The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าม้ง E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:09:29

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าม้ง E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าม้ง E-book

รายงานผลการศึกษาวิจัย เร ื่อง องคค ์ วามร ู ้ ภ ู ม ิปัญญาด ้ านการด ู แลส ุ ขภาพของแม่และเดก ็ ชนเผ่าม ้ ง โครงการสร ้ างฐานเดก ็ เลก ็ ก่อนวยัเร ี ยนบนพ ้ ื นท ี่สูง สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) สนับสนุนโดย มูลนิธิเบอร์นาร์ดแวนเลียร์ Bernard Van leer Foundation ประเทศเนเธอร์แนด์


องค์ความรู้ภมูิปัญญาการดแูลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ผลิตโดย : โครงการสร้างฐานเด็กเล็กก่อนวัยเรียนบนพื้นที่สูง สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขา- ในประเทศไทย (ศ.ว.ท. / IMPECT) 252 หมู่2 ต าบลสันทรายน้อย อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่50210 โทรศัพท์0-5349 -2544 , 0-5339 -8591 โทรสาร0-5339 -8592 www.impect.org , Email : [email protected] ผู้สนับสนุน : Bernard van Leer Foundation , The Netherlands (มูลนิธิเบอร์นาร์ด แวนเลียร์, เนเธอร์แลนด์) สงวนลขิสทิธิ ์


ก ค ำน ำ ระบบการศึกษาของชุมชนในอดีตถูกกา หนดโดยรัฐท้งัสิ้น ไม่ว่าจะใน ด ้ าน เน้ือหาหรือกระบวนการต่าง ๆ ลว ้ นแลว ้ แต่มาจากรัฐบาลท้งัสิ้น ขาดการมีส่วนร่วมใน การจัดระบบการศึกษาของคนในท ้ องถิ่น ซ่ึงในท ้ องถิ่นแต่ละพ้ืนที่มีความรู้ และภูมิ ปัญญาที่แตกต่างกนัออกไป ในทอ ้ งถิ่นของกลุ่มชาติพนัธุ์ ต่างๆ ก ็ เช่นกนัมีองค ์ ความรู้ และภูมิปัญญาที่แตกต่างกนัออกไป ดงัน้นัการจดัระบบการศึกษาจึงจา เป็ นตอ ้ งใหช ุ้มชน เข้ามามีบทบาทในการจัดระบบการศึกษาของตนเอง นับแต่มีพระราชบญัญตัิการศึกษา แห่งชาติฉบบั ปฏิรูป (พ.ศ.2542) ไดเ ้ปิดโอกาสให ้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ร่วมกันกับทางโรงเรียน เพื่อก าหนดทิศทางและเน้ือหาการเรียนรู้ ของเยาวชนให ้ สอดคลอ ้ งกบัวิถีชีวิต วฒันธรรมทอ ้ งถิ่น เนน ้ ให ้ เยาวชนไดเ ้ รียนรู้ เรื่องราวที่เกี่ยวขอ ้ งกบั ตนเอง ปลูกฝังให ้ เยาวชนมีจิตสา นึกอนุรักษแ ์ ละสืบสาน ศิลปะวฒันธรรมทอ ้ งถิ่นให ้ คง อยู่สืบไป หนังสือองค ์ ความรู้ แม่และเด ็ กเล่มน้ีจดัทา ข้ึนมาเพื่อเป็ นแหล่งความรู้ เรื่อง การดูแลสุขภาพแม่และเด ็ กให ้ กบัเยาวชนตลอดจนผูท ้ ี่มีความสนใจทวั่ ไปไดศ้ึกษา ใน ส่วนของรายละเอียดหนงัสือน้ีจะพูดถึงต้งัแต่แม่เริ่มต้งัครรภไ์ ปจนถึงคลอดเด ็ กและการ อบรมเล้ียงดูเด ็ ก ตามวิถีชีวิตของชนเผ่าม ้ ง หวงัเป็ นอย่างยิ่งว่าการจดัทา หนังสือองค ์ ความรู้ ชุดน้ีจะเป็ นการจุดประกาย ให้คนที่สนใจได้มีการศึกษาค้นคว้าและสืบทอดองค์ ความรู้ ต่อไป ขอ ้ มูลต่างๆ ที่รวบรวมไวน ้้ีไดร ้ับความร่วมมืออยา่งดีจากผนู้ า ชุมชน ผรูู้้ ชน เผา่มง ้ หลายท่านที่ไดใ้ หข ้ อ ้ มูลและช่วยตรวจสอบขอ ้ มูล ความส าเร ็ จลุล่วงในการจดัทา หนังสือชุดน้ีคณะผูจ ้ ดัทา ขอขอบคุณ ทุกท่านที่มี ส่วนร่วมในการจัดท าหนังสือองค ์ ความรู้ คร้ังน้ีท้ังผูน ้ าชุมชน ผูร ู้้ เจ ้ าหน ้ าที่สมาคม สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย โครงการ สร ้ างฐานเด ็ กเล ็ กก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง เครือข่ายมง ้ ตลอดจนบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวขอ ้ ง แต่ไม่ไดเ ้ อ่ยนาม มา ณ โอกาสน้ีดว ้ ย หากหนังสือเล่มน้ีมีขอ ้ บกพร่องประการใด ทาง คณะผูจ ้ ดัทา ยินดีนอ ้ มรับคา ช้ีแนะทุกประการ เพื่อนา ไปสู่การปรับปรุงแกไ้ ขให ้สมบูรณ ์ มากยงิ่ข้ึนในโอกาสต่อไป ธันวาคม 2546 คณะผู้จัดท า


ข บทคัดย่อ รายงานการวิจยัฉบบัน้ีเป็นการศึกษาและรวบรวมขอ้มูลองค์ความรู้ความเชื่อ พิธีกรรม ต่างๆ ของชนเผ่ามง้ที่เกี่ยวกับการเกิดและการเล้ียงดูเด็ก จากการศึกษาพบว่าความเชื่อ พิธีกรรม ในช่วงต้งัแต่แม่ต้งัครรภ์จนคลอดบุตรมีความส าคัญต่อวิถีการปฏิบตัิของคนชนเผ่าม้ง แม้ว่าใน ปัจจุบันจะมีสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และ การพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่ชุมชนมาก ข้ึน อย่างไรก็ดีโดยภาพรวมแลว้ชนเผ่ามง้ยงันบัถือความเชื่อของตนอยู่ไดแ้ก่ความเชื่อการมาเกิด หน้ีกรรม กฎขอ้ ปฏิบตัิและขอ้ห้ามระหว่างต้งัครรภ์การผดุงครรภ์การคลอด กฎข้อปฏิบัติและข้อ หา้มหลงัคลอด พิธีกรรมเรียกขวญัต้งัชื่อเด็ก การเล้ียงดูและอบรมสั่งสอนเด็ก ในด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนในการพัฒนาเด็กและการถ่ายทอดสืบทอด วัฒนธรรม ได้สร้างความสัมพันธ์คนในชุมชนมากข้ึน ผูรู้้แกนน าชุนชน ผู้ปกครองเด็ก เห็น ความส าคัญของการเรียนรู้สืบทอดวัฒนธรรมชนเผ่า


ค สารบัญ หน้า ค าน า ก บทคดัยอ่ข สารบัญ ค สารบัญภาพ ง บทที่ 1 บทน า 1 บทที่ 2 ภูมิหลงัของชนเผา่มง ้ 5 บทที่ 3 สภาพทวั่ ไปของหมู่บา ้ นที่ศึกษาวิจยั 12 บทที่ 4 ความเชื่อเกี่ยวกบั ชาติภพ การเกิด 36 บทที่ 5 การดูแลสุขภาพระหวา่งต้งัครรภ ์ การคลอด และพิธีกรรม 43 บทที่ 6 อาหารการดูแลสุขภาพของแมแ่ละเด ็ ก(หลังคลอด) 57 บทที่ 7 พัฒนาการของเด็ก 65 บทที่ 8 กระบวนการเรียนรู้ และการกล่อมเกลาทางสังคม 73 บทที่ 9 นันทนาการส าหรับเด็ก 78 บรรณานุกรม 97 ภาคผนวก 98


ง สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 : หมู่บา ้ นเป้ าหมายการศึกษาวิจยั (บา ้ นแม่ยะนอ ้ ย) 99 ภาพที่ 2 : ตวัอยา่งบา ้ นของชนเผา่มง ้ (หลงัคามุงดว ้ ยไมป้ีก) 99 ภาพที่ 3 : ตวัอยา่งบา ้ นของชนเผา่มง ้ (หลงัคามุงดว ้ ยหญา ้ คา) 100 ภาพที่ 4 : ท าความเข้าใจและวางแผนงาน (การวิจยัอยา่งมีส่วนร่วม) 100 ภาพที่ 5 : เก ็ บรวบรวมขอ ้ มูลองคค ์ วามรู้(ระดมกลุ่มยอ่ย) 101 ภาพที่ 6: ผรูู้้สอนใหเ ้ ด ็ กๆ รู้ จกัเครื่องดนตรีชนเผา่ (ปี่) 101 ภาพที่ 7 : หมอทรงทา พิธีต่อสะพานใหเ ้ ด ็ ก 102 ภาพที่ 8 : หมอทรงมดัมือใหเ ้ ด ็ ก(พิธีต่อสะพาน) 102 ภาพที่ 9: กี๋จวั (Kiv Cua) กงัหนั ใบพดั 103 ภาพที่ 10: เด ็ กผชู้ ายกา ลงัเล่นกงัหนั ใบพดั 103 ภาพที่ 11: กี๋รี(Kiv liv)ลูกสะบ้า 104 ภาพที่12: เด ็ กผหู้ ญิงกา ลงัเล่น สะบ้า 104 ภาพที่ 13 : ตู้ ลู้ (Tuaj lub)ลูกข่าง 105 ภาพที่ 14 : เด ็ กผชู้ ายกา ลงัเล่นลูกข่าง 105 ภาพที่ 15 : ตวัอยา่งสื่อที่ผลิตจากงานศึกษาวิจยั (นิทานพ้ืนบา ้ นชนเผา่มง ้) 106 ภาพที่ 16: การสนบัสนุนช่วยเหลือกลุ่มเด ็ กดอ ้ ยโอกาส 106


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมส ำคัญและที่มำของงำนวิจัย พ้ืนที่ภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างลงมาจนถึงภาคกลางฝั่งตะวนัตกมีกลุ่ม ชาติพนัธุ์หลากหลายกลุ่มที่ต้งัถิ่นฐานอยูบ่นพ้ืนที่สูงของประเทศไทย ทางราชการไดใ้ ชช ้ื่อ เรียกรวมวา่ “ชาวเขา” สา หรับกลุ่มชาติพนัธุ์ที่ไดร ้ับการยอมรับจากทางราชการวา่เป็ นพลเมือง ไทย ซ่ึงมีอยูด่ว ้ ยกนั 9 เผา่ ไดแ ้ ก่กะเหรี่ยง มง ้ (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) ลาหู่ (มูเซอ) ลีซู (ลีซอ) อาข่า (อีกอ ้ ) ลวั่ะถิ่น และขมุและต่อมาไดน ้ บัรวมชนเผ่า มลาบรีเขา ้ไวด ้ ว ้ ยจึงรวมเป็ น 10 กลุ่มเผ่า ส่วนกลุ่มชาติพนัธุ์กลุ่มน ้ อยอื่นๆ ทางราชการยงัไม่ให ้ การรับรองว่าเป็ นชาวเขาในประเทศ ไทยกลุ่มชาติพนัธุ์ส่วนน ้ อยเหล่าน้ีต้ังถิ่นฐานกระจายอยู่ใน 20 จงัหวดัได ้ แก่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่เชียงราย พะเยา แพร่น่าน ลา พูน ลา ปาง ตาก สุโขทัย กา แพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย สุพรรณบุรี อุทัยธานี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี ตำรำงแสดงข้อมูลชุมชนบนพื้นที่สูง 20จังหวัดในประเทศไทย พ.ศ.2545 (จ ำแนกตำมกลุ่มชำติพันธ์ุ) กลุ่มชำติพันธ์ุจ ำนวนกลุ่มบ้ำน จ ำนวนหลังคำเรือน จ ำนวนครอบครัว ประชำกร ชำย หญิง รวม 1. กะเหรี่ยง 1,912 87,628 95,088 221,379 216,752 438,131 2. ม้ง 253 19,287 24,551 76,960 76,995 153,955 3. เมี่ยน 178 6,758 8,022 22,869 22,702 45,571 4. อาข่า 271 11,178 12,909 33,704 34,949 68,653 5. ลาหู่ 385 18,057 20,347 51,489 51,387 102,876 6. ลีซู 155 6,553 7,338 19,082 19,217 38,299 7. ลัวะ 69 4,361 5,098 10,990 11,270 22,260 8.ถิ่น 159 8,496 10,474 21,596 21,061 42,657 9. ขมุ 38 2,256 2,523 5,357 5,216 10,573 10. มลาบรี 2 63 63 147 135 282 รวม 3,422 164,637 186,413 463,573 459,684 923,257 ที่มำ : ทา เนียบชุมชนบนพ้ืนที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย พ.ศ.2545 กรมพัฒนาสังคม และสวสัดิการกระทรวงการพฒันาสังคมและความมนั่คงของมนุษย์


2 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง กลุ่มชำติพันธ์จำ นวนกลุ่มบ้ำน จำ นวนหลังคำเรือน จำ นวนครอบครัว รวม ชำย หญิง เดก็ชำย เดก็หญิง 1. ตาก 43 3,909 4,261 9,191 9,274 6,809 6,813 32,087 2. เชียงราย 45 3,868 4,787 8,869 8,897 6,575 6,176 30,517 3. น่าน 29 3,052 4,168 7,325 7,514 4,913 5,306 25,058 4. เชียงใหม่ 57 2,946 4,229 8,079 8,067 4,429 4,320 24,895 5. เพชรบูรณ์ 23 2,046 2,375 3,951 4,011 3,366 3,330 14,658 6. พิษณุโลก 9 1,011 1,211 1,981 2,006 1,490 1,423 6,900 7. พะเยา 13 1,043 1,391 2,428 2,480 1,539 1,498 7,945 8.กำแพงเพชร 6 417 664 876 959 644 641 3,120 9.แม่ฮ่องสอน 15 364 599 1,329 1,170 678 716 3,893 10.แพร่ 3 282 440 627 630 596 566 2,419 11.ลำปาง 6 149 200 321 302 185 175 983 12. เลย 1 134 153 223 227 231 236 917 13. สุโขทัย 3 66 73 182 166 123 92 563 รวม 253 19,287 24,551 45,382 45,703 31,578 31,292 153,955 ตำรำงแสดงข้อมูลกำรกระจำยตัวของกลุ่มชำติพันธ์เผ่ำม้งจำ แนกตำมพื้นที่จังหวดัพ.ศ.2545 ประชำกร อยา่งไรก ็ ตาม การเขา ้ ดา เนินการกบัชุมชนบนพ้ืนที่สูงของรัฐนบัต้งัแต่ไดม ้ีการแต่งต้งั “คณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา” ข้ึนในปีพ.ศ.2502 เป็ นตน ้ มาลว ้ นวางอยูบ่นพ้ืนฐานที่ว่า ชาวเขาเหล่าน้ีเป็ นต ้ นเหตุแห่งปัญหาต่างๆ ที่รัฐจะต ้ องเข ้ าไปแก ้ไข รัฐคาดหวงัว่าจะใช ้ การศึกษาเป็ นเครื่องมือส าคัญในการที่จะผสมกลืนกลายให้ชาวเขาเป็ นพลเมืองไทย การ จดัการศึกษาสา หรับชาวไทย ภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยน้นัเพิ่งมีข้ึนในระยะ30 ปี ที่ผ่านมา ตามนโยบายการผสมกลมกลืนของรัฐบาล(Integration policy) หลักสูตรการเรียน การสอนที่ใชส้ อนอยใู่นโรงเรียนทุกๆ แห่งในเมืองไทยน้นัเป็ นหลักสูตรเดี่ยว ในขณะที่การพฒันาเด ็ กเลก ็ บนพ้ืนที่สูงยงัไมไ่ดร ้ับการสนบัสนุนจากภาครัฐ เท่าที่ควร โรงเรียนระดบัอนุบาลยงัไม่มีศูนยก์ารดูแลเด ็ กเลก ็ ต่างๆ ยงัไม่มีการสนบัสนุน อยา่งเป็ นรูปธรรม กิจกรรมสา หรับเด ็ กก่อนวยัเรียนในชุมชนบนพ้ืนที่สูงไม่ไดร ้ับการส่งเสริม ซ่ึงส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ความพร ้ อมคุณภาพชีวิตของเด ็ กที่จะเขา ้สู่ในวยัเรียน ใน ขณะเดียวกนัเด ็ กและเยาวชนที่เริ่มเขา ้ ระบบโรงเรียนน้นัก ็ไดร ้ับการศึกษาที่เป็ นแบบเชิงเดี่ยว ดงัที่กล่าวไวข ้ า ้ งตน ้ ซ่ึงการจดัการศึกษาที่ไม่เหมาะสมใหแ ้ ก่เด ็ กชาวไทยภูเขาน้นั ไดส้ ่งผล กระทบตอ่เด ็ กชาวไทยภเูขาที่ไดร ้ับการศึกษาในลกัษณะน้ีอยา่งมาก จา นวนเด ็ กนกัเรียนที่ออก ที่มำ : ท าเนียบชุมชนบนพ้ืนที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย พ.ศ.2545 กรมพัฒนาสังคม และสวสัดิการกระทรวงการพฒันาสังคมและความมนั่คงของมนุษย์


