The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CSOs Forum 2023 แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ?

เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum 2023

กองบรรณาธิการโดย :
- ปิยมาศ แกล้วการไร่
- กิรณา คำสิงห์นอก
- อนุสรณ์ ไชยพาน

CSOs Forum ปี 2566 จัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง วาทกรรมคำว่า “กระจายอำนาจท้องถิ่น” เป็นประเด็นที่สังคม มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะมีมุมมองหลากหลายจากผู้แทนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้มาแลกเปลี่ยน มีข้อเสนอ ต่างๆในเวทีร่วมกัน ที่จะช่วยทำให้กระแสการกระจายอำนาจ ได้ถูก “ปลดล็อก” ทำอย่างไรฯ ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ อย่างแท้จริง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thethaiact, 2023-08-30 04:22:51

CSOs Forum 2023 แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ?

CSOs Forum 2023 แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ?

เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum 2023

กองบรรณาธิการโดย :
- ปิยมาศ แกล้วการไร่
- กิรณา คำสิงห์นอก
- อนุสรณ์ ไชยพาน

CSOs Forum ปี 2566 จัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง วาทกรรมคำว่า “กระจายอำนาจท้องถิ่น” เป็นประเด็นที่สังคม มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะมีมุมมองหลากหลายจากผู้แทนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้มาแลกเปลี่ยน มีข้อเสนอ ต่างๆในเวทีร่วมกัน ที่จะช่วยทำให้กระแสการกระจายอำนาจ ได้ถูก “ปลดล็อก” ทำอย่างไรฯ ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ อย่างแท้จริง

1 CSOs Forum 2023 คณะอนุกรรมการด้านการจัดท าฐานข้อมูลและส่งเสริมความเข็มแข็งองค์กร และเครือข่ายภาคประชาสังคม กองส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพฒันาสงัคมและความมั ่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม


2 การกระจายอ านาจ คือ กระบวนการเพิม่อ านาจใหก้บั ประชาชน (ค านิยามของ EU) การกระจายอ านาจ สามารถท าได้หลายรูปแบบ เช่นรัฐบาลกลางให้อปท. จัดท าบริการสาธารณะ ก็เป็นเพยีงรูปแบบหนึ ่ง ทีส่ าคญัคอื เมือ่ เพิม่อ านาจให้กับประชาชน อ านาจทีจ่ะตดั สนิใจ ในทอ้งถิน่มหีลายเรือ่ง ไม่ใชใ่ห้มสี่วนรว่มเฉยๆ (ข้อมูล : บทความ ในหนังสือขอ้เสนอนโยบายกระจายอ านาจสู่ทอ้งถิน่ภารกจิแห่งทศวรรษ 2560 หน้า 9 ธเนศวร ์ เจริญเมือง บรรณาธิการ ศูนย์สร ้างสรรค์ เมืองเชียงใหม่ : 2565 )


3 CSOs Forum 2023 แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอา นาจทอ้งถิน่ ไดจ้รงิหรอื ? คณะอนุกรรมการด้านการจัดท าฐานข้อมูลและส่งเสริมความเข็มแข็งองค์กร และเครือข่ายภาคประชาสังคม กองส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพฒันาสงัคมและความมั ่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum 2023 มิถุนายน – กรกฎาคม 2566


4 เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum 2023 แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ? กองบรรณาธิการ : ปิยมาศ แกล้วการไร่ กิรณา คำสิงห์นอก อนุสรณ์ ไชยพาน ISBN ปีที่พิมพ์ 2566 จำนวนพิมพ์ 500 เล่ม พิมพ์ที่ โรงพิมพ์เดือนตุลา โทรศัพท์ จัดพิมพ์โดย สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) 169 ซอยวิภาวดีรังสิต 44 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม 10900


5 ค าน า กระแสการพัฒนาระดับโลกให้ความสำคัญกับบทบาทภาคประชาสังคม ต่อการลดความเหลื่อมล้ำและสร้าง ความเป็นธรรมในสังคม เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ที่ 17 เพื่อให้เกิดความร่วมมือซึ่งทุก ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยได้ยอมรับที่จะร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 ภาค ประชาสังคมจึงเป็นเป็นภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน CSOs Forum ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 โดยให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ ที่ จะให้เกิดข้อเสนอทางนโยบายต่อรัฐบาล ตามกลไกคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม" (คสป.) ซึ่งมีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหน่วยเลขานุการ ฯ ที่มีแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม เป็นเครื่องมือซี่งการประชุมจะมีข้อเสนอ สำคัญที่เกิดขึ้นในการนำไปสู่การปฏิบัติ การจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ปี 2566 คณะทำงานฯ ได้นำข้อเสนอ จากเวทีประชุม ปี 2565 มากำหนด เป็นหัวข้อ ภายใต้ชื่อ “ การกระจายอำนาจการคลังเพี่อท้องถิ่นกับการส่งเสริมภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนการ จัดบริการสาธารณะ “ เป็นเวทีระดับประเทศ ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2566 ประกอบกับ สถาบันส่งเสริมภาค ประชาสังคม (สสป.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งคณะทำงานในชุดคณะอนุกรรมการด้านการจัดทำฐานข้อมูลและส่งเสริมความ เข็มแข็งองค์กร และเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่มีภารกิจในการ ดำเนินงานตามแผน และมีพื้นที่งานปฏิบัติการในการ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งภาคประชาสังคม จึงได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการจัดเวทีระดับภาค ที่จะ นำข้อเสนอระดับภาค มาสู่เวทีระดับประเทศ จึงมีกระบวนการเวที4 ภาคขึ้น ในประเด็น “แผนบูรณาการพัฒนา คุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ?” ที่จะเชื่อมโยงมิติท้องถิ่น จากรูปธรรมที่มีการ ปฏิบัติการจริง กับการทำงานภาคประชาสังคม ในการบูรณาการแผนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นเวทีให้ภาค ส่วนต่างๆ รัฐ ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน ระดับภาค มีเวทีกลางมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน คณะทำงานฯ เห็นความสำคัญของการนำเสนอบทเรียน ประสบการณ์ จากท้องถิ่น จึงได้ รวบรวมผลงานของ จังหวัดปฏิบัติการ ในการนำเสนอ กรณีศึกษา ที่พื้นที่ได้มีการดำเนินการ รวมทั้งนำ กรณีศึกษา องค์การปกครองส่วน ท้องถิ่น ที่มีผลงานด้านการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต มาประกอบให้ ผู้เข้าร่วมเวทีได้ศึกษา เรียนรู้ ร่วมกัน ที่จะทำ ให้ เกิดการเรียนรู้งานท้องถิ่นได้ รวมทั้งนำบทความ ชุดข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องมาจัดทำเป็นเอกสารประกอบงาน ที่ คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ กับผู้ปฏิบัติงานในการทำงานพัฒนาได้ CSOs Forum ปี2566 จัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง วาทกรรมคำว่า “กระจาย อำนาจท้องถิ่น” เป็นประเด็นที่สังคม มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะมีมุมมองหลากหลายจาก ผู้แทนจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้มาแลกเปลี่ยน มีข้อเสนอ ต่างๆในเวทีร่วมกัน ที่จะช่วยทำให้กระแสการกระจาย อำนาจ ได้ถูก “ปลดล็อก” ทำอย่างไรฯ ที่ท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้ อย่างแท้จริง ด้วยความเชื่อมั่นพลังประชาชน คณะทำงาน CSOs Forum 2023 มิถุนายน 2566


6 สารบัญ หน้า ค าน า 01 โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum ปี 2566 ระดับภาค แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอ านาจทอ้งถิน่ ไดจ้รงิหรอื ? 02 ก าหนดการเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ▪ ภาคกลาง ▪ ภาคใต้ ▪ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ▪ ภาคเหนือ 03 ข้อเสนอเวทีประชุม CSOs Forum ปี 2564 04 ข้อเสนอเวทีประชุม CSOs Forum ปี 2565 05 กรณีศกึษา สถานการณค์วามเหลือ่มล า้และความไม่เป็น ธรรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ ▪ ความเหลือ่มล ้าและความไม่เป็นธรรม ประชากรกลุ่มเปราะบางจังหวัดสุพรรณบุรี ▪ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบบูรณาการจังหวัดจันทบุรี : ระบบการส่งเสรมิทางสงัคมเพือ่การชว่ยเหลอืดแูลผูสู้งอายใุนระยะ ยาว ▪ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรจังหวัดชุมพร : คนชุมพร เรียนรู ้ รอบรู ้ อยู่ดีมีสุข ▪ บทบาทภาคประชาสังคมสตูล : ภารกจิลดความเหลือ่มล ้าของกลุ่มชาตพินัธุ์ ▪ สานพลังสภาสาเกตนครกับ การลดความเหลือ่มล ้าและความไม่เป็นธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะจังหวัดร ้อยเอ็ด ▪ การขบัเคลือ่นขบวนภาคประชาสงัคมเพือ่ลดความเหลือ่มล ้า ประชากรกลุ่มเฉพาะจังหวัดกาฬสินธุ์


7 สารบัญ หน้า ▪ สานพลังสรรค์สร ้างสุขภาวะผู้สูงวัยสุรินทร ์ทีปลอดภัยและเป็ นธรรม ่ ▪ ความเหลือ่มล ้าและความไม่เป็นธรรมกบั ประชากรกลุ่มเฉพาะ เทศบาลเมืองอ านาจเจริญ ▪ ปัญหาความเหลือ่มล ้าและไม่เป็นธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะจังหวัดพะเยา ▪ ภาคประชาสังคม : การขบัเคลือ่นการพฒันาเมอืงล าพูนอย่างมสี่วนรว่ม 06 บทบาทองคก์รทอ้งถิน่กบัการบรกิาร สาธารณะในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต ▪ องค์การบริหารส่วนต าบลทับตีเหล็ก สุพรรณบุรี ▪ เทศบาลต าบลนาชะอัง ชุมพร ▪ เทศบาลเมืองร ้อยเอ็ด ▪ เทศบาลต าบลสบบง พะเยา 07 2 ทศวรรษ การกระจายอ านาจ ▪ ประเมินสถานการณ์กระจายอ านาจ : 2 ทศวรรษทีย่งัไปไม่ถงึเป้า ▪ 26 ปี บนเส้นทางกระจายอ านาจ ▪ ผ่าทางตัน' กระจายอ านาจ 08 แนะน าข้อมูลควรรู ้


8 01 โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum ระดับภาค แผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอา นาจทอ้งถิน่ ไดจ้รงิหรอื ? การประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2564 และ 2565 ใน ประเด็นหัวข้อต่างๆ1 โดยให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ ที่จะให้เกิดข้อเสนอทาง นโยบายต่อรัฐบาล ตามกลไกคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม" (คสป.) ซึ่งมีกรม พัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหน่วยเลขานุการ ฯ ที่มี แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม2 เป็นเครื่องมือซี่งการประชุมจะมีข้อเสนอ สำคัญที่เกิดขึ้นในการนำไปสู่การปฏิบัติ เวทีประชุม CSOs Forum ปี 2566 ได้นำข้อเสนอจากการประชุม CSOs Forum ครั้งที่ 2(2565 ) ในข้อที่ 2 รัฐต้องยกระดับการสนับสนุนการกระจายอำนาจจัดการตนเองของท้องถิ่น มากำหนดหัวข้อ ประจำปี 2566 “ การกระจายอำนาจการคลังเพี่อท้องถิ่นกับการส่งเสริมภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วน การจัดบริการสาธารณะ ” และในแผนระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) ได้วางกลยุทธที่ 1.2 ในการพัฒนา ข้อเสนอเชิงนโยบายพร้อมกลไกขับเคลื่อน เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้วางแผนปฏิบัติราชการ เรื่องที่ 2 สร้างโอกาสและยกระดับการคุ้มครองทางสังคมสำหรับ คนทุกช่วงวัย เป้าหมาย ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับ การคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต3 การประชุม CSOs Forum ระดับภาค เป็นส่วนหนึ่งของ การประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum ประจำปี 2566 (ครั้งที่ 3 ) ซึ่งเป็นเวทีระดับชาติ โดยมองกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆในความ เป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยเฉพาะท้องที่ท้องถิ่นและภาคประชาสังคม ที่มีปฏิบัติการในพื้นที่ ได้มีโอกาส มา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ เสนอชุดประสบการณ์บทเรียนการจัดทำแผนบูรณาการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยให้ ความสำคัญกับแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต กับการจัดบริการสาธารณะ อันเป็นเครื่องมือในการบูรณาการความ ร่วมมือ ที่จะนำสู่การกระจายอำนาจท้องถิ่น ด้วยการกระจายอำนาจทางการคลัง ซึ่งเป็นแก่นหลักของการ กระจายอำนาจซึ่งเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าการกระจายอำนาจ ได้จริงหรือ ? เป็นโจทย์สำคัญที่นำมาเป็นหัวข้อ หลัก ในเวทีประชุม CSOs FORUM ระดับภาค ที่จะให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ร่วมกัน ประกอบกับสถาบัน 1 ครงั้ที่1 ( 2564) : ภาคประชาสงัคม : หนุ้ ส่วนการพฒันาประเทศ ครงั้ที่2 (2565) “หนุ้ ส่วนการพฒันาจากชมุชนสู่ประชาคมโลก” 2 ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2565) ปัจจุบนัและร่างแผนระยะที่2 (พ.ศ.2566-2570) อยู่ระหว่างการเสนอเขา้ทปี่ระชมุคณะรฐัมนตรีพจิารณา 3 วางแนวทาง/กลยุทธ์ 1) กา หนดนโยบาย มาตรการ ในการคุม้ครองทางสงัคม รวมถึงการพฒันานวตักรรม ทางสงัคม เพือ่สรา้งความ เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้า ในทกุมิติ2) ยกระดบัการคมุ้ครองทางสงัคม โดยการจดัสวสัดกิารขนั้พนื้ฐาน การส่งเสริมการเขา้ถึงสิทธิ การสร้างหลักประกันทางสังคม สาหรบัคน ทุกช่วงวยักลุ่มเปราะบาง กลุ่มผูป้ระสบปัญหาทางสงัคม และกลุ่มเป้าหมายของกระทรวง แบบพ่งุเป้า ใหส้อดคลอ้งกบัสถานการณ์ทมี่ีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 3) พัฒนาระบบการให้ความช่วยเหลือเยียวยาในสถานการณ์ วิกฤติอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ 4) สร้างโอกาสและการพัฒนาคุณภาพชีวิตครัวเรือนเปราะบางแบบพุ่งเป้า 5) เสริมสร้างโอกาส ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและที่ดินทา กินที่ม่ันคงและ ไดม้าตรฐาน และสภาพแวดลอ้มที่เอือ้ต่อการด ารงชีวิตใหก้ับประชาชนในทุก กลุ่มเป้าหมาย และ 6) ยกระดับการบริหารจัดการกองทุนในสังกัดกระทรวงฯ เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองทางสังคมคนทุกช่วงวัย


9 ส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) มีพื้นที่ปฏิบัติการดำเนินงานในระดับจังหวัดทดลอง 10 จังหวัด ซึ่งสนับสนุน ให้พื้นที่มีการศึกษาสถานการณ์ปัญหากลุ่มประชากรเฉพาะ4 ที่จะนำมาสู่การบูรณาการจัดทำแผนพัฒนา คุณภาพชีวิตในจังหวัด ให้สามารถบรรจุในแผนพัฒนาจังหวัด จึงเป็นโอกาสดีในการประสานความร่วมมือกับ เวทีประชุม CSOs FORUM ในการจัดเวทีระดับภาคขึ้น 2.วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะ (Public Space ) ให้ภาคส่วนต่างๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในการ ทำแผนบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร 2.1 เพื่อเสนอบทเรียน การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต แบบบูรณาการ ในระดับพื้นที่ 3. รูปแบบและการดำเนินการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ CSOs Forum ระดับภาค ปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “ แผนบูรณาการ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร : กระจายอำนาจท้องถิ่น ได้จริงหรือ ? ในรูปแบบการนำเสนอผ่านผู้แทน ภาคส่วนต่างๆ ในลักษณะการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ การแลกเปลี่ยนบทเรียนการบูรณาการแผนพัฒนา คุณภาพชีวิตในพื้นที่ การแบ่งกลุ่มจังหวัดระดมความเห็นและข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ข้อคิดมุมมอง นักวิชาการต่อการกระจายอำนาจท้องถิ่น โดยจะมีการจัดทำสรุปบันทึกข้อเสนอ นำผลจากเวที 4 ภาค มา ประมวลสังเคราะห์ นำเสนอในเวทีระดับประเทศ ซึ่งจะนำมาสังเคราะห์ ภาพรวม จัดทำข้อเสนอ และ สังเคราะห์เพิ่มเติม ให้เกิดผลทางการปฏิบัติ ทั้งนี้จะมีการประชุมในระบบ Zoom Meeting สำหรับจังหวัดที่อยู่ในระยะทางที่ห่างไกล จากสถานที่ ดำเนินการ โดยใช้ระบบกลุ่มจังหวัด เป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พัฒนากลุ่มจังหวัด 4. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมในเวทีระดับภาค ประกอบด้วยตัวแทนภาคประชาสังคม องค์กรภาค ประชาชน อพม. อสม. สภาองค์กรชุมชน ผู้แทนภาคประชาสังคมในคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบ บูรณาการ (กบจ.) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ทำงานขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคม จาก ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 5. วัน เดือน ปี การจัดเวทีประชุมปฏิบัติการ วัน เดือน ปี ภาค แบ่งตามกลุ่มจังหวัด สถานที่ดำเนินการ ครั้งที่ 1 วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2566 กลุ่มจังหวัดภาคกลาง / ภาค ตะวันออก กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท จังหวัด พระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 4 ตามความหมายประชากรกลุ่มเฉพาะ หมายถึง ประชากรกล่มุทที่คีวามบอบบาง และมีความเสยี่ง ทางสขุภาพอนัมาจากความเหลือ่ม ล้า ทางสงัคม ประกอบดว้ย คนพกิาร ผูสู้งอายุแรงงานนอกระบบ ผูห้ญิง ผูต้อ้งขงักล่มุชาตพินัธุ์ผูม้ีปัญหาสถานะบคุคล กล่มุขา้มชาติ มุสลิม คนไร้บ้าน คนจนเมือง กลุ่มหลากหลายทางเพศ


