องคค ์ วามร ู พ ้ ้ ื นบา ้ นเก ี่ยวกบั แม่และเด็กของชนเผ่าลีซู เครือข่ายชุมชนวัฒนธรรมลีซู5 หมู่บ้าน จังหวัดเชียงราย สมาคมศูนยร์วมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) สา นักงานกองทุนเพื่อสังคม (SIF) มูลนิธิเบอรน์ารด์แวนเลียร์ (Bernard Van leer Foundation)
บทน ำ ประวัติควำมเป็ นมำ ลีซู หมายถึง ผู้ใฝ่ รู้แห่งชีวิต ลีซู เป็นชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากชนชาติธิเบตและจีน เป็นเชื้อ สายของกลุ่ม โล- โล มีต้นก าหนดมาจากชนผิวเหลืองหรือมองโกลอยด์ที่สืบต่อกันมาในทวีปเอเชีย ปัจจุบัน ชนเผ่าลีซูแบ่งกลุ่มได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือลีซูด าและลีซูลาย แต่ลีซูที่อยู่ในประเทศไทยเป็น ระยะเวลาประมาณ 100 ปีที่ผ่านมาเป็นกลุ่มลีซูลาย ปัจจุบันลีซูมีประชากรทั้งหมดในประเทศ 32,744 คน ชนเผ่าลีซูพูดภาษากลุ่มธิเบต-พม่า-จีน ผสมผสานอย่างกลมกลืนกับภาษาไทยใหญ่และจีนฮ่อ ลีซูไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง แต่ส าหรับลีซูที่เป็นคริสต์ กลุ่มมิชชั่นนารีได้ใช้อักษรโรมันมา ดัดแปลงเป็นภาษาเขียนของชนเผ่าลีซู สังคมของชาวเขาเผ่าลีซูก็อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นชุมชนเช่นกัน ในแต่ละชุมชนจึงมี องค์กรที่ท าหน้าที่คอยปกครองควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกและความเคลื่อนไหวของชุมขน ให้เกิด ความสงบสุขและมีประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างเต็มที่ องค์กรชาวบ้านของชุมชนลีซู ก็ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งท าให้องค์กร ชาวบ้านของชุมชนลีซูในอดีตกับปัจจุบันมีลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง องคก์รชำวบ้ำนของชุมชนลีซูในอดีตประกอบด้วย 1. ฆว่าทูว์ (ผู้น าชุมชน) ต าแหน่งนี้จะถูกคัดเลือกและแต่งตั้งโดยชาวบ้าน 2. เมอมือ (ผู้น าด้านพิธีกรรม) ต าแหน่งนี้จะถูกก าหนดหรือแต่งตั้งโดย”อาปาโหม่”ซึ่งจะต้อง ผ่านตามพิธีเสี่ยงทายก่อน และแต่ละชุมชนมีเมอมือได้เพียงคนเดียว 3. หนี่ผะ (หมอผี) เป็นบุคคลที่ถูกคัดเลือก และก าหนดโดยวิญญาณบรรพบุรุษของตระกูล 4. โชโหม่วโชตี (ผู้อาวุโส) คือ บุคคลที่มีอายุ และเป็นที่เคารพนับถือของลูกบ้าน ปัจจุบันประกอบด้วย 1. ฆว่าทูว์ (ผู้น าชุมชน) ผู้ใหญ่บ้านทางการ 2. เมอมือ (ผู้น าด้านพิธีกรรม) ต าแหน่งการถูกแต่งตั้งยังเหมือนเดิม 3. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน.2 คน ฆว่าทูว์ เป็นคนแต่งตั้งให้ 4. อบต. ทางการ ชุมชนเป็นคนแต่งตั้ง บริหารหมู่บ้าน ดึงงบประมาณ 5. คณะกรรมการ หมู่บ้าน 6. ที่ปรึกษา /โชโหม่วโชตี (ผู้อาวุโส) 7. หนี่ผะ (หมอผี)
ส าหรับองค์กรชาวบ้านลีซู (องค์กรเผ่า) ในอดีตนั้นไม่ค่อยชัด แต่จะเด่นในการรวมกลุ่ม เครือญาติในตระกูลเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรระหว่างชุมชนลีซูที่มีบทบาทมากในสังคมลีซูอดีต โดยมีผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเป็นแกนการรวมกลุ่มเครือญาติ ในปัจจุบันกลุ่มเครือญาติยังคงมีการ รวมกลุ่มที่ท าพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งเครือญาติ นอกจากนี้ปัจจุบันได้เริ่มมีการรวมกลุ่มในระดับเผ่า เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าในชุมชนลีซูโดยทั่วไปเริ่มมีการเสื่อมสลายทางวัฒนธรรมของเผ่ามากขึ้น จึง จ าเป็นต้องหาเวทีแลกเปลี่ยนสถานการณ์ และปัญหาด้านวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน เพื่อค้นหา แนวทาง แก้ไข และก่อให้เกิดกระบวนการสืบทอดทางวัฒนธรรมของเผ่าสู่ชนรุ่นหลังต่อไป ส าหรับองค์ความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับแม่และเด็กของชนเผ่าลีซู เล่มนี้ จัดท าขึ้นมาเพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นตามสถานศึกษาท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้เด็กนักเรียน ชนเผ่าลีซูได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของชนเผ่าลีซูในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแม่และเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความเชื่อ พิธีกรรม การดูแลสุขภาพ ต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ของมารดาจนกระทั่งหลังคลอดบุตร ให้สืบทอดต่อไป และเกิดประโยชน์ต่อลูกหลานรวมทั้งผู้ที่สนใจที่จะเรียนรู้โดยศึกษาและเก็บรวบรวม ข้อมูลจากชุมชนลีซู 5 หมู่บ้าน คือ บ้านดอยช้าง ดอยล้าน และห้วยไคร้ ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และบ้านแม่มอญ และห้วยส้าน ต.ห้วยชมภู อ.เมือง จ.เชียงราย องค์ความรู้พื้นบ้านเกี่ยวกับแม่และเด็กของชนเผ่าลีซู ได้รับการสนับสนุนจาก ส านักงาน กองทุนเพื่อสังคม (SIF) มูลนิธิเบอร์นาร์ดแวนเลียร์ และสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและ วัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) หากหนังสือเล่มนี้มีข้อบกพร่อง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ คณะผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ เล่มนี้คงเกิดประโยชน์แก่ท่าน ไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดท ำ 1 สิงหาคม 2545
สารบัญ เนือ้หา หน้า บทที่1 ความเชื่อเกี่ยวกับชาติภพ ชีวิตหลังความตายและการเวียนว่ายตายเกิด 1.1. ความเชื่อเรื่องการเกิด 1 1.2. ความเชื่อเรื่องการตาย 2 1.3. ความเชื่อเรื่องการมาเกิดใหม่ 7 บทที่2 การตั้งครรภแ์ละการดูแลหญิงมีครรภ์ 2.1. ความฝันและลางสังหรณ์ 11 2.2. ข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์ 12 2.3. พิธีกรรมเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์ (โชฮาคู) 13 2.4. พิธีกรรมการสูญเสียหญิงมีครรภ์ 17 2.5. ข้อห้ามกับความเชื่อส าหรับหญิงมีครรภ์ 18 2.6 องค์ความรู้ในการรักษาสุขภาพหญิงมีครรภ์ 20 2.7 องค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารและยาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และผดุงครรภ์ 21 2.8 กรณีในชุมชนมีหญิงตั้งครรภ์โดยไม่มีพ่อเด็ก (ลูกชู้) ความเชื่อ 25 และวิธีการแก้ไข บทท ี่ 3 การคลอด การอยู่ไฟและเครื่องรางป้องกันสิ่งช่ัวร้าย 3.1. การเตรียมตัวก่อนคลอด 26 3.2. ขั้นตอนการท าคลอด 28 3.3. การจัดการดูแลเด็กหลังคลอด 29 3.4 ลักษณะ ท่าเกิดของเด็กชาย/หญิง/เด็กที่อายุไม่ยืน 31 3.5 การปฐมพยาบาลแม่และเด็กระหว่างคลอด 31 3.6 พิธีตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ (ฉาจัวเดื๋อ) 33 3.7 เคล็ดเกี่ยวกับการโกนผมและตัดเล็บเด็กทารก 36 3.8 การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของแม่และเด็กช่วงการอยู่ไฟ 36 3.9 อาหารและสมุนไพรส าหรับแม่และเด็กและการอบสมุนไพร 39 3.10 การแก้เคล็ดและต ารับยาสมุนไพรส าหรับแม่ที่ไม่มีน ้านม 42 3.11 เครื่องรางป้องกันสิ่งชั่วร้าย 43
บทที่4 ความรู้พนื้บ้านในการดูแลแม่และเด ็ กช่วงอยู่เดือน 4.1. ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามของหญิงอยู่เดือน 44 4.2. อาหารและสุมนไพรส าหรับแม่และเด็ก 45 4.3 การอบสมุนไพรช่วงครบเดือน 46 4.4 การปฏิบัติของแม่เด็กช่วงหลังพ้นเดือน 46 4.5 อาหารในระยะให้นมลูกและการหย่านม 47 4.6 การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของเด็กที่หย่านมใหม่ ๆ 47 4.7 องค์ความรู้พื้นบ้านในการดูแลและรักษาพยาบาลเด็ก 49 4.8 สูตรยาสมุนไพรทั่ว ๆ ไปและวิธีการรักษา 51 บทที่5 พัฒนาการของเด็ก 5.1 พัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงทางกายภาพ 53 5.2. สื่อที่ช่วยในการพัฒนาการของเด็ก 55 5.3. ภาษาส าหรับเด็ก 56 บทที่6 ความผิดปกติของเด็ก 6.1. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางพฤติกรรมและการแสดงออก 59 6.2. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางจิต 61 6.3. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางร่างกาย 62 บทที่7 กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมและกระบวนการเรียนรู้ 7.1. กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของชาวลีซู 64 7.2. การเรียนรู้กิจวัตรประจ าวันของตัวเอง 65 7.3. การเรียนรู้มารยาทสังคม 66 7.4. การเรียนรู้เกี่ยวกับสถานภาพทางสังคม 67 7.5. การสอนให้เด็กรู้จักชุมชน 68 7.6. การสอนการปฏิบัติตัวช่วงเทศกาลปีใหม่ 69 7.7 การสอนเทคนิคการท างานในไร่ และการเลี้ยงสัตว์ 70 7.8 การสอนให้เด็กรู้จักสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ 70 7.9 การสอนให้เด็กรู้จักเทพเจ้าและความเชื่อของชนเผ่า 74