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 3 จากระบบการศึกษาในระดบัต่างๆ มีจา นวนเพิ่มข้ึน ขณะที่มรดกทางวฒันธรรม เช่น ระบบ การนับถือผู้อาวุโส กฎหมายจารีตประเพณี และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติที่มี อิทธิพลในการควบคุมเยาวชนน้นั ได้สูญหายไปเนื่องจากกระแสการคุกคามของวัฒนธรรมที่ เขม ้ แขง ็ กวา่สมำคมศูนย ์ รวมกำรศึกษำและวัฒนธรรมของชำวไทยภูเขำในประเทศไทย (ศ.ว.ท. / IMPECT) ได้ด าเนินงานโดยยึดฐานคิดการปลูกฝังวฒันธรรมต้งัแต่เมื่อยงัเป็ นเด ็ ก ปฐมวยัอนัจะช่วยเสริมสร ้ างฐานวฒันธรรมที่มนั่คงและสามารถพฒันาเด ็ กไปสู่ความเป็ น ผใู้ หญ่ที่มองเห ็ นคุณค่าของสังคมในระดบัต่างๆ แต่ในการดา เนินงานไปตามแนวคิดน้ี จา เป็ นตอ ้ งมีความรู้ และความเขา ้ใจเกี่ยวกบัภมูิปัญญาชนเผา่ ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ อนามยัแม่และเด ็ ก การเล้ียงดูเด ็ ก ดว ้ ยเหตุน้ีจึงจา เป็ นตอ ้ งศึกษารวบรวมองคค์วามรู้ในเรื่องที่ เกี่ยวขอ ้ งเหล่าน้ีเพื่อจะไดน ้ า มาใชป้ ระโยชน์ในการดา เนินกิจกรรมของโครงการ และ คาดหวงัวา่จะเสริมสร ้ าง ปลุกจิตสา นึกในการเล้ียงดูเดก ็โดยใชฐ ้ านวฒันธรรมชนเผา่ วัตถุประสงค ์ ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษารวบรวมองคค์วามรู้ ภมูิปัญญาของชนเผา่ ปรับประยกุตใ์ชใ้ นการพฒันาเด ็ ก และ ปลูกจิตสา นึกของชุมชนทอ ้ งถิ่นใหต ้ ระหนกัในทรัพยากรวฒันธรรมของเผา่พนัธุ์ ด้งัเดิม 2. เพื่อศึกษาและรวบรวมขอ ้ มูลความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่ามง ้ ที่เกี่ยวกบัการเกิด และการเล้ียงดูเด ็ ก 3. เพื่อศึกษารวบรวมสื่อพ้ืนบ ้ านของชนเผ่าม ้ งที่ใช ้ในการอบรมเล้ียงดูเด ็ ก และ ศึกษา ทศันคติรวมปลุกจิตส านึกให ้ ชุมชนเกิดความตระหนักและเห ็ นคุณค่าของการเล้ียงดูเด ็ ก ตามประเพณี 4. เพื่อส่งเสริมใหเ ้ ด ็ กมีความภาคภูมิใจในเอกลกัษณ์วฒันธรรมของตนเอง เกิดความ ตระหนกัในการที่จะสืบทอดถ่ายทอดใหย ้ งั่ยนื 5. เพื่อส่งเสริมพลกัดนั ใหห ้ น่วยงานที่เกี่ยวขอ ้ งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายดา ้ น การศึกษาโดยพฒันาใหส้ อดคลอ ้ งกบัความตอ ้ งการของชุมชนบนพ้ืนที่สูง ขอบเขตกำรวิจัย กลุ่มเป้ าหมายที่ศึกษาไดเ ้ ลือกหมู่บา ้ นของชนเผาม้ง จ านวน ่ 6 หมู่บา ้ นเป็ นพ้ืนที่ศึกษา นา ร่อง ดงัน้ี 1. บา ้ นบวกจนั่หมู่ที่7 ตา บลโป่งแยง อา เภอแมร่ ิม จงัหวดัเชียงใหม่ 2. บา ้ นแม่สาใหม่หมู่ที่6 ตา บลโป่งแยง อา เภอแม่ริม จงัหวดัเชียงใหม่


4 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 3. บา ้ นขนุกลาง หมู่ที่7 ตา บลบา ้ นหลวงอา เภอจอมทอง จงัหวดัเชียงใหม่ 4. บ้านแม่ยะนอ ้ ย หมู่ที่18 ตา บลบา ้ นหลวงอา เภอจอมทอง จงัหวดัเชียงใหม่ 5. บา ้ นขนุวาง หมู่ที่12 ตา บลแม่วิน อา เภอแม่วาง จงัหวดัเชียงใหม่ 6. บา ้ นขนุแม่วาก หมู่ที่18 ตา บลแม่นาจรอา เภอแมแ่จ่ม จงัหวดัเชียงใหม่ สา หรับขอบเขตของเน้ือหาการศึกษาวิจยัน้ีมุ่งความสนใจไปที่ประเพณีและความเชื่อ เกี่ยวกบัการต้งัครรภ์การดูแลสุขภาพระหวา่งต้งัครรภ์การคลอด การปฏิบตัิตวัหลงัคลอดของ มารดา การอบรมเล้ียงดูเด ็ กและพฒันาการของเด ็ ก ระเบียบวิธีกำรศึกษำ วิธีการและข้นัตอนในการดา เนินงาน เริ่มจากการประชุมเจา ้ หน ้ าที่ผูท ้ี่เกี่ยวขอ ้ งเพื่อ เตรียมการและวางแผนการดา เนินงาน แลว ้ จึงจดั ประชุมชาวบา ้ นในหมู่บา ้ นเป้ าหมายเพื่อทา ความเขา ้ใจโครงการร่วมกนัและระดมความคิดในประเด ็ นที่เกี่ยวขอ ้ งและพฒันาเครื่องมือใน การเก ็ บรวบรวมขอ ้ มูล ซ่ึงไดแ ้ ก่แบบสอบถามระดบัชุมชน แบบสัมภาษณ์เครื่องบนัทึกเสียง กลอ ้ งถ่ายรูป การศึกษาวิจยัใชร ู้ปแบบการวิจยัแบบมีส่วนร่วมจากชาวบา ้ นในชุมชนเป้ าหมาย โดย การจัดประชุมในระดับชุมชน การจดัเวทีเสวนากลุ่มยอ่ยเพื่อใหช ้ าวบา ้ นร่วมแลกเปลี่ยน โดย ได ้ รวบรวมขอ ้ มูลและทศันะของชาวบา ้ นด ้ านที่เกี่ยวข ้ องกบัวิถีชีวิต ความเชื่อ และเรื่องที่ เกี่ยวข ้ องกับแม่และเด็ก สร้างเป็ นแนวค าถามและการสัมภาษณ์ ซึ่ งจะเป็ นการสัมภาษณ์ รายบุคคลและกลุ่ม ส่วนใหญ่ขอ ้ มูลจะไดจ ้ ากการสัมภาษณ์การจดัเวทีเสวนาในระดบัชุมชน รวมท้งัการจดั ประชุมเชิงปฏิบตัิการร่วมกนัขอ ้ มูลท้งัหมดถูกนา มาประมวลผลและวิเคราะห์ ร่วมกันเป็ นระยะๆ จากน้ันจึงจัดท าเป็ นรายงานฉบับร่าง แล ้ วน าเสนอต่อชุมชนและ ผูท ้ รงคุณวุฒิเพื่อให ้ มีการตรวจสอบ วิจารณ์และให ้ ขอ ้ คิดเห ็ นเพิ่มเติม แลว ้ จึงนา รายงานมา ปรับปรุงอีกคร้ัง ประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรวิจัย 1. ผลของการวิจัยจะเป็ นข้อมูลประกอบการพิจารณาวางแผนการจัดการศึกษา เพื่อให้ สอดคลอ ้ งกบัความตอ ้ งการของชุมชนและเด ็ กบนพ้ืนที่สูง 2. ทา ใหเ ้ กิดเวทีแลกเปลี่ยน สร ้ างความร่วมมือระหวา่งผเู้ กี่ยวขอ ้ งที่มีส่วนในการพฒันาเด ็ ก เล็ก 3. ทา ใหช ุ้มชนเกิดความตระหนกัและรู้ ถึงคุณค่าทางวฒันธรรม เกิดการร้ือฟ้ืนและสืบทอด วฒันธรรม ประเพณีใหย ้ งั่ยนื


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 5 บทที่ 2 ภูมิหลงัของชนเผ่าม ้ ง 1. ประวัติความเป็ นมาของชนเผ่าม้ง ม้ง (Hmong) เป็ นคา ที่คนมง ้ใชเ ้ รียกตนเองมาต้งัแต่โบราณกาล ในทางมนุษยวิทยาถือ วา่มง ้ เป็ นชนชาติที่มีวฒันธรรมใกลเ ้ คียงกนักบัชนชาติจีน หรือจดัอยใู่นสายตระกูลจีน -ธิเบต ซ่ึงมีชนชาติเยา ้ หรือเมี่ยนร่วมอยดู่ว ้ ยในสายตระกูลน้ี จากค าบอกเล่าของคนเฒ่า คนแก่ชาวม ้ งเล่าว่า ชนชาติม ้ งอพยพมาอยู่ในจีน แผน่ดินใหญ่ โดยไดม ้ าอยทู่ ี่มลฑลฮูนาน (Hunan / Hum nas) บริเวณลุ่มน้า ฮวงโห และแยง ซีหลงัจากน้นัพวกฮนั่ ไดอ ้ พยพมาจากทางตอนเหนือเขา ้ มารุกราน แยง่ชิงที่อยอู่าศยัและที่ทา กินของมง ้ ทา ให ้ มีการสู้ รบเกิดข้ึน ตอนแรกชนชาติมง ้ เป็ นฝ่ายชนะเป็ นส่วนใหญ่เพราะมี อาวธุและยทุธวิธีการสู้ รบดีกวา่แต่ในที่สุดก ็ เป็ นฝ่ายพ่ายแพ ้ เพราะคนมง ้ บางคนทรยศต่อกลุ่ม ของตนเองโดยการไปรับจา ้ งสอนวิทยายุทธและขายอาวุธให ้ แก่พวกฮนั่หลงัจากน้นัชนชาติ ม้งจึงได้แตกกระจดักระจายไปหลบซ่อนอยูต่ามป่าเขาและอพยพต่อมาทางใตเ ้ ขา ้สู่ประเทศ เวียดนาม ลาว พม่าและไทยในที่สุด นบัต้งัแต่ ปีค.ศ. 1760 เป็ นต้นมา พวกจีนยงัติดตามทา ร ้ ายฆ่าฟันคนมง ้ ต่อมาอีกโดย การทา ลายแมก ้ ระทงั่หลุมฝังศพของคนมง ้ จนกระทงั่คนมง ้ บางกลุ่มไดเ ้ปลี่ยนลกัษณะของ หลุมฝังศพเป็ นแบบเดียวกบัคนจีน ฉะน้นั ปัจจุบนัคนมง ้ จึงมีลกัษณะของ หลุมฝังศพเป็ นสอง แบบคือ แบบที่เป็ นของคนม้ง (Ntxa Hmoob) และแบบที่เป็ นของคนจีน (Ntxa Suav) หลงัจากที่ชนชาติมง ้ บางกลุ่มไดอ ้ พยพลงมาสู่ทางตอนใตข ้ องประเทศจีนแลว ้ ไดแ ้ ยก ออกเป็ นสามกลุ่ม คือกลุ่มแรกเขา ้สู่ประเทศเวียดนามเหนือเขา ้สู่เมืองหนองเฮต (Nong het) กลุ่มที่สองเขา ้ มาสู่ประเทศลาวที่เมืองซา เหนือ(Samneua) กลุ่มที่สามเขา ้สู่ประเทศลาว พม่า และไดอ ้ พยพเขา ้สู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยในที่สุด โดยจากเอกสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่ของหมอสอนศาสนาชาวฝรั่งเศส ที่เคยทา งานกบั ชาวม ้ งอ ้ างว่า เขาเคยถามคนม ้ งสูงอายุหลายคนในจังหวดัน่านและเชียงใหม่ซ่ึงเขาได ้ รับ คา ยืนยนัจากคนม ้ งเหล่าน้ันว่า พวกเขาเกิดในประเทศไทยเมื่อราว ๆ ปี1900 (พ.ศ. 2443 ) และพ่อแม่ของพวกเขาเขา ้ประเทศไทยราว ๆ ปี1890 (พ.ศ. 2433 ) แต่ตวัหมอสอนศาสนาน้นั มีแนวโน ้ มเชื่อว่า ชาวม ้ งเข ้ ามาประเทศไทยราว ๆ ปี1840 - 1870 (พ.ศ. 2383 - 2413) โดย เดินทางจากจุดต่างๆ ดงัน้ี4 ทาง คือ 1) จากทางอ าเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งตรงข้าม


6 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง กบัเมืองห ้ วยทราย แขวงบ่อแกว ้ในลาว 2) จากทางอา เภอปัวจงัหวดัน่าน ซ่ึงติดกบแขวงั ไชยบุรีของลาว 3) จากทางดา ้ นประเทศพม่าบริเวณดอยอ่างข่างอา เภอฝางจงัหวดัเชียงใหม่ และ 4) จากทางจังหวัดเลย ชาวมง ้ในประเทศไทยแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มใหญ่โดยอาศยัการดูจากลกัษณะของเครื่อง แต่งกายและภาษาพูดเป็ นหลกักลุ่มแรกเรียกว่า ม้งจั้ว (Hmoob ntsuab) แปลตามคา ศพัท์ว่า “ม ้ งเขียว หรือ ม ้ งน้ าเงิน” และม้ งเด๊ อะ (Hmoob dawb) แปลตามค าศัพท์ว่า “ม้งขาว” ปัจจุบันม้งในประเทศไทยประกอบด้วย 15 ตระกูลแซ่คือ ม้งเด๊อะ ม้งจั้ว 1. แซ่ลีเรียกวา่มง ้ จาย 2. แซ่วา่ง เรียกวา่มง ้ วา่ 3. แซ่ฟ้ า เรียกวา่มง ้ฟ่าง 4. แซ่ยา่ง เรียกวา่มง ้ ยา่ง 5. แซ่โซง ้ เรียกวา่มง ้ เมาะ 6. แซ่มวัเรียกวา่มง ้ หยา่ 7. แซ่หาร เรียกวา่มง ้ ต่า 8. แซ่ว้ือ เรียกวา่มง ้ ว้ือ 9. แซ่เทา ้ เรียกวา่มง ้ ดู๊ 10. แซ่เลา ้ (โล่,กื่อ) เรียกวา่มง ้ กือ 11. แซ่จาง เรียกวา่มง ้ จาง 12. แซ่จ๋าว เรียกวา่มง ้ปลวั 13. แซ่เหอ(เฮ้อ) เรียกวา่มง ้ กลวั่ 14. แซ่กง เรียกวา่มงกง ้ 15. แซ่เส เรียกวา่มง ้ เส 2. ประชากร จากข ้ อมูลทา เนียบชุมชนบนพ้ืนที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย ปี พ.ศ.2545 กรม พฒันาสังคมและสวสัดิการกระทรวงการพฒันาสังคมและความมนั่คงของมนุษย ์ระบุว่าใน ประเทศไทยมีประชากรชาวเขาเผา่มง ้ จา นวน 153,955 คน คิดเป็ นประมาณร้อยละ 16.76 ของ ประชากรชาวเขา ที่ต้งัถิ่นฐานอาศยัอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบนัชุมชนมง ้ในประเทศไทย มี จา นวนหมู่บา ้ น 253 หมู่บา ้ น มีจา นวนหลงัคาเรือน 19,287 หลงัคาเรือน กระจายตวัอยู่ใน 14


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 7 จังหวดัซ่ึงได ้ แก่จังหวดัเชียงราย เชียงใหม่แพร่น่าน พะเยา ตาก เพชรบูรณ์พิษณุโลก กา แพงเพชรแม่ฮ่องสอน ลา ปาง เลย สุโขทยัและสระบุรีตามลา ดบั 3. โครงสร้างการปกครองและโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างการปกครอง เนื่องจากมง ้ มีระบบ แซ่ตระกูล การปกครองในอดีตของชุมชนมง ้ น้ัน จะมีแกนนา ของ แต่ละตระกูล เป็ นผู้ น าในการปกครอง ขณะเดียวกันจะมีผู้ น าสูงสุดที่มีความรู้ ความสามารถเป็ นคนปกครองชุมชนท้ังหมด โดยมีผูอ ้ าวุโสของชุมชนเป็ นที่ปรึกษา ใน ปัจจุบันหลังจากทางราชการได ้ กระจายระบบการปกครองอย่างเป็ นทางการเข ้ าไปใน ชุมชนมง ้ ทา ใหช ุ้มชนมง ้ มีการเลือกต้งัและมีการแต่งต้งัคณะกรรมการหมู่บา ้ น เพื่อรับผิดชอบ งานในดา ้ นต่าง ๆ ของหมู่บา ้ น แต่อยา่งไรก ็ ตามยงัคงมีแกนนา ของแต่ละแซ่ตระกูลอยู่ โครงสร้างทางสังคม 1. วงศ ์ ตระกูล ชนเผ่ามง ้ มีการจดัระบบโครงสร ้ างทางสังคมที่เขม ้ แข ็ งภายในกลุ่ม เครือญาติที่นับถือบรรพบุรุษเดียวกนักลุ่มตระกูลเดียวกนัและในชุมชนเดียวกนัระบบวงศ์ ตระกูลของม้งมีอิทธิพลครอบคลุมการจดัระเบียบกลุ่มสังคม และทา หน ้ าที่เป็ นจุดศูนยก์ลาง ของวฒันธรรมมง ้ โดยเป็ นตวัเชื่อมโยงพฤติกรรมต่าง ๆ ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจและ ศาสนาของมง ้ เขา ้ ดว ้ ยกนั โครงสร ้ างวงศ์ตระกูลของมง ้ จะสืบวงศ์ตระกูลโดยทางฝ่ายผูช ้ าย กล่าวคือลูกชายจะเป็ นสมาชิกของตระกูล(แซ่) ของบิดา ลูกสาวจะเป็ นสมาชิกของตระกูล ของพ่อจนถึงเวลาแต่งงานจึงจะกลายเป็ นสมาชิกของตระกูลสามีม ้ งจะมีการแต่งงานได ้ เฉพาะต่างแซ่ตระกูลเท่าน้นัหา ้ มแต่งงานกบัคนแซ่เดียวกนั 2. องค ์ กรชุมชน ในชุมชนม้งมีองค์กร 2 ลักษณะ คือ องค์กรแบบด้ังเดิมและ องคก์รที่เกิดข้ึนใหม่หรือองคก์รที่มีลกัษณะทางการ ก. องค ์ กรชุมชนแบบด้ังเดิม ไดแ ้ ก่ (1) กลุ่มเครือญาติ เป็ นองคก์รชุมชนแบบด้งัเดิมที่เขม ้ แข ็ งที่สุด มีผูน ้ า ของแต่ละกลุ่ม ญาติเป็ นแกนนา สา คญั ในการแกไ้ ขปัญหาและปกป้ องชุมชน (2) กลุ่มผู้รู้(หมอผี / หมอยาสมุนไพร ) ชุมชนม้งจะมีผู้รู้ หรือผู้อาวุโส ท าหน้าที่ใน การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตลอดจนเป็ นผรู้ักษาการเจ ็ บป่วยต่าง ๆ (3) องค์กรจัดตั้งในพิธีแต่งงาน ชุมชนมง ้ จะมีรูปแบบการจดัต้งัในการจดังานแต่งงาน โดยใหช ุ้มชนเขา ้ มาร่วมประกอบดว ้ ยผมู้ีหนา ้ ที่ดงัน้ีคือ 1. เถา ้ แก่หรือพ่อสื่อ ( Mej Koob) ทา หนา ้ ที่ในการเป็ นคนกลางในการติดต่อ หรือคลี่คลาย ปัญหาต่าง ๆ ระหวา่งญาติของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย


8 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 2. ผู้จัดการ (Kav Xwm ) ทา หน ้ าที่ในการบริหารจดัการงานท้งัหมดแทนพ่อ แม่ 3. พ่อครัว( Tshwj Kab) ทา หน ้ าที่ในการเป็ นพ่อครัว ดูแลจดัการอาหารการ กินท้งัหมด 4. แม่ครัว (Niam ua mov) ท าหน้าที่ในการหุงข้าว 5. เพื่อนเจา ้ บ่าว(Phij Laj) ทา หนา ้ ที่ในการเป็ นเพื่อนเจา ้ บ่าวในการประกอบ พิธีกรรมต่างๆ 6. เพื่อนเจ้าสาว (Niam ua luaj) ทา หน ้ าที่ในการเป็ นเพื่อนเจา ้สาว โดยส่วน ใหญ่จะเป็ นนอ ้ งสาว หรือหลานสาวของญาติทางฝ่ ายชาย 7. คนแบกของ (Tshus) ทา หนา ้ ที่ในการแบกสัมภาระต่าง ๆ 8. คนรินเหล้า (Tuav tiag/Tub laub cawv) ท าหน้าที่ในการรินเหล้าให้แขก ตามข้นัตอนพิธีกรรมงานแต่งงาน (4) องค์กรจัดตั้งในงานศพ (Kab Kev Pam Tuag) มีการจดัต้ังเกี่ยวกับคนที่จะมา ช่วยจดัการงานศพแทนเจา ้ ทุกขด์งัน้ี 1. คนช้ีทาง (Tus qhuab kev) 2. ผู้จัดการ (Kav Xwm) 3. พ่อครัว (Tshwj kab) 4. แม่ครัว (Niam ua mov) 5. คนตักฟื น ( Tus txiav tawg) 6. คนตกัน้า ( Tug kwv dej) 7. คนยิงปื น ( Tus tsav pom) 8. คนน าทัพ ( Tus hau ros) มีเฉพาะบางกลุ่มตระกูล 9. คนท าโลงศพ ( Txiv txias) 10. คนร้องบทค าสอน ( Tus hais txiv xaiv/Sawv qab teeg) ข. องค ์ กรชุมชนที่เกิดขึน้ใหม่ หลังจากระบบการปกครองของรัฐได้เข้าไปมีบทบาท ใน ชุมชนของชนเผ่าทา ให ้ เกิดองค์กรใหม่ข้ึนมาซ่ึงมีลกัษณะเป็ นทางการหรือได ้ รับการ จัดต้ังจากภายนอก ได ้ แก่คณะกรรมการหมู่บ ้ าน สมาชิก อบต.กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี อาสาสมัคร อสม. ฯลฯ


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 9 4. ลักษณะบ้าน บา ้ นของมง ้โดยทวั่ ไปจะปลูกเป็ นบา ้ นช้นัเดียวคล่อมติดดิน หลงัคามุงดว ้ ยไมผ ้ ่า ใช ้ ตะปูตอกติดกนัหรือมุงดว ้ ยหญา ้ คาก้นัฝาบา ้ นดว ้ ยแผ่นไมผ ้ ่าเช่นกนัแต่ปัจจุบนัค่อนขา ้ งหา ยากเนื่องจากวิถีชีวิตของมง ้ไดเ ้ปลี่ยนแปลงไป วิธีสร ้ างบา ้ นก ็ปรับเปลี่ยนไปดว ้ ย โดยใชว ้สัดุ ที่หาซ้ือได ้ หรือหาได ้ในท ้ องถิ่นเช่น อิฐบล ็ อค กระเบ้ือง สังกะสีแทนการใช ้ไม ้ เหมือน สมยัก่อน กลางบา ้ นมีเตาไฟเล ็ กสา หรับหุงตม ้ และสา หรับผิง มีเตาไฟใหญ่ส าหรับท าอาหาร และตม ้ อาหารสัตว์มีครกกระเดื่องอยู่ติดฝาบา ้ นด ้ านในสุด บางบา ้ นทา แคร่ยกพ้ืนส าหรับ นงั่เล่นและรับแขก ส่วนฝาผนงัดา ้ นที่ตรงกนัขา ้ มกบั ประตูผีจะมีหิ้งบูชาผีเนง ้ และซือก๊ะ 5. เศรษฐกิจ/การเกษตร ในอดีตชาวม้งมีอาชีพท าการเกษตร พืชหลกัที่นิยมปลูกกนัคือขา ้ วข้าวโพด และ พืชผกัต่างๆ เช่น ผกักาด พริกขิงถวั่งาผกัชีฯลฯ ขา ้ วน้ันจะปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน ขา ้ วโพดปลูกส าหรับไวเ ้ ล้ียงสัตว์ส่วนพืชผกัต่างๆ ปลูกเพื่อกินเพื่อใช ้ในครัวเรือน แต่ใน ปัจจุบนัจะปลูกพืชที่ไดร ้ับการแนะนา จากโครงการหลวง หน่วยงานรัฐ พืชผกัที่ปลูกจะเป็ น พืชเมืองหนาวไมผ ้ ลเมืองหนาวจะปลูกเพื่อจา หน่าย นอกจากการเพาะปลูกแลว ้ ยงัมีการเล้ียง สัตว์สัตวท์ ี่นิยมเล้ียงไดแ ้ ก่หมูไก่ววัและแพะ ฯลฯ สัตวท์ ี่เล้ียงจะใชเ ้ พื่อประกอบพิธีกรรม และเพื่อเป็ นอาหารในครัวเรือน งานหัตถกรรมที่ส าคญัของชนเผ่ามง ้ คือการตีเครื่องเงิน ตี เหลก ็ และการเยบ ็ ปัก ทอผา ้ใยกญัชง ฯลฯ 6. ความเชื่อ/ศาสนา ปัจจุบันชาวม้งในประเทศไทยนับถือ ศาสนาพุทธ (แบบด้งัเดิมที่นับถือบรรพบุรุษ และผีต่างๆ) และศาสนาคริสต์ โดยส่วนใหญ่ยงันบัถือศาสนาแบบด้งัเดิม ชาวม้งมีความเชื่อ เป็ นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชน สิ่งสูงสุดที่ชาวมง ้ นบัถือ โดย เริ่มจากสิ่งที่ใกลต ้ วัไปหาสิ่งที่ไกลตวัดงัน้ี 1. ผีบ้าน/ผีเรือน (Dab khua hauv vaj tse) 1.1 ซือก๊ะ(Xwm kab) 1.2 เสาเอก ( Ncej dab) 1.3 ผีเตาไฟใหญ่(Dab qhov txog) 1.4 ผีเตาไฟเล็ก (Dab qhov cub) 1.5 ผีประตู(Dab qhov rooj) 2. ผีบรรพบุรุษ (Puj yawm txwv koob) 3. หมอผี (Txiv neeb)


10 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 4. เทพผู้มีอ านาจในการท าลาย (Yawm txwg nyoog) 5. เทพผมู้ีอา นาจในการใหก ้ า เนิดหรือสร ้ าง (Yawm saub) ความเชื่อดังกล่าวน้ีน ามาสู่พฤติกรรม ที่เป็ นวิถีการปฏิบัติ พิธีกรรม และ ความเป็ นคนม ้ ง โดยพิธีกรรมจะมีหลักการเหมือนกัน แต่รายละเอียดแตกต่างกันไปตาม ตระกูล หรือกลุ่มเครือญาติ 7. การแต่งกาย การแต่งกายของชาวมง ้ มีลกัษณะที่เป็ นเอกลกัษณ์เฉพาะ ชาวมง ้ในประเทศไทยมี2 กลุ่มใหญ่ๆ กล่าวคือกลุ่มมง ้ เขียว (ม้งลาย) และม้งขาวการแต่งกายของท้งั 2 กลุ่มน้ีก ็ แตกต่าง กัน ท้ังหญิงและชาย จะมีส่วนคล ้ ายกันก ็ คือ ท้ังสองกลุ่มน้ีจะปักลวดลายไวบ ้ นเส้ือผ ้ า โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายของผหู้ ญิง ก.การแต่งกายของผู้หญิง ม้งลาย : เส้ือสีด าแขนยาว จะปักลายไวท ้ ี่ปลายแขน สาบเส้ือ และปกเส้ือ ส่วน กระโปรงน้นัเป็ นผา ้ใยกญัชงทอแลว ้ เขียนลาย ยอ ้ มดว ้ ยสีคราม ชายกระโปรงจะปักลายแลว ้ นา มาต่อกับผา ้ ที่เขียนลายแลว ้ ตัวกระโปรงใช ้ ผา ้ประมาณ 7 เมตร จะจับจีบเล็ก ๆ มีความ ละเอียดมากกระโปรงจะนุ่งโดยการพนัแลว ้ มดันอกจากน้ีจะมีผา ้ มดัเอว(Sev) โดยใช้ผ้ากว้าง ประมาณ 1 ฟุต ผา ้ ชิ้นน้ีปักดว ้ ยลวดลาย ส่วนบนท้งั 2 ขา ้ งจะมีสายต่อยาว ๆ เพื่อใชส้ าหรับ พนัเอว ส่วนปลายของสายท้งัสองขา ้ งน้ีจะปักดว ้ ยลายและติดพู่ดว ้ ยไหมพรม วิธีการแต่งตัว : สวมเส้ือก่อนแลว ้สวมกระโปรงทบัก่อนที่จะพนัดว ้ ยผา ้ พนัเอวก ็ จะ ใช ้ ผา ้ ดา พนัรอบหน่ึงก่อน แลว ้ จึงพนัดว ้ ยผา ้ มดัเอว โดยให ้ ผา ้ ที่มีลายปักน้ันอยู่ด ้ านหน ้ า ใช ้ สายพนัรอบเอวแลว ้ ผกูใหพ ู้่หอ ้ ยอยขู่า ้ งหลงั ม้งขาว: เส้ือสีดา แขนยาว มีลวดลายที่ปลายแขนสาบเส้ือและปกเส้ือ มง ้ ขาวจะไม่นุ่ง กระโปรง แต่จะนุ่งกางเกงแบบกางเกงสะดอของคนเมืองเหนือหรือกางเกงแบบคนจีน ในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือพิธีแต่งงาน หญิงมง ้ ขาวจะนุ่งกระโปรงที่ทา จากใยกญัชงสีขาวลว ้ น ม้งขาวจะมีผ้ามัดเอว (Sev) 2 ชิ้น คือ ชิ้นหนา ้ และชิ้นหลงัชิ้นหลงัน้นัจะไม่ปักลวดลายแต่ชิ้น หนา ้ น้ันจะปักลวดลายอย่างสวยงาม ชิ้นหน ้ าจะมีขนาดกวา ้ งและยาวกว่าชิ้นหลงันอกจากน้ี หญิงม้งขาวยังสวมหมวก (Phuam) ซึ่ งมีลักษณะเป็ นทรงกระบอก ปักลายไว้ด้านหน้า เวลา สวมจะน าวางบนศีรษะแล ้ วใช ้ ตัวหนีบผมยึดติดผมกับหมวก หญิงม ้ งขาวก ็ สวมถุงน่อง (Rhoob) คล้ายหญิงม้งลาย


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 11 วิธีการแต่งตัว : สวมเส้ือก่อนแลว ้สวมกางเกงทบัจากน้นัจะพนัเอวดว ้ ยผา ้ พนัเอวชิ้น หลงัแลว ้ พนัดว ้ ยชิ้นหนา ้โดยให ้ ผา ้ ที่มีลายปักน้นัอยูด่า ้ นหนา ้ ใชส้ ายพนัรอบเอวแลว ้ ผูกให ้ พู่ หอ ้ ยอยขู่า ้ งหลงั ข. การแต่งกายของผู้ชาย ม้งลาย เส้ือสีดา แขนยาว ตวัส้ัน ปักลายที่ปลายแขน สาบเส้ือและชายเส้ือกางเกงสี ดา เป้ ายาวเกือบถึงปลายขากางเกง ปลายขากางเกงปักด้วยลาย ผ้ามัดเอว (Siv liab) จะเป็ นสี คราม มีความยาวประมาณ 3 เมตร ปลายผ้า 2 ข้างปักด้วยลวดลายที่สวยงาม ม้งขาว เส้ือสีด า/น้ าเงิน แขนยาว ตัวส้ัน ปลายแขนและสาบเส้ือปักด ้ วยลวดลาย สวยงาม กางเกงสะดอสีดา หรือสีน้า เงิน ผา ้ มดัเอว(Siv liab) สีแดงหรือส้ม ปักด้วยลวดลายที่ ปลายท้งัสองขา ้ ง 8. ภาษา หลกัฐานทางประวตัิศาสตร์ยืนยนัว่า มง ้ไม่มีภาษาเขียนมาก่อน แต่ที่ชาวมง ้ใชเ ้ ขียน กนัและเรียกกนัวา่เป็ นตวัหนงัสือมง ้ น้นัเกิดจากคณะมิชชนันารีที่มาเผยแพร่ศาสนาและติดต่อ กบัมง ้ ได ้ คิดดดัแปลงอกัษรโรมนั ใช ้ เป็ นตวัสัญลกัษณ์แทนเสียงในภาษามง ้ ส่วนภาษาพูด ของม ้ งผู้ เชี่ยวชาญหลายคนได ้ จัดประเภทภาษาม ้ งว่า เป็ นภาษาในตระกูลมอญ - เขมร (ออสโตรเอเชียติค) ไท,ซีนนีติค (Sinitic) บางท่านถือว่าภาษามง ้ - เมี่ยน เป็ นสาขาหนึ่งของ ภาษาตระกูลจีน -ธิเบต ภาษามง ้ เป็ นภาษาที่มีเสียงกอ ้ งและเป็ นคา โดด ๆ ต่างกบัภาษาจีนท้งัคา และการออก เสียงมีค าศัพท์จ านวนมากยืมมาจากจีน ไทย ลาว และชนชาติอื่น ๆ ที่ม้งมีความสัมพันธ์ด้วย ในประเทศไทย ชนเผ่ามง ้ พูดภาษาที่มีความคลา ้ ยคลึงกบัภาษาที่ใชอ ้ ยทู่างตอนใตข ้ อง ประเทศจีน ภาษาพูดของม้งเด๊อะ(Hmoob dawb) และมง ้ จ้วั (Hmoob ntsuab) สา เนียงค่อนข้าง จะใกลเ ้ คียงกนัสามารถที่จะสื่อสารกนัได ้


12 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง บ้านแม่ยะน้อย บทที่ 3 สภาพทั่วไปของหมู่บ ้ านท ี่ท าการศ ึ กษาวจิัย ประวัติชุมชน บา ้ นแม่ยะนอ ้ ยเป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผา่มง ้ เริ่มเขา ้ มาในพ้ืนที่ประมาณ ปีพ.ศ.2481 โดยการโยกย้ายมาจากบ้านขุนกลาง มีนายเจ้ียเนง ้ แซ่วะเป็ นแกนน า ต่อมานายเจ้ียเนง ้ ถูกโจร ปล้นและเสียชีวิตลง เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนทา ให ้ ชาวบา ้ นในหมู่บา ้ นตื่นกลวัมาก ชาวบา ้ นกลุ่ม ตระกูลแซ่ว่างจึงยา ้ ยกลบั ไปบา ้ นขุนกลางและกลุ่มตระกูลแซ่ยา่งยา ้ ยไปบา ้ นแม่แลบ จากน้ัน เป็ นเวลา 5 ปีชาวบ ้ านตระกูลแซ่ว่างจากบ ้ านขุนกลางซ่ึงเคยอยู่ที่บ ้ านแม่ยะน ้ อยมาก่อน ไดย ้ า ้ ยกลบัมาอยูใ่หม่และต้งัหมู่บา ้ นห่างจากที่เก่าประมาณ 1 กิโลเมตร ในตอนน้นับา ้ นแม่ยะ น ้ อยเป็ นหมู่บ ้ านบริวารของบ ้ านแม่ยะหลวง (กะเหรี่ยง) ซ่ึงข้ึนกับหมู่ที่17 มีนายเลาซาง แซ่วะ เป็ นผูน ้ าต่อมาได ้ เปลี่ยนเป็ นหมู่ที่12 เปลี่ยนเป็ นหมู่ที่7 เปลี่ยนมาเป็ นหมู่ที่5 ซึ่ ง ในช่วงเวลาน้นักม ็ีการเปลี่ยนตวัผนู้ า บ่อยคร้ังจนปีพ.ศ.2533 นายโชคชัยวิวัฒนพนากุลได้รับ การเลือกต้งัให ้ เป็ นผูน ้ า อยา่งเป็ นทางการ ต่อมาปีพ.ศ.2536 บา ้ นแม่ยะน ้ อยไดแ ้ ยกจากหมู่ที่ 5 มาเป็ นหมู่ที่ 18 จนถึงปั จจุบัน ผู้ น าของบ ้ านแม่ยะน ้ อยจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีดังน้ี นายเลาซาง แซ่วะ นายเลายา่ง แซ่วะ นายดี๊ แซ่วะ นายเจี๊ยะ แซ่ยา่ง นายโชคชัย วิวัฒนพนา กุล นายสุชีพ แซ่วะและนายเปา แซ่วะ ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บา ้ นแม่ยะนอ ้ ยต้งัอยหู่มทู่ ี่18 ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่มีอาณาเขตติดตอ่ดงัน้ี o ทิศเหนือ ติดกบับานขุนกลาง ้ ม.7 ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่ o ทิศใต้ติดกบับา ้ นหว ้ ยปูลิง ม.5 ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันออก ติดกบับา ้ นแม่ยะนอ ้ ยกะเหรี่ยง ม.12 ต.บ้านหลวงอ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันตก ติดกบัโครงการหลวงแม่ยะนอ ้ ย ม.18 ต.บ้านหลวงอ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ลักษณะทางประชากร ชุมชนแม่ยะนอ ้ ยมีจา นวนประชากรท้งัหมด 442 คน 65 ครัวเรือน ประชากรชาย238 คน ประชากรหญิง 194 คน


