The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:01:34

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 95


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 96 เพลงพนื้บ้านหรือบทลา น า ความหมาย มีผู้ให้ความหมายเพลงพื้นบ้านไว้หลายแนวทาง มนตรี ตราโมท (2497: 50) กล่าวว่าเพลงพื้นบ้าน หมายถึง “…เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนเองไป ตามความนิยม และส าเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกันไป เพลงแบบนี้มักจะนิยมร้องกันในเวลาเทศกาล หรืองานที่มีการชุมนุมของผู้คนในหมู่บ้านมาร่วมรื่นเริงกันชั่วครั้งชั่วคราวเช่น ทอดผ้าป่ า ทอดกฐิน และในการ ลงแขกเอาแรงกินในกิจอันเป็นอาชีพเช่น เกี่ยวข้าว นวดข้าวเป็นต้น” ส่วนจารุวรรณ ธรรมวัตร (2530 : 102) ให้ความหมายเพลงพื้นบ้านไว้ว่าเป็น “เพลงที่แพร่หลายในแต่ละชุมชน มีเนื้อร้องท านองเป็นสมบัติของชุมชน โดยปัจเจกบุคคล หรือสังคมสร้างขึ้นและสมาชิกในชุมชนยอมรับร่วมกันว่าเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นตน” สรุป ความหมายของเพลงพื้นบ้านได้ว่า หมายถึงเพลงที่ชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นคิดประดิษฐ์รูปแบบเนื้อร้องท านอง ขึ้นเอง ทุกคนยอมรับและน าไปใช้ร่วมกัน ทมี่าของเพลงพืน้บ้าน ภิญโญ จิตติธรรม (2516:9) กล่าวถึงที่มาของเพลงพื้นบ้านว่าเพลงพื้นบ้านเกิดจากประเพณีทาง ศาสนาหรือวัฒนธรรมของชุมชนในถิ่นนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนที่ห่างไกลความเจริญหรือชุมชนที่เจริญแล้ว เพลง พื้นบ้านมีลักษณะพิเศษตามความนิยมของถิ่นนั้นๆ ร้องสืบต่อกันมาโดยการจ า ผู้บอกจะบอกต่อกันหลายชั่ว อายุคน รูปแบบหลากหลายแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ต่อมาค่อยมีรูปแบบที่ชัดเจน มีสัมผัสกัน ท่วงท านองมี ลักษณะสัมพันธ์กับธรรมชาติของท้องถิ่นนั้นๆ จารุวรรณ ธรรมวัตร(ม.ป.ป. : 1) กล่าวถึงที่มาของเพลงพื้นบ้าน ว่า เพลงพื้นบ้านเกิดจากชุมชนที่ถ่ายทอดปรัชญาความนึกคิดของชาวบ้านเนื้อหาบอกถึงความรัก ความห่วงใย สอน ต าหนิ ชม โกรธแค้น เศร้าสร้อยหรือประท้วงสังคม ฉะนั้นการศึกษาเพลงชาวบ้านจึงเป็นการศึกษา อารมณ์แก่นแท้ของมนุษย์อันเกี่ยวกับชีวิตและสังคม สรุปได้ว่าเพลงพื้นบ้านมีมาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยตาม หลักฐานในต ารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เพลงพื้นบ้านเป็นวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ เกิดจากประเพณีพิธีกรรมหรือ เกิดจากการละเล่นเพื่อความบันเทิงใจในงานนักขัตฤกษ์ เช่น ตรุษจีนสงกรานต์ งานกฐิน เป็นต้น รูปแบบไม่ แน่นอน เนื้อหาบอกถึงความรัก ความดีใจ หรือ ความเศร้าโศก วัตถุประสงคใ์นการร้องเพลงพืน้บ้าน 1. เพื่อความบันเทิงใจในงานหรือเทศกาลต่างๆ 2. เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการท างาน สามารถที่ร้องในขณะที่ท างานร่วมกัน เช่น เกี่ยวข้าว แต่งงาน ฯลฯ 3. เพื่อสถานการณ์เฉพาะบางอย่าง เช่น งานศพ 4. เพื่อประกอบประเพณีทางศาสนาและพิธีกรรม 5. การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 97 ลักษณะเนือ้ร้องเพลงพืน้บ้าน เนื้อร้องและท านองของเพลงพื้นบ้าน ไม่มีระเบียบแบบแผนว่าจะต้องใช้เสียงใด สูงต ่าแค่ ไหนในแต่ละท้องถิ่นจะประดิษฐ์แบบแผนการร้องของตนเองไปตามความนิยม ส่วนมากเป็นการ เกี้ยวพาราสีหรือการซักถามโต้ตอบกันระหว่างพ่อเพลงกับแม่เพลง ความดีเด่นของเพลงพื้นบ้าน อยู่ที่ความไพเราะของคารมหรือถ้อยค าที่ง่ายๆ แต่มีความหมายกินใจ และไหวพริบปฏิภาณใน การร้องกล่าวแก้กัน(ดังนั้น ทาหนึ่งบทสามารถร้องได้ 12 เสียง) เนือ้หาของเพลงพนื้บ้าน เพลงพื้นบ้านมีเนื้อเพลงที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิตและสังคมของชาวปกากะญอ ซึ่งพอจะ แบ่งได้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ (1) ความรัก (2) ความเศร้าโศกจากการพลัดพราก เช่น ความตาย และความผิดหวัง (3) ความตลกขบขันที่เกี่ยวกับเรื่องเพศและการล้อเลียนบุคคล (4) ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสังคม ได้แก่ สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ของชุมชน พฤติกรรมวิถีชีวิตของบุคคลในชุมชน สังคมแต่ละยุคแต่ละสมัย และ (5) เหตุการณ์การเมือง ปัญหาสังคม หรือปัญหาการเมืองในปัจจุบัน เพลงพื้นบ้านประเภทที่ 1-3 เป็นเพลง พื้นบ้านที่มีกันมากแพร่หลาย ส่วนประเภทที่ 4 ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมว่ายุคใดมีความขัดแย้งทางการเมืองและ สังคมเข้มข้นมากน้อยเพียงใด โอกาสในการเล่นและร้องเพลงพืน้บ้าน โดยทั่วไปแล้ว ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆจะคิดรูปแบบการร้องเพลงพื้นบ้านและการละเล่นขึ้นเพื่อความ รื่นเริงสนุกสนานในโอกาสที่หญิงชายได้มาพบกันในงานเทศกาลและงานนักขัตฤกษ์ต่างๆ เช่น การแต่งงาน งาน ขึ้นบ้านใหม่ และการท างานร่วมกันในนา ในไร่ เช่น เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น เพลงพื้นบ้านจึงเป็นเพลงที่ ชาวบ้านร้องเล่นกันเพื่อความสนุกสนานในงานเทศกาลและผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยในการท างาน สถานที่ในการร้องและเล่นเพลงพืน้บ้าน เพลงพื้นบ้านหรือบทล าน าของชนเผ่าปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่จะร้องในบ้าน เช่น งานศพ งานแต่ง และในท้องนา ท้องไร่ แล้วแต่ประเภทของเพลงตามความเหมาะสม (พรทิพย์ ซังธาดา วรรณกรรมท้องถ่นิ หน้า 18-19)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 98 ตัวอย่างเพลงพืน้บ้านหรือลา น า บทบทล าน าในงานมงคลต่างๆ บทล าน าประเภทนีจ้ะเป็นลกัษณะการอธิษฐาน และการขอสิ่งศกัดิ์สิทธิ์หรือการบอกกล่าวใหแ้ก่ผีบา้น ผีเรือนให้รับรู้ว่าเราจะขึ้นบ้านใหม่แล้วนะ บทล าน าส าหรับงานแต่งงาน หรือ ทา จิ ป่ า(Taz civ pgaj) Bauz hkoj hsoo hsaif seij hkauj htif n’ k’ hpgaj nyauz kav nyau kiv. บอ โข่ ชู แช เซ่ ข่อ ทิ เน่อ เกอะ ปา ญอ กะ ญอ กิ Bauz hkof hsoo hsaix seif hkav lavx n' k' pgaj hkai nyaz hkai nyaz. บอ โข่ ชู แชะ เซ่ คะ ละ หน่อ เก่อะ ปา แค ยา แค ยะ Y' gooz mauf hkwaz htov hpaux moz pgaj dav yaz s’ yuf s’ nyoz. เจอะ งู หม่อ ควา โถ่ เพาะ โม ปา ดะ ญา เสอะ ญื่อ เสอะ โญ Y' go mauf hkwaz y' mi kli hpgaf dav yaz k' suf k' swiz. เจอะ งู หม่อ คา เจอะ มี กลี ป่ า คา ญา เกอะ สื่อ เกอะ ซุย N' k' pgaf div seif seif mooz n’ meij pgaj bauz baf hswaf hoox เนอะ เกอะ ป่ า ดิ เซ่ เซ่ มู เนอะ เหม่ ป่ า บอ ป่ า ชวา ฮุ N’ k’ pgaj div seif seif hkwaz N’ meij pgaj bauz baf seif nyaz เนอะ เกอะ ป่ า ดิ เซ่ เซ่ ควา เนอะ มิ ป่ า บอ บ่า สี่ ญา pgaj div t’ geiz seif eiz hsgeiz ov s’ kauv taiv niz taiv eiz ป่ า ดิ เต่อ เก เส่อ เอ เช โอ่ เส่อ เกอะ แต๊ะ นี แต๊ะ เอ pgaj div t’ geiz s’ eiz bauz ov s’ kauv gaiz auf gaiz au ป่ า ดิ เต่อ เก เส่อ เอ บอ โอ่ เส่อ ก๊อ แง อ่อ แง ออ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 99 บทเพลงทรี่้องใหก้ับผู้ทรี่้องเพลงบทลา น าเก่ง N’ maz nai seiz uf nai seiz N’ uf hklai hklau lev n’ pleiz เนอะ มา แน เซ อึ แน เซ เนอ อึ แคล คลอ เลอะ เนอะ เปล N’ auf baf hti s’ pez pooz N’ sei kwauj lau av miz koov เนอะ อ่อ บ่า ที เส่อ เปอ ปู เนอะ เซ กว่อ ลอ อะ มี กุ๊ C’ ma t’ seiz c’ moj kauv kauv nauj paj kiv geij lez dau เจ่อ มา เต่อ เซ เจ่อ โหม่ ก๊อ ก๊อ หน่อ ป่ า กี่ เก เล๊อ ลอ Cau meij deiv buz of lez leiz Cau uv t’ seiz av t’ seiz จ๊อ เหม่ เด่ บือ โอ่ เลอะ เล จ๊อ อึ เต่อ เซ อะ เต่อ เซ บทเพลงน าส าหรับเด็กร้อง moj moj eh paj paj eh laiz keiz kwaj n’ daiz iv sez k’pauz dauv htooz klej klej eh โหม่ โหม่ ออ ป่ า ป่ า ออ แล เก กว่า เนอะ แด อิ เซอ เกอะ ปอ ด๊อ ทู เกล่อะ เกล่อะ เออ moj moj me p’ laiz def au htiz paj paj me p’ laiz def au htiz kaij bauz hpoz caiz lauz av swiz p’ kwaj kwaj p’ sav moj miz โหม่ โหม่ เมอ เปอะ แล เดอะ อ่อ ที ป่ า ป่ า เมอ เปอะ แล เดอะ อ่อ ที


