51 เป็นธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ และบทบาทการทำงานองค์กรภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆในการแก้ไข ปัญหา โดยมีเป้าหมายที่อยากเห็นร่วมกันคือ1) รายงานสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะแต่ละกลุ่มในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เกิดแกนนำภาคประชาสังคมจำนวน 21 คน ที่ทำงานหรือมีปฏิบัติการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะให้กับประชากรกลุ่มเฉพาะ ที่สอดคล้องกับ บริบทพื้นที่/บริบทกลุ่มเป้าหมาย 3) เกิดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดภาคประชาสังคม หรือการมี แผนงาน/โครงการระดับจังหวัดของภาคประชาสังคม ที่มีการบรรจุเรื่องการดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัด ของตนเองและ4)เกิดชิ้นงานสื่อสารสาธารณะ ที่มาจากการขับเคลื่อนประเด็นนโยบายประชากรกลุ่มเฉพาะ ภาคีคณะทำงานภาคประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ดที่ร่วมมือกันในการขับเคลื่อนงานกลุ่มประชากร เฉพาะในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วย สมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเกษตรวิสัย สมาคมพัฒนาเครือข่าย สภาพลเมืองร้อยเอ็ด ชมรมคนพิการจังหวัดร้อยเอ็ด สมาคมพัฒนาสาเกตนคร เครือข่ายปปช.ภาคประชาชน จังหวัดร้อยเอ็ด องค์การศิลปินเพื่อพัฒนาชนบท องค์กรชุมชนต้านภัยเอดส์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเหล่าหลวง เพิ่มพูนทรัพย์ เครือข่ายธรรมาภิบาลร้อยเอ็ด เครือข่ายเยาวชนพัฒนาผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายสตรี แม่บ้านอำเภอเชียงขวัญเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ดเครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดร้อยเอ็ด สภา เกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ร้อยเอ็ด ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบลหิน กอง ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มพัฒนาสตรีบ้านดอนแคน ต.ป่าสังข์ สภาเด็กเยาวชนตำบลบ้าน บาก กลุ่มดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการในภาวะพึ่งพิงตำบลหินกอง สมัชชาสุขภาพจังหวัดร้อยเอ็ด สภาองค์กรชุมชน ตำบลพรมสวรรค์ สภาองค์กรชุมชนตำบลโนนชัยศรี สภาองค์กรชุมชนตำบลวารีย์สวัสดิ์ สมาคมสื่อมวลชน จังหวัดร้อยเอ็ด สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองแก้ว สภาองค์กรชุมชนตำบลโหรา ชมรมสตรองจิตพอเพียงต้าน ทุจริตจังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ ชมรมผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ดและโหนด สสส.จังหวัดร้อยเอ็ด 3. สถานการณ์ปัญหากลุ่มประชากรเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ประมาณ8,299.46ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,187,165ไร่ จำนวน ประชากร 1,298,640 คน ความหนาแน่นของประชากร 156.47 ตารางกิโลเมตร/คน แบ่งเขตการปกครองเป็น 20อำเภอ 193ตำบล 2,446 หมู่บ้าน 20ชุมชนมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 203แห่งประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่งเทศบาลเมือง 1แห่งเทศบาลตำบล 72 แห่งและองค์การบริหารส่วนตำบล 129แห่งใช้ศักยภาพสี่เสาหลักประกอบด้วย ด้านเกษตรกรรม ด้านการท่องเที่ยวและ ด้านการผลิตข้าวหอมมะลิ เป็นจุดยืนทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด (พ.ศ. 2566 – 2570) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด คือ “ร้อยเอ็ดเมืองเกษตรอัจฉริยะ ท่องเที่ยวสร้างสรรค์
52 วัฒนธรรมสร้างมูลค่า สังคมพัฒนาอย่างยั่งยืน” (กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดร้อยเอ็ด, 2565) จากการศึกษาสถานการณ์ปัญหากลุ่มประชากรเฉพาะพบว่าในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด(ข้อมูล ณ มีนาคม 2566) ประชากรกลุ่มเฉพาะที่สำรวจข้อมูลจำนวน 9 กลุ่มในพื้นที่ 20 อำเภอ จำนวน 1,403,363 คน แยก เป็น 1)กลุ่มคนพิการจำนวน 4,722 คน 2)กลุ่มผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง 764 คน 3)ผู้สูงอายุ241,866 คน โดยมี ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน 207,116 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่มีความพิการ จำนวน 30,012คน) ผู้สูงอายุติดบ้าน จำนวน 3,140 คน ผู้สูงอายุติดสังคม 129,327 คนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งจำนวน 37,650 คน และผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้(ติดเตียง) จำนวน 656 คน ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม 52 คน (สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด2565) 4) คนไร้บ้าน 37 คน5) ผู้ติดเชื้อ HIV จำนวน 5,202 คน ชายจำนวน 3,028 ราย หญิงจำนวน 2,174ราย พบประวัติการตรวจรักษาแต่ไม่เข้ารับการ รักษาหรือข้อมูลการมีชีวิตอยู่จำนวน 1,121 ราย6)อดีตผู้ต้องขังจำนวน 4,060คน 7) กลุ่มแรงงานจำนวน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 856,320คน เป็นผู้ที่มีงานทำ 553,930คน และเป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 856,320 คน ผู้ว่างงาน 1,108คน และผู้รอฤดูกาลจำนวน 30,271 คน การมีงานทำผู้มีงานทำในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 553,930 คน(ร้อยละ 94.63) คน8) กลุ่มสตรีจำนวน140,249 คนมีสตรีที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวฐานะ ยากจนที่ต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพังถึงจำนวน 359 คน และ9) คนไร้สัญชาติจำนวน 1,248 คน (รายงานพัฒนา กลไกสนับสนุนเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐจังหวัด เสริมสร้างสังคมสุขภาวะ พ.ศ. 2566จังหวัดร้อยเอ็ด) สาเหตุ ความยากลำบากส่วนใหญ่ มาจากด้านเศรษฐกิจ(รายได้น้อย มีภาวะหนี้สิน ไม่มีงานทำ ไม่มีความรู้ในการ ประกอบอาชีพ) และด้านสุขภาพที่มีภาวการณ์เจ็บป่วยเรื้อ รัง รวมทั้งสาเหตุอื่นที่แตกต่างกัน เช่น ขาดผู้ อุปการะ ความขัดแย้งในครอบครัว ไม่มีที่อยู่อาศัยไม่มีที่ดินทำกิน ถูกชักจูงจากเพื่อนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ถูก บังคับล่อลวงแสวงหาผลประโยชน์ ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ขาดโอกาสการศึกษา และช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น 4.ช่องว่างการแก้ไขปัญหา การศึกษาการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัด ร้อยเอ็ดกำลังเผชิญทั้ง 8 กลุ่มเป้าหมายของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชนที่ผ่านมาพบว่ายังมีช่องว่างที่ยัง เป็นปัญหาหรือยังไม่ถูกแก้ไขซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฯดังกล่าว ประกอบด้วย 1) การทำงานที่ยังไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานรัฐอย่างแท้จริง แม้จะมีการบูรณาการทำงานของ หน่วยงานในประเด็นของความเหลื่อมล้ำฯ แต่ในความจริงยังไม่เห็นการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมมีการ ทำงานแบบต่างคนต่างคนในภารกิจของตนเองเกิดช่องว่างเรื่องของข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันฯ แม้จะมีการสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล หรือฐานข้อมูล Big data เข้ามาช่วย ส่งให้ต่อการนำข้อมูล ดังกล่าวไปแปลงเป็นข้อมูลสู่การปฏิบัติในเชิงสถิติ
53 2) ข้อจำกัดของบุคลากร และงบประมาณในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการ ขับเคลื่อนงานฯของหน่วยงานภาครัฐ 3) นโยบายระบบการจัดสรรงบประมาณและการเบิกจ่าย ปัจจุบันอยู่คงที่กระทรวง กรม และ กอง ต่างๆ ไม่ได้กระจายมายังภูมิภาคซึ่งถือเป็นหน่วยงานระดับปฏิบัติการฯ บางเรื่องกระจายมายังภูมิภาคช้ามาก ทำงานไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการวางแผนการทำงาน ทั้งในเรื่องของการวางกลุ่มเป้าหมายฯ และ การ จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการฯ 4) ข้อจำกัดของภาคประชาสังคมเองในหลายมิติ อาทิ ภาระงานที่ขับเคลื่อน สมรรถนะหรือศักยภาพ ขององค์กรภาคประชาสังคม การสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน วิชาการ การเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของแต่ละนโยบาย เป็นต้น 5. ข้อเสนอบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม สภาสาเกตนครจึงมีข้อเสนอต่อบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดต่อการเข้ามามีบทบาท ความร่วมมือในการทำงานเพื่อนำไปสู่สัมฤทธิผลในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 1) การปรับทัศนคติและท่าทีการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมโยงหรือการแชร์ทุน ทรัพยากรร่วมกัน กล่าวคือ หน่วยงานรัฐมีงบประมาณในการดำเนินงาน และภาคประชาสังคมเองมีบุคลากร และมีความคุ้นเคยกันกับชุมชน ดังนั้นรัฐ ควรต้องเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมอย่างแท้จริงในการทำงาน ร่วมกันในบทบาทของหุ้นส่วนการพัฒนาร่วมกันเพื่อร่วมมือในการทำงานแก้ไขปัญหามากกว่าการทำงานเพียง เพี่อตามโจทย์ตัวชี้วัดเชิงนโยบายฯ 2) การมีเวทีกลาง หรือพื้นที่กลางเพื่อเปิดโอกาสในการพูดคุย สะท้อนมุมมอง แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นสาธารณะ เพื่อเป็นการเชื่อมข้อมูล การนำข้อมูลจากภาครัฐมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้กลายเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ผ่านกลไกการสานพลังร่วมกันฯ 3) การพัฒนาศักยภาพหรือเครื่องมือที่เป็นกลไกใหม่ๆให้กับภาคประชาสังคมในทุกระดับ(จังหวัด / อำเภอ /ตำบล /ชุมชนหมู่บ้าน) เพื่อนำไปหนุนเสริมการทำงานที่มีอยู่เดิมแล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น 6.สานพลังสภาสาเกตนครลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมของประชากรเฉพาะ จากการรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมที่ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกำลังเผชิญอยู่ทั้ง 8 ประเด็นล้วนเป็นประเด็นท้าทายของจังหวัดร้อยเอ็ดที่มีความสำคัญ และความแตกต่างกันไปตามบริบทของกลุ่มประชากรเฉพาะ ทั้งนี้ จากเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “สานพลัง สภาสาเกตนครลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมของประชากรเฉพาะ” เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2565 ณ ห้องประชุมขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ดอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด คณะทำงานโครงการฯ และผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมฯ และผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด สภาสาเกตนคร ได้ร่วมกันวิเคราะห์เพื่อพิจารณาขับเคลื่อนประเด็นการ ลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสุขภาวะกับประชากรกลุ่มเฉพาะ 2 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1) ผู้ป่วย ติดบ้านติดเตียง และ 2) ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง
54 แผนพัฒนาผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ด การแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ดโดยมีวิสัยทัศน์คือ“ภายในปี พ.ศ.2570 ผู้สูงอายุจังหวัด ร้อยเอ็ดมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบสวัสดิการสังคมที่ทั่วถึง เท่าเทียม เสมอภาค”มีเป้าหมาย 5 ปีคือ1. มีระบบ ฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนาได้2. มีผู้สูงอายุได้รับการสร้างเสริมสุขภาวะ(ออก กำลังกาย 6 อ.)ไม่น้อยกว่า 250,000 คน3. มีสถานที่กลางที่ดำเนินการโดยชุมชนให้ผู้สูงอายุร่วมกันทำ กิจกรรมเป็นประจำไม่น้อยกว่า 20 แห่ง 4. มีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชน 202 ตำบลๆละอย่างน้อย 25 คน5.เกิดแหล่งรวบรวมสินค้า ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ของผู้สูงอายุต่อพื้นที่ 21 แห่ง (อำเภอละ 1 แห่ง จังหวัด 1 แห่ง)6.มีบ้านพักชั่วคราวสำหรับผู้สูงอายุในชุมชนอย่างน้อย 20 แห่ง7.เกิดเครือข่าย/ชมรมผู้สูงอายุทั้งใน ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด8.เกิดกองทุนสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุที่มีระบบสวัสดิการก่อน เสียชีวิตมากกว่าหลังเสียชีวิต9.เกิดจิตอาสาพลเมืองผู้สูงอายุที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน พัฒนาชุมชนท้องถิ่นไม่ น้อยกว่า 1,000 คน ยุทธศาสตร์การพัฒนา 5 ยุทธศาสตร์คือ1.พัฒนา ยกระดับฐานข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุ ความ รุนแรง ผลกระทบมีกลยุทธ์ 3 กลยุทธ์2.สร้างเสริมและและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุ(ออกกำลังกาย 6อ.)มีกล ยุทธ์ 6 กลยุทธ์3 .เสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมสวัสดิการที่เป็นสุขมีกลยุทธ์ 8 กลยุทธ์4.สร้างเสริมระบบการจัดการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุสู่ชุมชนสวัสดิการมีกลยุทธ์ 5 กลยุทธ์5.สร้าง เสริม พัฒนากลุ่ม ชมรม เครือข่ายผู้สูงอายุให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนมีกลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ดที่ผ่านมา สภาสาเกตนครได้จัดเวที สาธารณะนำเสนอแผนพัฒนาผู้สูงอายุแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ดและ องค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่าทั้งสี่หน่วยงานได้รับทราบแผนการพัฒนาผู้สูงอายุที่มีกระบวนการ จากข้างล่างขึ้นมา มีข้อมูลที่น่าสนใจโดยเฉพาะแผนงาน/โครงการ รูปแบบการดำเนินการใหม่ๆที่ทางสภา สาเกนครรวบรวมเรียบเรียงมา ทุกหน่วยงานจะนำวิธีการไปปรับปรุงกระบวนการทำงานกับผู้สูงอายุใหม่ใน ปีงบประมาณ 2566 ส่วนการนำแผนงาน/โครงการเข้าไปกำหนดในแผนของหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เข้าร่วม จะนำไปปรับใช้ในปีงบประมาณ 2567เป็นต้นไปและพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในคณะทำงานขับเคลื่อนแผนพัฒนา ผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ดให้เป็นรูปธรรมร่วมกันตลอดไป
55 กำรขบัเคลือ่นขบวนภำคประชำสงัคมเพือ่ลดควำมเหลือ่มล ้ำ กลุ่มประชำกรเฉพำะจังหวัดกำฬสินธุ์ ปำริชำติ หำญไชยชนะ 18 1.ข้อมูลทั่วไป จังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และอยู่ใน ตอนกลางของภาค เนื้อที่ประมาณ 6,946.75 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4.4 ล้านไร่ ลักษณะภูมิประเทศ แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ลักษณะพื้นที่ตอนบน มีที่ราบในบริเวณระหว่างหุบเขาสลับกับป่าทึบแหล่งต้น น้าลำธารหล่อเลี้ยงจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำปาว ที่ตั้งเขื่อนลำน้ำปาวเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการ เพาะปลูกทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ลักษณะพื้นที่ตอนกลางลักษณะเป็นเนินเขาสลับกับป่าโปร่งและทุ่งราบ และ สุดท้ายคือลักษณะพื้นที่ตอนล่าง ลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ ชลประทานจากโครงการ ชลประทานลำปาว และมีลำน้ำชี ลำน้ำพาน ลำห้วย บึง และหนองน้ำทั่วไป จังหวัดกาฬสินธุ์ แบ่งการปกครอง ส่วนภูมิภาค ออกเป็น 18 อำเภอ 135 ตำบล 1,584 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 985,418 คน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ,31 ธ.ค 2563) แยกเป็น จำนวนชาย 487,451 คน จำนวนหญิง 495,967 คน ประกอบด้วยกลุ่ม ไทย ลาว ผู้ไท ญ้อ จีน มุสลิม มีเขตปกครองทั้งสิ้น 18 อำเภอ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตร เช่น เลี้ยงปลากระซัง ทำนาข้าว ทำนากุ้ง ปลา พืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก (ทำนาปีละ 2 ครั้ง คือ นาปีและนาปรัง เป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ด้วยมีระบบชลประทาน) แต่กาฬสินธุ์ก็ยัง ติดอันดับจังหวัดที่ยากจนที่สุด (1ใน5จังหวัดยากจน) ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 70,564 บาท/คน/ปี (ที่มา:ข้อมูล ความจำเป็นพื้นฐานระดับจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์) ที่มุ่งปริมาณด้านผลผลิตมากกว่า ความปลอดภัย ดังนั้น จึงมีการใช้สารเคมีกันเป็นจำนวน จากการเก็บข้อมูลการใช้สารเคมีในหมู่บ้านนักวิจัย พบว่า มีผู้ใช้สารเคมีเพื่อการผลิตประมาณ 95% และพบสารเคมีตกค้างในเลือด 80% ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยผลจาก การใช้สารเคมีนานๆ 5% และมีอัตราเสี่ยงไม่ปลอดภัย 65% (2556) ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของความเจ็บป่วยที่ สำคัญและเป็นที่มาของความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ไต มะเร็ง สถิติจากเขตบริการสุขภาพ 7 สำนักงานควบคุมโรคไม่ติดต่อจังหวัดขอนแก่น พบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มี ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็นอันดับ 1ของจังหวัดและอันดับ 1 ของเขต ต่อประชากร 100,000 คน ความ เจ็บป่วยเหล่านี้ได้สะท้อนภาพของ พฤติกรรมการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ อาหาร และการใช้ 18 เครือข่ายภาคประชาสังคม จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งัเคราะห์จากรายงานการศกึษา สถานการณป์ ัญหาความเหลือ่มลา้ และไม่เป็นธรรม กล่มุ ประชากรเฉพาะ จังหวัดกาฬสินธุ์
