The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:01:34

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยง E-book

องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 45 ก่อนที่จะส่งศพไปสุสานนั้น จะต้องมีการขุดพืชผักต่างๆ เช่น ต้นพริก ต้นเผือก ต้นกล้วย ต้นอ้อย และ ต้นพืชต่างๆที่กินได้เผาตามไปด้วย เชื่อกันตามที่บรรพบุรุษบอกกล่าวกันมาว่า เพื่อให้คนตายน าไปปลูกกินต่อ เมื่อส่งศพน าไปเผาเสร็จแล้ว ตอนกลับบ้านผู้ส่งศพต้องเอาไม้ยาวประมาณ 1 ศอก - 1 เมตรพุ่งไปยังที่เผาศพ เมื่อกลับถึงบ้านผู้ส่งศพจะต้องกลับไปบ้านศพก่อนเพื่อที่จะด าหัวที่บ้านศพ หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ของตน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 46 บทที่5 การตั้งครรภแ์ละการดแูลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ พิธีกรรมระหว่างตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย จะมากหรือ น้อยขึ้นอยู่กับความจ าเป็นและสุขภาพของหญิงมีครรภ์แต่ละคน หญิงมีครรภ์ที่มีสุขภาพจิต สุขภาพกายดี ขวัญไม่อ่อนต้องการพิธีกรรมน้อย การมีขวัญที่แข็งแรงช่วยป้องกันไม่ให้วิญญาณ ต่างๆไม่ให้มาท าอันตรายใดๆได้ แต่ถ้าสตรีมีครรภ์มีขวัญอ่อนแอ วิญญาณชั่วร้ายต่างๆจะท าอะไร ได้ง่าย ซึ่งหากเกิดขึ้นจะต้องแก้ไขด้วยพิธีกรรมต่างๆ ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าในช่วงตั้งครรภ์จะ เป็นช่วงที่สตรีขวัญอ่อนมากที่สุด ฉะนั้นจะต้องระมัดระวังไม่เดินทางไปในที่ต่างๆหรือที่ที่ไม่เป็น มงคล เช่นในป่ าในเขาที่ไกลๆออกไป เพราะเกรงว่าอาจจะไปในที่ที่มีภูติผีต่างๆสถิตอยู่ มีผีตาย โหง(คนที่ตายด้วยของมีคม/ปืน หรือตายด้วยการเสียเลือด) ผีม้า ผีวัว ผีควาย ผีช้าง ผีป่ า หรือผีไม้ ที่สถิตอยู่ตามที่ต่างๆ ถ้าเจอกับวิญญาณที่สิงอยู่ หากหญิงมีครรภ์นั้นขวัญอ่อน วิญญาณต่างๆ เหล่านั้นจะสามารถท าอันตรายเธอได้ หากหญิงมีครรภ์เป็นอะไรไปจะมีผลต่อทารกในครรภ์ด้วย การที่จะท าพิธีกรรมแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของการเจ็บป่ วยของหญิงมีครรภ์ หากปรากฏอาการ อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องรีบแก้ไขโดยพิธีกรรมเฉพาะอย่าง พิธีหวี่ต่าหรือต่าหวี่โดะ (พิธีส่งผีก๊ะป่ าผีก๊ะเก๊าไม้ ผีก๊ะถนนหรือผีก๊ะต่างๆ กลับไปที่เดิม) พิธีกรรมนี้จะเริ่มท าตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ได้ 1 เดือน หลังจากนั้นจะต้องท าทุกเดือนจนกว่าทารกจะคลอด การท าพิธีต่าหวีโดะนี้จะต้องท าทุกเส้นทางที่เข้าสู่หมู่บ้าน ชาวปกาเกอะญอเชื่อกันว่าวิญญาณต่างๆที่จะเข้ามา ท าอะไรหญิงมีครรภ์จะมาตามเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน ผู้เป็นสามีจะเป็นคนท าพิธีนี้ หากอาการของหญิงมีครรภ์ไม่ ดีขึ้น จะต้องหาผู้ที่เก่งคาถาอาคมมาท าพิธีนี้ เพราะเชื่อว่าผีก๊ะเป็นวิญญาณที่มีอาถรรพณ์มากไม่สามารถที่จะ ขับไล่ตามธรรมดา ผีก๊ะมีหลายชนิด เช่น ผีก๊ะถนน ผีก๊ะสันดอย ผีก๊ะคนตาย ผีก๊ะป่ า และผีก๊ะชนเผ่าอื่นๆ หาก อาการหญิงมีครรภ์ไม่ดีขึ้นจะต้องเปลี่ยนคน เอาคนที่มีคาถาอาคมที่เก่งกล้ามากขึ้นเพื่อที่จะได้ช่วยหญิงมีครรภ์ ได้ทันท่วงที เพราะผีก๊ะเหล่านี้จะรบกวนขวัญและก าลังใจของแม่และทารกในครรภ์ ท าให้มารดาเจ็บป่ วย ผีก๊ะ ที่มารบกวนอาจจะขอกินหัวข้าว หัวน ้า พริก เกลือ หรือบางครั้งจะขอกินไก่ หรือหมา แล้วแต่ค าทักของหมอดู หากไม่รีบแก้ไขจะท าให้หญิงมีครรภ์แท้งได้ หรืออาจเป็นอันตรายถึงขั้นตายทั้งกลมได้ คนปกาเกอะญอเชื่อว่า ผีก๊ะเหล่านี้เป็นวิญญาณที่อดหยาก หิวโหย ไม่มีอันจะกิน ไม่มีอะไรที่จะเลี้ยงลูกเมียจึงมาขอกินกับคน คนที่มี ขวัญแข็งแรงดีผีก๊ะเหล่านี้ไม่สามารถจะขอกินได้ จะขอกินกับคนที่มีขวัญอ่อนดัง เช่น หญิงมีครรภ์ หรือ หญิง ชายอื่นๆ ที่มีขวัญอ่อนแอเป็นช่วงๆ ผีก๊ะในบางครั้งจะขอกินของที่ครึ่งสุกครึ่งดิบ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 47 วัสดุอุปกรณ์ (1) เข่งทสี่านด้วยตอกขนาดเล็กตามจา นวนเส้นทาง (2) หัวข้าว หัวน ้า พริก เกลือ แกลบ (3) ลูกไก่หรือลูกหมา (4) กิ่งไม้สดที่มีใบ วิธีท า (1) เตรียมตะกร้าขนาดเล็กเท่ากับจ านวนเส้นทางที่เข้าสู่หมู่บ้าน น ามารองก้นตะกร้าด้วยใบตอง (2) เตรียมหัวข้าว หัวน ้า พริกเกลือใส่ลงไปในตะกร้า (3) เตรียมกิ่งไม้สดที่มีใบเพื่อที่จะปัดที่นอน เสื้อผ้าของหญิงมีครรภ์ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม แล้ว ผู้เป็นสามีหรือหมอผีที่มีความเก่งกล้าในการส่งผีก๊ะวิญญาณอันชั่วร้ายจะกลับไปอยู่ที่เดิมโดยผู้เป็นสามีจะ ถือเข่งขนาดเล็กและใบไม้ที่เตรียมเอาไว้จะปัดไปตามที่นอน และตัวของหญิงมีครรภ์ และกล่าวค าที่มีใจความว่า “ขอให้ผีก๊ะถนน ผีก๊ะโคนไม้ ผีก๊ะป่ า ผีก๊ะดอย ผีก๊ะต่างๆที่เข้ามาอยู่ในร่าง ที่มาขอกินหัวข้าว หัวน ้า และไก่ ตอนนี้ได้เตรียมไว้เรียบร้อย ขอให้แล้วกลับที่เดิม กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย เลี้ยงพ่อแม่พี่น้อง อย่าได้อยู่ที่นี่เป็น การรบกวนทารกและแม่นอนไม่หลับกินไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่ วย” เมื่อผู้ท าพิธีกล่าวเสร็จแล้ว จะให้หญิงมีครรภ์ถ่ม น ้าลายลงไปในตระกร้าเล็ก ผู้ท าพิธีจะถือตะกร้าใบนั้น แล้วเดินไปตามเส้นทางนอกหมู่บ้าน จะบอกวิญญาณอีก ครั้งขอให้กลับไป เมื่อถึงริมหมู่บ้านก็จะตัดกิ่งไม้แขวนเข่งที่เตรียมไว้นี้ เป็นการส่งอาหารให้แก่ผีก๊ะ แล้วจะเฉือน คอลูกไก่แล้วเทเลือดลงไปในเข่งนั้น พร้อมทั้งกล่าวเชิญชวนให้ผีก๊ะกินอาหารที่ได้เตรียมไว้ให้พร้อมทั้งเลือดไก่ “กินแล้วให้กลับไปอย่าได้มารบกวนอยู่ที่นี่อีก” หลังจากนั้นจะใช้มีดผ่าไก่แล้วใส่ลงไปในตะกร้า (ต่าหวี่คกา) บางครั้งหากผู้ท าพิธีระบุออกมาว่า ผีก๊ะตัวนั้นต้องการที่จะกินของครึ่งหนึ่งสุกครึ่งหนึ่งดิบ ผู้ท าพิธีจะต้องผ่าไก่ออกเป็น 2 ซีก ซีกหนึ่งท าให้สุก อีกซีก หนึ่งดิบ แล้วใส่ลงไปในตะกร้า (ต่าหวีคกา) ถ้าหากท านายออกมาว่า ผีก๊ะเรียกอาหารด้วยหมา ก็จะท าพิธีกรรมด้วยหมาน้อย จะเรียกว่า ต่าหวีโดะ การท าพิธีด้วยหมาจะท าในที่ที่มี การท าพิธีนี้บ่อยครั้ง เป็นที่ที่ใครไม่อยากไปมา หรือไปท าในใต้ต้นไทร หรือเป็นบริเวณป่ าต้องห้าม (ป่ าพิธีกรรม) ป่ านี้ในภาษาปกาเกอะญอเรียกว่าป่า “ต่าหวี่โดะ” เป็นป่าที่ใช้ท าพิธี หวี่โดะต่า บริเวณนี้จะไม่ให้ใครมาแตะต้อง มาตัดไม้ มาท ามาหากินเด็ดขาด และห้ามเด็ก, ผู้หญิง หญิงมีครรภ์ เข้าไป รวมทั้งผู้ชายที่ภรรยาก าลังตั้งครรภ์เข้าไปเพราะถือว่าคนเหล่านี้มีขวัญอ่อน เกรงว่าผีต่างๆจะมารังควาน และหลังจากนั้นเมื่อท าพิธีกรรมเสร็จแล้ว จะเดินกลับไปที่บ้าน ระหว่างเดินทางกลับจะหักกิ่งไม้ 1 กิ่ง แล้ววางลง บนทางเดิน หลังจากนั้นจะไม่หันไปมองข้างหลังเด็ดขาด พอกลับไปถึงบ้านก็จะน าตะกร้าเล็กไปท าในทิศทาง อื่นๆ เหมือนกับที่ไปท าในทางแรก พิธีกรรมส าหรับการเยียวยาความเจ็บไข้ของหญิงมีครรภ์ หากหญิงมีครรภ์มีอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ปวดท้อง ปวดหลัง หรือตกเลือดผิดปกติ เป็นต้น จะต้องปรึกษาหมอดูเพื่อทายทักว่าหญิงมีครรภ์ก าลังเป็นอะไร ส่วนจะให้ท าพิธีกรรมอะไรก็แล้วแต่ค าท านาย ของหมอดู


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 48 พิธีส่งสะตวง(เซอต่า) เป็นพิธีส่งดวงวิญญาณของสิ่งชั่วร้าย อย่างเช่น ผีตายโหง1 ผีม้า2 ผี ช้าง ผีป่ า ผีดอย ผีห้วย เป็นต้น หญิงที่ตั้งครรภ์ห้ามเดินทางไปไหนไกลๆ เพื่อระวังมิให้ไปพบกับ ดวงวิญญาณผีตายโหง ผีสาง ผีป่ า ผีดอย ที่สถิตย์อยู่ในสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังห้ามหญิงมี ครรภ์ไปในงานที่ไม่เป็นมงคล เช่นงานศพ หากมีงานศพในหมู่บ้าน จะต้องมัดมือสู่ขวัญหญิงมี ครรภ์ หากหญิงมีครรภ์ไปในที่มีวิญญาณต่างๆเหล่านั้นสถิตอยู่วิญญาณจะเข้าสิงสู่หญิงมีครรภ์ได้ เพราะช่วงตั้งครรภ์ผู้ตั้งครรภ์จะมีขวัญอ่อนมาก วิญญาณสามารถท าอะไรได้ง่าย วิญญาณเหล่านี้ จะเป็นผีที่อดอยากหิวโหยมาก อาจจะท าอะไรหญิงมีครรภ์เป็นเจ็บป่ วยรุนแรงได้ เช่น เป็นไข้หนัก ปวดหัว เหนื่อย อ่อนเพลีย สุขภาพไม่ดี ตกเลือด เป็นต้น ซึ่งอาจท าให้แม่หรือทารกในครรภ์เสียชีวิต ได้ ต้องรีบหาหมอผีมาปัดรังควาญออกไปโดยการใช้คาถาอาคม หมอผีผู้น าพิธีท าการขับไล่ผีโดย มีการข่มขู่ขอให้ออกไป ผีพวกนี้จะกินอาหารประเภทข้าวเหลือง(เบบอ) ข้าวด า(เมซู) หัวข้าว หัว น ้า เมี่ยง ยาสูบ และหมากพลู หมอผีผู้ท าพิธีจะใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในสะตวงที่เตรียมไว้ที่ท าด้วย กาบกล้วย มีการจุดเทียนแล้วหมอผีท าพิธีขับไล่ สถานที่ท าพิธีนี้ท านอกบ้านหมอผี ผู้ท าพิธีจะใช้ คาถาเสกน ้ามนต์เพื่อสลัดขับไล่ผีตายโหงที่สิงร่างหญิงมีครรภ์ให้ออกไปกินของที่เตรียมไว้ให้ในสะ ตวง ถ้าไม่ออกไป จะขู่ว่าจะใช้มีดฟันหรือใช้ไฟลน หลังจากนั้นจะให้หญิงมีครรภ์เดินขึ้นไปบ้าน และห้ามหันหลังมองไปยังสะตวงที่หมอผีก าลังส่งวิญญาณผีไป พิธีกรรมนี้จะตามด้วยการเรียก ขวัญแก่หญิงมีครรภ์ด้วย ส่วนพิธีกรรมอื่นจะท าขึ้นได้ในกรณีการเจ็บป่ วยเล็กๆน้อยๆหรือเฉพาะที่โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวด เท้า ปวดแขน ปวดตา ปวดหู เป็นต้น หากมีอาการเหล่านี้ดังกล่าว จะให้หญิงมีครรภ์นั่งร าลึกดูว่าในช่วงที่ผ่าน มาไปท าอะไรที่ไหนบ้าง หากนึกได้ว่าไปตัก กิน หรืออาบน ้าในห้วยหรือในบริเวณที่มีน ้าหรือเป็นบริเวณที่มีน ้าชื้น แฉะอยู่ ถือว่าอาจไปท าอะไรแล้วกระทบต่อผีที่สถิตอยู่ในน ้าท่านั้น ให้ผีน ้า(นที) เจ็บป่ วยตามอาการที่ปรากฎอยู่ ในคน จะต้องท าพิธีขอขมาผีน ้านั้นโดยน าแป้งเหล้าผสมกับแกล้ม ข้าว และขนไก่ ห่อใส่ใบตองไว้แล้วน าไปติดไว้ กับหัวประตู และกล่าวว่า “ขอให้ประตูช่วยน าอาหารที่ห่อไว้นี้ไปให้กับผีน ้า ที่ไปท ากระทบต่อผีน ้า ขอให้กินสิ่งนี้ แล้วขอให้หายจากความเจ็บป่ วยทั้งนทีและคน” หากท าพิธีกรรมต่างๆหมดแล้ว อาการความเจ็บป่ วยของหญิงมีครรภ์ยังไม่ดีขึ้น ต้องท าพิธีกรรมทาง เครือญาติในครอบครัว(พิธีเอาะบก๊ะ หรือ เอาะมาแค) ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมอันสูงสุดของชนเผ่าปกาเกอะญอ ต้อง ท าอย่างระมัดระวังและละเอียดรอบคอบมาก ผู้เป็นพ่อบ้านจะแต่งตัวปกาเกอะญอ ใช้ไก่และหมู ในระหว่างการ เตรียมอาหาร จะต้องไม่ให้ใครกินก่อนที่ผีปู่ ย่าจะได้กิน เวลาเลี้ยงจะเลี้ยงเรียงกันตามล าดับ ผู้เป็นพ่อแม่จะกิน 1 คนที่ตายด้วยถูกยิงตาย ตกต้นไม้ตาย ถูกแทงตาย แขวนคอตาย ตายทั้งกลม คนจมน ้าตาย หรือตายโดย อุบัติเหตุใดๆก็ตามแต่ 2 ต่าหมื่อเก๊อเส่ ต่าหมื่อเก่อชอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 49 ก่อนแล้วจะเรียงกันกินจากพี่ลงไปสู่คนรองลงๆมา จนถึงคนสุดท้อง พิธีบก๊ะจะมี 2 แบบ แบบแรกเป็นพิธีเครือ ญาติทางฝ่ายชาย(แคควา) ผู้เป็นพ่อจะเป็นผู้กินก่อนหลังจากที่ได้ให้บรรพบุรุษกินแล้ว ต่อจากนั้นแม่จะกินตาม และลงสู่ลูก จากพี่ไปสู่น้องตามส าดับ แบบที่สองเป็นพิธีเครือญาติทางฝ่ายหญิง(แคหมื่อ) อันนี้แม่จะเป็นผู้กิน ก่อนพ่อแล้วพ่อจะกินตามแล้วไปสู่ลูกจากพี่สู่น้องรองลงไปตามล าดับ และในระหว่างท าพิธีห้ามพูดจาว่าไก่หรือ หมูที่ก าลังท าพิธีว่าเป็นหมูหรือไก่ตัวเล็กหรือไม่อร่อย หากมีคนในครอบครัวคนใดคนหนึ่งพูดออกไป พิธีนี้ถือว่า ล้มเลิกไปต้องท าใหม่ในวันต่อไปจนกว่าจะไม่มีการติดขัดใดๆ จึงจะถือว่าเสร็จพิธีอย่างสมบูรณ์ หากถึงก าหนดควรที่เด็กต้องคลอดแล้วแต่ไม่คลอด และพ่อแม่ตระหนักว่ายังไม่ได้ท าพิธีเครือ ญาติ(บก๊ะ) จะโดยท าพิธีนี้ไม่ได้ ท าไม่ทัน หรือขัดข้องประการใด จะต้องท าพิธีแก้โดยน าข้าวสารที่จะใช้หุง ส าหรับท าพิธีเครือญาตินั้นมาหนึ่งหยิบมือแล้วมาโปะไว้บริเวณไหล่เสื้อของแม่ แล้วก็จะกล่าวต่อผีบรรพบุรุษว่า “ตอนนี้ยังไม่สามารถท าพิธีนี้ได้ แต่ก็จะท าให้เร็วๆ นี้ ขอให้เด็กเกิดมาก่อน” ข้อห้ามในการปฏิบัติต่อหญิงมีครรภ์ ข้อห้าม ความเชอื่วิธีแก้ไข 1.ห้ามล้อมรั้วปิดกั้นทางในขณะหญิงมี ครรภ์เดินผ่านเส้นทางนั้น 2.ห้ามเดินข้ามแขนหรือขาของ หญิงมีครรภ์ และห้ามหยิบของข้าม หัวของหญิงมี ครรภ์ 3.ห้ามตีหลังหรือทุบหลังของหญิง มีครรภ์ 4.ห้ามสามีของหญิงมีครรภ์ฆ่าลิง 5.ห้ามสามีของหญิงมีครรภ์ตอกตะปู สร้างบ้าน และฝังของลงไปในใต้ดิน - คลอดยาก - สะดือเด็กจะเป็นแผลนาน และหายยาก - เด็กจะไห้เก่งกล้า - คลอดยาก -จมูกของเด็กจะแบน -ลูกที่ออกมาจะซนเหมือนลิง -ภรรยาจะคลอดลูกยาก - ผู้ล้อมรั้วจะน าไก่มาให้ กับหญิงมีครรภ์ 1 ตัว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 50 ข้อห้ามทหี่ญิงมีครรภไ์ม่ควรปฏิบัติ ข้อห้าม ความเชอื่วิธีแก้ไข 1.ห้ามไปงานศพ 2.ห้ามไปในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในทางที่ ไม่ดี เช่นป่ าช้า ป่าพิธีกรรม 3.ห้ามขุดหลุมหรือฝังอะไรลงในใต้ดิน ทั้งสามีและภรรยา 5.ห้ามตัดผมทั้งสามีและภรรยาในขณะ ตั้งครรภ์ 6.ห้ามหญิงมีครรภ์เข้าใกล้คนที่ก าลังท า เครื่องมือเกี่ยวกับผ้าถุงของแม่บ้าน (หนี่ คิ) 7.ห้ามขโมยของคนอื่นอย่างเด็ดขาด 8.ห้ามนั่งขวางทางเดิน 9.ห้ามฉี่ลงบนทางเดิน 10.ห้ามพ่อและแม่ล้อเลียนคนอื่น โดยเฉพาะเด็กที่ไม่สมประกอบ 11.ห้ามพ่อและแม่ตีงู 12.ห้ามหญิงมีครรภ์กินของแฝดเช่น กล้วยแฝด เป็นต้น -จะแท้งลูก - ผีจะเอาวิญญาณของและแม่ ไป - คลอดยาก - คนที่ตัดผมให้ผมจะร่วง -จะท าให้ต้มสีไม่ติด - ท าให้เป็นฝีที่ลับ -ลูกจะเป็นคนดื้อและเป็นคน งอแง - หัวของลูกล้าน - เด็กที่ออกมาจะเป็นเหมือน คนที่พ่อหรือแม่เลียนแบบ - ลูกที่ออกมาจะเป็นคนลิ้น ห้อย หรือเป็นคนชอบแลบลิ้น - เชื่อว่าจะมีลูกแฝด - ท าพิธีกรรม - ท าพิธีกรรม -ต้องไปขุดออกมาให้หมดใน ขณะที่ภรรยาก าลังปวดท้อง จะคลอด - ห้ามตัดเด็ดขาด - ห้ามไปเข้าใกล้เด็ดขาด - ต้มใหม่ -ต้องรีบไปบอกเจ้าของให้รู้ โดยเร็ว


