รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ความรู้เผ่าม้ง
องค ์ ความร ้ ู ท ้ องถ ิ ่ น ชนเผ่าม้ง เครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้ง องค์กรชุมชนบ้านขุนวางอา เภอแม่วาง-บ้านแม่สาใหม่ อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย( ศ.ว.ท. ) INTER MOUNTAIN PEOPLES EDUCATION AND CULTURE IN THAILAND ASSOCIATION (IMPECT ASSOCIATION) ส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ส านักงานการประถมศึกษาอ าแม่วาง และอ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนโดยองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ INTERNATIONAL LABOUR ORGANIZATION ( ILO/INDISCO ) สนับสนุนการพมิพ์โดยส านักงานกองทุนเพื่อสังคม
บทน ำ ม้งเป็ นชนชาติหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันๆ ปี มาแล้ว ประมาณการณ์ว่าห้าถึงหก พนั ปีมาแลว้หรือวา่อาจมีประวตัิศาสตร์นานกวา่น้นัดว้ย แต่ที่ทราบกนัอยา่งแน่ชดัก็ราวๆ น้นัแต่ จะใหท้ราบประวตัิที่ชดัแจง้ของมง้น้นัเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะทราบและรู้ว่าม้งก าเนิดและ อาศยัอยใู่นดินแดนที่ใดมาก่อน เพราะวา่มง้ไม่มีหนงัสือที่ไดบ้นัทึกประวตัิของมง้ไว้ถา้หากวา่ อยากที่จะทราบประวตัิของมง้น้นัตอ้งศึกษาประวตัิศาสตร์ของจีนควบคู่กนัถึงจะทราบ ประวัติศาสตร์ของม้งได้อย่างชัดเจน ม้งเป็ นชนชาติหนึ่งที่ได้ก าเนิดในทวีปเอเชีย ดงั่ตา นานที่วา่มง้ไดอ้ยใู่นดินแดนอนัเงียบ สงบและหนาวเยน็มากมีหิมะตก น้า ในแม่น้า จบัตวัแขง็เป็นน้า แขง็หมด มีกลางวนัหกเดือน กลางคืนหกเดือน ตน้ ไมต้น้หญา้ตน้เลก็และแคระแกรน ทุกคนนุ่มห่มหนงัสัตว์สมยัน้นัมง้มี กษัตริย์มาปกครองตนเองเหมือนกับชนชาติอื่น ๆ ด้วย และด้วยประเทศที่เกิดสงครามม้งก็เลย อพยพถอยร่อนหนีลงมาทางใต้ มาอาศัยอยู่ ณ ดินแดนประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน และม้งได้ถูก รุกรานและท าสงครามกันอีก ม้งบางพวกบางกลุ่มก็อพยพหนีสงครามมาอาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ของประเทศจีน ปัจจุบนัน้ีในประเทศมองโกเลียยงัมีกลุ่มคนที่ชอบยิงหน้าไม้ ขี่ม้า และชอบอาศัย อยบู่นพ้ืนที่เป็นภูเขาเหมือนเช่นมง้ทวั่ ไปในประเทศอื่น ดงัน้นัจึงกล่าวไดว้า่ ในประเทศมองโกเลีย ยงัมีมง้อาศยัอยเู่ช่นกนัมองโกเลียเป็นประเทศแรกที่ทราบแน่ชดัวา่มง้ไดอ้าศยัอยมู่าก่อนประเทศ จีน. ม้งได้มาอาศัยอยู่ในประเทศจีนแถบบริเวณลุ่มแม่น้า เหลือง และแม่น้า แยงซีเกียง หรือวา่ บริเวณเมืองฮูนาน และบริเวณใกลเ้มืองปักกิ่งในปัจจุบนัต่อมามง้ไดถู้กชาวฮนั่รุกรานทา สงคราม กันอีก ม้งก็เลยอพยพหนีสงครามลงมาตามเทือกเขาที่ไม่เป็ นที่รู้จักของชาวจีน และไม่อาศัยอยู่ใกล้ ชาวจีนอีกเลย. ม้งเป็ นชนชาติหน่ึงที่ไดก้า เนิดมาบนพ้ืนโลกน้ีมานานแลว้มีรูปร่างหนา้ตา ประเพณี ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม วิถีชีวิตเป็ นของตนเอง บาทหลวงชาวินา (Savina) ได้กล่าวและมีความ เชื่อวา่มง้เป็นชนชาติหน่ึงที่แปลกแยกไปจากคนเอเซีย มีดินแดนถิ่นกา เนิดอยแู่ถบลุ่มแม่น้า เมโสโป เตเมีย เพราะว่าม้งเป็ นชนชาติที่เป็ นคนผิวขาวและผมเป็ นสีเหลืองและแดง โดยสังเกตุจากเด็ก ๆ ที่ มักมีผมสีเหลือง มีนักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่า ม้งโดยแท้จริงแล้วม้งมิใช่คนในเอเซีย เป็ นคน ก่ึงฝรั่งก่ึงเอเซีย หรือก่ึงคอเคเชี่ยมก่ึงมองโกลอย มง้ยงัมีนิทานปรัมปราเล่าถึง ตา นานการสร้างโลก และมนุษย์ และยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการคืนชีพของกษัตริย์ ที่จะมาช่วยมวลมนุษย์ โดยคล้ายกับ นิทานปรัมปราของชาวบาบีโลน แต่มง้อาจยงัไม่ไดเ้ดินทางไปยงัดินแดนน้นัแต่ก็ยงัเป็นที่ไม่แน่ วา่มง้ไดก้า เนิดในดินแดนน้นัเพราะมีหลายชนชาติที่มีเรื่องเล่าดงักล่าวแมจ้ะไม่ไดอ้ยใู่นดินแดนน้นั
แต่ว่าก็ยังมีต านานนิทานปรัมปราแย้ม ออกมาว่า ม้งเคยอาศัยอยู่ ณ ดินแดนที่หนาวเย็น มี กลางวนัหกเดือนกลางคืนหกเดือน มีหิมะตก น้า จบัตวักนัเป็นน้า แขง็ตน้ ไมต้น้หญา้ตน้เลก็ๆ ทุก คนนุ่มห่มหนังสัตว์และขนสัตว์ หรือที่คนม้งเรียกว่า ดินแดนที่เงียบสงบและหนาวเย็น ม้งอพยพ ลงมาอาศยัอยทู่างตอนเหนือของจีนทางแถบลุ่มแม่น้า เหลืองและแม่น้า แยงซีเกียง หรือบริเวณเมือง หูนาน ต่อมาม้งได้อพยพลงมาทางใต้อีกโดยผ่านทางที่ราบสูงทิเบตลงมา ม้งได้อาศัยอยู่เป็ นเวลา ยาวนานก่อนที่ชาวจีนจะมาอยเู่สียอีก หลงัจากที่มงถูกรุกรานจากชาวจีน ้มง้บางส่วนไดเ้ริ่มอพยพ ลงมาทางใต้อีก มาอยู่ทางตอนใต้ของจีนและอาศัยอาศัยอยู่บนที่สูงเป็ นดอย และห่างไกลชาวจีน เพื่อป้องกันการโจมตีจากชาวจีน ชาวจีนเรียกม้งว่า เหมี่ยว หรือเมี่ยวซือ ค าที่ชาวจีนเรียกชื่อม้งว่า เหมี่ยวน้นัยงัไม่สามารถที่จะอธิบายความหมายได้อย่างชัดเจนได้เช่นกัน แต่โดยส่วนใหญ่ชื่อที่คน อื่นต้งัเรียกน้นัจะเป็นในลกัษณะการดูถูกเหยยีดหยาม แต่ก็ยงัใชค้า น้นัเรื่อยมา สา หรับคา วา่มง้น้นั ความหมายคือ เป็ นคนที่รักอิสระ ซึ่งเป็ นชื่อที่ม้งเรียกตัวเองมาตลอด หลังจากที่ได้ม้งอพยพออกจากประเทศมองโกเลียแลว้แรกสุดน้นัมง้ไดม้าอาศยัอยทู่าง ตอนเหนือของจีนแถบลุ่มแม่น้า แยงซีเกียง และแม่น้า เหลือง บริเวณเมืองหูนาน มง้ไดอ้าศยัอยู่ ประมาณ 650 ปีก่อน คริสตกาล ชาวจีนเริ่มที่จะรุกรานทา สงครามกบัชาวมง้แรกสุดน้นัการทา สงครามม้งเป็ นฝ่ ายก าชัยชนะมาตลอด เพราะม้งท าการสงครามสู้รบไดเ้ก่งกวา่ชาวจีน แต่ในที่สุด ม้งเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้ต่อชาวจีน ด้วยการหักหลังพวกเดียวกันเองของม้งบางกลุ่มที่ไปรับจ้างสอนวร ยุทธให้กับชาวจีน ในที่สุดชาวจีนเป็ นฝ่ ายชนะม้งได้อย่างเด็ดขาด แต่ม้งก็ยังท าสงครามกับชาวจีน เรื่อยมาจนถึงประมาณร้อยกว่าปี ที่ผา่นมาน้ีเองที่มง้มีมง้บางกลุ่มอพยพลงมาทางใตอ้ีก มาอาศยัอยู่ ที่ทางเวียดนาม ลาวและไทยในที่สุด จังหวัดที่มีม้งอาศัยอยู่ 13 จงัหวดัในภาคเหนือ ไดแ้ก่ตาก เชียงราย เชียงใหม่น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ล าปาง สุโขทัย เพชรบูรณ์ ก าแพงเพชร พิษณุโลกและเลย จ านวน 260 หมู่บ้าน 16,146 หลังคาเรือน จ านวนประชากร ประมาณ 150,000 (ข้อมูล สถาบันวิจัยชาวเขา : 2538)
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ 1. นิทานการสร้างโลกและกา เนิดมนุษย์ 1 2. ประวัติศาสตร์ตามค าบอกเล่า 4 3. กษัตริย์ม้งตามต านานและค าบอกเล่า 5 4. ประวัติศาสตร์ตามเอกสาร 7 • ประวัติศาสตร์ในประเทศจีน 8 • ประวัติศาสตร์ในประเทศเวียดนาม 10 • ประวัติศาสตร์ในประเทศลาว 11 • ประวัติศาสตร์ในประเทศไทย 12 • ประวัติศาสตร์ในประเทศอื่นๆ 17 บทที่ 2 การปกครองและการตัดสินคดีความ 1. การปกครอง 18 2. การสืบความและตัดสินคดีความ 22 บทที่ 3 ความเชื่อและศาสนา 1. ความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติ 24 2. ความเชื่อในบ้าน บรรพชน ผีบ้านผีเรือน 25 3. ความเชื่อเทพเจ้าสูงสุด 26 บทที่ 4 ประเพณีและพิธีกรรมที่ส าคัญ 1. พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด 28 2. ประเพณีการแต่งงาน และการหย่าร้าง 35 2.1. ประเพณีแต่งงาน 35 2.2. การหย่าร้าง 47 3. การเปลยี่นชื่อผู้อาวุโส 48 4. พิธีกรรมงานศพ 50 5. ประเพณีปี ใหม่เทศกาลกินวอ 58 6. พิธีกรรมทางความเชื่อที่ส าคัญ 62 1. ผีวัว 62
2. หมูผี /ผีประตู 63 3. ผีฟ้า 64 4. การบนบาน 65 5. การลื่อโต้ การปัดรังควาน 67 6. การเล้ียงผี 67 7. การดูฤกษ์ ดูยาม 68 บทที่ 5 มารยาทและค าสอน 1. การล าดับและการนับญาติ 69 2. ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในตระกูลแซ่ 71 3. ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในชุมชน 72 4. ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในครอบครัว 73 5. การเชิญแขกร่วมฉลองปี ใหม่ 73 6. การต้อนรับแขก 74 7. การขอบคุณในโต๊ะอาหาร 74 8. การขอทรงอัวเน้ง 75 9. การมัดมือ 76 10. สุภาษิตค าสอน 78 บทที่ 6 เอกลักษณ์ ศิลปะ และการวรรณกรรม 1. การละเล่นลูกช่วง 84 2. การละเล่นของเด็กและผู้ใหญ่ 86 3. การวรรณกรรม 95 4. เครื่องแต่งกาย 102 5. ภาษา 106 6. บ้านและที่อยู่อาศัย 106 7. การนับวันเวลา 109 บทที่ 7 การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม 1. ประเภทของป่ า 110 2. ป่ าไม้ต้องห้าม 110 3. การเซ่นดงเซ้ง 112 4. การบนเทพและการเซ่น 113
บทที่ 8 เศรษฐกิจและการประกอบอาชีพ 1. การประกอบอาชีพ 114 2. ประเภทพื้นที่ท ากิน 114 3. พนั ธ์ุ พื ช 117 4. สัตว์เลี้ยง 118 5. ปฏิทินการท าเกษตรกรรมในอดีต 118 6. การถนอมอาหารและการประกอบอาหาร 120 7. อุ ปกรณ์ การแปรรู ปอาหาร 121 8. อุ ปกรณ์ อื่น ๆ 123 บทที่ 9 ความเชื่อและการรักษาสุ ขภาพ 1. ความเชื่อสาเหตุ การเจ็ บป่ วย 124 2. การดู แลและการรักษา 127 บรรณานุ กรม 136 ภาคผนวก 141
บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ มง้เป็นชนชาติหน่ึงที่ไดก้า เนิดมาบนพ้ืนโลกน้ีมานานแลว้มีรูปร่างหนา้ตา ประเพณี ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม วิถีชีวิตเป็ นของตนเอง ม้งมีต านานนิทานปรัมปราแย้ม ออกมาว่า ม้งเคยอาศัยอยู่ ณ ดินแดนที่หนาวเย็น มีกลางวันหกเดือนกลางคืนหกเดือน มีหิมะตก น้า จบัตวักนัเป็นน้า แขง็ตน้ ไม้ ต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ ทุกคนนุ่มห่มหนังสัตว์และขนสัตว์ หรือที่คนม้งเรียกว่า ดินแดนที่เงียบสงบและหนาวเย็น มง้ไดอ้าศยัอยบู่ริเวณน้นัเป็นเวลายาวนาน ดว้ยถูกรุกรานการสงครามทา ใหม้ง้ตอ้งอพยพหนีร่อนลงมายงั ดินแดนประเทศมองโกเลีย มีบางกลุ่มก็อาศยัอยทู่ ี่นนั่และบางกลุ่มก็อพยพลงมาทางใตอ้ีกมาอาศยัอยทู่าง ตอนเหนือของประเทศจีน เพราะเกิดสงครามการสู้รบ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทราบประวัติศาสตร์ของม้ งได้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะม้งไม่มีหนังสือที่จะบันทึกประวัติศาสตร์ของม้งเก็บไว้ มีเพียงแต่นิทาน ปรัมปราเล่าเรื่องราวของมง้เท่าน้นัจะใหท้ราบประวตัิศาสตร์มง้ตอ้งศึกษาควบคู่ไปกบัการศึกษา ประวัติศาสตร์ของชาวจีน 1. นิทานการสร้างโลกและกา เนิดมนุษย ์ เย่อโซ๊ะ (Yawm saub) คือผูท้ี่เป็นใหญ่เหนือกวา่ทุกสิ่งทุกยา่ง เป็นผกู้่อกา เนิดสรรพสิ่งต่างๆ เยอ่ โซ๊ะก่อกา เนิดดว้ยตนเอง เกิดจากธรรมชาติหรือเป็นผทู้ี่ถูกกา หนดใหเ้กิดมาเป็นเจา้ของสรรพสิ่งท้งัหลายใน จักรวาล 1.1. การสร้างโลก • โก้ จั๊วะ และ ตรอห์นาห์ (Nkauj Ntsuab thiab Nraug Nas) สมยัก่อนพระเจา้คิดจะสร้างโลกใหม้นุษยอ์าศยัอยู่ก็เลยเรียกโกจ้วั๊ะ และตรอห์นาห์มาเพื่อ ปรึกษาหารือว่าจะสร้างโลกให้มนุษย์ อาศัยอยู่ โดยให้เวลาไปสร้าง 7 วนั โดยโกจ้วั๊ะไปสร้างฟ้าและตรอห์ นาห์มาสร้างพ้ืนดิน โกจ้วั๊ะฟ้าน้นัมีความต้งัใจสร้างฟ้า ส่วนตรอห์นาห์มวัหลงระเริงเล่นการพนนัอยู่เมื่อ จวนได้เวลาครบ 7 วนัแลว้ตรอห์นาห์ก็ถามวา่ โกจ้วั๊ะน้นัสร้างฟ้ามาถึงที่ไหนแลว้ก็มีคนตอบวา่ โกจ้วั๊ะได้ สร้างฟ้าและไดผ้า่นไปนานแลว้ตรอห์นาห์ก็เลยปล่อยวางการเล่นการพนนั ไว้ก็รีบสร้างพ้ืนดิน โดยไม่ดูวา่ โกจ้วั๊ะน้นั ไดส้ร้างฟ้ามาถึงที่ไหนแลว้ก็เลยทา ใหฟ้ ้าไม่สามารถที่จะบรรจุพ้ืนดินไวไ้ดห้มด ก็เลยอดัพ้ืนดิน
2 ให้เก็บไวใ้ตพ้ ้ืนฟ้า ทา ใหป้ ัจจุบนัน้ีพ้ืนดิน ลุ่ม ลุ่ม ดอน ดอน ไม่เรียบอยา่งแผน่ ฟ้า สา หรับแผน่ ฟ้าน้นั โก้ จวั๊ะไดบ้รรจงสร้างข้ึนมาจึงราบเรียบไม่มีที่ลุ่มที่ดอน. 1.2. นิทานต านานการสร้างและกา เนิดมนุษย์ * โก้ เอี้ยะ และ ตรอห์ ออง (Nkauj Iab thiab Nraug Oo) โกเ้อี๊ยะและตรอห์ออง เป็นมนุษยค์ู่แรกของโลก หลงัจากที่โกจ้วั๊ะตรอห์นามาสร้างโลกเสร็จแลว้ เยอ่ โซ๊ะไดใ้ห้โกเ้อี๊ยะตรอห์อองมาใหก้า เนิดมนุษยโ์ลกไดใ้หก้า เนิดมนุษยม์ากมายเต็มโลกโลกไม่มีพ้ืนที่ที่ จะอาศยัอยู่และมนุษยเ์ก่งแยง่ชิงดีชิงเด่นกนัฆ่าฟันเพื่อแยง่ดินแดนอาศยัอยู่เมื่อเยอ่ โซ๊ะ เห็นดงัน้นัจึงคิด ที่จะทา ลายมนุษยผ์มู้ีจิตใจต่า ทรามเสียใหห้มด จึงบนัดาลใหน้ ้า ท่วมโลกกวาดลา้งความสกปรก ความ เลวร้ายใหห้มดสิ้นไป * โก้ยื่อ ตรอห์มัว( Nkauj rwm thaibNraug muas ) สมยัก่อนน้นั ในโลกมีมนุษยอ์ยเู่ตม็ไปหมด อยมู่าวนัหน่ึงเย่อโซ๊ะได้เห็นความเลวร้ายและความ สกปรกของมวลมนุษย์จึงมีความคิดที่จะทา ลาย และลา้งโลกใหส้ะอาด ฉน้นัเยอ่ โซ๊ะจึงไดล้งมาหา เด็กหญิงชายพี่นอ้งคู่หน่ึง ชื่อ โกย้อื่และตรอห์มวับอกใหเ้ด็กท้งัสองคน สร้างกลอง (Lub nruas) ไว้ 1 ใบ และใหท้ ้งัสองพี่นอ้งนา เอาข้ีผ้ึงมายาใหส้นิทมิดชิด ใหท้ ้งัสองพี่นอ้งเขา้ไปนอนอยใู่นกลองน้นัและใหน้า เอา แม่ไก่ที่กา ลงัไข่นา มาไวใ้หฟ้ ักไข่ในกลองดว้ย เมื่อไดย้นิเสียงไก่ร้องจึงสามารถที่จะออกมาดูโลกได้ สอง พี่นอ้งก็เลยไปสร้างกลองตามที่เยอ่ โซ๊ะสั่งไว้เมื่อสร้างเสร็จสองพี่ก็เขา้ไปนอนในกลองน้นัขณะที่ท้งัสอง คนนอนหลบัอยใู่นกลองน้นัอยไู่ดเ้กิดมีน้า ท่วมโลก สองพี่นอ้งหลบัอยู่เลยไม่รู้วา่น้า กา ลงัท่วมโลกอยู่ กลองใบน้นัลอยไปกระทบแผน่ ฟ้าทา ใหเ้กิดเสียงดงัเสียงดงัน้นั ไปเขา้หูของเยอ่ โซ๊ะ เยอ่ โซ๊ะบอกใหเ้หล่า บริวารไปดูสิวา่เกิดอะไรข้ึน ปรากฏวา่ภาพที่เห็นน้นัน้า ไดท้ ่วมโลกหมดแลว้เห็นกลองอยใู่บหน่ึงที่ลอย ข้ึนมาสูง และกระทบกบัแผน่ ฟ้าทา ใหเ้กิดเสียงดงัเหล่าบริวารก็กลบัไปแจง้ให้เยอ่ โซ๊ะทราบวา่ “ขณะน้ีน้า ก าลังท่วมโลกอยู่ มีกลองอยู่ใบหนึ่งที่ลอยมากระทบกับแผ่นฟ้าท าให้เกิดเสียงดัง “เยอ่ โซ๊ะก็สั่งใหเ้หล่า บริวารน้นั ใชห้อกใชด้าบแทงมายงัพ้ืนโลกใหน้ ้า น้นัลดลงและแหง้ลงในที่สุด ปัจจุบนัน้ีสถานที่ที่ถูกคม ดาบคมหอกแทงน้นัทา ใหเ้กิดเป็นรูลึก หรือเรียกวา่รูฟ้า (Qhov ntuj) น้า แหง้ขอดลงทา ใหก้ลองใบน้นัตก กลบัมายงัพ้ืนโลกอีกคร้ังหน่ึง เมื่อกลองตกลงมาถึงพ้ืนโลกสองพี่นอ้งครบ 13 วัน ไก่เริ่มที่จะฟักออกมา เป็นตวัร้องออกมา จึงทา ใหป้ ัจจุบนัน้ีเมื่อมีการตายเกิดข้ึนจึงมีการฆ่าไก่เพื่อที่จะใหไ้ก่น้นัคอยปลุกเมื่อถึง เวลาหนึ่งจู่ หรือ 13 วัน ให้ฟ้ืนจากมนุษยไ์ปหาบรรพบุรุษ ทา ใหท้ ้งัสองพี่นอ้งตื่นข้ึนมาและออกมาจาก กลองใบน้นั ปรากฏวา่พ้ืนแผน่ดินเตม็ไปดว้ยความแหง้แลง้ ปราศจากสิ่งมีชีวิต และไม่มีมนุษยผ์ใู้ดอยเู่ลย