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 100 แกะ บอ โพ แจ ลอ อะ ซุย เปอะ กว่า กว่า เปอะ ซะ โหม่ มี siv nax poj le taj looj hklez moj av daiv hsauz htauf s’ pez ซิ นะ โป่ เลอะ ต่า หลู่ เคลอ โหม่ อะ แด่ ชอ ถ่อ เส่อ เปอ Siv nax poj le taj looj lauz moj av daiv hsauz htauf mauz lauz ซิ นะ โป่ เลอะ ต่า หลู่ ลอ โหม่ อะ แดะ ชอ ถ่อ มอ ลอ Laiz le hsgif pooz hauf wauz hpauz boov boov maix htiz k’ lauz cauz แล เลอ ชี่ ปู ห่อ วอ พอ บุ บุ แมะ ที เกอะ ลอ จอ hkoj sooz laj waz meij yuz hpleiz hkwiz le sif maz htaif t’ geiz โข่ ซู หล่า วา เหม่ ยือ เพล ควี เลอะ สี่ มา แทะ เต่อ เก aux maz neij htiz looz av hpauz deiv deiv eh laiz dez cau cau อ่อ มา เหน่ ที ลู อะ พอ เด๊ะ เด๊ะ เอ๋อ แล เดอ จ๊อ จ๊อ htoj lwif pgeiz le seif klauz hkiz n’ t’ dauz yaz y’ k’ siz โถ่ ทลว่ย เป เลอะ เซ่ กลอ คี เน๊อะ เต่อ ดอ ยา เจ๊อ เก่อ ซี


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 101 hkiz gaz laiz le pgaj s’ reiz aiv nyav laj kaiv htooj mauz ceiv คี กา แล เลอะ ป่ า เส่อ เร แอะ ยะ หล่า แกะ ถู่ มอ เจะ hkiz gaz laiz le pgaj s’ rauz aiv nyav laj kaiv htooj mauz bauz คี กา และ เลอะ ป่ า เส่อ รอ แอะ ยะ หล่า แกะ ถู่ มอ บอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 102


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 103 ปริศนาค าทาย ความหมาย ปริศนาหมายถึง การตั้งค าถามเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยผูกขึ้นเป็นประโยคที่สัมผัสคล้องจองสั้นๆ แบบร้อยกรอง เนื้อหาของปริศนาจะซ่อนจุดส าคัญของปัญหาไว้ในค าเหล่านั้น เป็นการ ซ่อนเงื่อนหรือซ่อนปม ของปัญหาที่น ามาทายเพื่อให้เกิดความสนุกในการทายหรือไขปัญหาปริศนาเป็นค าถามที่ผูกขึ้นจากคนและ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่พบเห็นในชีวิตประจ าวัน วิธีผูกปริศนาบางครั้งใช้วิธีการเปรียบเทียบเป็นผลให้ผู้ฟัง หรือผู้ทายเกิดความคิด เกิดการเปรียบเทียบในเรื่องของความเหมือนและความแตกต่างก่อให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ และเกิดความสนุกสนานการเล่นปริศนาอาจเป็นการทายด้วยค าพูด ภาพลายแทง บางครั้งปริศนา ก็อาจเป็นท่าทางโดยไม่ต้องอาศัยค าพูด เช่น ปริศนาใบ้ (บุปผา ทวีสุข 2530 : 70) จุดมุ่งหมายของปริศนาค าทาย 1. เพื่อพักผ่อนหย่อนอารมณ์ 2. เพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสติปัญญา 3. เพื่อให้ทราบสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย วัฒนธรรม ความเชื่อ 4. เพื่อสอนให้รู้จักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เนือ้หาของปริศนาคา ทาย เนื้อหาปริศนาค าทายส่วนใหญ่จะผูกเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวอย่างเช่น เรื่องดิน ฟ้าอากาศ พืช สัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ ที่อยู่อาศัย งานอาชีพ ความเชื่อ และขนบธรรมเนียม ประเพณี การเล่นปริศนาค าทาย ปริศนาค าทายจะมีเล่นกันอยู่ทั่วไปทุกท้องถิ่น ลักษณะการเล่นก็คล้ายๆ กัน แต่การใช้ถ้อยค าอาจ แตกต่างกันไปตามภาษาถิ่น การเรียกชื่อการเล่นผิดเพี้ยนกัน เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า “เล่น-ตวาย” ภาคอีสาน เรียกว่า “ค าทวย” ชนเผ่าปกาเกอะญอเรียกว่า “ต่า พะ จ๊ะ” การขึ้นต้นปริศนาก็ขึ้นต่างกันดังนี้ ภาคกลาง จะขึ้นต้นทายว่า อะไรเอ่ย เช่น อะไรเอ่ยที่ลุ่มมีหนอง ที่ดอนมีเจ้า (รังผึ้ง) ภาคเหนือ ขึ้นต้นทายว่า อะหยังเอ๊าะ เช่น อะหยังเอ๊าะไก่แม่ลายตายแจ้น ้า(ไซ) ภาคอีสาน ขึ้นต้นทายด้วยค าถามว่า แม่นหยัง หรือแม่นหยังเอ่ย เช่น แม่นหยังเอ่ยตัดกกบ่ตาย ตัดปลายบ่เหี่ยว (ผม) แม่นหยังเอ่ย บาดไปท่อไฮ่นา บาดมาท่อก้อนเส้า( แห) ภาคใต้ ขึ้นต้นค าทายว่า การั่ย หรือ ไอ้ไหรหา เช่น ไอ้ไหรหา เสาสองเสา จากสองตับนอนไม่หลับ ลุกขึ้นร้องเรือ (ไก่) ชนเผ่าปกาเกอะญอ ขึ้นต้นค าทายว่า ต่า หรือ เมอะ ตา เหละ เช่น ต่า ชิ แก มา ห่อ ปกา โพ (พริก)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 104 ช่วงเวลาและวิธีการเล่นปริศนาค าทาย การเล่นปริศนา เวลาที่เล่นโดยทั่วไปมาเล่นรวมกันในเวลาพักผ่อนและส่วนใหญ่จะเป็น พวกเด็กๆ ที่ชอบเล่นกันมักจะชอบเล่นกันในเวลาที่มารวมกันหลายๆ คนและจะเล่นในเวลาที่ หลังจากเลิกเรียนหรือในโอกาสที่ไปในท้องไร่ท้องนากับเพื่อนๆ ส่วนวิธีการเล่นทายปริศนานั้น ทุก ท้องถิ่นมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ แบ่งเป็นสองฝ่าย ผลัดกันเป็นฝ่ายถามกับฝ่ายตอบ ถ้าถามแล้ว ตอบไม่ได้ก็จะมีการบอกใบ้กันบ้างและหากบอกใบ้แล้วยังตอบ ไม่ได้ ผู้ตอบจะ ต้องยอมแพ้และ ฝ่ายถามจะเฉลยค าตอบต่อเมื่อต้องท าตามข้อแม้ต่างๆ เช่น เขกหัว เขกเข่า หรือให้สัญญาต่างๆ มากมายตามประสาเด็ก ลักษณะโครงสร้างปริศนาและการใช้ถ้อยค า โครงสร้างปริศนา คือการทายอะไรเอ่ยจะมี 3 ส่วน 1. ส่วนน า คือค าถามที่ว่าอะไรเอ่ย เป็นค าขึ้นต้น เพื่อเป็นถามท า ให้ผู้ตอบได้เตรียมตัว ตั้งใจฟังปริศนาที่ชัดเจนเพื่อจะคิดตอบค าถาม 2. ส่วนเนื้อหาคือตัวปริศนา ซึ่งจะบอกถึงลักษณะของสิ่งของที่ทาย โดยเปรียบเน้นที่รูปร่างลักษณะ พิเศษ ประโยชน์ใช้สอย ความหมาย หรือลักษณะต่างๆ เช่น ขนาด นิสัย กลิ่น เสียง หรือกิริยาอาการต่างๆ ของสิ่งที่เป็นตัวปริศนาที่น ามาเป็นค าทาย 3. ส่วนลงท้าย คือ ส่วนที่ขยายความบอกใบ้ค าตอบ เร่งเร้าให้คิดทาย หรือให้ก าลังใจ ให้รางวัลแก่ผู้ตอบ ส่วนที่สามของปัญหานี้อาจไม่มีก็ได้หรือบางที กลับไปมีบอกใบ้ตอบกันแทน (พรทิพย์ ซังธาดา วรรณกรรมท้องถ่นิ หน้า 67-69) ตัวอย่างปริศนาค าทายของปกาเกอะญอ 1. ประเภทพืชผักและผลไม้ ตัวอย่าง ต่า ถ่อ เส่ ต่า วี ที (ค าแปล) (มะพร้าว) ต่า ชิ แก มา ห่อ ปา โพ (ค าแปล) (พริก) ต่า โอ่ เลอะ มุ โข่ ต่า เหล่ ลอ อะ เปล (ค าแปล) (เบ๊าะ บ่า ส่า) ต่า ถ่อ เซ่ ต่า เช นะ (ค าแปล) (เตาะ กะ) ต่า โบะ อะ ซะ เลอะ เซ่ พู คะ อะ เบะ (ค าแปล) (เห็ด) ปอ เดาะ ซี ทอ เลอะ เซ่ เด โล (ค าแปล) (ขนุน)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 105 2. ประเภทของใช้ในบ้าน ตัวอย่าง อะ โหม่ ซู อะ โบ วา (หม้อหุงข้าว) ต่า แล เลอะ มู อะ เกอะ บลิ (หน่อ ทา แพะ) เซ่ เซอะ ถู่ จ๊อ หว คะ จ่อ ลอ เตอะ เบ่ (เหล่อ ชอ ข่อ) ต่า แล หว่อ ต่า เก หว่อ (เปล) 3. ประเภทของทใี่ชล้่าสัตวแ์ละสัตว์ ตัวอย่าง ต่า ชิ แก แง ก๊อ โด่ และ และ (ปืน) ต่า ชิ แก แง อะ ข่อ หล่อ โด หน่อน อะ เกอะ จ่า (มิ เดาะ กะ) ต่า หลู่ โข่ แช ถ่อ อะ รือ (ที่กับดักหนู) ต่า ถ่อ เซ่ ต่า เช โซย (ผึ้ง) ต่า ยู เลอะ อะ ดิ๊ ต่า จ่อ เลอะ อะ เนาะ (ธนู) ต่า ชิ แก อะ เอะ โด่ หน่อ เกอะ ชอ (ไห) ต่า อ่อ อะ ฉ่า ลอ ออ ที (เบ็ด) 4. ประเภทของใกล้ตัว ตัวอย่าง ต่า กิ หย้า โพ เต้อ ปกา โล ลอ เตอะ ซู ถ่อ น้อ บลอ บ่า (ลิ้น) ต่า ชู่ แม เตอะ โบ ปา หย่อ เต้อ บู่ บ่า (อุจาระ) 5. ประเภทของไกลตัวและอนื่ๆ ตัวอย่าง เส่ เต้อ ถู่ หร่า ลอ อะ หล่า เส่อ กือ ก่อ (ดวงอาทิตย์) ต่า มี คี จึ เกอะ ละ คี คะ (เหล้า) ต่า จิ เจ๊ เปร๊ะ โย ห่อ กึ (ปา โถ่ คึ) ( การหว่านเมล็ดข้าว) ต่า หลู่ โข่ กา ถ่อ ยะ คอ (ไฟไหม้) ต่า ยู เลอะ มู ต่า อู แกว (เครื่องบิน)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 106 ตัวอย่างอื่นๆ ของปริศนาค าทาย ค าทาย ค าตอบ ปกาเกอะญอ ความหมา ย Taj miz hkiz cuv kej laf hkiz qaf ต่า มี คี จึ เกอะ ละ คี คะ Six (สิ) เหล้า Taj hsif kaiz maz hauj paz hpoz ตา ชิ แก มา ห่อ ปา โพ Mux saf (มึ ส่า) พริก Taj laiz lef mooz af kej blif ต่า แล เลอะ มู อะ เกอะ บลิ Nauj htaz hpaix (หน่อ ทา แพะ) เครื่องทอผ้า Taj hsif kaiz ngaiz kauf doz laif laif ต่า ชิ แก แง ก๊อ โ ด่ และ และ Siv nax (ซิ นะ) ปืน Taj hsiv kaiz ngaiz av hkauj lauj dof nauj av k' caj ต่า ชิ แก แง อะ ข่อ หล่อ โดะ เหน่ อะ เกอะ จ่า Miv dauv kav (มิ เดาะ ก๊ะ ) แมงมุมป่า Taj looj hkoj hsaiz htau av rez ต่า หลู่ โข่ แช ถ่อ อะ รือ Htuz (ทือ) กับดักหนู Taj htauj seif taj wiz htiz ต่า ถ่อ เซ่ ต่า วี ที Mav paux saf (มะ เปาะ ส่า) มะพร้าว Taj of le moo hkof taj leif lauz av pleiz ต่า โอ่ เลอะ มุ โข่ ต่า เหล่ ลอ อะ เปล Bauv bax saf (เบ๊าะ บ่า ส่า) ถั่วเขียว Taj htauj seif taj hseiz nax ต่า ถ่อ เซ่ ต่า เช นะ Dauz kaf (เดาะ กะ) ลิ้นหนุมาน Taj ci ceif preif yoz hauj kuf ต่า จิ เจ๊ เปร๊ะ โย ห่อ กึ Pgaz htof qux (ปา โถ่ คึ) การหว่านข้าว Taj htauj seif taj hseiz hpeiz guz ต่า ถ่อ เซ่ ต่า เช เพ กือ K' naiz (เกอะ แน) ผึ้ง Taj boj av sav le seif pooz qax av beif ต่า โบะ อะ ซะ เลอะ เซ่ พู คะ อะ เบะ Kuz (กือ) เห็ด Taj looj hkoj kaz htauf yaf qauz ต่า หลู่ โข่ กา ถ่อ ยะ คอ Meij ooz laix (เหม่ อู และ) ไฟไหม้ Taj yooz le av diอ taj cauj le av naux ต่า ยู เลอะ อะ ดิ๊ ต่า จ่อ เลอะ อะ เนาะ Plaj (ปล่า) ธนู Sei se htoof cau wafqaf cauj lauz t' beif เซ่ เซอะ ถู่ จ๊อ หว่า คะ จ่อ ลอ เตอะ เบะ Lej hsauz hkauj (เหล่อ ชอ ข่อ ) ก้อนเส้า Taj hsiv kaiz av eif dof neif k' hsauz ต่า ชิ แก อะ เอะ โด่ เหน่ เกอะ ชอ Pauz hez (ปอ เฮอ) ไห Seij t' htoof av laj lauz s' kuz kauj เซ่ เตอะ ถู่ อะ หล่า ลอ เซอะ กือ ก่อ Muj (หมื่อ) พระอาทิตย์ Taj laiz wauj Taj keiz wauj ต่า แล หว่อ ต่า เก หว่อ Hsux (ฉึ) เปล Taj yooz le moo taj oo kwaiz ต่า ยู เลอะ มู ต่า อู แกว K' bauz (เกอะ บอ) เครื่องบิน Pauz dauv siz htauz le seif deiz loz ปอ เดาะ ซี ทอ เลอะ เซ่ เด โล Mav paux saf (มะ เปาะ ส่า) มะพร้าว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 107 Taj auด aอ hsaด lauz auz htiz ต่า อ่อ อะ ฉ่า ลอ ออ ที Tej hkwaiz (เต่อ แคว) เบ็ด Hpi doov koov laiz gauf taj hkaiz พี ดุ กุ แล ก่อ ต่า แค Htav gaix (ทะแกะ) เกี่ยว Taj hez av dif taj blef t' hsez maij ต่า เฮอ อะ ดิ ต่า บล้อ เต้อ เฉ่ อะ แหม่ Pgaz huz meiz (ปกา เฮอ เม) การนึ่งข้าว Hswif hpaz gauz leif htauf hswif hpaz soo av hkiz pooz ฉวี่ พา กอ เหล่ ถ่อ ฉวี่ พา ซู อะ คี ปู Pgaz hpauz auf meiz (ปกา พอ เอาะ เม) หม้อกับไห Pgaz dauz waij hkiz gaz of le taj looj pooz t' gaz , of le taj loof hklez t' gaz laiz of laux av sav t' tuz nau t' blauz baf. ปกา ดอ เป่อ แหว่ คี กา โอะ เล้อ ต่า หลู่ ปู เตอะ กา โอะ เล้อ ต่า หลู่ เคลอ เตอะ กา แล โอะ เลาะ อะ ซะ เตอะ ตือ น้อ บลอ หบะ Pgaz maix hkliz hki paz ลูกตาสองข้าง Pgaz dauz puj waij hki gaz laiz taj Blauz laux div av maix ปกา ดอ เป่อ แหว่ คี กา แล ต่า บลอ เลาะ ดี๊ อะ แมะ Pgaz hswaiz pgaz hkauf (ปกา แชว ปกา ข่อ) การเดิน / การ ก้าวเท้า Taj looj hkoof gaiz nax gaiz bauz ต่า หลู่ โข่ แก นะ แก บอ Waf hkauz (หว่า กอ) ไม้ไผ่ Taj av eif sooz av hpo wa ต่า อะ เอะ ซู อะ โพ วา Meiz de meiz s' pez (เม เดอ เซ่อ เปอ) หม้อและข้าว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 108


