93 2. ลูกข่างผู้ เป็ นลูกข่างที่มีหัว อุปกรณ์ 1. ลูกข่าง 2. เชือก ยาวประมาณ 1-2 วา 3. ไม้ด้าม การตีด้วยเชือก การตีลูกข่างดว้ยเชือกน้นัตอ้งใชบ้ริเวณพ้ืนที่กวา้งและพ้ืนแน่นแขง็ลูกข่างจึงสามารถที่จะหมุน ได้ดีและนาน นิยมใช้ลูกข่างแม่มากกว่า 1. เล่นกินมือใครมือมัน เป็นกนัแบ่งเป็นสองกลุ่มสองฝ่าย หน่ึงฝ่ายปล่อย หน่ึงฝ่ายตีใครที่ตีถูกตีเก่งและลูกข่างหมุนดี ส่วนใหญ่จะได้เป็ นฝ่ ายตี หรือได้กิน ไม่อาศัยมีคู่ 2. กนิเป็นหมู่คณะ(เดี่ยว) เป็ นการตีเป็ นหมู่คณะเป็ นกลุ่ม จะแบ่งเป็ นสองฝ่ าย สองกลุ่ม ฝ่ ายหนึ่งปล่อย ฝ่ ายหนึ่งตี ต้อง อาศยัตีเป็นคู่ๆ จะไม่มีคู่ไดใ้นบางคร้ัง จะใช่ต้งัแต่สองคู่ข้ึนไป หน่ึงคนปล่อยหน่ึงคนตี ต้งัแต่คู่แรก ไปยังคู่สุดท้าย คนแรกเรียกว่า เทิดหมู่ (คนแรก) เทิดหมู่เป็ นคู่ที่แรกที่ตี มือไม่ค่อยตรง และลูกข่างไม่ หมุนดีเท่าที่ควร วีล้า (คนสุดท้าย) เป็ นคู่ตีคู่สุดท้ายมือตรงตีถูกและลูกข่างหมุนดีมาก การเล่นลูกข่างของเด็กๆในเทศกาลปีใหม่ รูปU6P6
94 การตัดสินจะยึดคนท้ายๆ เป็ นหลัก อย่างเช่น 1. เทิดหมู่ตีถูก และแข่งชนะ (ล้า) คนถัดไปตีไม่ถูกเลยก็ได้ตีต่อ(กิน) 2. เทิดหมู่ตีถูกแข่งชนะและคนหลังๆ ตีถูกและแข่งชนะได้ตีต่อ 3. เทิดหมู่ตีถูกแข่งชนะ คนกลางๆ ตีถูกแข่งแพ้ วีล้าตีถูกแข่งชนะ ได้ตีต่อ 4. คนท้ายตีถูกและแข่งชนะได้ตีต่อ 5. คนก่อนๆ ตีถูกแข่งชนะแต่คนหลงัตีถูกแข่งแพเ้ป็นฝ่ายแพต้อ้งเป็นฝ่ายปล่อย 3. การกนิหมู่คณะกลุ่ม การตีเหมือนกับการตีแบบหมู่คณะ(เดี่ยว) แต่ว่าการตีจะไกลกว่าการตีแบบหมู่คณะ(เดี่ยว) การปล่อยน้นัจะปล่อยเป็นกลุ่มท้งัหมดแลว้ค่อยตีการตดัสินเหมือนกบัการตีแบบหมู่คณะการตัดสินจะ ตัดสินดูที่คนหลังๆ แทน 4. การกินชั้น ลกัษณะการตีเหมือนกนักบัการตีแบบหมู่คณะ แต่จะมีการปรับพ้ืนที่การปล่อยลูกข่างใหไ้กล ข้ึนเมือตีครบหน่ึงคร้ัง จะมีการปรับช้นั ใหไ้กลข้ึน จะมี2 ช้นัจนถึง 5 ช้นัหรือวา่จะมีกี่ช้นัก็ไดต้ามที่ ตกลงกันไวร้ะหวา่งสองฝ่าย ตีหน่ึงคร้ังเลื่อนหน่ึงข้นั ไปจนถึงช้นัสุดทา้ย ตีสามคร้ังยงัไดต้ีถูกอีก จะ มาเริ่มปล่อยที่ช้นัที่หน่ึงช้นัเริ่ม แลว้ค่อยปรับข้ึนไปทีละข้นัจนข้นัสุดทา้ยหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนกวา่ จะมีการเปลี่ยนฝ่าย ฝ่ายตีปล่อย ฝ่ายปล่อยไดต้ีโดยทุกคร้ังที่มีการเปลี่ยนฝ่ายตีจะมาปล่อยที่ช้นัที่หน่ึง ช้นัเริ่มเท่าน้นัและค่อยปรับไปทีละข้นั 5. การตีมือ การตีมือหรือการตีด้วยมือเปล่า กฎกติกาการตีเหมือนกับการตีด้วยเชือกทุกประการเพียงแต่ การตีน้นัจะไม่ใชเ้ชือก และการตดัสินน้นัจะใชก้ารคว่า ของลูกข่างเป็นหลกัแทนการหมุนของลูกข่าง การตีลูกข่างดว้ยมือน้นั ใชบ้ริเวณพ้ืนที่ที่ไม่กวา้งเท่าไหร่และไม่ตอ้งการพ้ืนดินที่แขง็ก็สามารถที่จะตีได้ * การแข่งหมุน เป็ นการแข่งว่าลูกข่างใครจะหมุนได้ดีและนานกว่า **การแข่งหมุนใชอุ้ปกรณ์เหมือนการแข่งการหมุนทวั่ ไปแต่จะใชอุ้ปกรณ์เขา้ช่วยรองเวลา หมุนของลูกข่าง
95 *** การแข่งหมุนการปัก เหมือนการแข่งการหมุนทวั่ ไป แต่จะมีการปักช่วยเพื่อลูกข่างใหห้มุน อยู่ได้นาน 9. หน้าไม้ หนา้ไมใ้นอดีตน้นัเป็นอาวุธการทา สงครามที่มีอนุภาพร้ายแรงชนิดหน่ึง แต่ในปัจจุบนัมกัจะ ใช้ในการประกอบพิธีกรรม และใช้ในการล่าสัตว์ ต านานหน้าไม้ สมยัก่อนมีชายผหู้น่ึงนามวา่ซียีเป็นคนที่ทรงเก่งสามารถที่ช่วยคนใหฟ้้ืนคืนชีพกลบัมาได้ ทรงท้งับนโลก และบนสวรรคไ์ด้อยมู่าวนัหน่ึงซียไีปทรงอยบู่นฟ้าและไดไ้ปนานอยู่พอสมควร ปล่อย ใหลู้กและภรรยาอยบู่นพ้ืนโลก ภรรยาของซียเีป็นคนที่สวยงามเป็นที่เลื่องลือมาก เสียงลือดังไปเข้าหู ของยมบาลเข้า ยมบาลจึงมาลักพาภรรยาของซียี หลังจากที่ซียีกลับมาจากบนฟ้าปรากฏว่าไม่พบภรรยา ของตนเสียแลว้ถามลูกไดค้วามวา่ยมบาลมาลกัพาตวัไปแลว้ซียจีึงข้ึนไปถามพระเจา้วา่ยมบาลมา ลักพาตัวภรรยาของเขา ซียีจะไปช่วยกลับมาได้อย่างไร พระเจ้าจึงมอบหน้าไม้มาให้ซียีเพื่อที่จะฆ่า ยมบาลได้ จึงสามารถที่จะช่วยภรรยาของซียีกลับมาได้ ซียีจึงน าหน้าไม้มาสู้กับยมบาลและสามารถที่ จะช่วยภรรยาของตนกลับมาได้ในที่สุด ด้วยความอยากลองท าให้ซียียิงหน้าไม้ไปถูกบันไดสวรรค์ที่ เชื่อมระหว่างมนุษย์กลับสรรค์หักลง ท าให้มนุษย์และสวรรค์ไม่สามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้อีก สมยัก่อนน้นัหนา้ไมเ้ป็นอาวุธสงครามชนิดหน่ึงที่ใชใ้นการทา สงครามไดเ้ป็นอยางดีแต่ ปัจจุบนันา มาใชใ้นการล่าสัตวจ์า พวกนก หนูต่างๆ หรือบางคร้ังนา มาใชใ้นการยงิเป้าแข่งขนักนั เท่าน้นัเป็นการนา มาเล่นในช่วงเทศกาลกินวอ ปี ใหม่ม้ง 3. วรรณกรรม 1. นิทาน นิทานเป็ นวรรณกรรมชนิดหนึ่ง นิทานจะสร้างเป็ นต านานเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาหรือต านานทาง ประวตัิต่าง ๆ ที่ผา่นมาในรูปแบบของเรื่องเล่า ท้งัที่เป็นเรื่องจริงเล่าสืบต่อกบัมา และเรื่องที่เล่ากนัมา เป็ นเรื่องที่เหลือเกินความเป็ นจริง
96 เก้งเป็ นไข้ (Kauv ua mob) . Puag thaum ub muaj ob kwv tij mus nrhiav nceb hav zoov. Thaum tseem nrhiav nceb ntaw cas muaj ib lub txiv tob poob los raug ob kwv tij taub hau. Ua rau ob tus npau taws heev, thiaj noog txiv tob tias. “Txiv tob ! Ua cas koj yuav poob los raug wb taub hau.” Txiv tob teb tias. “Kuv tsis tau txhob txwm poob nav, vim yog nas ncuav, txiav kuv li qia tu nev.” “Yog li ntaw peb mus noog nas ncuav.” “Nas ncuav! Ua cas koj yuav txiav txiv tob qia.” “Kuv tsis tau txhob txwm nas, vim yog nab zawm kuv caj dab kuv ua pa tsis taus, kuv thiaj li txiav txiv tob qia.” “Yog li ntaw peb mus noog nab ua ke.” “Nab! Ua cas koj mus zawm nas ncuav caj dab.” “Kuv tsis tau txhob txwm nav, vim yog ntsaum los tom kuv pum ntaws mob heev.” “Yog li ntaw peb mus noog ntsaum ua ke seb.” “Ntxaum! Ua cas koj yuav mus tom nab lub pum ntaws.” “Kuv tsis tau txhob txwm nav, vim yog qaib qus los raub kuv lub chaw.” “yog li ntaw peb mus noog qaib qus ua ke.” “Qaib qus! Ua cas koj ho raub ntsaum lub chaw.” “Kuv tsis tau txhob txwm nav, vim yog noob hnav dhia nkag kuv qhov muag.” “Yog li ntaw peb mus noog noob hnav ua ke.” “Noob hnav! Ua cas koj yuav dhia mus nkag qaib qub lub qhov muag.” “Kuv tsis tau txhob txwm, vim yog taub dov los tais kuv.” “Yog li ntaw peb mus noog taub ua ke.” “Lub taub! Ua cas koj dov los tais noob hnav dab tsi.” “Kuv tsis tau txhob txwm nav, vim yog kauv dhia los dawm kuv txoj hmab tu.” “Yog li ntaw peb mus noog kauv ua ke.” Kauv thiaj li piav rau lawv mloog tias. “Thaum uas kuv nyuam qhuav zoo mob tshiab tshiab, kuv xav noj txiv kiav roj heev, kuv thiaj mus nrhiav noj thiab quaj tias, Kuv xav noj txiv kiav roj, Kuv xav noj txiv kiav roj, Kuv xav noj txiv kiav roj.” “Es ua li cas.”