3 ไม่รู้วา่หายไปที่ไหนกนัหมด สองพี่นอ้งก็เลยข้ึนไปถามเยอ่ โซ๊ะ “เย่อโซ๊ะเพราะเหตุใดไม่มีมนุษย์และ สิ่งมีชีวิตอยบู่นโลกเลยสักคน พวกเขาเหล่าน้นัหายกนัไปที่ไหนหมด” เย่อโซ๊ะก็ตอบว่า “เพราะวา่น้า ได้ ท่วมโลกทา ใหส้ิ่งมีชีวิตบนโลกไดเ้สียชีวิตกนัไปหมดแลว้เหลือเจา้พี่นอ้งเพียงสองคนเพราะช่วงที่น้า ท่วม น้นัเจา้สองคนเขา้ไปหลบั ในกลอง เจา้สองคนเลยรอดตาย” สองพี่นอ้งก็เลยกลบัมายงัพ้นืโลก มาอาศยัอยไู่ด้ 7 ปี โลกก็ยังแห้งแล้ง 7 ปีไม่มีฝนตกลงมาเลย ไม่มีสิ่งมีชีวิตปรากฏให้เห็นเลย สองพี่น้องก็กลับไปหาเย่อ โซ๊ะและเย่อโซ๊ะเจ้าถามว่า “เจ้าสองพี่น้องมามีเรื่องอะไรหรือ ถึงเดินทางมาหาเย่อโซ๊ะ” สองพี่น้องตอบว่า “ ท้งัสองคนกลบัไปยงัโลกได้7 ปีไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งอยเู่ลย มีแต่ความแหง้แลง้” เย่อโซ๊ะได้เอา เมล็ดพืช และสรรพสิ่งใหท้ ้งัสองพี่นอ้งนา มาปลูกในโลก บนโลกมีสรรพสิ่งพร้อมสรรพแต่ยงัไม่มีมนุษย์ อยู่เลย โก้ยื่อ ก็เลยคิดอุบายที่จะสร้างมนุษย์ ก็เลยบอกกับตรอห์มัวว่า “โก้ยื่อพบหญิงสาวนางหนึ่งที่ทาง สามแพร่งให้ตรอห์มัวน ามาเป็ นภรรยา และเมื่อไปถึงให้จับท าภรรยาเลย ไม่ต้องดูที่ใบหน้า” ตรอห์มัวด้วย ความที่อยากไดภ้รรยาก็เลยทา ดงัที่โกย้อื่แนะนา แต่เมื่อไปถึงที่ทางสามแพร่ง ก็พบหญิงสาวดงั่ที่โกย้อื่บอก ไว้ก็จบัทา ภรรยาเสร็จสรรพกลบั ปรากฏวา่เป็นโกย้อื่เอง อนัที่จริงโกย้ื่อไดเ้ดินทางล่วงหนา้ไปก่อนแลว้ ตรอห์มวัไม่ยอมรับโกย้ื่อเป็นภรรยาเลยท้งัสองก็กลบัไปถามเยอ่ โซ๊ะ เย่อโซ๊ะถามวา่ท้งัสองโกย้อื่และตรอห์ มัวมีเรื่องอันใดมาหาเย่อโซ๊ะ ตรอห์มัวก็ตอบว่า “เพราะโลกมนุษยม์ีมนุษยอ์ยเู่พียงสองคนเท่าน้นัมีโกย้อื่ และตรอห์มวัเท่าน้นั โกย้อื่อยากที่จะสร้างกา เนิดมนุษยใ์หม้ีเยอะข้ึน ไม่รู้จะสร้างยงัไงก็เลยลวงว่าที่ทางสาม แพร่งมีหญิงสาวอยใู่หข้า้พเจา้ ไปนา มาทา ภรรยา ขา้พเจา้ก็ไปดงัวา่ ปรากฏวา่หญิงสาวที่โกย้อื่วา่น้นัเป็นตวั โกย้อื่เอง เราท้งัสองจะเป็นสามีภรรยากนัไดอ้ยา่งไรเมื่อขา้พเจา้ท้งัสองเป็นพี่นอ้งกนั ” เย่อโซ๊ะตอบว่า “ไม่ ตอ้งห่วงเอาอยา่งน้ีเมื่อเจา้ท้งัสองคนกลบัไป แลว้ไปกลิ้งหินบนเขา คนหน่ึงอยคู่นละดา้นเขาแลว้กลิ้งหิน ลงมา แลว้ถา้ปรากฏวา่หินท้งัสองกอ้นมาครอบกนัก็แสดงวา่เจา้ท้งัสองคนแต่งงานกนั ได้แต่ถา้หินท้งัสอง ไม่ครอบกันก็ไม่เป็ นไร” สองพี่น้องก็กลับมาท าอยา่งที่เยอ่ โซ๊ะแนะนา ไว้ไปกลิ้งหินคนละดา้นเขา ปรากฏ ว่าหินท้งัสองอนักลิ้งมาครอบกนัจริง โกย้อื่และตรอห์มวัท้งัสองก็เลยแต่งงานกนัแต่ก็ยงัไม่มีลูกอีก กลบั ข้ึนไปหาเยอ่ โซ๊ะอีกวา่ที่เย่อโซ๊ะใหท้ ้งัสองกลบัไปกลิ้งหินน้นั ปรากฏวา่หินน้นัมาครอบกนัจริง ท้งัสองก็ แต่งงานกันแต่ก็ยังไม่มีลูกอีก เย่อโซ๊ะให้ตรอห์มัว เป็ นคนต้งัทอ้งเพราะเป็นผชู้าย และเมื่อก่อนน้นั ให้ ผู้หญิง(โก้เอี๊ยะ) เป็นต้งัครรภน์ ้นัมนุษยแ์พร่ขยายไปอยา่งรวดเร็วจึงใหฝ้่ายชายเป็นฝ่ายต้งัครรภแ์ละให้ กา เนิดบุตร ท้งัสองคนกลบัมาไดไ้ม่นาน ตรอห์มวัก็ต้งัครรภนานถึง ์ 30 ปี ถึงก าหนดคลอดออกมา ปรากฏ ว่าเด็กเกิดมาตวัเลก็เท่ากบัตวัผ้ึงเท่าน้นัเอามามดัที่หนา้แขง้เท่าน้นั ปรากฏวา่มีไก่ไปไล่จิกลูกของท้งัสองคน อยู่ตลอดเวลา อยู่ได้ 30 ปีเด็กพ่ึงจะหดัเป็นววัเส้ียมเขาชนกนั ไดใ้หก้า เนิดบุตรชาย 2 คน ชื่อ ตุ๊ตี่ตู้ และ ตุ๊ ตี่ปลู่ช่วงที่ตรอห์มวักา เนิดลูกน้นัช่วงอยเู่ดือน ตรอห์มวักินอาหารหมดท้งัววัท้งัควายเป็นตวัสองสามี ภรรยาอยไู่ดเ้กือบร้อยปีพ่ึงมีบุตรไดแ้ค่สองคนเท่าน้นัท้งัสองก็เลยกลบัไปถามเยอ่ โซ๊ะอีกคร้ังหน่ึง เล่าให้ เย่อโซ๊ะฟังว่า “ที่เยอ่ โซ๊ะใหต้รอห์มวัเป็นผกู้า เนิดบุตรน้นัตรอห์มวัไดต้้งัทอ้งนาน 30 ปี และให้ก าเนิดเด็ก
4 ออกมาตวัเท่าตวัผ้ึงเท่าน้นัอยู่ไดถ้ึง 30 ปีพ่ึงจะหดัเป็นววัเส้ียมเขาชนกนัเท่าน้นัและอยเู่กือบร้อยปีพ่ึงจะมี บุตรแค่สองคนเท่าน้นัและการเจริญเติบโตก็ชา้มาก ไม่รู้ว่าสักกี่ร้อยปีถึงจะมีมนุษยม์ากเพียงพอ และช่วงอยู่ เดือนน้นัตรอห์มวักินอาหารเปลืองมาก กินววักินควายหมดไปเป็ นตัว” เย่อโซ๊ะจึงให้ โก้ยื่อเป็ นคนที่จะ กา เนิดบุตรและใหต้้งัทอ้งเพียงเกา้เดือนเท่าน้นัและใหโ้กย้อื่กินเพียงไก่กบัไข่เท่าน้นัท้งัสองสามีภรรยาก็ กลบัมายงัพ้ืนโลก ไม่นานโกย้อื่ไดต้้งัครรภถ์ึงกา หนดคลอดครบเกา้เดือน ปรากฎวา่ที่ใหก้า เนิดมาเป็นเพียง ลูกกลม ๆ เหมือนลูกฝักทอง ไม่มีหูมีตา ดว้ยความโกรธและเสียใจท้งัสองก็เลยนา ลูก ลูกกลม ๆ น้นันา มา สับเป็นชิ้น ๆ และนา ไปทิ้ง ทิ้งหวา่นไปทวั่พ้ืนโลก ปรากฏวา่พรุ่งน้ีเชา้กลบัมีคนมาขอไฟไปสุ่มไฟ เพราะวา่เน้ือของลูกกลม ๆ เหมือนลูกฝักทองที่ท้งัสองสามีภรรยานา ไปหวา่นน้นั ปรากฏวา่เน้ือฟักน้นั ไป ตกอยทู่ ี่ใด ที่น้นัก็มีมนุษยก์า เนิดอยทู่ ี่น้นัเพราะวา่นา ไปหวา่นบนพ้ืนที่ราบเยอะกวา่บนดอย จึงทา ใหค้น พ้ืนที่ราบจึงมีจา นวนเยอะกว่าคนที่อยบู่นดอยที่มีจา นวนเน้ือลูกฟักน้นัตกอยนู่อ้ยกวา่จึงมีคนนอ้ยกวา่ 2. ประวัติศาสตร์ตามค าบอกเล่า ม้งเป็ นชนชาติหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันๆ ปี มาแล้ว ประมาณการณ์ว่าห้าถึงหกพันปี มาแลว้หรือวา่อาจมีประวตัิศาสตร์นานกวา่น้นัดว้ย แต่ที่ทราบกนัอยา่งแน่ชดัก็ราวๆ น้นัแต่จะใหท้ราบ ประวตัิที่ชดัแจง้ของมง้น้นัเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรที่จะทราบและรู้วา่ ม้งก าเนิดและอาศัยอยู่ในดินแดนที่ใด มาก่อน เพราะวา่มง้ไม่มีหนงัสือที่ไดบ้นัทึกประวตัิของมง้ไว้ถา้หากวา่อยากที่จะทราบประวตัิของมง้น้นั ต้องศึกษาประวัติของจีนควบคู่กันถึงจะทราบประวัติศาสตร์ของม้งได้อย่างชัดเจน มง้เป็นชนชาติหน่ึงที่ไดก้า เนิดในทวีปเอเชีย ดงต านานที่ว่าม้งได้อยู่ในดินแดนอันเงียบสงบและ ั่ หนาวเย็น (Ntuj txiag teb tsaus nyob lub nuav ntiaj teb ) ( Lis oom : !985:5 ) เป็ นดินแดนที่เงียบสงบและ หนาวเยน็มากมีหิมะตก น้า ในแม่น้า จบัตวัแขง็เป็นน้า แขง็หมด มีกลางวนัหกเดือนกลางคืนหกเดือน ตน้ ไม้ ต้นหญ้าต้นเล็กและแคระแกรน ทุกคนนุ่มห่มหนงัสัตว์สมยัน้นัมง้มีกษตัริยม์าปกครองตนเองเหมือนกบัชน ชาติอื่น ๆ ด้วย และด้วยประเทศที่เกิดสงครามม้งก็เลยอพยพถอยร่อนหนีลงมาทางใต้ มาอาศัยอยู่ ณ ดินแดนประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน และม้งได้ถูกรุกรานและท าสงครามกันอีก ม้งบางพวกบางกลุ่มก็ อพยพหนีสงครามมาอาศยัอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน ปัจจุบนัน้ีในประเทศมองโกเลียยงัมีกลุ่มคนที่ ชอบยงิหนา้ไม้ขี่มา้และชอบอาศยัอยบู่นพ้ืนที่เป็นภูเขาเหมือนเช่นมง้ทวั่ ไปในประเทศอื่น ดงัน้นัจึงกล่าว ได้ว่าในประเทศมองโกเลียยังมีม้งอาศัยอยู่เช่นกัน มองโกเลียเป็ นประเทศแรกที่ทราบแน่ชัดว่าม้งได้อาศัย อยมู่าก่อนประเทศจีน.
5 มง้ไดม้าอาศยัอยใู่นประเทศจีนแถบบริเวณลุ่มแม่น้า เหลือง และแม่น้า แยงซีเกียง หรือวา่บริเวณ เมืองยนูาน และบริเวณใกลเ้มืองปักกิ่งในปัจจุบนัต่อมามง้ไดถู้กชาวฮนั่รุกรานทา สงครามกนัอีก มง้ก็เลย อพยพหนีสงครามลงมาตามเทือกเขาที่ไม่เป็ นที่รู้จักของชาวจีน และไม่อาศัยอยู่ใกล้ชาวจีนอีกเลย. ยงัมีนิทานตา นานบางเรื่องเล่าวา่สมยัก่อนน้นัมง้เยา้และจีนเป็นพี่นอ้งกนัสมยัก่อนมีกษตัริย์ พระองคห์น่ึงทรงพระนามวา่ต้ีกูประมาณสองพนัถึงสามพนั ปีมาแลว้ ไดม้ีศตัรูคนหน่ึงเป็ นคนที่มี ความสามารถมากไม่มีผู้ใดสามารถที่จะสังหารได้ พระองค์จึงมีพระราชด ารัสว่า ถ้าหากว่าผู้ใดสามารถที่จะ สังหารศตัรูผนู้้นั ได้พระองคจ์ะยกพระธิดาใหผ้นู้้นั ไม่มีบุคคลใดสามารถที่จะสังหารศตัรูผนู้้นั ได้ ไดม้ี หมาเหลืองอยู่ตัวหนึ่งอาสาและสามารถสังหารศัตรูของพระองค์ได้ พระองค์จึงได้ยกพระธิดาให้ภรรยาของ หมาเหลืองตวัน้นัพระธิดาและหมาเหลืองไดก้า เนิด พระโอรสหกองคแ์ละพระธิดาหกองค์และพระโอรส และพระธิดาก็ได้ก าเนิดบุตรหลานมาปกครองประเทศต่าง ๆ และแบ่งประเทศกันปกครอง แต่ว่าจีนอยากมี อ านาจและปกครองผู้อื่นจึงได้สงครามรุกรานแย่งชิงประเทศของผู้อื่น ม้งและเมี่ยนไม่สามารถที่จะท า สงครามสู้รบกับจีนได้จึงพ่ายแพ้ และหนีอพยพไปอาศัยอยู่บนยอดเขาสูงในที่สุด 3. กษัตริย์ม้งตามต านานและค าบอกเล่า ตามนิทานต านานและค าบอกเล่ามีว่า กษัตริย์ของม้ง ได้ก าเนิดในพระครรภ์ของพระมารดาได้ สาม ปี ถึงได้ก าเนิดออกมา และอาศัยอยู่ในต าหนักทองค า อยู่มาวันหนึ่งม้งและเพื่อนบ้านได้มีเรื่องทะเลาะกัน แยง่ชิงประเทศกนั ปกครอง ก็เลยใหพ้ระมหากษตัริยเ์ป็นผตู้ดัสินความ พระมหากษตัริยต์ดัสินวา่ ใหท้ ้งัสอง ไปวดัแผน่ดินโดยใหท้ ้งัสองเดินทางในเวลากลางคืนและใหก้ลบัมาใหถ้ึงก่อนสวา่ง แต่ถา้กลบัมาไม่ถึงให้ อยู่ณ ที่น้นัจนกวา่จะสวา่ง ปรากฏวา่รุ่งเชา้มง้พบวา่ตวัเองอยบู่นดอย มง้เลยอาศยัอยบู่นดอยนบัแต่น้นัมา จนถึงปัจจุบนัน้ี สมยัก่อนน้นัมง้ก็มีกษตัริยป์กครองตนเองอยเู่หมือนกบัชนชาติอื่น ๆ แต่ดว้ยความมกัใหญ่ใฝ่สูง ของม้งบางคน ม้งก็เลยปลงพระชนมก์ษตัริยข์องมง้เสีย นบัแต่น้นัมามง้เลยไม่มีกษตัริยท์ ี่คอยปกครองมง้มา อีกเลย เพราะวา่มง้มกัใหญ่ใฝ่สูงที่จะเป็นกษตัริยป์กครองมง้ทวั่หลา้ดว้ยเหตุน้ีมง้จึงมกัถูกผอู้ื่นหลอกใช้ ยงัมีบางตา นานเล่าวา่สมยัที่มง้กบัจีนทา สงครามสู้รบอยนู่้นัชาวจีนไม่สามารถที่จะสู้รบท าสงคราม ชนะพวกม้งได้เลย เพราะว่ากษัตริย์ของม้งไม่สามารถที่จะปลงพระชนม์ให้ตายได้เลย ปลงพระชนม์ตายไป แลว้สามารถที่จะฟ้ืนคืนชีพกลบัมาอีกได้ ไม่สามารถที่จะปลงพระชนมไ์ดเ้ลย ชาวจีนพยายามหากลยทุธ ยุทธวิธีที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ของม้งให้ได้ โดยให้หญิงสาวนางหนึ่งสวยงามมากมาหาจุดอ่อนและจุด ตายของกษตัริยม์ง้วา่เป็นเพราะเหตุใดจึงไม่สามารถที่จะปลงพระชมน์ได้หญิงสาวนางน้นัหาทางที่จะตี สนิทกับกษัตริย์ของม้ง ในที่สุดก็ได้เป็ นภรรยาของกษัตริย์ม้งและตีสนิทกับภรรยาหลวงได้ และในที่สุด