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 109 สุภาษิต ความหมายของสุภาษิต (ควรอธิบายค าว่า ภาษิต และสุภาษิต) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของภาษิตว่าหมายถึง ค ากล่าวตาม ศัพท์เป็นค ากลางๆใช้ทั้งทางดีและไม่ดี แต่ความประสงค์ของค ากล่าวก็เพื่อเป็นคติ(พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 : 608) ซึ่งสอดคล้องกับมานิต มานิตเจริญ (2519 : 698) ที่ได้ให้ ความหมายว่าภาษิต หมายถึงค ากล่าวที่มีคติสอนใจ ส่วน The World Book Encyclopedia ให้ความหมายว่า ภาษิต(Proverb) คือประโยคสั้นๆ ซึ่งบอกความจริงบางอย่างหรือข้อเตือนใจที่เป็นประโยชน์ ค ากล่าวซึ่งมหาชน ใช้กันมานานสามารถกลายเป็นภาษิต บางที่ภาษิตอาจเป็นค าพูดประจ าวันแต่โดยทั่วไปแล้วภาษิตก็คล้ายกับ บทร้องเล่าเหตุการณ์หรือบทกลอนชาวบ้านซึ่งกลุ่มคนจ านวนมากเป็นผู้สร้างขึ้นมา ปรีชา พิณทอง (2528 :1) ซึ่งเป็นผู้รู้ทางด้านวัฒนธรรมอีสานได้กล่าวว่าภาษิตหมายถึง “ค าพูดที่นักปราชญ์โบราณอีสานได้กล่าวไว้ มี มากมายมากจนเหลือที่จะคณนานับ แต่ค าพูดที่ถือว่าเป็นสาระพูดแล้วน าความสนุกสนานเบิกบานส าราญใจ มาให้และน าความสุขความเจริญมาให้ เมื่อประพฤติปฏิบัติตามค าพูดนั้น ทั้งประเภทร้อยแก้ว คือค าพูดล้วนๆ และประเภทร้อยกรอง คือค าพูดที่เป็นกลอน” สรุปแล้วภาษิตหมายถึง ค ากล่าวที่เป็นคติสอนใจชวนฟังที่พูด ต่อกันมาอย่างแพร่หลาย และภาษิตนั้นเป็นสิ่งดีงามที่คนเฒ่าคนแก่บอกกล่าวแก่ลูกหลานต่อๆ ไป ประวัติความเป็ นมาของภาษิต ภาษิตแต่เดิมมาไม่มีใครสนใจค้นคว้ารวบรวมอย่างจริงจัง จึงท าให้ภาษิตสูญหาย หรือ เปลี่ยนแปลงไป ภาษิตมีมูลเหตุที่มาจากค่านิยม ความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวผู้พูด ได้น ามาเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ เป็นคติสอนใจเกี่ยวกับการกระท าความประพฤติ ความเป็นอยู่ ของชุมชนให้ด ารงคงตนถูกต้องตามท านองคลองธรรม ประโยชน์ของภาษิต ประโยชน์ของภาษิตมีหลายประการ คือ 1. ช่วยอบรมสั่งสอนเยาวชนให้เป็นคนดี แนะแนวทางให้เยาวชนประพฤติตนตามความต้องการของ สังคม เพราะภาษิตเกิดจากประสบการณ์ชีวิตของบรรพบุรษซึ่งเป็นความจริงที่ได้ทดลองจนเป็นที่ประจักษ์แล้ว จึงเป็นทรรศนะอันพึงรับฟังและปฏิบัติตาม 2. ค าพูดยาวๆ ย่อให้สั้นและเข้าใจง่าย 3. ภาษิตบางบทจะบอกสภาพภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและสภาพสังคม 4. ให้ประโยชน์ในการศึกษาภาษาไทยโบราณและภาษาถิ่น (ภิญโญ จิตธรรม 2517 : 2 และ พรทิพย์ ซังธาดา วรรณกรรมทอ้งถ่ิน หน้า 83-85)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 110 ภาษิตมีทุกภาคทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และมี การเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ภาค ภาษา และ ชนเผ่า เป็นต้นว่าชนเผ่าปกาเกอะญอเรียก ภาษิตว่า “ต่า แตะ โด” ตัวอย่างสุภาษิต ยะ โคะ เอาะ อะ ฉ่า เลอ ที ดือ (ปลาใหญ่กินเหยื่อเมื่อน ้าขุ่น) ความหมายคือ เวลาที่พวกเราปกาเกอะญอตกเบ็ด เราสังเกตเห็นว่าเวลาน ้าใสมีแต่ปลา เล็กมากิน เวลาน ้าขุ่นปลาใหญ่จะมากิน แต่เราไม่เห็นตัวมัน จากประสบการณ์นี้ ปกาเกอะญอ ได้เปรียบเทียบเป็นภาษิตว่า อันผู้มีอ านาจ หากคิดจะท าอะไรที่ผิด พวกเขาจะวางแผนได้อย่าง แนบเนียน และสลับซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถรู้ได้เช่นเดียวกับปลาตัวใหญ่ที่เลือกกินเหยื่อเฉพาะ น ้าขุ่นเท่านั้น เค หะ เหน่ อะ กิ (เสือไม่ทิ้งลาย) แกวะ ฮะ เหน่ อะ เถ่ (ผึ้งไม่ทิ้งเหล็กใน) เปอะ หน่า ฮะ เหน่ อะ เนอ (ควายไม่ทิ้งเขา) เกอะชอพา ฮะ เหน่ อะ แม (ช้างพลายไม่ทิ้งงา) ธรรมชาติของสัตว์ทั้งสี่อย่างนี้ไม่เคยทิ้งอาวุธประจ ากายเลย ไปไหนก็ต้องติดตัวเสมอ ปกา เกอะญอใช้เป็นบทสอนว่า คนเราก็เช่นเดียวกันจะต้องมีความรู้ความสามารถพกติดตัวตลอดไป แฆะ เกอะ ซี แก แฆะ หน่อ แบะ (หอกอันตรายคือหอกทื่อ) บอ เกอะ ซีปกา บอ ทะ ลู (มีดอันตรายคือมีดที่มีสนิม) ปกาเกอะญอใช้สอนลูกหลานว่า อย่ามองข้ามเรื่องเล็กน้อย อย่าประมาทผู้ต ่าต้อย อย่าดู ถูกคนยากจน ที โกล โดะ ที โพ ลอ แชะ (แม่น ้าใหญ่เพราะล าธารไหลมาบรรจบ) ปกา อะ โดะ ปกา ผก่อ กว่า แก (คนรวยอยู่ได้เพราะคนจนเลี้ยงดู)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 111 ปกาเกอะญอเปรียบธรรมชาติเรื่องแม่น ้าล าธารกับความมีความจน โดยมองว่าคนรวยอยู่ ได้เพราะคนยากคนจนกว่าให้การสนับสนุนหรือเป็นฐานรองรับ ทะ เกะ ปกา จึ เลอ เหม่ (เหล็กจะงอต้องดัดด้วยไฟ) กว่อ เกะ ปกา จึ เลอ เจ (ค าจะงอต้องดัดด้วยเงิน) ปกาเกอะญอชี้ให้เห็นว่าคนเราหลายครั้งเมื่อเห็นเงินก็จะพูดทั้งความจริงและความเท็จ ตามความต้องการของผู้บงการ เจ๊ะ แปก อ มี เตอะ เหน่ (เงินเต็มโอ่งนอนไม่หลับ) บือ แปก พอ โอะ เตอะ หมึ (ข้าวเต็มยุ้ง อยู่ไม่สุข) สุถาษิตบทนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนมีฐานะมักห่วงแต่ทรัพย์สมบัติของตนและมันไม่ท าให้ พวกเขามีความสุขเสมอไป ปกา โดะ ปกา ซะ เน โคล่ ปกา ชิ ปกา ซะ เน กลิ (คนรวยใจเท่าหอย คนจนใจเท่าเต่า) ซึ่งตีความได้ว่าบางทีคนจนมีน ้าใจมากกว่าคนรวย ทีเตอะ เเซ ทีเตอ้ โอะ เลอ้อะ ปู (กระบอกน ้ามีเสียงย่อมไม่มีน ้า) ผู้ที่มีความรู้หรือนักปราชญ์มักจะมีความสุภาพถ่อมตนส่วนคนไม่มีความรู้บางทีจะโอ้อวด จองหอง โดะ ถ่อ ด๊ิทีลอ จอ ผก่อ ลอ ด๊ิทีลอ ลึ (ทีจะรวย ช้ากว่าน ้าหยด ทีจะจน เร็วกว่าน ้าหก) ภาษิตนี้ต้องการสอนว่าสมบัติต่างๆควรจะเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีๆ ควรระวังเรื่องอันตรายต่างๆที่จะเข้า มา ปกา งอ ลอ ฆี่เลอ้ต่า บีปกา ชา ลอ ฆี่เลอ้ต่า เปอ (คนโง่หกล้มที่ชันคนฉลาดหกล้มที่ราบ) อธิบายได้ว่าบางทีคนฉลาดจะพลาดในเรื่องง่ายๆ เป่อ จุ๊ เหน่ บอ เป้อ ก่า เป่อ เอะ เหน่ นะ เป่อ เตอ (แหลมกว่าหอกจะหัก คมกว่าดาบจะบิ่น)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 112 ความหมายคืออย่าไปขันสู้กับคนมีความรู้ อย่าอวดดีกับคนมีอ านาจ เหตุว่าภัยจะเข้ามาหาตัว แหมะ พละ ชิ เตอะ คลึโต่ลอ ซะ ตา่คิกละ เตอ้ถี่ลอ เกอะ ดอื (กระพริบตาไม่รู้ตัว ที่มืดไม่เห็นเงา) เนื้อหาคือ สอนเรื่องการมีสติ เพราะเหตุว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย บางครั้งเราอาจไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับการกะพริบตา เหน่มา ฮี่ปูข่อ กา่เหน่าม ก่อ ยี เเหมะ เบลาะ (แต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกันเหมือนขาหัก แต่แต่งงานกับคนต่างหมู่บ้านเหมือนตา บอด) ค าอธิบายก็คือ การแต่งงานกับคนบ้านเดียวกันจะรู้ประวัติและนิสัยใจคอของเขา แต่แต่งงานกับคน ต่างหมู่บ้านคือไม่อาจรู้จักประวัติและนิสัยใจคอที่แท้จริงของเขา เทอ เซ เทอ โอะ แบละ ยวา เซ ยวา โอะ แบละ (ปราชญ์เก่งปราชญ์พลาด พระเคร่งธรรม พระทุศีล) สะท้อนความเชื่อของชาวปกาเกอะญอที่ว่าปราชญ์นั้นย่อมผิดพลาดได้ เช่นเดียวกับพระ ถึงแม้จะเคร่งศีลธรรมขนาดไหน แต่โอกาสที่จะทุศีลก็มี