10 วัน เดือน ปี ภาค แบ่งตามกลุ่มจังหวัด สถานที่ดำเนินการ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี และ จังหวัดอ่างทอง กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัด ราชบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล5 ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี จังหวัด ปทุมธานี จังหวัดนครปฐม และจังหวัด สมุทรปราการ ภาคตะวันออก กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี จังหวัด ตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ครั้งที่ 2 วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2565 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร จังหวัด นครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัด สุราษฎร์ธานีและจังหวัดสงขลา กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัด ระนอง และจังหวัดสตูล ภาคใต้ชายแดน กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัด ปัตตานี และจังหวัดยะลา จังหวัดชุมพร ครั้งที่ 3 วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดร้อยเอ็ด 5 เป็นกล่มุจงัหวดัทจี่ะเข้าร่วมในเวทีระดับชาติ เดือนสิงหาคม 2566


11 วัน เดือน ปี ภาค แบ่งตามกลุ่มจังหวัด สถานที่ดำเนินการ จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัด อุดรธานี กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัด นครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัด สกลนคร กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนกลาง ประกอบด้วย จังหวัด กาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัด มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัด นครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัด บุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัด อุบลราชธานี ครั้งที่ 4 วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2566 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัด แม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัด ลำพูน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย จังหวัด น่าน จังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดตาก จังหวัด พิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัด สุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร และ จังหวัดอุทัยธานี มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา


12 7. งบประมาณ สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม 8. ผู้รับผิดชอบโครงการและองค์กรร่วมจัด คณะอนุกรรมการด้านการจัดทำฐานข้อมูลและส่งเสริมความเข็มแข็งองค์กรและ เครือข่ายภาคประชาสังคม กองส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม 9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 9.1 มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำไปกำหนด ทิศทาง วางแผน แนวทางความร่วมมือที่สอดคล้องและ เหมาะสม 9.2 เกิดการมีส่วนร่วมของภาคีภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาที่ยั่งยืน 9.3 มีรูปธรรมตัวอย่าง การบูรณาการแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นพื้นที่ร่วมในการพัฒนางานบริการ สาธารณะของภาคีภาคส่วนต่างๆ


13 02 ก ำหนดกำร กำรประชมุเชงิปฏบิ ัตกิำร CSOs Forum ระดับภำค (ภำคกลำง) แผนบรูณำกำรพัฒนำคณุภำพชวีติ ประชำกร : กระจำยอ ำนำจท ้องถิ่น ได ้จริงหรือ ? วันศุกร์ที่ 16 มิถุนำยน 2566 ณ ห้องประชุม Grand Ballroom 1 โรงแรมวำสฎิฐี ซติี้อ ำเภอเมอืง จังหวัด สพุรรณบรุี เวลา กิจกรรม 08.30 – 09.30 น. ลงทะเบียนผู้เข ้ำร่วมประชุม 09.30 – 10.00 น. กล่ำววัตถุประสงค์ โดย นำงสำววภิำศศิชำ้งทอง ประธำนเครือข่ำยสภำองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเปิดการประชุม โดย นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี 10.00 – 11.00 น. Local Talk “บทเรียนกำรจัดท าแผนพัฒนำคณุภาพชวีติแบบบูรณาการ” โดย นำยอ ำนำจ หนูมงกฎ นำยกอบต.ทับตีเหล็ก อ ำเภอเมือง สุพรรณบุรี สา นักงานพัฒนาสงัคมและความมั่นคงของมนุษยจ์ ังหวดั สุพรรณบุรี สำ นักงำนจังหวัดสุพรรณบุรี นำงนันทิยำ สงิสทีำ สมำคมเครอืขำ่ยภำคประชำสงัคมจังหวดั สพุรรณบรุ ี 11.00 – 12.00 น. เปิดแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น จำกผู้เข ้ำร่วมประชุม ด าเนินรำยการโดย นำยเดช พุ่มคชำ ประธำนคณะอนุกรรมกำรด ้ำนกำรจัดท ำฐำนข ้อมูลและ สง่เสรมิควำมเข็มแข็งองคก์รและภำคประชำสงัคม 13.00 – 14.30 น. แบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มจังหวัดระดมข ้อเสนอ บทเรียน ประสบกำรณ์ องค์กร เครือข่ำย ในกำรจัดท ำ แผนพัฒนาคุณภาพชวีติ สแู่ผนพัฒนำจังหวดั : แนวทำงควำมร่วมมอื สกู่ำรปฏบิ ัติปัญหำอุปสรรค ผู้แทนกลุ่มย่อยน ำเสนอที่ประชุม ด ำเนินรำยกำรโดย นำยวันชยับญุประชำ สถำบันสง่เสรมิภำคประชำสงัคม 14.30 – 15.00 น. ปัจฉิมกถำ “การกระจายอ านาจ : สร้างชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งได้จริงหรือ ? โดย รศ.ดร.อัชกรณ์วงศป์รดี ี คณะรัฐประศำสนศำสตร์ สถำบันบัณฑิตพัฒนบริหำรศำสตร์ พิธีกร : นำยกิตติวัฒน์ พุทธจักรศรี เครือข่ำยสภำองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี


14 กำรประชมุเชงิปฏบิ ัตกิำร CSOs Forum ระดับภำค (ภำคใต ้) แผนบรูณำกำรพัฒนำคณุภำพชวีติ ประชำกร : กระจำยอ ำนำจท ้องถิ่น ได ้จริงหรือ ? วันศุกร์ที่ 23 มิถุนำยน 2566 ณ โรงแรมมรกต อ ำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เวลา กิจกรรม 08.30 – 09.30 น. ลงทะเบียนผู้เข ้ำร่วมประชุม 09.30 – 10.00 น. กล่ำววัตถุประสงค์ โดย นำยวิโรจน์ แสงบำง ประธำนธนำคำรสมองจังหวัดชุมพร กล่าวเปิดการประชุม โดย นายวสิำห์พูลศริริัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร 10.00 – 11.00 น. Local Talk “บทเรียนกำรจัดท าแผนพัฒนำคณุภาพชวีติแบบบูรณาการ” โดย นำยสญั ชยัหนูสดุ นำยกเทศมนตรีต ำบลนำชะอัง อ ำเภอเมือง จังหวัดชุมพร สา นักงานพัฒนาสงัคมและความมั่นคงของมนุษยจ์ ังหวดั ชุมพร ผแู้ทนสำ นักงำนจังหวัดชุมพร นำยทววีตัน์เครอื สำย สมำคมประชำสงัคมชมุพร 11.00 – 12.00 น. เปิดแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น จำกผู้เข ้ำร่วมประชุม ด าเนินรำยการโดย นำยเดช พุ่มคชำ ประธำนคณะอนุกรรมกำรด ้ำนกำรจัดท ำฐำนข ้อมูลและ สง่เสรมิควำมเข็มแข็งองคก์รและภำคประชำสงัคม 13.00 – 14.30 น. แบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มจังหวัดระดมข ้อเสนอ บทเรียน ประสบกำรณ์ องค์กร เครือข่ำย ในกำรจัดท ำ แผนพัฒนำคณุภำพชวีติ สแู่ผนพัฒนำจังหวัด : แนวทำงควำมร่วมมอื สกู่ำรปฏบิ ัติปัญหำอปุสรรค ผู้แทนกลุ่มย่อยน ำเสนอที่ประชุม ด ำเนินรำยกำรโดย ดร.อนิรุต หนูปลอด 14.30 – 15.00 น. ปัจฉิมกถำ“การกระจายอ านาจ : สร้างชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งได้จริงหรือ ? “ โดย ดร.ชุมพล อังคณานนท์ มหำวิทยำลัยแม่โจ้ วิทยำเขต ชุมพร พิธีกร : ผอ.วิษณุ ทองแก ้ว รพ.สต.คลองน้อย อ ำเภอสวี จังหวัดชุมพร


15 ก ำหนดกำร กำรประชมุเชงิปฏบิ ัตกิำร CSOs Forum ระดับภำค (ภำคอีสำน) แผนบรูณำกำรพัฒนำคณุภำพชวีติ ประชำกร : กระจำยอ ำนำจท ้องถิ่น ได ้จริงหรือ ? วันศุกร์ที่ 14 กรกฎำคม 2566 ณ โรงแรม เอ็ม แกรนด์ โฮเทล อ าเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เวลา กิจกรรม 08.30 – 09.30 น. ลงทะเบียนผู้เข ้ำร่วมประชุม 09.30 – 10.00 น. กล่าววัตถุประสงค์ โดย นำงทองฤทธิ์ พันธะไชย เครือข่ำยสตรีแม่บ ้ำนจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวเปิดการประชุม โดย นำยภสูติสมจติต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด 10.00 – 11.00 น. Local Talk “กำรจัดท าแผนพัฒนำคณุภาพชวีติแบบบูรณาการ” โดย นำยบรรจง โฆษิตจิตรนันท์ นำยกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด สา นักงานพัฒนาสงัคมและความมั่นคงของมนุษยจ์ ังหวดั ร้อยเอ็ด กลุ่มงำนยุทธศาสตร์กำรพัฒนำจังหวัดร้อยเอ็ด นำยประจักษ์ อำษำธง ประธำนสภำสำเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด 11.00 – 12.00 น. เปิดแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น จำกผู้เข ้ำร่วมประชุม ด าเนินรำยการโดย นำยเดช พุ่มคชำ ประธำนคณะอนุกรรมกำรด ้ำนกำรจัดท ำฐำนข ้อมูลและ สง่เสรมิควำมเข็มแข็งองคก์รและภำคประชำสงัคม 13.00 – 14.30 น. แบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มจังหวัดระดมข ้อเสนอ บทเรียน ประสบกำรณ์ องค์กร เครือข่ำย ในกำรจัดท ำ แผนพัฒนำคณุภำพชวีติ สแู่ผนพัฒนำจังหวัด : แนวทำงควำมร่วมมอื สกู่ำรปฏบิ ัติปัญหำอปุสรรค ผู้แทนกลุ่มย่อยน ำเสนอที่ประชุม ด ำเนินรำยกำรโดย ดร.อุปกรณ์ ดีเสมอ เครือข่ำยปปช.ภำคประชำชนจังหวัดร้อยเอ็ด 14.30 – 15.00 น. ปัจฉิมกถำ“การกระจายอ านาจ : สร้างชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งได้จริงหรือ ? “ โดย ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก อำจำรยม์หำวทิยำลัยชวีติ สถำบันกำรเรยีนรูเ้พอื่ปวงชน พิธีกร : นำงรภวิัน กรกำนต์นำยกสมำคมสอื่มวลชย จังหวดัรอ้ยเอ็ด


16 กำรประชมุเชงิปฏบิ ัตกิำร CSOs Forum ระดับภำค (ภำคเหนือ) แผนบรูณำกำรพัฒนำคณุภำพชวีติ ประชำกร : กระจำยอ ำนำจท ้องถิ่น ได ้จริงหรือ ? วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎำคม 2566 ณ มหำวิทยำลัยพะเยำ อ ำเภอเมือง จังหวัดพะเยำ เวลา กิจกรรม 08.30 – 09.30 น. ลงทะเบียนผู้เข้ำร่วมประชุม 09.30– 10.00 น. กล่ำววัตถุประสงค์ โดย นำงมุกดำ อินต ้ะสำร นำยกสมำคมเครือข่ำยสร้ำงบ ้ำนแปงเมืองจังหวัดพะเยำ กล่าวเปิดการประชุม โดย ว่ำที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่ำราชการจังหวัดพะเยำ 10.00 – 11.00 น. Local Talk “บทเรียนกำรจัดท าแผนพัฒนำคณุภาพชวีติแบบบูรณำกำร” โดย นำงสำวโสภำ วงศใ์หญ่ ปลัดเทศบำลต ำบลสบบง อ ำเภอภูซำง จังหวัดพะเยำ ส านักงานพัฒนาสงัคมและความมั่นคงของมนุษยจ์ ังหวดัพะเยำ กลุ่มงำนยุทธศาสตร์กำรพัฒนำจังหวัดพะเยำ นำยประดิษฐ์ เลี้ยงอยู่ เครือข่ำยสร้ำงบ ้ำนแปงเมืองจังหวัดพะเยำ 11.00 – 12.00 น. เปิดแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น จำกผู้เข ้ำร่วมประชุม ด าเนินรำยการโดย นำยเดช พุ่มคชำ ประธำนคณะอนุกรรมกำรด ้ำนกำรจัดท ำฐำนข ้อมูลและ สง่เสรมิควำมเข็มแข็งองคก์รและภำคประชำสงัคม 13.00 – 14.30 น. แบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มจังหวัดระดมข ้อเสนอ บทเรียน ประสบกำรณ์ องค์กร เครือข่ำย ในกำรจัดท ำ แผนพัฒนำคณุภำพชวีติ สแู่ผนพัฒนำจังหวัด : แนวทำงควำมร่วมมอื สกู่ำรปฏบิ ัติปัญหำอปุสรรค ผู้แทนกลุ่มย่อยน ำเสนอที่ประชุม ด ำเนินรำยกำรโดย นำยลำภิศ ฤกษ์ดี มูลนิธิพะเยำเพื่อกำรพัฒนำ 14.00 – 15.00 น. ปัจฉิมกถำ “กำรกระจำยอ ำนำจ : สร้ำงชุมชนท ้องถิ่นเข็มแข็งได ้จริงหรือ ? โดย ผศ.อุดม งำมเมืองสกุล คณะนิติศำสตร์ มหำวิทยำลัยพะเยำ พิธีกร : นำงพรณภทร สวุลัย นักสอื่สำรมวลชนชำ นำญกำร สถำนีวทิยกุระจำยเสยีงแหง่ ประเทศไทยจังหวัดพะเยำ


17 03 ข้อเสนอ เวที CSOs FORUM ประจ ำปี 2564 ภำคประชำสังคม : หุ้นส่วนกำรพัฒนำประเทศ ผลจากกระแสการพัฒนาระดับโลกให้ความสำคัญกับบทบาทภาคประชาสังคม ต่อการลดความเหลื่อม ล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ที่ 17 เพื่อให้เกิดความ ร่วมมือซึ่งทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยได้ยอมรับที่จะร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2030 ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 และได้รุนแรงขึ้นในปี 2563 ต่อเนื่องมา จนถึงปี 2564 เป็นวิกฤตทางสาธารณสุขระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสังคม และเศรษฐกิจ บทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการรับมือกับ วิกฤติการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม การขับเคลื่อนขององค์กรภาคประชาสังคมในหลายระดับ หลากประเภท ได้สะท้อนให้เห็นช่องว่างของภารกิจที่ต้องการการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคม อย่างเข้มแข็ง 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การแก้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน และการเติมเต็มกลุ่มที่ ถูกทอดทิ้งจากระบบและกลไกภาครัฐที่เข้าไม่ถึง การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการ ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564 – 2565) ที่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับ แผนแม่บทเฉพาะกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 พ.ศ. 2564 – 2565 และมอบหมายส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติต่อไป โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม" (คสป.) เป็นผู้รับผิดชอบ ประกอบด้วย 4 วัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมให้มีศักยภาพและมี บทบาทเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ 2) เพื่อศึกษาและยกร่างข้อเสนอด้านกฎหมาย นโยบาย กลไก ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง 3) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการ จัดการความรู้และพัฒนาฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคม 4) เพื่อสร้างกรอบทิศทางการส่งเสริมองค์กรภาค ประชาสังคม ให้ภาคีภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ดำเนินงานภายใต้ 4 แผนงาน ได้แก่ 1) พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถขององค์กรภาค ประชาสังคมให้มีความเข้มแข็งและมีธรรมาภิบาล 2) พัฒนากฎหมาย นโยบาย กลไก มาตรการ เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมองค์กรภาคประชาสังคม 3) พัฒนาองค์ความรู้ การศึกษาวิจัยเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาความ เข้มแข็งองค์กรภาคประชาสังคม 4) ส่งเสริม สนับสนุน องค์กรภาคประชาสังคมให้เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา ประเทศ และเชื่อมโยงการทำงานในระดับภูมิภาคและประชาคมโลก สอดคล้องกับ ▪ ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ ของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนา การพึ่งตนเองและการจัดการตนเองในกิจการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง และยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะอย่างเหมาะสม ▪ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น พลังทางสังคม (พ.ศ. 2561 – 2580) ที่มีเป้าหมาย เรื่อง การระดมสรรพกำลังจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มาเป็นกลไกในการช่วย