56 ชีวิต (เครื่องดื่มต่อสุขภาพและบุหรี่) กอปร สังคมที่เปลี่ยนแปลงจากการหาอยู่หากินกลับกลายเป็นซื้ออยู่ซื้อกิน ไม่ผลิตอาหารรับประทานเอง ฉะนั้นภาวะเสี่ยงจึงเกิดขึ้น และมีแนวโน้มทางสถิติที่สูงมากขึ้น แผนภาพแสดงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 2.ข้อมูลประชากรกลุ่มเฉพาะ 1) กลุ่มเด็กยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่เป็นประชากรพึ่งพิงจำนวน 153,367 คน 2) กลุ่มครอบครัวเป็นครอบครัวหย่าร้าง 1,454 ครอบครัว 3) กลุ่มผู้สูงอายุ 145,937 คน ยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ 24,938 คน 4) กลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นคนไทย 319,631 คนและกลุ่มแรงงานข้ามชาติ 742 คน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และกลุ่มชนกลุ่มน้อย 7 คน (แต่ยังมีกลุ่มคนข้ามชาติที่เข้ามาไม่ถูกกฎหมาย (เข้ามาในวีซ่า ท่องเที่ยว) อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนลาว ที่ทำงานตามร้านอาหาร คาราโอเกะ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ สามารถทราบจำนวนได้) 5) กลุ่มผู้ต้องขัง ปี 2562 มีผู้ต้องขังที่เกิดจาก 4 กลุ่มคดีหลัก คือ กลุ่มคดีชีวิตและร่างกาย เพศ จำนวน 140 คนกลุ่มคดีฐานความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน 438 คน กลุ่มคดีฐานผิดพิเศษ จำนวน 95 คน และ กลุ่มคดีผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย จำนวน 6,265 คน และยังมีคดียาเสพติดจำนวน 2,807 คน (ยังไม่ได้แยกเป็นกลุ่ม ผู้ต้องขังหญิง) 6) กลุ่มผู้ยากไร้จำนวน 16,856 คน คิดเป็นครัวเรือน จำนวน 9,664 ครัวเรือน แบ่งเป็น
57 - ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพ (ติดเตียง พิการ โรคเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อHIV/AIDS) จำนวน 1,110 ครัวเรือน - ความเป็นอยู่ (ไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน) จำนวน 1,241 ครัวเรือน - การศึกษา จำนวน 3,036 ครัวเรือน - รายได้ จำนวน 4,380 ครัวเรือน - การเข้าถึงบริการแห่งรัฐ จำนวน 29 ครัวเรือน 3.สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ขึ้นชื่อเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณเพื่อให้จังหวัดมีนโยบายใน การแก้ไขปัญหาความยากจนเหล่านี้ โดยเฉพาะ ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์มีประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนปี 2562 ร้อยละ 20.21 ประมาณ 198,749 คน (รวมกลุ่มประชากรเฉพาะเข้าไปด้วย) จึงมีนโยบายที่เรียกว่า Kalasin Happiness Model “คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จากรายงาน การประมวลผลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2560 รายงานเกี่ยวกับจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว อยู่ใน 5 ลำดับต่ำสุด คือ หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ และนราธิวาส ตามลำดับ โดยจังหวัดกาฬสินธุ์มีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวอยู่ที่ 51,147 ต่อ คนต่อปี และยังมีสัดส่วนคนยากจนอยู่ที่ 31.99 % มากเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายขจัด ความยากจนให้หมดไปภายใน 2 ปี โดยได้เลือกจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจึงขยายไปทั่ว ประเทศ เพื่อที่จะทำให้ในปี พ.ศ. 2561 รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มตามที่ตั้งเป้าไว้ คือร้อยละ 7 และเพิ่ม
58 เป็นร้อยละ 10 ในปี พ.ศ. 2562 ตามลำดับ และรักษาระดับอัตราการขยายตัวตามค่าเฉลี่ยการเติบโตของ ประเทศในปีต่อๆไป โดยมีการขับเคลื่อนใน 2 มิติหลัก คือ มิติที่ 1. ยกระดับชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย ครัวเรือนยากจน โดยใช้เครื่องมือกระบวนการ เพื่อยกระดับคุณชีวิต ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มิติที่ 2 ยกระดับรายได้เป็นการสร้างและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพรวมของ ภาคการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การศึกษ า ศิลปวัฒนธรรม ในกลุ่มเป้าหมายหลักคือเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงานทั้งในและนอกระบบ บนพื้นฐาน ของความเสมอภาค และได้รับการอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาภาครัฐ ค่อนข้างที่จะมียุทธศาสตร์ในการทำงานอย่างเป็นระบบ โดย เน้นที่กลุ่มประชากรที่ยากจน รวมทั้ง ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้หญิง อื่นๆ โดยผ่านกลไก การเชื่อมประสานและการ ส่งต่อระหว่าง case ในพื้นที่ อาศัยการเก็บข้อมูลเข้าระบบและการรายงานอย่างต่อเนื่องจาก กลไกท้องถิ่นที่ ใกล้ชิดกับสภาพปัญหา กระบวนการของการแก้ไขปัญหาของโครงการนี้เราจะเห็นได้จาก Platform ดังนี้
59 จุดเด่น 1.การมีระบบฐานข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบทำให้เห็นภาพ ความเดือดร้อนของประชาชน ได้ชัดเจน และสามารถช่วยเหลือติดตามได้ง่ายขึ้น 2.การช่วยเหลือที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณีที่สามารถช่วยได้ในระดับ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือทำให้ สามารถอยู่ได้ เช่น การปรับปรุงบ้าน การปลดภาระหนี้ การให้ทุนการศึกษา แต่ยังไม่สามารถมองถึงความ ยั่งยืนหรือจะเกิดภาวะพึ่งพิงในอนาคตหรือไม่ (ตั้งไว้เป็นข้อสังเกต) 3.เป็นการทำงานบูรณาการของหน่วยงานในระดับท้องถิ่นสู่ระดับจังหวัด ซึ่งเห็นว่าสามารถจัดทำแผน ที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่นได้ จุดอ่อน 1.การดำเนินงานเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า (งานสงเคราะห์เป็นส่วนใหญ่) ซึ่งมีมีแนวทางในการนำไปสู่ ความยั่งยืนเห็นว่ายังมีน้อย 2.การติดตามการช่วยเหลือยังเป็นปัญหาอันเนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่น้อย จึงไม่สามารถที่จะติดตาม การเปลี่ยนแปลงของ Case ได้ 3.การส่งเสริมการประกอบอาชีพ มีการส่งเสริมเช่น การเป็นผู้ผลิต แต่ยังขาดการส่งเสริมการตลาดที่ ยั่งยืน ถึงแม้จะมีการประสาน modern Trade แต่มีเงื่อนไขต่างๆซึ่งต้องอาศัยกระบวนการในการเข้าไป ส่งเสริม โดยเฉพาะ การมีอำนาจต่อรองของผู้ผลิต ซึ่งประชาชนอาจไม่กระทำลำพังได้ ต้องมีการรวมกลุ่ม (ซึ่ง ถ้าไม่รวมกลุ่มหรือไม่ได้ดำเนินการถึงขั้นให้ประชาชนมีอำนาจต่อรองได้ก็จะกลายเป็นเครื่องมือและถูกตลาด ส่วนกลางกำหนดราคาฝ่ายเดียว ) 4.การสร้างสวัสดิการ นโยบายต้องชัดเจน จึงจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ซึ่งยังไม่สามารถที่จะ กำหนดเป็นนโยบายอย่างชัดเจนได้ 5.ราชการควรกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานให้ชัดเจน จากฐานข้อมูลงานวิจัยเห็นว่า ความจำเป็นของ การทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีได้ เช่น การมีทรัพยากรที่ยั่งยืน การมีสังคมหมายถึงการมีส่วนร่วม องค์กรชุมชน เข้มแข็ง หรือ การที่สร้างคนให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา การมีอาชีพ ทั้งนี้อยู่ภายใต้การพัฒนาที่ เท่าเทียมเสมอภาค ไม่ได้มองเห็นเป็นผู้มาขอรับบริการ แต่ต้องมองว่าเป็นกลุ่มคนที่เราต้องช่วยกันทั้งสองส่วน จึงจะสามารถเห็นคุณค่าในตัวกลุ่มประชากรเหล่านั้นได้
60 4.บทบาทของภาคประชาสังคมต่อความเหลื่อมล้ำและการแก้ไขปัญหาประชากรเฉพาะ 1. ความสำคัญของความยากจนอยู่ที่การสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง การยกระดับสินค้าเกษตรกร สู่ การตลาด เช่น การทำธุรกิจเพื่อสังคม สร้างเครือข่ายการจำหน่ายสินค้าโดยมีจุดจำหน่าย ทั้งศูนย์แสดงสินค้า และตลาดออนไลน์ ให้สามารถเข้าถึง อีกทั้งพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐานมีการตรวจสอบและนำมาตรฐานต่างๆ มาสร้าง Brand สินค้าของจังหวัด 2. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่กลับมาสมบูรณ์ ซึ่งส่วนนี้เราได้มีการ รณรงค์เพื่อให้เกิดการตระหนักร่วมกัน ทั้งได้การอนุรักษ์ การฟื้นฟูสภาพ และการสร้างเศรษฐกิจจากทรัพยากร สร้างฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนลดความเหลื่อมล้ำทางอาหารลงได้ 3.การสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนตั้งแต่เกิด –ตาย เช่น กลุ่มเด็กเยาวชน สามารถเข้าถึงทรัพยากร รัฐอย่างเสมอภาคเท่าเทียมไม่ถูกกีดกัน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้มาขอรับบริการ แต่ต้องถูกมองว่าเป็นผู้ที่สมควร ได้รับการบริการ โดยเฉพาะ กลุ่มผู้สูงอายุ จะเห็นการถูกทอดทิ้งและให้รับภาระในครอบครัวเช่นการเลี้ยงดูแล หลานในขณะที่ตนเองสุขภาพไม่แข็งแรง นอกจากนั้น จัดกิจกรรมเสริมรายได้ หรือเสริมสร้างสุขภาพที่เหมาะ กับผู้สูงอายุ จะทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีความสุขมากขึ้น
61 สำนพลังสรรค์สร ้ำงสุขภำวะผู้สูงวัยสุรินทร ์ ทีป่ลอดภยัและเป็นธรรม ปรีชา สังข์เพ็ชร19 1. เกริ่นนำ การพัฒนาสังคมสุรินทร์ที่ก้าวไม่พ้นบ่วงกรรมของการพัฒนาสังคมไทยและสังคมโลก กระแสโลกาภิ วัตน์ได้ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการเคลื่อนย้ายของผู้คน เงินทุน ข้อมูลข่าวสาร องค์ ความรู้ เทคโนโลยี สินค้าและบริการอย่างเสรีและรวดเร็ว การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคนำไปสู่การเชื่อมโยง ทุกระบบ แนวโน้มการเคลื่อนตัวศูนย์รวมอำนาจทางเศรษฐกิจโลกจะเคลื่อนย้ายมาสู่ทวีปเอเชีย ทำให้มีการ เติบโตด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียสูงมีผลต่อโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ ได้เคลื่อนย้าย ประชากรจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่มากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัย ธรรมชาติถี่และรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อการผลิตในภาคเกษตรกรรม ความมั่นคงด้านอาหาร และความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเป็นระยะๆ ประจักษ์ชัดแจ้งมากขึ้นในสถานการณ์เกิดโรคอุบัติใหม่(โควิด-19) และความขัดแย้ง แย่งชิงการนำของขั้วอำนาจโลก สังคมไทยยังอยู่ในยุคสมัย VUCA WORLD ที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ ซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด (Disruptive Technology) ที่ไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนโลกในชีวิตประจำวัน แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบของโลกธุรกิจ สังคม และ การเมืองไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เรากำลังเดินไปสู่ยุคแห่งความเปราะบาง วิตกกังวล แปรปรวน และเข้าใจได้ยากที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อด้านอารมณ์ของผู้คน เช่น ความกังวล ความหดหู่ ความสับสน หมด หวัง ฯลฯ และมีแนวโน้มจะนำไปสู่การเกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งในสังคมที่อาจ ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยของประชากรกลุ่มเฉพาะในสังคม แม้นรัฐไทยที่มีอำนาจทางกฎหมาย มีบุคลากร และมีงบประมาณมากมายก็ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตใน ครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมที่ชัดแจ้งตอกย้ำว่า “การแก้ไขปัญหาใดๆ โดยรัฐเพียงลำพังไม่ สามารถจัดการได้” ยิ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆแอบแฝงไปด้วยการรักษาไว้ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของพวก พ้องแห่งตนแล้ว ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเจ้าของปัญหา คน เล็กคนน้อย และพลเมืองแห่งแผ่นดินยังต้องต่อสู้ดิ้นร้นกันต่อไปเพื่อความอยู่รอด ทั้งรูปแบบส่วนบุคคล กลุ่ม องค์กร และเครือข่าย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนบนแผ่นดินของตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไป สุรินทร์ก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เครือข่ายภาคประชาสังคมสุรินทร์ในนาม“สภาพลเมืองสุรินทร์” ได้สร้างพื้นที่กลางเชื่อมร้อยพลเมือง สุรินทร์ด้วยแนวคิดการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบเท่าเทียม (รู้จักกัน มี 19 สภาพลเมืองสุรินทร์ สังเคราะห์จากรายงานการศึกษา สถานการณ์ปัญหาความเหลือ่มล้า และความไม่เป็นธรรมดา้นสขุภาวะของ ประชากรกล่มุเฉพาะพนื้ทจี่งัหวดัสรุินทร์ทเี่ผชิญ : 2565
62 ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน เกิดความเข้าใจ ไว้วางใจ และผูกพันกัน) ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “สภาพลเมือง สุรินทร์ หุ้นส่วนการพัฒนา เสริมพลังราษฎร์ สานพลังรัฐสู่สังคมอยู่ดีมีสุข” ซึ่งในปี 2565 ได้ร่วมศึกษา สถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะพื้นที่จังหวัด สุรินทร์ที่เผชิญ เกิดประโยชน์และคุณค่าร่วมกัน กล่าวคือ 1)เรียนรู้และเข้าใจสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ 2) ช่องว่างความเหลื่อมล้ำสุขภาวะผู้สูงวัย และ 3)ทางเลือกที่ท้าทายต่อการเสริมสร้างสังคมสุขภาวะผู้สูงวัยที่เป็น ธรรม 1. เรียนรู้และเข้าใจสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สภาพลเมืองสุรินทร์ โดยการสนับสนุนสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) ได้ดำเนินการศึกษา สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ กลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงาน ข้ามชาติ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคล โดยวิธีการประชุมสร้างความเข้าใจ ร่วมภาคีเครือข่ายสภาพลเมืองสุรินทร์ ประชุมคณะทำงานออกแบบศึกษาข้อมูล เก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม และสัมภาษณ์ จัดประชุมคืนข้อมูลและวิเคราะห์ประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีภาคีเครือข่าย เข้าร่วมทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้แก่ อปท. พื้นที่นำร่อง 20 ตำบล พมจ. อบจ. สุรินทร์ สสจ. สพฐ.สร.ขบวนองค์กรชุมชน (พอช.) ศปจ. กศน.เมืองสุรินทร์ สเร็นไพร์ สำนักงานคุมประพฤติ สถาน พินิจเด็ก สำนักงานจัดหางาน ม.รภ.สร. มทร.วข.สร. สมาคมคนพิการศูนย์บริการคนพิการ มูลนิธิชุมชนอีสาน มูลนิธิพัฒนาอีสาน มูลนิธิสุขภาพเพื่อชุมชน สวนเกษตรนิเวศศิลป์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรเหล้าภาค อีสานตอนล่าง โหนดจัดการสุขภาวะระดับจังหวัด ขบวนองค์กรชุมชุมชนจังหวัดสุรินทร์ ศูนย์ประสานงานภาคี พัฒนาจังหวัด สภาเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาดังกล่าวได้เข้าใจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาวะของ ประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ร่วมกัน ซึ่งมีทั้งด้านความเป็นอยู่ ด้านสุขภาพ ด้านอาชีพ และด้าน สิทธิ ภาคีเครือข่ายมีข้อเสนอควรเริ่มจากกลุ่มผู้สูงอายุก่อนเพื่อเชื่อมโยงกับสังคมสูงวัยของประเทศ แต่ควร มองแบบองค์รวมที่สามารถยึดโยงกับอีก 5 กลุ่มในระดับพื้นที่ด้วย 2. ช่องว่างความเหลื่อมล้ำสุขภาวะของผู้สูงวัย จากรายงานสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2564 ของสำนักงานพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดสุรินทร์ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จำนวน 237,273 คน ผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน 24,938 คน ร้อยละ 10.50 ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ / ไม่มีคน ดูแล/ไม่มีรายได้/ผู้ป่วยเรื้อรังติดบ้านติดเตียง จำนวน 6,119 คน ร้อยละ 2.57 ผู้สูงอายุที่ต้องดำรงชีพด้วยการ เร่ร่อน ขอทาน จำนวน 2 คน ร้อยละ 0.0008 และผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกายหรือจิตใจ จำนวน 30 คน ร้อยละ 0.012 ในขณะเดียวกันพบว่า ผู้สูงอายุจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มติดสังคม ร้อย ละ 96.56 รองลงมาคือติดบ้าน ร้อยละ 2.80 และติดเตียง ร้อยละ 0.64 ผู้สูงอายุมีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ 3 อันดับแรก คือ ความดันโลหิตสูง (Hypertension: HT) ร้อยละ 39.22 ค่าดัชนีมวลกายสูง (Body Mass
63 Index: BMI) และเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) ถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ดูแล รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยง ชีพ ผลการวิเคราะห์สุขภาวะผู้สูงวัยร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย พบว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวภาครัฐ และชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ได้ร่วมกันดำเนินการในหลายๆประการ ได้แก่ (1)สนับสนุนเงินบำนาญ เงิน สวัสดิการ และเงินช่วยเหลือ เช่น บำนาญข้าราชการ เบี้ยผู้สูงอายุ เงินสำรองเลี้ยงชีพ เบี้ยความพิการ บัตร สวัสดิการพื้นฐานแห่งรัฐ เงินสนับสนุนเด็กเล็ก เงินช่วยเหลือจากลูกหลานญาติ และกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น (2)ส่งเสริมกองทุนและสวัสดิการชุมชน เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน กองทุน เงินล้านหมู่บ้าน และกองทุนสวัสดิการชุมชน (118 กองทุนฯ 1,057 สมาชิก 141,599 คน เงินกองทุน 395,430,790.36 บาท เงินสมาชิกสมทบ 274,676,268.64 บาท) (3)สนับสนุนที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม เช่น สนับสนุนบ้านพอเพียง 62 ตำบล 899 ครัวเรือน บ้านมั่นคง 13 ชุมชน 1,310 ครัวเรือน(พอช.) รวมทั้ง ของพมจ.อบจ.และอำเภอ (4)ส่งเสริมรายได้ผู้สูงวัย (5)สนับสนุนการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันในชุมชน เช่น จัดตั้ง ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ(ศพอส.) โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ ธนาคารเวลา เป็น ต้น (6)ลดรายจ่ายการเจ็บป่วย เช่น สป.สช. (บัตรทอง / Long Term Care อบต.) (7)ร่วมเรียกร้องผลักดันให้มี พรบ.บำนาญแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้สูงอายุยังต้องเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมหลายประการ ได้แก่ (1)ด้านความเป็นอยู่ ถูกทอดทิ้งอยู่ลำพัง ไม่มีคนดูแล สถานที่อยู่อาศัยไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพ ขาดสถานที่กลาง (ทำกิจกรรม ออกกำลังกายพูดคุยร่วมกัน) หลายคนมีภาระการดูแลลูกหลาน บางคนถูกทำ ร้าย เผชิญกับความรุนแรง ขาดกลไกการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ (2)ด้านสุขภาพ เป็นป่วยติดเตียง ติดบ้าน ติดสังคม ติดสุรา บุหรี่ มีโรคความดัน เบาหวาน รวมทั้ง บุคลากรสาธารณะสุข(อสม./รพ.สต.) มีข้อจำกัดในการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง (3)ด้านอาชีพ รายได้ไม่เพียงพอ บางคนมีอาชีพแต่ไม่มีตลาดรองรับบางคนไม่อยากมีหรือประกอบ อาชีพอีกแล้ว เบี้ยยังชีพจากภาครัฐน้อยไม่เพียงพอและสอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน(ค่าครองชีพสูง) รวมทั้งการ เข้าไม่ถึงกองทุนส่งเสริมการประกอบอาชีพ (4)ด้านสิทธิขาดความรู้ ความเข้าใจในสิทธิของตนเอง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการเสียชีวิตได้รับเงิน 3,000 บาท การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย 40,000 บาท การเงินสงเคราะห์ 30,000 บาท ไม่เกิน 3 ครั้ง เงินกู้ประกอบอาชีพ 30,000 บาท รวมทั้งข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ อปท.ที่ รับผิดชอบทำความเข้าใจกับผู้สูงอายุไม่ชุดเจนทั่วถึง ด้วยข้อจำกัดจนท.มีภารกิจมาก ระเบียบข้อเสนอยุ่งยาก และต้องผ่านเวทีประชาคมทุกเรื่อง รวมทั้งมีช่องว่างในการดำเนินการเสริมสร้างสุขภาพผู้สูงวัยจังหวัดสุรินทร์ที่ไม่เป็นธรรมและเกิดลด ความเหลื่อมล้ำ เช่น (1)การบริหารจัดการข้อมูล หน่วยงานไม่ได้รับข้อมูลปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นปัจจุบัน ไม่มีข้อมูลเชิงลึก ไม่มีการสื่อสารระหว่างส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดำเนินงานของหน่วยงานองค์กรไม่มี ความต่อเนื่อง (2)ขาดกลไกกลางเชื่อมประสานทั้งระดับพื้นที่และจังหวัด (3)ขาดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