97 “Plas tsis pub kuv quaj, plas hais tias taug pob ntseg thiab hais kuv tias yuav ya mus nrhiav txiv kiav roj, yog nrhiav tau nam hu kuv, ces tsis ntev kuv txawm hnov plas hu tias, khaws kiav roj, khaws kiav roj, khaws kiav roj, ces kuv mus nrhiav plas, plas txawm quaj tias, hmuv tshum hmuv chob hmuv ntsia hmuv nkaug, ua rau kuv ntsai heev, kuv thiaj li khiav mus dawm hmab taub.” Ces lawv sawv daws txawm mus noog plas ua ke. “Plas! Ua cas koj yuav quaj tias, hmuv tshum hmuv chob hmuv ntsia hmuv nkaug, dag kauv li ntaw.” Plas tsis teb li, lawv sawv daws noog ntau yam ntau zaus, ua rau plas lees tias plas tau ua li ntaw tiag. Lawv sawv daws txiav txim tias plas yog tus txhaum. Dag kauv ua rau lawv ntau leej kub ntxov ntau. Yog li ntau plas thiaj li raug rau txim, lawv thiaj li muab qhiav daj pleev plas ob lub qhov muag kom daj. Muab plas lub taub hau nyem kom pluav. Txawv lwm yam noog thiab kom quaj tias, Khaws kiav roj, Khaws kiav roj, Khaws kiav roj, hmuv tshum hmuv chob hmuv ntsia hmuv nkaug. Txij thaum ntaw los plas thiaj li muaj qhov muag daj, taub hau pluav, myob ib leeg Tsis muaj phooj ywg, vim yog txaj muag thiaj li tawm nrhiav noj hmo ntuj thiab quaj. Khaws kiav roj khaws kiav roj, hmuv tshum hmuv chob hmuv ntsia hmuv nkawg mus ib sim meej. นานมาแล้ว สองพี่น้องพากันเข้าป่ าเพื่อเก็บเห็ด ขณะที่หาเห็ดอยู่นั้น บังเอิญมีหมากกลิ้ง (ลูกสะบ้า) หล่นลงมาถูกหัว สองพี่น้องโกรธมาก จึงถามหมากกลิ้งว่า “นี่ หมากกลิ้ง ท าไมจึงหล่นมาใส่หัวเรา” หมากกลิ้งตอบว่า “ ฉัน ไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะกระรอก มากัดขั้ว ของฉันต่างหาก” “ถ้าอย่างนั้นเราไปถามกระรอกด้วยกันเถอะ” “นี่กระรอกท าไมจึงมากัดขั้วหมากกลิ้ง” “ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะเป็ นเพราะงูมารัดคอฉันจนหายใจไม่ออก ฉันจึงกัดขั้วหมากกลิ้ง” ถ้าอย่างนั้น เราไป ถามงูด้วยกันเถอะ “นี่ งู ท าไมจึงไปรัดคอกระรอก” ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะมดมากัดสะดือฉันเจ็บมาก” “ถ้าอย่างนั้น เราไปถามมดด้วยกันเถอะ” “นี่ เจ้ามด ท าไมจึงไปกัดสะดืองู” “ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะไก่ป่ ามาเขี่ยรังของฉัน” “ถ้าอย่างนั้น เราไปถามไก่ป่ าด้วยกันเถอะ” “นี่ ไก่ป่ า ท าไมถึงไปเขี่ยรังมด” “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะเมล็ดงากระเด็นมาเข้าตาของฉัน” “ถ้า อย่างนั้น เราไปถามเมล็ดงาด้วยกันเถอะ”
98 “นี่ เมล็ดงา ท าไมจึงกระเด็นไปเข้าตาของไก่” “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะฟักน่ะสิกลิ้งมาทับฉัน” “ถ้าอย่างนั้นเราไปถามฟักด้วยกันเถอะ” “นี่ ลูกฟัก ท าไมจึงกลิ้งไปทับเมล็ดงาล่ะ” “ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ เป็ นเพราะเก้งวิ่งมาสะดุดเถาของฉัน ขาด” “ถ้าอย่างนั้น เราไปถามเก้งด้วยกันเถอะ” เก้งจึงเล่าเรื่องย้อนหลังให้ฟังว่า “หลังจากที่ฉันหายเป็ นไข้ใหม่ๆ ฉันอยากกินมะกอกมาก จึงเดินไป ตามป่ าแล้วร้ อง อยากกินมะกอก อยากกินมะกอก อยากกินมะกอก” “แล้วเป็ นยังไง” “นกเค้าแมวห้ามไม่ให้ฉันร้ อง บอกว่าหนวกหู และบอกฉันว่า จะบินไปหามะกอก ถ้าเจอแล้วจะร้ อง บอกเอง ต่อมา ฉันก็ได้ยินเสียงนกเค้าแมวร้ อง เก็บกอก เก็บกอก เก็บกอก พอฉันไปถึงนกเค้าแมว กลับร้ องว่า หอกซุก หอกปัก หอกสัก หอกแทง ฉันกลัวมากจึงวิ่งไปสะดุดเถาฟัก” พวกเขาทั้งหมดพากันไปถามนกเค้าแมว “นี่! นกเค้าแมว ท าไมจึงร้ อง หอกซุก หอกปัก หอกสัก หอก แทง กลั่นแกล้งเก้ง” นกเค้าแมวไม่ตอบ พวกนั้นก็ถามตั้งหลายครั้ง จนนกเค้าแมวยอมรับว่าตนได้ร้ องจริง ๆ ทั้งหมดจึง ตัดสินว่านกเค้าแมวเป็ นผู้ที่มีความผิดที่คิดแกล้งเก้งแล้วเป็ นเหตุให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้ อนไปตาม ๆ กัน ดังนั้น นกเค้าแมวจึงถูกลงโทษด้วยการใช้ขมิ้นทาตาทั้งสองข้างของนกเค้าแมวให้เหลือง บีบหัวให้แบน แปลกไปจากนกอื่น ๆ ให้ร้ อง เก็บกอก เก็บกอก เก็บกอก หอกซุก หอกปัก หอกสัก หอกแทง ตั้งแต่นั้นมา นกเค้าแมวจึงมีตาสีเหลือง หัวแบน อยู่โดดเดี่ยวขาดเพื่อนฝูงเพราะอายยิ่งนัก ต้องออกหา กินเวลากลางคืน และเวลาร้ องก็จะร้ อง เก็บกอก เก็บกอก เก็บกอก หอกซุก หอกปัก หอกสัก หอกแทง นับแต่นั้นเป็ นต้นมา 2. ซอ (กื่อเชี้ย) วรรณกรรมการซอของมง้น้นัมีอยดู่ว้ยกนัหลายประเภท เป็นการเล่าเรื่องราวของการดา รงชีพ ของมง้จะมีคา ข้ึนตน้ที่แต่ต่างกนัไปตามแต่เน้ือหาของเน้ือเพลงซอ เช่น จางโซงนอ......., เน้ียเย....., ตู้ แต้.........จาฮู้ (Cas xyoo no......, Niaj ye.........., Ntuj teb.........., Cas hau....) และจะมีค าลงท้ายเพื่อ แสดงใหเ้ห็นวา่จบซอ แต่ละเพลง จะสรุปใหส้อดคลอ้งกบับทเพลง ซ่ึงการร้องเพลงซอน้นัแต่ละเพลง จะมีการเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องราวเดียวกนัซอน้นัจะประกอบดว้ย 2 วรรค เป็ นหนึ่งบท 2 บทข้ึนไป จึง เรียกว่า หนึ่งเพลงที่เล่าเรื่องราวที่เป็ นเรื่องราวเดียวกันติดต่อกัน 1. ก้ือเช้ียแปล่ง เป็นก้ือเชียที่เล่าเรื่องราว ความรักระหวา่งหนุ่มสาวก้ือเช้ียน้ีจึงมกัมีคา ว่า “แปล่งโก้ โตรดด้าแดง ........” (Pleeg nkaug nraum dav deev…….) 2. ก้ือเช้ียอวันยะ้นยะ้คือ สะใภ้เป็นการเล่าเรื่องราวของการเป็นสะใภใ้นลกัษณะต่างๆ
99 3. ก้ือเช้ียอวันอ้อวัโห อวันอ้อวัโหคือการทา มาหากินการดา รงชีพ 4. ก้ือเช้ียตวัห์ตวัห์คือ ตาย เป็นการเล่าเรื่องราวความล าบากความก าพร้า ความสัมพันธ์ของคน เป็ นกับคนตาย หรือ งานศพ กื้อเชี้ยแปล่ง ที่เลือกมากเพราะเหลือคุณ (Tos xaiv poj los vim tshuav koj) 1. Niam leej nxthais, kab lia tshau hmab qhia yuav tshau zog tuaj rau saum zeb. Kuv txiv leej tub tsis tau khav rau koj los rau leej twg tias yauv xaiv puas xaiv zag es yuav xaiv kom yau tug zoo tshaj ntiaj teb. Niam leej nxthais, kab lia tshau hmab qhia yuav tshau zog tuaj rau saum cav. Kuv txiv leej tub tsis tau khav rau koj los rau leej twg tias yauv xaiv puas xaiv zag es yuav xaiv kom yau tug zoo tshaj ntiaj nrag. 2. Niam leej ntxhais, qaum ntuj ntoo hlab ceeb es ntiaj teeb ntoo hlab npuag. Kuv txiv leej tub tsis tau khav rau koj los rau leej twg tias yuav xai puag xaiv zag es yuav xaiv kom tau tug qhaum ntuj sib txeeb ntiaj teb sib tua. Niam leej ntxhais, qaum ntuj ntoo hlab npuag es ntiaj teeb ntoo hlab ceeb. Kuv txiv leej tub tsis tau khav rau koj los rau leej twg tias yuav xai puag xaiv zag es yuav xaiv kom tau tug qhaum ntuj sib tua ntiaj teb sib txeeb. 3. Niam leej ntxhais, niam noog nyob rheeb nploog mi noog nyob rheeb kab, yuav rheeb khuj khuav rau ram dej. Txiv leej tub lub ncauj tsios hais los lub siab xav yuj ywm tias tos xaiv puas xaiv zag los yuav xaiv kom tau tug lub cev zeej xeeb meej mom zoo li nej. - Niam leej ntxhais, niam noog nyob rheeb nploog mi noog nyob rheeb kab, yuav rheeb khuj khuav rau ram toj. Txiv leej tub lub ncauj tsios hais los lub siab xav yuj ywm tias tos xaiv puas xaiv zag los yuav xaiv kom tau tug lub cev zeej xeeb meej mom zoo li koj. Chim laj xeeb xaus xi rau ram tsuag. Yog daj deev tsis tau nkauj hmoob li koj ce yuav xeeb luj lias mus dais tuag.
100 3. บทกลอน เป็ นบทวรรณกรรมอีกอย่างหนึ่งที่มีคู่อยู่กับสังคมม้งมายาวนาน บทค ากลอนจะเป็ นบทความที่ ไดม้ีการเรียบเรียงเป็นภาษาที่มีความสละสลวย อีกท้งัสอดแทรกคา สอน ความรู้สึก เล่าเป็นเรื่องเป็น ราว ต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ ความรัก การด ารงชีพ การละเล่น ต านานประวัติ การปกครอง และอื่นๆ ใน การด ารงชีพของมนุษย์ ตัวอย่าง 0000000 0000000 0000000 หนึ่งวรรคจะมีอยู่หก ถึงเจ็ดค า ค าสุดท้ายของวรรคแรกจะคล้องจองกับค าที่สามของวรรคที่ สอง และวรรคถัดๆ ไป ค าสุดท้ายของวรรค จะคล้องจองกับค าที่สามของวรรคถัดไปจนจบบท หนึ่ง บทจะมีมากกว่า ห้าวรรคเป็ นต้นไป โดยวรรคสุดท้ายจะไม่มีค าคล้องจองกับวรรครองสุดท้าย ส่วน ใหญ่แล้วในหนึ่งบทจะใช้ค าที่คล้องจองกัน เพื่อความไพเราะชวนฟัง เล่าเป็ นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กัน Kev kawm tsim nuj (การเรียนสร้างคุณค่า) Kev kawm ntawv yog kev tsim nuj Thoob qab ntuj tsuas muaj kev kawm Thiaj coj tawm ntawm kev txom nyem Kev txawj ntse thiaj yog tsim qi Txhob tham ntxhi txoj kev nkauj nraug Txhob muab taug lub caij kawm ntawv Tsam ntchov plawv thiab nyuab skoj siab Kawm tsis tiav nkim niam txiv nyiaj Tsis tsim txiaj luag sai koj qis Tsis tau lig npaj mus kawm xyaum Mus ntrog zaum hauv tsev kawm ntaub Koj thiaj paub thiab nrog luag txawj Tug ntasu thawj txawm tsis nrog tau Los yuav pauv tau koj lub cuab Ntuj pos huab yog raug duab trshav Mam xyaum txav thaum koj txawj ntse Laj kam leg yuav nrog luag tau Txhob maj rau txoj kev ua vauv Tsam ntxhov hauv thaum tub ki coob
