The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:01:34

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ความรู้ภูมิปัญญาดา้นการดูแลสุขภาพของแม่และเด ็ กชนเผ่าปกาเกอะญอ สมาคมศูนยร์วมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท) โครงการนีไ้ด้รับการสนับสนุนจากองคก์าร Bernard Van Leer Foundation ประเทศเนเธอร์แลนด์ พฤษภาคม 2545


องค์ความรูภู้มิปัญญาดา้น การดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ รายงานผลการวิจัย เรื่อง องคค์วามรู้ภูมิปัญญาดา้นการดูแลสุขภาพของแม่และเด ็ กชนเผ่าปกาเกอะญอ สมาคมศูนยร์วมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท) โครงการนีไ้ด้รับการสนับสนุนจากองคก์าร Bernard Van Leer Foundation ประเทศเนเธอร์แลนด์ พฤษภาคม 2545


องค์ความรูภู้มิปัญญาดา้น การดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยนี้ส าเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ชาวบ้าน บ้านขุนแปะ , บ้านห้วยมะนาว ,บ้านขุน แตะ,บ้านห้วยส้มป่ อย,บ้านห้วยขนุน, บ้านเด่นทุกท่าน คือผู้อาวุโส ผู้รู้ในชุมชน ผู้น าชุมชน รวมทั้ง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความกรุณาเอื้อเฟื้อด้านการให้ข้อมูล และในการอ านวยความสะดวกตลอด ระยะเวลาการท างานวิจัยนี้ และขอขอบคุณอาจารย์ชูพินิจ เกษมณี ภาควิชาพื้นฐานของ การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อาจารย์สามารถ ศรีจ านงค์ ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายประเสริฐ ตระการ ศุภกร เจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคม IMPECT นายศกัดิ์ดา แสนม่ีผูอ้า นวยการสมาคม IMPECT ที่ ได้ช่วยเหลือให้ค าแนะน าตลอดมาอย่างดียิ่ง จนงานวิจัยส าเร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส ผู้เฒ่า ผู้แก่ในชุมชน ผู้รู้เฉพาะด้าน และเพื่อน ร่วมงานทุกท่าน ที่ได้ส่งเสริมสนับสนุนในการท างานวิจัยครั้งนี้จนส าเร็จสมบูรณ์ด้วยดี คณะผู้จัดท า


องค์ความรูภู้มิปัญญาดา้น การดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ ค าน า การจัดการศึกษาส าหรับชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยนั้นเพิ่งมีขึ้นในระยะ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ตามนโยบายรวมพวกของรัฐบาล (Integration policy) นโยบายดังกล่าวทั้งใน เชิงโครงสร้างและเชิงปฏิบัติจริงๆแล้วเป็นนโยบายการผสมกลมกลืน (Assimilation) หลักสูตรการ เรียนการสอนในปัจจุบันที่ใช้สอนอยู่ในโรงเรียนทุกๆแห่งในเมืองไทยนั้นเป็นหลักสูตรเดี่ยว (เป็น หลักสูตรเดียวกันกับที่ใช้สอนทั้งเด็กในเมืองและเด็กชนกลุ่มน้อยในชนบท) การจัดการศึกษาที่ไม่ เหมาะสมให้แก่เด็กชาวไทยภูเขานั้นได้ส่งผลกระทบต่อเด็กชาวไทยภูเขาที่ได้รับการศึกษาใน ลักษณะนี้อย่างมาก จ านวนเด็กนักเรียนที่ออกจากระบบการศึกษาในระดับต่างๆ มีจ านวนเพิ่มขึ้น มีความสับสนและความไม่แน่ใจเกี่ยวกับแนวทางที่ว่ามรดกทางวัฒนธรรมของเขาจะไปร่วมกันได้ กับวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่าเช่นวัฒนธรรมไทยที่พวกเขาถูกดูดซึมเข้าไปนั้นได้หรือไม่ การศึกษาที่จัดให้ในปัจจุบันมีการอบรมเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับชีวิตสิ่งแวดล้อมในเมือง และการอพยพเข้าไปในเมืองมากขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวได้น ามาซึ่งปัญหาและประเด็นต่างๆ ที่ เด็กและเยาวชนเหล่านี้ต้องเผชิญ โดยปราศจากความรู้สึกภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของตนเอง การแพร่ระบาดของยาเสพติดในแหล่งชุมชนแออัดในเมือง การขยายตัวของชุมชน แออัดเอง รวมทั้งภัยคุกคามตัวใหม่ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การติดเชื้อโรค เอดส์ ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องรับมือด้วย นอกจากนั้น มีปัญหาการจ้างแรงงาน เช่น สภาพการท างานที่ไม่ดีและการขาดแคลนแรงงานที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆดังกล่าวผู้วิจัยเห็นว่าเกิดขึ้นเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่เด็กๆและเยาวชน ชาวไทยภูเขาเหล่านั้นได้รับโดยตรง ขณะที่ในส่วนของมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ระบบการนับถือผู้ อาวุโส กฎหมายจารีตประเพณี และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติที่มีอิทธิพลในการควบคุม เยาวชนนั้นได้สูญหายไป เนื่องจากกระแสการคุกคามของวัฒนธรรมที่เข้มแข็งกว่าและมีลักษณะ ครอบง าที่มีต่อวัฒนธรรมของเขาวัฒนธรรมที่พวกเขาไม่เคยยอมรับและไว้วางใจเหมือนวัฒนธรรม ของเขาเอง มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ถูกรวมอยู่ในงานวิจัยนี้เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะเกิดความ ยั่งยืนสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย การประสานงานกับตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่ เหมาะสม เนื้อหาของรายงานวิจัยนี้จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการดูแล สุขภาพของแม่และเด็กของชนเผ่าปกาเกอะญอ รายงานวิจัยฉบับนี้ผู้ท าวิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ส่วนข้อบกพร่องต่างๆผู้วิจัยต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย คณะผู้จัดท า


องค์ความรูภู้มิปัญญาดา้น การดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ องคค์วามรู้ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ ผลิตโดย :สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(ศ.ว.ท) : โครงการสร้างฐานเด็กเล็กก่อนวัยเรียนบนพื้นที่สูง 252 หมู่ 2 ต าบลสันทรายน้อย อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50210 โทรศัพย์ (053) 492544 , 398591 โทรสาร (053) 398592 สนับสนุนการผลิตโดย : Bernard Van Leer Foundation Netherlands สงวนลิขสทิธิ์


องค์ความรูภู้มิปัญญาดา้น การดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ สารบัญ บทท1 ี่บทน า 2-7 บทที่2 ภูมิหลังของหมู่บ้านทศี่ึกษา 8-15 บทที่3 สภาพท่วัไปของหมู่บ้านศึกษาวิจัย 16-35 บทที่4 แนวคดิและความเชื่อเกี่ยวกับการเกดิการตาย และการเกิดใหม่ 34-45 บทที่5 การตั้งครรภ์และการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ 46-50 บทที่6 การคลอด การอยู่ไฟ และโรคผิดเดือน 51-58 บทที่7 พัฒนาการของทารกตามวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอ 59-60 บทที่8 เด็กทอี่ยู่ในสภาพผดิปกติ 61-64 บทที่9 การเรียนรู้การอบรมส่ังสอนในเรื่องคณุธรรม จริยธรรมและ ศิลปะหัตกรรมทเี่กี่ยวข้องกับเด็ก 65-72 บทที่10 นันทนาการ 73-122 บทที่11 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 123-125 บทที่12 ภาคผนวก ภาคผนวก (ก) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านขุนแปะ ภาคผนวก (ข) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านห้วยขนุน ภาคผนวก (ค) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านห้วยมะนาว ภาคผนวก (ง) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านเด่น ภาคผนวก (จ) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านห้วยส้มป่อย ภาคผนวก (ฉ) รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆบ้านขุนแตะ ภาคผนวก (ช) คณะผู้ด าเนินงานวิจัย ภาคผนวก (ซ) รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูล ภาคผนวก (ฌ) แผนผังหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมาย ภาคผนวก (ญ) โครงสร้างการจัดระเบียบทางสังคมชนเผ่าปกาเกอะญอ บรรณานุกรม 126-147 148


บทที่1 บทน ำ ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ พื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างลงมาจนถึงภาคกลางฝั่ งตะวันตกมีกลุ่มชาติพันธุ์ หลากหลายกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่สูงของประเทศไทย ทางราชการได้ใช้ชื่อเรียกรวมว่า “ชาวเขา” ส าหรับ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับจากทางราชการว่าเป็นพลเมืองไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 9 เผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) ละหู่ (มูเซอ) ลีซู (ลีซอ) อาข่า (อีก้อ) ลัวะ ถิ่น และขมุ และต่อมาได้นับรวมชนเผ่า มลาบรีเข้า ไว้ด้วย จึงรวมเป็น 10 กลุ่มเผ่า ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยอื่น ๆ ทางราชการยังไม่ให้การรับรองว่าเป็นชาวเขาใน ประเทศไทย กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ใน 20จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ล าพูน ล าปาง ตาก สุโขทัย ก าแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สรุปข้อมูลจ ำนวนประชำกรของชนเผ่ำในประเทศไทย ล ำดับที่ กลุ่ม จ ำนวนประชำกร รวมเป็ นร้อยละ เผ่ำ หมู่บ้ำน ครอบครัว จ ำนวนคน 1 ปกำเกอะญอ 1,968 81,090 411,670 47.51 2 ม้ง 247 18,162 145,196 16.76 3 ลำหู่ 412 17,034 95,917 11.06 4 อำข่ำ 275 11,340 65,595 7.56 5 เมี่ยน 172 6,490 43,017 4.96 6 กะถิ่น 156 8,435 42,782 4.93 7 ลีซู 137 5,454 33,171 3.83 8 ลั๊วะ 64 3,539 18,585 2.14 9 ขมุ 41 2,214 10,540 1.22 10 มำบลี 2 63 276 0.03 รวม 3,492 153,821 866,749 100.00 ที่มำ : สถำบันวิจัยชำวเขำ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่, มีนำคม 2545 อย่างไรก็ตาม การเข้าด าเนินการกับชุมชนบนพื้นที่สูงของรัฐนับตั้งแต่ที่ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมกำรสงเครำะห์ชำวเขำ”ขึ้นในปี 2502 เป็นต้นมา ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ชาวเขาเหล่านี้เป็น ต้นเหตุแห่งปัญหาต่าง ๆ ที่รัฐจะต้องเข้าไปแก้ไข โดยเฉพาะในช่วงปี 2500 กว่าที่เกิดสงครามแย่งชิงประชาชน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 2 รัฐบาลหวาดระแวงว่ากลุ่มชนบนพื้นที่สูงจะเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้าม จึงพิจารณาว่าชาวเขาเหล่านี้อาจเป็นภัยต่อ ความมั่นคงของประเทศได้ด้วย กล่าวได้ว่าการพัฒนาชาวเขาของภาครัฐเกิดจากฐานคิดที่จะแก้ปัญหาอันเกิด จากตัวชาวเขามากกว่าที่จะก าหนดขึ้นจากการค านึงถึงศักยภาพที่กลุ่มชนบนพื้นที่สูงมีอยู่เป็นทุนเดิม รัฐคาดหวังว่าจะใช้การศึกษาจะเป็นเครื่องมือส าคัญในการที่จะผสมกลืนกลายให้ชาวเขาเป็นพลเมือง ไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งในระดับประเทศ รัฐได้ใช้หลักสูตรการประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2521อันเป็นหลักสูตร เดี่ยว ในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอด รวมทั้งโรงเรียนในชุมชนต่าง ๆ บนพื้นที่สูง อันมี หน่วยงานหลักรับผิดชอบคือ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรประถมศึกษำแห่งชำติ (สปช.) ต่อมาในปี 2523 กรมกำรศึกษำนอกโรงเรียน (กศน.) ได้ริเริ่มโครงการศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) และได้ ประกาศใช้หลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา พ.ศ. 2524 โดยได้เริ่มเปิดโอกาสให้มีการพัฒนา หลักสูตรท้องถิ่นได้บ้าง ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม อย่างไรก็ตาม หลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขต ภูเขา แท้จริงแล้วเป็นการน าวัตถุประสงค์การเรียนรู้มาจากหลักสูตรการประถมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2521 นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาส าหรับเด็กในวัยเรียนบนพื้นที่สูง มีสองหน่วยงานหลักเป็นผู้รับผิดชอบ ได้แก่ สปช.และ กศน. โดยทั่วไป เด็กก่อนวัยเรียนส่วนน้อยบนพื้นที่สูงที่มีโอกาสเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งยังมีอยู่ น้อยในชุมชนบนพื้นที่สูง หน่วยงานที่ท าหน้าที่พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเหล่านี้ ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน กรม ประชาสงเคราะห์ สปช. และ กศน. บางแห่ง ถึงแม้ความสนใจเกี่ยวกับการบูรณาการวัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงเข้าสู่ ระบบการศึกษาจะได้รับความสนใจและเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นความสนใจส าหรับเด็กในวัย เรียนที่เข้าศึกษาในโรงเรียนหรือในศูนย์การศึกษาชุมชน แต่ความคิดดังกล่าวยังไม่แพร่มายังศูนย์พัฒนาเด็กก่อน วัยเรียน สมำคมศูนยร์วมกำรศึกษำและวัฒนธรรมของชำวไทยภูเขำในประเทศไทย (IMPECT) ได้อาศัย ฐานคิดว่า การปลูกฝังวัฒนธรรมตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กปฐมวัย อันจะช่วยเสริมสร้างฐานวัฒนธรรมที่มั่นคงและ สามารถพัฒนาเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าของสังคมในระดับต่าง ๆ แต่ในการด าเนินงานไปตาม แนวความคิดนี้จ าเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาชนเผ่าในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ อนามัยแม่และเด็ก และการเลี้ยงดูเด็กเล็ก ด้วยเหตุนี้ จึงจ าเป็นต้องศึกษารวบรวมองค์ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้ เพื่อจะได้น ามาใช้ประโยชน์ในการด าเนินกิจกรรมของโครงการ เฉพาะในส่วนของชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในบรรดากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง คือ 411,670 คน (ข้อมูลปี 2545 ) และมีประชากรกระจายอยู่ทั้งในภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง และภาค กลางฝั่ งตะวันตก สมาคม IMPECT ได้เลือกหมู่บ้านกะเหรี่ยงจ านวนหนึ่งในพื้นที่อ าเภอจอมทอง จังหวัด เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ด าเนินโครงการเป็นการน าร่อง ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้เป็นกลุ่มย่อยที่เรียกตนเองว่า “ปกาเกอะญอ”ซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนไว้ได้มาก และหมู่บ้านที่ได้เลือกเข้าร่วมโครงการ เหล่านี้มีหน่วยงานพัฒนาของทางราชการเข้าให้บริการในชุมชนแล้ว การศึกษาวิจัยนี้ นอกจากเพื่อรวบรวมองค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวแล้ว ยังเป็นที่คาดหวังว่าจะเสริมสร้างกระบวนการปลุกจิตส านึกในการเลี้ยงดูเด็กโดย ใช้ฐานวัฒนธรรมประเพณีของตนได้ด้วย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 3 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอเกี่ยวกับประเพณีการเกิดและการเลี้ยงดูเด็กตาม ประเพณี 2. เพื่อรวบรวมสื่อพื้นบ้านของชาวปกาเกอะญอที่ใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็ก 3. เพื่อใช้กระบวนการวิจัยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการรวบรวมองค์ความรู้ที่ต้องการ 4. เพื่อปลุกจิตส านึกให้แก่ชุมชนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของการเลี้ยงดูเด็กเล็กตาม ประเพณีของชาวปกาเกอะญอ ขอบเขตของกำรศึกษำ กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา ได้เลือกหมู่บ้านของชนเผ่า ปกาเกอะญอ จ านวน 6 หมู่บ้านเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ เจาะจงศึกษา ดังต่อไปนี้ 1) หมู่บ้านขุนแปะ ต าบลบ้านแปะ อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 2) หมู่บ้านขุนแตะ ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 3) หมู่บ้านห้วยส้มป่ อย ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 4) หมู่บ้านห้วยขนุน ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 5) หมู่บ้านห้วยมะนาว ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 6) หมู่บ้านเด่น ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ส าหรับขอบเขตของเนื้อหาการศึกษานี้ มุ่งความสนใจไปที่ประเพณีและความเชื่อ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด การปฏิบัติตัวหลังคลอดของ มารดา การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งการเล่นของเด็ก ระเบียบวิธีกำรศึกษำ การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเข้าปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจากชาวบ้านในหมู่บ้านเป้าหมาย เข้าร่วมกระบวนการศึกษา เช่น การจัดประชุมในระดับชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านร่วมแลกเปลี่ยนใน เรื่อง ต่างๆ ที่ศึกษาอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับ วิถีความเป็นอยู่ของชุมชน รวมทั้ง เรื่อง องค์ ความรู้ภูมิปัญญาของแม่และเด็ก ก่อนที่จะก าหนดแนวทางในการรวบรวมข้อมูลในขั้นต่อไป เป็น วิธีการวิจัยจากมุมมองของชาวบ้าน ในด้านความรู้ภูมิปัญญาของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ ในทัศนะและความต้องการของชาวบ้าน โดยได้รวบรวมข้อมูลและทัศนะของชาวบ้านด้านองค์ ความรู้ภูมิปัญญาส าหรับแม่และเด็กจากการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับชุมชน สร้างเป็น แนวค าถามและการสัมภาษณ์ทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคล ในการศึกษาครั้งนี้ มีการเก็บข้อมูลทั้งแบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ข้อมูลเชิงปริมาณได้จาก แบบสอบถามระดับครัวเรือน โดย ส ารวจในครัวเรือนที่มีเด็กเล็กในหมู่บ้านบางหมู่บ้าน ข้อมูลเชิงคุณภาพได้ จากแบบสัมภาษณ์ ทั้งบุคคลและกลุ่ม การสัมภาษณ์รายบุคคล โดยเฉพาะ ผู้รู้และเชี่ยวชาญ ในด้านการเลี้ยง ดูเด็ก การสัมภาษณ์กลุ่มนั้นท าโดยการร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้านแต่ละหมู่บ้าน เช่น การพูดคุย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 4 กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของชนเผ่า ตลอดจนมีการจัด ประชุมเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนในพื้นที่ เป็น กระบวนการที่ชาวบ้านร่วมค้นหาสภาพปัญหา ด้านองค์ความรู้ ภูมิปัญญาประเพณีวัฒนธรรมของขนเผ่าตนเอง และในขณะเดียวกันได้ร่วมกันคิดค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน สิ่งที่ส าคัญของกระบวนการนี้คือ เป็น จุดเริ่มของการสนับสนุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งจะน าไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านการ ดูแลเลี้ยงดูเด็กของชนเผ่าปกาเกอะญอ เพื่อจะได้ถ่ายทอดสืบทอดสู่รุ่นลูกหลาน ต่อไป วิธีการและขั้นตอนในการด าเนินงาน เริ่มจากการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการและวาง แผนการด าเนินงาน แล้วจึงจัดประชุมชาวบ้านในหมู่บ้านเป้าหมายเพื่อท าความเข้าใจโครงการร่วมกันและระดม ความคิดในประเด็นที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงน าข้อมูลที่ได้มาพัฒนาเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งต่อมาได้ พัฒนาและใช้เครื่องมือต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. แบบสอบถามระดับครัวเรือน 2. แบบสอบถามระดับชุมชน 3. แบบสังเกตการณ์ 4. แบบสัมภาษณ์ครูสอนเด็กเล็ก 5. แบบสัมภาษณ์เด็กเล็ก 6. แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 7. เครื่องบันทึกเสียง 8. กล้องถ่ายรูป เครื่องมือเก็บข้อมูลได้ถูกน าไปทดลองใช้ ปรับแก้ และน าไปใช้เก็บข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ในหมู่บ้านที่ ศึกษา ส่วนใหญ่ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากแบบสอบถามระดับครัวเรือน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการ สัมภาษณ์บุคคลและการจัดเวทีเสวนาในระดับชุมชน รวมทั้งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมด ถูกน ามาประมวลผลและวิเคราะห์ร่วมกันเป็นระยะ ๆ จากนั้นจึงจัดท ารายงานฉบับร่าง แล้วน าเสนอต่อชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ อาจารย์ชูพนิจิเกษมณีภาควิชาพื้นฐานของการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีน ค ริน ท รวิโรฒ อาจารย์สามารถ ศรีจ านงค์ภาค วิชาพื้น ฐาน การศึกษ า ค ณ ะศึกษ าศาสต ร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายประเสริฐ ตระการศุภกร เจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคม IMPECT นายศกัดิด์า แสนมี่ ผู้อ านวยการสมาคม IMPECT เพื่อให้ข้อวิจารณ์และข้อคิดเห็นเพิ่มเติม แล้วจึงน ารายงานมาปรับปรุงเป็นครั้ง สุดท้าย ระยะเวลำกำรด ำเนินกำร ระยะเวลาในการด าเนินงานการศึกษาข้อมูลในภาคสนามแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้ ช่วงแรก ได้ออกศึกษาทดลองใช้แบบสอบถามต่างๆ ในหมู่บ้านขุนแปะ มีจ านวนแบบสอบถาม จ านวน 5 ชุด หลังจากนั้นได้ท าแบบสอบถามต่าง ๆ กลับมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ ช่วงทสี่อง ได้ออกเดินทางไปศึกษาในหมู่บ้านทั้ง 6 หมู่บ้านน าไปแลกเปลี่ยน และเสนอต่อชาวบ้าน นักวิชาการ และที่ปรึกษา ทั้ง 6 หมู่บ้าน เพื่อเป็นการตรวจสอบ ว่าข้อมูล ที่ได้มา ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ค้นหาสภาพปัญหาของชุมชน โดยเป็นเวทีให้ชาวบ้านทั้งชายและหญิง เข้า


