันทาสุนทรประเสริฐ (2550 : 53 - 54) ได*สรุปประโยชนUของแบบฝZกทักษะได* ดังนี้ 1. ทำให*เข*าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป>นเครื่องอำนวยประโยชนUในการเรียนรู* 2. ทำให*ครูทราบความเข*าใจของนักเรียนที่มีต.อบทเรียน 3. ฝZกให*เด็กมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินผลของตนเองได* 4. ฝZกให*เด็กทำงานตามลำพัง โดยมีความรับผิดชอบในงานที่ได*รับมอบหมาย 5. ช.วยลดภาระครู 6. ช.วยให*เด็กฝZกฝนได*อย.างเต็มที่ 7. ช.วยพัฒนาตามความแตกต.างระหว.างบุคคล 8. ช.วยเสริมให*ทักษะคงทน ซึ่งลักษณะการฝZกเพื่อช.วยให*เกิดผลดังกล.าวนั้น ได*แก. 8.1 ฝZกทันทีหลังจากที่เด็กได*เรียนรู*ในเรื่องนั้น ๆ 8.2 ฝZกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 8.3 เน*นเฉพาะในเรื่องที่ผิด 9. เป>นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต.ละครั้ง 10. ใช*เป>นแนวทางเพื่อทบทวนด*วยตนเอง 11. ช.วยให*ครูมองเห็นจุดเด.นหรือปWญหาต.างๆของเด็กได*ชัดเจน 12. ประหยัดค.าใช*จ.ายแรงงานและเวลาของครู
17 ผู*วิจัย ได*ศึกษาค*นคว*าเกี่ยวกับประโยชนUของแบบฝZกทักษะแล*ว พอสรุปได*ว.าแบบฝZกมี ความสำคัญ และจำเป>นต.อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช.วยให*ผู*เรียนเข*าใจบทเรียนได*ดี ขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพทUต.าง ๆ ได*คงทน ทำให*เกิดความสนุกสนาน ในขณะ เรียน ทราบความก*าวหน*าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด.นหรือปWญหาต.าง ๆ ของเด็กได*ชัดเจน สามารถนำ แบบฝZกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด*วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข*อบกพร.องของ นักเรียนและ นำไปปรับปรุงได*ทันท.วงที ซึ่งจะมีผลทำให*ครูประหยัดเวลา ประหยัดค.าใช*จ.าย กับความหมาย (meaning) ในการพูดและเขียนตามรูปแบบ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตรงกับคำว.า “Achievement” ซึ่งแปลว.าได*รับหรือผลสำเร็จ ซึ่งมี นักการศึกษาได*ให*ความหมายแบะคำจำกัดความของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว*ดังนี้ ไพโรจน< คะเชนทร<(2556) ให*คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว.า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู* ความสามารถของบุคคลอันเป>นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณUทั้ง ปวงที่บุคคลได*รับจากการเรียนการสอน ทำให*บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด*านต.างๆ ของ สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ.งหมายเพื่อเป>นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว.า เรียนแล*วรู*อะไรบ*าง และมีความสามารถด*านใดมากน*อยเท.าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝZกฝนหรือประสบการณUต.าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ*าน และสิ่งแวดล*อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู*สึก ค.านิยม จริยธรรมต.าง ๆ ก็เป>นผลมาจากการฝZกฝนด*วย สุดา มากบุญ (2559) กล.าวว.า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู*ความสามารถที่ บุคคลจะพัฒนาให*ดีขึ้น อันเกิดจากกระบวนการแสวงหาความรู*โดยวิธีการสอนและอบรม ซึ่ง ประกอบด*วย ความสามารถทางสมอง ความรู*ทักษะ ความรู*สึก ค.านิยมต.างๆ ไพศาล หวังพานิช (2556: 89) กล.าวถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว.า หมายถึง ความรู*หรือ ทักษะอันเกิดจากการเรียนรู*ที่ได*เรียนมาแล*ว ซึ่งอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่ กำหนด หรือ คะแนนที่ได*จากงานที่ครูมอบหมายให*หรือทั้งสองอย.างและจากคุณลักษณะและความสามารถ ของแต. ละบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน โดยเป>นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณUการเรียน ที่ เกิดขึ้นจากการฝZกอบรมเพราะฉะนั้นการสอบ จึงเป>นการตรวจสอบระดับความสามารถของบุคคล ว.าเรียนแล*ว มีความรู*เท.าใดโดยสามารถวัดได*โดยการใช*แบบทดสอบต.าง ๆ เช.น ใช*ข*อสอบวัดผล สัมฤทธิ์หรือข*อสอบวัด ภาคปฏิบัติ เป>นต*น
18 จากความหมายดังกล.าวข*างต*นสรุปได*ว.าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงความสามารถของ บุคคล ที่พยายามจะเข*าถึงความรู*เป>นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงและประสบการณUการเรียนรู*การ เรียนการสอนในเนื้อหาสาระที่เรียนมาแล*วว.าเกิดการเรียนรู*โดยสามารถวัดได*จากแบบทดสอบวัด สัมฤทธิ์ในลักษณะต.างๆและการวัดผลตามสภาพจริงเพื่อบอกถึงคุณภาพการศึกษา 4.2 หลักเกณฑ<ในการสรeางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการสร*างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เยาวดี วิบูลยศรี (2548: 82) และวัญญา วิศาลาภรณ<(2552: 11) กล.าวถึงหลักเกณฑUไว* ซึ่งมีความสอดคล*องกัน ดังนี้ 1.เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้น จะต*องเป>นพฤติกรรมที่สามารถวัด ผลสัมฤทธิ์ได* 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช*แบบทดสอบวัดนั้น ถ*านำไปเปรียบเทียบกันจะต*องให*ทุกคนมี โอกาสเรียนรู*ในสิ่งต.างๆ เหล.านั้นได*ครอบคลุมและเท.าเทียมกัน 3. วัดให*ตรงกับจุดประสงคU การสร*างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรจะวัดตาม วัตถุประสงคUทุกอย.างของการสอน และจะต*องมั่นใจว.าได*วัดในสิ่งที่ต*องการจะวัดได*จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป>นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียนในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงและความก*าวหน*าไปสู.วัตถุประสงคUที่วางไว* ดังนั้น ครูผู*สอนควรจะทราบว.าก.อนเรียน นักเรียนมีความรู*ความสามารถอย.างไร เมื่อเรียนเสร็จแล*วผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความแตกต.าง จากเดิมหรือไม. โดยการทดสอบก.อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป>นการวัดผลทางอ*อม โดยเป>นการยากที่จะใช*ข*อสอบแบบเขียนตอบเพื่อวัด พฤติกรรมตรงๆ ของบุคคลได* แต.จะวัดในสิ่งที่วัดได* คือการตอบสนองต.อข*อสอบ ดังนั้นการ เปลี่ยนแปลง วัตถุประสงคUให*เป>นพฤติกรรมที่จะสอบ จะต*องทำอย.างรอบคอบและถูกต*อง 6. การวัดการเรียนรู* เป>นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย.างที่สอนได*ภายในเวลาจำกัดสิ่งที่วัดได* เป>นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท.านั้น ดังนั้นต*องมั่นใจว.าสิ่งที่วัดนั้นเป>นตัวแทนแท*จริงได* 7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป>นเครื่องช.วยพัฒนาการสอนของครูผู*สอน และเป>น เครื่องช.วยในการเรียนของเด็ก 8. ข*อสอบต*องมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด*านต.างๆ เช.น ความยากง.ายที่พอเหมาะและ มีเวลาพอสำหรับนักเรียนในการทำข*อสอบ
