The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:08:25

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ E-book

รายงานผลการศึกษาวิจัย เรื่อง องค ์ ความรู้ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ โครงการสร้างพื้นฐานเด็กเล็กก่อนวันเรียนบนพื้นที่สูง สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) สนับสนุนโดยมูลนิธิ Ber nard Van Leer Foundation ประเทศเนเธอร์แลนด์ กุมภาพนัธ์2547


2 กิตติกรรมประกาศ งานวิจยัน้ีสา เร็จไดด้ว้ยความกรุณาจากชาวบ้าน บ้านนาน้อย บ้านป่ าบงงาม บ้านขุห้วยไส้ บา้นหนองเต่า บา้นเจียจนัทร์บา้นกอผกัปิ้ง ทุกท่านคือผอู้าวุโส ผรูู้้ในชุมชน ผนู้า ชุมชน รวมท้งัผทู้ี่ เกี่ยวข้อง ที่ใหค้วามกรุณาเอ้ือเฟ้ือการศึกษาวิจัยและให้ข้อมูล และในการอ านวยความสะดวกตลอด ระยะเวลาการทา งานวิจยัน้ีและขอขอบคุณอาจารยช์ูพินิจ เกษมณีภาควิชาพ้ืนฐานของการศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรนครินทรวิโรฒ อาจารย์สามารถ ศรีจ านงค์ ภาควิชาพ้ืนฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายประเสริฐ ตระการศุภกร เจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคม IMPECT นายศักดิ์ดา แสนมี่ ผู้อ านวยการสมาคม IMPECT ที่ได้ช่วยเหลือให้ค าแนะน าตลอดมาอย่าง ยงิ่จนงานวิจยัสา เร็จสมบูรณ์ผวู้ิจยัขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่งสูงมา ณ โอกาสน้ีดว้ย สุดทา้ยน้ีขอขอบพระคุณท่านอาวุโส ผเู้ฒ่าผแู้ก่ในชุมชน ผู้รู้เฉพาะด้าน และเพื่อนร่วมงานทุก ท่าน ที่ไดส้ ่งเสริมสนบัสนุนในการทา งานวิจยัคร้ังน้ีจนส าเร็จสมบูรณ์ดว้ยดี คณะผู้จัดท า


3 ค าน า การจดัการศึกษาสา หรับชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยน้นัเพิ่งมีข้ึนในระยะ 30 ปี ที่ผ่านมา ตามนโยบายรวมพวกของรัฐบาล (Integration Policy) นโยบายดงักล่าวท้งัในเชิง โครงสร้างและเชิงปฏิบัติจริง ๆ แล้วเป็ นนโยบายการผสมกลมกลืน (Assimilation) หลักสูตรการเรียน การสอนในปัจจุบนัที่สอนอยู่ในโรงเรียนทุก ๆ แห่งในเมืองไทยน้นัเป็นหลกัสูตรเดี่ยว (เป็ น หลกัสูตรเดียวกนักบัที่ใชส้อนท้งัเด็กในเมืองและเด็กชนกลุ่มนอ้ยในชนบท) การจัดการศึกษาที่ไม่ เหมาะสมใหแ้ก่เด็กชาวไทยภูเขาน้นั ไดส้ ่งผลกระทบต่อเด็กชาวไทยภูเขาที่ไดร้ับการศึกษาในลกัษณะน้ี อย่างมาก จ านวนเด็กนักเรียนที่ออกจากระบบการศึกษาในระดบัต่าง ๆ มีจา นวนเพิ่มข้ึน มีความสับสน และความไม่แน่ใจเกี่ยวกับแนวทางที่ว่ามรดกทางวัฒนธรรมของเขาจะไปร่วมกันได้กับวัฒนธรรมที่ ใหญ่กว่าเช่นวัฒนธรรมตะวันตกที่พวกเขาถูกดูดซึมเขา้ไปน้นั ไดห้รือไม่ การศึกษาที่จดัใหใ้นปัจจุบนัมีการอบรมเด็กและเยาวชนเกี่ยวกบัชีวิตสิ่งแวดลอ้มในเมืองและ การอพยพเขา้ไปในเมืองมากข้ึน สภาพการณ์ดงักล่าวไดน้า มาซ่ึงปัญหาและประเด็นต่าง ๆ ที่เด็กและ เยาวชนเหล่าน้ีตอ้งเผชิญ โดยปราศจากความรู้สึกภาคภูมิใจในเอกลกัษณ์ทางวฒันธรรมของตนเอง การแพร่ระบาดของยาเสพติดในแหล่งชุมชนแออดัในเมืองการขยายตวัของชุมชนแออดัเอง รวมท้งัภยั คุกคามตวัใหม่ที่แพร่ระบาดอยา่งรวดเร็วของเช้ือเอชไอวี/เอดส์ ยาเสพติด ประเด็นเหล่าน้ีลว้นเป็นสิ่งที่ เด็ก ๆ ตอ้งรับมือดว้ย นอกจากน้นัมีปัญหาการจา้งแรงงาน เช่น สภาพการทา งานที่ไม่ดีและการขาด แคลนแรงงานที่เหมาะสม ปัญหาต่าง ๆ ดงักล่าวผวู้ิจยัเห็นวา่เกิดข้ึนเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่เด็ก ๆ และเยาวชนชาว ไทยภูเขาเหล่าน้นั ไดร้ับโดยตรง ขณะที่ในส่วนของมรดกทางวฒันธรรม เช่น ระบบการนบัถือผู้ อาวุโส กฎหมายจารีตประเพณี และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติที่มีอิทธิพลในการควบคุม พฤติกรรมเยาวชนน้นั ไดสู้ญหายไป เนื่องจากกระแสการคุกคามของวฒันธรรมที่เขม้แขง็กวา่และมี ลักษณะครอบง าที่มีต่อวัฒนธรรมทอ้งถิ่น วัฒนธรรมที่เคยยอมรับและไว้วางใจเหมือนวัฒนธรรมของ ตนเอง มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ถูกรวมอยู่ในงานวิจัยน้ีเพื่อใหม้ีความมนั่ใจวา่จะเกิดความยงั่ยนื สูงสุดตามวตัถุประสงคข์องงานวิจยัการประงานกบัตวัแทนหน่ายงานภาครัฐที่เหมาะสม เน้ือหาของ รายงานวิจยัน้ีจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกบัองคค์วามรู้ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กของชน เผ่าลาหู่ รายงานวิจยัฉบบัน้ีผทู้า วิจยัหวงัเป็นอยา่งยงิ่วา่ขอ้มูลที่ไดจ้ากการศึกษาในคร้ังน้ีจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ หากมีข้อบกพร่องต่าง ๆ ผู้วิจัยต้องขออภัย ณ โอกาสน้ีดว้ย และยินดีน้อมรับค า ติชม เพื่อพฒันาและปรับปรุงใหด้ียงิ่ๆ ข้ึนในโอกาสต่อไป


4 คณะผู้จัดท า องค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ ผลิตโดย :โครงการสร้างฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง :สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) 252 หมู่ 2 ต าบลสันทรายน้อย อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50210 โทรศัพท์ (053) 4925422, 398591 โทรสาร (053) 398592 สนับสนุนการผลติโดย :Bernard Van Leer Foundation Netherlands สงวนลิขสิทธิ์ กุมภาพนัธ์ 2547


5 สารบัญ บทที่ 1 บทน า บทที่ 2 ภูมิหลังที่ของหมู่บ้านทีศึกษา บทที่ 3 สภาพทวั่ ไปของหมู่บา้นศึกษาวิจยั บทที่4 ความเชื่อเรื่องการเกิด / การแต่งงาน / การตายและการมาเกิดใหม่ บทที่ 5 การต้งัครรภ์และการดูแลสุขภาพระหวา่งการต้งัครรภ์/ พิธีกรรมระหวา่งต้งัครรภ์ บทที่ 6 การคลอด/ การอยู่ไฟ/ โรดผิดเดือน บทที่ 7 พัฒนาการของทารกแต่ละช่วงอายุ ชื่อเรียกของชนเผ่า บทที่ 8 ความผิดปกติของเด็ก บทที่ 9 การเรียนรู้และการอบรมสั่งสอนดา้นคุณธรรม บทค าสอน/ สุภาษ/ ค าพังเพย/ปริศนาค าทาย บทที่ 10 สันทนาการ บทที่ 11 บทสรุปและข้อเสนอแนะ บทที่ 12 ภาคผนวก บรรณานุกรม


6 บทที่ 1 บทน า ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา พ้ืนที่ภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างลงมาจนถึงภาคกลางฝั่งตะวนัตกมีกลุ่มชาติพนัะ หลากหลายกลุ่มที่ต้งัถิ่นฐานอยบู่นพ้ืนที่สูงของประเทศไทย ทางราชการได้ใช้ชื่อเรียกรวมว่า “ชาวเขา” ส าหรับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับจากทางราชการว่าเป็ นพลเมืองไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 9 เผา่ ไดแ้ก่กะเหรี่ยง มง้ (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) ลาหู่ (มูเซอ) ลีซู (ลีซอ) อาข่า (อีก้อ) ลวัะ ถิ่น และขมุ ต่อมาได้นับรวมชนเผ่ามลาบรีเข้าไว้ด้วย จึงรวมเป็ น 10 กลุ่มเผ่า ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยอื่น ๆ ทางราชการยงัไม่ใหก้ารรับรองวา่เป็นชาวเขาในประเทศไทย กลุ่มชาติพนัธุ์ส่วนนอ้ยเหล่าน้ีต้งัถิ่นฐาน กระจายตัวอยู่ใน 20 จงัหวดั ไดแ้ก่เชียงราย พะเยา น่าน แพร่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ล าพูน ล าปาง ตาก สุโขทัย ก าแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สรุปข้อมูลจ านวนประชากรของชนเผ่าในประเทศไทย ล าดับที่ กลุ่มเผ่า หมู่บ้าน จ านวนประชากร ครอบครัว จ านวนคน รวมเป็ นร้อยละ 1 ปกาเกอะญอ 1,968 81,090 411,670 47.51 2 ม้ง 247 18,162 145,196 16.76 3 ลาหู่ 412 17,034 95,917 11.06 4 อาข่า 275 11,340 65,595 7.56 5 เมี่ยน 172 6,490 43,017 4.96 6 กะถิ่น 156 8,435 42,782 4.93 7 ลีซู 137 5,454 33,171 3.83 8 ลวั๊ 64 3,539 18,585 2.14 9 ขมุ 41 2,214 10,540 1.22 10 มาบรี 2 63 276 0.03 รวม 3,492 153,821 866,749 100.00 ที่มา :สถาบันวิจัยชาวเขา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มีนาคม 2545


7 อยา่งไรก็ตามการเขา้ดา เนินการกบัชุมชนบนพ้ืนที่สูงของรัฐนบัต้งัแต่ที่ไดม้ีการแต่งต้งั “คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา” ข้ึนในปี 2502 เป็นตน้มา ลว้นวางอยบู่นพ้ืนฐานที่วา่ชาวเขา เหล่าน้ีเป็นตน้เหตุแห่งปัญหาต่าง ๆ ที่รัฐจะตอ้งเขา้ไปแกไ้ข โดยเฉพาะในช่วงปี 2500 กว่าที่เกิด สงครามแยง่ชิงประชาชน รัฐบาลหวาดระแวงวา่กลุ่มชนบนพ้ืนที่สุงจะเขา้ร่วมกบฝ่ ายตรงข้าม จึง ั พิจารณาวา่ชาวเขาเหล่าน้ีอาจเป็นภยัต่อความมนั่คงของประเทศไดด้ว้ย กล่าวไดว้า่การพฒันาชาวเขา ของภาครัฐเกิดจากฐานคิดที่จะแกป้ ัญหาอนัเกิดจากตวัชาวเขามากกวา่ที่จะกา หนดข้ึนจากการคา นึงถึง ศกัยภาพที่กลุ่มชนบนพ้ืนที่สูงมีอยเู่ป็นทุนเดิม รัฐคาดหวังว่าจะใช้การศึกษาจะเป็ นเครื่องมือส าคัญในการที่จะผสมกลืนกลายให้ชาวเขาเป็ น พลเมืองไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งในระดับประเทศรัฐได้ได้ใช้หลักสูตรการประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2521 อนัเป็นหลักสูตรเดี่ยว ในโรงเรียนประถมศึกษาทวั่ประมาโดยตลอด รวมท้งัโรงเรียนในชุมชนต่าง ๆ บนพ้ืนที่สูง อันมีหน่วยงานหัลกรับผิดชอบคือ ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษษแห่งชาติ (สปช.) ต่อมาในปี 2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ได้ริเริมโครงการศูนย์การศึกษาเพื่อ ชุมชนในเขตถูเขา (ศศช.) และได้ประกาศใช้หลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา พ.ศ. 2524 โดยไดเ้ริ่มเปิดโอกาสใหม้ีการพฒันาหลกัสูตรทอ้งถิ่นไดบ้า้ง ถึงแมจ้ะเพียงเลก็นอ้ยก็ตาม อย่างไรก็ตามหลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา แท้จริงแล้วเป็ นการน าวัตถุประสงค์การ เรียนรู้มาจากหลักสูตรการประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2524 นนั่เอง ดงัน้นัจึงกล่าวไดว้า่ การศึกษ สา หรับเด็กในวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง มีสองหน่วยงานหลกัเป็นผรู้ับผิดชอบ ไดแ้ก่สปช. และ กศน. โดยทวั่ ไปเด็กก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูงมีส่วนนอ้ยมากที่มีโอกาสเขา้สู่ศูนยพ์ฒันาเด็กก่อนวยั เรียน ซ่ึงยงัมีอยนู่อ้ยในชุมบนบนพ้ืนที่สูง หน่วยงานที่ทา หนา้ที่พฒันาเด็กก่อนวยัเรียนเหล่าน้ี ไดแ้ก่ กรมการพัฒนาชุมชน กรมประชาสงเคราะห์ สปช. และ กศน. บางแห่ง ถึงแมค้วามสนใจเกี่ยวกบัการบูรณาการวฒันธรรมที่เป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพนัธุ์บนพ้ืนที่สูง เขา้สู่ระบบการศึกษาจะไดร้ับความสนใจและเป็นที่กล่าวถึงกนัมากข้ึน ส่วนใหญ่แลว้เป็ นความสนใจ ส าหรับเด็กในวัยเรียนที่เข้าศึกษาในโรงเรียนหรือในศูนย์การศึกษาชุมชน แต่ความคิดดังกล่าวยังไม่ แพร่มายงัศูนยพ์ฒันาเด็กก่อนวยัเรียน สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาใน ประประเทศไทย (IMPECT) ไดอ้าศยัฐานคิดวา่การปลูกฝังวฒันธรรมต้งัแต่เมื่องยังเป็ นเด็กปฐมวัย อนัจะช่วยเสริมสร้างฐานวฒันธรรมที่มนั่คงและสามารถพฒันาเด็กไปสู่ความเป็นผใู้หญ่ที่มองเห็น คุณค่าของสังคมในระดบัต่าง ๆ แต่ในการดา เนินงานที่ตามแนวความคิดน้ีจา เป็นตอ้งมีความรู้และ ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาชนเผ่าในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพอนามยัแม่และเด็ก และการเล้ียงดู เด็กเลก็ดว้ยเหตุน้ีจึงจา เป็นตอ้งศึกษารวบรวมองคค์วามรู้ในเรื่องที่เกี่ยวขอ้งเหล่าน้ีเพื่อจะไดน้า มาใช้ ประโยชน์ในการด าเนินกิจกรรมของโครงการ


8 เฉพาะในส่วนของชนเผ่าลาหู่ ซึ่งมีประชากรเป็ นอันดับ 3 ในบรรดากลุ่มชาติพนัธุ์บนพ้ืนที่ สูง คือ 95,917 คน (ข้อมูลปี 2545) และมีประชากรกระจายอยู่ในภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือ ตอนล่างบางส่วน สมาคม IMPECT ได้เลือกหมู่บ้านลาหู่จ านวน 4 หมู่บ้าน คือบ้านหนอเต่า หมู่บ้าน นานอ้ย หมู่บานป่างาม และหมู่บา้นขนุหว้ยไส้อยใู่นพ้ืนที่อา เภอชียงดาว จงัหวดเชียงใหม่ เป็ น ั พ้ืนที่ดา เนินโครงการเป็นการนา ร่อง ซ่ึงเป็นหมู่บานขอชาวลาหู่ที่รียกวา่ลาหู่แด ซึ่งยังคงรักษา วฒันธรรมประเพณีของตนไวไ้ดม้าก และหมู่บา้นที่ไดเ้ลือกเขา้ร่วมโครงการน้ีมีหน่วยงานพฒันาของ ทางราชการเขา้ใหบ้ริการในชุมชนแลว้การศึกษาวิจยัน้ีนอกจากเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ดงักล่าวแลว้ยงัเป็นที่คาดหวงัวา่จะเสริมสร้างกระบวนการปลุกจิตสา นกัในการเล้ียงดูเด็กโดยใชฐ้าน วัฒนธรรมประเพณีของตนได้ด้วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาของชนเผา่ลาหู่เกี่ยวกบั ประเพณีการเกิดและการเล้ียงดูเด็กตาม ประเพณี 2. เพื่อรวบรวมสื่อพ้ืนบา้นของชนเผา่ลาหู่ที่ใชใ้นการอบรมเล้ียงดูเด็กเลก็ 3. เพื่อใช้กระการวิจัยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการรวบรวมองค์ความรู้ที่ ต้องการ 4. เพื่อปลุกจิตสา นกัใหแ้ก่ชุมชนเกิดความตระหนกัและเห็นคุณค่าของการเล้ียงดูเด็กเลก็ตาม ประเพณีของชนเผ่าลาหู่ ขอบเขตของการศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ได้เลือกหมู่บ้านของชนเผ่าลาหู่ จ านวน 4 หมู่บ้านเป็ นกลุ่มตัวอย่างที่ เจาะจงศึกษา ดงัต่อไปน้ี 1. หมู่บ้านนาน้อย ต าบลปิ งโค้ง อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 2. หมู่บ้านป่ าบงงาม ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 3. หมู่บ้านขุนห้วยไส้ ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 4. หมู่บ้านหนองเต่า ต าบลปิ งโค้ง อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สา หรับขอบเขตของเน้ือหาการศึกษาน้ีมุ่งความสนใจไปที่ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกบัการ ต้งัครรภ์การดูแลสุขภาพระหวา่งต้งัครรภ์การคลอด การปฏิบตัิตวัหลงัคลอดของมารดา การพฒันา การของเด็กรวมท้งัการเล่นพ้ืนบา้น สุภาษิต คา พงัเพย บทเพลงกล่อมเด็ก นิทานระเบียบวิธีการศึกษา การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเข้าปฏิบัติการแ บบมีส่วนร่วมจากชาวบ้านในหมู่บ้านเป้าหมาย เข้าร่วม กระบวนการศึกษา เช่นการจัดประชุมในระดับชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องต่าง ๆ ที่