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 5 มามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของชุมชนและองค์ ความรู้ต่างๆ ที่ได้เก็บมาร่วมกันในระยะ เวลา 7 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2541- กุมภาพันธุ์ 2542


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 6 ขั้นตอนในกำรดำ เนินงำน 1. ระดับชุมชน 2. ระดับกลุ่ม(ผู้รู้ / ผู้อาวุโส) 3. เวทีระดับหมู่บ้าน 4. ระดับครอบครัว 5. ระดับบุคคล(ครู / เด็ก) จัดประชุมเจ้าหน้าที่ เตรียมการ ทดลองใช้เครื่องมือ ปรับปรุงเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล น าเสนอข้อมูลรายงานให้ ชาวบ้าน วางแผนการด าเนิน งาน ประชุมชาวบ้านแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และข้อคิดเห็น การสร้างเครื่องมือส าหรับ งานวิจัย น าเครื่องมือไปใช้ การประมวลผลข้อมูล วางแผนก าหนดกิจกรรม ภาคปฏิบัติ ด าเนินกิจกรรมตามแผน การประเมินผล เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ปรับปรุงรายงาน น าเครื่องมือไปใช้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 7 ผลทคี่ำดว่ำจะได้รับ 1. ได้เอกสารรายงานผลการศึกษาวิจัยที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีการเกิด การดูแลสุขภาพแม่และ เด็ก และการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็ก 2. เกิดเวทีพูดคุยและความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กเล็ก 3. เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนอันประกอบด้วย ผู้น าชุมชน ผู้อาวุโส ผู้รู้ และผู้ปกครองเด็กเล็กกับศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กในการพัฒนาหลักสูตรวัฒนธรรมและสื่อต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมส าหรับเด็กเล็ก เช่น สื่อวีดีทัศน์ แถบบันทึกเสียง Compact Disc และหนังสือรวบรวมบทเพลง นิทานพื้นบ้าน และสื่อ พื้นบ้านต่าง ๆ 4. ชาวบ้านเกิดความเข้าใจและเห็นความส าคัญของงานวิจัยเพื่อชุมชนและสามารถน าความรู้จากการ วิจัยมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาเด็กเล็กได้ 5. ชาวบ้านเกิดความมั่นใจในการน าวัฒนธรรมประเพณีมาใช้ทั้งในการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนของ ตนเองได้ 6. รู้ถึงองค์ความรู้ ระบบภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม วิถีการด าเนินชีวิตของเผ่าปกาเกอะญอ 7. ชุมชนเกิดความตระหนักและรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม องค์ความรู้ ภูมิปัญญาของแม่และเด็กของชน เผ่าได้ 8. ชุมชนเกิดความร่วมมือที่จะรื้อฟื้นและสืบทอดในด้านวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น 9. ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหา ได้ด้วยตนเอง โดยใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นฐานมากขึ้น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 8 บทที่2 ภูมิหลังของหมู่บ้านทศี่ึกษา 1. ประวัติความเป็ นมา จากหลักฐานศิลาจารึกโบราณที่ค้นพบในพม่าระบุว่า ชนเผ่า ปกาเกอะญอ ตั้งหลักแหล่ง อยู่ในพม่ามาประมาณ 600-700 ปีแล้วนานก่อนที่ไทยกับพม่าจะแบ่งพรมแดนกันอย่างชัดเจน แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีหัวเมืองบางแห่งทางภาคเหนือของไทยที่มีชื่อเป็นภาษาปกาเกอะญอ ชน เผ่าปกาเกอะญออีกส่วนหนึ่งได้อพยพเข้ามาในเขตพรมแดนไทยเมื่อประมาณ 300 กว่าปีที่ผ่านมา โดยกระจายกันตั้งหลักแหล่งอยู่ใน 15 จังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย เชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีชนเผ่าปกาเกอะญออยู่มากที่สุด ปกาเกอะญอแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ๆ มีอยู่ 4 กลุ่มได้แก่ (1) กะเหรี่ยงสะกอ หรือ Sgaw ซึ่งเรียกตนเองว่า "ปกาเกอะญอ" แต่คนไทยทั่วไปมักจะ เรียกว่ากะเหรี่ยงขาวหรือยางขาว (2) กะเหรี่ยงโป เรียกตนเองว่า หรือ "โพล่ง" หรือ”โผล่ง” ซึ่งคนไทยมักเรียกว่า "กะเหรี่ยง แดง" หรือยางแดง (3) กะเหรี่ยงบะเว หรือ คะยา หรือที่คนไทยเรียกว่า "ยางแดง" (4) กะเหรี่ยงตองสู เรียกตนเองว่า "ปาโอ" 1 ที่มาของค าว่า"กะเหรี่ยง" ซึ่งมาจากรากศัพท์เดิมภาษาพม่าที่เรียกปกาเกอะญอว่าคะยา หรือเก่อญอ ฝรั่งเรียกปกาเกอะญอว่า “คาเรน(Karen)” ส่วนคนเมือง(คนไทยในเขตล้านนา)เรียกป กาเกอะญอว่า “ยาง” ชื่อต่างๆ เหล่านี้เป็นชื่อที่บุคคลภายนอกใช้เรียก ชาวกะเหรี่ยงในเขต ล้านนา เรียกตนเองว่า “ปกาเกอะญอ” ซึ่งแปลว่า “คน” ค าเรียกอื่นๆดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเป็น ค าที่คนปกาเกอะญอไม่ชอบ เพราะรู้สึกเป็นค าที่มีความหมายเชิงดูถูกหรือเหยียดหยาม ในประเทศไทยปกาเกอะญอแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆมากมายเช่นเดียวกัน แต่กลุ่มที่มีจ านวน มากมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มสะกอซึ่งอาศัยอยู่ตามจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ตาก แม่ฮ่องสอน และ ล าปาง และกลุ่ม “โพล่ง” ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอ าเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อ าเภอทุ่งหัว ช้าง จังหวัดล าพูน และในจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น ส าหรับกลุ่ม คะยา และตองสูส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเขตประเทศพม่า ส่วนที่อาศัยอยู่ในเขตประเทศไทยจะ 1 ศูนย์ศิลปชนแห่งประเทศไทย อ้างอิงแล้ว 2535 หน้า 89