19 พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555) ได*กล.าวถึง การสร*างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุป ได*ว.ามีการดำเนินการ ดังนี้ 1) วิเคราะหUหลักสูตรและสร*างตารางวิเคราะหUหลักสูตร การสร*างแบบทดสอบควร เริ่มต*น ด*วยการวิเคราะหUหลักสูตรและการสร*างตารางวิเคราะหU เพื่อวิเคราะหUเนื้อหาสาระและ พฤติกรรมที่ ต*องการวัด 2) กำหนดจุดประสงคUการเรียนรู* เป>นพฤติกรรมที่เป>นผลการเรียนรู*ที่ผู*สอนมุ.งหวังที่ จะให* เกิดขึ้นกับผู*เรียน ซึ่งผู*สอนจะต*องกำหนดไว*ล.วงหน*าสำหรับเป>นแนวทางในการจัดการเรียนการ สอน และการสร*างข*อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) กำหนดชนิดของข*อสอบและศึกษาวิธีสร*าง โดยการศึกษาตารางวิเคราะหUหลักสูตรและ จุดประสงคUการเรียนรู* ผู*ออกข*อสอบต*องพิจารณาและตัดสินใจเลือกใช*ชนิดของข*อสอบที่ จะใช*วัดว.า เป>นแบบใด โดยต*องเลือดให*สอดคล*องกับจุดประสงคUการเรียนรู*และเหมาะสมกับวัยผู*เรียน แล*วศึกษา วิธีเขียนข*อสอบชนิดนั้นให*มีความรู*ความเข*าใจในหลักและวิธีการเขียนข*อสอบ 4) เขียนข*อสอบ ผู*ออกข*อสอบลงมือเขียนข*อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว*ใน ตาราง วิเคราะหUหลักสูตร และให*สอดคล*องกับจุดประสงคUการเรียนรู* 5) ตรวจทานข*อสอบ เพื่อให*ข*อสอบที่เขียนไว*แล*วมีความถูกต*องตามหลักวิชา มีความ สมบูรณUครบถ*วนตามตารางวิเคราะหUหลักสูตร ผู*ออกข*อสอบต*องพิจารณาทบทวนตรวจทาน ข*อสอบ อีกครั้งก.อนที่จะจัดพิมพUและนำไปใช*ต.อไป 6) จัดพิมพUแบบทดสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข*อสอบเสร็จแล*วให*พิมพUข*อสอบ ทั้งหมด จัดทำเป>นแบบทดสอบฉบับทดลอง โดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ (direction) และจัดวางรูปแบบการพิมพUให*เหมาะสม 7) ทดสอบและวิเคราะหUข*อสอบ การทดสอบและวิเคราะหUข*อสอบเป>นวิธีการ ตรวจสอบ คุณภาพของแบบทดสอบก.อนนำไปใช*จริง โดยนำแบบทดสอบไปทดสอบกับกลุ.มที่มีลักษณะ คล*ายคลึงกับกลุ.มที่ต*องการสอบจริง แล*วนำผลการสอบมาวิเคราะหUและปรับปรุงข*อสอบให*มีคุณภาพ โดยสภาพการปฏิบัติจริงของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียนมักไม.ค.อยมีการทดลองสอบและ วิเคราะหUข*อสอบ ส.วนใหญ.นำแบบทดสอบไปใช*ทดสอบแล*วจึงวิเคราะหUข*อสอบเพื่อปรับปรุงข*อสอบ และนำไปใช*ในครั้งต.อๆไป 8) จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะหUข*อสอบ หากพบว.าข*อสอบข*อใด ไม.มี คุณภาพหรือคุณภาพไม.ดีพอ อาจจะต*องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก*ไขข*อสอบให*มีคุณภาพดีขึ้น แล*ว จัดทำ เป>นแบบทดสอบฉบับจริงที่นำไปทดสอบกับกลุ.มเปmาหมายต.อไป
20 สรุปได*ว.า การสร*างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีด*วยกัน 8 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะหUหลักสูตร 2) กำหนดจุดประสงคUการเรียนรู* 3) กำหนดชนิดของ ข*อสอบ 4) เขียนข*อสอบ 5) ตรวจทานข*อสอบ 6) จัดพิมพUแบบทดสอบฉบับทดลอง 7) ทดสอบและ วิเคราะหUข*อสอบ และ8) ทำ แบบทดสอบฉบับจริง 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจ (Satisfaction) ได*มีผู*ให*ความหมายของความพึงพอใจไว*หลายความหมาย ดังนี้ กชกร เปÄาสุวรรณ และคณะ (2550) ได*กล.าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว.า ส.งที่ ควรจะเป>นไปตามความต*องการ ความพึงพอใจเป>นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีก รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป>นความรู*สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณUที่มนุษยUเราได*รับอาจจะมากหรือ น*อยก็ได*และเป>นความรู*สึกที่มีต.อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป>นไปได*ทั้งทางบวกและทางลบ แต.ก็เมื่อได*สิ่ง นั้น สามารถตอบสนองความต*องการ หรือทำให*บรรลุจุดมุ.งหมายได* ก็จะเกิดความรู*สึกบวก เป>น ความรู*สึกที่พึงพอใจ แต.ในทางตรงกันข*าม ถ*าสิ่งนั้นสร*างความรู*สึกผิดหวัง ก็จะทำให*เกิดความรู*สึก ทางลบ เป>นความรู*สึกไม.พึงพอใจ คณิต ดวงหัสดี(2557) ได*สรุปแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว.า หมายถึงความรู*สึกชอบ หรือพอใจของบุคคลที่มีต.อการทำงานและองคUประกอบหรือสิ่งจูงใจอื่นๆถ*างานที่ทำหรือ องคUประกอบเหล.านั้นตอบสนองความต*องการของบุคคลได*บุคคลนั้นจะเกิดความพึงพอใจในงานมาก ขึ้นจะอุทิศเวลาแรงกาย แรงใจรวมทั้งสติปWญญาให*แก.งานของตนให*บรรลุวัตถุประสงคUอย.างมี คุณภาพ สิ่งจูงใจที่ใช*เป>นเครื่องมือกระตุ*นให*บุคคลเกิดความพึงพอใจจากการศึกษาโดยสามารถสรุป ได*ดังนี้ - สิ่งจูงใจที่เป>นวัตถุ (Material Inducement) ได*แก. เงิน สิ่งของหรือสภาวะทางกายที่ ให*แก.ผู*ประกอบกิจกรรมต.างๆ - สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (Desirable Physical Condition) คือสิ่งแวดล*อมในการ ประกอบกิจกรรมต.าง ๆซึ่งเป>นสิ่งสำคัญอย.างหนึ่งอันก.อให*เกิดความสุขทางกาย - ผลประโยชนUทางอุดมคติ (Ideal Benefaction) หมายถึง สิ่งต.างๆ ที่สนองความต*องการ ของบุคคล - ผลประโยชนUทางสังคม (Association Attractiveness) คือ ความสัมพันธUฉันทUมิตรกับผู* ร.วมกิจกรรมอันจะทำให*เกิดความผูกพันความพึงพอใจและสภาพการเป>นอยู.ร.วมกัน เป>นความพึง พอใจของบุคคลในด*านสังคมหรือความมั่นคงในสังคมซึ่งจะทำให*รู*สึกมีหลักประกันและมีความมั่นคง ในการประกอบกิจกรรม
21 สมศักดิ์ คงเที่ยงและอัญชลี โพธิ์ทอง (2552: 278-279) กล.าวว.าความพึงพอใจเป>นผลรวม ของ ความรู*สึกของบุคคลเกี่ยวกับระดับความชอบหรือไม.ชอบต.อสภาพต.าง ๆ โดยความพึงพอใจเป>น ผลของทัศนคติที่ เกี่ยวข*องกับองคUประกอบต.างๆ เช.นความพึงพอใจในการท างานเป>นผลมาจากการ ปฏิบัติงานที่ดีและสำเร็จจน เกิดเป>นความภูมิใจ และได*ผลตอบแทนในรูปแบบต.างๆตามที่หวังไว* นัยนา ตรีเนตรสัมพันธ<(2551 : 30) ได*กล.าวว.า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู*สึกใน ทางบวกหรือความรู*สึกในทางที่ดีต.อสิ่งต.าง ๆ ที่ทำให*ความต*องการของบุคคลได*รับการตอบสนองทั้ง ทางด*านร.างกาย จิตใจ อารมณUสังคม และความเชื่อที่เหมาะสม สักรินทร<อยูoผoอง (2552 : 28) ได*กล.าวว.า ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงความรู*สึก หรือการแสดงออกในทางบวกที่มีต.อองคUกร บุคคลผู*ร.วมงานและงานที่ทำ ได*แก.การแสดงความยินดี ชื่นชม การคิด สร*างสรรคUการร.วมมือ ร.วมแรงร.วมใจและการมีความสุขในการทำงานเป>นต*น อัมรัตน<อนวัช (2553 : 49) ได*กล.าวไว*ว.า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู*สึกเชิงบวกของ บุคคลที่มีต.อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล*วส.งผลต.อการกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลนั้น วงเดือน เจริญ (2553 : 13) ได*กล.าวว.า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวะจิตใจที่ปราศจาก ความเครียด ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษยUมีความต*องการ ถ*าความต*องการนั้น ได*รับการ ตอบสนองทั้งหมดหรือบางส.วน ความเครียดก็จะน*อยลงความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น และในทางกลับกัน ถ*าความต*องการนั้นไม.ได*รับการตอบสนอง ความเครียดและความไม.พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น สรุปได*ว.า ความพึงพอใจ หมายถึง ผลการเรียนที่มีความสัมพันธUกันทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู. กับกิจกรรมที่นักเรียนได*ปฏิบัติทำให*นักเรียนได*รับการตอบสนองความต*องการด*านร.างกาย และจิตใจ ซึ้งเป>นส.วนสำคัญที่จะทำให*เกิดความสมบูรณUของชีวิตมากน*อยเพียงใด นั่นคือ สิ่งที่ต*องคำนึงถึง องคUประกอบต.าง ๆ ในการส.งเสริมความพึงพอใจในการเรียนรู*ให*กับนักเรียน