9 ศึกษาอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับ วิถีความเป็นอยู่ของชุมชน รวมท้ังเรื่ององค์ความรู้ภูมิปัญญา ส าหรับแม่และเด็ก ก่อนที่จะกา หนดแนวทางในการรวบรวมขอ้มูลในข้นัต่อไปเป็นวิธีการวิจยัจาก มุมมองของชาวบ้าน ในด้านความรู้ภูมิปัญญาของแม่และเด็กชนเผ่าลาหู่ในทัศนะและความต้องการ ของชาวบ้าน โดยได้รวบรวมข้อมูลและทัศนะของชาวบ้านด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญาส าหรับแม่และ เด็กจากการจดัการประชุมเชิงปฏิบตัิการในระดบัชุมชน สร้างเป็นแนวคา ถามและการสัมภาษณ์ท้งัเป็น กลุ่มและรายบุคคล ในการศึกษาคร้ังน้ีมีการเก็บขอ้มูลท้งัแบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ขอ้มูลเชิงปริมาณไดจ้าก แบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยส ารวจในครัวเรือนที่มีเด็กเล็กในหมู่บ้านบางหมู่บ้าน ข้อมูลเชิง คุณภาพไดจ้ากแบบสัมภาษณ์ท้งับุคคลและกลุ่ม การสัมภาษณ์รายบุคคลโดยเฉพาะผูรู้้และเชี่ยวชาญ ในดา้นการเล้ียงดูเด็กการสัมภาษณ์กลุ่มน้นัทา โดยการร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กบัชาวบา้นแต่ละ หมู่บ้าน เช่นการพูดคุยกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของชนเผ่าตลอดจนมีการจัดประชุมเพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนในพ้ืนที่เป็นกระบวนการที่ชาวบ้านร่วมคน้หาสภาพปัญหา ด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าตนเอง และในขณะเดียวกันได้ร่วมกันคิดค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ร่วมกนัสิ่งที่ส าคญัของกระบวนการน้ีคือเป็นจุดเริ่มของการสนบัสนุน การแลกเปลี่ยนองคค์วามรู้ซ่ึง จะนา ไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญาพ้ืนบา้นในดา้นการดูแลเล้ียงดูเด็กของชนเผ่าอาข่า เพื่อจะไดถ้่ายทอด สืบทอดสู่รุ่นลูกหลานต่อไป วิธีการและข้นัตอนในการดา เนินงาน เริ่มจากการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการ และวางแผนการด าเนินงาน แล้วจึงจัดประชุมชาวบ้านในหมู่บ้านเป้าหมาย เพื่อท าความเข้าใจโครงการ ร่วมกนัและระดมความคิดในประเด็นที่เกี่ยวขอ้งจากน้นัจึงนา ขอ้มูลที่ไดม้าพฒันาเครื่องมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูล ซึ่งต่อมาไดพ้ฒันาและใชเ้ครื่องมือต่างๆ ดงัต่อไปน้ี 1. แบบสอบถามระดับชุมชน 2. แบบสังเกตุการณ์ 3. แบบสัมภาษณ์ครูสอนเด็กเล็ก 4. แบบสัมภาษณ์เด็กเล็ก 5. แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 6. เครื่องบันทึกเสียง 7. กล้องถ่ายรูป เครื่องมือเก็บข้อมูลได้ถูกน าไปทดลองใช้ ปรับแก้ และน าไปใช้เก็บข้อมูลในประเด็นต่างๆ ใน หมู่บ้านที่ศึกษา ส่วนใหญ่ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากแบบสอบถามระดับชุมชน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้ จากการสัมภาษณ์บุคคลและการจดัเวทีเสวนาในระดบัชุมชน รวมท้งัการจดัประชุมเชิงปฏิบตัิการ ร่วมกนัขอ้มูลท้งัหมดถูกนา มาประมวลผลและวิเคราะห์ร่วมกนัเป็นระยะๆ จากน้นจึงจัดท ารายงาน ั


10 ฉบบัร่างแลว้นา เสนอต่อชุมชนและผทู้รงคุณวุฒิไดแ้ก่นายศกัดา แสนมี่ผอู้า นวยการสมาคม IMPECT เพื่อใหข้อ้วิจารณ์และขอ้คิดเห็นเพิ่มเติม แลว้จึงนา รายงานปรับปรุงเป็นคร้ังสุดทา้ย ระยะเวลาการด าเนินการ ระยะเวลาในการด าเนินงานการศึกษาข้อมูลในภาคสนามแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดงัน้ี ช่วงแรก ได้ออกศึกษาทดลองใช้แบบสอบถามต่าง ๆ ในหมู่บ้านเป้าหมาย ช่วงที่สอง ได้ออกเดินทางไปศึกษาในหมู่บ้านเป้าหมายและหมู่บ้านอื่นๆ ของชนเผ่าลาหู่ เพื่อ เป็นการตรวจสอบว่าขอ้มูลที่ได้มาถูกตอ้งและครบถว้นหรือไม่รวมท้งัเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ค้นหาสภาพปัญหาของชุมชน โดยเป็นเวทีให้ชาวบ้านท้ังชายและหญิง เข้ามามีส่วนร่วมในการ แลกเปลี่ยนเรื่องราวของชุมชนและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้เก็บมาร่วมกันในระยะแรก ขั้นตอนในการด าเนินงาน จัดประชุมเจ้าหน้าที่เตรียม การ ทดลองใช้เครื่องมือ ปรับปรุงเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล น าเสนอข้อมูลรายงานให้ ชาวบ้าน น าเครื่องมือไปใช้ วางแผนการ ด าเนินงาน ประชมชาวบ้านแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และข้อคิดเห็น การสร้างเครื่องมือส าหรับ งานวิจัย น าเครื่องมือไปใช้ การประมวลผลข้อมูล วางแผนก าหนดกิจกรรม ภาคปฏิบัติ ด าเนินกิจกรรมตามแผน การประมวลผล เ เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ปรับปรุงรายงาน


11 1. ระดับชุมชน 2. ระดับกลุ่ม(ผู้รู้ /ผู้อาวุโส) 3. เวทีระดับหมู่บ้าน 4. ระดับครอบครัว 5. ระดับบุคคล(ครู / เด็ก) ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้เอกสารรายงานผลการศึกษาวิจัยที่เป็ นองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีการเกิด การดูแล สุขภาพแม่และเด็กและการอบรมเล้ียงดูเด็กเลก็ 2. เกิดเวทีพูดคุยและความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กเล็ก 3. เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนอันประกอบด้วย ผู้น าชุมชน ผู้อาวุโส ผู้รู้ และผู้ปกครอง เด็กเล็กกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการพัฒนาหลักสูตรวัฒนธรรมและสื่อต่างๆ เพื่อใช้ใน การจัดกิจกรรมส าหรับเด็กเล็ก เช่น สื่อวีดีทัศน์ แถบบันทึกเสียง Compact Disc และ หนงัสือรวบรวมบทเพลง นา ทานพ้ืนบา้น และสื่อพ้ืนบา้นต่างๆ 4. ชาวบ้านเกิดความเข้าใจและเห็นความส าคัญของงานวิจัยเพื่อชุมชนและสามารถน าความรู้ จากการวิจัยมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาเด็กเล็กได้ 5. ชาวบา้นเกิดความมนั่ใจในการนา วฒันธรรมประเพณีมาใชท้ ้งในการแก้ปัญหาและพัฒนา ั ชุมชนของตนเองได้ 6. รู้ถึงองคค์วามรู้ระบบภูมิปัญญาแบบด้งัเดิม วิถีการดา เนินชีวิตของเผา่ลาหู่ 7. ชุมชนเกิดความตระหนักและรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม องค์ความรู้ภูมิปัญญาของแม่และ เด็กของชนเผ่าได้ 8. ชุมชนเกิดความร่วมมือที่จะร้ือฟ้ืนและสืบทอดในดา้นวฒันธรรมของตนเองมากข้ึน 9. ชุมชนสามารถแกไ้ขปัญหาไดด้ว้ยตนเอง โดยใชม้ิติทางวฒันธรรมเป็นฐานมากข้ึน


12 บทที่2 ภูมิหลงัของหมู่บ้านที่ศึกษา 1 ประวิติความเป็ น ค าว่า ลาหู่ หมายความว่า เสือผเู้ฝ้าป่าเป็นตา นานเช้ือชาติหน่ึงที่เกิดข้ึนบนโลกใบน้ีพร้อมกับมวล มนุษยชาติอื่นๆถึงแม้ว่าล่าหู่ไม่มีบันทึก แต่ความจัดเจนในการเล่า สืบทอดกันมานับว่าเป็ นยอดเพราะ สามารถเล่าเรื่องราวเผา่ตวัเองไดเ้หมือนกนัหมดไม่วา่เป็นผเู้ฒ่าผแู้ก่คนใดที่อยใู่นข่ายของการสืบทอด วฒันธรรมลาหู่เป็นเผา่หน่ึงที่ไดเ้กิดข้ึนบนผืนแผ่นดินในโลกอนกว้างใหญ่ไพศาลมีเอกลักษณ์ของ ั ตัวเองไม่ว่าจะเป็ นภาษพูดการแต่งกาย ตลอดจนการด าเนินชีวิตที่มีความแตกต่างกับเผ่าอื่นๆ ลาหู่ชาติก าเนิดอยู่ในประเทศธิเบต ในปัจจุบัน ผู้เฒ่าผแู้ก่ลาหู่เล่าวา่ก่อนที่จะมีลาหู่เกิดข้ึนน้นัมี เผา่พนัธ์มนุษยเ์ผา่อื่นเกิดข้ึนก่อนแลว้โดยลาหู่ไดเ้ล่ากนัว่าเผา่ลาหู่เป็นนอ้งในบรรดาเผ่ามนุษยท์ ี่มีใน โลกน้ีและพระเจ้าได้ประทานของที่เป็ นของลาหู่ให้กับลาหู่ซึ่งซึ่งความแตกต่างจากผู้อื่น โดยพระเจ้า ตรัสว่าเจ้าจะมีวิถีชีวิตที่ดีหากเจ้าละเลยเจ้าจะเกิดความโลภในตัวเจ้าจะท าให้ด าเนินชีวิตไม่เป็ นสุขได้ จุดที่ลาหู่เกิดข้ึนน้นัเล่ากนัวา่มีชายคนหน่ึงอาศยัอยกู่บัคนอื่นในหมู่บา้นน้นัวนัหน่ึงไดม้ีสัตวป์ระหลาด เขา้มาในหมู่บา้นสัตวต์วัน้นั ไดอ้าละวาดก่อกวนชาวบา้นชายที่ไม่มีใครทราบชื่อคนดงักล่าวไดฆ้ ่าสัตว์ ประหลาดตวัน้นัผคู้นก็แห่กนัมาดูเพราะไม่เคยเห็นสัตวช์นิดน้นัและโดยบงัเอิญผคู้นเหล่าน้นั ไดร้้องคา ว่า ลา พร้อมกนัข้ึน ลา แปลตามภาษาลาหู่ว่าเสือ และต่อมาก็ได้มีค าค าหนึ่ง ไดด้งัข้ึนอีก คือค าว่า หู่ เป็ นค าอุทาน แปลวา่ชงั่มนัเถอะ ต่อมาชายคนน้นัก็ไดช้ื่อโดยบงัเอิญ ตามที่ผคู้นเหล่าน้นั ไดก้ล่าวคือ ค าว่า ลาหู่ ซึ่งค า 2 คา น้ีมารวมกนัแลว้แปลวา่เสือผเู้ฝ้าป่าโดดเดี่ยวตามภาษาลาหู่ นี่เป็ นจุดที่เผ่าลาหู่ ไดเ้กิดข้ึนตามคา เล่าขาน ชาวลาหู่ได้เล่าเกี่ยวกับ แผ่นดิน อันไร้ขอบเขต (มูแม -หมี่แม) หมายถึงพ้ืนที่ อันกว้างไกลไร้ซึ่งขอบเขต และไดเ้ล่าวา่พ้ืนที่น้นั เสือวิ่งหนี จากตัวเราหนึ่งวัน คืนวนัรุ่งข้ึนสามารถ มองเห็นเสือตวัน้นัอย ู่เหตุน้ีชาวลาหู่จึงมีวิถีชีวิตสังคมที่มีความเป็นอิสระภาพเสรีภาพตามลกัษะพ้ืนที่ ถิ่นกา เนิดล่าหู่จึงเป็นเผา่พนัธุ์ที่มีความเป็นไทและไดส้า นึกความเป็นเผา่พนัธุ์ของตวัเอง ในความเป็ น คนอยู่เสมอ จึงมีจิตส านึกว่าแผ่นดินไหนที่ข้าอยู่ แผน่ดินน้นัก็เป็นของขา้ เช่นกัน ข้าจะปกป้อง แผ่นดินที่ข้าอยู่ ถือวา่ โลกท้งัโลกน้ีพระเจ้าสร้างให้กับคนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคน มีสิทธิเสรีภาพในผืนแผ่นดินสังคมลาหู่จึงเป็ นสังคมที่ไม่ชอบเบียดเบียนผู้อื่น เพราะถือว่าการ เบียดเบียนผูอ้ื่นจะทา ให้เกิดทุกขแ์ก่ตวัเอง อีกมุมหนึ่งที่เล่าเกี่ยวกับเผ่าและอารยะธรรมของตัวเองว่า พระเจ้าได้เรียก 120 เผ่าพันธุ์มาชุมชนกัน ก่อนที่มนุษยเ์ราจะแยกยา้ยกนั ด าเนินวิถีชีวิตของเผ่า ตนเองว่า พระเจา้ไดป้ระทานใหส้ิ่งของวิเศษไว้2 อย่างส าหรับ 120 เผ่าพันธุ์มนุษย์ พระเจ้าไม่ สามารถให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ จึงใช้วิธีให้เลือกตามความพอใจของแต่ละเผ่า สิ่งของวิเศษ 2 อยา่งน้ีคือ ลา-พือ-ต่อ (คันไถ) และเจ๊ะเจ- ตู(ด้ามขวาน) โดยให้แต่ละเลือกถึง 3 คร้ัง 3 คราเพื่อให้ ได้ตามความพอใจ สา หรับลาหู่น้นัพระเจา้ไดเ้รียกมาใหเ้ลือกคนัไถ แต่ลาหู่กลบัเลือกดา้นขวาท้งั3


13 คร้ัง ส่วนเผ่าพันธ์อื่นเลือกคันไถ และในที่สุดลาหู่ก็เลือกด้ามขวานโดยให้เหตุผลว่า ที่ราบที่นามีไม่ มากเหมือนกับป่ าแต่ป่าน้นักวา้งใหญ่ไพศาลนกัดงัน้นัขา้จึงขอเลือกด้ามขวาน พระเจ้าจึงได้ประทาน ดา้มขวานใหแ้ก่ชาวลาหู่และไดต้รัสวา่เจา้คงใชส้ิ่งของที่เขา้ใหไ้วแ้ละรักษาไวใ้หด้ีแลว้จะเกิด ประโยชน์แก่ตวัเจา้ และจะเป็ นภัยต่อเจ้าหากเจ้าไม่รู้จักใช้ ลาหู่จึงได้ด้ามขวาน แล้วเข้าไปในป่ าใน ที่สุด ส าหรับวิชาความรู้ที่พระเจ้าไดป้ระทานใหก้บัชาวลาหู่น้นั พระเจ้าได้ให้ไว้เป็ นตัวตัวอักษร แต่ ลาหู่กลับกินเข้าไป จึงให้คายออกมา แต่พอคายออกมาก็เป็ นก้อนเหนียวกลมๆ ในปัจจุบนัลาหู่เรียกสิ่ง น้ีวา่“ออ-ฝุก” หรือที่คนทวั่ ไปเรียกวา่ ข้าวปุ๊ พระเจ้าจึงบอกว่านี่แหละเป็ นวิชาความรู้ของเจ้า และได้ กล่าวไว้ว่าวันหนึ่งจะเกิดมหัศจรรย์หากรักษาไว้ดีไม่ให้สูญหาย พระเจ้าจึงได้ประทาน ออ-ฝุกให้เป็ น วิชาความรู้กับชาวลาหู่ เมื่อถึงเทศกาลปี ใหม่หรือเขอะ-จา ชาวลาหู่ทุกครัวเรือนจึงต้องต าข้าวปุ๊บูชา เทพเจ้าแห่งปี ใหม่ เพื่อบอกกล่าวว่าได้รักษาวิชาความรู้ที่ท่านให้ไว้มาครบอีกวาระหนึ่ง พระเจ้ายังได้ ตรัสอีกวา่ ในบรรดาชนเผา่ท้งัหลาย ชาวลาหู่น้นัเป็นนอ้งของชนเผา่ หากรักษาวิชาที่ให้ไว้ถึงวันหนึ่ง ไม่มีใครสิ่งใดที่สามารถหยดุย้งัสิ่งมหศัจรรยท์ ี่เกิดข้ึนได ้ต้องรอคอยวันเวลาและไม่ลืมในความเป็ นเผ่า ของตัวเอง ชาวลาหู่จึงชอบอยู่แต่ในป่ าเขาตลอดเรื่อยมาและมีความรักในอิสระภาพเสรีภาพ มีความ สันโดด ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใครเพิ่งใกลช้ิดกบัสังคมภายนอกไดไ้ม่นานนกั ถือว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด บนเส้นทางอันยาวไกลเผ่าลาหู่ได้ผกผันกับอุปสรรคต่างๆนาๆ มีการอพยพโยกยา้ยจากถิ่น ก าเนิดเป็ นระลอกแล้ว ระลอกเล่า ตามปรัชญาที่ว่า ป่ า เขา แผ่นดิน ลา น้า เป็ นของทุกคน ปัจจุบัน ชาวลาหู่ได้กระจัดกระจาย อาศัยอยู่ตามมุมต่างๆของโลกไม่ว่าจะเป็ น จีน พม่า ไท ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย และได้มีการอพยพไปยังโลกที่สามเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศษ อังกฤษ พวกเขาแสวงหา ดินแดนที่เป็ นอิสระ ดงั่เช่นดินแดนอนัไร้ขอบเขต ในปัจจุบันชาวลาหู่ได้แบ่ง เป็ นหมู่ เหล่า ก๊ก มากมาย ถึงอย่างไรพวกเขาก็เรียกตัวเองว่าลาหู่ก่อนจะมีคา ขา้งหลงัตามมาเช่น ลา-หู่ญิ ลา-หู่นะ ลา หู่-แซแล้ลาหู่ส้ี การที่ลาหู่เปลี่ยนแปลงเป็ นหลายก๊ก หลายหมู่น้นัเกิดจากการถูกแทรกแซง สภาพ ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ที่ส าคัญคือการเปลี่ยนแปลงสังคมระดับสังคมโลก ที่มีกนัอยา่งไม่หยดุย้งั ไม่มี ความพอดีระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนาที่มีความหลากหลายท าให้เกิดละครมุมต่างๆของ โลกข้ึนมากมาย จนท าให้มวลมนุษย์ชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย จนท าให้มวลมนุษย์ชาติเกิด การเปลี่ยนแปลง แย่งชิงความเป็ นหนึ่ง เพื่อครอบง าสังคมโลก โดยการอ้างเหตุต่างๆ ข้ึนเป็นหลกัการ ในการด าเนินการ ไม่ว่าจะเป็ นระบบการด าเนินการเมืองใดๆ ในโลกน้ี ต่างล้วนแต่ฉวยโอกาส สิ่ง เหล่าน้ีลว้นทา ใหเ้กิดความผูกผนัในการปฏิบัติของคนเราไม่แปลกใจเลยว่าท าไม่ลาหู่จึงเกิดการ เปลี่ยนแปลงข้ึน ไม่เฉพาะชาวลาหู่เท่าน้นัที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสังคม อีกหลายเช้ือชาติหลาย เผา่พนัธ์ก็เป็นเช่นน้ี ต่างตกเป็ นเครื่องมือของการพัฒนา เราไม่อาจจะรู้วา่จะเกิดอะไรข้ึน ในวัน ข้างหน้า ผู้เฒ่า ผแู้ก่ชาวลาหู่ไดก้ล่าวไวว้า่ สิ่งที่ผา่นมามนัอาจหนกัจริง แต่ในวันข้างหน้าจะหนักกว่า เราต้องท าใจ และยังได้เล่าต่อไปว่า โลกเรามนุษยเ์ราจะผกผนัเช่นน้ีต่อไป โดยคร้ังแรกมนุษยเ์กิดข้ึน บนโลก คร้ังที่สอง น้า จะท่วมโลกซ่ึงผเู้ฒ่าไดบ้อกวา่ คร้ังที่สองก็ไดเ้กิดข้ึนแลว้ ตามค าบอกเล่าต่อๆ