6 หญิงสาวชาวจีนสามารถล้วงความลับของกษัตริย์ม้งได้ และปลงพระชมน์กษัตริย์ของม้งได้ในที่สุด และ ตอนฝังได้น าเอาแผ่นหินมาทับไว้ เพื่อกันมิให้กษัตริย์คืนชีพกลับมาได้อีก เพราะเกรงว่ากษัตริย์ของม้งจะ ฟ้ืนคืนชีพมาอีก จึงทา ใหก้ษตัริยข์องมง้เสียชีวิตลงในที่สุด ดว้ยความที่ภรรยาหลวงเป็นคนที่เชื่อคนง่าย และไม่มีใครที่กล้าแต่งงานกับนาง และกลายเป็ นคนว้าเหว่ นางจึงกลายเป็ นนางเหลือ (Nkauj seem los yog nkauj see ) ปัจจุบนัน้ีบทวรรณกรรมต่างๆ ก็ยงักล่าวถึงอยปู่ระจา ไม่วา่ซอ ขลุ่ย หรือ คา กลอน และดว้ยที่ ผู้หญิงเป็ นคนหูเบาจึงต้องเจาะหูใส่ต่างหู เพราะเกรงวา่จะเป็นคนหูเบา ปัจจุบนัน้ีเด็กผหู้ญิงเกิดมาใหม่ก็จะ ถูกเจาะหูดว้ยเช่นกนัทุก ๆ คน เพื่อจะไม่เป็นคนหูเบาดงั่ภรรยาหลวงของกษตัริยม์ง้หรือนางเหลือง ( นาย ยงค์ แซ่ย่าง ผู้ให้ข้อมูล ) แต่ก็ยงัมีบางตา นานเล่าวา่สมยัที่มง้กบัจีนทา สงครามสู้รบกนัอยนู่้นัชาวจีนไม่สามารถที่จะ เอาชนะม้งได้เพราะม้งเป็ นกลุ่มคนที่มีความสามารถและช านาญในการท าสงครามสู้รบอย่างมาก ชาวจีนจึง ไม่สามารถที่จะสู้รบท าสงครามชนะม้งได้ เพราะกษัตริย์ของม้งไม่สามารถที่จะปลงพระชนม์ได้ ถึงแม้จะ ปลงพระชนมไ์ปแลว้สามารถที่จะฟ้ืนคืนชีพมาไดอ้ีก ชาวจีนพยายามหาทุกยุทธวิธีที่จะสามารถเอาชนะม้ง ให้ได้เพื่อแย่งชิงดินแดนและปกครองม้งให้ได้ จีนจึงออกอุบายว่าใครก็ตามที่สามารถปลงพระชมน์กษัตริย์ ของมง้ไดจ้ะสถาปนาผนู้้นัเป็นกษตัริยป์กครองของมง้แทน ดว้ยบางกลุ่มตอ้งการอยากที่จะเป็นกษตัริย์ ปกครองม้ง ได้ร่วมมือกับชาวจีนที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ของม้งให้ได้ และได้มีบางคนรับจ้างสอนวิทยา ยทุธ และยทุธวิธีการทา สงครามใหก้บัทหารของชาวจีน ในที่สุดกลุ่มมง้ที่ก่อกบฏอยากไดเ้ป็นกษตัริย์ ของมง้สามารถปลงพระชมน์กษตัริยข์องมง้ได้และตอนที่ปลงพระชนมก์ษตัริยข์องมง้น้นักษตัริยม์ง้ได้ สาปแช่งว่า “ม้งไม่มีความสามัคคีรักใคร่ปรองดองกันอยากเป็ นใหญ่ ขอให้วันหน้าม้งอย่าได้มีแผ่นดินอาศัย อยู่ ไม่ว่าผู้ใดจะได้เป็ นใหญ่เป็ นโต ขอให้ถูกม้งพวกเดียวกันท าลายและสังหารเสีย ขอให้อย่าได้เป็ นใหญ่ เป็ นโตเลย พวกเขาปลงพระชมน์พระองค์แล้วอีกหน่อยขอให้มีพวกม้งด้วยกันท าลายเขาเสีย และเพื่อมิ ให้ม้งมาฆ่าท าลายกันเองอีก” ได้ปลงพระชนม์กษัตริย์ของม้งได้ลงในที่สุด และน าร่างของกษัตริย์ไปฝัง โดยเอากอ้นหินมาทบัร่างของกษตัริยข์องมง้เพื่อมิใหส้ามารถที่จะฟ้ืนชีพคืนมาไดอ้ีก แต่ในที่สุดกลุ่มมง้ที่ สามารถปลงพระชมน์กษัตริย์ของตนลงได้ก็ไม่สามารถที่จะได้เป็ นกษัตริย์ดังที่ชาวจีนได้เคยพูดไว้ ถูกชาว จีนหกัหลงัฆ่าทิ้งท้งัหมดเสีย เพราะวา่มง้พวกเดียวกนัแท้ๆ ยงัสามารถที่จะฆ่าได้จึงไม่เป็นที่ไวใ้จของชาว จีนต่อไปไดจ้ึงไดฆ้ ่าทิ้งเสียท้งัหมด นบัต้งัแต่น้นัมาดว้ยความโกรธแคน้ชาวจีน ม้งได้ท าสงครามกับชาวจีน มาตลอด แต่มง้ก็ไม่สามารถที่จะชนะชาวจีนไดอ้ยา่งถาวรอีกเลย และกษตัริยข์องมง้ก็ไดม้าสิ้นสุดลงแต่นบั น้นัมา แต่ยงัมีมง้บางกลุ่มที่จงรักภกัดีต่อกษตัริยข์องมง้ยงัมีความเชื่อวา่สักวนัหน่ึงกษตัริยข์องมง้จะคืนชีพ กลับมาปกครองม้ง และน าพาม้งกอบกู้ประเทศชาติของตนเองกลับคืนมา ม้งได้ต่อสู้กับชาวจีนมาโดย ตลอดแพ้บ้างชนะบ้าง พึ่งหยุดท าสงครามกับชาวจีนมาเพียงร้อยกว่าปี มานี่เอง และในที่สุดได้มีม้งบางกลุ่ม
7 ได้อพยพหนีสงครามลงมาทางใต้อีก บางกลุ่มได้มาอยู่ที่มณฑลยูนาน และบางกลุ่มก็ถอยร่อนลงมาทาง เวียดนาม ลาวและที่สุดก็มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตา นานบางเรื่องเล่าวา่กษตัริยข์องมง้องคต์น้ๆ น้นัคือ จื่อเซาะตวั่ะ (Tswj xyom tuam) องค์ต่อมาชื่อ เปาซิจะ (Pov sij txam) เป็นกษตัริยท์ ี่มีความสามารถมากมาย ท้งับูท้ ้งับุ๋นเชี่ยวชาญการยทุธ ทา ใหช้นชาติจีน ไม่สามารถที่จะท าสงครามให้ชนะม้งได้เลยและองค์สุดท้ายชื่อ ว่ายี่แล่ง (Vaj yim leej) เป็ นกษัตริย์ที่ไร้ ความสามารถ ไม่มีความเป็ นผู้น าและเป็ นนักการปกครองที่ไม่ดีท าให้บ้านเมืองอ่อนแอ ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ได้ นั้นต้องมีเชื้อสายมาจากกษัตริย์องค์เดิมเท่านั้น ท าให้ทหารคนสนิมที่มีความสามารถในการทหารการ ปกครองไม่พอใจ และเปิ ดจุดอ่อนใหจ้ีน ตีสนิท และใหห้ญิงสาวที่สวยงามมาแต่งงานกบัทหารผนู้้นัและใน ที่สุดได้ไปร่วมกับฝ่ ายภรรยามาท าสงครามกบัมง้ดว้ยกนัเอง ทา ใหว้า่ยแี่ล่งรู้สึกเสียใจเป็นอยา่งยงิ่ที่มง้ตอ้ง มาทา สงครามกนัเอง และไดป้ลงพระชนมข์องตนเองเสีย มง้ฝ่ายที่ภกัดีเมื่อไดเ้ห็นดงัน้นเมื่อขาดผู้น าและท า ั สงครามทา ใหแ้ตกกระจดักระจายไป ก่อนที่จะปลงพระชนมต์นเองพระองคท์รงสั่งเสียวา่ ใหฝ้ังศพของ พระองคด์ว้ย เมื่อฝังน้นั ใหใ้ชเ้ป็นโลงเหลก็ ไม่ตอ้งใชห้ ิน เพราะเหลก็ไม่กี่ปีก็เป็นสนิมผสุลายแลว้ทา ให้ พระองค์สามารถที่จะคืนชีพมาได้ แต่ถ้าหากใช้หินเป็นโลงน้นัหินไม่สามารถที่จะสลายไดท้า ใหพ้ระองคไ์ม่ สามารถที่ฟ้ืนคืนชีพมาอีก และในเมื่อมง้ตอ้งมาฆ่าฟันกนัเอง และไม่มีความรักสามคัคีกนัเพราะแยง่ชิง ประเทศ หลังจากที่พระองค์เสียแล้วขอให้ม้งไม่ต้องมีประเทศเพื่อที่จะให้ม้งไม่ต้องมาฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่ง ชิงประเทศ นับแต่น้นัมาทา ใหม้ง้ไม่มีประเทศที่จะอาศยัอยู่เพราะขาดความสามคัคีนนั่เอง เมื่อชนชาติจีน สามารถตีกองทัพม้งได้ และได้ประกอบพิธีศพให้กับกษัตริย์ม้งได้น าเอาไปฝังโดยเอาแผ่นหินมาทับไว้เพื่อ มิใหก้ษตัริยฟ์้ืนคืนชีพกลบัมาอีก เพราะมง้เป็นศตัรูตวัร้ายกาจของชนชาติจีน ถ้าได้ผู้น าที่เข้มแข็งจะเป็ น อันตรายกับชนชาติจีนอย่างใหญ่หลวงในอนาคต ( นายไก่แซ่วะ บา้นขนุกลาง ม. 7 ต. บ้านหลวง อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่) 4. ประวัติศาสตร์ตามเอกสาร มง้เป็นชนชาติหน่ึงที่ไดก้า เนิดมาบนพ้ืนโลกน้ีมานานแลว้มีรูปร่างหนา้ตา ประเพณี ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม วิถีชีวิตเป็ นของตนเอง บาทหลวงชาวินา (Savina) ได้กล่าวและมีความเชื่อว่าม้ง เป็นชนชาติหน่ึงที่แปลกแยกไปจากคนเอเซีย มีดินแดนถิ่นกา เนิดอยแู่ถบลุ่มแม่น้า เมโสโปเตเมีย เพราะ ว่าม้งเป็ นชนชาติที่เป็ นคนผิวขาวและผมเป็ นสีเหลืองและแดง โดยสังเกตจากเด็ก ๆ ที่มักมีผมสีเหลือง มี นกัวิชาการบางท่านมีความเห็นวา่มง้โดยแทจ้ริงแลว้มง้มิใช่คนในเอเซีย เป็นคนก่ึงฝรั่งก่ึงเอเซีย หรือก่ึงคอเคเชี่ยมกึ่งมองโกลอย ม้งยังมีนิทานปรัมปราเล่าถึง ต านานการสร้างโลก และมนุษย์ และยังมีความเชื่อ เกี่ยวกับการคืนชีพของกษัตริย์ ที่จะมาช่วยมวลมนุษย์ โดยคล้ายกับนิทานปรัมปราของชาวบาบีโลน แต่ม้ง
8 อาจยงัไม่ไดเ้ดินทางไปยงัดินแดนน้นัแต่ก็ยงัเป็นที่ไม่แน่วา่มง้ไดก้า เนิดในดินแดนน้นัเพราะมีหลายชน ชาติที่มีเรื่องเล่าดงักล่าวแมจ้ะไม่ไดอ้ยใู่นดินแดนน้นั แต่ว่าก็ยังมีต านานนิทานปรัมปราแย้ม ออกมาว่า ม้งเคยอาศัยอยู่ ณ ดินแดนที่หนาวเย็น มีกลางวัน หกเดือนกลางคืนหกเดือน มีหิมะตก น้า จบัตวักนัเป็นน้า แขง็ตน้ ไมต้น้หญา้ตน้เลก็ๆ ทุกคนนุ่มห่มหนงัสัตว์ และขนสัตว์ หรือที่คนม้งเรียกว่า ดินแดนที่เงียบสงบและหนาวเย็น (Teb chaws ntuj txiag teb tsaus nyob pem qaum teb). (Lis oom 1986: 5 ) มง้ไดอ้าศยัอยบู่ริเวณน้นัเป็นเวลายาวนาน ดว้ยถูกรุกรานการสงคราม ทา ใหม้ง้ตอ้งอพยพหนีร่อนลงมายงัดินแดนประเทศมองโกเลีย มีบางกลุ่มก็อาศยัอยทู่ ี่นนั่และบางกลุ่มก็ อพยพลงมาทางใต้อีกมาอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน เพราะเกิดสงครามการสู้รบ ปัจจุบนัน้ีใน ประเทศมองโกเลียยงัมีคนที่ชอบ ยงิธนูขี่มา้และใชแ้ซ่และชอบอาศยัอยบู่นพ้ืนที่สูง ก็อาจกล่าวไดว้า่ ใน ประเทศมองโกเลียก็ยังมีม้งอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทราบประวัติศาสตร์ ของม้งได้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะม้งไม่มีหนังสือที่จะบันทึกประวัติของม้งเก็บไว้ มีเพียงแต่นิทาน ปรัมปราเล่าเรื่องราวของมง้เท่าน้นัจะใหท้ราบประวตัิศาสตร์มง้ตอ้งศึกษาควบคู่ไปกบั ประวตัิศาสตร์ของ ชาวจีน มง้อพยพลงมาอาศยัอยทู่างตอนเหนือของจีนทางแถบลุ่มแม่น้า เหลืองและแม่น้า แยงซีเกียง หรือ บริเวณเมืองหูนาน ต่อมาม้งได้อพยพลงมาทางใต้อีกโดยผ่านทางที่ราบสูงทิเบตลงมา ม้งได้อาศัยอยู่เป็ น เวลายาวนานก่อนที่ชาวจีนจะมาอยเู่สียอีก หลงัจากที่มง้ถกูรุกรานจากชาวจีนมง้บางส่วนไดเ้ริ่มอพยพลงมา ทางใต้อีกมาอยู่ทางตอนใต้ของจีนและอาศัยอาศัยอยู่บนที่สูงเป็ นดอยและห่างไกลชาวจีนเพื่อป้องกันการ โจมตีจากชาวจีน ชาวจีนเรียกมง้วา่เหมี่ยว หรือเมี่ยวซือ เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่ต้งัให้และชื่อที่คนอื่นต้งัให้ น้นัจะเป็นในลกัษณะดูถูกดูแคลน แต่คา ที่ชาวจีนเรียกชื่อมง้วา่เมี่ยวน้นัยงัไม่สามารถที่จะอธิบายความหมาย ได้อย่างชัดเจนได้เช่นกัน บางท่านใหค้วามหมายวา่คนที่อยพู่้ืนราบ บางท่านใหค้วามหมายวา่เป็นลูก ชาวนา หรือวา่คนพ้ืนเมือง บางท่านใหค้วามหมายวา่แทจ้ริงแลว้คา วา่เมี่ยวน้นัเป็นแมวเพราะวา่สา เนียง การพูดของมง้น้นัชาวจีนฟังคลา้ยเสียงของแมว จากหนงัสือประวตัิศาสตร์เก่าแก่มงซี ไดใ้หค้วามหมายไว้ ว่า สา เนียงการพูดของมง้น้นัคลา้ยเสียงเห่าหอนของอีแหน แต่บางท่านใหค้วามหมายวา่ ใบหญา้ที่แตกอ่อน แต่ถา้จะใหค้วามหมายตามอกัษรจีนน้นั ใหค้วามหมายวา่เป็นคนต่างถิ่น หรือคนที่มิใช่ชาวจีน บางคร้ังเมี่ย วซือก็แปลว่า ลูกชาวนา แต่มีท่านหนึ่งที่ให้ความหมายว่า เมี่ยว คือ ชาวนา ดูเหมือนว่าความหมายจะ ใกลเ้คียงความเป็นจริงที่สุด แต่โดยส่วนใหญ่ชื่อที่คนอื่นต้งัเรียกน้นัจะเป็นในลกัษณะการดูถูกเหยยีดหยาม แต่ก็ยงัใชค้า น้นัเรื่อยมา สา หรับคา วา่มง้น้นัความหมายคือเป็นคนที่รักอิสระ (สุนทรี ศีลพิพัฒน์ 2524 : 6) อันเป็ นชื่อที่ม้งเรียกตัวเองเสมอมาตลอด • ประวัติศาสตร์ในประเทศจีน
9 หลงัจากที่ไดม้ง้อพยพออกจากประเทศมองโกเลียมา แรกสุดน้นัมง้ไดม้าอาศยัอยทู่างตอนเหนือ ของจีนแถบลุ่มแม่น้า แยงซีเกียง และแม่น้า เหลือง บริเวณเมืองหูนาน มง้ไดอ้าศยัอยปู่ระมาณ 650 ปีก่อน คริสตกาล ชาวจีนเริ่มที่จะรุกรานทา สงครามกบัชาวมง้แรกสุดน้นัการทา สงครามมง้เป็นฝ่ายกา ชยัชนะมา ตลอด เพราะมง้ทา การสงครามไดเ้ก่งกวา่ชาวจีน แต่ในที่สุดมง้เป็นฝ่ายพ่ายแพต้่อชาวจีน ดว้ยการหกัหลงั พวกเดียวกันเองของม้งบางกลุ่มที่ไปรับจ้างสอนวรยุทธให้กับชาวจีน ในที่สุดชาวจีนเป็ นฝ่ ายชนะม้งได้อ ยา่งเด็ดขาด แต่มง้ก็ยงัทา สงครามกบัชาวจีนเรื่อยมาจนถึงประมาณร้อยกวา่ ปีที่ผา่นมาน้ีเองที่มง้มีมง้บาง กลุ่มอพยพลงมาทางใต้อีก มาอาศัยอยู่ที่ทางเวียดนาม ลาวและไทยในที่สุด ในประเทศจีนมีการเรียกชื่อม้งมากมายหลายชื่อสับสนกันไปหมด เนื่องจากใช้ชื่อแม้วที่คนจีนต้งั ใหเ้รียกน้นัมกัใชเ้รียกคนกลุ่มอื่นที่มิใช่คนจีน เป็นบุคคลที่อนัตรายและตอ้งฆ่าเสียให้สูญพนัธุ์ ไม่เวน้แต่ หลุมฝังศพของม้งชาวจีนต้องท าลายเสียให้หมด ท าให้ปัจจุบันการฝังศพของม้งได้น าแบบอย่างการฝังของ ชาวจีนมาใช้ จึงหลุมฝังศพแบบชาวจีนและแบบม้ง สามารถที่จะแบ่งประวัติศาสตร์ได้เป็ นสามช่วงด้วยกัน 1. ช่วงแรกก่อน 2 พันถึง 2 ร้อยปีก่อนคริสตกาล ประวตัิของมง้ไดอ้อกวา่มาเป็นชนชาติหน่ึงของ จีนที่เป็ นศัตรูตัวร้ายกาจของชาวจีน 2. ช่วงที่สอง ก่อน 2 ร้อยปีก่อนคริสตกาล ถึงปีค.ศ. 1200 ชื่อของม้งได้สาปสูญไปจากต านาน ประวัติของชาวจีน แต่จีนใช้ค าว่าม่านแทน เป็ นคนป่ าเถื่อนและไร้ซึ่งวัฒนธรรมความเจริญ ไม่ได้กล่าวถึง ชนชาติมง้อยา่งเดียวจะรวมไปถึงชนชาติอื่นที่มิใช่ชาวจีนดว้ย ชื่อของมง้จะไม่ชดัแจง้ในช่วงน้ี 3. ช่วงที่สาม ช่วงปี ค.ศ. 1200 เป็ นต้นมาถึงปัจจุบัน ม้งเป็ นชนชาติหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน ปี 1900 ไดม้ีการกล่าวถึงชนป่าเถื่อนแห่งแม่น้า ท้งัหา้มีมง้,เย้า,ลาว,จ้วงหรือไต, และแข่ลาว มีคนกล่าววา่ช่วงที่สองที่ไม่ชดัเจนในกลุ่มของมง้น้นัเพราะวา่ชื่อของมง้ดูเหมือนจะชดัและเด่น กวา่ชนชาติอื่น เพราะมง้เป็นคู่ปรับเก่าของจีนและเป็นศตัรูตวัร้ายกาจของจีน มาถึงช่วงราชวงศห์มิ่ง จีนได้ ระดมกา ลงัคร้ังใหญ่ที่จะกวาดลา้งมง้ใหส้ิ้นซาก ทา ใหม้ง้แตกกระจายกนัออกไปเป็นที่รู้จกักนัทวั่ ไป อพยพ ลงมาอาศัยอยู่ที่เวียดนาม ลาวและไทยในที่สุด กลุ่มของม้งในประเทศจีน 1. ม้งเด้อะ(Hmoob dawb) กลุ่มม้งเดร๊อในประเทศจีนเป็ นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มม้งที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็ น เวียดนาม ลาวและที่ประเทศไทย ภาษาการพูดจะแต่ต่างกันบ้างตามละภูมิภาค การแต่งกายก็ไม่ต่างจากม้งเด้อะใน ประเทศอื่นมากนัก ใส่กระโปร่งสีขาวล้วน 2. ม้งซิส (Hmoob sib)
10 กลุ่มม้งซิสมีส าเนียงการพูดเหมือนม้งในประเทศลาว การแต่งกายมีเสือแขนยาวออบหน้า แต่ กระโปรงสีลาย และมีการใส่ผา้พนัหวัดว้ย แต่บางคนก็รวบไวเ้ฉย ๆ ชุดการแต่งกายของมง้ซิสน้นัเมื่อแต่ง เสร็จจะมีความสวยงามมาก 3. ม้งจวั๊ (Hmoob ntsuab) ภาษาส าเนียงการพูดคล้ายกับ ม้งซิส แต่การแต่งกายจะต่างไปนิดหนึ่ง คือกระโปรงม้งจวั๊จะใหญ่ และกว้างกว่า มีความหยาบกว่า ใส่เส้ือออบหนา้และผา้พนัเอวเยอะกวา่มง้ซิส 4. ม้งเพห์ (Hmoob peg) ม้งเพห์ มีส าเนียงการพูด การแต่งกายก็ไม่ต่างจากม้งจวั๊สักเท่าไหร่ บางคร้ังใส่ชุดเหมือนชุดของ ม้งจวั๊เลยก็มี 5. ม้งปัว (Hmoob pua ) ม้งปัวมีส าเนียงการพูดไม่ต่างไปจากม้งเพห์เท่าไหร่นัก แต่ชุดการแต่งกายคล้ายกับชุดของม้งซิส บางคร้ังก็ใส่ชุดเหมือนมง้ซิส ที่แตกต่างอยทู่ ี่ขอบกระโปรง กระโปรงของมง้ปัวจะไม่มีลวดลาย และที่ชาย ขอบไม่เป็ นสีขาวเหมือน ม้งซิส 6. ม้งโซ (Hmoob Xauv) ส าเนียงการพูดคล้ายกับม้งเพห์ การแต่งกายก็คล้ายกับของม้งซิส แต่ว่าต่างกันที่ลายปัก ลายปัก ของม้งซิสเป็ นลายปักโลห์ไฮโลห์เตอะ ลายปักของม้งโซลายปักตามแบบอย่างของลายปักของจีน ใช้ผ้าพัน เอวสองผืนและใส่เส้ือกกั๊ดว้ย 7. ม้งซัว (Hmoob sua) สา เนียงการพูดของมง้ซวัจะต่างกบัภาษาท้งัหมดของกลุ่มมง้เหล่าน้ีจะพูดกนัไม่รู้เรื่องเลย แต่วา่ กลุ่มของม้งซัวอาศัยอยู่กับม้งเดร๊อจึงพูดส าเนียงม้งเดร๊อมากกว่าภาษาตน แต่ช่วงที่พูดส าเนียงม้งซัว ม้งก ลุ่มอื่นจะฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่มีบางค าคล้ายกับม้งซิส การแต่งกายจะใช้สีด าเป็ นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียง มีกลุ่มมง้อยู่เพียงเท่าที่คน้พบอยเู่ท่าน้ียงัมีอีกหลายลุ่ม เช่น มง้ดา มง้แดง มง้โตรเป็นตน้ แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่ามีอีกกี่กลุ่มจริง บางกลุ่มอาจมิใช่ม้งโดยแท้จริงเพราะว่าใน ประเทศจีนมีการใช้ชื่อของม้งเรียกกันหลายชนชาติ จึงไม่สามารถแยกกลุ่มได้อย่างชัดเจนได้ว่ามีอยู่กี่กลุ่ม คา วา่มง้แลงห์น้นันอกจากมง้เดร๊อแลว้กลุ่มอื่นจะเรียกวา่มง้แลงห์ท้งัหมดไม่วา่จะเป็นกลุ่มใด • ม้งในประเทศเวียดนาม กลุ่มม้งที่มาอาศัยอยู่ในประเทศเวียดนามเป็ นม้งที่อพยพหนีสงครามมาจากประเทศจีน เป็ นกลุ่ม เดียวกับที่อยู่ในประเทศลาว และประเทศไทย ม้งกลุ่มใหญ่อพยพมาอยู่ในประเทศเวียดนามราวปี ค.ศ. 1800