101 Neej poob koob yog txoj kev ruam Luag quab yuam tsis nco qab ntshai Tej me ntxhais txhob maj mus ua nyab Tsam poob qab koj hwj chim qis Txhob npaj siv yus lub dag zog Kav tsij nrog peb mus kawm ntawv mog. 4. ปริศนาค าทาย (Lus txhiaj lus txhais) เป็ นบทความที่ใช้ทายกันเพื่อความสนุกสนาน เป็ นบทความที่ค าคล้องจองโดยค าสุดท้ายของ วรรคแรกจะคล้องจองกับค าสุดท้ายของวรรคสอง หรือไม่จ าเป็ นต้องเป็ นบทความที่มีค าคล้องจองกัน หรือเป็นบทความที่มีความสละสลวยโดยในหน่ึงบทความน้นจะมีกี่ค าก็ได้ ั Nyuj nqov tis dawm Mus txog tsis pom lawm (paus) ววัร้องที่กิ่วไปถึงไม่เห็นแลว้ (ตด) Ib tug txiv nyuj sis loob piav yuj yees tim roob Mus txog yog txob xyoob (qeej) วัวผู้เล็งหญ้าอยู่ที่ดอย ไปถึงเป็ นเพียงต้นไผ่ (แคน) Tsuj dev tws dev quaj nqw quaj nqw (tuaj cos) เหยียบหางหมา หมาร้อง (ต าครกกระเดื่อง) Noj ntawd ncauj txhwm ntawd tav (zom zeb) กินที่ปากออกสีข้าง (โม่หิน) Noj ntawm tav txhwm ntawm ncauj ( hau yeeb thooj) กินที่สีข้างออกที่ปาก (บ้องยาสูบ) Pog nom ob tag chom (Qaib) หญิงก้นงอนสองข้าง (ไก่) Tsob quaj txob txi txiv liab vov ( noog laub laig) ต้นพริกมีผลแดงอยู่เต็ม (นก) Peb leeg koom ib txoj puam (xab cub) สามคนร่วมหมวกหนึ่งใบ (ที่วางต้งัหมอ้) Plaub leeg khoom ib txoj puam (rooj zaum) สี่คนร่วมหมวกหนึ่งใบ (เกา้อ้ีนงั่ ) Yim leej khoom ib txoj puam (raj lis laug) แปดคนร่วมหมวกหนึ่งใบ ( แมลงชนิหนึ่ง)
102 Tsuj nplhua cav hlauv hlua (tso quav) เหยยีบป้ักขอนไมต้กผลกั (นงั่ถ่าย) Siab txij ntuj nqes dua roj (roob) สูงเทียงฟ้าต ่ากว่าหญ้านิดเดียว (ภูเขา) 4. เครื่องแต่งกาย 1. หัตถกรรมลายปัก ตามตา นานน้นัสมยัก่อนมง้ยงัมีหนงัสือตวัอกัษรลายการปักของมง้จะไม่เหมือนดงัเช่นปัจจุบนั หลงัจากที่หนูและววัไดก้ินหนงัสือของมง้หมดไปแลว้น้นัเหลืออยเู่พียงนิดเดียว เพื่อเป็นการมิใหสู้ญ หายอีกจึงมีการมอบใหผ้หู้ญิงนา มาปักเป็นลายปักตามตวัอกัษรของมง้เท่าน้นัและสามารถที่จะสืบมา ไดเ้ท่าทุกวนัน้ี ลายปักในอดีตมีอยู่ด้วยกันสองลาย 1. ลายปักแบบตัด 2. ลายปักแบบวัด ลายปักในปัจจุบัน 1. ลายปักแบบตัด 2. ลายปักแบบวัด 3. ลายปักแบบถัก ลายปักแบบตดัและแบบวดัน้นัเป็นศิลปะของมง้มาแต่โบราณกาลมาแลว้แต่การปักแบบถกั น้นัมง้เพิ่มจะมาเรียนรู้ทีหลงัน้ีเองเป็ นการเรียนรู้ลายการปักมาจากชนชาติเมี่ยน
103 การลงขี้ผึ้งบนผ้ากัญชงเพื่อลงสี การแต่งกายของม้งเขียว 2. เสื้อผ้า เสื้อ เส้ือผหู้ญิงมง้ขาว เส้ือเป็นแบบยาวเกือบถึงเอว ผา่อกตลอด มีการทา ขอบเส้ือยาวเกือบเท่าตวั เส้ือมีปกเส้ือใหญและมีลักษณะเป็ นสี่เหลี่ยม ่ รูป U6P7
104 เส้ือผหู้ญิงมง้เขียว ลกัษณะตวัเส้ือเหมือนของมง้ขาว จะต่างกนัตรงที่ปกเส้ือ ลกัษณะปกเส้ือ ของมง้เขียวจะเป็นรูปหกเหลี่ยมหกัมุมเขา้ไปดา้นใน และลกัษณะการมาติดกบัตวัเส้ือน้นัจะติดเพียงนิด เดียวเท่าน้นัขนาดประมาณ 1- 2 นิ้วเท่าน้นัและยงัมีลกัษณะเส้ือที่ออบหนา้ดว้ยลายผา้จะมีลกัษณะ เหลี่ยมเลี่ยมหลายเหลี่ยมด้วยกัน เส้ือผชู้าย ไม่วา่มง้ขาวหรือมง้เขียวจะมีลกัษณะที่เหมือนกนัคือเป็นเส้ือออบหนา้เป็นเส้ือที่มี ความยาวเพียงแค่ปกคลุมไดช้่วงอกเท่าน้นัแต่จะต่างตรงที่เส้ือของมง้เขียวน้นัมีลายปักที่ผ้าปกออบห น้าของม้งขาวมีเพียงลายปัก ที่มีขนาด 2 เส้ือของมง้เขียวน้นัลายการปักแทบจะเตม็ ปกเส้ือดา้นหนา้และ มีลายปักรอบตวัเส้ือ การแต่งกายของผู้ชายม้งเม ื่อสามสิบปีที่ผ่านมา (ก่อนปี พ.ศ. 2510) กางเกง ผหู้ญิงมง้ขาวน้นัจะใส่กางเกงเหมือนกางเกงของผชาย เป็ นลักษณะที่มีเอวกว้าง และขากางเกงู้ ใหญ่สามารถที่จะถลกข้ึนมาไดสู้งและมีเป้ากางเกงที่ส้ัน มง้เขียวน้นัผหู้ญิงจะไม่ใส่กางเกงจะใส่เฉพาะผชู้าย เป็นกางเกงที่มีลกัษณะเอวกวา้ง มีเป้า กางเกงยาวเกือบถึงพ้ืนดิน ขากางเกงน้นัเลก็ไม่สามารถที่จะถลกข้ึนไดสู้งมากนกัเพียงแค่ที่เข่าเท่าน้นั I รูป U6P8
105 กระโปรง กระโปรงของมง้ท้งัสองกลุ่มมีลกัษณะที่เหมือนกนัจะต่างกนัตรงที่สีของกระโปรงเท่าน้นั กระโปรงของมง้ขาวน้นัจะมีลกัษณะเป็นสีขาวลว้น ไม่มีอะไรมาตบแต่งและการยอ้มสีกระโปรง ของมง้เขียวน้นัจะมีการยอ้มสีใหดู้เหมือนสีดา สีน้า เงิน และจะมีลักษณะการปักช่วยตกแต่ง ผ้ามัดเอว ของผู้ชาย(ซี) ลกัษณะผา้คาดเอวน้นัจะมีลกัษณะเหมือนกนัจะต่างตรงที่ใชส้ีมง้เด๊อะน้นัชอบใชส้ีในโทนสี แดง ส่วนม้งจวั๊น้นั ใชส้ีดา ส่วนปลายที่มีลายปักน้นัมง้เขียวจะมีลกัษณะเฉียง 45 องศา มีเหลี่ยมเลี่ยม ส่วนมง้ขาวน้นมีลักษณะที่ตรง ไม่ตัดเฉียง ั การแต่งกายของเด็ก ๆ ในเทศกาลต่าง ๆ ผ้ามัดเอวของผู้หญิง(เช) ลักษณะของผ้ามัดเอวของผู้หญิงม้งเด๊อะและม้งจวั๊มีลักษณะที่เหมือนกัน จะต่างตรงที่ม้งขาว จะมีลายปักช่วงต่อกับเช และช่วงท้ายสุดของซี ม้งจวั๊จะมีลายปักอยู่ที่ช่วงทา้ยของซีเท่าน้นัและเชมี ขนาดที่กว้างกว่าของม้งเด๊อะ เชหลังมีลักษณะที่เหมือนกันกับเชหน้าแต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย ชุดแต่งกายของม้งเด๊อะน้นั ในสมยัก่อนเชื่อวา่เป็นชุดที่ใชส้า หรับการทหาร เพราะเป็นชุดที่ ใส่แล้วสะดวกในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็ นชุดผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่ท าให้ผู้หญิงม้งเด๊อะต้องสวมกางเกง แทน และกระโปรงที่เป็ นสีขาวเพราะไม่มีเวลาที่ท าการย้อมสี ต้องท าสงคราม หลังจากที่ผ่านการท า สงครามแลว้ก็ยงัใส่ชุดอยเู่ช่นเดิม เพราะง่าย ใส่สะดวก รวมท้งัภาษาพูดของมง้เด๊อะน้นัจะเป็นภาษา รูป U6P9
106 ทางการของม้ง หรือเป็ นภาษากลางในการติดต่อซึ่งกันและกัน เป็ นค าที่โดดๆ ออกเสียงง่าย ไม่มีค า ควบกล้า มากเช่นภาษากลุ่มอื่นๆ 5. ภาษา ภาษาพูด ของม้งเป็ นภาษาตระกูลหนึ่งของภาษาจีนแต่มิใช่ภาษาจีนโดยเฉพาะ และจะมีความ แตกต่าง ตามเฉพาะกลุ่มของมง้เอง และมีความแตกต่างตามพ้ืนที่ที่มง้อาศยัอยใู่กลเ้คียง มีบางค าม้งยืม มาจากชนชาติอื่นมาใช้ภาษามง้น้นับางกลุ่มใชม้ีความใกลเ้คียงกนัสามารถที่จะสื่อกนัรู้เรื่องไดอ้ยา่ง ชัดเจน แต่มีบางกลุ่มที่ไม่สามารถที่จะสื่อกันได้เลย และมีบางกลุ่มที่สามารถที่จะสื่อรู้เรื่องบ้างไม่รู้ เรื่องบา้ง และบางคร้ังภาษาพูดน้นัอยทู่ ี่ว่าม้งอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณใด ชนชาติใด จะมีส าเนียง ภาษาใกลเ้คียงกบัภาษาของชนชาติน้นัๆ อยา่งเช่น มง้ในประเทศไทยจะมีคา พูดบางคา เป็นภาษาไทย ผสมปนเปอยู่ด้วย ม้งในประเทศจีนก็ออกส าเนียงไปเป็ นภาษาจีน และมีค าพูดบางค าเป็ นภาษาจีน ปนเปอยู่ด้วยเช่นกัน ภาษาเขียน ม้งไม่มีภาษาเขียนเป็ นของตนเอง ในปี 1955 ไดม้ีคณะมิชชนั่ ไดค้ิดคน้แบบอกัษร เพื่อใช้สื่อในภาษาม้ง โดยน าตัวอักษรโรมันไนส์มาออกแบบเป็ นตัวหนังสืออักษรภาษาม้ง 6. บ้านและที่อยู่อาศัย สมยัก่อนน้นัมนุษยไ์ม่มีที่อยู่อาศยัโดยอาศยัอยใู่นถ้า บริเวณถ้า มนุษยไม่รู้จักที่จะสร้าง ์ บ้านเรือนอาศัยอยู่ มนุษย์สังเกตเห็นพวกสัตว์ต่างๆ สามารถที่จะสร้างรังเพื่อเป็ นที่อยู่อาศัย เมื่อเห็น ดงัน้นัมนุษยเ์ริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างรัง (บ้าน) ให้เป็ นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เอง เป็ นการสร้างรังของตนเอง ตามแบบของสัตว์ต่างๆ การสร้างหมู่บ้าน การสร้างหมู่บา้นของมง้มง้จะมีการต้งัและสร้างหมู่บา้นน้นั ในบริเวณที่ไม่เคยมีผใู้ดเคยสร้าง หมู่บา้นมาก่อน เพราะเป็นบริเวณที่ไม่ดีไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยอู่าศยับริเวณที่ต้งัหมู่บา้นมง้น้นัตอ้ง เป็ นบริเวณที่มีภูเขาล้อมโดยรอบสลับกันไปไม่มีเขาสองลูกมาชนกัน และมีน้า อยใู่กลห้รือยตู่่า กวา่ขุน น้า และแม่น้า ไหลผา่นตลอดปีบริเวณที่ตอ้งหา้มต้งัที่อยอู่าศยัและหมู่บา้น บริเวณที่เป็นกิ่ว เขาสามง่าม ดินหล่ม ใกลข้นุน้า (ที่น้า ผุด) ถา้เป็นบริเวณเหล่าน้ีมง้จะไม่ต้งัและสร้างหมู่บา้นในที่เหล่าน้นั
107 การสร้างบ้านของม้ง น้นัมง้จะไม่นิยมสร้างบา้นทบัซอ้นกนัและจะไม่สร้างบา้นทบัที่พ้ืนที่เคย มีบุคคลคนอื่นมาสร้างบา้นมาอยกู่ ่อน เช่น ตวัอยา่งที่ 1 ม้งจะไม่มีการสร้างบ้านในลักษณะที่ 1-2 จะ นิยมสร้างในลักษณะที่ 3-4 เท่าน้นั ลักษณะการตั้งบ้าน 3 2 4 1
108 รูปแบบบ้านของม้ง ]แบบบ้านม้งเด๊อะ แบบบ้านม้งจั๊ว 1. ประตูผี หรือ ประตูหลัง (Qhov rooj tag) 8. เตาไฟเล็ก (Qhov cub) 2. ประตูหน้า (Qhov rooj txuas) 9. เตาไฟใหญ่ (Qhov txos) 3. ลานที่นอน (Lav chaw pws (lawj) ) 10. ส้ือก๊ะ(Xwm kab) 4. ห้องนอน (Chaw pws (txaj)) 11. หิ้งบูชาเนง้ /ผียา (Thaj neeb / thaj dab tshuaj) 5. ครกกระเดื่อง (Qhov cos) 12. ที่เก็บข้าว เก็บผลิตผล(txhab) 6. เสาเอก (Ncej dab (ncej rus) xab laug) 13. เสารอง (Ncej tas) 7. ห้างเก็บของ (Nthab) 7 7 9 9 3 3 11 11 4 4 4 4 1 1 12 3 5 5 10 10 6 6 8 11 11 8 2 2 6 6 13 13 13 13
109 7. เวลา การนับวันเวลา จะเป็ นการก าหนดช่วงเวลาในการนับวันเวลาในแต่ละวันแต่ละเดือน ในแต่ ละปี ถ้าปี ใดเป็ นปี ของสัตว์ใด เดือนแรกของปีน้นัจะเริ่มที่สัตวน์ ้นัและวนัแรกของเดือนจะเริ่มที่สัตว์ น้นัดว้ย โดยจะประกอบดว้ย สัตว์12 ชนิด การนับปี การนับเดือน 1. ปี หนู 1. เดือนงู 2. ปี วัว 2. เดือนม้า 3. ปี เสือ 3. เดือนแกะ 4. ปี กระต่าย 4. เดือนลิง 5. ปี พญานาค 5. เดือนไก่ 6. ปี งู 6. เดือนหมา 7. ปี ม้า 7. เดือนหมู 8. ปี แกะ 8. เดือนหนู 9. ปี ลิง 9. เดือนวัว 10. ปีไก่ 10. เดือนเสือ 11. ปี หมา 11. เดือนกระต่าย 12. ปี หมู 12. เดือนพญานาค