บทที่8 กระบวนการเรียนรู้และนันทนาการสา หรับเด ็ ก 8.1 บทเพลงกล่อมเด็ก 77 8.2 การละเล่น 81 8.3 ปริศนาค าทาย 91 8.4 การเล่นต่อค า 97 8.5 สุภาษิต 97 8.6 บทเพลงเกี้ยวพาราสี 102 8.7 บทเพลงขอพร 105 8.8 บทเพลงก าสรวล 106 8.9 นิทาน 106 8.10 ต านาน 121
1 บทที่1 ความเชื่อเกี่ยวกับชาติภพ ชีวิตหลังความตายและการเวียนว่ายตายเกิด 1. ความเชื่อเรื่องการเกิด (นายไซ แซ่ลี้บา้นดอยลา้น) ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า ก่อนที่เด็กจะมาเกิดนั้น ดวงวิญญาณทุกดวงจะต้อง ผ่านอาปาโหม่ อาปาโหม่เปรียบเสมือนนายอ าเภอ ดวงวิญญาณทุกดวงต้องมาแจ้ง (รายงานตัว) ที่อาปาโหม่ฮี เพราะเช่นนี้ พอเด็กเกิดยาก (คลอดยาก) ก็ต้องเอาน ้า เอาธูป บอกอาปาโหม่ แล้วเด็กก็จะเกิดออกมาได้ง่าย เวลาที่มีเด็กทารกเกิดใหม่ในครอบครัว บิดา มารดาของเด็กทารกต้องรีบไปแจ้งให้อาปาโหม่ทราบภายใน 3 วัน โดยการน าไก่ตัว ผู้ที่ต้มแล้ว 1 ตัว เหรียญบาท 1 เหรียญ เอาไปที่อาปาโหม่ฮี และสวดบทสวดพิธีการแจ้ง เกิด ว่าตอนนี้เด็กคนนี้ได้เกิดมาที่ครอบครัวนี้แล้ว พร้อมกับท าการเสี่ยงทายชื่อของเด็ก โดยขอให้ อาปาโหม่ช่วยเลือกชื่อที่ได้เตรียมมาแล้ว โดยการอธิฐานว่าชื่อที่เลือกมานี้เหมาะสมกับ เด็กทารกคนนี้หรือไม่ และโยนเหรียญบาทที่น าไปด้วย พร้อมกับบอกว่าถ้าชื่อที่เลือกมานี้ เหมาะสมกับเด็กก็ให้เหรียญตกโดยหงายด้านหัวหรือก้อย แล้วแต่จะเลือก ถ้าหากโยน เหรียญแล้ว เหรียญหงายในด้านที่เหมือนกัน 3 ครั้ง ก็จะเอาชื่อนั้นไปตั้งให้เด็กทารกที่เกิด ใหม่ ในวันเดียวกันนี้ บิดา มารดา ของเด็กทารกที่เกิดใหม่ก็ต้องท าพิธีกรรมที่บ้าน เพื่อ แจ้งให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วทราบว่าตอนนี้ มีสมาชิกใหม่มาเกิดในบ้าน ถ้าบิดา มารดาของเด็กที่เกิดใหม่ ไม่ท าพิธีกรรมเหล่านี้ภายใน 3 วัน เชื่อว่าผีร้ายจะเอาเด็กไปเป็น ลูกของตน และท าให้เด็กทารกเสียชีวิตได้ การแก้ไขกรณีที่เด็กเกิดได้ 3 วันแล้วยังไม่ได้ท าพิธีแก้ไขโดยเอาหมิ่นหม้อทาที หน้าผากของเด็กเป็นการท าสัญญาลักษณ์ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตนแล้วห้ามใครมาเอา ไป ความเชื่อเกี่ยวกับวันและเวลาการเกิดของเด็ก (นายไซ แซ่ลี้ บ้านดอยล้าน) ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า เด็กเกิดมาวัน เวลาไหน ก็จะตายวันและเวลานั้น และผู้ชายจะตายในปีคู่ส่วนผู้หญิงจะตายในปีคี่ วันเกิดของเด็กเชื่อกันว่าไม่วันไหนที่ไม่ดี มีแต่เวลาเกิดที่ไม่ดี เช่น
2 • คนที่เกิดปีขาล ถ้าเกิดในตอนที่พระอาทิตย์ก าลังจะตก เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พอมีลูก ก็จะกินลูกตนเอง โดยกินดวงวิญญาณของลูกท าให้ลูกเกิดมาอายุไม่ ยืน แต่ถ้าหากเป็นเวลาอื่นจะไม่เป็นไร • คนที่เกิดในวันฉลู แล้วเกิดเวลาค ่าช่วงที่วัวเข้านอน เชื่อว่าเด็กคนนี้เกิดมาไม่ ค่อยล าบากเสียเท่าไหร่ เพราะเป็นช่วงที่วัวได้กินอาหารอิ่มแล้ว และก าลังเข้านอน แต่ถ้า เด็กเกิดช่วงเวลาที่วัว ควาย ก าลังท างานอยู่ (กลางวัน) เด็กคนนี้เกิดมาจะล าบาก เชื่อว่า กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจากการท างานหนักเหมือน วัว ควาย ความเชื่อเกี่ยวกับเด็กแฝดประเภทต่าง ๆ 1. เด็กแฝดหญิงกับแฝดชาย มีความเชื่อว่า เมื่อชาติก่อนเป็นพี่น้อง หรือสามีภรรยาที่รักกันมาก และชาติ ในนี้ก็ยังอยากมาเกิดร่วมกันอีกกรณีเด็กเกิดแฝดเช่นนี้ที่ผ่านมาจากการสังเกตการณ์ เด็กจะไม่รอดชีวิตทั้งสองคน จะต้องมีคนใดคนหนึ่งตาย แต่หากรอดชีวิตต้องท าพิธี บอกแก่เด็กที่เกิดใหม่ว่าชาตินี้เขาทั้งคู่จะครองคู่กันไม่ได้แล้วเพราะเป็นพี่น้องร่วม สายเลือดเดียวกัน 2. เด็กแฝดชายกับแฝดชายและแฝดหญิงกับแฝดหญิง มีความเชื่อว่า เมื่อชาติก่อนเป็นเพื่อนที่รักกนัมาก และในชาติน้ีจึงมาเกิดเป็นพี่ น้องฝาแฝดกันอีก 2. ความเชื่อเรื่องการตาย 2.1 ความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุคนใกล้ตาย มีความเชื่อกันว่า ถ้าคนในชุมชนใครที่ขวัญอ่อน หรือว่าอยู่ในช่วงป่ วยหนักใกล้ ตาย หรือเป็นคนแก่ที่มีอายุมากแล้ว ดวงวิญญาณของคนนั้นจะไปขอความช่วยเหลือจาก ผู้อื่น โดยการมาปรากฏตัวให้เห็นเป็นเงา เพื่อขอความช่วยเหลือตอนที่เจ้าของดวง วิญญาณนั้น อยู่ในช่วงที่ขวัญอ่อน การปรากฏตัวของดวงวิญญาณของคนขวัญอ่อน สามารถแยกได้ 2 กรณี ดังนี้คือ 1. แบบทปี่รากฎให้เหน็เหมือนคนธรรมดา แต่จะมาปรากฎเพียงระยะเวลา สั้น ยังไม่ทันที่ผู้เห็นนั้นได้ทักทาย แล้วก็จะหายตัวไปอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต ถ้าเป็นเช่นนี้ผู้ที่เป็นคนเห็นดวงวิญญาณนั้น ต้องรีบไปบอกเจ้าของดวงวิญญาณ ที่เราเห็น และบุคคลผู้ที่อยู่ในช่วงที่ขวัญอ่อน ถ้ามีคนมาบอกว่าเห็นดวงวิญญาณ
3 ของตนเอง โดยที่ตนเองมิได้ไปตรงบริเวณที่มีคนเห็น ก็ต้องรีบเอาไข่ 1 ฟอง กับข้าวสุก 1 ถ้วย และให้คนที่เห็นดวงวิญญาณเป็นผู้เรียกขวัญให้ ตรงจุดที่ ผู้เรียกขวัญเห็นการปรากฏของดวงวิญญาณ การที่ให้ผู้เห็นการปรากฎตัวของ ดวงวิญญาณเป็นผู้เรียกขวัญให้นั้น เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณ ต้องการให้ผู้นั้น เป็นคนเรียกขวัญให้ 2. ดวงวิญญาณแบบปรากฎให้เห็นเป็ นเงา เช่น การปรากฎให้เห็น เป็นเงาราง ๆ และเงาที่ปรากฎนั้นจะแบ่งออกเป็นเงา ขาวครึ่งหนึ่งด าครึ่งหนึ่ง แสดงว่าเจ้าของเงานั้น ขวัญอ่อนน้อย อาจจะก าลังป่ วยอยู่และใกล้จะตาย และ ถ้าหากรีบท าพิธีเรียกขวัญให้ก็อาจรอดตาย กรณีที่มีการปรากฎตัวเป็นเงาสีขาว ทั่วตัว แสดงว่าเจ้าของเงาคนนั้น ไม่สบายหนักและจะต้องตายแน่นอนไม่มีทาง รักษาให้หายได้ กรณีนี้จะให้ใครเรียกขวัญก็ได้หรือท าพิธีแบบไหนก็ได้ 2.2 ความเชื่อเรื่องหนีก้รรม/การชดใช้หนีก้รรม ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า ก่อนที่คนเราจะตาย หากติดหนี้ผู้อื่น และยังชดใช้ หนี้ไม่หมด ชาติต่อไปเราจะต้องชดใช้หนี้ที่ค้างช าระนั้น สะท้อนวิธีคิดของชาวลีซูที่ว่า มีหนี้ ต้องชดใช้ ซึ่งท าให้ชาวลีซูไม่นิยมมีหนี้สินโดยไม่จ าเป็น ด้วยเกรงว่าหากไม่อาจชดใช้หมดใน ภพนี้ ก็ต้องชดใช้ในภพหน้า ลักษณะการชดใช้หนีใ้นชาติปางก่อน • การไปเกิดเป็นม้าของเจ้าหนี้ที่เราค้างช าระหนี้ และต้องยอมให้เจ้าหนี้ต่างของ หนัก ๆจนกว่าจะคุ้มหนี้ที่ติดไว้ก่อนตาย • การไปเกิดเป็นหมูของเจ้าหนี้แล้วมีลูกหมูให้เจ้าหนี้ขายกินจนกว่าจะคุ้มกับหนี้ ที่ติดไว้ วิธีการแก้เคล็ด ในช่วงตั้งพิธีศพ ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังนั้นต้องอธิษฐานบอกผู้ตายว่าจะเป็นคนใช้ หนี้ที่ติดอยู่แทนพร้อมกับเอาทรัพย์สินที่มีอยู่เอาไปไว้ใกล้กับที่ตั้งศพ (ตอนที่ศพยังไม่ฝัง ก าลังท าพิธี)พร้อมกับอธิษฐานว่าลูกหลานจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้น าไปใช้หนี้ที่ติดคน อื่น คืออธิษฐานให้ขวัญเงินทอง (ทรัพย์สิน) ลักษณะทเี่จ้าหนีม้าทวงหนี้ • ถ้ามาเกิดเป็นคน เจ้าหนี้จะมาเกิดเป็นลูกของลูกหนี้ จะมาเกิดเป็นลูกคนที่ดีที่
4 สุด มีน ้าใจ ขยันขันแข็ง พอเริ่มจะเข้าวัยรุ่น หรือวัยที่บิดา มารดา พอจะพึ่งพาได้ ก็มาตายจาก ท าให้ผู้เป็นบิดา มารดา เสียใจมาก ๆ • เกิดมาเป็นเด็กพิการตั้งแต่เล็ก เพื่อเป็นภาระให้บิดา มารดา ต้องคอยดูแล เชื่อ ว่าเจ้าหนี้จะท าทุกวิถีทาง เพื่อที่จะให้คุ้มกับหนี้ที่ค้างช าระอยู่ 2.3 การจัดการพิธีศพ ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า ผู้ใหญ่หรือผู้มีผู้สืบสกุล ถ้าตายแล้วจะมาอยู่ที่แท่น บูชาประจ าบ้านของผู้สืบสกุล เพื่อคอยคุ้มครองลูกหลานให้พ้นรอดจากภยันอันตรายใด ๆ ส่วนวิธีการจัดการศพนั้น ขั้นแรก จะต้องมีการแยกก่อนว่า ศพตายภายในหมู่บ้านหรือ นอกหมู่บ้าน และถ้าศพนั้นตายภายในหมู่บ้านจะมีการตั้งพิธีศพที่บ้าน แต่ถ้าศพนั้นตาย นอกหมู่บ้าน เช่น การตายในโรงพยาบาลจะไม่สามารถน ากลับมาตั้งพิธีศพที่บ้าน เพราะ มีความเชื่อกันว่าจะน าภยันอันตรายมาสู่ครอบครัวและคนในหมู่บ้าน จึงต้องตั้งศพนอก หมู่บ้านที่นอกเขตการดูแลของเทพอาปาโหม่ว อาจเป็นปากทางก่อนเข้าหมู่บ้าน และท า การเผาศพและเก็บกระดูกเข้าไปในหมู่บ้านและจัดการฟังศพตามพิธี 2.4 เงินปากผี (ฝุฉะ) ถ้ามีคนที่ใกล้ตาย และแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีทางรอด ให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือลูก หลานของผู้ตาย รีบใส่เงินปากผี (ฝุฉะ) ดังนี้ ถ้าผู้ตายเป็นชาย ปฏิบัติดังนี้ 1. ให้น าเม็ดเงินแท้ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร 9 เม็ดหรือ เมล็ดข้าวสารที่ไม่มีรอย หัก 9 เม็ด ซึ่งการที่ต้องใช้เม็ดเงินแท้ 9 เม็ด หรือเมล็ดข้าวสาร 9 เม็ด เพราะเชื่อว่า ชายมีดวงวิญญาณ (โชวฮา) 9 ดวง 2. น ้าเปล่าพอที่จะผสมกับเมล็ดข้าวสารหรือเม็ดเงิน 3. ให้น าเม็ดเงิน,เมล็ดข้าวสาร,น ้าเปล่ามาผสมกันแล้วป้อนให้ผู้ตายกลืนกินให้หมด ในกรณีทผีู่้ตายเป็นผู้หญิง ให้ท าเหมือนผู้ตายที่เป็นผู้ชาย แต่ให้ลดจ านวนเม็ดเงินหรือเมล็ดข้าวสาร เป็นเพียง 7 เม็ด เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณ (โชวฮา) ของผู้หญิงมี 7 ดวง จึงต้องใช้ เท่ากับจ านวนของโชวฮา ข้อควรพิจารณา 1. ในกรณีที่ผู้ตายเป็นเด็กหรือวัยหนุ่มสาวที่ยังไม่มีบุตรไม่ต้องใส่เงินปากผี