64 บทเรียน นวัตกรรม ความรู้และเทคโนโลยี (4)ขาดระบบและแผนงานจัดการรองรับสังคมสูงวัยแบบมีส่วนร่วม ทั้งระดับพื้นที่และจังหวัด 3. ทางเลือกที่ท้าทายต่อการเสริมสร้างสังคมสุขภาวะผู้สูงวัยที่เป็นธรรม สภาพลเมืองสุรินทร์ ได้มีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนงานสภาพลเมือง สุรินทร์ (2567-2569) : เสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงวัยจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำขึ้น เพื่อ พัฒนากลไกและต้นแบบการบูรณาการแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด โดยครอบคลุมทั้ง 3 แนวทาง ได้แก่ (1) พิสูจน์สิทธิเพื่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ หรือสวัสดิการสังคมตาม สิทธิที่พึงมีพึงได้ (2) สนับสนุนบริการที่เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มประชากร (3) สร้าง หลักประกันในการดำรงชีวิต เช่น การมีงานทำ ที่อยู่อาศัย สื่อสารสาธารณะ สร้างความเข้าใจให้สังคมเห็น คุณค่าของมนุษย์ทุกคน โดยเริ่มต้นจาก 20 ตำบล มีวัตถุประสงค์ แนวทางดำเนินงาน ภาคีความร่วมมือ และ ผลคาดว่าจะได้รับ ดังนี้ วัตถุประสงค์ 1.เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกการพัฒนาและขับเคลื่อนสุขภาวะผู้สูงวัยระดับพื้นที่และจังหวัด สุรินทร์ 2.เพื่อพัฒนาต้นแบบและนวัตกรรมการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงวัยจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นธรรมและลด ความเหลื่อมล้ำ 3.เพื่อพัฒนาข้อเสนอนโยบายสาธารณะการเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงวัยจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นธรรมและ ลดความเหลื่อมล้ำ แนวทางดำเนินงาน 1.การบริหารจัดการข้อมูล ความรู้และนวัตกรรม โดยการประมวล จัดเก็บ ใช้ สร้างใหม่และ นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาสมสอดคล้อง 2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกในการดำเนินงานในระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด โดย การพัฒนาศักยภาพแกนนำและคนทำงาน สนับสนุนและส่งเสริมต้นแบบระดับตำบล และระดับอำเภอ ติดตาม สนับสนุนเสริมพลัง 3.บริหารจัดการงานสื่อสาธารณะ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ผ่าน เพจ“สภาพลเมืองสุรินทร์” เพจ “เมอเมิงสะเร็น” ในการสร้างนักสื่อสารในพื้นที่ และพื้นที่สื่อสาร ที่ยึดโยงกับท้องถิ่นและส่วนกลาง 4.พัฒนานโยบายสาธารณะ โดยการปรับเปลี่ยน Mindset พลเมือง ยกระดับงานในพื้นที่และเชื่อม ประสานภาครัฐ ในการสร้างนโยบายระดับท้องถิ่นและจังหวัด ภาคีความร่วมมือ สภาพลเมืองสุรินทร์ อบต. อบจ. กศน. สสจ. กลุ่มสตรีจังหวัดสุรินทร์ จัดหางาน จังหวัด พมจ. มรภ.สร. และ มทร.สร. สภาเด็กและเยาวชน ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมผู้พิการ และสะเร็นไพร์ด
65 ผลคาดว่าจะได้รับ 1.สภาพลเมืองสุรินทร์มีฐานข้อมูลสังคมผู้สูงวัยที่เป็นปัจจุบัน 2.เกิดกลไกกลางที่มาจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนลดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมของกลุ่มผู้สูง วัยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ 3.สังคมสุรินทร์เข้าใจและให้ความสำคัญต่อความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมของกลุ่มผู้สูงวัยในพื้นที่ จังหวัด 4.เกิดโมเดล นวัตกรรม และนวัตกร ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมของกลุ่มผู้สูง วัยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ 3 ระดับ ตำบล อำเภอ จังหวัด (รายได้ สุขภาพ และความรู้) 5.ประชากรกลุ่มเฉพาะ (เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ) สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิการของ ตนเอง ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ มีรายได้และมีหลักประกันในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น 6.เกิดนโยบายสาธารณะ โดยการยกระดับงานในพื้นที่และเชื่อมประสานภาครัฐ ในการสร้างนโยบาย ระดับท้องถิ่นและจังหวัด ส่งท้ายด้วยความหวัง สภาพลเมืองสุรินทร์หวังว่าแผนเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงวัยจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นธรรมและลดความ เหลื่อมล้ำ (2567-2569) ที่ส่งผ่านตัวแทนภาคประชาสังคมในกบจ.สุรินทร์ เพื่อนำเข้าประชุมทำแผนจังหวัด สุรินทร์ 20 ปี เมื่อวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2566 ณ ห้องรัตนสยาม รร ทองธารินทร์ นั้นเป็นโอกาสและปัจจัย เงื่อนไขในการขับเคลื่อนสุขภาวะผู้สูงวัยร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม “พลังประชาชนที่เข้มแข็งย่อมนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ”อยู่เสมอ ดังนั้นการเสริมสร้างระบบที่เข้มแข็งของสังคมสูงวัยจังหวัดสุรินทร์ในครั้งนี้ ต้องทำให้เป็นวาระของคนสุรินทร์ทุกคน ปรับเปลี่ยน mindset ที่จะอยู่ร่วมกันของคนทุกวัยอย่างเกื้อกูล และไว้วางใจกัน สานพลังทุกภาคส่วนปฏิบัติการยกระดับความรู้เดิมและสร้างความรู้ใหม่ทั้งด้านความเป็นอยู่ สุขภาพ อาชีพ และการเข้าถึงสิทธิอย่างเป็นธรรมของทุกคน “สังคมสูงวัยที่ปลอดภัยและเป็นธรรม” ย่อมเป็น จริงได้ดังปรารถนา ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์สภาพลเมืองสุรินทร์ “เสริมพลังราษฎร์ สานพลังรัฐ เพื่อสู่สังคม อยู่ดีมีสุข” และเป้าหมายจังหวัด 20 ปีที่ว่า “เมืองเกษตรอินทรีย์ วิถีวัฒนธรรมล้ำค่า นำพาเศรษฐกิจ BCG ยั่งยืน” รวมทั้ง SURIN ที่อยากเป็น (S=Sustainable ความยั่งยืน, U = Unity ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง R = Responsible Social Development พัฒนาสังคมเพื่อยกระดับชีวิต, I = Innovation นวัตกรรม, N = Natural Resource Environment การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน )
66 ควำมเหลือ่มล ้ำและควำมไม่เป็นธรรม ประชำกรกลุ่มเฉพำะเทศบำลเมืองอ ำนำจเจริญ วิรัตน์ สุขกุล 20 1.ข้อมูลทั่วไป เทศบาลเมืองอำนาจเจริญจัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 มีอาณาเขต ออกเป็น ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลโนนหนามแท่ง ทิศใต้ ติดต่อกับตำบลไก่คำ ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบล ห้วยไร่ และทิศตะวันตกติดต่อ กับตำบลโนนโพธิ์ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ (เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ) เทศบาลเมืองอำนาจเจริญมีพื้นที่ครอบคลุมตำบลบุ่งบางส่วน จำนวน 31 ชุมชน รวมพื้นที่ 38 ตารางกิโลเมตร เศรษฐกิจ ประชากร และรายได้ เทศบาลเมืองอำนาจเจริญเป็นพื้นที่ใจกลางพาณิชยกรรมของจังหวัด การค้าส่วนใหญ่กระจายตัวบริเวณถนนชยางกูร ถนนอรุณประเสริฐ และบริเวณตลาดวิชิตสิน ตลาดเทศบาล เมืองอำนาจเจริญ ประชากรในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญส่วนหนึ่งมีรายได้จากการทำเกษตร เช่น การปลูก ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวมันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมัน และการเลี้ยงสัตว์ เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ เป็นต้น ประชากรในเขตเมืองจำนวนมากประกอบอาชีพค้าขายในตลาด/ตลาดนัด เช่น เสื้อผ้า ขายอาหาร รถ เร่ หาบเร่แผงลอย บางส่วนเป็นข้าราชการ และอีกส่วนรับจ้างทั่วไป เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน ข้อมูลความ จำเป็นพื้นฐานของประชากรในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญที่จัดเก็บโดยกองสวัสดิการสังคม พบว่า รายได้ เฉลี่ยครัวเรือนและเฉลี่ยรายบุคคลของประชากรในชุมชนเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ปี 2562 ต่ำสุดมีรายได้ เฉลี่ยเพียง 68,712.56 บาทต่อครัวเรือน และสูงสุดมีรายได้เฉลี่ย 179,361.34 บาทต่อครัวเรือน 2.สถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมประชากรกลุ่มเฉพาะในเขตเทศบาล เมืองอำนาจเจริญ สภาพปัญหาหลักของเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญเป็นปัญหาด้านรายได้และหนี้สิน เนื่องจากส่วน ใหญ่ขาดแคลนที่ดินทำกิน เข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพและขาดความมั่นคงในชีวิต การ วิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพทุนเพื่อการดำรงชีพ 5 มิติของกลุ่มเป้าหมายในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ จำนวน 28 ชุมชน 197 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนยากจนที่มีการสำรวจระยะที่ 1 จำนวน 79 ครัวเรือน และสำรวจระยะ ที่ 2 จำนวน 118 ครัวเรือน พบว่าชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมีทุนกายภาพมากที่สุดที่ระดับ 2.69 และมีทุนทาง สังคมน้อยที่สุด ที่ระดับ 1.42 จำแนกประชากรในเขตเทศบาลที่ประสบปัญหา แบ่งเป็น 20 เครือขา่ยองคก์รชมุชนอา นาจเจริญ สังเคราะห์จากรายงานการศึกษาสถานการณ์ปัญหาความเหลือ่มล้า และความไม่ เป็นธรรมประชากรกลุ่มเฉพาะ อา นาจเจริญ : 2565
67 ระดับที่1 อยู่ลำบาก ระดับที่2 อยู่ยาก ระดับที่3 อยู่พอได้ เป็นกลุ่มที่มีความขาดแคลน ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ต้องดำเนินการให้การช่วยเหลือ และนำเข้าสู่ระบบสวัสดิการของ รัฐโดยเร่งด่วน มีจำนวน 83 ครอบครัว เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ ในแต่ละวัน ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ จัดหาปัจจัยดำรงชีพ/หรือ ยกระดับความสามารถในการ จัดหาปัจจัยดำรงชีพให้พออยู่ได้ มี จำนวน 71 ครอบครัว เป็นกลุ่มที่มีฐานทุนสำหรับการ ดำรงชีพ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะอยู่ รอดได้อย่างปลอดภัยหากประสบ กับภาวะความแปรปรวนต่างๆ จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันและ ยกระดับความเป็นอยู่ให้หลุดพ้น จากสภาวะความขาดแคลน/ เปราะบาง มีจำนวน 54 ครอบครัว 3.สภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะประสบ 1.มีที่ดินเป็นของตนเอง อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ เช่น ดอนปู่ตา จำนวน 29 ครัวเรือน ลักษณะบ้านเรือน สภาพบ้านพักจะเก่า ทรุดโทรม ไม่มั่นคง ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.ไม่มีที่อยู่อาศัยต้องเช่าบ้านและอาศัยอยู่กับคนอื่น (ญาติ/ผู้ใจบุญ ) จำนวน 23 ครัวเรือน ในจำนวนนี้ บางครัวเรือนประสบปัญหาไม่สามารถขอแยกบ้านเลขที่ได้ ทำให้ต้องอยู่อาศัยอย่างแออัด บ้างแยกปลูกเป็นเพิง พัก แต่ก็ประสบปัญหาไม่สามารถขอมิเตอร์น้ำประปาหรือไฟฟ้าได้ เพราะไม่มีบ้านเลขที่ บ้างอยู่ในซอยแคบที่ ไม่มีทางเข้าออกสะดวก นอกจากนั้น บางรายที่เช่าบ้านอยู่และปลูกบ้านในที่ดินผู้อื่นประสบปัญหาบ้านทรุด โทรม แต่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของหน่วยงานภาครัฐ หรือไม่สามารถเข้าถึง ระบบสวัสดิการปกติของรัฐได้เพราะไม่มีบ้านเลขที่ 3.เด็กขาดโอกาสทางการศึกษาตามวัย จากข้อมูลจะพบว่า มีเด็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนจำนวน 4 คน ต่ำ กว่าประถม 2 คน นอกนั้นจะได้รับการศึกษาสูงสุดเพียงระดับประถมศึกษาและมัธยมต้นตามลำดับ 4.เข้าไม่ถึงแหล่งทุน จากข้อมูลจะพบว่ามีกลุ่มคนยากจนติดหนี้นอกระบบ ที่มีอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 15 บาทต่อปี จำนวน 8 ครัวเรือน 4.บทบาทหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ในพื้นที่ต่อการแก้ไข ปัญหา การแก้ปัญหากลุ่มคนจนในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคี ที่หลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชน ชุมชน เพราะปัญหาความยากจนมันสลับซับซ้อน ที่เกิดขึ้นจากระบบ โครงสร้างทางสังคมและพฤติกรรมของประชาชนกลุ่มเป้าหมายเอง ในส่วนการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่
68 เขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญนั้น เท่าที่ได้มีส่วนร่วมพบว่ามีหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหากลุ่ม ดังกล่าว ดังนี้ 1. ภาควิชาการ ในปี 2564 – 2565 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ลงมาทำวิจัยตามโครงการวิจัยการ แก้ปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมกัน คัดเลือกพื้นที่ปฏิบัติการสำคัญพื้นที่หนึ่ง คือเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ผลลัพธ์สำคัญที่ได้จากโครงการ 1.) ข้อมุลกลุ่มคนจนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ 2.) แนวทางการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในแต่ ละกลุ่ม ตามศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย 3. ) การประสานส่งต่อกลุ่มเป้าหมายตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ) การสนับสนุนงบประมาณพัฒนาอาชีพระยะสั้น ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย มีผู้ร่วมโครงการจำนวน 45 คน 2. ภาคชุมชน โดยขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญและแกนนำกองทุนสวัสดิการชุมชน แกนนำ สภาองค์กรชุมชนตำบลในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงาน ชี้เป้า เข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน ตลอดจนเขียนโครงการประสานงานประมาณโครงการ บ้านพอเพียงมาซ่อมบ้านให้กับคนจน ได้รับการสนับสนุนแล้วจำนวน 10 ครอบครัว และตั้งเพจรวมช่วงชุมชน เพื่อหางานให้กับคนจนที่มีความรู้และทักษะฝีมือทางการช่าง จัดตั้งทีมอาสาสมัครดูแล ให้กำลังใจ ประสาน ส่ง ต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3. ภาครัฐ หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อได้ข้อมูลจากทีมวิจัยแล้ว หัวหน้าสำนักงานฯได้สั่งการ ให้ เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จัดทำข้อมูลซ้ำ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายประเภทที่ 1 เพื่อเยียวยากรณีเร่งด่วน เฉพาะในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญได้รับการสนับสนุนการช่วย่เหลือเร่งด่วนครอบครัว ละ 3,000 บาท จำนวน 53 ครัวเรือน โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ขอการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหาร จังหวัดแบบบูรณาการ ในปีงบประมาณ 2566 จำนวน 1 โครงการ งบประมาณจำนวน 1.5 ล้านบาท แรงงาน จังหวัดเปิดโอกาสให้กลุ่มคนจนที่ยังอยู่ในวัยแรงงาน เข้ารับการอบรมพัฒนาอาชีพตามความสมัครใจ 4. ภาครัฐ ในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ที่ผ่านมาคณะทำงาน สภาองค์กรชุมชนตำบลในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ได้นำข้อมูลความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมกับ ประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ เข้าไปหารือกับนายกเทศมนตรีและคณะผู้บริหาร ซึ่ง ทางหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว จนมีแนวทางที่จะทำงานแก้ไขปัญหาความยากจนร่วมกัน โดยกำหนดชุมชนโนนจานเป็นพื้นที่นำร่องการดำเนินงานดังกล่าวและเทศบาลเมืองอำนาจเจริญจะรับผิดชอบ ในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทะเบียนบ้าน ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ 2 ข้อ คือ 1. ต้องมีบ้านพักอาศัยที่มั่นคง 2 . มีการ รักษาความสะอาดให้ถูกสุขลักษณะ ผลการดำเนินงาน มีครอบครัวคนจนที่ผ่านเกณฑ์จนได้บ้านเลขที่แล้ว
69 จำนวน 2 ครอบครัว นอกนั้นกำลังรอการประเมินจากเทศบาลฯ และยังมีอีกจำนวน 29 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ ในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ แต่เทศบาลไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการได้ 5. ช่องว่างที่ยังเป็นปัญหาไม่สามารถแก้ได้ในปัจจุบัน จากการเรียนรู้ร่วมกับทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพบว่า ช่องว่างที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนจน ในเขตเทศบาลเมืองได้ในปัจจุบัน จำแนกได้ดังนี้ 1.การให้นิยามความหมายของคำว่า “กลุ่มคนจน” ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ รัฐจะให้คำนิยาม เฉพาะคนที่อยู่ในระบบปกติแต่คนจนส่วนใหญ่จะอยู่นอกระบบ และลักษณะที่มาแตกต่างกัน การแก้ปัญหา ย่อมแตกต่างกัน 2.ประชากรกลุ่มเฉพาะคนจนไม่นิ่ง มีการอพยพเคลื่อนย้ายโดยตลอด กลุ่มเก่าไป กลุ่มใหม่มา ปัญหา เดิมๆคือเรื่องไม่มีที่อยู่อาศัย กลุ่มคนจนไม่มีที่ดินที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ต้องอาศัยที่ดินสาธารณะประโยชน์ ปลูกสร้างที่พักอยู่ จำนวน 29 คน ปัญหานี้เคยถูกแก้ไขแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2552 แกนนำชุมชนเมืองอำนาจเจริญ ได้จัดทำโครงการบ้านมั่นคง ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน ) แต่ก็ แก้ปัญหาได้เพียง 40 ครอบครัว คนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ก็ไปอาศัยอยู่ตามที่สาธารณะตามเดิม 3.กฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาคนจน 4.การบูรณาการยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ได้แต่ความร่วมมือ เพราะแต่ละหน่วยงานจะมีกรอบ ระยะเวลาและเกณฑ์ต่างๆและดำเนินการตามภารกิจเฉพาะที่ตนเองรับผิดชอบตัวชี้วัดมา 5.องค์กรการแก้ไขปัญหาคนจน ไม่มีองค์กรที่มาแก้ไขปัญหานี้โดยตรง 6.การสนับสนุนจากนโยบาย เป็นการสนับสนุนแบบเหมารวมคนจน ทั้งที่ปัญหาคนจนมีหลากหลาย คนจนบางกลุ่มจึงเข้าไม่ถึง 7.กระบวนการเข้าถึงคนจนยังไม่เป็นจริง เป็นแค่ทำตามนโยบายของหน่วยงาน ทำตามเวลาที่กำหนด 8.ข้อมูลคนจนยังไม่เป็นจริง การแก้ปัญหาจึงไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย 6.ข้อเสนอต่อบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม จากเวทีวิเคราะห์ปัญหาความยากจนในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ มีข้อเสนอ 1.ให้มีองค์กรร่วมศึกษาและดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง ในองค์ประกอบนั้นให้มี ภาคประชาสังคมและภาคชุมชนเป็นหลัก 2.ภาคประชาสังคมและภาคชุมชนควรเร่งจัดทำข้อมูลกลุ่มคนจน คนด้อยโอกาสให้เป็นจริง จะได้มี ฐานข้อมูลตั้งต้น สามารถนำมาวิเคราะห์และจัดทำแผนป้องกันแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างรอบด้าน 7.แนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่จังหวัด อำนาจเจริญ ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ สนใจการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัด อำนาจเจริญทุกกลุ่ม ทุกชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ จากข้อมูลมาจะพบว่า กลุ่มประชากรเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดอำนาจเจริญมีกลากหลาย เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ส่วย จะพบบริเวณตำบลโคกสารอำเภอชานุมาน กลุ่มชาติ