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 9 กระจายกันอยู่ตามรอยตะเข็บชายแดน เช่น จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอนปัจจุบันในประเทศไทยมี ประชากรกะเหรี่ยงทั้งหมด 411,670 คน (สถาบันวิจัยชาวเขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนาคม 2545) 2. ลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการดา เนินชีวิตชาวบ้านปกาเกอะญอ ชนเผ่าปกาเกอะญอตั้งถิ่นฐานทั้งที่อยู่เขตป่ าภูเขาและพื้นราบ ในการตั้งถิ่นฐานแต่ละ แห่งจะมีผู้น าตั้งถิ่นฐาน ปกาเกอะญอมีวิถีการด าเนินชีวิตที่เรียบง่าย รักความสงบรวมทั้งมี ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมเป็นของตนเองและมีความผูกพันกับธรรมชาติและใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ มีระบบการผลิตและระบบการด าเนินชีวิตที่เอื้อต่อระบบ นิเวศน์ คติของชนเผ่าปกาเกอะญอคือรักความสงบ รักชีวิตที่เรียบง่ายไม่ชอบรุกรานใคร 3. ความเชื่อทางศาสนา ชาวปกาเกอะญอมีทั้งที่นับถือผี (ผีบรรพบุรุษ) ศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธ แต่ โดยรวมๆ แล้วปกาเกอะญอเชื่อกันว่าทุกสรรพสิ่งมีสิ่งศกัดิส์ิทธิ์หรือที่เรียกรวมๆ ว่า “ผี” ดูแลรักษา อยู่ท าให้ชาวปกาเกอะญอไม่กล้าล่วงละเมิด ชาวปกาเกอะญอมีความเคารพธรรมชาติมากเพราะ เป็นแหลง่บนัดาลความอดุมสมบรูณม์าให้ สิ่งท่ีปกาเกอะญอถือว่าเป็นสิ่งศกัดิส์ิทธิ์หรือลกึลบัน่า กลัว เป็นผีหรือวิญญาณที่มีทั้งดีและชั่วร้ายนั้นมีอยู่หลายอย่าง เช่น (1) เทพเจ้าแห่งสัจธรรมหรือที่เรียกว่า ต่าทีต่าเต๊าะ หรือสิ่งสูงสุดซึ่งจะสถิตทุกหนทุกแห่ง (2) ผีที่เกี่ยวกับครอบครัว เครือญาติคือ ซิโข่ หมื่อ คกา หรือผีบรรพบุรุษ (3) ผีที่สถิตอยู่ในที่ต่างๆ ซึ่งจะให้คุณแก่มนุษย์ในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติเช่น ผีต้นน ้า ผีห้วย ผีป่ า ผีภูเขา ผีพญาปลวก เป็นต้น (4) ส่วนผีที่ไม่ดี เช่น ผีกะ ผีหลวงช้าง ผีม้า ผีก็องกอย เป็นต้น 4. โครงสร้างและการจัดระเบียบทางสังคม โครงสร้างสังคมปกาเกอะญอประกอบด้วยผู้น าหมู่บ้านที่มีบารมี คนในหมู่บ้านให้การ ยอมรับนับถือ ผู้น านี้เรียกว่า ฮีโข่ (ผู้น าหมู่บ้านตามประเพณี) จะท าหน้าที่ปกครองหมู่บ้าน ดูแล ทุกข์สุข ตัดสินคดีความข้อพิพาท เช่น การพิพาทระหว่างหญิงชายก่อนแต่งงาน ฮีโข่ ร่วมกับผู้ อาวุโสในหมู่บ้านจะพิพากษาตัดสิน นอกจากนี้แล้ว ฮีโข่ เป็นผู้น าท าพิธีกรรมต่างๆ ของชุมชน ต่อมาภายหลังมผู้น าที่เป็นทางการเกิดขึ้น จึงอาจสรุปได้ว่าปัจจุบันผู้น าของชนเผ่าปกาเกอะญอมี สองประเภท คือ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 10 (1) ผู้น าดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า ฮีโข่ ซึ่งสามารถสืบทอดต าแหน่งจากพ่อไปสู่ลูก ผู้น า ประเภทนี้เป็นผู้ชาย มีบทบาทด้านพิธีกรรมและอบรมด้านจริยธรรมเป็นหลัก ในแต่ละหมู่บ้านจะ มีผู้ช่วยของฮีโข่อยู่ด้วยเรียกว่า ฮีข่อ (2) ผู้น าทางการ มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับงานพัฒนา และการติดต่อประสานกับภายนอก หรือทางราชการเป็นหลัก ในกรณีที่ชุมชนเกิดข้อพิพาทระหว่างกัน ผู้น าทั้งสองส่วนจะร่วมกันใน การตัดสินหรือไกล่เกลี่ยด้วย 5. โครงสร้างทางสังคม ครอบครัว ครอบครัวถือว่าเป็นสถาบันพื้นฐานของคนทุกกลุ่มในสังคม เพราะชีวิตเริ่มจากครอบครัว โดยที่ครอบครัวท าหน้าที่อบรมสั่งสอนสมาชิกใหม่ของครอบครัวเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เช่นเดียวกับครอบครัวทั่วๆไป ครอบครัวปกาเกอะญออยู่ด้วยกันแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งใน บ้านและนอกบ้าน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ของหญิงชาย ผู้หญิงท างานบ้าน หุงข้าว ต าข้าว ตักน ้า ท าอาหาร เลี้ยงหมู ไก่ และ เก็บผักหักฟื น ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นงานนอกบ้านซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ก าลัง เช่น ไปไร่ไปนา ไถนา ล้อมรั้ว ต้อนวัวควายกลับบ้าน ตัดไม้ สร้างบ้าน เป็นต้น ส่วนงานอื่นๆ ที่สามารถช่วยกันได้ก็จะช่วยกัน ไป เนื่องจาก ชาวปกาเกอะญอจะนับถือผีบรรพบุรุษทางฝ่ายหญิง ครอบครัวจึงถือผีบรรพบุรุษ ทางฝ่ายหญิงหรือฝ่ายแม่ด้วย แม้ว่าการสร้างบ้านเป็นหน้าที่ของผู้ชาย แต่จะถือว่าบ้านจะเป็น ของฝ่ายหญิง หากสามีตายไม่ต้องรื้อบ้านทิ้ง แต่ถ้าภรรยาตายจะต้องมีการรื้อบ้านทิ้ง การแต่งงาน ชนเผ่าปกาเกอะญอถือเอาการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นความถูกต้อง และปฏิบัติ ตามอย่างเคร่งครัด หนุ่มสาวที่มาจากเครือญาติ เดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้ พิธีแต่งงาน จะเป็นจุดเริ่มต้นของ พิธีบก๊ะ (พิธีเครือญาติ) ถ้ามีการท าผิดขนบธรรมเนียมถือเป็นการผิดผีบรรพ บุรุษ ท าให้ผีก๊ะหรือผีปอบเข้าสิงในวิญญาณของผู้กระท าผิดผีนั้นๆ แล้วไปสิงร่างคนอื่นอีก คนที่ เป็น ผีก๊ะจะเป็นที่น่ารังเกียจของสังคมปกาเกอะญออย่างยิ่ง สิ่งที่น่ากลัวสูงสุดของคนปกาเกอะญอคือ การผิด “บก๊ะ”แล้วเกิดเป็นผีก๊ะ มองในเชิงวิทยาศาสตร์ ความเชื่อเรื่องการไม่แต่งงานในเครือญาติ เดียวกัน เป็นการคัดเลือกพันธุ์ที่ท าให้ผู้ที่เกิดมาใหม่มีความแข็งแกร่งและอยู่รอดได้ มองในเชิง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 11 สังคม การแต่งงานระหว่างสายเครือญาติท าให้เกิดการสมัครสมานสามัคคีในหมู่ชนเผ่า เพราะจะ กลายเป็นระบบดองที่ขยายตัวต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ข้อห้ามในการแต่งงาน 1.ทิต่า เป็นการห้ามผู้ที่เป็นญาติพี่น้องกันระหว่างหญิงชายที่มีญาติเป็นคนคน เดียวกนัอีกคนหนึ่งมีศกัดิเ์ป็นพ่ีและอีกคนหนึ่งมีศกัดิเ์ป็นนอ้ง คนท่ีเป็นญาติของบ่าวสาว คู่นี้ไม่สามารถที่จะกินงานแต่งงานของเขาได้ ปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าถ้าเกิดกินงาน ของเขาแล้วจะให้คนที่โดนถูกทิต่านั้นตาย 2.คีเต่อควา (สองชั้น) ปกาเกอะญอจะห้ามไม่ให้แต่งงานกัน เชื่อว่าถ้าแต่ง ด้วยกันแล้วจะท าให้เกิดผีก๊ะกับคนที่แต่งงานด้วยกัน 3.เซอะเต่อควา (สามชั้น) แต่งงานด้วยกันได้ แต่ต้องไม่ให้เกิดการทิต่า 4.ห้ามแต่งงานกับบุคคลที่มีผีก๊ะ วิธีแก้ในกรณีทเี่กิดการแต่งงานทมี่ีอยู่ในข้อห้าม 1. คนที่ถูกทิต่าจะห้ามมิให้เขากินงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวคู่นั้นเด็ดขาด ถ้าคนที่เป็นญาติใกล้กัน หากแต่งงานด้วยกันจะมิให้คู่บ่าวสาวกินบก๊ะด้วยกันอีกเลยดัง ล าน าที่ว่า “คี เต่อ ควา เก พิ เก มา เซอะ เต่อ ควา ลอ ดึ ลอ ดา” การอยู่ร่วมกันทางสังคม สังคมปกาเกอะญอจะอยู่แบบมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผู้น้อยจะนับถือเชื่อฟังผู้อาวุโส มีการแสดงออกให้เห็นถึงความอ่อนน้อมและมีกิริยาสุภาพเรียบร้อยต่อหน้าผู้อาวุโส เวลาจะเดิน ผ่านผู้ใหญ่ เยาวชนทั้งหญิงและชายจะต้องเก็บชายผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินค้อมตัวผ่านผู้ใหญ่ หาก มีแขกมาเยี่ยม คนปกาเกอะญอจะเลี้ยงข้าวแขก ชาวปกาเกอะญอถือว่าการเลี้ยงแขกเป็นหน้าเป็น ตาและเป็นโชคของครอบครัว ทั้งยังเป็นการรักษาประเพณีของหมู่บ้านนั้นๆ ด้วย ครอบครัวไหนที่ ไม่เรียกผู้มาเยือนกินข้าว จะถูกหมู่บ้านอื่นๆ เล่าขวัญกัน เป็นการเสียชื่อเสียงของหมู่บ้านนั้น ใน ฐานะผู้เป็นแขกหรือผู้มาเยือนหากมีการเรียกให้กินข้าว ถึงแม้ว่าจะอิ่มแล้วก็ต้องกินอาจกินเป็น บางหมู่บ้านมีการเลี้ยงข้าวแขกหลายๆ บ้าน จะมีการเรียงล าดับว่าจะกินบ้านใครก่อนหลังเมื่อแขก กินข้าวบ้านหนึ่งเสร็จก็จะตามไปที่บ้านต่อไป ปกาเกอะญอถือว่าการเลี้ยงข้าวแขกผู้มาเยือนเป็น เอกลักษณ์และวัฒนนธรรมที่ส าคัญของชาวปกาเกอะญอ ถ้าสมมุติว่าแขกไม่ยอมไปกินข้าว ผู้เป็น เจ้าบ้านจะพูดว่า “ถ้าคุณไม่ไปเราก็ไม่กล้าที่จะกลับไปบ้านโดยเปล่า” แขกก็ยอมไปกินข้าว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 12 6. การกระจายตัว ชาวปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะอาศัยในประเทศพม่า ส่วนในประเทศไทยนั้น ชาวปกา เกอะญอกระจายตัวอาศัยอยู่ในแถบจังหวัดภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก และภาคตะวันตกของไทยอยู่ที่จังหวัด อุทัยธานี ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นกะเหรี่ยงกลุ่มโป หรือที่เรียกตัวเองว่า "โพล่ง " 7. ระบบเศรษฐกิจและระบบการผลิต ระบบการผลิต ระบบการผลิตของชาวปกาเกอะญอที่ส าคัญมีอยู่ 2 แบบ คือ (1) การท านาขั้นบันได ซึ่งท าให้บริเวณที่มีการทดน ้าได้ และจะต้องเป็นบริเวณที่ราบหุบ เขา นาขั้นบันไดเป็นแหล่งท ากินที่ถาวรแสดงให้เห็นถึงการตั้งหลักปักฐาน (2) การท าไร่หมุนเวียน ไร่หมุนเวียนเป็นวิถีการผลิตของชนเผ่าปกาเกอะญอที่เอื้อต่อ ธรรมชาติและระบบนิเวศน์ที่แสดงให้เห็นว่า คน สัตว์ป่ า และป่ าอาศัยอยู่ร่วมกันได้ การท าไร่ หมุนเวียนไม่ท าลายระบบนิเวศน์หรือใช้สารเคมี เป็นแหล่งรวมพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่ง เก็บรักษาพันธุ์พืชที่เอื้อต่อทั้งคนและสัตว์ป่ า การท าไร่หมุนเวียนท าให้ชุมชนเกิดความร่วมมือ ท างานร่วมกันมีการลงแขกมีการละเล่นในระหว่างที่มีการแลกเปลี่ยนแรงงานด้วย ส่วนการเลี้ยง สัตว์ นอกจากชาวปกาเกอะญอจะท านาขั้นบันไดและท าไร่หมุนเวียนแล้ว ยังมีการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่ไปด้วย การเลี้ยงสัตว์ถือเป็นวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของชาวปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่จะเลี้ยงเพื่อ ประกอบพิธีกรรม และใช้แรงงานเป็นหลัก จะขายหรือฆ่ากินบ้างในยามที่ต้องการเงินและส่วน ใหญ่สัตว์ที่เลี้ยงจะเป็นวัว ควาย หมู ไก่ บางหมู่บ้านมีการเลี้ยงช้าง เลี้ยงม้าด้วย ในอดีตชน เผ่าปกาเกอะญอมีระบบการผลิตเพื่อยังชีพเท่านั้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่มีการ ผลิตเพื่อยังชีพ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตเพื่อขายบ้าง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 13 8. ลักษณะบ้าน ลักษณะบ้านของปกาเกอะญอจะสร้างแบบมีการยกพื้นสูงมีใต้ถุนบ้าน บ้านจะสร้างด้วย วัสดุที่เป็นไม้ไผ่ จะกั้นด้วยฟาก จะมีมุงหลังคาด้วยใบจากใบตองตึง หญ้าคา ใบหวาย บนบ้าน จะมีชานซึ่งเป็นที่วางกระบอกไม้ไผ่ส าหรับดื่มน ้า อีกส่วนหนึ่งเป็นที่ท างาน เช่น การทอผ้า เข้าไป ข้างในบ้านจะมีเตาไฟอยู่ตรงกลาง มีแคร่แขวนอยู่เหนือเตาไฟเพื่อวางเครื่องครัวและตากแห้ง อาหารบางอย่าง พร้อมทั้งเป็นที่เก็บพันธุ์พืช รอบๆ บริเวณเตาไฟจะเป็นที่นอนและที่เก็บของ ประจ าบ้าน 9. ครอบครัว / เครือญาติ ระดับครอบครัว ในครอบครัวปกาเกอะญอมีพิธี บก๊ะ(bgav) เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นช่วงๆ พิธีบก๊ะจะเข้ามา เกี่ยวข้องตั้งแต่แต่งงานหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้กินไก่คู่ (ชอ เก๊าะ เก) โดยผู้เฒ่าซึ่งเป็นเจ้าภาพจะ ให้เด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งจากครอบครัวที่มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิ เด็กที่มาเป็นเพื่อนคู่บ่าว สาวคู่นี้จะต้องมีพ่อแม่อยู่ครบ (เดก็ทเี่ป็นลูกคนเดยีวในครอบครวัก็ใชไ้ม่ได)้ เช้าวันแรกหลังจาก พิธีแต่งงาน ผู้ท าพิธีจะให้เด็กชายน าข้าวกับชิ้นเนื้อไก่ที่เตรียมไว้ป้อนให้เจ้าบ่าว 1 ค า ส่วน เด็กหญิงก็ป้อนให้เจ้าสาว 1 ค าเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะมีบก๊ะ ใหม่เกิดขึ้นเป็นของเขาเอง พร้อมแล้วที่จะสร้างครอบครัวใหม่ ถือว่าทั้งสองเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สายเลือดนี้จะผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับบก๊ะของพ่อแม่ฝ่ายหญิง ท าให้เกิดเครือข่ายเครือญาติขึ้นมา คู่สามีภรรยาจะอยู่กับครอบครัวใหญ่ของฝ่ายหญิงอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถสร้างบ้านอยู่เอง ได้และเมื่อแยกครอบครัวออกไป เมื่อนั้นจะมีพิธีบก๊ะเป็นของตนเอง ความสัมพันธ์ระดับเครือญาติ ไม่ว่าลูกจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ถ้าแต่งงานหรือแยกครอบครัวไปจะมีบก๊ะของพ่อแม่ เป็นจุดเริ่ม เรียกว่า "บก๊ะ"ระดับเครือญาติ คือถ้าพ่อแม่มีพิธีบก๊ะ (เอาะ บก๊ะ) ลูกๆ ทุกคนรวมทั้ง หลาน(ลูกๆ ของลูกสาว) จะต้องมาร่วมพิธีบก๊ะให้ครบ ยกเว้นลูกเขย ในการถือบก๊ะระดับเครือ ญาตินี้ทุกคนจะต้องไปกินบก๊ะตามแม่ ส่วนพิธีบก๊ะที่เป็นเครือญาติของพ่อแม่ ของฝ่ายพ่อนั้นพ่อ จะไปคนเดียวไม่สามารถที่จะชวนลูกหลานได้ พ่อจะไปกินพิธีบก๊ะร่วมกับพ่อแม่ของตน ตามปกติ การนับเครือญาติจะถือบก๊ะเป็นหลัก คู่หนุ่มสาวที่กินบก๊ะเดียวกันจะแต่งงานกันไม่ได้ ถ้าเป็นเครือ ญาติห่างๆ ที่ไม่ได้กินบก๊ะร่วมกันก็สามารถแต่งงานกันได้ ถ้าละเมิด จะเกิดผีปอบ(ต่ายุ) ในเครือ ญาตินั้น ซึ่งเป็นความกลัวอันสูงสุดของปกาเกอะญอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 14 บทลงโทษของบก๊ะ 1. หากมีการถูกลงโทษนั้นจะตายคู่ทันที 2. เกิดมีคนพิการในครอบครัว จะลงโทษเป็นคู่และจะพิการตลอดชีวิต 10. การแต่งกาย การแต่งกายของชาวปกาเกอะญอแตกต่างตามเพศและสถานภาพ การแต่งกายหญิง การแต่งกายของสตรีปกาเกอะญอจะแบ่งออกเป็น 2 อย่าง (1) เด็กหญิงและหญิงสาวพรหมจรรย์จะแต่งกายเป็นชุดทรงกระบอกสีขาว เป็น สญัลกัษณแ์ห่งความบรสิทุธิ์ไรม้ลทินยงัไม่ไดแ้ต่งงาน ตามจารีตของปกาเกอะญอผทู้่ียงัมิได้ แต่งงานจะสวมชุดขาวและไม่สามารถที่จะไปแต่งชุดสตรีที่แต่งงานแล้วได้เด็ดขาด หากมีหนุ่มสาวประพฤติผิดประเพณีก่อนแต่งงาน ผู้อาวุโสจะรีบจัดการให้มีการท าพิธีขอขมาเทพเจ้า ศกัดิส์ิทธิ์หรือเรียกกนัว่า "ต่าทีต่าเต๊ะ" แล้วจัดการให้แต่งงานโดยเร็วที่สุดมิเช่นนั้นคนในชุมชนจะ เกิดล้มป่ วยไม่สบาย หรือท ามาหากินไม่ขึ้น ไม่ได้ผล สัตว์เลี้ยงจะล้มตาย เป็นต้น (2) การแต่งกายด้วยชุดขาวจะสิ้นสุดลงเมื่อแต่งงาน หญิงอยู่ในสถานภาพแต่งงาน แล้ว จะแต่งตัวแบ่งออกเป็น 2 ท่อน ท่อนบนจะเป็นเสื้อด าประดับด้วยลูกเดือย นุ่งซิ่นสีแดงมี ลวดลายที่ท ามาจากสีธรรมชาติเรียกว่า “หนี่คิ” ผู้ที่มีสถานภาพเป็นแม่บ้านแล้ว ห้ามมิให้กลับไป แต่งชุดสีขาวเป็นอันขาด แม้ว่าสามีจะตายจากไปแล้วก็ตาม แม้แต่จะลองแต่งชุดสาวก็ไม่ได้ เพราะชุดขาวจะใส่ได้เฉพาะผู้ที่เป็นสาวไม่มีมลทินมาก่อนเท่านั้น (3) ผ้าโพกศีรษะของผู้หญิงปกาเกอะญอในสมัยก่อนจะทอด้วยผ้าฝ้ายพื้นสีขาวเดิน ด้วยลายสีแดง มีปล่อยชายผ้าทั้งสองข้างยาวประมาณ 1 คืบ หรือจะเป็นส าลีขาว ทั้งหญิงสาว และหญิงที่แต่งงานแล้วจะโพกหัวเหมือนกัน แต่ปัจจุบันมักใช้ผ้าโพกหัวกันหลากหลาย ทั้งผ้าทอ และหาซื้อจากตลาด บางครั้งเป็นผ้าขนหนูก็มี หญิงในอดีตจะใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "หน่าดิ" มีการใส่สร้อยคอลูกปัดสีต่างๆที่คอ มีการคลุมแขนและขาด้วยที่เรียกว่า จึ๊พล่อ ข่อพล่อ การแต่งกายของชาย การแต่งกายของชายสมัยก่อนจะสวมเสื้อทรงกระบอกยาวเหมือนหญิงสาวแต่จะไม่เป็นสีขาว ทั้งหมดจะเป็นสีขาวปนแดงซึ่งท ามาจากสีธรรมชาติ แต่ระยะหลังการแต่งกายของชายจะมีอยู่ 2 ท่อน ท่อนบนจะเป็นเสื้อทอสีแดง ท่อนล่างจะเป็นกางเกงสีด าหรือกางเกงสะดอ คาดศีรษะด้วย ผ้าสีแดงหรือสีขาว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 15 11. ภาษา ชาวปกาเกอะญอแต่ละกลุ่มมีภาษาพูดที่หลากหลาย เกี่ยวพันกับภาษาต่างๆ รากเหง้า ของภาษายังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน บางส านักเชื่อว่าจากตระกูลภาษาจีน- ทิเบต คือพวกกาเรนิค (karenic) แต่บางส านักสันนิษฐานว่าภาษาปกาเกอะญอใกล้เคียงหรือเป็นแขนงหนึ่งของภาษา ตระกูลทิเบต-พม่า ดูว่าข้อสันนิษฐานอันหลังนี้จะถูกต้องมากกว่า ภาษาของปกาเกอะญอสะกอ โปและบะแก หรือบะเว มีความใกล้เคียงกันแต่ไม่สามารถเข้าใจกันอย่างชัดเจนได้ โปได้รับ อิทธิพลจากภาษาในตระกูลมอญ เขมร (Mon-Khmer) เฉพาะอย่างยิ่งภาษามอญ ส่วนภาษา เขียนนั้นตัวอักษรจะเป็นแบบพม่าหรือคล้ายภาษาไทยภาคเหนือ (ไทยล้านนา) เรียกว่า “ลิวา”(ตัวอักษรขาว) ซึ่งหมายถึงตัวหนังสือที่คิดขึ้นโดยคนขาวซึ่งก็คือมิชชั่นนารีอเมริกันสายคริส เตียนที่ประดิษฐ์ขี้นในปี พ.ศ. 2375 ในประเทศพม่า ส าหรับตัวอักษรโรมันนั้นผู้คิดขึ้นคือ บาทหลวงโจเซฟ เซกีน๊อต ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีฝรั่งเศส สายคาทอลิก โดยได้เขียนขึ้นในช่วงที่มาท างานอยู่ในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2497 แต่ตัวโรมัน นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ตัวลิวาจะเป็นที่แพร่หลายมากกว่า2 ลักษณะการแต่งกายและลักษณะบ้านของปกาเกอะญอ 2ขจัดภัย อ้างแล้ว 2528 หน้า 74 อ้างจากประวิตร โพธิอาสน์ ผู้ชาย ผู้หญิงสาว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 16 บทที่3 สภาพท่วัไปของหมู่บ้านทที่า การศึกษาวิจัย บ้านขุนแตะ ประวัติศาสตร์และความเป็ นมา บ้านขุนแตะมีชื่อเป็นภาษาปกาเกอะญอ ว่า “แมะแต๊ะคี” ตั้งมานานกว่า 200 ปี มีโบราณสถานวัดร้าง ของชาวลัวะ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ผู้ที่เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านนี้ กลุ่มแรกคือ พือปอก่ากับ ลูกหลาน ซึ่งย้ายมาจากบ้านโม่งหลวง อ าเภอแม่แจ่ม พือปอก่า เข้ามาตั้งครั้งแรกที่ แดลอต่าเบาะถ่า อยู่ได้ ประมาณ 10 กว่าปี ก็ย้ายไปอยู่แดลอ เขล่อลอแจ สาเหตุคือที่นั่นไม่เหมาะส าหรับเป็นที่ท ากิน อยู่ได้ประมาณ 20 ปี ผู้น าก็น าหมู่บ้านย้ายขึ้นไปอยู่แดลอแนะโกล๊ะ เนื้อที่จะไปอยู่ใกล้นา ลูกหลาน จึงย้ายตามจากนั้นอยู่ได้ ประมาณ 10 กว่าปี คนก็มากขึ้นที่อยู่อาศัยก็แออัดมากขึ้น พือปอแกได้ตัดสินใจย้ายหมู่บ้านอีกครั้ง ไปอยู่ที่ “แดลอ หน่อฮะโหม่ อะสว่าโข่” เมื่อพือปอแกเสียชีวิตลง ชาวบ้านอยู่ต่อไปอีก 15 ปี ต่อจากนั้นก็ย้ายไปอยู่แดลอเลข่อทิ อยู่ได้อีก ประมาณ 10 กว่าปีก็ย้ายเข้าไปอยู่แดลอ ต่าเจ๊ะเคาะถ่า อาศัยอยู่ที่นี่ได้ 10 กว่าปีก็ย้ายอีกไปอยู่ที่แดลอเส่มี หลู่ ผู้น าการย้ายครั้งนี้ คือ ปอพะแก่ น าลูกหลานออกไป อาศัยอยู่ในที่ใหม่ได้ประมาณ 10 กว่าปี จึงย้ายเข้า มาอยู่ที่ แดลออุ๊เอาะ อยู่ได้ประมาณ 10 ปี เกิดไฟไหมหมู่บ้าน บ้านไหม้ไป 4 หลัง ตามความเชื่อของปกา เกอะญอ ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ถือว่าไม่ดี จึงย้ายไปอยู่แดลอเอาะเค่อตีโกล๊ อาศัยได้อีกประมาณ 10 กว่าปี จึง ย้ายเข้ามา แดลอต่าโจ๊ะโข่ อยู่ได้ประมาณ 10 กว่าปี จึงมีการย้าย ที่อยู่อาศัยหลายที่ สุดท้ายผู้น า พือปอพะเก่ ได้เสียชีวิตลงไป ลูกหลานทั้งหมดจึงย้ายเข้ามาอยู่หมู่บ้านขุนแตะ ปัจจุบัน ผู้ที่น าการโยกย้ายเข้ามาบ้านขุน แตะ ปัจจุบันคือ พือปอดอยดู ซึ่งเป็นลูกหลานของพือปอพะเก่ สรุปแล้ว ก่อนที่จะมีการมาตั้งที่อยู่อาศัยใน หมู่บ้านขุนแตะปัจจุบัน มีแดลอ(หมู่บ้านร้าง) อยู่ 14 แดลอ การโยกย้ายแต่ละครั้งจะอยู่ละแวก บริเวณ ใกล้เคียงกับหมู่บ้านขุนแตะทั้งหมด มีผู้น าที่ติดต่อกับทางการคนแรกคือ นายปูก๊ะ หรือ(ปอซื๊อโพ) ได้ไปท า หลักฐานขออนุญาตซื้อที่ดินจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีขอบเขตบริเวณเขตป่ าแม่น ้าแม่แตะ โดยใช้แนวภูเขา รอบๆ ลุ่มน ้าขุนแตะเป็นแนว ในยุคแรกๆ คือ ได้ท านาขั้นบันได ท าไร่หมุนเวียน และเลี้ยงสัตว์ ชุมชนยังเล็ก อาศัยธรรมชาติ โดยตรง ใช้ชีวิตถือตามประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าอย่างเคร่งครัด ในยุคนี้ชุมชนติดต่อสัมพันธ์กับ บุคคลภายนอกน้อยโดยเฉพาะกับทางการ การพบเห็นบุคคลภายนอกถือเป็นเรื่องแปลก ชาวบ้านไม่กล้าพบปะ กับบุคคลภายนอกเท่าใดนัก หมู่บ้านปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะมีความสามัคคีกันพอสมควร การเดินทาง สัญจรไปมาต้องใช้เท้า ที่ที่ติดต่อมากที่สุดก็คือเมืองเชียงใหม่ การเดินทางสมัยนั้นใช้เวลา ต้องนอนระหว่างทาง ถึง 3 คืน ในยุคนั้นหมู่บ้านแถบบริเวณ อ าเภอหางดง อ าเภอสันป่ าตอง อ าเภอจอมทอง ยังไม่ได้มีผู้คนอาศัย อยู่ สภาพทั่วไปมีแต่ป่ าไม้ เส้นทางที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านขุนแตะ อ าเภอจอมทอง ถึง จังหวัดเชียงใหม่ ยัง เป็นเส้นทางขนาดเล็ก