5 2. ในกรณีที่ผู้ตายเป็นคนที่เคยมีครอบครัว (พ่อหม้าย แม่หม้าย ) และมีบุตรแล้ว แต่ไม่ มี บุตรชายให้ป้อนฝุฉะเหมือนกัน ความหมายของฝุฉะ สา หรับผู้ตาย 1. ท าให้ชาติหน้าของผู้ตายมีเงินมีทองใช้ จะได้ไม่ต้องล าบากยากจน 2. ท าให้วิญญาณของผู้ตายไม่ต้องหิวโหย เพราะจะอิ่มเมล็ดข้าวที่ป้อน ให้เงินปากผีแล้ว 3. ท าให้วิญญาณของผู้ตายมีเงินมีทองจ่ายค่าผ่านด่านประตูที่ที่ วิญญาณจะผ่านไป สา หรับลูกหลาน 1. ท าให้ลูกหลานร ่ารวยมีเงินทอง 2. ท าให้ลูกหลานท ามาหากินได้ดียิ่งขึ้น พิธีอาบน ้าศพ (มูส)ึ อุปกรณ์ที่ใช้การอาบน ้าศพ 1. กาต้มน ้า 2. ยอดหรือใบกัญชง 3. กะลามังผสมน ้าอุ่น 4. น ้าเปล่า 5. ใบหลู่ฆัว ขั้นตอนการเตรียมน ้าสา หรับอาบน ้าศพ 1. น าน ้าเปล่ามาต้มกับใบกัญชงจนเดือด 2. พั กน ้าให้ พออุ่น ๆ ในกะลามังที่เตรียมไว้ 3. น าใบหลู่ฆัวมาแช่กับน ้ากัญชง วิธีการอาบน ้าศพ กรณีที่ผู้ตายเป็นชาย ที่มีบุตรชายสืบสกุล
6 ผู้อาบน ้าศพจะต้องเป็นบุตรชายของผู้ตายหรือในกรณีที่บุตรชายไม่อยู่หรือไม่ สามารถอาบน ้าศพได้ ก็ให้ญาติผู้ชายที่ใกล้ชิดท าการอาบน ้าศพแทนเพราะศพของผู้ชายนั้นถ้า ผู้หญิงอาบให้นั้นไม่สะดวก วิธีการเช็ดน ้าศพ 1. ให้ผู้อาบน ้าศพ น าใบหลูฆัวที่แช่น ้าใบกัญชงมาเช็ดจากหัวถึงปลายเท้า ให้ เช็ดเพียง 4 ครั้ง 2. ให้ท าการเช็ดย้อนจากปลายเท้าถึงหัว ให้เช็ดเพียง 5 ครั้ง ในกรณีทผีู่้ตายเป็นหญิง ที่มีบุตรชายเป็นทายาทสืบสกุล ผู้อาบน ้าศพต้องเป็นบุตรสาว ในกรณีที่ผู้ตายไม่มีบุตรสาวหรือบุตรสาวไม่ สามารถอาบน ้าศพได้ ก็ให้น้องสาว,พี่สาว หรือแม่ ของผู้ตายเป็นผู้อาบน ้าศพ วิธีปฏิบัติ 1. ให้ผู้อาบน ้าศพ น าใบหลูฆัวที่แช่น ้าใบกัญชงมาเช็ดศพ โดยให้เช็ดจากหัวถึง ปลายเท้า เพียง 3 ครั้ง และให้เช็ดย้อนขึ้น 4 ครั้ง ความเชื่อ : การอาบน ้าศพโดยการเช็ดลง ชนเผ่ามีความเชื่อว่าเป็นการเช็ดสิ่งชั่วร้ายที่เคย อยู่ในร่างของผู้ตายออกให้หมด ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า : การอาบน ้าศพโดยการเช็ดขึ้น ชนเผ่ามีความเชื่อว่าเป็นการเช็ดเอาขวัญเงิน ขวัญทองเข้าร่างของผู้ตาย เพื่อให้ผู้ตายไปเกิดพร้อมกับสิ่งดีงาม 2.5 ความเชื่อเรื่องการตายแล้วไปไหน มีความเชื่อกันว่า หลังจากที่คนเราตายแล้ว ดวงวิญญาณของคนเราจะไปแจ้งให้ อาปาโหม่ทราบว่าตอนนี้ตนได้ตายไปแล้ว หลังจากแจ้งการตายให้อาปาโหม่ทราบแล้ว ดวง วิญญาณของคนเราก็จะกลับไปรอขอส่วนบุญจากลูกหลาน ที่มาท าบุญให้ (ในวันเช็งเม้ง) และ ประจ าอยู่ที่หลุมศพของตนเอง 3 ปี จึงจะกลับมารายงานตัวกับอาปาโหม่ฮี อีกครั้งเพื่อขอไปเกิด ใหม่หรือ ขึ้นสวรรค์ หรือลงนรกบ้าน ก็แล้วแต่ว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ท าคุณงาม ความดี หรือท า
7 บาปไว้มากน้อยเพียงใด ส าหรับผู้ที่มีผู้สืบสกุลก็จะมาประจ าอยู่ที่แท่นบูชาประจ าบ้านของผู้สืบ สกุลของตน 2.6 ความเชื่อเกี่ยวกับของขวัญวิญญาณของผู้หญิงและผู้ชาย - ขวัญวิญญาณของผู้ชาย เชื่อว่า มี 9 ดวง 1. ดวงวิญญาณที่ขี้อาย 2. ดวงวิญญาณหน้าด้าน 3. ดวงวิญญาณที่เก่ง คือ สามารถเหาะเหิรบนท้องฟ้าได้ 4. ดวงวิญญาณที่เป็นอัมพาต 5. ดวงวิญญาณที่ฉลาดมาก 6. ดวงวิญญาณที่โง่ 7. ดวงวิญญาณที่อยู่เฝ้าหลุมศพเมื่อ ตอนที่ตายไปแล้ว 8. ดวงวิญญาณที่จะอยู่ประจ าที่แท่นบูชา (ต๋าเบียะ) 9. ดวงวิญญาณที่อยู่กับเงา มีความเชื่อว่าเวลาที่เราหกล้มดวงวิญญาณที่อยู่กับ เงานั้นจะช่วยดึงให้เราลุกขึ้นมา - ขวัญวิญญาณของหญิง เชื่อว่า มี 7 ดวง 1. ดวงวิญญาณที่หน้าด้าน 2. ดวงวิญญาณที่เก่ง คือ สามารถเหาะเหิรบนท้องฟ้าได้ 3. ดวงวิญญาณที่เป็นอัมพาต 4. ดวงวิญญาณที่ฉลาด 5. ดวงวิญญาณที่อยู่กับเงาตัวเองซึ่งมีความเชื่อเหมือนกันกับชาย 6. ดวงวิญญาณที่จะอยู่ประจ าที่แท่นบูชา (ต๋าเบียะ) 7. ดวงวิญญาณที่อยู่เฝ้าหลุมศพเมื่อตอนที่ตายไปแล้ว 3. ความเชื่อเรื่องการมาเกิดใหม่ ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า เด็กที่เกิดมาแล้วและตายไป เด็กคนนี้ยังจะมาเกิดกับบิดา มารดา คนเดิม เชื่อว่าเด็กคนนี้ตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตาย ดังนั้นจึงกลับมาเกิดกับบิดา มารดา คนเดิมอีกครั้ง แต่เด็กบางคนอาจไปเกิดกับบิดา มารดาคนใหม่ก็ได้ 3.1 ลักษณะการตายแล้วมาเกิดใหม่ มี 2 ลักษณะ ดังนี้
8 1. การมาเกิดใหม่กับพ่อ แม่ คนเดิม (นางอะซือมะ แซ่ย้าง บ้านดอยล้าน) ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อว่า การที่เด็กมาเกิดใหม่กับพ่อ แม่ คนเดิม เป็นเพราะว่า เด็กคนนี้ยังมีความรัก ความผูกพันธ์กับพ่อแม่คนเดิม และหลังจากตายแล้วก็ยังอยากจะ เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่คนเดิมอีก หรือในชาติปางก่อนเคยท าความดีหรือท าบุญร่วมกัน และได้อธิฐานว่าจะเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูก กันอีก แต่เมื่อเด็กมาตายก่อนที่จะถึงเวลาตายจริง ๆ อาปาโหม่จึงให้เด็กคนนี้มาเกิดกับพ่อ แม่ คนเดิมอีกครั้งหนึ่ง ต านานการตายแล้วมาเกิดใหม่กับพ่อ แม่ คนเดิม “ เมื่อ นานมาแล้ว มีชายลีซูชื่ออาซือหย่าปึ มีลูกชายทั้งหมด 4 คน แต่คนที่ 1 ถูก ม้าเหยียบตายตั้งแต่เด็ก แล้วน าไปฝังไว้ใกล้ ๆ หมู่บ้าน และฝังริมทางไปไร่ ต่อมาภรรยา ของนายอาซือหย่าปึก็ให้ก าเนิด ลูกชายอีกคนหนึ่ง และลูกชายคนนี้เมื่อโตพอที่จะพูดได้ก็ บอกว่า พ่อ แม่ว่า “ผมเป็นลูกคนแรกของพ่อแม่นะ ก็คนที่ถูกม้าเหยียบตายไงล่ะ แล้วพ่อ กับแม่ก็น าผมไปฝังไว้ท้ายหมู่บ้าน และไว้ติดกับริมทางไปไร่ พอผมเห็นแม่ไปไร่ ตอน กลับมาผมก็ดึงชายเสื้อแม่กลับมาด้วย” อาซือหย่าปึ ได้ยินลูกพูดเช่นนี้ ก็เอาไข่เน่า (ไข่ที่ แม่ไก่ฝักไม่ออกเป็นตัว) ให้ลูกกิน ตั้งแต่นั้นมาเด็กคนนี้ก็จ าเรื่องเมื่อชาติปางก่อนไม่ได้” ในกรณีที่เด็กจ าความเมื่อชาติปางก่อนได้นั้น ชนเผ่ามีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กไม่ สบายบ่อย และอายุไม่ยืน พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นจะต้องเอาไข่เน่า หรือไข่ที่แม่ไก่ไม่ สามารถฟักเป็นตัวได้เอามาต้มให้เด็กกิน เพราะเชื่อว่าจะท าให้เด็กลืมความทรงจ าเก่า ๆ เมื่อชาติปางก่อน 2. การมาเกิดใหม่กับพ่อ แม่ คนใหม่ (นางอะซือมะ แซ่ย้าง บ้านดอยล้าน) ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า การที่เด็กตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ แต่ไปเกิดกับพ่อ แม่ คนใหม่ เป็นเพราะว่า ตอนที่ยังไม่ตายเด็กคนนี้ได้ท าการบนบานเอาไว้ว่าอยากเกิด เป็นลูกของพ่อ แม่ คนนั้น พอตายไปแล้วจึงได้ไปเกิดกับพ่อแม่ที่ตนเองอยากจะเป็นลูก หรืออีกกรณีเป็นเพราะว่า เด็กคนที่เกิดมานั้น มิใช่ลูกที่แท้จริงของพ่อ แม่ คนเก่า แต่ก็มา เกิดกับพ่อ แม่ คนเก่า เพราะว่าต้องการมาทวงหนี้ที่พ่อ แม่ คนเก่าเคยก่อไว้กับตนเอง เมื่อ ชาติก่อน เด็กเลยมาเกิดเพื่อมาทวงหนี้ พอเด็กโตขึ้นมาหน่อยหรือก าลังอยู่ในช่วงที่น่ารัก น่าเอ็นดู เป็นเด็กดี ขยัน และรักพ่อแม่ หรือโตพอที่จะช่วยการงานได้บ้างแล้ว เด็กก็จะมา ตายตอนนี้ เพราะเด็กต้องการจะสร้างความผูกพันธ์ระหว่าง พ่อกับแม่ ท าให้พ่อ แม่ รัก มาก ๆ แล้วเด็กก็จะตาย เพราะต้องการให้พ่อ แม่คนเดิมเกิดความรู้สึกเสียใจที่สุด เพราะ