14 กันมา และคร้ังสุดทา้ยไฟไหมโ้ลก เหตุการณ์น้ีเกิดข้ึนเมื่อ “ ไก่กรงเดียวกนักดักนั แย่งชิงความเป็ น หนึ่ง เกิดสงครามเหล่าสัตว์เหล่าเทพเหล่ามนุษย์ต่างๆกัดกัน ฆ่าฟันกันโดยไม่เลือกหน้าเลือกชนิดจน เลือดท่วมโลก” ซ่ึงเหตุการณ์สุดทา้ยน้ียงัไม่เกิดข้ึน จนกวา่เหตุการณ์ต่างๆขา้งตน้เกิดข้ึนแลว้และถึง วาระสุดท้ายของโลก เป็ นเวลาที่พระเจ้ากลับสู่ดินแดนมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้ จนกว่า โลกเกิดความพินาศ ข้ึน ถึงเวลาน้ีพระเจา้จึงปรากฏตวัและบนัดาลใหเ้กิดโลกใหม่ พระเจ้า ปลดแอกเหล่าวิญญาณโดยบันดาล ฝนฟ้าให้ตกหนกัเพื่อชา ระความสกปรกใหห้มดสิ้นไปจากโลก หลงัจากน้นั โลกก็จะกลับสู่ภาวะปกติ สังคมเมืองจะล่มสลาย เกิดสังคมใหม่โดยจะเหลือแต่คนดีที่ พระเข้ารับไว้ สัดส่วนมนุษย์ที่พระเจ้าให้เหลือไว้ในโลก จ านวน 1 ในล้านของประชากรโลก หลงัจากน้นทุกคนจะเป็ นอิสระ ั ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่มีอาณาเขตกล้นักลบัเป็นพ้ืนที่ไร้ ขอบเขต ขอ้มูลเหล่าน้ี ได้มาจากผู้เฒ่า ผแู้ก่ลาหู่หลายคน คือ จะโจ ,จะโก่ ,แม่เฒ่านาจ๋อ และอีก หลายๆท่าน สังคมลาหู่ทุกวนัน้ีไดเ้กิดการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าสูญเสียผู้เฒ่าผู้แก่ ท าให้เกิดการ สูญเสียประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม และการปฏิบตัิที่ลว้นแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่น เกิดปัญหายาเสพติด เกิดปัญหาโสเภณี เกิดการเกลียดชังวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ สิ่งเหล่าน้ีสังคมลาหู่สมยัก่อนไม่เคยมี แต่ในปัจจุบนัเห็นไดท้วั่ ไป สังคมเกิดความไม่แน่นอนข้ึน การด าเนินชีวิตแหวกแนวไม่มีที่ยึดเหนี่ยว หอแหย่ซึ่งเคนเป็ นศูนย์กลางทางจิตใจ ถูกละเลย เหตุเหล่าน้ีเป็นเพราะวา่คนเราละเลยสิ่งดีงาม การ นิยมวตัถุซ่ึงกา ลงัเกิดข้ึนในสังคมลาหู่ มีท้งัในระดบัต่า จนถึงระดับสูง คือจากหมู่บ้าน ชุมชน สู่ สังคมใหญ่ ท้งระดับภาค ั ภูมิภาค ประเทศ เป็ นต้น ค าท านายตามค าบอกเล่าเกี่ยวกับโลกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาวลาหู่ ก่อนที่จะถึงในวนัที่ชาวลาหู่รอคอย เราตอ้งเผชิญกบัสิ่งต่างๆอีกมากมาย ต้องด ารงสายเลือด ดา รงความเป็นเผา่พนัธ์ของตวัเองใหม้นั่คง เพื่อในวันหน้าเราจะได้รู้ว่าเราเป็ นใคร อดีตที่ผา่นมาคร้ังแรกมนุษยเ์ราเกิดมาบนผืนแผ่นดิน จะไม่รู้ว่าเราเป็ นใคร อดีตที่ผา่นมาคร้ัง ที่สองได้ผ่านพ้นไป มนุษย์เราคงอยู่บนโลกต่อไป พร้อมกับการแบ่งกลุ่ม สีผิว และด าเนินชีวิตไป ตามเผ่าพันธ์ของตนเอง ในอดีตที่ผ่านมามันอาจจะหนักจริง แต่ในวันข้างหน้าจะหนักกว่า โลกยุค ปัจจุบันชาวลาหู่เรียกว่า ชอดะ-ชอมะดะ-เล๊อะเว แปลว่ายุคของการเลือกคนดี และคนไม่ดี หรือที่เรารู้จักกันในนามของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ จะมีเหตุการณ์เหตุการณ์เกิดข้ึนอีกในยคุน้ี คือ ตามค าบอกเล่ากล่าวว่า “มีเส้นทางเดินของเหล่าสัตว์แต่ไม่มีรอยเท้าคือถนน ทางน้า ไหลและหุบ เขาที่มีสายใยที่ไม่หยดุย้งั คือ สายไฟฟ้า มีมอ-ติ( หมายถึงทีวี) มีกา-ติ( หมายถึงวิทยุ) มีม่า-นอวิ ( หมายถึงเครื่องบิน ) และจัก-เคอ (หมายถึงเครื่องอ านวยความสะดวก ) ถึงแม้ว่ามีเครื่องอ านวยความ สะดวกครบถ้วน แต่ชาวลาหู่ไม่ถือวา่เป็นของพระเจา้แมก้ระทงั่มีคนที่สามารถเอาดวงอาทิตยม์าไวบ้นหัวเข่าก็จะไม่เชื่อ ว่าเป็ นพระเจ้า พระเจ้าจะมาอย่างเงียบ โดยไม่มีใครทันรู้ตัวกลับมากับบุคคลที่เราไม่ให้ความส าคัญ โครงสร้างการปกครอง


15 1. โครงสร้างการปกครอง : หมู่บ้านของชาวลาหู่ทุกแห่งไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก จะมีหัวหน้าหมู่บ้านอยู่คนหนึ่ง บางหมู่บ้าน อาจมีผู้ช่วยหัวหน้าอีกก็ได้ หัวหน้าหมู่บ้านมีหลายระดับ การแบ่งระดบัน้ีไดร้ับอิทธิพลการปกครอง ภายนอก จะเห็นว่าพวกลาหู่ในรัฐฉาน ซึ่งได้รับอิทธิพลทางการปกครองจากไทยใหญ่ ตา แหน่งเหล่าน้ี บางส่วนก็เป็นการเลือกข้ึนมา บางส่วนก็เป็ นมรดกตกทอดกันมา ส่วนรัฐบาลไทยยอมรับต าแหน่ง หัวหน้าเพียงระดับเดียว เรียกว่า "แก่" ซึ่งย่อมาจากค าว่า "ผแู้ก่" ผทู้ี่ไดร้ับการแต่งต้งัจากทางการก็มี ต าแหน่งเป็ นผู้ใหญ่บ้าน รับผิดชอบต่อรัฐบาลไทย หัวหน้าหมู่บ้านจะปกครองหมู่บ้านโดยการฟังเสียงจากสภาหมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย หัวหน้า หมู่บ้าน ผู้ช่วย(ถ้ามี) ผู้อาวุโส ซึ่งเป็ นที่เคารพนับถือ และพ่อครูหรือพระประจ าหมู่บ้าน ไม่ใช่ท าการ บริหารโดยอ าเภอใจ พวกผู้สูงอายุในหมู่บ้านอาจจะตัดสินให้หัวหน้าหมู่บ้านพ้นจากต าแหน่งได้ หรือ อาจถูกขอร้องให้เปลี่ยนใจ ความคิดใหม่ หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็ นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่างลูกบ้าน การลงโทษจะเป็ นการปรับเงิน ถ้าเป็ นกรณีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม จะน าตัวผู้กระท าผิดส่งให้ ต ารวจไทยจัดการ 2. โครงสร้างทางสังคม : 2.1 ครอบครัว ครอบครัวของลาหู่ประกอบด้วยหัวหน้าครอบครัว ภรรยาและลูก และหลาย ครอบครัวจะรวมเป็ นครัวเรือน อยู่ภายใต้การปกครองของหัวหน้าครัวเรือน แต่ก็มีหลายครัวเรือนที่ ประกอบด้วยครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว แต่ครอบครัวเหล่าน้ีต่อไปจะกลายเป็นครัวเรือนข้ึนมาโดย นับรวมญาติทางฝ่ ายสามี ภรรยาเข้าไปด้วย และโดยที่ผู้ชายลาหู่เมื่อแต่งงานแล้วต้องไปอยู่กับ ครอบครัวของภรรยา ดงัน้นั หลายครัวเรือนจึงรวมถึงลูกสาวที่แต่งงานแล้ว สามีและลูกๆ ด้วย ครัวเรือนจะเป็นที่รวมความมงั่คงั่ของหมู่บา้น แต่ละครอบครัวจะมีสมบัติของตัวเอง เพาะปลูก เอง แต่ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งน าไปให้หัวหน้าครัวเรือน เช่น ครอบครัวหนึ่งได้ผลผลิต 3 ส่วน ต้องเอา ไปให้หัวหน้าครัวเรือน 2 ส่วน ถ้าผลิตได้เพียงส่วนเดียวจะต้องเอาให้หัวหน้าหมด แล้วหัวหน้าจะ จดัแบ่งใหแ้ก่ครอบครัวที่ปลูกน้นัตามที่หวัหนา้เห็นสมควร หัวหน้าครัวเรือนจะรับผิดชอบเกี่ยวกับ ทุกข์สุขของทุกๆ คนในครัวเรือนและเป็นผจู้ดัหาอาหารเส้ือผา้ใหด้ว้ย เมื่อหัวหน้าครัวเรือนตายลง ต าแหน่งหัวหน้าจะตกอยู่กับภรรยาของเขา ทรัพย์สมบัติจะแบ่งให้ ลูกหลานที่อยู่ด้วยเป็ นจ านวนมากกว่าผู้ที่อพยพออกไปแล้ว ตวัภรรยาผตู้ายน้นัถึงแมจะรับต าแหน่งสืบ ้ ต่อมา แต่ความจริงแลว้เป็นเพียงผชู้่วยของผชู้ายที่มีอายมุากที่สุดในครอบครัวขณะน้นั ซึ่งอาจเป็ นลูก ชายหรือลูกเขยก็ได้ แต่โดยมากจะเป็ นลูกเขย เนื่องจากลาหู่เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องไปอยู่บ้านของ ภรรยา ซ่ึงบุคคลผนู้้ีจะทา หนา้ที่เป็นหวัหนา้ครัวเรือนต่อไป 2.2 การแต่งงาน ชายหนุ่มชาวลาหู่ไม่ชอบสนทนาเก้ียวพาราศีกบัหญิงสาวภายในหมู่บา้น เดียวกัน เพราะการใชช้ีวิตจา เจอยใู่กลช้ิดกนัมาต้งัแต่เด็ก จึงไม่ค่อยมองเห็นความสวยงามของสาวใน


16 หมู่บ้าน พวกเขามักจะพากันไปเที่ยวสาวหมู่บ้านอื่น ชีวิตรักก็คล้ายคลึงกับหลายเผ่าคือมีอิสระในการ เลือกคู่ครอง เมื่อตกลงจะอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแล้วฝ่ ายชายก็จะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอลาหู่ไม่นิยมจัดงาน แต่งงานใหญ่โต ฝ่ายชายจะนา ไก่2 ตัว (ตัวผู้1 ตัว, ตัวเมีย 1 ตัว) เทียนข้ีผ้ึง 1 คู่, น้า 1 แก้ว, ฝ้าย 2 เส้น (1 คู่) ลาหู่แต่ละอย่างก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ ายชายจะต้องมาอยู่บ้าน ภรรยา เพื่อช่วยท างานให้กับพ่อแม่ของฝ่ ายหญิง ถ้าเป็ นลาหู่แดงต้องอยู่บ้ายภรรยา 2 ปีจากน้นัจึงแยก บ้านได้ส าหรับลาหู่ด าไม่ก าหนดระยะเวลาถึง 3 ปีอาจอยู่เพียงปี เดียวก็แยกบ้านอยู่ต่างหาก กรณีฝ่ าย หญิงเป็ นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ ลูกเขยมกัจะเลือกอยกู่บับา้นฝ่ายหญิงแทนที่จะแยกไปต้งับา้นเรือน ของตนต่างหาก 3. การกระจายตัว: ชาวลาหู่อาศัยกระจัดกระจายกันอยู่ในมณฑลยูนนาน, ปักกิ่ง ประเทศจีน พม่า ลาวและไทย ส าหรับในประเทศไทยลาหู่ส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ในเขตอ าเภอแม่จัน อ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อ าเภอฝาง อ าเภอเชียงดาว อ าเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และมีกระจัดกระจายในเขตจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน ก าแพงเพชร ล าปาง และเพชรบูรณ์จ านวนประชากรลาหู่ที่ส ารวจปีพ.ศ. 2538 มีจ านวน 78,842 คน 4. เศรษฐกิจ: ชาวลาหู่พึ่งพาการเกษตรกรรมเป็ นส่วนใหญ่ ไร่แต่ละไร่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก ประมาณ 3 ปีจากน้นัจะหาแหล่งทา ไร่ใหม่แลว้กลบัมาใชพ้ ้ืนที่เดิมอีกภายหลงั10-15 ปี ล่วงไปแล้ว ข้าวและข้าวโพดเป็ นพืชหลัก ที่ผลิตเพื่อบริโภค ในอดีตพืชที่เป็ นสินค้าส าคัญและน าเงินสดมาสู่ชาวลา หู่ก็คือ ฝิ่นและพริกไทย แต่ปัจจุบนัน้ีการเพาะปลูกไดเ้ปลี่ยนรูปแบบไป การผลิตมุ่งเน้นเพื่อการค้ามาก ข้ึน และพืชที่ปลูกก็ไม่ใช่พนัธุ์พืชพ้ืนเมืองดงัเช่นในอดีต สัตวเ์ล้ียงที่สา คญัของลาหู่ไดแ้ก่ ไก่และหมูบางหมู่บ้านอาจมีม้าและฬ่อไว้ส าหรับบรรทุกของ ส่วนววัควายน้นั ไม่ค่อยเล้ียงกัน สัตวเ์ล้ียงของลาหู่ไม่ไดม้ีไวส้า หรับขาย ส่วนใหญ่เล้ียงไวใ้ชง้าน หรือ เซ่นสังเวยในพิธีกรรมต่างๆ 5. ลักษณะบ้าน : บา้นเรือนของเผา่ลาหู่ส่วนมากปลูกยกพ้ืนใตถุ้นสูง ซึ่งจะใช้เป็ นที่เก็บฟื น เสาบา้นเป็นไมเ้น้ือ แข็ง พ้ืนฟากฝาฟาก มุงด้วยหญ้าคา หรือใบก้อวิธีมุงหลังคาด้วยหญ้าคาของชาวลาหู่ค่อนข้างแปลกคือ แทนที่จะมัดคาเป็ นต้นๆ เขาใช้มุงฟ่ อนทับกันหนาแน่นเช่นเดียวกับวิธีการมุงหลังคาด้วยหญ้าของชาว ยุโรป การมุงแบบน้ีทา ใหใ้ชไ้ดท้น และอบอุ่นในฤดูหนาว


17 ตัวบ้านแบ่งออกเป็ น 2 ตอน ตอนหน้าเป็ นชานนอกชายคา ปูด้วยไม้ฟาก มีบันไดเป็ นไม้ท่อน ยาวพาดจากพ้ืนดินข้ึนไปสู่บา้น ตอนหลังเป็ นห้องสี่เหลี่ยมกว้าง 3-4 เมตร มีฝาสานรอบทุกด้าน สูง ประมาณ 1 เมตรครึ่ง ท าด้วยไม้ไผ่ล้วนไม่มีเพดาน ตรงกลางห้องมีเตาไฟ 1 เตา ส าหรับท าอาหาร รอบๆ เตาไฟเป็ นที่นอนและใช้เป็ นที่ต้อนรับแขกด้วย ส าหรับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจะใหญ่โตกว่า บ้านของลูกบ้านราว 2 เท่า มีห้องนอนส าหรับต้อนรับแขก กับห้องนอนของครอบครัว เตาไฟท าไว้2 แห่ง เพราะบรรดาแขกผไู้ปเยอืนหมู่บา้นจะไปหาหวัหนา้หมู่บา้นก่อน และพักค้างแรมอยู่ภายในบ้านผู้ เป็นหวัหนา้น้นัเอง 6. ครอบครัว/เครือญาติ: ครอบครัวของลาหู่จะเป็ นลักษณะครอบครัวขยาย ก็มีบ้างที่เป็ นครอบครัวเดี่ยว จะมีหัวหน้า ครัวเรือนเพียงคนเดียว ทุกคนจะต้องเชื่อฟังและให้ความเคารพต่อหัวหน้าครัวเรือน การนบัญาติน้นัจะ นับรวมญาติทางฝ่ ายสามีและภรรยาเข้าด้วยกัน 7. ศาสนา/ความเชื่อ: ชาวลาหู่ก็นับถือผีเช่นเดียวกับชาวเขาเผ่าอื่นๆ ผีที่มีอา นาจที่สุดไดแ้ก่ ผีฟ้า ซึ่งลาหู่เรียกว่า "กือซา" (Guisha) ชาวลาหู่นับถือผีฟ้าเปรียบเสมือนเป็ นพระเจ้า ลาหู่เชื่อวา่ผีฟ้าเป็นผูส้ร้างสรรพสิ่งที่ดี งามท้งัหลายในโลกน้ีนอกจากผีฟ้าแล้วยังมีผีเรือนและผีหมู่บ้านที่ลาหู่นับถือ ผีเรือนท าหน้าที่ป้องกัน ภยัใหแ้ก่คนในบา้น เป็ นดวงวิญญานบรรพบุรุษที่ล่วบล่วงไปแล้ว จะมีหิ้งบูชาไวต้รงหวันอนของ เจ้าของบ้าน จะเซ่นไหว้เป็ นประจ าหรือเมื่อยามเจ็บป่ วย ส่วนผีหมู่บ้านท าหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้าน จะมี ศาลปลูกอยู่ด้านหนึ่งของหมู่บ้าน ผีเหล่าน้ีถือวา่เป็นผีดีเป็ นประโยชน์ต่อชาวลาหู่ ส าหรับผีร้ายที่ชาวลา หู่เกรงกลวัน้นัก็มีมากมายเช่น ผีน้า ผีป่ าผีไร่ผีภูเขาหลวง เป็ นต้น 8. การแต่งกาย: ในอดีตลาหู่ทอผ้าใช้เอง แต่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครทอผ้าใช้เอง นอกจากจะทอพวกของใช้ ที่มีขนาดเล็กๆ เช่น ย่าม หรือสายสะพายย่ามเท่าน้นัเส้ือผา้ของลาหู่จะใชผ้า้ดา หรือผา้สีฟ้าซ่ึงข้ึนอยกู่บั ว่าเป็ นลาหู่กลุ่มใด และตกแต่งด้วยผ้าหลากสีเป็ นลวดลายสวยงาม ลาหู่มีหลายกลุ่ม รูปแบบของตวัเส้ือ และลายบนเส้ือผา้จึงแตกต่างกนัไปตามกลุ่ม แต่ทุกกลุ่มจะนุ่งซิ่นเช่นเดียวกนัเส้ือของหญิงลาหู่ดา จะมี สองตัว ตวัในจะเป็นเส้ือแขนยาวตวัส้ันแค่เอว ส่วนตวันอกจะเป็นเส้ือแขนยาวตวัเส้ือยาวถึงน่อง ตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและเครื่องเงิน สา หรับเส้ือผา้ของผชู้ายลาหู่ทุกกลุ่ม ท้งัเส้ือและกางเกงจะใชผ้า้สีดา ใช้ผ้าสีต่างๆ ท าเป็ นแถบ ยาวซ้อนกันบริเวณปลายขากางเกง ปลายแขนเส้ือ และดา้นหนา้ตวัเส้ือ แต่จะไม่มีลวดลายมาก เหมือนกบัเส้ือผา้ของผหู้ญิงผู้ชายลาหู่สวมถุงน่องด้วยในขณะที่ผู้หญิงไม่สวม


18 9. ภาษา : ลาหู่พูดภาษาธิเบต-พม่า ซึ่งคล้ายคลึงกับพวกอาข่าและลีซูและบางทีก็ไปเหมือนกับภาษาของ พวกโล-โลทางใต้ภาษาบางคา เอามาจากภาษาด้งัเดิมของจีนและไทยใหญ่ ลาหู่ส่วนใหญ่พูดภาษาไทย ใหญ่และลาวพอเข้าใจได้และบางคนก็พูดภาษาจีนยูนนาน ลาหู่ด าบางพวกที่อพยพมาจากพม่าสามารถ พูดภาษาพม่าได้คล่องแคล่ว ท้งัยงัอ่านและเขียนอกัษรโรมนัที่พวกสอนศาสนานา ไปเผยแพร่ไดอ้ีกดว้ย ส าหรับลาหู่แดง ปรากกฎ ว่าไม่มีผู้ใดรู้หนังสือ ภาษาลาหู่แดงและลาหู่ด าต่างกันไม่มากนักจึงพอฟังกัน รู้เรื่อง ส่วนลาหู่อีกสองพวกคือลาหู่เชเลและลาหู่ชีพูดภาษาแตกต่างกันออกไปมาก ซ่ึงท้งัลาหู่ดา และลา หู่แดงต่างก็ประสบความยากในการติดต่อกบัลาหู่ท้งัสองกลุ่มดงักล่าวขา้งตน้ โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างสังคมลาหู่ในหมู่บา ้ นหน่ึงๆจะตอ ้ งประกอบดว ้ ย 3 อยา่งซ่ึงชาวลาหู่ เรียกวา่ “แซะคือ แซะ หละ” หมายถึง กน ้ เส้ าที่มี3 ขา 3 มือ ถึงสามารถต้งัข้ึนอยา่ง มนั่คงได ้ ดงัน้ีคือ 1. อาดอ, คะแซ หรือผใู้ หญบ่า ้ น 2. โตโบ หรือนักบวช, พระ 3. จาหลี๋ช่างตีเหลก ็ ผลิตและซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร ชาวลาหู่เชื่อวา่ ในหมู่บา ้ นหน่ึงๆ จะตอ ้ งประกอบดว ้ ยองคก ์ ร 3 องคก ์ รน้ีหาก หมู่บา ้ นใดไม่มีก ็ ถือวา่เป็ นหมู่เป็ นที่ไม่สมบูรณ ์ โครงสร ้ างการปกครองน้ีชาวลาหู่ไดร ้ับ การสืบทอดกนัมาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ ชาวลาหู่ถือวา่หมู่บา ้ นใด ถา ้ไม่มีองคป์ ระกอบน้ี แล้วจะไม่สามารถต้งัเป็ นหมู่บา ้ นที่ใหญ่และมนั่คงได ้ เพราะองคป์ ระกอบท้งั 3 ส่วนน้ีมี บทบาทหนา ้ ที่ที่ครอบคลุม ไม่วา่จะเป็ นทางการปกครองที่มีผใู้ หญ่บา ้ น หรืออาดอ ทา หนา ้ ที่รักษาความสงบเรียบร ้ อยในหมู่บา ้ น มีโตโบ หรือนกับวช ทา หนา ้ ที่ในการอบรมสั่ง สอนคนให้เป็ นคนดีและมีจาหลี๋เป็ นช่างผลิตเครื่องมือในการเกษตร ในหมู่บา ้ นสามารถ นา ไปใชใ้ นการประกอบอาชีพได ้ ถา ้ หากขาดส่วนใดส่วนหน่ึงแลว ้ ชาวลาหู่ถือวา่ ไม่ครบ องคป์ ระกอบของการจดัต้งัหมู่บา ้ นและจะล่มสลายในที่สุด ใหค ้ วามเคารพ นบัถือ ความสา คญักบับุคคลท้งั 3 ส่วนน้ีเป็ นอยา่งมาก ในปีหน่ึงๆ ทุกหลงัคาเรือนจะตอ ้ งไปช่วยทา งานใหแ ้ ก่บุคคลท้งั 3 คนน้ีเพื่อเป็ น การตอบแทนบุญคุณที่ทา หนา ้ ที่ใหเ ้ กิดความสงบ ร่มเยน ็ สงบสุข มีกินมีใชใ้ นหมู่บา ้ น