22 5.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจเป>นการศึกษาถึงสาเหตุและปWจจัยที่ทำให*แต.ละ บุคคลมีระดับความพึงพอใจหรือการสนองตอบที่แตกต.างกัน ดังที่นักการศึกษาหลายท.านได*ให* ความเห็นไว*ดังนี้ นฤมล มีชัย (2555: 15) และนริษา นราศรี (2554: 28) กล.าวว.าบุคคลจะเกิดความพึง พอใจ ได*นั้นจะต*องมีการจูงใจได*กล.าวถึงการจูงใจว.า “การจูงใจเป>นการชักจูงให*ผู*อื่นปฏิบัติตามโดยมี มูลเหตุความ ต*องการ 2ประการคือความต*องการทางร.างกายและความต*องการทางจิตใจ ” เช.นถ*ามี เจตคติที่ดีต.อการ ปฏิบัติงานตามภาระหน*าที่และความรับผิดชอบนั้นๆด*วยใจรักมีความกระตือรือร*น ในการทำงานพยายามตั้งใจ ทำงานให*บรรลุเปmาหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุดมีความสุขกับงานที่ทำ และมีความพอใจเมื่องานนั้นได*ผลประโยชนUตอบแทน ส.วนทฤษฎีที่เกี่ยวข*องกับความพึงพอใจ คือ ทฤษฎีแรงจูงใจ(Motivation Theory) ของ Maslow (1970: 80-81)หรือที่เรียกว.า ทฤษฎีทั่วไป เกี่ยวกับการจูงใจ (Maslow’s General Theory of Human Motivation) ซึ่งมาสโลวUได*ตั้ง สมมุติฐานสิ่งจูงใจจากความต*องการของมนุษยUไว*ว.ามนุษยUมีความ ต*องการอยู.เสมอความต*องการใด ได*รับการตอบสนองแล*วจะไม.เป>นสิ่งจูงใจอีกต.อไปแต.ความต*องการที่ยังไม.ได*รับการตอบสนองนั้นจะ เป>นสิ่งจูงใจแทนและมาสโลวUได*ลำดับขั้นความต*องการของมนุษยUจากระดับต่ำถึงระดับสูงสุด โดย สามารถที่จะแบ.งออกเป>น 5 ขั้น ดังนี้ 1. ความต*องการด*านร.างกาย (Physiological Needs) เป>นความต*องการพื้นฐานเพื่อความ อยู.รอดของชีวิต เช.น ความต*องการอาหาร อากาศที่อยู.อาศัย และยารักษาโรค 2. ความต*องการทางด*านความปลอดภัย (Safety Needs) ได*แก.ความต*องการความ ปลอดภัยทางด*านร.างกาย เช.น ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ อันตรายต.างๆและความมั่นคงในอาชีพ 3. ความต*องการที่จะเป>นส.วนหนึ่งของสังคม (Belonging Needs) ได*แก.ความต*องการที่จะ เข*าร.วม และได*รับการยอมรับในสังคมความเป>นมิตร และความรักจากเพื่อนร.วมงาน 4. ความต*องการจะเห็นคุณค.าของตนเอง (Esteem Needs) ได*แก. ความต*องการความโดด เด.นในสังคมเป>นที่ยอมรับและยกย.องสรรเสริญของบุคคลอื่นในสังคมต.างๆ 5.ความต*องการที่จะได*รับความสำเร็จตามความนึกคิดของตนเอง (Self-Actualization) เป>น ความต*องการขั้นสูงสุดของมนุษยU ที่คนส.วนมากอยากจะเป>นอยากจะได* กล.าวโดยสรุป แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจเกิดจากความต*องการ พื้นฐานของ มนุษยUในการได*รับการตอบสนองต.อสิ่งที่ปรารถนาทั้งในด*านร.างกายและจิตใจโดยถ*าหาก มีความพึง พอใจที่ดีต.อภาระหน*าที่ต.างๆนั้นก็จะมีความสุขกับการทำงาน
23 ทฤษฎีลำดับความตeองการของมาสโลว< (Maslow’s Theory of Growth Motivation) มาสโลว<(Maslow) เป'นนักจิตวิทยาที่ไดeศึกษาเรื่องความตeองการของมนุษย<ในทฤษฎีความ ตeองการ โดยแบoงออกเป'น 5 ประเภท ดังนี้(มธุรส สวoางบำรุง. 2551 : 48 - 51) 1. ความต*องการทางสรีระ (Physiological Needs) หมายถึง ความต*องการพื้นฐานของ ร.างกายเช.น ความหิว ความกระหาย ความต*องการทางเพศและการพักผ.อน เป>นต*น ความต*องการ เหล.านี้เป>นความต*องการที่จำเป>นสำหรับการมีชีวิตอยู. มนุษยUทุกคนมีความต*องการทางสรีระอยู. เสมอจะขาดเสียไม.ได* 2. ความต*องการความมั่นคงปลอดภัยหรือ สวัสดิภาพ (Safety Needs) หมายถึง ความ ต*องการความมั่นคงปลอดภัยทางด*านร.างกายและจิตใจ เป>นอิสระจากความกลัว ขู.เข็ญบังคับจากผู*อื่น และสิ่งแวดล*อม เป>นความต*องการที่จะได*รับการปกปmองคุ*มกัน ความต*องการประเภทนี้เริ่มตั้งแต.วัย ทารกจนกระทั่งวัยชรา ความต*องการที่จะมีงานทำเป>นหลักแหล.งก็เป>นความต*องการเพื่อสวัสดิภาพ ของผู*ใหญ.อย.างหนึ่ง 3. ความต*องการความรักหรือความเป>นส.วนหนึ่งของกลุ.ม (Love & Belonging Needs) มนุษยUทุกคนมีความปรารถนาจะให*เป>นที่รักของผู*อื่น ต*องการมีความสัมพันธUกับผู*อื่นและเป>นส.วน หนึ่งของกลุ.ม ต*องการให*ทุกคนยอมรับตนเป>นสมาชิก คนที่รู*สึกว.าเหงาไม.มีเพื่อนมีชีวิตที่ไม.สมบูรณU เป>นผู*ที่ต*องการเพื่อนจะต*องทำให*รู*สึกว.าตนเป>นที่รัก และยอมรับของกลุ.มเพื่อให*เป>นที่สมปรารถนา ในความต*องการความรักและเป>นส.วนหนึ่งของกลุ.ม 4. ความต*องการที่จะรู*สึกว.าตนเองมีค.า (Esteem Needs) ความต*องการนี้ ประกอบด*วย ความต*องการที่จะประสบความสำเร็จมีความสามารถ ต*องการที่จะให*เห็นว.าตนมีความสามารถมี คุณค.าและมีเกียรติต*องการได*รับความยกย.องนับถือจากผู*อื่นผู*ที่มีความสมปรารถนาในความต*องการ นี้จะเป>นผู*มีความมั่นใจในตนเองเป>นคนมีประโยชนUและมีค.าตรงข*ามกับผู*ที่ขาดความต*องการประเภท นี้จะรู*สึกว.าตนไม.มีความสามารถและมีปมด*อยมองโลกในแง.ร*าย 5. ความต*องการรู*จักตนเองอย.างแท*จริงและพัฒนาตนเต็มที่ตามศักยภาพของตน (SelfActualization Needs) เป>นความต*องการที่จะรู*จักตนเองตามสภาพที่แท*จริงของตนกล*าที่จะ ตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต รู*จักค.านิยมของตนเอง มีความจริงใจต.อตนเอง ปรารถนาที่จะเป>นคน ดีที่สุดเท.าที่จะมีความสามารถทำได*ทั้งทางด*านสติปWญญา ทักษะและอารมณUความรู*สึก ยอมรับตนเอง ทั้งส.วนดีและส.วนเสียของตน ที่สำคัญที่สุดก็คือ การมีสติที่จะยอมรับว.าตนใช*กลไกในการปmองกันตน ในการปรับตัวและพยายามที่จะเลิกใช*เปÑดโอกาสให*ตนเองเผชิญกับความจริงของชีวิตเผชิญกับ สิ่งแวดล*อมใหม.ๆ โดยคิดว.าเป>นสิ่งที่ท*าทาย น.าตื่นเต*นและมีความหมาย กระบวนการที่จะพัฒนา ตนเองเต็มที่ตามศักยภาพของตนเป>นกระบวนการที่ไม.มีจุดจบตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู.มนุษยUทุกคนมี ความต*องการที่จะพัฒนาตนเองเต็มที่ตามศักยภาพของตน
24 ทฤษฎีการจูงใจของเฮอร<ซเบิร<ก (Herzberg’s Two Factor Theory) การจูงใจทำให* เกิดความพึงพอใจเมื่อการจูงใจได*รับการตอบสนองผลที่ได*จะเป>นความพึงพอใจ ซึ่งเฮอรUซเบิรUก ได* ค*นพบทฤษฎีในการสร*างความพึงพอใจให*เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงาน เรียกว.า The Motivation Hygiene Theory ทฤษฎีนี้กล.าวถึง ปWจจัยที่ก.อให*เกิดแรงจูงใจใน 2 ปWจจัย (Two Factors Theory of Motivation) ปรียาพร วงศ<อนุตรโรจน<. 2553: 32 - 37 ดังนี้ 1. ปWจจัยแรงจูงใจ (Motivation) เป>นปWจจัยที่ก.อให*เกิดความพึงพอใจในการทำงาน กระตุ*นให*บุคคลทำงานดีขึ้น ได*แก. 1.1 ความสำเร็จในงาน (Achievement) เป>นปWจจัยที่ก.อให*เกิดความพึงพอใจและ ความปลาบปลื้มในผลสำเร็จของงาน เมื่อได*ทำงานหรือแก*ไขปWญหาต.าง ๆ ได*เป>นผลสำเร็จ ปWจจัยนี้ นับว.ามีความสำคัญมากที่สุด 1.2 ความยอมรับนับถือ (Recognition) หมายถึง การได*รับการยกย.องชมเชย ยอมรับนับถือหรือได*รับการแสดงความยินดีจากผู*บังคับบัญชา ผู*ร.วมงานหรือบุคคลอื่น ๆ ทำให*เกิด ความภาคภูมิใจ ซึ้งจะเกิดควบคู.กับความสำเร็จในงาน 1.3 ลักษณะของงาน (Work Itself) หมายถึง ลักษณะของงานที่น.าสนใจและท*าทาย ความสามารถงานที่ต*องประดิษฐUคิดค*นหาสิ่งใหม.ๆ ทำให*เกิดความพึงพอใจ 1.4 ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง การที่ผู*บังคับบัญชาให*โอกาสแก. ผู*ทำงานได*รับผิดชอบต.อการทำงานของตนอย.างเต็มที่ไม.จำเป>นต*องตรวจตราหรือควบคุมมาก จนเกินไป 1.5 ความก*าวหน*า (Advancement) หมายถึง การได*รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือ ตำแหน.งให*สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่จะได*เพิ่มพูนความรู*ความสามารถในการทำงานหรือเพิ่มความ เจริญก*าวหน*าในการทำงานด*วย 2. ปWจจัยสุขอนามัย (Hygiene Factors) เป>นปWจจัยที่ปmองกันไม.ให*เกิดความไม.พึงพอใจใน งานที่ปฏิบัติอยู.ซึ้งปWจจัยเหล.านี้ประกอบด*วย 2.1 นโยบายการบริหาร (Policy and Administration) หมายถึง แนวทางในการ ปฏิบัติงานและการใช*กระบวนการบริหารเพื่อปฏิบัติงาน 2.2 วิธีการบังคับบัญชา (Supervision) หมายถึง พฤติกรรมในการบริหารของ ผู*บริหารตามกระบวนการ บริหาร 2.3 สัมพันธภาพกับเพื่อนร.วมงาน (Relationship with Peers) หมายถึง ความสัมพันธUระหว.างผู*ปฏิบัติงานกับเพื่อนร.วมงาน