11 ถึงปี 1860 มานี่เอง หลงัจากน้นัจะเป็นกลุ่มจา นวนนอ้ยเท่าน้นัมง้มาอยทู่ ี่ดงวาแยงปิ ง และกามบา หลังจาก น้นัมามง้จึงไม่อพยพลงไปทางใตอ้ีกแต่มง้เริ่มที่จะข้ึนไปทางเหนือ ทิศตะวนัตก ตามม่อนดอยต่าง ๆ ตาม ชายแดนลาว มีบางกลุ่มก็ไม่อพยพต่อไปอีกบางกลุ่มก็อพยพต่อไปอีก การอพยพน้นับางคร้ังมง้ก็ตอ้งทา สงครามกบัคนพ้ืนที่ไปดว้ยเพื่อมุ่งไปขา้งหนา้บางคร้ังมง้ก็ลงมาอยพู่้ืนราบบา้งแต่มง้ก็ไม่สามารถที่จะอาศยั อยไู่ดน้านก็กลบัไปอยบู่นดอยอีก มง้ไดท้า สงครามกบัเวียดนามหลายคร้ังหลายหนเช่นกนั โดยส่วนใหญ่ที่ ท าสงครามเพราะถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเอง โดยส่วนใหญ่แล้วม้งเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้เสียมากกว่า ที่ม้งท าสงครามพ่ายแพ้เพราะว่าม้งขาดความร่วมมือและสามัคคีกันในการท าสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม หลงัจากที่มีมง้กลุ่มหน่ึงไดก้่อสงครามข้ึนทา ให้รัฐบาลเริ่มที่จะสนใจปรึกษาหารือเรื่องชนกลุ่มนอ้ยมากข้ึน โดยแบ่งเขตการปกครองเขตเล็ก ๆ ให้กับชนกลุ่มน้อยปกครองตนเองได้ มีความเคารพและให้เกียรติซึ่งกัน และกนัช่วงที่ฝรั่งเศสเขา้โจมตีเวียดนามน้นัมง้บางกลุ่มก็ร่วมมือกบัฝรั่งเศสทา สงครามยดึเวียดนามดว้ย แต่ ก็มีบางกลุ่มที่วางตวัเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงมีส่วนทา ใหฝ้รั่งเศสแพส้งครามในเวียดนาม หลงัจากที่ ฝรั่งเศสแพส้งครามรัฐบาลเริ่มตรากฎหมายรัฐธรรมนูญให้ชนกลุ่มน้อยสามารถที่จะปกครองตนเองได้ เวียดนามไดแ้บ่งเขตการปกครองใหม้ง้ดว้ย ก็ทา ใหร้ัฐบาลลาวก็เริ่มที่จะสนใจวิธีการของเวียดนามดว้ย เช่นกัน เพราะว่าการท าสงครามที่มีป้างใจ ย่าง เป็นแกนน้นักระทบไปถึงในประเทศลาวดว้ย มง้เป็นชน กลุ่มหนึ่งที่ปกครองไดย้ากพอสมควร โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ที่ใหม้ง้สามารถที่จะเรียนรู้วฒันธรรมของตนเอง อย่างเสรี และสร้างตัวหนังสือให้กับชนกลุ่มน้อยสามารถที่จะเรียนภาษาของตนเองได้ และในที่สุดรัฐบาล ตรากฎหมายเพื่อที่สามารถที่ใช้เป็ นภาษากลางในการสื่อสาร ถ้าเมืองใดมีชนใดเป็ นส่วนใหญ่จะให้ใช้ภาษา ของกลุ่มน้นัเป็นภาษาสื่อกลางโดยเฉพาะการใชใ้หก้ารในช้นัศาลได้ • ม้งในประเทศลาว ม้งอพยพมาอยู่ในประเทศลาวหลังเวียดนามเล็กน้อย ราวปี ค.ศ. 1810 -1820 ม้งและเย้าร่วมมือกัน มาอาศยัอยทู่างตอนเหนือของประเทศลาว ช่วงแรกที่มง้เขา้มาน้นั ไดท้า สงครามกบักลุ่มขมุที่อาศัยอยู่บน ดอยดว้ยเช่นกนัแต่ขมุก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะมง้ได้และมง้ก็ไดท้า สงครามกบัฝรั่งเศสดว้ย เพราะไม่ พอใจที่ฝรั่งเศสเก็บภาษีแพงมาก แต่ในที่สุดก็สามารถที่ตกลงกนัได้แต่อยา่งไรก็ตามการสงครามที่มีป้าง ใจย่าง เป็นแกนนา น้นัส่งผลกระทบต่อลาวดว้ยเช่นกนั รัฐบาลลาวตระหนักดีและให้ม้งมีเขตการปกครอง ตนเองได้แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มของม้งเองก็มีการแตกแยกไม่มีความสามัคคี ร่วมมือกันอยู่ในตัวด้วย ในช่วงที่ม้งมาอยู่ในลาวมีม้งอยู่สามแซ่ที่พยายามจะปกครองม้งด้วยกันเองด้วย มีกลุ่ม แซ่เล้า แซ่ลี และแซ่มัว แต่ในที่สุดอ านาจของกลุ่มแซ่มวัไดต้กต่า ลงไป ช่วงแรกน้นักลุ่มแซ่เลา้และแซ่ลีก็ร่วมมือสามคัคี
12 กันอยู่ เพราะว่า ลีฝน (Lis Foom) พ่อของ ตุ้บีลีได้แต่งงานกับลูกสาวของ เบลียวเยาะ (Npliaj yob Lauj ) ชื่อ เม ในที่สุด เมไดก้ินยาฝิ่นตาย ทา ใหเ้กิดการแตกแยกในกลุ่มของตระกูลแซ่ลีและแซ่เล้าด้วย เบลียวเยาะ ไม่ได้ร่วมกับ ป้างใจย่าง ทา สงครามกบัฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเลยต้งัให้ปกครองเมือง หนอง-เฮด เพราะเบลียวเยาะเลา้ผิดใจกบักลุ่มแซ่ลีทา ใหฝ้รั่งเศสแบ่งเมืองเป็น สองเมืองต่างกลุ่มต่าง ปกครองตนเอง แต่ด้วยที่ จ่งตุ้ (Txooj tub) ไม่มีความสามารถในการปกครองชอบเสเพล หลังจากที่ เบลียว เยาะ เสียชีวิต ฝรั่งเศสไดถ้อดถอน จ่งตุ๊ออกจากตา แหน่ง และใหเ้มืองใหล้ีฝนพ่อของตุ๊บีลีมาปกครองแทน ท าให้อ านาจของกลุ่มแซ่เล้าตกต ่าลงไป ฝายด้า (Faiv ntaj ) ที่เป็ นน้องชายจ่งตุ๊ รู้สึกโกรธและไม่มีความพอใจเป็ นอย่างมาก ไม่ว่ากลุ่มแซ่ลี จะทา อะไรฝายดา้จะทา ในสิ่งตรงกนัขา้มเสมอ เป็นศตัรูของกลุ่มแซ่ลีมาตลอด อยา่งเช่นปีที่ญี่ปุ่นบุกยดึลาว น้นัลีฝนพ่อของตุ๊บีลีอยกู่บัฝ่ายฝรั่งเศส แต่ฝายดา้ร่วมมือกบัญี่ปุ่น หลงัจากที่ญี่ปุ่นแพส้งครามทา ใหส้อง ตระกูลหยุดเป็ นศัตรูกันช่วงระยะเวลาหนึ่ง ลาวให้ความเสมอภาคกบัคนบนพ้ืนที่สูง โดยใหย้กเลิกการเรียก ชนกลุ่มน้อย และเรียกลาวสูงแทน จะอย่างไรก็ตามในกลุ่มม้งเองก็มีความแตกแยกขาดความสามัคคีกันอยู่ หลงัจากที่ฝรั่งเศสแพส้งครามยกกา ลงัออกไป เวียดนามไดถ้ือเป็นขอ้อา้งที่จะเขา้ครอบครองลาว แทน โดยให้ฝายด้าเป็ นแกนน าในการปกครองม้งแทน อเมริกาได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนอพยพหนีสงคราม โดยส่งทหารเขา้มาฝึกทหารมง้เพราะพ้ืนที่มง้อาศยัอยนู่้นัเป็นพ้ืนที่ที่ตอ้งยดึคืนจากเวียดนาม โดยอเมริกา แต่งต้งัให้นายพลวางเปาเป็นผบู้ญัชาการทหารต่อสู้กบัทหารของเวียดนาม เพราะนายพลวางเปาไดส้ร้าง วีรกรรมในช่วงสงครามญี่ปุ่ นที่มายึดครองลาวขณะยศร้อยเอก และนายพลวางเปาเป็ นแม่ทัพภาค 2 ของลาว โดยมีศูนยบ์ญัชาการอยทู่ ี่เมืองล่งแจง ก่อนที่จะมาต้งัที่บญัชาการกองทพัที่เมืองล่งแจงน้นัอยทู่ ี่เมืองเชียง ขวางมาก่อน ด้วยความที่ทหารของลาวไม่ค่อยพอใจให้กับนายพลวางเปาเท่าไหร่นกันายพลวางเปาเริ่มแยกกอง ก าลังของตนออกจากทหารของลาว โดยได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาที่ให้ความช่วยเหลือคนอพยพหนี สงคราม แต่ในคณะรัฐบาลก็ยังมีม้งร่วมบริหารประเทศอยู่ด้วยเช่นกัน นายตี่แช่งลีได้เป็ นผู้บัญชาการศาล สูงสุด หลงัจากที่ไดแ้ต่งต้งัตุ๊แช่งลีแลว้นายพลวางเปาไดร้ับการวิพากยว์ิจารณ์อยา่งมากเกี่ยวกบัการแต่งต้งั ในคร้ังน้นั ในที่สุดอเมริกาไดถ้อนกองกา ลงัจากลาว และใหค้วามช่วยเหลือคนอพยพจากลาวทา ใหพ้รรค คอมมิวนิสต์ สามารถที่จะยึดนครเวียนจันทน์ได้ในที่สุด นายพลวางเปามีความลังเลใจที่จะสู้เพียงล าพัง และกา ลงัถูกเพ่งเลง็วา่วางเปาทา สงครามเพื่อตวัเอง ดูเหมือนวา่นายพลวางเปาจะคิดอยา่งน้นัจริง และใน ที่สุดนายพลวางเปาไดอ้พยพพร้อมทหารนายสนิทออกจากลาวมาอยฝู่ ั่งไทยและเดินทางต่อไปยงั สหรัฐอเมริกาในที่สุด ในคร้ังน้นัทา ใหม้ง้อพยพหนีสงครามออกจากลาวอีกระลอกหน่ึงทา ใหม้ งกระจายตัว ้ ไปในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา องักฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นตน้แต่มง้ที่อาศยัอยกู่ ็ยงัแบ่งเป็น
13 พรรคเป็นพวกอยเู่หมือนเดิม แต่ส่วนใหญ่การทา สงครามน้นัส่วนใหญ่มง้จะถูกหลอกใหท้า สงครามฆ่า กันเองเสียมากกว่า * ม้งในประเทศไทย หลังจากที่ม้งอพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน ได้แยกออกเป็ นสามกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่ 1 อพยพ เข้าเวียดนามออกมาที่เมืองหนองเฮดประเทศลาว กลุ่มที่ 2 เข้าลาวที่เมืองซ าเหนือ กลุ่มที่ 3 เข้ามาใน ประเทศลาวและเขา้มาในประเทศไทยในที่สุด มง้เขา้สู่ประเทศไทยประมาณสองร้อยกวา่ ปีมาแลว้นนั่คือ ราวปี พ.ศ. 2387 - 2417 จากการสัมภาษณ์นายชงเปา แซ่ย่าง อายุ 98 ปี บ้านหนองหอยใหม่ ต.แม่แรม อ. แม่ ริม จ. เชียงใหม่ และ นายโย้ง แซ่ย่าง อายุ 72 ปี บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ. แม่วาง จ. เชียงใหม่ พบว่า พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว โดยอพยพสู่ประเทศไทยประมาณ ปี พ.ศ. 2328 หรือ ราว 220 ปี ม้งอพยพเข้าประเทศไทยสามทางด้วยกันคือ 1. บริเวณไชยบุรีของประเทศลาวเข้ามาสู่ดอยภูแวเขต อ.ปัว อ.ทุ่งช้าง จ. น่าน 2. แขวงเมืองไซของประเทศลาวหรือแขวงอุดมชัยในปัจจุบันเข้าสู่ดอยผาหม่น ดอยล ากาอยู่ในเขต อ.เชียงของ อ.เทิง อ.เชียงค า ดอยช้างระหว่าง อ.เมือง และ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และต่อมาได้โยกย้ายไปสู่ ที่ต่างๆ 3.เขา้มาจากสามเหลี่ยมทองคา ผา่นจงัหวดัท่าข้ีเหลก็ของพม่าข้ึนมาทางดอยอ่างข่าง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ขณะน้ีมง้ไดต้้งัถิ่นฐานอยใู่นพ้ืนที่13จงัหวดัทางภาคเหนือของประเทศไทย ไดแ้ก่เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ล าปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ก าแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ชาวม้ง ส่วนอยู่(จ.สระบุรี) ในช่วงปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) ได้มีลัทธิคอมมิวนิสต์แทรกซึมเข้าไปปลุกระดมในกลุ่มพี่น้องม้ง ในช่วงปี พ.ศ.2510-2515 ม้งได้แยกเป็ น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้อยู่กับรัฐบาล อีกกลุ่มหนึ่งหันไปฝักใฝ่ กับลัทธิ ดังกล่าว ต่อมารัฐบาลไทยได้พยายามแยกดึงม้งออกจากระบวนการของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยการส่ง หน่วยงานเขา้ช่วยเหลือและพฒันาบนพ้ืนที่สูงจึงทา ใหม้ง้ที่อยกู่บัฝ่ายรัฐบาลไดอ้พยพลงมา อยพู่้ืนที่ราบ เช่น บ้านนาหนุน บ้านประชาภักดี (ร่องซ้าง) บ้านคอดยาว บ้านสบขาม จ. พะเยา บ้านคลองลาน จ. ก าแพงเพชร บ้านป่ ากลาง จ. น่าน บ้านเจดีย์โค๊ะ บ้านร่มเกล้า (44) จ. ตาก บ้านแขกน้อย จ. เพชรบูรณ์ ฯลฯ ม้งส่วนที่เข้ากับคอมมิวนิสต์ยังอยู่บนดอย ม้งบางส่วนที่ไม่ฝักใฝ่ คอมมิวนิสต์อพยพเข้ามาในประเทศไทย หลังจากคอมมิวนิสต์ยึดลาวได้ส าเร็จ
14 ปี 2523 - 2525 รัฐบาลไทยมีนโยบายร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งเปิ ดรับผู้ที่เคยฝักใฝ่ ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้มอบตัว และวางอาวุธ และเข้าร่วมกับแนวทางเสรีนิยมที่รัฐบาลต้องการ ท าให้ชาวม้งที่เข้าร่วมพรรค คอมมิวนิสตก์ลบัมาเป็นผรู้่วมพฒันาชาติไทย ชาวมง้จึงสามารถรวมตวักนัไดอ้ีกคร้ัง กลุ่มม้ง 1. ม้งเด้อะ(Hmoob dawb) ม้งเด้อะ เป็ นกลุ่มเดียวกันที่อาศัยอยู่ในประเทศลาว เวียดนามและจีน ส าหรับการแต่งกายของม้ง เด้อะผูช้ายกบัผหู้ญิงจะสวมกางเกงจีนแทนกระโปรง ผหู้ญิงมีผา้พนัเอวที่เรียกว่า เซ และผชู้ายเรียกวา่ซ้ีใช้ สีแดงแต่ผูห้ญิงก็จะใส่กระโปรงสีขาวในพิธีกรรมที่ส าคญัๆ เช่น แต่งงาน ปีใหม่และใส่ผา้พนัหัวผวั่และ ใส่ถุงน่อง ทร๊องด้วย กางเกงของมง้ขาว เป้ากางเกงส้ันกว่าของมง้เขียว และขากางเกงจะใหญ่กว่า เส้ือ ผูห้ญิงผ่าอกตลอดและมีดา้ชอใหญ่เส้ือผูช้ายผ่าอกตลอดแต่ออบหนา้ได้ลายปักเล็กและส้ัน ภาษา ส าเนียง การพูดจะต่างกับม้งจวั๊กันเล็กน้อย การแต่งกายของผู้หญิงม้งเด้อะ
15 การแต่งกายของผู้ชายม้งเด้อะ 2. ม้งจั๊ว( Hmoob Ntsuab) ม้งจ้วัการแต่งกายผหู้ญิงใส่กระโปรงมีลวดลาย สีดา เขียวและน้า เงิน ส่วนผชู้ายสวมกางเกงเป้ายาว เกือบถึงดินขากางเกงเลก็ส้ัน เซ จะกวา้งกวา่ของมง้ขาวเลก็นอ้ย ซ้ีเป็นสีดา และปลายของซ้ีจะเป็นรูป สามเหลี่ยม เส้ือ ผหู้ญิงผา่อกตลอด ดา้ชอเลก็แต่ก็มีบา้งที่เส้ือออบหนา้ซ่ึงจะสวมในพิธีกรรมที่สา คญัๆ ผหู้ญิงส่วนใหญ่จะไม่ใส่ผวั่มีเพียงผา้ผืนบาง ๆ พนัรอบมวยผมเท่าน้นัเส้ือผชู้ายคลา้ยมง้ขาวแต่ลวดลาย ลายปักเยอะกว่าและยาวกว่า ปักรอบเส้ือ ใส่ทร้องเหมือนมง้เด้อะ ส าเนียงภาษาการพูดจะต่างกันบ้าเพียง บางค า เช่น ม้งเด้อะใช้ เอีย ม้งเขียวใช้ อา ม้งเดอ้ะใช้ออ มง้จวั๊ใช้อูและสา เนียงจะมีเสียงควบกล้า เยอะ กว่าม้งเด้อะ แต่ก็มีบางคา ที่แตกต่างกนัโดยสิ้นเชิง I
16 การแต่งกายของผู้หญิงม้งจั๊ว ลกัษณะการแตรูป่งกาU1P4 ยของผู้ชายม้งจั๊ว