บทที่ 7 การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การจดัการทรัพยากรป่าไมแ้ละธรรมชาติน้นัมง้มีชีวิตผกูพนักบัธรรมชาติมาตลอดระยะเวลาที่ม้ งก่อกา เนิดมาบนโลกมนุษย์จนถึงปัจจุบนัมง้ก็ยงัมีความผกูพนักบัธรรมชาติอยา่งแน่นเฟ้น เป็นเพื่อนที่ดี ของมนุษย์ การด ารงชีวิตและความเชื่อของมง้จึงเกี่ยวกบัธรรมชาติและทรัพยากรสิ่งแวดลอ้มท้งัสิ้น 1. ประเภทของป่ า 1.1พื้นราบ (Teb tiag teb tus / แตะเทียแตะตู) เป็นบริเวณที่ราบที่น้า สามารถที่จะท่วมถึงได้และมี สายน้า ไหลผา่น เป็นพ้ืนที่ที่เหมาะสา หรับการทา มาหากิน 1.2ป่ าเบญจพรรณ ( Roob muaj sab / ตร้องมั่วซะ) เป็ นบริเวณที่เป็ นที่ลุ่มที่ดอนอากาศร้อนจัด ต้นไม้เป็ นไม้ประเภทผลัดใบ มี 3 ประเภท 1.2.1ตร้องป่ าผะ เป็ นบริเวณที่เป็ นดินผสมทรายและหิน ต้นไม้ต้นแคระแกรนต้นเล็ก เป็ นบริเวณที่ ไม่เหมาะส าหรับการท าเกษตรกรรม ป่ าไม้เป็ นไม้ผลัดใบในฤดูร้อน 1.2.2ตร้องเต็งรัง เป็ นบริเวณที่แหง้แลง้ตน้ ไมผ้ลดัใบในฤดูร้อน ตน้ ไมใ้หญ่และไมเ้ป็นไมเ้น้ือ แข็งเป็ นส่วนใหญ่ เป็ นบริเวณที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งในฤดูร้อน ดินเป็ นดินร่วนปนทรายไม่ค่อยเหมาะ ส าหรับการท าเกษตรกรรม 1.2.3ตร้องรางจุก เป็นบริเวณที่ผสมระหวา่งไมผ้ลดัใบกบัไม่ผลดัใบ และมีตน้ ไผข่้ึนอยปู่ะปนบ้าง ดินเป็ นดินเหนียวดินด าปนทรายเล็กน้อยเหมาะส ารับการท าเกษตรกรรม 3. ป่ าดงดิบ หรือป่าบนที่สูง เป็นบริเวณที่เป็นป่าดงดิบ ป่าไมเ้ป็นป่าที่ไม่ผลดัใบตลอดท้งัปีและ ตน้ ไมม้ีตน้ตะไคร้น้า สามารถที่ข้ึนไดท้วั่ ไป 2. ป่ าไม้ต้องห้าม 1. ดอยสามม่อน (Roob xab cum) บริเวณที่มีดอยสามม่อนหรือดอยสามง่ามน้นัเป็นบริเวณที่ ต้องห้ามในการท าเกษตรกรรม และไม่เหมาะส าหรับที่จะอยู่อาศัย เพราะเจ้าที่เจ้าทางแรงมากคนไม่สามารถ ที่จะต้านทานได้ 2. กิ่ว (เดอะ / Dawm) เป็นบริเวณที่อยกู่่ึงกลางระหว่างเขาท้งัสองลูกมาชนกนั ไม่เหมาะสม ส าหรับการท าเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยเพราะเป็ นที่เดินทางผ่านของผีป่ า
111 3. ขุนน ้า หรือบริเวณที่น ้าออก เป็นบริเวณที่ตอ้งหา้ม หา้มเขา้ใกลแ้ละเล่นน้า น้นัเพราะเจา้ของแรง มาก ท าให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย 4. ป่ าที่มีเถาวัลย์ขึ้นพันไปทางด้านซ้ายของต้นไม้ เป็ นบริเวณที่ต้องห้ามส าหรับที่จะอยู่อาศัยและ การทา มาหากินเป็นอยา่งยงิ่เพราะเจา้ที่แรงมากไม่สามารถที่อยอู่าศยัหรือผา่นไดเ้ลย 5. บริเวณส่งผี เป็นบริเวณที่ตอ้งหา้มเพราะเป็นบริเวณที่ส่งผีร้ายที่ก่อกวนมนุษย์ห้ามผา่นและเขา้ ใกลบ้ริเวณน้นัเพราะอาจไปถูกผีที่ไม่ดีอีก 6. ป่ าช้า เป็ นบริเวณที่มีสิงสถิต และเป็ นที่ฝังของวิญญาณบรรพชน เป็ นบริเวณที่มิให้ผู้ใดกระท า การใดใดท้งัสิ้น 7. ที่เป็ นหนองหล่ม เป็นบริเวณที่มีน้า ขงัตลอดปีดินเป็นเลนหล่มไม่สารถที่จะประกอบ เกษตรกรรม และเป็นที่อยอู่าศยัเพราะเป็นที่อาศยัอยขู่องผีและสิ่งชวั่ร้าย 8. ที่มีหน้าดินพังทลาย เป็ นผืนใหญ่ เป็ นบริเวณที่มีการพังทลายของหน้าดินโดยไม่มีสาเหตุ หรือ จากการที่มีปริมาณน้า ฝนมากเกินไป 9. บริเวณเขาชนกัน เป็นบริเวณที่เขาท้งัสองลูกมาชนกนั โดยหน่ึงลูกขวางทางอยอู่ ีกหน่ึงลูกแทง 10. บริเวณน ้าลอด เป็นบริเวณที่สายน้า ไหลผา่นมาแลว้มุดหายไปในดินไม่รู้วา่สายน้า จะออกไป ตรงที่ไหน เชื่อว่าเป็ นที่สถิตของพญานาค 11. บริเวณอ่างขาง เป็ นสถานที่ไม่เหมาะสมส าหรับสร้างเป็ นที่อยู่อาศัย ข้อห้ามและข้อปฏิบัติบางประการ การเที่ยวป่ าล่าสัตว์ • แมลงวันวางไข่ในอาหาร ลางไม่ดี • หนู น าใบไม้มาติดไว้ ขณะที่เที่ยวป่ าและก าลังพักผ่อน ต้องเดินทางกลับทันที เป็ นลางไม่ดี • จุดไฟ ขณะพระอาทิตยก์า ลงัจะตกดิน ตอ้งกล่าวขอขมาก่อน หรือ ควรใหพ้ระอาทิตยต์กดิน เสียก่อน • ยงิสัตว์แลว้เห็นกระดูกของสัตวต์วัน้นัตกขณะที่สัตวห์นีไปไม่ดี • ขณะที่ลงมือฆ่า สัตว์ร้อง ห้ามฆ่า เพราะสัตว์ร้องขอชีวิตแล้ว 2. ในหมู่บ้าน บ้าน ชุมชน • งูเขา้มาในบา้น ยมบาลใหลู้กสาวมาหาคู่ครอง และมาหม้นัไว้ควรยา้ยบา้นหนีทนัทีและตอ้ง ท าพิธีกันไว้
112 • นกแสกร้อง บินผ่านหมู่บ้าน จะท าให้หมู่บ้านมีโรคภัยไข้เจ็บระบาด ต้องอพยพหมู่บ้าน ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น • บริเวณที่อยู่อาศัยของผีตายอยาก หรือบริเวณที่มกัมีปรากฎการณ์ดวงไฟ ลอยอยเู่หนือพ้ืนที่น้นั เป็ นประจ า ไม่เหมาะจะเป็ นทีอยู่อาศัย และท าการเกษตร • หมา หมูวัวข้ึนบา้น ไม่ดี • แม่ไก่ขนัไม่ดี 3. การเก็บของป่ า • ไม่แบก ลาก ฟื น ผีสางจะไม่พอใจ 4. การถางไร่ • ขณะที่ลงมือถางไร่เกิดการบาดเจ็บ ตอ้งงดทา ไร่บริเวณน้นั • แมลงวันวางไข่ในอาหาร ลางไม่ดี การจดัการทรัพยากรสิ่งแวดลอ้มจะมีดงัที่กล่าวมาขา้งตน้น้นัจะเป็นไปตามความเชื่อของมง้เอง เพราะวา่มง้มีความเชื่อที่วา่ทุกสิ่งทุกอยา่งบนพ้ืนโลกน้ีลว้นมีเจา้ของ และมีชีวิตท้งัสิ้นไม่วา่จะเป็นสิ่งใดก็ ตาม ไม่ว่า จะเป็ นป่ าไม้ต้นไม้ สัตว์ป่ า แผ่นดิน หรือเจา้ที่เจา้ทาง อยา่งเช่นการที่เขา้ป่าเที่ยวในป่าน้นับริเวณ รอยเทา้ของเรามีมดปลวกข้ึนมาทา รัง หรือวา่แมงมุงมาชกัใยไว้น้นัเชื่อวา่ตอ้งงดเที่ยวป่าเพราะเจา้ทีเจา้ทางมิ ใหอ้นุญาติคนคนน้นัเที่ยวป่าสักระยะหน่ึง หรือ ตอ้งหา้มเที่ยวป่า เพราะหากดึงดงัอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ง่าย กรณีที่เขา้ไปถางไร่น้นัพบสิ่งที่ดุร้ายเขา้มาขวางทาง เช่น เสือ สิง หมีหรืองูใหญ่ โดยเฉพาะเกง้เขา้ มาขวางทางเดิน แสดงใหรู้้วา่บริเวณที่เขา้ไปน้นัเป็นบริเวณที่ตอ้งหา้ม มิใหเ้ขา้ไปทา ไร่บริเวณน้นัและ ก่อนที่จะรับประทานอาหารทุกคร้ังควรมีการเซ่นเจา้ที่เจา้ทางทุกคร้ังดว้ย 3. การเซ่นดงเซ้ง การเซ่นดงเซง้น้นัเป็นการบนหรือเซ่นเทพเจา้ที่คุม้ครองตน้ ไมแ้ละเทพเจา้ต่าง ๆ ใหม้าสิงสถิตที่ ตน้ ไมแ้ละช่วยคุม้ครองหมู่บา้นใหส้ามารถที่จะอยดู่ ีกินดีตน้ ไมท้ี่จะเซ่นดงเซง้น้นัตอ้งเป็นตน้ ไมท้ี่สวยงาม แผก่ ิ่งกา้นสาขางดงามไม่มีกิ่งแหง้ ไม่มีรอยตา หนิตรง โดยการเชิญเทพเจา้ต่างเขา้มาสิงที่ตน้ ไมน้้นัๆ หรือ ใหต้น้ ไมน้้นัมีเจา้ของ
113 สมยัก่อนน้นัมีเทพเจา้อยู่องคห์น่ึงมีชื่อวา่เทพเจา้โล่งแจง้ซือฮึก (Looj ceeb xwb hwb) ไดแ้ต่งต้งัให้ เทพเจา้ท้งัหลายมาปกป้องพ้ืนดินและสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์แต่ยงัมีดินที่ยงัไม่มีเทพเจา้องคใ์ดปกครอง เลยถามเหล่าทวยเทพว่าจะให้ผู้ใดเป็ นผู้คุ้มครองดิน ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรให้เทพเจ้า แย้งแจ้ง (Yeeb ceeb) เป็ นผู้ที่คุ้มครอง หรือที่เรียกว่าเทพเจ้าถือติ ปัจจุบันการเซ่นดงเช้งต้องเชิญเทพเจ้าถือติด้วย เทพเจ้าทั้งสี่ 2. เทพเจ้าถือติ เป็ นเทพเจ้าที่คุ้มครองดิน 3. เทพเจ้าซะแซ่งติจือ เป็ นเทพเจ้าที่คุ้มครองสัตว์ต่าง ๆ 4. เทพเจ้าซะแซ่งถือติ เป็นเทพเจา้ที่ควบคุมสิ่งชวั่ร้าย 5. เทพเจ้าจื้อเซ้งโล่งเม่ด เป็ นเทพเจ้าที่คุ้มครองใต้พิภพ หลงัจากที่ไดอ้ญัเชิญเทพเจา้ท้งัสี่มาแล้ว บริเวณที่เซ่นดงเซ้งจะมีไม่การไปรบกวนหรือว่าไปตัด ตน้ ไมต้น้หญา้ล่าสัตวใ์กลบ้ริเวณน้นัอีกเพราะจะทา ใหเ้ทพเจา้ท้งัสี่ไม่พอใจและทา ใหบุ้คคลคนน้นัเกิดการ เจ็บป่วย ตอ้งไปทา พิธีการขอขมาเจา้ที่ท้งัสี่ที่ดงเซง้ถึงจะเป็นปกติ 4. การบนเทพและการเซ่น การบนเทพเจา้น้นัเป็นการบนเพื่ออนัเชิญเพื่อที่จะใหเ้ทพเจา้ลงมาคุม้ครองสรรพสิ่งที่เราตอ้งการให้ คุ้มครอง โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ในการบนเชิญเทพเจ้าคือ เจ้าที่เจ้าทาง หรืออีกอย่างคือการจ้างให้เจ้าที่เจ้า ทางเป็ นผู้คุ้มครองจนกว่าจะได้เป็ นผลส าเร็จ อย่างเช่นการบนเพื่อการท ามาหารกิน เพื่อให้แมลงสัตว์ต่างๆ ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพืชที่ได้ปลูกไว้ในไร่ในสวน แทนที่จะใช้ยาฆ่าแมลงในการก าจัดศัตรูพืช ใช้การบน แทน การบนเทพเจา้น้ีจะมีการเชิญเทพเจา้หลายองคด์ว้ยกนัแต่จะเป็นเทพเจา้ที่เลก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่เช่น เจา้ที่ เจ้าทาง การเซ่น คือ การที่อญัเชิญเทพเจา้และเจา้ที่เจา้ทางมาเพื่อรับการเซ่นและไหวว้างใหช้ ่วยคุม้ครองสิ่ง ที่ต้องการให้คุ้มครอง เซ่น พันธุ์พืชที่ปลูกในไร่นาสวน จะอยา่งไรก็ตามการจดัการทรัพยากรของมง้ยงัมีอีกมากมายที่เป็นสิ่งเลก็นอ้ย อยา่งเช่นที่ไปหาฝืน จะเอาได้เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าน้นัจะแบกตอ้งแบกอยา่งเดียว หา้มลากอีกอนัดว้ย จะหามตอ้งอยา่ง เดียวหา้มแบก คือการมิใหโ้ลภมาก การมิใหส้ ่งเสียงดงัในป่า การพูดในสิ่งที่ไม่ดีในป่าจะทา ใหส้ ัตวป์่าตกใจ ท าให้เจ้าที่ไม่พอใจ มิให้เอาของที่ยังดิบปนกับของแห้งในเวลาเดินทาง หรือแบกหามของ
บทที่ 8 ระบบการเกษตรและเศรษฐกิจ การด ารงชีวิตของม้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ม้งมีความผูกพันกับธรรมชาติ ม้งอยู่บนที่สูงมาโดย ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน อยู่กับธรรมชาติ การประกอบอาชีพของม้งจึงเกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาโดยตลอด ม้งมีชีวิตความเป็ นอยู่ผูกพันกับการท าไร่ท าสวนทา นา มง้ทา ไร่ทา นาเล้ียงชีวิตของมง้ ส่วนใหญ่ผลผลิตที่ ได้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจะเป็ นในลักษณะ การผลิตมาเพื่อบริโภคเสียส่วนใหญ่ ที่จะผลิตมา เพื่อดา้นเศรษฐกิจ มีผลผลิตอยบู่างชนิดเท่าน้นัที่ผลิตเพื่อการคา้ขายโดยตรง 1. การประกอบอาชีพ ก่อนที่จะมีการถางไร่ในพ้ืนที่ใหม่น้นัตอ้งมีการเลือกพ้ืนที่ที่เหมาะสมก่อนที่จะทา การลงมือถางไร่ ผืนน้นัและมีการขอพ้ืนที่จากเจา้ของที่หรือเจา้ที่เจา้ทางก่อนลงมือถางไร่ การถางไร่ตอ้งมีการเล้ียงเจา้ที่เจา้ทางและขอการใชพ้ ้ืนที่จากเจา้ที่เจา้ทางใหอ้นุญาติเสียก่อน แต่ เมื่อไปถางแลว้คนที่ถางเกิดการเจ็บป่วยตอ้งหยดุถางทนัทีและยา้ยไปยงัพ้ืนที่อื่นดว้ยเพราะบริเวณน้นั ไม่ได้ รับการอนุญาติจากผีเจ้าที่เจ้าทาง การเผาไร่ก่อนที่จะมีการเผาตอ้งแจง้ใหก้บัเจา้ที่เจา้ทางรับทราบและใหห้มู่มวลแมลงสัตวน์อ้ยใหญ่ ใหอ้อกจากพ้ืนที่ก่อนที่จะเผาไร่ 2. ประเภทพื้นที่ท ากิน 2.1. ไร่ข้าว ไร่ขา้วเป็นสิ่งสา คญั ในการดา รงชีวิต และขา้วมีความสา คญัต่อการดา รงชีวิตของมง้เป็นอยา่งยงิ่ใน ชีวิตของมง้ขา้วเป็นอาหารหลกัจึงมีความสา คญัต่อการดา รงชีวิตเป็นอยา่งยงิ่ที่คู่กบัมง้มาตลอดระยะเวลาที่ ผา่นมา และในไร่ขา้วน้นัมีพืชพนัธุ์ธญัญาหารมากมายหลายชนิดที่ปลูกดว้ยในพ้ืนที่ทา ไร่ เช่น 1. ข้าว 2. แตง