9 เมื่อชาติที่แล้ว พ่อ แม่ คู่นี้เคยท าความผิดที่ท าให้เด็กคนนี้เสียใจมาก มาก่อน เด็กจึงมา ทวงคืนในชาตินี้ หลังจากนั้นเด็กก็จะไปเกิดกับพ่อ แม่ คนใหม่ ที่เด็กควรไปเกิด โดยที่ อา ปาโหม่ จะเป็นคนบอกดวงวิญญาณของเด็กเองว่า เด็กแต่ละคนควรจะไปเกิดกับพ่อ แม่ คนใด แล้วแต่ว่า เด็กคนนี้เคยท าความดีไว้มาก หรือท าความชั่วไว้มาก ถ้าท าดีไว้มาก อาปาโหม่ก็จะจัดให้เด็กไปเกิดกับพ่อ แม่ คนใหม่ ที่เป็นคนดี รักลูกและร ่ารวย ท าให้เด็ก ไม่ต้องล าบาก แต่ถ้าเด็กเคยท าความชั่วไว้มาก ก็จะต้องไปเกิดกับพ่อ แม่ ที่ยากจนและ มักมีปัญหาในครอบครัวให้ประสบอยู่บ่อย ๆ ต านานการเกิดใหม่กับพ่อ แม่ คนใหม่ “ เมื่อนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ก าลังจะเข้าสู่วัยสาว และครอบครัวของเด็กสาว คนนี้ก็ยากจนมาก อยากกินอะไรก็ไม่ได้กิน ต้องอดอยาก มาตลอด และในหมู่บ้านที่เด็ก สาวคนนี้อาศัยอยู่นั้นก็มี ครอบครัวหนึ่ง เจ้าบ้านชื่อ หย่าซู มีฐานะร ่ารวยมาก มีทุกอย่าง ด้วยความที่เคยอดอยาก เด็กสาวคนนี้ก็ บอกกับเพื่อนบ้าน ว่า ถ้าเราตาย เราจะไปเกิด เป็นลูกสาวที่บ้านหย่าซู เพราะว่าถ้าได้เกิดเป็นลูกของหย่าซู นี้จะท าให้ไม่อดอยาก อยาก กินอะไรก็ได้กิน เนื้อสัตว์ป่ าก็ได้กิน เพราะหย่าซูนั้น ล่าสัตว์เก่งด้วย ต่อมาเด็กสาวคนนี้ก็ ป่ วย และได้ตายไปในที่สุด และในเวลาต่อมาภรรยาของนายหย่าซูได้ก าเนิดบุตรสาวคน หนึ่ง พอเด็กคนนี้โตพอที่จะพูดได้ ก็บอกว่าเมื่อชาติก่อน หนูเป็นลูกสาวของคนนั้น (บิดา มารดาคนก่อน) และหนูยังเก็บหวีไว้ที่ชายคาบ้าน และทุกคนจึงพากันไปดูหวี ที่บ้านที่เด็ก คนนี้ได้พูดถึง ซึ่งปรากฏว่ามีหวีซ่อนอยู่ที่ชายคาบ้านจริง ๆ ดังที่เด็กกล่าวมา และเด็กหญิง คนนี้ก็เล่าเรื่องที่ชาติปางก่อนได้ทั้งหมด แต่เด็กคนนี้จะไม่สบายบ่อย นายหย่าซูก็ได้น า ไข่เน่ามาให้ลูกสาวกิน ตั้งแต่นั้นมา เด็กคนนี้ก็จ าความเมื่อชาติปางก่อนไม่ได้เลย และได้ หายจากอาการไม่สบายบ่อยด้วย” 3.2 ข้อสังเกตทที่า ให้รู้ว่าเด็กทตี่ายแล้ว ไปเกิดใหม่กับพ่อ แม่คนใด 1. การทา เครื่องหมาย พ่อ แม่ ที่รักลูกมาก ๆ พอลูกตายไป พ่อ แม่ ก็จะอธิฐานว่าขอให้ลูกมาเกิดกับตน อีกหรือ พ่อแม่ บางคน น าหมิ่นหม้อสีด ามาทา หรือ แต้มท าเป็นจุดไว้ที่ใดที่หนึ่งบนร่าง ของลูกเพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้หมิ่นหม้อสีด า ที่แต้มไว้กลายเป็นปานด า เมื่อเด็กไป เกิดใหม่ในชาติหน้า หรือพ่อ แม่บางคนจะให้ปูนแดงที่ผู้เฒ่า ผู้แก่ไว้กินหมากมาท าเป็น สัญลักษณ์แทนหมิ่นหม้อก็ได้ จะท าให้ปูนแดงที่แต้มไว้บนร่างที่เป็นศพของลูก กลายเป็น ปานแดง เมื่อเด็กไปเกิดใหม่ในชาติหน้าตนจะได้จ าเด็กได้
10 หลังจากนั้น ถ้ามีเด็กมาเกิดใหม่ในหมู่บ้าน พ่อ แม่ คนเก่าของเด็กก็จะไปขอดูเด็ก ที่เกิดใหม่ว่าบนร่างกายของเด็กที่เกิดใหม่มีปานด า หรือปานแดง ในต าแหน่งที่ตนเองเคย ได้แต้มลูกของตนไว้หรือไม่ ถ้ามีอย่างที่ตนเองได้ท าสัญลักษณ์ไว้ก็ถือว่าเด็กคนนี้เมื่อชาติ ก่อนเป็นลูกของตน แต่ถ้าไม่มี หรือถ้าเด็กมีปานแดง หรือปานด า แต่เป็นปานในต าแหน่ง ที่ตนเองไม่ได้ท าสัญลักษณ์ไว้ก็ถือว่าไม่ใช่ลูกของตน แต่จะเป็นลูกของคนอื่น ที่เคยท า สัญลักษณ์ไว้เช่นกัน 2. เด็กเล็กบอกเอง เมื่อเด็กเล็กมีอายุ ประมาณ 2 ขวบกว่า ๆ หรือเด็กเล็กโตพอที่จะเริ่มพูดได้แล้ว จะ เป็นคนบอก พ่อ แม่ หรือคนใกล้ชิด เอง ว่าตนเองเป็นใคร และมาจากไหน เด็กจะจ าความ เมื่อชาติก่อนได้
11 บทที่2 การตงั้ครรภ ์ และการดูแลหญิงมีครรภ ์ 1. ความฝันและลางสังหรณ์ 1.1 ความฝันก่อนการตั้งครรภ์ ชาวลีซูเชื่อว่าความฝันบางเรื่องเป็นลางบอกเหตุและเกิดขึ้นจริงได้ โดยเฉพาะ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ความฝันบางอย่างของผู้หญิงการมีครรภ์เป็นลางบอกเหตุถึงการ ตั้งครรภ์ เช่นจะฝันเห็นว่ามีทากเขียวตัวโตมาเกาะและดูดเลือด จะจับทิ้งยังไงก็ทิ้งไม่ได้ ทากตัวนี้จะเข้าไปในส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย พอตื่นขึ้นมาก็จ าความฝันนี้ได้อย่าง ชัดเจน จ าได้ตลอดไม่มีลืม ถ้าฝันเช่นนี้แสดงว่าได้มีดวงวิญญาณมาปฏิสนธิในท้องแล้ว 1.2 ความฝันช่วงมีครรภ์ ในช่วงมีครรภ์จะมีความฝันบางลักษณะที่เป็นสัญญาณหรือลางบอกเหตุว่าเด็ก ในครรภ์จะเป็นเพศใด - ลางสังหรณข์องเด็กผู้ชาย หากแม่ฝันเห็นว่าไปล่าสัตว์ ยิงปืน ล่าสัตว์ก็ได้เนื้อสัตว์ป่ ามาเยอะ หา แตงกวาก็ได้แต่แตงกวาลูกใหญ่ ๆ ดี ๆ ฝันว่าไปตัดต้นไม้ต้นใหญ่ หรือแม่ฝันว่า ได้ไปออกศึกสงครามมีการสู้รบ และเป็นฝ่ ายชนะสงคราม ความฝันลักษณะนี้ แสดงว่าเด็กในท้องเป็นเด็กผู้ชาย - ลางสังหรณข์องเด็กผู้หญิง หากแม่ตั้งครรภ์ฝันว่า ไปเก็บผัก จับปลา เก็บผักก็ได้แต่ผักงาม ๆ ดี ๆ หาปลาก็ได้ปลาตัวใหญ่และยังเป็นปลาที่มีชีวิตอยู่ แสดงว่าก าลังตั้งครรภ์เป็น เด็กผู้หญิง - ลางสังหรณ์ของเด็กพิการ หากแม่จะฝันว่าไปเก็บผัก ผลไม้ก็ได้แต่ลูกที่มีรอยต าหนิ ลูกที่ไม่สวย ถ้า เป็นเช่นนี้ เด็กที่เกิดมาอาจจะปากแหว่ง หรือแขน, ขา ด้วน ก็เป็นได้
12 • ความฝันและการคลอด - ลางบอกเหตุการเสียชีวิตของเด็กก่อนคลอด หากแม่ที่ตั้งครรภ์ฝันว่าก าลังอาเจียร,มีเลือดก าเดาไหล,น ้าตาไหล ปัสสาวะเป็นเลือด หรือ ผมร่วง, แขน,ขาของแม่ขาด หรือแม่จะฝันว่าไปล่าสัตว์ก็ จะได้แต่เนื้อสัตว์ที่เน่าเสียแล้ว ไปเก็บแตงกวาก็จะได้แต่ผลแตงกวาที่ไม่มีขั้วและ เน่าเสีย แสดงว่าเด็กในท้องก าลังจะแท้งหรือเกิดมาจะมีบุญน้อย อายุจะไม่ยืน - ลางบอกเหตุการเสียชีวิตของเด็กหลังคลอด (เด็กทอี่ายุไม่ยืน) หากแม่ที่คลอดแล้วจะฝันเห็นลูกน้อยมาบอกลาว่าจะไปที่อื่น โดย จะไม่ กลับมาอีก หรือฝันเห็นลูกก าลังเดินเข้าไปในน ้า, ในกองไฟ, หรือเดินไปที่มีอันตราย หรือเดินไปบนถนนที่มีความยาวสุดสายตา แม้ว่าในฝันแม่ได้เรียกให้ลูกเดินกลับมา หา แต่เด็กจะเพียงแค่เหลียวมาดู และยังคงเดินจากไปโดยไม่พูดไม่จา ท าเหมือนกับ ว่าไม่ได้ยินที่แม่เรียก ความฝันในลักษณะนี้ชนเผ่าลีซูมีความเชื่อว่า เด็กคนนี้ท าบุญ มาแค่นี้หรือพ่อ แม่ของเด็กท าบาปไว้เยอะ หรือเด็กคนนี้แค่มาทวงหนี้ที่ติดค้างเมื่อ ชาติที่แล้ว แล้วก็จะจากไป 2. ข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์ 2.1 การปฏิบัติตนต่อผู้เฒ่าผู้แก่หรือบุคคลท่ัวไป คือ ห้ามดูถูกเหยียบหยามใครไม่ว่าผู้เฒ่าหรือผู้แก่ คนพิการหรือบุคคล ทั่วๆ ไปเพราะการที่เราดูถูกหรือหัวเราะเยาะคนอื่นนั้นอาจท าให้ลูกในท้องนั้นพิการ ได้ แต่โดยปกติแล้วชนเผ่าลีซูนั้นจะสอนลูกหลานทุกคนทั้งหญิงและชายตั้งแต่เด็กๆ ว่าห้ามดูถูกหรือหัวเราะเยาะผู้อื่น เพราะจะท าให้กรรมตามสนองเรา (จุ๊แม) 2.2 ข้อควรปฏิบัติของคนรอบข้างหญิงมีครรภ์ - สมาชิกในครอบครัวจะต้องเตือนไม่ให้แม่ที่ตั้งครรภ์ท าผิดในสิ่งที่ห้ามต่าง ๆ เพราะถ้า ไม่มีคนเตือนอย่างสม ่าเสมอ อาจท าให้แม่ที่ตั้งครรภ์ลืมได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ครั้งแรก - สามีต้องช่วยภรรยาในเรื่องการท างานหนัก ๆ ที่หญิงมีครรภ์ไม่ควรจะท า
13 3. พิธีกรรมเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์(โชฮาคู) การตั้งครรภ์ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของผู้หญิงอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่อ ขวัญและวิญญาณที่เป็นพลังชีวิตด้วย การเรียกขวัญ การท าบุญและการสะเดาะเคราะห์ จึงเป็นพิธีกรรมส าคัญที่จะช่วยเยียวยาให้เกิดภาวะสมดุลย์ของร่างกายและจิตใจของหญิง อันเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของสรีระ 3.1 พิธีกรรมต่างๆทจี่ะทา ได้เช่น เรียกขวัญทแี่ท่นบูชาบรรพบุรุษประจา บ้าน (อาปาอ้าหญ่าชือหย่าดี่ชัว) และอึเ้ปาะ และทอี่าปาโหม่ฮี(อาปาโหม่ฮีชือหญ่าดี่ชัว) ท า ศาลา(ส้าละหลัว) และท าสะพาน (กู่จีก๊ัวจะ) การท าพิธีกรรมนี้จะมี 2 กรณี คือ กรณีที่ใช้ไก่หรือใช้หมู แต่แนวทางการ ปฏิบัติการจะเหมือนกัน พิธีกรรมนี้จะท าขึ้นก็ต่อเมื่อหญิงมีครรภ์ไม่สบายมาก ก็จะไปหา หมอผีให้ช่วยดูลายมือให้ว่า จะต้องท าพิธีกรรมใดบ้าง จะให้ใช้หมูเซ่นหรือใช้ไก่เซ่น หมอ ผีจะเป็นคนบอกผู้ประกอบพิธีกรรม และการดูลายมือของหมอผีท าให้ทราบว่าการ เจ็บป่ วยนั้นมีสาเหตุมาจากการรังควานของผีร้ายหรือว่าเป็นการเจ็บป่ วยที่ต้องใช้ยา รักษา ชนเผ่าลีซู มีค าพังเพยว่า “ถ้าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” (หมันฐูดา หมันฬุวกาเยีย) แปลว่า “ถ้าไม่เชื่อ ก็อย่าไปลองดี “ เมื่อเราไปพึ่งเขา (หมอผี) เราต้องท าตามที่เขาท านาย เพราะค าท านายของหมอผี ถ้าเราท าตามจะเป็นผลดี ถ้าเราไม่ท าตาม จะเป็นผลร้าย คือ หลังจากไปดูลายมือแล้ว เราไม่ท าตามเมื่อเกิดปัญหาอะไรไม่ดีขึ้นมา จะท าให้เราไม่ สบายใจ ฉะนั้นก่อนที่จะไปดูลายมือ ตอนที่ไม่เจ็บป่ วยนั้น จะต้องท าใจว่า ถึงแม้ค า ท านายจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรับได้ ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า การท าพิธีกรรมการท านาย (หนี่ผะหนี่กั๊วะ)ในบ้าน เป็นการท านายที่ต้องท าตาม เพราะหมอผีจะบอกให้ทราบถึงสาเหตุที่มีคนเจ็บป่ วย ภายในบ้านว่าเกิดจากการที่บรรพบุรุษขอกินเครื่องเซ่นไหว้ เพราะบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป แล้ว ไม่สามารถขอกินเครื่องเซ่นไหว้จากผู้อื่นได้ นอกจากลูกหลานของตนเอง หรืออาจ เกิดจากการที่ผู้ป่ วย หรือคนภายในบ้านไปท าผิดผีผิดประเพณีไว้แล้วเจ้าทุกข์ (ผีร้าย) ตามมารังควาน 1. (อาปาอ้าหญ่าชือดี่ชัว) กรณีที่ต้องใช้ไก่เซ่นไหว้ ขั้นตอนการเตรียม เหมือนกับการเตรียมอุปกรณ์เพื่อไปท าพิธีเรียกขวัญที่อาปาโหม่ฮี แต่กรณีนี้ จะท าที่แท่นบูชาภายในบ้าน จะมีการเปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชา จุดธูป เทียน บท