17 4. ม้งกัวมะบา (Hmoob Quas npab) มง้กวัมะบา โดยทวั่ ไปจะเหมือนมง้เด้อะทุกอย่าง ไม่ว่าการแต่งกาย ส าเนียงการพูด จะต่างกันที่ลาย แขนเส้ือของผหู้ญิงที่สวมใส่เท่าน้นัที่จะสลบัสีลวดลายเป็นปลอ้งๆ หรือเรียกอีกอยา่งหนึ่งว่าม้งแขนปล้อง ก่อนน้นั ไม่เคยปรากฏและพบเห็นมง้กวัมะบาในประเทศไทยมาก่อน พบไดห้ลงัจาก ที่มง้กลุ่มหน่ึงซ่ึง อพยพออกประเทศลาว หลังจากคอมมิวนิสต์ยึดลาวได้ส าเร็จ ซึ่งได้มีม้งกัวมะบาอพยพร่วมมาด้วยจ านวน หนึ่ง แบ่งกลุ่มตาม ตระกูลแซ่ มง้น้นันอกจาการแบ่งกลุ่มตามลักษณะการแต่งกายแล้วสามารถที่จะจ าแนกตามสายตระกูลแซ่ ซึ๋ง ในการแบ่งตามตระกูลแซ่น้ันทา ให้สามารถที่จะสืบทอดเช้ือสายหรือตระกูลที่บรรพบุรุษร่วมสายเลือดได้ เนื่องจากการสืบทอดสายตระกูลของมง้น้ันจะดูที่แซ่เป็นตวัหลกัในการสืบสายบรรพชนซ่ึงจะคลุกเคลา้ ระหว่างม้งกลุ่มต่างๆ ที่จา แนกตามลกัษณะการแต่กาย ซ๋ึงลกัษณะการแต่งกายน้นั ไม่อาจแบ่งแยกตามสาย ตระกูลได้เพราะสายตระกูลจะมีความใกล้ชิดกว่าเพราะกาสรแต่งกายสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ ลกัษณะตระกูลแซ่น้ันไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้นอกจากการแบ่งตามสายตระกูลแซ่แลว้ ในแต่ละ ตระกูลแซ่น้ันสามารถแบ่งกลุ่มย่อยลงไปตามสายบรรพชนของแต่ละกลุ่มเล็กลงไปอีกดว้ยซ่ึงจะมีความ สลับซับลงไปอีก หรือเรียกว่าแบ่งตามลักษณะของการประกอบพิธีกรรมที่จะแยกย่อยและสลับซับซ้อนมาก ข้ึนอีก ซ่ึงในแต่ละตระกูลแซ่อาจมีคา เรียกตนเองต่างกบัสายตระกูลแซ่หรือเรียกตนเองเหมือนสายตระกูล แซ่เดิมก็มีการแบ่งตามตระกูลแซ่ซ่ึงจะมีกลุ่มตระกูลแซ่หลกัดงัน้ีคือ 1. เซ่งลี เรียกว่า ม้งจาย 2. เซ่งว่าง เรียกว่าม้งว่า 3. เซ่งฟ้า เรียกว่าม้งฟ่ าง 4.เซ่งย่าง เรียกว่าม้งคว้อเยอ 5. เซ่งโซ้ง เรียกว่าม้งเมาะ 6. เซ่งมัว เรียกว่าม้งหย่า 7. เซ่งหาร เรียกว่าม้งต่า 8. แซ่ว้ือ เรียกวา่มง้ว้ือ 9. แซ่เท้า เรียกว่าม้งดู๊ 10. แซ่เล้า (โล่,กื่อ) เรียกว่าม้งกือ 11. แซ่จาง เรียกว่าม้งจาง 12. แซ่จ๋าวเซ่งค้า เรียกว่า ม้งปลัว
18 13. แซ่เหอ (เฮ้อ) เรียกวา่มง้กลวั่ 14. แซ่กง เรียกว่าม้งกง 15. แซ่เส เรียกว่าม้งเส ม้งในประเทศไทยได้อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายในหลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งกระจายไปถึง 14 จงัหวดัในภาคเหนือ ไดแ้ก่ตาก เชียงราย เชียงใหม่น่าน แพร่แม่ฮ่องสอน พะเยา ล าปาง สุโขทัย เพชรบูรณ์ ก าแพงเพชร พิษณุโลก เลย และสระบุรี ซึ่งบางจังหวัดมีหมู่บ้านที่ม้งได้อาศัยอยู่ อย่างหนาแน่นหลายหมู่บ้าน แต่บางจังหวัดมีหมู่บ้านม้งเพียง 1 - 2 หมู่บ้าน จ านวนประชากรม้งมีจ านวน เพียงไม่กี่ร้อยคน ซึ่งจากการส ารวจพบว่าจ านวนหมู่บ้านที่ม้งอาศัยอยู่อย่างเป็ นทางการม้งมีจ านวน ประมาณ 260 หมู่บ้าน 17,146 หลังคาเรือน จ านวนประชากร ประมาณ 160,000 คน * ม้งในประเทศอื่น ๆ ม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นๆ เป็ นกลุ่มม้งที่อพยพหนีภัยสงครามจากการสู้รบที่ประเทศลาว เป็ น กลุ่มเดียวกันที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ลาว และเวียดนาม โดยอพยพออกไปอยู่ในประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา องักฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เป็นตน้ซ่ึงยงัมีอีกหลายประเทศที่มง้อพยพล้ีภยัการเมืองไป อาศัยอยู่แต่เป็ นจ านวนน้อยมาก
บทที่ 2 การปกครองและการตัดสินคดีความ ม้งเป็ นชนชาติหนึ่งที่มีกฎหมายจารีตประเพณีการปกครองที่มีความก้าวหน้าพอสมควร เป็ นกฎ จารีตประเพณีที่ไม่มีการบนัทึกเป็นลายลกัษณ์อกัษร แต่เป็นที่ทุกคนรับรู้และยอมรับกฎจารีตประเพณีน้ีแต่ จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ การที่มีกฎหมายจารีตประเพณีการปกครองของม้ง ทา ใหม้ง้สามารถที่จะอาศยัอยรู่ ่วมกนัอยา่งสันติมากข้ึน และไม่มีคดีความมาก แต่วา่การปกครองและการ ใชก้ฎหมายจารีตประเพณีน้นัตอ้งข้ึนอยกู่บัการใช้และการปฏิบตัิของผูน้า ชุมชนดว้ย เป็นการใชก้ฎหมาย จารีตประเพณีที่มิใหฝ้่ายใดฝ่ายหน่ึงเสียหนา้กนัเกินไป หรือ ตามสา นวนไทยที่วา่บวัไม่ใหช้้า น้า ไม่ใหข้ ่นุ 1. การปกครอง 1.1. การปกครองในครอบครัว คนในครอบครัวในสังคมมง้ซ่ึงประกอบดว้ยหลายชนช้นัและหลายรุ่น ซ่ึงแต่ละรุ่นจะใหค้วาม เคารพซึ่งกันและกัน โดยรุ่นที่มีศักดิ์เป็ นรองจะใหค้วามเคารพต่อรุ่นที่สูงกวา่แต่ท้งัน้ีบางคร้ังตอ้งดูที่วยัวุฒิ 1. ปู่ซวั๊ะยา่ซวั๊ะ(possuab yawssuab) 2. ปู่ ทวด ย่าทวด (yawskoob – poskoob) 3. ปู่ ย่า yaws 4. พ่อ แม่(tsiv – niam) 5. พี่(tijlaug) 6. น้อง (kwv) 7. ลูก(tubki) 8. หลาน (xeebnuj xeebntswv) 9. เหลน (xeeblwj xeebntxwv) 10.หลง (xeebmujmam) ในสังคมมง้น้นัการปกครองในครอบครัว เป็นส่วนหน่ึงการช่วยใหค้รอบครัวมีความเป็นอยทู่ ี่ดี และชุมชนสงบสุข ซึ่งทุกคนต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันมีความเคารพซึ่งกันและกันด้วย การแบ่งเป็ นกลุ่ม ช้นันบัญาติลูกพี่ลูกนอ้ง จะมิใหค้นที่อยชู่้นัญาติที่สูงกว่ามาเป็นช้นัญาติที่ต่า ลงมาซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงที่ทา ให้ สังคมม้งให้เกียรติซึ่งกันและกัน พี่น้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงท าให้ไม่มีคดีความมาก ผู้ที่ ปกครองไม่มีความลา เอียงในการใชก้ฎจารีตประเพณีการแบ่งนบัช้นัญาติเป็นสิ่งที่ดีส าหรับสังคมม้ง
19 การแต่งกายของหญิงสาวม้ง 1.2. การปกครองในหมู่บ้าน การปกครองในชุมชนหมู่บ้านเป็ นการใช้กฎจารีตประเพณี ที่ใช้ในการปกครองหมู่บ้านชุมชนที่ดี ถ้าผู้น า หรือแกนน าเป็ นคนที่ใช้กฎจารีตประเพณีที่ดี ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทุก คนให้ความรักและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในสมยัก่อนมง้ไม่สามารถอาศยัอยรู่วมกนัเป็นกลุ่มเป็นกอ้นใหญ่เพราะวา่การใชก้ฎจารีตประเพณี เป็ นไปอย่างไม่เที่ยงธรรม แบ่งพรรคแบ่งพวกท าให้ม้งไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างถาวรเป็ นกลุ่มเป็ น ก้อนใหญ่ ๆ ได้ ในหมู่บ้านหนึ่งจะเป็ นกลุ่มญาติพี่น้องตระกูลเดียวกันเสียเป็ นส่วนใหญ่ เพราะว่าผู้น าหรือ แกนน าในการปกครองใช้กฎจารีตประเพณีเป็ นไปอย่างไม่เป็ นธรรมมากนักท าให้กลุ่มตระกูลแซ่อื่นไม่ สามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ และด้วยความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้องเสียส่วนใหญ่ที่ต้องอาศัย ญาติพี่น้องในการช่วยกันประกอบพิธีกรรมบางอย่างอาจเป็ นส่วนหนึ่งที่ท าให้ในชุมชนม้งในแต่ละชุมชน จะอาศัยอยู่เพียงไม่กี่ตระกูล และด้วยความที่แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็ นการใช้กฎจารีตประเพณีที่ไม่เป็ นธรรม มากนกัทา ใหส้ ังคมของมง้มีการแตกสลายมากข้ึน แต่ในการปกครองของมง้น้นั ไดม้ีคา กล่าวดงัสุภาษิตที่วา่ “ Twm tswb tua tau noj Twm neeg tua tsis tau noj “ ( หมูเดี่ยวน้นัฆ่ากินได้คนเดี่ยวน้นัฆ่ากิน ไม่ได้) หมายความวา่หมูน้นัตวัเดียวเราสามารถที่จะฆ่าแกงกินได้แต่คนแมแ้ต่จะคนเดียวแต่ไม่สามารถที่ จะฆ่าจะแกงกิน แม้จะเหยียดย ่าศักดิ์ศรีก็มิได้ มีญาติพี่น้องที่อื่นที่ควรให้เกียรติ มีกฎจารีตประเพณีควบคุม อยู่มีความรู้สึกนึกคิดสิ่ง ดีชวั่การใชก้ฎจารีตประเพณีควรคา นึงถึงศกัด์ิศรีความเป็นมนุษยใ์นการปกครอง ชุมชนเพื่อให้เกิดความสงบสุขของชุมชน รูปU2P1
20 การแต่งกายของผู้ชายในอดีต รูป U2P2
21 โครงสร้างการปกครอง คณะกรรมการ กฎจารีต คณะกรรมการอาวุโส ขนบประเพณี ผู้น าตระกูลเส่ง/แกนน าชุมชน ธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ผู้น าทางพิธีกรรม พิธีศพ พิธีแต่งงาน พิธีกรรมอื่นๆ วิถีชีวิต การปกครองของมง้น้นั ไม่วา่จะอยา่งไรก็ตามตอ้งอยภู่ายใตก้ฎจารีตประเพณีหรือตาม ขนบประเพณีไม่มีสิ่งใดที่สามารถจะล่วงล้า เกินขอบเขตกฎจารีตประเพณีที่บรรพบุรุษไดส้ร้างเอาไวไ้ด้ ผู้น าแต่ละระดับมีดังนี้ 1. กฎจารีตประเพณี จะมีคณะผู้อาวุโสเป็ นผู้ที่ควบคุม 2. ขนบประเพณี มีแกนน าหมู่บ้านหรือก านัน ผู้ใหญ่เป็ นแกนน า 3. จารีตประเพณี ผู้ประกอบพิธีกรรม 4. ความเชื่อ แกนน าทางพิธีกรรมความเชื่อ
22 2. การสืบความและตัดสินคดีความ การตัดสินความตามกฎจารีตประเพณี เมื่อเกิดกรณีพิพาทท าให้สองฝ่ ายเกิดความไม่ลงรอยกัน และตัดสินความกันเองมิได้ ต้องอาศัยกลุ่ม ผอู้าวุโสเป็นผทู้ี่ช่วยตดัสินความให้โดยไปแจง้ใหแ้ก่ผนู้า หมู่บา้น และใหช้ ่วยตดัสินคดีความใหท้ ้งัสองฝ่าย โดยให้ทางคณะอาวุโสเป็ นผู้สืบคดีความและตัดสินให้เพื่อให้เกิดความเป็ นธรรมและเป็นที่ยอมรนบัท้งัสอง ฝ่ าย หรือโดยมิให้ฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งเสียหน้าเกินไป ข้นัตอนกระบวนการ 1. แย่งเกาะ (ฝ่ ายแจ้งความ / โจทย์) เข้าในบ้านของผู้น าหมู่บ้านโดยมอบยาเส้นให้เพื่อแจ้งความ ว่า มีคดีความกับฝ่ ายแป่ เกาะ (จ าเลย) 2. แย่งเกาะ (โจทย์) ฆ่าไก่เพื่อทา อาหารเล้ียงใหแ้ก่ผนู้า หมู่บา้นและผชู้่วย เพื่อแจง้ความอธิบาย ความ 3. แป่ เกาะ (จ าเลย) ผู้น าหมู่บ้านให้ผู้ช่วยผู้น าหมู่บ้านไปเชิญ คณะผู้อาวุโสคณะพิพากษา และเชิญ จ าเลยมาสืบความ 4. แย่งเกาะ (โจทย์) มอบยาเส้น และทา อาหารเพื่อเล้ียง และเพื่อแจง้ความมอบความให้แก่คณะผู้ อาวุโส 5. แย่งเกาะ (โจทย์) ปูที่ให้ส าหรับว่าความ (1 เหรียญ) 6. สืบความและตดัสินความ ให้คนไปสืบความท้งัสองฝ่ายมา 7. แป่ เกาะ (จ าเลย) เก็บผ้าปู ( 3 เหรียญ ) กรณีที่แป่ เกาะเป็ นฝ่ ายผิด 8. จ่ายค่าว่าความ ชดเชยค่าเสียเวลาว่าความให้คณะผู้อาวุโส 9. ทา อาหารเล้ียงขอบคุณคณะว่าความ *ในกรณีที่ แย่งเกาะ (โจทย์) เป็ นฝ่ ายแพ้ความ จะกลับให้แป่ เกาะ (จ าเลย) เป็ นฝ่ ายโจทย์แทน และ ให้ แย่งเกาะ เป็ นจ าเลย * ซั่วะคะ (1:10) จะเกิดข้ึนต่อเมื่อเกิดกรณีที่คณะผอู้าวุโสในหมู่บา้นตดัสินคดีความลงไปแลว้ ไม่เป็นที่พอใจท้งัสอง ฝ่าย ก็จะมีการอุทธรณ์และทา้ความกนัข้ึน หรือวา่เกิดกรณีที่เป็ นคดีความที่ใหญ่เกินกว่าที่ผู้อาวุโสในชุมชน สามารถที่จัตัดสินความได้
23 ขั้นตอนและกระบวนการ 1. มอบคดีความแก่คณะผอู้าวุโสหลายหมู่บา้น ต่อเมื่อการตดัสินความที่คณะผอู้าวุโสในหมู่บา้นตดัสินความแลว้ไม่เป็นที่พอใจของท้งัสองฝ่าย จะ ได้มีการเชิญผู้อาวุโสที่ไดร้ับการยอมรับท้งัสองฝ่ายจากหมู่บา้นอื่นช่วยวา่ความ และตดัสินคดีความให้เมื่อ คณะผู้อาวุโสหลายหมู่บ้านตัดสินความให้แล้ว ไม่ว่าจะตัดสินความเป็ นอย่างไรต้องยอมรับเพราะเป็ นบุคคล ที่ท้งัสองฝ่ายยอมรับ แมจ้ะเสียค่าปรับเป็นจา นวนมากก็ตามตอ้งยอมใหป้รับ โดยส่วนใหญ่แลวการตัดสิน ้ ความน้นัพยายามที่จะใหท้ ้งัสองฝ่ายเสียหนา้นอ้ยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่บางคร้ังก็ตอ้งอาศยัขอ้เทจ็จริง ในการตดัสินความ อาจทา ให้ท้งัสองฝ่ายเกิดการเป็นศตัรูกนัข้ึนมาก็มีดว้ย 2. ตัดสินความตามความเชื่อหรือตามจิตวิทยา ต่อเมื่อการตัดสินความไม่สามารถที่จะตัดสินความได้ต้องใช้หลักทางความเชื่อเข้ามามีส่วนในการ ตดัสินความ แต่การตดัสินความดว้ยวิธีน้ีจะไม่เป็นที่นิยมนกัเพราะวา่จะทา ให้เกิดการเสียหนา้อยา่งมากต่อ คู่กรณี และผู้ที่ตัดสินความ จะใช้เมื่อกรณีที่จ าเป็ นจริง ๆ ที่ไม่มีใครยอมรับเป็ นฝ่ ายผิด แต่จะใช้ได้ในบาง กรณีเท่าน้นั 2.1. ต้มข้าวสาร การต้มข้าวสารเป็ นการตัดสินความอย่างหนึ่ง กรณีที่ไม่สามารถหาคนผิดได้ โดย นา ขา้วสารมาใหผ้นู้า ทางความเชื่อทา การสาปแช่งวา่ ใครเป็นฝ่ายผิดขอใหข้า้วสารไม่สุก หลงัจากน้นันา ไป ต้มดู ซึ่งใช้เวลาเท่ากันหากใครไม่สุกจะต้องเป็ ฝ่ ายผิดไป 2.2. เผาน้า มนัจะเหมือนกบักรณีแรกแต่วิธีการจะรุนแรงกวา่คือจะนา น้า มนัที่ทา ให้ร้อนสุด มาให้ ท้งัสองฝ่ายจุ่มมือลงไปเพื่อที่จะไดต้ดัสินวา่ ใครถูกผิด โดยก่อนที่จะจุ่มน้นัจะทา พิธีกรรมทางความเชื่อก่อน และสาปแช่งดว้ยวา่ถา้ใครเป็นคนผิดขอใหน้ ้า มนัลวกและเผาใหไ้หม้แต่ถ้าใครไม่ผิดจะไม่ไหม้ไม่ถูก น้า มนัลวก วิธีการน้ีจะไม่ค่อยนิยมทา กนัมากนกัเพราะเป็นวิธีการที่รุนแรงมากสา หรับคู่กรณีหากไม่มี ความจา เป็นถึงที่สุดจะไม่ใชว้ิธีการน้ีโดยเด็ดขาด
บทที่ 3 ความเชื่อและศาสนา ในการดา รงชีวิตของมง้น้นัมีความเชื่อมากมายหลายอยา่ง เกี่ยวกบัการดา เนินชีวิตของมง้เอง สมยั ก่อนมง้ไม่มีบา้นที่จะอยอู่าศยัอาศยัธรรมชาติเป็นร่มเงา ยงัไม่มีความเชื่ออะไร แต่วา่มนุษยเ์ห็นเหล่าสัตว์ น้อยใหญ่สามารถที่จะสร้างรัง ให้เป็ นที่อาศยัอยขู่องพวกสัตว์มนุษยเ์ริ่มที่จะตระหนกัและสร้างบา้นเป็นที่ อยอู่าศยับา้ง มนุษยเ์ริ่มที่จะใหค้วามสา คญักบัธรรมชาติโดยผา่นสิ่งที่เหนือ ธรรมชาติหรือวา่ความเชื่อเรื่อง เทพเจา้ต่าง ๆ นี่เอง เริ่มที่จะมีการบูชาเทพเจา้ต่าง ๆ ข้ึน เช่น การเซ่นดงเชง้และการบนเทพเจา้สิ่งเหนือ ธรรมชาติ ความเชื่อ ความเชื่อของมง้มีมากมายหลายอยา่งดว้ยกนัอาจแบ่งคร่าวๆ ไดด้งัน้ีคือ 1. ความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติในป่ า (เจ้าที่เจ้าทาง) การบนเทพเจ้าเหนือธรรมชาติในป่ า หรือ ถือเซ้ง เป็ นการบน เพื่อที่จะให้คุ้มครองหมู่บ้าน 1.1. เทพเจ้า ถือติ คือเทพเจ้าแห่งแผ่นดินผู้สร้างแผ่นดินหรือ เจ้าที่เจ้าทาง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทพเจ้า ตัวะโล่งว่า หรือเทพเจ้าแห่งป่ า 1.2. เทพเจ้าโฮเต้า คือเทพเจา้แห่งสิ่งชวั่ร้ายท้งัหลาย โดยบนไวเ้พื่อคุม้ครองคุม้กนัหมู่บา้นเพื่อให้ สิ่งชวั่ร้ายไม่สามารถที่เขามาในหมู่บ้านได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทพเจ้าตัวะถือว่า เป็ นเทพเจ้าแห่งดิน ้ 1.3. เทพเจ้าซีตัวะว่า เป็นเทพเจา้แห่งน้า ผา และหิน 1.4. เทพเจ้าโม่งแซ่ง เป็นเทพเจา้ที่ไม่ตอ้งบนจะเรียกใชเ้ฉย ๆ เป็นเทพเจา้ที่ชวั่ร้าย จะใชใ้นกรณีที่ เกิดคดีความ 1.5 เทพเจ้าเยาะแซ่ง เทพเจ้าแหล่แซ่ง 1.6 เทพเจ้าแม่งเต้า เป็ นเทพเจ้าในดินหรือฮวงจุ้ย