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 17 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ บ้านขุนแตะตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตั้งอยู่ในต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากน ้าทะเล 1200-1300 เมตรตั้งในพิกัด 477336 อยู่ทางทิศตะวันตกของอ าเภอจอมทอง มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านขุนยะ หมู่ที่ 5 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ าเภอจอมทอง ทิศใต้ ติดต่อกับบ้านหินเหล็กไฟ และบ้านห้วยป่ อย หมู่ที่ 4 ต. ดอยแก้ว ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้าน แม่อมลาน ต. ท่าผา อ. แม่แจ่ม หมู่บ้านตั้งอยู่ในที่ราบหุบเขา มีเทือกเขาและแนวป่ าล้อมรอบอากาศชุ่มชื้น ไม้ส่วนใหญ่ เป็นไม้เนื้ออ่อน สภาพป่ าส่วนใหญ่เป็นป่ าดงดิบ บ้านขุนแตะมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี มีความ หลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ มีสัตว์ป่ าหลากหลายชนิด เช่น เก้ง เต่า นก ชะนี หมูป่ า เป็นต้น (ผู้ให้ข้อมูล ดอยดูโหม่อายุ70 ปี) ลักษณะทางประชากร ประชากรทั้งหมด 612 คน ชาย 301 คน หญิง 311 คน จ านวนครัวเรือน 113 หลังคาเรือน 141 ครอบคัว อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 3 คน หญิง 4 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย 4 คน หญิง 3 คน ความเชอื่และศาสนา ชุมชนบ้านขุนแตะเดิมทีนับถือผีบรรพบุรุษ หรือเรียกเป็นภาษาปกาเกอะญอว่า “เอาะมาแค” หรือ “เอาะบก๊ะ” ต่อมาปี พ.ศ. 2482 มีคณะศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาเผยแผ่ศาสนาท าให้คนในชุมชน ส่วนหนึ่งหันไปนับถือศาสนคริสต์ ปัจจุบันมีคนนับถือ ศาสนาพุทธ ทั้งหมด 57 ครัวเรือน ซึ่งน าโดย พีหน่อก๊วย โหม่ พีต่าเกลอโหม่ เป็นต้น และนับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมด 56 หลังคาเรือน ซึ่งมีผู้น าคนปัจจุบันคือ นายสุระ เดช ไพรวัลย์คีรี โครงสร้างการน า โครงสร้างสังคมของชุมชนบ้านขุนแปะดูได้จากผู้น า ผู้ในชุมชนมี 2 ลักษณะคือ (1) ผู้น าดั้งเดิม เป็นผู้น าหมู่บ้านที่สืบต่อกันมา มีบทบาทด้านประเพณี พิธีกรรม การตัดสินข้อพิพาท ในชุมชน การท าผิดของหญิงชายก่อนแต่งงาน เป็นต้น ผู้น าคนปัจจุบันคือ พะตี่ปอมีแฮ (2) ผู้น าทางการ แต่งตั้งโดยหน่วยราชการ มีบทบาทหน้าที่ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับคนที่มาเยี่ยม หมู่บ้าน หรือติดต่อกับงานภายนอก โดยเฉพาะหน่วยราชการ ผู้น าทางการคนปัจจุบัน คือ นายจ าปี สันติ อรุโณทัย ระบบการผลิต ในอดีตเมื่อ 40 -50 ปี ก่อนชุมชนมีการผลิตแบบไร่หมุนเวียนและท านาขั้นบันใดเป็นหลัก ต่อมาใน ระยะหลัง ได้ มีการบุกเบิกเป็นที่ท านาในสวนที่สามารถทดน ้าเข้ามาได้ ราว ปี พ.ศ. 2520 การผลิตแบบไร่