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 51 บทที่6 การคลอด การอยู่ไฟ และโรคผิดเดอืน(โอะ เลอะ เหม่อูท)ิ การคลอดลูกของชนเผ่าปกาเกอะญอจะท าคลอดโดยหมอต าแยในหมู่บ้าน เมื่อหญิงมีครรภ์เริ่มปวด ท้องคนในบ้านจะรีบไปตามหมอต าแยมาให้เร็วที่สุด เพราะเกรงว่าหญิงที่ก าลังจะคลอดนั้นอาจไม่ปลอดภัย ส่วน ใหญ่จะมีหมอต าแยมาคอยให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เจ็บท้องจนกระทั่งคลอด บางคนคลอดง่าย บางคนคลอด ยาก กรณีที่คลอดยากจะต้องมีหมอต าแยมาคอยช่วยเหลือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การเตรียมตัวก่อนคลอด และช่วงเจ็บท้อง เมื่อท้องแก่เต็มที่ใกล้คลอด ผู้เป็นสามีจะต้องเตรียมตัวพร้อมเสมอ โดยเฉพาะย่างเข้าเดือนที่แปด หรือ เดือนที่เก้าผู้เป็นสามีจะไม่เดินทางไกลและไปค้างที่ไหนเด็ดขาด และจะต้องเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ส าหรับการ อยู่ไฟให้กับภรรยาเช่น ฟื นส าหรับการอยู่ไฟ ติดไฟง่ายและไม่เป็นควันมาก ชุมชนชาวปกาเกอะญอถือกันว่าการ เตรียมอุปกรณ์เพื่อการอยู่ไฟนั้นต้องเตรียมเวลาใกล้ก าหนดคลอด หรือในราวเดือนที่ 8-9 ของการตั้งครรภ์ หาก ได้เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ อาจท าให้เด็กที่อยู่ในครรภ์มีอันเป็นไป และโดยเฉพาะเสื้อผ้าของเด็กจะไม่มีการเตรียมไว้ ก่อนอย่างเด็ดขาด จะคอยจนกว่าเด็กจะคลอดออกมาแล้วจึงค่อยจัดหามาให้ เป็นหลักที่ชาวปกาเกอะญอจึง ยึดถือและปฏิบัติกันมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาเจ็บท้องจะคลอดลูก หญิงมีครรภ์จะส ารวจตัวเอง เช่นหากว่ามีหนี้สิน หญิงมีครรภ์จะรีบให้ ใครไปจ่ายหนี้สินให้โดยเร็วและหากว่ายังไม่สามารถใช้หนี้ได้ในเวลานี้ก็จะใช้ยาสูบแทนการใช้หนี้ ซึ่งเจ้าหนี้เอง ก็เป็นที่เข้าใจและจะบอกกับลูกหนี้ว่าได้ใช้หนี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้เป็นความเชื่อของชาวปกา เกอะญอโดยแท้จริง เพราะหากไม่ได้ปฏิบัติตามที่เชื่อถือกันนี้ เชื่อว่าหญิงมีครรภ์จะไม่อยากออกมาด้วย ส าหรับคนในบ้านรวมทั้งชายผู้เป็นสามีจะต้องรีบจัดการเกี่ยวกับการติดไฟต้มน ้าไว้ เพื่อใช้ในเวลาคลอด และสิ่ง ที่ไม่อาจมองข้ามได้คือจะต้องเปิดประตู หน้าต่าง ปืนที่ไว้ติดกับบ้านจะต้องไม่บรรจุล าเพลิงไว้ตลอดจนซีกไม้ หรือสิ่งใดๆ ที่เหน็บขัดหรือเสียบไว้ใต้รอดใต้หลังคา รวมทั้งการทอผ้าของหญิงมีครรภ์เมื่อเวลาเจ็บท้องขึ้นมา จะต้องเอาออกให้หมด สิ่งใดที่ขมวดเป็นปมเปาก็ต้องแก้ออก หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงที่ขังไว้ในคอกในเล้าในโรง เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ไก่ เป็ด หรือที่ล่ามไว้ เช่น สุนัขก็ต้องปล่อยออกให้เป็นอิสระชั่วคราว ผมที่เกล้าที่ขมวดไว้ ก็ต้องปลดต้องแก้ออกให้หมด ข้อห้ามเหล่านี้เป็นเครื่องที่ถือเคล็ดลับไม่ให้เกิดติดขัดและเพื่อให้คลอดง่าย ขั้นตอนในการทา คลอด การคลอดของชนเผ่าปกาเกอะญอจะท าคลอดโดยหมอต าแยในหมู่บ้าน เนื่องจากวิถีชีวิตของชนบท โดยเฉพาะในอดีตพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด การปฏิบัติตัวของแต่ละวันจะมีความคิดที่ผูกพันอยู่กับ ธรรมชาติ การคลอดก็เช่นเดียวกัน เมื่อหญิงมีครรภ์รู้ตัวว่าตัวเองปวดท้องจวนจะคลอดแล้ว จะบอกกับคนใน บ้านให้รีบไปตามหมอต าแยเพื่อมาคอยให้ความช่วยเหลือ และเมื่อเจ็บท้องถี่ๆ คนในบ้านจะมีการแขวนเชือกไว้ที่ ขื่อ ท าเป็นบ่วงในระดับที่คนนั่งคลอดยึดได้พอดี เพราะช่วงใกล้คลอดนั้นจะไม่ให้นั่งติดกับพื้นจะเป็นลักษณะนั่ง ยองๆ หรือนั่งคุกเข่าเพื่อสะดวกต่อการคลอด ในขณะที่หมอต าแยก าลังคอยให้ความช่วยเหลือในการท าคลอด หญิงที่ก าลังจะคลอดจะสามารถยึดเชือกไว้เพื่อช่วยในการเบ่ง ในขณะที่ก าลังจะคลอดนั้นผู้ชายที่เป็นสามี