115 3. ฟัก 4. ถวั่ 5. ข้าวฟ่ าง 6. งา 7. บวบ ฯลฯ 2.2. นาข้าว นาขา้วก็เป็นอีกวิถีหน่ึงที่สามารถผลิตขา้วออกมาบริโภคไดอ้ยา่งพอเพียง แต่ในการทา นาน้นั ไม่มี พืชพนัธุ์ธญัญาหารหลากหลายเหมือนดงั่การทา ไร่ขา้ว แต่วา่การทา นาน้นัสามารถที่ใชท้า ในพ้ืนที่เดิมตลอด ระยะเวลาไม่ใชพ้ ้ืนที่มากเหมือนการทา ไร่ขา้วหมุนเวียน ที่ตอ้งเปลี่ยนทุก ๆ ปี 2.3. ไร่ข้าวโพด ขา้วโพดเป็นพืชอีกชนิดหน่ึงที่ปลูกมาเพื่อการบริโภคและการปลูกมาเพื่อใชเ้ล้ียงสัตวเ์ป็นส่วนใหญ่ แต่ในช่วงที่ปริมาณข้าวไม่เพียงพอส าหรับการบริโภคก็จะน าข้าวโพดมาบริโภคแทนข้าวได้ด้วย และน า บางส่วนนา มาตม้ทา เป็นสุรา สุราที่ทา มาจากขา้วโพดน้นัเป็นสุราที่ไดร้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปวา่ เป็นสุราที่ดีและมีรสชาติดีเยยี่ม เป็นที่ชื่นชอบของมง้และคนทวั่ ไปที่ไดล้ิ้มลองรสชาติของสุราขา้วโพด และสุราข้าวโพดก็จะน ามาใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างของม้งด้วย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปี ใหม่ม้ง แต่อยา่งไรก็ตามในพ้ืนที่ที่ปลูกขา้วโพดน้นัก็มีพืชพนัธุ์หลากหลายชนิดที่ปลูกแซมในพ้ืนที่ปลูกขา้วโพด ด้วย เช่น 1. ข้าวโพด ( ข้าวโพดจ้าว /ข้าวโพดเหนียว) 2. แตงต่าง ๆ 3. ฟักต่าง ๆ 4. ถวั่ต่าง ๆ 5. งา
116 2.4. ไร่ฝิ่ น ฝิ่นเป็นพืชชนิดเดียวที่มง้ปลูกเพื่อใชใ้นดา้นเศรษฐกิจการคา้ขาย มากวา่ที่มง้จะนา มาบริโภคเอง แต่วา่ ฝิ่นก็มีความสา คญัเป็นอยา่งยงิ่ในการดา เนินชีวิตของมง้ยาฝิ่นเป็นยาสมุนไพรชนิดหน่ึงที่มีสรรคุณ สารพดัประโยชน์ โดยเฉพาะอยา่งยงิ่การใช้รักษาอาการเจ็บป่ วยต่าง ๆ ถ้าใช้อย่างถูกวิธีและในปริมาณที่ พอดีแต่ในบริเวณที่ปลูกฝิ่นก็จะมีพืชอื่นปลูกแซมบา้งจะเป็นจา พวกผกัต่าง ๆ เช่น ผกักาด ผกัชีเป็นตน้ ใน อดีตน้นัฝิ่นมีความสา คญัต่อวิถีการเกษตรหรือทางดา้นเศรษฐกิจเป็นอยา่งมาก แต่ในปัจจุบนัน้ีฝิ่นเริ่มที่จะ กลายเป็นเพียงตา นานการเล่าขานรุ่นสู่รุ่น เพื่อที่จะใหลู้กหลานของมง้ไดท้ราบวา่วิถีชีวิตของมง้ในอดีตน้นั ตอ้งดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสังคมสมยัน้นั โดยการปลูกฝิ่น ปัจจุบนัน้ีพืชเศรษฐกิจที่มาแทนฝิ่นมีมากมาย หลากหลายมากสายพันธุ์ ที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของม้งดีข้ึนกวา่ ในอดีตหลายเท่านกั 2.5. ไร่กัญชง กญัชงเป็นสิ่งหน่ึงที่สา คญั ในการดา รงชีวิตของมง้เป็นอยา่งมากในอดีตกญัชงเป็นทรัพยากรที่มีค่า และจา เป็นอยา่งยงิ่ต่อการดา รงชีวิตของมง้เพราะกญัชงนา มาถกัและทอเป็นเส้ือผา้ที่สวมใส่ได้กญัชงมี ความเกี่ยวข้องในการด าเนินชีวิตของมง้เป็นอยา่งยงิ่โดยเฉพาะใชใ้นช่วงการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ สา คญั โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ในพิธีงานศพ แต่ในปัจจุบนัน้ีกญัชงเริ่มหายไปจากการดา เนินชีวิตของมง้ไปแลว้ รูป U7P1
117 การบดเพื่อรีดให้ใยกญัชงให้มีความอ่อนนุ่ม 3. พนัธ ์ุพ ื ช 1. ข้าว 2. กัญชง 3. ข้าวโพด 4. แตงกวา 5. แตงไทย 6. ฟักทอง 7. ฟักเขียว 8. แฟง 9. น้า เตา้ 10. บวบ 11. งา 12. เปี ย (Pias) 13. แคะ (Qeb) 14. อ้อย 15. ข้าวฟ่ าง 16. พริก 17. ถวั่ต่าง ๆ 18. ผักกาด 19. ผักชี 20. ขิง 21. จู่ด้า ( Txhuv daj) 22. มันต่างๆ เช่น เผือก มันเทศ มันแกว ฯลฯ 23. หอมต่าง ๆ 24. กล้วย ฯลฯ
118 ไม่เพียงแต่พวกพืชผกัเท่าน้นัยงัมีพวกผลไม้และพืชผกัต่างๆ ที่สามารถที่น ามาเป็ นยาสมุนไพรต่าง ๆ อีกหลายอย่างด้วยเช่นกัน เช่น 1. มะม่วง 2. ขนุน 3. ท้อ 4. ลิ้นจี่ 4. สัตว์เลี้ยง สัตวเ์ล้ียงก็มีความสา คญัต่อการดา รงชีวิตของมง้เป็นอยา่งมากดว้ยเช่นกนั ไม่วา่จะเล้ียงไวเ้พื่อที่จะ ใช้งาน หรือใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ 1. สัตวเ์ล้ียงที่เล้ียงเป็ นอาหารและน ามาประกอบพิธีกรรม 1.1. ไก่ 1.2. หมู 1.3. เป็ ด 1.4. แกะ 1.5. แพะ 1.6. วัว 1.7. ควาย 2. สัตวเ์ล้ียงที่เล้ียงไวเ้พื่อใชง้าน 2.1. ม้า 2.2. วัว 2.3. ควาย 2.4. สุนัข 2.5. แมว 5. ปฏิทินการท าเกษตรกรรมในอดีต 1. เดือนสาม - เตรียมอุปกรณ์ มีด ขวาน
119 - เลื อกพ้ืนที่ -ขอพ้ืนที่จากเจา้ ที่เจา้ ทาง 2. เดือน สี่ -ถางไร่ - เผาไร่ -ถางหญ้า 3. เดือนห้า เดือนหก - ปลูกพืชลงดิน -ข้าวโพด - ท านา ปลูกข้าว - พืชพันธุ์อื่น ๆ 4. เดือนเจ็ด-ถางหญ้าข้าวโพด 5. เดือนแปด เดือนเก้า -ข้าวโพดสุก ( เล้ี ยงผี บรรพชน) -ถางหญ้าข้าวไร่ - เตรียมดิน 6. เดือนสิบ-ข้าวสุก (เล้ี ยงผี บรรพชน) - หว่านฝิ่น (ปลู กฝิ่น) - เก็บเกี่ยวข้าวโพดเข้าฉาง 7. เดือนสิบเอ็ด - เกี่ยวข้าว -ถางหญา้ในไร่ฝิ่น - เก็บเมล็ดพืชพันธุ์ 8. เดือนสิบสอง - เรียกขวัญพืชพันธุ์ และให้ไปเล่นปี ใหม่ - ฆ่าหมูกินฉลองปี ใหม่ - ประเพณีปี ใหม่
120 9. เดือนหนึ่ง เดือนสอง -กรีดฝิ่น - เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ 6. การถนอมอาหารและการประกอบอาหาร 6.1. อุปกรณ ์ ส าหรับการประกอบอาหาร 1. ไหหมอ้น่ึง ใชส้า หรับการน่ึงขา้ว ท้งัขา้วจา้ว และขา้วเหนียวซ่ึงประกอบดว้ยหลายส่วนดว้ยกนั เช่น ตะแกรงขา้วไห กะทะใหญ่เตาต้งักะทะ 2. เตาไฟใหญ่ ใช้ส าหรับการหุงข้าว และต้มอาหารสัตว์ หรือ ต้มอาหารส าหรับการบริโภคใน กรณีที่มีงานใหญ่ๆ ประกอบด้วย เตาไฟ กะทะใหญ่ 3. เตาไฟเล็ก ใช้ในการประกอบอาหารส าหรับการบริโภค 4. กระด้ง พัดวีข้าว และใส่ผลผลิต 5. หม้อ หุงข้าวและท าอาหาร 6. กะทะท าอาหาร 6.2. การประกอบอาหาร 1. ขา้ว ขา้วมีความสา คญัอยา่งยงิ่ต่อมง้เพราะมง้บริโภคข้าวเป็ นหลัก 2. ขา้วโพด ปลูกมาเพื่อใชเ้ล้ียงสัตวเ์ป็นส่วนใหญ่และอาจนา มาบริโภคบา้ง และการนา มาทา สุรา ข้าวโพด ดื่มกิน 3. งา น้า มาทา น้า มนังา 4. เปีย นา มาบริโภคและประกอบพิธีกรรมโดยเฉพาะมาขบัไล่สิ่งชวั่ร้าย 5. จู่ด้า น ามาผสมกับข้าวมาบริโภค 6.3. การถนอมอาหาร เนื้อ 1. เน้ือเคม็ โดยนา เน้ือมาคลุกกบัเกลือในปริมาณที่เคม็พอสมควร 2. แหนม นา เน้ือเน้ือมาสับใส่เกลือและขา้วเลก็นอ้ยเพื่อเป็นเช้ือเร่งให้เปร้ียวเร็วข้ึน นา มาห่อ ใบตองเก็บไว้ 3. เน้ือขิง นา เน้ือมาสับละเอียดผสมกบัขิงบดละเอียด กระเทียมและเกลือเก็บไวใ้นที่มิดชิด 4. ไส้อวั่นา เน้ือมาบดละเอียดผสมเกลือและยัดใส่ในล าไส้ น ามาผึ่งให้แห้ง
121 5. เน้ือเปื่อย นา ส่วนที่เป็นกระดูกมาตม้ใหเ้ปื่อยและเน้ือหลุดมาจากกระดูกจนกระทงั่น้า แหง้เหลือ แต่น้า มนั 6. แคบหมูนา ส่วนที่เป็นมนัหมูมาทอดแลว้นา มาเก็บไวพ้ร้อมกบัแคบหมูโดยให้น้า มนัท่วม แคบหมูด้วย ผัก 1. ผักดอง น าผักที่มีจา นวนมากนา มารวกน้า ร้อนพอผกัเฉา ตกัมาใหส้ะเด็ดน้า แลว้นา ไปแช่ในน้า เช็ดขา้วเก็บไวใ้นภาชนะที่สะอาดไม่มีคราบน้า มนั 2. ผักแห้ง น าผักดองที่บริโภคไม่หมดน ามาตากแห้งเก็บไว้บริโภคในยามที่ขาดแคลนกับข้าว 3. ผักหมักเค็ม น าผักที่ตากแดดพอเฉามาสับ และบดกับเกลือใส่พริก หรือว่าใส่สุราลงเล็กน้อย เพื่อที่จะเก็บไดน้านข้ึน เก็บใส่ถุงใหท้ ี่มิดชิดไวบ้ริโภคในช่วงฤดูหนา้แลง้ พริก 1. พริกดองจะทา เช่นเดียวกบัผกัดอง นา พริกมารวกพอสุกและในไปแช่ในน้า เช็ดขา้ว 2. พริกแห้ง น าพริกมาตาก หรือว่าอ าไฟให้แห้งสนิท การท ามาหากินมิใช่เพียงแต่ที่จะประกอบการเกษตรเท่าน้นัน้นัยงัมีการล่าสัตวป์่าและการเก็บของ ป่ ามาบริโภคด้วย ผลิตผลที่ได้จากป่ า 1. ผลหมากรากไม้ เช่น มะม่วงป่ า มะไฟ ฯลฯ 2. พืชผัก ไม้ป่ า ต้นเต๋า หวาย ฯลฯ 3. สัตว์ป่ า 3.1. สัตวน์ ้า ปลา ปูกบ 3.2. สัตว์บก นก หนู หมูป่ า 7. อุปกรณ ์ การแปรรูปอหาร 7.1. หินโม่
122 หินโม่เป็ นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถน ามาโม่บดแปรรูปอาหารให้สามารถที่จะน าไปใช้บริโภคได้ ต่อไป การนา ขา้วโพดมาโม่บดเป็นอาหารสัตวเ์ล้ียง หรือโม่แป้งใหเ้ป็นผงละเอียดสา หรับการบริโภค ทา ขนมกิน ไม่ว่าจะเป็ นของที่แห้งหรือว่าเปี ยก หินโม่เป็ นการน าเอาหินสองลูกมาวางทับกันหมุนให้หินบดผลลผิตที่ใส่ลงไปในช่อง อุปกรณ์ส่วนประกอบ 1. หินโม่ ตัวผู้ / ตัวเมีย 2. ช้อนโม่(Diav zeb) 3. กระบะรองรับ(Dab zeb) 4. ไม้หมุน (Dauj zeb) 5. เสา (Ncej zeb) 6. มือ (Tes zeb) 7.2. ครกกระเดื่อง ครกกระเดื่องเป็ นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถน ามาแปรรูปผลผลิตที่ได้จากการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ในการที่จะนา มาแปรรูปกะเทาะขา้วเปลือกใหเ้ป็นขา้วสารสา หรับการนา มาใชบ้ริโภค ส่วนใหญ่ผลผลิตที่น ามาแปรรูปจะเป็ นของที่แห้ง และสามารถที่จะน ามาบดแป้งได้ด้วยเช่นกัน ครก กระเดื่องมีอยู่ด้วยหลายอย่าง 1. ครกกระเดื่องเท้า ประกอบด้วย 1.1. เสาครก (Ncej cos) 1.2. คานครก (Cav cos) 1.3. แกนครก (Dauj cos) 1.4. ครก (Qhov cos) 1.5. แผ่นไม้ครก (Qos cos) 2. ครกกระเดื่องน้า ประกอบด้วย 2.1 สายน้า (kwj deg)
123 2.2 กระบวยน้า (Tshob dej) 2.3 เสาครก(Ncej cos) 2.4 คานครก(Dauj cos) 2.5 แกนครก(Dauj cos) 2.6 ครก (Qhov cos) 2.7 แผ่นไม้ครก(Qos cos) 2.8 ควบคุมคายครก 3. ครกกระเดื่องมือ ประกอบด้วย 3.1 ครก (Qhov cos) 3.2 แกน (Qws cos) 7.2. ครกต าขนมปุก ครกตา ขนมปุกเป็นครกที่มีขนาดใหญ่ที่สร้างข้ึนมาและใชส้า หรับการตา ขนมปุกโดยเฉพาะโดย ลกัษณะการตา น้นัจะใชม้ือตา ครกน้ีซ่ึงประกอบดว้ยครกขนาดใหญ่ดา้มตา 8. อุปกรณ ์ อ ื่น ๆ 8.1. โฟ้งชะ โฟ้งชะ เป็ นอุปกรณ์ ที่ใช้ส าหรับการตีเหล็ก หรือ การแปรรูปเหล็กให้ได้มาเป็ นอุปกรณ์ส าหรับการ ท าการเกษตร และใช้ในการประกอบอาชีพ และผลิตอุปกรณ์ที่มีความจ าเป็ นต่อการด ารงชีวิตของคน ซึ่ง ประกอบไปดว้ยหลายอยา่ง เช่น ฆอ้งคีม กระบะน้า กระบอกสูบลม ฯลฯ 8.2. เครื่องปั่นดายกัญชง และทอผ้า การทอผา้ใยกญัชงของมง้น้นั ประกอบไปดว้ยอุปกรณ์หลายส่วนและหลายอยา่งที่มีความสา คญัต่อ การที่ได้มาซึ่งเป็ นเส้นใยกัญชง และผ้าใยกัญชง ประกอบด้วย 1. ที่พันใยกัญชง 2. ที่ปั่นดา้น (Tshuab)