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 113


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 114 นิทาน ความหมายของนิทาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้อธิบายความหมายของนิทานว่าเป็นเรื่องเล่ากันมาเรื่องเดิม (พจนานุกรมฉบับราชยัณฑิตยสถาน 2525 : 441) และกิ่งแก้ว อัตถากร ให้ความหมายไว้ว่า นิทานหมายถึง เรื่องเล่าทั่วไปมิได้จงใจแสดงประวัติความเป็นมาของอะไร จุดใหญ่เล่าเพื่อความสนุกสนาน บางครั้งมีคติ สอดแทรกเพื่อสอนใจไปด้วย นิทานไม่ใช่เรื่องเฉพาะส าหรับเด็ก มีอยู่เป็นจ านวนมากทีเดียวที่เล่าเฉพาะในหมู่ ผู้ใหญ่เพราะเป็นเรื่องเหมาะส าหรับผู้ใหญ่เท่านั้น (กิ่งแก้ว อัตถากร 2513 : 8) โดยสรุป นิทานหมายถึง เรื่องเล่า เรื่องนิยายที่ชาวบ้านผูกเรื่องเล่าสู่กันเพี่อความสนุกสนาน บางครั้งมีคติสอนใจสอดแทรกด้วย ส่วนใหญ่ ถ่ายทอดกันด้วยปาก (พรทิพย์ ซังธาดา วรรณกรรมทอ้งถ่ิน หน้า 99) นิทานในความหมายของปกาเกอะญอ เรื่องเล่าหรือเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตทั้งของคน สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของต่างๆ เพื่อ ความสนุกสนานเป็นคติสอนใจ เป็นเรื่องที่สอนเชิงเปรียบเทียบหรือความหมายแฝง ซึ่งจะมีการ ถ่ายทอดโดยการเล่าติดต่อกันมา นิทานของปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะมีสุภาษิตหรือทาเข้ามา เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการสอนใจเน้นความหมายในตัวนิทานด้วย ประเภทของนิทาน การเล่านิทานที่จะได้รสได้ความสนุกสนานลึกซึ้งในเนื้อนิทานขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีการ เล่าของแต่ละคนที่จะมีวิธีการเล่าให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการและอารมณ์คล้อยตามตัวละครในนิทานที่ ก าลังเล่า นิทานมีทั้งส าหรับเด็กและผู้ใหญ่ มีหลายประเภทดังต่อไปนี้ ตัวอย่างนิทานพืน้บ้าน เรื่อง “เทพแห่งเงินและเทพแห่งข้าวถกเถียงกัน” ยุคสมัยหนึ่งเทพแห่งเงินได้บอกแก่เทพแห่งข้าวว่า “หากไม่มีเจ้า ข้าก็อยู่เองได้” เทพแห่งข้าวตอบว่า “ไม่จริงหรอก ไม่มีข้าพวกเจ้าก็ตายหมด” แต่เทพแห่งเงินไม่เชื่อและได้ยืนยันในความคิดเดิมของตน แม้เทพ แห่งข้าวได้โน้มน้าวจิตใจให้เปลี่ยนแปลงเท่าใดก็ตาม เถียงกันอยู่นาน ที่สุดเทพแห่งข้าวก็ยอมให้ เพราะไม่ อยากเถียงอีกต่อไป และได้กล่าวแก่เทพแห่งเงินว่า “เมื่อเจ้าไม่เชื่อ ข้าก็จะไปจากเจ้า เราสองคนคงอยู่ร่วม แผ่นดินเดียวกันไม่ได้” และแล้วเทพแห่งข้าวก็เดินจากเทพแห่งเงินไป