70 พันธุ์เผ่าภูไท จะพบที่บริเวณตำบลคำเดือย อำเภอชานุมาน ตำบลหนองข่า อำเภอปทุมราชวงศา และบ้านนา สะอาดตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม ลักษณะจำเพาะของแต่ละกลุ่มจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น ภาษา ประเพณี การแต่งกาย เป็นต้น ส่วนกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจคือคนไทไร้สัญชาติ ที่อยู่อำเภอชานุมานเพราะที่ นั่นมีพื้นที่ติดกับชายแดนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คนหนุ่มสาวจะข้ามฝั่งมาเที่ยวงาน หรือมาหางานทำจนมีครอบครัวกันที่นี่ คนลาวที่เข้ามาอยู่ฝั่งไทยจะไม่ได้รับสัญญาติไทย ไม่มีสิทธิในสวัสดิการ ของรัฐ แต่ถ้าคนลาวมาแต่งานกับคนไทยลูกที่เกิดมาจะสามารถแจ้งเกิด และได้รับสัญชาติ ได้รับสิทธิเท่าคน ไทย ประเด็นนี้ก็น่าศึกษา แต่กลุ่มคนที่มีปัญหามากที่สุดคือคนจน จากการศึกษาของทีมวิจัยมหาวิทยาลัย อุบลราชธานีพบว่า คนจนที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญมีทั้งหมด 3,663 คน กระจายกันอยู่ทุกหมู่บ้านทุก อำเภอ แต่ที่เลือกมาศึกษาเฉพาะคนจนในเขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญเพราะจำนวนคนจน จะมีจำนวน 208 ครอบครัว และเมื่อพิจารณาระดับความยากจนแล้ว คนจนที่นี่จะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากกว่า ประกอบกับ มี คณะทำงานที่เข้มแข็งสามารถเชื่อมโยงภาคีที่เกี่ยวข้องได้ดี คณะทำงานจึงได้เลือกพื้นที่ในเขตเทศบาลเป็น กรณีศึกษา 8.ข้อเสนอต่อการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเฉพาะ 1. ให้มีองค์กรร่วมศึกษาและดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง 2. แก้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนจน เช่น กฎหมายที่ดินที่อยู่อาศัย 3. การแก้ไขปัญหาต้องให้ชุมชนเป็นหลัก สร้างชุมชนให้ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยเขาเอง 4. งบประมาณไม่ต้องไปแอบแฝงไว้ในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ควรแยกออกมาต่างหากเพราะถ้า เข้าไปแอบแฝงในหน่วยงาน เขาจะมีกรอบเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณตามระเบียบที่เขากำหนด 5. ต้องมีเวทีสำหรับคนจนมีสิทธิได้แสดงออก ปัญหา ความต้องการ เป็นเวทีกลางที่ให้คนจนได้เรียนรู้ และเสนอนโยบายแนวทางการพัฒนาคนจนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
71 ปัญหำควำมเหลือ่มล ้ำและไม่เป็ นธรรม ประชำกรกลุ่มเฉพำะจังหวัดพะเยำ เครือข่ำยสร ้ำงบ้ำนแปงเมืองจังหวัดพะเยำ 21 1.สถานการณ์ประชากรกลุ่มเฉพาะ จากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ข้อมูลภาควิชาการ และเครือข่ายภาคประชา สังคม ตลอดจนการจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ สภาพปัญหา ประเด็นความเหลื่อมล้ำและ ความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา โดยมีประเด็นการรวมรวมทั้งด้าน ข้อมูลเชิงสถิติ สถานการณ์ แนวโน้ม ขนาดความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมที่ ประชากรกลุ่มเฉพาะได้รับ ในมิติหรือประเด็นต่าง ๆ เช่น สุขภาพ สถานะบุคคล สวัสดิการ การศึกษา ที่อยู่อาศัย หรือโอกาสในการเข้าถึงสิทธิอื่น ๆ เช่น สิทธิในที่ดินที่ทำกิน หรือการเข้าถึงฐานทรัพยากร เป็นต้น รวมถึงการ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และ ภาควิชาการ ในพื้นที่ต่อการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับประชากรกลุ่มเฉพาะ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้รวบรวมข้อมูลสภาพ ปัญหา ประเด็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพะเยา สามารถแยกตามกลุ่มของประชากรกลุ่มเฉพาะ ดังนี้ 1.คนพิการ จากข้อมูลสถานการณ์ของคนพิการในจังหวัดพะเยา ลักษณะกลุ่มประชากรคนพิการ แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม พิการทางสติปัญญา และพิการทางการเรียนรู้ โดยแบ่งเป็นเพศ ชาย 11,924 คน และเพศหญิง 12,063 คน รวมทั้งสิ้น 23,987 คน โดยที่ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงอายุ ของ จำนวนคนพิการในจังหวัดพะเยา ด้วยเหตุนี้ คนพิการที่สูงอายุกลุ่มนี้ จึงถือได้ว่าเป็นคนพิการที่มีปัญหาความ พิการซ้ำซ้อนทางร่างกายในหลายด้าน จากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็น ธรรมในจังหวัดพะเยา พบปัญหาของกลุ่มคนพิการดังต่อไปนี้ ปัญหาด้านสุขภาพปัญหาด้านสุขภาพ นับเป็นปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพของคนพิการอย่างมาก เนื่องจากด้วยคนพิการมีภูมิต้านทานน้อยกว่าคนทั่วไป ประกอบกับการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่เหมาะกับ คนพิการแต่ละประเภทมีข้อจำกัดอย่าง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ต้องได้รับการรักษาจากการแพทย์เฉพาะทาง ที่ เหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท ซึ่งในจังหวัดพะเยาไม่มีแพทย์เฉพาะทางดังกล่าว หากจะต้องทำการรักษา จะต้องเดินทางไปรับการรักษายังจังหวัดใกล้เคียงที่ใกล้ที่สุด เช่น จังหวัดเชียงราย หรือจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากปัญหาด้านสุขภาพทางกายแล้ว คนพิการยังมีปัญหาด้านสุขภาพจิตใจ เนื่องด้วยการถูกตี ตราหรือเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ หรือผู้ดูแลอีกด้วย ปัญหาด้านชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งการดูแลคนพิการจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้น หลาย ครอบครัวจึงประสบปัญหาผู้ดูแล หรือผู้ปกครองไม่มีงานทำ เนื่องจากต้องมาดูแล คนพิการดังกล่าว 21 สังเคราะห์จากรายงานการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้า และไม่เป็นธรรมประชากรกล่มุเฉพาะจงัหวดัพะเยา
72 ปัญหาด้านการศึกษาสำหรับปัญหาด้านการศึกษาของกลุ่มคนพิการในจังหวัดพะเยา นั้น พบว่า โรงเรียนเฉพาะทาง ที่เหมาะสมกับประเภทของคนพิการมีไม่เพียงพอ เช่น โรงเรียนที่เกี่ยวกับคนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ คนพิการทางการเรียนรู้ หรือคนพิการทางออทิสติก เป็นต้น ปัญหาด้านอาชีพ จากการรวบรวมข้อมูล พบปัญหาคนพิการ ไม่มีอาชีพที่ตรงตามสมรรถภาพตามที่ควรจะ เป็นมารองรับ หรือถูกปฏิเสธการจ้างงาน เนื่องด้วยความพิการที่ขาดการยอมรับของสังคม 2.ผู้สูงอายุข้อมูลรายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา ประจำปี พ.ศ. 2565 จำนวน ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้นจำนวน 105,214 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 466,200 คน คิดเป็น ร้อยละ 22.57 จากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในจังหวัดพะเยา ของ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี พบปัญหาดังต่อไปนี้ ปัญหาด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มี ความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าคนช่วงวัยอื่นๆ เนื่องด้วยสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลงไปตามวัย นอกจากยังปัญหาสุขภาพ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับเรื้อรัง มี โรคประจำตัว หรือทุพพลภาพ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค และวิถีการดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสม ดังจะเห็นได้ จากข้อมูลผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ปัญหาด้านชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่ต้องถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพัง และพึ่งพา ตนเองมากขึ้น เนื่องจากลูกหลานต้องไปหางานทำในพื้นที่อื่น สถานที่อยู่อาศัยไม่เอื้อต่อการดำรงชีพของ ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม และพบปัญหาความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ติดเตียง ปัญหาด้านรายได้/อาชีพจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร และสังคม ทำให้ ผู้สูงอายุในปัจจุบันตกอยู่ในภาวะความยากจน เนื่องจากมีเงินออมในวัยแรงงานต่ำ เบี้ยยังชีพจากภาครัฐน้อยไม่ เพียงพอและ ไม่สอดคล้อง สวนทางกับสภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน รวมตอลดถึงกรณีที่ผู้สูงอายุเข้า ไม่ถึงกองทุนส่งเสริมการประกอบอาชีพต่างๆ ไม่มีอาชีพหรือตลาดแรงงานที่เหมาะสมกับศักยภาพตามช่วงวัย ของผู้สูงอายุ 3.แรงงานนอกระบบ จากการสำรวจภาวะ การทำงานของประชากรในจังหวัดพะเยาของสำนักงาน สถิติจังหวัดพะเยาไตรมาส 3 ปี 2565 พบว่าประชากรวัยแรงงานของจังหวัดพะเยา มีประชากรที่อยู่ในวัย แรงงานหรือผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 306,694 คน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 188,275 คน ประกอบด้วย ผู้ มีงานทำ 186,613 คน ผู้ว่างงาน 1,567 คน และผู้ที่รอฤดูกาล 94 คน และเป็นผู้ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 118,419 คน เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานของสำนักงานสถิติจังหวัดพะเยา พบว่า ปัจจุบันจังหวัดพะเยามี แรงงานนอกระบบ อยู่จำนวน 166,501 คน สามารถแบ่งการจำแนกออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ แรงงานนอก ระบบจำแนกตามช่วงอายุ แรงงานนอกระบบจำแนกตามระดับการศึกษา และแรงงานนอกระบบจำแนกตาม อาชีพที่ทำ สถานการณ์ปัญหาที่พบสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบของจังหวัดพะเยา พบว่ายังมีแรงงานที่ไม่ขึ้น ทะเบียนอีกจำนวนมาก และนอกจากนี้พบข้อมูลว่าแรงงานนอกระบบมีปัญหาความเหลื่อมล้ำดังต่อไปนี้
73 ปัญหาด้านการทำงาน แรงงานนอกระบบ มีปัญหาที่เด่นชัด ด้านการทำงาน ได้แก่ ไม่ได้รับค่าจ้างที่ เป็นธรรม ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีวันหยุดงาน หรือทำงานไม่ตรงกับเวลาตามปกติ ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป หรือไม่สามารถลาพักผ่อนได้ เป็นต้น ปัญหาด้านการเข้าถึงสิทธิ พบปัญหาว่า แรงงานนอกระบบยังคงมีปัญหาด้านการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องด้วยการการให้คำนิยามของแรงงานนอกระบบในแต่ละหน่วยงานที่แตกต่างกัน รวมถึงขาดการรับรู้ถึงการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบใน ทำให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ ไม่ได้รับสิทธิของคนงาน 4.กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ(LGBTIQ+) กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีกระจาย ทุกหมู่บ้านในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่ามีจำนวนเท่าใด แต่ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระบุว่ามีกลุ่ม LGBTIQ+ ในพื้นที่จังหวัดพะเยา จำนวน 4,500 คน มีทั้งเปิดเผย และไม่เปิดเผย กลุ่มหลากหลายทางเพศพบปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายๆด้าน กฎหมายและนโยบายต่างๆของ ประเทศไทยยังไม่มีความครอบคลุมกลุ่มบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำให้เกิดการตีความและเลือก ปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบกับสังคมไทยยังคงมีทัศนคติไม่ยอมรับความหลากหลาย ยึดติดกรอบเดิม สังคมนี้มีเพียงหญิงชายเท่านั้น ส่งผลต่อสุขภาวะผู้มีความหลากหลายทางเพศ อย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ดังนี้เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) ในจังหวัด พะเยา พบปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังต่อไปนี้ ปัญหาด้านสุขภาพปัญหาด้านสุขภาพของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศโดดเด่นที่ปัญหาสุขภาพ ทางใจมากกว่าสุขภาพทางกาย เช่น ภาวะกดดัน ภาวะเครียดจากการถูกเลือกปฏิบัติ ตีตรา การถูกล้อเลียน ต่างๆ นำมาสู่การเป็นโรคซึมเศร้า ปัญหาด้านการใช้ชีวิตในสังคม เช่น การถูกล้อเลียน กีดกันทางสังคม ล่วงละเมิดทางเพศ ทำร้าย ร่างกาย หรือปัญหาการระบุคำนำหน้านามที่ส่งผลกับตำแหน่งสมัครงานหรือรับสวัสดิการจากรัฐ การเข้าถึง ระบบสาธารณสุข การได้รับบริการที่เป็นมิตร 2.บทบาทภาครัฐ เอกชน ภาคประขาสังคมกับการแก้ไขปัญหา จากการศึกษาข้อมูลในพื้นที่พบบทบาทหน้าที่ที่สำคัญทั้งบทบาทของหน่วยงานส่วนกลางและส่วน ภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาควิชาการในพื้นที่จังหวัดพะเยา ที่มีบทบาท สำคัญในการร่วมขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับประชากรกลุ่มเฉพาะ มีดังต่อไปนี้
74 หน่วยงานส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของ มนุษย์ จังหวัดพะเยา (พมจ.) สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดพะเยา สำนักงานการศึกษานอก โรงเรียน (กศน.)พะเยา สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัด องค์การบริหารส่วน จังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วน ตำบลและเทศบาล เครือข่ายสร้างบ้านแปง เมืองพะเยา สภาองค์กรชุมชนตำบล สถาบันส่งเสริมภ าค ประชาสังคม มูลนิธิพะเยาเพื่อการ พัฒนา สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดพะเยา เครือข่ายแรงงานนอก ระบบจังหวัดพะเยา เครือข่ายคนพิการจังหวัด พะเยา เครือข่ายน้ำกว๊านสีรุ้ง จังหวัดพะเยา เครือข่ายผู้สูงอายุจังหวัด พะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา โดยการส่งทีมอาจารย์ จากหลากหลายศาสตร์ มาร่วมเป็นคณะทำงาน และร่วมสนับสนุนงาน ด้านวิชาการในจังหวัด พ ะ เ ย า เ ช ่ น ด ้ า น ก ฎ ห ม า ย โ ด ย ค ณ ะ น ิ ต ิ ศ า ส ต ร ์ ด ้ า น การเกษตร เป็นต้น 3.ช่องว่างที่ยังเป็นปัญหาหรือยังไม่ถูกแก้ไข (1) ขาดการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี กล่าวคือ หน่วยงานต่างๆที่เป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ ไม่มีการ จัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ หรือไม่มีการอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ทำให้การดำเนินงานเพื่อแก้ไข ปัญหาแต่ละกรณีขาดข้อมูลที่เป็นระบบ หรือข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน (2) ปัญหาด้านการดำเนินงาน ช่องว่างด้านการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ขาดความต่อเนื่อง ในการดำเนินการแก้ปัญหา บางกรณีพบว่าการดำเนินงานของหน่วยงานยึดโยงอยู่กับผู้รับผิดชอบ ที่มี วาระการดำเนินงาน เมื่อครบวาระมีการโยกย้าย ทำให้การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาด้านนั้นๆต้อง หยุดชะงักไปไม่มีความต่อเนื่อง (3) ขาดการสร้างการรับรู้ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า บุคคลบางกลุ่มมีกฎหมายที่รับรองและ คุ้มครองถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชากรกลุ่มเฉพาะบาง กลุ่ม ขาดการรับรู้ถึงสิทธิที่ตนพึงมี
75 (4) ขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน จากการรวบรวมเครือข่ายภาคีที่มีบทบาททำงาน ร่วมกันในจังหวัดพะเยา มีมากมายหลายด้าน แต่การดำเนินงานจะเป็นการดำเนินงานตามภารกิจของ ตนเป็นหลัก บ่อยครั้งที่มีการดำเนินงานที่ทับซ้อนกัน เนื่องจากไม่มีการบูรณาการร่วมกันระหว่าง หน่วยงาน (5) งบประมาณในการดำเนินงานมีจำกัด ปัญหาบางกรณีจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยใช้งบประมาณ ในการขับเคลื่อนงาน แต่งบประมาณที่หน่วยงาน และภาคประชาสังคมได้รับ ไม่เพียงพอต่อการ ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้มากนัก 4. วาระสำคัญ คนพะเยา ; กลุ่มผู้สูงอายุ จากข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ สภาพปัญหา ประเด็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมที่ เกิดกับประชากรกลุ่มเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติ สถานการณ์ แนวโน้ม ขนาดความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะ ได้รับ เครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา ภาคประชาสังคม ร่วมกับภาควิชาการ มีความเห็นและ ข้อเสนอเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนาบทบาทขององค์กรภาคประชา สังคมในจังหวัดพะเยาให้เข้ามามีบทบาทในการให้ความร่วมมือในการทำงานแก้ไขปัญหาของประชากร กลุ่มเฉพาะ โดยเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองและเครือข่ายความร่วมมือต่างๆในจังหวัดพะเยาได้ระดม ความคิดเห็นมีข้อสรุปร่วมกันว่า ให้เลือกเน้นการขับเคลื่อนงานเฉพาะกลุ่ม โดยได้คัดเลือกการ พัฒนาในกลุ่มผู้สูงอายุก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องด้วยจากการวิเคราะห์สถานการณ์ผู้สูงอายุในจังหวัด พะเยา ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) แล้วในปัจจุบัน เนื่องด้วยจังหวัดพะเยามี จำนวนผู้สูงอายุ 105,214 คน คิดเป็นร้อยละ 22.57 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ประกอบกับจากทาง ข้อมูลคนพิการที่เป็นผู้สูงอายุถึงร้อยละ 70 ของจำนวนคนพิการในจังหวัดพะเยา นอกจากนี้ยังพบ ข้อมูลว่าแรงงานนอกระบบในจังหวัดพะเยาส่วนใหญ่มีอายุ ในช่วง 60 ปีขึ้นไป ดังนี้ จึงถือได้ว่าเป็น ข้อมูลร่วมกันที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเฉพาะกลุ่มนี้ นอกจากนี้ จากการรวบรวมข้อมูล และการประชุมภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อระดมความ คิดเห็น ได้ข้อมูลที่สำคัญประกอบการตัดสินใจว่า หน่วยงานและเครือข่ายความร่วมมือต่างๆในจังหวัด พะเยา ต่างมีแผนการดำเนินงาน เพื่อสอดรับและพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2566-2580) กับยุทธศาสตร์ชาติและแผน แม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ ดังนั้น ในการจัดทำแผนดูแลประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัดพะเยา ในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น จะนำ ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม ในจังหวัดพะเยา ในกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา ที่พบปัญหา โดยแบ่งเป็นสามด้าน ได้แก่ ปัญหาด้าน สุขภาพ ปัญหาด้านชีวิตความเป็นอยู่ และปัญหาด้านรายได้และอาชีพ มาใช้ประกอบการจัดทำแผน เพื่อดูแลพัฒนาแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยาต่อไป