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 52 เท่านั้นจึงจะอยู่ใกล้ชิดได้ตลอด จะนั่งข้างหลังของภรรยาตนเองเพื่อให้เธอได้พิง ส่วนหมอต าแยจะนั่งข้างหน้า คอยช่วยข่มเด็กในท้องให้ลงพร้อมกับการเบ่งของแม่ด้วย ผู้เป็นสามีจะต้องคอยนั่งจับภรรยาตนเองไว้จนกว่าจะ คลอดลูกออกมา ในกรณีที่สามีท าคลอดได้บางคนอาจจะเอาหมากให้ภรรยากินท าให้คลอดลูกง่ายในหมากกนั้น จะเสกคาถาลงไปด้วยเพื่อท าให้คลอดลูกง่ายขึ้น เขาจะท าเองส่วนที่ผู้ชายท าไม่ได้จะพึ่งหมอต าแย แต่หากว่า หญิงที่คลอดลูกยากจะมีวิธีการแก้ไขด้วยการใช้น ้ามนต์ที่เสกเป่าด้วยคาถาต่างๆ ส่วนใหญ่หมอต าแยจะเป็นผู้ เป่ าคาถาเอง จากนั้นหากหญิงที่คลอดออกมาแล้วเกิดอาการเป็นลมหรือหน้ามืดไปก็จะมีการแก้ไขด้วยการใช้ เสกเป่ าเช่นเดียวกัน ที่ส าคัญในขณะคลอดห้ามผู้คลอดง่วงหลับ เชื่อว่าถ้าผู้คลอดผลอยหลับ ผีจะมาเอาชีวิตไป ดังนั้นจึงต้องมีคนคอยดูแลและเรียกไว้ไม่ให้หลับ ในกรณีที่รกไม่ออกมา หมอต าแยจะใช้ความพยายามอย่าง พิถีพิถันที่สุด เพราะตอนนี้เป็นตอนที่ส าคัญที่สุด แม่เด็กจะอยู่หรือตายต้องท าทุกอย่างเพื่อเอารกออกมาให้ได้ เช่น ตบหลังเบาๆ เชื่อกันว่าเหตุที่รกไม่ออกมาเพราะรกไปติดหลัง ฉะนั้นจึงต้องใช้วิธีตบหลัง หากท าแล้วก็ยังไม่ออกมาอีกหมอต าแยจะใช้วิธีข่มท้องของผู้คลอด และใช้น ้ามนต์เพื่อให้รกเคลื่อนตัวลงต ่า และจนกว่าจะออกมาในที่สุด การปฏิบัติต่อเด็กและการตัดสายสะดือของเด็ก เมื่อเด็กน้อยได้ออกมาลืมตามองโลก อันดับแรกที่จะต้องปฏิบัติต่อเด็กคือ การจัดการเกี่ยวกับการท า ความสะอาดตัวเด็กอย่างรวดเร็วที่สุด และการตัดสายสะดือของเด็ก ชนเผ่าปกาเกอะญอจะใช้ด้ายดิบสีแดง สี ด าหรือสีขาวผูกสายสะดือเด็ก ในกรณีที่ลูกคนแรกจะใช้สายผ้าห่มปกาเกอะยอมัดสะดือเด็กการผูกสายสะดือ จะเป็น 3 เปราะ ทิ้งระยะห่างกันพอประมาณ ผูกให้แน่นเพื่อไม่ให้เลือดลมเดินได้สะดวก เด็กจะได้รู้สึกชาเวลา ตัดสายสะดือส่วนที่ติดต่อกับสะดือเด็กขนาดยาวเสมอเข่าเด็ก แล้วเอาผิวไม้ไผ่ตัด ผิวไม้ไผ่ที่ว่านี้จะต้องตัดมา จากเสาเตาไฟเท่านั้น ซึ่งปกาเกอะญอเรียกว่า “ส่ากิ๊เต่อเบะ” ห้ามตัดด้วยเหล็กมีคม การผูกสายสะดือจะต้องท า อย่างพิถีพิถันและระมัดระวังเป็นอย่างมาก หากมีการผิดพลาดจะต้องรีบแก้ไขให้เร็วที่สุด ที่ส าคัญจะต้องไม่ เหลือสายสะดือขนาดสั้นเกินไป เพราะเมื่อตัดแล้วอาจท าให้เลือดออกมาก ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจะต้องรีบ แก้ด้วยการเอาด้ายที่ผูกรัดเอาไว้แล้วมาผูกใหม่ ต้องผูกให้แน่นและถูกวิธีเพื่อเป็นการห้ามเลือดที่จะออกมา ชนเผ่าปกาเกอะญอยึดถือและปฏิบัติกันมาตั้งโบราณกาลจนกระทั่งสมัยปัจจุบันเกี่ยวกับการจัดการ เรื่องของแม่และเด็กในระหว่างคลอด ส่วนใหญ่จะคลอดเองโดยธรรมชาติ และจะท าคลอดโดยหมอต าแยใน หมู่บ้านตนเอง ดังนั้นการปฏิบัติแต่ละอย่างจะถือหลักธรรมชาติ จะเห็นจากการตัดสายสะดือ หมอต าแยหรือพ่อ ของเด็กจะใช้ก้อนถ่านรองรับสายสะดือเด็ก แล้วเอาผิวไม้ไผ่ที่ปกาเกอะญอเรียกว่า ส่ากิ๊เต่อเบะ คือ ต้อง ถูสาย สะดือตรงระหว่างที่รัดไว้ให้ขาดออกจากกัน เมื่อตัดสายสะดือเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอต าแยจะรีบเอาน ้าอุ่นมา ช าระล้างตัวเด็กให้สะอาดและรวดเร็วที่สุดเพราะเด็กที่คลอดมาใหม่ยังไม่สามารถที่จะปรับสภาพของอุณหภูมิได้ ทัน เดปอถู่ การอยู่ไฟ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 53 บรรจุสายรกของเด็ก เมื่อมีการจัดการท าความสะอาดเด็กเรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นพ่อของเด็กจะไปตัดท่อนไม้ไผ่หรือกระบอกน ้า (ที เต่อ)มา 1 ท่อนเพื่อบรรจุสายรกของเด็ก การบรรจุสายรกนั้นจะต้องบรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วปิดฝาด้วย เศษผ้า จากนั้นต้องน าไปผูกติดไว้กับต้นไม้ที่ใกล้ๆ บ้าน ต้นไม้ต้นนี้เรียกว่า “เดปอถู่” หรือต้นสายรก ต้นสาย รกนี้ห้ามมิให้ใครมาตัดหรือมาท าลายเด็ดขาด เชื่อว่าหากผู้ใดได้ไปตัดต้นนี้ไปจะท าให้เด็กไม่สบายหรือขวัญ ของเด็กหนี อาการที่ปรากฎออกมาให้เห็น เช่น เจ้าของสายรกไม่สบาย หรือมีแผลที่สะดือ เป็นต้น ชนเผ่าปกา เกอะญอจะถือกันมากและจะให้ความส าคัญกับต้นสายรกนี้ หากผู้ใดได้ไปตัดจะต้องมีการขอขมาเจ้าของสาย รก โดยเอาลูกไก่ 1 ตัว หรือไข่ไก่ 1 ฟองมาให้กับเจ้าของสายรกนี้เพื่อเป็นการขอขมาต่อเจ้าของและต้นสายรกนี้ ด้วย และไข่ไก่หรือลูกไก่ที่เขามาขอขมานี้ เจ้าของสายรกจะต้องกินคนเดียวเท่านั้นลูกไก่จะดีกว่าเพราะว่าลูกไก่ นั้น มีตาจมูกครบ อาบน ้าให้เด็ก การอาบน ้าให้เด็กแรกเกิด ผู้ที่อาบน ้าให้เด็กจะใช้วิธีนั่งเหยีดขาทั้งสองข้างออกไปให้ตรง อุ้มเด็กมาวาง ลงในช่องหว่างแข้ง หันหัวเด็กไปทางปลายเท้า การอาบน ้าให้ทุกครั้งจะเริ่มต้นด้วยศีรษะของเด็กก่อนและตาม ด้วยการล้างหน้าจนกระทั่งช าระทั้งตัว ในระหว่างการอาบน ้าจะมีการอธิษฐานหรือกล่าวค าขับไล่สิ่งชั่วร้ายและ โรคร้ายต่างๆที่จะมารังควานเด็กให้ออกไป ค าอธิษฐานนี้จะเป็นค าสั้นๆง่ายๆ เช่น “ ลอ คี้ ต่า เออ ต่า ซอ ลอ คิ๊ ต่า เต้อ หมื่อ ทะ คละ ลอ คี๊ ต่า ชุ ลอ คี้ ต่า ชา ลอ คี้” ประโยคนี้เป็นค าอธิษฐานในเวลาที่อาบน ้าให้เด็ก เชื่อว่า เมื่อได้กล่าวค าประโยคนี้จะเป็นเคล็ดให้เด็กนั้นปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทั้งปวง และค าพูดอธิษฐาน ประโยคนี้ชนเผ่าปกาเกอะญอยังยึดถือและปฏิบัติกันอย่าง เคร่งครัดอยู่ตลอดมา เมื่อการอาบน ้าได้เสร็จสิ้นแล้วจะต้อง หันมาจัดการกับสะดือของเด็กจะต้องมีสมุนไพรมาทาที่สะดือ โดยเฉพาะจะต้องมีการเอาขนไก่จุ่มน ้าแล้วมาป้ายที่ขั้วสะดือ เด็กอย่างน้อยวันละ 3 – 4 ครั้งเพื่อให้ขั้วสะดือหลุดเร็วขึ้น เด็กแรกเกิดจะยังไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าทันที จนกว่าขั้วสะดือจะ หลุดออกก่อนจึงจะสวมใส่เสื้อผ้าให้เด็กได้ การสวมใส่เสื้อผ้าให้เด็กตัวแรกจะต้องท ามาจากเศษผ้าเก่า จะเย็บ เสื้อให้เด็กด้วยผ้าเก่าให้ครบ 3 ตัว ต้องท าในระยะเดือนละ 1 ตัว ท าเช่นนี้จนครบ 3 เดือน และเมื่อเด็กอายุครบ 1 ปีจะเริ่มใส่เสื้อชนเผ่าที่ทอเฉพาะส าหรับทารก พิธีกรรมส าหรับทารกและเด็ก วันเด็กคลอดออกมาทุกคนในหมู่บ้านจะหยุดท างานไม่ไปไร่ไปสวนเพื่อเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่ วันนี้เรียกว่า ” โอะ ต่า เบล “ในหมู่บ้านเพื่อที่จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี สมบูรณ์แข็งแรงต่อไป หลังจากที่มีการตัด สายสะดือและบรรจุสายรกลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วไปผูกไว้กับต้นไม้ 3 วัน หลังจากนั้นผู้เป็นพ่อจะน ากิ่งไม้ไป ขว้างกระบอกไม้ไผ่ให้ตกลงมาโดยใช้มือซ้ายขว้างให้ตกลงไป เมื่อกระบอกสะดือตกลงมาแล้วจะมีการท าพิธี เรียกขวัญ ณ บริเวณที่สะดือตกลงไป พิธีกรรมเป็นพิธีเรียกขวัญ มีความเชื่อว่าเมื่อกระบอกไม้ไผ่ตกลงมา ขวัญ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 54 เด็กตกใจจึงต้องมีพิธีเรียกขวัญให้กลับมา โดยใช้ด้ามไม้ไผ่หรือที่เรียกว่า “หน่อเผาะกระ” การเรียกขวัญนี้จะใช้ไก่ 1 ตัว เรียกว่า “ชอ ก๊อ เก่อ ลา” เมื่อสายสะดือขาด จะท าพิธีมัดมือเด็ก เรียกว่า “กี่เบลจื้อ” ใช้ลูกหิน 1 ลูก ข้าว 1 ค า แล้วผู้ เป็นพ่อแม่จะเก็บรักษาลูกหินไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า “เก๊อะ เด๊าะ เหล่อ ขื่อ เด๊าะ ที” มี ความหมายเป็นว่าขอให้มีอายุมั่นขวัญยืนเท่าลูกหิน เย็นเหมือนน ้า และเพื่อให้เติบโตได้ตามปกติ พิธีทอผ้าให้เด็ก หรือพิธีใส่เสอื้ใหม่ใหเ้ดก็ เมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี จะต้องทอเสื้อชนเผ่าให้แก่เด็ก โดยเชื่อว่าเสื้อเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อเด็ก หากไม่ได้ทอ เสื้อให้แก่เด็ก มีความเชื่อว่าเด็กจะโตช้า จะแคระแกรน สุขภาพไม่ดีเด็กจะร้องไห้บ่อย หรือเดินช้า เพราะขวัญ ของเด็กต้องการเสื้อผ้า การท าเสื้อตัวนี้ต้องท าให้เสร็จภายใน 1 วัน เสื้อเด็กผู้หญิงจะต้องทอด้วยด้ายสีขาวล้วน ถ้าเป็นผู้ชาย จะต้องทอด้วยด้ายสีแดงล้วนเช่นกัน เสื้อทั้งสองชนิดไม่มีลวดลาย และก่อนที่จะให้เด็กใส่จะต้องให้หมา หรือ ก้อนหินที่ใช้ท าเตาไฟใส่เสียก่อน เพราะเชื่อว่าหมาเป็นสัตว์ที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเป็นโรคภัยไข้เจ็บ และก้อน หินเป็นสิ่งที่คงทนถาวร เป็นการถือเคล็ดสวมน าร่องให้แก่เด็กก่อน เพื่อที่เด็กจะได้เติบโตแข็งแรง และมีอายุยืน นาน การมัดมือเด็ก (กี่ต่า เบล) กี่ ต่า เบล เป็นพิธีกรรมครั้งแรกของเด็กที่ได้เกิดมา และ พิธีกรรมนี้จะท าให้เด็กได้ก็ต่อเมื่อขั้วสะดือของเด็กหลุดออกไปแล้ว เด็กๆ ทุกคนที่เกิดมาจะต้องผ่านพิธีกรรมนี้ด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น ชายหรือหญิง ใช้ผู้เฒ่าหรือผู้รู้เกี่ยวกับพิธีกรรมนี้ท าพิธีให้กับเด็ก มี การฆ่าไก่ 1 ตัว ไก่ตัวนี้จะกินได้เฉพาะพ่อกับแม่ของเด็กเท่านั้น คน อื่นกินไม่ได้ ก่อนที่จะมัดมือให้กับเด็กผู้รู้จะสวดมนต์อธิษฐาน จากนั้นจะมัดมือให้กับเด็กต่อด้วยพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ พี่ น้อง ร่วมกันมัดมือให้กับเด็ก และเมื่อการ มัดมือได้เสร็จสิ้นลงจะมีการกินอาหารเฉพาะพ่อและแม่ของเด็กเท่านั้น เมื่อมัดมือเสร็จก็เป็นอันว่าพิธีกรรมนี้ได้ เสร็จสิ้นลง พิธีกรรมขอขมาหมอต าแย (ป-กีโข่หลู่ท)ี นับจากวันที่หญิงมีครรภ์เจ็บท้องจะคลอด หมอต าแยจะมาคอยให้ความช่วยเหลือ จนกว่าจะคลอด ออกมา การกระท าของหมอต าแยจะถือได้ว่าเป็นการช่วยชีวิตของแม่และเด็กโดยแท้จริง นับเป็นการเสียสละที่ ใหญ่หลวง หมอต าแยไม่ได้เรียกร้องค่าเสียเวลาหรือค่าของความเหนื่อยยากล าบากในการที่คอยดูแลเอาใจใส่ ทั้งตัวแม่และตัวเด็กที่จะเกิดมาโดยปลอดภัย หมอต าแยจะคอยเฝ้าดูอาการของหญิงมีครรภ์ตลอดเวลา ในรายที่ คลอดยาก หมอต าแยต้องอดหลับอดนอนไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนหมอต าแยไม่เคยปฏิเสธที่จะมาช่วยเมื่อ ถูกตามให้มา เมื่อคลอดลูกออกมาแล้วและการจัดการกับเด็กและแม่จนเรียบร้อยจึงจากไป หากมีอาการอะไรที่ รุนแรง ก็จะถูกตามมาดู นับเป็นบุณคุณที่ยิ่งใหญ่ ครอบครัวผู้คลอดจึงมักจะจัดพิธีด าหัวให้กับหมอต าแย โดยรอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 55 จนเมื่อขั้วสะดือของเด็กหลุดออกไป (เดแทะ) รุ่งเช้าวันต่อไปจะเป็นวันท าพิธีด าหัวซึ่งนอกจากหมอต าแยแล้วยัง รวมไปถึงผู้อื่นที่มีส่วนในการดูแลหญิงผู้คลอดและทารกด้วย ในพิธีนี้ คนแรกที่จะได้รับการด าหัวก็คือหมอต าแยที่มาท าคลอด หากมีหมอต าแยหลายคน คนแรกที่ จะได้รับการด าหัวคือหมอต าแยคนที่ได้สัมผัสท้องของหญิงผู้คลอดก่อนใคร จากนั้นจะต่อด้วยคนที่สองที่สาม แล้วแต่กรณี หลังจากนั้นจะต่อด้วยพ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลหญิงผู้คลอดวันนี้ด้วยแต่ ในการด าหัวให้หมอต าแย ผู้ท าพิธีจะมอบผ้าซิ่น 1 ผืน ผ้าซิ่นผืนนี้เป็นธรรมเนียมของชนปกาเกอะญอ จะให้ มากกว่านี้ไม่ได้ แต่ในกรณีที่เอาผ้าซิ่นให้นั้นถ้าไม่มีก็จะไม่ให้ เป็นความเชื่อที่ผู้เฒ่า/ผู้แก่ถือปฏิบัติกันมา ถือเป็น ค่าไหว้ครู ผู้ที่ด าหัวให้กับหมอต าแยและพ่อ แม่ พี่น้อง หรือคนอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในการคลอด ดูแลแม่และทารกนี้ ได้แก่คู่สามีภรรยาที่ท าในนามของลูกที่เป็นสายเลือดของทั้งสองด้วย ส่วนเด็กๆที่มีส่วนช่วยเหลือผู้คลอด เช่น ไปเก็บใบ สมุนไพรในการอยู่ไฟ เป็นต้น ในกรณีนี้ผู้คลอดจะห่อส้มป่ อย และขมิ้น ให้ เพื่อให้เด็กจะได้กลับไปด าหัวเองที่บ้านของตน การที่ผู้คลอดไม่รดน ้าด าหัวให้เด็กนั้น ก็เพราะชนเผ่าปกา เกอะญอเชื่อว่าผู้ใหญ่จะไม่รดน ้าด าหัวให้กับเด็กด้วยน ้า ส้มป่ อย เพราะปกาเกอะญอมีความเคารพและนับถือส้มป่ อย ว่าเป็นของสูง ซึ่งมีการสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล จนกระทั่งทุกวันนี้ การมัดมือร่วมกัน(กี่คึจอื) หลังจากที่ได้ กี่ ต่า เบล เรียบร้อยแล้ว จะมีพิธีมัดมือร่วมกัน เป็นการมัดมือหรือการผูกข้อมือร่วมกับ พ่อแม่และญาติพี่น้องของเด็ก ซึ่งจะเป็นการมัดมือครั้งแรกที่รวมเด็กน้อยเข้ามาด้วย พิธีกรรมนี้จะคล้ายกับการ ไปแจ้งเกิดหรือการเอาชื่อเข้าไปในส าเนาทะเบียนบ้านของพ่อแม่และ ญาติพี่น้อง นับเป็นการต้อนรับและ รับขวัญเด็กเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัว ในขณะที่มีการมัดมืออยู่ทุกคนจะอธิษฐานต้อนรับและรับขวัญเด็กเข้าสู่ อ้อมกอดของพ่อแม่ พี่น้อง และปู่ ย่าตายาย จากนั้นจะรับประทานอาหารร่วมกัน เป็นการร่วมแสดงความยินดีที่ เด็กน้อยได้เกิดมา และได้มาอยู่ในครอบครัวเดียวกันตลอดไป


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 56 พิธีกรรมสา หรับการสูญเสียหญิงมีครรภ์และ พิธีกรรมสา หรับหญิงตายทัง้กลม หากเกิดการสูญเสียในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด หรือหลังการคลอด เช่น เด็กที่เสียชีวิตในท้อง เด็กที่ คลอดออกมาแล้วเสียชีวิต เด็กที่เกิดมาแล้วมารดาเสียชีวิต หรือตายทั้งกลม1 หรือที่ชาวปกาเกอะญอเรียกว่า “ซี ทอ เดอ” การเสียชีวิตดังกล่าวถือว่าร้ายแรงและอาถรรพณ์มาก เช่นเด็กที่เสียชีวิตในท้องหรือเด็กที่คลอดออก มาแล้วเสียชีวิต ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่คน เป็นลูกเกิดหรือที่ชาวปกาเกอะญอเรียกว่า “โข่เส่” ที่มาอาศัยกับคนช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงเวลาก็จะกลับไป ไม่พร้อมที่จะเป็นคนที่จะเติบโตยืนหยัดสู้ชีวิตบน โลกต่อไปได้เหมือนคนปกติทั่วไป ชาวปกาเกอะญอพูดว่า “เต่อแฮเอาะหมื่อเต่อแฮเอาะบอ” หมายความว่า เป็น สิ่งที่ไม่เป็นคนไม่สามารถเติบโตอยู่คู่กับบนโลกได้ ไม่อยู่คู่กับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไม่ได้มาพร้อมที่จะมาหากิน บนโลก นานเหมือนคนอื่นๆ หรือบางคนจะเกิดมาเป็นคนโดยบังเอิญ ดวงวิญญาณของผีสางได้เอาขวัญและชีวิต ไป เพราะฉะนั้นคนที่ตายโดยลักษณะต่างๆ เหล่านี้ชาวปกาเกอะญอจะท าพิธีที่ละเอียดพิถีพิถันมาก โดยเฉพาะ หมอต าแย ผู้ท าคลอดจะต้องท าพิธีล้างมือด้วยเลือดไก่กับเงินหนึ่งบาท ทั้งไก่และเงินจะต้องมีการผ่าครึ่ง เงินทั้ง สองซีก จะเสียบลงช่องนิ้วมือข้างละ 1 ซีก และไก่สอดผ่าครึ่ง ข้างละ 1 ซีก พิธีดังกล่าวจะท าที่บริเวณหัวบันได โดยผู้เป็นสามีและภรรยาจะเป็นผู้ท าให้หมอต าแย โดยจะเขี่ยเงินและไก่ที่อยู่ในมือของหมอต าแยลงไป “ขอให้สิ่ง ชั่วร้าย สิ่งไม่ดี ไม่เป็นมงคลลงไปจากตัวของหมอต าแย ขอให้มีขวัญที่แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี อย่าได้เป็นโรคภัยไข้ เจ็บ ขอให้ลงให้หมด” หลังจากนั้นจะน าไก่และเงินที่เขี่ยลงไปฝังลงไปใต้บันได จากนั้นสามีภรรยาจะน าน ้าขมิ้น ส้มป่ อย รดให้หมอต าแย “ขอให้ลงจากความเป็นพิษ เป็นภัย อ่อนเพลีย ขอให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ลงไป มีขวัญที่ แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งสองฝ่าย มีอายุมั่น ขวัญยืนต่อไป” หลังจากนั้นตอนสายๆ ก็จะน าร่างของเด็กน้อยไปฝังไว้ในป่ า หรือในซอกหิน คนปกาเกอะญอเชื่อว่า เด็กที่เกิดมาใหม่จะต้องไม่เก็บศพไว้ในบ้านเหมือนผู้ใหญ่ จะต้องรีบไปฝังโดยจะมีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ไปท าพิธีให้ หาก หญิงมีครรภ์เสียชีวิตหรือตายทั้งกลม จะถือว่าเป็นการตายที่มีอาถรรพณ์มาก ผีจะดุและร้ายแรงมาก จึงต้องมี การท าพิธีให้หมอต าแยโดยการรดน ้าด าหัวด้วยน ้าขมิ้นและส้มป่ อย ใช้เงิน 1 บาทผ่าครึ่ง และใช้ไก่ 1 ตัวผ่าครึ่ง เหมือนกัน หากเด็กตายในท้องหรือเด็กเกิดออกมาแล้วตายแต่จะเพิ่มพิธีกรรมที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือพิธีไล่ ผีวิญญาณชั่วร้ายออกจากตัวของหมอต าแย (เรียกว่า พิธีป๊ ะลอซ๊ะ) ก่อนจะท าพิธีนี้จะมีการท านายก่อนว่าจะท า พิธีไล่ส่งวิญญาณออกจากร่างโดยวิธีใด บางครั้งใช้ไก่ 1 ตัว บางครั้งจะใช้หมา 1 ตัว แล้วแต่ค าท านาย แต่จะต้อง มาท านอกบ้าน และถอดเสื้อผ้าตัวที่ใส่ทิ้งไปด้วย ศพของหญิงที่ตายระหว่างคลอดลูกสามารถเก็บตามประเพณีเหมือนคนทั่วไปได้ ผู้ท าพิธีกรรมส่วน ใหญ่มักเป็นชาย ผู้หญิงที่ไปร่วมจะร้องเพลงเดินรอบศพ จะต้องให้หญิงสาวหรือผู้ไปร่วมเหยียบเครื่องทอผ้าของ หญิงที่ตายเสียก่อน เชื่อว่าจะเป็นการลดและปิดกั้นอาถรรพณ์ที่อยู่ในศพหญิงมีครรภ์ด้วย ส่วนผู้ที่จะเก็บศพหรือน าศพไปฝังหรือเผาจะต้องเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้ชายล้วนๆ ถือว่าผู้หญิงมี ขวัญอ่อน จะมีภัยต่างๆ ติดมากับผู้หญิงได้ หากมีหญิงตายทั้งกลมและต้องท าเหล้าส าหรับประกอบพิธีกรรม จะต้องทิ้งหรือท าลายแป้งเหล้าเก่าๆที่มีอยู่ในหมู่บ้านให้หมด แล้วค่อยท าขึ้นมาใหม่ทีหลัง จะต้องทิ้งและท าลาย 1 ตายทั้งแม่และลูก