18 แก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาค เนื่องจากการทำงานโดยกลไกและกำลังทรัพยากรของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว อาจไม่เพียงพอและไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ▪ แผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม ประเด็นการปฏิรูปที่ 4 ระบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ที่กำหนดให้มี กลไกและกระบวนการหนุนเสริมองค์กรภาคประชาสังคม ให้เข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมและ เป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เวทีเสวนาออนไลน์ “ ภาคประชาสังคม : หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ “ เป็นกิจกรรมหนึ่งของ แผนงานที่ 4 : ในการส่งเสริมสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมให้เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ ผ่านรูปแบบการเสวนาออนไลน์ ในประเด็นหัวข้อย่อย 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ธรรมาภิบาล : หลักการ แนวทาง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ประเทศไทยกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 3 ภาคประชาสังคมกับการมีส่วนร่วมใน การจัดการปัญหาในสถานการณ์โควิด 19 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมภาคประชาสังคมในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ เปิดพื้นที่ สาธารณะ (Public Space ) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในสถานการณ์การพัฒนาในภาวะที่เผชิญปัญหาวิกฤติ และประมวลข้อเสนอ ต่อ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ใช้เป็นแนวทาง วางแผนการทำงานต่อไป ในเวทีเสวนาทั้งสามวันมีคำสำคัญหลักที่หยิบยกเป็นประเด็นแลกเปลี่ยน ได้แก่ “ภาคประชาสังคม ธรรมาภิบาล การพัฒนาที่ยั่งยืน และหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ” ข้อคิดเห็นในวงเสวนาได้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคประชาสังคม ยังมีช่องว่างความไม่เข้าใจต่อการยอมรับ ทางสังคม และการสื่อสาร ธรรมาภิบาล เป็นเรื่องจำเป็น และเป็นทิศทางที่ต้องเดินคู่กับการสร้างความเป็น หุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการมอง SDGs มาเป็นการมองเชื่อม SDGs Goal SDGs Target และ SDGs indicators ด้วยกันอย่างเป็นระบบ หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศต้องวางอยู่ในฐานของค่านิยมที่ต้องทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตย คือ ต้องเชื่อมั่นในการส่งเสริมให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ในการเสวนา ได้นำกรณีศึกษา การมีส่วนร่วมภาคประชาสังคม ในการจัดการปัญหาในสถานการณ์โควิด -19 มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการจัดเวทีในสามประเด็นหลัก มีข้อคิดเห็นสำคัญในการนำเสนอคือ ภาคประชาสังคมและภาครัฐ ต้องเอาจุดอ่อน จุดแข็งมาแบ่งปันกันและมาวางแผนการทำงาน คือ “การมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน” และการปรับเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ด้านกฎระเบียบที่ทันการณ์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในเวทีเสวนา ได้สะท้อนให้เห็น บทบาทภาคประชาสังคม กับการเป็นหุ้นส่วนการ พัฒนาประเทศที่ชัดเจน การพัฒนาประเทศจะต้องตอบโจทย์วาระโลกซึ่งกำหนดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) และต้องการให้ ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ตามปณิธานที่จะไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ( Leaving No One Behind) จึงนับเป็นความท้าทายการทำงานพัฒนาประเทศ ที่ต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน การจัดเวทีทั้งสามครั้ง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ ในฐานะหน่วยเลขานุการ ฯ ในกลไกคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม" (คสป.) ได้นำผลสรุปการประมวลข้อเสนอมานำเสนอในเวทีประชุมข้อเสนอ ภาคประชาสังคม : หุ้นส่วนการพัฒนา ประเทศ ในวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 โดยผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยอนุกรรมการคณะกรรมการ ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ชุดต่างๆ (อนุแผนฯ อนุกฎหมายฯ และอนุฐานข้อมูล ฯ ) ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้งสามคณะ ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ระดมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม มีข้อเสนอ ที่เกิดขึ้นที่จะนำเสนอต่อ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ต่อไป


19 สรุปผลสำคัญจากการประมวลข้อเสนอ6 จากเวทีประชุม 4 ครั้ง มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และ เชิงปฏิบัติการ ดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. รัฐต้อง กระตุ้น ส่งเสริม กำกับการขับเคลื่อน สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน7 ของภาคส่วนต่างๆ ใน ทุกระดับ ให้เป็นไปตามเจตจำนง หลักการและกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ภายใต้ฐานคิด การเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์การลดความเหลื่อมล่ำ การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง8 (Inclusive Development ) และการพัฒนาที่คนยากจน คนเปราะบาง เช่น คนจนเมือง คนพิการ คนไร้รัฐ แรงงานข้ามชาติฯลฯ จะต้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนา 2. รัฐต้องมีการปฏิรูประบบราชการ ในการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่นและชุมชนให้สามารถจัดการปัญหา ตนเองได้อย่างรวดเร็ว การส่งเสริมให้เกิด“กองทุนฟื้นฟูทางสังคม”ซึ่งจะเป็นกองทุนที่นำมาเยียวยา และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ โดยจัดสรรให้ชุมชน/หมู่บ้าน จัดการตนเอง โดยอาจใช้รูปแบบกองทุน หมู่บ้าน เป็นแนวทางการสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในระดับท้องถิ่น 3. รัฐต้องให้ความสำคัญ และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคม กลุ่มต่างๆที่หลากหลายบนพื้นฐานความเป็นอิสระและธรรมาภิบาล โดยการส่งเสริมและเร่งผลักดันให้ เกิด “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ....” เพื่อให้ ภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคม 4. รัฐจะต้องส่งเสริมและบรรจุหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (civic education) เข้าไปในระบบการศึกษา เพื่อสร้างให้เด็กและเยาวชน นักศึกษา หรือ กลุ่มคนต่าง ๆ เข้าใจการทำงาน สร้างการรับรู้ความเข้าใจ ในสังคม ในการรับรู้ข้อมูล การวิเคราะห์ การเข้าใจประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อ สร้างการเป็นพลเมืองโลก ข้อเสนอเชิงการปฏิบัติการ 1. จะต้องมีการจัดปรับรูปแบบวิธีการทำงานราชการและกลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ ทั้งด้านทัศนคติ ความร่วมมือ และการปฏิบัติการงานพัฒนาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์ กับการเปลี่ยนแปลงของโลก ประเทศ ดังตัวอย่างเมื่อมีเหตุการณ์ในสถานการณ์วิกฤติให้มีแผนปฏิบัติ การร่วมระหว่างรัฐและภาคประชาสังคม ควรส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานระดับท้องถิ่น 6 การจดัทา ขอ้เสนอ ไดป้ระมวลจากเอกสารรายงานการดา เนนิงาน โครงการสรา้งความร่วมมือภาครฐัภาควิชาการ ภาคธุรกิจและภาคประชา สังคม ในการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม เวทีเสวนาออนไลน์“ ภาคประชาสงัคม : หุน้ ส่วนการพฒันาประเทศ “วนัที่5-7 สิงหาคม 2564 และรายงาน สรุปสาระสา คญัเวทปีระชมุประมวลขอ้เสนอ ภาคประชาสงัคม : หนุ้ ส่วนการพฒันาประเทศผ่านโปรแกรม วนัพธุที่18 สิงหาคม 2564 7 เป้าหมายเพอื่การพฒันาทยี่ ่งัยืน (Sustainable Development Goals –SDGs) ทงั้หมด 17ขอ้ม่งุหวงัจะช่วยแกป้ัญหาทโี่ลกกา ลงั เผชิญอยู่เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทยีม สภาวะโลกรอ้น และสนัตสิุข เพอื่เสริมแนวคดิ “ ไม่เป็นการทงิ้ใครไวข้า้งหลงั” ทคี่าดว่าจะ ทา สา เร็จไดภ้ายในปี2030 8 การไม่ทงิ้ใครไวข้า้งหลงั โดยตอ้งมีการทบทวนการประเมินผลการพฒันาว่าในการพฒันาดา้นต่าง ๆ มีการละเมิดสทิธิมนษุยชนของคน กล่มุนอ้ยหรือไม่ซ่ึงอาจเป็นภยัต่อมนษุยชาติโดยอาจตอ้งมีการทา ดชันีตวัชีว้ดัความไม่ย่งัยืน ควบคู่ดชันตีวัชีว้ดัความย่งัยืน


20 ให้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือคนในชุมชนแบบทั่วถึงและรวดเร็ว และการดูแล กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือให้เข้าถึงสวัสดิการต่างๆที่ครอบคลุม 2. ควรมีการปรับแก้ไขระเบียบและการทบทวนกฎหมายต่างๆ ให้เกิดการทำงานที่มีความคล่องตัวใน สถานการณ์วิกฤติของประเทศ โดยการออกระเบียบข้อบังคับหรือมาตรการพิเศษเฉพาะต่างๆ เพื่อให้ เอื้อต่อการทำงานที่คล่องตัวซึ่งจะช่วยทำให้ ภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่างๆ สามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ได้ โดยไม่ติดขัด กับกฎระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ในระบบราชการ โดยเฉพาะในเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้แก้ปัญหาได้อย่างทันที่ 3. หน่วยงานภาครัฐ ในสังกัดกระทรวงทบวง กรม ต่างๆ ที่มีภารกิจหน้าที่ ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชน ควรที่จะมีการส่งเสริมและสนับสนุนภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำ แผนปฏิบัติการการพัฒนาที่สอดคล้อง ทั้งในระดับประเทศ และ ภูมิภาค 4. คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการศึกษา งานวิจัยเกี่ยวกับ “ภาคประชาสังคมกับบทบาทการพัฒนาประเทศ” ในมิติต่างๆ เช่น “ภาคประชาสังคมกับบทบาทการมีส่วนร่วมในสถานการณ์โควิด-19” 9 “หน้าที่ที่รัฐควรทำกับ ภาคประชาสังคม” ความคุ้มค่าในการลงทุนกับภาคประชาสังคม “ธรรมาภิบาลของภาคประชา สังคม” ฯลฯ เพื่อเป็นชุดความรู้ ข้อมูล ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับบทบาทภาคประชาสังคมที่มีส่วน ร่วมในการพัฒนาประเทศ 5. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรที่จะเป็นกลไกกลางในการสร้างการมีส่วนร่วม ภาคส่วนต่างๆ มาทำงานร่วมกัน มีตัวอย่างการทำงานที่เป็นรูปธรรม โดยมีนโยบายจากกระทรวงฯ ไปยังหน่วยงานสังกัดในระดับจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ให้รับรู้งานทางนโยบายที่กำลังมีการขับเคลื่อนทางนโยบาย10ในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กร ภาคประชาสังคม ให้กลไกในระดับจังหวัดรับรู้อย่างเท่าทัน ซึ่งจะช่วยให้ภาคประชาสังคมในพื้นที่ สามารถใช้กลไกจังหวัดเป็นช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ในพื้นที่ โดยอาจจะมีการทดลองนำร่องปฏิบัติการจริงให้เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ11 เป็นตัวอย่างใน การสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ ใน คณะกรรมการส่งเสริมและ พัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุน ให้แผนปฏิบัติการการ ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม นำสู่การปฏิบัติการตามแผนให้บรรลุเป้าหมาย ดังกรณี ตัวอย่าง เวทีภาคประชาสังคม (CSOs – FORUM) ที่จัดขึ้นตามแผนฯ ได้ยืนยันว่า บทบาท ภาคประชาสังคมและการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา มีความจำเป็นและสำคัญ ในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) และกรมพัฒนาสังคม 9 เนอื่งจากมีการทา งานกบัภาคประชาสงัคมหลายจงัหวดัมีขอ้มูลการทา งานการมีส่วนร่วมของภาคประชาสงัคมในการจดัการ เช่น จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคประชาสังคมร่วมมือกับสภาหอการค้าจังหวัด ในการตรวจหาเชื้อในกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือ จังหวัดเลย ทมี่ีการ จดัตงั้ Home Isolation (HI) Community Isolation (CI) เป็นต้น 10 ร่างพระราชบญัญตัสิ่งเสริมและพฒันาองคก์รภาคประชาสงัคม ระเบียบสา นกันายกรฐัมนตรีว่าดว้ยการส่งเสริมและพฒันาองคก์ร ภาคประชาสังคม 2558 11 ในคา กล่าวเปิด ของรองอธิบดกีรมพฒันาสงัคมและสวสัดกิาร เมือ่วนัที่5 สิงหาคม 2564 ได้กล่าวไวว้่า จะนา ไปสู่การจดัทา แผนการ พฒันา ทา อย่างไรใหม้ีโครงการทโี่ดดเด่น โครงการเชิงพนื้ที่โครงการเชิงประเดน็ทจี่ะทา ใหก้ารขบัเคลือ่นภาคประชาสงัคมกระจายทกุ จงัหวดัท่วัประเทศ และทา ใหเ้กิดความย่งัยืน เนน้การสรา้งพลงัทางสงัคมใหเ้กิดความเขม้แข็งต่อไป


21 และสวัสดิการ จะต้องทำหน้าที่สื่อสาร ความร่วมมือ การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ในการวางแผน การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เท่าทันสถานการณ์ โดยจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือ อย่างต่อเนื่อง “ การมองไปข้างหน้า ต้องการนโยบายที่มีทิศทางมากขึ้น ต้องการสภาพแวดล้อมที่ทำให้นโยบาย สร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่อกันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเดินหน้าร่วมกันอย่างสำคัญ” (จากเวที CSOs Forum)


22 04 ข้อเสนอเวทีประชุม CSOs FORUM ประจ ำปี 2565 “หุ้นส่วนกำรพัฒนำจำกชุมชนสู่ประชำคมโลก” ข้อเสนอการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับประเทศ CSOs FORUM ประจำปี 2565 “หุ้นส่วนการพัฒนา จากชุมชนสู่ประชาคมโลก” เป็นการสรุปสังเคราะห์ จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ในระดับภาค 4 ภาค 12 และระดับประเทศ มีข้อสรุปสำคัญคือ ภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน โดยเป็นการพัฒนาที่ครอบคลุม “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งมีความครอบคลุมทางสังคม โดยคนทุกคน ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา เข้าถึงโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องมีพื้นที่การมีส่วน ร่วมเชิงนโยบายเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคประชาสังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันทำงานเป็น ภาคีในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและประเทศร่วมกัน “การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง ปรับสัมพันธ์ใหม่ๆ ของทุกภาคส่วน ต้องไม่ยึด ติด ให้ความต้องการ ความเป็นอิสระ เป็นอุปสรรคต่อวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการพัฒนาที่ทุกภาคส่วน ปรารถนาร่วมกัน ซึ่งสามารถกระทำได้โดยเริ่มต้นที่ตนเอง หรือกลุ่ม เปิดเวทีเพื่อสร้างความเป็นมิตรกัน แลกเปลี่ยน สนทนา แก้ไขข้อจำกัด ตัดสินใจ ทดลองทำดู จะทำให้เกิดความไว้ใจ อันเป็นต้นทุนสำคัญยิ่งของความเป็นหุ้นส่วน” ข้อเสนอจากการประชุม CSOs FORUM ประจำปี 2565 “หุ้นส่วนการพัฒนาจากชุมชนสู่ประชาคมโลก” ดังนี้ ลำดับ ข้อเสนอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1 ภาครัฐยังคงเป็นหลักในการพัฒนาและสนับสนุน ภาคประชาสังคมให้เป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ด้วยกฎระเบียบที่ส่งเสริม มากกว่าการควบคุม ตลอดจน ทุกภาคส่วนปรับทัศนคติ สร้างบรรยากาศที่ดีแลกเปลี่ยน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเป็นหุ้นส่วนดำเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ และทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน 2 รัฐบาลต้องยกระดับการสนับสนุนการกระจายอำนาจ จัดการตนเองของท้องถิ่น จัดทำแผนและงบประมาณ แก้ไขปัญหาต่างๆในพื้นที่ได้ โดยการปรับโครงสร้างการ กระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง) กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการ 12 การจัดเวทีระดับภาค ผ่านระบบออนไลน์ 4 ภาค ซ่ึงเร่ิมจัดขึ้นในภาคใต้วนัที่ 4 กรกฎาคม 2565 ภาคเหนือ วนัที่ 6 กรกฎาคม 2565 ภาคตะวนัออกเฉียงเหลือ วนัที่ 7 กรกฎาคม 2565 ภาคกลาง วนัที่ 8 กรกฎาคม 2565 และเวทีระดบั ประเทศ ในวนัที่ 21 กรกฎาคม 2565 องค์ประกอบผูเ้ขา้ร่วม ประกอบดว้ย ผูแ้ทนภาคส่วนต่างๆ ภาครัฐ ประชาสงัคม อาสาสมัครพฒันาสงัคมและ ความม่ันคงของมนุษย์ผูแ้ทนสภาองค์กรชุมชน และภาคเอกชน รวมจ านวนผูเ้ข้าร่วม ในระดับภาค 584 คน (ภาคใต้ 111 คน ภาคเหนือ 122 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 124 คน และภาคกลาง 167 คน )ในวนัที่ 21 กรกฎาคม 2565 เป็นเวทีระดับประเทศ จดัขึน้ณ โรงแรมใบหยกสกาย กรุงเทพมหานคร เพอื่นา เสนอรายงานบทสงัเคราะห์4 ภาค การเสวนา “หุ้นส่วนการพัฒนา จากชุมชน สู่ประชาคมโลก” และจดัระดมขอ้เสนอจากภาคต่างๆ ต่อการเป็นหุน้ ส่วนการพฒันา ผ่านระบบ zoom meeting เพ่ิมเติม มีผูเ้ขา้ร่วม ในเวทีกลาง 103 คน และผ่านระบบออนไลน์ จาก 4 ภาค จา นวน 221 คน รวมผูเ้ขา้ร่วมทงั้หมด 324 คน


23 ลำดับ ข้อเสนอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรงบประมาณภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น ให้ท้องถิ่น สามารถนำภาษีที่จัดเก็บได้ในพื้นที่มาใช้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ท้องถิ่น มอบหมายให้เอกชน หรือภาคประชาสังคม ดำเนินงานจัดทำบริการสาธารณะ กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือกิจกรรมสาธารณะใดแทนท้องถิ่นได้ (มาตรา 250 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560) นอกจากนั้นควรส่งเสริมทุกภาคส่วน มีส่วนร่วม การจัดการตนเองของท้องที่ โดยการเชื่อมประสาน การดำเนินงานกับท้องถิ่นและจังหวัด โดยสร้างพื้นที่ รูปธรรม และจังหวัดตัวอย่าง 3 มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของภาคประชาสังคม ในรูปแบบของกองทุน ต่างๆ ที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการทำงานให้แก่องค์กรภาค ประชาสังคมในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมและอำนวยความ สะดวกให้ภาคประชาสังคมสามารถระดมทุนสาธารณะ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการสนับสนุนผ่านระบบเทคโนโลยี (Crowdfunding) ทั้งนี้ ในระดับจังหวัดคณะกรรมการ บริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์จังหวัด อาจให้การ สนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อนำงบประมาณที่ได้มาใช้สนับสนุนแผนงาน/โครงการ ที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบาง คนยากจน คนด้อยโอกาส ทุกประเภท รวมทั้งส่งเสริมศักยภาพและความเข้มแข็ง ของภาคประชาสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมน ุ ษย์ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบ บูรณาการ (กบจ.) 4 ทุกภาคีของหุ้นส่วนการพัฒนา รวมทั้งสื่อสาธารณะ ของรัฐ เพิ่มบทบาทในการสื่อสารกับสังคม สร้างความรู้ ความเข้าใจ ความสำคัญของบทบาทภาคประชาสังคม ในการเพิ่มมูลค่ากับการพัฒนาประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส สำนักงาน สถิติแห่งชาติ 5 รัฐบาลและทุกภาคีต้องไม่ละเลยในการดำเนินงาน พัฒนาโดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ การแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) 6 พัฒนากลไกความร่วมมือของรัฐ เอกชน ภาคประชา สังคม ในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน


24 ลำดับ ข้อเสนอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และจังหวัด โดยใช้รูปแบบ เวทีประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้บริหาร กับภาคีเครือข่าย การจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วม รวมทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการในระดับ ต่างๆ และมีกลไกการติดตามประเมินผลร่วมกัน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ 7 ส่งเสริมและสนับสนุน บทบาทภาคประชาสังคมในการ ดำเนินงานเพื่อตอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และข้อเสนอแนะปฏิญญาอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และประชาคมโลกเพื่อ ร่วมกันสร้างบทบาทในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ 8 ให้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชา สังคม (คสป.) ทำหน้าที่ติดตามและรายงานผล การดำเนินงานตามข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุม สมัชชาภาคประชาสังคมเป็นประจำทุกปี - 2 หน่วยงานต่างๆของรฐัและองค์กรปกครองส่วนทอ้งถิ่น มีกองทนุต่างๆจา นวนมากทีน่่าจะสามารถเป็นหนุ้ ส่วนการพฒันากบัทกุภาคส่วนต่างๆได้เช่น - กระทรวงพฒันาสงัคมและความม่นัคงของมนุษย์(พม.) มีการบริหารจัดการกองทุนต่างๆจ านวนมาก เช่น กองทุนผูสู้งอายุ , กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม , กองทุนพัฒนาสตรีและครอบครัว , กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , กองทุนส่งเสริมสวัสดิการชุมชน , ศูนย์ช่วยเหลือคนเปราะบาง ศูนย์ความรบัผดิชอบ ทางสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เป็นต้น- สา นกังานหลกัประกนัสุขภาพแห่งชาติมีกองทนุหลกัประกนัสุขภาพพนื้ที่(กปท.)ทกุตา บล , กองทนุผูอ้ยู่ ในภาวะพึ่งพิง (Long term care : LTC) และกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ สามกองทุนนีอ้ยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตา บล เทศบาลและองค์การ บริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) -กองทุนเพือ่ความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีทุนสนบัสนุนกลุ่มวิสาหกิจชมุชน/กลุ่มอาชีพต่างๆทีจ่ดักระบวนการเรียนรูใ้หก้บัเยาวชนนอกระบบทีเ่ป็นพ่อแม่วยัใส เด็กนกัเรียนทีต่อ้งออกจากโรงเรียนกลางคนัเยาวชนในสถานพนิจิและในคกุทีจ่ะสรา้งงานสรา้งอาชีพมีรายไดแ้ละกลบัมาเรียนหนงัสอืได้รวมทงั้ใหท้นุนกัเรียนทีข่าดโอกาส ไม่มีเงินทุนการศึกษา


25 05 สถำนกำรณค์วำมเหลือ่มล ้ำและ ควำมไม่เป็ นธรรมของประชำกรกลุ่มเฉพำะ ควำมเหลือ่มล ้ำและควำมไม่เป็นธรรม ประชำกรกลุ่มเปรำะบำงจังหวัดสุพรรณบุรี นันทิยำ สิงสีทำ 13 1. เกริ่นนำ การพัฒนาประเทศที่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและความมั่งคั่งให้ทุนกลุ่มเล็ก ๆ เกิดความร่ำรวยอย่างมหาศาลในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยากจน ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับ คนยากจนอย่างกว้างขวาง เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคมไทย ที่ปรากฏชัดเจน คือ ชองวางทางรายได้ (Quintile by Income) ระหว่างคนร่ำรวยกับคนจน ห่างกัน ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้ เป้า (Thai Poverty Map and Analysis Platform :TPMAP) ได้วิเคราะห์ความยากจนของประชากรไทยจาก มิติต่าง ๆ ทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การศึกษา รายได้และการเข้าถึงบริการของรัฐ พบว่า ปี 2565 คนจนใน ประเทศมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,025,782 คน คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ประชากรกลุ่มคนเปราะบาง (vulnerable group) ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ อย่างอิสระ หรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ถูกเอารัดเอาเปรียบง่าย 2.กลุ่มประชากรกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีประชากรรวมทั้งสิ้น 835,360 คน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 26 – 59 ปี จำนวน 417,419 คน มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย รองลงมาเป็นประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 181,982 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีกลุ่มชาติพันธุ์ 11 กลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีชาติพันธุ์ไทยทรงดำมากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ลาวเวียง ตามข้อมูลจาก TPMAP ที่ยังไม่ผ่านการคัดกรองพบว่าจังหวัดสุพรรณบุรีมีประชากรกลุ่ม เปราะบางทั้งสิ้น 208,201 คน แยกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ 7 ประเภท ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนยากจน ผู้พ้น โทษ ผุ้ติดเชื้อ HIV คนไร้ที่อยู่ที่อาศัย และคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฎร โดยกลุ่มผู้สูงอายุมีจำนวนมากที่สุด และมี แนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามโครงสร้างของประชากร รองลงมาคือ กลุ่มผู้พิการและคนยากจน ตามลำดับ ประชากร เหล่านี้ หลายคนมีความเปราะบาง “ซ้ำซ้อน” โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการและกลุ่มคนยากจน 13 สมาคมประชาสังคมสุพรรณบุรี สังเคราะห์จากรายงานการศึกษา สถานการณ์ปัญหาความเหลือ่มล้า และความไม่เป็น ธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี: 2565


26 3.ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมของประชากรกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี ประชากรจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 80 จากข้อมูลปี 2565 พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (Gross Provincial Product at Current Market Price per capita : GPP) ที่ มีค่าสูงสุดมี 3 รายการ ได้แก่ เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมง (ร้อยละ 27.12 ของ GPP จังหวัด) การ ขายส่งและขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ (ร้อยละ 13.78 ของ GPP จังหวัด) และการผลิต (ร้อยละ 13.62 ของ GPP จังหวัด) ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 105,238 บาท/คน/ปี อยู่ในระดับปานกลาง ถึงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรทั่วประเทศ รายได้มวลรวมของจังหวัดพึ่งพา เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมงมากถึงร้อยละ 27.12 ของ GPP จังหวัด กลุ่มประชากรที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ความเลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคมมากกว่ากลุ่มอื่น คือ ประชากร 3 กลุ่ม ได้แก่ 1)กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นประชากรกลุ่มเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีจำนวน 181,982 คน คิดเป็น ร้อยละ 21.78 และทำให้จังหวัดสุพรรณบุรีเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (completely aged society) อำเภอที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 21.01 ตามเกณฑ์กำหนดการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเดิมบางนางบวช ร้อยละ 24.71 อำเภอศรีประจันต์ ร้อยละ 23.93 อำเภอสามชุก ร้อยละ 23.79 อำเภอบางปลาม้า ร้อยละ 23.24 และอำเภอเมือง ร้อยละ 21.05 ตามลำดับ 2)กลุ่มคนพิการ เป็นประชากรกลุ่มเฉพาะที่มีจำนวนมากรองลงมา จำแนกตามประเภทความพิการ ส่วนใหญ่มีความพิการด้านการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย 19,884 คน รองลงมา คือ ความพิการด้านได้ยิน หรือสื่อความหมาย จำนวน 5,778 คน พิการด้านการเห็น จำนวน 2,216 พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม จำนวน 2,057 คน พิการทางสติปัญญา จำนวน 1,613 คน พิการออทิสติก จำนวน 179 คน และพิการทางการ เรียนรู้ จำนวน 134 คน ทั้งนี้มีพิการมากกว่า 1 ประเภท จำนวน 2,053 คน ศูนย์บริการคนพิการ จังหวัด สุพรรณบุรีได้ขึ้นทะเบียนผู้พิการครบทุกคน รวมทั้งสิ้น 33,904 คน 3)คนยากจน เป็นกลุ่มประชากรตกเกณฑ์ชี้วัด 5 มิติ คือ ด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การศึกษา รายได้ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ มีจำนวนทั้งสิ้น 28,611 คน หลังจากการคัดกรองของศูนย์อำนวยการขจัดความ ยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอ (ศจพ.อ.) และรวม ครัวเรือนตกเกณฑ์ที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ปี 2565-2566 พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีคนยากจนจำนวนทั้งสิ้น 1,228 ครัวเรือน 4,296 คน


27 4.การแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชากรกลุ่มเปราะบางในจังหวัดสุพรรณบุรี มีหน่วยงานต่างๆที่ เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยใช้ฐานข้อมูลจาก TPMAP เป็นเครื่องมือ ดังนี้ 1) สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรีโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ประกาศวาระจังหวัด “ขับเคลื่อนการ จัดการความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อคนสุพรรณบุรี หลุดพ้นความยากจน สร้างความสุขอย่างยั่งยืน” มีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานกับ หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง 2)สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรีได้บูรณาการความร่วมมือกับ หน่วยงานอื่นๆ โดยฉพาะศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัด (ศจพ.จ.) ในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย จัดลำดับความเดือดร้อน การให้ความ ช่วยเหลือและส่งต่อข้อมูล และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้เดือดร้อน มีการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของแต่ละ ครอบครัวใน “สมุดพกครอบครัว” นำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตรายครอบครัว จัดทำ แผนแผนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตระยะเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว 3)สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชนและขบวนองค์กรชุมชน จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกลไก ชุมชนระดับพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยภายใต้ “โครงการบ้านพอเพียง ชนบท” รวมครัวเรือนที่ได้รับการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 1,912 ครัวเรือน ในพื้นที่ 8 อำเภอ 42 ตำบล ส่วนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับผู้นำชุมชน จัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นทั้งหมด 68 กองทุน มีสมาชิกกองทุนฯรวมทั้งสิ้น 34,645 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนใน ตำบลซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้สูงอายุเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๖0 ของสมาชิกกองทุนทั้งหมดหรือประมาณ 20,787 คน จุดอ่อนของการแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเปราะบาง ผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่ม เฉพาะของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดสุพรรณบุรี พบว่ายังมีการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุค่อนข้างมาก ขาด การบูรณาการหนุนเสริมกันและกัน บางกิจกรรมเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง บางหน่วยงาน สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่หน่วยงานจัดตั้งขึ้นทำให้เกิดขั้นตอนซับซ้อนหลายชั้น ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ จึงต้องมีการบูรณาการงานร่วมกัน 5.ข้อเสนอแนะต่อองค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดในการแก้ปัญหา 1)เครือข่ายภาคประชาสังคมในจังหวัดสุพรรณบุรี ควรมีเวทีปรึกษาหารือกันร่วมกับคณะกรรมการ บริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) ที่เป็นผู้แทนภาคประชาสังคมและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ


28 การแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเปราะบาง เพื่อออกแบบแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึง ร่วมกันออกแบบแนวทางสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากรและเครื่องมือต่าง ๆ แก่เครือข่ายภาคประชาสังคมใน จังหวัดเพื่อบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน 2)ภาคประชาสังคมและเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี อาจทำบทบาทเป็นกลไกเชื่อม ประสานให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม โดยใช้ข้อมูลประชากร กลุ่มเดียวกันเป็นเครื่องมือประกอบการดำเนินงาน มีการประสานความร่วมมือให้สำนักงานพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเป็นแกนหลัก 3)ร่วมกันค้นหากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้เดือดร้อนที่แท้จริง โดยใช้ข้อมูลจาก TPMAP เป็นข้อมูลตั้งต้น แล้วร่วมมือกับกลไกในระดับพื้นที่ เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบลหรือศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลที่จัดตั้งขึ้นโดย พมจ. ช่วยคัดกรอง ทำข้อมูลรายละเอียดเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือที่ถูกต้องตรงตามความเดือดร้อน 4)องค์กรภาคประชาสังคมควรใช้ศักยภาพและประสบการณ์ที่ดีในด้านการจัดตั้งความคิดและสร้าง พลังให้ประชาชนที่มีความเข้มแข็งให้เกิดแรงบันดาลใจลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชน ท้องถิ่นให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามศักยภาพโดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5) เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมในจังหวัด ควรรวบรวมข้อมูล สถานการณ์ปัญหาความ เดือดร้อนไม่เป็นธรรมของประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ให้ชัดเจน นำมาออกแบบการทำงานร่วมกับ หน่วยงาน จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต นำเสนอเป็นประเด็นร่วมเพื่อประกอบเป็นแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่ง สอดคล้องกับการประกาศวาระจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ในการแก้ไขปัญหาความยากจนของ ประชาชนจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งหน่วยงานภาครัฐควรให้การหนุนเสริมหรือเอื้ออำนวยให้องค์กรประชาสังคมใน จังหวัดมีการขับเคลื่อนงานที่คล่องตัวหรือเปิดช่องทางให้องค์กรชุมชนหรือเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าถึง แหล่งทุนต่าง ๆ ของภาครัฐในจังหวัดเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเฉพาะและ ร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่น 6.ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหากลุ่มประชากร “กลุ่มผู้สูงอายุ” ในจังหวัดสุพรรณบุรี ประชากรกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดสุพรรณบุรีมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจน ไม่มีเงิน ออม ในอนาคตประชากรกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงมากที่สุด นอกจากนั้น จังหวัด สุพรรณบุรีได้ก้าวเข้าสู่จังหวัดสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (completely aged society) และมีจำนวน 5 อำเภอ ได้กลายเป็นอำเภอสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในชนบทและประสบปัญหาใหญ่ ๆ 4 ด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ มีรายได้ไม่เพียงพอ มีปัญหาด้านสุขภาพ สถานที่บริการสุขภาพอยู่ห่างไกล ไม่มีคน ดูแลเลี้ยงดู ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและปัญหาด้านระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ


29 เกิดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจของจังหวัดในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะด้านแรงงานในครอบครัวและชุมชน การทำมาหากินและรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (Gross Domestic Product per capita) ดังนั้นการ ดูแล ลดปัญหาและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง ดูแลตนเองได้เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นจึงเป็นแนวทางสำคัญ มีข้อเสนอต่อการแก้ไขดังนี้ 1)หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประสานความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาข้อมูลกลุ่มประชากรจากข้อมูล TPMAP เฉพาะกรณีผู้สูงอายุที่เป็นคนยากจน ผู้ พิการ ผู้ด้อยโอกาสและออกแบบแนวทางการร่วมมือเพื่อจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มผู้สูงอายุที่มี ความเปราะบางซ้ำซ้อนกับกลุ่มอื่นอย่างเร่งด่วน 2)จำแนกข้อมูลครอบครัวผู้สูงอายุให้เห็นเป็นรายหมู่บ้าน/ตำบล สนับสนุนให้ผู้นำชุมชน ผู้นำสภา องค์กรชุมชนตำบล อาสาสมัครพัฒนาสังคมประจำหมู่บ้าน (อพม.) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงลึกรายครอบครัว จัดประเภทของผู้สูงอายุที่มี สมรรถนะทางร่างกายดีและทุพลภาพเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ค้นหาแนวทางการ แก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยแยกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง เร่งด่วน กลุ่มเป้าหมายที่ต้องพัฒนาด้วยการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัว และแยก กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสามารถทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 3)สนับสนุนให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันของประชากรกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นอยู่ระหว่างกัน รวบรวมความต้องการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพแบบ เป็นกลุ่ม และผลักดันให้เกิดการทำกิจกรรมร่วมกันกับประชากรกลุ่มอื่นที่มีศักยภาพเพื่อให้เกิดการหนุนช่วยกัน ในชุมชน 4)จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในแต่ละด้าน แต่ละประเภทของความเดือดร้อนให้ตรงกับ ความต้องการและศักยภาพ โดยจัดทำเป็นแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตระยะเร่งด่วน ระยะปานกลางและระยะยาว ในแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านรายได้ ด้านการศึกษา ด้านที่อยู่อาศัย และด้านการเข้าถึงสวัสดิการและ บริการของภาครัฐรัฐ 5)ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้มี “คลินิกผู้สูงอายุหรือศูนย์ช่วยเหลือเบื้องต้น” ระดับ ชุมชนในทุกชุมชนเพื่อดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุเบื้องต้น กรณีมีอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยกะทันหัน หรืออื่น ๆ ทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจ


30 7.ข้อเสนอต่อการขับเคลื่อนงานในการแก้ไขและการป้องกันปัญหา “กลุ่มผู้สูงอายุ” 1)เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ควรร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจสนับสนุนงานพัฒนาใน พื้นที่ ทำบทบาทหนุนเสริมข้อมูลความเป็นจริงของพื้นที่ เสนอแนวทางการสนับสนุนแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความ ต้องการของผู้เดือดร้อนในทุกมิติทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ รายได้ ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงสวัสดิการและ บริการของภาครัฐ 2)สนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างรายได้แก่ผู้สูงอายุอย่างจริงจังและต่อเนื่องครบวงจรโดยประสานความ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ออกแบบกระบวนการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การผลิต การบรรจุภัณฑ์และการตลาดเพื่อให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมทั้งเป็นรายคน และรายกลุ่ม 3)พัฒนาให้เกิดเครือข่ายพี่เลี้ยงเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนกิจกรรมด้านการตลาดแก่กลุ่ม ผู้สูงอายุที่มีผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ทั้งรายคนและรายกลุ่ม 4)ประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกิดกลุ่มสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนแต่ละชุมชน ให้มีแผนการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ชมรมผู้สูงอายุเป็นกลไกดำเนินการร่วมกับคนทุกวัยใน ตำบล 5)สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มกันของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ถ่ายทอด ประสบการณ์ ภูมิปัญญาแก่บุตรหลาน คนรุ่นใหม่ในชุมชน 6)เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและค่านิยมให้ประชาชนทุกช่วงวัยให้ความสำคัญกับการเก็บออมเงิน เพื่ออนาคต ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 7)ผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนให้ผู้บริจาคเงินช่วยเหลือการทำกิจกรรมหรือกลุ่ม/ชมรมผู้สูงอายุ มี สิทธิขอลดหย่อนภาษีได้