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 115 เทพแห่งข้าวได้เดินทางไปยังแผ่นดินใหม่อีกแผ่นดินหนึ่งและได้หลบซ่อนอยู่ในถ ้าแห่งหนึ่ง ถ ้าแห่งนี้มี ลักษณะพิเศษที่ปากถ ้าจะเปิด-ปิดตลอดเวลาด้วยความถี่สูง แม้แต่มดก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ส่วนเทพแห่ง เงินอยู่ข้างหลังวันแรก ๆ ก็ยังทนงตนว่าข้านี้มีเงินเสียอย่าง อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่พอหลายวันเข้าบุตร หลานของเทพแห่งเงินได้ร้องไห้ดังระงมไปทั่ว เทพแห่งเงินคิดว่าหากให้เงินไปก็คงหยุดร้อง จึงน าเงินบาทให้ แต่ บุตรหลานไม่ยอมหยุด น าเงินเท่าใดๆ ก็ไม่ยอมหยุด ขณะกล่อมบุตรหลานให้หยุดร้องอยู่ภายในบ้านตาเหลือบ ไปเห็นหม้อข้าวบนชั้นวางอาหาร เมื่อมองดูในหม้อก็เห็นเศษข้าวหน่อยหนึ่ง จึงน าเศษข้าวนั้นให้บุตรหลานกิน ปรากฏว่าบุตรหลานหยุดร้องทันที แต่เมื่อข้าวหมดบุตรหลานก็เริ่มร้องอีก จะกล่อมอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดร้อง ด้วยเหตุนี้เทพแห่งเงินจึงรู้ความจริงว่า บุตรหลานของตนร้องเพราะหิวข้าว เทพแห่งเงินได้อุทานในใจว่า “ แผ่นดินนี้มีแต่เงิน เพราะข้าวได้จากเราไปแล้ว เราจะไปหาข้าวได้ที่ใด” เมื่อรู้ว่าสิ่งที่จะท าให้บุตรหลานของตนหยุดร้องได้คือข้าวเท่านั้น ไม่ใช่เงิน จึงได้สั่งให้คนของตน ออกไปสืบดูว่าเทพแห่งข้าวได้จากไปอยู่ ณ แห่งหนต าบลใด เพื่อจะได้ไปอ้อนวอนให้เทพแห่งข้าวกลับมา คน ใช้ทั้งหลายก็เริ่มสืบหาตามค าสั่งของเจ้านาย และได้ทราบว่าเทพแห่งข้าวได้ไปซ่อนตัวอยู่ในถ ้าแห่งหนึ่งที่ปาก ถ ้าจะเปิด-ปิดตลอดเวลาด้วยความถี่สูง ยากแก่การเข้าไป เมื่อเป็นเช่นนี้เทพแห่งเงินก็ได้สั่งคนใช้ให้ไปเรียกนก ชนิดแล้วชนิดเล่าที่มาหาก็ไม่มีชนิดใดที่กล้าเข้าไปเทพแห่งเงินสอบถามคนใช้ว่า “นกมาหาข้าครบทุกชนิดแล้ว หรือ” คนใช้ตอบว่า “ยังไม่หมด เหลือนกกระติ้ดตะโพกขาวเป็นชนิดสุดท้าย” เทพแห่งเงินจึงใช้ให้ไปเรียกมา คนใช้ก็ไปเรียกนกกระติ้ดตะโพกขาวมา เมื่อถูกถามความสมัครใจปรากฎว่านกกระติ้ดตะโพกขาวก็รับปากและ อาสาที่จะไปเอาข้าวในถ ้ากลับคืนมาให้ นกกระติ้ดตะโพกขาวได้ไปเฝ้าอยู่ที่ปากถ ้าหนึ่งวันเพื่อคอยโอกาสบินเข้าไป เมื่อได้โอกาสก็บินปรื๊ดเข้า ไปผ่านไปได้ตลอดทั้งตัว เมื่อบินเข้าไปได้ก็ได้ไปหาเทพแห่งข้าวและกล่าวว่า “เทพแห่งเงินใช้ข้าให้มาขอเมล็ด ข้าวจากท่าน เนื่องจากบุตรหลานร้องไห้ระงมเพราะหิวข้าว” เทพแห่งข้าวได้ยินแล้วก็นึกในใจว่า “ข้าว่าแล้ว เหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้น” ด้วยความมีคุณธรรมล ้าเลิศเทพแห่งข้าวก็ได้ให้เมล็ดข้าวแก่นกกระติ้ดตะโพกขาว นก กระติ้ดตะโพกขาวไล่จิกเมล็ดเก็บไว้ที่เหนียงจนเต็ม แล้วกลับมาเฝ้าปากถ ้าเพื่อคอยโอกาสบินปรื๊ดออกมา คราวนี้ปรากฏว่าตัวพ้นไปแล้วแต่เหนียงไม่พ้น ไปติดอยู่ที่ปากถ ้าหน่อยหนึ่ง นกกระติ้ดตะโพกขาวได้สะบัด เหนียงจนหลุดออกมาได้เฉียดฉิว ท าให้เหนียงของมันกลับขึ้นมาอยู่ข้างบนนกกระติ้ดตะโพกขาวได้น าเมล็ดข้าว กลับไปให้เทพแห่งเงิน เทพแห่งเงินได้น าเมล็ดข้าวเหล่านั้นให้คนใช้ไปเพาะปลูกและขยายพันธุ์ ให้กว้างออกไป จนข้าวได้กลับมามีอยู่ทั้งผืนแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง บุตรหลานและเชื้อสายของเทพแห่งเงินก็ได้ใช้ข้าวเป็นอาหารชุบ เลี้ยงชีวิตและกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่ง ความหมาย นิทานเรื่องนี้บ่งบอกถึงโลกทัศน์ของปกาเกอะญอที่มีต่อข้าวและเงิน โดยที่ได้ให้ความส าคัญกับข้าว มากกว่าเงิน เพราะข้าวนั้นเป็นอาหารชุบเลี้ยงที่แท้จริง ส่วนเงินนั้นไม่สามารถให้ชีวิตได้เป็นเพียงเครื่องมือ ส าหรับแลกเปลี่ยนสิ่งของเท่านั้น หากไม่มีข้าว เงินก็ไม่สามารถท าหน้าที่แทนได้ หากพิจารณากันดี ๆ นิทานจะมีความหมายลึกซึ้งและสามารถวิเคราะห์สภาพสังคมของมนุษย์ใน ปัจจุบันได้อย่างสอดคล้องเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสังคมโลกปัจจุบันเน้นความส าคัญและให้คุณค่าแก่เงินเหนือสิ่ง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 116 อื่นใด กล่าวคือจะขอขยายความคิดและความเข้าใจว่า “ข้าว” ในนิทานคงไม่หมายถึงแต่ต้นข้าวเพียงอย่างเดียว แต่มีความหมายครอบคลุมหรือเป็นตัวแทนของ “ภาคเกษตรกรรม” ที่เป็นภาคการผลิตอาหารระดับปฐมภูมิทั้ง มวล ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารและการเลี้ยงสัตว์ส่วน “เงิน” ก็เช่นเดียวกันก็คงไม่ใช่มี ความหมายเฉพาะแต่เงิน แต่มีความหมายครอบคลุมหรือเป็นตัวแทนของ “ภาคอุตสาหกรรม” ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการได้เงินมาทั้งมวล ปัจจุบันนี้เกิดปรากฏการณ์การต่อสู้กันระหว่างทั้งสองภาคอย่างรุนแรง(ถกเถียงกัน) แต่ผู้ที่ก าลังตกเป็น ฝ่ายได้เปรียบทุกประตูคือภาคอุตสาหกรรม สามารถโน้มน้าวจิตใจของผู้คนมากมายให้เห็นคล้อยตามและเห็นดี งามกับตน เพราะได้น าเสนอภาพชีวิตที่สะดวกสบาย (มีเงินเสียอย่างอยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ) สามารถดึงผู้คน ทั้งจากชานเมือง ชนบทและบนดอยเข้าสู่ระบบของตนยิ่งวันยิ่งมากขึ้น ทุกคนมีความคิดและมุ่งมั่นที่จะได้เงิน เพียงอย่างเดียว ทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นภาคที่ให้ชีวิตที่แท้จริงอย่างไม่ใยดี แต่มาถึงขณะนี้ การต่อสู้มาถึงขั้นที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้อีกต่อไป เพราะภาคเกษตรกรรมอ่อนก าลังจนไม่อยู่ในสภาพ แห่งการต่อสู้(ไม่อยากถกเถียงต่อไป) การต่อสู้ได้แปรสภาพเป็นการรุกราน รังแก และท าลาย แน่นอนผู้กระท า คือภาคอุตสาหกรรม ส่วนผู้ถูกกระท าคือภาคเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมจึงต้องจ ายอมและถอยหนีซึ่งเป็นไพ่ ใบสุดท้าย (หนีจากเงินไปอยู่ในถ ้า) ในสถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนภาคอุตสาหกรรมจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวกุมชัย ชนะอย่างเด็ดขาด แต่แล้วความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่(บุตรหลานร้องไห้เพราะหิวข้าว) เมื่อถึงวันที่แผ่นดิน เต็มไปด้วยภาคอุตสาหกรรมและไร้ซึ่งภาคเกษตรกรรม วันนั้นแหละภาคอุตสาหกรรมจะเป็นผู้แพ้พ่าย และ มนุษย์จะเรียกหาภาคเกษตรกรรมให้กลับคืนมา(เทพแห่งเงินต้องให้นกกระติ้ดตะโพกขาวไปงอนง้อ ข้าวจากเทพ แห่งข้าวในถ ้ากลับคืนมา อีกความหมายหนึ่งนิทานต้องการบอกกถึงลักษณะธรรมชาติของนกกระติ้ดตะโพกขาวที่ พิเศษกว่านกชนิดอื่น ๆ กล่าวคือนกชนิดนี้จะมีต าแหน่งเหนียงอยู่ที่ท้ายทอย ซึ่งโดยปกตินกหรือ สัตว์ปีกจะมีต าแหน่งเหนียงอยู่ใต้คอ ปกาเกอะญอเล่าว่าแต่ก่อนนกกระติ้ดตะโพกขาวก็มีเหนียง อยู่ใต้คอเช่นเดียวกับนกทั่วไป แต่จากการที่เขาได้ไปเอาข้าวในถ ้าและปากถ ้าหนีบคอคราวนั้น ท าให้เหนียงขึ้นไปอยู่ที่ท้ายทอยตราบเท่าทุกวันนั้น และจากนิทานเรื่องนี้ ปกาเกอะญอ ได้สั่งสอน และปฏิบัติต่อ ๆ กันมาว่าเมื่อนกกระติ้ดตะโพกขาวลงมาจิกกินข้าวในนาหรือไร่ก็อย่าไปไล่ เพราะ ครั้งกระโน้นนกชนิดนี้เป็นผู้ไปน าข้าวกลับคืนมาจากถ ้า และท าให้มนุษย์มีข้าวกินเป็นอาหารชุบ เลี้ยงชีวิตจนถึงทุกวันนี้ เพื่อความเป็นธรรมปล่อยให้พวกเขากินข้าวบ้าง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 117 เรื่อง “หน่อหมื่อเอ ซูลอเล” กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว จระเข้ตัวหนึ่งออกไข่หลายฟอง แต่มีอยู่ฟองหนึ่งผิดแปลกไปจากฟองอื่น จระเข้จึงน าไข่ฟองนั้นไปมอบให้พญานาค พญานาครับไว้ แล้วกกไข่กระทั่งฟักออกเป็นตัว แต่กลับกลายมา เป็นมนุษย์ เมื่อพญานาคเห็นว่าไม่ใช่ลูกของตน จึงมอบให้มนุษย์เลี้ยงดู มนุษย์รับเลี้ยงไว้ และตั้งชื่อว่า “หน่อ หมื่อเอ” หน่อหมื่อเอเติบโตสู่วัยสาว ได้หมั้นกับชายชื่อ “ซูลอเล” กระทั่งได้แต่งงานกันในที่สุด อยู่มาวันหนึ่งซูลอ เล เดินทางเข้าไปในป่ า บังเอิญไปพบกับพญานาค พญานาคเอ่ยปากขอเสื้อซูลอเลที่ก าลังใส่ แต่ซูลอเลตอบว่า ให้ไม่ได้ เพราะเป็นเสื้อแต่งงานที่หน่อมือเอทอให้ วันรุ่งขึ้น ซูลอเลต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างแดน และสั่งเสีย หน่อหมื่อเอไว้ว่า อย่าปล่อยหมูออกไปหากินนอกบ้าน แต่หน่อหมื่อเอหลงลืม ปล่อยหมูของตนไป พญานาค ได้แปลงร่างเป็นงูตัวเขื่อง เข้าไปรัดหมูของหน่อหมื่อเอทันที หมูส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด หน่อหมื่อเอลงจาก บ้านเห็นงูก าลังรัดหมูอยู่ บังเอิญ หน่อหมื่อเอน าไม้พันด้ายติดมือมาด้วย จึงตีงูด้วยไม้พันด้ายนั้นทันที ยิ่งตี งู ยิ่งตัวพอง และใหญ่ขึ้นๆ ในที่สุดก็คลายตัวออกจากร่างหมู แล้วเข้าไปรัดร่างหน่อหมื่อเอ ลากเข้าไปไว้ในรู ทันที เพื่อนบ้านรู้ก็พากันมาช่วย แต่ช่วยไว้ไม่ได้ พวกเขาจึงเรียกนกเขาตัวหนึ่ง และวานให้ไปแจ้งข่าวแก่ซูลอเล ให้รีบกลับมาช่วยหน่อหมื่อเอ นกเขาออกเดินทางไปถึงหมู่บ้านแรก ก็ส่งเสียงออกไปว่า “เซอ กู กรู กู ซูลอ เลเอ๋ย กลับมาเถิด พญานาครัดตัวหน่อหมื่อเอ”(เซอ กู กรู กู ซูลอเล แล เผ๊าะ หน่า ดิ๊ หมื่อ เอ โอะ เล้อ คี เกอะ ลอ บี ) ชาวบ้านได้บอกแก่นกเขาว่า ซูลอเลไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้ เขาเดินทางผ่านไปนานแล้ว นกเขาเดินทาง ต่อไป พอถึงหมู่บ้านก็ส่งเสียงร้องเช่นเดิม แต่กว่าจะพบซูลอเลก็ต้องบินไปถึงเจ็ดหมู่บ้าน เมื่อซูลอเลได้ยินเสียง ร้องของนกเขา ก็ทราบทันทีว่าภรรยาของตนก าลังได้รับความเดือดร้อน จึงน าเสียมเจ็ดเล่มติดมือมา และรีบ กลับบ้านทันที ซูลอเลเร่งขุดรูงูช่วยหน่อหมื่อเอ แต่ก็ไม่อาจพบตัวได้ เพราะงูขุดรูลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนเสียม หักหมดทั้งเจ็ดเล่ม ซูลอเล จึงร้องขอเมตตาจากงู ว่าขอให้ปล่อยหน่อหมื่อเอเถิด จะเอาอะไรก็จะให้ทั้งนั้น งูตอบ ว่า “อยากดื่มเลือด” ซูลอเลคิดจะตัดนิ้วมือตนเองให้ แต่งูกลับตอบว่า “อยากดื่มเลือดตรงล าคอ” ซูลอเลกลับให้ เพื่อนบ้านเชือดคอไก่แล้วน าเลือดไปให้ แต่งูรู้จึงไม่ยอมดื่ม ซูลอเลได้น าเลือดคอหมู วัว ควาย ไปให้ แต่เจ้างูแสน รู้ไม่ยอมดื่มอีกเช่นเคย และไม่ยอมปล่อยหน่อหมื่อเอ ในที่สุดซูลอเลก็ตัดสินใจเชือดคอตนเอง เมื่องูเห็นว่าซูลอ เลเสียชีวิตแล้วก็ยอมปล่อยหน่อหมื่อเอ เพื่อนบ้านได้ช่วยกันน าศพซูลอเลไปเผา ขณะควันไฟก าลังล่องลอยขึ้นสู่ ท้องฟ้า ปรากฏว่านกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาเล่นควันไฟ หน่อหมื่อเอชี้นิ้วให้เพื่อนบ้านดู ทุกคนแหงนหน้ามอง ทันใด นั้นเองหน่อหมื่อเอก็ถือโอกาสกระโดดเข้าไปในกองไฟทันที เพื่อนบ้านพยายามดับไฟช่วยเธอ แต่ก็ไม่อาจช่วยได้ เพราะกองไฟ ใหญ่ก าลังลุกโชติช่วง หน่อหมื่อเอเสียชีวิตตามซูลอเลไปในที่สุด (ผู้เล่า หน่อแปะโพ) เนือ้หาบทลา น านิทานเรื่อง “หน่อหมื่อเอ” (แปลเนื้อหาล าน าโดยบือพอ) ซูลอ เล มีหม่อ ต่า ก๊อ หนือ่หมื่อ เอ ซึเตอะ ปล่า ท๊อ (อันตัวข้าซูลอเลนี้ ฝันร้ายไป หน่อหมื่อเอเอ๋ย อย่าได้ปล่อยหมูเลย) เบอะ ถ่อ เกลาะ ชี แหย่ เก่อ เพ๊าะ มา เลาะ พอ อะ ต่า เตอะ กลอ (ท ารางอาหารหมูใหญ่ยาวไว้ให้ สั่งก าชับไว้ แม่นางไม่เอา)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 118 เตอะโป่แซ เล้อ หว่า อ๊ิอ๊ิ เถาะ พา แฮ เก เก่อ ลอ บี (ทุ่งอ้อฝั่งตรงกัน เสียงดังอิ๊ดๆอ๊าดๆ เสียงหมูพญานาครัด เดินกลับมา) ซูลอ เล แล เผาะ หน่า ด๊ิหมื่อ เอ เล้อ คีเก่อ ลอ บี (ซูลอเลเดินทางไปค้าตุ้มหู หน่อหมื่อเออยู่ข้างหลังถูกพญานาครัด) ซูลอ เล เเฮ เก เเฮ เก เก่อ ลอ บีซีหน่อ หมื่อ เอ (ซูลอเลเอ๋ยกลับมาเร็วเถิด พญานาครัดพาตัวหน่อหมื่อเอไปเสียแล้ว) หนือ่หมื่อ เอ อะ หน่า เตอะ โล ซี เล้อ เถาะ พิ แหม่ อะ โคะ (หน่อหมื่อเอเป็นผู้หญิงดื้อ เสียชีวิตเพราะหมูแลเอย) หมื่อ เอ โอะเล้อ กอื่กลอ ปูเหล่เกอะ ห่า เจ๊เก้อ ห่า ทู (หน่อหมื่อเออยู่ในแดนพญานาค เธอทอผ้าด้วยหูกเงินหูกทอง) บอ โข่ชูนวีกระ นวีเดอ ขู่เก หมอื่เอ เต้อ เหน่เลอ (เสียมหักเจ็ดเล่มเจ็ดกล่อง ขุดหน่อหมื่อเอกลับมาไม่ได้) ซูลอ เล เดาะ ลอ อะ จือ เนอ ต่า ซะ เกอะ ญอ เตอะ โอะ เลอ (แม้ซูลอเลจะตัดนิ้วมือนิ้วเท้า แต่ความเมตตาปราณีก็ไม่เกิดขึ้นเลย)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 119