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 13 อตัราการเกิดในรอบปี ชาย2 คน หญิง 3 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย 1 คน หญิง 1 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนแม่ยะน ้ อยนับถือศาสนาแบบด้งัเดิมท้งัหมด ยังมีความเชื่อนับถือผีบรรพบุรุษ ท้งัหมู่บา ้ นเป็ นหมู่บา ้ นที่ยงัคงไวซ ้่ึงวฒันธรรมด้งัเดิมมาก วิถีชีวิตไม่ไดเ ้ปลี่ยนแปลงมากถา ้ เปรียบเทียบกบัหมู่บา ้ นมง ้ที่อื่น โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนแม่ยะนอ ้ ยมีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการคือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบราชการโดยมี ผูใ้ หญ่บ ้ านเป็ นผูน ้ าหมู่บ ้ าน มีผูช ้ ่วยผูใ้ หญ่บ ้ าน คณะกรรมการ 10 ฝ่ าย และมีสมาชิก องคก์ารบริหารส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ในหมู่บา ้ นแม่ยะน ้ อยไดแ ้ บ่ง เขตการปกครองเป็ น 3 เขต เพื่อใหง ้่ายแก่การปกครองและการพฒันา ผนู้ า ในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายเปา แซ่วะ ตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายโซ แซ่วะ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายอุทัย ลีลาศีลธรรม ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็นการปกครองที่ยึด หลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นส าคญั ซึ่ งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผนู้ า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนแม่ยะนอ ้ ยประกอบดว ้ ยตระกูลแซ่ 3 ตระกูลคือแซ่วะ แซ่ยา่งและแซ่ลี การคมนาคม ระยะทางจากตวัเมืองถึงหมู่บ้าน 100 กิโลเมตรเส้ นทางที่สามารถเขา ้ หมู่บา ้ นไดม ้ีเส้ นทาง เดียวคือถนนบา ้ นแม่ยะนอ ้ ยไปบา ้ นขนุกลางระยะทาง 12 กิโลเมตร ระบบการผลิต ระบบการเกษตรในอดีตของบา ้ นแม่ยะนอ ้ ยมีระบบการเพาะปลูกพืชหลกั 3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว


14 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ขา ้ วโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2. ไร่ ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ขา ้ วจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวา แตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงันา มาตม ้ ทา เป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยยี่ม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภคการเล้ียงสัตวใ์นสมยัน้นัจะเล้ียง แบบปลอ่ยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้นัคือ มา ้ ววัแพะ หมูเป็ ด ไก่การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา ้ นแม่ยะนอ ้ ยหลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบา ้ นได ้ ปลูกพืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดดงัน้ี ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกคาร์เนชนั่ดอกจิ๊บโซฟีร่า ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ พลับ และบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ หัวผักกาด กะหล ่าปลีพริกหวาน และมะเขือเทศ พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์ถวั่แดงหลวงและขา ้ วไร่ สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางด ้ านพ้ืนที่ทา กิน อันเนื่องมากจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่ จา กดัพ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน 2) ปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ชาวบ้านมักประสบปัญหาราคาพืชผลราคาตกต ่า ปัญหาดอกไม้เป็ นโรค 3) ปัญหาด้านความยากล าบากเนื่องจากการพฒันาดา ้ นสาธารณูปโภคยงัเขา ้ไปไม่ถึงชุมชน เช่น (ถนน ไฟฟ้า)


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 15 กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจดัการทรัพยากร ในราวปีพ.ศ. 2539 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตวัในดา ้ น การจัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มี การจดัการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าต ้ นน้ า ป่ าพิธีกรรม) อย่าง ชัดเจน มีการรณรงคแ์ละจดักิจกรรมดา ้ นการดูแลจดัการป่าโดยใชภ ู้มิปัญญาทางทอ ้ งถิ่น และมิติทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น 2. การท าสวนสมุนไพรโดยกลุ่มแม่บา ้ น 3. การรณรงคต์ ่อตา ้ นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบ้าน 4. การรวมกลุ่มเพื่อรณรงคใ์นดา ้ นต่างๆ เช่น กีฬาโดยกลุ่มเยาวชน รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ประวัติชุมชน บ ้ านแม่สาใหม่เป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม ้ ง เริ่มเข ้ ามาในพ้ืนที่ประมาณ ปี พ.ศ.2484 โดยเริ่มแรกมาต้งัหมู่บา ้ นที่ปางขมุหรือเรียกอีกชื่อหน่ึงว่าแม่สาเก่า เดิมทีเข้ามา ลกัษณะเพื่อหาที่ทา กินเท่าน้ันยงัไม่มีการจดัต้งัเป็ นหมู่บา ้ นทางการ ต่อมามีคนอพยพยา ้ ยเขา ้ มาสมทบมากข้ึน และ ในปีพ.ศ.2508 ได ้ ยา ้ ยลงมาที่บา ้ นแม่สาใหม่ปัจจุบนั โดยมีนายจู่แต่ง แซ่โซง ้ เป็ นผนู้ า หมู่บา ้ นโดยข้ึนอยกู่บัหมทู่ ี่2 บ้านโป่ งแยงนอก ต่อมาปีพ.ศ.2516 ได้ยกฐานะ หมู่บา ้ นเป็ นหมู่บา ้ นทางการโดยมีนายหวงัจ้ือแซ่โซ ้ ง เป็ นผูใ้ หญ่บา ้ นคนแรก(2516-2520) นายเยียะเปาแซ่หาง (2520-2525) นายจวั๊เปาแซ่โซ ้ ง (2526-2537) นายสวสัด์ิแซ่ทา ้ ว(2538- 2541) นายเกษม แซ่โซ ้ ง (2541-2542) และนายวิน แซ่ย่าง (2542-2544) และ นายมนัส ถนอมวรกุล(2544-ปัจจุบัน) สา หรับที่มาของชื่อหมู่บา ้ นน้ันเพราะอยูใ่กลล ้ า ห ้ วยแม่สาน ้ อย ซึ่งเป็ นสาขาหนึ่งของ น้า แม่สาจึงเรียกชื่อวา่บา ้ นแม่สาใหม่ตามลา หว ้ ย ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บา ้ นแม่สาใหม่ต้งัอยูห่มู่ที่6 ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่หมู่บา ้ นต้งัอยูบ่ริเวณหุบ เขาใกล้ล าห้วยสายเล็กๆ มีภูเขาล้อมรอบ มีอาณาเขตติดต่อโดยรอบดงัน้ี บ้านแม่สาใหม่


16 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง o ทิศเหนือ ติดกบับา ้ นโป่งแยงนอก หมู่ที่2 ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ o ทิศใต้ติดกบับา ้ นหว ้ ยแม่นาไทร ต.บ้านปงอ.หางดงจ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันออก ติดกบัเขตบา ้ นแม่แมะ ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันตก ติดกับเขตบ ้ านผานกกก และ บ ้ านห ้ วยม่วง ต.โป่ งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ บา ้ นแม่สาใหม่ต้งัอยสูู่งจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1,000 เมตรยอดเขาที่สูง ที่สุดในหมู่บา ้ นสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร สภาพพ้ืนที่ส่วนใหญ่จะ ลาดชันและ มีที่ราบน้อยมาก สภาพป่าเป็ นป่าดิบเขาเป็ นส่วนใหญ่และมีป่าก่ึงเบญจพรรณบาง พ้ืนที่มีบางพ้ืนที่เท่าน้ันที่เป็ นป่าดิบช้ืน สภาพภูมิอากาศในฤดูฝนมีฝนตกชุก ฤดูร้อนอากาศ ค่อนขา ้ งร ้ อน และฤดูหนาวค่อนขา ้ งหนาวจดัเนื่องจากพ้ืนที่ตวัหมู่บา ้ นอยกู่ลางหุบเขา ลักษณะทางประชากร ชุมชนบา ้ นแม่สาใหม่มีจา นวนประชากร1,750 คน 205 หลังคาเรือน ประชากรชาย900 คน ประชากรหญิง 850 คน อตัราการเกิดในรอบปีชาย5 คน หญิง3 คน อัตราการตายในรอบปีชาย2 คน หญิง2 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนแม่สาใหม่มีการนับถือศาสนาแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มหลกัคือศาสนาคริสต์และ ศาสนาแบบด้งัเดิมนบัถือบรรพบุรุษ โดยประชากรประมาณ 50 % ยังคงนับถือบรรพบุรุษและ ประชากรอีก50 % จะนับถือศาสนาคริสต์ โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนแม่สาใหม่มีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการ คือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบราชการโดยมี ผูใ้ หญ่บ ้ านเป็ นผูน ้ าหมู่บ ้ าน มีผูช ้ ่วยผูใ้ หญ่บ ้ าน คณะกรรมการ 12 ฝ่ าย และมีสมาชิก องคก์ารบริหารส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ในหมู่บา ้ นแม่สาใหม่ไดแ ้ บ่ง เขตการปกครองเป็ น 6 เขต หรือ6คุ้ม เพื่อใหง ้่ายแก่การปกครองและการพฒันา ผนู้ า ในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายมนัส ถนอมวรกุล ตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายโชติกุล ประกรสิทธ์ิ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายแต่ง ทรงกิตติกุล ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 17 นายกระจ่าง ถนอมรุ่งเรือง ต าแหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายวินัย ภูสิริพัฒนานนท์ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็ นการปกครองที่ยึด หลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นส าคญั ซึ่ งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผูน ้ าควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนบ ้ านแม่สาใหม่ประกอบด ้ วย ตระกูลแซ่4 ตระกูลคือแซ่โซง ้ แซ่ทา ้ วแซ่ยา่งและแซ่หาง การคมนาคม ระยะทางจากตัวเมืองถึงหมู่บ ้ าน 34 กิโลเมตร เส้ นทางที่สามารถเข ้ าหมู่บ ้ านได ้ มี เส้นทางเดียวคือเส้ นทางแยกจากทางหลวงสายแม่ริม-สะเมิง ตรงบริเวณวัดบ้านโป่ งแยงนอก ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร สภาพถนนเป็ นถนนคอนกรีตยาวประมาณ 2 กิโลเมตรและ เป็ นดินแดงอีก5 กิโลเมตร ระบบการผลิต ระบบการเกษตรในอดีตของบา ้ นแม่สาใหม่มีระบบการเพาะปลูกหลกั 3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว ข้าวโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2. ไร่ ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ขา ้ วจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวาแตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงันา มาตม ้ ทา เป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยยี่ม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม


18 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภค การเล้ียงสัตวใ์นสมยัน้นัจะ เล้ียงแบบปลอ่ยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้นัคือ มา ้ ววัแพะ หมูเป็ ด ไก่การทา การเกษตรในปัจจุบันของบา ้ นแม่สาใหม่หลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบา ้ นได ้ ปลูกพืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดคือ ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกเยอบีร่า ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ ลิ้นจี่ อะโวคาโด และบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ หัวผักกาด กะหล ่าปลีแครอทแดงและมะระหวาน พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์มนัฝรั่ง สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางด ้ านพ้ืนที่ทา กิน อนัเนื่องมากจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่ จ ากดัพ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน และบางครอบครัวไม่มีที่ดินทา กิน 2) ปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ชาวบ้านมักประสบปัญหาราคาพืชผลราคาตกต ่า ปัญหาดอกไม้เป็ นโรค 3) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบนัมีความเจริญกา ้ วหน ้ าทาง เทคโนโลยีและชุมชนเริ่มเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน จึงได้รับอิทธิพล จากวฒันธรรมและค่านิยมภายนอกมากข้ึนตามไปดว ้ ย เทคโนโลยีบางอย่างไดก ้ ลายมา เป็ นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และทนัสมยั เกิดช่องวา่งระหวา่งคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห ็ นความสา คญัและคุณคา่ของ วฒันธรรมด้งัเดิม 4) ปัญหายาเสพติด จากการที่ชุมชนเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน มีบุคคล บางกลุ่มไดเ ้ ขา ้ไปยงุ่เกี่ยวกบัยาเสพติด ซ่ึงคนกลุ่มน้ีอาจจะไดร ้ับอิทธิพลและแนวคิดที่ผิด มองหาลู่ทางที่จะทา ให ้ ชีวิตความเป็ นอยูด่ ีข้ึนโดยไม่ตอ ้ งลงแรงมากจึงเป็ นเหตุให้ยาเสพ ติดเขา ้ไปในพ้ืนที่ง่ายข้ึนมีท้งัผคู้ า ้ และผเู้สพ กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจดัการทรัพยากร ในราวปีพ.ศ. 2530 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตวัในดา ้ น การจัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มี การจดัการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าต ้ นน้ า ป่ าพิธีกรรม) อย่าง


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 19 ชัดเจน มีการรณรงคแ์ละจดักิจกรรมดา ้ นการดูแลจดัการป่าโดยใชภ ู้มิปัญญาทางทอ ้ งถิ่น และมิติทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น 2. ฟ้ืนฟูกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การสอนภาษาชนเผ่าให ้ กบัเด ็ กเยาวชนในชุมชน เช่น การ ร าแคน สุภาษิต บทล าน าเป็ นต้น 3. การรณรงคต์ ่อตา ้ นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบา ้ น 4. การริเริ่มแปรรูปผลิตภณัฑ์โดยการทา ไวน์ลิ้นจี่ 5. การริเริ่มจดัการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ประวัติชุมชน บา ้ นบวกจนั่เป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่ามง ้ เริ่มเขา ้ มาในพ้ืนที่ประมาณ ปีพ.ศ.2490 โดยการนา ของนายหลือเยง ้ แซ่เฒ่า นายจอ ้ เก๊า แซ่เฒ่าและ นายบลา ้ วา่ง แซ่เฒ่า เดิมทีเขา ้ มา เพื่อทา การเกษตรเท่าน้ัน ต่อมามีคนอพยพยา ้ ยเข ้ ามาสมทบอีก และมีบางส่วนอพยพยา ้ ย ออกไปที่อื่น ในปีพ.ศ.2506กลุ่มนายคึแซ่ว่างและ นายตวั่แซ่หางก ็ ยา ้ ยเขา ้ มาสมทบอีก จา นวนหน่ึง ในช่วงแรกน้นัยงัไม่มีการจดัต้งัหมู่บา ้ นอยา่งเป็ นทางการ ยงัเป็ นหมู่บา ้ นบริวาร ของบ้านกองแหะซ่ึงเป็ นชุมชนของคนพ้ืนราบ โดยมีนายยะสือ ภมรวิจิตร เป็ นผูน ้ าใน ขณะน้ัน ต่อมาในปีพ.ศ.2524 จึงได ้ ยกฐานะเป็ นหมู่บ ้ านอย่างเป็ นทางการเป็ นหมู่ที่7 ต.โป่งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีนายยะสือ ภมรวิจิตร(เหยยีะฉีแซ่วา่ง) เป็ นผใู้ หญ่บา ้ น คนแรก หลังจากนายยะสือ ภมรวิจิตร เกษียณอายุราชการ เมื่อปี พ.ศ.2531 นายประจักษ์ อนนัตว์ิไลก ็ไดด ้ า รงตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ นมาจนกระทงั่ถึงปัจจุบนั ส าหรับที่มาของชื่อหมู่บ ้ านน้ันมีการเล่าเป็ น 2กระแสคือกระแสแรกเล่าว่า เดิมที บริเวณหมู่บา ้ นบวกจนั่จะมีการเล้ียงควายเป็ นจา นวนมาก(ปางควาย)ควายชอบลงไปเล่นน้า ในหนองน้า ทา ใหห ้ นองมีน้า ขงั ในฤดูร ้ อนจะมีแมลงจกัจนั่ชอบลงมาดื่มน้า เป็ นจา นวนมากจึง ไดร ้ับการขนานนามว่าบวกจนั่หรือ(บวกที่มีจกัจนั่เป็ นจา นวนมาก)และมีอีกกระแสเล่าว่า บริเวณลา ห ้ วยจะมีหนองน้า แห่งหน่ึงมีตน ้ ไมช ้ นิดหน่ึงเรียกว่า “ตน ้ ไมจ ้น” ซึ่งมีลักษณะเป็ น ั่ แฉกคลา ้ ยจกัจนั่ข้ึนอยู่ริมหนองน้ า (บวก) ต่อมาจึงถูกขนานนามว่า “บวกจนั่” ตามชื่อของ ตน ้ ไมท ้ี่อยใู่กลห ้ นองน้า นนั่เอง บ้านบวกจั่น