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 18 หมุนเวียนเริ่มมีข้อจ ากัดอันเนื่องจากนโยบายต่างๆ ของทางราชการ เช่น การประกาศขยายเขตป่ าหวงห้าม และมีกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมจากภายนอกที่มองระบบไร่หมุนเวียนเป็นการท าไร่เลื่อนลอย ในช่วงนี้มีทั้ง หน่วยงานของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าด าเนินการพัฒนาในพื้นที่ หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะกรม ประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย(ในขณะนั้น) ได้เข้ามาตั้งโรงเรียน หน่วยงานพัฒนาเอกชนหลาย หน่วยงาน เช่น สหประชาชาติ ไทยนอรเวย์ ฯลฯ เข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชพานิช และพืชเมืองหนาว คนใน ชุมชนเริ่มรับอิทธิพลจากการส่งเสริมดังกล่าว อย่างเช่น กาแฟ ถั่วเหลือง ถั่วแดง มะม่วง พลับ ปลูกผัก ท า สวนกะหล ่าปลี นอกจากนี้ ชุมชนยังเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู ไก่ สุนัข ฯลฯ ในอดีตมีการเลี้ยงสัตว์ไว้ เพื่อใช้ท าพิธีกรรมและใช้แรงงานเท่านั้น อาจจะขายบ้างในยามจ าเป็นที่ต้องการเงิน ปัจจุบันระบบการผลิตในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะระบบไร่หมุนเวียนค่อยๆหายไป เน้น การปลูกข้าวในนาเป็นหลัก ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ ส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลด้านแนวคิดจากการ ส่งเสริมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ การคมนาคม การคมนาคมของหมู่บ้านขุนแตะในอดีตใช้การเดินเท้าซึ่งเป็นไปด้วยความยากล าบาก โดยเฉพาะใน ฤดูฝน ราวปี พ.ศ. 2526 มีการตัดถนนเข้าสู่หมู่บ้าน เส้นทางการสัญจรไปมาจึงสะดวกขึ้น ประกอบกับเมื่อปี พ.ศ. 2541โครงการพระราชด าริได้เข้ามาส่งเสริมและได้ผลักดันให้มีการปรับปรุงเส้นทางใหม่โดยใช้งบประมาณ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขณะนี้ก าลังด าเนินการก่อสร้างอยู่ สภาพปัญหาในชุมชน ในระยะเวลาที่ผ่านๆ มา ชุมชนได้ประสบปัญหามากมายหลายด้าน พอจะสรุปออกมาได้ดังนี้ (1) ปัญหาข้อจ ากัดทางด้านพื้นที่ท ากิน อันเนื่องมากจากการออกนโยบายต่างๆ ของรัฐที่จ ากัดพื้นที่ ท ากิน ท าให้ชุมชนขาดพื้นที่ท ากิน มีผลท าให้ผลผลิตที่ออกมาไม่เพียงพอต่อการบริโภค (2) ปัญหาโรคและแมลงระบาด ในฤดูกาลผลิตปีที่ผ่านมานอกจากจะเกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล ยังมีเพลี้ยกระโดดระบาดอย่างหนักในนาและไร่ข้าว ท าให้พืชผลเสียหายมาก บางแปลงไม่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลยก่อให้เกิดการขาดแคลนข้าวที่รุนแรงกว่าทุกปี (3) ปัญหาเศรษฐกิจตกต ่าข้าวยากหมากแพง ผลิตผลทางการเกษตรขายไม่ได้ราคา ชุมชนขาดรายได้ (4) ปัญหาการเจ็บป่ วย คนในชุมชนประสบกับ ปัญหาการเจ็บป่ วย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นกันมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากชุมชนไม่มีสถานพยาบาลสถานีอนามัยรองรับจึงต้องออกมา รักษาในตัวอ าเภอจอมทองหรือในตัวเมืองเชียงใหม่ ต้องเสียค่าใช้จ่าย และใช้เวลาในการเดินทางมาก กว่าจะ มาถึงโรงพยาบาล (5) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่ๆ ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และชุมชนชาวเขาเองเริ่มเปิดตัวสัมพันธ์กับสังคมภายนอกมากขึ้น จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและค่านิยม ภายนอกมากขึ้นตามไปด้วย เทคโนโลยีบางอย่างได้กลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต โดยเฉพาะกับคนรุ่น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 19 ใหม่ซึ่งรับและสนใจสิ่งใหม่และทันสมัย เกิดช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ไม่เห็น ความส าคัญและคุณค่าของวัฒนธรรม มองว่าวัฒนธรรมของชนเผ่าเป็นเรื่องล้าสมัยน่าเบื่อ ส่วนคนรุ่นเก่าก็เป็น ห่วงว่า วัฒนธรรมของชนเผ่าที่มีการสืบทอดกันยาวนานก าลังจะล่มสลาย เป็นวิกฤตการณ์ กิจกรรมทชีุ่มชนด าเนินการ 1. กิจกรรมฟื้นฟูและจัดการทรัพยากร ในราวปี พ.ศ. 2530 ชุมชนเริ่มมีความตื่นตัวในด้านการจัดการ ทรัพยากร ได้ริเริ่มกิจกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นรูปธรรม มีการจัดการแบ่งเขตป่าในชุมชน (ป่าใช้ สอย ป่ าอนุรักษ์ ป่ าต้นน ้า ป่ าพิธีกรรม ป่ าหวงห้ามตามความเชื่อ ฯลฯ) อย่างชัดเจน มีการรณรงค์และจัด กิจกรรมด้านการดูแลจัดการป่ าโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมิติทางวัฒนธรรมเป็นฐาน เช่น การท าแนวกันไฟ การบวชป่ า การเลี้ยงผีแนวกันไฟ เป็นต้น 2. ฟื้นฟูกิจกรรมด้านวัฒนธรรม เช่น การสอนภาษาชนเผ่าให้กับเด็กเยาวชนในช่วงเวลากลางคืน อาทิ เช่น การร าดาบ สุภาษิต บทล าน าเป็นต้น 3. การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด น าโดยกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้านและกลุ่มพ่อบ้าน หน่วยงานในพนื้ที่ 1. กรมประชาสงเคราะห์เข้ามาด าเนินกิจกรรม ปี พ.ศ. 2505 โดยจัดตั้งโรงเรียนชั่วคราวระดับประถม ปีที่ 1และ 2 2. โครงการสหประชาชาติ-ไทยเพื่อการควบคุมพืชเสพติด เข้ามาด าเนินการปี พ.ศ. 2520 โดยการ ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว เช่น ถั่วแดงหลวง กาแฟ พลับ ลิ้นจี่ ฯลฯ ด าเนินการได้ 5 ปี 3. โครงการพัฒนาที่สูงไทย-นอรเวย์ เข้ามาด าเนินการปี พ.ศ. 2526 เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชและไม้ผล มีระยะเวลา 6 ปี 4. ส านักงานการประถมศึกษาอ าเภอ(สปอ.)จอมทองได้เข้าจัดตั้งโรงเรียนอย่างเป็นทาง ปี พ.ศ. 2541 5. กรมพัฒนาชุมชน เข้ามาตั้ง ศูนย์เด็กเล็กในปี พ.ศ. 2537 6. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(IMPECT หรือ ศ.ว.ท.) เข้ามาด าเนินการกิจกรรมการพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เพื่อหนุนช่วยและเสริมสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดความ เข้มแข็ง ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาองค์กรเครือข่ายหมู่บ้าน การพิสูจน์สิทธิในที่ดินท ากิน การ รื้อฟื้นวัฒนธรรมชนเผ่า เกื้อหนุนให้เกิดเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอ าเภอจอมทอง 7. เครือข่าย เกษตรกรภาคเหนือ(คกน.) เข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อกระตุ้นเกษตรกรที่ได้รับความ เดือดร้อนจากการขาดพื้นที่ท ากินอันเนื่องมาจากการออกนโยบายต่างๆของรัฐ เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิที่พึง ได้รับ และผลักดันสู่ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย 1. โครงการพระราชด าริ เข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอียดในภาคผนวก ก.)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 20 ประวัติศาสตร์และความเป็ นมา บ้านห้วยขนุนมีชื่อเป็นภาษาปกาเกอะญอว่า “ปึ๊หน่อยโกล๊ะ” ชุมชนนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มานานกว่า 150 ปี ผู้คนที่เข้ามาอยู่กลุ่มแรกคือ พือปออิแมะ หรือ ฉ่อยแลวตือซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แดลอปึ๊หน่อยถ่า ซึ่งอยู่ทาง ทิศใต้ของหมู่บ้านปัจจุบัน อยู่ได้ประมาณ 30 ปี ย้ายออกไปอยู่ที่ แดลอเคล่อข่อทิ อยู่ได้ประมาณอีก 10 ปี พื อปออีแมะได้เสียชีวิตลง ลูกหลานจึงย้ายกลับไปอยู่ยังแดลอปึ๊หน่อยถ่าอีกครั้ง อยู่ได้ประมาณ 60 ปี ต่อจากนั้นลูกหลานส่วนหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านห้วยส้มป่ อยและบ้านหินเหล็กไฟ ลูกหลานส่วนที่เหลือได้ย้าย เข้าไปอาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นบ้านห้วยขนุนปัจจุบัน ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่พือปออิแม๊ะได้ท าสัญญาซื้อขาย ที่ดินบ้านห้วยขนุนกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ส่วนราคาการซื้อขายในสมัยนั้นไม่มีใครที่ทราบแน่นอน1 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ บ้านห้วยขนุนตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ของอ าเภอจอมทอง สูงจากระดับน ้าทะเล 1000-1200 เมตร ตั้งอยู่ในเขตพิกัดที่ ห้วยขนุน 1 = 519295ห้วยขนุน 2 = 524295 ห้วยขนุน 2 = 533297 มีอาณาเขติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับบ้าน ห้วยส้มป่ อย หมู่ที่ 8 ต. ดอยแก้ว อ. จอมทอง ทิศใต้ ติดกับบ้านอมติง ต. บ้านแปะ อ. จอมทอง ทิศตะวันออก ติดกับบ้านป่ากล้วยม้ง ต. แม่สอย อ. จอมทอง ทิศตะวันตก ติดกับบ้านห้วยมะนาว หมู่ที่ 4 ต. ดอยแก้ว อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ที่ตั้ง หมู่บ้านตั้งอยู่บนที่ลาดชันชายเขาเทือกเขาใหญ่ ทางทิศใต้ มีเทือกเขาทอดยาว ลักษณะ ป่ าส่วนใหญ่เป็นป่ าดงดิบ มีพันธุ์ไม้หลากหลาย ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้ออ่อน มีอากาศชุ่มชื้นตลอด ปี มีสัตว์ป่ าหลากหลายชนิด เช่น เก้ง หมูป่ า หนู และ นก ลักษณะทางประชากร หมู่บ้านห้วยขนุนมีทั้งหมด 3 หย่อมบ้าน คือหย่อมบ้านห้วยขนุน 1 หย่อมบ้านห้วยขนุน 2 และ หย่อมบ้านห้วยขนุน 3 ประชากรทั้งหมด 312 คน ชาย 162 คน หญิง 150 คน จ านวนครัวเรือน 77 หลังคาเรือน 86 ครอบครัว 1 จากค าให้สัมภาษณ์ของ พือเว่กา (อายุ 88 ปี) บ้านห้วยขนุน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 21 อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 3 คน หญิง 6 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย - หญิง - คน ความเชอื่และศาสนา ชุมชนบ้านห้วยขนุนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธผสมผสานกับการนับถือผีบรรพบุรุษ ซึ่งน าโดย พือเว่ กา ชาวบ้านที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์มีเพียง 2 ครัวเรือนเท่านั้น ระบบวัฒนธรรมของชุมชนบ้านห้วยขนุน ปัจจุบันยังถือได้ว่าเข้มเข็งอยู่มาก โครงสร้างการน า ชุมชนบ้านห้วยขนุนก็เหมือนชุมชนปกาเกอะญอทั่วไป คือมีการน าอยู่สองประเภทอันได้แก่ (1) ผู้น าทางประเพณี มีบทบาทเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน ผู้น าคนปัจจุบันคือ นายอ้าย ไพรพนาสกุล (2) ผู้น าทางการ มีบทบาทหน้าที่ ด้านงานพัฒนา และการติดต่อกับทางราชการ ผู้ใหญ่บ้านคน ปัจจุบันคือ นาย ทาอี บุหงาสวรรค์ ระบบการผลิตในชุมชน ชุมชนบ้านห้วยขนุนมีระบบการผลิตเหมือนกับหมู่บ้านปกาเกอะญอใกล้เคียงทั่วไปคือ ระบบไร่หมุนเวียนเดิมได้หายไป การปลูกข้าวไร่จะปลูกในหัวไร่ปลายนาเท่านั้น เป็นไร่ซากที่มี การหมุนเวียนทิ้งระยะห่างประมาณ 7 -10 ปีขึ้นไป การคมนาคม บ้านห้วยขนุนมีถนนตัดผ่านหมู่บ้านสองสาย สายหนึ่งเชื่อมกับบ้านป่ ากล้วยม้ง ตัดสู่อ าเภอจอมทอง อีกสายหนึ่งเชื่อมผ่านบ้านห้วยส้มป่ อย สภาพถนนเป็นดินแดงการสัญจรไปมาล าบากมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน พื้นถนนขรุขระ ลื่นแฉะเป็นโคลน ส่วนฤดูแล้งเป็นฝุ่นแต่สามารถสัญจรไปมาได้ สภาพปัญหาในชุมชน (1) ปัญหาการถูกจ ากัดพื้นที่ท ากิน อันเนื่องมาจาก การออกนโยบายของรัฐบาลด้านป่ าไม้ (2) ปัญหาความยากจน ความเป็นอยู่ ของชาวบ้านหมู่บ้านห้วยขนุนถือได้ว่ามีคุณภาพชีวิต ที่ต ่า (3) ปัญหาเกี่ยวกับคนในชุมชนติดยาเสพติด (3) ปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กในชุมชน รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอยีดในภาคผนวกทขี่ .)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 22 บ้านห้วยมะนาว ประวัติศาสตร์ชุมชน สมัยก่อนห้วยน ้าเย็นจะเป็น " แดลอ " ของบ้านห้วยมะนาว ซึ่งปออิแมะเป็นผู้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นกลุ่ม แรก อาศัยอยู่ได้ประมาณ 30 ปี ได้โยกย้ายออกไปอยู่ในที่แห่งใหม่ สาเหตุของการโยกย้ายในครั้งนี้คือ เกิดโรค ระบาดในชุมชน ( ต่า ชา โดะ ) ในสถานที่แห่งใหม่นี้เรียกว่า "โหน่ หล่า เขล่อ " อยู่ได้ประมาณ 30 ปี ก็ย้ายออกไปอยู่ที่ แด ลอ ขลื่อ ข่อ ทิ ปอ อิ แม๊ เข้ามาอาศัยอยู่ใน สถานที่แห่งใหม่นี้ไม่นานก็ได้เสียชีวิตลง ณ ที่ แด ลอ ขลื่อ ข่อ ทิ หลังจากนั้นลูกหลานของ ปอ อิ แม๊ะ จึงแยก ย้ายกันไปอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยส้มป่ อย บ้านหินเหล็กไฟ เป็นต้น ดังนั้นหมู่บ้าน ห้วยมะนาวจึงมีแดลออยู่ 3 จุดได้แก่ แดลอห้วยน ้าเย็น แดลอ-โหน่หล่าคลื่อ และแดลอเขลื่อข่อทิ ส่วนประวัติ การซื้อขายนั้นไม่ชัดเจน (ผู้ให้ข้อมูล คือ นายเงิน หรือปอโถ่ งิ๊ อายุ 91 ปี) ทตี่ั้งและลกัษณะทางภูมิศาสตร์ บ้านห้วยมะนาวตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ทางทิศตะวันตก ของอ าเภอจอมทอง สูงจากระดับน ้าทะเล 1100 - 1200 เมตร มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับเขตป่ าบ้านห้วยส้มป่ อย ทิศใต้ ติดกับบ้านอมติง ทิศตะวันออก ติดกับบ้านห้วยส้มป่ อย ทิศตะวันตก ติดกับหินเหล็กไฟ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ สภาพที่ตั้งบ้านห้วยมะนาวอยู่บนไหล่เขา บริเวณใกล้หมู่บ้านเป็นป่ าไม้เนื้ออ่อนเป็นส่วนใหญ่ ป่ า เหล่านี้เป็นป่ าดงดิบ มีอากาศเย็นชุ่มชื่นตลอดปี ลักษณะดินเป็นดินด าปนแดง เหมาะส าหรับการปลูกข้าวและ พืชผัก มีแม่น ้าไหลผ่านทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของหมู่บ้าน มีพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าต่างๆ หลากหลายชนิด เช่น หมูป่ า ไก่ป่ า นก หนู และอื่นๆ ลักษณะทางประชากร ประชากรทั้งหมด 216 คน ชาย 173 คน หญิง 120 คน จ านวนครัวเรือน 47 หลังคาเรือน 52 ครอบครัว อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 3 คน หญิง 3 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย - คน หญิง - คน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 23 ความเชอื่และศาสนา เดิมหมู่บ้านห้วยมะนาวมีการนับถือแต่ศาสนาดั้งเดิมเหมือนชุมชนปกาเกอะญออื่นๆ แต่ปัจจุบันคนใน ชุมชนนับถือพุทธทั้งหมด 40 ครัวเรือน ซึ่งน าโดยพาตี่ ปอ โถ่ กิ (นายเงิน) และศาสนาคริตส์ 7 หลังคาเรือน ซึ่งน าโดยหนานปัญญา ไพรวัลคีรี ระบบทางสังคม หมู่บ้านห้วยมะนาวมีระบบการน าที่เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ คือ (1) ผู้น าตามประเพณี หรือ ฮี่ โข่ ปัจจุบันได้แก่นาย เลอ เกอ นิยมผลไพรศรี (2) ผู้น าทางการ ปัจจุบันได้แก่ นายสิงห์ สุนีวนาลัย ระบบการผลิตในชุมชน (1) ท านาและไร่หมุนเวียน ไร่หมุนเวียนมีวงจรการหมุนเวียนที่สั้นประมาณ 2 หรือ 3 ปี (2) เลี้ยงสัตว์ วัว ควาย หมู ไก่ (3) ปลูกพืชเศรษฐกิจ (4) รับจ้างทั่วไป คนในชุมชน ส่วนหนึ่งที่ว่างจากการท างานหรือไม่มีที่ท ากิน จะรับจ้างในชุมชน อีก ส่วนหนึ่งออกไปรับจ้างข้างนอกหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นการรับจ้างชั่วคราว เมื่อฤดูการผลิตมาถึงจะกลับมาใน หมู่บ้าน การคมนาคม บ้านห้วยมะนาวมีเส้นทางคมนาคม อยู่ 4 เส้นทางคือ เส้นทางที่ 1 เชื่อมกับบ้านห้วยส้มป่ อย ระยะทาง 4 กิโลเมตร เส้นทางที่ 2 เชื่อมกับบ้านแม่อมลาน ระยะทาง 12 กิโลเมตร เส้นทางที่ 3 เชื่อมกับบ้านขุนแตะ ระยะทาง 6 กิโลเมตร เส้นทางที่ 4 เชื่อมกับบ้านขุนแปะ ระยะทาง 6 กิโลเมตร เส้นทางที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านต่างๆ ทุกเส้นทางเป็นถนนดินแดง การสัญจรไปมาสะดวกในฤดูร้อน และหนาว ส่วนฤดูฝนบางจุดเป็นโคลนลื่น สภาพปัญหาในชุมชน (1) ประชาชนในหมู่บ้านขาดการศึกษาเนื่องจากในชุมชนไม่มีโรงเรียน ต้องออกไปเรียนที่โรงเรียนบ้าน ห้วยส้มป่ อยด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร (2) เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน ้าไม่เข้าใจในวิถีการผลิตแบบไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน เช่น มองว่า พื้นที่ท ากินเดิมที่เป็นไร่ซากของชาวบ้านเป็นเขตป่ าไม่ควรท ากิน (3) คนรุ่นใหม่ของชุมชนทอดทิ้งวัฒนธรรมของชนเผ่า และหันไปรับวัฒนธรรมภายนอก โดยเฉพาะด้าน วัตถุ ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมแต่งกายของตนเองดีกว่าผู้ชาย กิจกรรมทชีุ่มชนด าเนินการ (1) การรณรงค์และจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การแบ่งประเภทเขตป่ า การท าแนวกันไฟล้อมรอบหมู่บ้าน ฯลฯ (2) การประสานความร่วมมือในระดับเครือข่ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ที่สูงอ าเภอจอมทอง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 24 (3) การรวมตัวของกลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้านในการพัฒนาหมู่บ้าน และจัดกิจกรรมด้าน วัฒนธรรม หน่วยงานพัฒนาในพนื้ที่ (1) หน่วยประชาสงเคราะห์สังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเข้าไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น เด็กก าพร้า และคนชรา (2) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท. หรือ IMPECT) เข้า ไปส่งเสริมและหนุนช่วยชาวบ้านในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรม สิทธิ และบทบาท หญิงชาย (3) หน่วยจัดการต้นน ้าแม่เม็ง สังกัดกรมป่าไม้ มีภารกิจในการฟื้นฟูต้นน ้าล าธาร ส่งเสริมให้มีการ ปลูกต้นไม้รักษาต้นน ้า (4) ศูนย์เด็กเล็ก จัดตั้งโดยกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กเล็ก ก่อนวัยเรียน รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอียดในภาคผนวกค.)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 25 บ้านเด่น ประวัติศาสตร์ความเป็ นมา บ้านเด่นมีชื่อเรียกเป็นภาษาปกาเกอะญอว่า “ เกล๊าะคี” ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ กลุ่มแรกคือ พ่อหลวงนุวากับลูกหลานซึ่งเริ่มตั้งถิ่นฐานครั้งแรกที่แดลอพอซุยเด๊าะ อยู่ได้ประมาณ 10 ปี จึงย้ายไปอยู่แดลอ พาหน่าโกล๊ะ สาเหตุการย้ายเพราะที่อยู่ไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย พ่อหลวงนุวาและลูกหลานกลับไปอยู่แดลอพาห น่าโกล๊ะได้ประมาณ 15 ปี พ่อหลวงนุวาเสียชีวิตลง ลูกหลานจึงย้ายไปอยู่แดลอปาโลโกล๊ะ โดยมีพ่อหลวง หม่อดิเป็นผู้น า อยู่กันประมาณ 15 ปี ก็ย้ายไปอยู่ บ้านเด่นสัน ห้วยเฮียะเหนือ ห้วยเฮียะใต้ ปัจจุบันผู้น าคน แรกที่มาตั้งถิ่นฐานคือ พะตี่ป่ าแฮ มาตั้งที่อยู่ที่บ้านเด่นประมาณ 20 ปีกว่าปีแล้ว สรุปแล้วมีแดลออยู่ 3 แด ลอคือ แดลอพอซุยเด๊าะ แดลอพาหน่าโกล๊ะ และ แดลอปาโลโกล๊ะ แล้วมีการแยกย้ายกันอาศัยตามบ้านสัน บ้านเด่น ห้วยเฮียะเหนือ ห้วยเฮียะใต้ ดินแดนแถบนี้มีประวัติการซื้อขายจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบ แน่นอนว่าใครเป็นผู้ซื้อเพราะก่อนหน้านี้ บริเวณแถบนี้เคยมีผู้คนอาศัยก่อนแล้ว2 ทตี่ั้งและลกัษณะทางภูมิศาสตร์ บ้านเด่นตั้งอยู่ที่หมู่ 19 ต. บ้านหลวง อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เฉียงเหนือ ของอ าเภอจอมทอง อยู่สูงกว่าระดับน ้าทะเล 1100 - 1200 เมตร มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับบ้านห้วยปูลิง ทิศใต้ ติดต่อกับบ้าน บ้านห้วยส้มป่ อย ทิศตะวันออก ติดต่อกับบ้าน ห้วยฮากเกี๊ยะ ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านขุนแปะ หมู่บ้านเด่นตั้งอยู่ที่เชิงชายเขา มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ป่ าไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้ออ่อน พื้นที่ป่ า เป็นป่ าดงดิบและป่ าดิบเขา ดินเป็นดินด าปนแดง เหมาะแก่การเพาะปลูก ข้าว กาแฟ และไม้ผล มีความ หลากหลายด้านพันธุ์ไม้ และสัตว์ป่ า มีแม่น ้าแม่ยะ สายใหญ่ไหลผ่านหมู่บ้าน ลักษณะทางประชากร ประชากรทั้งหมด 537 คน ชาย 269 คน หญิง 268 คน จ านวนครัวเรือน 59 หลังคาเรือน 76 ครอบครัว 2 ผู้ให้ข้อมูล พะตี่ป่าแฮ อายุ 72 ปี