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 120 สุภาษิตของปกาเกอะญอ ตัวอย่าง เรื่องทสี่อน : การมีใจอดทน Kauz av hsif auf baf av hsez กอ อะ ฉี่ เอาะ บะ อะ เชอ ความหมาย : อดของเปรี้ยวเพื่อจะได้กินหวาน K’ baiv k’ baiv nauj eh taj div yix auf baf div htez เกอะ แบะ เกอะ แบะ หน่อ เออ ต่า ดิ ยิ เอาะ บะ ดิ เทอ ความหมาย : ท างานอะไรท าด้วยความใจเย็นเมื่อมีผลออกมาแล้วจะได้กินนานๆ hti duz maz htiz hsgi t’ nez baf ที ดือ มา ที ชี เต่อ เนอ บ่า ความหมาย : คนใจร้อนไม่ชนะคนใจเย็น เรื่องทสี่อน : การมีใจกว้าง N’ t’ htij lauz n’ hkauv cej hkiz baf เนอะ เต่อ ถี่ ลอ เนอะ เคาะ เจ่อ คี บ่า ความหมาย : ท้ายทอยของตนเองจะมองไม่เห็น ตีความต่อได้ว่าก่อนที่จะพูดอะไรต้องคิดให้ดี แค่ตัว ของเราเองยังมองไม่ทั่วถึงเลย htij paz pgauj suv t’ maz e htij pgaz dof suv t’ niz hsez ถี่ปา ผ่อ ซึเตอ่มา เออ ถี่ปา โด่ซึเต่อ นีเชอ ความหมาย : เห็นคนจนอย่ารังแก เห็นคนรวยอย่ายิ้มให้ เรื่องทสี่อน : การมีใจเผื่อแผ่ moj kaiv qoj paj kaiv wav โหม่ แกะ โข่ ป่ า แกะ วะ ความหมาย : มารดาคือเจดีย์ บิดาคือวัด มารดาและบิดาเป็นผู้ที่มีพระคุณอันสูงสุด ก่อนที่จะ ท าบุญที่อื่น ต้องท าบุญพ่อแม่ก่อน เรื่องทสี่อน: ความมีใจส ารวม pgaz av hsgaz auf tuz av ngauz pgaz av ngauz auf tuz av siz ปา อะ ชกา เอาะ ตือ อะ งอ ปา อะ งอ เอาะ ตือ อะ ซี ความหมาย : คนฉลาดดื่มจนโง่ คนโง่ดื่มจนตาย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 121 เรื่องทสี่อน : การมีใจไกล่เกลี่ย moo hkof t’ poo taj ev pgaz k’ nyauz t’ poo taj k’ maf มุ โข่ เต่อะ ปู ต่า เออะ ปา เกอะ ญอ เต่อ ปู ต่า เกอะ หม่า ความหมาย : ฟ้าไม่พ้นเมฆ คนไม่พ้นความผิด N’ t’ cooj n’ moj k’ toz hav yooj sooj klaiv kauv av boz เหน่อ เตอะ จู่ เนอะ โหม่ เกอะ โต ฮะ ยู สู่ ก๊อ แกละ อะ โบ ความหมาย : คล้ายกับ หลงทางเสียเวลา หลงติดยาเสียอนาคต