25 2. ความเช ื่อที่อยู่ในบ้าน / บรรพชน / ผีบ้านผีเรือน (Dab quas) ผีบา้นผีเรือนจะบนเพื่อใหคุ้ม้ครองคนในบา้น และสัตวเ์ล้ียง รวมท้งัการทา มาหากิน การประกอบ อาชีพ 2.1. ซือก๊ะ มีการบนเพื่อที่จะให้คุ้มครองคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็ นสุข คุ้มครองทุกอย่างในบ้านและ ที่เจ้าของบ้านมีอยู่ 2.2. ด๊าโตรง เป็ นผีที่ช่วยปกป้องรักษาลูกหลาน เป็ นผีที่อาศัยอยู่ในที่นอน โดยผู้หญิงเป็ นฝ่ ายน า และเป็ นเจ้าของ (ดูในพิธีกรรมประกอบ) 2.3. เชี่ยแม้ง เป็นผีที่เฝ้าประตูป้องกนัและปัดเป่าสิ่งชวั่ร้ายมิใหเ้ขา้มาในบา้นได้มีบางแซ่เท่าน้นัที่ บนแต่ส่วนใหญ่จะนับถือ 2.4. เทพเตาไฟเล็ก (Dab qhov cub)โดยให้ดูแลเรื่องการท าอาหารการกิน 2.5. เทพเตาไฟใหญ่(Dab qhov txos) โดยให้ความดูแลเรื่องการท ามาหากิน 2.6. ท่าแน้ง มีอยู่ด้วยกัน สองอย่างคือ 2.6.1 ย่าแน้ง (yajneeb ) เป็ นแน้งที่เรียนมา 2.6.2 เย้งแน้ง (yeeb neeb) เป็ นแน้งที่บรรพบุรุษกลับมาให้ท า 2.7. ท่ากั๊วชั่ว (thaj kuab tshuaj) บนเพื่อที่จะให้ยามีสรรพคุณที่เข้มข้น และช่วยรักษาการเจ็บป่ วย ให้ได้ผลอย่างจริงจัง 2.8. บัวดร๊ะ (npua dab)โดยมีผนู้า ทางความเชื่อเป็นแกนนา หลกัแต่จะมีเฉพาะบางกลุ่มแซ่เท่าน้นัที่ สามารถจะน าได้ 2.9. บรรพบุรุษ (Pog yawg) จะไม่มีหิ้งบูชา จะอาศยัอยกู่ลางบา้น แต่จะมาขอส่วนบุญกุศลจาก ผู้เป็ นลูก 2.10. เสาเอก เป็ นเทพเจ้าที่มีอ านาจสูงสุดในบรรดาทวยเทพที่อาศัยอยู่ในบ้านหรือเสาหลักในบ้าน ลักษณะการแต่งกายของหญิงสาวม้ง รูปU3P1
26 3. ความเช ื่อเร ื่องเทพเจ้าสูงสุด ความเชื่อในเรื่องเทพเจา้สูงสุดน้นัมง้มีความเชื่อวา่เป็นที่สถิตของวิญาณบรรพชน 3.1. ดินแดงที่เงียบสงบและหนาวเย็น (Ntuj ntsiag teb tsaus) ดินแดนน้ีเป็นที่เชื่อวาเป็ นดินแดง ่ ที่มง้เคยอาศยัอยมู่าก่อน หรือเป็นดินแดนที่มง้มีความเชื่อวา่เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพชน เมื่อมง้ เสียชีวิตลง วิญญาณจะกลบัสู่ที่ดินแดนที่ก่อกา เนิดมนุษยข์้ึนมา หรือกลบัไปอยกู่บับรรพชน ซ่ึงเป็นดินแดน ที่เงียบสงบ 3.2. เทพเจ้าผู้ปกครองโลก หรือ เย่อโซ๊ะ เป็นผกู้่อกา เนิดและสร้างทุกสิ่งทุกอยา่ง เยอ่ โซ๊ะ เป็นที่ ก่อกา เนิดข้ึนมาเองโดยธรรมชาติและเป็นผทู้ี่สามารถที่จะบนัดาลทุกอยา่งใหเ้กิดข้ึนตามความตอ้งการได้ เป็นเจา้ของสรรพสิ่งท้งัมวลหรือเป็นเทพที่เป็นใหญ่ 3.3. นยู้วะตัวะแต่ง / นยู้วะสิกแต่ง และยมบาล (Nyuj vab tuam teem/ nyuj vab sim teem thiab Ntxwg nyoog) เป็นที่อยขู่องเทพเจา้แห่งความดีและความชวั่มง้เชื่อวา่ทุกคนที่ตายไปแลว้จะไดร้ับการ ตดัสินความจากสองท่านน้ีผทู้ี่ทา ดีก็ไดอ้าศยัอยกู่บัเย่อโซ๊ะ และกลบัสู่มาตุภูมิตนหรือมาเกิดใหม่มาเป็น มนุษย์ ส่วนผู้ที่ท าความชวั่จะไปกบัยมบาลลงนรก และเกิดมาใหม่เป็นสัตวเ์ดรัจฉาน 3.4. ซียี มนุษย์ที่ได้คัดเลือกจากบรรพชนให้ผู้สามารถที่ติดต่อระหว่างมนุษย์กับ นยู้วะตัวะแต่ง และยมบาลได้เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ข้ึนบนสวรรคล์งนรกได้แต่ไม่สามารถที่จะเขา้ไปสู่ดินแดนที่เงียบ สงบอันเป็ นที่สูงสุดได้ขณะที่ซียียังมีชีวิตอยู่ได้
27 หิ้งประกอบพิธีของซียี (อัวเน้ง) โครงสร้างความเชื่อ ดินแดนทที่เงียบสงบ เย่อโซ๊ะ ซียี นยู้วะสิกแต่ง ยมบาล มนุษย์ รูป U3P2
บทที่ 4 ประเพณีและพิธีกรรมที่ส ำคัญ ในรอบชีวิตหนึ่งของคนม้งจะมีพิธีกรรมต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนม้งเป็ นอย่างมาก ไม่ว่าพิธีกรรมเฉพาะบุคคล พิธีกรรมเฉพาะตระกูลหรือพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมและชุมชนของม้งซึ่งมี อยู่มากมายหลายอย่าง ซึ่งรวมเป็นวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของม้ง 1. พิธีกรรมเกี่ยวกับกำรเกิด 1.1. กำรตั้งครรภ์ หลงัจากที่ผหู้ญิงไม่มีประจา เดือน หรือวา่ ประจา เดือนขาดไปสันนิษฐานไดว้า่เริ่มมีการต้งัครรภ์ อ่อนๆ ในทอ้งของผหู้ญิงคนน้นัแลว้มีแม่บางคนเมื่อเริ่มที่จะต้งัครรภอ์ ่อน ๆ น้นัแม่และลูกบางคนทา ใหผู้้ เป็นแม่มีอาการรู้สึกไม่สบายเจ็บป่วยไดง้่าย หรือทา ใหผู้เ้ป็นแม่เริ่มมีอาการแพท้อ้ง ก่อนที่จะทราบมีการ ต้งัครรภน์ ้นัเมื่อผเู้ป็นแม่เริ่มมีอาการไม่สบาย จะมีการทา นายและอวัเนง้เพื่อรักษาอาการป่วยและหาสาเหตุ การป่ วย หรือมีบางคนที่มีอาการปวดทอ้งนอ้ยก็จะใหห้มอพ้ืนบา้นที่มีความรู้เรื่องทอ้งจบัและคลา ดูวา่ ปวด เพราะสาเหตุอนั ใด ช่วยขยบัทอ้งใหเ้พื่อรักษา หลงัจากที่ตรวจดูและรักษา จะทา ให้ทราบวา่ผหู้ญิงคนน้นั เริ่มต้งัครรภอ์ ่อนๆ แม่บางท่านมีอาการอ่อนเพลียไม่สบายตวัซีดเหลือง ไม่ค่อยไดย้นิการดิ้นของเด็กใน ท้อง จะมีการทรงอัวเน้งเพื่อแบ่งชีวิต (Faib thiab)ให้สองแม่ลูกให้มีชีวิตเท่าเทียมกัน มีแม่บางคนเมื่อมีการ ต้งัครรภจ์ะมีอาการเป็นปกติโดยทวั่ ไปไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ รู้เพียงแต่วา่ ประจา เดือนขาดไปเท่าน้นัจะ เริ่มทราบเมื่อประจา เดือนขาดมานานประมาณ 3 เดือน บางท่านมีอาการแพ้ท้องอยากกินของแปลกๆ เช่น พวกที่รสเปร้ียวจดัแต่มีบางคร้ังเมื่อผเู้ป็นแม่มีการต้งัครรภอ์าการเจ็บป่วยและแพท้อ้งไปปรากฎ อยทู่ ี่ฝ่าย สามี หรือ สามีเป็ นฝ่ ายแพ้ท้องแทนผู้เป็ นแม่ 1.2. กำรปฏิบัติและดูแลขณะต้ังครรภ์ ผู้เป็ นแม่เมื่อทราบชัดเจน ว่ามีการต้งัครรภ์ตอ้งงดเดินผ่าไปยงัสถานที่ไม่ดีหรือสถานที่ตอ้งห้าม โดยเฉพาะพ้ืนที่มีการพงัทลายของดิน เพราะอาจจะถูกเจา้ที่ที่พงัทลายดินเขา้ทา ให้พงัลูกในทอ้งได้และ บริเวณที่เป็นขนุน้า หรือที่น้า ออกรูหา้มเขา้ใกลบ้ริเวณน้นัดว้ยเพราะเป็นบริเวณที่เจา้ที่เจ้าทางแรงมาก เพราะ จะท าให้เจ้าที่แท้งลูกได้เช่นกัน ผู้ที่เป็ นแม่และพ่อต้องงดเข้าบ้านของผู้อื่นที่ก าลังมีคนก าลังอยู่ไฟหรืออยู่ เดือน เพราะเกรงวา่ลูกในทอ้งจะแยง่น้า นมของเด็กทารกคนน้นัทา ให้น้า นมของแม่น้นั ไม่มีเพียงพอใหเ้ด็ก ทารกดื่มกิน ท าให้ทารกไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตอย่างเต็มที่เพราะไม่มีน้ านมมาดื่มกิน จะไม่มีการตดั สิ่งของอะไรในห้องนอน และซ่อมห้องนอน และไม่เล่นขุดคุย้ข้ีเถา้ท้งัเตาไฟเล็กและเตาไฟใหญ่จะไม่มี
29 การเอาข้ีเถา้ออกจากเตาไฟเป็นอนัขาด หรือแมแ้ต่การหมุนกะทะใบใหญ่ที่เตาไฟใหญ่ก็ห้ามเด็ดขาด และ จะไม่มีการซ่อมครกกระเดื่องที่อยู่ในบา้นน้นัดว้ยหรือว่าจะเป็นการตดัคานครกและสากครกก็ไม่ได้เพราะ จะไปกระทบเด็กในทอ้งได้ไม่เพียงแต่เป็นขอ้ห้ามส าหรับคนเท่าน้นั ในสัตวเ์ล้ียงที่มีการต้งัทอ้งแลว้น้นัก็มี ข้อห้ามเหล่าน้ีอยู่ด้วยเช่น การตัดคานครก การขุดคุ้ยข้ีเถ้าท้ังเตาไฟใหญ่ และเล็ก เมื่อแม่รู้สึกอาการ อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรงตวัซีด ลูกในทอ้งไม่คอยดิ้นเท่าที่ควร ตอ้งมีการอวัเนง้เพื่อแบ่งชีวิต(ไฟเที๊ยะ)ให้ท้งั แม่และลูกมีชีวิตที่เท่าเทียมกัน หรือการใช้ยาสมุนไพรในการรักษาอาการและแบ่งชีวิต แต่จะไม่เป็ นที่นิยม เท่าไหร่นักเพราะไม่สามารถที่จะทา ไดทุ้กราย เหมือนการอวัเน้ง และบางคร้ังอาจมีผลต่อลูกในครรภ์ได้ ดว้ยทา ให้เกิดลา บากการไฟเที๊ยะหรือการแบ่งชีวิต คือ การที่ขวญัของแม่หรือเด็กน้ันไปเจริญเติบโตใน บุคคลอีกบุคคลหน่ึงที่มิใช่พ่อและแม่ของเด็ก ถา้ขวญัน้นั ไปสิงสถิตในตวัของทารกหรือในร่างกายแม่น้ัน เรียกว่า แจงเตอ ตร้อง ต้องมีการไฟเที๊ยะให้กับแม่และลูกด้วย เมื่อมีความต้องการเดินทางไปในที่ไกลๆ หรือจา เป็นตอ้งเดินทางผ่านในสถานที่ตอ้งห้าม หรือว่าอาจถูกผีเจา้ป่าผีเจา้เขา จะมีการคว่า น้า ครอบเพื่อมิ ให้มีสิ่งชวั่ร้ายมากร่ ากรายลูก มาเห็นและรบกวนลูกในทอ้งได้การคว่า น้า จะปัดรังควานสิ่งชวั่ร้ายออกไป แลว้ค่อยครอบขวญัเด็กไว้เหมือนดงัเช่นการนา ขวญัของเด็กเขา้ไปเก็บซ่อนตวัไวใ้ตน้้า เพื่อมิให้สิ่งใดกร้ าก รายทา ร้ายขวญัเด็กได้และตอ้งเปิดขณะที่คลอดเด็กเสร็จแลว้ทนัทีที่เมื่อแม่เริ่มมีอาการปวดทอ้งที่จะคลอด ลูกผูเ้ป็นแม่น้ันจะตอ้งอยู่ในลกัษณะท่าที่พร้อมจะคลอด ไม่นั่งทบักดช่องคลอดเพราะจะทา ให้การคลอด เป็นไปดว้ยความยากลา บาก ในขณะที่ต้งัครรภแ์ม่มีอาการอยากกินของแปลกๆ ตอ้งพยายามหาให้ผเู้ป็นแม่ กินใหเ้พียงพอในตวัของเด็กเองก็ตอ้งการสิ่งเหล่าน้นัเพื่อที่จะนา มาสร้างความเจริญแก่ร่างกายตน มิเช่นน้นั เมื่อเด็กคลอดออกมาจะปรากฏ สิ่งที่ตอ้งการกินแต่ไม่ไดก้ินบนตวัของเด็ก ถา้ไม่สามารถที่จะหาให้ไดใ้ห้ผู้ เป็นพ่อหรือสามีหมิ่นดูแคลนว่าเป็นสิ่งน่าละอาย เพื่อให้เด็กในทอ้งอายมิกลา้ที่จะขอกินสิ่งน้นัอีก และผูท้ี่ เป็ นแม่ต้องมีการแบกตะกร้าใส่ของหนักพอสมควรเพื่อที่จะช่วยนวดแผ่นหลัง กดขยายสะโพกให้ขยาย กวา้งข้ึนเพื่อที่เวลาคลอดลูกจะคลอดไดง้่ายข้ึน หรือการออกกา ลงักายอย่างพอสมควรอย่างสม่า เสมอ หรือ เป็นการกดทบัเพื่อที่จะมิใหต้วัเด็กน้นัหวัใหญ่เกินไป ทา ใหค้ลอดลา บาก 1.3. กำรดูแลขณะคลอด หลังจากที่แสดงอาการว่าจะคลอดลูก บางคนที่สามารถจะคลอดลูกได้ง่ายก็จะท าคลอดเองหลังจาก ที่คลอดเรียบร้อยจึงเรียกคนอื่นมาช่วยเก็บลูก และตัดสายสะดือของลูก บางคนที่คลอดลูกยากและหน้ามืด น้นัตอ้งมีคนช่วยพยงุและช่วยเรียกเวลาหนา้มืดเพื่อให้แม่มีสติอยตู่ลอดเวลา การคลอดน้นัผเู้ป็นแม่ตอ้งนงั่ในท่าลกัษณะคุกเข่าเพื่อใหเ้วลาคลอดจะคลอดไดง้่ายข้ึน หลงัจากที่ คลอดเสร็จเรียบร้อยแลว้จึงเรียกคนอื่นมาช่วยเก็บเด็กไปทา ความสะอาด สา หรับคนที่คลอดลูกไดย้ากน้นั ต้องมีคนช่วยพยุง อุ้มและช่วยนวด และการกลับลูกให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องให้เพื่อที่จะท าให้เด็กคลอดได้ง่าย ข้ึน สา หรับผทู้ี่หนา้มืดบ่อยน้นัจะนา เอาเปลือกกญัชงที่ลอกเรียบร้อยแลว้มาพนัรอบหวัของผูเ้ป็นแม่เพื่อกนั
30 มิใหผ้เู้ป็นแม่หนา้มืด โดยใชค้าถาควบคุมไว้และตอ้งใหแ้ม่น้นัอยใู่นท่าคร่ึงนงั่คร่ึงนอน เพื่อให้หวัของแม่ ให้อยู่สูงเพื่อที่จะมิให้เลือดน้นั ไหลยอ้นกลบัไปบนหวัมากเกินไปจะทา ใหผ้เู้ป็นแม่น้นัหนา้มืดไดง้่าย สำเหตุกำรคลอดลูกยำก 1. การไม่ให้ความเคารพต่อพ่อแม่บุพการี/สามีตอ้งลา้งมือใหผ้เู้ป็นแม่ดื่มน้า น้นั 2. เตอตร้อง (taw rooj) การที่ขวญัของแม่มาสถิตในตวัของแม่เองขณะต้งัครรภต์อ้งมีการไฟเที๊ยะ 3. ลูกกลับตัวอยู่ในท่าที่คลอดล าบาก ต้องมีการกลับให้อยู่ในท่าที่จะคลอดง่าย 4. การนงั่ทา ใหก้ดช่องคลอดเมื่อเวลาใกลค้ลอด โดยเฉพาะกระสอบ 5. นงั่ที่ประตูบา้น * ลูกคนใดก็ตามเมื่อการคลอดผิดจากทวั่ ไป เช่น ลูกที่เวลาคลอดเอาเทา้ลงมาก่อนน้นัลูกคนน้นั จะไม่สามารถมีลูกได้เมื่อเติบใหญ่ 1.4. สำยสะดือ การตดัสายสะดือ น้นัจะตดัหลงัจากที่มีการมดัเรียบร้อยแลว้มดัสายสะดือห่างจากทอ้งของเด็ก ประมาณ 1 นิ้ว และตดัห่างจากที่มดัสายสะดือประมาณ 2 นิ้ว เพราะเวลาที่สายสะดือแหง้จะพอดีและ สวยงาม 1.5. รก (เสื้อ) หลังจากที่ตัดสายสะดือเรียบร้อยจะต้องน าไปฝังดินให้มิดชิด 1. ชาย จะน าไปฝังที่ตรงเสาเอกของบ้าน เพราะเมื่อเด็กเติบใหญ่จะได้เป็ นผู้สืบสายตระกูลต่อไป 2. หญิง จะน าไปฝังใต้ห้องนอนที่เสาเตียง * แต่เมื่อตอ้งการใหลู้กคนถดัเป็นเพศใด จะมีการฝังรกของเด็กดงัน้ี 1. คว ่า เมื่อลูกคนถัดไปต้องการให้เป็ นผู้ชาย 2. ฝังรกหงาย เมื่อต้องการให้ลูกคนถัดเป็ นผู้หญิง รกน้นัเมื่อคลอดออกมาแลว้นา มาลวกน้า อุ่น ทา ความสะอาดแลว้จึงนา ไปฝัง เมื่อเกิดกรณีที่ตวัเด็ก ทารกเกิดผื่นคนั ใหน้า น้า ร้อนไปลาดที่หลุมฝังรกของเด็กน้นัเพราะวา่อาจมีแมลงมดปลวกเขา้ไปรบกวน รกของเด็ก ตอ้งใชน้ ้า ร้อนลาดใหม้ดปลวกหนีไป การฝังน้นัจะไม่มีการฝังซ้า ที่เดิมที่เคยฝังไวแ้ลว้ โดยจะ ฝังไปโดยรอบที่โคนเสาเอก ท้งัสองตน้ 1.6. การอยไู่ ฟ หลังจากที่แม่คลอดลูกเรียบร้อยแล้ว จะมีการเตรียมสถานที่ที่ข้างเตาไฟเล็กเพื่อให้เป็ นที่นอนของ แม่และเด็กทารก เพื่อให้แม่อยู่ไฟ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของแม่และลูก การนอนที่ขา้งเตาไฟ