31 อินทิรา มานะกุล 14 1.ความนำ ประเด็นด้านผู้สูงอายุและสังคมสูงวัย ได้รับการจัดลำดับให้เป็น 1 ใน 23 ประเด็นที่ท้าทายต่อการ พัฒนาประเทศ ซึ่งปรากฏแนวทางในการพัฒนาทั้งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ ชาติ (ปี พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่ง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ได้อนุมัติ แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2566-2580) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบบูรณาการการทำงานเชิงรุกในการรองรับสังคมสูงวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ "ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันมั่นคง เป็น พลังพัฒนาสังคม" อนึ่ง องค์ประกอบคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงอายุนั้น ประกอบด้วย (1) การมีสุขภาพดี ได้แก่ การมี สุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดี สุขภาพทางสังคมที่ดี และสุขภาพทางปัญญาที่ดี (2) การทำกิจกรรมหรืองาน อดิเรกที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม โดยพึ่งตนเองให้มากที่สุด (3) การมีความมั่นคงในชีวิต ได้แก่ ความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ความมั่นคงในครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น หากเราจะสร้างหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดีได้นั้น การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับ ผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ระบบการ ส่งเสริมทางสังคมเพื่อการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในระดับพื้นที่” ด้วยเพราะความบกพร่องของสภาพร่างกายที่เป็นไปตามวัย ความไม่เท่าเทียมกันของผู้สูงอายุที่มี สาเหตุมาจากปัจจัยแห่งคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของชีวิต การเตรียมความ พร้อมในการเข้าสู่วัยชรา ครอบครัว ความมากน้อยของรายได้ ความเจ็บป่วย สภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุที่ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี สภาพที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐ จัดขึ้น เป็นต้น สาระของบทความนี้จึงมุ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและปัจจัยส่งผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดจันทบุรี รวมถึงข้อเสนอระบบส่งเสริมทางสังคมเพื่อการช่วยเหลือ ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวของภาคประชาสังคมจังหวัดจันทบุรี โดยความร่วมมือของสถาบันส่งเสริมภาคประชา สังคม (สสป.) ที่ได้ร่วมกันออกแบบกระบวนการทำงาน และพัฒนาประเด็นการทำงานต่างๆไปสู่การมี แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มนี้ เพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงสิทธิ หรือโอกาสในการเข้าถึงการมี สุขภาพและสุขภาวะได้เพิ่มมากขึ้น และเป็นการขยายผลไปสู่การสร้างความคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ในระดับพื้นที่ด้วย 14 สมาคมพหุภาคีพัฒนาประชาสังคมจนัทบรุีสงัเคราะห์จากรายงานการศกึษา สถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้า และความไม่เป็น ธรรมทปี่ระชากรกล่มุเฉพาะกา ลงัเผชิญจงัหวดัจนัทบรุี: 2565


32 2.สถานการณ์ปัญหากลุ่มประชากรผู้สูงอายุจังหวัดจันทบุรี ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการผลักดันแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ จังหวัด เนื่องด้วย ประการแรก ปัจจุบันจันทบุรีมีประชากรผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 108,311 คน คิดเป็นร้อยละ 20.20 ของประชากรทั้งหมด 536,144 คน ส่งผลให้ลักษณะทางสังคมของจังหวัด กลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์” (Aged Society) และจากรายงานสถานการณ์ทางสังคมของสำนักงานพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์จังหวัดจันทบุรี ปี 2565 ระบุว่า มีผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน 86,406 คน ซึ่งในจำนวน นี้เป็นผู้สูงอายุที่มีความพิการด้วย จำนวน 7,735 คน นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์สัดส่วนประชากรแต่ละช่วงอายุ วัยของจังหวัดจันทบุรีนั้น พบว่า นอกจากจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุถึงร้อยละ 20.20 แล้ว สัดส่วนของ ประชากรวัยเด็กมีจำนวนถึง 104,269 คน คิดเป็นร้อยละ 19.45 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประชากรวัย ทำงานที่มีจำนวน 268,771 คน ทำให้ลักษณะทางสังคมของจังหวัดจันทบุรี นอกจากจะกลายเป็นสังคม ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ยังมีความเสี่ยงของลักษณะทางสังคมในการเป็น “ภาวะสังคมพึ่งพิง” (สัดส่วน 1 : 2) อีกด้วย จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ ที่เกิดจากภาคการเกษตร (การส่งออกผลไม้) ซึ่งพบว่า มีผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพเกษตรถึง 47,087 คน คิดเป็น ร้อยละ 43.47 ในจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมดของจังหวัด ซึ่ง กระบวนการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นการเกษตร เชิงพาณิชย์ เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก จึงมีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังนั้นการประกอบอาชีพ ที่ยังคงใช้สารเคมีทางการเกษตรจึงกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้รายได้จากการเกษตร มีความผันผวนตลอดเวลา รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน ความเสี่ยงของ การเกิดอุบัติเหตุในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต (การพลัดตกจากต้นทุเรียน/มังคุด/ลองกอง) ทำให้กลายเป็น คนพิการ หรือ ผู้ป่วยติดเตียง และยิ่งกว่านั้น แรงงานภาคการเกษตรเอง จัดเป็นแรงงานนอกระบบ ดังนั้นการเข้าถึง หลักประกันสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคงเพื่อรองรับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่กลายเป็นผู้สูงอายุด้วย ในปัจจุบัน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้สภาพความเสื่อมถอยของสภาพร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีภาวะของโรค NCDs ที่เกิด จากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงวัยที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่า 1 โรคต่อคน จึงทำให้เกิดภาระ ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุหรือครอบครัวผู้สูงอายุในการพบแพทย์เพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุหรือ ครอบครัวผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งภาวะพึ่งพิงผู้อื่น เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จึงมักส่งผล ต่อเรื่องสัมพันธภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะคนในครอบครัว และสิ่งที่ผู้สูงอายุไวต่อความรู้สึกมากที่สุด คือ การเสียหน้า การเสียคุณค่าและการเสียความเคารพจากผู้อื่น ผู้สูงอายุบางรายเลือกวิธีการจบชีวิตตนเอง เพื่อลดภาระครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลห่วงใยด้านสุขภาวะของจังหวัดที่พบว่า จันทบุรีมีอัตราการฆ่าตัว ตายสําเร็จสูงถึง 9.91 ต่อแสนประชากร ซึ่งเกินกว่าอัตราการฆ่าตัวตายสําเร็จของประเทศ (8.0 ต่อประชากร แสนคน) โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทํางาน คิดเป็นร้อยละ 63.27 รองลงมาเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60ปีขึ้นไป) ร้อยละ 36.73 และ ใช้วิธีการทําร้ายตนเองด้วยการผูกคอ คิดเป็นร้อยละ 75.51 รองลงมาคือ กินยากําจัด วัชพืช/ยาฆ่าแมลง/สารเคมีอื่นๆ ร้อยละ 10.08 ใช้ปืน ร้อยละ 6.12 กระโดดน้ำ ร้อยละ 2.04 ตามลําดับ และ


33 ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนในการทําร้ายตนเอง สำหรับปัจจัยกระตุ้นที่ทําให้ทําร้ายตนเอง ได้แก่ ปัญหา ความสัมพันธ์ในครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 34.94 รองลงมาคือ ปัญหาที่มาจากการเจ็บป่วยทางกายหรือทางจิต เวช ร้อยละ 10.84 ปัญหาทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 8.43 ปัญหาการใช้สุรา ร้อยละ 7.23 และปัญหาการใช้สารเสพ ติด ร้อยละ3.61 ตามลําดับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบบูรณาการในระดับพื้นที่จังหวัด จึงมี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานเชิงรุก เพราะหากไม่มีแผนงานหรือแนวทางในการเตรียมการเพื่อรองรับย่อม ส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสังคมของจังหวัดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิต อยู่เพียงลำพัง หรืออยู่กับคู่สมรส กลุ่มผู้สูงอายุที่ไร้ญาติขาดมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากที่สุด ปัญหา ที่พบตามมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสภาพจิตใจ เหงา เศร้า หวาดกลัว ผู้สูงอายุหลายคนต้องการให้มีคนคอยแวะ มาเยี่ยมเยือนหรือมาพูดคุยด้วย ประกอบกับความยากจนและสวัสดิการชีวิตที่ไม่เอื้ออำนวยส่งผลให้บั้นปลาย ชีวิตของผู้สูงอายุหลายคนต้องประสบปัญหาคุณภาพชีวิตตกต่ำ ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐเองก็มีความพยายามในการสร้างระบบส่งเสริมทางสังคม เพื่อการช่วยเหลือ ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ในมิติต่างๆ เช่น การเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ, โรงเรียนผู้สูงอายุ, การพัฒนาชมรมหรือ เครือข่ายผู้สูงอายุ, ระบบ Long Term Care , สวัสดิการเบี้ยยังชีพ ฯลฯ แต่ในสภาพความจริงยังไม่เห็นมิติของ การบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ มีการทำงานแบบต่างคนต่างคนในภารกิจของตนเอง , มีช่องว่าง เรื่องของข้อมูลที่ไม่ตรงกัน /ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน, ข้อจำกัดของบุคลากรและงบประมาณในการดำเนินงาน ขับเคลื่อนงานฯ , ทัศนคติเชิงลบของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐในการมองว่าภาคประชาสังคมว่าเป็น NGO , การ เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารในแต่ละนโยบายรัฐของภาคประชาสังคมในระดับพื้นที่,การพัฒนาสมรรถนะหรือ ศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมเพื่อรองรับการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน วิชาการ ภายใต้ บทบาทหุ้นส่วนภาคีการพัฒนาของประเทศเป็นต้น 3.องค์กรภาคประชาสังคมจันทบุรีกับการสร้างระบบส่งเสริมทางสังคมเพื่อการช่วยเหลือดูแล ผู้สูงอายุ ในระดับพื้นที่ ในจังหวัดจันทบุรี มีองค์กรต่างๆที่มีบทบาทพัฒนาเชิงประเด็นต่างๆ อาทิเช่น 1) การขับเคลื่อนงานโครงการบ้านพอเพียง ซึ่งเป็นการซ่อมแซมหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยแก่ผู้ที่มี รายได้น้อย ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่ระดับตำบล ผ่านกลไกสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยมีกระบวนการ คือ การสำรวจข้อมูล ผู้เดือดร้อน ในระดับพื้นที่ทั้งจังหวัด และการประชุมรับรองข้อมูลผู้เดือนร้อนโดย กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้กรอบเกณฑ์เงื่อนไขร่วมกัน และการจัดทำยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหาร่วมกันในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ครอบคลุมจำนวน 10 อำเภอ 36 ตำบล ครัวเรือนที่ได้รับการแก้ไขรวม 1,777 ครัวเรือน ทั้งนี้ มีหลายครัวเรือนที่เป็นครัวเรือนผู้สูงอายุ และ ครัวเรือนของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นตัวอย่างหนึ่งของระบบส่งเสริมทางสังคมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ 2) โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้ในเมืองและชนบท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง


34 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบล และหน่วยงานภาคีต่างๆในระดับพื้นที่ ตำบล เพื่อพัฒนาอาชีพและต่อยอดในการพัฒนาเป็นกลุ่มอาชีพของแต่ละตำบล มีผู้รับประโยชน์ครอบคลุม จำนวน 10 อำเภอ 16 ตำบล รวม 690 ครัวเรือน โดยมีหลายพื้นที่ๆเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น การทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร (น้ำมันเหลือง /ยาหม่อง) ของสภาองค์กรชุมชนตำบลเกวียนหัก , การจัดทำ อีแปะเลี้ยงหอยนางรม ของสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบางกะจะ และสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกะไชย, การผลิตปุ๋ยจากไส้ดือนดิน ของ สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลเกาะขวาง เป็นต้น ตัวอย่างหนึ่งของการส่งเสริม ระบบทางสังคมในการพัฒนาอาชีพและการสร้างรายได้ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ 3) การดำเนินงานของหน่วยจัดการ Node Flagship จังหวัดจันทบุรี โดยการสนับสนุนจากสำนัก สร้างสรรค์โอกาส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีการขับเคลื่อนงานประเด็น ยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ผ่านกลไกของชมรมผู้สูงอายุตำบล เพื่อหารือกันว่าจะจัดกิจกรรม อะไรให้ถูกต้อง ตามความประสงค์ของสมาชิก เมื่อตกลงกันแล้วก็ดำเนินการกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ ที่มี ความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของสมาชิกในแต่และชมรมโดยมีหน่วยงานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้การสนับสนุนด้านวิทยากรให้ความรู้ กศน.ให้การสนับสนุนด้านวิทยากรด้านการฝึกอาชีพ และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะให้การสนับสนุนวิทยากรด้านการส่งเสริมการดูแลสุขภาพ และการ รับประทานอาหาร ซึ่งเป็นตัวอย่างของการส่งเสริมระบบทางสังคมในการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนงาน ผู้สูงอายุเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุทั้งทางร่างกาย และจิตใจ 4) ชมรมกระต่ายอาสาพุทธมณฑล จันทบุรี ที่มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2557 ในการให้ความ ช่วยเหลืออุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียง ไม่ว่าจะเป็นเตียงผู้ป่วย รถเข็นผู้ป่วย เครื่องดูด เสมหะ ไม้เท้า ถังออกซิเจน ฯลฯ โดยมีระบบการลงทะเบียน ควบคุมการรับบริการ โดยหากทางญาติผู้ป่วยไม่ สามารถมารับอุปกรณ์ได้ ทางชมรมฯจะนำอุปกรณ์ไปส่งให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือแล้วแต่จะสมทบตาม ศรัทธา ถ้าอุปกรณ์ที่ทางผู้ป่วยใช้อยู่เกิดเสียหรือชำรุดทางชมรมจะส่งไปให้วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรีเพื่อซ่อม บำรุงให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม และถ้าถึงเวลาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้แล้วทางชมรมจะมาเก็บอุปกรณ์ ที่บ้านผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยก็นำมาคืนเอง ณ ที่ทำการฐานองค์พระพุทธมณฑล จันทบุรี เป็นต้น ตัวอย่างของ การส่งเสริมระบบทางสังคมในการเข้าถึงบริการอุปกรณ์ทางการแพทย์ในชุมชน กล่าวโดยสรุป หากภาคหน่วยงานรัฐ มีปรับท่าทีการทำงานร่วมกัน โดยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ในการสานพลังความร่วมมือการทำงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมโยงหรือการแชร์ทุน ทรัพยากรร่วมกัน กล่าวคือ รัฐมีงบประมาณในการดำเนินงาน และกระจายอำนาจทางการคลัง ขณะที่ภาค ประชาสังคมเองมีบุคลากร มีผู้นำในชุมชน และมีความคุ้นเคยกันกับชุมชน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน มีเวทีกลาง หรือ พื้นที่กลางเพื่อเปิดโอกาสในการพูดคุย สะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสาธารณะ เพื่อเป็นการเชื่อม ข้อมูลหรือการนำข้อมูลจากภาครัฐมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ผ่านกลไกการ สานพลังร่วมกัน ย่อมส่งผลให้การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต แบบบูรณาการในระดับพื้นที่เกิดขึ้นได้อย่าง เป็นรูปธรรรม


35 4. แนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมกลุ่มผู้สูงอายุ 1)การปรับระบบการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ อาจปรับเป็นการทำระบบเพื่อนบ้านเยี่ยมเยือนกันเอง ข้อดีคือ ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง เพราะเป็นการให้เพื่อนบ้านดูแลเพื่อนบ้านด้วยกัน หรือ อาสาสมัครที่ต้องมีการเยี่ยม บ้านอาศัยการวางระบบให้เอื้ออำนวยมากขึ้น การอาศัยภาครัฐอย่างเดียวอาจไม่พอจึงจำเป็นต้องมีหลายภาค ส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา 2)การประเมินและการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเฉพาะภาวะสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่เกิด จากภาวะเสื่อมถอยร่างกายของผู้สูงอายุเอง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม สมองเสื่อม การเคลื่อนไหว ร่างกายผู้สูงอายุ ภาวะเสี่ยงต่อการหกล้ม เป็นต้น ภาวะดังกล่าวสามารถจัดบริการฟื้นฟูสมรถภาพทางกายที่ เหมาะสมกับวัยสูงอายุ เพื่อชะลอชรา ป้องกันการเข้าสู่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เร็วขึ้นได้ ทั้งนี้ชุมชนต้อง ตระหนักรับรู้ข้อมูลความต้องการของผู้สูงอายุในชุมชนนั้นๆเอง เพื่อวางระบบการฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุร่วมกับ ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3)การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และสร้างศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพดูแลผู้สูงอายุตามบริบทของพื้นที่ เพื่อ พัฒนาต่อยอดระบบ Long Term Care เพราะเป้าหมายสำคัญของการดูแลระยะยาวอยู่ที่การพยายาม ธำรง สถานะทางกายของผู้สูงอายุให้อยู่ในระดับเดิมให้มากที่สุด และส่งเสริมให้มีการปรับปรุงมาตรการทางสังคมเพื่อ เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งผู้สูงอายุแต่ละคนที่มีความต้องการในการดูแลที่แตกต่างกัน 4)การปรับสภาพแวดล้อม เช่น ที่อยู่อาศัย สุขา สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพผู้สูงอายุที่ต้องการเฉพาะ แตกต่างกันไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พมจ. อปท. องค์กรเอกชน ชุมชนเอง ต้องประสานการดำเนินงาน วางแผนร่วมกัน