19 โครงสร ้ างระดับหมู่บ ้ าน 1. การปกครอง (คะ ลี – หล่อ ลี) ลาหู่จะมีการปกครองในหมู่บา ้ นตามแบบจารีตประเพณีตามท านองคลองธรรมที่ ปฏิบตัิสืบทอดกนัมา เมื่อในหมู่บา ้ นมีปัญหาเกิดข้ึน หรือมีการร ้ องเรียน จะตอ ้ งแจง ้ใหก ้ บั ผนู้ า หมู่บา ้ น หรือผใู้ หญ่บา ้ นใหร ้ับทราบและเป็ นผพู้ ิจารณา ตดัสิน ช้ีขาด ในปัญหาน้นัๆ โดยอาจจะใหค ้ ณะกรรมการหมู่บา ้ นมาร่วมตดัสินดว ้ ย ถา ้ หากผนู้ า หรือผใู้ หญ่บา ้ นไม่ สามารถตดัสินไดก ้็ จะเชิญผใู้ หญ่บา ้ น กบัผอู้ าวโุส และผรูู้้ หมู่บา ้ นอื่นมาร่วมพิจารณาไกล่ เกลี่ยวผูท ้ี่จะมาวา่ความแทนน้นัจะตอ ้ งเป็ นผทู้ี่สังคมยอมรับ เคารพนบัถือ ตอ ้ งมีความเป็ น กลาง และเป็ นผทู้ี่มีความอาวโุสดว ้ ย ผทู้ี่ว่าความแทนน้นั ใหม ้ีอา นาจหน้าที่เสมือน ผปู้ กครองในหมู่บา ้ น ที่จะทา ใหเ ้ กิดความยตุิธรรมกบัทุกฝ่าย ถา ้ มีเรื่องละเมิดเกิดข้ึนแลว ้ ผกู้ ระทา ผิดจะมีโทษเพียงถูกปรับเป็ นเงินตามกฏจารีต ประเพณีที่ถือกนัไว ้ แต่ถา ้ ผกู้ ระทา ผิดไดก ้ ระทา ผิดอยา่งร ้ ายแรงอาจไดร ้ับโทษปรับตามกฎจารีต ประเพณีแลว ้ อาจถูกขบัไล่ ออกจากหมู่บา ้ นก ็ได ้ ขอบเขตหนา ้ ที่ของผใู้ หญ่บา ้ น อาดอ หรือคะแซ เป็ นตา แหน่งทางการปกครองที่ สูงสุดของหมู่บา ้ น และเป็ นผตู้ิดต่อประสานงานกบัหน่วยงานท้งัใน และนอกหมู่บา ้ น ในหมู่บา ้ นลาหู่ทุกหมู่บา ้ นจะมีตา แหน่งหนา ้ ที่ทางการปกครอง ซ่ึงชาวลาหู่เรียกวา่ “อาดอ,คะแซ,ปู่แก่หรือปู่กงั่ “ แต่มีคา ที่ชาวลาหู่ใชก ้ นัและเป็ นภาษาทางการ คือ อาดอ หรือ คะแซ ค าหรือประโยคที่ใช้ในทางการปกครอง คือ คะ-ดะ-โกะ-หิ-อะ-ดะ-เว หรือ หิ บี-กอบี-โบบี-สีบีหมายความวา่บา ้ นเมืองจะดีไดน ้ ้นัข้ึนอยกู่บัคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงาม ของคนในสังคม อนัจะนา ไปสู่กฎระเบียบ จารีต ประเพณีที่ดีทา ใหป้ กครองบา ้ นเมืองสงบ สุข 1.1 บทบาทและอา นาจหน ้ าที่ของผ ู้น าหมู่บ ้ าน ผนู้ า หมู่บา ้ นมีอา นาจหนา ้ ที่ในการปกครอง ดูแล หมู่บา ้ นใหเ ้ กิดความสงบ สุข และป้ องกนั ใหเ ้ กิดความปลอดภยัชกัจูงใหล ู้กบา ้ นร่วมปฏิบตัิงานของส่วนรวม อบรม สั่งสอนใหล ู้กบา ้ นปฏิบตัิตามหลกัความเชื่อศาสนา ประเพณีและวฒันธรรมที่สืบทอดกนั มา เป็ นคนตดัสินคดีความต่างๆ ระหวา่งชาวบา ้ น สั่งสอนตกัเตือน และปรับไหมตามกฎ จารีต ประเพณีที่ชาวลาหู่เรียกวา่ “อ่อหิ– อ่อก่อ” ที่ไดป้ ฏิบตัิสืบทอดกนัมาชา ้นานจนเป็ น


20 ประเพณีในทุกวนัน้ีบางหมู่บา ้ นมีผชู้่วยหมู่บา ้ น ซ่ึงทา หนา ้ ที่แทนหวัหนา ้ หมู่บา ้ นเวลาที่ หวัหนา ้ หมู่บา ้ นไม่อยู่ ในหมู่บา ้ นนอกจากมีผนู้ า หรือผใู้ หญ่บา ้ นแลว ้ ยงัมีฝ่ายต่างๆ 5 ฝ่าย ดงัน้ีคือ 1. อาดอ/คะแซ (ผใู้ หญ่บา ้ น) 2. ผชู้่วย 2 ตา แหน่ง 3. โตโบ (ผู้น าความเชื่อด้านศาสนา) 4. จาหลี๋ (ผลิตเครื่องมือการเกษตร) 5. ผู้อาวุโส มีความรู้ด้านกฎจารีต ประเพณี บุคคลเหล่าน้ีเป็ นบุคคลที่ชาวบา ้ นใหค ้ วามเคารพ นับถือ เป็ นผู้ที่คอยให้ความเป็ น ธรรมเมื่อยามเกิดเรื่อง ราวต่างๆ ซ่ึงแต่ละฝ่ายทา งานไม่กา ้ วก่ายกนัและกนัเช่น ผนู้ า ศาสนา ก ็ จะไม่พูดเรื่องคดี ความต่างๆ แต่จะพูดเรื่องบาป เรื่องกรรม เรื่องบุญ และเรื่องผิดเรื่องถูกตามกฎจารีต ประเพณี การที่มนุษยเ ์ ราเมื่ออยเู่ป็ นกลุ่มจา เป็ นตอ ้ งมีระเบียบแบบแผนของคนกลุ่มน้นัๆ ชาว ลาหู่ก ็ เช่นกนัเมื่ออยรู่ ่วมกนัเป็ นกลุ่มไดจ ้ นถึงทุกวนัน้ีเป็ นเพราะคนรุ่นก่อนๆไดว ้ าง แนวทางกฎระเบียบของชุมชนไวใ้ หค ้ นรุ่นหลงัไดป้ ฏิบตัิกนัมีสุภาษิตที่พูดว่า “วา่เด แช่ โก ๊ ะวา่เน ซึ”แปลวา่อยใู่นสังคมใด ตอ ้ งประพฤติปฏิบตัิตามสังคมน้นั โครงสร ้ างทางสังคมของลาหู่น้นั ประกอบดว ้ ย องคก ์ รที่เป็ นผนู้ า และอีก องค์ประกอบหนึ่ง คือราษฎร ซ่ึงโครงสร ้ างน้ีที่ไดป้ ฏิบตัิกนัมาในอดีตจนถึงปัจจุบนั ใน สังคมลาหู่แต่ในปัจจุบนัค่อนขา ้ งแตกต่างจากอดีต คือ ในเรื่องของการตดัสินใจจะไม่ค่อย ทา ได ้ เพราะมีขอ ้ อา ้ งเสมอ เช่น บางปัญหามีเรื่องเกิดข้ึนไม่สิ้นสุด ที่ผใู้ หญ่บา ้ นตอ ้ งไปหา กา นนัและตา รวจแทน ในการศึกษาคร้ังน้ีทุกหมู่บา ้ นจะเหมือนกนั ในเรื่องความเชื่อ และแนวความคิดทาง วฒันธรรมโครงสร ้ างการปกครองในหมู่บา ้ น 1.2 การสืบทอด และการได้มาซึ่งต าแหน่งอาดอ หรือคะแซ อาดอ หรือ คะแซ คือผนู้ า หมู่บา ้ นในดา ้ นการปกครอง สืบทอดทางสายโลหิต และ เครือญาติเดียวกนัถา ้ คะแซไม่มีลูกชาย หรือถา ้ มีแต่ไม่มีความรู้ ความสามารถ และไม่ สนใจดา ้ นการปกครอง จะตอ ้ งทา การเลือกคะแซข้ึนมาใหม่ โดยเอาผทู้ี่มีความรู้ (ในด้าน


21 การปกครอง จารีตประเพณี วัฒนธรรม )ความสามารถ มีความประพฤติดี เป็ นผู้ที่ยอมรับ นบัถือของชาวบา ้ น และมีความสนใจข้ึนมาเป็ นอาดอ หรือคะแซแทน ถ้าวงศาคณาญาติที่ ไม่เคยเป็ นคะแซก ็ หา ้ มเป็ นคะแซ เพราะถา ้ เป็ นแลว ้ อาจจะทา ใหฐ ้ านะทางครอบครัวแยล่ง เกิดการไม่สบาย หรืออาจเสียชีวิตได ้ มีความเชื่อวา่ ไม่มีบุญ บารมีวาสนาที่คุม ้ ครองดูแล ลูกบา ้ นได ้ แต่ก ็ มีบางคนที่ดวงสมพงศก ์ นัก ็ เป็ นได ้ อาดอ หรือคะแซ จะสืบทอดทางทายาทเป็ นส่วนใหญ่ซ่ึงตอ ้ งมีความรู้ และ ความสามารถ ถ้าครอบครัวใดมีทายาทที่เป็ นชาย และหญิง หากคนใดคนหนึ่งมีความรู้ ความสามารถเป็ นที่ยอมรับนบัถือของชาวบา ้ นก ็ จะไดเ ้ป็ นอาดอ ไม่จา เป็ นตอ ้ งเป็ นชาย เสมอ หากวา่ผหู้ ญิงถา ้ มีความรู้ ความสามารถมากกวา่ก ็ จะเป็ นได ้ ความรู้ ลาหู่เรียกวา่ “จูหยี่- หม่าหยี่” สติปัญญา การพิจารณาคดี ลงโทษปรับ ซึ่ง เป็ นความรู้ ที่เรียนรู้ มาจากบรรพบุรุษ เมื่อมีการพิจารณาคดีความ ถา ้ อาดอยนืยนัวา่เป็ นสิ่งที่ สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทุกคนจะไม่โตเ ้ ถียง และจะเชื่อฟังโดยดีอาดอคนใดถา ้ไม่มี ความรู้ ความสามารถ ก ็ จะไม่มีคนเคารพ นบัถือ แลว ้ จะตอ ้ งเลือกอาดอคนใหม่ที่ชาวบา ้ น เห ็ นวา่มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมกบัการเป็ นอาดอ จึงจะไดเ ้ ลือกเป็ นอาดอ 1.3 คุณสมบัติผู้ที่เป็นคะแซ หร ื อผู้ใหญ่บ้าน 1. ตอ ้ งเป็ นผทู้ี่มีความรู้ เรื่องกฎจารีต ประเพณีเป็ นอยางดี ่ 2. ตอ ้ งมีความประพฤติดีไม่ผิดศีลธรรม 3. ต้องเป็ นที่เคารพ นับถือของชาวบ้าน 4. ตอ ้ งเป็ นผทู้ี่อยใู่นเครือญาติหรือสายโลหิต 5. ตอ ้ งเป็ นที่ยอมรับของคนในหมู่บา ้ น 6. ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต 7. ต้องมีความกล้าแสดงออก 8. ตอ ้ งมีความอ่อนนอ ้ ม ถ่อมตน 9. ตอ ้ งมีความสามารถในการแกไ้ ขปัญหา 10.ตอ ้ งมีความอดทน อดกล้นัสูง 11.ตอ ้ งมีความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ 12.ตอ ้ งมีฐานะทางครอบครัวมนั่คง


22 1.4 เงินค่าตอบแทนและรายได้อาดอ / คะแซ หร ื อผู้ใหญ้บ้าน 1. ไดจ ้ ากเงินค่าปรับไหมร ้ อยละ 20 เปอร์เซ็นต์ 2. ไดจ ้ ากการทา บุญ เช่น ป๊ ะ-แก่-เว 3. ลูกบา ้ นตอ ้ งช่วยงาน 3 คร้ัง/ปี (การถางไร่,ปลูกข้าว,เก ็ บเกี่ยวผลผลิต) 1.5 การพ้นจากต าแหน่งหน้าที่ของอาดอ / คะแซ หร ื อผู้ใหญ่บ้าน 1. ตาย 2. ลาออก 3. เป็ นแลว ้ไม่มีผลงาน 4. ถูกไล่ออก 1.6วิธีการตอบแทนอาดอ / คะแซ หร ื อผู้ใหญ่บ้าน 1. ช่วยแผว ้ ถางไร่ 1 วัน 2. ช่วยปลูกขา ้ ว 1 วัน 3. เก ็ บเกี่ยวขา ้ ว 1 วัน 4. เตรียมแปลงปลูกฝิ่น 1 วัน 2. โครงสร้างระดับกลุ่มบ้าน (หมอง) หมอง หมายถึง กลุ่มบา ้ นที่อาศยัอยใู่นม่อนดอยน้นัๆ คือการรวมหลายๆ หมู่บา ้ น เป็ น 1 กลุ่ม หรือ 1 หมอง หมองน้นั ประกอบดว ้ ยหมู่บา ้ นบริวารหลายๆ หมู่บา ้ น ซ่ึงแต่ ละหมู่บา ้ นก ็ จะมีผใู้ หญ่บา ้ น หรืออาดอ/คะแซ เป็ นผู้น าที่ส าคัญในการปกครอง ใน 1 กลุ่ม บ้าน หรือ 1 หมองน้นัจะมีผนู้ า สูงสุดอยเู่พียงหน่ึงคน คือพญา พญาน้นัทา หนา ้ ที่เป็ น ผปู้ กครองดูแลหมู่บา ้ นต่างๆในหมองน้นัหมู่บา ้ นแต่ละหมู่บา ้ นจะตอ ้ งข้ึนตรงต่อพญาคน เดียว นอกจากพญาแลว ้ในหมู่บา ้ นยงัมีตา แหน่งอื่นๆ อีกที่สา คญัคือ ตา แหน่งป้ อเมือง,แสน หลวง,ปู่หมื่น และปู่ลา ในแต่ละหมู่บา ้ นจะมีป้ อเมือง แสนหลวง ปู่หมื่น และปู่ลาน้นัจะ มีไม่ครบทุกตา แหน่งก ็ได ้ ซ่ึงข้ึนอยกู่บัจา นวนประชากร หลงัคาเรือน และขนาดของ หมู่บา ้ น ถา ้ หมู่บา ้ นใดมีประชากรมาก ก ็ จะมีตา แหน่งครบทุกตา แหน่ง แต่หมู่บา ้ นใดถา ้ มี ประชากรนอ ้ ย บา ้ นนอ ้ ยไม่มีครบทุกตา แหน่ง อาจจะมีตา แหน่งใดตา แหน่งหน่ึง แต่


23 สา หรับตา แหน่งปู่ลาน้นัทุกหมู่บา ้ นจะตอ ้ งมีจะขาดมิได ้ เพราะปู่ลาน้นัทา หนา ้ ที่เป็ นคน ประสานงาน และส่งสานส ์ ต่างๆในหมู่บา ้ น หมอง หรือ กลุ่มบา ้ น เปรียบเทียบในปัจจุบนัน้ีก ็ คือ ระดบัอา เภอใน 1 อา เภอน้นั ประกอบดว ้ ยตา บล และหมู่บา ้ น ในตา บลน้นัก ็ มีกา นนัเป็ นผปู้ กครอง หมู่บา ้ นน้นัก ็ มี ผใู้ หญ่บา ้ นเป็ นผปู้ กครอง หลายๆ ตา บล และหลายๆ หมู่บา ้ น รวมเป็ น 1 อ าเภอ ใน 1 อา เภอก ็ จะมีนายอา เภอ ซ่ึงเป็ นผปู้ กครองสูงสุดนนั่เองหมู่บา ้ นขนาดใหญ่จะมีครบทุก ตา แหน่ง หมู่บา ้ นขนาดกลาง จะขาดเพียงตา แหน่งใดตา แหน่งหน่ึง ส่วนหมู่บา ้ นขนาดเลก ็ จะชาดหลายตา แหน่ง 2.1 คุณสมบัติของผู้ที่ด ารงต าแหน่งพญา 1. สืบทอดโดยสายโลหิต วงศาคณาญาติ 2. มีความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่มีจิตเมตตา อาทร 3. มีความสามารถในการปกครอง 4. เป็ นที่ยอมรับ และนบัถือของคนในกลุ่มต่างๆ 5. ต้องเป็ นเพศชาย 6. มีความรู้ในกฎจารีต ประเพณีและวฒันธรรมเป็ นอยา่งดี 7. มีฐานะมนั่คง และมีความเสียสละ 2.2 บทบาทและหน้าที่ของผู้ด ารงต าแหน่งพญา 1. ปกครองดูแล 1 หมอง 2. รับฟังความคิดเห ็ นของลูกบา ้ น และตดัสินคดีความต่างๆ 3. แต่งต้งัตา แหน่งผนู้ า ฝ่ายต่างๆ ใหก ้ บัแต่ละหมู่บา ้ น 4. ใหก ู้ย ้ มืทรัพยส ์ินแก่ลูกบา ้ นโดยไม่คิดดอกเบ้ีย 5. เรียกเก ็ บภาษีรายไดจ ้ ากแต่ละครอบครัวในทุกหมู่บา ้ น เช่น ฝิ่น เรียกเก ็ บครอบครัวละ 1 จัด 2.3 การพ้นจากต าแหน่งของพญา 1. เสียชีวิต 2. ลาออก มี 2 กรณี คือ - ลาออกโดยแก่ชรา - ลาออกโดยไม่อยากเป็ นต่อ