20 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บา ้ นบวกจนั่ต้งัอยู่หมู่ที่7 ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่หมู่บา ้ นอยู่บริเวณหุบเขา ใกล้ ล าห้วยสายเล็กๆ มีภูเขาล้อมรอบ มีอาณาเขตติดต่อโดยรอบดงัน้ี o ทิศเหนือ ติดกบับา ้ นกองแหะและ บ้านบวกเต๋ย ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ o ทิศใต้ติดกบับา ้ นปางดะ ต.สะเมิงใต้อ.สะเมิงและ บา ้ นแม่ขนิง ต.บ้านปงอ.หางดง o ทิศตะวันออก ติดกบัเขตบา ้ นกองแหะ ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันตก ติดกบัเขตบา ้ นปางดะและโครงการหลวงปางดะอ.สะเมิงจ.เชียงใหม่ บา ้ นบวกจนั่ต้งัอยู่สูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1,300 เมตร ยอดเขาที่สูง ที่สุดในหมู่บา ้ นสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร สภาพพ้ืนที่ส่วนใหญ่จะ ลาดชันและมีที่ราบน้อยมาก สภาพป่าเป็ นป่าดิบเขาก่ึงเบญจพรรณ มีไมไ้ ผซ่างข้ึนเป็ นจา นวน มาก มีบางพ้ืนที่เท่าน้ันที่เป็ นป่าดิบช้ืน สภาพภูมิอากาศในฤดูฝนมีฝนตกชุก ฤดูร้อนอากาศ ค่อนขา ้ งร ้ อน และฤดูหนาวค่อนขา ้ งหนาวจดัเนื่องจากที่ต้งัหมู่บา ้ นมีลกัษณะเป็ นแอ่ง ลักษณะทางประชากร ชุมชนบ้านบวกจนั่มีจา นวนประชากร749 คน 103ครัวเรือน ประชากรชาย388 คน ประชากรหญิง 361 คน อตัราการเกิดในรอบปีชาย3 คน หญิง2 คน อัตราการตายในรอบปีชาย2 คน หญิง2 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนบวกจนั่มีการนับถือศาสนาแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มหลักคือ ศาสนาคริสต์และ ศาสนาแบบด้งัเดิมนบัถือบรรพบุรุษ กลุ่มที่นบัถือศาสนาคริสตม์ ีจา นวนประมาณ 40 หลังคา เรือน และกลุ่มที่นบัถือบรรพบุรุษด้งัเดิมมีจา นวนประมาณ 63 หลังคาเรือน โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนบวกจนั่มีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการ คือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบราชการโดยมี ผูใ้ หญ่บ ้ านเป็ นผูน ้ าหมู่บ ้ าน มีผูช ้ ่วยผูใ้ หญ่บ ้ าน คณะกรรมการ 7 ฝ่ าย และมีสมาชิก องคก์ารบริหารส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ในหมู่บา ้ นบวกจนั่ ไดแ ้ บ่งเขต การปกครองเป็ น 6 เขต หรือ6 คุ้ม เพื่อใหง ้่ายแก่การปกครองและการพฒันา


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 21 ผู้น าในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายประจักษ์ อนันต์วิไล ตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายศุภชัย อนันต์วิไล ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายนคร เตชะพนาลัย ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายเจษฎา เลาจ๋าว ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายเก๊า ภมรวิจิตร ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็ นการปกครองที่ยึด หลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นส าคญั ซึ่ งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผนู้ า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนบา ้ นบวกจนั่ประกอบดว ้ ยตระกูล แซ่8 ตระกูลคือแซ่วา่งแซ่ยา่งแซ่จ๋าวแซ่หางแซ่เฒ่าแซ่จางแซ่ลีและแซ่โซง ้ การคมนาคม ระยะทางจากตวัเมืองถึงหมู่บา ้ น 46 กิโลเมตรเส้ นทางที่สามารถเขา ้ หมู่บา ้ นไดม ้ี3 เส้นทางคือ 1. เส้ นทางแยกจากทางหลวงสายแม่ริม-สะเมิงเข้าบ้านกองแหะ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพถนนเป็ นถนนคอนกรีตยาวประมาณ 4 กิโลเมตรและ เป็ นดินแดงอีก 2 กิโลเมตร 2. เส้ นทางแยกจากทางหลวงสายแม่ริม-สะเมิง ช่วงหลักกิโลเมตรที่25 ถึง 26 แยกเข้า หมู่บา ้ นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพถนนเป็ นถนนคอนกรีต 1.5 กิโลเมตร ที่ เหลือเป็ นดินแดง 3. เส้นทางแยกจากทางหลวงสายหางดง-สะเมิง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรสภาพถนน เป็ นดินแดง ระบบการผลิต ระบบการเกษตรในอดีตของบา ้ นบวกจนั่มีระบบการเพาะปลูกหลกั 3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว ขา ้ วโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์


22 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 2. ไร่ ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ข้าวจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวาแตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงันา มาตม ้ ทา เป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยยี่ม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภค การเล้ียงสัตวใ์นสมยัน้ันจะ เล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้นัคือ ม้าวัวแพะ หมูเป็ ด ไก่ การท า การเกษตรในปัจจุบนัของบา ้ นบวกจนั่หลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบ้านได้ ปลูกพืชทดแทนตามที่ทาง ราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดคือ ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกเยอบีร่า ดอกดาวเรืองและดอกเบญจมาศ ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ ลิ้นจี่พลับ อะโวคาโด และบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ หัวผักกาด กะหล ่าปลีแครอทแดง ผักสลัดและมะระ หวาน พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์มนัฝรั่ง เผือก สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางด ้ านพ้ืนที่ทา กิน อนัเนื่องมากจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่ จา กดัพ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน และบางครอบครัวไม่มีที่ดินทา กิน 2) ปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ชาวบ้านมักประสบปัญหาราคาพืชผลราคาตกต ่า ปัญหาดอกไม้เป็ นโรค 3) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบนัมีความเจริญกา ้ วหน ้ าทาง เทคโนโลยีและชุมชนเริ่มเปิดตวัมีปฎิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน จึงได้รับอิทธิพล จากวฒันธรรมและค่านิยมภายนอกมากข้ึนตามไปดว ้ ย เทคโนโลยีบางอย่างไดก ้ ลายมา


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 23 เป็ นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และทนัสมยั เกิดช่องวา่งระหวา่งคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห ็ นความสา คญัและคุณคา่ของ วฒันธรรมด้งัเดิม 4) ปัญหายาเสพติด จากการที่ชุมชนเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน มีบุคคล บางกลุ่มไดเ ้ ขา ้ไปยงุ่เกี่ยวกบัยาเสพติด ซ่ึงคนกลุ่มน้ีอาจจะไดร ้ับอิทธิพลและแนวคิดที่ผิด มองหาลู่ทางที่จะทา ให ้ ชีวิตความเป็ นอยูด่ ีข้ึนโดยไม่ตอ ้ งลงแรงมากจึงเป็ นเหตุให้ยาเสพ ติดเขา ้ไปในพ้ืนที่ง่ายข้ึนมีท้งัผคู้ า ้ และผเู้สพ กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจดัการทรัพยากร ในราวปีพ.ศ. 2539 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตวัในดา ้ น การจัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มี การจัดการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าต ้ นน้ า ป่ าพิธีกรรม) อย่าง ชัดเจน มีการรณรงคแ์ละจดักิจกรรมดา ้ นการดูแลจดัการป่าโดยใชภ ู้มิปัญญาทางทอ ้ งถิ่น และมิติทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น 2. การรณรงคต์ ่อตา ้นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบา ้ น 3. การริเริ่มจดัการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ประวัติชุมชน บา ้ นขุนกลางเป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่ามง ้ เริ่มเขา ้ มาในพ้ืนที่ประมาณปีพ.ศ.2470 โดยมีชาวม้งประมาณ 20-30 ครอบครัวได ้โยกยา ้ ยมาจากบา ้ นแม่เลาอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยการน าของนายจ้ือซะ แซ่ยะ และนายเจ้ียะปา แซ่วะ มาต้งัหมู่บ ้ านที่บ ้ านขุนกลางใต ้ น้ าตกสองพี่น ้ อง (สิริภูมิ) หรือ ในสมัยน้ันเรียกว่า “น้ าตกเล่าล้ือ” ต่อมาปีพ.ศ.2485 ทาง ราชการได้มาจดัต้งัเป็ นหมู่ที่19 มีนายเจ้ียเปา แซ่วะเป็ นผูน ้ า คนแรก ปีพ.ศ.2504 ได้เปลี่ยน จากหมู่ที่19 เป็ นหมู่ที่ 18 ปีพ.ศ.2507 ได ้ เปลี่ยนเป็ นหมู่ที่ 12 และต่อมาปีพ.ศ.2521 ได้ เปลี่ยนเป็ นหมู่ที่7 จนถึงปัจจุบัน การต้งัถิ่นฐานในสมยัน้นั ไม่มนั่คงมากนักมีการโยกยา ้ ยไป มาบ่อยๆ ระหว่างบา ้ นขุนกลางและหมู่บา ้ นใกลเ ้ คียง จนกระทงั่ปีพ.ศ.2517 ทางราชการได้มี การสร้างถนนสายอินทนนท์-จอมทอง ทา ให ้ การคมนาคมสะดวกยิ่งข้ึน ในขณะเดียวกัน ชาวบา ้ นจากละแวกใกลเ ้ คียงไดห ้ ลงั่ ไหลมาอยูร่วมกบัชาวบา ้ นบา ้ นขุนกลางมากข้ึน พ้ืนที่ใน บ้านขุนกลาง


24 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง การต้งัหมู่บา ้ นไม่เพียงพอจึงขยายไปทางทิศตะวนัตกของหมู่บา ้ น ท าให้บ้านขุนกลางแยก ออกเป็ น 2 หย่อมบ ้ าน คือ บ ้ านขุนกลางเก่าและบ ้ านขุนกลางใหม่ซ่ึงอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตรผูน ้ า ของบา ้ นขุนกลางจากอดีตถึงปัจจุบนัมีดงัน้ีคือ นายจ้ือซะ แซ่วะ นายเจ้ียเปา แซ่ยะ นายเลาล้ือ แซ่ยะ นายยงหัว แซ่วะ นายเจ้ียะ แซ่ยะ นายจงรักษ์ เทิดไพรพนาวัลย์ นายไกล่ แซ่วะ นายเกิด พนาก าเนิด นายต่ง แซ่ลีนายวิโรจน์ เทิดไพรพนาวัลย์ และ นายหน่อตุ๊ลีลาศีลธรรม ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บา ้ นขนุกลางต้งัอยหู่มู่ที่7 ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่มีอาณาเขตติดต่อดงัน้ี o ทิศเหนือ ติดกบับา ้ นขนุวาง ม.12 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ o ทิศใต้ติดกบับา ้ นแม่ยะนอ ้ ย ม.18 ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันออก ติดกบับา ้ นผาหมอน ต.บ้านหลวงอ.จอมทองจ.เชียงใหม่ o ทิศตะวันตก ติดกบัเขตอา เภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ บา ้ นขุนกลางอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ซ่ึงประกาศเมื่อปีพ.ศ.2515 สภาพ ป่าเป็ นป่าดงดิบช้ืน อยสูู่งจากระดบัน้า ทะเล2,100 เมตร หมู่บา ้ นต้งัอยใู่นหุบเขามีที่ราบแคบๆ 2 ฝั่งแม่น้า แม่กลาง สภาพภูมิอากาศในฤดูหนาวมีอุณหภูมิประมาณ 1-10 องศาเซลเซียส ใน ฤดูร ้ อนอากาศอบอุ่นมีอุณหภูมิประมาณ 24-30 องศาเซลเซียส ลักษณะทางประชากร ชุมชนขนุกลางมีจา นวนประชากรท้งัหมด 1,247 คน 205 ครัวเรือน ประชากรชาย633 คน ประชากรหญิง 614 คน อตัราการเกิดในรอบปี ชาย3 คน หญิง4 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย 2 คน หญิง 2 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนขุนกลางมีการนับถือศาสนาแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มหลักคือ ศาสนาคริสต์และ ศาสนาแบบด้งัเดิมนบัถือบรรพบุรุษ โดยประชากรประมาณ 70 % ยังคงนับถือบรรพบุรุษและ ประชากรอีก30% จะนับถือศาสนาคริสต์


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 25 โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนขุนกลางมีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการ คือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบราชการโดยมี ผูใ้ หญ่บา ้ นเป็ นผูน ้ า หมู่บา ้ น มีผูช ้่วยผูใ้ หญ่บา ้ น กรรมการ 7 ฝ่ ายและมีสมาชิกองค์การ บริหารส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ผนู้ า ในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายหน่อตุ๊ ลีลาศีลธรรม ตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายยี แซ่ลี ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายยงิ่ แซ่ยา่ง ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายธวัชชัย แซ่วะ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็ นการปกครองที่ยึด หลกัของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นสา คญั ซึ่งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผนู้ า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนขนุกลางประกอบดว ้ ยตระกูลแซ่ 7 ตระกูลไดแ ้ ก่ แซ่ลี แซ่โซง ้ แซ่ยา่งแซ่วา่งแซ่ว้ือแซ่ฟ้ าและแซ่โล่ การคมนาคม ระยะทางจากตัวเมืองถึงหมู่บ ้ าน 90 กิโลเมตร เส้ นทางที่สามารถเข ้ าหมู่บ ้ านได ้ มี 2 เส้นทางคือ 1. ถนนสายดอยอินทนนท์-จอมทอง 2. ถนนบ้านขุนกลาง-บ้านขุนวาง-อ าเภอสันป่ าตอง ระบบการผลิต การเกษตรในอดีตของบ้านขุนกลางมีระบบการเพาะปลูกหลัก3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว ขา ้ วโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์


26 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 2. ไร่ ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ขา ้ วจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวาแตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงันา มาตม ้ ทา เป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยยี่ม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภค การเล้ียงสัตวใ์นสมยัน้ันจะ เล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้นัคือ มา ้ ววัแพะ หมูเป็ ด ไก่การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา ้ นขุนกลางหลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบา ้ นได ้ ปลูกพืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดคือ ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกเยอร์บีร่า ดอกเบญจมาศ ดอกคาร์เนชนั่และกุหลาบ ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ พลับ สาลี่ท้อและบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ กะหล ่าปลีสลัด พริกหยวก มะเขือเทศและแครอท พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์ สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางดา ้ นพ้ืนที่ทา กิน อันเนื่องมาจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จา กดั พ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน และบางครอบครัวไม่มีที่ดินทา กิน 2) ปัญหาหน้ีสิน ชาวบา ้ นมีภาระหน้ีสินผูกพนักบั โครงการหลวงและภาระหน้ีสินจากการ กูย ้ มืเช่น กูจ ้ ากกองทุนเงินลา ้ น กูย ้ มืจากเพื่อนบา ้ น 3) ปัญหาเกี่ยวกบัการประกอบอาชีพ มกั ประสบปัญหาราคาพืชผลตกต่า ปัญหาดอกไมเ ้ป็ น โรค 4) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบนัมีความเจริญก ้ าวหน ้ าทาง เทคโนโลยีและชุมชนชาวเขาเองเริ่มเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน จึง ไดร ้ับอิทธิพลจากกระแสวฒันธรรม ค่านิยมภายนอกมากยิ่งข้ึน เทคโนโลยีบางอย่างได ้


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 27 กลายมาเป็ นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และ ทันสมัย เกิดช่องวา่งระหว่างคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห ็ นความสา คญัและ คุณค่าของวฒันธรรมด้งัเดิม กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจัดการทรัพยากร ปีพ.ศ. 2530 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตัวในด ้ านการ จัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มีการ จดัการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าตน ้ น้า ป่ าพิธีกรรม) อยา่งชดัเจน มี การรณรงค์และจดักิจกรรมด ้ านการดูแลจดัการป่าโดยใช ้ ภูมิปัญญาทางทอ ้ งถิ่นและมิติ ทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น 2. การรณรงคต์ ่อตา ้ นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบา ้ น 3. การฝึ กอบรมการปลูกดอกไม้เมืองหนาวการปลูกไม้ผล 4. การรวมกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งมีหลายกลุ่มไดแ ้ ก่กลุ่มแม่บา ้ น กลุ่มเงินลา ้ น กลุ่มสหกรณ์ 5. การริเริ่มจดัการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ประวัติชุมชน บา ้ นขุนวางเป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม ้ ง เริ่มเข ้ ามาในพ้ืนที่ประมาณปีพ.ศ.2503 โดยชาวบา ้ นที่อาศยัอยู่เริ่มแรกเป็ นการเขา ้ มาทา ไร่มากกว่าการที่จะต้งัหมู่บา ้ น ระยะต่อมาก ็ เริ่มที่จะมีคนเข ้ ามาอาศัยอยู่กันมากข้ึน จากหมู่บ ้ านเล ็ กๆ เริ่มมีขนาดใหญ่ข้ึน ชาวบ้าน บางส่วนก ็ อพยพยา ้ ยไปหมู่บา ้ นอื่นบา ้ ง เช่น บ้านขุนกลาง บา ้ นขุนแม่วาก บา ้ นม่อนยะและ บางส่วนก ็ อพยพไปจงัหวดัอื่น เช่น ล าปาง เชียงราย และมีบางส่วนที่อพยพไปแลว ้ อพยพ กลับมาบ้าง เมื่อปีพ.ศ.2507 เริ่มมีการจัดต้ังเป็ นหมู่บ ้ านอย่างเป็ นทางการ โดยมีนายก ้ ง อย่าล้ึง เป็ นแกนนา หมู่บา ้ น โดยในสมยัน้ันเป็ นหมู่บา ้ นเล ็ กๆ ข้ึนกบัหมู่ที่3 ต.แม่วิน โดยมี นายยงค์ แซ่ยา่ง เป็ นผู้น า ต่อมาไดเ ้ปลี่ยนมาเป็ นหมู่ที่12 จนถึงปัจจุบัน ผู้น าของบ้านขุนวาง จากอดีตถึงปัจจุบนัมีดงัน้ีคือ นายยงค์ แซ่ยา่ง (ดา รงตา แหน่งปีพ.ศ.2518-2537) และ นายโต้ง แซ่ยา่ง (ดา รงตา แหน่งปีพ.ศ.2537-ปัจจุบัน) ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บา ้ นขนุวางต้งัอยหู่มู่ที่12 ต.แม่วิน อ.แม่วางจ.เชียงใหม่มีอาณาเขตติดต่อดงัน้ี บ้านขุนวาง