25 2.4 สัมพันธภาพกับผู*บังคับบัญชา (Relationship with Supervisor) หมายถึง ความสัมพันธUระหว.างผู*ปฏิบัติงานกับผู*บริหาร 2.5 สภาพการทำงาน (Working Conditions) หมายถึง สิ่งแวดล*อมต.าง ๆ ในการ ทำงาน เช.น ทำเลที่ตั้ง อุปกรณUสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานและปริมาณงานความสัมพันธU ระหว.างความพึงพอใจ และการจูงใจถูกเชื่อมโยงด*วยปWจจัยอื่น ๆผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสู. ผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ้งในที่สุดจะนำไปสู.การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย.อมได*รับ การตอบสนองในรูปของรางวัล หรือผลตอบแทนซึ่งแบ.งออกเป>น ผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic Rewards) โดยผ.านการรับรู*เกี่ยวกับความยุติธรรม ของผลตอบแทน ซึ่งเป>นตัวบ.งชี้ปริมาณของผลตอบแทนที่ผู*ปฏิบัติที่ได*รับ นั้นคือ ความพึงพอใจใน ของผู*ปฏิบัติงานจะถูกกำหนดโดยความแตกต.างระหว.างผลตอบแทนที่เกิดขึ้น และการรับรู*เรื่อง เกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทนที่รับรู*แล*ว ความพึงพอใจย.อมเกิดขึ้น สรุปได*ว.า ผู*ปฏิบัติงานจะเกิดความพึงพอใจต.อการทำงานมากน*อย ขึ้นอยู.กับสิ่งจูงใจใน การทำงาน ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน การที่ผู*เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนนั้น ผู*เรียนจะต*องมีแรงจูงใจที่อยากเรียน ซึ้งผู*สอนต*องคำนึงถึงสิ่งที่ก.อให*เกิดแรงจูงใจหลาย ๆ ด*าน เช.น การจัดบรรยากาศ สถานการณUเทคนิคการสอน การยกย.องชมเชย การให*รางวัล การทำให*ผู*เรียนเกิด ความภาคภูมิใจในตนเอง การได*รับการยอมรับจากผู*อื่น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น 5.3 การวัดความพึงพอใจ การวัดระดับความพึงพอใจนั้นเป>นการแสดงออกถึงความรู*สึกของแต.ละบุคคล เพราะฉะนั้น จึงเป>นการยากที่จะวัดได*โดยตรง แต.เราสามารถวัดระดับความพึงพอใจได*แต.อาจมีความคลาดเคลื่อน ถ*าหากบุคคลเหล.านั้นแสดงความรู*สึกที่ไม.เป>นจริง ภณิดา ชัยป3ญญา(2541, อeางอิงในอนวัช สะมะแอ,2553) ได*กล.าวไว*ว.าการวัดความพึง พอใจนั้น สามารถทำได*หลายวิธีดังต.อไปนี้ 1. การใช*แบบสอบถามโดยผู*ออกแบบสอบถาม เพื่อต*องการทราบความพึงพอใจ ซึ่งสามารถ กระทำได*ในลักษณะกำหนดคำตอบให*เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล.าว อาจถามความ พอใจในด*านต.าง ๆ 2. การสัมภาษณUเป>นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต*องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดีจะได* ข*อมูลที่เป>นจริง 3. การสังเกต เป>นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเปmาหมาย ไม.วาจะ แสดงออกจากการพูดจา กริยาท.าทาง วิธีนี้ต*องอาศัยการกระทำอย.างจริงจัง และสังเกตอย.างมี ระเบียบแบบแผน
26 กล.าวโดยสรุป การวัดระดับความพึงพอใจสามารถทำได*โดยการใช*แบบสอบถาม การ สัมภาษณU การสังเกต โดยการวัดระดับความพึงพอใจดังกล.าวอาจวัดในรูปแบบรายบุคคลหรือ องคUประกอบรวมทั้งหมด โดยขึ้นอยู.กับวัตถุประสงคUหรือความสะดวกในการวัดระดับความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวขeอง 6.1 งานวิจัยในประเทศไทย อัจจิมา ไชยชิต ได*ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ.านออกเสียงสะกดคาภาษาอังกฤษ (Phonics) โดยใช*แบบฝZกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 2 สรุปผลการค*นคว*าดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด*านการอ.านออกเสียงสะกดคาศัพทUภาษาอังกฤษ พบว.า หลังเรียนสูงกว.าก.อนเรียน แสดงให*เห็นว.าในการทดสอบก.อนเรียนนักเรียนสามารถอ.านออกเสียง สะกด คาได*เฉลี่ย 1.25 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน คิดเป>นร*อยละ 25.00 มีค.าส.วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 1.12 และเมื่อทาการทดสอบหลังเรียนนักเรียนสามารถอ.านออกเสียงได*เฉลี่ย 4.05 คะแนน คิดเป>น ร*อย ละ 81.00 มีค.าส.วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.00 ทั้งนี้ผลต.างของค.าคะแนนทั้งสอง ครั้งเฉลี่ย 2.80 แสดงว.า หลังจากการจัดการเรียนรู*โดยใช*แบบฝZกทักษะและสอนซ.อมเสริมแล*ว นักเรียนมีทักษะ การอ.านออกเสียง สะกดคาที่ดีขึ้น 2. แบบฝZกทักษะการอ.านออกเสียงสะกดคาศัพทUภาษาอังกฤษ ที่ผู*วิจัยสร*างขึ้นมีค.า ประสิทธิภาพ ตามเกณฑUE 1/ E2 ร*อยละ80/ 80 ซึ่งสามารถนาไปใช*ได* แสดงให*เห็นว.า ผลของการใช* แบบฝZก ทักษะการอ.านออกเสียงสะกดคา ภาษาอังกฤษที่ผู*วิจัยสร*างขึ้น มีค.าประสิทธิภาพตามเกณฑU E1/ E2 ร*อยละ 80/ 80 กล.าวคือ อัตราส.วนระหว.างค.าเฉลี่ยร*อยละของคะแนนการทดสอบท*าย บทเรียน และค.าเฉลี่ยร*อยละ ของ คะแนนการทดสอบหลังเรียนมีค.า 80.00 / 81.00 ซึ่งหมายถึงแบบ ฝZกทักษะมีประสิทธิภาพที่ สามารถ นาไปใช*ทดลองกับกลุ.มตัวอย.างได*
27 มลิวัล แสงชารี, ยาใจ พงษUบริบูรณUได*ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ.านสะกดคา ภาษาอังกฤษ โดยการฝZกประสมคาด*วย เสียงของพยัญชนะ (Phonics) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 2 สรุปผลการค*นคว*า ดังนี้ ผลการวิจัยพบวoา เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ.านสะกดคาภาษาอังกฤษ โดยการฝZกประสม คำด*วยเสียงของพยัญชนะ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 2 ซึ่งมีนักเรียนเข*าร.วมจานวน 2 คน ในขั้นต*นก.อน นักเรียนทั้งจะได*รับการฝZกประสมคาด*วยเสียงของพยัญชนะ (Phonics) พบว.า นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาป]ที่ 2/4 มีคะแนนก.อนเรียน ร*อยละ 35.83 และนักเรียนหญิงชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 2/1 มีคะแนนก.อนเรียน 43.33 ซึ่งอยู.ในระดับไม.ผ.านเกณฑU แต.เมื่อนักเรียนทั้งสอง คนได*เข*าร.วมการฝZกประสมคาด*วยเสียงของพยัญชนะ (Phonics) พบว.า นักเรียนชายชั้น ประถมศึกษา ป]ที่ 2/4 มีคะแนนก.อนเรียน ร*อยละ 75 ซึ่งอยู.ในเกณฑUดีมาก และนักเรียน หญิงชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 2/1 มีคะแนนก.อนเรียน 80.33 ซึ่งอยู.ในเกณฑUยอดเยี่ยมตามตารางเกณฑUที่กำหนด ซึ่งแสดงให*เห็นว.านักเรียนทั้งมีทักษะการอ.านสะกดคาภาษาอังกฤษดีขึ้น กันยารัตนU เมธาวงศUได*ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด*านการอ.านภาษาอังกฤษ โดยใช*วิธีสอนแบบโฟนิกสUร.วมกับการใช*แอพพลิเคชันสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 5 โรงเรียน บ*านปßาเลา ผลการวิจัยพบว.ากระบวนการจัดการเรียนรู*ภาษาอังกฤษโดยใช*วิธีสอนแบบโฟนิกสUร.วมกับ การใช*แอพพลิเคชันสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่5 โรงเรียนบ*านปßาเลา ประกอบด*วย หลักการ 3 ข*อ ได*แก. 1. กระบวนการจัดการเรียนรู*เป>นกระบวนการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ ซึ่งมี แอพพลิเคชันสอนการอ.านออกเสียงภาษาอังกฤษที่ผู*วิจัยสร*างขึ้นเป>นสื่อการจัดการ เรียนรู*หลักของ กระบวนการจัดการเรียนรู* ซึ่งประกอบด*วย 4 ตอนคือ ตอนเนื้อเรื่อง ตอนคาศัพทUตอนเกม และตอน แบบทดสอบ 2. ผู*เรียนฝZกการอ.านออกเสียงโดยฟWงตัวอย.างการออกเสียงที่ถูกต*อง จากแอพพลิเคชัน และฝZกออกเสียงตามด*วยตนเอง จนกระทั่งผู*เรียนสามารถอ.านออกเสียงคาศัพทU วลีประโยค ภาษาอังกฤษด*วยตนเองได*3. ผู*เรียนสามารถเชื่อมโยงการอ.านออกเสียงไปสู.การอ.านเพื่อจับ ใจความ สำคัญของเนื้อเรื่องได*ด*วยตนเอง ส.งผลให*ผู*เรียนสามารถพัฒนาความสามารถด*านการอ.าน ภาษาอังกฤษได*ทั้งการอ.านออกเสียงและการอ.านเพื่อจับใจความสำคัญ โดยมีค.าดัชนีประสิทธิผล เท.ากับ 0.6161 และนักเรียนมีความพึงพอใจต.อกระบวนการจัดการเรียนรู*ดังกล.าว ในระดับมากที่สุด คำสำคัญ : การพัฒนาความสามารถด*านการอ.านภาษาอังกฤษ, วิธีสอนแบบโฟนิกสU, แอพพลิเคชัน