31 เหมือนดงั่การสร้างรังของสัตวช์นิดต่างๆ ที่สร้างเมื่อเวลาออกลูกหรือออกไข่และผูเ้ป็นแม่ตอ้งมดัเอวให้ แน่นเพื่อรัดหนา้ทอ้งใหแ้น่นมิใหสู้งเกินไป และเพื่อที่ช่วยใหห้นา้ทอ้งกระชบัไดง้่ายข้ึน และเร็วข้ึน มิให้ หนา้ทอ้งหย่อนยาน ที่นอนควรจะใหส้ ่วนที่เป็นหวัน้นัสูงพอประมาณ ใหอ้ยใู่นลกัษณะก่ึงนอนก่ึงนงั่ใน ระหวา่งอยไู่ ฟน้นัจะไม่อนุญาติใหพ้าเด็กทารกออกนอกบา้น ข้อห้ำมและกำรปฏิบัติตัวขณะอยู่เดือน(อยู่ไฟ) 1. อาหารม้ือแรกเมื่อเกิดลูกเป็นเด็กผชู้าย ใหฆ้ ่าไก่ตวัเมียให้รับประทาน ถา้เป็นเด็กผูห้ญิง ใหฆ้ ่าไก่ ตัวผู้ 2. ตอ้งรับประทานอาหารที่อุ่นเสมอเช่น น้า อุ่น ขา้วอุ่น 3. น้า ที่ใชข้ณะอยเู่ดือนตอ้งใชน้ ้า ที่อุ่นเท่าน้นั ไม่วา่อาบน้า ซักผา้ 4. ขา้วน้นัตอ้งเป็นอาหารที่ไม่มีกลิ่นคาวและตอ้งตม้เท่าน้นัเช่น ไข่เน้ือไก่และเน้ือหมูแดง เท่าน้นัสา หรับเน้ือหมูแดงน้นัควรจะรับประทาน หลงัคลอดอยา่งนอ้ยประมาน 15 วัน เพราะจะ ท าให้ท้องเสีย และเกิดอาการผิดเดือน 5. รับประทานมะละกอ (maum kuab) เพื่อเพิ่มน้า นม 6. ห้ามรับประทานข้าวเหนียว หน่อไม้ ผักสีเขียว ฯลฯ 7. ห้ามน าเอาข้าวมาผสมกับกับข้าว โดยเฉพาะมิให้ตกในหม้อกับข้าว 8. ห้ามท างานหนัก แม้แต่การซักผ้า ฝ่ ายสามีควรเป็ นคนช่วยซักผ้าทุกอย่าง 9. ขา้วที่รับประทานตอ้งเป็นขา้วเช็ดน้า และหา้มรับประทานน้า ขา้ว 10.ขา้วทุกม้ือตอ้งใส่พริกไทยเพื่อช่วยขบัน้า คาวปลา 11.น าเอาพริกไทยผสมไข่สดให้แม่รับประทานหลังคลอดเสร็จทันที 12.ขณะที่ท าอาหารเมื่อมีคนอยเู่ดือน ตอ้งมิให้น้า ขา้วน้า แกงตกใส่ที่เตาไฟ เพราะจะทา ใหเ้ด็กแพ้ ควัน ท าให้เกิดอาการระคายเคืองตา 13.ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับสามีในขณะอยู่เดือน 14.การเยบ็ ปัก น้นัควรจะทา หลงัคลอดแลว้ประมาณ 15 วัน 15.ไม่เปิดปิดอะไร เช่น ถงัใส่เส้ือผา้ถุงใส่ผา้ปักไม่ควรปิด 16.ตอ้งการมดัน้า นมไวเ้พื่อมิให้คนอื่นมาแยง่น้า นมเด็กคือการนา เอาขา้วสุกกบัขา้ว เอาไปมดัไว้ ที่เสาเตียง เพื่อมิใหส้ิ่งใดมาแยง่น้า นมเด็ก 17.ห้ามเข้าเค้าตร้องตา (ประตู 1)เพราะจะท าให้เทพเจ้าที่เฝ้าประตู 1 ล้ม (เชี่ยเม่ง) 18.หา้มมิใหน้ ้า นมมารดาในระยะใหน้มบุตรหกตกใหผ้อู้ื่นไดร้ับประทานหรือแม้แต่สัตว์ต่างๆ ก็ห้ามดื่มด้วย
32 19.ทารกขณะที่ยังไม่หย่านมห้ามรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นยกเว้นมารดาและเด็กทารกผู้อื่น ที่ ยงัไม่ไดห้ยา่นมเท่าน้นัและผอู้ื่นก็หา้มรับประทาน สิ่งของที่เหลือจากการรับประทานของเด็ก ทารกที่ยังไม่ได้หย่านม ยกเว้นมารดา และเด็กทารกผู้อื่นที่ยังไม่ได้หย่านม 1.7. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมขณะคลอดบุตร 1) กรรไกร 2) เชือก ด้าย 3) น้า อุ่น 4) ที่นอนขณะอยู่ไฟของแม่ เช่น หญ้าคา ฟางข้าว ฯลฯ 5) เงินใส่ห่วงคอเด็ก 6) เชือกสีด ามัดเป็ นห่วงคอเด็ก 7) พริกไทยใส่อาหาร 8) เส้ือผา้ออ้มเด็ก 1.8. กำรเรียกขวัญ หลงัจากที่แม่คลอดลูกและลูกมีอายคุรบสามเชา้จะมีการเรียกขวญัเพื่อที่จะต้งัชื่อให้เด็ก และเรียก ขวัญให้แม่ด้วย วนัที่มีการเรียกขวญัต้งัชื่อน้นัจะมีการเล้ียง และแจง้ใหผ้ีบา้นผีเรือนไดร้ับทราบ และช่วยคุม้ครอง ตวัเด็ก จะมีการฆ่าไก่หน่ึงตวัเพื่อที่จะเล้ียงขอบคุณ และตดัพ่อแม่ส่ง(ผีปู่ ย่า) เพื่อที่จะไม่ใหม้ารับตวัเด็กน้นั กลบัไป จะทา ใหอ้ายเุด็กส้ันจะทา พิธีน้ีที่นอกบา้นขา้งๆ เค้ำตร้องตำ(ประตู 1) และมีการฆ่าไก่เพื่อเซ่น สื่อก๊ะแจง้ใหช้ ่วยดูแลคุม้ครองตวัเด็กดว้ย โดยจะใชไ้ก่สองตวัในการเรียกขวญัและต้งัชื่อใหเ้ด็ก ม้งจั๊ว น้นั เมื่อมีการเรียกขวญัต้งัชื่อ ให้เด็กเรียบร้อยจะเล้ียงผีบา้นผีเรือน โดยเตรียมกระดาษสาและธูปหน่ึงชุดต่อผี1 ตน การเล้ียงส่งและตดัผีปู่ยา่หรือพ่อแม่ส่งน้นัจะจดันอกบา้นทางที่ประตูเค้าตร้องตา หรือประตู 1 เพื่อเป็ น การเล้ียงส่งโดยจะใชไ้ก่สองตวัจะไม่มีฆ่าไก่การเซ่นสื่อก๊ะ ม้งเด้อะ น้นัจะใชต้วัเดียว และมีการฆ่าไก่เพื่อ เซ่นสื่อก๊ะ 1.9. กำรต่อสะพำนขวัญ เพราะเชื่อวา่ขวญัของเด็กน้นัมาไม่หมดจึงมีการสร้างสะพานเพื่อรับขวญัของเด็ก ใหส้ามารถที่ขา้ม และสามารถผ่านมาได้ โดยจะทรงเพื่อที่จะต่อสะพานรับขวัญเด็กในเมืองผีก็ได้ด้วย หากขวัญของเด็กไม่มี ความต้องการมากสามารถที่จะกระท าได้ หรือว่าถ้าไม่สามารถที่จะเลี่ยงได้จริง ๆ จึงมีการต่อสะพาน ไม่ว่า เด็กน้นัจะคลอดออกมาหรือไม่ถา้มีความตอ้งการ ตอ้งมีการต่อสะพานใหเ้ด็กดว้ย หรือกรณีที่เด็กอายมุาก
33 แล้วถ้ายังไม่สามารถที่จะเดินได้ต้องมีการต่อสะพานให้เด็กด้วย ถ้าไม่มีความจ าเป็ นจริงไม่ควรจะต่อ สะพานโดยเฉพาะบุตรคนแรก ถ้าเมื่อต่อสะพานให้เด็กคนแรกแล้วคนต่อๆ ไป ทุกคนต้องต่อสะพานให้ ดว้ย โดยการต่อน้นัจะเป็นการลกัษณะการรับพ่อแม่บุญธรรม กำรสร้ำงต่อสะพำน 1. สะพำนแบบม้งเด้อะ 1.1. ด๊ะเช่ำส ำหรับเด็กหญิง ส่วนใหญ่สะพานของเด็กหญิง จะต่อบริเวณที่เป็ นทางแพร่ง หรือ เรียกวา่สะพานทางแพร่ง จะใชไ้ก่ในการเรียกขวญั 2 ตัว และรับ 2 ตัวเพื่อต้อนรับขวัญของเด็ก โดยจะใช้ แผ่นไม้เจ็ดแผ่น สามแผ่นมาท าสะพาน สองแผ่นรับสะพานและอีกสองแผ่นใชท้า โต๊ะที่นงั่พกั 1.2. เจ้เช่ำส ำหรับเด็กชำย หรือสะพำนใหญ่หรือสะพำนบ้ำน มีสถานที่ที่ต่อหรือสร้างสะพาน อยหู่ลายที่ดว้ยกนัดูวา่เด็กน้นัมีความตอ้งการที่จะใหต้ ่อสะพานที่ใดทิศทางไหน เช่น สะพานขา้มแม่น้า สะพานที่กิ่ว สะพานที่ทางแพร่ง ไม่วา่การต่อสะพานที่ใด สะพานใหญ่จะมีการสร้างเป็ นบ้านคลุมด้วย จะ ใช้แผ่นไม้ 11 แผ่น 9 แผ่นสร้างเป็ นสะพาน 3 แผ่น 3 ช่วง และอีก 2 แผน่สร้างเป็นที่นงั่พกัมีการใชห้มูเป็น สิ่งรับขวญัของเด็กและใชไ้ก่2 ในการเรียกขวญัของเด็ก หมูที่ใชน้ ้นัตอ้งเป็นหมูตวัผูเ้ท่าน้นั 2. สะพำนแบบม้งจั๊ว 2.1. สะพำนฉ่ำปะ เป็ นการต่อสะพานอย่างหนึ่ง สามารถที่จะต่อและสร้างที่ใดก็ได้ เมื่อมี การเตรียมอุปกรณ์ใหพ้ร้อมส าหรับที่จะต่อสะพาน คือ แผ่นไมส้องแผน่ ไก่หน่ึงตวัที่ตม้ สุกแลว้เอาซ่อนไว้ ในตะกร้า แบกไปรอบๆ หมู่บา้น เมื่อมีคนทกัก็ใหค้นคนน้นัเป็นผทู้ี่นา เด็กมาหรือคุ้มครองเด็ก ทักที่ใดก็จะ สร้างสะพานที่นนั่โดยนา ไมท้ี่เตรียมมา ท้งัสามแผ่นสร้างสะพาน 2.2. สะพำนซะชัวะ เป็ นสะพานใช้ต่อและสร้างบริเวณที่เป็ นทางสามแพร่ง หรือ บริเวณที่ เป็นกิ่ว จะใชแ้ผน่ ไมจ้า นวน สี่แผน่ โดยสามแผน่เป็นสะพาน และอีกหน่ึงแผน่เป็นโต๊ะที่นงั่พกั ใชไ้ก่ใน การเรียกขวัญเด็ก 2.3. สะพำนซะปอลื่อ มีลักษณะคล้ายกับสะพานซะชัวะ แต่จะต่างตรงที่สะพานซะปอลื่อ น้นั ใชแ้ผน่ ไม้7 แผน่ โดยสามแผน่เป็นสะพาน สองแผน่รับและอีกสองแผน่เป็นโต๊ะที่นงั่พกัสองขา้งทาง 2.4. สะพำนใหญ่ หรือสะพำนบ้ำน (tsevchoj) เป็ นสะพานที่มีสามต่อ ต่อละสามแผ่นไม้ รวมเกา้แผ่นไม้จะมีการสร้างบา้นคลุมสะพานดว้ย เป็นการสร้างที่บริเวณ สะพานขา้มน้า สะพานที่กิ่ว และสะพานที่เป็นทางสามแพร่ง โดยใชห้มูในการต่อสะพานเพื่อรับขวญัเด็ก โดยใชห้มูหน่ึงตวั ไก่หน่ึงคู่ เหล้าหนึ่งขวด
34 คนรับส่ง 2 คน ก่อนการต่อและสร้างสะพานรับขวัญจะมีการทรง และท านายว่าเด็กคนใด ต้องการสะพานแบบใดและต้องการที่ใด และทิศทางอยู่ทิศไหน เมื่อได้ความต้องการของเด็กแล้วจึงท า พิธีกรรมต่อไป กำรพำเด็กเข้ำสะพำนเพื่อส่งต่อให้พ่อ แม่ 1.10. กำรขอแซ่ มีเด็กบางคนที่ต้องการแซ่ของตระกูลอื่นมาคุ้มครองเด็กด้วย เด็กแสดงอาการเจริญเติบโตช้าแม้ ได้รับอาหารอย่างเต็มที่ ต้องการแซ่ตระกูลอื่นมาคุ้มครอง เพราะเด็กที่เกิดมาไม่ตรงกับตระกูลแซ่เดิมของ ตนในชาติปางก่อน เด็กไม่สามารถที่จะหาพี่นอ้งแต่ปางก่อนของตนเองไดจ้ึงมีการของแซ่ของตระกูลเดิม เพื่อมาคุ้มครอง โดยการขอแซ่น้นัจะเป็นการขอผา้เพื่อที่จะนา มาปักเป็นเส้ือผา้ใหเ้ด็กสวมใส่หรือเงินทอง เพื่อที่จะน ามาเจาะเพื่อเด็กใส่ และต้องดูด้วยว่าจะต้องการกี่แซ่ เช่น 3,5,7,9 1.11. กำรบนแซ่หรือลกัษณะพ่อแม่บุญธรรม เหมือนเช่นเดียวกนักบัการขอแซ่แต่ก่อนที่จะมีการขอแซ่น้นจะมีการบนว่าถ้าให้แซ่ใดคุ้มครอง ั แลว้เด็กจะสบายดีและเจริญเติบโตไดเ้ร็วข้ึน เมื่อไดต้ระกูลแซ่ใดที่เด็กชอบ ก็จะขอตระกูลแซ่น้นัมาช่วย คุ้มครองเด็ก เช่น แซ่ลี แซ่ว่าง แซ่จาง และแซ่เฮ้อ 1.12. ฉะปอ (เที่ยวคุ้มครอง) แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วน าเด็กออกเดินทางรอบๆ หมู่บา้น ถา้ใครทกัหรือเรียกก็จะใหค้นคนน้นั และตระกูลน้นัเป็นตระกูลคุม้ครองเด็กจะสามารถที่จะคุม้ครองเด็กได้ตอ้งมีการเตรียมอาหารเล้ียงเป็นการ ตอบแทน 2. ประเพณีกำรแต่งงำนและกำรหย่ำร้ำง รูปU4P1
35 2.1กำรแต่งงำน สมยัก่อนบรรพชนของมง้ไดส้ร้าง และเก็บไว้เพื่อเป็นกฎจารีตประเพณีปฏิบัติสืบตกทอดกันมาแต่ คร้ังโบราณ พิธีกรรมการแต่งงานของมง้มีอยู่ดว้ยกนัหลายวิธีการคือ 1. งานแต่งแบบ ช้องเย่อ,เนี่ยช้อง (Tshoob zawj, Niam tshoob) : มีการสู่ขอ 2. งานเแต่งแบบ มี้ช้อง (mis tshoob) : อยู่ร่วมกนัก่อนทา พิธีแต่งงาน 3. งานแต่งแบบ ช้องตอคือ(Tshoob tog qws) : ท าพิธีกรรมเพียงหนึ่งฝ่ าย 4. งานแต่งแบบ ป๊ อคว้ำ (povquav) :จ่ายเพียงค่าสินสอดเท่าน้นั 1. งำนแต่งช้องเย่อ (Tshoob zawj) ตามแบบฉบบัพิธีกรรมการแต่งงานของมง้แต่ก่อนนานมา หรือแม่แบบพิธีกรรมแต่งงาน ตามที่ บรรพชนได้สร้างและให้แนวทางเอาไว้ให้ม้งได้น ามาใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน แม่แบบงานแต่งงาน น้นัเป็นแนวหน่ึงในการทา พิธีกรรมแต่งงานของมง้แม่แบบการแต่งงานตามกฎจารีตประเพณีคือการไปสู่ ขอลูกสะใภ้ เมื่อต่างต้องการที่จะเกี่ยวดองเป็ นญาติกัน ต้องการที่จะได้ลูกสาวเขามาเป็ นสะใภ้ และต้องการ ลูกชายมาเป็ นเขย ก็เลยหาฤกษ์ยาม หาคนที่จะไปสู่ขอ หรือเมื่อฝ่ ายต้องการที่จะได้สาวมาแต่งงานด้วยจึง หาเถา้แก่หรือพ่อสื่อไปสู่ขอให้ ไม่วา่จะเป็นไปดว้ยความรักระหวา่งสองฝ่าย หรือวา่ตอ้งการที่จะไดลู้ก สาวคนอื่นมาเป็นลูกสะใภ้ไม่วา่การจะไปสู่ขอ หรือการหม้นัไว้ 1. หมั้นเมื่อยังเป็นเด็กเล็กอยู่ เป็นการหม้นัระหวา่งผชู้ายและผหู้ญิงยงัเป็นเด็ก และเลก็อยู่เป็น การหม้นัไว้บางคู่ที่หม้นักนัแลว้ยงัชวนกนัไปเล่นหมอ้ดินอยู่หรือวา่บางคร้ังมีการหม้นัไวต้้งัแต่อยใู่นทอ้ง ของแม่ 2. สู่ขอ ระหว่ำงหนุ่มสำวที่เต็มวัย แต่คู่หนุ่มสำวไม่ได้เจอะกนั ไม่ได้มีควำมรักต่อกัน 3. สู่ขอ ระหว่ำงคู่หนุ่มสำวที่มีควำมรักต่อกนั กระบวนกำรและขั้นตอน 1. กำรขอคน (Thov neeg) 1. พ่อสื่อคนที่ 1 ( จีตัวะแม่ก้ง ,txiv tuam mej koob) 2. พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง ,txiv lwm mej koob) 3. เพื่อนเจ้าบ่าว (พิลาบ ,pij laj) 2. ขั้นตอน และวิธีกำรขอ 1. ขอเปิ ดประตู เข้าบ้าน ร้องเพลงขอ 2. ขอที่แขวนร่ม ร้องเพลงขอ ต้องแขวนเอง.
36 3. ขอที่นอน ร้องเพลงขอ 4. ขอน้า ลา้งหนา้ลา้งตา ร้องเพลงของ 5. คุณอาหาร ร้องเพลงขอ 6. มอบยาเส้นเพื่อขอให้พ่อแม่อยู่รอ 7. มอบยาเส้นเพื่อขอให้เร่งให้พ่อแม่เร่งด าเนินการ 8. ขอพี่แม่ไปเรียกญาติพี่น้อง ร้องเพลงขอ พ่อสื่อเป็ นคนไปตามเองหรือ พ่อแม่จะไปตาม เองก็ได้ 9. สู่ขอสะใภ้บทเพลง , พ่อแม่มาตัดความสัมพันธ์ สามบทเพลง ขอใหม่ *1. พ่อแม่ตัดความสัมพันธ์ เขายอมยกให้ (ม้งจั๊ว: ให้มำเป็นคู่) *2. ญาติพี่น้องตัดความสัมพันธ์ เขาไม่ยอมยกให้ ขอใหม่ เพลง แต่งงำนกำรขอให้เปิดประตู(Zaj qhib qhov rooj). - Hais, zoo li kum, laj yau wb tuaj txog kuv niam kuv txiv tom no, nws lub qhov rooj tag laug lawm tus las nyiaj es, laj yau wb tes lauj los nrog diaj ho. Hais, zoo li kum, laj yau wb tuaj txog kuv niam kuv txiv tom no, nws lub qhov rooj tag laug lawm tus las kub es, laj yau wb tes lauj los nrog rub ho. - Kuv niam kuv txiv tom no nws lub qhov rooj tag ntsia lawm cuaj tis mus ntsia hlau, laj yau wb tes lauj nrog qhib tsis tau. Kuv niam kuv txiv tom no nws lub qhov rooj tag ntsia lawm cuaj tis mus ntsia xyoob, laj yau wb tes lauj nrog qhib tsis poob. - Zoo li, laj yau wb muaj txuj cia zoo txuj hos, muaj ci cia zoo ci, wb tes lauj caum yawm sij toog, lauj nas caum yawm sij hlau os, wb muab yawm sij raub lis ntaws rau kuv niam kuv txiv tus las rooj plam lis plaws. Zoo li, laj yau wb muaj txuj cia zoo txuj hos, muaj ci cia zoo ci, wb tes lauj caum yawm sij hlau, lauj nas caum yawm sij toog os, wb muab yawm sij raub lis ntaws rau kuv niam kuv txiv tus las rooj plam lis plhuav. -Kuv niam kuav txiv tom no, nws lub qhov rooj tag nrov lis qhiv lawm kaum ob cha os, laj yau wb pib tshais roj lis nruam tuaj poob kuv niam kuv txiv tom no nws tej nrab plaj mog. Kuv niam kuav txiv tom no, nws lub qhov rooj tag nrov lis qhiv lawm kaum ob ceg os, laj yau wb pib tshais roj lis nruam tuaj poob kuv niam kuv txiv tom no nws tej nrab tsev no tsis yuas.