124 3. หมุนพันด้าย (Khaub hlig) 4. เครื่องทอผ้า (Ntos)
บทที่ 9 ความเช ื่อและการรักษาสุขภาพ การที่ไม่มีโรคภยัไขเ้จ็บเป็นลาภอนั ประเสริฐเป็นสิ่งที่ทุกคนตอ้งการ เกิดเป็นมนุษยไ์ม่วา่ผใู้ดยอ่ม ต้องการที่จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่จะอย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนย่อมหนีไม่พ้นการเจ็บไข้ได้ป่ วย และการ ตาย ดังค าสุภาษิตม้งที่ว่า “Ua neeg nyob siab ncaj dhia dhau nkuaj Noj qab nyob zoo los dhia tsis dhau hauv tshuaj Ua neej nyob siab ncaj los dhia tsis dhau cuab Noj qab nyob zoo los dhia tsis dhau hauv tshuaj ntsuab” หมายความว่า “เป็ นคนซื่อสัตย์ย่อมหนีพ้นคุกตาราง อยู่ดีกินดีย่อมหนีไม่พ้นเรื่องยา (ยาสมุนไพร) เป็ นคนซื่อสัตย์ย่อมหนีไม่พ้นครอบครัว อยู่ดีกินดีย่อมหนีไม่พ้นยาสมุนไพร” 1. ความเช ื่อสาเหตุการเจ็บป่วย 1. เกิดจากอากาศหรือตามธรรมชาติ 2. เกิดจากถูกผู้อื่นกระท า 3. เกิดจากตัวเอง 4. เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ 5. เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ 1. เกิดจากอากาศหรือตามธรรมชาติ การเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมากจากธรรมชาติน้นัเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศทา ใหร้่างกายไม่ สามารถที่ปรับตวัให้เขา้กบัธรรมชาติไดท้นัจึงใหใ้หเ้กิดอาการไม่สบายข้ึน การเจ็บป่วยที่เกิดจากสาเหตุ ทางธรรมชาติน้นัวิธีการรักษาจะรักษาตามอาการที่พบ โดยใชย้าสมุนไพรเป็นตวัรักษาเป็นหลกั
125 2. เกดิจากถูกผู้อื่นกระท า การเจ็บป่วยที่เกิดจากรกระทา ของผอู้ื่นน้นัลกัษณะของอาการจะแตกต่างไปจากการเจ็บป่วย โดยทวั่ ไป คือ อาการการเจ็บป่วยจะไม่ชดัเจนไม่สามารถหาอาการ หรือตน้เหตุไดอย่างชัดเจน ต้องใช้การ ้ เขา้ทรงดูวา่อาการการเจ็บป่วยเกิดจาสาเหตุอนั ใด แต่วา่การเจ็บป่วยชนิดน้ีก็เป็นการยากพอสมควรที่จะ คน้หาตน้ตอของการเจ็บป่วยได้ตอ้งอาศยัคนที่เก่งและมีความรู้เรื่องน้ีโดยเฉพาะจึงจะสามารถที่จะรักษา อาการน้ีได้โดยการถอดถอนคาถาอาคมน้นัออกจากบุคคลที่เจ็บป่ วย 3. เกิดจากตัวเอง สาเหตุการเจ็บป่วยที่เกิดจากการกระทา ของตนเองน้นัลกัษณะการเจ็บป่วยภายนอกเสียมากกวา่ เป็ นการเจ็บป่ วยที่สามารถมองเห็นได้โดยไม่ต้องพึ่งวิธีทางจิตวิญญาณ ต้องใช้ยาสมุนไพรในการรักษาเป็ น ส่วนใหญ่ แต่ว่าถ้ารักษาไม่หายก็ต้องใช้วิธีทางจิตวิญญาณเขา้มาช่วยในการรักษา เพราะวา่บางคร้ังสาเหตุ มาจากวิญญาณบรรพชนตอ้งการใหช้ ่วยเหลือ หรือวา่มีอะไรจะบอกใหค้นที่ยงัมีชีวิตอยทู่ราบ และบางคร้ัง ต้องใช้คาถาอาคมช่วยในการรักษาควบคู่กันไปด้วย 4. เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ การเจ็บป่ วยที่มีสาเหตุมาจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติน้นัอาจเป็นเพราะ การที่ขวญัของตวัเองอ่อน ไป ถูกผีป่า ผีเขา ทา ใหเ้กิดการเจ็บไขไ้ดป้่วยข้ึน หรืออาจเกิดจากวิญญาณของบรรพชน เนื่องจากตอ้งการความ ช่วยเหลือ หรือว่าท าอะไรที่กระทบต่อบรรพชนเข้า วิธีการรักษาต้องอาศัยหลายวิธีการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ยาสมุนไพร หรือการเข้าทรง หรือใช้คาถาอาคม 4.1. การเจ็บป่ วยที่เกิดจากวิญญาณบรรพชน 1. บรรพชน สาเหตุที่เกิดจากบรรพชนน้นัตอ้งขอขมาและทา อาหารเล้ียงใหบ้รรพชนได้ กิน หรือวา่ตอ้งการสิ่งใดตอ้งจดัหาให้ 2. ซือก๊ะ สาเหตุมาจากการที่ทา อะไรหรือนา สิ่งของอะไรไปกระทบเขา้กบัซือก๊ะเขา้ ท า ให้ซือก๊ะเกิดความไม่พอใจหรือไม่สามารถที่จะคุ้มครองได้อีกจึงท าให้เกิดการเจ็บป่ วยท าพิธีขอขมาและเซ่น ไหว้ใหม่
126 3. จ่อเน้ง (ntxojneeb) เนื่องจากบรรพชนที่จากไปนานแล้วกลับมาหาลูกหลาน โดยมาขอ ม้าทรงถ้าผู้ใดสามารถที่จะเป็ นม้าทรงได้ก็จะเป็ นม้า แต่ว่าเมื่อลองแล้วไม่สามารถที่จะเป็ นม้าทรงได้ก็จะ หยุดกันไป 4. ด้าตรอง เมือกรณีที่คู่สามีภรรยามีลูกแล้วต้องเซ่นไหว้ให้ผีที่เฝ้าประตูห้องนอนช่วย ดูแลคุ้มครองลูกหลานและคนในครอบครัว เป็ นผีที่มีผู้หญิงเป็ นคนน า 4.2. ผีป่ า / สิ่งเหนือธรรมชาติ สาเหตุที่เกิดการเจ็บป่วยน้นัอาจเป็นเพราะบุคคล คนน้นัเดินผ่านหรือถูกบริเวญที่เป็ นที่สิงสถิต อาศยัอยขู่องผีป่าเขา้ทา ใหเ้กิดไม่พอจึงทา ใหเ้กิดการเจ็บป่วย ตอ้งใชค้าถาอาคมในการขบัไล่สิงชวั่ร้ายน้นั ออกจากร่างของคนน้นัมีวิธีการดว้ยหลายวิธีเช่น 1. มีดพร้าสองเล่ม 2. ไก่ 3. ฆ้อง /คีม 4. กะทะ / เลื่อย 5. แส้ 6. น้า มนั 7. เขียงและมีด 8. เชือกหญ้าคา 9. ห่วงทองแดง 10. เปี ย การใชค้าถาในการักษาน้นัก่อนที่จะร่ายมนตค์าถามขบัไล่ผีป่าน้นัตอ้งแจง้ใหผ้ีบา้นผีเรือนทราบ เสียก่อน ที่จะใชค้าถาขบัไล่เริ่มต้งัแต่สิ่งที่เลก็ๆ ตามลา ดบัที่เรียงไวแ้ลว้น้นัเช่น มีดพร้า ไก่จนถึงการใช้ น้า มนัเป็นข้นัสุดทา้ย แต่ถา้การใชน้ ้า มนัราดก็ไม่สามารถที่จะขบัไล่ไดเ้ป็นอนัวา่คนคนน้นั ไม่สามารถที่จะ ช่วยชีวิตได้แล้ว 5. เกดิจากสาเหตุอื่น ๆ เป็ นการเจ็บป่ วยที่ไม่สามารถที่จะหาสาเหตุได้อย่างชัดเจนหรือถูกสัตว์ร้ายท าร้ายท าให้เกิดการ เจ็บป่ วย
127 2. การดูแลและการรักษา การดูแลและรักษาคนไขน้้นับางคร้ังการเจ็บป่วยในคร้ังหน่ึงตอ้งใชว้ิธีการหลายวิธีการดว้ยกนัที่ จะรักษาคนไข้คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็ นการรักษาด้วยยาสมุนไพร การเข้าทรง หลายอย่างด้วยกัน 1. ยาสมุนไพร ส่วนใหญ่แลว้การใชย้าสมุนไพรในการรักษาคนป่วยน้นัจะใชใ้นการรักษาคนป่วยที่ป่วยดว้ยโรคที่ เกิดข้ึนตามธรรมชาติและฤดูกาลเท่าน้นัแต่ก็มียาสมุนไพรบางตวัที่สามารถใชร้ักษาคนไขท้ี่ถูกผีเขา้ไดด้ว้ย เช่นกนัอยา่ง เช่นขมิ้นชนั ใชข้บัไล่ผีไดเ้ป็นอยา่งดีจา พวก ผีก๊ะ เป็นตน้หรือการเจ็บป่วยที่แปลก ๆ บางอย่างได้เป็ นอย่างดี ยาสมุนไพรมีบางตัวที่มีสรรพคุณที่ดีมากสามารถที่จะใช้ช่วยให้คนที่ไม่มีลูก สามารถที่จะมีลูกได้การใชย้าสมุนไพรน้นัตอ้งเป็นบุคคลที่รู้เรื่อง และมีความเชี่ยวชาญเป็นอยา่งดีเท่าน้นั เพราะว่ายาสมุนไพรบางอย่างก็จะมีสารตกค้างให้เป็ นพิษต่อร่างกายมนุษย์ได้ด้วย หากว่าการใช้สมุนไพร น้นัพร่ าเพรื่อไม่ถูกที่ถูกทางเท่าใดนกัการใชส้มุนไพรน้นับางคร้ังตอ้งใชต้วัยาหลายอยา่ง หลายชนิดในการ รักษา หนึ่งโรค หมอยามี 2 ประเภท 1. หมอยาผีบอก ต้องมีที่เซ่นไว้ 2. หมอยาเรียน ประเภทของยาสมุนไพร 1. ยาสมุนไพรที่ได้จากพืช ยาสมุนไพรที่ได้จากพืชก็จะได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ราก ล าต้น และผลของต้นยา ที่ สามารถจะน ามาเป็ นยาสมุนไพรใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ มียาสมุนไพบางตัวใช้ได้เฉพาะอย่าง เท่าน้นัเช่นใชไ้ดเ้ฉพาะใบเท่าน้นัจะไม่ใชอ้ยา่งอื่น ใชร้ากไม่ใชล้า ตน้ฯลฯ หรือ มียาสมุนไพรบางตวัใชไ้ด้ หลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็ น ใบ ราก ล าต้น ผล หรือว่า ยาง ของต้นยาสมุนไพร แต่ก็มียาสมุนไพรบางตัว ที่สามารถที่จะใชทุ้กส่วนของตน้พืชน้นั ได้ไม่วา่จะเป็น ใบ ราก ลา ตน้ผล หรือวา่ยาง ของตน้ยาสมุนไพร สามารถที่จะใชไ้ดทุ้กส่วน เพียงแต่วา่ส่วนใดจะมีความเขม้ขน้ของตวัยามากกวา่เท่าน้นั ตัวอย่าง เช่น - ป้างโฮ่จ้าง ใช้รากน ามาต้มดื่มเพื่อแก้พิษยา หรือใช้ล าต้น ต้มอาบแก้อาการแพ้ต่าง ๆ - สารแหน่(ปุ่ ฮุ /Pum hub) ใช้ใบมาต้มเพื่อแก้ปวดท้อง
128 - ฝิ่ น สูบเพื่อแก้ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามร่างกายต่าง ๆ -จีตาเจ(Txiv tav Ntseg) น ามาผสมไข่นึ่ง กินแก้อาการไอ 2. ยาสมุนไพรที่ได้จากสัตว์ เป็นยาสมุนไพรที่ไดจ้ากส่วนต่างๆ ของสัตวบ์างชนิด อยา่ง เช่น เลือด น้า มนัเน้ือ และดีของสัตว์ น้นัๆ นา มาเป็นยาสมุนไพร มีสัตวบ์างชนิดสามารถที่จะนา ทุกส่วนของสัตวม์าเป็นยาสมุนไพรได้สัตว์ บางชนิดใช้ได้เฉพาะส่วน ตัวอย่างเช่น 1. เลียงผา ใชน้ ้า มนัเน้ือเลือด ยาชูกา ลัง 2. หมี ใชเ้น้ือ ดีไขกระดูกแกป้วดเมื่อย สารพดัประโยชน์ 3. เสือ ใช้ไขกระดูก กับดี เป็ นยาชูก าลัง 4. ค่าง น้า มนัและเลือดเป็นยาชูกา ลงั 3. สมุนไพรที่ได้จากแร่ธาตุต่างๆ มีแร่ธาตุหิน และดินบางอย่างสามารถที่จะน ามาเป็ นยารักษาอาการเจ็บป่ วยได้เช่น กัน เช่น หินสี แป่ลวั่แกอ้าการพิษ (Fab) ตัวร้อน ฝี ดาษ โซ้งฟะ ย่างโฟ้ง เพ่งโฟ้ง แก้อาการพิษ ท่าซะ แก้อาการแพ้ เป็ น ตุ่มตัวตัว 2. อัวเน้ง ประเภท 1. ย่าเน้ง (Neeb muag dawb) 2. เย้งเน้ง (Neeb muag dub / Neeb thawj) 1. ย่าเน้ง เป็ นเน้งที่ เรียนมาจากคนคนอื่นที่รู้เรื่องเน้งเป็ นอย่างดี สามารถน ามาใช้รักษาโรคภัยไข้ เจ็บได้ แต่การเจ็บป่ วยบางอย่างก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ดีเท่าเย้งเน้ง การเจ็บป่ วยบางสาเหตุอาจรักษาได้ ดีกว่าเย้งเน้งเพราะเราสามารถที่จะบังคับได้ไม่เหมือนเย้งเน้งที่ทรงแล้วบางอย่างที่หนักเกินไปไม่สามารถที่ จะบงัคบัได้ตอ้งเก่งจริงๆ ถึงทา ได้แต่การที่จะไปถึงที่เป็นที่อาศยัอยขู่องวิญญาณน้นัตอ้งเป็นเย้งเน้งจึง สามารถที่จะเดินทางถึงได้ และเย้งเน้งสามารถที่จะท าให้สามารถที่จะมีลูกได้ด้วยเช่นกันเย้ง 2. เน้งผีเป็ นเน้งที่บรรพชนกลับมาหาให้ลูกหลานเป็ นคนทา มีประวตัิและตา นานดงัน้ี