28 6.2 วิจัยที่เกี่ยวข*องในต.างประเทศ MISS WICHUDA AIYARAKARNJANAKUL ได*ศึกษาวิจัยเรื่อง EFFECTS OF PHONICS INSTRUCTION ON READING ABILITY OF YOUNG THAI LEARNERS ผลการวิจัยพบว.า จากการค*นพบเหล.านี้ ประเด็นสำคัญสามประการเกิดขึ้นจากข*อมูล ประการแรก ผลการวิจัยรายงานว.าผู*เข*าร.วมได*ปรับปรุงความสามารถในการอ.านหลังจากศึกษาผ.าน การสอนการออกเสียงในบทเรียนของพวกเขา ประการที่สอง ผู*เข*าร.วมมีความเข*าใจในความรู*ตาม ตัวอักษรมากขึ้น และมีโอกาสมากมายในการฝZกอ.านผ.านกิจกรรมที่หลากหลาย สุดท*าย หลักฐานระบุ ถึงความท*าทายที่มีอิทธิพลต.อกระบวนการอ.าน นักวิจัยควรใช*ความท*าทายเหล.านี้ ได*แก. ความรู*ตาม ตัวอักษร แรงจูงใจ และกลยุทธU รวมถึงพฤติกรรมของนักเรียน เพื่อตรวจสอบธรรมชาติของการใช*และ การพัฒนาเทคนิค สิ่งนี้อาจลดสาเหตุของความท*าทายที่ขัดขวางความสำเร็จในการอ.านของพวกเขา Muhammad Jona Lumintu (2015) ได*วิจัยเกี่ยวกับการโดยใช*แจสแชนทUให*กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาป]ที่ 2 จำนวน 39 คน พบว.า การสอนเพลงโดยวิธีที่บูรณาการเข*ามาสอนนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษา บทบาทของเพลงได*เข*ามาพัฒนาความเข*าใจและการอ.านการเขียนของ นักเรียนและได*ครอบคลุมไปถึงการเรียนบทละครที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม อีกทั้งในการสอนเพลงก็ ส.งเสริมเรื่องความคงทนในการจำของนักเรียนด*วย จากการศึกษางานวิจัยดังกล.าวข*างต*น ผู*วิจัยเห็นว.า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให* ประสบสำเร็จได*ความคาดหวัง ครูผู*สอนจำเป>นที่ต*องจัดกิจกรรมการเรียนรู*ให*มีความเหมาะสมกับวัย ของผู*เรียน ซึ่งโดยเฉพาะนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต*น ซึ่งเป>นวัยที่ชอบเล.นสนุกสนาน ดังนั้นผู*วิจัยจึงสนใจที่จะใช*วิธีการสอนแบบเรียนปนเล.น ซึ่งทำให*ผู*เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความพึงพอใจที่ดีต.อการเรียนรู*
29 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย (Research methodology) การวิจัยเรื่อง การใช*ชุดสื่อการเรียนรู*เกี่ยวกับภาษาอังกฤษโดยใช* Phonics เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู*วิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ครั้งนี้เป>นการวิจัยชั้นเรียนเพื่อแก*ไขปWญหาความสามารถในการเรียนรู*ภาษาอังกฤษของนักเรียน เน*น ผลการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช*วิจัยเชิงทดลอง (Experimental research method) ใช*กลุ.มตัวอย.างกุล.มเดียวและเก็บข*อมูลด*วยแบบทดสอบภาษาอังกฤษ (English test) ซึ่ง ผู*วิจัยได*กำหนดแนวทางในการดำเนินการวิจัยโดยมีรายละเอียดในเรื่องเครื่องมือที่ใช*ในการวิจัย การ กำหนดประชากรและกลุ.มตัวอย.าง วิธีการเก็บรวบรวมข*อมูล และสถิติที่ใช*ในการวิเคราะหUข*อมูลดังนี้ 1. ประชากรและกลุ.มตัวอย.าง 2. เครื่องมือที่ใช*ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข*อมูล 4. การวิเคราะหUข*อมูล 5. สถิติที่ใช*ในการวิเคราะหUข*อมูล 1. ประชากร 1.1 ประชากรเปmาหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธUป]การศึกษา 2565 2. เครื่องมือที่ใชeในการวิจัย 2.1 แบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ได*มาจากการสร*างและพัฒนาขึ้นโดยผู*วิจัย จำนวน 1 เล.ม เพื่อใช*ประกอบการเรียนการสอนตลอด การวิจัย
30 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 เป>นเครื่องมือที่ใช*ในการเก็บรวมรวมข*อมูลผลการเรียนรู*ก.อนเรียน และหลักเรียน (Pre-test และ Post-test) โดยแบ.งออกเป>น 2 ตอน แยกตามทักษะ เป>นข*อสอบแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข*อ และแบบอัตนัย 10 ข*อ รวมทั้งสิ้น 30 ข*อ 30 คะแนน โดยนำผล การวัดที่ได*มาคำนวณโดยเพื่อหาค.า t-test ค.าความก*าวหน*า คะแนนเฉลี่ย และส.วนเบี่ยงเบน มาตรฐานในแต.ละทักษะและรวมทั้งฉบับ 2.3 แบบประเมินพึงพอใจจากการใช*แบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 เป>นสื่อการสอนที่ผู*วิจัยสร*างขึ้นเป>นแบบ ประเมินแบบตรวจสอบสอบถามมาตราส.วนประมาณค.า 5 ระดับ ประเมินโดยผู*เรียน ผลที่ได*นำมา คำนวณทางสถิติเป>นค.าเฉลี่ยและส.วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. การเก็บรวบรวมขeอมูล 3.1 แบบฝqกทักษะ Phonics สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปzที่ 1 โรงเรียนบeานทุoงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปzการศึกษา 2565 มีขั้นตอนการสรeาง ดังนี้ 3.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วิชา ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาป]ที่ 2 เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหน.วยการเรียนรู* มาตรฐานและ ตัวชี้วัดที่นักเรียนต*องเรียนรู* รวมไปถึงการวิเคราะหUหลักสูตร หลักการ จุดมุ.งหมาย โครงสร*างเวลา เรียน แนวทางการดำเนินการสอนและวิธีการวัดและประเมินผล เพื่อให*ตอบสนองต.อจุดมุ.งหมายของ หลักสูตรให*มากที่สุด และเมื่อนำมาใช*ในการวางแผนการจัดทำโครงสร*างบทเรียนในสื่อการเรียนรู* เพื่อให*สื่อมีประสิทธิภาพตรงกับจุดมุ.งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมากที่สุด 3.1.2 ศึกษาความสอดคล*องของเนื้อหาในหน.วยการเรียนรู*กับมาตรฐานและตัวชี้วัด ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากเอกสารตำราของกรมวิชาการ (กระทรวงศึกษาธิการ: 2551) และจัดลำดับการเรียนรู*ตามความสำคัญและจัดลำดับทักษะการเรียนเพื่อให*เกิดประโยชนUแก. นักเรียนสูงสุด
31 3.1.4 สร*างสื่อการเรียนรู*ภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ประกอบไปด*วยทักษะการเรียนรู*ภาษาอังกฤษ นำมาจากตัวชี้วัดผลการเรียนรู* ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้ 1) ทักษะการสะกดคำ เป>นทักษะหลักที่ใช*ในการเรียนภาษาอังกฤษ ในด*านพื้นฐานคำศัพทU ซึ่งสอดคล*องกับคุณภาพของผู*เรียนหลังจบการศึกษา ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีการ กำหนดขอบเขตของคำศัพทUและระดับความยาก – ง.ายของคำศัพทUไวในคุณภาพของผู*เรียน และเป>น จุดเริ่มต*นของการเรียนภาษาในขั้นต.อไป 2) ทักษะการฟWง เป>นทักษะเพื่อการสื่อสารทักษะแรกที่ผู*เรียนควรเรียนรู* โดยการฟWงข*อมูล ข*อความต.าง ๆ เป>นการเรียนภาษาโดยวิธีการทางธรรมชาติอยู.แล*ว ซึ่งในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้น กำหนดให*ผู*เรียนต*องมีทักษะการฟWงในมาตรฐานที่ ต 1.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร และ ต 1.2 ภาษาและวัฒนธรรม 3) ทักษะการพูด มักใช*คู.กับทักษะการฟWงเป>นองคUประกอบที่แยกจากกันไม.ได*ในการใช*เพื่อ การสื่อสาร ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดให*นักเรียนได*ใช*ทักษะการพูดเพื่อการ สื่อสาร พูดเพื่อแสดงความคิดเห็น พูดเพื่อขอความช.วยเหลือและปฏิเสธการให*การช.วยเหลือ ซึ่ง ปรากฏอยู.ในตัวชี้วัด ภายใต*มาตรฐานที่ ต 1.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร และ ต 1.2 ภาษาและวัฒนธรรม 4) ทำการสร*างสื่อการเรียนรู*แบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 แผนการจัดการเรียนรู* แบบทดสอบก.อนและ หลังการจัดการเรียนรู* แบบประเมินความพึงพอใจของแบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษา ป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ที่เกี่ยวข*อง
32 ดังตารางที่ 1 ดังนี้ ตารางที่ 1 ตารางกำหนดคุณลักษณะของบทเรียน สาระการเรียนรูe/ หนoวยการเรียนรูe/ จุดประสงค<การเรียนรูe เนื้อหา กิจกรรมที่ใชe วันที่ใชeแผนการ จัดการเรียนรูe แผน Let’s check alphabets! 1. นักเรียนสามารถ บอกความหมายของ คำศัพทUเกี่ยวกับสิ่งของ ในห*องเรียนได*อย.าง ถูกต*อง (K) 2. นักเรียนสามารถ เขียนถาม-ตอบประโยค เกี่ยวกับสิ่งของใน ห*องเรียนได*อย.าง ถูกต*อง ได*อย.างถูกต*อง (P) 3. นักเรียนให*ความ ร.วมมือกระตือรือร*นใน เรียน (A) คาบที่ 1 การสอบกoอน เรียน เกี่ยวกับตัวอักษร และการออกเสียง คาบที่ 2 การฟ3ง และ การพูด 1 - A - Z - Phonics A - P คาบที่ 3 การฟ3ง และ การพูด 2 - A - Z - Phonics Q - Z คาบที่ 4 การสอบหลัง เรียน เกี่ยวกับตัวอักษร และการออกเสียง ค ร ู ใ ห*นักเรียน ท ำ แบบทดสอบก.อนเรียน เรื่องตัวอักษรใน ภาษาอังกฤษ และการ ออกเสียง ครูนำแบบฝZกทักษะ Phonics ม า ใ ช* ประกอบการสอนเรื่อง ตัวอักษร และการออก เสียงตัวอักษรใน ภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1 ครูนำแบบฝZกทักษะ Phonics ม า ใ ช* ประกอบการสอนเรื่อง ตัวอักษร และการออก เสียงตัวอักษรใน ภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 2 ค ร ู ใ ห*นักเรียน ท ำ แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องตัวอักษรใน ภาษาอังกฤษ และการ ออกเสียง 28 มิถุนายน 2565 5 กรกฎาคม 2565 12 กรกฎาคม 2565 26 กรกฎาคม 2565