76 5.ข้อเสนอเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองต่การแก้ไขปัญหาประชากรกลุ่มเฉพาะ (1)กำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยมีการวางรูปแบบจัดทำแผนการ ดำเนินงานร่วมกัน (2)สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายที่ดำเนินงานและสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับ ผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา ให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน มีการบริหารจัดการข้อมูลร่วมกัน สามารถ ผสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการหนุนเสริมความร่วมมือ ระหว่างภาคี อันจะเป็นการยกระดับศักยภาพในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม ของผู้สูงอายุได้ (3) สนับสนุนยกระดับการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (4)ส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มอย่าง เหมาะสม (5)พัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างเครือข่าย ผู้สูงอายุด้วยกันโดยการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้เป็นผู้สูงอายุที่ มีคุณภาพ (6) สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักถึงการร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ข้อเสนออื่นๆที่เครือข่ายเห็นร่วมกัน ต่อการทำงานของภาคประชาสังคม จากการประชุมภาคีเครือข่ายการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมือง ได้มีข้อสรุปใน การขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาด้านผู้สูงอายุ ที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาอย่างเป็น รูปธรรมร่วมกันดังนี้ 1.จัดระบบข้อมูลผู้สูงอายุทุกเรื่อง ให้มีความเชื่อมโยงกันได้เป็นระบบ ร่วมกับ อพม. อสม. สภา องค์กรชุมชนในตำบล เช่น การเยี่ยมไข้ การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ปรับสภาพบ้านสภาพแวดล้อมในชุมชนให้เหมาะสมกับช่วงวัยของผู้สูงอายุ.สนับสนุนให้เกิดการสร้าง อาสาสมัครที่เข้ามาดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 2.สนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำ ในผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนิน ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ 3.สนับสนุนความรู้ด้านต่างๆ วิชาการ งบประมาณ องค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาต่างๆ เพื่อการ ส่งเสริมอาชีพให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ให้ความรู้เพื่อการวางแผนการใช้ชีวิต แก่คนวัยทำงานเพื่อการ วางแผนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่นการวางแผนการออม หรือ เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนบำนาญ ผู้สูงอายุต่างๆ ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้สูงอายุ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายมรดก และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ 4.สนับสนุนให้มีเวทีกลางผู้สูงอายุในการจัดการตนเองให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าให้แก่ตนเองและ สังคม และเสนอความต้องการและกิจกรรมต่อหน่วยงานต่าง ๆ โดยตรง
77 5.สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการถูกหลอกลวง ผู้สูงอายุที่อยู่ตาม ลำพัง 6.สนับสนุนให้มีการสร้างศูนย์สงเคราะห์หรือศูนย์บริการผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง 6.แนวทางการขับเคลื่อนระดับจังหวัด 1.ร่วมกันจัดทำแผนงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุในระดับจังหวัด ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ จังหวัดและประเทศ เพื่อให้บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แผนพัฒนาและงบประมาณของจังหวัด 2.เน้นการดำเนินงานที่เป็นการบูรณาการร่วมกัน จากทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ บูรณาการการทำงานร่วมกันโดยปรับกลไกการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา สังคมแบบองค์รวม เพื่อผนึกกำลังภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งในจังหวัด ให้เป็นกลไกสำคัญที่หนุนเสริมซึ่ง กันและกัน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อการยกระดับ การพัฒนาให้รอบด้าน และมีความยั่งยืน 3.ผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ในการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อ ส่งเสริมการจ้างงานแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับศักยภาพและสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา 4. ผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อ เสริมสร้างศักยภาพคณะทำงานที่ดูแลผู้สูงอายุ แต่ละท้องที่ให้มีครอบคลุม สนับสนุนให้มีเครือข่าย ผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างเครือข่ายผู้สูงอายุด้วยกันโดยการใช้เทคโนโลยีใน รูปแบบที่ไม่ซับซ้อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 5.ส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักถึงการร่วมมือกันแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้าง พลเมืองที่มีส่วนร่วม (Engage Citizen) พลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) อาสาสมัครพัฒนาสังคม จิต อาสา เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม
78 ภำคประชำสังคม : กำรขบัเคลือ่นกำรพฒันำเมอืงล ำพูนอย่ำงมสี่วนรว่ม วิษณุ ดวงปัน 22 1.สภาพทั่วไป จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในภาคเหนือ ประกอบด้วย 8 อำเภอ ประชากรประมาณ 400,000 คน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งกะเหรี่ยง ไทลื้อ โยนก และยังมีประชากรแฝงในกลุ่มของชาติ พันธุ์ พม่า ไทยใหญ่ ม้ง ซึ่งเข้ามาเป็นแรงงานในสวนลำไย ฟาร์มเกษตร ตลาดสด ฟาร์มหมู เป็นต้น นอกจากนั้นจังหวัดลำพูนยังเป็นศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ที่ตั้งศูนย์อุตสาหกรรม เครือสหพัฒน์ ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2563 มีผลิตภัณฑ์มวลรวมถึง 82,588 ล้านบาท คิดเป็นรายได้ประชาชาติต่อหัว(GPP) 209,668 บาท/คน/ปี สูงเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ และ อันดับ 17 ของประเทศ แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า ปี2565 มีประชาชนขึ้นทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหมายถึงผู้มีรายได้น้อย หรือคนจนคนยากลำบากตามนิยามของTPMAP จำนวนมากถึง 104,761 ราย หรือ ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด นั่นแสดงว่าความมั่งคั่งร่ำรวยของจังหวัด ยังมิได้กระจายสู่ประชาชน สถานการณ์แรงงาน ภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างตลอดเวลา ในระยะเวลา 10กว่าปี ที่ ผ่านมา ปัจจัยจากความผันผวน จากปัญหาเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ปัจจุบันสถานการณ์ ของแรงงานยังไม่ดีขึ้น แม้จะมีกฎหมาย คุ้มครองแต่ยังเสี่ยงต่อการถูก เลิกจ้างตลอดเวลา ขณะที่นโยบายการ ขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าตามนโยบาย ของรัฐบาลกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเลิกจ้างสูงขึ้น ปัญหาดังกล่าวไม่ใช้ความ ผิดพลาดของรัฐบาลที่ต้องการดูแลแรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เป็นเรื่องของนายจ้างที่ต้องการลด ภาระ ค่าใช้จ่าย โดยเลือกเลิกจ้าง กลุ่มแรงงานที่มีอายุมาก หรือมีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพราะฐานค่าจ้างและ เงินเดือนสูงอยู่แล้ว หากปรับขึ้นค่าจ้างตามนโยบายของรัฐบาลก็จะทําให้นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงแก่แรงงาน สูงขึ้นตามไปด้วย อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในภาคเหนือเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ต้องการใช้แรงงานที่มีทักษะฝีมือ สูงอยู่แล้ว แต่ต้องการใช้แรงงานที่มีค่าจ้างตํ่า ดังนั้น การเพิ่มขึ้นค่าจ้างแรงงานจะส่งผลกระทบอย่างหนักทันทีต่อ อุตสาหกรรม ที่ลงทุนอยู่ในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาวการณ์ส่งออกที่ติดลบส่งผลให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือลําพูน ที่เน้นการส่งออก ประสบปัญหาไม่มีคําสั่งซื้อออเดอร์หดหาย ต้องนํามาตรา75 มาใช้ บางแห่งให้พนักงานออก ผลกระทบจาก สถานการณ์โควิดที่ผ่านมา หลายโรงงานได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในโรงงาน มีการลดวันทำงาน และ พักงาน สัดส่วนประชากรอยู่ในวัยกําลังแรงงาน 22,923 คน เป็นแรงงานนอกระบบ จํานวน 159,318 คน (ร้อยละ 63.57) โดยส่วนใหญ่จะทํางานในภาคเกษตร จํานวน 99,860 คน (ร้อยละ 62.68) อยู่นอกภาคเกษตร จํานวน 59,458 คน (ร้อยละ 37.32) หากจําแนกตามอายุ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจํานวน 22 กล่มุลา พูนเสวนา สงัเคราะห์จากรายงานการศกึษา ปัญหาความเหลือ่มล้า และไม่เป็นธรรมทปี่ระชากรกล่มุเฉพาะในจงัหวดัลา พูน : 2565
79 41,623 คน (ร้อยละ 26.13) ส่วนด้านการศึกษา พบว่าแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ มีการศึกษาในระดับตํ่ากว่า ประถมศึกษา คือ มีจํานวน 43,406 คน (ร้อยละ 27.24) ภาคการเกษตรอยู่ขั้นวิกฤติ สถานการณ์ลําไยซึ่งเป็นพืชเกษตรหลักของจังหวัด ได้รับผลกระทบจาก สภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึงสถานการณ์โควิด19ที่ผ่านมาไม่สามารถส่งออกไปประเทศจีนได้ ทำให้ราคา ผลผลิตตกต่ำ ประกอบกับการผูกขาดกลไกการตลาดภายในประเทศจากกลุ่มทุน ด้านการรวมกลุ่มของชุมชน ในรูปแบบสหกรณ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เป็นผู้รวบรวมผลผลิตก็ขาดสภาพคล่อง ประสบปัญหาด้านเงินทุน หมุนเวียนที่จะใช้รับซื้อลําใยจากเกษตรกรทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ทำให้รายได้ในครัวเรือน จากภาคอุตสาหกรรม และภาค เกษตรได้รับผลกระทบ สถานการณ์ดังกล่าวกระทบกับกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน สินค้า เกษตรตกต่ำ การเติบโตของรายได้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความเหลื่อมล้ำกว้างขึ้น แหล่งรายได้ที่สำคัญของ ผู้สูงอายุ จากการเกื้อหนุนทางการเงินจากบุตรหลานมีแนวโน้มลดลงด้วยเช่นกัน ลำพูนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ประชากรผู้สูงอายุที่อยู่ในจังหวัดลำพูนมีจำนวน 100,808 คน คิดเป็นร้อยละ 25.13 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าจังหวัดลำพูนเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ แล้ว ตามความหมายของสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน ในอัตราเท่ากับหรือ มากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป “ปัญหาท้าทายที่สำคัญยิ่งของการเป็นสังคมผู้สูงอายุคือ จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีได้อย่างไร” ซึ่งภายในจังหวัดเองยังไม่มีแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านความรู้และ นวัตกรรมต่างๆ วิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ต้องเผชิญเป็นเวลากว่า 60 วัน/ปี คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดลำพูนต้องเผชิญ ปัญหา PM 2.5 เกินเกณฑ์มาตราฐานและส่งผลต่อทบต่อสุขภาพ แม้สาเหตุและที่มาของฝุ่นควันPM2.5 ยังเป็น ข้อถกเถียงในสังคม แต่ผลกระทบเชิงประจักษ์ที่เกิดกับกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มผู้ป่วยทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น จากข้อมูลหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัด พบว่าช่วงที่มีค่าฝุ่นควัน PM2.5 สูง ทำให้อัตราเจ็บป่วยในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อเทียบเคียงกับปีที่ผ่านมาสูงขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ แม้ไม่ สามารถสรุปได้ทั้งหมดว่าสาเหตุมาจากฝุ่นควัน PM2.5 สถานการณ์วิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 จึงเป็นสถานการณ์ ที่ต้องใช้การบูรณาการในการทำงานกันอย่างจริงจัง ทั้งชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ประชา สังคม ภาคการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหารวมกันอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับถึงจะ เอาชนะวิกฤติการณ์ดังกล่าวได้ ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเชิงนโยบายจากส่วนกลาง นโยบายจากภาครัฐที่มุ่งเป้าการพัฒนาประเทศ ในภาพรวมเป็นหลัก ทำให้หลายนโยบายกระทบต่อชุมชน อาทิ นโยบายทวงคืนพื้นป่า ที่กระทบกับชุมชนที่ อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างอย่างนาน กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ นโยบายพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงที่ทำให้เกิดการรอนสิทธิ์ในที่ดินทำกิน นโยบายการจัดการขยะแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า
80 (โรงไฟฟ้าขยะ)ที่ทำให้ชุมชนเกิดข้อกังวลถึงการจัดการที่ไม่โปร่งใส่ และผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว รวมถึง โครงการพัฒนาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดแต่ชุมชน คนในจังหวัดไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ 2.ภาคประชาสังคมกับการขับเคลื่อนงานพัฒนา กลุ่มลำพูนเสวนา เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม (Lamphun Forums) เริ่มต้นจากการดำเนิน โครงการหริภุญชัยคดีศึกษาหรือเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของบุคลากรทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนา เอกชน ประชาชน และพระสงฆ์ ที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เหมือนกันได้มีการรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อหาแนวทางใน การพัฒนาเมืองลำพูน เมื่อประมาณ 2529 ซึ่งเป็นการรวมตัวเพื่อต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคน ลำพูน ด้วยภาระหน้าที่ของสมาชิก และด้วยผลกระทบจากการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทำให้แต่ละคนได้แยก ย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จนเมื่อปี 2541 ได้มารวมตัวกันอีกครั้งภายใต้ชื่อว่า “สถาบันวิจัยหริภุญชัย” โดยการเอาจังหวัดลำพูนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา มีหน่วยงานทางวิชาการ และแหล่งทุนหลายแห่งเป็น เป้าหมายของการเคลื่อนงานในการศึกษา วิจัย และพัฒนา ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรก จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนมากขึ้นเกินกว่าที่หน่วยงาน หรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งจะผูกขาด การแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาได้ การบูรณาการจึงเป็นคำตอบในการทำงานภายใต้สถานการณ์ที่มีความ ซับซ้อน บริบทที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้ศักยภาพของตนเอง แสวงหาความร่วมมือ ความรู้ในการ แก้ปัญหา การขับเคลื่อนงานของเครือข่ายภาคประชาสังคมมี่ผ่านมา กับประชากรกลุ่มเฉพาะดังกล่าว ดําเนินการทั้งเป็นการทํางานโดยตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานระบบ เครือข่าย ผู้พิการ เครือข่ายชาติพันธุ์ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มV CAP หรือเป็นการทํางานเชิง ประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับกลุ่มดังกล่าว อาทิ งานของสามคมเกษตรยังยืน เครือข่ายที่ดิน เครือข่ายนิเวศลุ่มนํ้าทา เครือข่าย หมอเมือง เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น ข้อจํากัดของภาคประชาสังคมที่ผ่านมา ด้านคนทํางานส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะอาสาสมัคร ไม่มี ผลตอบแทนเป็นเงินเดือนประจํา ทําให้งานขับเคลื่อนได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง การทํางานกับประชากรเฉพาะยัง ขาดแผนงาน ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ของแต่ละเครือข่าย คนยังงานยังขาดทักษะบางเรื่องในการทํางานกับกลุ่ม ดังกล่าว เช่นบางประเด็นที่ความความ อ่อนไหว ละเอียดอ่อน . บางเครือข่ายยังมีข้อจํากัดในการเข้าถึง งบประมาณในการทํางาน หรือทักษะในการเขียนโครงการ การทํางานบางเครือข่ายยังแอบอิงกับภาครัฐเป็น หลัก ซึ่งให้งบประมาณมาทํางาน แต่ยังไม่สามารถสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมของตนเองที่เข้มแข็งได้ งาน เชิงพื้นที่ยังจํากัดอยู่ในพื้นที่ทําการเครือข่าย ไม่สามารถขยายงานขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมได้มากพอ สัมพันธ์กับ สถานการณ์ปัญหาที่มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น ทําให้ไม่สามารถแก้ไข ปัญหาดังกล่าวได้อย่างดีพอ และหลาย ประเด็นในจังหวัดลําพูนยังไม่มีเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วน ร่วมดําเนินการ เช่น กลุ่มผู้ต้องขังหญิง คนไร้บ้าน กลุ่มผู้หญิง ปัญหาการฆ่าตัว ตายสูงเป็นต้น