24 ตา แหน่งผนู้ า ฝ่ายต่างๆในแต่ละหมู่บา ้ น พญาจะเป็ นผแู้ ต่งต้งัเมื่อผนู้ า เหล่าน้ีไดร ้ับ การเลือกมาจากชาวบา ้ น พญาจะตอ ้ งปกครองดูแล หมู่บา ้ นต่างๆของตนในหมองน้นัเมื่อ เกิดปัญหาในหมู่บา ้ น หากผนู้ า ฝ่ายต่างๆ ในหมู่บา ้ นไม่สามารถแกไ้ ขได ้ พญาจะตอ ้ งไป แกไ้ ขปัญหา ตดัสินคดีความใหแ ้ ลว ้ เสร ็ จ เมื่อคดีต่างๆ หากพญาไดต ้ ดัสินไปแลว ้ เป็ นอนั สิ้นสุด 2.4 ฐานความผิดของพญา 1. ผิดกฎจารีต ประเพณี 2. ใชอ ้ า นาจเกินขอบเขต เมื่อพญาไดก ้ ระทา ผิดกฎจารีต ประเพณีจะตอ ้ งถูกปรับไหมเช่นเดียวกบัคนธรรมดา แต่ในกรณีความ ผิดของพญาน้นัจะต้องถูกปรับไหมเป็ น 2 เท่าของคนธรรมดา เพราะถือวา่พญาน้นัเป็ นผรูู้้ กฎจารีต ประเพณีมากกว่าแลว ้ไม่ปฏิบตัิตาม บทบาทหน้าที่ และคุณสมบัติของป้อเมือง,แสนหลวงและปู่หมื่นน้นัลกัษณะคลา ้ ย กบัพญาแต่สา หรับตา แหน่งปู่ลาน้นัจะแตกต่างกนัคือ หน้าที่ของปู่ลา 1. ส่งสาสน ์ และสื่อสารระหวา่งชุมชน 2. ติดต่อประสานงาน 3. ประกาศเตือนใหร ้ ะมดัระวงัในความปลอดภยัของหมู่บา ้ น เช่น เตือนให้ระวังเรื่องไฟ เป็ นต้น คุณสมบัติของปู่ลา 1. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี 2. มีความขยัน 3. เอาใจใสต่อหนา ้ ที่ 4. สื่อภาษาได้หลายภาษา ปู่ลา คือ ผทู้ี่ทา หนา ้ ที่ในการส่งสาสน ์ และสื่อสารใหก ้ บัชุมชน หรือหมู่บา ้ นต่างๆ หรือที่เรียกกนัวา่คนส่ง สาสน์ ปู่ลาน้นันอกจากส่งสาสน ์ แลว ้ ยงัตอ ้ งประสานงานกบัหมู่บา ้ นอื่นๆอีกดว ้ ย และ ตอ ้ งพูดไดห ้ ลายภาษาตา แหน่งปู่ลาตอ ้ งมีทุกหมู่บา ้ น จะขาดเสียมิได ้


25 การปรับไหมการหย่าร้าง การปรับไหมการหยาร้าง มี ่ 2 กรณี คือ 1. กรณีมีบา ้ นเป็ นของตนเองถา ้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงยินยอมหยา่ท้งั 2 ฝ่ าย ปรับฝ่ ายละ 1 ขนัเท่ากนัแต่ถา ้ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไม่ยนิยอมหยา่ ปรับฝ่ายที่ยอมหยา่เพียง ฝ่ ายเดียว ปรับ 2 ขัน 2. กรณีไม่มีบา ้ นเป็ นของตนเอง หากยนิยอมหยา่ท้งั 2 ฝ่ าย ปรับฝ่ ายละ 1 ขัน เท่ากนัแต่ถา ้ หากฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไม่ยนิยอม ปรับฝ่ายที่ยนิยอมหยา่เพียงฝ่ายเดียว 2 ขัน การแบ่งสมบัติหลังการหย่า -ถ้ามีหมู, ไก่ ฝ่ายหญิงจะได ้2 ใน 3 ของสัตวท ์ ี่มีอยู่เพราะถือวา่ผหู้ ญิง เป็ นผเู้ ล้ียง - วัว , ควาย , ม้าฝ่ ายชายจะได้ 2 ใน 3 เพราะถือวา่ผชู้ ายเป็ นผเู้ ล้ียง - ทรัพยส ์ินเงินทองของมีค่าฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงถา ้ กระทา ความผิดไม่ มีสิทธ์ิไดร ้ับทรัพยส ์ินทรัพยส ์ินน้นัจะตกเป็ นของฝ่ายที่ไม่ไดก ้ ระทา ผิด แต่ถา ้ ท้งัสองฝ่าย ยนิยอม ก ็ จะแบ่งทรัพยส ์ินเท่าๆ กนัท้งัน้ีการแบ่งทรัพยส ์ินน้นัจะข้ึนอยกู่บัคู่กรณีท้งั 2 ฝ่ าย การปรับไหมกรณีชู้สาว หร ื อเล่นชู้ - หนุ่ม สาวไดเ ้สียกนัแลว ้ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงตอ ้ งการแต่งงานดว ้ ย แต่อีก ฝ่ายไม่ยอมแต่งงาน ฝ่ายที่ไม่ยอมแต่งงานตอ ้ งเสียค่าปรับไหม 1 ขัน - ถ้าชายและหญิงฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งมีครอบครัวแล้ว ลักลอบเล่นชู้ ปรับไหม 2 ขัน - หากหนุ่ม สาวไดห ้ ม้นักนัแลว ้ แต่ฝ่ายหน่ึงไม่ยอมแต่งงาน ตอ ้ งถูกปรับ ไหม 1 ต่อ พร ้ อมท้งัเสียค่าปรับฐานเล่นชูอ ้ีก 1 ขนัพร ้ อมท้งัคืนของหม้นั ใหด ้ ว ้ ย -ถา ้ แต่งงานกนัหากไม่มีผคู้้า ประกนัตอ ้ งเสียค่าข่อข่า 2 ขัน


26 - การลกัพาสามีภรรยา ผอู้ื่นไป หากเกิดการหยา่ร ้ าง ผเู้ป็ นสามีหรือภรรยา ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเสียหาย สามารถเรียกค่าซ้ือขายจากคู่กรณีได ้ 6 ขัน 6 จัดการปรับไหม กรณีลักเล็กขโมยน้อยตามปกติ ปรับไหม 3 ขนัแต่ถา ้ มากคร้ังก ็ จะขึ้นจ านวนเงินค่าปรับตามนั้นพร้อมทั้งชดใช้ทรัพย์สินที่เสียหายด้วยการปรับไหมกรณีหมิ่น ประมาท - ดูถูกเหยียบหยามผู้อื่น ปรับ 1 ต่อ - ใส่ร ้ ายป้ ายสีผอู้ื่น ปรับ 3 ขัน การปรับไหมการทะเลาะวิวาท - ทะเลาะวิวาทกนัเป็ นหมู่ใหป้ รับเป็ นหมู่คือเสียค่าปรับ 3 ขัน - ทา ร ้ ายร่างกายผอู้ื่นใหไ้ ดร ้ับบาดเจ ็ บ โดยที่คู่กรณีไม่ตอบโต ้ และ ไม่มีความผิด ผทู้ า ร ้ ายร่างกายผอู้ื่นจะตอ ้ งเสียค่าปรับ 3 ขัน - ใชอ ้ าวธุข่มข่ผูอู้ื่น เสียค่าปรับไหม 6 ขัน 6 จัด - ทะเลาวิวาทกนัถึงข้นัไดร ้ับบาดเจ ็ บสาหสั ปรับฝ่ายที่มีความผิด 6 ขัน 6 จดัพร ้ อมท้งัชุดใชค ้่ายา ค่าป่วยการ และค่าอื่นๆ อีก - ใชอ ้ าวธุทา ร ้ ายผอู้ื่น แตไ่ม่ถูก ตอ ้ งเสียค่าปรับไหม 3 ขัน -การทา ใหผ ้ อู้ื่นถึงแก่ความตาย ปรับค่าไหม 15 จอ ้ ย พร ้ อมท้งั ชดใชค ้่าใช ้ หมายเหต ุ ผู้น า หรือผู้ที่เป็ นเจ้านาย ถ้ากระท าความผิดจะถูกปรับไหมเป็ น 2 เท่าของบุคคล ธรรมดา หรือบุคคลธรรมดาถา ้ กระทา ความผิดต่อผทู้ี่เป็ นเจา ้ นาย หรือผนู้ า ก ็ใหป้ รับเป็ น 2 เท่าเช่นกนั การแบ่งปันเงินค่าปรับไหม ผนู้ า จะเอาร ้ อยละ20 เปอร์เซ็นต์ ผู้เสียหาย ได้ 50 เปอร ์ เซ ็ นต ์ เป็ นของส่วนรวม 30 เปอร์เซ็นต หมบู่า ้ นหรือชุมชนของลาหู่น้นันอกเหนือจากผนู้ า หมู่บา ้ นแลว ้ ยงัมีผนู้ า ตา แหน่ง อื่นๆ อีกมาก เช่น ตา แหน่งขนุหรือคะแซ คือผใู้ หญ่บา ้ น ในตา แหน่งน้ียงัมีตา แหน่งพญา ซ่ึงพญาน้นัเป็ นผนู้ า สูงสุดในระดบักลุ่มบา ้ น ตา แหน่งพญาน้นัจะมีกลุ่มบา ้ นละ 1 คน จะมี


27 หลายคนไม่ได ้ เพราะอาจจะมีปัญหาในการปกครอง และขดัแยง ้ กนัฉะน้นัจึงตอ ้ งมีคนเดียว นอกจากมีตา แหน่งพญาแลว ้ ยงัมีตา แหน่งป้ อเมือง ตา แหน่งแสนหลวง ตา แหน่งปู่หมื่น และตา แหน่งปู่ลา ส่วนในระดบัของหมู่บา ้ นก ็ จะมีอาดอ, คะแซ หรือผนู้ า หมู่บา ้ น นอกจากมีพญาแล้วยังมี ฝ่ ายป้อครู ฝ่ายจาหลี๋และฝ่ายหมอประจา หมู่บา ้ น ฝ่ายป้ อครูน้นั ยงัมีตา แหน่งต่างๆ อีก ดงัน้นัคือ ตา แหน่งโตโบ ส่าหล่า อาจา ลาส่อ ฟูกวาง ตาลา และ กาส้ อมา ส่วนจาหลี๋ในหมู่บา ้ นน้นัจะมี1 หรือ 2 คนก ็ได ้สา หรับฝ่ายหมอประจา หมู่บา ้ น น้นัยงัมีหมอผีหมอสมนุไพร หมอตา แย หมอนวด และหมอคาถ โครงสร้างผู้นา ด้านผู้นา ศาสนา ผู้น าความเชื่อศาสนา มี 4 คน คือโตโบ ส่าหล่า อาจา และลาส่อ ใน 4 คนน้ีเป็ นผทู้ี่มีความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา การติดต่อกบัเทพเจา ้ “อื่อซา” และอีก 2 คน คือ ตาลา และกาส้อมา เป็ นผู้น าฝ่ ายพิเศษ ตาลาเป็ นผชู้ าย กาส้ อมาน้นัเป็ นผหู้ ญิง และยงัมีฟูกวาง ทา หนา ้ ที่เป็ นผดูู้แลรักษา ซ่อมแซมหอแหย่ หอแหย่ คือสถานที่ประกอบพิธีกรรม ดา ้ นความเชื่อศาสนาของลาหู่ทุกวนัศีล ข้ึน 15 ค ่า และแรม 14 ค่า ลาหู่จะรวมกนัไปที่หอแหย่เพื่อเตน ้ ร าลา ้ งบาปใหแ ้ ก่ตนเอง ส่วนโตโบน้นัก ็ จะสวดมนตต ์ ่ออื่อซา ซ่ึงเป็ นเทพเจา ้สูงสุดที่ชาวลาหู่นบัถือ และยงัมีผทู้ า หนา ้ ที่เป็ นผชู้่วยโตโบอีก 3 คน คือ ส่าหล่า อาจา และลาส่อ จะเป็ นผดูู้แลการทา พิธีกรรมใหถ ู้กตอ ้ ง บุคคลเหล่าน้ีเป็ นผปู้ ระกอบพิธีกรรม หรือผตู้ิดต่อระหวา่งคนกบัเทพ เจา ้ หรือพระเจา ้ กบัคน หอแหยจ่ะต้งัอยสูู่งกวา่บา ้ นทุกหลงัคาภายในหมู่บา ้ น และจะอยกู่ลางหมู่บา ้ น ท้งัน้ี เพื่อความสะดวกในการเขา ้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หอแหยถู่กสร ้ างดว ้ ยความ ร่วมมือของคนในชุมชนท้งัหมด หมู่บา ้ นหน่ึงจะมีหอแหยเ่พียงหน่ึงหลงัเท่าน้นัแต่ถา ้ มีหอ แหยห่ลายหลงัแสดงวา่หมู่บา ้ นน้นัเกิดความแตกแยกในชุมชน โครงสร ้ างหอแหย่ลกัษณะบา ้ นจะสร ้ างดว ้ ยไมเ ้ น้ือแขง ็ ยกพ้ืนสูง ปูพ้ืนและก้นัฝา ด้วยไม้ฟาก (ไมไ้ ผ) ่ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา “หอแหย”่ ต้องแข็งแรง สามารถรองรับ น้า หนกัของคนในหมู่บา ้ นได ้ ขนาดของหอแหยข่้ึนอยกู่บัสมาชิกในหมู่บา ้ นวา่เป็ นหมู่บา ้ น ขนาดใหญ่หรือเลก ็ ตอ ้ งสร ้ างใหพ ้ อดีกบัขนาดของหมู่บา ้ น คือไม่คบัแคบเกินไป


28 ด้านหน้า “หอแหย”่ มี “บ่อกิ” (สา หรับใส่น้า รวมกนัเมื่อทา พิธีกรรม) ดา ้ นหลงัหอแหยจ่ะมี ธงสีขาวปักอยหู่ลายผืนพร ้ อมกบั “กองโม” ภายในหอแหยจ่ะก้นห้องเล็กๆ ไว้หนึ่งห้อง ั เรียกวา่ “หอใจ๋” (หอ ้ งประกอบพิธีกรรมของโตโบ หรือส่าหล่า เพื่อกล่าวสวดติดต่อสื่อสาร กบั “อื่อซา” (พระเจ้า) มีเครื่องบูชา เซ่นไหว ้ ถวาย”อื่อซา” (พระเจ้า) เพื่อท าบุญกุศลไว้ภาย ภาคหน้า ด้านนอก “หอใจ๋” มีเครื่องบูชา เซ่นไหว ้ อีกชุดหน่ึงวางไว ้ เพื่อขอใหอ ้ ยดู่ ีมีสุข พน ้ ภยัอนัตราย โรคภยัไขเ ้ จ ็ บต่างๆ หรือกา ลงัป่วยขอใหห ้ าย และมีเตาไฟสา หรับอุ่นกนั หนาว และตม ้ น้า ชาดื่ม (แต่ไม่หุงตม ้ อาหาร) “หอแหย”่ เป็ นสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิ เปรียบเสมือนวัด หรือโบสถ์ ในศาสนาพุทธและคริสต์ เป็ นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ตามความเชื่อที่นบัถืออยู่เป็ นสถานที่ถ่ายทอด สืบทอดขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และเป็ นที่บันเทิงรื่นเริง “ป้ อยเต กื่อ” (เต้นร า) เป็ นที่บ าบัดรักษาโรคภัยไข้ เจ็บ บ าบัดยาเสพย์ติด และเป็ นที่ “ศีลกากื่อ” จา ศีลของผอู้ าวโุส ผเู้ คร่งศีล และเป็ น สถานที่ใหอ ้ ภยัซ่ึงกนัและกนั ข้อห้ามในหอแหย่ 1. หา ้ มนา เน้ือสัตว ์ และน้า มนัสัตวเ ์ ขา ้ หอแหยเ่ด ็ ดขาด 2. หา ้ มมีสัมพนัธ ์ ชูส้ าวในหอแหย่ 3. หา ้ มใชค ้ า พูดที่ไม่สุภาพเรียบร ้ อยในหอแหย่ 4. หา ้ มทะเลาวิวาทในหอแหย่ 5. หา ้ มใชห ้ อแหยเ่ป็ นที่ไกล่เกลี่ยคดีความผิดต่างๆ (คดีความผิดต่างๆตอ ้ งไปไกล่ เกลี่ยกนัที่บา ้ นผนู้ า อาดอ/คะแซ) บททาบหน้าที่ของผู้น าทางศาสนา 1. โตโบ โตโบ เป็ นผูน ้ า ศาสนาสูงสุดของลาหู่ทา หนา ้ ที่เป็ นผอู้ บรมสั่ง สอนคนในหมู่บา ้ น และทา พิธีกรรมดลบนัดาลใหเ ้ กิดแต่ความสุขโดยใชภ ้ าษาลาหู่เป็ น สื่อกลางในการทา พิธีกรรมติดต่อกบั “อื่อซา”อบรมสั่งสอนชาวบา ้ นใหเ ้ป็ นคนดีรักษาศีล รักษาธรรม อวยพร ถ่ายบาป ลา ้ งสิ่งชวั่ร ้ ายต่างๆ เช่น การนอนไม่หลบัคนัเน้ือคนัตวั หรือเจ ็ บไขไ้ ดป้่วยบ่อยๆโดยไม่รู้สาเหตุเป็ นตน ้


29 โตโบ คือผนู้ า ทางดา ้ นพิธีกรรม ตา แหน่งโตโบน้นัจะเป็ นผชู้ ายเท่าน้นั การ สืบทอดตา แหน่งโดยทางสายโลหิต หรือวงศาคณาญาติและที่สา คญัตอ ้ งมีความรู้ ดา ้ นกฎ จารีต ประเพณีเป็ นอยา่งดีและสามารถสวดมนตไ์ ด ้(โบ กู่เว) แต่ถา ้ในวงศาคณาญาติน้นั ไม่มีความรู้ และความสามารถในดา ้ นน้ีก ็ จะเป็ นโตโบไม่ได ้ ตอ ้ งทา การเลือกโตโบใหม่ โดยเอาผู้ที่มีความรู้ ดา ้ นกฎจารีต ประเพณีและสามารถสวนมนตไ์ ดเ ้ป็ นอยา่งดีและยงัตอ ้ ง เป็ นที่ยอมรับนบัถือของคนในหมู่บา ้ นดว ้ ย สา หรับการสวดมนตน ์ ้นัส่วนใหญ่แลว ้ จะเป็ น เองตามธรรมชาติจะไม่มีการสอน ถา ้ ผใู้ ดมีความประพฤติดีอยใู่นศีลธรรม ไม่กระทา ความผิด และมีความสนใจ พระเจ้า หรืออื่อซาก ็ จะดลบนัดาลใหเ ้ป็ นโตโบได ้ หนา ้ ที่ของโตโบ คือประกอบพิธีกรรม ติดต่อสื่อสารระหวา่งคนกบัพระเจา ้ ปัดเป่ารักษาโรคภยัไขเ ้ จ ็ บ บา บดัรักษาผตู้ิดยาเสพยต ์ิด และอบรมสั่งสอนคนใหเ ้ป็ นคนดี ให้รู้ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี สถานที่ปฏิบัติธรรมของโตโบ คือ หอแหย่หอแหย่ คือวดัของชาวลาหู่ซ่ึงเป็ นสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิทุกวนัศีลชาวบา ้ นและโตโบ จะไปร่วม ประกอบพิธีกรรมที่หอแหย่มีการเตน ้ ร าเพื่อขอใหอ ้ื่อซาลา ้ งบาปใหแ ้ ก่ตนเอง และสวด มนตต ์ิดต่อกบัอื่อซา ใหห ้ มู่บา ้ นอยอู่ยา่งสงบสุข 2. ส่าหล่า ทา หนา ้ ที่เป็ นผชู้่วยโตโบในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เมื่อโต โบไม่อยู่ตา แหน่งส่าหล่าน้นัตอ ้ งเป็ นผชู้ ายเพียงอยา่งเดียวจะเป็ นผหู้ ญิงไม่ได ้การที่จะได้ เป็ นส่าหล่าน้นัตอ ้ งมีความรู้ เรื่องพิธีกรรมพอๆ กบัโตโบ และสามารถที่จะสวดมนตไ์ ด ้ 3. อาจา ทา หนา ้ ที่เป็ นผตู้ิดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยน เผยแพร่ประเพณี วฒันธรรม และแสวงบุญ ตา แหน่งอาจาน้ีก ็ ตอ ้ งเป็ นผชู้ ายดว ้ ยเช่นกนั 4. ฟูกวาง เป็ นผดูู้แลรักษาความสะอาดเรียบร ้ อยของหอแหย่และ ซ่อมแซมรักษาหอแหย่อนัเป็ นที่สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวลาหู่ 5. ตาลา คนที่เข้าทรง ทา หนา ้ ที่อบรมสั่งสอนใหป้ ระพฤติปฏิบตัิตนอยใู่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี 6. กาส้อมา ผหู้ ญิงที่เขาัทรง ทา หนา ้ ที่อบรมสั่งสอนใหป้ ระพฤติปฏิบตัิตน อยใู่นขนบธรรมเนียม ประเพณี ตาลา เป็ นร่างทรง ทา หนา ้ ที่ในการทา นายบอกเหตุการการเจ ็ บไขไ้ ดป้่วย และ วิธีการแกไ้ ขอบรมสั่งสอนคนหนุ่ม สาว และสวดมนต์ (โบ กู่เว)