33 3.2 แบบทดสอบวัดผลความสามารถในการเรียนรูeภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปzที่ 2 มีขั้นตอนการสรeางเครื่องมือดังนี้ 3.2.1 ศึกษาวิธีการสร*างแบบทดสอบจากเอกสาร ตำรา แนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรม ที่เกี่ยวข*อง รวมถึงรายงานการวิจัยต.าง ๆ ทั้งในและต.างประเทศที่เกี่ยวข*องกับการออกแบบทดสอบ วัดผลการเรียนรู* 3.2.2 ศึกษารายละเอียดของเนื้อหาที่ได*คัดเลือกตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด จุดประสงคU การเรียนรู*และสร*างแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู*ภาษาอังกฤษเป>นแบบทดสอบก.อนเรียนและ แบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งออกแบบทดสอบแบบคู.ขนาน โดยใช*ก.อนและหลังการดำเนินการเรียนการ สอนด*วยสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบผสมผสานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 เป>น แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 5 ข*อ แบบทดสอบการออกเสียงตัวอักษร จำนวน 5 ข*อ รวม 10 ข*อ คิดเป>น 10 คะแนน แบ.งออกเป>น 2 ตอน ตามทักษะ ดังตารางที่ 3.2 ตารางที่ 2 ตารางกำหนดคุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูeภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปzที่ 1 โรงเรียนบeานทุoงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปzการศึกษา 2565 No. Lists Number of items Marks Weight (%) Methods Part 1: Remember skill 5 5 50 1. - choosing the correct alphabets 5 5 50 3 multiple choices Part 2: Speaking Skill 5 5 50 2. - pronounce the word by phonics 5 5 50 Pronounce as required Total 10 10 100
34 4. การวิเคราะห<ขeอมูล ผู*วิจัยได*ดำเนินการเก็บรวบรวมข*อมูลด*วยตนเองที่โรงเรียนบ*านทุ.งยาว โดยมีกระบวนการ ทดลอง ดังนี้ 4.1 ทำการทดสอบก.อนเรียน ณ โรงเรียนบ*านทุ.งยาว วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565 โดยวัด ความรู*นักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 โดยให* ทำแบบทดสอบทั้งหมด 10 ข*อ หลังจากนั้นทำการเก็บข*อมูลที่ได*จากการทำแบบทดสอบก.อนเรียนไว* เพื่อวิเคราะหUข*อมูลต.อไป 4.2 ดำเนินการทดลองสอน ในช.วง วันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ถึง 26 กรกฎาคม 2565 รวม 4 สัปดาหU ระยะเวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาหUโดยในตลอดระยะเวลาการสอน ผู*วิจัยได*ใช*สื่อการเรียนรู* ภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics สำหรับนักเรียนชั้นชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ประกอบการสอนตลอดระยะเวลาการทดลอง 4.3 วิเคราะหUผลการตอบแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ที่มีต.อการเรียนรู*โดยใช*แบบฝZกเสริมทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ซึ่งเป>น แบบมาตราส.วนประมาณค.า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น*อย น*อยที่สุด โดยนำผลการประเมินมาตรวจให*คะแนน ดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด ให* 5 คะแนน พึงพอใจมาก ให* 4 คะแนน พึงพอใจปานกลาง ให* 3 คะแนน พึงพอใจน*อย ให* 2 คะแนน พึงพอใจน*อยที่สุด ให* 1 คะแนน 4. วิเคราะหUความพึงพอใจโดยหาค.าเฉลี่ย (!̅) และร*อยละ แล*วนำค.าเฉลี่ยของกลุ.มเปmาหมาย รายข*อ นำไปเทียบเกณฑUการแปลความหมายที่เป>นระบบเดียวกันกับระบบตรวจให*คะแนน ดังนี้ 4.51–5.00 พึงพอใจมากที่สุด 3.51–4.50 พึงพอใจมาก 2.51–3.50 พึงพอใจปานกลาง 1.51–2.50 พึงพอใจน*อย 1.00 –1.50 พึงพอใจน*อยที่สุด
35 4.4 ทำการทดสอบหลังเรียน วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ด*วยการให*นักเรียนชั้นชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ซึ่งเป>นนักเรียนกลุ.มตัวอย.างทำแบบทดสอบหลังเรียน ภายหลังการได*รับการเรียนการสอนประกอบกับการใช*สื่อการเรียนรู*ภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics สำหรับนักเรียนชั้นชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 เป>นเวลา 4 สัปดาหU 4.5 ทำการประเมินการสอน วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ด*วยการให*นักเรียนชั้น ประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 ทำแบบประเมินการสอน ภาษาอังกฤษที่ใช*สื่อการเรียนรู*ภาษาอังกฤษด*วยแบบฝZกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาป]ที่ 1 โรงเรียนบ*านทุ.งยาว ภาคเรียนที่ 1 ป]การศึกษา 2565 เพื่อเก็บเป>นผลการประเมินการสอน 5. สถิติที่ใชeในการวิเคราะห<ขeอมูล หลังจากที่ผู*วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข*อมูลตามขั้นตอนกระบวนการวิจัยเรียบร*อยแล*ว ผู*วิจัยได*นำข*อมูลที่ได*มาวิเคราะหUด*วยโปรแกรมคอมพิวเตอรU โดยผู*วิจัยได*ใช*สถิติในการวิเคราะหU ข*อมูลดังนี้ 1. ค.าเฉลี่ย(x̄) 2. ส.วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3. การทดสอบที (t-test) 1. คำนวณค.าสถิติพื้นฐาน คือ คะแนนเฉลี่ย ( ส.วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สูตรคำนวณคoาเฉลี่ยพื้นฐาน ค.าเฉลี่ยของคะแนน ผลรวมของคะแนน จำนวนนักเรียน C N X X å= X = åX = N =
36 2. สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) สoวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส.วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลรวมของคะแนนลบด*วยคะแนนเฉลี่ย จำนวนนักเรียน 3. t-test (การทดสอบที) การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับคoาเฉลี่ยของประชากรกลุoมเดียว ( ) ( 1) S.D. 2 2 - - = å å N N N x x S.D. = å(X - X) = N =
37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห2ข4อมูล การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค8ของการวิจัยเพื่อ (1 เพื่อการสรAางแบบฝEกทักษะ Phonics สำหรับการ เรียนการสอน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบAานทุWงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปU การศึกษา 2565 (2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบAาน ทุWงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ที่ไดAรับการสอนภาษาอังกฤษดAวยแบบฝEกทักษะ Phonic การนำเสนอผลการวิเคราะห8ขAอมูล มี4 ตอน ประกอบดAวย ตอนที่ 1 ขAอมูลเบื้องตAนเกี่ยวกับกลุWมตัวอยWางการวิจัย และตอนที่ 2 ผลศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบAานทุWงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ที่ไดAรับการ เรียนรูAโดยการพัฒนาดAวยแบบฝEกทักษะ Phonics รายละเอียดมีดังนี้ ตอนที่ 1 ข*อมูลเบื้องต*นเกี่ยวกับกลุ8มตัวอย8างการวิจัย การนำเสนอขAอมูลเบื้องตAนของนักเรียนที่เปdนกลุWมตัวอยWางการวิจัย ประกอบดAวยขAอมูลเกี่ยวกับ (1) ขAอมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะเบื้องตAนของกลุWมเปgาหมายการวิจัย และ (2) ขAอมูลเกี่ยวกับ ผลเปรียบเทียบผลการเรียนรูAภาษาอังกฤษระหวWางกWอนและหลังเรียนโดยใชAแบบฝEกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 รายละเอียดดังตาราง 4.1 และตาราง 4.2 ตารางที่ 4.1 จำนวนและรAอยละของขAอมูลเบื้องตAนของนักเรียนที่เปdนประชากรการวิจัยทั้งกลุWม ประชากรทั้งหมด จำแนกตามเพศ และคะแนนมาเรียน ข*อมูลเบื้องต*นเกี่ยวกับกลุ8มตัวอย8างการวิจัย ประชากรทั้งหมด จำนวน (คน) ร*อยละ เพศ ชาย 7 33.33 หญิง 14 66.67 รวม 21 100.00