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 26 อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 1 คน หญิง 1 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย 1 หญิง - คน ความเชอื่และศาสนา ชุมชนบ้านเด่นมีการนับถือศาสนาพุทธ 7 ครัวเรือน ศาสนาคริสต์จ านวน 52 ครัวเรือน โครงสร้างการน า เหมือนกันกับหมู่บ้านปกาเกอะญอ อื่นๆ ที่มีการน าสองประเภทคือ (1) ฮีโข่ หรือ ผู้น าตามประเพณี ปัจจุบันคือนายป๋ าแฮ วจีสุรีย์นนท์ อายุ 77 ปี (2) ผู้น าทางการ ปัจจบุนัคือนายวรสิทธิ์อดุมไพรวลัย์อายุ 31 ปี ระบบการผลิต คนในชุมชนประกอบอาชีพ ท านา และท าไร่หมุนเวียน มีอาชีพเสริม คือ เลี้ยงสัตว์ หมู ไก่ วัว ควาย ฯลฯ และปลูกกะหล ่าปลี การคมนาคม ถนนที่ตัดเข้าไปในหมู่บ้าน มีอยู่ 3 ทางคือ เส้นทางที่ 1เป็นเส้นทางที่เชื่อมมาจากสายขุนแตะ ห่างจากอ าเภอจอมทอง 42 กิโลเมตร เส้นทาง ทางที่ 2 มาจากบ้านขุนกลาง ห่างจาก ตัวอ าเภอ จอมทอง 58 กิโลเมตร ทั้งสองเส้นทางตั้งแต่ที่ตัดเข้าสู่บ้านเด่นเป็นทางที่ขรุขระ ไม่สะดวกต่อการใช้พาหนะเดินทางสัญจรไป มา สภาพปัญหาในชุมชน (1) การเกิดภัยแล้งในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา (2) การขาดพื้นที่ท ากิน และถูกประกาศผนวกไว้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (3) ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต ่า (4) ปัญหาพ่อค้ากดราคาสินค้าเกษตร (5) ปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนไม่ดี เจ็บป่วยเป็นโรค (6) ขาดแคลนน ้า อุปโภคบริโภค (7) ไม่มีโรงเรียน (8) ปัญหาเด็กและเยาวชนขาดความสนใจที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรม กิจกรรมทชุมชนท า ี่ ชุมชนได้จัดกิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มีการแบ่งเขตป่า ตรวจป่ า การป้องกันไฟป่ า การดับไฟป่ า ทั้งในระดับชุมชน และระดับเครือข่าย ในนามกลุ่มอนุรักษ์บนที่สูง อ าเภอจอมทอง หน่วยงานในพนื้ที่ (1) สถานีอนามัย ภารกิจ ช่วยดูแลสุขภาพคนในชุมชน (2) ศูนย์ประชาสงเคราะห์ส่งเสริมชาวบ้าน ด้านการเกษตร สงเคราะห์ คนพิการ คนชรา คนมีรายได้ น้อย (3) โรงเรียน ศ.ศ.ช. สอนหนังสือแก่เด็กในหมู่บ้าน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 27 (4) โบสถ์ วัน มีหน้าที่อบรมสั่งสอนคนในชุมชน หรือให้ความรู้แก่ชาวบ้าน (5) ศูนย์เด็กเล็ก เตรียมและเพิ่ม ทักษะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอียดในภาคผนวกง.)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 28 บ้านห้วยส้มป่ อย ประวัติศาสตร์ชุมชน บ้านห้วยส้มป่ อยมีชื่อเรียกเป็นภาษาปกา เกอะญอว่า “พุ ฉี่ คี” จากค าบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ว่า กลุ่มหมู่บ้านในละแวกลุ่มน ้าก่อนที่จะย้ายเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ เหล่านี้(บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยมะนาว บ้าน ห้วยส้มป่ อย และบ้านป่ าเกี๊ยะ) เดิมทีได้อยู่อาศัยร่วมกันเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนที่ เคล่อ พะโดะ มีคนอยู่ ประมาณ 200 ครัวเรือนแล้วเกิดโรคห่า หรือโรคฝีดาด ผู้คนล้มตายมากมาย ต้องทิ้งศพไว้ในหมู่บ้านเพราะฝังไม่ ทันและคนไม่กล้าแตะต้อง ผู้คนที่เหลือจึงย้ายไปยังหมู่บ้านต่างๆ กลุ่มที่น าการโยกย้ายสายบ้านห้วยส้มป่ อย คือ ปอ อิ แมะ และลูกหลาน ย้ายไปอยู่ที่ แดลอโพ อยู่ได้ประมาณ 7 - 8 ปีก็ย้ายไปอยู่แดลอเคล่อข่อทิ ซึ่งอยู่ได้ ประมาณ 10 ปี ปอ อิ แมะ และลูกหลานก็แสวงหาที่ใหม่ ไปอยู่ แด ลอ เก่อแย อยู่ได้ประมาณ 20 ปี และได้ ย้ายไปอยู่ บา ต่า ฟะ อยู่ได้ประมาณ 20 ปี ก็วนกลับไปอยู่ แด ลอ เก่อแย อีกรอบ และมีการย้ายไปอยู่ หลายที่ เช่น แดลอเคล่อข่อทิ และปอ อิ แมะได้ เสียชีวิตที่แด ลอ เคล่อ ข่อ ทิ หลังจากนั้นลูกหลานได้อยู่ต่อ ประมาณ 10 ปีจึงย้ายไปอยู่ แด ลอ อุ้ เอาะอยู่ได้ไม่นานเกิดไฟไหม้บ้านจึงย้ายไปอยู่ที่ แด ลอ ชิ พะแหล่ อยู่ ได้ประมาณ 10 ปีก็โยกย้ายกันไปอยู่ที่บ้านห้วยส้มป่ อย บ้านห้วยมะนาว บ้านหินเหล็กไฟ บ้านห้วยขนุน 1 บ้าน ห้วยขนุน 2 บ้านห้วยขนุน 3 บ้านห้วยส้มป่ อย ปัจจุบันก่อตั้งมาได้ประมาณ 60 ปีโดยมี ปอ หนี่และลูกหลาน มาอยู่เป็นกลุ่มแรก สรุปแล้วก่อนที่จะมาตั้งบ้านมีการโยกย้ายที่อยู่ 9 ครั้ง ปัจจุบันมี 2 หย่อมบ้านคือ บ้านห้วย ส้มป่ อย 1และ บ้านใหม่3 ทตี่ั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ บ้านห้วยส้มป่ อยตั้งอยู่หมู่ 8 ต าบลดอยแก้ว อ าเภอจอมทอง จังหวัด เชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของอ าเภอจอมทอง สูงจากระดับน ้าทะเลประมาณ 1200-1300เมตร มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับบ้านขุนแตะ ทิศใต้ ติดกับบ้านห้วยขนุน ทิศตะวันออก ติดกับบ้านป่าเกี๊ยะนอก ทิศตะวันตก ติดกับบ้านห้วยมะนาว สภาพหมู่บ้านตั้งอยู่บนเชิงเขาและไหล่เขา มีสภาพอากาศชุ่มชื้นตลอดปี สภาพป่ าเป็นป่าดงดิบและ ป่ าเบณรรณไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้ออ่อน ดินเป็นดินด าและแดง เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชทุกชนิด มีล าห้วย สายเล็กๆไหผ่านข้างๆหมู่บ้าน 3 ผู้ให้ข้อมูล คือ พือปอหนี่ อายุ 99 ปี บ้านห้วยส้มป่ อย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 29 ลักษณะทางประชากร ประชากรทั้งหมด 434 คน ชาย 244 คน หญิง 190 คน จ านวนคัวเรือน 108 หลังคาเรือน 130 ครอบครัว อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 3 คน หญิง 2 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย - คน หญิง - คน ความเชอื่และศาสนา ชุมชนบ้านห้วยส้มป่ อยมีรูปแบบการนับถือศาสนาเหมือนกับชุมชนปกาเกอะญอทั่วไป คือมีการนับถือ ศาสนาพุทธและมีความเชื่อดั้งเดิม(ผีบรรพบุรุษ) 79 หลังคาเรือน นับถือศาสนาคริสต์ 29 หลังคาเรือน โครงสร้างการน า ชุมชนบ้านห้วยส้มป่ อยมีระบบโครงสร้างการน าเหมือนกับชุมชนปกาเกอะญอทั่วไป คือมีผู้น าตาม ประเพณี ( ฮีโข่ ) คนปัจจุบัน คือ ปอหนี่และผู้น าทางการ คือนายวิรัตน์ วจีสุรีย์นนท์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน การผลิตในชุมชน มีอาชีพท าไร่ท านา ปลูกข้าวเป็นหลักและมีการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่ไปด้วย ที่ส าคัญคือลักษณะดินของ บ้านห้วยส้มป่ อย เหมาะแก่การเพาะปลูก พืชมากนอกจาก จะท าไร่ ท านา เลี้ยงสัตร์และชุมชนยังมีรายได้จาก การท าสวน กา แฟ ปลูกกะหล ่าปลี เป็นอาชีพเสริม และมีการปลูกไม้ผล อย่างเช่น มะนาว ขนุน และอื่นๆ ไว้ บริโภคด้วย การคมนาคม บ้านห้วยส้มป่ อยมีถนนตัดเข้าสู่หมู่บ้านเมื่อปี พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นเส้นทางที่จัดท าโดย รพช. ปัจจุบันมี เส้นทางเชื่อมระหว่างหมู่บ้านต่างๆ 4เส้นทาง ดังนี้ คือ เส้นทางที่ 1 เชื่อมกับหมู่บ้านห้วยขนุน เส้นทางที่ 2 เชื่อมกับบ้านหินเหล็กไฟ เส้นทางที่ 3 เชื่อมติดกับบ้านขุนแตะ เส้นทางที่ 4 เชื่อมกับอ าเภอจอมทอง ระยะทางห่างจากอ าเภอ 25 กิโลเมตร สภาพถนนแต่ละเส้นทาง สามารถสัญจรไปมาได้ จะล าบากในช่วงฤดูฝน และเป็นเพียงบางจุดเท่านั้น สภาพปัญหาในชุมชน (1) ข้าวไม่พอกิน เนื่องจากฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาเกิดภาวะแห้งไม่สามารถท านาปลูกข้าวไร่ได้ และมี เพลี้ยกระโดดระบาดอย่างรุนแรง (2) สภาพถนนช ารุด การเดินทางสัญจรไปมาล าบากโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน (3) ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต ่า ขายไปไม่คุ้มกับการลงทุน (4) ปัญหาการขาดแคลนน ้าเพื่ออุปโภคบริโภคที่รุนแรงที่สุดในปีนี้ (5) คนรุ่นใหม่ขาดความสนใจที่จะเรียนรู้และรื้อฟื้นวัฒนธรรม


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 30 กิจกรรมทชีุ่มชนด าเนินการ (1) กิจกรรมด้านการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม มีการตั้งกฎระเบียบในการจัดการป่ า มีการแบ่งเขตป่า มี การท าแนวกันไฟ มีการบวชป่า (พิธีคืนป่ าให้เจ้าที่) มีการตรวจป่า มีการดับไฟป่ า มีพิธีเลี้ยงผีแนวกันไฟ (2) กิจกรรมสร้างความสามัคคี และเสริมสร้างองค์กรชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง อย่างเช่นมีการ รวมตัวของกลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มพ่อบ้านที่รวมพลังในการน ากิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การป้องกัน และ ปราบปรามยาเสพติด ซึ่งแม่บ้านจะมีบทบาทมาก และได้รับผลส าเร็จ (3) กิจกรรมด้านการท าการรื้อฟื้นประเพณี และวัฒนธรรม มีการรดน ้าด าหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในแต่ละรอบปี เป็นต้น หน่วยงานในพนื้ที่ (1) โรงเรียนส านักงานการประถมศึกษาอ าเภอจอมทองเข้ามาตั้งโรงเรียน พ.ศ. 2519 ให้การศึกษาแก่ เด็กในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง (2) ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาให้การส่งเสริมการปลูกพืชและสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและ คนชรา (3) สาธารณสุขชุมชน ดแูลด้านสาธารณสุขให้แก่ชุมชน โดยครอบคลุมหมู่บ้าน ต่างๆ เหล่านีค้ือ บ้านห้วยส้มป่อย บ้านป่า เกี๊ยะนอก บ้านป่าเกี๊ยะใน บ้านห้าวยขนุน บ้านห้วยมะนาว บ้านหินเหล็กไฟ และบ้านขุนแตะ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอียดในภาคผนวกจ.)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 31 บ้านขุนแปะ ประวัติศาสตร์ชุมชน การอพยพเข้าที่บ้านขุนแปะแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มของนายแอะเจ๊ ซึ่งอพยพมาจาก แม่ฮ่องสอน กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มของ นายเล่อชอ ซึ่งย้ายมาจากอ าเภอแม่แจ่ม สาเหตุที่กลุ่มของ นายแอะเจ๊ ได้ อพยพมานั้น เพราะนายแอะเจ๊ ได้ท าผิดประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่า เนื่องจากไปเลี้ยงผีของชุมชนด้วยสัตว์สี ขาว (ควายเผือกหรือไก่ขาว) จึงอยู่ที่ชุมชนไม่ได้อีกต่อไป การเลี้ยงผีของชุมชน นั้นปกาเกอะญอเรียกว่า “ถ่อโข่” นายแอะเจ๊ จึงน าลูกหลานออกจากหมู่บ้านเดินทางมาก่อตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่ ณ ที่ที่เป็นบ้านขุนแปะในปัจจุบัน ปัจจุบันเชื้อสายของ นายแอะเจ๊ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ต่อมาทางราชการได้ตั้งผู้น าหมู่บ้าน พาเลื่อชอ จึงเสนอ ให้ ปออิลอ เป็นผู้น าหมู่บ้าน แต่ ปออิลอไม่รับ ดังนั้น นายเล่อชอ จึงรับเป็นผู้ใหญ่บ้านเอง สาเหตุที่กลุ่มนี้ได้เลือกบ้านขุนแปะ เป็นที่ตั้งหมู่บ้านก็เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง มีที่ท ากินที่สมบูรณ์ และ ยังไม่มีคนมาอยู่ คนกลุ่มเหล่านี้ ได้เข้ามาอยู่ในชุมชนเมื่อปี พ.ศ. 2435 (ผู้ให้ข้อมูล นายติ๊บ ปอโชโร อายุ 72 ปี) ทตี่ั้งและลกัษณะทางภูมิศาสตร์ บ้านขุนแปะ ตั้งอยู่หมู่ 12 ต าบลบ้านขุนแปะ อ าเภอจอมทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอ าเภอ จอมทอง สูงจากระดับน ้าทะเลประมาณ 1200 -1300 เมตร มีอาณาเขตต่อดังต่อไปนี้ ทิศเหนือ ติดกับบ้านหินเหล็กไฟ ทิศใต้ ติดกับบ้านบนนา ทิศตะวันออก ติดต่อกับบ้านอมติง ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านโม้ง ชุมชนบ้านขุนแปะ ตั้งอยู่กลางที่ราบหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ ในเขตป่ าดงดิบ ติดเทือกเขา มีอากาศชุ่ม ชื้นตลอดปี มีป่ าไม้ล้อมรอบหมู่บ้าน ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้ออ่อน ดินเป็นดินด าปนแดง เหมาะกับการเพาะปลูก พืชทุกชนิด มีความหลากหลายด้านพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าอย่าง เช่น เก้ง ไก่ป่ า เต่า หมูป่ า ชะนี และนก สัตว์ เหล่านี้ยังมีอาศัยอยู่ในเขตป่ ามาก ยิ่งในระยะหลังจากการป้องกันไฟป่ าท าให้สัตว์มีพื้นที่และแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น บริเวณรอบๆหมู่บ้านเป็นพื้นที่ท ากิน (ไร่ นา สวน) มีล าห้วยขุนแปะไหลข้างหมู่บ้าน ทางด้านทิศตะวันตก สภาพ ทั่วไปของหมู่บ้านดีถือได้ว่ามีการพัฒนาได้ระดับหนึ่งแล้ว ลักษณะทางประชากร ประชากรทั้งหมด 977 คน ชาย 481 คน หญิง 496 คน จ านวนครัวเรือน 201 หลังคาเรือน 225 ครอบครัว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 32 อัตราการเกิดในรอบปี ชาย 1 คน หญิง 1 คน อัตราการตายในรอบปี ชาย 1 คน หญิง - คน ความเชอื่และศาสนา บ้านขุนแปะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ความเชื่อทางศาสนาเหมือนกับพื้นที่ปกาเกอะญอทั่วไปคือ การนับ ถือศาสนาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือศาสนาพุทธดั้งเดิมและศาสนาคริสต์ กลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธ มี ทั้งหมด 123 ครัวเรือน(เฉพาะพื้นที่วิจัย) ซึ่งน าโดย นายคางา บุญทา(ปอหยื่อแป),นายแหล่เกอ อรุณวร รักษณ์ (ปอเต่อแประ), นายติ๊บ ปอโชโร(ปอโอกา) และนับถือศาสนาคริสต์ 78 ครัวเรือน ซึ่งมีผู้น าคนปัจจุบัน คือ นายโวกี สุริยาไพศาล โครงสร้างการน า ชุมชนบ้านขุนแปะมีโครงสร้างการน าเหมือนกับหมู่บ้านปกาเกอะญออื่นๆ มีโครงสร้างผู้น าตาม ประเพณีและมีผู้น าทางการ ผู้น าตามประเพณีคนปัจจุบันคือ ปอหยื่อแป ปอผื่อแฮ ปอเต่อแปร๊ และผู้น า ทางการคนปัจจจุบัน คือ นายหม่อวา ปอโชโร ระบบการผลิต ระบบการผลิตในชุมชนบ้านขุนแปะประกอบไปด้วยการท านา ท าไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นหลัก มีการปลูกพืช สวนบ้างเป็นบางส่วน เนื่องจากลักษณะดินของบ้านขุนแปะเหมาะแก่การเพาะปลูกมาก ชาวบ้านจึงปลูก หอมแดง กะหล ่าปลี และผักสลัดขายเป็นรายได้หลักของชุมชน การปลูกพืชผักจะปลูกเฉพาะฤดูฝนเท่านั้นฤดู แล้งไม่สามารถปลูกได้ เนื่องจากต้องอาศัยน ้าฝนเป็นหลัก การคมนาคม (1) เส้นทางที่ 1 เชื่อมกับตัวอ าเภอ ระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตร (2) เส้นทางที่ 2 เชื่อมทางสายแม่แจ่ม (3) เส้นทางที่ 3 เชื่อมกับหมู่บ้านขุนแตะ (4) เส้นทางที่ 4 เชื่อมกับบ้านป่ ากล้วย ระยะทาง 35 กิโลเมตร เส้นทางถนนทุกสายเป็นดินแดง บางตอนช ารุดและขรุขระโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนการสัญจร ไปมาจะล าบากมาก สภาพปัญหาในชุมชน (1) เส้นทางการคมนาคมไม่สะดวก (2) ที่ดิน ที่ท ากินไม่พอที่ส าหรับท าการเกษตร (3) ขาดน ้าอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง (4) ข้าวเป็นโรค ผลผลิตข้าวได้น้อย ท าให้ได้ข้าวไม่พอกิน (5) ราคาผลผลิตตกต ่า กิจกรรมทชีุ่มชนด าเนินการ (1) การจัดการทรัพยากร มีการแบ่งเขตป่า ท าแนวกันไฟ และออกกฎระเบียบในการดูแลจัดการป่า มี การเฝ้าระวัง และระดมดับไฟป่ า (2) การรวมกลุ่มพัฒนาหมู่บ้าน มีกลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มพ่อบ้าน และกลุ่มแม่บ้าน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 33 หน่วยงานในพนื้ที่ (1) โครงการหลวงเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว (2) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้าไปติดตั้งเครื่องก าเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าให้แก่ชุมชน (3) รพช. สร้างเส้นทางการคมนาคมให้แก่ชุมชน (4) กรมพัฒนาที่ดิน สนับสนุนให้ชุมชนมีการรักษาหน้าดินพื้นที่ท ากิน (1) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ(โปรดดูรายละเอียดในภาคผนวก ฉ.)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 34 บทที่4 แนวคดิและความเชื่อเรอื่งการเกิด/ตาย และการเกิดใหม่ ความเชอื่เรื่องการเกดิของเดก็ ชนเผ่าปกาเกอะญอเชื่อว่าเด็กเกิดมาต้องผ่าน หมื่อ คา เคล่อ ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่ว่าชายหรือ หญิงต้องผ่านหมื่อ คา เคล่อ ทั้งสิ้น ก่อนจะผ่าน หมื่อ คา เคล่อได้จะมีการให้ค ามั่นสัญญา วิธีต่างๆ และจะจด บันทึกไว้ในให้กับเด็กทุกคนบนกระหม่อมของเด็ก (หมือ่คา เคลอ่เว เปอะ ซวี่แป กล๊อ เตอะ บู๊หมือ่คา แม๊ะ ที ลอ ) เหล่านี้เปรียบได้กับคนที่อยู่ในประเทศเมื่อถึงเวลาที่จะออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่นต้องผ่านด่าน ตรวจคนเข้าเมือง(ซึ่งในกรณีนี้คือ หมื่อ คา เคล่อ) ปกาเกอะญอเชื่อกันว่าคนเราจะเกิดมาได้นั้นต้องให้ค า สัญญา(ค าตอบ)กับ หมื่อ คา เคล่อ ดังนี้คือ (1) จะมาเกิดเป็นใคร (2) มาอย่างไร(3) มานานแค่ไหน (4) มากับ อะไร (5) จะกลับมาอย่างไร ค าตอบเหล่านี้หมื่อ คา เคล่อ จะเป็นผู้บันทึกเอาไว้ที่กะโหลกศีรษะของทุกคน การให้สัญญาครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ส าคัญ เมื่อได้สัญญาไว้อย่างไรแล้วทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีวันที่จะ เปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นคนเราที่ได้เกิดมาบนโลกย่อมได้ผ่านด่านของ หมื่อ คา เคล่อ แล้วแน่นอน อย่างไรก็ดีทุก คนที่ได้ลืมตาดูโลกไม่มีใครเลยที่จะรู้ว่าก่อนมาเกิดนั้นได้ให้ค ามั่นสัญญากับหมื่อคาเคล่อไว้ว่าอย่างไร แต่เมื่อ กาลเวลามันผ่านไปจะเริ่มตระหนักว่าได้ให้ค าสัญญาไว้อย่างไรบ้าง เช่น เด็กบางคนก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้ไปให้ค ามั่นสัญญาไว้กับหมื่อคาเคล่อว่า "ฉันจะมากับช้าง ม้า วัว ควาย มากับเงิน-ทอง และฉันจะมาเด็ด ดอกไว้แค่ 2 ดอก หลังจากนั้นฉันจะกลับไป และในการกลับไปนั้น จะกลับไปกับช้าง" ค าสัญญาต่างๆ เหล่านี้ เมื่อถึงเวลา บุคคลนั้นย่อมจะต้องท าตามค าพูดต่างๆที่ได้ไว้ทุกประการ ความหมายของค าพูดข้างต้นนี้คือ ใน การมาเกิดมาเป็นมนุษย์ของเขานั้น ต้องการที่จะเป็นคนที่ร ่ารวยมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี(มีทั้งช้าง ม้า วัว ควาย และมีเงินมีทอง) แต่ในการมาเกิดครั้งนี้จะมาเพียงแค่แต่งงานแล้วมีลูกเพียงแค่สองคน แล้วก็จะตาย ซึ่งใน ความหมายของการกลับไปกับช้างคือ เขาจะต้องตายด้วยช้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น อาจถูกช้างแทงตาย เป็น ต้น ความเชอื่ในการเกดิของเด็กโดยผ่านทางความฝันของคู่สามีภรรยา เมื่อสามีและภรรยาได้แต่งงานกันแล้ว ก่อนตั้งครรภ์สองสามีภรรยาจะฝันถึงสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เช่น หากฝันว่ามีคนมาขายปืนหรือขายมีดให้ เชื่อว่าลูกที่เกิดมาจะต้องเป็นผู้ชาย แต่ในขณะเดียวกันก็ฝันว่า ปืนที่ได้ ซื้อมานั้นเป็นปืนเก่าและจะต้องมาท าการซ่อมแซมเพิ่มเติมอีก ซึ่งความฝันนี้ เชื่อว่าถ้าลูกที่เกิดมา อาจจะมี สุขภาพที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ หรือบางทีอาจพิการได้ ความฝันของคู่แต่งงานแต่ละคู่ย่อมแตกต่างกันออกไป บ้างจะฝันเห็นงู บ้างจะฝันเห็นดอกไม้ และ บ้างจะฝันเห็นก าไลหรือแหวน เป็นต้น ในความเชื่อของปกาเกอะญอ ความหมายของสิ่งต่างๆเหล่านี้จะมีอยู่ใน ตัว เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่ใช้อยู่ในชีวิตประจ าวันของมนุษย์ทุกๆคนรวมทั้งสัตว์แต่ละชนิดจะมีความหมาย เฉพาะ ตารางต่อไปนี้แสดงตัวอย่างความหมายของสิ่งดังกล่าว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 35 การทา นายเพศโดยสงิ่บอกเหตุของปกาเกอะญอ ชื่อสิ่งของตามภาษาปกาเกอะญอ สิ่งของ ค าท านาย ต่า กิ๊ หยะ 1. เสื้อผ้า ผู้หญิง เป่ อ ซิ 2. แหวน ผู้หญิง ที ปกี่ 3. ก าไลข้อมือ ผู้หญิง ต่า พอ 4. ดอกไม้ ผู้หญิง หน่า ดิ 5. ต่างหู ผู้หญิง แปร ส่า 6. กระดิ่ง ผู้หญิง เซ่อ เปอ 7.หม้อข้าวหม้อแกง ผู้หญิง แพ 8. ลูกปัด ผู้หญิง ซิ หนะ 9. ปืน ผู้ชาย กื่อ 10. งู ผู้ชาย แคระ 11. มีด ผู้ชาย หนะ 12 . ดาบ ผู้ชาย ความเชอื่เรื่องการเกดิโดยการใช้สมุนไพร กรณีคนที่แต่งงานกันระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีลูก คนปกาเกอะญอเชื่อว่ามีผีหรือวิญญาณอัน ชั่วร้ายมารบกวนขวัญของแม่และเด็ก ต้องมีการท าพิธีส่งวิญญาณเหล่านี้ออกไป เพราะเชื่อว่า วิญญาณของกองขยะ หรือ “ต่าเส๊อะก๊าอ่าเซ๊อะก๊า” มารบกวน การขอจากตน้ ไม้เช่น ตน้ โพธิ์หรอืเรียกว่า "เคลื่อ" มีค ากล่าวที่ว่า “หมื่อคาเคล่อโอะเล๊อะเคล่ออ่าคี” ซึ่ง มีใจความว่า ถา้อยากไดล้กูสาวเม่ือไปถึงตน้ โพธิ์ใหเ้รียกลกูสาว ถา้อยากไดล้กูชายใหเ้รยีกลกูชาย อีกวิธีหนึ่ง โดยการใช้ “หน่อเผาะกระ” ซึ่งคือไม้ไผ่ที่น ามาเจาะรูใช้เรียกขวัญ และจะร าตามความต้องการลูกสาวหรือลูก ชาย เมื่อกลับไปถึงบ้านก็จะรดหน่อเผาะกระที่ศีรษะของภรรยา พร้อมกล่าวข้อความที่มีความหมายว่า “ขอให้ วิญญาณของลูกสาวหรือลูกชายกลับมาอยู่กับบ้าน” วิธีการขอท าโดยใช้ไม้ง่าม 3 อนัมาพาดไวก้บัตน้ โพธิ์แลว้ใชด้า้มไมไ้ผ่ท่ีเรียกกนัว่า”หน่อ เผาะกระ” ขอ เนื่องจากเชื่อว่าคนที่จะมาถือก าเนิดต้องผ่านหมื่อคาเคล่อ(ผีบรรพบุรุษ) ผู้ที่ไม่มีลูก จึงจะต้องขอลูกจากหมื่อคาเคล่อ ตา นานเกี่ยวกับการเกิด ชาวปกาเกอะญอมีเรื่องเล่าว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง หลังจากที่ได้แต่งงานไปไม่นาน ภรรยาก็ได้ตั้งครรภ์ ซึ่งในขณะที่ภรรยาใกล้คลอดนั้น ผู้เป็นสามีได้ออกเดินทางเข้าป่ าเพื่อไปล่า สตัว์ซ่งึในขณะท่ีกา ลงัขึน้ไปอยู่บนตน้ โพธิ์นนั้ก็ไดย้ินเสียงคนสองคนกา ลงัพดูคยุกนัอย่ใูกลๆ้ซ่งึ จับใจความได้ว่า “ก่อนที่เจ้าจะมาเกิดเป็นมนุษย์นั้น เจ้าได้ไปหาหมื่อคาเคล่อ และบอกกับหมื่อคา