28 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง o ทิศเหนือ ติดกบัสถานีทดลองเกษตรหลวงขนุวาง o ทิศใต้ติดกบัโครงการหลวงบา ้ นขนุวาง o ทิศตะวันออก ติดกบัโครงการหลวงขนุวาง o ทิศตะวันตก ติดกบัผาแง่ม ยอดดอยอินทนนท์ ลักษณะทางประชากร ชุมชนขุนวางมีจ านวนประชากรท้งัหมด 889 คน 100 ครัวเรือน ประชากรชาย433 คน ประชากรหญิง 456 คน อตัราการเกิดในรอบปี ชาย3 คน หญิง4 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย -คน หญิง 1 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนขุนวางมีการนับถือศาสนาแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มหลักคือ ศาสนาคริ สต์และ ศาสนาแบบด้งัเดิมนับถือบรรพบุรุษ โดยประชากรประมาณ 70 % ยังคงนับถือบรรพบุรุษและ ประชากรอีก30% จะนับถือศาสนาคริสต์ โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนขุนวางมีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการ คือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบราชการโดยมี ผูใ้ หญ่บา ้ นเป็ นผูน ้ า หมู่บา ้ น มีผูช ้่วยผูใ้ หญ่บา ้ น กรรมการและมีสมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ในหมู่บา ้ นขนุวางไดแ ้ บ่งเขตการปกครองเป็ น 4 เขต เพื่อใหง ้่ายแก่การปกครองและพฒันา ผนู้ า ในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายโต้ง แซ่ยา่ง ตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายต้งัแซ่ลี ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายเยียร์ แซ่ยา่ง ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายพิษณุ แซ่ลี ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายวิโรจน์ แซ่ยา่ง ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็ นการปกครองที่ยึด หลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นสา คญั ซึ่งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผนู้ า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนขนุวางประกอบดว ้ ยตระกูลแซ่6 ตระกูลไดแ ้ ก่ แซ่ลีแซ่โซง ้ แซ่ยา่งแซ่วา่งแซ่ทา ้ วและแซ่หาร


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 29 การคมนาคม เส้ นทางที่สามารถเขา ้ หมู่บา ้ นได้มี2 เส้นทางคือ 1. เส้นทางจากอ.สันป่ าตองผ่านมาทางอ.แม่วาง ตามทางหลวงหมายเลข 1013 เล้ียวเขา ้ ที่ บา ้ นหว ้ ยเกี๋ยงจากทางแยกบา ้ นหว ้ ยเกี๋ยงเขา ้ไปประมาณ 15 กิโลเมตร 2. เส้นทางจาก อ.จอมทอง มายังทางหลวงหมายเลข 1009 ทางข้ึนดอยอินทนนท์แยก ทางขวาทางหลวงหมายเลข1284 ตรงกิโลเมตรที่31 บ้านขุนกลาง ระยะทางจากบ้านขุน กลาง-ขุนวางประมาณ 16 กิโลเมตร ระบบการผลิต การเกษตรในอดีตของบ้านขุนวางมีระบบการเพาะปลูกหลัก3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว ขา ้ วโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2. ไร่ ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ข้าวจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวาแตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงัน ามาต้มท าเป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยยี่ม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภค ส าหรับการเล้ียงสัตวใ์นสมยั น้ันจะเล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้ันคือ มา ้ ววัแพะ หมูเป็ ด ไก่ การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา ้ นขนุวางหลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบ้าน ไดป้ ลูกพืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดดงัน้ี


30 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกเยอบีร่า ดอกสแตนติส และดอกจิ๊บโซพีล่า ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ พลับ สาลี่ท้อและบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ กระหล ่าปลีพริกหยวก มะเขือเทศ ซุกินนี่และผักสลัด พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์ สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางดา ้ นพ้ืนที่ทา กิน อนัเนื่องมาจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จา กดั พ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน และบางครอบครัวไม่มีที่ดินทา กิน 2) ปัญหาหน้ีสิน ชาวบา ้ นมีภาระหน้ีสินผูกพนักบั โครงการหลวงและภาระหน้ีสินจากการ กูย ้ มืเช่น กูจ ้ ากกองทุนเงินลา ้ น กูย ้ มืจากเพื่อนบา ้ น 3) ปัญหาเกี่ยวกบัการประกอบอาชีพ มกั ประสบปัญหาราคาพืชผลตกต่า ปัญหาดอกไม้เป็ น โรค 4) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบนัมีความเจริญก ้ าวหน ้ าทาง เทคโนโลยีและชุมชนชาวเขาเองเริ่มเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน จึง ไดร ้ับอิทธิพลจากกระแสวฒันธรรม ค่านิยมภายนอกมากยิ่งข้ึน เทคโนโลยีบางอย่างได ้ กลายมาเป็ นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และ ทันสมัย เกิดช่องวา่งระหว่างคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห ็ นความสา คญัและ คุณค่าของวฒันธรรมด้งัเดิม กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจดัการทรัพยากร ปีพ.ศ. 2539 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตัวในด้านการ จัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มีการ จดัการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าตน ้ น้า ป่ าพิธีกรรม) อยา่งชดัเจน มี การรณรงค์และจดักิจกรรมด ้ านการดูแลจดัการป่าโดยใช ้ ภูมิปัญญาทางทอ ้ งถิ่นและมิติ ทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น 2. การรณรงคต์ ่อตา ้ นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบา ้ น 3. การรวมกลุ่มออมทรัพย์ซ่ึงมีหลายกลุ่มไดแ ้ ก่กลุ่มแม่บา ้ น กลุ่มเงินลา ้ น กลุ่มสหกรณ์ 4. การริเริ่มจดัการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 5. การจัดการศึกษามีการจดัการเรียนการสอนเรื่องหลกัสูตรทอ ้ งถิ่น โดยครูผู้รู้ชุมชน รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก)


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 31 ประวัติชุมชน บา ้ นขุนแม่วากเป็ นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่ามง ้ ตามคา บอกเล่าต่อๆ กนัมาพบว่าบา ้ น ขนุแม่หรือ“บา ้ นหมี่ววั่ ” เดิมทีอยูก่นักระจดักระจายตามไร่ตามสวนบนขุนน้า แม่วาก(ตน ้ น้า แม่วาก) โดยอยู่เป็ นหย่อมๆ บา ้ นเนื่องจากยา ้ ยถิ่นฐานมาจากที่อื่นมีท้งัหมดประมาณ 6 กลุ่ม ใหญ่ๆ ดงัน้ี กลุ่มที่1 นายเซี่ยตวั่ แซ่ลีเขา ้ มาอยูก่ ่อน คือราวปีพ.ศ.2445 โดยนับได้ประมาณ 100 ปีซึ่งย้ายมาจากดอยช้างอ.แม่สรวย จ.เชียงราย สาเหตุของการยา ้ ยมาเพราะตอ ้ งการทา ไร่ฝิ่น ตอนอยูช่า ้ งก ็ ทา ไร่ฝิ่นเหมือนกนัแต่ฝิ่นไม่งามคุณภาพไม่ดีบริเวณที่นายเซี่ยตวั่อยู่น้ีพบซาก บริเวณบา ้ นเก่าอยปู่ระมาณ 10 หลัง กลุ่มที่ 2 นายเชี่ยชัวร์ แซ่ลีย้ายมาจากบ้านหมีไป่ อ.เมืองปาน จ.ล าปาง ราวปี พ.ศ.2457 สาเหตุของการยา ้ ยมาเพราะตอ ้ งการทา ไร่ฝิ่น กลุ่มที่ 3 นายเช้า แซ่ลียา ้ ยมาจากบ ้ านปางม่วง อ.เมืองปาน จ.ล าปาง ย้ายมาปี พ.ศ.2479 ตอนน้นัยา ้ ยมา3 หลังคาเรือน กลุ่มที่ 4 นายจิ แซ่ลียา ้ ยมาจากบ ้ านแม่สอยลา อ.เมืองปาน จ.ล าปาง ย้ายมาปี พ.ศ.2500 ตอนน้นัยา ้ ยมา10 หลังคาเรือน สาเหตุของการยา ้ ยมาเพราะตอ ้ งการทา ไร่ฝิ่น กลุ่มที่ 5 นายจึ แซ่ลียา ้ ยมาจากบ ้ านใหม่พัฒนา อ.เมืองปาน จ.ล าปาง ย้ายมาปี พ.ศ.2533 สาเหตุของการย้ายมาเพราะย้ายติดตามพี่น้อง กลุ่มที่6 นายเขอ แซ่ล ้ อ ย้ายมาจากบ้านห้วยลึก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ย้ายมาปี พ.ศ.2536 ตอนน้นัยา ้ ยมา10 หลังคาเรือน ในช่วงปีพ.ศ.2500-2505 ชาวบา ้ นเริ่มรวมตวักนัเป็ นกลุ่มใหญ่โดยข้ึนกบับา ้ นสบวาก ต.แม่นาจรอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่และมีการแต่งต้งัผูช ้่วยผูใ้ หญ่บา ้ นคนแรกคือ นายโซหว่า แซ่ลีซ่ึงได ้ รับการแต่งต้งัจากผูใ้ หญ่บา ้ นสบวากและไดร ้ับการจดัต้งัเป็ นหมู่บา ้ นทางการปี พ.ศ.2542 ที่ต้ังและลกัษณะทางภูมิศาสตร ์ บ ้ านขุนแม่วากต้ังอยู่หมู่ที่18 ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่มีอาณาเขตติดต่อ ดงัน้ีคือ o ทิศเหนือ ติดกบับา ้ นโปร่งซามิท o ทิศใต้ติดกบับา ้ นแม่มาโล ม.9 ต.แม่นาจรอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ บ้านขุนแม่วาก


32 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง o ทิศตะวันออก ติดกบัเขตอา เภอแม่วาง o ทิศตะวันตก ติดกบับา ้ นแม่จอนหลวง ม.17 ต.แม่นาจรอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ บ ้ านขุนแม่วากต้ังอยู่ใกล ้ กับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ซึ่ งสามารถมองเห็น จุดสูงสุดของยอดดอยไดอ ้ ยา่งชดัเจน โดยเฉพาะจากจุดที่ต้งัเรดาร์บา ้ นขนุแม่วากลอ ้ มรอบไป ด้วยขุนเขามากมายความสูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ 1,200-1,300 เมตร สภาพพ้ืนที่จะลาด ชันมีที่ราบน้อย สภาพป่ าเป็ นป่ าดงดิบ สภาพภูมิอากาศในฤดูฝนมีฝนตกชุก ฤดูร้อนอากาศ ค่อนขา ้ งร ้ อน และฤดูหนาวค่อนขา ้ งหนาวจดัเนื่องจากพ้ืนที่ตวัหมู่บา ้ นอยกู่ลางหุบเขา ลักษณะทางประชากร ชุมชนขนุแม่วากมีจา นวนประชากรท้งัหมด 300คน 47 หลังคาเรือน ประชากรชาย146 คน ประชากรหญิง 154 คน อตัราการเกิดในรอบปีชาย2 คน หญิง3 คน อัตราการตายในรอบปีชาย-คน หญิง1 คน ความเชื่อและศาสนา ชุมชนขุนแม่วากมีการนับถือศาสนาแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มหลกัคือศาสนาคริสต์และ ศาสนาแบบด้งัเดิมนบัถือบรรพบุรุษ โดยประชากรประมาณ 90 % ยังคงนับถือบรรพบุรุษและ ประชากรอีก10% จะนับถือศาสนาคริสต์ โครงสร้างการน าการปกครอง ชุมชนขนุแม่วากมีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะคือ 1. แบบทางการคือระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐหรือระบบ ราชการโดยมี ผใู้ หญ่บา ้ นเป็ นผนู้ า หมู่บา ้ น มีผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น กรรมการ3 ฝ่ ายและมีสมาชิกองค์การ บริหารส่วนตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันาหมู่บา ้ น ผนู้ า และคณะกรรมการในหมู่บา ้ นชุดปัจจุบนัมีรายชื่อดงัน้ี นายจิ แซ่ลีตา แหน่งผใู้ หญ่บา ้ น นายเล้งแซ่เฮ่อ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น นายเพ่ง มรุพงค์ ตา แหน่งผชู้่วยผใู้ หญ่บา ้ น 2. แบบไม่เป็ นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร ้ างตระกูลแซ่ เป็ นการปกครองที่ยึด หลกัของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นสา คญั ซึ่งจะมีผู้รู้ผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือของ ตระกูลแซ่เป็ นผนู้ า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ ชุมชนขนุแม่วากประกอบดว ้ ยตระกูลแซ่ 5 ตระกูลไดแ ้ ก่ แซ่ลี แซ่เฮ่อแซ่ยา่งแซ่วา่งและแซ่โซง ้


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 33 การคมนาคม ระยะทางจากตวัเมืองถึงหมู่บา ้ น 85 กิโลเมตร เส้ นทางที่สามารถเขา ้ หมู่บา ้ นไดม ้ี2 เส้นทาง คือ 1. เส้นทางจากอ.สันป่ าตองผา่นมาทางอ.แม่วาง ตามทางหลวงหมายเลข1013 เล้ียวเขา ้ ที่ บา ้ นหว ้ ยเกี๋ยงผา่นบา ้ นหนองเต๋า บ้านป่ ากล้วย บ้านโป่ งลมแรงถึงสถานีทดลองเกษตร ขุนวางระยะทาง 78 กิโลเมตรเดินทางต่อไปอีก7 กิโลเมตรถึงบา ้ นขนุแม่วาก 2. เส้ นทางจากบา ้ นขนุแม่วาก-ตา บลแม่นาจรระยะทาง16 กิโลเมตร ระบบการผลิต การเกษตรในอดีตของบา ้ นขนุแม่วากมีระบบการเพาะปลูกหลกั 3 ระบบคือ 1. ไร่ฝิ่ น เป็ นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่นเช่น กะหล ่าปลี ผักกาดเขียว ผักชีมนั ฝรั่งแดง เผือก นอกจากพืชที่ปลูกแล้วยังมีพืชผักธรรมชาติหลาย ชนิดข้ึนอยูใ่นไร่ฝิ่น ในสมยัก่อนไร่ฝิ่นเปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด ้ อกผลเป็ นกอบเป็ นกา เพราะรายได ้ หลกัที่เป็ นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็ นส่วนใหญ่ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก ็ บเกี่ยว ขา ้ วโพดเสร ็ จแลว ้ประมาณเดือนกนัยายน-ตุลาคมก ็ จะหว่านเมล ็ ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว ้ แลว ้ จะไปเก ็ บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2. ไร่ข้าว เป็ นการเพาะปลูกที่ส าคัญอย่างหน่ึงในสมัยน้ันเพราะชาวม ้ งนิยมปลูกข ้ าวไว ้ บริโภค พนัธุ์ขา ้ วที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็ นขา ้ วเจา ้ เป็ นขา ้ วพนัธุ์พ้ืนเมืองปลูกในที่สูง ในไร่ ขา ้ วจะมีการปลูกที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกันกบั ไร่ฝิ่น เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวาแตงร้าน พริก มะระ มันแกวเผือกขิงถวั่ฯลฯ 3. ไร่ข้าวโพด เป็ นการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่นซ่ึงขา ้ วโพดที่ปลูกใน สมยัน้นัก ็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว ์นอกจากน้นัยงันา มาตม ้ ทา เป็ นสุรา สุราที่ท าจาก ขา ้ วโพดน้นัเป็ นสุราที่ไดร ้ับคา ร่ าลือและยอมรับกนัทวั่ ไปว่าเป็ นสุราที่ดีและมีรสชาติเยี่ยม ข้าวโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก ็ บเกี่ยวประมาณเดือน กนัยายน-ตุลาคม นอกจากการปลูกพืชที่กล่าวมาแลว ้ ยงัมีการปลูกกญัชงเพื่อนา มาทา เป็ นเครื่องนุ่งห่ม และใชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ และมีการปลูกทอ ้ พ้ืนบา ้ นไวบ ้ ริโภค การเล้ียงสัตวใ์นสมยัน้ันจะ เล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยมเล้ียงในสมยัน้นัคือ มา ้ ววัแพะ หมูเป็ ด ไก่การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา ้ นขนุแม่วากหลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ ชาวบา ้ นได ้ ปลูกพืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิดมีรายละเอียดดงัน้ี


34 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ไม้ดอก พืชที่นิยมปลูก คือ ดอกเยอร์บีร่า ดอกสแตนติส ดอกคาร์เนชนั่ ไม้ผล พืชที่นิยมปลูก คือ พลับ สาลี่ท้อและบ้วย พืชผัก พืชที่นิยมปลูก คือ กะหล ่าปลีสลัด พริกหยวก มะเขือเทศและแครอท พืชไร่ พืชที่นิยมปลูก คือ ขา ้ วโพดเล้ียงสัตว์ สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผา่นๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาไดด ้ งัน้ี 1) ปัญหาขอ ้ จา กดัทางดา ้ นพ้ืนที่ทา กิน อนัเนื่องมาจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จา กดั พ้ืนที่ทา กิน ชาวบา ้ นไม่มีเอกสารสิทธ์ิในพ้ืนที่ทา กิน และบางครอบครัวไม่มีที่ดินทา กิน 2) ปัญหาหน้ีสิน ชาวบา ้ นมีภาระหน้ีสินผูกพนักบั โครงการหลวงและภาระหน้ีสินจากการ กูย ้ มืเช่น กูจ ้ ากกองทุนเงินลา ้ น กูย ้ มืจากเพื่อนบา ้ น 3) ปัญหาการศึกษา ชุมชนมีอาคารเรียนหน่ึงหลังแต่ไม่มีการจดัการเรียนการสอน ไม่มี งบประมาณที่จะจ้างครูมาสอน เด ็ กบางส่วนไม่ไดเ ้ รียนหนงัสือเพราะฐานะทางครอบครัว ยากจน 4) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวฒันธรรมใหม่ๆ ปัจจุบนัมีความเจริญกา ้ วหน ้ าทาง เทคโนโลยีและชุมชนเริ่มเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน จึงได้รับอิทธิพล จากวฒันธรรมและค่านิยมภายนอกมากข้ึนตามไปดว ้ ย เทคโนโลยีบางอย่างไดก ้ ลายมา เป็ นปัจจยัพ้ืนฐานของชีวิต โดยเฉพาะกบัคนรุ่นใหม่ซ่ึงรับและสนใจสิ่งใหม่และทนัสมยั เกิดช่องวา่งระหวา่งคนรุ่นใหม่กบัคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห ็ นความสา คญัและคุณคา่ของ วฒันธรรมด้งัเดิม 5) ปัญหายาเสพติด จากการที่ชุมชนเปิดตวัมีปฏิสัมพนัธ์กบัสังคมภายนอกมากข้ึน มีบุคคล บางกลุ่มไดเ ้ ขา ้ไปยงุ่เกี่ยวกบัยาเสพติด ซ่ึงคนกลุ่มน้ีอาจจะไดร ้ับอิทธิพลและแนวคิดที่ผิด มองหาลู่ทางที่จะทา ให ้ ชีวิตความเป็ นอยูด่ ีข้ึนโดยไม่ตอ ้ งลงแรงมากจึงเป็ นเหตุให้ยาเสพ ติดเขา ้ไปในพ้ืนที่ง่ายข้ึนมีท้งัผคู้ า ้ และผเู้สพ กจิกรรมที่ชุมชนท า 1. กิจกรรมฟ้ืนฟูและจดัการทรัพยากร ปีพ.ศ. 2536 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตัวในด ้ านการ จัดการทรัพยากร ไดร ้ิเริ่มกิจกรรมการจดัการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นรูปธรรม มีการ จดัการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่ าใช้สอย ป่ าอนุรักษ์ป่าตน ้ น้า ป่ าพิธีกรรม) อยา่งชดัเจน มี การรณรงค์และจดักิจกรรมด ้ านการดูแลจดัการป่าโดยใช ้ ภูมิปัญญาทางทอ ้ งถิ่นและมิติ ทางวัฒนธรรมเป็ นฐาน เช่น การทา แนวกนัไฟ การบวชป่ า เป็ นต้น