38 จากตารางที่ 4.1 แสดงวWา ประชากรทั้งหมด สWวนใหญWเปdนหญิงและชาย ตามลำดับ (หญิงรAอยละ 66.67 ชายรAอยละ 33.33) ตารางที่ 4.2 ผลเปรียบเทียบผลการเรียนรูAภาษาอังกฤษระหวWางกWอนและหลังเรียนโดยใชAแบบฝEก ทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ลักษณะการเรียน ค/าเฉลี่ย (mean) SD t df p รวม ก/อนเรียน 3.4 1.16 21.88 19 0.00 หลังเรียน 8.05 1.32 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p< .05) จากตารางที่ 4.2 ผลการเรียนรูAภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังจัดการใชAแบบฝEกทักษะ Phonics สูงกวWากWอนเรียนอยWางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเปdนไปตามสมมตติฐานการวิจัยขAอที่ 1 เพื่อ เปรียบเทียบกWอนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนระหวWางกWอนและหลังเรียนโดยใชAแบบฝEกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต8อสื่อแบบฝRกทักษะ Phonics ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตWอแบบฝEกทักษะ Phonics ปรากฏดังตารางที่ 4.3 ตารางที่4.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตWอสื่อการเรียนรูAแบบบูรณาการ ผลประเมินความพึงพอใจต8อสื่อการเรียนรู*แบบบูรณาการ ผลประเมิน mean ร/อยละ แปลผล 1. เนื้อหามีความเหมาะสม และสอดคลAองกับจุดประสงค8ในการทำแบบฝEก ทักษะ 4.48 89.52 มาก 2. เนื้อหาแบบฝEกทักษะเปdนไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรูAจากงWายไปหายาก 4.52 90.48 มากที่สุด 3. การพิมพ8แบบฝEกทักษะถูกตAองตามหลักเกณฑ8มีภาพประกอบ รูปเลWม สวยงามเหมาะกับการนำไปใชA 4.24 84.76 มาก 4. แบบฝEกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรูAที่เหมาะสมกับนักเรียน 5 100 มากที่สุด 5. นักเรียนทำงานที่ไดAรับมอบหมายอยWางเต็มความสามารถ 4.48 89.52 มาก รวม 4.54 95.40 มากที่สุด หมายเหตุเกณฑBตัดสินผลประเมิน คFาเฉลี่ย 4.50-5.00 ระดับมากที่สุด, 3.50-4.49 ระดับมาก, 2.50-3.49 ระดับ ปานกลาง, คFาเฉลี่ย 1.50-2.49 ระดับนPอย และ คFาเฉลี่ยนPอยกวFา 1.50 ระดับนPอยที่สุด
39 จากตารางที่ 4.3 แสดงวWา ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนตWอแบบฝEกทักษะ Phonics โดยรวมอยูWในระดับมากที่สุด (คWาเฉลี่ย 4.54) เพื่อพิจารณารายขAอ พบวWา แบบฝEกเสริมทักษะมีวิธีการ เรียนรูAที่เหมาะสมกับนักเรียน มีคWาเฉลี่ยมากที่สุดอยูWที่ระดับมากที่สุด (คWาเฉลี่ย 5.00), เนื้อหาแบบฝEก ทักษะเปdนไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรูAจากงWายไปหายาก (คWาเฉลี่ย 4.52) และเนื้อหามีความ เหมาะสม และสอดคลAองกับจุดประสงค8ในการทำแบบฝEกทักษะ (คWาเฉลี่ย 4.48) และนักเรียนทำงาน ที่ไดAรับมอบหมายอยWางเต็มความสามารถ (4.48) ตามลำดับ และเรื่องที่มีคWาเฉลี่ยนAอยที่สุด คือ การ พิมพ8แบบฝEกทักษะถูกตAองตามหลักเกณฑ8มีภาพประกอบ รูปเลWมสวยงามเหมาะกับการนำไปใชA (คWาเฉลี่ย 4.24)
40 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข5อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู>วิชาภาษาอังกฤษด>วยแบบฝFกทักษะ Phonics ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 มีจุดมุYงหมายเพื่อ (1 เพื่อการสร>างแบบฝFกทักษะ Phonics สำหรับการเรียนการสอน ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 (2 เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปU การศึกษา 2565 ที่ได>รับการสอนภาษาอังกฤษด>วยแบบฝFกทักษะ Phonics สรุปผลการวิจัย ผลการใช>แบบฝFกทักษะ Phonics สามารถสรุปผลการวิจัยได>ดังนี้ 1. คะแนนพัฒนาการของคะแนนความรู>วิชาภาษาอังกฤษ พบวYานักเรียนมีความก>าวหน>าของ ผลการเรียนรู>ภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นถึงร>อยละ 46.19 และผลเปรียบเทียบคะแนนผลการเรียนรู>วิชา ภาษาอังกฤษ ระหวYางกYอนและหลังใช>การจัดการเรียนรู>แบบฝFกทักษะ Phonics ระดับชั้น ประถมศึกษาปUที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ระดับ พบวYา ภาพรวมของคะแนนกYอนและหลัง เรียนมีความแตกตYางอยYางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล>องกับ อนงพันธุ4 ใบสุขันธ4 (2551 : 33) กลYาววYา แบบฝFกทักษะคือสื่อการเรียนการสอนที่ครูสร>างขึ้นเพื่อใช>ฝFกทักษะผู>เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาให>เกดความรู>ความเข>าใจเกิดทักษะสูงสุด โดยมีจุดมุYงหมายเพื่อพัฒนา ความสามารถของผู>เรียนให>เต็มตามศักยภาพ 2. คะแนนผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนตYอการจัดการเรียนรู>ภาษาอังกฤษแบบ แบบฝFกทักษะ Phonics พบวYา นักเรียนมีผลประเมิน โดยรวมอยูYในระดับมากที่สุด (คYาเฉลี่ย 4.54) เพื่อพิจารณารายข>อ พบวYา แบบฝFกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรู>ที่เหมาะสมกับนักเรียน มีคYาเฉลี่ยมาก ที่สุดอยูYที่ระดับมากที่สุด (คYาเฉลี่ย 5), เนื้อหามีความเหมาะสม และสอดคล>องกับจุดประสงคmในการ ทำแบบฝFกทักษะ (คYาเฉลี่ย 4.48) และนักเรียนทำงานที่ได>รับมอบหมายอยYางเต็มความสามารถ (คYาเฉลี่ย 4.48) ตามลำดับ และเรื่องที่มีคYาเฉลี่ยน>อยที่สุด คือ การพิมพmแบบฝFกทักษะถูกต>องตาม หลักเกณฑmมีภาพประกอบ รูปเลYมสวยงามเหมาะกับการนำไปใช>(คYาเฉลี่ย 4.24) ซึ่งสอดคล>องกับ กชกร เปAาสุวรรณ และคณะ (2550) ได>กลYาวถึง ถ>าหากผู>เรียนพอใจกับสิ่งต>องการประเมินความ พึงพอใจแล>วนั้น ผลที่ปรากฏจะเปqนอารมณm หรือ ความรู>สึก เจตคติตYอสิ่งที่ถูกประเมิน
41 อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการพัฒนาคุณภาพของการใช>แบบฝFกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 พบวYา ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู> แบบบูรณาการ มีคYาดัชนีประสิทธิภาพ เทYากับ 86.19/80.48 ซึ่งสูงกวYาเกณฑmที่ตั้งไว>(80/80) อาจ เนื่องมาจาก แบบฝFกทักษะ Phonics กระตุ>นให>ผู>เรียนเกิดการเรียนรู> ประกอบกับสื่อการเรียนรู>มี ความนYาสนใจ ทำให>ผู>เรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู> 2. ผลการเปรียบเทียบความแตกตYางระหวYางคะแนนผลการพัฒนาความรู>ภาษาอังกฤษกYอน และหลังการจัดการเรียนรู>แบบฝFกทักษะ Phonics ที่ผู>วิจัยพัฒนาขึ้น 2.1 คะแนนพัฒนาการของคะแนนความรู>วิชาภาษาอังกฤษ พบวYานักเรียนมีความก>าวหน>า ของผลการเรียนรู>ภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นถึงร>อยละ 42.83 2.2 ผลเปรียบเทียบคะแนนผลการเรียนรู>วิชาภาษาอังกฤษ ระหวYางกYอนและหลังใช>การ จัดการเรียนรู>แบบฝFกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 พบวYา ภาพรวมของคะแนนกYอนและหลังเรียนมีความแตกตYางอยYางมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 อาจเนื่องมาจาก ผู>วิจัยได>คำนึงถึงความสามารถของผู>เรียนและศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู>กYอน ออกแบบการจัดการเรียนรู>แบบฝFกทักษะ Phonics ระดับชั้นประถมศึกษาปUที่ 1 โรงเรียนบ>านทุYงยาว ภาคเรียนที่ 1 ปUการศึกษา 2565 ทำให>สามารถพัฒนาคะแนนผลการเรียนรู>วิชาภาษาอังกฤษได>ตาม สมมติฐานที่ตั้งไว>