129 การอัวเน้ง ประวัติและต านานเย้งเน้ง หรือเน้งซียี ในสมยัก่อนน้นัมีชายผหู้น่ึงนามวา่ซียีทุกวนัซียจีะไปเล้ียงววัเล้ียงควายเป็นประจา อยมู่าวนัหน่ึง ซียีเห็นรังไข่อยู่รังหนึ่งมีไข่อยู่เต็มไปหมด ด้วยความซนซียี จึงทุบไข่เหล่าน้นัแตกจนหมดหมดแลว้กลบั บา้นไป วนัรุ่งข้ึนซียกีลบัมาที่เดิมปรากฏวา่ ไข่ยงัอยใู่นสภาพที่ดีไม่มีไข่แตกเลย ซียกี็ทุบใหแ้ตกอีก แลว้ วนัรุ่งข้ึนยงัเหมือนเดิมอีก ซียทีา อยา่งน้นัสามคร้ังแต่ก็ยงัเหมือนเดิมทุกคร้ัง ดว้ยความแปลกใจซียจีึงทุบไข่ ใหแ้ตกอีกคร้ัง แลว้แอบซุ่มดูอยหู่ลงัพุ่มไม้อยทู่้งัวนัใกลเ้วลาพลบค่า ปรากฏวา่เห็นงูตวัใหญ่ (พญานาค) เล้ือยเขา้มา เขา้มาเห็นไข่ของตนถูกทุบแตกไปหมด พญานาคเล้ือยไปที่ตน้ ไมต้น้หน่ึง แลว้นา ใบของตน้ ไม้ น้นัมาเค้ียวๆ แลว้นา มาพ่นที่ไข่สามคร้ังปรากฏวา่ ไข่กลบัมามีสภาพดีดงัเดิมอีก หลังจากที่พญานาคกลับไป แลว้ซียกี็ไปเด็ดใบไมท้ี่ตน้ ไมน้ ้นัมาเป็นยาวิเศษ ระหว่างเดินทางกลบับา้นน้นัซียเีห็นสุนขันอนตายอยู่ตวั หน่ึง ดว้ยความที่อยากลองว่ายาที่ไดเ้ก็บมาน้นัมีสรรพคุณดีจริงหรือไม่ซียจีึงนา ใบไมน้้นัมาเค้ียว แลว้พ่น ใส่ที่ตวัสุนขัสามคร้ังปรากฏวา่สุนขัลุกข้ึนแลว้วิ่งหนีไป ต้งัแต่น้นัเป็นตน้มา ซียกี็เที่ยวรักษาคนไข้คนเจ็บ คนป่วย ใหห้ายได้และช่วยคนตายใหส้ามารถที่จะฟ้ืนคืนชีพมาได้จึงทา ใหย้มบาล (Ntxwg nyoog) เกิด ความไม่พอใจเป็นอยา่งยงิ่เพราะวา่คนที่ตายไปแลว้ซียสีามารถที่จะแยง่คืนจากยมบาลไดทุ้กคร้ัง ยมบาลจึง ไม่พอใจเป็นอยา่งยงิ่และดว้ยความที่ตอ้งการภรรยาของซียีดว้ย ยมบาลจึงหาอุบายที่จะฆ่าซียแีละแยง่ ภรรยาของซียี จึงให้บริวารมาเชิญซียีไปช่วยรักษาคนไข้ที่เมืองยมบาล ซียีจึงไปรักษาคนที่เมืองยมบาล และ บริวารได้จับตัวลูกชายของซียีไปเป็ นหมู ฆ่ารักษาคนไข้ หลังจากที่ซียีรักษาเสร็จด้วยความที่มีความรู้สึกที่ ไม่สบายใจ ซียจีึงรับประทานเพียงแต่น้า แกงเท่าน้นั ไม่ยอมรับประทานเน้ือสักชิ้น เมื่อยมบาลเห็นอยา่งน้นั รูป U9P1
130 พยายามคะย้นัคะยอตกัตบั ใหซ้ียรีับประทานเน้ือใหไ้ด้ดว้ยความที่เกรงใจวา่จะเป็นอนัไม่สมควรซียีจึง รับประทานเน้ือที่เป็นตบัอยู่หน่ึงคา เน้ือและตบัน้นัเป็นตบัของลูกชายของซียเีอง หลงัจากที่รักษายมบาล ดว้ยความที่รู้สึกไม่สบายใจซียจีึงเดินทางกลบัมายงัโลกมนุษย์กลบัมาถึงปรากฏวา่ลูกชายของซียนี้นั ได้ เสียชีวิตไปเสียแลว้ซียจีึงนา เอายาน้นัมาเค้ียวและพ่นไปยงัตวัลูกชายของตน ปรากฏวา่ลูกชายน้นั ฟ้ืนคืนชีพ กลบัมา แต่ฟ้ืนคืนชีพมาเพียงช่วงเวลานิดเดียว และบอกกบัซียวีา่ซียไีม่สามารถที่จะรักษาลูกไดเ้พราะซียนี้นั กินตับของลูกชายไปแล้ว จึงไม่สามารถที่จะรักษาลูกชาย และลูกชายกลับเสียชีวิตลงอีก ซียีกลับน าเอายา มาพ่นเท่าไหร่ก็ไม่สารถที่จะช่วยใหลู้กชายของซียคีืนชีพกลบัมาได้ดว้ยความเสียใจเป็นอยา่งยงิ่และอยาก ไปอยู่กับลูกชายของตน เลยต้องการที่จะมอบยา และแนะน าตัวยาให้กับชนรุ่นหลัง แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ มี ชายอยผู่หู้น่ึงสนใจแต่อยไู่กลมากซียไีม่สามารถที่จะรอไหวไดซ้ียจีึงเดินทางไปก่อน ก่อนเดินทางได้แจ้ง และบอกวา่ถา้ผชู้ายกลุ่มน้นัมาถึงใหไ้ปหาที่ภูเขา กลุ่มน้นัมาถึงไม่พบซียแีละไปตามคา บอกเล่าที่ซียไีดแ้จง้ ก่อนไปวา่ ใหไ้ปหาที่ภูเขา เดินทางไปถึงไม่พบสิ่งใดเลย พบเพียงแต่กอ้นอุจาระกอ้นใหญ่ที่มีหนอนย้วัเย้ยีะ ไปหมดเท่าน้นัถา้ใครอยากไดย้าและความรู้ก็ขอใหก้ินกอ้นอุจาระน้นัเขา้ไป ไม่มีใครกลา้ที่จะกินลงไปได้ เดินวนไปเวียนมาหลายรอบเอามือจิ้มกินอยเู่พียงนิดหน่ึงเท่าน้นัเพราะฉะน้นั ปัจจุบนัน้ีคนจึงไม่สามารถที่ รักษาคนไขใ้หห้ายไม่ไดทุ้กคร้ังไป และไม่สามารถจะช่วยคนตายใหฟ้้ืนคืนไดอ้ีกเลย แลว้กอ้นอุจาระน้นั อนัตรธานหายไปในที่สุด เยา้น้นัก็มาดว้ยเมื่อมาถึงเหยยีบโดนอุจาระเขา้จึงสลดัให้อุจาระน้นั ใหห้ลุด เยา้น้นั จึงอวัเนง้ขากระแพลดๆ แต่ยงัมีบางคนเล่าวา่ซียเีดินทางข้ึนไปบนสวรรคแ์ลว้ทิ้งทุกสิ่งทุกอยา่งกลบัมายงั โลกมนุษย์ ถ้ามนุษย์ผู้ใดเก็บได้ก็ขอให้เป็ นเน้ง และสาปว่าผู้ใดที่ก็ขอให้อัวเน้งไม่ชัดเจน รักษาไม่ได้ และรู้ ชัดเจนรักษาได้ (Poob tiaj nrag tiaj ua neeb tsis dag poob yaj ceeb thiaj ua neeb tsis tseeb) เพราะฉะน้นัการ ทรงบางคร้ังก็สามารถที่รู้สาเหตุที่ชดัเจนและรักษาได้บางคร้ังก็ไม่รู้สาเหตุที่ชดัเจน และรักษาไม่ได้ การทรงน้นัจะรักษาทางในเท่าน้นัอยา่งเช่นเรื่องของขวญัที่ตอ้งรักษาและนา กลบัมาทางใน การ ทรงน้นัตอ้งมีที่เซ่น และที่วางเครื่องเช่นอยดู่ว้ย และอุปกรณ์ต่าง ๆ สา หรับประกอบพิธีกรรมดว้ย และมี โต๊ะสา หรับนงั่ทรง โต๊ะที่นงั่ทรงน้นั ในเมืองผีจะเป็นมา้วิเศษสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้
131 หิง้บูชาเน้งและการท าพธิีเช่นเน้ง 3. กั่วะ เป็นการทา นายคน้หาสาเหตุอีกอยา่งหน่ึงโดยใชก้วั่ะเป็นตวัทา นาย โดยเชิญเทพต่าง ๆ มาสิงสถิต ในกวั่ะแลว้ถามวา่เป็นเพราะเหตุอะไร ถา้ใช่ใหห้งายหรือคว่า ท้งัคู่ถา้หงายและคว่า ตามที่อยากให้เป็ นคือใช่ ถามและถามย้า อีกคร้ังเพื่อความแน่ใจ แต่ถา้ไม่เหมือนกนัก็คน้หาสาเหตุอีกต่อไป บางคร้ังไม่ตอ้งที่จะทรง เพียงแค่กวั่ะก็สามารถที่จะรักษาไดด้ว้ยเช่นกนั 4. คาถาอาคม คาถาอาคม เป็ นวิธีการหนึ่งที่สามารถที่จะน ามารักษาคนป่ วยได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็ นการป่ วยเกิดจาก สาเหตุอะไรก็มีคาถาที่สามารถรักษาให้ได้เช่นกัน แต่ว่าคาถาอาคมมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ถ้าใช้ในทาง ที่ดี ก็รักษาคนป่ วยได้ ใช้ในทางที่ไม่ถูกก็ท าให้ผู้อื่นเจ็บป่ วยได้เช่นกัน คาถาที่ดีก็สามารถรักษาการเจ็บป่ วย ไดเ้ท่าน้นั ไม่สามารถที่จะทา ใหผ้อู้ื่นป่วยได้ แต่ว่าคาถาอาคมบางประเภทก็มีผลกระทบต่อคนเรียนและคน รูป U9P2
132 นา ดว้ย ทา ใหไ้ม่สามารถที่จะหากินไดข้้ึนก็มีคาถาที่รักษาอาการเจ็บป่วยเพียงเลก็นอ้ยจนถึงการรักษาที่ ใหญ่เช่น การขับไล่ผี การดับไฟบนแผลไฟไหม้ได้ การต่อกระดูกได้ 5. เรียกขวัญ การเรียกขวญับางคร้ังก็มีผลสืบเนื่องมาจากการทรงเจ้า ท าให้ทราบว่าขวัญหนีหายหรือว่าตกไป หรือว่าขวัญไปเที่ยวเสเพล เร่ร่อน ในที่ไกลๆ ต้องการที่จะต้องเรียกขวัญให้กลับคือมาอยู่กลับร่างกายท าให้ ขวญัอยใู่หค้รบ แต่วา่บางคร้ังตอ้งการที่จะเรียกขวญัเพื่อใหข้วญักลบัมาอยกู่บัร่างกายหรือเรียกขวญัเพื่อมดั มือ การเรียกขวัญที่ประตูบ้าน การเรียกขวัญ 1. ขวัญตกหาย การเรียกน้นัตอ้งบริเวณที่ทา ใหข้วญัตกหาย แต่ถา้ไกลหรือไม่รู้ที่ชดัเจน ให้ไปเรียกที่ต้นทางที่ขวัญตกหายก็ได้เหมือนกัน หรือว่าอาจจะไปอยู่ที่ร่อนบ้าน (ค้ือเจ / Qwj tsev) อยู่ที่ว่า บุคคลที่ท าพิธีกรรมน้นัมีความรู้และความสามารถเพียงใด แต่ละที่ใชค้วามรู้ความสามารถที่ต่างกนัดว้ย อุปกรณ์ที่ใช้เรียกขวัญจะเป็ น พวก ธูป กระดาษสา หรือว่าอาจจะใช้ไข่ด้วยก็ได้ รูปU9P3
133 2. ขวัญเร่ร่อนเสเพลหาที่เกิดใหม่ ต้องท าการเรียกขวัญโดอยู่ที่ประตูบ้านประตูผี (ขอตร้องทา / Qhov rooj tag) แต่บางคร้ังตอ้งอาศยัการเขา้ทรงเพื่อที่จะนา ขวญัน้นักลบัมาดว้ยและนา มา แบ่งขวญัอุปกรณ์ตอ้งใชไ้ก่ในการแบ่งดว้ยแบ่งไก่ใหเ้ป็นสองซีก นอกบา้นหน่ึงซีกในบา้นหน่ึงซีก 3. เรียกขวัญเพอื่กลับมาอยู่กบัร่างกาย เป็ นการเรียกเพื่อที่ขวัญกลับมาอยู่กับร่างกายอาจ เรียกในพิธีกรรมต่างๆ ที่ส าคัญเช่นเรียกขวัญมัดมือ เรียกขวัญในช่วงเทศกาลปี ใหม่ ส่วนใหญ่จะใช้ไข่และ ไก่ในการเรียกขวญั 4. ลู่เฮี๋ย คือการที่ขวญัวิญญาณน้นัตกลงไปในน้า การเรียกขวญัน้นัถา้ไม่สามารถที่จะเรียก ที่สถานที่ขวญัตก จะไปเรียกที่เป็นบริเวณน้า สบกนัที่ไหนก็ได้ โดยจะใช้กระดาษเงินทอง 5 ชุด และธูป อีกจ านวน 10 ดอก เพื่อใชเ้รียกโดยการเอาเงินทองจา้งใหเ้ทพเจา้แห่งน้า นา ขวญัวิญญาณน้นักลบัคืนมา 6. ขูด (Kav) การขูดเป็ นวิธีการหนึ่งที่น ามาขูดรักษาคนป่ วยที่ป่ วยมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ เป็ นการขูด เพื่อที่จะให้เกิดการระบายของเลือดลมในร่างกาย ใหด้ีข้ึนแต่วา่การที่ขดูน้นัตอ้งระวงัดว้ยอาจทา ใหไ้ขข้้ึน สมองไดด้ว้ยทา ใหก้ารรักษายากยงิ่ข้ึนไปอีก โดยการใชอุ้ปกรณ์ในการขดูคือน้า มนัเพื่อลดความเจ็บปวด เวลาขูด ใช้เหรียญหรือก าไลขูด 7. ดดูเจาะ( Txhuav) เป็นการเจาะเพื่อให้เลือดที่คงั่ ไดร้ะบายใหด้ีข้ึน เป็นการรักษาโรคที่เกิดมาจากสาเหตุทางธรรมชาติ เป็นการดูดเจาะที่หนา้ผาก เพื่อใหเ้ลือดที่คงั่บนหนา้ผากสามารถที่จะมีที่ระบาย จะใชข้วดหรือวา่เขาสัตว์ เป็ นตัวดูด จะใช้รักษาอาการปวดหัวเป็ นส่วนใหญ่ 1. ดูดโดยไม่เจาะ 2. เจาะแล้วดูด 8. นวดเจาะ( Zaws Hno) การนวดเจาะเป็ นการรักษาอาการที่เกิดจาการปวดท้องเนื่องมาจากการกินอาหารเข้าไปแล้วอาหาร เกิดการแสลงท าให้ปวดท้อง โดยการนวดแล้วเจาะ น าอาหารที่กินเข้าไปแล้วแสลงไปเผาไฟให้ไหม้เป็ น เถา้ถ่านแลว้นา มาแช่ในน้า สะอาด และนา น้า น้นัมาบีบและนวดบริเวณหนา้ทอ้งแลว้รีดไปยงัแขนท้งัสอง ขา้งๆ ละสามคร้ังทีละขา้ง และรีดไปยงัที่นิ้วมือนิ้วกลางใชเ้ชือดมดัที่นิ้วมือและใชเ้ขม็เจาะใหเ้ลือดออก ทา
134 ยงัน้ีท้งัสองขา้ง ถา้เลือดจมเป็นการแสลงอาหาร แต่ถา้เลือดลอยเป็นการแสลงน้า มนัที่ใชท้า อาหาร และจะ ใหด้ีตอ้งกินน้า น้นัเขา้ไปดว้ย ต่อไปจะไม่แสลงอาหารชนิดน้นอีกเลย และน ามีดมาขูดตามเล็บมือเล็บเท้า ั เพื่อเป็ นการระบายอีกทางหนึ่งด้วย 9. บีบนวด (บั้ว เบ่อะ / Npuaj Npaws) การบีบนวดน้นัจะใชร้ักษาอาการที่เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติเป็นการคลายเส้นและการระบายให้ เลือดลมสามารถที่จะเดินไดด้ีข้ึน จะเป็นลกัษณะคลา้ยกบัการขดูเป็ นการขูดที่ไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ สามารถที่ จะท าคนเดียวได้ จุด แขน 2 จุด ขา 2 จุด ไหล่ 2 จุด หน้าอก 3 จุด หลัง 3 จุด 10. ขูด /ร่อน /กระตุ้น กวาด ลู้อาการตกใจ( ชัวะ/ โช / โช้ะ,Txhuam / Tshau /Txhaub Cheb / Lub ceeb) วิธีการหนึ่งที่ใช้รักษาคนที่มีอาการตกใจอย่างสุดขีดหรือวา่แจ๊ง น้นั โดยการขูด การร่อน การ กระตุน้น้นัมีวิธีการที่แตกต่างกนัคือ การขูดน้นัตอ้งเป็นผทู้ี่ชา นาญการและรู้จริงจึงจะสามารถที่จะรักษา อาการตกใจอยา่งสุดไดด้ีมิฉะน้นัอาจทา ให้อาการตกใจสุดขีดน้นักลบัจะเป็นการยากที่จะรักษา หรือวา่อาจ ท าให้ตกใจมากว่าเดิม จะรักษายากยงิ่ข้ึน การร่อน หรือโช เป็ นวิธีการหนึ่งที่สามารถแก้อาการตกใจสะดุ้งสุดขีดได้ด้วย จะเป็ นการใช้คาถา ในแก้อาการสะดุ้งตกใจอย่างสุดขีด โดยการน าเอาเมล็ดข้าวโพด และถ่านไฟแดงๆ มาร่อนในกระด้งร่อน แกลบ การกระตุน้หรือวา่การโชะ้น้นัเป็นการแกอ้าการตกใจด้วยวิธีหนึ่งเป็ นวิธีการที่ง่ายและไม่เรียนรู้ อะไรมากและไม่สามารถที่จะกระทบกลบัไดทุ้กคนสามารถที่จะทา ไดเ้พียงแต่รู้วิธีการและข้นัตอน เพียงนา ถ่านแดงที่ร้อนอยนู่า มาวนเวียนที่คนตกใจแลว้นา ไปใส่ในถว้ยน้า ที่เตรียมไวท้า อยา่งน้ีประมาณ เกา้คร้ัง หรือว่าเป็ นการกระตุ้นหรือเสริมการโชใหม้ีผลมากข้ึน 11. ป้อเข/ เนียด น-โก้ปล่าซัว* ป้อเข หรือ โก้เข เป็ นการทรงเจ้าลักษณะหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าจะไม่มีการเซ่นไหว้เหมือนการ ทรงอวัเนง้ ป้อเข และเนียด โกป้ล่าซวัมีลกัษณะเหมือนกนัคือ จะใชท้ ี่ทา พิธีกรรมที่เตาไฟเลก็โต๊ะนงั่จะใช้ โต๊ะของการทรงเจา้นงั่และจะมีผา้ปิดตาดว้ย จะต่างกนัที่ใชข้องนา ทางเท่าน้นั ป้อเขจ้ะใชช้อ้นเงินหอ้ยไว้