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 35 2. การรณรงคต์ ่อตา ้ นยาเสพติด นา โดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บา ้ นและกลุ่มพ่อบา ้ น 3. การท าสวนสมุนไพรโดยกลุ่มแม่บา ้ น รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(ดูรายละเอียดในภาคผนวก)


36 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง บทที่ 4 ความเชื่อเกี่ยวกับ ชาติภพ การเกิด ความเชื่อเรื่องการมาเกิด ชนเผ่ามง ้ เชื่อว่าเด ็ กเกิดมาจากดวงวิญญาณ โดยมีเย่อโซ๊ะ (Yawm saub) ซึ่ งเป็ นผู้ที่ ยงิ่ใหญ่ในจกัรวาลกา หนดวา่จะให ้ มาเกิดในครอบครัวใด ทุกสิ่งข้ึนอยทู่ ี่บุญวาสนาของพ่อแม่ และเด ็ ก ส่วนคู่ชีวิตที่ไม่มีบุตรเลยเชื่อกนัวา่ชาติก่อนตอนมาเกิดท้งัคูไ่มไ่ดน ้ า หนงัสือทะเบียน บุตรมาดว ้ ย การมาเกิดของเด ็ กเยอ่ โซ๊ะ(Yawm saub) จะเป็ นผูก ้ า หนดและให ้ เด ็ กนา หนงัสือ การเกิด (Ntawv nyuj vab) มาด้วย เด ็ กที่มาเกิดจะมีพ่อ แม่น าทางมาด ้ วยซ่ึงเรียกว่าผีปู่ย่า (Niam txiv dab pog) หรื อ (Nkawm niam txiv xa) ซ่ึงมีชื่อวา่ “Nkawm niam txiv Txheem txhooj nyaj nyab”จะคอยดูแล คุม ้ ครองเด ็ ก ชนเผ่าม ้ งเชื่อกนัว่าผีปู่ย่าคือคนช้ีทาง และ แคน ที่สวดส่งดวงวิญญาณของ บุคคลในพิธีศพให ้ไปเกิดในภพใหม่คนช้ีทางจะเป็ นตัวแทนของผูช ้ าย ส่วนแคนจะเป็ น ตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งหญิง-ชายคู่น้ีจะทา หนา ้ ที่นา ทางดวงวิญญาณไปสู่ในภพใหม่ สืบเนื่องจากชนเผ่ามง ้ เชื่อว่าคนที่ไม่มีบุตรน้ัน ตอนที่มาเกิด เย่อโซ๊ะ (Yawm saub) ไม่ไดน ้ า หนงัสือการเกิดของบุตรใหม ้ าจึงไม่มีลูก ฉะน้ันจะต ้ องท าพิธีอัวเน ้ งไปเอา หนังสือการเกิดของลูกมาดว ้ ย ในการประกอบพิธีกรรมจะใชไ้ มผ ้ ่า 3แผ่นมาทา พิธีโดยไม ้ 2แผ่นจะนา มาไวท ้ี่ประตูบา ้ น ไมอ ้ีก1แผ่นจะมาไวท ้ี่ประตูห ้ องนอน ในการประกอบพิธีจะ ไม่มีการฆ่าสัตว์เซ่นไหว ้ แต่จะนิยมใชก ้ ระดาษเงิน กระดาษทองเผาเซ่นไหวผ ้ีแทน การมาเกิดของเด็กโดยผ่านทางความฝัน ชนเผ่ามง ้ เชื่อว่าความฝันเป็ นลางบอกเหตุอยา่งหน่ึงซ่ึงอาจเกิดข้ึนจริงได ้โดยเฉพาะ เกี่ยวกบัการมาเกิดของเด ็ ก ความฝันของคู่แต่งงานเป็ นลางบอกเหตุถึงการต้งัครรภ์และเพศ ของเด็กในครรภ์ได้ ถ้าฝันเห็นงู เห็นพญานาค ฝันเห็นม้า ฝันเห็นวัว ฝันเห็นมีด ฝันเห็นปื น ชนเผา่มง ้ มีความเชื่อวา่สามีภรรยาคู่น้นักา ลงัจะมีลูกและทารกในครรภจ์ะเป็ นเพศชาย ถ้าฝัน เห ็ นดอกไม ้ ฝันเห ็ นกา ไลหรือแหวน ฝันเห็นฟักทอง แตงกวา หรือฝันเห็นมีดที่ผู้หญิงนิยมใช้ (Txuas) ชนเผ่ามง ้ มีความเชื่อว่าสามีภรรยาคู่น้ันกา ลงัจะมีลูกและทารกในครรภ์จะเป็ นเพศ หญิง


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 37 การมาเกดิโดยใช้ยาสมุนไพร สามีภรรยาชนเผ่ามง ้ บางคู่เมื่อแต่งงานกนัมานานแลว ้ ภรรยาไม่มีวี่แววว่าจะต้งัครรภ์ เลย ท้งัคู่ตอ ้ งการบุตรเพอื่ใหค ้ รอบครัวสมบรูณ์แบบดงัครอบครัวมง ้ ทวั่ๆ ไป ท้งัสองคนจะไป ปรึกษาและขอความช่วยเหลือหมอสมุนไพรที่รู้ ตวัยาที่จะทา ให ้ ภรรยาสามารถต้งัครรภ์ หมอ สมุนไพรของชนเผ่ามง ้ น้นัมีความรู้ เชี่ยวชาญเรื่องตวัยาสมุนไพรพ้ืนบา ้ นมาก หมอสมุนไพร จะมี 2 คุณลักษณะคือหมอสมุนไพรที่มีการบูชาหิ้งบูชาผีสมุนไพรและหมอที่ไม่บูชาหิ้งผี สมุนไพร ถ้าไปขอจากหมอที่บูชาหิ้งบูชาผีสมุนไพร หมอสมุนไพรคนน้ันจะไปเก ็ บตวัยา สมุนไพรมาให ้ กรณีที่ไปขอจากหมอสมุนไพรที่ไม่บูชาหิ้งผีสมุนไพร หมอสมุนไพรจะน า ทางไปช้ีต ้ นสมุนไพรแล ้ วบอกกล่าวให ้ เก ็ บสมุนไพรเอง หมอสมุนไพรจะไม่เก ็ บตัวยา สมุนไพรใหเ ้ พราะมีความเชื่อวา่การเก ็ บยาสมุนไพรใหน ้ ้นัจะส่งผลใหค ้ นเก ็ บต้งัครรภก์ ่อนคน ที่มาขอความช่วยเหลือ ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณทา ให ้สามารถต้งัครรภ์จะนิยมนา ไปตม ้ ดื่ม และใช้วิธีนวด ขยบัทอ ้ งของหญิงผนู้้นัควบคู่กบัการดื่มยาสมุนไพรดว ้ ยไม่นานผูห ้ ญิงคน น้นัก ็ สามารถต้งัครรภไ์ด ้ ซ่ึงการที่ไปปรึกษาขอความช่วยเหลือจากหมอสมุนไพรเพื่อใหห ้ มอ สมุนไพรเก ็ บตวัยาใหน ้ ้นัตอ ้ งมีค่าตอบแทนใหก ้ บัหมอสมุนไพรดว ้ ยแลว ้ แต่วา่หมอสมุนไพร คนน้ันจะเรียกร ้ อง ยาสมุนไพรที่ใช ้ จะมี2 ชนิด คือ ยาที่ใช ้ รับประทาน และยาที่ไม่ใช ้ รับประทาน (เป็ นยาสมุนไพรเพื่อปิดกนัผีร ้ ายผีเจา ้ ที่จะทา ใหแ ้ ทง ้ ลูกหรือไม่มีลูก) วิธีใช้ยาสมุนไพรแบบรับประทาน 1. น าสมุนไพรที่ได้มาจากหมอสมุนไพร มาตม ้ รวมกนัจนน้า เดือด 2. พกัน้า สมุนไพรที่ตม ้ แลว ้ใหพ ้ ออุ่น ๆ แลว ้ ดื่ม 3. อุ่นน้า สมุนไพรดื่มทุกวนัจนต้งัครรภ์ วิธีใช้ยาสมุนไพรแบบไม่รับประทาน 1. นา สมุนไพรที่ไดม ้ าจากหมอสมุนไพรมาเก ็ บไวใ้ นห ้ องนอน วางไวใ้ ตห ้ มอน ใต ้ หีบผ้า 2. นา สมุนไพรไปใส่ไวต ้ ามกระเป๋าเส้ือ หรือพกติดตวัโดยใส่ไวใ้ นผา ้ มัดเอวของ ผู้หญิง หลงัจากที่นา ยาสมุนไพรมาตม ้ ดื่มตวัยามีสรรพคุณทา ให ้ ร่างกายอบอุ่นแลว ้ ยงัไม่พอ จะต ้ องใช ้ วิธีนวดขยบัท ้ องของผูห ้ ญิงให ้ ควบคู่ไปด ้ วยอาจท าประมาณ 3 คร้ังติดต่อกัน หลงัจากน้ันไม่นาน ผูห ้ ญิงก ็ สามารถต้งัครรภ์ไดเ ้ มื่อหญิงมีครรภ์จะคลอดสามีนางจะไปเชิญ หมอสมุนไพรที่ให ้ ความช่วยเหลือ มาช่วยทา คลอดให ้ ดว ้ ยบางคู่อาจจะให ้ หมอสมุนไพร มัด


38 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง มือให้เด็กทารกพร ้ อมกบัต้งัชื่อให ้ เด ็ กดว ้ ยถือว่าเป็ นสิริมงคลแก่เด ็ ก หมอสมุนไพรจะกล่าว อวยพรให้เด็กมีชีวิตรอด อายุยืน สุขภาพแข็งแรง พธิีขอบคุณหมอสมุนไพร การจัดเล้ียงและให ้ ค่าตอบแทนหมอสมุนไพร โดยปกติคู่สามีภรรยาจะให้ ค่าตอบแทนเมื่อรู้ แน่ชัดว่าภรรยาต้ังครรภ์หรือให ้ ค่าตอบแทนหลังคลอดบุตรภายใน ระยะเวลา 2 ปีหลงัจากที่หมอสมุนไพรบอกตวัยาสมุนไพรให ้ กบัคู่สามีภรรยาที่ไปขอความ ช่วยเหลือเพื่อแสดงความขอบคุณหมอสมุนไพรวา่เพราะความกรุณาของท่านเด ็ กถึงไดเ ้ กิดมา เป็ นทายาทของครอบครัว ค่าตอบแทนหมอสมุนไพรจะนิยมสิ่งของดังนีค้ือ • ผ้าแดง 1 ผืน • เส้ือผา ้1 ชุด • เงิน 1 แท่ง • ธูป เทียน • หมู 1 ตัว • ไก่2 ตัว วันและเวลาการเกิดของเด็ก ชนเผา่มง ้ มีความเชื่อวา่เด ็ กที่เกิดในวนัเวลาใดจะมีอุปนิสัยประจา ตวัดงัน้ี ➢ คนที่เกิดเวลาเที่ยงคืนเป็ นคนดุ เป็ นคนใจใหญ่ใจถึงจะไม่กลวัอะไรไม่ว่าเรื่องอะไรก ็ ตาม เพราะเชื่อว่าเวลาเที่ยงคืนเป็ นเวลาที่มืดคนที่เกิดเที่ยงคืนจะไม่กลวัอะไรกล้าคิด กล้าท ามักจะเป็ นผู้น า ➢ คนที่เกิดเวลาตอนสายๆ ถือว่าเป็ นช่วงเวลาที่ดีปานกลางจะเป็ นคนใจน้อย ข้ีกลวั ไม่ กล้ากระท าการใดใด จิตใจไม่ค่อยหนกัแน่น ➢ คนที่เกิดตอนเที่ยงวนัเชื่อกนัว่า เป็ นช่วงเวลาที่ลางร ้ ายมากจะเป็ นคนข้ีกลวัมากไม่ กล้ากระท าการใดๆ มักจะเป็ นผู้ตามตลอด ชนเผ่ามง ้ มีความเชื่อว่าเด ็ กที่เกิดในปีใด เมื่อเติบโตเป็ นผูใ้ หญ่มกัจะมีนิสัยประจา ตวั ดงัสัตวใ์นปีเกิด ในหน่ึงวนัมีสัตว์12 ตวัคอยดูแลช่วงเวลาถา ้ เด ็ กเกิดตรงกบัสัตวท์ ี่ดุร ้ าย สัตว์ ที่มีอ านาจก ็ จะมีลักษณะตามสัตว์ถ ้ าเกิดตรงกับสัตว์ที่อ่อนแอ เด ็ กก ็ จะอ่อนแอตาม ตวัอยา่งเช่น


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 39 • เกิดปีหนูเป็ นคนที่มกัจะไมเ่ปิดเผยตวัเป็ นคนฉลาด เป็ นผนู้ า คน • เกิดปีววัเป็ นคนกลา ้ คิด กลา ้ ทา จะทา งานใหญ่ไดอ ้ ยา่งมนั่คง • เกิดปีเสือเป็ นผมู้ีอา นาจเป็ นขา ้ ราชการ มีคดีความจะเป็ นที่ปรึกษาคดีความเสมอแต่ ทา มาหากินไม่ค่อยข้ึน เพื่อนฝงูไม่ค่อยมี • เกิดปีกระต่ายเป็ นคนไม่คอ่ยยอมคน ทา งานเชื่องชา ้ มกัจะเป็ นผตู้ าม อายยุนืเพื่อนฝงู พึ่งพาไมไ่ด ้ • เกิดปีพญานาคเป็ นคนมีโชคลาภ จะไม่ตกทุกขไ์ดย ้ ากในชีวิต • เกิดปีงูเป็ นคนไมม่ ีเพื่อนฝงูการทา มาหากินไม่ค่อยเจริญ ใจเย็น • เกิดปีมา ้ เป็ นคนมีมิตรสหายมาก ทา การคา ้ไมข่้ึน ญาติตอ ้ งคอยช่วยเหลือเสมอ • เกิดปีแกะ มกัจะเป็ นผนู้ า ในพิธีการงานต่างๆ การทา มาหากินปานกลาง • เกิดปีลิง เป็ นคนเหลี่ยมจดัจิตใจโหดร ้ ายการทา มาหากินปานกลาง เพื่อนฝงูไมค่อ่ยมี ถา ้ไปกูห ้ น้ียมืทรัพยส์ินใครจะไม่คอ่ยใชค ้ืน • เกิดปีไก่เป็ นคนทา มาคา ้ ข้ึน มีญาติมิตรเยอะ • เกิดปีหมา เป็ นคนที่มีคนนบัหนา ้ ถือตาลูกหลานเคารพ เพื่อนฝงูเยอะการทา มาหากิน ปานกลาง • เกิดปีหมูเป็ นคนมีลูกหลานเยอะแตลู่กหลานไม่ค่อยเคารพ การทา มาหากินปานกลาง ความเชื่อเกี่ยวกับขวัญ คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกนัระยะหน่ึงแลว ้ ยงัไม่มีลูกคนมง ้ เชื่อว่ามีผีหรือวิญญาณชั่ว ร ้ าย มารบกวนขวญัของแม่และเด ็ ก โดยทั่วไปชนเผ่าม ้ งเชื่อกันว่าทุกคนจะต ้ องมีขวญัอยู่ ประจ าตวัถา ้ ขวญัหนีหรือหาย หรือตกใจจะทา ให ้ คนน้ันอ่อนแอและเจ ็ บป่วยได ้ เชื่อกนัว่า หากขวญัออกจากร่างกายไปจะโดยสาเหตุใดๆ ก ็ ตามร่างกายจะอ่อนแอลงและป่วยในที่สุด ถา ้ หากขวญัน้นั ไม่ไดก ้ ลบัมาสู่ร่างเดิมจะทา ใหค ้ นน้นัถึงแก่ความตาย ชนเผา่มง ้ เชื่อกนัวา่ภายใน ร่างกายมีขวญัหรือวิญญาณซ่ึงแมว ้ า่ตายไปแลว ้ ขวญัก ็ มิไดต ้ ายไปดว ้ ย ในร่างของคนจะมีขวญั 12 ดวง หากคู่สามีภรรยาตอ ้ งการมีบุตรมากๆ ก ็ ตอ ้ งไปขอให ้ หมอทรงทา พิธีให ้ เพื่อปัดเป่าสิ่ง ชวั่ร ้ ายต่างๆ ไม่ใหม ้ ารบกวนขวญัของคนในครอบครัวอีก ความเชื่อเกี่ยวกับเด็กฝาแฝด ชนเผ่ามง ้ มีความเชื่อว่า เด็กฝาแฝด เมื่อชาติก่อนเป็ นพี่น ้ องหรือสามีภรรยาที่รักกนั มากท้งัคู่ให ้ คา สัญญากนั ไวใ้ นภพที่แลว ้ ดงัน้นั ในภพท้งัคู่น้ีจึงมาเกิดเป็ นพี่นอ ้ งฝาแฝดกนัอีก