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 36 เคล่อ ว่าในการมาครั้งนี้เจ้าจะแต่งงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกเจ้าจะมีลูกเพียงแค่คนเดียว และครั้งที่สอง เจ้าจะแต่งงานกับลูกสาวของตนเอง และขณะนี้ภรรยาของเจ้านั้นก็ได้คลอดลูกออกมาแล้ว” ชาย คนนั้นได้ฟังแล้วรู้สึกแปลกใจและกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องที่พูดนี้คล้ายกับชีวิตจริงของเขา มาก จากนั้นได้เดินทางกลับบ้านไป และพบว่าภรรยาของตนเพิ่งจะคลอดลูกมา ท าให้สามีนั้น แปลกใจและรู้สึกไม่สบายใจมากยิ่งกว่าเดิม สามีก็ได้ถามภรรยาว่า ”ลูกเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” ฝ่าย ภรรยาตอบว่า “เป็นลูกสาว” ผู้เป็นสามีตกใจและโมโหขึ้นมาทันที เพราะนึกถึงค าพูดของหมื่อคา เคล่อที่ได้บอกกับเจ้าตวัในขณะท่ีน่งัอย่บูนตน้ โพธิ์ความรูส้กึโมโหและโกรธแคน้ทา ใหห้า้มใจไม่ อยู่ สามีผู้นั้นเลยคว้าเอาฝาหม้อข้าว แล้วขว้างใส่ที่ศีรษะของลูกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมานั้น ท าให้ ลูกน้อยได้บาดเจ็บสาหัส จากนั้นผู้เป็นพ่อก็ได้หนีออกจากบ้าน โดยไม่ได้ดูแลลูกน้อยที่เพิ่งจะ คลอด ปล่อยให้ภรรยาดูแลคนเดียว ซึ่งในความคิดของเขาคือ ลูกน้อยคงต้องเสียชีวิตแน่นอน วันเวลาผ่านไปช้านาน สองแม่ลูกช่วยกันท าหากินด้วยความยากล าบาก ต้องหาเช้ากินค ่า และอยู่มาวันหนึ่งแม่ก็ล้มป่ วยลงและมีอาการที่สาหัส ในที่สุดแม่ก็ตายจากไป ส่วนลูกสาวก็อาศัย อยู่กับคนอื่น รับจ้างอยู่กับคนบ้านโน้นทีบ้านนี้ที อยู่มาวันหนึ่งผู้เป็นพ่อก็ได้มาพบเจอกับลูกสาว โดยไม่รู้ว่าเป็นลูกตนเอง เกิดความหลงใหลในตัวของหญิงสาว จนในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน หลังจากที่ได้เข้าพิธีแต่งงานเรียบร้อยแล้ว รุ่งเช้าวันต่อมาทั้งสองก็ได้รดน ้าด าหัวให้กัน เมื่อฝ่าย สามีด าหัวให้ภรรยาได้เห็นรอยแผลเป็นที่ศีรษะจึงถามภรรยาว่า “รอยแผลเป็นที่ศีรษะนั้นได้ไปโดน อะไรหรือ?” ภรรยาจึงตอบว่า “เมื่อตอนที่คลอดออกมาใหม่ๆ พ่อขว้างศีรษะด้วยฝาหม้อข้าว หลังจากนั้นพ่อก็ได้หนีออกจากบ้านไปปล่อยแม่และฉันอยู่กันเพียงสองคน” เมื่อสามีได้ฟังจึง ตระหนักว่าภรรยาของเขาคือลูกสาวของตนเอง ไม่ผิดจากค าพูดของหมื่อคาเคล่อที่เขาได้ยินมา จากตน้ โพธิ์คา พดูเหล่านนั้คือคา ม่นัสญัญาท่ีเขาเคยใหไ้วก้่อนท่ีจะมาเกิดน่นัเอง ตา นานเกี่ยวกับการตาย ชนเผ่าปกาเกอะญอเชื่อกันว่า เมื่อคนเราใกล้จะตายคืออยู่ในช่วงที่นอนเจ็บป่วยอยู่ เป็นเวลาที่ได้ให้ ค ามั่นสัญญาไว้กับหมื่อคาเคล่อว่าจะต้องจากไป ในขณะเดียวกัน ช่วงที่เจ็บป่ วยนั้นเมื่อถึงเวลาจริงๆ จะมี ตะขาบคลานมาปรากฎตัวให้เห็น และสถานที่ ที่ตะขาบมาปรากฏนั้น เช่น ใต้ถุนบ้านซึ่งตรงกับบริเวณที่ผู้ป่ วย นอนอยู่ บางครั้งจะขึ้นมาบนบ้านมาอยู่ใกล้บริเวณหัวนอนเป็นต้น บทลา น าทเี่กี่ยวกับการมาเกดิโดยผ่าน หมอืคาเคล่อ (1) หมื่อ คา เคล่อ อะ ซะ แอ๊ะ เต้ หน่อ แชะ เต้ จอ เต่อ แชะ muj qaz hklef av sav hsaiv aiv tei nauj hsaiv tei cau t' hsaiv (2) หมื่อ คา เคล่อ อะ ซี เซอะ อึ๊ เต้ ถ่อ จอ ลอ ก่า ลอ กือ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 37 muj qaz hklef av si s' uv tei htauf cau lauz kaf lauz kuz (3) จอ เกอะ ถ่อ ดี๊ โย ห่อ อะ พอ หมื่อ คา เคล่อ คี บะ ดึ ลอ cau k' htauf div yoz hauf av hpau muf qaz hklef hki baf duf lauz (4) ค๊ะ ถ่อ ปล่า วา เลอะ เคล่อ โล หน่า ฮู หมื่อ คา เคล่อ เกอะ โต hkav htauf plaj wa le hklef lo naj hoo muf qaz hklef k' toz (5) หมื่อ คา เว เป้อ ซวี่ แป กล้อ เต่อ บุ หมื่อ คา แมะ ที ลอ muf qaz wei p' swif pgaiz klau t' boov muf qaz maix hti lauz บุคลิคตามวันเกิด วันทเี่กิด นิสัย จิตใจ อารมณ์ มิตรสหาย วันจันทร์ เป็นคนใจเย็น อ่อนโยนเป็นคน ขี้สงสาร ใจเย็น สุภาพ โกรธง่ายหายเร็ว วันอังคาร ใจร้อน ขี้โมโห เข้มแข็ง ไม่หวั่น ไหว อารมณ์ร้อน มีเพื่อนมาก วันพุธ เกเรตอนเด็กๆ สุขุม รอบคอบ อารมณ์เย็น ไม่ชอบรบกวนใคร ไม่ค่อยมีเพื่อนต้อง หาเอง วันพฤหัสบดี สุภาพเรียบร้อย จิตใจอ่อนโยน อ่อน น้อมและท ามาหา กินขึ้น ใจเย็น มีเพื่อนมาก เพื่อน แต่ละคนจะเข้ามา หาเอง วันศุกร์ เป็นคนที่ค่อยเอา จริง จิตใจไม่แน่วแน่ ชอบนอน มีเพื่อนเป็นธรรมดา วันเสาร์ ร่าเริง ชอบ สนุกสนาน คนใจกว้าง ท าอะไรท าจริง อารมณ์ร่าเริง จิตใจเบิกบาน เพื่อนฝูงมาก เพื่อนเข้ามาหาเอง วันอาทิตย์ เป็นคนไว ท าอะไร จะเร็ว ใจเย็น ใจกว้าง สุขุม จริงจัง และ จริงใจ มีเพื่อนมาก


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 38 ยามทเี่กี่ยวกับวันเกดิ ปี/เวลาเกิด เช้า สาย เทยี่ง-บ่าย เย็น กลางคืน ชวด (หนู) ดี ดี ดี ดี ไม่ดี ฉลู (วัว) ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี ขาล (เสือ) ดี ดี ดี ไม่ดี ไม่ดี เถาะ (กระต่าย) ดี ดี ดี ไม่ดี ไม่ดี มะโรง (งูใหญ่) ดี ดี ดี ไม่ดี ไม่ดี มะเส็ง (งูเล็ก) ดี ดี ดี ไม่ดี ไม่ดี มะเมีย (ม้า) ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี มะแม (แพะ) ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี วอก (ลิง) ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี ระกา (ไก่) ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี จอ (หมา) ดี ดี ดี ไม่ดี ไม่ดี กุน (ช้าง) ไม่ดี ไม่ดี ดี ดี ไม่ดี หมายเหตุ : ปีหนู = เกิดกลางคืนไม่ดีเพราะหนูต้องออกหากินในเวลากลางคืน ปีวัว = วัวจะต้องออกหากินในเวลากลางวัน จะพักผ่อนในเวลากลางคืน ปีเสือ =เสือจะออกหากินในเวลากลางคืน คนที่เกิดปีเสือในกลางคืนจะล าบาก ปีกระต่าย = เกิดกลางวันจะดีที่สุด เพราะกลางวันกระต่ายจะพักผ่อน และเกิด กลางคืนจะล าบากที่สุด ปีงูใหญ่ = งูจะหากินในเวลากลางคืน ปีงูใหญ่เกิดกลางคืนไม่ดี ปีงูเล็ก = เกิดกลางวันจะดีที่สุด ปีม้า = คนเกิดปีม้าเกิดตอนเย็นและกลางคืนจะดีที่สุดเพราะจะไม่ล าบาก ปีแพะ = เกิดกลางคืนจะดีที่สุดเพราะเป็นเวลาพักผ่อน ปีลิง = เกิดตอนกลางคืนจะดีที่สุด เพราะเป็นเวลาพักผ่อน ปีไก่ = เกิดตอนกลางคืนดีที่สุด ปีหมา = คนที่เกิดปีหมาเกิดกลางวันดีที่สุด เพราะกลางคืนหมาจะออกหากินและออก ขโมยของ ปีช้าง = เกิดตอนเที่ยงดีที่สุด เพราะช่วงเช้า และช่วงบ่ายช้างจะท างาน ส่วนกลางคืนช้าง จะต้องออกหากินอาหาร