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 122 ตัวอย่างค าพังเพย pgaz lauz qij suv t’ hkaz hpav ปา ลอ ขี ซึ เต่อ คา พะ คนล้มอย่าข้ามแต่ต้นไม้ล้มนั้นข้ามได้ Taj geiz le puj waij ต่า เก เลอะ ปื่อ แหว่ ไม่มีใครจะดีเท่าพี่น้องของเราเอง Taj dof meiz taj dof htiz ต่า โด่ เม ต่า โด่ ที ข้าว-น ้าสิ่งที่มีพระคุณอันใหญ่หลวง T’ bav sav hpiv nauj n’ qoj n’ wav baj เต่อ บ่า ซะ พี หน่อ เนอะ โข่ เนอะ วะ บ่า อย่าลืมผู้มีพระคุณ moj t’ geiz div sauv moj paj t’ geiz div sauv paj ป่ า เต่อ เก ดิ เซาะ ป่ า โหม่ เต่อ เก ดิ เซาะ โหม่ พ่อบุญธรรมแม่บุญธรรมจะดีไม่เท่าพ่อแท้แม่แท้ Taj taiv t’ htix av hkauz nwi miz ต่า แตะ เตอะ ถี่ อะ คอ นวี มี ค าพูดหนึ่งค าจะมีความหมายเจ็ดอย่าง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 123 บทที่11 บทสรุปและข้อเสนอแนะ บทสรุป ความเชื่อและวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยของแม่และเด็กของชาวปกา เกอะญอ รวมทั้งประเพณี เกี่ยวกับการเกิดและการเลี้ยงดูเด็กจะเป็ นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความสัมพันธ์ในหมู่ญาติพี่น้อง ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติตามความเชื่อ และ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด ในการคลอด จะมีสามีและญาติผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยในด้านก าลังใจอย่างมาก ที่สตรีที่ก าลังคลอดบุตรมีผู้ใกล้ชิดทั้งคอยช่วยและ ปลอบโยน เป็นที่สังเกตเห็นได้ว่า ชาวปกาเกอะญอพิจารณาว่าการคลอดบุตรเป็นปรากฏการณ์ ปรกติของวิถีชีวิต ซึ่งไม่จ าเป็นต้องพัฒนาอาชีพผู้ท าคลอดที่มีต าแหน่งทางสังคมโดยเฉพาะ เพียงแต่ใช้ทักษะของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ผ่านการท าคลอดมาหลายครั้งและญาติใกล้ชิดของ สตรีที่ก าลังคลอดนั้นก็เพียงพอ ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกับการท าคลอดในสังคม เมือง ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นภาวะวิกฤติของชีวิตที่จ าเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะของแพทย์อาชีพผู้ ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้วและภายใต้สภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลที่มีความรู้สึกแปลกแยก ดังนั้น ประเพณีการคลอดในสังคมจารีตประเพณีดังเช่นสังคมของชาวปกาเกอะญอ มีส่วนช่วยให้ สตรีผู้คลอดเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจและได้รับความเอาใจใส่จากคนที่ล้วนใกล้ชิดตนในบรรยากาศ ของแวดวงญาติพี่น้อง ธรรมเนียมการน าสายสะดือเด็กที่เกิดใหม่บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วน าไปแขวนไว้กับ ต้นไม้ ซึ่งต่อไป ต้นไม้นั้นจะกลายเป็นไม้ต้องห้ามแม้เพียงจะใช้มีดหรือของมีคมใด ๆ บากรอยหรือ สับฟันก็ไม่ได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ขวัญของเด็กเจ้าของสายสะดือนั้นจะผูกพันกับขวัญของต้นไม้ อัน สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะของชาวปกาเกอะญอที่มองเห็นความสัมพันธ์ของชีวิตคนกับธรรมชาติ อย่างแน่นแฟ้น ยิ่งไปกว่านั้น ตามความเชื่อและการปฏิบัติของชาวปกาเกอะญอ ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก มากมายที่สะท้อนให้เห็นทัศนะของความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในท านองนี้ นอกจากนี้ กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ที่ด าเนินอยู่ตามจารีตประเพณี สามารถถ่ายทอดลักษณะเด่นทางบุคลิกอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น การเป็นคนถ่อมตน ความสมถะ และความซื่อสัตย์ เป็นต้น โดยทั่วไป การอบรมสั่งสอนเด็กผู้หญิงในครอบครัว เป็น หน้าที่ของมารดาและญาติที่เป็นผู้หญิง ทั้งงานบ้านงานเรือน การถักทอ และการท าไร่ท านา ส่วน เด็กผู้ชายในครอบครัวเป็นหน้าที่ของบิดาและญาติที่เป็นผู้ชายในครัวเรือนที่จะอบรมสั่งสอนด้าน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 124 การท ามาหากินและการล่าสัตว์-ดักสัตว์ จึงเห็นได้ว่า สังคมชาวปกาเกอะญอนั้นไม่ใช่สังคมแบบต่างคนต่างอยู่ แต่เป็นสังคมที่สมาชิกมี ความสัมพันธ์กันอย่างเอื้ออาทรต่อกัน โดยตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ทั้งนี้ โดยมีความเชื่อที่ เป็นระบบศีลธรรมและจริยธรรมทางสังคมท าหน้าที่เป็นกลไกควบคุมความสัมพันธ์ทางสังคมเหล่านี้ สมาชิกใหม่ ของสังคมชาวปกาเกอะญอจะได้รับการหล่อหลอมผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมให้เป็นคนสมถะ อ่อนน้อม ถ่อมตน รักสันโดษ และมีจิตใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน เด็ก ๆ จะถูกฝึกฝนโดยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้สามารถสืบ ทอดคุณสมบัติเหล่านี้ต่อ ๆ ไป ด้วยเหตุนี้ การเข้ามาของโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจ ส่งผลให้แก่กระบวนการเลี้ยงดูเด็กได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่าง ชุมชนกับโลกภายนอกในด้านต่าง ๆ ที่มีมากขึ้น เหล่านี้ล้วนมีผลต่อพัฒนาการของเด็กปกา เกอะญอทั้งสิ้น ดังนั้น ความคิดพื้นฐานของโครงการ คือการเสริมสร้างบรรยากาศให้เด็กได้เติบโต และคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของตนนับแต่วัยเริ่มต้นของชีวิต ทั้งใน สภาพแวดล้อมของครอบครัวและในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ข้อเสนอแนะ 1. มีความจ าเป็ นที่ภาครัฐพึงพัฒนานโยบายในการให้การส่งเสริมและสนับสนุนการ ด าเนินงานด้านเด็กเล็ก โดยเฉพาะในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเน้นการใช้ฐานวัฒนธรรมเป็น แนวทางในการด าเนินงาน ทั้งนี้เพื่อให้เด็กมีความพร้อมที่จะก้าวสู่ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก เมื่อเขาเติบโตขึ้นและพร้อมที่จะเลือกรับและแลกเปลี่ยนกับวัฒนธรรมจากภายนอก 2. หน่วยงานที่มีส่วนในการด าเนินงานด้านการพัฒนาเด็กเล็กจ าเป็นต้องมีแผนในการให้การ ฝึกอบรมบุคลากรที่จะต้องท าหน้าที่เป็นผู้ดูแลเด็กเล็กให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการจัด กิจกรรมบนฐานวัฒนธรรมชุมชน รวมทั้งความสามารถในการท างานร่วมกับชุมชน การใช้วิทยากร ชาวบ้าน และการเอื้อให้ชุมชนเข้ามีส่วนในการจัดกิจกรรมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในแนวทาง วัฒนธรรมดังกล่าวนี้ 3. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งในที่นี้ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนต าบล (อบต.) พึงให้ ความส าคัญและจัดสรรงบประมาณเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมด้านการพัฒนาเด็กเล็กบนฐาน วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การน าข้อค้นพบจากผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้ให้ เกิดประโยชน์ ทั้งในการวางแผนและการด าเนินงานด้านการพัฒนาเด็กเล็ก 4. ควรมีการกระตุ้นให้ครอบครัวมองเห็นความส าคัญของการพัฒนาเด็กเล็กโดยใช้ฐาน วัฒนธรรมชุมชน และสามารถเข้าช่วยเหลือได้ตามก าลังความสามารถ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 125 5. ควรมีการรณรงค์และเผยแพร่แนวความคิดและกรณีตัวอย่างของการฟื้นฟูภูมิปัญญา พื้นบ้านที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนเด็กเล็กออกไปในระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง


126 บทที่12 ภาคผนวก


127 ผู้รู้ด้านต่างๆ ของชุมชน วัฒนธรรม / การใช้คาถาอาคม / หมอผี (1) นายทาดี ไพรพนาสกุล (ปอกิเก) (2) นายพาพึ ไพรวัลย์คีรี (ปอหมื่อดอย) (3) นายสิงค์ค า ดวงใจสุรีย์ (ปอยีลา) การรักษาโรคต่างๆโดยการใช้สมุนไพร (1) นายส่าหม่อ พิทักษ์พงษ์ไพร (ปอดาลี) (2) นายทาดี ไพรพนาสกุล (ปอกิเก) หมอการท าคลอด(หมอต าแย) (1) หน่อดี (2) หน่อหมื่อ ซุ่ย(แหม่พอโหม่) (3) หน่อเกะโส (4) หน่อวาโหม่ ศิลปะ / ดนตรี (1) นายบุคุ สันโดด (2) นายแซะซา (3) นายดอยเชอ พนากุลสัมพันธ์ การร าดาบ (1) นายเชอที นิยมสวยเสน่ย์ (2) นายจ าปี สันติอรุโณทัย (3) นายต๋อยมือ (4) นายสุเทพ (5) นายชัยกร นิยมสวยเสน่ห์ การจักสาน (1) นายต่อยลา ดิลกพาณิชย์กุล ภาคผนวก ก. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านขนุแตะ


128 (2) นายสมใหญ่ (3) นายมุเล (4) นายม๊อดู การทอผ้า(1) นางค าน้อย สันติอรุโณทัย บทล าน าเด็ก (1) นายบุคุ สันโดด (2) นางค าน้อย สันติอรุโณทัย บทลา น าหนุ่ มสาว (1) นายดวงดี ทองบือ \ (2) นางสี่เจ๊ ต้ งัใจเจริ ญกุ ล คนทเี่ด็ กชอบอยู่ด้วย (1) นางน้อย สันติอรุโณทัย การหาของป่ า (1) นางจนั๋ ดี (2) นายเจ๊ชี ผู้ท ากับข้าวอร่อย (1) นายสิงค์ค า สันติอรุโณทัย (2) นางน้อย สันติอรุโณทัย การต้มเหล้า (1) นายบุคุ สันโดย การตีเหล็ก (1) นายสม ถาวรไพรสกุล การเล่านิทาน (1) นายเเชะโพ ค าเงินใจกล้า


129 บทล าน าเด็ก (1) นางบัวขาว (2) สุเยโหม่ นิทานเด็ก (1) ต่าเชอโหม่ (2) หน่ออิพะ (3) พีลูโหม่ บทลา น าหนุ่มสาว (1) นายต่าก๋วย ท ากับข้าวอร่อย (1) กลุ่มเยาวชน (2) นางบัวขาว (3) หน่อพะทู ต้มเหล้าอร่อย (1) บูชีโหม่ ด้านศิลปะ(ร าดาบ) (1) กุนุป่ า (2) นายต่าก๋วย ด้านดนตรี (1) นายจนั๋ (2) ปอกุนุ ด้านการจักสาน (1) นายพาวี (2) นายชิ ภาคผนวก ข. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านห้วยขนุน


130 ด้านการทอผ้า (1) ซุเยโหม่ (2) ทวีโหม่ ด้านวัฒนธรรม (1) นายสะเอาะ (2) นายต่าเชอ (3) นายต่าหนู (4) นายหล้า (5) หน่อหมื่อแปะ (6) นายค า ด้ านสมุ นไพร (1) นายสีค ากาตาฟูง (2) นายโตชินุเก (3) นายอ้าย ไพรวัฒนคีรี ด้านการท าคลอด(หมอต าแย) (1) นางหล้า(ทิวาโหม่) (ขนุน 2) (2) หน่อหมื่อแปะ(แปรเจ๊ะโหม่) (3) นางอ้วน(อะเดโหม่) (4) หน่อหมื่อกอ (5) หน่อลาโพ (6) หน่อแกะบือ (7) นางหล้า (8) หน่อเปอะบือ (9) นางหล้า (ขนุน 1) (10) หน่อหมะหละ (11) นางเสาร์ (12) หน่อแฮอา (ขนุน 3) ด้านคาถาอาคม(การรักษาโรคต่างๆ) (1) นายหล้า


131 (2) นายมอย (3) นายโตชินุเก (4) นายส่าดีบุหงาสวรรค์ (5) นายสะเอาะ (6) นายดีเก (7) นายอ้ายไพรพนาสกุล


132 วัฒนธรรม / การร้องเพลงกล่อมเด็ก / นิทานกล่อมเด็ก (1) นายสะเอาะ(ปอ แบ เจ๊ะ) (2) นายต่าเชอ(ปอ ชิ วา) (3) นายต่าหนู(ปอ ปุ ดี) (4) นายหล้า(ปอ อิ ปา) (5) นายหล้า(ปอ อิ ปา) (6) หน่อ หมื่อ แปะ(แบ เจ๊ โหม่) (7) นายค า (ปอ ค๊อ เจ๊) (8) นายหล้า (9) นายโตชิ (10) หน่ออิพะ(ต่าเชอโหม่) (11) พี ลูโหม่ สมุนไพร/ คาถาอาคม (1) นายสีค า (2) นายโตชิ(ปอคุนุ) (3) นายอ้าย(ปอ บู ชี) การท าคลอด(หมอต าแย) (1) นางหล้า(ชิ วา โหม่) (2) หน่อหมื่อแปะ(แบ เจ๊ โหม่) บทล าน าของเด็กเล็ก (1) นางบัวขาว(ดา รุ โหม่) (2) ซุ เย โหม่ ด้านบทลา น าหนุ่มสาว ภาคผนวก ค. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านห้วยมะนาว