30 กาส้อมา เป็ นผหู้ ญิงเพียงตา แหน่งเดียวในโครงสร ้ างความเชื่อศาสนา มีหนา ้ ที่ใน การรักษาคนไขเ ้ หมือนโตโบ อบรมสั่งสอนคนหนุ่ม สาว ทา พิธี “ป๊ ะ เก่ เว” ใหกับัผปู้่วย กาส้ อมาน้นัสามารถรับรู้ เหตุการณ ์ ต่างๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนกบัหมู่บา ้ น และบอกทางแกไ้ ข หรือป้ องกนัไม่ใหเ ้ กิดเหตุการณ ์ไม่ดีต่างๆได ้ การตอบแทนส าหรับโตโบ 1. ชาวบา ้ นช่วยเป็ นแรงงานปีละ 3 คร้ัง 2. ได้จากการประกอบพิธีกรรม และชาวบ้านท าบุญ 3. ไดจ ้ ากผมู้ีจิตศรัทธาร่วมบริจาค เทพที่อยู่ในต านานที่มีความเกยี่วข้องกบัศาสนา เทพผู้ชาย 1. เจ่า – ต้าสี คือ เป็นเทพแห่งสงคราม มีหนา ้ ที่ดูแลเมืองท้งัหลาย ไม่วา่ โลก สวรรค์ นรก มีผู้ ช่วยชื่อ แสะ ชีมี–แสะ ชี กา เป็ นผู้มี 30 มือ 30 ขา 2. เจ่าอู้– ป้ อเมือง คือเทพแห่งผปู้ กครองเมือง และสั่งสอนคน 3. เจ่าจูฟู่คือเทพทางการเกษตรผดูู้แล พืชพนัธุ์ ท้งัหลาย 4. เจ่า – ป๊ าติคือเทพเจา ้ ผคูุ้มเทพท้งัหลาย 5. เจ่า – หน่าส้ีคือ เทพแห่งศีลธรรม จริยธรรม 6. มู –ก่อป่า คือเทพผสู้ ร ้ างฟ้ า เทพผู้หญิง 1. นา – ไคมา คือเทพปัดเป่าความชวั่ร ้ าย ปีศาจต่างๆ 2. นา – เป่อมา คือเทพผแู้ ยกแยะความผิดถูกท้งัหลายในบรรดาเทพ 3. นา – จ้ามา คือเทพผตู้ิดตอ่ ประสานงานระหวา่งโลก สวรรค ์ นรก 4. นา – วิติ คือ เทพผู้สร้างความสันติ ความสงบสุข 5. หมี่ –ก่อมา คือเทพผพู้ ้ืนดิน


31 บทบาทหน้าที่ของจาหลี๋ จาหลี๋เป็ นช่างตีเหลก ็ ประจา หมู่บา ้ น ในแต่ละหมู่บา ้ นจะมีตา แหน่งจาหลี๋1- 2 คน ซึ่งข้ึนอยกู่บัขนาดของหมู่บา ้ นน้นัๆ จาหลี๋จะไม่มีค่าตอบแทนเป็ นเงิน แต่ชาวบา ้ นจะ ช่วยเหลือเป็ นแรงงาน ในช่วงการถางไร่การเพาะปลูก และช่วงการเก ็ บเกี่ยวผลผลิต เมื่อ ชาวบา ้ นล่าสัตวป์่าได ้ เช่น เกง ้ กวาง ฯลฯ จะตอ ้ งแบ่งเน้ือ ช่วงคอใหก ้ บัจาหลี๋และเมื่อ ผลผลิตการเกษตรออกใหม่จะตอ ้ งนา ไปใหจ ้ าหลี๋กินก่อน เพื่อเป็ นการตอบแทนบุญคุณของ จาหลี๋ที่ผลิต หรือซ่อมแซม อุปกรณ ์ การทา มาหากินใหช ้ าวบา ้ นมีกินมีใช ้ จาหลี๋น้นัมี ความสา คญัมากพอๆกบัอาดอ/คะแซ หรือโตโบ เป็ นตา แหน่งที่ขาดไม่ไดใ้ นหมู่บา ้ นลาหู่มี ดงัน้ี 1. ผลิต หรือซ่อมแซม เครื่องมือเครื่องใชก ้ ารเกษตร เช่น มีด จอม เสียม เป็ นต้น 2. อบรม สั่งสอนใหช ้ าวบา ้ น ขยนัขนัแขง ็ในการทา งาน 3. ใหค ้ า ปรึกษาในการทา มาหากิน เช่น การเพาะปลูกพืชต่างๆ กะ ละ โก่ (หน้าอก) ใ หก ้ บัโตโบ อ่อ เจาะ (ซี่โครง) ผู้ยิงได้ อ่อ ต่อ (สะโพก ) ใหก ้ บั พ่อตา ส่วนหัว ผู้ยงิเป็ นผไู้ ดส้่วนเน้ือและขาที่เหลือจะตอ ้ งแบ่งให ้ กบัคนในหมู่บา ้ นทุก หลงัคาเรือน ถึงแมว ้ า่ชิ้นเน้ือจะนอ ้ ยนิดก ็ ตาม เป็ นการแสดงออกถึงความสมานฉนัท ์ ความสามคัคีแบ่งปันซ่ึงกนัและกนัสมาชิกในหมู่บา ้ นถา ้ ล่าสัตวป์่าได ้ จะตอ ้ งทา การ จดัแบ่งสรรหาเน้ือสัตวท ์ ี่ไดม ้ าใหก ้ บัผนู้ า ฝ่ายต่างๆ และใหก ้ บัชาวบา ้ นดว ้ ย ถา ้ไม่ให ้ หรือ ขาดสิ่งใดสิ่งหน่ึงก ็ ตามถือวา่ผิดต่อประเพณีตอ ้ งเสียค่าปรับไหม 1 ต่อ หรือ4 แถบ หมอผี ผทู้ี่จะมาทา หนา ้ ที่เป็ นหมอผีน้นัตอ ้ งเป็ นผชู้ ายที่สามารถสวดและทา การขบัไล่สิ่งชวั่ ร้ายได้ หมอผีท าหน้าที่รักษาคนไข ้ และไลผ่ ีที่ไม่ดีต่างๆ หมอผีตอ ้ งเรียนภาษาหมอผีและ ตอ ้ งมีความรู้ เรื่องการขบัไล่ผี การสืบทอดหมอผี มี 2 วิธี


32 1. เรียนรู้ จากบรรพบุรุษ หรือสืบเช้ือสายโลหิต โดยการเชิญ “เจ้า” มาไว้ในบ้าน 2. สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิดลบนัดาลให ้ เป็ น เช่น การเขา ้ ทรงและการเขา ้ฝัน การไหว้ครูของหมอผี เมื่อมีคนมาขอให้ท าพิธี 3 คร้ัง หมอผีตอ ้ งเซ่นไหวค ้ รู1 คร้ัง หรือถา ้ไม่ มีคนมาเรียน หมอผีตอ ้ งเซ่นไหวค ้ รูเอง อุปกรณ ์ ที่ใช้ในการเซ่นไหว้ครูของหมอผีประกอบด้วย 1. ไก่1 ตัว 2. ขา ้ วเปลือกควั่ 3. เทียนไข 4. หญ้าคาอีก 3 มัด 5. ไมไ้ ผแ่หลม เหลามาทา เป็ นกากบาท ในการเตรียมอุปกรณ ์ น้นัหมอผีอาจจะเตรียมเอง หรือใหเ ้ จา ้ ของบา ้ นเป็ นผเู้ ตรียม ตามแต่ จะตกลงกนัหมอผีเป็ นผทู้ี่ทา หนา ้ ที่ติดต่อกบัภูติผีวิญญาณต่างๆ หมอผีตอ ้ งมีความรู้ ความสามารถดา ้ นคาถาในการขบัไล่ภูติผีปีศาจ ความรู้ เหล่าน้ีไดร ้ับการถ่ายทอดมาจาก บรรพบุรุษ หรือร่ าเรียนมาจากผรูู้้ จนไดร ้ับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บา ้ น หมายเหตุโตโบ จะเรียกขวญั ไดเ ้ ฉพาะที่หอแหยเ่หมือนกาส้ อมา หมอพื้นบ้าน หมอรักษาคนไข้ จากการศึกษาพอจะจา แนกประเภทของหมอพ้ืนบา ้ นออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดงัน้ีคือ 1. หมอพิธีกรรม คือ หมอพ้ืนบา ้ นที่เกี่ยวขอ ้ งกบัสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิและ เป็ นผทู้ี่ติดต่อระหวา่งมนุษยก ์ บัพระเจา ้ โดยเป็ นผูป้ ระกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเรียก ขวัญ (ฮา โค เว) 2. หมอคาถาอาคม ผู้รู้คาถาอาคม หมอคาถาหรือผู้รู้คาถาอาคมการรักษา โดยใชค ้ าถาเป็ นส่วนใหญ่ หมอสมุนไพร ส่วนใหญ่จะเป็ นหญิงมากกวา่ชายหมอสมุนไพรเป็ นผทู้ี่มีความรู้ ความสามารถ ในการใชส้ มุนไพรในการรักษาโรคต่างๆหมอแต่ละคนจะมีความสามารถ ในการรักษาโรคที่ไม่เหมือนกนัท้งักระบวนการ และวิธีการรักษาที่เป็ นของเฉพาะตวั รวมท้งัการไดม ้ าซ่ึงความรู้ เรื่องยาและวิธีการรักษาที่แตกต่างกนัเช่น โดยการเรียนรู้ไดจ ้ าก


33 การถ่ายทอดของครอบครัว คือจากปู่ยา่พ่อแม่จากพ่อสู่ลูก สู่หลาน มีกระบวนการ ถ่ายทอดโดยทางออ ้ ม เช่น เวลาไปเก ็ บยาสมุนไพรจะพาลูกหลานไปดว ้ ย หมอยาจะอธิบาย สรรพคุณของยาแต่ละชนิดใหฟ้ ัง รวมท้งัสูตรยาและวิธีการผสมยากบัการเรียนรู้ โดยการ ไปขอเรียน โดยไปศึกษาจากหมอยาที่เก่งๆ และมีชื่อเสียงหรือหมอยาบางคนไดสู้ตรยามา โดยการฝันหรือที่เรียกวา่ยาผีบอก บางคนเรียนรู้โดยการแอบเรียน การเรียนรู้ประเภทน้ีใน วงการคาถาถือวา่เป็ นคนเก่งและมีมนตข ์ ลงั


34 บทที่ 3 สภาพทั่วไปของหมู่บ ้ านศ ึ กษาวจิัย ข้อมูลพ ื้นฐานหมู่บ้านขุนห้วยไส้ หมู่ที่ 7 ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติความเป็นมาของชุมชน หมู่บา ้ นขนุหว ้ ยไส้ เรียกอีกชื่อหน่ึงวา่หว ้ ยไส้ แหง ้ เพราะแต่ละที่มีลา น้า หว ้ ยไส้ จะแหง ้ ทุกปีในช่วงฤดูร ้ อน ก่อต้งัข้ึนเมื่อปี2520 กลุ่มแรกที่เขา ้ มาอยคู่ ือกลุ่มของ นายลอ ผา อยไู่ม่นานก ็ ยา ้ ยออกไปที่อื่น กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนายจะเต ๊ าะ,และนายแอแส จะทอ อยู่ ดว ้ ยกนันาน 3 ปีแล้วย้ายออก 2 หลังคาเรือน เหลือแต่นายแอแส จะตอ กลุ่มที่ 3 กลุ่ม ที่ 3 กลุ่มนายจะอื่อ จะคา,นายจะนุ แสนไวยากรณ์และนายแอหยี จะข่ ูเขา ้ มาอยกู่บั นายแอแส และใหน ้ ายแอแสเป็ นผนู้ า หมู่บา ้ น อยดู่ว ้ ยกนัไม่นานนกันายแอแส จึงย้ายไป อยหู่มู่บา ้ นป่าบงงามลาหู่ จึงไดต ้้งัใหน ้ ายจะอื่อ จะคา เป็ นผนู้ า หมู่บา ้ นแทนจนถึงปี 2538 นายจะอือ จะคา จึงลาออกไปเนื่องจากอายุมากแล้ว ไม่มีความคล่องตวัในการ ติดต่อประสานงานขา ้ งนอกหมู่บา ้ นและสภาพหมู่บา ้ นก ็ เปิดมากข้ึน มีหน่วยงาน โครงการต่าง ๆ ใหก ้ ารศึกษาและพฒันาหมู่บา ้ นจึงไดใ้ หน ้ ายจะที จะคา บุตรชายเป็ น แทน เพราะเป็ นคนหนุ่มที่มีความรู้ในการปกครองหมู่บา ้ นจากพ่อและมีการสื่อสารไดด ้ี ประชากรหมู่บา ้ นขนุหว ้ ยไส้ ยา ้ ยมาจากบ้านห้วยมะยม อ าเภอฝาง บ้านดอยปู่ หมื่น อา เภอแม่อาย และบ้านป่ าหนา อ าเภอไชยปราการ จงัหวดัเชียงใหม่ หน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ดงัน้ี 1. ประชาสงเคราะห์( หน่วยพฒันาและสงเคราะห ์ ชาวเขาบา ้ นหว ้ ยจะค่าน ) 2. โครงการประปาภูเขาคณะคริสต์จักรแบ๊บตีส 3. ศูนย์การเรียนชุมชนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้ าหลวงบา ้ นขนุไส้ ( ศศช.เดิม) 4. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท.) 5. มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ า( ชื่อโครงการร่วมอนุรักษแ ์ ม่ปิงตอนบน) 6. หน่วยจดัการตน ้ น้า หว ้ ยจะค่าน


35 ที่ตั้ง ที่ต้งัหมู่บ ้ านขุนห ้ วยไส้ หมู่ที่ 7 ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกบับา ้ นป่าบงงามลีซู ทิศใต้ ติดต่อกบั ป่า ทิศตะวันออก ติดต่อกบับา ้ นหนองเต่าลาหู่ ทิศตะวันตก ติดต่อกบับา ้ นหว ้ ยไส้ คนพ้ืนราบ การปกครอง หมู่บา ้ นขุนห ้ วยไส้ เป็ นหยอ่มบา ้ นเล ็ กๆ ของหมู่บา ้ นหลกัคือบา ้ นขุนห ้ วยไส้ คนพ้ืน ราบการปกครองทางการจะข้ึนอยกู่บัผใู้ หญ่บา ้ น หมู่ที่ 7 ชื่อนายยง จันตา ภายในหมู่บา ้ น ขนุห ้ วยไส้ จะมีการปกครองกนัเองตามแบบด้งัเดิมโดยมีนายจะทีจะคาเป็ นผูน ้ า หมู่บา ้ นขุน ห้วยไส้ คณะกรรมการชุมชน ดังนี้ 1. นายยะโหลขะจู 2. นายแอกละ คะจู 3. นายจะอือ ปู่ หา 4. นายปะแต๋แสนไวยากรณ์ 5. นายนิวัติแสนไวยากรณ์ 6. นายตาโน วงค์ชัยอรุณ 7. นางนาแล ปู่ ผา 8. นางนาสี จะคา 9. นางนาแส จะลอ ความเชี่อ / ศาสนา 1.หมู่บ ้ านขุนห ้ วยไส้ นับถือความเชื่อแบบด้งัเดิม คือการนับถือดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษ โครงสร้างคณะกรรมการ (ผู้น าทางศาสนา) ดงัน้ี 1. นายอะไข่ขะจู ตา แหน่งโตโบ ( ผู้น าศาสนา / ความเชื่อ ) 2. นายจะหวะ จะแตะ ตา แหน่งส่าล่ะ ( ผชู้่วยโตโบ) 3. นายปะโจ ปู่ หา ตา แหน่งอาจา 4. นายแข่ จะโบ ต าแหน่ง ลาส่อ 5. นางนาอื่อจะโบ ตา แหน่งกาสอมา ( ผู้น าสตรีด้านความเชื่อ)


36 ประชากร หมู่บา ้ นขนุหว ้ ยไส้ มีจา นวนประชากรท้งัหมด 250 คน แยกเป็ นชาย 115 คน แยกเป็ นหญิง 135 คน จ านวนครอบครัว 50 ครอบครัว จ านวนหลังคาเรือน 39 หลังคาเรือน อาชีพ อาชีพหลัก - เพาะปลูกขา ้ วไร่ , ข้าวโพด, ถวั่ต่าง ๆ , สวนมะม่วง, ลิ้นจี่, ล าไย อาชีพรอง - รับจ้าง, เล้ียงสัตว, ์ หาของป่ า กิน/ พ้ืนที่เพาะปลูก ท้งัหมด 800 ไร่ สถานที่ส าคัญ 1. ศูนยว ์ ฒันธรรมเทิดพระเกียรติแม่ฟ้ าหลวงประจา หมู่บา ้ น (หอแหย) ่เดิมที่ลาหู่ ยงัคงนับถือศาสนาหรือมีความเชื่อแบบด้ังเดิมทุกหมู่บา ้ นจะมีสถานที่ประกอบพิธีกรรม ดา ้ นต่าง ๆ ภาษาลาหู่เรียกวา่หอแหย ่ ซึ่งเปรียบเสมือนวัดหรือโบสถ์ ในศาสนาพุทธและ คริสต์ หอแหยเ่ป็ นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่ศกัด์ิทธิ เป็ นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนใน หมู่บา ้ น เช่น ประกอบพิธีกรรมด้าน ศาสนา ความเชื่อ รักษาโรคภัย เป็ นศูนย์บ าบัด ยาเสพติด และเต้นร า ( ปอยแตเว ) เป็ นศูนย์การ เรี ยนการสืบทอด การร้ือฟ้ืน ตลอดจนการประชุมแลกเปลี่ยนประเพณีวฒันธรรมดา ้ นต่าง ๆ ยกเว้น ข้อความขัดแย้ง ความผิดต่าง ๆ ห ้ ามพิพาทไกล่เกลี่ยกนั ในหอแหยอ่ยา่งเด ็ ดขาด ตอ ้ งไปไกล่เกลี่ยกนัที่ บา ้ นผนู้ า หมู่บา ้ น ข้อห้าม หรือข้อควรปฏิบัติในหอแหย่ 1) ห้ามน าอาหารที่เป็ นเน้ือสัตวท ์ุกชนิดไปรับประทานในหอแหยเ่ด ็ ดขาด ยกเว้น เป็ นอาหารเจ 2) ห้ามพูดค าหยาบ และประพฤติอันใดที่ผิดศีลธรรม 3) หา ้ มไกล่เกลี่ยคดีความผิดต่าง ๆในหอแหย่


37 ด้านการศึกษา เมื่อปี การศึกษา 2542 ได ้ รับการสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมจาก สวช.ไ ด้มีการ ปรับปรุงอาคาร และมีการเรียนการสอนการสืบทอดหลกัสูตรทอ ้ งถิ่นของชนเผ่าลาหู่ศูนยการเรียนชุมชน ์ ชาวไทย ภูเขาเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวงบ้านขุนห้วยไส้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเชียงใหม่ได้มีการ จัดศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) เมื่อปี 2539 ต้ังแต่ระดับเตรียมความพร้อมช้ัน ประถมศึกษาปี ที่ 6และสอนหลัก เบ็ดเสร็จส าหรับผูใ้หญ่ภาคกลางคืนนอกจากน้ีมีโครงการการศึกษา ทางไกลอีกดว้ยเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่จบช้นั ประถมศึกษาแลว้สามารถเรียนต่อในระดบัที่สูงข้ึน ไป ปัจจุบันมีครูสอน 1 คน ชื่อ น ส. สแกวัลย์ พุ่มเมฆ ปี 2540 ได้เปลี่ยนชื่อ เป็ นศูนย์การเรียน ชุมชนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวง บ้านขุนห้วยไส้ เพื่อเป็ นการเทิด พระเกียรติสมเด็จย่าปัจจุบันมี นกัเรียนในโรงเรียนบา้นขุนห้วยไส้มีเด็กนกัเรียนอยู่ท้งัหมด 41 คน แยกเป็ นหญิงจ านวน 25 คน แยกเป็ นชายจ านวน 16 คน จ านวนเด็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียนหนังสืออยู่ในหมู่บ้านประมาณ 22 คน แยกเป็ นชาย 10 คน แยกเป็ นหญิง 12 คน บุคคลส าคัญในชุมชน ( อดีต – ปัจจุบัน ) ผู้น าชุมชน บ้านขุนห้วยไส้ จากอดีตจนถึงปัจจุบนัมีดงัน้ี 1. นายลอผ่า 2520 - 2522 2. นายจะฟู 2523 - 2525 3.นายแอแส จะทอ 2526 4. นายจะอื่อ จะคา 2527 – 2537 5. นายจ่าที จะคา 2538 - ปัจจุบัน ผู้น าชุมชนขุนห้วยไส้ชื่อนายจ่าที จะคา อายุ 35 ปีเกิดที่บ้านดอยปู่ หมื่น อ าเภอ แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็ นบุตรของนายจะอื่อ จะคา และ นางนาหย่อ จะคา แต่งงาน กับ นางนาสีมี บุตร 4 คน เป็ นชาย 3 คน เป็ นหญิง 1 คน นายจ่าที จะคา ได้รับการยอมรับและไว้วางใจ ให้เป็ นผู้น าชุมชน เมื่อปี2538 สืบต่อจากพ่อที่มีอายุมากแล้วลาออกไป ชุมชนบ้านขุนห้วยไส้เป็ น ชุมชนที่มีปิ ดไม่ค่อยมีผู้คนรู้จักและเข้าออกมากนักเนื่องจากเป็ นชุมชนที่มีจ านวนประชากรน้อยและ ห่างไกลการเดินทางข้อนข้างล าบาก เวลาในช่วงฤดูฝน ผลงาน - นายจ่าที จ่าคา ได้ติดต่อประสานงานกับโครงการและหน่วยงานรัฐและองค์กร พัฒนาเอกชนต่าง ๆให้เข้ามาในชุมชน เช่น ประสานงานกับโครงการประปาภูเขา ประสานงานศูนย์บริการการศึกษาอ าเภอเชียงดาวให้มีโรงเรียนในชุมชน (ก.ศ.น.)