14 สวดที่ใช้สวดก็จะเปลี่ยนเป็นการเชิญให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มาร่วม รับประทานของเซ่นไหว้ และขอพรจากบรรพบุรุษ 2. (โชฮาคูว) กรณีที่ใช้หมูนั้น ต้องต้มหัวหมู, ขา, ไต, ม้าม, หัวใจและหางหมู หมายถึง การเรียกหรือเชิญดวงวิญญาณคืนกลับมา เพราะชนเผ่าลีซูมีความ เชื่อกันว่าผู้หญิงจะมีดวงวิญญาณ 7 ดวง ผู้ชายจะมีดวงวิญญาณ 9 ดวง ถ้า วิญญาณดวงใดดวงหนึ่งไปที่อื่นคือ ออกจากร่าง ก็จะไม่สบาย ต้องเชิญญาติ ๆ มาช่วยเรียกคืนมา ขั้นตอนการเตรียม (โชฮาคูว) แบบอื้อเปาะ 1. ต้องจัดขันโตก ตั้งไว้ข้าง ๆ ประตูทางขวามือ 2 อัน จะมีเงินเหรียญกับด้าย สายสิญจน์ วางไว้ในขันโตก เป็นเหรียญที่ผู้เข้ามาร่วมพิธีอื้อเปาะบริจาคให้แก่ ผู้ป่ วยที่จะมีการท าพิธีอื้อเปาะให้ 2. รอบ ๆ ขันโตกจะมีกิ่งไม้ เสียบเรียงกัน 5 กิ่ง มีด้ายมัดเชื่อมกัน 3. ในขันโตกใบเล็ก จะมีที่จุดธูป (กระป๋ องนม) ใส่เมล็ดข้าวโพดไว้ 4. ยกเครื่องเซ่นที่ต้มไว้น ามาใส่ถาดใบใหญ่ ยกวางที่ขันโตกใบใหญ่ จากนั้นผู้รู้ ก็ จะท าการสวดบทสวด อื้อเปาะ 5. ผู้เข้าร่วมพิธีจะน าด้ายสายสิญจน์, เหรียญบาท มาออมให้ผู้ป่ วย เพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ผู้ป่ วย 6. หลังจากผู้รู้สวดบทสวดอื้อเปาะเสร็จแล้ว ก็เชิญผู้เข้าร่วมพิธีทุกท่านร่วมมัด ด้ายสายสิญจน์ให้แก่ผู้ป่ วย 7. เสร็จพิธีการมัดด้ายสายสิญจน์เสร็จก็เชิญผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมรับประทานอาหาร ร่วมกัน หมายเหตุ เหรียญบาท ที่ผู้เข้าร่วมพิธีน ามามอบให้นั้น จะน าเหรียญบางส่วน มาใส่ใน ห่อผ้าที่เย็บเป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วน ามาห้อยคอของผู้ป่ วยไว้ ประมาณ 3 วัน 3 คืน ถึง ถอดได้ เพราะมีความเชื่อกันว่า จะต้องให้วิญญาณเข้าร่างของเจ้าของวิญญาณก่อน ถึง จะถอดได้ 3.2. พิธีเรียกขวัญข้ามสะพาน (กู่จีก๊ัวะจะ) พิธีกรรมนี้ก็จะนิยมท าให้กับคนขวัญอ่อน หรือจะเป็นหญิงมีครรภ์ ในกรณีที่หญิง มีครรภ์มีสุขภาพไม่แข็งแรง สุขภาพจิตไม่ค่อยดี ฝันร้ายบ่อย ๆ พิธีกรรมนี้จะท ากันที่หน้า บ้าน ตรงที่ทางเข้าบ้าน มีความเชื่อกันว่า ขวัญ (โชฮา) ไม่อยู่กับร่างของเจ้าของ หรือหญิง
15 มีครรภ์ คือ ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผีก าลังจะเอาดวงวิญญาณไป ท าให้สุขภาพไม่ค่อยดี จิตใจไม่ค่อยสงบ • อุปกรณ์ในการท าพิธีเรียกขวัญข้ามสะพาน 1. น าไก่ที่ต้มแล้ว 1 ตัว (ตัวผู้หรือตัวเมียก็ได้) 2. ข้าวสุก 3 ถ้วยเล็ก 3. น ้า 2 จอก 4. ธูป 4 คู่ 5. ด้ายสายสิญจน์ 1 เส้น เพื่อน ามามัดสะพานประมาณ 1 เมตร 6. ท ากวยใบไม้ 2 อัน พร้อมต้นไม้เล็กขนาดเท่านิ้วชี้ 2 อัน 7. ท่อนไม้เท่าแขนหรือขาก็ได้ ยาวประมาณ 1 เมตร น ามาผ่าครึ่ง เป็น 2 ซีก • วิธีการท าพิธีเรียกขวัญข้ามสะพาน 1. การเตรียมสะพานไม้ ใครจะเตรียมให้ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้รู้หรือหัวหน้า ครอบครัว (บิดา) จะไม่นิยมให้ผู้หญิงท าการเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ ให้ไปตัด ไม้เอามาผ่าครึ่ง แล้วน ามาวางคู่กันที่พื้นทางเข้าบ้าน ที่หัวสะพานก็จะเสียบ ต้นไม้เล็ก ๆ หรือกิ่งไม้ข้างละ 1 ต้น (ยาวประมาณ 1 เมตร ผ่าข้างบน ประมาณ 2 ซม.) เสียบกับพื้นดินในลักษณะที่กิ่งไม้อยู่ในลักษณะยืนต้น แล้วน าใบไม้มาท าเป็นกรวย 2 อัน แล้วน ากรวยใบไม้ที่เตรียมไว้แล้วมาเสียบ ตรงปลายกิ่งไม้ที่ผ่าปลายแล้วตั้งไว้ 2. การเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ ก็จะเหมือนกับการเรียกขวัญที่อาปาโหม่ฮี เพียงแต่ เพิ่มถ้วยข้าวข้างละ 1 ถ้วย ส่วนธูปที่เพิ่มขั้น 2 นั้น เตรียมไว้จุดที่หัวสะพาน อีกข้างละ 1 คู่ และน าด้ายสายสิญจน์มามัดต้นไม้ที่เสียบพื้นไว้ ให้ขนานกัน 3. ผู้รู้หรือบิดาของครอบครัวที่มีการท าพิธี จะยกเครื่องเซ่นไหว้ที่เตรียมไว้ไปตั้งที่ หัวสะพาน (กับพื้น) จุดธูปปักดินที่ปลายหัวสะพานแล้วท่องบทสวดการเรียก ขวัญ 4. พอสวดถึงตอนการเรียกขวัญจะมีการบอกให้ดวงวิญญาณ หรือขวัญของ ผู้ป่ วย หรือหญิงมีครรภ์ ให้รีบกลับมาที่ร่างของผู้ป่ วยหรือหญิงมีครรภ์ โดยจะ มีการเรียกชื่อผู้ป่ วยหรือหญิงมีครรภ์ด้วย 5. แบ่งตับไก่ กับข้าวสุก ใส่ในกวยใบไม้ทั้ง 2 อัน อย่างละนิด 6. เชิญขวัญกลับมากินเครื่องเซ่นไหว้ และก็ยกถาดที่ใส่เครื่องเซ่นไหว้เข้าบ้าน พร้อมกับเชิญให้ขวัญกลับเข้าบ้านด้วย
16 7. ผู้ป่ วยหรือหญิงมีครรภ์ก็จะนั่งคุกเข่า ให้ผู้ประกอบพิธีสวดช่วยมัดมือหรือคอ ให้ เสร็จจากขึ้นตอนนี้ก็สามารถน าไก่ไปประกอบอาหารได้ 3.3 พิธีเรียกขวัญทอี่าปาโหม่ฮีประจา หมู่บ้าน พิธีการเรียกขวัญ หรือการผูกข้อมือที่อาปาโหม่ฮี “อาปาโหม่ฮีชือหญ่าดี่ชัว” พิธีกรรมนี้นิยมท ากับคนทั่วไปด้วยไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นหญิงมีครรภ์เท่านั้น อาปา โหม่ฮีเป็นศาลเจ้าประจ าหมู่บ้านของชนเผ่าลีซู และชนเผ่าลีซูที่นับถือบรรพบุรุษหรือเรียก อีกอย่างว่า “คนนับถือผี” จะต้องให้ความเคารพอาปาโหม่ฮีด้วย และถ้าใครเจ็บป่ วย หรือไม่สบายใจก็จะท าการขอพร ขอให้อาปาโหม่ช่วยคุ้มครอง ฉะนั้นพิธีการเรียกขวัญที่ อาปาโหม่ฮีไม่ได้เจาะจงเฉพาะ หญิงมีครรภ์ กรณีที่ท าพิธีเรียกขวัญให้หญิงมีครรภ์ก็จะ สวดบทขอพร ขอให้อาปาโหม่ช่วยคุ้มครองให้หญิงมีครรภ์และเด็กในครรภ์ปลอดภัยจาก โรคภัยตลอดจนสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ พบเจอคนก็ขอให้คนรัก พบเจอผีให้ผีเกรงกลัว จากนั้นก็ เสก บทคาถาลงในด้ายสายสิญจน์น ากลับมาให้หญิงมีครรภ์มัดหรือผูกที่คอ หรือข้อมือ • อุปกรณ์ในการท าพิธีเรียกขวัญ 1. ไก่ที่ต้มสุกแล้ว 1 ตัว 2. ธูป 2 คู่ 3. ด้ายสายสิญจน์ ยาวประมาณ 1.5 ฟุต 4. ข้าวสุก 2 ถ้วย 5. น ้า 2 จอก 6. ถาดใส่อุปกรณ์ • ขั้นตอนการจัดเตรียมของทใี่ช้ในพิธีเรียกขวัญ 1. น าไก่ที่ต้มสุกแล้ว จัดใส่ถาดที่เตรียมไว้ 2. น าถ้วยข้าวที่มีข้าวสุก 2 ถ้วย วางข้างไก่ ข้างละ 1 ถ้วย 3. น าแก้วน ้าที่ใส่น ้าไว้แล้ววางกับถ้วยข้าวสุกข้างละ 1 จอก 4. จุดธูป 2 คู่ ที่เตรียมไว้ น ามาวางข้างไก่ที่เตรียมไว้ คู่ละข้าง 5. น าด้ายที่เตรียมไว้มาวางบนถาด (บริเวณใดก็ได้) 6. ผู้ประกอบพิธีกรรมน าอุปกรณ์เหล่านี้ไปสวดขอพร ที่อาปาโหม่ฮี (ผู้รู้)
17 มีความเชื่อกันว่า หญิงมีครรภ์จะมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ขวัญอ่อนง่าย เลย นิยมท าพิธีเรียกขวัญให้ เพื่อขอให้อาปาโหม่ช่วยคุ้มครอง ชนเผ่าลีซูเชื่อว่าอาปาโหม่ เป็น หัวหน้าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าอาปาโหม่ดูแลเราอยู่ พวกผีร้ายก็ไม่กล้ามารังควาน เราจะสังเกตได้จากการที่ชนเผ่าจะท าการสร้างสถานที่ตั้งอาปาโหม่ฮี อยู่เหนือหมู่บ้าน และชนเผ่าลีซูเอง ไม่นิยมที่จะสร้างบ้านให้อยู่ในบริเวณเหนืออาปาโหม่ฮี เพราะถือว่า อาปาโหม่ฮีจะต้องอยู่เหนือบ้านของลูกหลาน (คนในหมู่บ้าน) และในกรณีที่ชนเผ่าลีซูจะ มีการเดินทางไกล หรือการเดินทางไปค้างแรมในป่ า จะมีการภาวนาหรืออธิฐานให้อาปา โหม่ช่วยคุ้มครอง อย่าให้ตนเอง ต้องประสบกับภยันอันตรายใด ๆ 4. พิธีกรรมการสูญเสียหญิงมีครรภ์ • ความเชื่อ 1. กรณีที่ผู้ตาย ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรือประสบอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นการตาย โดยปกติทั่ว ๆ ไป 2. กรณีที่ผู้ตาย ตายเพราะการคลอดบุตร เช่น เด็กทารกอยู่ในท่าขวาง, ขาของ เด็กทารกออกมาข้างเดียว, หรือมือของเด็กทารกออกมาข้างเดียวก่อน, หรือว่า ก้นเด็กทารกออกมาก่อน จนเป็นสาเหตุที่ท าให้มารดารของเด็กทารกต้องตาย หมอต าแยไม่สามารถช่วยได้ กรณีเช่นนี้ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า ผู้ตายหรือ สามีของผู้ตายไปท าบาปต่อบิดา มารดา ผู้บังเกิดเกล้า หรือผู้มีพระคุณ ไว้ มาก กรรมเลยตามมาสนองท าให้คลอดลูกยาก 3. กรณีที่ตายท้องกลม ความเชื่อ 1. ตายเพราะหญิงคนนี้ท าบาปท ากรรมไว้มากจึงต้องตายท้องกลม 2. ตายเพราะถูกสิ่งชั่วรายมาจับกินขวัญวิญญาณของหญิงคนนี้เพราะชน เผ่าลีซูเชื่อว่าหญิงมีครรภ์นั้นขวัญวิญญาณอ่อนมากจึงเป็นเหตุให้สิ่งชั่วร้าย นั้นมารบกวนง่ายมาก 4.1 การจัดการเมื่อหญิงมีครรภต์าย กรณีที่หญิงมีครรภ์ที่ตาย(ตายท้องกลม) มีลูกชายสืบสกุลแล้ว ก็จะมีการท าพิธีกรรม เหมือนคนตายปกติทั่ว ๆ ไป คือจะต้องให้ลูกหลานของผู้ตายมาเคารพศพของผู้ตายก่อนที่จะท า ตามพิธีศพต่อไป และก่อนที่จะมีการฝังศพ จะต้องท าการผ่าท้องเด็กออกมาก่อน (กรณีตายทั้ง กลม) แล้วน าศพไปแยกเผาศพคนละที่ และแยกกันฝัง (เชื่อกันว่าหากไม่ท าเช่นนั้นวิญญาณจะ เฮี้ยน) แต่จะต้องน าไปฝังในบริเวณที่ใกล้ๆ กัน เพราะชนเผ่าลีซูมีความเชื่อกันว่า ตอนเป็นคนอยู่