37 เมื่อต้องการที่จะได้ลูกสาวคนอื่นมาเป็ นภรรยา หรือคู่ครองต้องขอคนเพื่อที่จะไปสู่ขอ โดยขอ พ่อสื่อ (แม่ก้ง)เพื่อที่จะไปเจรจาสู่ขอ แม่ก้งแบกร่มไปสู่ขอไปข้ามประตู และเข้าบ้าน เข้าไปขอและเอาลูก สาวของบา้นน้นัสอบถามและสู่ขอลูกสาวจากพ่อและแม่พ่อและแม่ไปถามลูกสาว ถา้สาวยงัเด็กอยกู่ ็ถาม เพียงพ่อกบัแม่เท่าน้นัเมื่อสู่ขอไปแลว้พ่อแม่มาตดัความสัมพนัธ์แสดงใหเ้ห็นวา่ยนิยอมยกลูกสาวให้และ ให้ท าพิธีแต่งงาน จะน าเอาสุราเครื่องดื่ม เมื่อพ่อและแม่คาดเอาวา่ลูกสาวยอม และมีความรักต่อชายหนุ่มที่ยอมจะไปเป็นสะใภบ้า้นน้นัและ พ่อแม่ยินยอมที่จะยกให้ พ่อแม่จะไม่ดีที่จะยกลูกสาวให้คนอื่น มีบางคนที่ถือเคร่งครัดตามกฎระเบียบท า ให้เกิดความล าบากพอสมควร ให้ญาติพี่น้องมาตัดความสัมพันธ์กับพ่อสื่อของเจ้าบ่าว แสดงให้เห็นว่าเขา ยอมที่จะยกลูกสาวให้ถา้มีความจริงใจที่จะตอ้งการลูกสาวของเขาจริงก็จะทา การสู่ขอใหม่อีกคร้ัง ถา้เป็น คนที่ถือกฎระเบียบอยา่งเคร่งครัดจะตอ้งทา การขอใหค้รบสามคร้ังจึงยอมยกลูกสาวให้ช่วงที่มาตดั ความสัมพันธ์น้นัจะมีการช้ีช่องทางที่จะเดินหนา้ต่อไปในลกัษณะใด เมื่อมีการตกลงเรียบร้อยแลว้จะมีการ หม้นัรอไวก้่อน เพื่อรอการเตรียมการจดังานแต่งงาน และกา หนดเวลาที่ชดัเจนในการจดัพิธีกรรม โดยการ ตอ้งเตรียมใหพ้ร้อมท้งัแรงงาน อุปกรณ์และเครื่องดื่ม โดยการตดัความสัมพนัธ์น้นัฝ่ายเจ้าสาวจะให้ญาติพี่ น้องน าเอาร่ม และสุราเครื่องดื่มเอาไปไว้นอกบ้านและรินเหล้าเพื่อเชิญให้พ่อสื่อของเจ้าบ่าวกลับบ้าน เมื่อ เป็นเช่นน้นัแสดงใหเ้ห็นวา่ ฝ่ายเจา้สาวยนิดีที่จะยนิยอมยกให้พ่อสื่อฝ่ายเจา้บ่าวจะไม่ดื่มเหลา้จอกน้นัยก กลับไปให้ฝ่ ายพ่อสื่อฝ่ ายเจ้าสาวและขอร้องให้อนุญาตให้เข้าบ้านเพื่อที่จะจัดโต๊ะเพื่อเจรจากันต่อ โดย น าเอาร่ม สุรา มาไว้ที่กลางบ้านเพื่อที่จะเจรจากันต่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจที่จะสู่ขอลูกสาวของ เขา ของหมั้น 1. กระโปรง 2 ผืน 2. เส้ือจา นวน 1 ตัว 3. ผ้าโพกหัว 1 เส้น 4. เงิน 12 แถบ กำรเปลี่ยนแปลงหลังกำรหมั้น 1. ฝ่ายชายเปลี่ยนใจของหม้นัทุกอยา่งตอ้งยกใหเ้ป็นของฝ่ายหญิงใหห้มด ฝ่ายชายไม่มีสิทธ์ิทวงคืน 2. ฝ่ ายหญิงเปลี่ยนใจ ต้องถูกปรับเป็ นสิบเท่าของมูลค่าเงิน 1:10 ผู้ช่วยงำน
38 เจ้ำบ่ำว. (เพล้ำแม่ Nplhov mej) พ่อแม่. (จุกแม่Txum mej ) 1. พ่อสื่อคนที่่1 (จีตัวะแม่ก้ง) 1. พ่อสื่อคนที่่1 (จีตัวะแม่ก้ง) 2. พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง) 2. พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง) 3. ผู้จัดการ (ก๊าศึก 2 คน) 3. ผู้จัดการ (ก๊าศึก 2 คน) 4. พ่อครัว (จ้ือก๊ะ) 4. พ่อครัว (จ้ือก๊ะ) 5. เพื่อนเจ้าบ่าว (พิลาบ) 5. ผู้รินเหล้า 6. คนหุงข้าว 6. คนหุงข้าว 7. ผู้รินเหล้า 7. พ่อแม่ส่ง(อดิตมี แต่ปัจจุบันไม่มี) 9. ชู 8. พ่อแม่รับ หลงัจากที่มีการเจรจาสู่ขอ ตกลงเป็นที่เรียบร้อยแลว้จะมีการจดัพิธีเล้ียงฉลองหรือพิธีแต่งงานใหคู้่ บ่าวสาว กระบวนการและวิธีการน้ีจะเหมือนกบรูปแบบของการจัดพิธีแต่งงานของลูกแบบการแต่งงาน ั โดยทวั่ ไป 2. ลูกแบบงำนแต่งงำน (Tshoob tog qws) ลูกแบบงานแต่งงานแบบน้ีเป็นอีกช่องทางหน่ึง ที่บรรพชนไดส้ร้างไวเ้ป็นช่องทางในการทา พิธีกรรมแต่งงาน เป็ นแบบที่หนุ่มสาวมีความพอใจ และมีความรักซึ่งกันและกันตามไปอยู่ดว้ยกนั ไก่ไม่ขนั หมาไม่เห่าไปด้วยความเงียบสงบ หรือว่าจะเป็ นการฉุดหรือบังคับให้ฝ่ ายหญิงจ าต้องที่ไปด้วยกับฝ่ ายชาย ฝ่ ายชายหลงรักฝ่ ายหญิงแต่ฝ่ ายหญิงไม่เต็มใจที่จะไปอยู่ด้วย จึงมีการฉุดหรือขืนใจท าให้หมาเห่าหอนผู้อื่น ไดย้นิกนัทวั่ ไปซ่ึงจะทา ใหต้อ้งเกิดปัญหาข้ึนในข้นัของเยี่ยมพ่อตามแม่ยายฝ่ายชายตอ้งเสียค่าปรับเป็น จ านวนมากในฐานที่ไม่ให้เกียรติฝ่ ายหญิง หรือฝ่ ายผู้หญิงสามารถที่จะปฏิเสธจะแต่งงานด้วยได้ หากผู้หญิง ยนิยอมเป็นภรรยาแลว้ในข้นัของการจดัพิธีแต่งงานแลว้จะตอ้งเสียค่าปรับสินใหมเป็นจา นวนมาก ซ่ึงใน ปัจจุบนั้ีวธีการฉุดจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ ายโดยเฉพาะฝ่ ายผู้หญิงเป็ นอย่างมาก ิ กระบวนกำรและขั้นตอน 1. กลับมำถึงบ้ำน หลงัจากที่พาสาวมาถึงบา้นเจา้บ่าวน้นัตอ้งมีการปัดรังควานสิ่งชวั่ร้ายออกไปโดยใชไ้ก่เวียนปัดรัง ควานออกไป เป็นการเวียนไปที่เจา้บ่าวและสาว ไก่ที่ใชน้ ้นัตอ้งเป็นไก่ตวัผู้และขนัต้งัแลว้มาเวียนปัดรัง ควานสิ่งชวั่ร้ายออกจากคู่บ่าวและสาว จึงสามารถที่จะพาสาวเขา้มาในบา้นของฝ่ายชายได้โดยนา เขา้มาทาง ประตูหลัง ประตูผี หรือ ขอตร้องทา ม้งเด้อะ ฝ่ ายชายจะมีการค านับท าความเคารพต่อบรรพชน 2 ที และ
39 ท าความเคารพผีบ้านผีเรือน อีก 2 ที และมาค านับผู้เป็ นพ่อแม่เพื่อที่จะบอกให้พ่อแม่รับรู้และช่วยจัดการ ดา เนินกานข้นัต่อไปใหด้ว้ย สา หรับ ม้งจั๊ว น้นัหลงัจากที่ทา การปักรังควานเรียบร้อยแลว้ก็พาเขา้บา้นได้ เลยฝ่ายชายไม่มีการคา นบัอะไรเลยเพราะถือวา่มีเพียงคร้ังเดียวช่วงงานแต่งงานเท่าน้นั 2. ส่งข่ำว ส่งข่าวใหพ้ ่อแม่ฝ่ายหญิงทราบโดยด่วน อยา่งชา้ภายในวนัรุ่งข้ึน โดยจะขอตวัแทนเพื่อที่จะช่วยไป ส่งข่าวให้ด้วย โดยขอคนในหมู่บ้านของเจ้าสาวหรือจัดคนจากทางบ้านเจ้าบ่าวก็ได้เช่นกัน บุคคลที่ส่งข่าว ควรจะเป็ นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจพิธีแต่งงานเป็นอยา่งดีเพราะภายหนา้บุคคลน้ีจะเป็นกา ลงัสา คญั ของเจ้าบ่าวด้วยเช่นกัน คือจะได้เป็ นพ่อสื่อของเจ้าบ่าวด้วยอีกคนหนึ่ง ม้งเด้อะ น้นัเวลาส่งข่าวจะใชค้นหน่ึง คนเท่าน้นัสา หรับมง้เขียวน้นัจะใชค้นส่งข่าวเป็นคู่คือ สองคน เพื่อที่จะไปแจง้ใหพ้ ่อแม่ฝ่ายหญิงทราบไม่ เป็ นห่วงเป็ นใยและค้นหาตัวหญิงสาว เพื่อให้ทราบว่าหญิงสาวได้ไปพบที่อยู่อาศัยใหม่ ที่กินใหม่ให้พ่อแม่ ฝ่ ายหญิงไม่ต้องเป็ นห่วงมาก ได้ไปอาศัยอยู่กับใคร ชื่ออะไร ลูกหลานใครอยู่ที่ไหน เมื่อแจ้งข่าวเสร็จแล้ว จะตอ้งถามต่อไปวา่การที่จะพามาเยยี่มพ่อตาแม่ยายน้นัจะตองเตรียมตัวมาอย่างไรบ้าง มีบางตระกูลแซ่ต้อง ้ มีการเตรียมไก่มาเพื่อที่จะตดัสัมพนัธ์กบัผี 3. สำมเช้ำ 3.1. เรียกขวัญ และเลี้ยงผี หลังจากที่น าสาวเจ้ามาครบสามเช้าต้องมีการเรียกขวัญ และ เล้ียงผีเพื่อแจง้ให้ผีบา้นผีเรือน และเหล่าบรรพชนทราบ เตรียมไก่หน่ึงคู่เพื่อที่จะใช้เรียกขวัญคู่สามีภรรยา ใหม่ และแจ้งให้เหล่าบรรพชน และผีบ้านผีเรือนรับทราบ และช่วยคุ้มครอง ม้งเด้อะ จะมีการเล้ียงผีบา้นผี เรือน บรรพชนเพื่อแจง้ใหท้ราบและมีการฆ่าไก่เพื่อเซ่นสื่อก๊ะดว้ย ม้งจั๊ว ต้องเตรียม กระดาษสาธูป จ านวน 1 ชุด ต่อผีหนึ่งตน จะไม่มีการฆ่าไก่เพื่อที่จะเซ่นสื่อก๊ะ 3.2. เยี่ยมพ่อตำแม่ยำย พ่อแม่สามีเตรียมเส้ือผา้ใหม่ใหลู้กสะใภอ้ยา่งนอ้ยหน่ึงชุด เพื่อที่จะ ใส่ไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย หลังจากที่พาหญิงสาวมาครบสามเช้าต้องพาหญิงสาวไปเยี่ยมพ่อกับแม่ โดยขอคน เป็ นพ่อสื่อ โดยส่วนใหญ่จะให้คนที่เป็ นคนน าส่งข่าวเป็ นผู้น าพาถ้าเป็ นบุคคลที่เข้าใจเรื่องงานแต่งงานเป็ น อย่างดี ช่วยน าพาสองบ่าวสาวเข้าเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย และต้องพาน้องสาวของเจ้าบ่าวเพื่อเป็ นเพื่อนของ เจา้สาว โดยตอ้งนา ร่มไปดว้ย แต่ปัจจุบนัน้ีบางพ้ืนที่ไม่นิยมนา ร่มไปดว้ยขณะไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย และ ต้องน าพาเขา้บา้นทางประตูหลงัหรือขอตร้องทาเท่าน้นั ม้งเด้อะ น้นัเมื่อไปถึงจะมีการคารวะทา ความ เคารพเหล่าบรรพชนของหญิงสาวและผีบา้นผีเรือนก่อน อยา่งละ 2 ทีหลงัจากน้นัจึงนา มาคา นบัพ่อตาแม่ ยาย ก่อนใครอื่น และเหล่าพี่ป้านา้ท้งัหลายในบา้นก่อน และเหล่าอาท้งัหลายเรียงจากอาวุโสค านับเหล่าญาติ
40 พี่น้องที่อยู่ในบ้านพ่อตาแม่ยาย หนึ่งคนค านับ 2 ที แต่ต้องอยู่บางหมู่บ้านและสถานที่ด้วย เพราะบาง หมู่บา้นน้นัจะคารวะบรรพชนหญิงสาวไดน้ ้นัตอ้งไดร้ับคา ยนิยอมจะเจา้ของบา้นเสียก่อน คือจะตอ้งคารวะ พ่อแม่ก่อนที่จะคารวะผีบา้นผีเรือนและเหล่าบรรพชน ม้งจั๊ว น้นัถา้ไม่มีการจดัพิธีแต่งงานโดยเร็ววนัเวลา พาเยยี่มพ่อตาแม่ยายน้นัจะไม่มีการคา นบั ใดๆ เลยเพียงพาไปเยยี่มเฉยๆ และขอขมาพ่อแม่เท่าน้นัแต่ถา้ ตอ้งการจดังานแต่งเร็ววนัจึงมีการคา นบัโดยเริ่มจากพ่อตาแม่ยายก่อน และเหล่าญาติพี่นอ้งก่อน จึงมาคา นบั ผีบ้านผีเรือนและเหล่าบรรพชน 4. กำรเจรจำค่ำสินสอดทองหมั้น หลังจากที่มีการค านับพ่อตาแม่ยาย ญาติพี่น้อง และเหล่าผีบ้านผีเรือนและบรรพชนเสร็จ พัก รับประทานอาหารเสร็จ จึงมีการจดัเตรียมโต๊ะและคนเพื่อเจรจาค่าน้า นม ค่าสินสอดต่างๆ และเจรจา เตรียมการงานแต่งเป็ นอย่างไร จะจัดเตรียมทนัทีหรือตอ้งรอสักพกัเพื่อความพร้อมของท้งัสองฝ่าย ถา้ฝ่าย หญิงต้องการที่จะจัดแต่งงานทันทีถ้าสองฝ่ ายพร้อมจัดก็จะมีการจัด เมื่อไม่พร้อมต้องขอเลื่อนเวลากันต่อไป ส่วนมง้จวั๊ไม่มีการเจรจาท้งัสิ้น 5. กำรจัดงำนแต่งงำน 5.1 งำนแต่งงำนแบบใหญ่ เมื่อมีการเจรจาตกลงที่จะมีการจดังานแต่งงานเกิดข้ึน มีการเตรียมการใหพ้ร้อมท้งั ก าลังคนและอุปกรณ์ เครื่องดื่มพร้อมสรรพ ต้องมีการก าหนดเวลาที่ชัดเจนที่จัดงานแต่งงาน หรือส่งข่าว งานแต่งงาน โดยกา หนดวนัเวลาที่แน่นอน ข้ึนกี่ค่า ก่อนที่จะส่งงานแต่งงานใหพ้ ่อตาแม่ยายตอ้งมีการส่ง ข่าวงานแต่งที่แน่นอน วา่จะส่งมาจริงๆ เพราะบางคร้ังอาจมีเหตุขดัขอ้งที่ไม่สามารถที่จะจดัตามเวลาที่ไดต้ก ลงไวแ้ลว้ ใหพ้ ่อตาแม่ยายอยรู่อรับงานแต่ง งานแต่งงานแบบน้ีมีดว้ยกนั 2 อย่าง คือ แบบพิธีกรรมใหญ่ และแบบพิธีกรรมเล็ก เมื่อมีการเตรียมการพร้อมแรงงานช่วยงานต้องขอดงัน้ี แรงงำนของม้งเดร๊อ เจ้ำบ่ำวเจ้ำสำว(เพล้ำแม่ plhov mej) พ่อแม่ (จุกแม่txum mej) 1.พ่อสื่อคนที่ 1 (จีตัวแม่ก้ง)txiv tuam mej koob 1. พ่อสื่อคนที่ 1 (จีตัวแม่ก้ง) 2.พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง)txiv lwm me koob 2. พ่อสื่อคนที่ 1 (จีตัวแม่ก้ง) 3.ผู้จัดการ (การศึก) 3. ผู้จัดการ (การศึก) 4.พ่อครัว 4. พ่อครัว 5.เพื่อนเจ้าบ่าว (พิลาบ) 5. คนหุงข้าว
41 6.เพื่อนเจ้าสาว 6. ผู้รินเหล้า 7.คนหุงข้าว 8.ผู้รินเหล้า 9.ชู ม้งจั๊ว เจ้ำบ่ำวเจ้ำสำว(เพล้ำแม่ plhov mej) พ่อแม่ (จุกแม่txum mej) 1.พ่อสื่อคนที่1 (จีตัวแม่ก้ง)txiv tuam mej koob 1. พ่อสื่อคนที่ 1 (จีตัวแม่ก้ง) 2.พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง)txiv lwm me koob 2. พ่อสื่อคนที่ 2 (จีลื่อแม่ก้ง) 3. เพื่อนเจ้าบ่าว 3. ผู้จัดการ (เซาะการ) 4.เพื่อนเจ้าสาว 5. คนรินเหล้า เมื่อก าหนดเวลาวันที่จะจัดส่งพิธีแต่งงาน เปล่าแม่ (ฝ่ ายชาย) เตรียมอาหารการกินส่งลูกชายและ ลูกสะใภใ้หไ้ปจดังานเล้ียงการแต่งงานใหก้บัพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยเตรียมไก่อยา่งนอ้ยสองตวัเพื่อใชเ้ป็น อาหารกลางวนัของคณะเดินทาง ไก่อีกหน่ึงตวัเพื่อใชเ้ป็นไก่ส่งข่าว(qaib lwmpoj) และตัดความสัมพันธ์กับ ผี พร้อมท้งัขา้วสุกหน่ึงถุง เหลา้หน่ึงขวด ตอ้งเตรียมอาหารการกินใหก้บัฝ่ายบ่าวสาวใหพ้ร้อมสรรพ แมว้า่ เส้นทางจะไกล และใกลเ้พียงใดตอ้งมีการกินอาหารระหวา่งทางหรืออาหารเที่ยงท้งัน้นัและเก็บเทา้ของไก่ ไวเ้พื่อยนืยนัวา่ ไดม้ีการกินอาหารระหวา่งทางมาจริง และไก่ที่เตรียมมาเป็นอาหารระหวา่งทางน้นัมีอยกู่ ี่ตวั เพื่อจะให้พ่อแม่ฝ่ ายหญิงจะเตรียมได้ถูกตามฝ่ ายชายได้เตรียมมา โดยฝ่ ายเจ้าบ่าวเตรียมมาหนึ่งตัว พ่อแม่ฝ่ าย เจา้สาวตอ้งเตรียมเพิ่มข้ึนหน่ึงเท่าตวัเพื่อใชเ้ป็นอาหารระหวา่งทางเวลากลบับา้น ตอ้งมีการกินอาหาร ระหว่างทางให้เรียบร้อยก่อน ก่อนที่จะเขา้บา้นพ่อแม่ฝ่ายหญิง ฝ่ายพ่อแม่ฝ่ายหญิงน้นัตอ้งเตรียมอาหารการ กินเพื่อต้อนรับคู่บ่าวสาว (ม้งเด้อะ) สา หรับมง้จวั๊น้นัจะไม่มีการเตรียมอาหารการกินรอรับเลย เมื่อเดินทาง ไปถึงบ้านพ่อแม่ฝ่ ายหญิง ฝ่ ายหญิงมีการเตรียมเหล้าอยู่ที่ประตูรอเป็ นการต้อนรับ พ่อแม่บางคนที่ถือ กฎระเบียบน้นัจะปิดประตูไว้เปล่าแม่เมื่อเดินทางมาถึงตอ้งร้องเพลงเพื่อขอเปิดประตูเพื่อที่จะเขา้บา้น พ่อ แม่ฝ่ ายหญิงจึงยินยอมที่จะเปิ ดประตูให้เข้าบ้านได้ จุกแม่เตรียมเหล้าอยู่ที่ประตูเป็ นการต้อนรับ ต้องมีการ ชิมเหลา้ยาก่อนที่จะเข้าบ้านจะมีการร้องเพลงโต้ตอบกันจนกว่าจะครบกระบวนการ จึงสามารถที่จะเข้า บา้นได้คนทา งานและญาติพี่นอ้งฝ่ายหญิงลุกลงจากโต๊ะเพื่อมาตอ้นรับแขก และเช้ือเชิญใหข้้ึนโต๊ะเพื่อ รับประทานอาหารร่วมกนัเป็นพิธีแขกจะไม่มีสิทธ์ิที่จะข้ึนโต๊ะอาหารทนัทีตอ้งรอใหม้ีการกินอาหารเสร็จ และเลิกโต๊ะอาหารโต๊ะน้นัก่อน และเปลี่ยนอาหารชุดใหม่เสร็จเมื่อไดร้ับการเช้ือเชิญอีกคร้ังแขกจึงสามารถ ที่จะข้ึนโต๊ะได้มง้น้นัเมื่อเดินทางไปถึงสามารถที่จะเขา้บา้นพ่อแม่ฝ่ายหญิงไดเ้ลยเพราะพ่อแม่ไม่มี
42 อาหารการกินเตรียมต้อนรับเมื่อเดินไปถึงจึงเตรียมทา อาหารเล้ียง โดยนา เอาไก่ส่งข่าวและตดัสัมพนัธ์มา กินก่อนเพื่อรอการฆ่าหมูวนัแรกน้นัเป็นการกินหมูของฝ่ายชาย การดื่มกินน้นัจะกินเป็นรอบ (แซ่ง) ไม่ว่า จะเป็นโต๊ะเลก็หรือโต๊ะใหญ่สา หรับมง้เดอ้ะน้นัวนัแรกเป็นการกินอาหารของจุกแม่หรือพ่อแม่ฝ่ายหญิง จะใช้ดื่มกินระบบเป็นโต๊ะ บนโต๊ะใหญ่และจะมีการกินเป็นรอบในโต๊ะเลก็มง้เดอ้ะน้นักระบวนการจะ สลบัระหวา่งฝ่ายเจา้บ่าวกบัเจา้สาว แต่มง้จ้วัน้นัวนัแรกจะเป็นของฝ่ายเจา้บ่าว วนัที่สองจะเป็นของฝ่าย เจ้าสาว โต๊ะและรอบ ม้งเขียว(แซ่ง Xeej cawv ฝ่ ำยเจ้ำบ่ำว) ม้งขำว (โต๊ะ txheej cawv) 1. เชาะปิ้ก(chob pib) 1.เหล้าเข้าบ้าน (cawv txeem tsev) 2. แย่งกือลัว (zeem kwv hluas) 2.เหล้าตกบ้าน (cawv poob plag) 3. แต่งจุก(teem tsum) 3.กินอาหารเย็นพ่อแม่ (noj niam txiv hmo) 4. เจจุก (nce tsum) 4.กินพ่อแม่ซื่อฝาก (noj niam txiv xwm fam) 5. เลอตร้อง (lawv rooj) 5.จ้ือกะ้ซื่อฝาก(tshwj kab xwm fam) 6.จอเนียด จี เจ้ ช้ง (cog niam txiv ncej tshoob) 6.กินอาหารเช้าพ่อแม่ (noj niam txiv tshais) 7.เจอยัวะลู (cawv yuav lus) 7.กินอาหารเย็นเขย (noj qhua vauv hmo) 8.ปู้เจี่ยง (puj tshiag) 8.กินเขยซื่อฝาก (noj qhua vauv xwm fam) 9.ถามเรื่องการหม้นั (noog kev khaib / tsis khaib) 9.กินอาหารเช้าเขย (noj qhua vauv tshais) 10.เรื่องความผิดต่างๆ (kev suav nas suav noog) 10.เหล้าเปี่ ยท่า (cawv piam thaj) 11.คัวเน่ง คัวจาง (qhua neej qhua tsav) 11.เหล้ากัดฟัน (rooj cawv tom hniav) 12.ค่าน้า นม (nqe mi nqe hno) 12.โต๊ะผู้หญิง (poj niam rooj) 13.ขอกระดง้เพื่อจ่ายค่าน้า นม(thov vab tshau khom nqe) 13.โต๊ะชื่อก๊ะการศึก (tshwj kab kav swm rooj) 14.ไล่วัว (laij nyuj) 14.โต๊ะส่งเดินทาง (rooj tsa sawv kev) 15.โต๊ะเส่ชื่อ (rooj xem tshwj) 16 ลักษณะกำรดื่มของฝ่ ำยเจ้ำสำว (พ่อแม่) 1. ผู้จัดการ (Kav xwm) 2. เปิ ดประตู (Qeb roog)