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 57 เมล็ดพันธุ์ของลูกเดือย ที่เรียกว่า“เบอะ”ซึ่งเป็นเมล็ดพืชที่ใช้ประดับเสื้อของสตรี ให้หมดเช่นเดียวกัน แล้วค่อยไป หาเมล็ดพันธุ์จากหมู่บ้านอื่นๆ มาปลูกใหม่ การทา คลอดสา หรับหญิงทคี่ลอดยาก ชาวปกาเกอะญอค านึงถึงการคลอดลูกมาก มีการสอนและปลูกฝังแนวคิด ความเชื่อ ให้แก่ผู้หญิง ตั้งแต่เล็กในเรื่องข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่ผู้หญิง เมื่อแต่งงานแล้วเข้าสู่บ้านฝ่ายชาย พ่อแม่หรือญาติของฝ่ายชาย จะเอายาสมุนไพรที่เรียกว่า “เลเด” หรือลูกปลาไหลย่างแห้งใส่ลงไปในน ้า แล้วให้ลูกสะใภ้กินโดยไม่ให้รู้ตัว ตัวยา “เลเด” จะมีสรรพคุณท าให้ผู้หญิงมีเลือดที่สมบูรณ์ เวลาคลอดลูกจะคลอดง่าย เชื่อกันว่าปลาไหลมีความลื่น ถือ เป็นเคล็ด ลูกสะใภ้กินแล้ว เวลาคลอดลูกจะคลอดได้ง่าย หญิงที่คลอดลูกยากจะมีการท าน ้ามนต์ที่เสกเป่ าด้วย คาถาเป่าลงไปในน ้าให้หญิงที่จะคลอดลูกดื่ม เมื่อหญิงคลอดลูกแล้วเกิดอาการเวียนหัวจะเป่ าลงไปที่หัวด้วย คาถาเพื่อคลายเส้นเลือดลมให้กลับเป็นปกติ หากเด็กที่ก าลังคลอดออกมาผิดปกติ เป็นต้นว่าเอาเท้าออกมาข้างเดียวจะต้องดันกลับขึ้นไปแล้ว พยายามดึงขาทั้งสองข้างให้ออกมาพร้อมกัน แล้วค่อยๆดึงตัวออกมา หากคางทารกติดปากช่องคลอด จะต้อง ระมัดระวังเป็นอย่างมาก ท าโดยดันตัวทารกกลับคืนไปนิดหนึ่งแล้วดันหัวทารกลงมาไม่ให้คางติดปากช่องคลอด แล้วค่อยๆ ดึงออกมาจนกว่าเด็กจะคลอดออกมาโดยปลอดภัย โรคผิดเดือนของหญิงหลังคลอด ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าโรคผิดเดือนของหญิงหลังคลอดมีหลายสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. การอยู่ไฟไม่ครบเดือน 2. การได้กลิ่นอาหารที่แสลง 3. สถานที่ของการอยู่ไฟไม่มิดชิด ได้รับลมหรืออากาศเย็นเกินไป 4. การซักผ้า อาบน ้าและสระผมด้วยน ้าเย็นเร็วเกินไป 5. เกิดการแสลงจากการกินอาหารที่ต้องห้ามส าหรับหญิงที่อยู่ไฟ หากเกิดอาการโรคผิดเดือน หญิงที่คลอดลูกจะต้องพยายามรักษาสุขภาพของตนเองอย่างดีที่สุด ไม่รีบ จับงานหนัก ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนเอง อาการของโรคผิดเดือน สตรีที่เป็นโรคผิดเดือนจะมีอาการต่างๆ คือ ปวดหัว เวียนหัว หนักหัว มือเย็น เท้าเย็น และรู้สึกหนาว ผิดปกติ จะต้องห่มผ้าหนาๆ และอยู่ใกล้ไฟตลอด หญิงที่มีอาการจะถูกห้ามไม่ให้ถูกแดดถูกลม หรือท างานหนัก วิธีแก้ไข 1. หญิงที่มีอาการจะต้องอยู่ใกล้ไฟตลอด ห่มผ้าหนาๆเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา 2. อบตัวด้วยสมุนไพรและดื่มน ้าสมุนไพรร้อนๆ เชื่อกันว่าคนไข้ที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถแตะต้องน ้าเย็น หรือถูกแดดถูกลมได้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 58 3. งดอาหารที่เป็นของแสลงซึ่งได้แก่อาหารที่กลิ่นแรงๆ เช่น เนื้อควาย วัว ไก่ หรือเก้ง ผักที่มีกลิ่นแรง เช่น ผักชะอม หากไม่มีการรักษาให้ดีคนไข้จะมีอาการที่หนักขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นอาการเรื้อรังซึ่งรักษาได้ยาก หรือไม่ได้เลย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 59 บทที่7 พัฒนาการของทารกตามวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอ พัฒนาการของทารกแต่ละช่วงอายุ ปกติทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ของมารดาจะได้รับอาหารจากแม่ ไม่ต้องหายใจ ไม่ต้องย่อย และทารกได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ แต่เมื่อคลอดออกมา สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไป ในช่วงที่ทารกคลอดออกมาจนกระทั่ง 1 เดือน ปกาเกอะญอเรียกว่า "โอะ เลอะ สวี ปู" พัฒนาการของเด็กแต่ละช่วง ชื่อเรียกของชนเผ่า ชื่อเรียกภาษาไทย ช่วงอายุ 1. โอะ ลอ ซอ / คอ เก่อ ดี แรกเกิด แรกเกิดหรือเรียกว่า “ดึต่าเบล” 2. กว่า ชอ เเมะ / ถี่ ปา แมะ มองเห็น 1-2 เดือน 3. เถ่อ เคาะ เกลอ ตั้งคอได้ 3 เดือน 4. เถ่ ถ่อ ออ กึ๊ อ้วนขึ้นหรือวัยน่ารัก หญิงเดือนที่ 3 / ชายเดือนที่ 4 5. เอาะผึ๊เอาะจ๊วะ / เอาะเส่อคะ ตั้งไก่ /หงาย 4-5 เดือน 6. ญะ ต่า เริ่มติดคนไกล้ชิด 5 เดือน 7. ฉี่ นอ เกลอ นั่งได้ 7 เดือน 8. จวะ คลาน 7 เดือน 8. แช เถ่อ เอาะ ป่ อ ยืนเกาะได้ 8 เดือน 9. แท๊ะเถ๊าะข่อ /แต๊ะถ่อต่า เริ่มก้าวเดิน / เริ่มหัดพูด 9-10 เดือน 10. ฮะ เซ เดินได้ 10-12 เดือน 11. ฮะ เผ๊าะ ปกาคี ตามคนอื่น 13-14 เดือน 12. แบระ ลอ ชอ สามารถให้อาหารไก่ได้เลียนแบบ 2ขวบขึ้นไป 13. ฮะ ค๊ะโถ่ (เด็กผู้ชาย) ไปยิงนกได้ หัดเล่นเลียนแบบ 3ขวบขึ้นไป 14. โหล่ แกว๊ะ ฉู่ ห่วงเล่น 3-4 ขวบขึ้นไป 15. ฮะ กว่า ปึ๊ หน่า / กล่อ ติดตามพ่อแม่ไปสวน,ไปนาได้ 8 ปีขึ้นไป การขับถ่ายของทารกแรกเกิด เมื่อคลอดยออกมา ทารกจะขับถ่ายอุจจาระเป็นครั้งแรกซึ่งมีสีเขียวคล ้า เหลว ประกอบด้วยน ้าดี ที่เรียกว่า “เอะ จ๊อ หว่า” มักพบเสมอว่าขณะขับถ่ายออก เด็กมักจะร้องไห้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 60 ความต้องการของเด็กทารกเฉพาะด้าน 1. ความอบอุ่น อุณหภูมิห้องไม่ควรจะเย็นเกินไป และต้องห่มผ้าให้เด็กอบอุ่นเสมอ ทารกแรกเกิด ส าหรับชนเผ่าปกาเกอะญอจะไม่ให้ใส่เสื้อผ้าอะไรเลยจนกว่าขั้วสะดือจะหลุดออก จะมีเฉพาะผ้าอ้อมและเสื้อ ของพ่อหรือแม่เท่านั้นที่ห่อตัวเด็กเอาไว้ (เช กอ ส าหรับเด็กผู้ชาย / เชซู ส ารับเด็กผู้หญิง) 2. อาหาร อาหารของทารกคือน ้านมจากแม่เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ข้าวเคี้ยวจากปากแม่ หรือ ข้าวบด เรียกว่า “เม หม่อ” ส าหรับข้าวจะกินเพียงวันละ 1 มื้อเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นนมแม่ ในชนบทส่วนใส่ ใหญ่แล้วจะเริ่มให้ข้าวเด็กตั้งแต่แรกเกิด 3. น ้ำ มีความจ าเป็นมาก ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเวลาเลี้ยงเด็กหากไม่ให้กินน ้าจะเป็น บาปหนักที่สุด การให้น ้าเด็กควรให้วันละ 3 ครั้ง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 61 บทที่8 เด็กทอี่ยู่ในสภาพผดิปกติ ในภาษาปกาเกอะญอมีค าว่า “ปา ฮะ กอ” ซึ่งหมายถึงเด็กที่อยู่ในสภาพผิดปกติ ชาวปกาเกอะญอนิยามค า “เด็กที่อยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ” ว่าหมายถึงเด็กที่มีอาการผิดปกติทั้ง ทางด้านร่างกาย จิตใจ สมอง และ อื่นๆที่ไม่สามารถมองเห็นแต่ปรากฏอาการหรือแสดงออกทาง อารมณ์ เด็กที่มีพัฒนาการช้า ลักษณะที่เห็นได้โดยภายนอก เช่น ขาลีบ ตาบอด หูหนวก ทางด้านจิตใจเช่น อาการทางจิตและประสาท พัฒนาการช้า เช่น เติบโตช้า พูดช้า เดินช้า ฯลฯ ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าหากครอบครัวมีเด็กที่มีอาการผิดปกติดังกล่าว เชื่อว่าเพราะมีเวร กรรมหรือพ่อแม่ไปกระท าในสิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรม กระท าผิดต่อเทพเจ้าหรือผีสาง จึงส่งผลมายัง ครอบครัว หรือลูกของตนเอง อาการพิการต่างๆ ที่เป็นมาตั้งแต่ก าเนิดโดยส่วนใหญ่ก็จะไม่สามารถแก้ได้ แต่อาการ บางอย่างปรากฎขี้นภายหลัง บางอย่างสามารถแก้ไขได้โดยพิธีกรรม ถ้าหากเด็กมีวิวัฒนาการ การ เจริญเติบโตช้าจะแก้ไขโดยการแก้เคล็ด ความผิดปกติ ความผิดปกติของเด็กคนหนึ่งอาจเป็นสิ่งปกติของเด็กอีกคนหนึ่ง ไม่มีเด็กคู่ใดที่เหมือนกันทุกประการ เด็กบางคนอาจเดินได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน ในขณะที่เด็กบางคนต้องรอจนอายุถึง 18 เดือน แต่เด็กส่วนใหญ่จะ เดินได้ในช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าปกติ ความผิดปกติขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันระหว่างบุคคลด้วย อย่างไรก็ดี หลักของพัฒนาการตามปกติช่วยเป็นแนวทางให้เข้าใจเด็ก แต่ล าดับขั้นของพัฒนาการใน เด็กทุกคนไม่เหมือนกัน เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการในแต่ละด้านหรือในแต่ละช่วงเวลา เร็วช้าต่างกันออกไป บางคนมีทักษะมากหรือน้อยกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เช่น เด็ก 5 ขวบ ถึง 6 ขวบส่วนมากจะสามารถวาด ภาพบ้าน ต้นไม้ และคนได้ และมีเด็กบางคนซึ่งมีจ านวนไม่มากนักที่วาดได้สวยงามเด่นชัดมากกว่าภาพวาด ของเด็กมัธยมเสียอีก พัฒนาการตามปกติของเด็กจะด าเนินเป็นขั้นๆ ขั้นต้นๆเป็นพื้นฐานของขั้นต่อไป แต่ก็มี ข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ทารกส่วนใหญ่ จะคลานได้ก่อนเดิน แต่บางคนก็ไม่เป็นเช่นนั้น เด็กบางคนใช้การคืบหรือ ถัดแทนการคลาน เด็กบางคนใช้วิธีนอนลาดลงกับพื้นแล้วใช้เท้ายันถีบตัวเคลื่อนที่ไป จึงควรระลึกไว้เสมอว่าไม่มี เด็กคนใดที่จะเติบโตตามแบบแผนอยู่ตลอดเวลา ตามพัฒนาแต่ละขั้นอย่างราบรื่นเสมอไป เด็กมักหยุดการท า ทักษะด้านใดด้านหนึ่ง หรือถอยหลัง ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องไหม่ต่อไป ลา ดับขนั้และพัฒนาการของเด็ก แม้จะมีความหลากหลายในพัฒนาการ เด็กมีล าดับของพฤติกรรมหรือทักษะมาตรฐานที่พบได้ในเด็ก ปกติเกือบทุกคน ซึ่งเรียกว่า ล าดับขั้นของการพัฒนา ถ้าเด็กคนใดก้าวไปไม่ถึงหรือท าไม่ได้เมื่อถึงวัยนั้นๆก็ถือว่า เด็กคนนั้นมีพัฒนาการช้า


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 62 พัฒนาการทเี่ป็นปัญหา พัฒนาการที่เป็นปัญหาอาจจัดได้ใน 2 รูปแบบ คือ ล่าช้า และ เบี่ยงเบน ความล่าช้านั้น คือการที่เด็กท าสิ่งที่เด็กปกติท าได้เมื่ออายุน้อยกว่านั้น ส่วนการเบี่ยงเบน ก็คือ พัฒนาการของเด็ก ที่แตกต่างกันออกไปจากที่เคยพบเห็นกันในเด็กปกติ อย่างไรก็ดีความเบี่ยงเบนในพัฒนาการไม่ จ าเป็นจะต้องเป็นความพิการเสมอไป ตัวอย่าง เช่น เด็กที่มี 6 นิ้ว เด็กกัดนิ้ว เป็นต้น ไม่ถือว่าเป็น ความพิการ เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยที่แก้ไขได้ สรุป นิยามของค าว่า ผิดปกติ คือ ความเจริญเติบโต หรือพัฒนาการที่ล่าช้าหรือมีข้อบกพร่องทาง ร่างกาย สาเหตุของความผิดปกติ 1. พันธุกรรม 2. ความบกพร่องในการคลอด 3. ความผิดพลาดในการท าพิธีกรรมในระดับครอบครัว วิธีการแก้ไขปัญหาสา หรับพฤติกรรมทผี่ิดปกติ พฤติกรรม วิธีแก้ไขทางความเชื่อ 1. ติดอ่าง (แต บึ ทะ) 2. ละเมอ/เพ้อ (โดะ เป้อ เหล่) 3. ฉี่รดที่นอน 4. พัฒนาการทางด้านร่างกายช้า(เดินช้า) 7. พูดช้า 8. พูดไม่ชัด -ให้กินอวัยวะเพศของหมูตัวเมีย -ป้ายปากด้วยเขียดขาว (แป๊ ะ พึ) แอบป้ายปากด้วย เขียดขาว -แอบสวมหัวให้เขาด้วยผ้าถุงของแม่บ้าน -ท านาย/ท าพิธีเรียกขวัญ- -ให้กินแมงดานา - ให้ดื่มน ้าในกระบอกไม้ไผ่ -ให้เด็กเกาะหรือจูงให้เด็กเดิน -ท านาย/ท าพิธีกรรม -ทอเสื้อชนเผ่า หรือที่เรียกว่าเสื้อตัวแรกให้เด็กใส่ -ญาติพี่น้องจะน าลูกปัดกระดิ่งให้กับเด็ก(แพ/แปร ส่า) -ทอเสื้อให้เด็ก - มัดมือเรียกขวัญ -หัดพูดบ่อยๆ -กินน ้าตะไคร้แช่เย็น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 63 9. ขี้อาย/ขี้กลัว 10. กรนดัง 12. นอนกัดฟัน 13. ชอบกินของเล่น 15. กัดเล็บ 16. อมนิ้วหัวแม่มือ 17. เด็กแฝด 18. เด็กก าพร้า -เกลี้ยกล่อม -น าพิธีปัดเป่ าผีร้ายหรือเรียกขวัญ- -ให้ดมถ่านด า - ให้กัดถ่านด า ปลายช้อน ปลายไม้ดั้มข้าว -เกลี้ยกล่อม -เกลี้ยกล่อม - เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นเด็กที่ไม่ดื้อรั้น -เชื่อว่าในขณะที่ตั้งครรภ์เป็นคนชอบกินของแฝด ฉะนั้นคนสมัยก่อนจะแก้ไขโดยการกินเผ๊าะ(เผ๊าะ) เพื่อยุติการตั้งครรภ์ -ตามความเชื่อเด็กก าพร้าเป็นคนที่เป็นคนบาปหนา เวรกรรมเยอะหากรู้ตัวว่าเป็นคนบาปหนาจะหมั่น ท าแต่ความดีท าบุญมากๆ พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของเดก็ ปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ คนที่เกิด มาในลักษณะนี้เรียกว่า ต่า เต้ โหล่ หม่า จะสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 4 ปี ขึ้นไป โดยจะเห็นว่าเด็กจะติดตามเพื่อนในเพศตรงข้าม เช่น ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงบุคลิกลักษณะจะ เป็นเหมือนเด็กผู้ชาย และจะชอบติดตามคบหาเพื่อนที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ส่วนเด็กผู้ชายจะมี ลักษณะท่าทางหรือบุคลิกที่เหมือนผู้หญิง และจะคอยติดตามแต่เพื่อนที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น สาเหตุและความเชื่อ 1. มาจากธรรมชาติสร้างมา(ต่า เต้ โหล่ หม่า) 2. มาจากพ่อแม่ของเด็กได้ล้อเลียนหรือได้ดูถูกคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน 3. มาจากการท าพิธีกรรมผิดพลาด (จะเสียคน 2 คน)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 64 การแก้ไข ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้รู้มักมีค าตอบที่เหมือนๆกัน ว่า เมื่อเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ ในระยะแรกๆ จะยังไม่ว่าเด็กเพราะเกรงว่าเด็กอาจจะเกิด ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง หรือเพื่อนๆอาจจะตั้งข้อรังเกียจ เมื่อผู้ปกครองของเด็กสงสัยว่าลูก อาจจะมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน จะใช้วิธีการหลายๆอย่างดังต่อไปนี้ ขั้นแรก จะคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กให้ชัดเจนก่อนเพื่อความแน่ใจ ขั้นสอง เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าเด็กมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากเพศเดียวกัน จะพยายามดึงตัวเด็กให้อยู่ ใกล้ชิดให้ตรงเพศกับผู้ปกครองให้มากที่สุด หากเป็นเด็กผู้หญิงให้อยู่ใกล้แม่ และเด็กผู้ชายอยู่ใกล้กับพ่อ ขั้นสาม อบรมสั่งสอนและให้เด็กเรียนรู้ในกิจกรรมที่เพศตัวเองจะต้องท าให้มากที่สุด เช่นเด็กชาย จะ ให้เรียนรู้ในเรื่อง การเข้าป่า การเลี้ยงวัว ควาย ส่วนเด็กผู้หญิงจะให้เรียนรู้ในเรื่องของการถักทอ การอยู่บ้าน เฝ้าเรือน เป็นต้น ขั้นสี่แก้ไขทางพิธีกรรม ขั้นสุดท้าย เมื่อใช้ความพยายามทุกอย่างแล้วแต่ยังไม่ส าเร็จ ต้องปล่อยและให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะหากเด็กไม่สามารถแก้ไขตนเองได้ ผู้ปกครองก็จะไม่ฝืนความรู้สึกของเด็ก เพราะหากไปฝืนมากๆอาจจะ ท าให้เกิดผลไม่ดีต่อเด็กด้านอื่นๆ เข้าไปอีก