18 สองคนนี้เป็นแม่ลูกกัน เมื่อตายไปแล้วก็ยังเป็นแม่ลูกกันอีก ถ้าหากไม่น ามาฝังใกล้ ๆ กัน เชื่อกัน ว่า ผีของแม่เด็กก็จะอาละวาดร้องหาลูก ส่วนผีของลูกก็อาละวาดร้องหาแม่ เพราะผีเด็กหิวนม เป็นการท าให้ผีสองตนนี้ได้รับความเดือดร้อน จนกลายเป็นความแค้น ความแค้นที่เกิดจากการถูก แยกให้ตามหากันไม่พบ และอาจจะมาแก้แค้นโดยการมาหลอกหลอนชาวบ้านได้ กรณีที่หญิงมีครรภ์ที่ตายไม่มีลูกชายสืบสกุล ก็จะไม่เก็บศพไว้ให้ลูก ๆ ได้เคารพศพ ถึงแม้ จะมีลูกสาว แล้วน าศพไปแยกเผาและท าการฝังเลย และจะต้องฝังใกล้ ๆ เช่นกัน 5. ข้อห้ามกับความเชื่อส าหรับหญิงมีครรภ์ 5.1 ข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่ความเชื่อ ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์จะมีภาวะของความอ่อนแอทางด้านร่างกายและ จิตใจที่อ่อนแอ จึงเป็นการง่ายต่อการถูกรบกวนจากสิ่งเลวร้าย และชาวลีซูเชื่อว่าการ ตั้งครรภ์เกิดจากการมีความสัมพันธ์กันทางเพศ และปฏิสนธิกลายเป็นเด็ก ดังนั้น หญิงมีครรภจ์ึงเป็นหญิงท่ีไม่มีความบริสทุธิ์ทา ใหเ้กิดขอ้หา้มไม่ใหเ้ขา้ไปอยู่หรือเขา้ ใกล้สถานที่/พิธีกรรม ท่ีเกี่ยวขอ้งกบัความศกัดิส์ิทธิ์และความบรสิทุธิ์ 1. ป่ าพิธีกรรม (มึ๊กวูกวู) ป่ าพิธีกรรมเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าป่ า เจ้าเขา (อิ๊ด่ามา) เมื่อมีการท า พิธีกรรมเกี่ยวกับป่ าพิธีกรรม ห้ามหญิงมีครรภ์และสามีไปร่วมงานนี้เด็ดขาด ถ้า ไปโดยไม่รู้เมื่อไปถึงกลางทางก็จะถูกคนเฒ่าคนแก่ไล่กลับ เพราะมีความเชื่อว่า เทพอิ๊ด่ามา นั้นไม่ชอบคนมีราคี เป็นเทพแห่งความบริสุทธิ์ไม่มีกิเลส หญิงมี ครรภ์และสามีจึงไปร่วมงานไม่ได้ เพราะการมีครรภ์เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างชายหญิง จึงถือว่าเป็นคนท่ีไม่บริสุทธิ์และเทพอิ๊ด่ามอยังไม่ชอบคนท่ีมี สุขภาพไม่แข็งแรง ขวัญอ่อน และถือว่าหญิงมีครรภ์ก็เป็นผู้ที่อ่อนแอ ขวัญอ่อน ถ้าจะไปเข้าร่วมพิธีกรรมด้วย ก็จะท าให้อิ๊ด่ามาไม่พอใจ บางรายก็อาจจะตายทั้ง แม่และเด็ก หรืออาจจะตายแต่ลูกก็ได้ วิธีการแก้ไข ไม่มีวิธีการแก้ไข แต่ผู้รู้จะคอยเตือน หญิงมีครรภ์และสามีให้มีความ ระมัดระวังในการเข้าร่วมพิธีกรรม ถ้าไม่ทราบก็ให้รีบสอบถามทันที เพราะการ กระท าบางอย่างจะไม่สามารถแก้ไขได้เลย หมายเหตุ ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่าหญิงตั้งครรภ์กับสามีจะเป็นผู้น าโชค ร้ายมาให้ ถ้าเข้าร่วมพิธีกรรมที่ป่ าพิธีกรรม จะเป็นการท าให้ผู้อื่น ได้รับความ
19 เดือดร้อนไปด้วย จึงไม่มีใครยอมให้หญิงมีครรภ์กับสามีเข้าร่วมการท าพิธีกรรม และในป่ าพิธีกรรมด้วย 2. อาปาโหม่ฮี ในบริเวณอาปาโหม่ฮี ตั้งแต่ที่มีรั้วกั้น ห้ามผู้หญิงเข้าไปไม่ว่าจะเป็นเด็ก สาวหรือผู้ใหญ่ หรือหญิงมีครรภ์ จะมีความเชื่อว่า อาปาโหม่ฮี เป็นที่อาศัยของ เทพที่เป็นผู้ชาย ดังนั้น ห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณอาปาโหม่ฮี เพราะการมี ประจ าเดือนของผู้หญิงคือสิ่งที่น่ารังเกียจ และการปฏิสนธิของเด็กในครรภ์ก็เกิด จากประจ าเดือนของผู้หญิง * หมายเหตุ หญิงที่ไม่มีประจ าเดือน เช่น เด็ก และหญิงชราที่สูงวัยและอยู่ ในช่วงวัยทอง สามารถเข้าไปในบริเวณอาปาโหม่ฮีได้ 3. ป่ าลึก (ลีชีมี) ความเชื่อ วิธีแก้ไข เชื่อว่า ป่ าลึกนั้นมีสิ่งชั่วร้ายอาศัยอยู่จ านวนมาก ขวัญอ่อนอย่างหญิงมี ครรภ์นั้นไม่ควรเข้าป่ า (ลีชีมี) เพราะมีอันตรายถึงชีวิตได้ 4. สถานทตี่้มเหล้าข้าวโพด ชาวลีซูเช่ือว่าสถานท่ีตม้เหลา้เป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธิ์และมีเทพท่ีดูแลการ ต้มเหล้า และน ้าเหล้าที่กลั่นออกมาแสดงถึงความบริสุทธิ์หญิงมีครรภ์ไม่มี ความบริสทุธิ์พอจะทา ใหเ้หลา้ท่ีกล่นัออกมาไม่แรงและไดน้า ้เหลา้ในปริมาณ ที่น้อย 5.2 ข้อห้ามเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ 1. พิธีบวงสรวงเทพเจ้า (อิ๊ด่ามาหลัว)ห้ามทา ทัง้ครอบครัวเลย เนื่องจากเทพอี้ด่ามานั้นเป็นเทพท่ีศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์เพราะฉะนั้นครอบครวั ไหนมีหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเข้าพิธี อิ๊ด่ามาหลัว หรือท าพิธีอิ้ด่ามาหลัวเพราะเทพอิ๊ด่ามาถือ ว่าของที่ท าพิธีกรรมที่ได้มาจากของหญิงมีครรภ์หรือสิ่งของที่เอามาจากบ้านหญิงมีครรภ์ นั้นเป็นของที่สกปรกมากเทพอี้ด่ามาจึงไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น และท าให้เด็กในท้องเกิดการ แท้งได้
20 2. พิธีศพ ในชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า หญิงมีครรภ์และสามีจะเป็นคนขวัญอ่อน ถ้าไป เจอกับสิ่งชั่วร้าย ก็จะท าให้ไม่สบายได้ ผู้รู้ หรือผู้เฒ่าผู้แก่เลยห้ามหญิงมีครรภ์และสามี เข้าร่วมพิธีกรรมการฝังศพ เพราะผีผู้ตายจะน าขวัญของคนที่ขวัญอ่อนไปด้วย แต่จะมี หนี่ผะ (หมอผี) ไปร่วมพิธีศพด้วย ถ้าใครขวัญอ่อนแล้วเจ้าตัวไม่รู้ตัว หมอผีก็จะบอกให้ ผู้นั้น กลับบ้าน และหมอผีก็จะไล่ผีร้ายที่จะมาเอาวิญญาณของคนที่ขวัญอ่อน โดยหมอผี จะเอาโหลขั่ว (พืชชนิดหนึ่ง) มาฟาดลงบนโลงศพ เป็นการขู่ผีร้ายไม่ให้เอาวิญญาณของผู้ ร่วมพิธีศพ กรณีที่สามีของหญิงมีครรภ์ไปกระบวนการร่วมพิธีฝังศพมีความเชื่อว่าท าไห้เด็ก ในท้องของภรรยาคลอดออกจะเป็นคนพิการทางสมองและห้ามหญิงมีครรภ์เข้าร่วมขบวน ศพตอนที่ท าสะพานให้กับศพเพราะจะท าให้เด็กในท้องแท้งได้ หมายเหตุ การท าสะพานให้ศพนั้นคือ หากคนที่ตายนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานละก็ เมื่อท าพิธีทุกขั้นตอนเสร็จหมดแล้ว ขณะที่จะน าศพไปฝัง ลูกหลานทุกคนต้องน าธูปที่จุด ไฟแล้วนั้นก าไว้คนละหนึ่งก ามือแล้วไปก้มหัวพร้อมกับปักธูปที่ถือไว้นั้นที่ที่ขบวนศพจะ ผ่านมาแล้วให้ศพนั้นผ่านข้ามตัวลูกหลานที่ท าสะพานอยู่เชื่อว่าการท าอย่างนี้เป็นการ ตอบแทนพระคุณและเป็นการท าสะพานให้กับดวงวิญญาณนี้เดินทางข้ามไปอีกภพหนึ่ง อย่างปลอดภัย 6. องค์ความรู้ในการรักษาสุขภาพหญิงมีครรภ์ - การออกก าลังกาย หญิงมีครรภ์ ต้องหมั่นออกก าลังกาย เพราะจะท าให้มีมารดาและเด็กใน ครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง และจะท าให้คลอดง่ายด้วย เช่น การเดิน, การลุก - นั่ง บ่อย ๆ หรือการท างานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่จะท าได้ - ระบบขับถ่าย หญิงมีครรภ์จะมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายมาก จะท าให้ท้องผูก ยิ่งใน ช่วงที่ท้องโตมากขึ้น ดังนั้น หญิงมีครรภ์ไม่ควรทานอาหารที่จะท าให้ท้องผูก เช่น ลูกฝรั่งดิบ, เผือก, มัน, ฯลฯ - การนอนหลับ การนอนหลับนี้ ตามความเชื่อของชนเผ่าลีซู มีความเชื่อว่า หญิงมีครรภ์ ไม่ควรนอนกลางวัน เพราะถ้านอนกลางวันแล้ว พอถึงกลางคืนจะท าให้หญิงมี ครรภ์นอนไม่หลับ และถ้าคลอดเด็กออกมาแล้ว จะท าให้เด็กง่วงนอนตอนกลาง