133 นายต่าก๋วย(ปอ แบ เจ๊) การท ากับข้าว (1) นางบัวขาว(อะ รุ โหม่) (2) นางสุดา(อิ ออ โหม่) (3) หน่อพะทู(ยุพีโหม่) การต้มเหล้าอร่อย บูแบโหม่ ศิลปะ / ร าดาบ / แกว / เต หน่า (1) ปอ กุ นุ (2) นายต่าก๋วย (3) นายจนั๋ การจักสาน (1) นายทาวี (2) นายชิ การทอผ้า (1) ซุ เย โหม่ (2) ทะ วี โหม่ การหาของป่ า (1) อะเดะโหม่ (2) พี เชอโหม่ (3) พีลูโหม่ (4) แก้ เฮอ โหม่ (5) เปอะบือ สมุ นไพร/ คาถาอาคม (1) อี ปะ (2) ปอแก๊เฮอ (3) คุนุป่ า (4) นายส่าดี (5) นายสะเอ๊าะ


134 (6) นายโตชิ (7) นายอ้าย ด้านศิลปะ(ร าดาบ) (1) นายจันดี เสกสิทธิ์ วรกุล (2) นายหมอดิกา จักสาน(เทต่า) (1) เสะนีโหม่ (2) นายบุญแฮ เสกสิทธิ์ วรกุล ทอผ้า (1) นางคาแพ เสาวนาคีรี (2) นางบุดอย อุดมพงษ์ไพร บทล าน าเด็ก (1) หน่อวาพอ (2) นางอิหฯ (3) บูเสะโหม่ นิทานเด็ก (1) พะดอยโหม่ (2) จีเจ๊ะ วจีสุรีนนท์ (3) นายป๋ าแฮ วจีสุรีนนท์ (4) จะคือโหม่ บทลา น าหนุ่มสาว (1) นายป๋ าแฮ วจีสุรีนนท์ (2) จะดอยโหม่ (3) นายเหลือง บทล าน าส าหรับการแต่งงาน ภาคผนวก ง. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านเด่น


135 (1) ปอศรีเวียน (2) นายดิกา (3) นายป๋ าแฮ หาสัตว์น ้า (1) นางอุไรวรรณ ล่าสัตว์ (1) แพะและ (2) ปอศรีเวียน ด้านดนตรี(เขาควาย / ส่อเค ) (1) นายแสงโพ (2) นายหลือง เสกสิทธิ์ วรกุล (3) นายไหวเสกสิทธิ์ วรกุล


136 ผู้รู้ด้านต่างๆของชุมชน บทล าน าของเด็กเล็ก (1)นางลาเก เจริญรัตน์กมล นิทานเด็ก (1)นายแฮ เจริญรัตน์กมล บทลา น าหนุ่มสาว (1) พา สี่ ปุ (2) นิแฮ(ปอวาอี) (3) นายเกลา รัตนคีรีกุล ด้านศิลปะ(ร าดาบ) (1) นายสี่ปุ (2) นายจ๊อแฮ (3) นายวอ วงค์พนาพิสูจน์ ด้านการท าของเล่นเด็ก (1) นายสม เจริญรัตน์ไพโรจน์ (2) พะดอยโหม่ ด้านดนตรี (1) พะลอยโพ (2) นายเต๊อปอย ด้านจักสาน (1) นายต่าเม๊ะ (2) นายสะมือ ด้านการคลอด(หมอต าแย) ภาคผนวก จ. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านห้วยส้มป่ อย


137 (1) นางต๋าค า ขวัญใจยอดคีรี (2) นางบวัจนั๋มาลาคีรี (3) นางเอ้ือคา มหานกนทีไพร (4) หน่อเปอะโพ เจริญรัตน์ไพโรจน์ ด้านคาถาอาคม(เกี่ยวกับการรักษาโรค) (1) นายหมอดู (2) นายสีปุ


138 ด้านวัฒนธรรม (1) นายติ๊บ ปอโชโร (2) นายคางา บุญทา (3) นายแหล่เกอ อรุณวรรักษณ์ ด้านสมุนไพร (1) นายส่ามู แดงสวาท (2) นายคางา บุญทา ด้านการท าคลอด(หมอต าแย) (1) หน่อขื่อดี อรุณวรรักษณ์ (2) หน่ออิแฮ อรุณวรรักษณ์ (3) นางจันทร์ดอย ชุลีกรเมตตา (4) นางสีมูล เจริญวิวัตน์กุล (5) หน่อเป่ อแฮ พิเษกุลสัมพันธ์ ด้านคาถาอาคม(เกี่ยวกับการรักษาโรค) (1) นายคางา บุญทา (3) นายพาพอ (4) นายแฉว่แฮ ด้านการทอผ้า (1.) หน่อด้ือพอ (2.) หน่อจูดี บทล าน าส าหรับเด็กและหนุ่มสาว (1) หน่อหยื่อแป (2) หน่อมิหมื่อ (3) หน่อแปะเชอ (4) กุดีโหม่ ภาคผนวก ฉ. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามประเพณีในด้านต่างๆ บ้านขนุแปะ


139 (5) หน่อริมู เพลงกล่อมเด็ก (1) หน่อขื่อดี (2) หน่อหยื่อแป (3) หน่อแบลดี (4) หน่อเก๊แช (5) หน่อแปะเชอ (6) หน่อริมู นิทานเด็ก (1) หน่อหยื่อแป (2) หน่อติ๊แอะ (3) หน่อเก๊แช ด้านศิลปะ(ร าดาบ/เตหน่า/ส่อเค) (1) พาวอซา (2) พาเดะโด (3) ส่าแพล่เก (4) พาวิโต ด้านการจักสาน (1) พาเส่แฮ (2) พาบิยวา (3) พาจะแก้ว (4) พาบือยวา ด้านการหาของป่ า (ชาย) (1) พาติกอ (พาทุหนุ) ด้านการหาของป่ า (หญิง) (1) หน่อจูดี (2) หน่อดึพอ (3) หน่อแปะเชอ (4) หน่ออิเพะ ด้านการท าอาหารอร่อย (1) พาส่ามู(ปอนิหนี่) (2) พาปุ๊ น้อย (ปอวาดี) ด้านการต้มเหล้าอร่อย (1) กุ๊ดีโหม่


140 ประกอบด้วย 1. เจ้าหน้าที่ผรู้ับผิดชอบ และที่ปรึกษาของโครงการมีดงัต่อไปน้ี 1.1 ที่ปรึกษา โครงการ 2 คน นายประเสริฐ ตระการศุภกร (ผู้อ านวยการสมาคม IMPECT) นายศักดิ์ดา แสนมี่ (รองผู้อ านวยการสมาคม) 1.2 ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานวิจัย (นักวิชาการ) 2 คน อาจารย์สามารถ ศรีจ านงค์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ชูพินิจ เกษมณีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 1.3 ผู้วิจัยของโครงการ นางขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ 1.4ผู้ช่วยผู้วิจัยของโครงการ นายกิตติชัย โปโชโร ภาคผนวก ช. คณะผู้ด าเนินงานวิจัย


141 ที่ ชื่อ –สกุล อายุความรู้เรื่อง บ้าน ต าบล อ าเภอ จังหวัด 1 หน่อหมื่อฮือไพ โรจน์สถิตธาดา 74 หมอต าแย ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 2 หน่อหมื่อคือ ดุลยภาพสายชล 67 หมอต าแย ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 3 หน่อหมื่อซุ่ย 53 หมอต าแย ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 4 หน่อดี 76 หมอต าแย ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 5 หน่อบวัจนั๋มาลาคีรี 71 หมอต าแย ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 6 หน่อหมื่อแปะ บุปผาวนารัตน์ หมอต าแย ห้วยฃนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 7 นางต๋าค า ขวัญใจยอดคีรี 68 หมอต าแย ห้วยส้มป่ อย ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 8 หน่อวาพอ หล้าประพันธ์กุล 71 หมอต าแย บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ 9 นายเลอเกอ นิยมพรไพรคีรี 75 ผู้น าตามประเพณี ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 10 พาลอบือ ถาวรไพรสกุล 78 ผู้น าตามประเพณี ฃุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 11 นายแก้ว มาลาคีรี 83 ผู้น าตามประเพณี ห้วยส้มป่ อย ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 12 นายอ้าย ไพรพนาสกุล 52 ผู้น าตามประเพณี ห้วยฃนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 13 นายป๋ าแฮ วจีสุรีนนท์ 70 ผู้น าตามประเพณี บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ 14 นายหล้า คูดอนแก้ว ผู้น าตามประเพณี ห้วยขนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 15 นายติ๊บ ปอโชโร 63 ผู้น าตามประเพณี ขุนแปะ บ้านแปะ 16 หน่อเชอแยะ ถาวรไพรสกุล 70 พิธีกรรมและการปฏิบัติ ตัวส าหรับแม่และเด็ก ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 17 นายค า ขวัญใจยอดคีรี 67 นิทาน/ต านานการมาเกิด ของปกาเกอะญอ/ยา สมุนไพรสหรับเด็ก ห้วยขนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 18 หน่อลิเด สันติอรุโณทัย 40 ความเชื่อเรื่องการมาเกิด/ การตาย/การมาเกิดใหม่ บ้านขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 19 หน่อเอ รวนา 56 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 20 นายอ้าย อุษารจนา 65 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 21 หน่อจีเจ๊ วจีสุรีนนท์ 45 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ 22 นางหล้า รัตนวิไลลักษณ์ 56 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 23 พาโตตุ นิยมไพรพางาม 43 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 24 นางเงิน เสาวณาคีรี 49 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ ภาคผนวก ซ. รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์และผู้ให้ข้อมูล


142 25 นายซะเอะ บุปผาวนารัตน์ 54 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยขนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 26 นายกิตติศักดิ์ สกุณีวณาลัย 22 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 27 หน่อลาเก เจริญรัตน์กมล 52 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 28 นายนิแฮ เจริญรัตน์กมล 49 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยส้มป่ อย ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 29 นายต๋าค า (ปอเคาะ) 70 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ห้วยขนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 30 หน่อบูติ๊เสาวนาคีรี 43 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ 31 หน่อเก๊แช นภาพฤกศิลา 40 นิทานและเพลงกล่อมเด็ก ขุนแปะ บ้านแปะ จอมทอง เชียงใหม่ 32 นายจันทร์ดี สกุนีวนาลัย 56 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า ห้วยมะนาว ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 33 นายบุคู สันโดษ 57 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 34 นายดอยเชอ พนากุลสัมพันธ์ 41 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า ขุนแตะ ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 35 นายค า ขวัญใจยอดคีรี 67 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า ห้วยขนุน ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 36 นายศรีเวียง พรรนภาไพร 35 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า บ้านเด่น บ้านหลวง จอมทอง เชียงใหม่ 37 นายพนงค์ ไพโรจสถิตธาดา 32 ของเล่นเด็ก/ดนตรี/ล าน า ห้วยส้มป่ อย ดอยแก้ว จอมทอง เชียงใหม่ 38 นายไพบูลญ์ ตระการศุภกร 51 จ านวนประชากร/ประวัติ หมู่บ้าน บ้านขุนแปะ บ้านแปะ จอมทอง เชียงใหม่ 39 หน่อยูดี พนาธิคุณ 44 ล าน า บ้านขุนแปะ บ้านแปะ จอมทอง เชียงใหม่ 40 หน่ออิแฮ อรุณวรรักษณ์ 62 หมอต าแย บ้านขุนแปะ บ้านแปะ จอมทอง เชียงใหม่ 41 พากี่บือ บิโข่ 85 ต านาน บ้านขุนแปะ บ้านแปะ จอมทอง เชียงใหม่


143 ภาคผนวก ฌ. แผนผังหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมาย แผนผังหมู่บ้านขุนแปะ N N แผนผังหมู่บ้านห้วยมะนาว


144 แผนผังหมู่บ้านห้วยส้มป่อย N N แผนผังหมู่บ้านห้วยขนุน


Click to View FlipBook Version