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 65 บทที่9 การเรียนรู้และการขัดเกลาทางสังคม การอบรมส่ังสอนเด็กในชีวิตประจา วัน ชาวปกาเกอะญอจะอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดประสบการณ์แก่ลูกตั้งแต่อยู่ในครอบครัวจนถึงวัยที่ สามารถใช้ชีวิตนอกครอบครัว ค าสอนต่างๆมุ่งให้ใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การต่อสู้ หรือการเอาตัวรอด รวมถึง ความเชื่อต่างๆที่เกี่ยวกับการออกนอกบ้าน เด็กจะถูกสอนหรือปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. ก่อนจะออกจากบ้าน พ่อแม่ของเด็กจะขีดเครื่องหมายบวกที่หน้าผากของลูก ด้วยเขม่าจากก้นหม้อ โดยเชี่อว่าเด็กที่ขวัญอ่อนอาจถูกวิญญาณชั่วร้ายท าอันตรายเอาได้ การขีดหน้าผากของเด็กด้วยเขม่าด าท าให้ วิญญาณร้ายมองไม่เห็นหน้าและขวัญของเด็กได้รับการคุ้มครอง 2. ห้ามปีนต้นไม้หรือที่ชันเพราะอาจจะตกลงมาได้(ถ่อเส่ถ่อหว่าเตอะเก) 3. ห้ามกลิ้งก้อนหินลงจากดอยเพราะอาจจะโดนคน หรือหัวผีป่ าผีเขา ผู้ที่กลิ้งก้อนหินลงดอยโดนหัวผี ป่ าผีเขา จะต้องขอขมาผีป่ าผีเขาด้วย เมซู เมคอ ต่าฉี่ ต่าเชอ พริกเกลือ เรียกว่า “เซอต่า” 4. ห้ามเล่นมีดเล่นปืนเพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุ และได้รับอันตราย ชาวปกาเกอะญอเชื่อกันว่าปืนบาง กระบอกจะฆ่าคนได้แม้ไม่มีกระสุนในล ากล้องเพราะผีจะใส่ไปให้เอง 5. ห้ามล้วงรูต่างๆ เพราะอาจจะเจองูหรือตะขาบ 6 ห้ามถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระลงน ้า เพราะผีน ้า(นาที)จะท าอันตรายต่อสุขภาพหรือจะท าให้น ้าขุ่น และสกปรก 7. ห้ามเตะและท าลาย เครื่องเลี้ยงผี เช่น ต่าหลื่อถู่ ต่าเคล๊าะแล 8. ห้ามเก็บเห็ดตามป่าและเขา เพราะอาจเป็นเห็ดที่เป็นพิษ 9. ห้ามลักขโมยของผู้อื่น 10. ห้ามเข้าไปในป่ า เพราะจะโดนหมามุ่ย (ปลอหลื่อส่า) ละชา และต้นไม้ที่มีพิษ 11. ห้ามตัดหรือไปใกล้ต้น “ซู” ซึ่งเป็นต้นยางพิษ จะท าให้เกิดอาการแพ้ 12. ห้ามเล่นน ้าลึกหรือน ้าเชี่ยว เพราะจะเกิดอันตราย 13. ห้ามฟันหรือตัดต้นไม้ที่เป็นพิษ เช่น เตอะ ฮือ ซะ เพราะจะเกิดอาการแพ้ และคัน คนทุกชาติทุกภาษามีการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในวิธีการดา เนินชีวิต หรือระบบ วัฒนธรรมและจารีตประเพณีของตนเอง แต่การเรียนรู้ต่างๆจะอยู่ในบริบทวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของสังคมชนชาตินั้นๆซึ่งจะแตกต่างกันไป การเรียนรู้เริ่มตั้งแต่เด็กจน แก่เฒ่า โดยผ่านการถ่ายทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่คนแต่ละยุคจะมีการเรียนรู้ทวี่ิวัฒนาการตาม ยุคสมัยของตนแล้วพัฒนามาใช้ในชีวิตประจ าวัน ถ่ายถอดต่อไปยังคนรุ่นหลังๆ กลายเป็นการปฏิบัติวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ สืบทอดและพัฒนาขึน้ไปเรื่อยๆ เพื่อ ความอยู่รอดและอัตลักษณข์องเผ่าพันธุอ์ย่างเช่นปกาเกอะญอซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งทมี่ีอัต ลักษณ์มีวิถีการด าเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี กฎจารีต และจริยธรรม การสืบสานชาติ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 66 พันธุท์า ได้โดยผ่านการถ่ายทอดและการอบรมส่ังสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ตั้งแต่อดีต เป็นการ สืบทอดเป็นเรื่องๆ เฉพาะตามเพศและวัย การสืบทอดการเรียนรู้ในวัยต่างๆ มีดังนีก้าร ส่ังสอนเพื่อให้เกิดความเคยชินสา หรับเด็กอายุตั้งแต่1 เดือนถึง 1 ปี เด็กทารกจะได้รับการฝึกฝนให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆ โดยมีวิธีการและภาษาที่ใช้ดังใน ตารางต่อไปนี้ เรื่องทฝี่ึก วิธีการ คา พูด การถ่ายปัสสาวะ อุ้มเด็กแล้ววางอยู่ในท่าหงายแยกขา เด็กออกห่างจากกันพอประมาณเพื่อ เด็กจะได้ขับถ่ายได้ สะดวก - เอ้อฉี่ -ซี่ ซี่ การถ่ายอุจจาระ อุ้มเด็กในท่านั่ง เท้าวางติดกับพื้นและ แยกฝ่าเท้าออกจากกันพอประมาณ วางก้นเด็กไว้ในช่องระหว่างฝ่าเท้า และให้เด็กหันหน้าเข้าหา -อึ๊ แอว การป้อนข้าว เคี้ยวข้าว หรือบดข้าว (เมหม่อ)ให้ ละเอียดแล้วใส่ถ้วย ป้อนให้เด็กด้วย ช้อนอย่างช้าๆ - เอาะ หมะ หมะ - หมะ หมะ การป้อนน ้า เทน ้าลงในถ้วย แล้วใช้ช้อนเล็กตัก ป้อนให้เด็กอย่างช้าๆ - มอ มอ -ออะ ที มอ มอ การแก้ไขเมอื่เดก็สา ลกัน ้า อุ้มให้เด็กอยู่ในท่านั่ง แล้วเป่ าที่ กระหม่อมของเด็ก 3 ครั้ง - ฟ้อ คุ นุ 3 ครั้ง การเรียนรู้กิจวตัรประจา วันของแต่ละเพศ การเรียนรู้กิจวัตรประจ าวันของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะแตกต่างกัน เป็นเรื่องของ บทบาทหญิงชาย เด็กผู้หญิงจะเรียนรู้จากแม่และญาติผู้หญิง ส่วนเด็กชายจะเรียนรู้จากพ่อและ ญาติผู้ชาย 1. การเรียนรู้กิจวตัรประจา วนัของเดก็ผู้ชาย (1) การดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น การไปอยู่ปางควาย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 67 (2) การท าอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น การจักสาน (3) การคบเพื่อน ดังที่กล่าวแล้วว่าการเรียนรู้ของเด็กผู้ชายจะเรียนรู้จากพ่อและญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย งานของผู้ชาย ส่วนใหญ่จะเป็นงานนอกบ้านและเป็นงานหนัก เช่น การไปไร่ไปนา เด็กชายจะเรียนรู้การล้อมรั้ว เลี้ยงวัว เลี้ยง ควาย เลี้ยงช้าง พกและใช้อาวุธ เช่น มีด ปืน หน้าไม้ หนังสติ๊ก ตู้ เบ็ดตกปลา กับหรือด้วงดักหนู เรียนรู้ที่จะ ออกไปหาของป่าที่อยู่สูง เช่น เก็บน ้าผึ้ง ถ้าอยู่บ้านจะเรียนการจักสาน ท าเชือกวัวควาย ตีเหล็ก สร้างบ้าน ท า คอกหมู คอกวัว ท าครกกระเดื่องให้แม่ ให้น้องผู้หญิง ซ่อมหลังคาบ้าน ไถนา สานตะกร้า หาปลา 2. การเรียนรู้กิจวตัรประจา วนัของเดก็ผู้หญิง (1) การเลี้ยงน้อง (2) การท างานบ้าน เช่น หุงข้าว ตักน ้า (3) การถักทอและการตัดเย็บเสื้อผ้า (4) การเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู (5) การคบเพื่อน เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะเรียนรู้จากแม่และญาติผู้หญิง บทบาทเป็นเรื่องของงานบ้าน เช่น ต าข้าว ตักน ้า เลี้ยงสัตว์เล็ก (หมู ไก่) หุงข้าว ท าอาหาร งานทอผ้า ปักเสื้อ เฝ้าบ้าน เลี้ยงน้อง เก็บฟื น ดายหญ้า ก าจัดวัชพืช ในไร่ในสวน ซักผ้า ล้างถ้วย ล้างชาม ท าความสะอาดบ้านและอุปกรณ์การหาสัตว์น ้า เช่น แอ๊ะแซะ การเรียนรู้เรื่องครอบครัว ชุมชน สังคม เครือญาติ(วัฒนธรรม บทล าน า) 1. การเรียนรู้ในครอบครัว (1) การดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ หมู (2) การดูแลรักษาบ้าน (3) การต้อนรับแขก (4) การท างานบ้าน พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนลูกทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายให้เคารพรับฟังค าสั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ และผู้ อาวุโส สอนมารยาทการเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ การใช้วาจาที่สุภาพไม่ส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อหรือไร้สาระ การ ต้อนรับแขกที่มาเยือนมาหา การนับถือพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว การไม่ใส่ร้ายนินทาผู้อื่น ไม่นอนตื่นสาย ไม่ เกียจคร้าน ไม่ไปนอนค้างบ้านคนอื่น ไม่รังแกผู้อื่น รู้จักที่ต ่าที่สูง รู้จักหน้าที่ของตนเองว่าจะต้องท าอย่างไรในแต่ ละวัน 2. การเรียนรู้ในชุมชนและสังคม (1) มารยาทในการพูดคุยกับผู้อื่น (2) มารยาทในการคบเพื่อน (3) มารยาทในการเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ การเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น หากชุมชนมีงานอะไรต้อง ไปช่วย ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายผู้อื่น ไม่หาเรื่องทะเลาะผู้อื่น รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ จะท าอะไรต้องปรึกษาผู้ใหญ่ ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา วางตัวเหมือนคนอื่นไม่ท าตัวเด่นเกิน ให้รู้จักสามัคคีปรองดองกับเพื่อน กระท า


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 68 การต่างๆในสายตาของผู้ใหญ่ ปรึกษาขอค าแนะน าจากผู้ใหญ่ เรียนรู้บทล าน าวัฒนธรรม สุภาษิต ค าสอน ข้อ ห้าม กฎจารีตประเพณี แนวคิด องค์ความรู้ ภูมิปัญญาต่างๆ วิธีการลงแขก แลกเปลี่ยนแรงงาน วิถีการผลิตแบบ พื้นบ้าน ระบบความสัมพันธ์ คน ชุมชน ป่า สัตว์ ที่เอื้อต่อกัน น าไปสู่ความเป็นอยู่ที่ผาสุก วิธีการแก้ไขปัญหา ตัดสินคดีความต่างๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนอกบ้าน แต่เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้จากครอบครัวได้ ด้วย 3. การเรียนรู้ระบบเครือญาติ (1) การนับระบบเครือญาติ (geij htiv qai laj) (2) ค าเรียกชื่อของญาติผู้ใหญ่ (การเรียกศกัดิ์เชน่ ปู่ย่า พ่ีนอ้ง) (3) การมีส่วนร่วมกับระบบเครือญาติ ระบบเครือญาติของชนเผ่าปกาเกอะญอเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เด็กต้องเรียนรู้ เนื่องจากความเป็นญาติ ความเป็นลูกเป็นหลานท าให้กล้าพูดกล้าสอนกันอย่างตรงไปตรงมามากกว่าลูกหลานคนอื่นๆ เพราะอาจเกรงใจ ไม่กล้าสั่งสอนเด็กโดยตรง ระบบเครือญาติช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วย น าไปสู่ความรู้สึกผูกพันใน เครือญาติด้วยกัน เด็กบางคนก่อนที่จะเข้าไปเรียนรู้กับคนในชุมชน สังคม ก็จะเข้าไปเรียนรู้กับเครือญาติของ ตนเองก่อน การเรียนรู้เรื่องไร่นา และสัตวเ์ลีย้ง 1. การเรียนรู้เรื่องไร่นา (1) วิธีการท างานในไร่ นา เช่น การปลูกข้าว การเกี่ยวข้าว การถางหญ้าในไร่ นา (2) วิธีการปลูกพืชผักในไร่ เช่น ต้องปลูกช่วงไหน ปลูกอย่างไร เป็นต้น (3) วิธีการเก็บข้าวเพื่อใส่ยุ้งฉางข้าว (4) พิธีกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการท าไร่ นา เช่น พิธีบอชิ พิธีบอคึ เป็นต้น (5)พิธีกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง เด็กจะเรียนรู้ระบบการท าไร่ท านาจากพ่อแม่ได้เพราะพ่อแม่จะพาลูกๆไปไร่ไปนาด้วย ลูกๆ จะเริ่มสังเกตวิธีการท าไร่ ท านา บางครั้งมีโอกาสมีส่วนร่วมในการท าไร่ท านาด้วย เด็กที่โตขึ้นกว่า นั้นจะมีโอกาสได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงมากขึ้น เช่น ขั้นตอนการท านา เริ่มตั้งแต่ไถนา ด านา ก าจัดวัชพืช เก็บเกี่ยว นวดข้าว คัดข้าวที่ลีบออก เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์พืช หรือขั้นตอนการท าไร่ หมุนเวียนซึ่งเริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม พื้นที่ต้องห้ามในการท าไร่หมุนเวียน การ แผ้วถาง การท าแนวกันไฟ การเผาไร่ การปลูกพืชในไร่ การก าจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิต การ เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เหล่านี้ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาของชนเผ่า นอกจากนี้ยังเรียนรู้ พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการท านา ท าไร่ เช่น พิธีเลี้ยงผีไฟ พิธีแชะต่า หรือพิธีเลี้ยงผีฝาย พิธี เลี้ยงผีนา เป็นต้น 2. การเรียนรู้เรื่องการเลีย้งสตัว์(ตงั้แต่อายุ8 ปีขนึ้ไป) เด็กๆชาวปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง เช่น หมู ไก่ วัว ควาย สุนัข เป็นต้น เวลาพ่อแม่ออกไปท างานนอกบ้านจะให้ลูกๆ ดูแลหมู ไก่ หมา แมว ผูกวัว ควายแทน เด็กสามารถเห็น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 69 ประโยชน์ต่างๆจากสัตว์เลี้ยงได้ เช่น หมูหรือไก่สามารถใช้ในการท าพิธีกรรมได้ กินได้ ขายได้ ให้ความสนุก เพลิดเพลินได้ วัว ควาย สามารถขี่เล่นและใช้แรงงาน เช่น ไถนา สุนัขเฝ้าบ้านหรือล่าสัตว์ได้ แมวจับหนูที่จะเข้า มากัดกินข้าวของในบ้านได้ ประสบการณ์เหล่านี้ท าให้เด็กปกาเกอะญอรู้จักคุณค่าและมีความผูกพันกับสัตว์มา ตั้งแต่เด็ก เด็กสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ โดยไม่ต้องมีการชี้แนะอะไรมากนักเพราะเด็กได้เห็นตัวอย่างจากคนใน ครอบครัว เมื่อโตขึ้นได้ฝึกท า เกิดความเคยชินและสามารถเรียนรู้ และปฏิบัติได้ด้วยตนเองในที่สุด การเรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ 1. การเข้าป่ า - กฎข้อห้ามในการเข้าป่ า 2. การเก็บของป่ า (1) วิธีการเก็บและการหาของป่า (2) การเรียนรู้ในเรื่องสัตว์ป่าแต่ละชนิด เนื่องจากหมู่บ้านปกาเกอะญอส่วนใหญ่ตั้งอยู่กลางป่าหรือติดกับป่ า เด็กที่เกิดมาจึงมีความผูกพันอยู่ กับป่ าและธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ชาวปกาเกอะญอเริ่มสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าตั้งแต่การเอารกไป ผูกติดไว้กับต้นไม้ หรือป่ าเดปอ พ่อแม่เด็กจะดูแลรักษาต้นไม้ เดปอเอาไว้ไม่ให้ใครตัดหรือท าลายใดๆ เมื่อเด็กโต ขึ้นพ่อแม่ก็จะบอกกับลูกว่าต้นไม้ต้นไหนคือต้นเดปอถ(ต้นสะดือ)ของลูก อธิบายความหมายให้ลูกได้ฟัง ท าให้ เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจและผูกพันกับต้นไม้นั้นๆ ในระหว่างการคลอดผู้เป็นพ่อก็จะเป็นผู้ที่ออกหาสมุนไพรต่างๆ จากป่า ที่จะต้องใช้ในช่วงคลอด เช่น สาบเสือ(ชอโพเก๊ว) ใบหนาด(พอปก่าหล่า) เป็นต้น ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม้ ชาวปกาเกอะญอจะสอนลูกหลานว่าไม้ประเภทไหน ตัดหรือใช้สร้างบ้านไม่ได้ ป่ าแถบบริเวณไหนที่ห้ามแตะต้อง1 สอนความเชื่อที่ว่าป่ าเหล่านี้เป็นป่ า ที่มีผีสถิตอยู่ ภูตผีปีศาจดุร้าย หรือเป็นทางผ่านเข้าออกของผีป่ า เป็นที่สถิตของผีน ้า เป็นต้น เวลา ไปเที่ยวภูเขา ไหล่เขา หรือในที่ชัน ไม่ให้โยนก้อนหิน หรือกลิ้งลูกหินลงไปเพราะถือว่า หน้าผา ป่ า เขามีเจ้าของเป็นต้น เรื่องเหล่านี้ เด็กได้ฟังและพิมพ์ประทับไว้ในใจตั้งแต่เด็ก ในการใช้น ้า เช่น การอาบน ้าในแม่น ้าล าคลอง ผู้ใหญ่จะสอนไม่ให้ปัสสาวะหรือทิ้งอะไรลงไปในน ้า เพราะจะกระทบกระเทือนผีน ้า ท าให้ผีน ้าไม่พอใจซึ่งสามารถจะท าให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้กระท าได้ ข้อห้ามต่างๆ เหล่านี้ผู้ใหญ่จะเล่าให้เด็กฟังตั้งแต่ยังเล็กแล้วก็จะฝังเข้าไปในจิตใจของเด็ก และเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะได้เรียนรู้และสืบทอดแนวคิดเหล่านี้ไปยังลูกหลานต่อไป ผู้ เฒ่าผู้แก่จะเล่าบอกความเชื่อเหล่านี้โดยมีตัวอย่างประกอบที่เป็นรูปธรรม ท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และฝังใจมากขึ้น 1 เช่น ป่ าช้า ป่ าต่าเดโดะ ป่ าเดะหมือเบอ ป่ าที่แมะเก่อลา ป่ าทีนะต่า หรือป่ าไหลเขา