42 ซึ่งสอดคล>องกับงานวิจัยของ Dudley (2006: 2890) ได>ศึกษาผลของวิธีในการปฏิบัติเพื่อความ คลYองแคลYวของสองวิธีในการอYานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา สิ่งหนึ่งเปqนเครื่องหมายแหYง อำนาจของการแสวงหาของนักอYานรุYนเกYา คือ การไมYเพิกเฉยที่จะได>ประโยชนmจากการอYานอยYาง คลYองแคลYวจากการแนะนำให>ความรู> และการแบYงระดับชั้น นักเรียนที่มีประสบการณmความล>มเหลว จากความคลYองแคลYวในการอYานยYอมเกิดความคิดเปqนลบขึ้นและเปqนผลตYอโรงเรียนของพวกเขาและ ความเติบโตทางสังคมทางเลือก และความสำเร็จ แม>วYาการพิจารณาสรุปรวมของผลการวิจัย ที่เกิดขึ้น ระหวYางความคลYองแคลYวทางการอYาน ที่มีอยูYได>ถูกควบคุมโดยนักอYานรุYนเล็กกวYาที่แสวงหาและ พัฒนาการอYานน>อยมากที่จะรู>จักเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นเข>าแทรกการอYานทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมที่ นำมาใช>ในการออกแบบการทดลองวิชาเดียว ความคลYองแคลYวในการอYาน ผลทีเกิดขึ้นระหวYางความ คลYองแคลYวและความเข>าใจในการอYานของนักเรียนชั้นมัธยมอายุ 18 ปU ซึ่งไมYมีความสามารถทางการ เรียน (LD) ผู>ที่อYานได>ระหวYาง เกรด 1-6 สถิติที่ใช>คือ Two-way ANOVA เพื่อนำมาวิเคราะหm ผลกระทบที่เกิดแทรกขึ้นและระดับการอYานเริ่มแรกของความคลYองแคลYวและความเข>าใจในการอYาน โดยใช>เกณฑmการทดสอบการอYานออกเสียงของ Gray การทดสอบประสิทธิภาพทางการอYานคำศัพทm และการทดสอบความคลYองแคลYวทางการอYานคำศัพทmในใจ ผลของการทดสอบ ชี้ให>เห็นวYา นักเรียนผู> ที่มีทักษะการอYานขั้นเริ่มแรก ระหวYาง เกรด 1 - เกรด 3 อยYางน>อย 2-3 คน ใช>ประโยชนmจากความ คลYองแคลYวและความเข>าใจในการอYานโดยการเชื่อมโยงจากหนังสือได>มากกวYานักเรียน 3. คะแนนผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนตYอการจัดการเรียนรู>ภาษาอังกฤษแบบ แบบฝFกทักษะ Phonics พบวYา นักเรียนมีผลประเมิน โดยรวมอยูYในระดับมากที่สุด (คYาเฉลี่ย 4.54) เพื่อพิจารณารายข>อ พบวYา แบบฝFกเสริมทักษะมีวิธีการเรียนรู>ที่เหมาะสมกับนักเรียน มีคYาเฉลี่ยมาก ที่สุดอยูYที่ระดับมากที่สุด (คYาเฉลี่ย 5), เนื้อหามีความเหมาะสม และสอดคล>องกับจุดประสงคmในการ ทำแบบฝFกทักษะ (คYาเฉลี่ย 4.48) และนักเรียนทำงานที่ได>รับมอบหมายอยYางเต็มความสามารถ (คYาเฉลี่ย 4.48) ตามลำดับ และเรื่องที่มีคYาเฉลี่ยน>อยที่สุด คือ การพิมพmแบบฝFกทักษะถูกต>องตาม หลักเกณฑmมีภาพประกอบ รูปเลYมสวยงามเหมาะกับการนำไปใช>(คYาเฉลี่ย 4.24) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู>แบบบูรณาการนั้น ตอบสนองความสนใจของผู>เรียน ทำ ให>ผู>เรียนมีความพึงพอใจตYอรูปแบบการสอนที่ผู>วิจัยสร>างขึ้น
43 ขHอเสนอแนะ ขHอเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใชH 1. ในการนำแบบสื่อการเรียนรู>ภาษาอังกฤษแบบฝFกทักษะ Phonics ไปใช>ในการจัดการ เรียนรู>นั้น ผู>สอนควรเตรียมตัวให>พร>อม โดยการศึกษารูปแบบและการใช>แบบฝFกการให>เข>าใจกYอน และทำการดำเนินการในขั้นตYอไปของแตYละแบบฝFก 2. ควรปรับเนื้อหาของแบบฝFกทักษะให>เข>ากับพฤติกรรมและความสนใจของผู>เรียน และ เข>ากับระดับชั้นอื่น ขHอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตMอไป 1. ควรได>มีการพัฒนาตYอยอด โดยนำกลยุทธmหรือวิธีสอนอื่น ๆ มาประกอบการจัดการ เรียนรู>เพื่อชYวยให>นักเรียนที่เรียนอYอนนั้นเกิดการพัฒนาทักษะอื่นๆ (ฟâง, พูด, อYาน, เขียน) ได> 2. ควรมีการศึกษาพัฒนาสื่อหรือนวัตกรรมการจัดการเรียนรู>เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพื่อให> นักเรียนเกิดทักษะทางภาษาครบทุกทักษะ
บรรณานุกรม _______. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ,ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ,ชุมนุม สหกรณ,การเกษตรแหDงประเทศไทยจำกัด. กชกร เปMาสุวรรณ และคณะ. (2550). รายงานการวิจัยเรDือง ความคาดหวังและความพึงพอใจตDอการ มาศึกษาตDอที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย,พิษณุโลก. กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัย และพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. กรมวิชาการ. (2545). คู>มือการจัดการเรียนรูFกลุ>มสาระการเรียนรูFภาษาต>างประเทศ. กรุงเทพฯ : องค,การรับสDงสินค\าและพัสดุภัณฑ,. กรมวิชาการ. (2546). การจัดการเรียนรูFกลุ>มสาระการเรียนรูFภาษาต>างประเทศ. กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : องค,การรับสินค\าและพัสดุภัณฑ,. กรมวิชาการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูFแกนกลาง กลุ>มสาระการเรียนรูF ภาษาต>างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ,ชุมนุม สหกรณ,การเกษตรแหDงประเทศไทยจำกัด. คณิต ดวงหัสดี. (2557). สุขภาพจิตกับความพึงพอใจในงานของข\าราชการตำรวจชั้นประทวนใน เขต เมืองและเขตชนบท ของจังหวัดขอนแกDน. วิทยานิพนธ,ศึกษาศาสตร,มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแกDน. ดวงมณี กันทะยอม.(2551).การใชFแบบฝOกการคิดสรFางสรรคQในการสอนเขียนความเรียงเชิง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ,ชุมนุมสหกรณ,การเกษตรแหDงประเทศไทยจำกัด. ถวัลย, มาศจรัสและคณะ. (2550). นวัตกรรมการศึกษา ชุด แบบฝeกหัด-แบบฝeกเสริมทักษะ. กรุงเทพมหานคร:เซ็นจูรี่. นฤมล มีชัย. (2535). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.สาขาวิชาการบริหารการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย บูรพา. นวพร ชลารักษ,. (2559). บทบาทของครูกบัการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที821. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยฟาร,อีสเทอร,น. 9(1), 64-71.
นัยนา ตรีเนตรสัมพันธ,. (2551). ความพึงพอใจตDอการใช\บริการของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,. นิตยา ฤทธิ์โยธี. (2520). การทําและการใช\แบบฝeกทักษะเสริมทักษะ. เอกสารเผยแพรDความร\ู ทางการสอนภาษาไทย หนDวยศึกษานิเทศก,กรมสามัญศึกษา. นิภา ชวนนะพานิช. (2558) การสร\างแบบฝeกทักษะภาษาไทยเรื่องสระเสียงยาว.วิทยานิพนธ,ค.ม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ,มหาวิทยาลัย . ปรียาพร วงศอ, นุตรโรจน,. (2553). การบริหารงานด\านวิชาการ. พิมพ,ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : พิมพ,ดี. พรรณนที โชติพงศ,. (2552). การใชFกิจกรรมประกอบจังหวะเพื่อพัฒนาความรูFดFานคำศัพทQและ ความคงทนในการเรียนรูFคำศัพทQภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปW ที่ 2. ปริญญานิพนธ,บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พิชิต ฤทธิ์จรูญ.(2555).เทคนิคการประเมินโครงการ.กรงุเทพฯ:เฮ\าส,อsอฟเคอร,มีสท,. ไพโรจน, คะเชนทร, . (มปป) . การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค\น เมื่อ 17 ม.ค. 61 จาก www.waltoongpel.com /Sarawichakarn/wichakarn/1-10/การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน 10.pdf ไพศาล หวังพาณิช. (2526). การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิชย,. มธุรส สวDางบารุง. (2555). จิตวิทยากับพฤติกรรมของมนุษย,.พิมพ,ครั้งที่ 3 เชียงใหมD : มหาวิทยาลัย แมDโจ\ เยาวดีวิบูลย,ศรี. (2548). การวัดผลและการสร,างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ,ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ,มหาวิทยาลัย. วงเดือน เจริญ. (2553). ความพึงพอใจและความคาดหวังของผู\ใช\บริการที่มี1 ตDอบริการสารสนเทศ สำนักหอสมุด. ชลบุรี : สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา. สมศักดิ์ คงเที่ยงและอัญชลี โพธิ์ทอง. (2542). การบริหารบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษยQ กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคําแหง. สรFางสรรคQสาหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปWที่ 1 โรงเรียนพาณิชยการ เชียงใหม>.คณะศึกษาศาสตร,บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหมD. สักรินทร, อยูDผDอง.(2552).การศึกษาความพงึพอใจของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มีตDอการ ให\บริการของบัณฑิตวิทยาลัย.กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล\าพระนคร เหนือ