81 3.ปัญหาความเหลื่อมลํ้าและไม่เป็นธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัดล้าพูนเผชิญ ปัญหาความเหลื่อมลํ้าและไม่เป็นธรรมที่ประชากรกลุ่มเฉพาะในจังหวัดล้าพูนเผชิญอยู่ มีความซ้อนทับ กัน หลายมิติ สัมพันธ์กับความเหลื่อมลํ้าและไม่เป็นธรรมในระดับชาติ การแก้ปัญหาจ้าเป็นต้องแก้ปัญหาทั้ง ระบบ โครงสร้างทางกฏหมาย ระบบภาษี การค้าที่ไม่ผูกขาด ความเข้มแข้งของภาคประชาสังคม เป็นต้น แต่ หากจะวิเคราะห์ปัจจัยส้าคัญ ในบริบทของจังหวัดล้าพูน สามารถอธิบาย ได้ดังนี้ 1. คนลําพูนกว่า 25% ทํางานในภาคเกษตร ทั้งสิ้นจํานวน 99,860 คน(62% ของวัยทํางานอายุ15 ขึ้น ไป) และ 25 % จากเกษตรกรทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปี ขึ้นไป จากประชากรจํานวนรวม ทั้งสิ้น 401,139 คน แต่กลับเจอราคาสินค้าเกษตรตกตํ่าการเติบโตของรายได้อยู่ในระดับตํ่า ทํา ให้ความเหลื่อมลํ้ากว้างขึ้น 2. ความเหลื่อมลํ้าด้านโอกาส ทั้งมิติโอกาสทางการศึกษา กลุ่มคนรายได้น้อยจะเข้าถึงการศึกษาที่ ดีได้ น้อย สิทธิแรงงานอยู่ในระดับตํ่า ค่าแรงที่เติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจ นอกจากนี้นโยบายของรัฐ ยังซํ้าเติมความ เหลื่อมลํ้า เช่น แรงงานไม่มีอํานาจต่อรอง กําไรที่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาด ใหญ่ทําให้รายเล็กแข่งขันยาก และ ภาครัฐยังขาดมาตรการสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือคนรายได้ น้อยอย่างเป็นระบบ 3. สถานการณ์โควิด-19 กระทบรายได้กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง ขณะที่ แรงงานนอกระบบจังหวัดลําพูนมีจํานวนมาก (63% ของแรงงานทั้งหมด) แต่ขาดยัง สวัสดิการที่เข้มแข็งช่วย ดูแล 4. จังหวัดลําพูนจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จะยิ่งทําให้ความเหลื่อมลํ้าแย่ลง และจังหวัด เองยังไม่มีแผนรองรับ ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่นและจังหวัด คนลําพูนส่วนใหญ่ประกอบอยู่ในภาคเกษตร ซึ่ง เป็นผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ภาคเกษตรเผชิญปัญหามายาวนาน หลายครอบครัวเกิดภาวะหนี้สินสะสม ประกอบกับ ถ้าครอบครัวไหนมีกลุ่มเปราะบาง ประชากรกลุ่ม เฉพาะ เช่น ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงร่วมอยู่ด้วย หรือ ที่ดินหลุด มือ ก็จะทําให้สถานการณ์ปัญหามีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เกิน 50% ของผู้พิการเป็น ผู้สูงอายุ การเติบโตของรายได้อยู่ในระดับตํ่า ทําให้ความเหลื่อมลํ้ากว้างขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับสมาชิกครอบครัว แม้ เป็นแรงงานในระบบภาคอุสาหกรรม ทํางานภาคเอกชน รับราชการ แต่ก็ไม่สามารถประคับประคองให้ ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้มากนัก ซึ่งเป็น แนวโน้มของสถานการณ์ที่จะทําให้ความไม่เป็นธรรมและ ความเหลื่อมลํ้าสูงขึ้น ในส่วนแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดลำพูน ได้ชูเรื่อง"เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บนความพอเพียง" ภาครัฐโดยได้กำหนดประเด็นการพัฒนาไว้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) เมืองแห่งวัฒนธรรม อัตลักษณ์วิถี และท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ 2) เมืองแห่งอุตสาหกรรม หัตถอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3) เมืองแห่งเกษตรสุขภาพ และเกษตรนวัตกรรมสร้างสรรค์ และ 4) เมืองแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งจังหวัดลำพูนให้ความสำคัญอย่าง ยิ่งกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า "ลำพูนไม่ลำพัง รวมพลังเพื่อลำพูน" ซึ่งทิศทางอนาคตของจังหวัดลำพูนใน 10 ปี ข้างหน้า โดยการมองผ่านเลนส์ ของภาคเอกชนในวันนี้ นับว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดลำพูนให้เจริญก้าวหน้า โดยอาศัยการ วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมภายในจังหวัด จุดแข็ง จุดอ่อน รวมถึงการประเมินปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ส่งผล
82 กระทบต่อการพัฒนาจังหวัด เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือการกำหนด พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC - Creative LANNA) เป็น ต้น โดยการร่วมกันออกแบบให้จังหวัดลำพูนเติบโตอย่างยั่งยืนใน 5 มิติ หรือ 5P ได้แก่ 1) การพัฒนาคน (People) 2) สิ่งแวดล้อม (Planet) 3) เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง (Prosperity) 4) สันติภาพและความยุติธรรม (Peace) และ 5) ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) ต่อไป 4.แนวทางการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูน ระดับนโยบายชาติ ภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูนร่วมกับเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการร่วม ผลักดันวาระ ประชาชนเรื่อง “รัฐสวัสดิการ บ้านาญแห่งชาติ” กับภาคีเครือข่ายจังหวัดต่างๆ เพื่อเสนอเป็น กฎหมาย ซึ่งจะมีการ ขับเคลื่อนต่อเนื่องในจังหวัด ทั้งในระดับพื้นที่ ท้องถิ่น ระดับจังหวัด เข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนปัญหา จัดท้าข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อคณะ กรรมจังหวัด ตามกลไกต่างๆของจังหวัด เปิดเวทีพัฒนาความร่วมมือ สะท้อนปัญหาต่างๆ ระดับพื้นที่ สร้างพื้นที่รูปธรรม การจัดการความรู้ในการแก้ปัญหาต่างๆในระดับพื้นที่ เช่น ชุมชนกับ องค์ความรู้การ รับมือกับสังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น เพื่อผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะระดับต่างๆ ทั้งชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด จัดทํายุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมกับการรับมือและแก้ปัญหากับประชากรกลุ่มเฉพาะร่วมถึง การศึกษารวบรวม ข้อมูลสถานการณ์ปัญหาอย่างต่อเนื่อง การรับมือกับสังคมผู้สูงอายุจังหวัด โดยพัฒนาเป็น โมเดลระดับพื้นที่ สร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น จังหวัด ดึงภาเอกชนในจังหวัดร่วมเรียนรู้และออกแบบ พัฒนา เป็นนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นจังหวัดต่อไป มีพื้นที่กลาง(ลำพูนเสวนา) พื้นที่กลางในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่อง ของภาคประชา สังคมลำพูน ผ่าน “เวทีลำพูนเสวนา” ในประเด็นที่เป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตของคนลำพูน และความไม่เป็นธรรมต่อที่เกิดขึ้น เกิดการปฏิบัติการร่วมกันในในการแก้ปัญหา เกิดพื้นที่ปฏิบัติการร่วมกัน สร้างพื้นที่รูปธรรม เพื่อผลักดันเป็นนโยบาย แผนพัฒนาจังหวัด สนับสนุนการกระจายอำนาจ เพราะ คือการเสริมพลังภาคประชาสังคม หัวใจการพัฒนาอย่างยั่งยืน เชื่อว่าการกระจายอำนาจ จะปลดล็อกศักยภาพของชุมชน กลไกพัฒนาภายในจังหวัด สร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ประชาชนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรรัฐและบริการสาธารณะ ที่มีคุณภาพ การกระจายอำนาจจะสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่กับระบบราชการ นำมาซึ่งการใช้ งบประมาณที่ถูกจุด ภาคประชาสังคมมีโอกาสในการเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาจังหวัด อย่างเท่าเทียม เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม หุ้นส่วนในการพัฒนาอย่างแท้จริง
83 06 องคก์ำรบรหิำรส่วนทอ้งถิน่กบั กำรบริกำรสำธำรณะ ด้ำนแผนงำนพัฒนำคุณภำพชีวิต องค ์กำรบริหำรส่วนต ำบลทับตีเหล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลทับขี้เหล็ก23 แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านทับตี เหล็ก บ้านประสพสุข บ้านท่าดินเหนียว บ้านโพธิ์เขียว บ้านดอนบ้าน จำนวนประชากร 1262 ครัวเรือน ประชากร 1757 คน หญิง 2165 คน (ปี 2565 ) รวม 3922 คน อบต.ทับขี้เหล็กได้กำหนดวิสัยทัศน์ “ทับ ตีเหล็กน่าอยู่ ควบคู่ธรรมาภิบาล พัฒนาการศึกษา นำพาคุณภาพชีวิต มุ่งเศรษฐกิจพอเพียง” มี ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคน คุณภาพชีวิต การศึกษา และรักษา ความสงบเรียบร้อยของชุมชน 2. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารฌูปโภค 3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการเกษตร การบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 4. ยุทธศาสตร์ การพัฒนาส่งเสริมการศึกษาการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมกีฬา 5 ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ 6. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการเมืองการบริหาร อบต.ทับขี้เหล็กมีการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ และให้ความสำคัญกับ ด้านงานพัฒนาคุณภาพ ชีวิต โดยวางเป้าประสงค์ ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ดีให้เป็นชุมชนเข็มแข็ง โดยการวางกลยุทธ์ เช่น การส่ง เคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมและสนับสนุนเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคติดต่อ ฯ อีกทั้งมีแผนงานและโครงการรองรับ เช่น โครงการ โครงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ผู้ด้อยโอกาส โครงการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ โครงการส่งเสริมอาชีพคนพิการ โครงการจัดสวัสดิการ เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายู คนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ ผลงานสำคัญที่ผ่านมา มีโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมงมนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่น ▪ โครงการพัฒนาศักยภาพสตรี ให้ความรู้ สิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตรีและครอบครัว ▪ โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลทับตีเหล็ก 23 ตา บลทบัตีเหล็ก มีตา นานเล่าขานว่า ในสมยักรุงศรีอยุธยามืองสุพรรณบุรีซึ่งเป็นเมืองหน้าด่าน และเป็นเส้นทางเดินทัพจากกรุงศรี อยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงยกทัพเพื่อมารับศึกบริเวณชายแดนเมืองกาญจนบุรี แต่เนื่องจากบ้านเมืองมีศึก สงครามอย่างต่อเนอื่ง ทา ใหอ้าวธุยทุโธปกรณ์ต่างๆไม่เพยีงพอทรี่าชการศึกสงคราม พระองค์ทรงทราบว่าเหนือวัดมะนาวมีครอบครัวชาว จีนที่อพยพมาอาศยัประกอบอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก ซ่ึงสืบทอดวิชาตีเหล็กมาจากเมืองจีน สามารถตีเหล็กไดแ้กร่งและคมย่ิงจึงดา ริให้ ครอบครวันพี้รอ้มชาวบา้นทอี่ยู่บริเวณนีม้าช่วยราชการ เพอื่ผลิตอาวุธและใชบ้ริเวณนเี้ป็นแหล่งผลิตอาวุธใชใ้นราชการศกึสงครามตงั้แต่ นนั้เป็นตน้มา ชาวบา้นจึงไดก้ล่าวขานนามว่า "ตา บลทบัตีเหล็ก"ครอบครวัช่างตีเหล็กชาวจีนนีไ้ดต้งั้รกรากอยู่แถววดัมะนาวและวดัโพธิ์ นางเทรา ใช้ชื่อสกุล"ช่างตีเหล็ก" จนถึงปัจจุบัน
84 ▪ ครัวตำบลทับตีเหล็ก โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ จำหน่ายกับข้าว แกง ต้ม ผัด ทอด ปรุงสำเร็จ พร้อมทานถุงละ 10 บาท ทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. ▪ โครงการมหกรรมสุขภาพเชิงรุก ประจำปีงบประมาณ 2566 จัดโดย อบต.ทับตีเหล็ก ร่วมกับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช รพ.สต. ในพื้นที่และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น สถานที่ติดต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลทับตีเหล็ก อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อีเมล์ : [email protected] โทร : 035-969929 โทรสาร : 035-414411 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายอำนาจ หนูมงกุฎ
85 เทศบำลต ำบลนำชะอัง ตำบลนาชะอัง จัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลนาชะอัง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 และ ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลนาชะอัง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552 โดยแบ่งการปกครองออกเป็น 9 หมู่บ้าน ดังนี้หมู่ที่ 1 บ้านขุนแสน หมู่ที่ 2 บ้านนาชะอัง หมู่ที่ 3 บ้านหูรอ หมู่ที่ 4 บ้านดอนนาว หมู่ที่ 5 บ้านสาม เสียม หมู่ที่ 6 บ้านทรายทอง หมู่ที่ 7 บ้านเนินคีรี หมู่ที่ 8 บ้านหนองจระเข้ หมู่ที่ 9 บ้านทับตะเคียน ปี 2554 จัดตั้งเป็นเทศบาล แบ่งออกเป็น 12 ชุมชน 3600 ครัวเรือน ประชากรรวม 6964 คน ชาย 3315 คน หญิง 3649 คน วิสัยทัศน์เทศบาลตำบลนาชะอัง "นาชะอังน่าอยู่ ควบคู่เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วม สู่เมืองสิ่งแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน" 24 เทศบาลตำบลนาชะอัง วางยุทธศาสตร์การทำงาน ออกเป็น 6 ด้าน25 โดยวางนโยบายการทำงาน ด้านการศึกษา สังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเน้นคน เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในทุกกลุ่มอายุของประชาชนในเขตเทศบาล ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่ เด็กและเยาวชน ส่งเสริมให้คนและสังคมในเขตเทศบาลตำบลนาชะอัง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการพัฒนาทาง ร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา โดยให้การสงเคราะห์เด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาส และให้ประชาชนมี ศักยภาพทางสังคม และดำเนินนโยบายด้านการจัดสวัสดิการแก่ผู้ด้อยโอกาส การมอบเบี้ย ยังชีพผู้สูงอายุ คน พิการ และผู้ป่วย และด้านการบริหารงานของท้องถิ่น ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดหลักธรรมาภิบาล หรือการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี ในการการจัดทำแผนพัฒนาตำบล ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้และการจัดการตนเองของคนในตำบล ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทุกหมู่บ้านในตำบล โดย มีการค้นหารวบรวมข้อมูลความรู้ และสร้างกระบวนการวิเคราะห์ปัญหา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา หมู่บ้านเชื่อมโยงสู่ระดับตำบลที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการที่แท้จริง สามารถแก้ไขปัญหาที่หมู่บ้าน และตำบลเผชิญร่วมกันอยู่ได้ ผลงานสำคัญ เทศบาลตำบลนาชะอัง จะมีระบบบริหารจัดการที่ดี ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานของ เทศบาล มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติและการบริหารงาน เพื่อประชาชนจะ ได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น ตัวอย่างงานพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญเช่น ▪ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายชุมชนต้นแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรงในชุมชนกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้โปรแกรม CBR ชุมชนเป็นฐานเพื่อการ ฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยจิตเวชครบวงจรในพื้นที่ 24 แผนพฒันาทอ้งถ่ิน ปี2566-2570 25 โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบ และความสงบชุมชน อนุรักษ์ทรัพยากร ศิลปวัฒนธรรม และการบริหาร จัดการ ภาครัฐ
86 ▪ ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ เสริมพลังให้ชุมชน และบริหารจัดการกองทุนหลักประกัน สุขภาพ ▪ อบรมพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่การปลูกผักปลอดสารพิษและการผลิตยาสมุนไพร ▪ โครงการยกระดับการผลิตและการตลาดคลังอาหารและยาตำบลนาชะอัง สถานที่ติดต่อ สำนักงานเทศบาลตำบลนาชะอัง www.nachaang.go.th 42/1 หมู่ 4 ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร 86000 โทรศัพท์ 0 7764 2086 โทรสาร 0 7764 2086 E-mail : [email protected] นายกเทศมนตรีตำบลนาชะอัง นายสัญชัย หนูสุด
87 เทศบำลเมืองร ้อยเอ็ด เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมือง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ครอบคลุมตำบลในเมืองทั้งตำบล ภายในเขตเทศบาลเป็นที่ตั้งของหน่วยงาน การบริหาร สถานศึกษา สถานพยาบาลและสาธารณสุข ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของจังหวัด ร้อยเอ็ด และห้างสรรพสินค้ามากมายโรงแรมชั้นนำ มีการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ว่า “ร้อยเอ็ดเมือง น่า อยู่ ผู้คนน่ารัก ฟูมฟักตำนานเมือง ลือเลื่องวัฒนธรรม” หลักการทำงานของ เทศบาลคือการสร้างเมืองให้น่า อยู่ ดูแลทุกข์ สุขของประชาชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง พร้อมอนุรักษ์ ฟื้นฟูสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม และเทศบาล เมือง ร้อยเอ็ด ยังบริหารงานตามหลัก ธรรมาภิบาล คณะผู้บริหาร ได้ให้ความสำคัญกับประเด็น ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมเป็นพิเศษ เช่น การ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน ได้รับรู้ และการพัฒนาที่ชุมชนเป็นผู้ริเริ่มและ เป็นผู้ดำเนินการโดยเทศบาล เป็นเพียง ผู้สนับสนุนงบประมาณและเป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างไรก็ตามปัญหา เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ในการลดปัญหา ความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อเสริมสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับประชุมชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนเปราะบาง คนชายขอบ และคน ด้อยโอกาส มีผลงานสำคัญ ในด้านการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่โดดเด่นได้แก่ โครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน นอกระบบการศึกษาในเขตเทศบาลเมือง ร้อยเอ็ด26เพื่อให้เด็กและเยาวชน กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่เป็นปัญหาของสังคม เพื่อปลูกจิตสำนึกและ ฝึกอบรมพัฒนาอาชีพ ให้สามารถประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ผลสำเร็จของโครงการคือทำให้เด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กกลุ่มเสี่ยง สามารถกลับเข้าสู่ ระบบ การศึกษาปกติ ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ ช่วยเหลือครอบครัวได้ สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่เป็นภาระของ สังคมอีกต่อไป รวมทั้งเกิดเครือข่ายร่วม ดำเนินการเพิ่มขึ้น คือสำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งร่วมดำเนินการมาจนถึง ปัจจุบัน โครงการ “บ้านมั่นคง สังคมมีสุข” แก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ทางสังคม ผู้พิการ และผู้สูงอายุ27 ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2536-ปัจจุบัน สามารถ แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่กลุ่ม ประชาชนผู้ด้อยโอกาส มีฐานะยากจน ในพื้นที่ชุมชนแออัดตามแนวเขต โบราณสถานคูเมือง กำแพงเมืองร้อยเอ็ด โดยคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชน ประสานขอเช่าที่ธรณีสงฆ์จาก สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ และจัดสรรพื้นที่ในชุมชนมั่นคงพัฒนา เพื่อดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่ 26 มีการดา เนนิงานตงั้แต่ ปีพ.ศ. 2554 – 2563 (รวม 8 รุ่น) 27 โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มองค์กรชุมชน ได้แก่ กรมศิลปากร กรมธนารักษ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การหาชน) สา นกังานพฒันา สงัคมและความม่นัคงของมนษุย์จงัหวดัรอ้ยเอ็ด และประชาชนในพนื้ที่เพอื่ใหผู้ด้อ้ยโอกาส ทางสงัคม ผูพ้กิาร และ ผูสู้งอายุไดม้ีบา้นทมี่ีสภาพเหมาะสมกบัการอยู่อาศยัมีคณุภาพชีวิต ความเป็นอยู่ทดี่ีมีการดา เนนิงานในรูปของคณะกรรมการ เมือง เทศบาลเมืองรอ้ยเอ็ด โดยมีแกนนา ทปี่ระกอบดว้ยภาครฐัและภาคประชาชนร่วมกนั