36 คนชุมพร เรียนรู ้ รอบรู ้ อยู่ดีมีสุข ทวีวัตร เครือสาย 15 1. หลักการและแนวทางการทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรจังหวัดชุมพร รายงานความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปี 2565 ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมมือกับธนาคารโลก สรุปปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีข้อพิจารณา 6 ประการคือ 1.ความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่าย (เศรษฐกิจรายได้-รายจ่าย-การออม) 2.ความเหลื่อมล้ำด้าน การศึกษา 3.ความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข 4.ความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการสังคม 5.ความเหลื่อมล้ำด้านการ เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน 6.ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม. การแก้ไขปัญหาความยากจนและ ลดความเหลื่อมล้ำที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิต มุ่งเน้นให้ความ ช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่ายังมี ช่องว่างทางนโยบาย (policy gaps) ตลอดถึงแนวทางการพัฒนาและการนำนโยบายไปปฏิบัติดังนี้ (1) การขาดระบบข้อมูลและฐานข้อมูลที่มีความคลอบคลุม เป็นปัจจุบัน (Real time) การ เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ส่งผลให้ภาครัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่าง ทันท่วงที รวมทั้งการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคม (2) ระบบความคุ้มครองทางสังคมยังขาดความครอบคลุมและเพียงพอสำหรับการรองรับความไม่ แน่นอนที่เกิดขึ้นในการดำรงชีพของประชาชน แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จกับการให้หลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังคงมีปัญหาการเข้าไม่ถึงและความเพียงพอของระบบสวัสดิการของไทยในด้านอื่น ๆ (3) ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ในมิติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสและการเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ ปัจจัยที่มาจากลักษณะของครัวเรือนยังคงส่งผลต่อ ความสามารถและโอกาสในการสร้างรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่แตกต่างกัน และปัจจัยที่มา จากผลตอบแทนของลักษณะดังกล่าวที่แตกต่างกันตามพื้นที่ ตามที่รัฐบาลประกาศ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 ตามความในมาตรา 7 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ต้องเป็นไปตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อ ความผาสุกของประชาชนในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความ ต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการ ดังนี้ (1) การพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ (2) การบริหารงานให้เป็นไปตาม แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (3) การบริหารแผนงาน 15 สมาคมประชาสังคมชุมพร สังเคราะห์จากรายงานการศึกษาสถานการณ์ปัญหาความเหลือ่มล้า และความไม่เป็นธรรมประชากรกล่มุ เฉพาะ จังหวัดชุมพร : 2565


37 โครงการ กิจกรรมในโครงการ งบประมาณ และบุคลากรในจังหวัด เพื่อให้เกิดการปฏิบัติราชการร่วมกันโดยใช้ ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นหลัก (4) การส่งเสริมและดำเนินการให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด (5) การกระจายอำนาจการตัดสินใจ ไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ (6) การบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี มีความโปร่งใส และมีการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ และให้มีกลไก คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (กนบ.) คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัด แบบบูรณาการ (กบก.) และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) ซึ่งการกำหนดองค์กร ภาคประชาสังคมอื่นมีส่วนร่วมในกล ร่วมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด การประสาน ความร่วมมือ และเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะทำงานประชาสังคมชุมพร ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) ดำเนินการภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพภาคประชาสังคมจังหวัดและสานพลังภาคีเพื่อขับเคลื่อนงานลดความเหลื่อมล้ำและ ความไม่เป็นธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ เพื่อเสริมศักยภาพกลไกประชาสังคมชุมพรในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและผลักดันแผนยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพชีวิตสู่แผนพัฒนาจังหวัดชุมพร มีทิศทางแนวทางสำคัญตามกฎ บัตรออตตาว่า Otawa Charter ปี 2529 ปฐมบทของการส่งเสริมสุขภาพ 5 Action Areas ประกอบด้วย 1)การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Create Healthy Public Policy 2)การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อ ต่อสุขภาพ (Build supportive environment for health) 3)การพัฒนาความเข้มแข็งของปฏิบัติการชุมชน (Strengthend Communicty Action) 4)การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล (Develop Personal Skill) 5)การ ปรับระบบบริการสุขภาพ (Reoriented Health Service system) และมีกรอบการพิจารณาหลักการ ความจำเป็นพื้นฐานของของมนุษย์ 5 ประการ ได้แก่ สิทธิมนุษยชน ความต้องการพื้นฐาน ความยุติธรรม ทางสังคม การมีส่วนร่วมของคนในสังคม และความโปร่งใส และความมั่นคงของมนุษย์ในการเข้าถึงสิทธิ การจัดบริการทางสังคม 7 ด้าน 1.การศึกษา 2.สุขภาพอนามัย 3.ที่อยู่อาศัย 4.การมีงานทำและรายได้ 5. ความมั่นคงทางสังคม 6.การบริการทางสังคม 7.นันทนาการ ซึ่งสอดคล้องกับหลักปัจจัยทางสังคมที่กำหนด สุขภาพ (Social determinants of health-SDH) ใน 3 ด้าน ว่าด้วยด้านพฤติกรรมคนและกลุ่มคน ด้าน สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งกายภาพและสังคม ระบบและกลไกสุขภาพ 2.สถานการณ์จังหวัดชุมพรกับการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิตประชากรทุกกลุ่มทุกช่วงวัย จังหวัดชุมพร มีประชากร รวม 509,208 คน (ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ปี 2563) พื้นที่ทั้งหมด 3.75 ล้านไร่ มีพื้นที่ทำการเกษตรกรรม 2,215,519.90 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 56.61 ของพื้นที่ทั้งหมด ประชาชนร้อย ละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มูลค่าการ ผลิตภาคการเกษตรสูงสุดมาจากพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน กาแฟ และมะพร้าว ตามลำดับ ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมง และการท่องเที่ยว สถานการณ์สุขภาวะจังหวัดชุมพร ใน 4 ด้าน 1) ด้านสุขภาพ : ภาวะการเจ็บ ป่วย ตาย ใน 3 ลำดับแรก คือโรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และ โรคเรื้อรัง สาเหตุการเจ็บป่วยและตายเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และ ภาวะคุกคามสุขภาพจากปัจจัยเสี่ยงด้านอาชีพและสิ่งแวดล้อม การจัดบริการสุขภาพจังหวัดชุมพร มีสถาน


38 บริการสุขภาพในจังหวัด 214 แห่ง รวม มีเตียงรวมกัน 1,238 เตียง จำแนกดังนี้โรงพยาบาลสังกัด กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดชุมพร มีจำนวน 11 แห่ง มีเตียงทั้งหมด 949 เตียง โรงพยาบาลกระทรวงอื่น จำนวน 1 แห่ง มีเตียงทั้งหมด 30 เตียง โรงพยาบาลเอกชน จำนวน 3 แห่ง มีเตียงทั้งหมด 259 เตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล/PCU มีจำนวน 99 แห่ง คลินิกแพทย์ 76 แห่ง คลินิกทันตกรรม 24 แห่ง และบุคลากรทางสุขภาพ 1,522 คน จำแนกดังนี้ มีแพทย์ 161 คน ทันตแพทย์ 56 คน เภสัชกร 108 คน และพยาบาล 1,197 คน ซึ่งมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์กลางระดับประเทศ สำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 243,022 คน จำนวนผู้สูงอายุ 90,278 คน (21.52%) มี การเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน) 2) ด้านเศรษฐกิจ : ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพและรายได้หลักจากภาคเกษตรและประมง เมื่อเกิด ภาวะราคาผลผลิตตกต่ำทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน กระทบการดำรงชีพของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันผลผลิต ไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด จำนวน 207,837 ไร่ จะมีผลผลิตรวม 289,354 ตัน ส่งออกปีกว่าละ 6,000 ล้านบาท แต่ต้องแลกกับการใช้สารเคมีที่มีกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้ผลิต คือเกษตรกร และผู้บริโภค ส่วนการท่องเที่ยวชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเสริมรายได้ต่อหลายชุมชนในพื้นที่ ชุมพร จากฐานข้อมูลโครงการ Node flagship สสส.ชุมพร มีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ 1,292 ครัวเรือน มีกลไกคณะทำงานโครงการย่อย 229 คน มีข้อมูลรายได้-รายจ่าย-หนี้สินครัวเรือน ดังนี้ ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ย 20,848 บาทต่อเดือน มีรายจ่าย 18,156 บาทต่อเดือน และมีหนี้สินครัวเรือน 118,778 บาท 3)ด้านสังคม: กระแสการพัฒนาโลกาภิวัฒน์เพิ่มปัญหาทางสังคมมากขึ้น ความซับซ้อนก็มีเพิ่มขึ้นทั้ง ปัญหาเด็กเยาวชน ยาเสพติด โดยเฉพาะปัญหาแม่วัยใสจังหวัดชุมพรมีปัญหาลำดับต้นๆ ของภาคใต้ การ ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของชุมพร ซึ่งมีจำนวน 90,278 คน (21.52%) 4) ด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม : ด้วยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญ ของภาคใต้จึงเป็นพื้นที่แดงของการใช้สารเคมีเกษตรอย่างรุนแรง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมในบางพื้นที่ อีกทั้งอาจได้รับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจาก โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐบาล ทั้งท่าเรือน้ำลึก รถไฟรางคู่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ SEC เป็นต้น เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดชุมพร (พ.ศ.2566-2570) “ ชุมพรเมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจดีและมีคุณค่า มุ่งสู่การพัฒนายั่งยืน” เป้าประสงค์การพัฒนาจังหวัด 7 ด้าน ได้แก่ 1) เศรษฐกิจของจังหวัดเติบโตอย่างต่อเนื่องมั่นคงจากฐานการเกษตร การค้า การบริการ และ สามารถสร้างงานอาชีพ ให้ชุมชน ประชาชน และเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง 2) การท่องเที่ยวมีคุณภาพ มาตรฐานในระดับสากล สามารถสร้างเศรษฐกิจ และการสร้างงาน อาชีพ กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวทั่วทั้งจังหวัด 3) ชุมพรเป็นเมืองที่น่าอยู่ และเอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สะดวก ปลอดภัย ทันสมัย ได้มาตรฐาน 4) โครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคมีมาตรฐานที่ดี ประชาชนเข้าถึงด้วยความสะดวก มีคุณภาพ ปลอดภัย รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต


39 5) ประชาชนเป็นคนคุณภาพ ใฝ่รู้ เรียนรู้ ตลอดชีวิต ทันการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 6) สังคมมีความเกื้อกูล แบ่งปัน และสันติสุข ปลอดภัย วัฒนธรรม วิถีชุมชนเข้มแข็งมีความมั่นคงตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 7) ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ ได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา ใช้อย่างสมดุลยั่งยืน และ จังหวัดมีความมั่นคงทางพลังงาน ประเด็นการพัฒนาจังหวัดเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนาที่ 1 การเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง มั่นคงจากฐาน การเกษตร การค้า การบริการ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง ประเด็นการพัฒนาที่ 2 การยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ และ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทย อันดามัน อาเซียน และนานาชาติ ประเด็นการพัฒนาที่ 3 การพัฒนาเมืองที่น่าอยู่ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม โลจิสติกส์ ที่ สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ประเด็นการพัฒนาที่ 4 การสร้างคนคุณภาพ การพัฒนาสังคมแห่งความสันติสุข ปลอดภัย และการ พัฒนาชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเด็นการพัฒนาที่ 5 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลรองรับการเติบโตของ คุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การดำเนินงานในภาคส่วนประชาสังคมจังหวัดชุมพร การขับเคลื่อนขบวนประชาสังคม กลไก สมัชชาสุขภาพจังหวัดชุมพร ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งมีประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นได้แก่ เกษตรสุขภาวะ:ครัวเรือน พอเพียง เมืองน่าอยู่:จัดการปัจจัยเสี่ยง จัดการทรัพยากรธรรมธรรมชาติ:การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน และ มีวาระสุขภาวะตั้งแต่ปี 2562 ใน 3 ประเด็นได้แก่ การลดละเลิกสารเคมีเกษตร จัดการโรคเรื้อรัง และสุข ภาวะผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับนโยบายจังหวัดชุมพร เกษตรอินทรีย์วิถีชุมพร สำหรับหน่วยประสาน จัดการสร้างเสริมสุขภาวะจังหวัดชุมพร (Node Flagship สสส. หรือสมาคมประชาสังคมชุมพร) ได้สนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาวะมาต่อเนื่องจำนวน 82 พื้นที่/โครงการ มีความร่วมมือกับภาคียุทธศาสตร์ในการพัฒนา คุณภาพชีวิตประชากร ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1)เกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ : การผลิตทางการเกษตร ซึ่ง รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์และการปลูกป่าที่กำหนดขึ้นให้เหมาะสมกับสุขภาวะ โดยคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อม ที่ดีและเอื้อต่อสุขภาพ เช่น ดินฟ้าอากาศ แหล่งน้ำ พืชที่ปลูก สัตว์ที่เลี้ยง ฯลฯ รวมความถึงกระบวนการผลิต ต่อเนื่องอันนำสู่การเป็นอาหารปลอดภัย และ 2) การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่:จัดการโรคเรื้อรังแนวใหม่ :การพัฒนาคุณภาพชีวิต หมายถึง การพัฒนาให้เกิดความอยู่ดีมีสุข (well being) ของบุคคลและสังคม อัน ประกอบด้วย 4 ด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยมีจุดเน้นในการ จัดการสุขภาพโรคเรื้อรังแนวใหม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายของประชากรกลุ่มเฉพาะ คือ กลุ่ม ผู้สูงอายุ และกลุ่มแรงงานนอกระบบ การบรรลุเป้าหมายร่วมสร้างชุมพรน่าอยู่ ในปี 2564 กับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด ปี 2561-2565 "ชุมพรเมืองน่าอยู่ บนพื้นฐานการเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมโยงการพัฒนาสองฝั่งทะเล”


40 ในพื้นที่จำนวน 25 พื้นที่/ 30 ตำบล การประสานทรัพยากรจากภาคียุทธศาสตร์ระดับจังหวัด 857,250 บาท และใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น จำนวน 2,106,250 บาท เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมสุขภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง จำนวน 75 คน มีผู้เข้าร่วม การเปลี่ยนแปลงสุขภาพ 1,642 ราย ประเด็นเกษตรฯ มีการเพิ่มพื้นที่ผลิตและบริโภคพืชผักผลไม้ปลอดสาร/อาหารปลอดภัย จำนวน 3,200 ไร่ ของสมาชิก 1,642 ราย จากพื้นที่เกษตรยั่งยืนที่มีอยู่ โดยจำแนกในส่วนการผลิต ที่ได้มาตรฐาน ออร์ แกนิค 21 ราย พื้นที่ 328 ไร่ ,เข้าร่วมทำเกษตรกรรมยั่งยืนSDGPGS 187 ราย พื้นที่ 1,500 ไร่ และเกษตรกร ทั่วไป 1,334 ราย แต่ยังมีเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังขาดความรู้และตระหนักต่อความปลอดภัยเรื่องนี้ ด้วยหวังทางรายได้มากกว่า การตลาดนั้น มีการจำหน่ายในฟาร์มเกษตรกร 122 ราย และการทำการตลาด ออนไลน์ ตลาดท้องถิ่น เช่น ตลาดใต้เคียม ตลาดอินทรีย์วิถีชุมพร ตลาดอินทรีย์หลังสวน ฯ ในส่วน การตลาดระดับกลางและระดับบน(โมเดรินเทรด) เกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐานและ ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจัดการตลาด ด้านการบริโภค ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 70% ยังต้องการผักผลไม้ที่ราคาต่ำ ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย มี เพียงผู้บริโภคส่วนน้อยประมาณ 30% ที่เน้นผักผลไม้ปลอดภัย/ปลอดสาร การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการลด อัตราเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง (ประชากรกลุ่มเสี่ยงอายุ 35 ขึ้นไป) มีกลุ่มเป้าหมายร่วมโครงการ 800 ราย ประชากร กลุ่มเสี่ยงไม่เจ็บป่วยโรคเรื้อรัง 280 ราย (ข้อมูล HDC รพสต.) และยังทำให้เกิดการพัฒนาความเข้มแข็งกลไก จัดการสุขภาพของพื้นที่ เช่น ชมรม อสม. , ชมรมผู้สูงอายุ , คณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ ซึ่งเป็น การสร้างรากฐานของระบบสุขภาพชุมชน ผลลัพธ์จากการดำเนินงานระยะที่หนึ่งนั้นมีบทเรียนในรูปแบบ โมเดลหรือพื้นที่ต้นแบบ (Good Practice) 7 รูปแบบ 1.ประเด็นเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) การดำเนินงานเกษตรและอาหารเพื่อ สุขภาพระดับชุมชน/หมู่บ้าน 3 กรณี(บ้านบกไฟ,บ้านเกาะเสม็ด,บ้านห้วยตาอ่อน) 2)การดำเนินงานเกษตรและ อาหารเพื่อสุขภาพระดับตำบล (Best พื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จ 2 กรณี ตำบลหงส์เจริญ,ตำบลนาทุ่ง) 3) การ ดำเนินงานเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพระดับอำเภอ/สมาพันธ์เกษตรฯ มี 2 กรณี สมาพันธ์เกษตรยั่งยืน อำเภอละแม,สมาพันธ์เกษตรยั่งยืนอำเภอสวี 4)การดำเนินงานเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพระดับเครือข่าย มี 2 กรณี เครือข่าย You Model,เครือข่ายข้าวไร่ชุมพร 2.ประเด็นจัดการโรคเรื้อรังแนวใหม่ที่เป็นโมเดลพื้นที่ต้นแบบ (Good Practice) 3 รูปแบบ ได้แก่ 1)การจัดการโรคเรื้อรังระดับชุมชน/หมู่บ้าน 4 กรณี บ้านเขาวง,บ้านน้อย,บ้านทรัพย์สมบูรณ์,ชุมชน เมืองชุมพร 2) การจัดการโรคเรื้อรังแนวใหม่ระดับหน่วยบริการ มี 2 กรณี รพสต.บ้านคลองน้อย,รพสต.อ้าว มะม่วง 3) การจัดการโรคเรื้อรังแนวใหม่ระดับตำบล มี 2 กรณี ตำบลเขาค่าย ,ตำบลนาขา


41 3.การดำเนินงานพัฒนาแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรทุกช่วงวัยของกลไกประชาสังคม ชุมพร การดำเนินงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรทุกช่วงวัย สำหรับประชากรกลุ่มเฉพาะและกลุ่ม เปราะบาง ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประชากรกลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มประชากรผู้สูงอายุ และกลุ่มไทย คืนถิ่น หรือผู้ไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร ( คนไทยพลัดถิ่น พื้นที่อำเภอท่าแซะ-อำเภอปะทิว) ซึ่งมีขั้นตอน และกระบวนการดังนี้ 1.การพัฒนากลไกประชาสังคมและพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ โดยการเพิ่มทักษะความรู้แลปฏิบัติการ ในการจัดการปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ การพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม และ 2.การศึกษา รวบรวมข้อมูล และสร้างการเรียนรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรในแต่ละกลุ่มวัย หรือกลุ่มประชากรเฉพาะ 3.การสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มและพื้นทีเป้าหมาย โดยการจัดเวทีเรียนรู้ การพัฒนา ศักยภาพ เช่นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงนโยบาย แผนพัฒนาจังหวัดกับผลลัพธ์การดำเนินงานระดับพื้นที่ (10- 11 มีนาคม 2566) การถอดบทเรียนสังเคราะห์บทเรียน การนำเสนอผลการดำเนินงานและคืนข้อมูลต่อ ภาคีที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เป็นต้น 4.การประสานความร่วมมือกับภาคียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และเข้าร่วมทบทวนจัดทำแผนพัฒนา จังหวัดชุมพรปี 2567 เช่น การประชุมปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เวทีจัดทำ Roadmap ประเด็น การพัฒนาด้านการเกษตรและพัฒนาคุณภาพชีวิต (วันที่ 21-22 เมษายน 2566) เป็นต้น 5.การจัดเวทีสมัชชาสร้างสุขชุมพร (วันที่ 27-30 กรกฎาคม 2566) เพื่อประชาพิจารณ์แผนพัฒนา คุณภาพชีวิต 6.การผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ และติดตามประเมินผลลัพธ์เพื่อการเรียนรู้และพัฒนา 4.ผลการศึกษาและกระบวนการพัฒนากลไกประชาสังคมจังหวัดชุมพร การดำเนินงานศึกษารวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเครือข่ายประชาชานกลุ่มต่าง ๆ และเวทีเรียนรู้ พบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร โดยจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของหน่วยงานต่างๆ ยังคงมีช่องว่างหรือปัญหาที่ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไปดังนี้ 1) การขาดโอกาสต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมาย/ ประชากรกลุ่มเฉพาะ อาทิการเข้าถึงการศึกษาที่ดี เข้าถึงทุนและสินทรัพย์ในการพัฒนาอาชีพ ฯ 2) การดำรงชีวิตของประชากรที่มีปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะรายได้ครัวเรือนไม่ เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ที่จะส่งผลกระทบให้เกิดอบายมุขและยาเสพติด ความขัดแย้งในครอบครัวและชุมชน สุขภาพจิตและการฆ่าตัวตาย ฯลฯ 3) การเข้าถึงการจัดบริการภาครัฐและท้องถิ่น ของกลุ่มประชากรเฉพาะ หรือกลุ่มยากจนด้อยโอกาส ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้


42 4) ความสามารถในการจัดการตนเองของกลุ่ม ชุมชนเข้มแข็งที่จะเป็นพลังร่วมขับเคลื่อน จัดการปัญหา ทางสังคม 5)ช่องว่างในการจัดการบริการสุขภาพชุมชน ดังนี้ 1)กำลังบุคลากรทางสุขภาพและขีดความสามารถ ไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะกำลังคนที่สามารถบริการสุขภาพประชาชนในระดับปฐมภูมิได้ จริงไม่เกิน 2 คนต่อ รพสต.ในแต่ละวัน 2) ทรัพยากร เครื่องมือ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์มีอยู่อย่างจำกัด 3) การ จัดการสุขภาพที่มียังไม่เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบูรณาการระหว่างภารกิจงาน หน่วยงานยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นตามเหตุการณ์ที่ไม่มีความต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสุขภาพยังมีอยู่ น้อย ปัญหาทางสุขภาพจึงเกิดขึ้น มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เอาชนะปัญหาไม่ได้ 4) การส่งเสริมกลไกจัดการ สุขภาพชุมชนให้มีความเข้มแข็ง นั้นควรให้โอกาสการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ จึงจำเกิดความรอบรู้ทาง สุขภาพ และมีปริมาณกำลังคนอาสาสมัครที่มีศักยภาพพร้อมรับมือกันสถานการณ์พื้นที่ แนวทางความร่วมมือหุ้นส่วนการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ดังนี้ 1)การสร้างโอกาสให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ให้มีความรอบรู้ทางสุขภาพ เข้าถึงการบริการสุขภาพที่ได้ มาตรฐาน ที่ดินมีเอกสารสิทธ์สามารถเข้าทุนสินทรัพย์ในการประกอบอาชีพ การจัดที่ดินและกระจาย ทรัพยากรที่ดินทำกินแก่ผู้ด้วยโอกาส การจัดสวัสดิการ ปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถ จัดการศึกษาทั้งในและนอกระบบการศึกษา ฯ 2) การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการส่งเสริมความรู้เทคโนโลยีการผลิต พัฒนา ยกระดับการประกอบการ กระตุ้นส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น 3)การกระจายการจัดบริการภาครัฐให้มีความคลอบคลุม พัฒนาระบบ ช่องทางการจัดสรร งบประมาณ และการบริการให้ประชาชนผู้ด้วยโอกาสได้เข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ หรือมีโอกาสเข้าถึง ทรัพยากรของรัฐและท้องถิ่น 4)สร้างและพัฒนายกระดับความสามารถของกลุ่ม ชุมชนให้เข้มแข็งเป็นพลังร่วมขับเคลื่อน จัดการ ปัญหาทางสังคม ด้วยการสร้างการรับรู้มีส่วนร่วม เสริมพลังอำนาจให้กลุ่มชุมชน มีขีดความสามารถจัดการ แก้ไขปัญหาของชุมชน เช่น มีการบริหารจัดการทุนชุมชน การแก้ไขข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมาย ฯ ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ ต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง กลุ่มประชากรแรงงานนอกระบบ 1)การพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ (เกษตรกรรายย่อย) ให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและ อาชีพ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรและ สหกรณ์ พาณิชย์ อุตสาหกรรม ฯ 2)การส่งเสริมและพัฒนาการประกอบชุมชน ให้แก่แรงงานนอกระบบ ให้มีอาชีพที่มั่นคงทางรายได้ ด้วยการเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถในการประกอบการแบบครบวงจร การผลิต การแปรรูปและมาตรฐาน


43 และการจัดการตลาด รวมทั้งการสร้างหรือขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการประกอบการ และ การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันเกษตรกร 3)การจัดสรรที่ดินหรือเอกสารสิทธิที่ดินทำกินแก่เกษตรกร(แรงงานนอกระบบ) ให้ได้รับสิทธิที่ดินทำ กินเพื่อความมั่นคงในชีวิต และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน กลุ่มประชากรผู้สูงอายุ 1)การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกลไกความร่วมมือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูง วัย ในระดับพื้นที่และระดับนโยบายให้สามารถแปลงนโยบาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ สู่ การปฏิบัติที่ตอบสนองความต้องการผู้สูงอายุได้จริง 2) การจัดสรรงบประมาณ ในการจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุที่ไม่อยู่ในระบบหลักประกัน สุขภาพ UC (สิทธิประกันสังคม/สิทธิราชการ) ตามนโยบายใหม่ของ กระทรวงสาธารณสุข/ สปสช. จะส่งผล กระทบต่อผู้สูงอายุกลุ่มนี้ 3)การเพิ่มงบประมาณและระบบการสนับสนุนในการดูแลผู้สูงอาย ให้แก่ นักบริบาลชุมชน ให้มีขีด ความสามารถดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมกลุ่มประชากรเพิ่มขึ้น 4)การส่งเสริมและสนับสนุนระบบสุขภาพชุมชน ให้มีขีดความสามารถจัดการสุขภาพของชุมชนท้องถิ่น โดยการกำกับ ติดตาม สนับสนุน ประเมินผลลัพธ์ และกระจายอำนาจจากหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และ/หรือ ให้มีกลไกพหุภาคีในการติดตามสนับสนุน อบจ. ที่รับการถ่าย โอน รพสต. ที่ตอบสนองความต้องการสุขภาพชุมชนท้องถิ่น 5)การติดตาม สนับสนุน ประเมินผลลัพธ์ของกลไกทางสุขภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (สปสช.-สธ.- มหาดไทย) กปท. , พชอ., พชจ. เพื่อนำสู่การพัฒนา ปรับปรุงระบบการติดตามสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพ ในการจัดการสุขภาพท้องถิ่นและพื้นที่ ตามเป้าหมายนโยบายที่ประกาศบังคับใช้ได้แท้จริง 5. (ร่างแผน) การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรจังหวัดชุมพร เป้าหมาย : คนชุมพร เรียนรู้ รอบรู้ อยู่ดีมีสุข ด้วยเป้าประสงค์ 4 ประการ 1)ประชากรชุมพรแต่ละช่วงวัย ได้รับการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาขีด ความสามารถตามศักยภาพสูงสุด และมีคุณภาพที่สอดรับกับบริบทการพัฒนาพื้นที่หรือจังหวัด บนพื้นฐานของ การมีทักษะสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 2)ประชากรชุมพร มีความมั่นคงทางรายได้และทรัพย์สินที่เพียงพอตลอดช่วงชีวิต 3)ผู้สูงอายุชุมพรมีคุณภาพชีวิตดี มีหลักประกันมั่นคง เป็นพลังพัฒนาสังคม 4)มีระบบคุ้มครองทางสังคมที่สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชากรทุกกลุ่มวัย ผลลัพธ์ที่จะให้เกิดขึ้น 1) ประชากรชุมพร มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความรอบรู้ทาง สุขภาพสามารถพึ่งตนเองทางสุขภาพ และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในในศตวรรษที่ 21 2) ประชากรชุมพรได้รับการยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ ความมั่นคงทางการเงินหรือมี หลักประกันในชีวิต และครอบครัวที่มีคุณภาพ


44 3) กลไกจัดการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ความสามารถ จัดการตนเองให้มีชีวิตที่ปลอดภัย อยู่ดีมีสุข ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4) มีระบบจัดบริการสุขภาพและการแพทย์ที่รองรับโรคอุบัติใหม่หรือวิกฤติทางสุขภาพและเท่าทันการ เติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดและประเทศ 5) มีการสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อลดการเจ็บป่วย ตายก่อนวัยอันควร และระบบดูแลคุ้มครองผู้สูงวัย และกลุ่มเปราะบาง 6) มีการปรับและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต อย่างมีคุณภาพกับทุกกลุ่มวัย ยุทธศาสตร์/แนวทางการพัฒนา 1) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีความรอบรู้ทางสุขภาพ สามารถพึ่งตนเองทางสุขภาพ และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในในศตวรรษที่ 21 2) การพัฒนาและยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ ความมั่นคงทางการเงินหรือมี หลักประกันในชีวิต และให้มีครอบครัวที่มีคุณภาพ 3) กลไกจัดการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ความสามารถ จัดการตนเองให้มีชีวิตที่ปลอดภัย อยู่ดีมีสุข ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4) พัฒนาระบบจัดบริการสุขภาพและการแพทย์ที่รองรับโรคอุบัติใหม่หรือวิกฤติทางสุขภาพและเท่า ทันการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดชุมพร 5) การสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อลดการเจ็บป่วย ตายก่อนวัยอันควร และระบบดูแลคุ้มครองผู้สูงวัยและ กลุ่มเปราะบาง 6) สนับสนุนการปรับและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต อย่างมีคุณภาพกับ ทุกกลุ่มวัย หมายเหตุแผนงานโครงการสำคัญ จะนำเข้าเวทีสมัชชาสร้างสุขชุมพร ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2566


45 บทบำทภำคประชำสังคมสตูล : ภำรกจิลดควำมเหลือ่มล ้ำของกล่มุชำตพินัธุ์ สมบูรณ์คำแหง16 1.บทเกริ่นนำ ปัญหาเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ในจังหวัดสตูล แทบไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงแผน หรือนโยบายการพัฒนาในระดับจังหวัด ซึ่งโยงไปถึงการเข้าไม่ถึงงบประมาณในการพัฒนาเชิงพื้นที่ในทุกระดับ จึงหนีไม่พ้นที่จะกระทบไปถึงสิทธิของกลุ่มคนต่างๆในที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึง “กลุ่มชาติพันธุ์” 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่ม มานิ และกลุ่มชาวเล ทั้งที่เครือข่ายสมัชชาคนสตูลพยายาลสร้างปฏิบัติการเพื่อลดช่องว่างเหล่านั้น ด้วยการ สร้างรูปธรรมการพัฒนาในพื้นที่เริ่มมีความเด่นชัดมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในหลากหลายมิติ อย่างเช่น ด้านการเข้าถึงสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในพื้นที่ทางทะเล ชายฝั่ง และบน แผ่นดินผืนป่า อันรวมถึงการจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งยังคำนึงถึงที่มาที่ไปและ ต้องปลอดสารพิษปลอดสารเคมี ภายใต้การรวมตัวกันเป็นวิสากิจชุมชนอย่างร้านคนจับปลา ,บริษัทหุ่นไล่กา , วิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนปากน้ำและอีกหลายวิสาหกิจชุมชน การแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย ที่เริ่มมีสัญญาณที่ ดีขึ้นบ้างในบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่นกรณีพื้นที่ป่าชายเลนทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็ได้มีการผ่อนผัน ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยได้บนเงื่อนไขที่ไม่ยุ่งยากนัก ถึงกระนั้นก็ตาม สิทธิด้านที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสตูล ยังมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูงมาก ดังจะเห็นได้จากกรณีปัญหาที่ดินในเกาะ หลีเปะ และที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์เทือกเขาบรรทัด ที่ยังไม่สามารถสร้างความชัดเจนทางนโยบายหรือด้านการ จัดการที่ดินเพื่อสร้างหลักประกันให้กับกลุ่มเฉพาะทั้ง 2 กลุ่มนี้ว่าเป็นผู้มีสิทธิ์อยู่จริง แม้จะพิสูจน์และเป็นที่ ยอมรับว่าคนทั้ง 2 กลุ่มนี้คือ กลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ก็ตาม จังหวัดสตูลมีกลุ่มประชากรเฉพาะอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มชาติพันธุ์มานิ หรือมันนิกับกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเล หรือชาวอูลักลาโว้ย สองกลุ่มนี้มีถิ่นที่อยู่อาศัยและวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกอาศัยอยู่ในพื้นที่ ป่าเขาตามแนวเทือกเขาบรรทัด รอยต่อของ 4 จังหวัด คือ ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ซึ่งมาประชากรรวมกัน ทั้งหมดหลายร้อยคน ส่วนของจังหวัดสตูลจะมีประชากรเหล่านี้อยู่ในจุดที่ตั้งต่างๆ รวมแล้วกว่า 200 คน ส่วน ชาวเลอูลักลาโว้ย อาศัยอยู่บนพื้นที่เกาะห่างไกลชายฝั่งทะเลอย่างเช่นเกาะหลีเป๊ะ อาดัง และเกาะบุโหลน กลุ่ม นี้มีประชากรรวมกันมากว่าหนึ่งพันคน อย่างไรก็ตามกลุ่มประชากรเฉพาะทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะปัญหาที่ คล้ายกัน อย่างเช่น การไม่ไร้สิทธิในที่ดินที่อยู่อาศัย การเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ การสื่อสารจากภาษาที่แตกต่าง เป็นต้น การจัดเวทีสมัชชาคนสตูลในหลายครั้ง พยายามเปิดพื้นที่เพื่อลดช่องว่างให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้พวก เขาได้มาใช้พื้นที่กลางดังกล่าว นำเสนอปัญหาและทางออกของตนเอง เพื่อให้มีการรับรู้จากหน่วยงานภาครัฐ มากขึ้น 16 คณะทา งานสมชัชาคนสตลู เรียบเรียงจากรายงานการศึกษา สถานการณ์ปญัหาความเหลือ่มล้า และไม่เป็นธรรมกล่มุประชากรเฉพาะ จังหวัดสตูล : 2565