21 วัน จะไม่ยอมนอนตอนกลางคืน และถ้าเด็กโตขึ้นจะกลายเป็นคนขี้เกียจไม่ ยอมท าการท างานตอนกลางวัน 7. องค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารและยาเกี่ยวกับการตัง้ครรภ์และผดุงครรภ์ ในชนเผ่าลีซู เชื่อกันว่าแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องหลีกเลี่ยงยาที่มีตัวยาขับเลือด หรือ อาหารที่เป็นซาก หรือมีกลิ่นเหม็น เมื่อมารดาที่มีครรภ์ทานเข้าไป เด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ จะได้รับสารอาหารที่ที่มารดาทานเข้าไปด้วย ถ้ามารดามีอาการป่ วยก็ท าให้เด็กทารกใน ครรภ์ก็จะป่ วยด้วย ชนเผ่าลีซูเลย พิถีพิถันในเรื่องการทานอาหารของหญิงมีครรภ์มาก และผู้รู้จะหมั่นคอยตักเตือนมารดาที่มีครรภ์เสมอ ๆ เพราะความผิดพลาดบางอย่างไม่มี ทางแก้ไขได้ จึงเน้นด้านการป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา 7.1 อาหารต้องห้ามของหญิงมีครรภ์ 1. เผือก มัน อ้อย มีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กตัวอ้วน มีไขมันและคลอดยาก 2. พืชหรือผลไม้ที่โดนตอทับหรือโดนขอนไม้หนีบจนแบน มีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กนั้น คลอดยาก เด็กไม่ยอมออกมา 3. ผลไม้ที่มีลักษณะแฝด เช่น กล้วยที่เป็นแฝดติดกัน มีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กที่เกิด ออกมาเป็นแฝด 4. เนื้อสัตว์ที่เราไม่ได้ฆ่า เช่น สัตว์ที่ถูกเสือกัด หรือหมูที่เป็นโรคแล้วตาย มีความเชื่อกัน ว่าจะท าให้มารดาและเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์อาจมีอาการชัก 5. เนื้อหมูพ่อพันธุ์ ห้ามกินเพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้เป็นลมบ้าหมู เนื่องจากเนื้อหมู พ่อพันธุ์จะมีกลิ่นเหม็น 6. ห้ามกินพืชจ าพวกหัวเผือก, มัน, อ้อย เพราะเวลาคลอดจะคลอดยาก เพราะจะมีไขมัน เยอะ 7.2 ยาสมุนไพรและการตั้งครรภ์ ส าหรับภาวะของการบุตรยากนั้น ชาวลีซูมีความเชื่อว่ามีสาเหตุ 2 ประการ ที่ท า ให้มีบุตรยากหรือไม่สามารถมีบุตรได้ 1.) ความผิดปกติในร่างกายของฝ่ ายหญิงหรือชาย 1. การที่ชายและหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง 2. ช่วงที่มีประจ าเดือนอาจดูแลตัวเองไม่ดี ปล่อยให้ร่างกายเย็น เช่น การ อาบน ้าและสระผมในช่วงมีประจ าเดือน จึงท าให้เลือดแข็งตัว รังไข่ และ
22 มดลูกจึงเสียและอ่อนแอ ท าให้การตกไข่และการฝังตัวของไข่และอสุจิมี ปัญหา 3. ผู้ชายมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียว 2.) ความเชื่อเรื่องชาติปางก่อน มีความเชื่อว่าเมื่อชาติปางก่อนเคยมีบุตรมาก ท าให้ฐานะครอบครัวยากจน อูซา (เทพ) เลยเห็นใจและตอบแทนด้วยการไม่ให้มีบุตรในชาตินี้ ด้วยเหตุผลและความเชื่อดังกล่าวท าให้มีบุตรยาก จึงจ าเป็นที่จะต้องปรึกษาหมอ สมุนไพรเพื่อที่จะให้ตนสามารถมีบุตรได้ ก่อนที่จะกินสมุนไพร หญิงที่จะตั้งครรภ์กับหมอสมุนไพรจะมีการท าการตกลงกัน ก่อนว่าหากเด็กเกิดมาเป็นผู้ชายต้องจ่ายค่าสมุนไพร 900 บาท ถ้าเป็นผู้หญิงจ่าย 700 บาท ก่อนที่จะกินสมุนไพรก็ต้องมัดจ าด้วยจ านวนเงิน 300 บาท ก่อนแก่หมอสมุนไพร เพื่อให้หญิงที่กินยาสมุนไพรเข้าไปเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาและคลอดได้อย่างปลอดภัย หากว่า รักษาไม่หาย (ไม่มีลูก) ก็จะคืนเงินที่มัดจ าไว้นั้น 150 บาท ถ้ามีลูกแล้วแต่แท้งลูกไปถือว่า ไม่ใช่ความผิดของเจ้าของสมุนไพรจึงไม่มีการคืนเงินที่มัดจ าและถือเป็นแนวปฏิบัติ สืบเนื่องการมาทุกรุ่นทุกคน ของมัดจา ทจี่ะต้องให้หมอสมุนไพร 1. ข้าวสาร 1 ถ้วยตวง 2. เทียน 1 คู่ 3. ธูป 2 คู่ 4. เงิน 300 บาท เงินที่ค้างอยู่นั้นจะจ่ายตอนท าพิธีขอบคุณหมอสมุนไพร วิธีกินยาสมุนไพร การกินยาสมุนไพรจะเริ่มกินตอนประจ าเดือนมา ประจ าเดือนมาเมื่อไหร่ก็กินเมื่อ นั้น การกินยาสมุนไพรนั้นแล้วแต่คน ๆ นั้นจะปวดประจ าเดือนมากน้อยแค่ไหน หากปวด ประจ าเดือนมากก็กินตอนประจ าเดือนมาวันแรก หากปวดประจ าเดือนน้อยก็กินตอน ประจ าเดือนมาหมด เพราะเชื่อว่าสิ่งไม่ดีนั้นจะออกไปกับเลือดประจ าเดือนเกือบหมดจึง ง่ายต่อการตั้งครรภ์ และเด็กที่เกิดมาจากการตั้งครรภ์โดยใช้สมุนไพรเป็ นเด็กที่ดี ปราศจากสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในร่างของเด็ก
23 วิธีการเตรียมยาสมุนไพร 1. น าสมุนไพรที่ได้มาจากหมอสมุนไพร มาต้มรวมกัน จนน ้าเดือด 2. พักน ้าสมุนไพรที่ต้มแล้วให้พออุ่น ๆ แล้วดื่ม หลังอาหารก่อนนอน 1 ถ้วยตวง 3. อุ่นน ้าสมุนไพรดื่มทุกวันจนตั้งครรภ์ การรักษาโดยการกินยาสมุนไพรของหญิงมีครรภ์ยากนั้น หมอสมุนไพรจะต้อง รักษาครั้งละ 1 คน เพราะเชื่อว่าถึงหมอสมุนไพรจะรักษาพร้อมกัน 2 คน ก็จะท าให้หญิงที่รักษานี้ ตั้งครรภ์เพียงคนเดียว ส่วนอีกคนจะไม่ตั้งครรภ์เพราะผิดจรรยาบรรณของผีสมุนไพร กฎข้อห้ามหญิงระหว่างกินยาสมุนไพรอยู่ 1. ห้ามกินถั่วเหลือง และปลาทู เชื่อว่า จะท าให้ตายได้ เพราะยาสมุนไพรกับถั่วเหลืองและปลาทู ไม่ถูกกัน 2. ห้ามกินของหวาน และของเปรี้ยว เชื่อว่า ของหวานกับของเปรี้ยวนั้นจะลดสรรพคุณของยาสมุนไพร 3. ระหว่างกินยาอยู่นั้นต้องท าตัวให้อุ่นตลอดเวลา เชื่อว่า เป็นการท าให้ติดลูกง่าย พิธีขอบคุณหมอสมุนไพร พิธีกรรมนี้จะมีการท าพิธีกรรมหลังจากที่หญิงที่กินยาสมุนไพรคลอดแล้ว และ ต้องท าหลังจากผ่านการอยู่เดือนไปแล้ว เพราะมีความเชื่อว่าหมอสมุนไพรไม่ควรอันเชิญ ผีสมุนไพรร่วมพิธีกรรมในของที่ยังไม่พ้นการอยู่เดือน เพราะแม่และเด็กยังมีกลิ่นคาวเลือด ซ่งึเป็นสิ่งอปัมงคลและมลทินไม่ควรเชิญสิ่งศกัดิส์ิทธิ์มาพบสิ่งอปัมงคล การมัดมือเด็ก 1. เตรียมอุปกรณ์ คือ ด้ายสายสิญจน์ 1 เส้น 2. ไก่ตัวผู้ 1 ตัว ที่จะต้องมอบให้หมอสมุนไพร หมอสมุนไพรจะมัดมือให้เด็กพร้อมกับอวยพรให้มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง, พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งสิ้นเป็นการตอบแทนที่แม่เด็กมาท าพิธีคารวะและขอบคุณ ความเชื่อทตี่้องมีการทา พิธีขอบคุณหมอสมุนไพร เพื่อแสดงความขอบคุณ หมอสมุนไพรและเจ้าของสมุนไพร (ผีสมุนไพร) ว่าเป็น เพราะความกรุณาของท่านทั้งทั้งสอง เด็กคนนี้ถึงได้เกิดมาเป็นทายาท (ชาจัว) ของ ครอบครัวนี้ และเป็นผู้สืบสกุลต่อไป ในกรณีทไี่ม่ทา พิธีขอบคุณหมอและผีสมุนไพร (ขึด) การท าพิธีขอบคุณผีสมุนไพรและหมอยาเป็นพันธะที่ต้องตอบแทน หากบิดพลิ้ว จะท าให้ผู้ฝ่ าฝืนทั้ง 2 ฝ่ าย (หมอยากับคนป่ วย) ต้องมีอันเป็นไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หมอ
24 ยาอธิบายว่า ตัวหมอยารู้วิธีแก้ไขแต่ชาวบ้านธรรมดาไม่รู้วิธีแก้ จึงเป็นจริยธรรมระหว่าง คนป่ วยกับหมอยา มีความเชื่อกันว่า ถ้าพ่อ แม่ ของเด็กไม่ท าพิธีขอบคุณ หมอสมุนไพรและผี สมุนไพร จะท าให้ผีสมุนไพรไม่พอใจ แล้วจะท าให้หมอสมุนไพรเจ็บป่ วยโดยไม่รู้สาเหตุ และจะรักษาไม่หาย หมอสมุนไพรจะต้องท าการสาปแช่งให้เด็กที่เกิดจากการใช้สมุนไพร ของตนตายก่อน เด็กก็จะเจ็บป่ วยและตายในที่สุด พอเด็กตายแล้ว หมอสมุนไพรก็จะ หายจากการเจ็บป่ วย 7.3 ยาสมุนไพรต้องห้ามของหญิงมีครรภ์ 1. ยาเบอเลอ หรือ ฉ่าหญี่ (จีน) เพราะเป็นยาสมุนไพรที่ใช้ในการขับเลือด ถ้าหญิงมี ครรภ์รับประทานยาตัวนี้แล้วจะท าให้แท้งได้ 2. โหล่จือ ก็ห้ามให้หญิงมีครรภ์กิน เพราะจะท าให้เด็กทารกในครรภ์แท้งได้ ตอนแรกจะ มีการตกเลือดในที่สุดก็แท้งได้ เพราะมันเป็นยาแก้ช ้าใน ยาขับเลือด 3. ตีต้่ายูอีน้่ามานาฉึ อาก้าจึโต มีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กแท้งได้เพราะยาเหล่านี้กินแล้วท าให้ร้อนในมาก 7.4 สมุนไพรทบี่า รุงครรภ์ ยาบ ารุง (สมุนไพร) บุวุ่ย วิธีกิน คือ ต้มใส่ไก่, เขากวาง, และกาวหลีซื่อ ท าให้แม่เจริญ อาหาร ร่างกายอบอุ่น 7.5 ข้อห้ามและอาถรรพณ์หญิงมีครรภ์ 1. ห้ามแบกหญ้าคาดิบ เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 2. ห้ามแบกต้นกล้วย เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 3. ห้ามแบกไม้ไผ่ดิบ เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 4. ห้ามแบกหน่อไม้ เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 5. ห้ามแบกข้าวร้อน เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 6. ห้ามแบกหัวหมู เพราะจะท าให้เด็กแท้งได้ 7. ห้ามแบกหินลับมีด เพราะจะท าให้เด็กพิการ ไม่มีแขน, ขา 8. ห้ามหญิงมีครรภ์เดินข้ามเชือกมัดม้า
25 เพราะ จะท าให้เด็กคลอดเกินก าหนด คือเด็กจะอยู่ในท้องของมารดาถึง 10 - 11 เดือน เหมือนม้า ท าให้ผู้เป็นมารดาล าบากในการอุ้มท้อง ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ ยกเชือกม้าขึ้นแล้วให้ลอดใต้เชือกมัดม้า 9. ห้ามหญิงมีครรภ์และสามี ฆ่างู เพราะจะท าให้เด็กทารกที่เกิดมาจะชอบแลบลิ้น เหมือนงู 8. กรณีในชุมชนมีหญิงตัง้ครรภ์โดยไม่มีพ่อเด ็ ก (ลูกชู้) ความเชื่อ และวิธีการ แก้ไข ความเชื่อ จะท าให้คนในชุมชนนั้นเคราะห์ร้าย ท ามาหากินไม่ขึ้นปลูกอะไรก็ไม่ดี ทั้งชุมชนเพราะผิดกฎของอาปาโหม่ฮี เพราะฉะนั้นต้องรีบขอขมาโดยเร็ว วิธีการแก้ไข หญิงคนนี้ก็ต้องเอาหมูเอาไก่ไปให้ผู้น าทางศาสนามือหมือ และผู้ อาวุโสในหมู่บ้านเพื่อให้คนกลุ่มไปท าพิธีขอขมาที่ศาลอาปาโหม่ พร้อมกับตะโกนดัง ๆ ว่า วันนี้มีการกินเนื้อของผู้หญิงชู้ (ละกะควั่ว) ในกรณีที่หญิงนั้นตั้งครรภ์โดยไม่มีพ่อและไม่ยอมรับว่าตนตั้งครรภ์และเอาเด็ก ออก (ท าแท้ง) ด้วยวิธีต่าง ๆ จึงไม่ยอมท าพิธีขอขมาที่ศาลอาปาโหม่ คนในชุมชนจะออม เงินกันและท าพิธีขอขมาที่ศาลอาปาโหม่เอง แต่จะท าการสาปแช่งหญิงคนนั้นและ ครอบครัวให้เจ็บป่ วยและมีอันไป