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 39 ถ้าขึ้นบ้านใหม่ในวันอาทิตย์ จะมีแขกขึ้นบ้านเยอะเหมือนกันและการท ามาหากิน หรือ การค้าขายก็จะโตวันโตคืน ความเชอื่เกี่ยวกบัเวลาการเกดิต่างๆ นั้น ชาวปกาเกอะญอมีความเชอื่ดังนี้ = คนที่เกิดเที่ยงคืนเป็นคนที่ดุ เป็นคนใจถึงจะไม่กลัวอะไรไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพราะเชื่อว่าเที่ยงคืนนี้ เป็นเวลาที่มืดคนที่เกิดเที่ยงคืนจะไม่กลัวอะไร = คนที่เกิดตอนสายๆ จะเป็นคนขี้กลัว ไม่กล้าท าอะไรๆ ใจไม่ค่อยหนักแน่น = คนที่เกิดตอนเที่ยงวันเชื่อกันว่า เป็นคนขี้กลัวเรียกว่า เป่ อ เก่อ ชอ(Pej k’ hsau) จะเป็นคนที่ต้อง ท างานหนัก ก็เพราะว่าจะเปรียบเทียบช้างช่วงเวลาสายๆ ถึงเที่ยง ช่วงนี้ช้างจะท างานลากซุง ส่วนตอนบ่าย ช้าง ก็จะหากินจะไม่ได้ท างานแต่จะพักผ่อน 1.3 เด็กแต่ละประเภทตามความเชื่อมีอยู่4 ประเภท 1. โอะบละเด(of blav dei) คือเด็กที่เกิดมาสะพายสะดือหรือมีสะดือพันที่คอจะมีบทล าน าว่า " Nauj lauz blav dei av sav e t’heif Muj hsaiv baf av hkle” หน่อ ลอ บละ เด อะ ซะ เออ เต้อ เห่ หมื่อ แชะ บะ อะ เคอ ซึ่งมีความหมายว่า เป็นคนขี้น้อยใจ จะไม่ค่อยกล้าแสดงออกเป็นคนชอบเก็บกด หากพูดอะไรถ้าไม่มีคนเชื่อจะ เก็บไว้ในใจ (ใจด า /โกรธง่าย) 2. โอะโข่พล่อ (of hkof hplauf) คือเด็กที่เกิดมามีรกติดอยู่ที่หัว จะเป็นศิริมงคลส าหรับเด็กคนนั้นเอง เป็นคนในลักษณะเป็นผู้น า ท าอะไรจะท าจริงจัง และจริงใจ ไปไหนจะพ้นภัยอันตรายต่างๆ ถ้าเอาสะดือ(เด) นั้น ไปด้วย 3. โอะกละแมะ(of klav maix) (เด็กที่คลอดในท่าคว ่าหน้า) เป็นคนขี้น้อยใจ เป็นคนใจเย็นเวลาท างาน จะท าด้วยความน้อย แต่จะเป็นคนรอบคอบ สุขุมท างานด้วยความมั่นใจ 4. โอะกว่าแกละ(of kwaj klai) เด็กที่คลอดในท่านั่งและจะมองไปทางประตูทางเข้าบ้าน เชื่อว่าเด็กนั้น เป็นผีมาเกิด เรียกว่า “โข่เส่” ซึ่งเด็กนี้จะมาเกิดในโลกมนุษย์ไม่นานแล้วจะกลับไป (ตาย) ส่วนใหญ่แล้วพออายุ ประมาณ 15-16 ปี พอมีเพื่อนฝูงมาติดเยอะแล้วก็จะมีอันเป็นไปแล้วจะตายไปในที่สุด ซึ่งปกาเกอะญอเรียกว่า มาให้คนอื่นหรือเพื่อนฝูงหลงไหลแล้วก็จากไป แต่ปกาเกอะญอจะมีวิธีแก้ไขเพื่อให้เด็กที่เกิดมานั้นสามารถมี ชีวิตที่ยืนนานเหมือนคนปกติทั่วไป ดังนี้ วิธีการแก้ไข (1) การแก้ไขท าโดย พิธีกรรมตัดเส้นวิญญาณที่ไม่ดีออกไป หรือต้องท าพิธีกรรมรักษาให้หมอผี ประกอบพิธีรักษาเด็ก ก่อนที่เด็กจะเป็นอะไรไป หรือว่าก่อนที่เด็กจะไม่สบาย เมื่อมีการท าพิธีกรรมตัดเส้น วิญญาแล้ว จะต้องมีพิธีกรรมเรียกขวัญเด็กต่อ เพื่อให้วิญญาณเด็กโดยวิญญาณสัตว์หรือสิ่งของ (ขวัญทั้ง 37 อย่าง) เช่น ให้ยึดอยู่ ก าไลและด้าย (hti pgij / luj) เป็นต้น หรือภาษาปกาเกอะญอ เรียกว่า จับขวัญของเด็ก เอาไว้(Sauv qax eiv av k’ la) ก่อนที่จะมีการตัดเส้นวิญญาณที่ไม่ดีออกไป ปกาเกอะญอเรียกว่า ” เดาะหลื่อ ” (dauv luj)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 40 (2) ตบหน้าเด็กเบาๆ หนึ่งที เด็กแต่ละประเภทนี้มีการเล่าขานกันมานานแล้ว และยังมีผู้ประสบอยู่ในปัจจุบัน เช่น คน ที่คลอดออกมาในท่าที่มองไปในทางประตูเข้าหรือตามเส้นทางที่คนเดินผ่านไปมา เรียกว่า"โอะกว่า แกล " นี้ก็ต้องมีการตัดเส้นด้าย หรือเดาะหลื่อ ให้เด็กก่อนที่เด็กจะเป็นอะไรไป ชาวปกาเกอะญอ เชื่อว่าเด็กที่คลอดในท่านี้ ก็ต้องมีการตัดเส้นด้ายทุกคน มิฉะนั้น เด็กจะต้องตายแน่นอน และคนที่ จะตัดเส้นด้ายนั้น จะต้องเป็นหมอผีเท่านั้น ถึงจะได้ผลที่แท้จริง หรือว่าเมื่อคนใดตัดเส้นด้ายให้นั้น จะต้องเป็นคนเดิมตลอดเท่านั้นจึงจะได้ผล และเชื่อกันว่า ถ้าตัดเส้นด้ายขาดทั้ง 3 ครั้ง คนๆ นั้น จะรอดและเป็นคนจริงๆ หรือถ้าตัดไม่ขาดทั้ง 3 ครั้งหมายความว่าคนๆ นั้น ไม่นานก็จะตายจริง แน่นอน เด็กที่เรียกว่า "โข่ เส่ " ( hkof seif ) นั้นเกิดมาได้ไม่นานก็ตาย เช่น เด็กที่เกิดได้ 7 -30 วันตาย จะต้องมี การท าพิธีหรือท าบุญส่งดวงวิญญาณให้กับเขา ปกาเกอะญอเรียกว่า “เห่ดึเห่ทู” (heif duv heif htooz av taj) สิ่งของที่จะต้องให้นั้นมีดังนี้ (1) ด้าย (หลื่อคื่อ) หมายถึง "นม" ให้เด็กได้กินนมต่อไป (2) ข้าว (3) ถ้วยใบเล็กๆ (4)ด้ายขาว/ด้ายแดง และด้ายด า ก็หมายถึงเส้นทาง (5) ผ้า (เสื้อ/ ผ้าถุง/ ผ้าโพก/ ย่าม) ลักษณะเฉพาะของคนที่เกิดมาในท่าที่มองในเส้นทางเดิน “โอะกว่าแกล” นั้น บางคนจะเป็นคนผอม แห้ง หรือบางคนอาจจะเป็นคนอ้วนเกินไปและในลักษณะบวม หรือเกิดมาแล้วจะคนที่ไม่ค่อยสบาย หรือเป็นคน ไม่สบายเลย เป็นต้น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 41 เด็กแต่ละประเภทตามความเชื่อ(ท่าคลอดของเด็กแต่ละประเภท) ประเภท ความเชอื่วิธีแก้ไข 1.โอะ บละ เด เป็นคนขี้น้อยใจไม่ค่อยกล้าแสดงออก ชอบเก็บกด 2.โอะ โข่ พล่อ เป็นสิ่งที่ดีจะเป็นศิริมงคลส าหรับเด็กคนนั้น และมีลักษณะเป็นผู้น า ท าอะไรจริงจัง และ จริงใจ ไปไหนจะพ้นอันตรายต่างๆ(ถ้าเอาสะดือ หรือ เด นั้นไปด้วย) 3.โอะ กละ แมะ เป็นคนขี้น้อยใจ เป็นคนใจเย็น เวลาท างานจะ ท าด้วยความน้อยใจ แต่ใจเย็น รอบคอบ สุขุม ท างานด้วยความมั่นใจ 4.โอะ กว่า แกล เป็นโข่เซ่ ท าพิธีกรรมตัดเส้น วิญญาณให้ครบ 3 ครั้ง 5.โอะ เก่อ อ๊ะ เป็นคนไม่รู้สึกตัว หลังคลอด - ตบหน้าเบาๆ - กระทืบเท้าข้างๆ หู -สะบัดผ้าถุงของแม่บ้าน ใกล้ๆ จมูกเด็ก การปฏิบัติตัวของคนรอบข้างเมื่อเด็กเกิดออกมา เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว คนรอบข้างจะต้องหยุดท างาน 1วัน เรียกว่า โอะต่าเบล (of taj bleiz ) ภายใน 1วันนั้น เมื่อคนรอบข้างหรือญาติพี่น้องรู้ วันนั้นจะไม่ท างานอะไรเลยเช่น 1. จะไม่เข้าในสวน 2. ไม่ขึ้นไปเปิดยุ้งข้าว( htauf hpau hkof ) 3. ไม่ต าข้าว 4. ไม่ทอผ้า 5. ไม่เก็บฟื น 6. ไม่หาสัตว์ป่าและสัตว์ทุกชนิด 7.ในกรณีของผู้เป็นพ่อของเด็กจะห้ามไม่ให้ไปท างานและหาของป่ า อย่างเคร่งครัด ให้ครบ 3 เดือน หรือจนกว่าขั้วสะดือของเด็กจะหลุดออก เมื่อเด็กเกิดมาแล้วจะมีการเย็บเสื้อให้เด็กซึ่งจะต้องเป็นเศษผ้าที่เก่าหรือผ้าที่ใช้มาแล้ว และ ก่อนที่จะ ใส่ให้เด็กก็ต้องใส่ให้สุนักก่อนคือใส่เป็นพิธี การที่ต้องสวมใส่ให้สุนัขก่อนนั้น ปกาเกอะญอเชื่อกันว่า จะแคล้ว พ้นภัยอันตรายต่างๆ ไป เพราะว่าสุนัขนั้นจะไม่เป็นโรคภัยอันตรายต่างๆ ติดตัว และสวมให้หินใส่ก่อน มีความ เชื่อว่าเด็กที่มาเกิดนั้นจะได้แข็งแรงเหมือนกับหินและสามารถอยู่ได้นาน มีอายุมั่นขวัญยืน และเมื่อสะดือหลุด


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 42 แล้วจะมีการตั้งชื่อ พร้อมกับการใส่เสื้อที่เย็บไว้ให้เด็กและจะมีการมัดมือให้เด็กเป็นครั้งแรกซึ่งปกาเกอะญอเรียก ว่า " กี่ ต่า เบล "( kif bleiz cu ) อุปกรณ์ที่ต้องใช้คือไก่ 1 ตัว ไก่ตัวนี้คนอื่นจะไม่ได้กินนอกจากพ่อและแม่ของ เด็กเท่านั้นที่กินได้ และต้องกินให้หมด ครั้งเดียว และบางคนต้องมีการดูกระดูกไก่ด้วย ว่ากระดูกไก่ดีหรือไม่ดี หลังจากที่กี่ จือ ต่ เบล เสร็จแล้ว ช่วงเย็นจะมีการมัดมืออีกรอบหนึ่งเรียกว่า “กี่ คึ จือ “จะเป็นการมัดมือใน ครอบครัวพร้อมต้อนรับเด็กที่เกิดใหม่ โดยใช้ไก่ 1 คู่ ตัวเมีย 1 ตัว ตัวผู้ 1 ตัว สิ่งที่ต้องให้เด็กนั้นคือต้องเย็บเสื้อให้เด็กด้วยเศษผ้าเก่ เดือนละ 1 ตัว จนครบสามเดือนแล้วต้องท าพิธี ผูกข้อมืออีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า กี่ คึ จือ หมายถึงการมัดมือร่วมกับเด็กที่เกิดมาใหม่ เพื่อให้ขวัญของเด็กได้มาอยู่ ร่วมกับพ่อแม่และครอบครัว การมัดมือครั้งนี้จะต้องท าพิธีด้วยไก่ 1 คู่ และสามารถกินร่วมกันได้ทั้งครอบครัว ความเชอื่เรื่องขวัญและวิญญาณมีทัง้หมด 37 อย่าง ขวัญของคนทัง้ 37 อย่าง 1. ขวัญหัวใจ 2. ขวัญมือซ้าย 3. ขวัญมือขวา 4. ขวัญเท้าซ้าย 5. ขวัญเท้าขวา 6. ขวัญหอย 7. ขวัญปู 8. ขวัญปลา 9. ขวัญเขียด 10. ขวัญแย้ 11. ขวัญจิ้งหรีด 12. ขวัญตักแตน 13. ขวัญตุ๊กแก 14. ขัญแมงมุม 15. ขวัญนก 16. ขวัญหนู 17. ขวัญชะนี 18. ขวัญหมูป่า 19. ขวัญไก่ป่า 20. ขวัญเก้ง 21. ขวัญกวาง 22. ขวัญสิงห์ 23. ขวัญเสือ 24. ขวัญนก 25. ขวัญข้าว 26. ขวัญงู 27. ขวัญตุ่น 28. ขวัญเม่น 29. ขวัญเลียงผา 30. ขวัญกระทิง 31. ขวัญแรด 32. ขวัญเต่า 33. ขวัญตะกวด 34. ขวัญกุ้ง 35. ขวัญอีเห็น 36. ขวัญต่อ 37.ขวัญนกแก๊กนก แกง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 43 ขวัญในตวัคนและขวัญในสิ่งแวดล้อม ขวัญหัวใจ(1) ขวัญมือขวาข(3) ขวัญมือซ้าย(2) ขวัญเท้าขวา(5) ขวัญเท้าซ้าย (4) 6.ขวัญหอย 7.ขวัญปู 8.ขวัญปลา 9.ขวัญเขียด 10.ขวัญแย้ 11.ขวัญจิ้งหรีด 12.ขวัญตักแตน 13. ขวัญตุแก 14. ขัญแมงมุม 15. ขวัญนก 16. ขวัญหนู 18. ขวัญหมูป่า 19. ขวัญไก่ป่า 20. ขวัญเก้ง 22. ขวัญสิงห์ 23. ขวัญเสือ 24. ขวัญนก 25. ขวัญข้าว 26. ขวัญงู 27. ขวัญตุ่น 30. ขวัญกระทิง 31. ขวัญแรด 32. ขวัญเต่า 33. ขวัญตะกวด 34. ขวัญกุ้ง 28. ขวัญเม่น 29. ขวัญเลียงผา 35. ขวัญอีเห็น 36. ขวัญต่อ 37.ขวัญนกแก๊กนกแกง 17. ขวัญชนี 21.ขวัญกวาง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 44 ประเภทบทลา น าทเี่กี่ยวกบัขวญัของคน (1) มี หม่อ เก่อ ลา โอะ เดอ นา พือ เซ หน่อ เยอะ โอะ เต่อ กา mi muf k' laz of dez naz hpuv sei nauf y' of t' gaz (2) เพ แทะ เนอะ จือ กี่ เต่อ เก เก่อ ลา โอะ เลอะ เน่อ จือ เด hpeif htaix n' cu kij t' gei k' laz of le n' cu dei คนแต่ละคนจะไม่รู้ว่าคนนี้ ตัวนี้ได้โดยรู้และแบ่งเป็นรวมๆ ทั้งหมดเมื่อเรียกขวัญ หรือผูกข้อมือคนแต่ ละคน โดยจะมีขวัญทั้ง 37อย่างกลับมา ความรู้สึกของพ่อแม่ทสีู่ญเสียลูก มีบทล าน าในภาษาปกาเกอะญอส าหรับพ่อแม่ที่มีต่อการสูญเสียลูก (1.) ลอ หลู่ ที เลอะ โหม่ ข่อ โล ซี บะ โหม่ เซอ หย่อ เซอ โย Lauz loof hti le moj hkauf lo Ci baf mof s' yuf s' nyoz (2) ซี เล้อ แผ่ล เล้อ เน้อ หน่อ ชิ เล้อ โหม่ หม่อ เม โหม่ หนู่ ที Ci le hplaif le n' nauj hsiv Le mof mauf meiz mof noof hti (3) ปี โจ เอะ ซี โหม่ อะ โพ โหม่ ฮะ ห่อ ที หน่า ที โต Pix co eifci mof av hpo Moj hav hauf hti naf hti toz ซึ่งแปลความได้ว่า “การสูญเสียของลูกเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ทสีุ่ดในชีวิตของ พ่อและแม่ ไม่มีอะไรทสีู่ญเสียมากไปกว่าคา ว่าลูก” พ่อและแม่เสียใจอย่างไม่มีอะไรจะ เปรียบเพราะว่า มีความรู้สึกผูกพันกับเด็กแต่ละคนตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง ไปจนถึงคลอด เมื่อ ลูกคลอดออกมาแล้วแม่ก็ต้องดื่มน ้าร้อน เพื่อทจี่ะทดแทนเลือดทเี่สียไปในขณะทคี่ลอด ลูก ไม่กินอาหารบางประเภทเพราะอาจแสลง ต้องระมัดระวังจนกว่าจะแน่ใจว่าอาการ ปกติแล้ว ในด้านพิธีกรรมนั้น เมื่อเด็กตายจากไปแล้ว ต้องมัดมือแม่กับเด็กเข้าด้วยกัน บางครั้งต้อง เรียกขวัญให้กับแม่ของเด็กด้วย และเลยไปถึงสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว พิธีศพ เมื่อมีการตาย จะต้องท าพิธีศพ หากเป็นเด็กจะมีการเก็บศพไว้ 1 คืน ผู้ใหญ่ต้องเก็บไว้อย่างน้อย 3 คืน ในระหว่าง 3 คืนนั้นจะมีการขับล าน า หรือซอเป็นภาษาของปกาเกอะญอทั้ง 3 คืน ขั้นตอนนั้นเริ่มจากการด าหัว ศพ โดยจะด าหัวได้ในคืนแรกและคืนที่สองเท่านั้น ส่วนคืนที่สามนั้นจะด าหัวให้ศพไม่ได้ หากฝ่าฝืนต้องลงโทษ อย่างเด็ดขาด และถือว่าตัดขาดจากสมาชิกในครอบครัว และสมาชิกภายในชุมชนด้วย เมื่อพ้นจากคืนที่สามก็จะ มีการส่งศพไปที่สุสาน


Click to View FlipBook Version