46 2. เครือข่ายภาคประชาสังคม สตูล “กลุ่มรักจังสตูล” เป็นเวทีทางความคิดของภาคประชาสังคมทุกกลุ่มในจังหวัด ที่ได้ก่อตัวภายใต้กรอบ งานประเด็นของแต่ละกลุ่มองค์กรที่มีความหลากหลายครอบคลุมเกือบทุกมิติดังที่ได้เกริ่นกล่าวไปแล้วเบื้องต้น การทำงานร่วมกันในฐานะคนสตูลด้วยกันบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนและเป็นมิตร น่าจะเป็นหัวใจสำคัญ ของการขับเคลื่อนขบวนของ “สมัชชาคนสตูล” ที่ได้ยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงที่จะนำพาขบวนการของภาคประชาชนอันเป็นพลเมืองที่สำคัญของจังหวัดให้สามารถจัดการตนเองได้ จริง อันถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมและการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราจึงหวังว่าการจัด และสร้างกระบวนการแบบสมัชชาจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ภาคประชาชนจะต้องช่วยกันสร้างและออกแบบเพื่อให้ สามารถขับเคลื่อนได้จริงในปริบทที่แตกต่างกัน เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำให้หมดหายไปหรือเหลือ น้อยลง โดยยึดสาระสำคัญของความร่วมมือระหว่างกันในทุกภาคีเครือข่าย และทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ราชการ และภาคท้องถิ่นท้องที่นั้นๆ อย่างจริงจัง จึงจะทำให้พลเมือง ที่หมายถึงคนทุกคนในสังคมสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข บนสิทธิอันเท่าเทียมกัน อันเป็นเครื่องยืนยันถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 3.สถานการณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดสตูลท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การดำเนินการลงพื้นที่สำรวจของหน่วยงานหลายๆ กลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิบางส่วนได้รับ สถานะบุคคลตามกฎหมาย อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานรวมทั้งสวัสดิการและการคุ้มครองตามกฎหมายที่ประชาชน ในแผ่นดินไทยทุกคนควรมีสิทธิ์ได้รับ แต่การเป็นพลเมืองไทย รัฐธรรมนูญเองก็ได้บัญญัติถึงหน้าที่ของพลเมือง ไทย เช่น การเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การรับราชการทหาร การเลือกตั้ง โดยหน้าที่เหล่านี้ อาจเป็นปัญหา และอุปสรรคต่อการเข้ามาของบทบาทหน้าที่ที่ไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต และอาจนำไปสู่ปัญหาความบีบคั้นของ สภาพสังคม ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการช่วยเหลือและเตรียมการที่ดีพอ ก็จะ ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ทั้งนี้ แม้กลุ่มชาติพันธุ์มานิจะได้รับการคุ่มครองตามกฎหมาย แต่กฎหมายเองก็ ห้ามประชาชนไม่ให้บุกรุก หรืออยู่อาศัยในป่า หรือห้ามล่าสัตว์ ข้อกฎหมายดังกล่าวจึงขัดกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของ กลุ่มชาติพันธุ์มานิ อีกทั้งกระแสการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมจากนโยบายของประเทศก็เป็นปัญหาที่ซับซ้อนใน พื้นที่ โดยเฉพาะกรณีแผนพัฒนาภาคใต้ โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราในจังหวัดสตูล ที่อาจส่งผลกระทบ โดยตรงหรือโดยอ้อมต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมทางสังคมตามมา ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดสตูลได้ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่จะสูงขึ้น ตามมา รวมถึงความต้องการใช้ทรัพยากรก็จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลต่อสิทธิในการอยู่ อาศัย สิทธิในที่ทำกิน และสิทธิทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 2 กลุ่ม ที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่เหล่านั้น ก็จะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาและการใช้ทรัพยากรจากป่าและทะเลชายฝั่ง รวมถึงการ พัฒนาต่าง ๆ เข้ามา ส่งผลถึงการสูญหายทางภาษาวัฒนธรรมและการดิ้นรนต่อสู้กับการปรับตัวที่เกิดขึ้น รวมทั้ง สถานการณ์ด้านแหล่งอาหารที่ลดน้อยลง บวกกับการเป็นผู้ไม่มีที่ทางทำกินที่มั่นคงและชัดเจน ส่งผลให้กลุ่ม ชาติพันธุ์ อาจจะต้องมีการอพยพย้ายถิ่นฐาน การใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย การถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบุกรุก ทำลายป่า และการล่าสัตว์ เป็นต้น


47 ศูนย์ประสานงานเครือข่ายสิทธิพลเมืองพัฒนาคุณภาพชีวิต อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เป็นองค์การ ภาคประชาสังคมในเครือข่ายสมัชชาคนสตูล ที่มีการเข้าไปทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์มาน ส่วนกลุ่มชาวเลมีหลาย องค์กรเครือข่ายที่เข้าไปให้การช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างเช่นมูลนิธิชุมชนไท เครือข่ายประมง พื้นบ้านจังหวัดสตูล โครงการสตูลสร้างสุข รวมถึงองค์กรอื่นๆทั้งภาครัฐภาคเอกชน ที่ต่างมุ่งเน้นที่การเข้าถึง ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มชาติพันธุ์ การเข้าไปรับฟังปัญหาอย่างจริงจังและมีความจริงใจในการดำเนินงาน ที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยการดำเนินกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น และการพูดคุยกับ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มย่อยต่างๆ ทำให้พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีความกังวลใจ ขาดความมั่นคงในการ ดำรงอยู่หลายมิติ รวมถึงการรู้สึกไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงใจและเข้าถึงการบริการของรัฐเท่าที่ควร เกิด ข้อกังวลใจต่อสถานะความเป็นอยู่ ที่อาจต้องกลายเป็นเครื่องมือทางสังคม อีกทั้งการเข้ามาเก็บเกี่ยว ผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ซึ่งสิ่งสำคัญและเป็นความต้องการมากที่สุดในการดำรงชีวิต คือการได้รับการ ยอมรับในสิทธิอันเท่าเทียมบนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ควรจะสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่น การมีที่อยู่อาศัยที่ทำกินอันมั่นคง ไม่ใช่อยู่บนความกังวนว่าจะต้องอพยบโยกย้ายถิ่นฐานอย่างเช่นที่ เป็นอยู่ การได้มีอาชีพการงานทำอย่างสุจริตและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ การได้รับสิทธิทางการศึกษาที่ สอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิต สิทธิในการรักษาพยาบาล และสวัสดิการต่าง ๆ ที่พึงได้รับอย่างเหมาะสม รวมไป ถึงสิทธิความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ 4.ปฏิบัติการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเชื่อมโยงแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กลุ่มรักษ์จังสตูลและคณะทำงานสมัชชาคนสตูล ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคม ที่มีการขับเคลื่อน นโยบายสาธารณะและสร้างรูปธรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นในจังหวัดสตูล เห็นว่า แนวนโยบายตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2562 ดังกล่าว เป็นแนวนโยบายที่ดี ที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับ หน่วยงานราชการในระดับอำเภอ จังหวัด และกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ โดยเฉพาะในมิติการจัดทำ แผนพัฒนาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การออกแบบการพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดได้ในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ วิถีวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม อันจะ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และจากการปรึกษาหารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ ทำให้เห็นถึงความตั้งจริงของท่านที่ต้องการเห็นกระบวนการขับเคลื่อนดังกล่าวให้เกิดขึ้น ได้จริง ซึ่งท่านได้ย้ำเสมอว่าจะต้องสร้างความร่วมมือร่วมมือกันกับทุกฝ่าย และที่สำคัญจะต้องเริ่มต้นจากพวก เราในฐานะภาคประชาสังคมเป็นการเบื้องต้นก่อน และเห็นว่าต้นทุนของภาคประชาสังคมจังหวัดสตูลมีมากพอ ด้วยเพราะมีการขับเคลื่อนมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยกันสนับสนุนให้แนวทางดังกล่าวปรากฏเป็นรูปธรรม ชัดเจนขึ้น เวทีสมัชชาคนสตูล ครั้งที่ 10 ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา มีการออกแบบการจัดทำ ข้อเสนอประจำปีแบบใหม่ให้ต่างไปจากเดิมที่เพียงแค่จัดทำข้อเสนอเท่านั้น โดยในครั้งนี้จะมีการจัดทำ แผนพัฒนาของภาคประชาชน ที่สอดรับไปกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตามระบบปีงบประมาณ ซึ่ง


48 ระหว่างนี้พวกเรากำลังสร้างกระบวนการในการจัดทำแผน/โครงการพัฒนา ที่มาจากเครือข่ายสมัชชาคนสตูล ในหลากหลายมิติ และเชื่อว่าจะแล้วเสร็จเพื่อที่จะนำเสนอให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วน ราชการได้นำไปพิจารณาเพื่อบรรจุเป็นแผนพัฒนาจังหวัดในรอบปีงบประมาณต่อไปได้ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีก หนทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาคนจังหวัดสตูลอย่างตรงจุด และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำลด น้อยลงไปได้ โดยมีเป้าหมายว่า 1.ต้องการจำทำแผนหรือโครงการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและเป็นไปตามความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน 2.ต้องการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการจัดทำแผน/โครงการเพื่อเสนอให้กับหน่วยงานระดับท้องถิ่น (อบต.) และระดับจังหวัด รวมถึงการสร้างความเข้าใจถึงโอกาสและข้อจำกัดในการดำเนินดังกล่าว 3.ลดช่องว่างระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ผ่านการปฏิบัติการเพื่อทำให้มีการเข้าถึงแผนพัฒนา ของระบบราชการ และหวังว่าจะเกิดการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างการจัดทำและขับเคลื่อนแผนแบบมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง 5.ข้อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดทำแผนพัฒนาภาคประชาชน 1.จัดเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด โดยความร่วมมือระหว่างสมัชชาคนสตูล และสำนักงานจังหวัด เพื่อสร้างการเรียนรู้ในการพัฒนาแผนงานที่มีคุณภาพ 2.พัฒนากลไกการประสานงานเพื่อให้มีการเชื่อมโยงแผนระหว่างภาคประชาสังคมกับหน่วยงาน ราชการในพื้นที่ เพื่อสร้างรูปธรรม “หุ้นส่วนการพัฒนา” ให้เป็นที่ประจักษ์ 3.ออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม (สมัชชาคนสตูล) กับหน่วยงานรัฐส่วนภูมิภาค และกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นกลไกที่สามารถทำงานร่วมกันได้ในระยะยาวและมีความเป็น ทางการมากขึ้น ในลักษณะของคณะกรรมการร่วมรัฐกับภาคประชาสังคม 6.ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาและลดความเหลื่อมล้ำของประชากรกลุ่มเฉพาะ 1.กลุ่มชาติพันธุ์ต้องมีสิทธิในที่ดินที่อยู่อาศัยของตนเอง และสามารถจัดการฐานทรัพยากรของชุมชน ท้องถิ่นได้ เพื่อปกป้องแหล่งผลิตอาหารและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.ต้องเข้าถึงบริหารของรัฐในทุกรูปแบบอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม อย่างเช่นด้านการรักษาพยาบาล การเรียนการศึกษา และการดำรงชีวิต 3.การเคารพวิถีวัฒนธรรมของตนเอง และถูกยอมรับอย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม 4.สามารถเข้าถึงทรัพยากร/งบประมาณของรัฐได้ในทุกระดับ เพื่อนำเสนอความต้องการของตนเองใน การพัฒนามิติต่างๆ ผ่านการจัดทำแผนของท้องถิ่นและส่วนราชการในพื้นที่


49 สำนพลังสภำสำเกตนครกับ กำรลดควำมเหลือ่มล ้ำและควำมไม่เป็นธรรม ประชำกรกลุ่มเฉพำะจังหวัดร ้อยเอ็ด ประจักษ์ อาษาธง17 1.เกริ่นนำ ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การแย่งชิงอำนาจชนชั้นนำระดับสากลและ ภายในประเทศที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับความบอบช้ำจากการแพร่ระบาดของโรคอุบัติ ใหม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนคนไทยทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก แม้นรัฐไทยมีอำนาจทางกฎหมาย มีบุคลากร และมีงบประมาณมากมายก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมที่ชัดแจ้งตอกย้ำว่า “การแก้ไขปัญหาใดๆ โดยรัฐเพียงลำพังไม่สามารถ จัดการได้” ยิ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆแอบแฝงไปด้วยการรักษาไว้ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของพวกพ้องแห่งตน แล้ว ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เจ้าของปัญหา คนเล็กคนน้อย และพลเมืองแห่งแผ่นดินยังต้องต่อสู้ดิ้นร้นกันต่อไปเพื่อความอยู่รอด ทั้งรูปแบบส่วนบุคคล กลุ่มองค์กร และ เครือข่าย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนบนแผ่นดินของตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไป 2. สภาสาเกตนคร : กลไกเครือข่ายภาคประชาสังคมร้อยเอ็ด เครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด รวมตัวกันในนาม“สภาสาเกตนคร”สร้างพื้นที่กลางเชื่อม ร้อยพลเมืองคนร้อยเอ็ดต่อการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยแนวคิดการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อ เสริมสร้างความสัมพันธ์ แบบเท่าเทียม (รู้จักกัน มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เกิดความเข้าใจ ไว้วางใจ และผูกพันกัน) ผ่านเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ มีกลไกประสานงานเชื่อมเครือข่าย มีข้อมูลร่วม(คน งาน และสถานการณ์ปัจจัยเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง)มียุทธศาสตร์ / แผนงาน และทำกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้ง มีเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคีเครือข่ายที่ต่อเนื่องซึ่งสภาสาเกตนครมี “หนึ่งเป้าหมายร่วม สามพันธกิจ หนึ่ง วิสัยทัศน์ และสี่ประเด็นการพัฒนา” กล่าวคือ มีเป้าหมายเพื่อ “คนร้อยเอ็ดมีสุขภาวะดี ทั้งกาย ใจ ปัญญา และสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล โดยภาคประชาชนมีภารกิจร่วมเพื่อผลักดันประเด็นงานด้านสุข ภาวะสู่นโยบายสาธารณะ เกิดวิถีสุขภาวะคนร้อยเอ็ด และมีกลไกปฏิบัติการในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” พันธกิจสภาสาเกตนครประกอบด้วย หนึ่งพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของสังคม สองติดตามเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนร้อยเอ็ด และสามเสริมสร้างความเข้มแข็ง ภาคประชาสังคม มีวิสัยทัศน์ “สภาสาเกตนคร หุ้นส่วนการพัฒนา เสริมพลังราษฎร์ สานพลังรัฐสู่สังคมอยู่ ดีมีสุข” 4 ประเด็นการพัฒนา คือ 1)นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ 2)ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน 17 สภาสาเกตนคร สงัเคราะห์จากรายงานการศกึษา การลดความเหลือ่มล้า และความไม่เป็นธรรมประชากรกล่มุเฉพาะจงัหวดัรอ้ยเอ็ด : 2565


50 3)ลดปัจจัยเสี่ยง เพิ่มปัจจัยสร้างสุขภาวะและการเข้าถึงสิทธิสุขภาพ และ 4)เสริมสร้างความเข้มแข็งและสาน พลังภาคีเครือข่าย ปี พ.ศ. 2561-2566 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด เข้ามามีส่วนร่วมหนุนเสริมความเข้มแข็งของ สภาสาเกตนครในการจัดกระบวนการจัดตั้งพื้นที่กลางในนามสภาสาเกตนครและจัดกลไกในระดับพื้นที่เพื่อ สำรวจข้อมูลกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้และจัดกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นระดับตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การดำเนินการยังขาดเรื่องการ พัฒนาระบบข้อมูล การจัดการ ความรู้ การจัดทำแผนบูรณาการระดับจังหวัด และการพัฒนาศักยภาพคนทำงานภาคประชาสังคมโดยการ สนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการพัฒนาที่ผ่านมายังพบว่าเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด ในนาม “สภาสาเกตนคร” ร่วมกัน จังหวัดร้อยเอ็ดยังมีช่องว่างหลายประการที่ต้องจัดการแบบเร่งด่วน อีกหลายเรื่องเช่น ปัญหาสุขภาวะของ ประชากรกลุ่มเปราะบาง การเสริมสร้างภาคีคนรุ่นใหม่ การระดมและพัฒนาทรัพยากรของภาคประชาสังคม เป็นต้น สภาสาเกตนครหรือเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญในการ เป็นหุ้นส่วนของการสร้างความร่วมมือและบูรณาการขับเคลื่อนงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ และที่ผ่านมาจังหวัดร้อยเอ็ดยังคงมีปัญหาความเหลื่อมล้ำของ ประชากรกลุ่มเฉพาะค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเข้าถึงบริการทาง สุขภาพ การบริการทางสาธารณะ หรือระบบสวัสดิการต่างๆที่รัฐจัดให้สภาสาเกตนครได้ร่วมกันปรึกษาหารือ กันและมีฉันทามติที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประชากรกลุ่มเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดภายใต้“โครงการพัฒนา ศักยภาพภาคประชาสังคมจังหวัดและสานพลังภาคีเพื่อขับเคลื่อนงานลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ” โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อพัฒนาศักยภาพสภาสาเกตนคร และ สานพลังภาคีเครือข่ายในการเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะต่อประชากรกลุ่มเฉพาะ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการยกระดับการทำงานของสภาสาเกตนครให้ครบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อ การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีรูปแบบการดำเนินงาน 1. การ ออกแบบกลไกการทำงานประชากรกลุ่มเฉพาะเช่น การประชุมจัดตั้งคณะทำงานวางแผนการทำงานร่วมกัน การรวบรวมข้อมูลปัญหา/วิเคราะห์ความไม่เป็นธรรมประชากรกลุ่มเฉพาะ การคืนข้อมูลสู่ชุมชนและจัดทำ แผนการดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะให้เข้าถึงความเป็นธรรมทางสุขภาวะ การเสนอแผนการดูแลประชากรกลุ่ม เฉพาะให้เข้าถึงความเป็นธรรมทางสุขภาวะต่อหน่วยงานจังหวัด 2.การพัฒนาศักยภาพคณะทำงานสภาสาเก ตนคร มีเวทีเรียนรู้ 5 เรื่องคือ การทำงานเพื่อควบคุมปัจจัยที่กำหนดสุขภาพ การใช้เครื่องมือสำหรับการ ประเมินผลลัพธ์ทางสังคม การสร้างคนรุ่นใหม่ในงานภาคประชาสังคม การสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการ เปลี่ยนแปลงและการพัฒนาศักยภาพคณะทำงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคมและ 3. การจัดทำสื่อปัญหาความไม่


Click to View FlipBook Version