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 70 1. สัตวป์่าทสี่ามารถล่าเป็นอาหารได้ (การถ่ายทอดความรู้ทเี่กี่ยวข้องกับสตัวป์่าและเดก็วัย 10ปีขนึ้ไป) เก้ง หมูป่ า ไก่ป่ าต่างๆ เต่า หนู กระรอก เหยี่ยว กบ เขียด บ่าง เป็นต้น เป็นสัตว์ที่กินได้ แต่จะต้องรู้จักอนุรักษ์รักษาเอาไว้ด้วย ดังค ากล่าวสุภาษิตปกาเกอะญอที่ว่า “เอาะ ก่อ เก่อ ต่อ ก่อ เขม่ เซ ต่าโคะ เอาะ มอ เก่อ วอ เก” ซึ่งมีความหมายว่า “ถ้ารู้จักใช้ ประโยชน์จากป่ า และสามารถรักษาป่ าได้สักวันหนึ่ง สักวันหนึ่งควายป่ า จะกลับมากินโป่ งดินอีก ครั้ง” หรืออีกสุภาษิตหนึ่งคือ “เอาะ เดะ เก่อ ตอ เดะ อะ เล เอาะ ญ่า เก่อ ตอ ญ่า อะ กุ๊ย” หมายถึง “กินกบ กินเขียด ขอให้รักษาที่อยู่ของกบของเขียด กินปลาขอให้รักษาที่อยู่ของปลา” 2. สัตวป์่าต้องห้ามทไี่ม่สามารถฆ่าได้ (1) นกกก มีต านานว่า “หากนกกก ตาย 1 ตัว ท าให้ต้นไทรเงียบเหงาไปเจ็ดต้น” และถ้าฆ่า นกกกวันหนึ่ง ตัวอื่นก็จะแขวนคอตาย ตามไปด้วย โดยเฉพาะคู่ชีวิต ทาหรือบทล าน าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ต้องห้าม โถ่ กอ โหม่ อะ เป่ อ โป ลอ ปก่า บุ เก อะ โจ โถ่ กอ โหม่ โป อะ เป่ อ นิ ลอ ป่ า บุ เก เลอ อะ ยิ ความหมาย ความรักที่พรากจากกันแต่สุดท้ายเขาก็ยังกลับมารักกันอีกครั้ง โถ่ กอ เหม่ ซี เก จู่ เล คี กา เหม่ ซี เปล่ ลอ เช ความหมาย เป็นความรักที่มั่นคงและยั่งยืน เสมือนกับนกกกที่มีคู่แล้วไม่ต้องการให้ใครมาพรากจาก กัน (2) ชะนี มีต านานว่า “ชะนีตายหนึ่งตัว ป่ าเจ็ดป่าต้องเงียบเหงา นกกกตายหนึ่งตัว ต้นไทร เจ็ดต้นต้องวังเวง” (Kauz yooz pgaj si t’du s’yuj pgaj nwi pgaj Htof kauv si t’beif s’yuf hklej nwi htoof ) โอะ เดอ โหม่ ซอ โหม่ เหม่ ดู โอะ กอ ยู เลอ ปก่า ปู ความหมาย ความรักที่ยิ่งใหญ่คือ ความรักของพ่อแม่ไม่มีความรักไหนมาเปรียบเทียบได้ กอ ยู ปก่า วา ฮ่อ เก่อ อือ ก่อ เหม่ มึ ที เก่อ ยวา คึ ความหมาย เปรียบเสมือนกับความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ หากมีการท าลายจะท าให้ความ หลากหลายทางชีวภาพไม่สมดุล (3) นกประเภทต่างๆ ห้วยบึง และห้ามกินตามข้อห้าม รวมทั้ง ไก่หลุ่ยข่า ไก่จิ แกว และไก่เผาะแหม่ การเข้าร่วมกิจกรรมตามประเพณีของเด็ก 1. กิจกรรมทเี่ด็กมสี่วนร่วมได้ (1) งานขึ้นบ้านใหม่ (2) งานแต่งงาน (3) บอ ชิ บอ คึ (พิธีเลี้ยงผีไร่ ผีนา) (4) การมัดมือ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 71 กิจกรรมที่เด็กสามารถเข้าร่วมได้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่เป็นมงคล เป็นงานรื่นเริง เด็กเข้าร่วม กิจกรรมโดยการไปกับพ่อแม่ เช่น งานแต่งงาน งานแสดงวัฒนธรรม กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่2 เด็กๆ จะสนุกสนาน ไปกับผู้ใหญ่ไปกับการละเล่นและประชันสุภาษิตของชนเผ่า ในการผูกข้อมือในระดับครัวเรือนจะผูกข้อมือเด็ก เล็กที่อยู่ในบริเวณพิธีด้วย เวลาพ่อแม่ไปลงแขกแลกเปลี่ยนแรงงานหรือไปไร่ไปนาตามปกติจะพาลูกๆไปด้วย ไปร่วมกิจกรรมเลี้ยงผีในไร่ในนา(หลื่อ แฝ่ บอ ชิ บอ คื๊อ) จะน าเด็กไปด้วย แม้เวลามีการประชุมในหมู่บ้านพ่อ แม่จะอุ้มลูกไปด้วยโดยปล่อยเล่นกับเพื่อนๆ การติดตามของเด็กๆเหล่านี้สร้างการเรียนรู้ให้เกิดกับเด็กให้จดจ า ตั้งแต่เล็ก 2. กิจกรรมทเี่ด็กไม่สามารถเขา้ร่วมได้ (1) งานศพ (2) พิธีกรรมปัดเป่าผีร้าย (3) พิธีขอขมาในกรณีที่บ่าว สาว ท าผิดประเพณี (ที ฉ่า ปู) ชุมชนถือว่าเด็กไม่ควรเข้าร่วมในกิจกรรมที่ไม่เป็นมงคล เช่น งานศพ โดยเฉพาะศพตายโหง งานส่ง ภูติผีวิญญาณที่สิงร่างคน (เช่น ผีก๊ะ) เด็กไม่ควรย่างเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามทางความเชื่อ3 สถานที่ที่ชุมชนเชื่อ ว่ามีผีสถิตอยู่ เช่น วัดร้าง ศาลผีเสื้อบ้าน(“ฮอ”) ซึ่งเป็นศาลที่อยู่นอกหมู่บ้านเวลามีการเลี้ยงผีไม่อนุญาตให้เด็ก และผู้หญิงอยู่ร่วมได้ ห้ามเด็กไปส่งศพ แต่บางครั้ง เด็กผู้ชายอาจเข้าร่วมได้บ้าง เช่น ไปงานศพ เพราะถือว่ามี ขวัญดีกว่าเด็กผู้หญิง กิจกรรมทแี่บ่งตามเพศของเดก็ 1. กิจกรรมสา หรับเดก็ผู้ชาย เล่นดนตรีในงานแต่งงาน (กลอง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง) เป่ าเขาควาย เล่นเตหน่า เป็นต้น 2. กิจกรรมสา หรับเดก็ผู้หญิง (1) งานแต่งงาน เด็กผู้หญิงเข้าไปช่วยหุงข้าว ตักน ้า ดูแลแขกผู้หญิง มวนบุหรี่ จัดหมาก จัดพลู ฯลฯ (2) ทา แป้งเหลา้ชาวปกาเกอะญอเช่ือว่าคนท่ีทา แป้งเหลา้จะตอ้งเป็นเด็กสาวบรสิทุธิ์(อายุ ตั้งแต่ 6-15 ปี) หญิงที่แต่งงานแล้ว ถ้าท าแล้วจะได้แป้งเหล้าที่ท าเหล้าออกมาแล้วไม่อร่อย (3) เป็นคนเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกลงในไร่และสวน การสอนความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องและวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (1) การเข้าป่า (2) การประกอบอาชีพ 2 ที่ปกาเกอะญอเรียกว่าเทศกาลผูกข้อมือตามประเพณี “หนี่ซอโข่ ลาคุ๊ปู” 3 บริเวณป่ าต่าหวี่โคะซึ่งเป็นสถานที่ท าพิธีไล่ผีตายโหงที่เข้ามาสิงร่างคน ถือเป็นบริเวณที่มีผีดุร้าย และเป็นที่เก็บ ศพคนตายโหง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 72 (3) การอยู่ร่วมกับผู้อื่น 1. การเรียนรู้และถ่ายทอดเฉพาะด้านสา หรับเด็กผู้ชาย เด็กชายจะเรียนรู้คาถาอาคมการรักษาโรคเฉพาะโรค การร าดาบ บทล าน าต่างๆ และบทล าน าที่ใช้ตอบโต้บทล าน าผู้หญิง ตีเหล็ก อาวุธการล่าสัตว์ป่ า การจักสาน 2. การเรียนรู้และการถ่ายทอดเฉพาะด้านเดก็ผู้หญิง เด็กผู้หญิงจะรับการถ่ายทอดเฉพาะในเรื่องหัตถกรรมการทอผ้า คาถาอาคม เฉพาะโรค เรียนรู้และฝึกเป็นหมอตา แย การรักษาเบือ้งต้น การทา คลอด การทา แป้ง เหล้า ฯลฯการเรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติโดยท่ัวๆไปของเด็กทั้งสองเพศ (1) โดยการติดตามพ่อแม่ ปู่ ยา ตา ยาย (2) โดยการสังเกตจากคนรอบข้าง (3) โดยการฝึกฝนจากผู้ใหญ่ การเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติของเด็กจะเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ขวบขึน้ไป เพราะเด็ก เริ่มทจี่ะแยกแยะอะไรออกได้บ้าง รู้ว่าอะไรควรและไม่ควร ทสี่า คัญคือเด็กๆมักชอบ ติดตามผู้ใหญ่เข้าไปในป่า และเรียนรู้จากการสังเกตสิ่งทผีู่้ใหญ่ทา


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 73 บทที่10 นันทนาการและศิลปะหัตถกรรมทเี่กี่ยวข้องกับเด ็ กเล ็ ก กิจกรรมส่วนใหญ่ในชีวิตของเด็กก็คือการเล่น การเล่นเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและ สนุกสนาน นอกจากนี้แล้วการเล่นยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และศีลธรรม การละเล่นพืน้บ้านของเด็ก การเล่นของเด็กปกาเกอะญอมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ละอย่างล้วนมีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ เด็กจะใช้ของเล่นที่มาจากธรรมชาติ เช่น ท าจากใบตอง หยวกกล้วย ใบไม้ เปลือกไม้ ต้นหญ้า ดอกไม้ป่ า เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มาโดยที่ไม่ต้องซื้อหา จะว่าเป็นการละเล่นแบบตามมีตามเกิดก็ถูก เพราะเป็นการเล่นที่เรียบ งายสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ซึ่งพึ่งพาและผูกพันอยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา การละเล่นของ เด็กปกาเกอะญอส่วนใหญ่จะให้ประโยชน์และข้อคิดส าหรับผู้เล่น การละเล่นบางอย่างจ าเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ไว้ เพื่อสืบทอดสู่รุ่นหลังๆต่อไป พ่อแม่ ผู้ปกครองแม้กระทั่งปู่ย่า ตายาย หรือคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ควรจะให้ ความสนใจและความเอาใจใส่ต่อเด็กๆในทุกด้านรวมทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณีที่ย้อนกลับมาสร้างความมั่นคง ให้กับชนเผ่าของตนเอง แต่เนื่องจากเด็กได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับการเล่นจากโลกภายนอกโดยผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ด้วย จึงนับวันแต่จะลืมและละเลยของดีที่เป็นการละเล่นของชนเผ่าไป ในการศึกษาครั้งนี้ได้พบว่ายังมีการเล่นที่ เด็กยังเล่นกันอยู่ บางอย่างอาจจะหายไป การฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องจ าเป็น ซึ่งจะช่วยโยงเด็กกับผู้ใหญ่ให้เข้าหากัน การเล่นมีเรื่องเล่าที่เป็นการอธิบายบอกความหมายและประโยชน์ของการละเล่นแต่ละชนิดแต่ละอย่างได้ด้วย ต่อไปนี้เป็นสรุปการเล่นต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนปกาเกอะญอ โดยมีรายละเอียดเรื่องชื่อเรียกตามภาษาชนเผ่า ลักษณะ อุปกรณ์ สถานที่เล่น ผู้เล่น วิธีการเล่น ประโยชน์ พร้อมข้อสังเกต


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 74


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 75 การเล่น ส่า ปี โท๊ะ ลักษณะ เป็นการละเล่นยิงปืน “ปืน” ท าจากอุปกรณ์ในท้องถิ่นคือกระบอกที่ท าจากแขนงไม้ไผ่ที่มีรูปล้องขนาด ไม้ตะเกียบ ใช้อัดด้วยใบไม้ที่เรียกว่า “ชอ โพ เกว๊ะ หล่า” ภาษาไทยเรียกว่า “ใบสาบเสือ” หรือใช้อัดด้วยลูก “ตา โฮ เอะ ข่า ส่า” โดยมีไม้ขนาดเท่ารูปล้องกระแทกดันไปตามรูปล้องจะเกิดเสียงดังคล้ายปืนแก๊บเด็กเล่น อุปกรณ์การเล่น ไม้ไผ่ ใบหญ้าสาบเสือ แขนงไม้ไผ่ตรงเนื้อไม้หนาพอสมควร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรูปล้อง ประมาณ 0.4เซนติเมตร พร้อมกับแกนซึ่งเหลาให้พอดีกับรูไม้ สถานทเี่ล่น บริเวณลานกว้าง ใต้ถุน ใต้ร่มไม้ กลางทุ่งนา จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัดจ านวน แต่มักนิยมเล่นกันเฉพาะเด็กผู้ชาย วิธีการเล่น เอาใบหญ้าสาบเสือชุบน ้าลายมาปั้นเป็นก้อน “กระสุน” อัดลงไปในรูกระบอกให้แน่นพอดี เอาแกนไม้ แยงลงไปจนเกือบสุด และกระสุนยังคาอยู่ที่ปลายด้านนั้น จากนั้นเอากระสุนอีกก้อนหนึ่งตอกยัดลงไป แล้วเอา แกนไม้แยงกระแทกเข้าไปอย่างแรงและเร็ว เมื่อกระแทกเข้าไปได้สักครึ่งกระบอก อากาศที่อัดอยู่ในกระบอกก็จะ ดันเอากระสุนที่ค้างอยู่ที่ปลายกระบอกกระเด็นหลุดออกไป พร้อมกับมีเสียงระเบิดดังขึ้น หลังจากนั้นหากจะยิง อีกก็เพียงยัดกระสุนเข้าไปใหม่และกระแทกกระสุนที่ค้างอยู่ออกไปพร้อมกับเกิดเสียงดังคล้ายปืน เด็กสามารถจะ เล่นไปได้เรื่อยๆ เพราะเมื่อกระสุนก้อนหนึ่งหลุดออกไป กระสุนอีกก้อนหนึ่งจะอยู่ที่ปลายกระบอกแทน ประโยชน์ของการเล่น 1. เด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน 2. เด็กได้ออกก าลังกาย 3. เด็กได้ฝึกใช้มือและความแม่นย าในการกะระยะ ข้อสังเกต การเล่นชนิดนี้จะต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยคือหลักการที่ว่า อากาศมีแรงดัน อากาศเมื่อถูกกดดันมากๆจะเกิดแรงดันไปในทิศทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ก็มีเรื่องของแรงที่ให้ไปดันแกนแยง เข้าไปในล ากล้องอีกด้วย


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 76 หมายเหตุ ต้องเตือนเด็กทุกครั้งก่อนที่เด็กจะเล่น ว่าอาจจะพลั้งเผลอเกิดอุบัติเหตุ ต้องไม่เล็งไปที่ใบหน้าคนเพราะ อาจถูกตา อาจท าให้ตาบอดหรือบาดเจ็บได้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 77 การเล่น ข่อ หน่อ ด๊อ ความหมายและลักษณะการเล่นของไม้โก๋งเก๋ง ในสมัยก่อนชาวปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ ยังไม่รู้จักสวมรองเท้า เวลาไปท างานเข้าไร่เข้า นาหรือเดินป่าชาวบ้านจะเดินด้วยเท้าเปล่าไม่ว่าการเดินทางจะใกล้หรือไกลแต่ในช่วงฤดูฝน ถนนหนทางหรือ เส้นทางเดินในหมู่บ้านจะเฉอะแฉะ และเละไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ต่างๆ เช่น ขี้วัว ขี้ควาย ขี้หมู ขี้ไก่ เป็น ต้น ชาวบ้านจะเดินด้วยเท้าเปล่าไม่ค่อยสะดวกจึงได้น าเอาไม้หรือไม้ไผ่ที่มีตายาวๆ ยื่นออกมาพอที่จะคีบหรือ เหยียบลงไปบนไม้ได้ 1 คน 1 คู่ ในระยะหลังๆจะเป็นเด็กๆเสียเป็นส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะน ้าหนักตัวเบากว่า ผู้ใหญ่ มีความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่า และที่ส าคัญคือเด็กถือเป็นเรื่องสนุกที่ไปยืนบนไม้คู่นั้นและเดินได้ เมื่อขึ้นอยู่บนไม้แล้ว สามารถเดินเหยียบย ่าไปตามถนนหรือบนเส้นทางเดินในหมู่บ้านไม่ว่าจะแฉะหรือเละ เพียงไรได้อย่างสบาย หลังจากนั้น คนในพื้นราบบางหมู่บ้านซึ่งอาจอยู่ไม่ไกลนักจากหมู่บ้านปกาเกอะญอและมักจะไปมาหา สู่ติดต่อค้าขายกันอยู่เสมอ ได้น าวิธีการขี่ไม้โก๋งเก๋งนี้มาใช้ในหมู่บ้านของตนเองโดยการขี่เพื่อความสนุกสนาน ต่อจากนั้นไม่นานชาวบ้านบนดอยเองได้รู้จักการสวมใส่รองเท้าแทนไม้โก๋งเก๋งนี้ เป็นที่สนุกสนานทั้งในหมู่เด็ก และชาวบ้าน ที่นิยมมากที่สุดคือทางภาคเหนือ โดยเฉพาะหมู่บ้านปกาเกอะญอ และเป็นการละเล่นพื้นบ้าน ส าหรับเด็กๆ ปกาเกอะญอ ซึ่งสมัยก่อนจะเป็นการด ารงชีวิตจริงด้วยไม้โก๋งเก๋งแทนการเดินด้วยเท้าเปล่า แต่ใน ปัจจุบันไม้โก๋งเก๋งจะเป็นการละเล่นอย่าางหนึ่งส าหรับเด็กๆ เท่านั้น อุปกรณ์การเล่น (1) ไม้ไผ่หรือไม้ขนาดเหมาะมือถือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 3 เมตร ตัด หัวท้ายให้เรียบจ านวน 2 ล า (2) ท่อนไม้หรือไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 8 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 นิ้วจ านวน 2 ท่อน วิธีท าไม้โก๋งเก๋ง (1) วัดระยะจากส่วนโคนของไม้ขึ้นมาประมาณ 1 ใน 3(อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ตามขนาดและ ความถนัดของผู้เล่น) ควรจะให้อยู่ตรงข้อจะได้มั่นคงยิ่งขึ้น (2) ถ้าเป็นไม้ไผ่จะต้องเจาะรูตรงด้านบนของล าข้อไม้ไผ่ให้ทะลุทั้งสองด้าน โดยให้มีขนาดกว้าง พอที่จะสอดไม้ท่อนสั้นเข้าไปได้พอดี สถานทเี่ล่น บริเวณกว้างหรือบนเส้นทางเดิน แต่จะต้องเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 78 จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัดเพศและไม่จ ากัดจ านวนแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชาย และจะต้องมากว่า 2คนขึ้นไปเพราะจะ เป็นในรูปของการแข่งขันกันว่าใครจะเป็นคนเดินได้นานที่สุดโดยไม่ล้ม วิธีการเล่น (1) ส่วนใหญ่เด็กๆ จะเอาไม้โก๋งเก๋ง(ข่อ หน่อ ด้อ) มาเดินเล่นกัน ถ้ามีผู้เล่นหลายคนจะชักชวนกัน มาเดินแข่งกัน โดยจัดให้มีเส้นเริ่มและเส้นชัย (2) ในการแข่งขัน ทุกคนจะวางไม้ ณ เส้นเริ่ม และยืนบนพื้น เมื่อได้ยินสัญญาณ ผู้แข่งขันทุกคนจะขึ้น บนไม้โก๋งเก๋ง และเริ่มออกเดินทันที ใครถึงเส้นชัยก่อนโดยไม่ล้มเลยจะเป็นผู้ชนะ ผู้แข่งคนใดที่ล้ม จะต้องไปเริ่มต้นที่เส้นเริ่มใหม่ ประโยชน์ของการเล่น (1) เด็กได้รับความสนุกสนาน (2) สามารถใช้อ านวยความสะดวกในการเดินในช่วงหน้าฝน (3) ทดแทนการใส่รองเท้าเพราะสมัยก่อนชาวบ้านไม่นิยมการใส่รองเท้า (4) ส าหรับเด็ก การเดินไม้โก๋งเก๋งช่วยให้เด็กฝึกสร้างศูนย์ถ่วงของร่างกาย ท าให้ร่างกายมีความ ยืดหยุ่น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 79 การเล่น แมะ แระ แก่ ลักษณะ แมะ แระ แก่ เป็นการละเล่นของเด็กๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชาย โดยแกะเอาลูกสะบ้าหรือภาษาป กาเกอะญอเรียกว่า แมะ แระ แก่ จากฝักมาใส่แกนไม้ไผ่แล้วเอามือหมุนเล่นเหมือนกับลูกข่าง สร้างความ สนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่เด็กได้มากทีเดียว อุปกรณ์การเล่น (1) เอาลูกสะบ้าเจาะรูตรงกลางและแกนไม้ไผ่ยาวไม่เกิน 3 นิ้ว สถานทเี่ล่น (1) ลานหน้าบ้าน ใต้ถุนบ้านที่มีพื้นราบเรียบ (2) ด้านในของกระด้งซึ่งราบและลื่น จา นวนผู้เล่น ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย วิธีเล่น (1) ผู้เล่นแต่ละคนหมุนลูก แมะ แระ แก่ ของตนเองในวงกลม หรือ ในกระด้ง (2) แมะ แระ แก่ใครหมุนสวย หมุนนานคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ ประโยชน์ (1) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน (2) ผู้เล่นได้ฝึกทักษะในการประดิษฐ์ของเล่น (3) ฝึกคาดคะเนสมดุลของอุปกรณ์เล่น