88 กลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสฐานะยากจน ผู้พิการ และผู้สูงอายุ จำนวน 32 หลังคาเรือน ดำเนินการก่อสร้าง บ้านท้องถิ่นประชารัฐร่วมใจเพื่อผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ในชุมชนแออัด พร้อมทั้ง ระบบสาธารณูปโภค จำนวน 50 หลัง ในพื้นที่ชุมชน วัดเหนือ ดำเนินการร่วมกับอาสาสมัครสารธารณสุขชุมชน และสำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัด ร้อยเอ็ด ปรับปรุงซ่อมแซมและปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้พิการ ในเขตเทศบาล เมืองร้อยเอ็ด จำนวน 6 ราย และได้จัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขยายผลในการแก้ไข ปัญหาต่อไป โครงการใกล้บ้านใกล้ใจ28ให้บริการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดปัญหาการเข้าถึง บริการทางด้านการสาธารณสุขด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรมกับ ประชาชนเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ซึ่ง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทุกภาคส่วน ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่มีความ ยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ทั้งนี้ เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำด้านสังคมและการสาธารณสุข ไม่จำกัดสถานะ ทางความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม เทศบาลดำเนินการภายใต้ใช้กิจกรรมการเยี่ยมบ้านเชิงรุก ตามเกณฑ์ มาตรฐานในการขับเคลื่อนกิจกรรม ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่ มี ภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ (Long term Care) ปัญหาผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนที่ถูก จำหน่ายจาก โรงพยาบาลและมาพักรักษาต่อเนื่องในชุมชน ญาติผู้ดูแลและชุมชนจำเป็นต้อง ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มี ภาวะแทรกซ้อนโดยขาดความเชื่อมั่นและทักษะการดูแลที่จำเป็นต่อ การฟื้นฟูและการหายของผู้ป่วย ดูแลตาม บริบทชุมชน มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ด้านสาธารณสุข ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ในการ ดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าวสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม ลงได้ คือการทำให้ประชาชนทุก คนสามารถเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง เห็นได้จากผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและ เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ผู้ป่วยและญาติ สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสมป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้น และประชาชนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองเบื้องต้น ด้วยผลงานสำคัญดังกล่าว เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จึงได้รับรางวัลองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ด้านการ ลดความเหลื่อมล้ำ ในปี 2564 สถานที่ติดต่อ : 258 ถ.เทวาภิบาล ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 โทรศัพท์ 043-511222 โทรสาร 043-513394 อีเมล : [email protected] นายกเทศมนตรี เมืองร้อยเอ็ด นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ 28 ดว้ยการสา รวจ ขอ้มูลผูป้่วยในชมุชน เตรียมวางแผนการออกเยีย่มผูป้่วยทตี่อ้งไดร้บัการดูแลต่อเนอื่ง ในชมุชนตามฐานขอ้มูลการส่ง ต่อการเยีย่มจากรพ.รอ้ยเอ็ด จากการตดิต่อประสานผ่านทาง ญาตผิูดู้แล ทางชมุชน ทางอาสาสมคัรสาธารณสขุประจา หมู่บา้น ก่อน เยีย่มบา้นจะมีการเตรียมขอ้มูลสขุภาพ การกา หนดแผนวตัถปุระสงคก์ารเยีย่ม การเตรียมอปุกรณ์เครือ่งใช้ผูป้่วยแต่ละราย ต
89 เทศบำลต ำบลสบบง ตำบลสบบงเดิมเป็นตำบลในเขตการปกครองของอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกา แบ่งพื้นที่อำเภอเชียงคำเป็น กิ่งอำเภอภูซาง ประกอบด้วย 5 ตำบล คือ ตำบลสบบง ตำบลภูซาง ตำบลเชียงแรง ตำบลทุ่งกล้วย และตำบลป่าสัก โดยมีผล บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระ ราชกฤษฎีกายกฐานะ กิ่งอำเภอภูซาง ขึ้นเป็น อำเภอภูซาง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550 ปัจจุบันตำบลสบบงแยกการปกครองออกเป็น 12 หมู่บ้าน เทศบาลตำบลสบบง เป็นองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นในตำบลสบบง ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงฐานะจาก สุขาภิบาลสบบงเป็นเทศบาลตำบลสบบง ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาล พ.ศ. 2542 29 มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 7,951 คน แยกเป็นชาย 3,810 คน หญิง 4,141 คน สถานภาพการอยู่อาศัย ครัวเรือน จำนวน 3,427 ครัวเรือน (ข้อมูลจากสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลสบบง รวมทุกสัญชาติ) วิสัยทัศน์ “เทศบาลตำบลสบบงเป็นชุมชนเศรษฐกิจเข้มแข็ง สิ่งแวดล้อมปลอดมลพิษ ประชาชนมี คุณภาพชีวิตดี มีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ มีรายได้จากแหล่งท่องเที่ยว” ยุทธศาสตร์คณะกรรมการพัฒนา เทศบาลตำบลสบบงร่วมกับประชาคมท้องถิ่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ กำหนดยุทธศาสตร์ของเทศบาลตำบลสบบง จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาสาธารณสุขและการ กีฬา ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยุทธศาสตร์ ที่ 4 พัฒนาสังคม การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 6 พัฒนาการเมืองการบริหาร ในการดำเนินงานเทศบาลตำบลสบบง ใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566 – 2570) เป็นแนวทางในการ ทำงานพัฒนาท้องถิ่น โดยแนวทางในการดำเนินงานนั้น จะมีการประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อรับฟังความเห็น และข้อเสนอ โครงการพัฒนาของแต่ละหมู่บ้านในตำบลสบบง นำไปจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน และนำมาบรรจุ ในแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566 – 2570 โดยมีเวทีประชาคมหมู่บ้านในเขตตำบลสบบง จำนวน 12 หมู่บ้าน ซึ่งในการประชาคม ได้แจ้งให้แต่ละหมู่บ้านเสนอโครงการ และจัดลำดับความสำคัญที่ตอบสนองต่อความ จำเป็นในการแก้ปัญหาในภาพรวมของหมู่บ้าน เพื่อให้ตรงกับความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละหมู่บ้าน อีกทั้งมี การทบทวนแนวทาง ทิศทางการพัฒนาประเทศ 5 ระดับ ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ชาติผ่านกลไกเวทีกลาง ระดับตำบล “สภาผู้นำตำบลสบบง” ผลงานสำคัญ ร่วมกับกลุ่มพัฒนาสตรีตำบลสบบง เพื่อวางแผนกรอบการดำเนินกิจการกลุ่มพัฒนาสตรีตำบลสบบง ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผู้ด้อยโอกาสที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ตำบลสบบง เพื่อดำเนินการให้การ ช่วยเหลือต่อไป 29 ประกาศเมือ่วนัที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 โดยมีผลใชบ้งัคบัใชต้งั้แต่วนัที่ 25 พฤษภาคม 2542
90 โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มภูมิปัญญาม้งบ้านหล่ายหมู่ที่เก้าโครงการพัฒนาศักยภาพสมุนไพรภูมิ ปัญญามัง โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเพื่อพัฒนาสบบงสู่ความยั่งยืน “สบบงน่าอยู่อย่างยั่งยืน” โครงการบ้านพอเพียงชนบท ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลสบบง สถานที่ติดต่อ สำนักงานเทศบาลตำบลสบบง 41 หมู่ที่ 12 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 054-4455-20 แฟกซ์ 054-445521 อีเมล์ [email protected] นายกเทศบาลตำบลสบบง นายสมพน พึ่งพวก
91 07 2 ทศวรรษกระจำยอ ำนำจ ประเมินสถำนกำรณ์กระจำยอ ำนำจ : 2 ทศวรรษทีย่งัไปไม่ถงึเป้ำ 30 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหน่วยการปกครองที่ใกล้ชิดกับประชาชน มีหน้าที่ให้บริการ สาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ อย่างถนน ทางเท้า ความสะอาด การจัดหา น้ำประปา การระบายน้ำ การศึกษาขั้นต้น การตลาดและการพาณิชย์ อปท. ในต่างประเทศยังสามารถบริหาร จัดการเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ และผังเมืองในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ การกระจายอำนาจให้ อปท. ของไทยมีอำนาจและศักยภาพในการดำเนินงานจะช่วยตอบสนองกับ ปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชานในท้องถิ่นนั้นๆ ได้อย่างทันท่วงทีและตรงตามความต้องการได้มากกว่า รัฐบาลส่วนกลาง เพราะสถานการณ์และปัญหาในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันไปและเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งรัฐบาลส่วนกลางมิอาจหยั่งรู้ได้ทั้งหมด การแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยรัฐบาลส่วนกลางเพียงอย่าง เดียวจึงไม่อาจแก้ไขสถานการณ์และปัญหาของทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียดและครอบคลุม ดังนั้น การเพิ่มอำนาจ ให้กับรัฐบาลท้องถิ่นในการบริหารจัดการเรื่องรายละเอียดในท้องที่ตนเอง ควบคู่กับระบบการรับผิดรับชอบต่อ ประชาชนในท้องถิ่นของตนเองจะช่วยให้อำนาจการตัดสินใจและทรัพยากรอยู่ในมือของผู้ที่เผชิญและเข้าใจถึง ปัญหามากที่สุด ประเทศไทยพยายามกระจายอำนาจการบริหารสู่ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน แม้ประเทศไทยจะมีการตั้ง หน่วยงานท้องถิ่นอย่างสุขาภิบาลและเทศบาลมายาวนาน แต่หมุดหมายหลักในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น คือ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ที่ได้ระบุให้ อปท. มีอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหารงาน เงิน และบุคลากรของตน อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ ถือเป็นการเพิ่มอำนาจบริหารในท้องถิ่น มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นจุดตั้งต้นในการกำหนดกฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ อปท. ซึ่งให้สิทธิให้เสียงแก่ ประชาชนในการเลือกคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นของตน หนึ่งในนั้นคือพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 (ต่อไปนี้จะเรียกโดยย่อว่า พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ 2542) ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ อปท. และเป้าหมายของการกระจายอำนาจที่ชัดเจน ทว่าจวบจนถึงทุกวันนี้ บทบาทหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีอย่างจำกัดอยู่มาก ทำให้เกิด ปัญหาทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพในการให้บริการสาธารณะ การไม่กระจายอำนาจคืนสู่ท้องถิ่นอย่างเอาจริงเอา จัง เป็นผลจากทัศนคติที่ระแวงว่าประชาชนจะไม่สามารถบริหารจัดการรัฐบาลท้องถิ่นได้ จึงยังควบคุม อปท. ด้วยกฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมาก การตรวจสอบควบคุมดูแลที่เข้มข้นโดยราชการส่วนกลางอย่าง 30 สืบค้นจาก https://www.the101.world/two-decades-of-decentralization/
92 กระทรวงมหาดไทย ตลอดจนองค์กรอิสระอย่างสำนักตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อปท. หน้าที่มาก ทรัพยากรน้อย ถูกรัฐบาลส่วนกลางควบคุมผ่านงบประมาณ ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.กำหนดแผนฯ 2542 อปท. ควรมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำบริการ สาธารณะในพื้นที่ของตนได้อย่างเต็มที่ อาทิ การจัดการศึกษา การสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง ถนนหนทาง การรักษาความสะอาดและรักษาสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ การจัดทำผังเมือง การป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย การรักษาความสงบเรียบร้อย การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เป็น ต้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ อปท. กลับไม่สามารถดำเนินงานเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก เพราะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการควบคุมจากรัฐบาลส่วนกลาง อีกทั้งยังอาจต้องดำเนินงาน อื่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา เพราะ พ.ร.บ.กำหนดแผนฯ 2542 มีการระบุไว้ว่าส่วนกลางสามารถถ่ายโอน ภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนกลางมาให้ อปท. ดำเนินการแทนเพิ่มได้ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการดำเนินการสิ่งต่างๆ คืองบประมาณ เมื่อต้องการให้ปฏิบัติภารกิจได้มากขึ้น อย่างมีคุณภาพ อปท. ในฐานะผู้ดำเนินการก็ย่อมต้องใช้งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่า อปท. มีรายได้มากขึ้น จากประมาณหนึ่งแสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2543 เป็นแปดแสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2563 หรือเพิ่ม ราว 8 เท่าตัวในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวน อปท. เพิ่มมากขึ้นใน ช่วงเวลาเดียวกัน กอปรกับการพยายามปฏิบัติตามขั้นต่ำที่ระบุไว้ในกฎหมาย พ.ร.บ.กำหนดแผนฯ 2542 เท่านั้น โดยกฎหมายดังกล่าวระบุให้ อปท. ต้องมีสัดส่วนรายได้เทียบกับรัฐบาลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2544 และกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2549 อปท. ต้องมีสัดส่วนรายได้เทียบกับรัฐบาลไม่น้อยไปกว่าร้อยละ 35 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบรายได้ของ อปท. กับรายได้ของราชการส่วนกลาง พบว่ารายได้ของ อปท. ยังมีน้อย มากเมื่อเทียบกับรายได้ของรัฐบาล และไม่เคยไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ (ภาพที่ 1) ภาพที่ 1: สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นเทียบกับรายได้รัฐบาล ซ้ำร้ายการแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจท้องถิ่นหลังจากการรัฐประหารใน ปี 2549 ยังลดความทะเยอทะยานในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นลง เพราะ พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขมีการเพิ่มสัดส่วน
93 รายได้ขั้นต่ำเป็นร้อยละ 25 ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากตัวเลขจริง ณ ขณะนั้นเพียงเล็กน้อย แต่กลับตัด เงื่อนไขด้านเวลาในการไปสู่เป้าหมายร้อยละ 35 ต่างจากฉบับก่อนหน้า จึงทำให้ขนาดของสัดส่วนรายได้ อปท. เทียบกับรัฐบาลขยายตัวเพิ่มขึ้นช้ามาก อีกทั้งหยุดขยายตัวและชะงักไปหลังจากการรัฐประหารปี 2557 นอกจากนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ของ อปท. ต่อรายได้รวมของรัฐบาลกลางย้อนหลัง 13 ปี พบว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศไทยน้อยกว่าประเทศอื่นที่มีลักษณะการปกครองคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส ฟินแลนด์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศรายได้สูง แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ซึ่งมีลักษณะรายได้เหมือนกับประเทศไทยและมีความพยายามกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างเช่น อินโดนีเซีย ก็พบว่าสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นเทียบกับรัฐบาลยังสูงกว่าประเทศไทยเกือบเท่าตัว นอกจาก อปท. จะมีขนาดเล็กเพราะมีสัดส่วนรายได้ที่น้อยเมื่อเทียบกับรัฐบาลแล้ว รายได้ที่ อปท. จัดเก็บเองยังมีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งรายได้ส่วนใหญ่ของ อปท. ยังต้องพึ่งพาจากรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเองมีสัดส่วนเฉลี่ยย้อนหลังกว่าสองทศวรรษเพียงร้อยละ 11 ของรายได้ อปท. ทั้งหมด (ภาพที่ 2) ภาพที่ 2: สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นไทย ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนรายได้ที่มาจากรัฐบาลในช่วงระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมามีสูงถึง 89% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วย รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ 34% รายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้ 15% และเงิน อุดหนุน 40% โดยตัวอย่างรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ ได้แก่ ภาษีสุราและสรรพสามิต, ภาษีและค่าธรรมเนียม รถยนต์และล้อเลื่อน ส่วนรายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งกำหนดสัดส่วนการแบ่งโดย ส่วนกลาง ในด้านรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเอง ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีบำรุงท้องที่, ภาษีป้าย, อากรฆ่าสัตว์, ค่าธรรมเนียม, ค่าปรับและใบอนุญาต, และรายได้จากสาธารณูปโภคและทรัพย์สิน นอกจากนี้ อปท. ยังไม่มีอิสระในการกำหนดประเภทภาษีที่จัดเก็บเอง และนอกจากรายได้จะมีน้อย แล้ว อปท. ก็ไม่สามารถระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรหรือการกู้เงินทุนจากแหล่งอื่นๆ ได้ถ้าหากไม่ผ่านความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แม้ว่ารัฐบาลกลางจะไม่ค้ำประกันสินเชื่อให้ก็ตาม ข้อจำกัดทางการคลังที่ซ้ำซ้อนนี้ ทำให้ อปท. ไม่มีความสามารถลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพลิกโฉมท้องถิ่นของตนเองได้