38 ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของ ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ( ศ.ว.ท) ประสานงานหน่วยจัดการต้นน าห้วยจะค่าน ปัจจุบันชุมชนบ้านขุนห้วยไส้มีน้ าประปาใช้มีโรงเรี ยน มีการจัดการทรัพยากรธรรม ชาติ สิ่งแวดลอ้มเป็นชุมชนสมาชิกเครือข่ายป่าชุมชนอา เภอเชียงดาว นอกจากน้ีมีการจดัการเรียนการสอน หลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้ผูค้นในชุมชนได้มีการเรียนรู้และมีการสืบทอดทางวฒันธรรมและจารีต ประเพณีของชนเผ่าลาหู่โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานรัฐและองค์กรสมาคมศูนย์รวมการศึกษา และวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทยโดยมีผู้อาวุโสในชุมชนเป็ นผู้สืบทอดประเพณีให้กับ เด็กในโรงเรียน ผู้เชี่ยวชาญ / ผู้รู้ทางวัฒนธรรม 1. หมอต าแย / หมอพ้ืนบา้น ในชุมชนบ้านขุนห้วยไส้มีหมอต าแยที่เชี่ยวชาญในการท าคลอดอยู่ 2 คนที่มีประวัติความ เป็นมาคลา้ยคลึงกนัดงัน้ี 1. นาง นาอื่อ จะโบ อายุ 50 ปี 2. นาง นาหย่อ จะคา อายุ 55 ปี จากการสัมภาษณ์หมอตา แยท้งั 2 คน ว่าเป็ นหมอต าแยมากว่า 30 ปีมีความเป็ นการเรียนรู้ คล้ายคลึงกันคือ ตอนเด็กสาว ๆ อายุประมาณ 16 – 20 ปี เวลามีผู้หญิงคลอดบุตรในชุมชน ด้วยธรรมชาติความเป็ นผู้หญิงที่มีจิตใจ ที่มีความอยากรู้อยากเห็นอยากจะช่วยเหลือเพื่อผู้หญิงด้วยกัน จึงชอบไปมุงดูสังเกตเห็น และมักจะถูกขอจากหมอต าแยที่ท าคลอดให้ช่วยเตรียมหรือหยิบอุปกรณ์ท า คลอดใหช้ ่วยอุม้เด็กเป็นตน้ทา อยา่งน้ีมาหลายๆ คนจนมีคนทวั่ ไปเห็นวา่ตอนเด็กคนน้ีคนน้นัคลอดคน ผนู้้ีทา คลอดให้บอกเล่าต่อ ๆ กันไปจนมีคนรู้จักและยอมรับในความสามารถ และมักถูกท่านให้ไปท า คลอดหมอต าแยของ ลาหู่ท้งัชายและหญิง ( ผูช้ายจะทา คอลดให้กบัภรรยาของตวัเองเท่าน้นั ในกรณีที่ ภรรยา ( อาย)ไม่กล้า ขอให้หมอต าแย คนอื่นมาท าคลอดให้ ) และมีจรรยาบรรณ ส าหรับหมอ ต าแย ว่าถ้าผู้ที่จะคลอด หรือญาติพี่น้องของผู้คลอดไม่มาขอให้ช่วยท าคลอด หมอต าแยจะไม่มีการ อาสาเข้าไปช่วยท าคลอดให้เด็ดขาด เพราะถือว่าจะต้องให้ผู้คลอด หรือญาติของผู้คลอด เลือกผู้ท า คลอดเอง ถ้าหมอต าแย เข้าไปท าคลอดให้โดยไม่ได้รับการร้องขอจากผู้คลอด หรือญาติของผู้คลอด แล้ว ผลกการท าคลอดออกมา ถ้าไม่ดีแล้ว จะท าให้เสียชื่อเสียง แต่ในกรณีที่ถูกร้องขอจากผู้คลอด หรื อญาติของผู้คลอด หมอต าแยจะให้การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ได้เด็ดขาด การให้ ค่าตอบแทนในการท าคลอด จะเรียกว่า ค่าล้างมือ โดยฝ่ ายผู้คลอดจะต้อง ให้น้ าใจ เป็ นค่าล้าง มือ ของหมอต าแย เป็ นจ านวน เงิน 1 รูปี( เงินแถบ ) ถ้าเทียบเป็ นค่าเงินปัจจุบันแล้ว จะมีมูลค่า ประมาณ 80 – 120 บาท


39 5.2 ช่างพ้ืนบา้น ช่างพ้ืนบา้นขุนห้วยไส้มี1 คน เป็ นช่างตีเหล็ก ชื่อนายจะหยี จะขู่ อายุ 64 ปีเกิดที่บ้านดอยปู่ หมื่น อ าเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีภรรยาชื่อนางนาสี จะขู่ มีบุตร 7 คน นายจะหยีเล่าว่า ใน สมัยตอนเป็ นวัยรุ่นในชุมชนของตัวเองไม่มีจาหลี( ช่างตีเหล็ก ) เพราะเป็ นหมู่บ้านเล็กๆ เมื่อ เครื่องมืออุปกรณ์ท ามาหากินเสียต้องการซ่อมจะต้องเดินทางไปไกลในชุมชนที่มีจาหลีมักจะซ่อมให้ ไม่ค่อยดี จึงกลบัมาฝึกฝนเริ่มตีเอง ที่บ้านจนเกิดความเชี่ยวชาญ ผูน้า ในชุมชนของตนจึงแต่งต้งัให ้ นายจะหยี เป็ นจาหลีจนถึงปัจจุบันต าแหน่งจาหลีเป็ นองค์ประกอบที่ส าคัญของสังคมของชาวลาหู่ ที่ ควบคู่กับผู้น าหมู่บ้าน ผู้น าศาสนา และหมอผีหมอสมุนไพรโดยชาวลาหู่มีความเชื่อว่าจาหลีมีท้งัใน สวรรคแ์ละบนโลกดงัน้นัการซ่อมแซมอุปกรณ์ทา มาหากินตอ้งซ่อมใหด้ีที่สุดและเสมอภาคกนับทบาท หน้าที่จาหลีจะต้องซ่อมแซมอุปกรณ์ท ามาหากินของทุกคนที่น ามาให้ซ่อมจะปฏิเสธไม่ได้และจะไม่ เอาค่าซ่อมแซมอย่างเด็ดขาด ถ้าเก็บเงินค่าซ่อมแซมจะถูกผู้น าหมู่บ้านปรับไหมยกเว้นแต่ที่ท าออกมา เพื่อขายจึงจะขายได้ การตอบแทนบุญคุณจาหล ี ในรอบ 1 ปี คนในชุมชนจะต้องไปช่วยงานจาหลี3 คร้ัง /ปี เช่น ในช่วงถางไร่ ช่วงเพาะปลูก และ ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลผลิตทางการเกษตรออกใหม่ชาวบ้านจะน าผลผลิตที่ได้ไปให้จาหลี พอประมาณเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณและมีความเชื่อว่าผลผลิตที่ไดน้ ้ันไดม้า เพราะน้า มือของจา หลีเมื่อได้สัตว์ป่ า( เฉพาะสัตว์ใหญ่ ) มาจะตอ้งแบ่งเน้ือสัตวป์่าในส่วนบริเวณคอให้กับจาหลีเป็ นการ ตอบแทนบุญคุณ หมายเหตุ - ถ้าผู้ใดฝ่ าฝื น หรือละเมิด จาหลีมีสิทธิปรับไหมตามที่กฎหมู่บ้านก าหนดไว้ 5.3 ศิลปินพ้ืนบา้น 1. นายจะบี๋ จะคา อายุ30 ปีมีความสามารถในการร้องเพลงชนเผ่า เล่นเครื่องดนตรี เผ่า เช่น เป่ าแคน ตีกลอง เต้นร า 2. นางนามีแล ปุ่ ผา อายุ35 ปีมีความสามารถในการร้องเพลงชนเผ่า เล่นเครื่องดนตรี ชนเผ่า เช่น เป่ าแคน ตีกลอง เต้นร า เป่ าขลุ่ย เป่ าอ้าทา เป่ าใบไม้ เป่ าแหลุ้ และดีด ซึ่งนักดนตรี พ้ืนบา้นท้งัคนตอ้งการสอนคนที่สนใจในการสืบทอดในการเล่นร้องเพลงเพลงพ้ืนบา้นเน้ือเพลงของ คนหนุ่ม - สาวกบัคนเฒ่าคนแก่จะไม่เหมือนกนั เช่น คนหนุ่มสาวจะร้องเพลงบรรยายถึงคนรัก คู่รัก ถ้าไม่สมหวังก็ร้องเพลงสาปแช่ง ให้พบกับคมดาบคมหอก โรคร้าย และ ส าหรับคนแก่จะเน้ือร้องถึง ความหลัง พรรณนาถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกล


40 เครื่องดนตรีของชนเผ่าลาหู่ 1. เครื่องดนตรีประเภทใช้ตี - กลอง ฉิ่ง ฆ้อง 2. เครื่องดนตรีประเภทใช้ดีด - ซึง อ้าทา 3. เครื่องดนตรีประเภทใช้เป่ า - ขลุ่ย แคน แปหลู ใบไม้ ข้อมูลหมู่บ้านหนองเต่า หมู่ที่ 9 ต าบลปิ งโค้ง อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านหนองเต่า บา้นหนองเต่าต้งัอยู่เขตพ้ืนที่หมู่ที่ 7 ตา บลปิงโคง้อา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่ที่ต้งั หมู่บ้านเป็ นไหล่เขาระหว่างภูเขามีภูเขาสูงล้อมรอบหมู่บ้านและลาดลงทิศเหนือ-ใต้ ทิศเหนือจรดติด กับบ้านนาน้อยหมู ที่ 9 ต าบลปิ งโค้ง (บ้านลาหู่แดง ) ทิศตะวันออกติดกับหมู่บ้านม้งห้วยลึก ทิศ ใตจ้รดติดกบับา้นป่างเฟือง ทิศตะวนัตกจรดติดกบัหมู่บา้นหว้ยทรายขาว ชาวบา้นหนองเต่าท้งัหมดยา้ย มาจากบ้านดอยปู่ หมื่น อ าเภอฝาง จังหวงัเชียงใหม่มีการอพยพมาอยู่หลายระลอกเริ่มต้นด้วย 5 ครอบครัว ย้ายมาเมื่อปี 2526 ต้ังหมู่บ้านห่างจากที่ปัจจุบันไปทางทิศตะวนัตกประมาณ 3 กิโลเมตร (ด้านขุดถนนเข้ามาหมู่บ้าน ) เรียนว่าบ้านห้วยไส้แห้ง และปี 2528 เกิดการยิงกับตาย ทา ใหห้ญิงต้งัครรภต์าย 2 คน จึงไดย้า้ยเขา้มาต้งับา้นเรือนที่ปัจจุบนั ปีเดียวกนัที่ญาติจากหมู่บา้นดอย ปู่ เหมื่นและจากหมู่บ้านขุนแม่ข้อง เข้ามาสมทบอีก 13 หลังคาเรือน ต่อจากปี 2528 มีญาติมา สมทบเรื่อย ๆ หลังสุด 2 ครอบครัวเมื่อปี 2534 รวมท้งัสิ้นขณะน้ีมี46 หลังคาเรือน ประชากร ท้งัหมด 230 คน จ านวนชาย 105 คน จ านวนหญิง 125 คน บ้านหนองเต่าเป็ นชาวลาหู่แดง ท้งัหมู่บา้นประกอบด้วยตระกูล 1. นายจะข้า 2. นายจะลอโบ 3. นายจะหา 4. นายจะอู เป็ นต้น ประชากรบ้านหนองเต่า หมู่ที่ 7 ตา บลปิงโคง้อา เภอเชียงดาว มีประชากรเพิ่มข้ึนปัจจุบนั มี จ านวนผู้ชาย 225 คน จ านวนผู้หญิง 235 คน


41 ประชากรท้งัหมด 260คน จ านวนครัวเรือนประมาณ 50 หลังคา ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐและองค์กรพฒันาเอกชนด้ังนี้ 1. ศูนย์การเรียนชุมขนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวงบ้านหนองเต่า ( ศศช. ) 2. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ( ศวท. ) 3.หน่วยงานจดัการตน้น้า บา้นหว้ยจะค่าน 4.มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ า (โครงการร่วมอนุรักษ์แม่ปิ งตอนบน ) เขตติดต่อ - ทิศเหนือติดต่อกับ หมู่บ้านนาน้อย - ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่บ้านขุนห้วยไส้ - ทิศตะวันออกติดต่อ หมู่บ้านห้วยลึก (ม้ง ) - ทิศตะวนัตกติดต่อป่าตน้น้า การปกครอง ด้านการปกรองหมู่บ้านหนองเต่าหมู่ที่ 7 ต าบลปิ งโค้ง ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใหญ่บ้านหรือ ผู้ช่วยเป็ นทางการ แต่งในหมู่ยังมีผู้น าหมู่บ้านรักษาการแทนและผู้น าหมู่บ้านจะเป็ นคนประสานงาน กบัหน่วยงานและหรือองคก์รต่างๆบา้นหนองเต่าเป็นหมู่บา้นที่ยงัข้ึนอยู่กบัหมู่ที่ 7 บ้านห้วยลึกม้ง แต่มีตา แหน่งการปกครองตามประเพณีดงัน้ี 1. นาย ประสอ จะหา ( ผู้น าหมู่บ้าน ) หรือเป็ น คะแซ 2. นาย ป่ าหยี จะทอ ( ผู้น าทางศาสนา ) หรือเป็ น โตโบ 3. อาจา ( ผู้ช่วยโตโบ ) 4. ลาส่อ ( ผู้ช่วยโตโบ ) 5. สาหล่า ( ผู้ช่วยโตโบ ) 6. จาหลี ( ช่างตีเหล็กประจ าหมู่บ้าน ) จาหลี ( ช่างตีเหล็กประจ าหมู่บ้านหนองเต่ามี 2 คน ชื่อ นายแอสัก แอฟูอายุ 65 ปี ย้ายมา จากดอยปู่ หมื่น อ าเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ส่วน นายจะเดอ อายุ 45 ปี ย้ายมาจากหมู่บ้านจะ สา ตา บลเมืองงาย จงัหวดัเชียงใหม่สมยัก่อนในชุมชนลาหู่ทุกบา้นตอ้งให้มีความส าคญัและตอ้งมี ( จาหลี ) ช่างตีเหล็กทุกบ้านเพราะชุมชนเป็ นชุมชนเป็ นชนบทหมู่บ้านเล็กๆ ต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ ท างานหากินเสียหรือช ารุด ต้องการซ่อมจะต้องเดินทางไปไกล ในชุมชนที่มีจ าหลีไม่ต้อง ออกจากหมู่บา้นไป ซ้ือเครื่องมือในเมือง เพราะจาหลีเป็นคนตีมีดหรือตีเครื่องมือในการประกอบอาชืพ ให้กับแต่ละบ้าน จาหลีเป็ นต าแหน่งช่างตีเหล็ก ประจ าหมู่บ้านซึ่งอยู่กับสังคมลาหู่มาช้านาน เป็ น


42 บุคคลหรือผู้อาวุโสที่มีความส าคัญต่อหมู่บ้านชาวลาหู่เชื่อว่า ช่างผู้ท าเครื่องมือการเกษตร เป็ นผู้น ามา ซึ่ง ความว่าอุดมสมบูรณ์ และความมีสุขมีกินหาก เราไม่มีผู้สร้างเครื่องไม้เครื่องมือ เราจะไม่อาจท ามา หากินได้ไม่สามารถท าการเพาะปลูกได้ แต่ถ้าเรามีเครื่องมือ ต่างก็มีกิน เครื่องไม้เครื่องมือดีหรือไม่ดี ข้ึนอยกู่บับุคคลคนชาวลาหู่จึงถือวา่มีความสา คญัต่อหมู่บา้น ค่าตอบแทนบุญคุณ จาหลใีนรอบปี คนในชุมชนจะต้องไปช่วยงานจาหลีปี ละ 3 คร้ัง / ต่อ ช่วงระยะเวลา ช่วงการเพาะปลูก ช่วงท าไร่ ช่วงเก็บผลผลิต เมื่อได้สัตว์ป่ า ( เพราะสัตว์ ) จะต้องแบ่งให้จาหลี 1 ส่วน เป็ นการตอบแทน บุญคุณ คณะกรรมการหมู่บ้านมีดังนี้ คณะกรรมการกองทุนหมุนเวียน 1. นาย ประสอ จะหา 2. นาง นาลอโบ จะลอโบ 3. นางนาจู จะเต 4. นางนาแฮ จะเสือ 5. นายป่ าโหล จะเสือ 6. นาย คาน่อ จะอู สิ่งอ านวยความสะดวก - รถยนต์ 6 คัน - รถมอเตอร์ไชค์ 15 คัน การคมนาคม - ทางเข้าหมู่บ้านมี 2 ทาง คือ ทางรถยนต์ และทางเดินเท้า ส าหรับทาง รถยนต์ จากปากทางถือหมู่บ้านเป็ นดินแดงประมาณ 16 กิโลเมตร ส่วนทางเดินเท้าจากทางหลวง มี ระยะทาง 3 กิโลเมตร แต่จะชันมาก ถนนหนทางค่อนข้างจะล าบากมาก ในช่วงฤดูฝน รถสามารถ เข้าถึงหมู่บ้านได้เฉพาะฤดูแล้ง ระยะทางจากเชียงใหม่ –หมู่บ้าน – 115 กิโลเมตร สภาพหมู่บ้าน - อยู่บนเนินเขาสูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ 800 เมตร สภาพรอบๆ หมู่บ้านเป็ นป่ า โปร่ง ข้อมูลทางเศรษฐ/ อาชีพ หมู่บ้านหนองเต่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพท าไร่ ท าสวน ปลูกข้าวไร่ ปลูกข้าวโพด ปลูกขิง ปลูกถวั่แดง ชาวบา้นส่วนใหญ่มีรายน้อยในแต่ละปีชาวบา้นส่วนใหญ่ไม่พอกบัการบริโภคในรอบปี เนื่องจากสภาพดินเสื่อมและมีศตัรูพืชหลายชนิดผลผลิตออกมาราคาตกต่า ไม่ค่อยมีพ่อคา้เขา้ไปซ้ือ เพราะถนน ทางเขา้ไปลา บาลพอสมควรและเหตุน้ีชาวบา้นส่วนหน่ึงจา เป็นตอ้งออกจากชุมชนไป รับจ้างในเมืองและชาวบ้านที่ชุมชนต้องหาของป่ าขายเป็ นรายได้เสริมและรับจ้างตามหมู่บ้านที่ใกล้ๆ สัตว์เลี้ยง - สัตวส์ ่วนใหญ่ที่ในชุมชนเล้ียงกบัเช่น ววั ไก่เป็ด หมูและมีการเล้ียงนกพิราบ