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 80 การเล่น ซิ หนะ ยะ โด ลักษณะ ปืนก้านกล้วย หรือที่ภาษาชนเผ่าปาเกอะญอเรียกว่า “การเล่น ซิ หนะ ยะ โด” เป็นการเล่นโดย อาศัยคุณสมบัติของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิด และเด็กๆได้พบได้เห็นมากที่สุด มาสมมุติหรือ ประดิษฐ์เป็นของเล่นโดยไม่มีการแปรรูป เป็นการเล่นในลักษณะของบทบาทสมมุติโดยมีกิจกรรมการเคลื่อนไหว ความตื่นเต้นและสนุกสนานด้วยการประดิษฐ์ของเล่นจากพืชโดยน ามาเป็นสิ่งทดแทนของเล่น เช่น ใช้ใบไม้ แทนเงินในการเล่นขายของ เป็นต้น อุปกรณ์การละเล่น ก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้วยาวประมาณ 1-2 ศอก สถานทเี่ล่น บริเวณลานกว้าง สนามเด็กเล่น ใต้ถุนบ้าน ฯลฯ จา นวนผู้เล่น ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชาย วิธีท า น าก้านกล้วยเลาะเอาใบตองออกแล้วตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 1-2 ศอก แล้วบากริมทั้งสองให้ตรงกัน เป็นรอยยาวขนาดช่วงละ 1 ฝ่ามือ ต้องให้ปลายปีกของคู่แรก ซ้อนเกินโคนของชั้นต่อไปสัก 1-2 นิ้ว ท าประมาณ 4-5 คู่แล้วแต่ความยาวของท่อนก้านกล้วย ปีกที่บากออกจะถูกง้างออกในเวลาเล่น วิธีเล่น เวลาเล่นง้างปีกที่บากไว้เป็นคู่ตามสันด้านข้างของก้านกล้วย ให้ตั้งฉากกับก้านกล้วย จับด้ามด้านล่าง ด้วยมือซ้าย และใช้มือขวาก ารอบด้ามด้านล่างของปีกคู่แรก ชี้ปลายไปยังเป้าหมาย แล้วรูดมือไปตามความยาว ของล าก้านกล้วย ท าให้ส่วนที่ง้างพับเข้าสู่ที่เดิมอย่างรวดเร็ว ล้มต่อกันเป็นแบบตัวโดมีโน เกิดเสียงดังลั่นเปรี๊ยะ ต่อๆ กันจนครบทุกคู่ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับตามจังหวะการรูด จะเล่นได้ประมาณ 5-6 ครั้งก็จะท าให้ก้านกล้วย เสียแล้วต้องเปลี่ยนอันใหม่ การเล่นปืนก้านกล้วยส่วนใหญ่ผู้เล่นจะสมมุติเหตุการณ์การยิงต่อสู้กันระหว่างผู้ร้ายกับต ารวจหรือจะ แบ่งกันเป็นฝ่าย โดยผู้เล่นจะมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะเล่นบทบาทอะไร เมื่อตกลงกันเสร็จแล้วจะเล่นยิงกัน ส่วน ใครจะยิงก่อนหรือหลังแล้วแต่ข้อตกลง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 81 ประโยชน์ (1) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน (2) ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในการเล่นบทบาทสมมติ (3) สร้างทักษะในการใช้มือในการประดิษฐ์วัสดุที่มีในท้องถิ่นเป็นของเล่นได้ ข้อสังเกต การเล่นปืนกลก้านกล้วยอันหนึ่งไม่สามารถเล่นได้นานอย่างมาก 5-6 ครั้งจะต้องเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งก็คง จะเหมาะสมกับช่วงความสนใจของเด็ก หรือเด็กอาจจจะท าปืนก้านกล้วยส ารองไว้หลายด้ามก็ได้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 82 การเล่น หมะ เกาะ ริ ลักษณะ การเล่น หมะ เกาะ ริ เป็นของเล่นส าหรับเด็กผู้ชายที่เดิมทีท าจากวัสดุไม้และไม้ไผ่ล้วน แต่ในระยะ หลังมีการใช้ตะปูเข้ามาเสริมช่วยท าให้สะดวกและมีความทนทานมากขึ้นไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง อุปกรณ์การเล่น (1) ไม้แป้นขนาดตามต้องการ (2) ก้านไม้ไผ่ยาว 2-2.5เมตร (3) มีไม้ไผ่ขวางส าหรับถือ วิธีเล่น (1) น าหมะ เกาะ ริ ที่ท าเสร็จแล้วมาพาดไหล่และสามารถจับด้ามไว้ทั้งสองข้าง (2) ดันมะเกาะริแล้ววิ่งตามหมะ เกาะ ริ ตามต้องการจะให้ หมะ เกาะ ริ ไป บางคนจะชอบ เล่นหมะ เกาะ ริ ในที่ที่โคลนชื้นแฉะหรือเล่นตามถนนตามผู้เล่นต้องการ (3) บางครั้งผู้เล่นจะแข่งขันกัน โดยเรียงหน้ากระดานเป็นแถวกันแล้วมี การก าหนด เส้นชัย จะมีการตั้งกติกาว่าของใครจะวิ่งได้ดีที่สุดและเร็วที่สุด วิธีท า (1)น าไม้แผ่นมาตัดเป็ นวงกลมหรือตัดขอบเป็นลวดลายตามใจผู้ชอบแล้วเจาะ รูตรงกลาง (2)น าก้านไม้ไผ่ที่เตรียมไว้มาเจาะกึ่งกลางแล้วเสียบไม้ไผ่ที่ใช้ถือเข้าไปให้แน่นถนัดมือจับ ตัด ปลายไม้ไผ่ส่วนปลายออกไปประมาณ 1 คืบ ประมาณปลายไม้ไผ่แล้วท าตรงข้ามกันอีกด้านหนึ่ง ให้เหมือนและมีดแซะลงไปตรงกลางออกให้เป็นร่องขนาดไม้แป้นสามารถที่ตัดเอาไว้เข้าไปได้ ไม่ แน่นเกินไป (3) น าไม้ที่ตัดเป็นวงกลมสอดเข้าไปแล้วใช้ไม้หรือตะปูตีเข้าไปที่กลางปลายไม้ไผ่แล้วตีผ่านรูกลาง ไม้แป้นที่ตัดไว้เป็นวงแล้วทะลุผ่านอีกข้างหนึ่งเพื่อเป็นแกนกลางเวลาดันท าให้หมุนได้สะดวกและ หมุนดี ประโยชน์ (1) ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็ก (2) เสริมสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กในการน าวัสดุในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นของเล่น ได้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 83 (3) ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตของเล่นเด็กเนื่องจากไม่เสียค่าวัสดุอุปกรณ์ (4) อุปกรณ์ที่ใช้เป็นวัสดุที่สลายได้ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสังเกต การเล่นหมะ เกาะ ริ จะต้องให้หมะ เกาะ ริ อยู่ในสภาพที่ดีและแข็งแรงเสมอ เช่น ถ้าหากแกนกลาง ไม่แข็งแรงหักไปจะท าให้ผู้เล่นกระตุกและปลายไม้ไผ่จะเสียบดินท าให้ผู้เล่นกระแทกกับไม้ไผ่ที่ถือและจะเกิด อันตรายได้


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 84 การเล่น จวี(เลีย้งตัวกว่าง) ลักษณะ กว่างเป็นแมลงปีกแข็ง มีเล็บขาเกาะยึดได้เหนียวแน่นมั่นคง มีหลายชนิด มีทั้งเลี้ยงไว้ดูเล่นและเลี้ยง ไว้เพื่อให้ชนกัน ในวิถีชีวิตของชนบทโดยเฉพาะชนเผ่าปกาเกอะญอจะมีความผูกพันอยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา ไม่ว่าที่อยู่อาศัย อาหารการกินและแม้กระทั่งการด ารงชีวิตของเด็กจะติดอยู่กับธรรมชาติ ในช่วงฤดูฝนที่เป็น หน้าเก็บหน่อไม้ เด็กๆจะตื่นแต่เช้าพากันไปจับกว่างที่เกาะกินหน่อไม้อยู่บนยอดสูงๆ เมื่อเด็กๆได้กว่างมาแล้ว ต่างก็พากันเสาะหาอาหารให้กับกว่างกิน อาหารของกว่างที่นิยมกันมากที่สุดคืออ้อย เด็กๆ เหล่านี้จะสนุกอยู่ กับการเลี้ยงดูกว่าง บางครั้งจะเลี้ยงไว้เพื่อให้ชนกันเพื่อความสนุกสนานโดยที่ไม่ได้เอาเป็นจริงเป็นจังหรือเพื่อ เป็นการพนัน อาหารส าหรับกว่างกิน (1) หน่อไม้ (2) ลูกบวบ (3) กล้วยสุก (4)อ้อยซึ่งนิยมใช้เลี้ยงกว่างกันเป็นส่วนใหญ่โดยให้เกาะบนท่อนอ้อยที่ปลอกเปลือกออกบ้าง เหลือส่วนที่ไว้จับถือ วิธีการจับกว่าง ใช้วิธีสอยโดยการเขย่าต้นหน่อไม้รวกสูงๆ ซึ่งถ้ามีกว่างก็จะตกลงมาและมีเสียงร้องซี่ๆ เมื่อได้ยินเสียง เด็กที่ก าลังล่ากว่างจะต้องรีบไปจับมันไว้ก่อนที่มันจะบินหนีไปเสียก่อน วิธีการชนกว่าง เด็กๆ ชอบน ากว่างมาเล่นชนกันในเวลากลางวันหรือตอนเย็น โดยการน ากว่างมาพบกันชนกันเพียงแค่ ไม่กี่ครั้งหรือใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก็จะเลิกราไป ไม่ชนกันจริงจังแบบผู้ใหญ่ที่เล่นกันเป็นการพนัน กว่างจะมีอายุ จนถึงฤดูหนาว จากนั้นก็จะถูกปล่อยไปให้เป็นอิสระ แต่ส่วนใหญ่เด็กๆ จะน ากว่างไปเผากินมากกว่าที่จะปล่อย บิน เพราะตามวิถีชนบทแล้วจะถือว่ากว่างก็เป็นอาหารธรรมชาติที่มีรสชาติดีอย่างหนึ่งด้วย ประโยชน์ (1) ช่วยสอนให้เด็กๆเรียนรู้ธรรมชาติและการดูแลเลี้ยงสัตว์ (2) ให้ความสนุกสนานและสร้างความเป็นมิตรไมตรีโดยมีกว่างเป็นตัวเชื่อม


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 85 การเล่นทอผ้า (ทะ เดาะ ต่า ) ลักษณะ ทะ ต่า เป็นงานส าหรับผู้หญิงที่เรียกกันว่าทอผ้า ชนเผ่าปกาเกอะญอมีการด ารงชีวิตที่เรียบง่าย ชีวิตความเป็นอยู่มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีการไปมาหาสู่กัน มีการช่วยเหลือเจือจานกันหรือสั่งสอนกัน แบบพี่แบบน้อง ชุมชนจึงเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่เดียวกัน มีความสนิทสนมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิชาความรู้หรือ อาหารการกินจะแบ่งปันให้แก่กันเสมอ ในการทอผ้าก็เช่นเดียวกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เก่งในด้านนี้จะสอนวิชาความรู้นี้ ให้แก่ลูกหลานเสมอหากลูกหลานสนใจที่จะน าไปปฏิบัติ การทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมของผู้หญิง เมื่อเด็กผู้หญิง เกิดมาจนอายุประมาณ 3 ขวบขึ้นไป เด็กหญิงจะสนใจการละเล่นของผู้หญิงโดยเฉพาะการละเล่นพื้นบ้านของ ชนเผ่า เช่น การทอผ้า การต าข้าว เป็นต้น ซึ่งจะเป็นงานหลักของฝ่ายหญิง จึงมีการสั่งสอนให้เด็กหญิงตั้งแต่ยัง เล็ก เพื่อว่าเมื่อโตขึ้นจะได้ท างานเป็น และไม่เป็นที่ดูถูกของคนอื่นโดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านเอง ปกา เกอะญอเชื่อว่าลูกสาวบ้านใดที่ท างานเป็น และเป็นงานของแม่บ้านการเรือน จะเป็นที่ชื่นชมของชาวบ้านไม่ว่า ในหมู่บ้านของตนเองหรือหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลก็ตาม เชื่อว่าการงานทุกอย่างได้มาจากการสอนลูกสอนหลานโดย พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย สอนให้ท างานเป็น สอนให้รู้จักรักงาน สาวๆ ปกาเกอะญอจะท างานเหล่านี้ให้เป็น ตั้งแต่ยังเด็กรวมทั้งจะต้องได้ในด้านบทล าน าด้วย แต่ในสมัยปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะไม่ค่อยมี คนให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ บ้างกลับมองว่าล้าสมัยหรือไม่มีประโยชน์บ้าง แต่หากวิเคราะห์ให้ดีแล้ว สิ่ง เหล่านี้มีความหมายและมีความส าคัญมากส าหรับชนเผ่าปกาเกอะญอเพราะความรู้ทางวัฒนธรรมคือรากฐานที่ แท้จริงของความเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 86


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 87 ต านาน ความหมาย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2525 : 343) ให้ความหมายของ “ต านาน” ไว้ว่าเป็น เรื่องแสดง กิจกรรมอันมีมาแล้วแต่ปางหลัง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน เช่น ต านานพุทธ เจดีย์สยาม เป็นต้น ในขณะที่จาคอบ กริมม์ (อ้างใน ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ 2525 : 135) ได้ให้มุมมองว่าต านานมีรากฐานมาจาก ความเป็นจริง มีสถานที่อ้างถึงจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ส่วนปรีชา พิณทอง (2532:362) มองต านานโดยเน้น ที่หลักฐานทางวัตถุเป็นการแสดงกิจบ้านเมืองอันล่วงเลยมานานแล้ว ส่วนมากเกี่ยวกับโบราณวัตถุ โบราณสถาน ปูชนียสถาน ปูชนียบุคคล สิ่งเหล่านี้โบราณเรียก ต านานประวัติศาสตร์หรือบั้งจุ้ม โดยสรุปพอจะ นิยามได้ว่า ต านานหมายถึงเรื่องเล่าที่มีมานานเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโบราณ วัตถุโบราณ สสถานเกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ จุดมุ่งหมายของต านาน เพื่ออธิบายลักษณะ เรื่องราวหรือ เหตุการณ์ที่ผิด ปกติธรรมดา และให้ความรู้แก่คนรุ่นหลัง ความส าคัญของต านาน โดยพื้นฐานแล้ว การเล่าต านานไม่ได้มุ่งที่จะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแต่เพียงอย่างเดียว แต่มุ่ง ให้การศึกษาแก่ประชาชน คือบอกให้เราทราบ ถึงความจริงที่ส าคัญต่างๆ เป็นแหล่ง ศึกษาสภาพชีวิต และ วัฒนธรรมของชาวบ้าน ลักษณะของต านาน จากการศึกษาของนักวิชาการ ต านานมีลักษณะดังนี้ คือ (1) เกี่ยวข้องกับนิทานปรัมปรา (2) เป็นเรื่องในท้องถิ่น (3) เป็นเรื่องของคนธรรมดาและมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ (4) มี ลักษณะเป็นค าสอนเปรียบเทียบ (5) เป็นแหล่งสะสมเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ และ (6) ผู้เล่า และสมาชิกในสังคมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง อาจเป็นเรื่องแปลกประหลาดผิดจากธรรมดาที่เกิดขึ้น แต่ ชาวบ้านก็ยอมรับและเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง รูปแบบของตา นาน ต านานไม่มีรูปแบบที่แน่นอนเนื่องจากมีเนื้อหาที่แตกต่างกันตามแต่เหตุการณ์ในท้องถิ่น จึงสามารถ ขยายและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ ต านานมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบทหี่น่งึ เป็นเรื่องที่มีความจริงที่รู้กันโดยทั่วไป เนื่องจากชาวบ้านมีประสบการณ์และยังจ าเรื่องราวเหล่านั้นได้ มีหลักฐานทางภูมิศาสตร์ปรากฏ และ รูปแบบที่ สอง เป็นเรื่องที่เชื่อกันโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นความจริง