94 งบเงินอุดหนุน เป็นรายได้ที่ อปท. ได้รับจากรัฐบาลส่วนกลางมากที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 40 ของรายได้ อปท. โดยรวม เงินอุดหนุนเป็นงบที่รัฐบาลกลางแบ่งให้แก่ อปท. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐบาล ส่วนกลางและรัฐบาลส่วนท้องถิ่น และระหว่างรัฐบาลส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะขั้น พื้นฐานของ อปท. มีมาตรฐานทัดเทียมกัน อย่างไรก็ดี ระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็มีปัญหาอยู่ เช่นกัน เพราะ อปท. ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับเงินอุดหนุนเป็นจำนวนเท่าใดในแต่ละปี เพราะภาวะ เศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งเกณฑ์ในการจัดสรรเงินอุดหนุน ให้แก่ อปท. ในประเทศไทยยังไม่เป็นระบบ ตามทฤษฎีแล้ว เงินอุดหนุนแบ่งเป็นสองประเภท คือ เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ โดย ที่เงินอุดหนุนทั่วไปควรเป็นเงินที่รัฐบาลมอบให้ท้องถิ่นโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขสำหรับการใช้จ่ายเงินก้อนนี้ ซึ่งให้อิสระแก่ท้องถิ่นในการใช้จ่ายเพื่อดำเนินการสิ่งต่างๆ ตามลำดับความสำคัญของปัญหาในพื้นที่ ในทาง กลับกัน เงินอุดหนุนเฉพาะกิจเป็นเงินที่รัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขในการใช้จ่ายเพื่อให้ท้องถิ่นทำตามเงื่อนไข เหล่านั้นเพียงเท่านั้น ท้องถิ่นไม่สามารถใช้จ่ายนอกเหนือไปจากสิ่งที่กำหนดได้ ซึ่งทำให้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจมี ความเป็นการเมืองและมีการบังคับสูง ซึ่งส่งผลให้ขนาดของรัฐบาลกลางใหญ่ขึ้นผ่านการจัดสรรเงินอุดหนุน แบบมีเงื่อนไขให้แก่ อปท. อย่างไรก็ตาม เมื่อดูรายละเอียดของงบเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. 7,848 แห่งในประเทศไทย ซึ่งไม่นับ รวม กทม. และเมืองพัทยา กลับพบว่าทั้งเงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจหรือเงินอุดหนุนทั่วไปก็มีส่วนที่มาพร้อมกับ การกำหนดเงื่อนไขโครงการโดยรัฐบาลส่วนกลาง ดังนั้น เงินอุดหนุนในกรณีของประเทศไทยจึงควรจำแนก ออกเป็นสามประเภทด้วยกัน ได้แก่ เงินอุดหนุนทั่วไปที่ไม่มีเงื่อนไข เงินอุดหนุนทั่วไปแบบกำหนดเงื่อนไข และ เงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่างบเงินอุดหนุนแต่ละประเภทมีปริมาณและสัดส่วนแตกต่างกันไปตามช่วงสมัย ของนายกรัฐมนตรี หรือสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติ ในช่วงก่อนปี 2557 งบประมาณแบบมีเงื่อนไขมี สัดส่วนร้อยละ 62 ของงบเงินอุดหนุนที่ อปท. ได้รับ โดยมักจะเกิดขึ้นผ่านเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเป็นหลัก (สี เขียว) แต่ในช่วงหลังปี 2557 เป็นต้นมา สัดส่วนดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นร้อยละ 80 โดยเกิดการ เปลี่ยนมาให้งบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขผ่านงบเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นหลัก (สีน้ำเงิน) จึงเหลืองบเงินอุดหนุน โดยไม่มีเงื่อนไข (สีเทา) เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น
95 ภาพที่ 3: เงินอุดหนุน อปท. จากรัฐบาล การปรับสัดส่วนให้มีงบเงินอุดหนุนทั่วไปอย่างมีเงื่อนไขในช่วงหลัง[9] ทำให้ตัวเลขบนหน้ากระดาษนั้น ออกมาดี เสมือนว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระจายอำนาจมากขึ้นผ่านงบเงินอุดหนุน แต่ในความเป็นจริง แล้วกลับกลายเป็นช่องทางขยายรัฐบาลส่วนกลาง ภายใต้การอำพรางงบประมาณเพียงเท่านั้น เมื่อดูรายละเอียดของงบเงินอุดหนุนในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 แล้ว พบว่าหลายโครงการที่กำหนด เป็นเงื่อนไขเพิ่มในงบเงินอุดหนุนทั่วไปกลับเป็นโครงการที่เดิมอยู่ในรายการของเงินอุดหนุนแบบเฉพาะกิจอยู่ แล้ว (ตารางที่ 1) อาทิ งบชดเชยรายได้ที่สูญเสียจากสถานการณ์ไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่ เฉพาะเจาะจงสำหรับพื้นที่นั้นๆ และไม่ควรที่จะนับเป็นเงินอุดหนุนแบบทั่วไป โครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่กลายเป็นโครงการเงินอุดหนุนทั่วไปหลังจากปี 2557 1. ชดเชยรายได้ที่ลดลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. การจัดการศึกษาของ อปท. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานชายแดนภาคใต้ 4. โครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด 5. สถานสงเคราะห์คนชรา 6. สนับสนุนศูนย์บริการทางสังคม 7. สงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการ 8. สงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 9. โครงการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 10. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 11. การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
96 12. เงินช่วยเหลือบุตร (การศึกษาภาคบังคับ) 13. ค่าเช่าบ้านครู (การศึกษาภาคบังคับ) 14. เงินบำเหน็จ บำนาญครู (การศึกษาภาคบังคับ) 15. การถ่ายโอนบุคลากร ตัวอย่างโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นเงื่อนไขของเงินอุดหนุนทั่วไป อีกสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า อปท. ถูกจำกัดอิสระทางด้านงบประมาณเป็นอย่างมาก คือการไม่มีอิสระในการ กำหนดการใช้จ่ายเพื่อดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ของตนเอง เพราะในกระบวนการร่างงบประมาณรายจ่าย ประจำปีของ อปท. ต้องสอดคล้องตามแผนการพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี[10] ที่สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ ยังต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายและกฎระเบียบของมหาดไทย และได้รับการอนุมัติจากราชการส่วน ภูมิภาค ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย (ภาพที่ 4) เมื่อมีการร่างงบประมาณรายจ่ายขึ้นมาแล้วแต่สภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบด้วยกับร่างงบประมาณ ผู้ว่า ราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ซึ่งเป็นหน่วยราชการส่วนภูมิภาค ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย จะมีหน้าที่ ในการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขร่างงบประมาณพร้อมทั้งส่งคืนให้แก่ผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อผู้บริหาร ท้องถิ่นไม่นำร่างงบประมาณฉบับแก้ไขกลับคืนเข้าสู่สภาท้องถิ่นก็จะถูกสั่งให้พ้นตำแหน่งโดยมหาดไทย และถ้า หากสภาท้องถิ่นไม่เห็นชอบกับร่างงบประมาณนี้ก็จะถูกสั่งยุบสภาโดยมหาดไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอยังมีบทบาทเป็นอย่างมากในกระบวนการกำหนด งบประมาณรายจ่ายของ อปท. เพราะร่างงบประมาณท้องถิ่นนอกจากจะต้องได้รับการเห็นชอบจากผู้บริหาร ท้องถิ่นและสภาท้องถิ่นแล้ว ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอด้วย เมื่อพวก เขาไม่เห็นชอบกับร่างงบประมาณของ อปท. ก็สามารถตีกลับให้รัฐบาลท้องถิ่นไปพิจารณาหรือแก้ไขใหม่ ถ้า หากสภาท้องถิ่นยังไม่ยืนยันที่จะใช้ร่างงบประมาณเดิม หรือปรับไม่ทันเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ นายอำเภอก็สามารถปัดตกร่างงบประมาณนั้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผู้ที่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของ อปท. กลับไม่ใช่ท้องถิ่นเองแต่เป็นแขนขาของราชการส่วนกลาง
97 ภาพที่ 4: กระบวนการร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ อปท. สาเหตุหลักที่ราชการส่วนกลางสามารถเข้ามาควบคุมการดำเนินงานของ อปท. ผ่าน การออก กฎระเบียบและข้อบังคับได้เสมอนั้น ก็เป็นเพราะทั้งกฎหมายการกระจายอำนาจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ อปท. ได้ให้อำนาจแก่ราชการส่วนกลางในการออกกฎระเบียบเพื่อบังคับให้ อปท. ปฏิบัติตามดังที่ระบุไว้ใน กฎหมายดังต่อไปนี้ “ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจ ในการออกกฎกระทรวง และระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและหน้าที่ของตนเพื่อให้ อปท. ปฏิบัติตาม” พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 7 “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจในการออกกฎกระทรวง ประกาศและระเบียบเพื่อให้ อปท.ปฏิบัติตาม” พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 มาตรา 6, พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 มาตรา 77, พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มาตรา 5
98 องค์กรตรวจสอบพร้อมตีกรอบการบริหารของ อปท. เสมอ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างสำนักตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ยังสามารถเข้ามาล้วงลูกการใช้จ่ายและการดำเนินงานของ อปท. ได้เสมอหลังจากร่างงบประมาณถูกอนุมัติใช้ไปแล้วผ่านกระบวนการตรวจสอบรายโครงการ ที่สามารถตีความ ข้อกฎหมายและกฎระเบียบอย่างกว้างขวางตามดุลยพินิจของผู้ตรวจสอบ การจัดวางภารกิจหน้าที่ของ อปท. ในประเทศไทยได้ยึดหลักว่า อปท. ต้องมีกฎหมายและข้อ กฎระเบียบให้อำนาจอย่างชัดเจน หากจุดใดกฎหมายเขียนให้อำนาจไว้แบบกว้างๆ หรืออาจคาบเกี่ยวกับ กฎหมายอื่น องค์กรตรวจสอบสามารถใช้เป็นช่องตีความว่าการกระทำของ อปท. ไม่ได้มีกฎหมายรับรองไว้ และสามารถตัดสินให้เป็นการกระทำเกินหน้าที่ ซึ่งทำให้ราชการได้รับความเสียหาย หรือเข้าข่ายทุจริตได้ ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายเฉพาะเรื่องต่างๆ หลายฉบับเป็นกฎหมายที่ออกมาก่อนการกระจายอำนาจ และ ไม่ได้มีการแก้ไขให้ทิศทางสอดคล้องกัน ทำให้ อปท. ไม่สามารถจัดทำบริการสาธารณะได้มากนักเพราะจะถูก ตีความได้ว่าละเมิดกฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดไว้ เช่น ในกรณีการจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคม ขนส่งของ อปท. ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่กลับมีหน่วยงานมากมายที่มีอำนาจหน้าที่ รับผิดชอบตามกฎหมายหลากหลายฉบับ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ประกอบไปด้วย ราชการส่วนกลาง 7 หน่วยงาน ราชการส่วนภูมิภาค 1 หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ 2 หน่วยงาน และ อปท. 9 หน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานของส่วนกลาง มักจะมีอำนาจที่เหนือกว่าท้องถิ่น นอกจากนี้ สตง. ยังเคยตีความกฎหมายเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างกว้างขวาง หยิบยก เหตุผลอื่นอีกมากมายที่นอกเหนือไปจากการดำเนินงานที่ไม่มีระเบียบกำหนดไว้ มาตีกรอบการดำเนินงานของ อปท. อาทิ ไม่คุ้มค่า ไม่เร่งด่วน ขาดทุน เป็นต้น (ภาพที่ 5) ภาพที่ 5: ตัวอย่างกรณีการตีกรอบ อปท. โดยองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญ
99 1. ไม่มีระเบียบกำหนดไว้ โครงการรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนในสังกัด อบจ.ปทุมธานี สตง. ทักท้วงว่าการดำเนินโครงการนี้เป็นการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบกำหนดไว้ให้เบิกจ่ายได้ และ ไม่สอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาที่มุ่งให้นักเรียนได้เรียนใกล้บ้าน อีกทั้งเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียม ในการได้รับโอกาสทางการศึกษาเพราะไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้มีสิทธิได้รับความ ช่วยเหลือ นอกจากนี้ การจัดบริการรถรับส่งให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนในสังกัด อบจ.ปทุมธานี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการช่วยเหลือที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความเดือดร้อนในการเดินทางมาโรงเรียน ของเด็กนักเรียน เพราะเด็กนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาซึ่งสามารถเดินทางไปโรงเรียนด้วย ตนเองได้ 2. ไม่เร่งด่วน การปรับปรุงโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม เดิมทีโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดภูเก็ตมีไม่เพียงพอที่จะรองรับประชาชนผู้มาใช้บริการทั้งหมดได้ ในปี 2554 อดีตนายก อบจ.ภูเก็ต จึงเห็นว่าควรจัดตั้งโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเครือข่าย ประกันสุขภาพเพื่อที่จะช่วยรองรับประชาชนที่เดือดร้อนได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน เป็นโรงพยาบาลในเครือข่ายได้นั้น จะต้องทำการปรับปรุงยุบห้องผู้ป่วยแบบเดี่ยวเป็นห้องรวม อีกทั้งจะต้องรีบ ดำเนินการเพื่อให้ทันกำหนดการรับลงทะเบียนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเปิดถึง เดือนมิถุนายน 2554 ดังนั้นอดีตนายก อบจ.ภูเก็ต จึงได้ทำการเบิกจ่ายเงินสะสมเพื่อว่าจ้างผู้รับเหมาโดยวิธี พิเศษตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของ สตง. กลับให้ความเห็นว่าอดีตนายก อบจ.ภูเก็ตไม่สามารถ ปรับปรุงโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต โดยวิธีการดังกล่าวได้ เพราะไม่ได้ถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าหาก ไม่สามารถขึ้นทะเบียน สปสช. ทันในปี 2554 ก็ยังสามารถขึ้นทะเบียนในปีถัดไปได้ ทั้งที่การเร่งขึ้นทะเบียน โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ตให้เป็นหน่วยบริการของ สปสช. จะช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดภูเก็ต และช่วยลดภาระค่ารักษาของประชาชนผู้ยากไร้ให้ไม่ต้องรอคิวรับการรักษาที่นาน เพราะมีหน่วยบริการและ บุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น 3. ขาดทุน การจัดบริการสาธารณะภายใต้การปฏิบัติงานของอดีตนายก อบจ.ภูเก็ต ในกรณีการตรวจสอบการดำเนินงานของอดีตนายก อบจ.ภูเก็ตคนเดียวกันนี้ สตง. ยังทักท้วงอีกว่าการ จัดบริการสาธารณะมีการดำเนินงานที่ขาดทุน ซึ่งรวมไปถึงการจัดทำโรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต และอีกโครงการ ที่ถูกทักท้วงให้หยุดดำเนินการคือ โครงการจัดทำรถสองแถวสาธารณะ ที่คิดค่าบริการในราคาถูกและเปิด ให้บริการฟรีแก่นักเรียนและนักศึกษา ทั้งที่การให้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะของรัฐบาลส่วนกลางหรือท้องถิ่น
100 ส่วนใหญ่จะขาดทุนทางการเงินในตัวเอง แต่สามารถสร้างผลประโยชน์โดยรวมทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งเป็นเหตุให้สามารถใช้เงินภาษีมาอุดหนุนบริการ ด้วยการตรวจสอบท้องถิ่นที่เข้มข้นในช่วงระยะเวลาหลังจากการรัฐประหารปี 2557 นี้ ได้ทำให้อดีต นายก อบจ.ภูเก็ต ถูกสั่งให้พักปฏิบัติหน้าที่โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากมีรายชื่ออยู่ใน ระหว่างการตรวจสอบของ สตง. และ ป.ป.ช. 4. ไม่คุ้มค่า, ทำเกินหน้าที่ การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของ อบจ. การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของ อบจ. หลายจังหวัดถูก สตง. ทักท้วงว่าเป็นการ ดำเนินงานที่ไม่เกิดความคุ้มค่า เพราะเป็นการดำเนินงานซ้ำซ้อนกับการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว โดยหน่วยงานรัฐ และเป็นการปฏิบัติงานเกินอำนาจหน้าที่เพราะจัดตั้งป้ายอยู่นอกเขตพื้นที่ของจังหวัดตนเอง ทั้งที่จริงแล้ว อปท. มีอำนาจในการจัดทำประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของตน ซึ่งหน่วยงาน รัฐอื่นอาจไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้แก่ทุกจังหวัดและการตั้งป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัดตนเองจะ ไม่มีประสิทธิผล อปท. รับ-โอน-ไล่ ข้าราชการท้องถิ่นเองไม่ได้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ระบุไว้ว่า อปท. มีอิสระในการบริหารงานบุคคล อย่างไรก็ตาม การให้อิสระยังมี ขอบเขตจำกัด อาทิ การที่ อปท. ถูกจำกัดไม่ให้ใช้งบประมาณด้านบุคลากรเกินร้อยละ 40 ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีซึ่งแม้จะมีข้อดีในการจำกัดค่าใช้จ่ายในการบริหาร แต่ทำให้ อปท. ขนาดเล็กจำนวนมากทั่ว ประเทศ ขาดบุคลากรเพื่อให้บริการสาธารณะได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านบุคลากรที่ซ้ำซ้อนและซับซ้อนขึ้นไปอีก โดยการแต่งตั้งและ การให้ลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสม ของท้องถิ่น และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน อีกทั้ง ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เป็นที่มาของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่ง กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้น เพื่อกำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคล ที่เหมาะสมและเป็นธรรม อาทิ คุณสมบัติของบุคลากรท้องถิ่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก เป็นต้น โดย พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้มีโครงสร้างคณะกรรมการเพื่อ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ อปท. ไว้ด้วยกันทั้งหมด 3 ระดับ จำนวนรวมทั้งหมด 233 คณะกรรมการ อีกทั้งประธานคณะกรรมการล้วนเป็นคนของมหาดไทยทั้งสิ้น (ภาพที่ 6) ได้แก่ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น 3 คณะ ประกอบด้วย คณะกรรมการกลาง ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการ กลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.)