43 ด้านศาสนา / ความเชื่อ ชาวบา้นในหมู่บา้นหนองเต่าท้งัหมูบา้นยงันบัถือบรรพบุรุษอยู่มีผูน้า ดา้นพิธีกรรม มีหอแหย่ 1 หลัง (สถานที่ประกอบพิธีกรรม ) ทุกวันศีลชาวบ้านทุกคนจะต้องหยุดท างานเข้าร่วมกิจกรรม ทางศาสนา เช่น รดน้า ดา หัวผูน้า ศาสนาหรือผูอ้าวุโสในชุมชน และมีการสืบทอดวฒันธรรมตามจารีต ประเพณีของชาวลาหู่ที่ปฎิบัติกันมานาน ปัจจุบันหมู่บ้านหนองเต่ามีการเรียนการสอนหลักสูตร ทอ้งถิ่นในโรงเรียนมีผูอ้าวุโสในชุมชนเป็ นคนสอนให้เด็กในโรงเรียนและครูผู้สอนเป็ นคนจดบันทึก ให้ผู้อาวุโส ผู้น าทางด้านวัฒนธรรมในหมู่บ้าน 1. นาย แอสัก แอฟู 2. นายจะบา คีระต่อ 3. นาย ประหยี จะทอ 4. นาย คาน่อ จะอู 5. นาง นาแส แอฟู lสถานที่ส าคัญในหมู่บ้าน ศูนย์วัฒนธรรมของชนเผ่าลาหู่ประจ าหมู่บ้าน (ห่อแหย่) เดิมที่ลาหู่ยังคงนับถือศาสนาหรือมี ความเชื่อแบบด้งัเดิมทุกหมู่บา้นจะมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมดา้นต่างๆ ภาษาลาหู่เรียกว่า หอแหย่ ซึ่งเปรียบเสมือนวัดหรือโบสถ์ หอแหย่เป็ นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่ศักดิ์ ทธิ เป็ นศูนย์รวมใจของ คนในหมู่บ้าน เช่น ประกอบพิธีกรรมด้าน ศาสนา ความเชื่อ รักษาโรคภัย เป็ นศูนย์บ าบัดยาเสพติด และเต้นร า (ปอยเตเว ) เป็นศูนยก์ารเรียนการสืบทอด การร้ือฟ้ืน ตลาดจนการประชุมแลกเปลี่ยน ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ยกเว้นข้อความขัด แย้งความผิดต่างๆ ห้ามพิพาทไกล่เกลี่ยกันในหอแหย่ เด็ดขาด ต้องไปไกล่เกลี่ยกันที่บ้านผู้น าหมู่บ้าน ข้อห้าม หรือข้อควรปฏิบัติในหอแหย่ หา้มนา อาหารที่เป็นเน้ือสัตวท์ุกชนิดไปรับประทานในหอแหยเ่ด็ดขาด ยกเวน้เป็นอาหารเจ ห้ามพูดค าหยาบ และประพฤติอันใดที่ผิดศีลธรรม ห้ามไกล่เกลี่ยคดีความผิดต่างๆ ในหอแหย่ ประเภทหมู่บ้าน บา้นหนองเต่าเป็นหมู่บา้นลาหู่แดง ต้งัอยู่ที่ 7 ต าบลปิ งโค้ง อ าเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ ปัจจุบันหมู่บ้านหนองเต่ายังไม่มีผู้น าทางการ การปกครองหมู่บ้านก็ยังคงใช้การปกครอง แบบเดิมของชุมชนเป็ นส่วนใหญ่ การตัดสินปัญหาต่างๆ ผู้อาวุโส ก็ยังคงมีบทบาทและได้รับการ ยอมรับอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่หมู่บ้านไม่สามารถพูดภาษาไทยได้นอจาก ผู้น าและเยวชน ส่วนผู้น า น้นัพูดภาษาไทยไดเ้พราะว่าตอ้งไปติดต่อกบัทางราชการบ่อยจึงสามารถพูดภาษาไทยไดบ้า้ง และยงัมี ชาวบ้านบางคนที่เป็ น กลุ่มแม่บ้าน ไม่สามารถพูดภาษาไทยไดเ้ลย แต่ปัจจุบนัน้ีได้มีโรงเรียนของ


44 ศูนยบ์ริการการศึกษาอา เภอเชียงดาวเขา้ไปเปิด สอนหนงัสือแก่เด็กเยวชนที่หมู่บา้นหนองเต่าทา ใหเ้ด็ก ในหมู่บา้นเริ่มเขา้ใจและพูดภาษาไทยไดม้ากข้ึนปัจจุบนับา้นหนองเต่ายงัหย่อมบา้น ยงัข้ึนกบัหมู่บา้น ห้วยลึก ( ชนเผ่าม้ง ) สภาพปัญหาในชุมชน ปัญหาขอ้จา กดัทางดา้นพ้ืนที่กิน อนัเนื่องมาจากออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จา กดัพ้ืนที่ทา กิน ทา ให้ชุมชนขาดพ้ืนที่ทา กิน มีผลทา ให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ไดร้าคา ปัญหาดา้นยาเสพติด เริ่มมียา เสพติดเข้ามาในชุมชนเนื่องจากความเจริญเขา้ไปถึงการทางไปมาลาบากมีการตดต่อกบัทวั่ถึงทา ให้ยา เสพติดเขา้ไปในพ้ืนที่ง่ายข้ึน มีท้งัผูค้า้และผูเ้สพปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยม และวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและชุมชนชาวเขาเองเริ่มเปิดตัวสัมพันธ์กับสังคม ภายนอกมากข้ึน จึงไดร้ับอิทธิพลจากวฒันธรรมและค่านิยมภายนอกมากข้ึนตามไปดว้ย เทคโนโลยี บางอย่างไดก้ลายมาเป็นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และ ทนัสมยัเกิดช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห็นความส าคญัและคุณค่าของ วัฒนธรรม ปัญหาหน้ีสิ้น ผลผลิตทางการเกษตรขายไม่ไดร้าคา ชาวบา้นมีภาระหน้ีสินจากการกูย้ืม เพื่อเป็ นทุนในการประกอบอาชีพ ในหมู่บ้านนับถือศาสนา นับถือบรรพบุรุษ 50 หลังคาเรือน กิจกรรม / พิธีกรรมทางศาสนา ประเพณีปี ใหม่ ประเพณีกินข้าวใหม่ ประเพณีเข้าพรรษา ประเพณีออกพรรษา ประเพณีการรดน้า ดา หวัผใู้หญ่ ประเพณีวันศีล ประเพณีการข้ึนบา้นใหม่ ประเพณีศีลก่อทราย ด้านการศึกษา ในหมู่บ้านมีศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงสังกัดการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด เชียงใหม่เข้ามาเปิ ดท าการสอน เมื่อเดือน พฤษภาคม 2536 มีจ านวน 40 คน มีครูผู้สอนประจ า อยู่ 2 คน 1.นาง สมจิตร หนูค าปัน 2.นายโสพูน หนูค าปัน ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็ นศูนย์การเรียน ชุมชนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวง บ้านหนองเต่า หมู่ที่ 7 ต าบลปิ งโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


45 จ านวนนักรียน จ านวนผู้ชาย 29 คน จ านวนผู้หญิง 36 คน รวมท้งัหมด 65 คน ครูประจ าสอน 1 คน ชื่อ นส. เกตกาญจน์ จุ่มปี เด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แยกเป็ นชาย 16 คน แยกเป็ นหญิง 39 คน รวมท้งัหมด 55 คน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 1. พ้ืนที่ป่าชุมชน ประมาณ 2500 – 3000 ไร่ 2. พ้ืนที่ที่อยอู่าศยัประมาณ 50 ไร่ 3. ที่สาธารณะ โรงเรียน หอแหย่อ่างเก็บน้า 4. ที่ท ากิน ( ที่ท าการเกษตร ) มีเน้ือที่ประมาณ 1.200 ไร่ 5. ป่าชุมชนใชส้อย มีเน้ือที่ประมาณ 700 ไร่ กฎเกณฑ์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ห้ามมีการตัดไม้ท าหลายป่ า เขตป่ าอนุรักษ์ ห้ามมิให้บุคคลนอกชุมชนเข้ามาตัดไม้ในเขตป่ าใช้ สอย ต้องได้รับการอนุญาติจาก คณะกรรมการหมู่บ้าน ห้ามตัดไม้จ าหน่วยให้บุคคลภายนอกชุมชน ใหม้ีการแนวกนัไฟรอบพ้ืนที่ในเขตป่าชุมชน ป่าใชส้อย ป่าอนุรักษ์ เมื่อมีไฟป่ าเข้าในเขตรับผิดชอบทุกคนต้องร่วมกันดับไฟป่ า สัตว์เลี้ยงที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงกัน -วัว -ไก่ - หมู -ควาย - นกแก้ว วัตถุประสงค์ที่เลยี้งสัตว์ 1. เล้ียงไวเ้พื่อทา พิธีกรรมต่างๆในโอกาส 2. เล้ียงเพื่อไวเ้พื่อเป็นอาหาร 3. เล้ียงไวเ้พื่อขาย


46 มีบุคคลในหมู่บ้านออกไปท างานนอกหมู่บ้านมี20 คน เป็ นผู้หญิง 13 คน เป็ นผู้ชาย 7 คน สาเหตุของการลงไปท างานนอกหมู่บ้าน พ้ืนที่ทา กินไม่เพียงพอ สภาพดินเสื่อม รายได้แต่ละปี ไม่แน่นอน ผลผลิตออมาไม่ค่อยดี ราคาผลผลิตต ่า ข้าวไม่พอกิน ค่าใชจ้่ายเพิ่มข้ึน รายได้เสริมหลัก รับจา้งทวั่ ไป เล้ียงสัตวข์าย เย็บกระเป๋ าลาหู่ ในหมู่บ้านคนที่ได้รับสัญชาติ - ได้รับสัญชาติไทย 60 % - ยังไม่ได้รับสัญชาติ 30 % - ยังไม่มีบัตร 10 % ปัญหาคือ - ทางอ าเภอยังไม่พิจารณาค าร้องที่ยื่นไป - ทางอ าเภอท างานล่าช้า - บางคนยังไม่ได้ยื่นค าร้องที่อ าเภอ - เด็กส่วนใหญ่ยังไม่ได้เอาชื่อเข้า ทะเบียน ท ร 13 - บางคนยังใช้บัตรสีเขียวเขตแดง - บางคนไม่ได้ถือบัตรใดๆเลย บ้านป่ าบงงาม ประวัติความเป็ นมาของหมู่บ้าน หมู่บ้านป่ าบงงามลาหู่ก่อต้ังเมื่อ พ ศ. 2542 โดยการน าของ นาย หลัา ลอแก ชาวบ้านป่ าบงงามแยกออกมาจากหมู่บ้านขุนห้วยไส้ หมู่ที่ 7 ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว ซึ่ง


47 ห่างกันเพียงประมาณ 4 กิโลเมตรช่วง แรกนาย หลา้ลอแก กับลูกๆมาทา ไร่และเล้ียงสัตว์ ภายหลังมีญาติพี่น้องตามเข้ามาอยู่สมทบอีกมาจาก อ าเภอไชยปราการ อ าเภอฝางและ อ าเภอแม่อาย จงัหวดัเชียงใหม่เนื่องจากพ้ืนที่บริเวณน้นัที่ทา กินอุดมสมบูรณ์ทุกครอบครัวมีผลผลิตเพียงพอตลอด ปี และได้จ าหน่วยด้วยโดยเฉพาะข้าวและงาหมู่บ้านป่ าบงงามลาหู่เป็ นหมู่บ้านจุดศูนย์กลางที่เส้นทาง สามารถเชื่อต่อไปยงับา้นต่างๆได้ดังน้ีทิศเหนือติดต่อบา้นหนองแขมที่ใตต้ิดต่อบา้นขุนห้วยไส้ทิศ ตะวันออกติดต่อบ้านนาน้อยทิศตะวันตกบ้านป่ าบงงานลีซู สภาพหมู่บ้านเป็ นหมู่เปิ ดมีคนเข้าออกกัน มากเป็นหมู่บา้นเปิดการปกครองหมู่บา้นป่าบงงานลาหู่ข้ึนต่อบา้นหนองแขม หมู่ที่ 11 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นาย ประเสริฐ จารุจรรยาวงศ์ เป็ นผู้ใหญ่บ้านนายจาย แสนไวยากรณ์ เป็ นผู้น าหมู่บ้านเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้น าหมู่บ้านกันบ่อยท าให้หมู่บ้านไม่ได้รับการพัฒนา เท่าที่ควร สภาพปัญหา ด้านการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหาพ้ืนที่ทา กินไม่เพียงพอน้ าอุปโภค บริโภคถนนหนทางล าบากและชาวบ้านไม่ค่อยให้ความร่วมมือในงานพัฒนาหมู่บ้านเท่าที่ควรจาก สภาพปัญหาดังกล่าวมีผลท าให้เด็กๆและเยาวชนในหมู่บ้านไม่ได้รับการดูแลการเอาใจใส่จากพ่อแม่ และญาติพี่น้องท าให้เด็กและเยาวชนไม่ได้การศึกษาไม่มีที่ดินท ากินเป็ นของตนเองบางคนติดยาเสพติด และต้องออกไปรับจ้างในเมือง คมนาคม - ระยะทางจากตัวเมืองถึงหมู่บ้าน 115 กิโลเมตร สภาพถนน จากปากทางถึงหมู่เป็ นถนนรุดรังเป็ นดินแดง ฤดูฝนถนนหนทางจะล าบากมาก รถไม่สามารถ เข้าถึงหมู่บ้านได้ แหล่งน ้า - ประเภทของแหล่งน้า อุปโภค บริโภคในหมู่บา้นมาจาก บ่อน้า ซบัจา นวน 1 แห่ง ปัญหาแหล่งน้า สา หรับการบริโภคคือ น้า ไม่เพียงพอต่อการบริโภคไม่มีน้า กินในฤดูร้อน (บ่อน้า แหง้ ) สิ่งอ านวยความสะอาด มีรถยนต์ ประมาณ 2 คัน มีรถมอเตอร์ ไซค์ ประมาณ 10 คัน จ านวนประชากร หมู่บ้านป่ าบงงามลาหู่มีประชากร 276 คน หญิงจ านวน 126 คน ชายจ านวน 150 คน จ านวนหลังคา 50 หลังคาเรือน โครงสร้างการปกครอง โครงสร้างการสังคมลาหู่ในหมู่บ้านชุมชน หนึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งชาวลาหู่เรียกว่า แซะ คือ – แซะ – ละ หมายถึง ก้นเสาที่มี 3 ขา 3 มือ ถึงจะสามารถต้งัข้ึนอย่างมนั่คงไดค้ือ 1.


48 อาดอ / คะแซ หรือ ผู้ใหญ่บ้าน 2.โตโบ หรือ พระ 3.จาหลี๋ หรือ ช่างตีเหล็ก ชาวลาหู่เชื่อว่าใน หมู่บ้านหนึ่งๆ ต้องประกอบด้วยองค์กร 3 องค์กรน้ีหากหมู่บา้นใดไม่มีก็ถือว่าเป็นหมู่บา้นที่ไม่ สมบูรณ์โครงสร้างการประครองน้ีชาวลาหู่ไดร้ับการสืบทอด มาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ ชาวลาหู่ถือว่า หมู่บา้นใดไม่มีองคป์ระกอบน้ีแลว้จะไม่สามารถเป็นหมู่บา้นที่ใหญ่และมนั่คงได้เพราะองคป์ระกอบ ท้ง ั 3 ส่วนน้ีมีบาบาทหนา้ที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นทางการปกครอง ที่มีผูใ้หญ่บา้นหรือ อาดอ ทา หน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บา้น มีโตโบ ทา หน้าที่ในการสั่งสอนคนให้คนเป็นดีส่วน จาหลี๋ เป็ นช่างตีเหล็กและผลิตเครื่องมือในการเกษตร ในหมู่บ้านไปประกอบอาชีพได้ถ้าขาดส่วนใด ส่วนหน่ึงแลว้ชาวลาหู่ถือว่าไม่ครอบองคป์ระกอบของการจดัต้งัหมู่บา้น ชาวลาหู่จะนบัถือผูอ้าวุโสท้งั 3 คนในปีหน่ึงทุกๆ หลงัคาเรือนตอ้งไปช่วยทา งานใหบุ้คคลท้งั 3 คน น้ีเพื่อเป็นการตอบแทน ท้งั 3 คนน้ีทา หนา้ที่ใหเ้กิดความสงบสุขในหมู่บา้น คณะกรรมการหมู่บ้าน 1. นายจาย แสนไวยากรณ์ 2. นายจะคะแส 3 .นายบุญชัย 4. นายยะโหล จะโจ้ 5. นายจะสี จะมีต่อ กลุ่มกิจกรรมในหมู่บ้าน - กลุ่มกองทุนหมุนเวียน - กลุ่มเลยี้งสัตว์ - กลุ่มวัฒนธรรม หน่วยงานในพื้นที่ / รัฐ เอกชน 1. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ( ศวท. ) 2.ศูนย์การเรียนชุมชนเทิดพระเกียรติแม่ฟ้าหลวงบ้านป่ าบงงาม (ศศช) 3.มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่ า (โครงการร่วมอนุรักษ์แม่ปิ งตอนบ) ประเภทของหมู่บ้าน เป็นหมู่บา้นที่ยงัไม่รับการแต่ต้งัเป็นทางการ เป็นหยอ่มข้ึนกบัหมู่บา้นหนองแขมหมู่บ้านลีซู ด้านการศึกษา สถานศึกษาในหมู่บ้านมี 1 แห่ง สังกัด / หน่วยงาน ศศช. ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียอ าเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ เปิ ดสอนเมื่อ ปี 2541ครูผสู้อนชื่อ นายธีระ วรรณมาศช้นัสูสุดที่เปิดสอน ป.1 – ป.6 ผู้เรียนสูงสุดในโรงเรียนหมู่บา้นระดบัช้นั ป.6 จ านวนผู้เรียนในหมู่บ้าน 46 คนจ านวน ผู้เรียนอยู่นอกหมู่บ้าน 30 คนจ านวนเด็กที่ยังไม่ได้เรียน 20 คนจา นวนท้งัหมด 96 คน


49 ด้านสังคม / สาธารณสุข - สถานบริการสารารณสุขในหมู่บ้าน - อาสมัครสาธารณสุขชุมชน - ผู้รับผิดชอบ / หน่วยงาน - สถานีอนามัยต าบลเมืองนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านยาสมุนไพรและการรักษาแบบดังเดิม นาย จะนุ แสนไวยากรณ์ นายจะลา จะอือ โรคที่มักจะพบ - ไข้มาลาเรียน - ท้องเสีย แนวความคิดเชื่อและทัศนคติต่อการรักษาแบบดั้งเดิม ท้งัหมู่บา้นยงัมีการรักษาคนป่ วยโดยการใช้ยาสมุนไพร ท้งัหมู่บา้นยงัมีความเชื่อเรื่องวฒันธรรมของชนเผา่แบบด้งัเดิม ความเชื่อ / ศาสนา / วัฒนธรรม - นับถือบรรพบุรุษ 49 หลังคาเรือน - คริสตียน 1 หลังคาเรือน กิจกรรม / พิธีกรรมทางศาสนา ประเพณีกินข้าวใหม่ ประเพณีปี ใหม่ ประเพณีศีลก่อทราย ประเพณีรดน้า ดา หวัคนเฒ่าคนแก่ (ในวนัศีล ) ประเพณีเข้าพรรษา ประเพณีออกพรรษา ด้านผู้น าทางด้านศาสนา 1.นาย จะนุ แสนไวยากรณ์ 2.นายจะลา จะอือ 3.นาง นาเย จะอือ 4.นายจะกอ ลอแก่ ระบบการผลผลิต


50 ระบบการเพาะปลูกในอดีตถึงปัจจุบัน 1. ระบบไร่ขา้วเป็นการเพาะปลูกที่ส าคญัอย่างหน่ึงในสมยัน้ันการเดินทางมาซ้ือขา้วในเมือง ได้ ตอ้งใช้เวลาหลายวนัฉะน้ันจึงมีการปลูกข้าวไวใ้ช้บริโภคในครอบครัวในไร่ข้าวจะมีการปลูกพืช หลากหลายผสมสานเช่น ปลูกแตงกวา แตงโม ฟักหม่น มะระ พริก มันแกว เผือก 2. ระบบไร่ขา้วโพด เป็นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมสานเหมือน ในสมยัน้นั ปลูกขา้วโพดเพื่อ นา บริโภคและเล้ียงสัตว์ 3. ระบบไร่ฝิ่น เป็นการเพาะปลูกหลายกหลายชนิดดว้ยกนั ในไร่ฝิ่น เช่น ปลุกผกัชีผกักาดเชียว กะหล ่าปลี เผือก ในสมยัก่อนน้ันมีรายได้จากขายฝิ่นเป็นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะมีการปลูกหรือหว่านเมล็ดฝิ่นนงในเดือน กันยายน - ตุลาคมแลว้มีการเกี่ยวยางฝิ่นในเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ สาเหตุของการลงไปท างานนอกหมู่บ้าน พ้ืนที่ทา กินไม่เพียงพอ ไม่มีอาชีพเสริม - ขาดรายได้ในครอบครัว แนวโน้มการผลิตในอนาคต - แนวโน้มจะลดลงถ้าไม่มีการใช้สารเคมี รายได้เสริม รับจ้าง ขายสัตวเ์ล้ียงของครอบครัว สภาพปัญหาในหมู่บ้าน - ท าการเกษตรไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าที่ควร - ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเข้าส่งเสริมด้านอาชีพ - ต้นทุนสูง - เมล็ดพืชพันธุ์สูญหาย - สภาพพ้ืนที่ไม่เหมาะสมกบัระบบการเกษตร เช่น ขาดน้า - ด้านสัญชาติ - ชาวบา้นส่วนใหญ่มีการไดร้ับสัญชาติมากข้ึนต้งัแต่ ปี2543 – 2545 - ชาวบ้านที่ยังไม่ได้สัญชาติประมาณ 20 คน สาเหตุที่ยังไม่ได้ - ทางราชการท างานล่าช้า - ยืนค าร้องไปแล้วทางอ าเภอยังไม่ได้ด าเนินงาน


Click to View FlipBook Version