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 88 เวลาและสถานทเี่ล่าตา นาน เริ่มด้วยการบอกวัน ฤดู หรือ ปีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นและให้รายละเอียดของฉากในเหตุการณ์นั้นๆ ผู้เล่า จะเอ่ยชื่อบุคคลที่มีบทบาทเกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้ฟังรู้จักและเชื่อถือ ตอนสรุปผู้เล่ามักจะเน้นความส าคัญของเรื่อง เล่าอีกครั้งหนึ่ง และระบุ ชื่อของแหล่งข้อมูล ประเภทของต านาน ต านานแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ (1) ต านานประเภทอธิบายเหตุ ได้แก่นิทานที่อธิบายก าเนิดของ โลก ก าเนิดของมนุษย์ ก าเนิดของสรรพสิ่งและลักษณะของธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความประหลาดใจ (2) ต านาน ทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมเป็นเรื่องราวหรือประวัติของท้องถิ่นที่เล่าสืบต่อๆ กันมาในครอบครัว (3) ตา นานเกี่ยวกบัสิ่งศกัดิ์สิทธิเ์หนือธรรมชาติหรืออา นาจลกึลบัต่างๆ ไดแ้ก่ความเช่ือของชาวบา้นในทอ้งถ่ิน ซง่ึมี ผลต่อการท าบุญ การประกอบพิธีกรรมและการบูชาธรรมชาติ และ (4) ต านานทางศาสนาหรือเทพนิยาย เกี่ยวกับพระเจ้าและนักบุญได้แก่ต านานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางศาสนา พระ นักบุญ ผู้อุทิศตัวให้แก่ศาสนา เช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ ชนเผ่าปกาเกอะญอมีต านานมากมายที่เล่าต่อๆกันมา การศึกษาครั้งนี้ขอหยิบยก ต านานบางอย่างมาน าเสนอพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้ ตัวอย่างต านาน ต านานการเกิดปกาเกอะญอ ครั้งกระโน้นสมัยที่ปกาเกอะญอยังไม่เกิดมาบนโลก ยวาได้ตั้งท้องที่น่อง ยวาเป็นสิ่งสูงสุดที่ปกา เกอะญอเคารพบูชา เชื่อกันว่ายวาเป็นเจ้าของธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างและเชื่อด้วยว่ายวาคือผู้สร้างมนุษย์ ค า พ้องของค ายวาคือทู เช่น เกอะจ่าทูเกอะ จ่า ยวา (ซึ่งมีความหมายตรงกับค าว่าพระองค์เจ้า) ยวาสับน่องให้ ละเอียดแล้วโปรยออกไป การโปรยครั้งแรกเกิดเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ยวาโปรยครั้งเดียว ปกาเกอะญอก็เริ่ม พูด ยวาจึงหยุดโปรย หลังจากนั้นยวาได้โปรยให้ชนเผ่าอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่ น ไทย และสุดท้ายคือฝรั่ง แต่ชนเผ่าอื่นๆ นั้น ยวาต้องโปรยออกไปถึงสามครั้งจึงจะเริ่มพูด ท าให้พวกเขามีจ านวนมากกว่า ปกาเกอะญอ เป็นลูกคนโต และจีน อินเดีย ญี่ปุ่ น ไทย เป็นคนกลาง ส่วนฝรั่งเป็นคนสุดท้อง ยวารักปกาเกอะญอซึ่งเป็นลูก คนโตมากที่สุด เมื่อถึงเวลาที่ยวาจะกลับไปได้เรียกบุตรทุกคนให้มารับมรดก ลูกทุกคนต่างมาพร้อมหน้าพร้อม ตากัน ยกเว้นปกาเกอะญอ ซึ่งอ้างว่าก าลังถางหญ้าในไร่ข้าวอยู่ไม่มีเวลา ยวาเตรียมหนังสือเงินหนังสือทอง เป็นมรดกให้ปกาเกอะญอและเตรียมหนังสือใบตาลเป็นมรดกให้ฝรั่ง เมื่อ ปกาเกอะญอไม่มารับมรดก ฝรั่งน้อง คนสุดท้องอาสารับไว้แทน แต่เมื่อรับไปได้เอาหนังสือเงินหนังสือทองไปและเอาหนังสือใบตาลให้ปกาเกอะญอ แทน ครั้นฝรั่งน้องคนสุดท้องจะกลับไปยังถิ่นฐานของตนพวกเขาได้แวะมาหาปกาเกอะญอพี่คนโต ซึ่งก าลัง ตั้งหน้าตั้งตาถางหญ้าอยู่ เพื่อจะเอาหนังสือใบตาลให้ แต่เมื่อเรียกปกาเกอะญอให้มารับหนังสือ ปกาเกอะญ ออ้างว่ายังถางหญ้าอยู่ไม่มีเวลา ให้วางเอาไว้บนตอไม้ หลังจากเลิกงานจะกลับไปเอา พอตกเย็นปกาเกอะญอก็


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 89 ลืมที่จะกลับไปเอาอีก นึกขึ้นได้ก็วันรุ่งขึ้นตอนสายๆ เมื่อไปเก็บหนังสือใบตาลปรากฎว่าถูกไก่คุ้ยเขี่ยเสียหายยับ หมดแล้วไม่สามารถอ่านได้อีกต่อไป ฝ่ายฝรั่งน้องคนสุดท้องได้น าหนังสือเงินหนังสือทองกลับไปและศึกษาหาความรู้แล้ว พัฒนาบ้านเมืองของตนจนมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่สุด ตรงกันข้ามกับปกาเกอะญอซึ่งได้ หนังสือใบตาลที่ลูกไก่คุ้ยเขี่ยเสียหายไม่สามารถอ่านออก ศึกษาหาความรู้ไม่ได้ ชีวิตความเป็นอยู่ จึงตกระก าล าบากไร้บ้านไร้เมือง ไร้แผ่นดินอาศัยจนถึงทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ฝรั่งน้องคนสุดท้องให้ค ามั่นสัญญาว่าหนังสือเงินหนังสือทองที่พวกเขา เอาไปนั้นเขาจะเอาไปสักระยะหนึ่งเท่านั้นเมื่อถึงเวลาจะน ากลับมาคืนให้ และจะมาช่วยพัฒนา บ้านเมืองปกาเกอะญอให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนพวกตน ต านานเรื่องนี้มี บทล าน า “ธา” 1 ที่เป็นค าลง ท้ายของต านานเรื่องนี้คือ = เปอะ เหม่ดวะ เลอ ข่อ ดึเดอ ดอ ปื่อ แหว่แคะ เลอะ แค เลอะ (หากถือกา เนดิมาจากน่อง ทกุคนคอืพนี่อ้งกนั) = หลิ แกว่ก่อ ชอโพ แวะ เบอ โป่ เตอะ เซ พะ เตอ บะ เลอ (หนงัสอืใบตาลถูกไกค่ยุ้เขยี่ทบัถมอ่านไม่ออกเขยีนไม่ไดอ้กีเลย) = หลิทูหลิเจ๊ะ หลิป่ายวา หลิลอหม่า เพลาะ เลอ กอลา (หนงัสอืเงนิหนงัสอืทองหนงัสอืยวาหนงัสอืหายจากไปสู่แดนฝร่งั) 1 ล ำน ำที่บอกถึงเรื่องรำวที่ครอบคลุมวิถีชีวิตปกำเกอะญอทั้งหมดทั้งต ำนำนควำมเชื่อบทค ำสอน โลกทัศน์ ปรัชญำ ควำมรัก รวม ไปถึงกำรเกี้ยวพำรำสีของคนหนุ่มสำว กล่ำวกันว่ำธำมีจ ำนวนมำกกว่ำใบไม้ในโลกถึงสำมเท่ำ (โปรดดูเพิ่มเติมในบือพอ ชีวิต ข้าปกา เกอะญอ หน้ำ 167-170)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 90


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 91 เพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กวิวัฒนาการมาจากการเล่านิทานหรือนิยายให้เด็กฟังในเวลานอน เหตุที่ต้องเล่าเป็น เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์ที่สร้างมาให้ต้องมีเพื่อน ไม่อาจอยู่ตามล าพังคนเดียวได้ การเล่านิทานให้เด็กฟัง ในเวลาก่อนนอนนั้นก็เพื่อให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและรู้ว่าตนนั้นไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีคนคอยอยู่เป็นเพื่อนเอาใจทนุ ถนอมอยู่ข้างๆ ด้วย เด็กจะได้รู้สึกถึงความรักความเอาใจใส่และหลับสนิทไปพร้อมกับความสุข เป็นค ากลอนหรือบทเพลงที่พ่อแม่ ปู่ ย่า ตายาย และผู้ดูแลเด็กใช้กับเด็กในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ตามวัตถุประสงค์ คือการกล่อมนอน แต่ค ากลอนหรือบทเพลงเหล่านี้จะแฝงด้วยค าสอน และเป็นการโน้มน้าวใจ เด็กเพื่อให้หลับ เช่น ให้หลับให้เปลี่ยนเรื่องสร้างความสัมพันธ์กับเด็กและผู้เลี้ยง ความหมายของบทเพลงกล่อมเด็ก บทเพลงกล่อมเด็กเป็นการปลอบโยนเด็กในยามที่เด็กร้องไห้เพราะง่วงนอน โดยการร้องเพลงกล่อม ซึ่งความหมายของเพลงกล่อมนั้นโดยส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องของความรัก ความเอาใจใส่ ความห่วงใย ที่มีต่อ เด็ก ที่ส าคัญเมื่อเด็กนอนอยู่ในแปลหรืออยู่ด้านหลังของผู้ที่ก าลังกล่อมเวลาได้ยินเสียงเพลงกล่อมจะท าให้ เพลิดเพลิน ในที่สุดเด็กจะเผลอหลับไปเอง ลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กของชนเผ่าปกาเกอะญอมีลักษณะคล้ายกับของภาคกลางและภาคอีสาน คือมีลักษณะ ค าประพันธ์ประเภทร่าย มีจ านวนค า 6 ค าขึ้นไป มีสัมผัสสร้อยเชื่อมกันไปโดยตลอดซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ ร่ายเพลงกล่อมเด็กของปกาเกอะญอ ความยาวของเพลงกล่อมเด็กก าหนดแน่นอนไม่ได้ บางบทสั้นบางบทยาว ขึ้นอยู่กับเนื้อความที่ผู้ร้องจะถ่ายทอดหรือบรรยายออกมา ค าขึ้นต้นของเพลงกล่อมเด็กจะขึ้นโดยใช้ค า “อือ” ขับล าน าก่อนหรือขึ้นต้นด้วยค าว่า “มี มี เออ เออ” หรือ “หน่อ เก๊ เก๊ เออมี เออมี” ประเภทของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กสามารถแบ่งย่อยๆ เป็นหลายประเภทตามหน้าที่ของมัน คือ (1) เพลง ปลอบเด็ก (2) เพลงกล่อมเด็ก และ (3) เพลงขู่เด็ก แต่ถ้ามองในเชิงเนื้อหาอาจแบ่งได้ถึง 7 ประเภทด้วยกัน เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับ (1) วรรณกรรมหรือนิทานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (2) ความรักของ พ่อแม่ที่มีต่อลูก (3) ชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคม เช่น การประกอบอาชีพ (4) ค าสั่งสอน เช่น การ คบเพื่อน การเรียนรู้ ฯลฯ (5) ประเพณี (6) การล้อเลียนเสียดสี และ (7) ธรรมชาติ (8) เป็นทาค า สอน (9) เป็นทาคาถาอาคม (10) ใช้จากนิทาน


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 92 ความส าคัญและคุณค่าของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กมีความส าคัญและคุณค่าหลายประการ คือ (1) เป็นการกล่อมเด็กให้เด็กนอนหลับ (2) ช่วยให้เด็กได้รับความเพลิดเพลินใจ จิตใจสบายอบอุ่น ไม่วิตกกังวล ไม่กวนพ่อแม่ เพราะในเนื้อเพลงได้ใช้ค า เรียกลูกด้วยถ้อยค าที่อ่อนโยนผูกพัน (3) กล่อมเกลานิสัยเด็ก ในเนื้อเรื่องจะแทรกการสอนเด็กไปด้วยท าให้เด็ก จะค่อยๆซึมซับเข้าไปโดยไม่รู้ตัว (4) ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของผู้เลี้ยงอีกด้วย และ (5) สะท้อนให้เห็น สภาพของวัฒนธรรมในสังคมและวิถีการด ารงชีวิตของตนเอง เช่น อาชีพ ประเพณี ค่านิยม 2 ตัวอย่างของเพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นบ้านมีหลายประเภทโดยแบ่งตามหน้าที่หรือเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเพลงได้ดังนี้ 1. ประเภทความรักของพ่อแม่ทมี่ีต่อลูก ตัวอย่าง : =โหม่แอะ นา จ๊อ บอ โถ่ตรูมีเลอ ชือ๊ปูโหม่ โถ่ฮู้ (moj aif naz cau bau htof troo miz lev hauv poo moj htof hoov) โหม่ แอะ นา นา โหม่ แอะ นา มีเลอ้ชือ๊ปูโหม่ โถ่วะ๊ (moj aif naz naz moj aif naz miz lev hauv pooz moj htof wav) โหม่ แอะ นา พอ บอ โถ่ ตรา มีเลอ้ฉึปูโหม่ โถ่ วะ (moj aif na hpau bau htof tra mi lev hsux poo moj htof wav) เนือ้หา: พ่อนกน้อยเอยแม่รักเจ้า อยู่ในชิงช้าแม่คอยไกว แม่รักเจ้าคือแม่รักเจ้า อยู่ในชิงช้าแม่คอยไกว =โหม่ แอะ นา นา โหม่ แอะ นา โหม่เตอ้ โจ่นา เตอ้ ปี่นา (moj aif na na moj aif na moj t’ cof na t’ pij na) โหม่ แอะ พอ พอ โหม่ แอะ พอ โหม่ เต้อ โจ่ ดอ้เตอ้ ปี่ดอ้ (moj aif hpau hpau moj aif hpau moj t’ cof dauv t’ pij dauv) เนือ้หา: แม่รักเจ้าคือแม่รักเจ้า หยิกนิดเดียวแม่ก็ไม่เอา 2 โปรดดูเพิ่มเติมใน พรทิพย์ ซังธำดำ วรรณกรรมทอ้งถ่ิน หน้ำ 57-62)


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 93 2. ประเภทเกี่ยวกับชีวติความเป็นอยขู่องสงัคมในชุมชน ตัวอย่าง : =โหม่ โหม่ แล แล วี ออะ บา ป่า ป่า แล แล คะ เอาะ ยื่อ เก๊ะ เก๊ะ ออะ แว อะ กิ ดื่อ น้อ น้อ ออะ แว อะ คี อ๊อ แว อะ เดอะ เม ชวี เม ชวี เนอ เส่อ อิ เม โก่ โก่ สวะ อะ ทะ โข่ โหม่ โหม่ เมอ เจ๊อ เป๊ อ หน่า พา เอาะ แว เดอ เมโก่ ป่า ป่า โม ล่อ เก่อ ชอ พา โม ลอ เล้อ แบะ โข่ แบะ ละ แบะโข่ แบะ ละ จอ ส่า นา จอ ส่า นา อ๊ิโกล่ด๊ิเกล้อ๊ิโกล่อ๊ิเกล้เจ่อ มอ เว เจ่อ มอ เว เอ้อ แล แพะ เว แพะ ลอ บะ อะ ดิ อะ เท ชอ โหม่ เส่ ปกา กุ อะ ค้อ ชอ พา เส่ ปกา วี เล้อ ฮ้อ กุ อะ ค๊อ เล้อ นะ โต่เจ๊ะ ด๊อ อะ สวเี่ลอ้ ม้อ เจ เล (moj moj lai lai wi auf ba paj paj lai lai hkav auf yuj keiv keiv auf wai av kix duv nauv nauv auf wai av qi auf wai daf de mei hswi mei hswi ne s’ iv auf wai de mei koj mei koj koj swav av htav hkof moj moj me cev p’ naj hpa pa pa me lau k’ hsau hpa mo lau lev bgaiv hkof bgaivlav bgaiv hkof bgaiv lav cau saj na cau saj na iv klov iv kleiv iv klov iv kleiv e’ mau wei e’ mau wei eh lai hpaix wei Hpaix baf av difav hteij hsau moj seif pgaz koox av hkaux hsau hpa seif pgaz wi lev haux Koov av hkaux lev nax toj eciv dauv av swif lev maux cei lei) เนือ้หา : เกี่ยวกับการท ามาหากินในชีวิตประจ าวันของชนเผ่า ปกาเกอะญอ แต่ใน ขณะเดียวกันพ่อและแม่จะฝากลูกน้อยเอาไว้ในบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่บ้าน และบท เพลงข้างต้นนี้จะบรรยายเรื่องราวในการท างานต่างๆให้กับเด็กน้อยฟัง แต่จะบรรยายในลักษณะของ บทเพลงกล่อมในขณะที่เด็กก าลังง่วงนอน 3. ประเภทโศกเศร้าหรือเด็กก าพร้า ตัวอย่าง: =โผ่ แค โอะ เลอะ โต นา เจ สะ เหม่ โอะ แล ออะ ช้อ เก hpof qai of le to naz cei sav meij of lai auf hsauv kei เนือ้หา: ก าพร้าอยู่สุดขอบลานบ้าน หากเมตตาโปรดอุ้มกลับมา =โถ่ หล่วย เป เลอะ เปอะ โข่ ดอ มี เตอะ เหน่ ลา เกอะ ปอ ลอ htoj lwij pqeiz lef pef hkoj dauz mi tef neij la kej pauz lauz เนือ้หา: นกเขาขันคูอยู่เหนือข้า หลับไม่ลงเพราะแสงพระจันทร์ = แล ต่า เก ตือ เผาะ ถ่อ คอ กอ ถ่อ โหม่ เป่อ แหมะ ที ลอ


องค์ความรูภู้มิปัญญาการดูแลสขุภาพของแม่และเด็กชนเผ่าปกาเกอะญอ 94 เนือ้หา: กลับจากการท างานจับหัวบันได เรียกหาแม่น ้าตาไหล = แล ต่า เก ตือ บลา เถ่อ วา กอ ถ่อ โหม่ เป่อ แหมะ ที ยวา เนือ้หา: กลับจากการท างานห้อยย่ามขาว เรียกหาแม่น ้าตาไหล = มี หม่อ เก่อ ลา โอะ เดอะ นา เพ้อ เซ หน่อ เป่อ โอะ เต่อ กา เนือ้หา: ฝันว่าฉันอยู่กับเธอ ตื่นขึ้นมาฉันอยู่คนเดียว = มี หม่อ เก่อ ลา โอะ เดอ พอ เพ้อ เซ หน่อ เป่อ แหมะ ที ลอ เนือ้หา: ฝันว่าฉันอยู่กับดอกไม้ ตื่นขึ้นมาฉันน ้าตาไหล 4. ประเภทกล่อมเด็ก ตัวอย่าง: = มีมีอูอูออะ ออะ อูอู (miz miz oo oo auv auv oo oo) เนือ้หา: หลับเสียเถิดเอย นอนเสียเถิดเอย = มี มี เออ เออ ต่าโอะ เล้อ เน้อะโข่ เนอะ เคอ (miz miz e e taj of lev n’ hkof n’ qe) เนือ้หา : หลับเสียเถิดเอย มีอะไรอยู่ข้างๆ = มี มี เออ เออ โหม่ โหม่ แล เดอะ ออ ที ป่า ป่า แล เดอะ ออ ที (miz miz e e moj moj lai dev au hti paj paj lai dev au hti) เนือ้หา : หลับเสียเถิดเอย แม่จะไปตักน ้า พ่อจะไปตักน ้า = มี มี เออ เออ โหม่ โหม่ แล ต่ก ป่า ป่า แล ต่า โหม่ โหม่ แล ต่า ป่า ป่า แล ต่า เจอะ จี๊เจอะ แล เจ่ โหม่จี๊แล เตอะ เก ต่า ก๊อ แอ ก๊อ ดี๊แล ก๊อ กุ แม แป กุ แม แป (miz miz e e moj moj lai taj paj paj lai taj e’ civ e’ lai cij moj civ lai t’ gei taj kauv aik kauv div lai kauv koox mai pai koox mai pai) เนือ้หา : หลับ เสียเถิดเอยแม่จะไปท างานพ่อจะไปท างานฉันว่าจะไปด้วย แม่บอกอย่าไปเลย พ่อ บอกอย่าไปเลย เสียงผีร้อง เสียงร้องอย่างไร เสียงร้อง...กุ แม แป กุ แม แป


Click to View FlipBook Version