40 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง ท้งัคู่จะไม่แยกจากกนัถา ้ใครคนใดคนหน่ึงเป็ นอะไรอีกคนจะพลอยไม่สบายไปดว ้ ย ดงัน้ัน พ่อแม่ตอ ้ งใหค ้ วามรักแก่เด ็ กคู่น้ีมากเป็ นพิเศษ จะไม่มีการใชค ้ วามรุนแรงกบัเด ็ กไม่วา่จะเป็ น การพูดจา การลงโทษเมื่อเด ็ กทา ผิด ชนเผา่มง ้ เชื่อกนัวา่เด ็ กฝาแฝดมาเกิดในครอบครัวใดถือว่า เป็ นบุญวาสนาของครอบครัวน้ัน เด ็ กฝาแฝดอาจจะเกิดจากเจ ้ าที่เจ ้ าทาง และเกิดจาก กรรมพันธุ์ ความเชื่อเกี่ยวกับเด็กที่มีปานมาแต่เกิด ชนเผ่ามง ้ มีความเชื่อว่าเด ็ กที่มีผิวหนงัเป็ นปานไม่ว่าจะเป็ นปานดา หรือ ปานแดงบน ร่างกาย เช่น มีปานบริเวณสะโพก บริเวณแก ้ ม บริเวณมือ เมื่อภพเคยทา บาปไวม ้ าก เมื่อ เสียชีวิตแลว ้ จึงถูกพ่อแม่คนใกลช ้ิดสาปแช่งนา หมิ่นหมอ ้ สีดา ข้ีเถา ้ ถ่าน มาทาหรือแต้มท า เป็ นจุดสังเกตไวท ้ี่ใดที่หน่ึงบนร่างของศพ เพราะมีความเชื่อวา่จะทา ให ้ หมิ่นหมอ ้ สีดา ข้ีเถา ้ ที่ ท าสัญลักษณ์ไว้กลายเป็ นปานด าบนร่างกายเมื่อเด ็ กไปเกิดใหม่ในภพหนา ้ หรือพ่อแม่บางคน จะใช้เลือดหมูแทนหมิ่นหมอ ้ ก ็ได ้เลือดหมูที่แตม ้ไวบ ้ นร่างกายของศพ กลายเป็ นปานแดงบน ร่างกาย เมื่อเด ็ กไปเกิดใหม่ในภพใหม่คนในครอบครัวน้นั จะได้จ าเด็กได้ การท าสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายคนมง ้ มีความเชื่อว่าถา ้ แตม ้ บริเวณสะโพกของเด ็ ก หากเด ็ กไปเกิดในภพใหม่ สัญลกัษณ์น้นัจะไปปรากฏเป็ นปานบริเวณแกม ้ หรือใบหนา ้ ของเด ็ กในทางกลบักนัถา ้ ทาหรือ แตม ้ บริเวณแกม ้ ใบหน้าของเด็ก สัญลักษณ์จะไปปรากฏเป็ นปานบริเวณสะโพกของเด็กเมื่อ เด ็ กมาเกิดมาในภพใหม่จึงมีสัญลกัษณ์ติดตวัมาดว ้ ย ความเชื่อเรื่องหนี้กรรม ชนเผ่าม้ง มีความเชื่อกันว่าคนที่ไปกู้หนี้ยืมสินใครไว้ แล้วไม่ยอมชดใช้คืนหรือชดใช้ คืนไม่หมด เมื่อตายจะกลับมาเกิดเพื่อชดใช้หนี้สินให้กับคนที่เป็นเจ้าหนี้เก่าหรือ ในกรณีที่ เจ้าหนี้เสียชีวิตก่อนก็จะเกิดมาทวงหนี้กับลูกหนี้อีก ลักษณะการชดใช้หนี้ในชาติภพก่อน ➢ การไปเกิดเป็ นมา ้ ของเจา ้ หน้ีที่เราคา ้ งชา ระหน้ี(เงิน) และตอ ้ งยอมให ้ เจา ้ หน้ีต่างของ หนักๆ จนกวา่จะคุม ้ หน้ีที่ติดไวก ้่อนตาย ➢ การไปเกิดเป็ นวัวของเจา ้ หน้ีที่เราคา ้ งชา ระหน้ี(เงิน) และตอ ้ งยอมให ้ เจา ้ หน้ีต่างของ หนัก ๆ จนกวา่จะคุม ้ หน้ีที่ติดไวก ้่อนตาย


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 41 ➢ การไปเกิดเป็ นไก่ของเจา ้ หน้ีแลว ้ มีออกไข่ให ้ เจา ้ หน้ีกินจนกว่าจะคุม ้ กบัหน้ีที่ติดไว ้ (ติดหน้ีแป้ งเหลา ้) ➢ การไปเกิดเป็ นหมูของเจา ้ หน้ีแลว ้ มีลูกหมูใหเ ้ จา ้ หน้ีขายกินจนกวา่จะคุม ้ กบัหน้ีที่ติดไว ้ ลักษณะที่เจ้าหนี้มาทวงหนี้ ➢ เจา ้ หน้ีมาเกิดเป็ นลูกของลูกหน้ีเป็ นลูกคนที่ดีมีน้า ใจขยนัขนัแขง ็ พอเติบโตถึงวัยให้ พ่อแม่พ่ึงพาได ้ ก ็ เสียชีวิตไป ทา ใหผ ้ เู้ป็ นพ่อแม่ทุกขใ์จ ➢ เจา ้ หน้ีมาเกิดเป็ นเด ็ กพิการเพื่อเป็ นภาระให ้ พ่อแม่ตอ ้ งคอยดูแลเชื่อวา่เจา ้ หน้ีจะทา ทุก วิถีทาง เพื่อที่จะใหค ุ้ม ้ กบัหน้ีที่คา ้ งชา ระอยู่ กรณีที่เด ็ กมาทวงหน้ีพ่อแม่อีกกรณีคือ เมื่อภรรยาต้งัครรภ์และคลอดลูก ทารกที่ คลอดมาจะเสียชีวิตซ่ึงเหตุการณ์จะเป็ นลักษณะน้ีซ้ าๆ กันเกิดกับสามีภรรยาคู่ใด ชนเผ่า ม ้ งเรียกเด ็ กทารกว่า (Me nyuam toj pob) ชนเผ่าม ้ งจะไม่มีการประกอบพิธีศพให ้ ทารกที่ เสียชีวิตภายใน 3 วนัหลงัคลอด แต่จะตอ ้ งปฏิบตัิกบัศพของทารกน้นัดงัน้ี 1. นา หมิ่นหมอ ้ ข้ีเถา ้ หรือเลือดหมูมาทาแตม ้ ทา เป็ นสัญลกัษณ์บนร่างกายของทารก เช่น บริเวณแก ้ ม สะโพก มือ ขณะทา ก ็ สาปแช่งให ้ ดวงวิญญาณของทารกอย่ามา รบกวน พ่อแม่ เพื่อตัดความสัมพันธ์ท าให ้ ทารกเสียใจ จะไดไ้ ม่กลบัมาเกิดกบัสามี ภรรยาคู่น้นัอีกการทา พิธีน้ีจะใหป้ ้ า หรือ นา ้สาวเป็ นผทู้ า พิธีตดัสายสัมพนัธ์ 2. หลงัจากน้ันนา ร่างของทารกไปฝังไวใ้ นจอมปลวก หรือ บริเวณทางสามแพร่ง เพื่อ เป็ นการสาปแช่ง ตัดสายสัมพนัธ์ไม่ให ้ ดวงวิญญาณของทารกกลับมาเกิดกับสามี ภรรยาคู่น้นัอีก ความเชื่อเรื่องการมาเกิดใหม่ ชนเผา่ ม้ง มีความเชื่อกนัวา่คนที่กระทา ดีในภพน้ีเมื่อเสียชีวิตลงจะไดเ ้ กิดมาเป็ นคนอีก ในภพหน ้ า หรืออีกกรณีคือบุคคลผูน ้้ันเสียชีวิตลงท้งัๆ ที่ไม่ถึงเวลาดงัน้ันจึงกลบัมาเกิดใหม่ ลกัษณะของการมาเกิดใหม่มี2 ลกัษณะดงัน้ี 1. การมาเกิดใหม่กับพ่อแม่เดิม ชนเผ่าม้ง มีความเชื่อว่าการที่เด ็ กมาเกิดใหม่กบัพ่อแม่ในครอบครัวเดิม เป็ นเพราะว่า เด ็ กคนน้ียงัมีความรักความผูกพนักบัพ่อแม่คนเดิมและหลงัจากตายแลว ้ ก ็ ยงัอยากจะเกิดมา เป็ นลูกของสามีภรรยาคู่น้นัหรือในชาติภพก่อนเคยทา ความดีหรือทา บุญร่วมกนั


42 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 2. การมาเกิดใหม่กับพ่อแม่ใหม่ ชนเผ่าม้ง มีความเชื่อกนัวา่การที่เด ็ กตายแลว ้ กลบัมาเกิดใหม่แต่ไปเกิดกบัพ่อแม่ใหม่ เป็ นเพราะว่าตอนที่ยงัไม่ตายเด ็ กคนน้ีได ้ ทา การบนบานเอาไวว ้่าอยากเกิดเป็ นลูกของสามี ภรรยาคู่น้ัน พอตายไปแลว ้ จึงไดไ้ปเกิดกบัพ่อแม่ที่ตนเองอยากจะเป็ นลูก หรือเป็ นเพราะว่า เด ็ กคนที่เกิดมาน้นัมิใช่ลูกที่แทจ ้ ริงของพ่อแม่แต่มาเกิดกบัสามีภรรยาคู่น้นัเพราะวา่ตอ ้ งการ กลับมาทวงหน้ีที่พ่อแม่ในครอบครัวใหม่เคยก่อไวก ้ บัตนเองเมื่อชาติภพก่อน ถ้ามีเด็กเกิดใหม่ ในหมู่บ ้ าน พ่อแม่ของเด ็ กก ็ จะไปขอดูเด ็ กที่เกิดมาใหม่ว่ามีสัญลักษณ์หรือรอยต าหนิใน ตา แหน่งที่ตนเองเคยทา กบัลูกของตนไวห ้ รือไม่ถา ้ มีสัญลักษณ์ก ็ ถือวา่เด ็ กคนน้ีเป็ นลูกของตน กลบัมาเกิดหรือเด ็ กมีปานแดง ปานดา แต่เป็ นปานในตา แหน่งที่ตนเองไม่ไดท ้ า สัญลกัษณ์ไวก ้็ ถือวา่ ไม่ใช่ลูกของตน


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง 43 บทที่ 5 การดูแลสุขภาพระหว่างต้ังครรภ ์ การคลอด และพิธีกรรม ก. การปฏิบัติ ตัวขณะตั้งครรภ์ ในระหว่างต้งัครรภจ์ะมีพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆ เขา ้ มาเกี่ยวขอ ้ งมากมายจะมาก หรือน ้ อยข้ึนอยู่กับความจ าเป็ นและสุขภาพของหญิงมีครรภ์แต่ละคน หญิงมีครรภ์ที่มี สุขภาพจิต สุขภาพร่างกายดีขวญั ไม่อ่อนจะเกี่ยวขอ ้ งกบัพิธีกรรมนอ ้ ยแต่ท้งัน้ีทางน้นัการทา พิธีกรรมมากนอ ้ ยจะอยูท่ ี่การทา นายของหมอทรงดว ้ ยก่อนการทา นายหมอทรงจะดูจับชีพจร ของหญิงมีครรภ์เป็ นหลกัการมีขวญัที่แข ็ งแรงช่วยป้ องกันไม่ให ้ วิญญาณร้ายต่างๆ มาท า อนัตรายแต่ถา ้ หญิงมีครรภม์ ีขวญัอ่อนแอวิญญาณชวั่ร ้ ายต่างๆ จะทา อนัตรายไดง ้่าย ซ่ึงหาก เกิดข้ึนจะตอ ้ งแก ้ไขด ้ วยพิธีกรรมต่างๆ ชนเผ่าม้งเชื่อว่าในช่วงต้งัครรภ์จะเป็ นช่วงที่สตรี ขวญัอ่อนมากที่สุด ฉะน้นั หญิงมีครรภ์จะตอ ้ งระมดัระวงัและปฏิบตัิตนตามที่ผูอ ้ าวุโสไดส้ ั่ง สอนมีรายละเอียดดงัน้ี 1) สถานที่ต้องห้ามได้แก่ พ้ืนที่ที่มีการพงัทลายของหนา ้ ดิน บริเวณที่เป็ นขนุน้า ผอู้ าวโุสจะหา ้ มไม่ให ้ หญิงมีครรภเ์ดินทางไปในที่ไม่เป็ นมงคล ซ่ึงไดแ ้ ก่พ้ืนที่ที่มีการ พงัทลายของหนา ้ ดิน หรือ พ้ืนที่ที่เป็ นขุนน้า หรือพ้ืนที่น้า ออกรูเพราะเชื่อกนัว่าหญิงมีครรภ์ อาจจะถูกเจ้าที่ที่สถิตอยบู่ริเวณน้นั ท าให้แท้งลูกได้ เพราะในพ้ืนที่น้นั เป็ นบริเวณที่มีเจ้าที่แรง มาก บางคนที่แทง ้ บ่อยเกิดจากเจา ้ ที่ (Sub) อาจจะสามารถท าอันตรายได้หากหญิงมีครรภ์คน น้ันมีขวญัอ่อน เพราะถา ้ หากว่าหญิงมีครรภ์เป็ นอะไรไปจะมีผลต่อทารกในครรภ์ดว ้ ย หรือ หญิงมีครรภ์ต้องท าพิธีกรรมเพื่อขอมา (Pauj siv khaw koob caum dab) เมื่อมีความต้องการ เดินทางไปในที่ไกลๆ หรือจา เป็ นตอ ้ งเดินทางผ่านในสถานที่ตอ ้ งห ้ าม ซ่ึงอาจถูกผีเจา ้ป่าผีเจา ้ เขารบกวน จะมีการคว่า น้า (Khwb dej / Khwb plis) ครอบเพื่อซ่อนขวญัของลูกในครรภ์ไมใ่ห ้ สิ่งชวั่ร ้ ายมองเห็นหรือรบกวนทารกในครรภ์ได้ 2) กิจกรรมในบ้าน หญิงมีครรภ์และสามีต้องไม่ตัดสิ่งของใดๆ ในห ้ องนอนและซ่อมแซมห้องนอน เพราะ มีความเชื่อว่าอาจจะตดัโดนอวยัวะของลูกในครรภ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะ พิการ


44 องค์ความรู้ภูมิปัญญาการดูแลแม่และเด็กชนเผ่าม้ง หญิงมีครรภ์และสามีต้องไม่มีการตดัครกกระเดื่องที่อยูใ่นบา ้ น การตัดคานครกและ สากครกก ็กระท าไม่ได ้ เพราะจะไปกระทบเด ็ กในครรภ์เพราะ มีความเชื่อว่าอาจจะ ตัดโดนอวัยวะของลูกในครรภ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะพิการ หญิงมีครรภ์และสามีและสมาชิกทุกคนในครอบครัว ต้องไม่ขุดคุย ้ ข้ีเถา ้ ท้งัเตาไฟเล ็ ก และเตาไฟใหญ่จะไม่มีการตักเอาข้ีเถา ้ ออกจากเตาไฟเป็ นอนัขาด หรือแมแ ้ ต่การหมุน กระทะใบใหญ่ที่เตาไฟใหญ่ก ็ ห ้ ามเด ็ ดขาด เพราะมีความเชื่อว่าจะไปกระทบเด ็ กใน ครรภ์ท าให้หญิงมีครรภ์แท้งลูกได้ 3) กจิกรรมในชุมชน หญิงมีครรภ์และสามีตอ ้ งงดเขา ้ บา ้ นของผอู้ื่นที่มีคนกา ลงัอยไู่ ฟหรืออยเู่ดือน หรือหา ้ ม มิให้บุคคลอื่นเข้ามาในบ้านโดยสวมรองเทา ้ หรือสะพายยา่ม เพราะมีความเชื่อว่าลูก ในทอ ้ งจะแยง่น้า นมของเด ็ กทารกคนน้นัทา ให ้ น้า นมของแม่เด็กคนน้นัมีไม่เพียงพอ ใหเ ้ ด ็ กทารกดื่มกิน ทา ใหท ้ ารกไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตอยา่งเตม ็ ที่ ห้ามหญิงมีครรภ์และสามีพูดจาลอ ้ เลียนคนอื่นหรือดูถูกเหยียบหยามใครไม่ว่าคนแก่ คนพิการหรือบุคคลทวั่ๆ ไปโดยเฉพาะเด ็ กที่ไม่สมประกอบ เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อ คลอดลูกจะมีร่างกายเหมือนคนที่พ่อและแม่เคยลอ ้ เลียน ไม่ควรไปร่วมพิธีศพมีความเชื่อกนัว่า หญิงมีครรภจ์ะเป็ นคนขวญัอ่อน ถา ้ไปเจอกบั สิ่งชั่วร ้ าย ก ็ จะท าให ้ไม่สบายได ้ ผูร ู้้ หรือผู้ เฒ่าผูแ ้ ก่เลยห ้ ามหญิงมีครรภ์เข ้ าร่วม พิธีกรรม 4) สัตว์ สอนให ้ หญิงมีครรภห์ ้ ามแตะหรือทา ร ้ ายสัตว์เช่น หา ้ มหญิงมีครรภแ์ตะสุนขัเพราะมี ความเชื่อว่าเมื่อหญิงมีครรภค์ลอดลูกเด ็ กทารกจะไม่ยอมกระพริบตา ตาของเด็กทารกจะเล็ก เหมือนตาสุนัข ซ่ึงเป็ นผลกรรมที่หญิงมีครรภก์ ่อไว ้ 5) อาหาร ขณะที่ต้งัครรภ์หญิงมีครรภ์มีอาการอยากรับประทานของแปลกๆ สามีต้องพยายามหา สิ่งของต่างๆ เหล่าน้ันให ้ ภรรยารับประทานให ้ เพียงพอในขณะเดียวกนัทารกเองก ็ ตอ ้ งการ อาหาร เพื่อที่จะนา มาสร ้ างความเจริญแก่ร่างกาย ชนเผ่ามง ้มีความเชื่อเกี่ยวขอ ้ งกบัอาหารของ หญิงมีครรภ์วา่อยากรับประทานเน้ือไก่ไข่ไก่แต่ไม่ไดรับประ ้ ทานเมื่อคลอดเด ็ กปรากฏว่าหู


Click to View FlipBook Version