135 บนหิ้งไฟที่เตาไฟเลก็เป็นผนู้า ทาง แต่เนียดโกป้ล่าซวั ใชแ้กลบนา ทางโดยการนา แกลบมาเผาที่เตาไฟเลก็ การทรงจะไม่ใช้สัตว์ในการรักษาแต่จะไปน าขวัญหรือวิญญาณกลับมา และค้นหาสาเหตุเท่าน้นั นอกเหนือจากน้นั ไม่สามารถที่จะกระทา ได้ ป้อเข/ เนียด นโกป้ล่าซวัน้นั ในการเดินทางจะเป็นการเดินทางดว้ยเทา้จะไม่มีมา้ทรงเหมือนการ ทรงอัวเน้ง * ซัว หมายถึง แกลบ 12. การจิก (ไซ่ Xais /Zaws) การจิก น้นัจะเป็นการที่จะจบัและลดความดนั โลหิตสูง การจิกน้นัผทู้ี่จะทา การจิกหรือไซ่น้นัตอ้ง เป็นสา หรับผมู้ีความชา นาญเท่าน้นัถา้ไม่มีความชา นาญน้นัจะทา ใหผ้ ปู้่วยมีอาการหนกัข้ึน และอาจเสียชีวิต ได้ในที่สุด ไม่เพียงแต่วิธีการที่กล่าวมาน้ีเท่าน้นัที่สามารถรักษาคนป่วยไดแ้ต่ก็ยงัมีวิธีการอื่นๆ อีกมากมาย หลายวิธีด้วยอยา่งเช่นการใชฝ้ิ่นผสมกระเทียมดูด หรือการใชเ้กลือผสมข้ีเขม่ารักษาอาการปวดต่าง ๆ
136 บรรณานุกรม จุไรรัตน์นิ่มนวลและคณะ, ปี ใหม่แม้ว (น่อเป๊ โจว่) ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา ปี่ ที่ 18 ฉบับ 1-2 ม.ค.-มิ.ย. 2537. ชูพินิจ เกษมณี, คู่มือปฏิบัติงานกบัชาวเขาเผ่าแม้ว สถาบันวิจัยชาวเขา 2518. การเล่นลูกข่างของชาวเขาเผ่าแม้ว ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา ปี่ ที่ 2 ฉบับ 3 ก.ค.- ก.ย. 2521. ดงเซ้ง : ภูมิปัญญาม้งรักษาป่า 2541. ประสิทธิ์ ลีปรีชา, สุภาษิตม้ง ชุด.ภูมิปัญญาชาวบ้าน ศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม มช. , ก.พ.2537) ลีศึก ฤทธิ์เนติกุล, หน้าไม้ของม้ง ข่าวสารสถาบันวิจัยชาวเขา ปี่ ที่ 2 ฉบับ 3 ก.ค.-ก.ย. 2521. ยัง ม็อตเต็ง, ประวัติของชาวม้ง(แม้ว)โอเดียสโตร์ กรุงเทพฯ กรกฎาคม-2520. สมัย สุทธิ์ ธรรม, คนบนดอย ม้ง(แม้ว)วัฒนาพานิช กรุงเทพฯ 2530. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร ไทย-สหรัฐ, คู่มือว่าด้วยชาวเขาเผ่าแม้ว ม.ค. 2513 Chants et rites de Marriage vol. 1. (Kab tshoob kev kos Phau ib) 1985 Chants de cours d’amour des hmong vol. 1.(Kwv txhiaj Phau ib) en Loas et Thailande Pragmatics International, inc. In cooperation with unch. Hmong primer 1981 (Phau xyaum nyeem ntawv hmoob) Zhang Yuan Qi, The Hmong of Wenshan (Tsab Chij, Hmoob nyob paj tawg teb) Bangkok November 1988. การสัมภาษณ ์ เกบ็ข้อมูล เวทีระดมข้อมูลบ้านขุนวาง 22 สิงหาคม และ 3 กันยายน 2541 ณ. ห้องประชุมหมู่บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เวทีระดม โครงการร้ือฟ้ืนบทบาทและหนา้ที่ของผนู้า ตามประเพณี 26-28 สิงหาคม 2541 ณ. ศูนย์ วัฒนธรรมบ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เวทีระดมข้อมูลบ้านแม่สาใหม่ 11-12 กันยายน 2541 ณ. บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่ งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายซาเซ้ง วงศ์ชยางกูร เดือนกันยายน 2541 บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ นายจ่งแจ้ง ถนอมรุ่งเรือง (แซ่ท้าว) เดือนพฤศจิกายน 2541 บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่ งแยง อ.แม่ริม จ. เชียงใหม่ เวทีการตรวจสอบความถูกตอ้งและวิเคราะห์ของเน้ือหาหลกัสูตร 27-28 มีนาคม 2542 ณ. บ้านขุน กลาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
137 ภาคผนวก คณะกรรมการร่างหลกัสูตรท้องถิ่น บ้านขุนวาง คณะที่ปรึกษา 1. นายยงค์ แซ่ย่าง ( Txhiaj Zoov Yaj ) 2. นายตวั๋ะ จ้ีเหียะ ( Nyiaj tuam Yaj ) 3. นายนุ แซ่ย่าง ( Vam Nuj Yaj ) 4. นายเช่ง แซ่ลี ( Ntxoov Tsheej Lis ) 5. นายเซ้ง แซ่ย่าง (Nyiaj xeeb yaj) 6. นายลือ แซ่โซ้ง ( Vam lwv Xyooj ) 7. นางเอี๊ยะ แซ่โซ้ง ( Iab Xyooj ) 8. นางซี แซ่ย่าง ( Xis Yaj ) คณะกรรมการร่าง 1. นายโต้ง แซ่ย่าง ประธาน 2. นายยงค์ แซ่ย่าง รองประธาน และกรรมการฝ่ ายประวัติม้ง 3. นายวิทยา แซ่ย่าง กรรมการฝ่ ายการปกครอง 4. นายแดง แซ่ย่าง กรรมการฝ่ ายพิธีแต่งงาน 5. นายตวั๋ะ จ้ีเหียะ กรรมการฝ่ ายพิธีศพ 6. นายตุ๊หยี แซ่ลี กรรมการฝ่ ายความเชื่อ 7. นายจางหนู แซ่โซ้ง กรรการฝ่ ายศิลปะ วรรณกรรม 8. นายหยี แซ่โซ้ง กรรมการฝ่ ายการละเล่น และประเพณีและพิธีกรรมอื่น ๆ 9. นางหรี เราเท่า กรรมการฝ่ ายการท ามาหากิน 10.นางเดีย แซ่ย่าง กรรมการฝ่ ายดูแลและการจัดการในครอบครัว 11.นางจวั๊ะ แซย่าง กรรมการฝ่ ายดูแลและการจัดการในครอบครัว
138 คณะกรรมการร่างหลกัสูตรท้องถิ่น บ้านแม่สาใหม่ ที่ปรึกษา 1. ไซร้ลือ แซ่ท้าว 2. นายหว่างป๋ อ แซ่ย่าง 3. นายจ่งตัวะ แซ่โซ้ง 4. นายหยวั่ แซ่โซ้ง 5. นางแย้ง แซ่ท้าว 6. นางจ้ะ แซ่ท้าว 7. นางซา แซ่ท้าว คณะกรรมการร่างหลกัสูตร 1. นายไจ่ยา แซ่ท้าว 2. นายจ่งแจ้ง แซ่ท้าว 3. นาย ไซร้ลือ แซ่ท้าว 4. นายซัวป๋ อ แซ่หาร 5. นายจางฝื อ แซ่โซ้ง 6. นายหว่างป๋ อ แซ่ย่าง 7. นายจางฝื อ แซ่ย่าง 8. นายจุ๊จ๊าง แซ่ท้าว 9. นายโซ๊ะจูง แซ่โซ้ง 10. นายใจนะ แซ่โซ้ง 11. นายบล้าท่อ แซ่โซ้ง 12. นางซัว แซ่ท้าว 13. นางแยะ แซ่ย่าง 14. นางช้วัะ แซ่ท้าว 15. นางชง แซ่โซ้ง 16. นางก้ะ แซ่โซ้ง ที่ปรึกษาโครงการ 1. อาจารย์ชูพินิจ เกษมณี นักวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร 2. อาจารย์สามารถ ศรีจ านงค์ นักวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
139 3. นายประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อ านวยการศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ในประเทศไทย 4. นายศักดา แสนมี่ ผู้ช่วยผู้อ านวยการศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาว ไทยภูเขาในประเทศไทย 5. นายกิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้ช่วยผู้อ านวยการศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาว ไทยภูเขาในประเทศไทย คณะผู้ตรวจสอบเน ื้อหาหลกัสูตรฯ ฝ่ายชาวบ้าน 1. นายไก่ แซ่ว่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนกลาง 2. นายเกิด พนาก าเนิด ผู้อาวุโสบ้านขุนกลาง/ ประธานเครือข่ายสิ่งแวดลอ้มมง้ 3. นายเจ้ียะ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านแม่ยะน้อย 4. นายนุ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนวาง 5. นายเซ้ง วงศ์ชยางกูร ผู้อาวุโสบ้านขุนวาง 6. นายยงค์ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนวาง 7. นายบร้าท่อ กรกีรติการ ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 8. นายหยวั่ ถนอมรุ่งเรือง ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 9. นายจ่งแจ้ง ถนอมรุ่งเรือง ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 10. นายชัยหย่า แซ่เฒ่า ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 11. นายหน่อฝื่ อ แซ่ท้าว ผู้อาวุโสบ้านห้วยหอย 12. นายหว่าง วาณิชประดิษฐ์ ผู้อาวุโสบ้านห้วยหอย 13. นายโซพะ แซ่จ๋าว ผู้อาวุโสบ้านห้วยหอย 14. นายจ้งเจ่อ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนกลาง คณะตรวจสอบฝ่ ายส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียใหม่ 1. อาจารย์วรอนงค์ เนตรศุภลักษณ์ ศึกษานิเทศน์ ส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ 2. อาจารย์จีระ ยาณสารศึกษานิเทศน์ส านักงานการประถมศึกษาอ าเภอแม่วาง คณะผ ู้จัดเกบ็รวบรวมข ้ อมูลพ ื้นฐาน 1. นายสว่าง แซ่ย้าง ผู้ประสานงานโครงการฯ 2. นางสาววชิราภรณ์ ภัทรเคหะ เลขนุการโครงการฯ 3. นายวรพงศ์ วงศ์ชยางกูร เจ้าหน้าที่ฝ่ ายสนามโครงการฯ
140 4. นายสันติชัย แซ่ย่าง เจ้าหน้าที่ฝ่ ายสนามสมาคมฯ 5. นายธงชาติ แซ่ย่าง เจ้าหน้าที่ฝ่ ายสนามสมาคมฯ 6. นายประเสริฐ แสนยาอรุณ เจ้าหน้าที่ฝ่ ายสนามสมาคมฯ 7. นายต้งั แซ่ลี อาสาสมัครโครงการฯ 8. นายเกรียงไกร ถนอมรุ่งเรือง อาสาสมัครโครงการฯ คณะแก้ไขปรับปรุงคร้ังที่1 (18-19 เมษายน พ.ศ.2548) 1.นายเจี๊ยะ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านแม่ยะน้อย 2.นายนู่ แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนวาง 3.นายเซ้ง แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านขุนวาง 4.นายหรือ พยุหะวงศา ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 5.นายอันไช แซ่ย่าง ผู้อาวุโสบ้านแม่สาใหม่ 6.นายเกิด พนาก าเนิด ประธานเครือข่ายสิ่งแวดลอ้มมง้ 7.นายหยวั่ ถนอมรุ่งเรือง รองประธานเครือข่ายสิ่งแวดลอ้มมง้ 8.นายประจักษ์ อนันต์วิไล ผใู้หญ่บา้นบวกจนั่ 9.นายไตรภพ แซ่ย่าง ผู้ใหญ่บ้านดอยปุย 10.นายวรพงศ์วงศ์ชยางกูร เจ้าหน้าที่สมาคมสร้างสรรค์และพัฒนาม้งในประเทศไทย 11.นายลาลี ลีลาศีลธรรม เจ้าหน้าที่สมาคมอิมเพค(IMPECT)