26 บทที่3 การคลอด การอยู่ไฟและเครื่องรางป้องกันส่ิงช่ัวร้าย ชนเผ่าลีซู จะมีการเตรียมหาสมุนไพร ส าหรับแม่และเด็ก ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีการตั้งครรภ์ เช่น กรณีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร มีโอกาสได้เข้าป่ า หรือไปไร่ แล้วไปพบยาสมุนไพร ต่าง ๆ ก็จะเก็บมาตากแห้งไว้ เพื่อใช้ในยามที่ต้องการ ไม่ใช่ว่าไปหาสมุนไพรตอนที่ต้องการใช้ เท่านั้น จะสังเกตได้ว่า ผู้รู้จะจัดเตรียมหาสมุนไพรไว้ก่อนแล้ว 1. การเตรียมตัวก่อนคลอด 1.1 การเตรียมตัวของหญิงมีครรภ์ก่อนคลอด • ร่างกาย ระยะนี้ หญิงมีครรภ์จะต้องรักษาความสะอาดของร่างกายตนเองเสมอ เช่น สระผม, อาบน ้า เพราะว่า หลังจากที่คลอดลูกแล้ว จะไม่ได้อาบน ้าจนกว่าจะครบ 7 วัน • อาหาร เช่น เกลือ ชนเผ่าลีซูนั้นตอนอยู่ไฟ อยู่เดือนจะกินแต่เกลือที่ผ่านการต้มแล้วเชื่อ ว่าเกลือที่ไม่ผ่านการต้มนั้นจะไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นหญิงมีครรภ์ทุกคนจะต้มเกลือ ไว้เสมอ • สมุนไพรทจี่ะกินสา หรับทจี่ะกินในเดือนหรืออบในเดือน เช่น จะกุ ปาโก หญิงมีครรภ์เหล่านี้พอรู้ตัวว่าตัวเองท้องก็จะซื้อหรือหาเก็บไว้ก่อน และจะคั่วให้สุกแล้วก็ต าให้ละเอียดแล้วเก็บไว้ให้ดี เพราะสมุนไพรเหล่านี้กินแล้วมีน ้านม เยอะ ส่วนสมุนไพรชนิดต่างๆที่จะกินหรืออบในไฟและในเดือนมีการเตรียมเหมือนกันคือ เห็นที่ไหนก็จะขุดมาเก็บไว้ที่บนชั้นหิ้ง(กาเถาะ) ถึงเวลาใช้เมื่อไหร่ก็ค่อยเอาออกมาใช้ • เสือ้ผ้าของเด็ก เช่น แม่เด็กจะเตรียมเสื้อผ้า (ผ้าอ้อมไว้) คือน ามาจากเศษผ้า (เสื้อผ้าเก่าที่ใช้แล้ว) เอาส่วนที่ดีตัดออกมาแล้วซักให้สะอาด หรือเสื้อผ้าคนโตที่คับใส่ไม่ได้แล้วนั้นน ามาซักใหม่ แล้วมาเก็บไว้ คนสมัยก่อนนั้นอยู่ในป่ าลึกไม่ได้ลงมาในเมืองจึงไม่ค่อยมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ จึง จ าเป็นต้องใช้ของเก่าแทน
27 1.2. การเตรียมการท าคลอดส าหรับ • หมอต าแย การท าคลอดเป็นภาระกิจของหมอต าแยหรือผู้มีประสบการณ์ที่มีพันธะต้องให้ การช่วยเหลือกัน โดยไม่ต้องเชื้อเชิญเป็นพิเศษหรือว่าจ้าง การเตรียมหมอต าแย ส่วนใหญ่ถ้าหมอต าแยในหมู่บ้านรู้ว่ามีหญิงก าลังตั้งครรภ์ ก็มักจะถามว่า ตั้งครรภ์ได้กี่เดือนแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวัน,เดือนที่ใกล้คลอด หมอต าแยก็จะ อยู่บ้าน เพื่อว่าถ้ามีคนจะคลอดจะได้มีคนไปบอก ส่วนใหญ่ผู้มีหน้าที่ไปบอกหมอต าแยจะ เป็นสามีของหญิงที่จะคลอดหรือผู้หญิงหรือเด็กคนใดก็ได้ ไม่นิยมจะใช้ให้ผู้ชายที่เป็น หนุ่มหรือชายอาวุโสท าหน้าที่นี้แทน เพราะชาวลีซูมีความเชื่อว่า จะเป็นบาป หรืออีกกรณี คือหมอต าแยจะมาเยี่ยมหญิงที่ใกล้คลอดบ่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องไปบอก และจะมีผู้ช่วยที่ เป็นแม่บ้านที่รู้ข่าวจะมาเป็ นผู้ช่วยหมอต าแย โดยที่ไม่ต้องไปขอให้มาช่วย และมี ข้อแนะน าว่าในการคลอดของหญิงมีครรภ์แต่ละครั้งควรจะมีหมอต าแยมาท าคลอด มากกว่า 1 คนขึ้นไป เพราะความสามารถในการท าคลอดของแต่ละท่านมีความช านาญ ไม่เท่ากัน หากเกิดปัญหาจะได้มีคนคอยช่วยแก้หลาย ๆ ท่านได้ • สถานทคี่ลอด จะมีการเตรียมห้องคลอดให้กับหญิงที่ใกล้คลอด โดยในห้องนั้นจะต้องเป็นห้องที่ ปิด ไม่ให้มีลมพัดผ่าน เพราะเชื่อว่าหากให้หญิงและเด็กที่คลอดแล้วถูกลมโกรก จะมีผล ท าให้แม่มีอาการรู้สึกเวียนหัว และมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวบ่อย ๆ ไปตลอดชีวิตหลังการ คลอด โดยเฉพาะในฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนฤดูร้อนจะท าให้ร้อนง่าย เวียนหัวและมี อาการหงุดหงิดง่าย เด็กทารกจะมีสุขภาพไม่ดี ไม่สบายบ่อยและท าให้เป็นโรคปอดบวม ดังนั้น ห้องคลอดต้องมีแสงสว่างพอประมาณไม่ควรมืดทึบหรือมีแสงสว่างจ้าเกินไป เพราะถ้าแสงมืดเกินไปจะท าให้ความสามารถในการมองเห็นของเด็กทารกช้ากว่าปกติ และถ้าแสงสว่างจ้าเกินไปจะท าให้แม่และเด็กแพ้แสงจ้าอาจท าให้ตาบอดได้และจะต้องมี เตาไฟ ให้ความอบอุ่นแก่แม่และเด็ก การเลือกใช้ฟื นเป็นเชื้อเพลิงในการก่อไฟเพื่อให้ ความอบอุ่นแก่แม่และเด็กนั้น ควรจะเป็นฟื นที่แห้งสนิท หรือถ่านด า เนื่องจากเชื้อไฟ 2 ชนิดนี้ จะไม่ค่อยมีควัน เพราะควันไฟมีผลกระทบต่อระบบสายตาของแม่และเด็ก ท าให้ แม่และเด็กมีปัญหาสายตา เช่น ตาแพ้แสง,น ้าตาออกบ่อย,ตาพร่า, มองเห็นลาง ๆ หรือ ท าให้เด็กมองไม่เห็นเลย และเตรียมแขวนผ้าขาวม้า จากเพดานห้อยลงมาตรงที่นอนของ หญิงที่คลอด อีกทั้ง ควรมีการเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของแม่และเด็กไว้ให้ เรียบร้อย และเพียงพอส าหรับการให้แม่และเด็กพักฟื้นหลังคลอดได้เป็นเวลา 1 เดือน
28 • อุปกรณ์การคลอด 1. เตาผิง/ฟืนแห้ง/ถ่านดา สามีของหญิงคลอดบุตรจะต้องเตรียมหาเตาไฟและ ฟื นหรือถ่านด า ไว้ส าหรับก่อไฟให้แก่ภรรยาและเด็กในช่วงอยู่ไฟหลังคลอด เพื่อให้ ความอบอุ่น และเพื่อท าอาหาร ช่วงก่อนพ้นการอยู่เดือน 2. กาตม้น้า รอ้น จะต้องมีการเตรียมต้มน ้าร้อนไว้ เพื่ออาบน ้า ท าความสะอาด ร่างกายของเด็กทารกแรกเกิด และต้มน ้าร้อน เพื่อให้หญิงหลังคลอดได้ดื่ม เพราะการ ดื่มน ้าอุ่น จะช่วยขับเลือดที่ตกค้างอยู่ในช่องคลอดของหญิงคลอดบุตร และช่วยขับ น ้าคาวปลาด้วยท าให้หญิงคลอดบุตรนั้นร่างกายอบอุ่นด้วย 3. ผ้าอ้อม ท าจากผ้าที่ใช้แล้ว เอามาท าความสะอาดแล้วเตรียมไว้ใช้ห่อตัว ทารก 4. หีบหวาย ส าหรับท าเป็นที่พิงหลังของหญิงขณะคลอดบุตร 5. ผ้าขาวม้า ส าหรับแขวนกับเพดาน เพื่อให้หญิงที่คลอดบุตรจับเวลาที่จะคลอด หรือ ออกแรงเบ่ง 6. ไมไ้ผ่ที่เหลาบาง ๆ ใช้ส าหรับตัดสายสะดือเด็กทารก ไม่นิยมให้ของมีคมที่ เป็นเหล็ก เพราะ เชื่อว่าจะท าให้เป็นโรคบาดทะยัก, แผลที่เกิดจากการตัดสายสะดือ เน่า, แผล หายช้า 7. เส้นด้าย เป็นเส้นด้ายฝ้ายส าหรับผูกสายสะดือเด็ก 8. ถ่านดา ใช้ส าหรับรองขณะตัดสายสะดือหรือสายรก 9. มีดกรีดฝ่ิน ที่ลับจนคม เตรียมไว้ส าหรับผ่าช่องคลอดในกรณีที่เด็กคลอด ออกมาไม่ได้ 10. กะละมัง ส าหรับผสมน ้าอุ่น เพื่อท าความสะอาดแม่และเด็ก • อาหารช่วงรอคลอด ในระหว่างรอคลอด หากหญิงที่คลอดหิว ก็ให้กินข้าวต้มใส่ไข่ กับเกลือ และน ้าอุ่น ๆ จะท าให้หญิงที่คลอดมีแรงมากขึ้น 1.3 พิธีกรรมระหว่างคลอด ในระหว่างคลอด มีการท าพิธีที่อาปาโหม่ฮี เพื่อขอให้อาปาโหม่ช่วยคุ้มครองทั้ง มารดาและเด็กให้คลอดออกมาอย่างปลอดภัยทั้งคู่ วิธีการท าพิธีคือ เอาน ้าสะอาดและธูป ไปที่อาปาโหม่ฮี แล้วเปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชา และจากนั้นก็จุดธูปบอกอาปาโหม่ ช่วย คุ้มครองมารดาและเด็กคลอดออกมาด้วยความปลอดภัยทั้งคู่
29 2. ขัน้ตอนการทา คลอด 2.1. หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์ท าคลอดและสถานที่ท าคลอดแล้ว ผู้ช่วยจะต้องมี การก่อไฟและต้มน ้าร้อนด้วยกาต้มน ้าที่ล้างไว้สะอาดแล้ว 2.2. หมอต าแยจะให้หญิงที่คลอดนอนในที่ ที่เตรียมไว้แล้ว โดยการนอนใน ลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน ยื่นขาทั้ง 2 ข้างไปตรงหน้า และให้แยกขา 2 ข้างห่าง กันประมาณ 1 ศอก ด้านหลังของคนคลอดจะต้องเอาหีบหวายที่คุมด้วยผ้า ห่ม มาให้หญิงที่คลอดพิงไว้ เพื่อรับน ้าหนักและเสริมแรงเบ่ง อีกทั้งยังเป็น การท าให้ปวดหลังน้อยลง 2.3. หมอต าแยจะต้องคอยพูดให้ก าลังใจแก่หญิงที่คลอดตลอดเวลา โดยการชวน คุยเรื่องต่าง ๆ คุยในเรื่องที่ไม่ท าให้หญิงที่คลอดรู้สึกกลัวและตื่นเต้นจนเกิน ไป เพื่อให้หญิงที่คลอดรู้สึกผ่อนคลายเพราะหากหญิงที่คลอดไม่รู้สึกเครียด หรือตื่นเต้นมากจะสามารถควบคุมสติและคลอดได้ง่ายกว่า และสอนให้ หายใจเข้า -ออกยาว ๆ จะช่วยบรรเทาเรื่องการเจ็บท้อง 2.4. หมอต าแยจะต้องถามอาการหรือความรู้สึกของหญิงที่คลอดตลอด และจะไม่ ให้หญิงที่คลอดเบ่งเด็ดขาดจนกว่าถุงน ้าคล ่าจะแตกเสียก่อน เพราะจะท าให้ หญิงที่คลอดเสียก าลังและจะไม่มีแรงเบ่งในตอนที่คลอดจริง ๆ 2.5. ถ้าถุงน ้าคล ่าแตกแล้ว หมอต าแยจะต้องให้หญิงที่คลอดแยกขา และงอเข่าตั้ง ขึ้นประมาณ 45 -50 องศา และให้หย่อนผ้าขาวม้าที่แขวนไว้ข้างบนลงมาเพื่อ ให้หญิงที่คลอดจับ เพื่อช่วยในการออกแรงเบ่ง 2.6. เมื่อจะออกแรงเบ่ง หมอต าแยจะต้องคอยบอกให้หญิงที่คลอดหายใจตาม จังหวะที่หมอต าแยบอก • การหายใจและการออกแรงเบ่งในขณะทจี่ะคลอด ดังนี้ 1. จังหวะการหายใจเข้าโดยการแขม่วท้องให้แฟบลง พร้อมกับออกแรงไปดึง ผ้าขาวม้าที่ห้อยไว้ด้วยมือทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน พร้อมกับหายใจเข้าลึก ๆ และหายใจยาว ๆ โดยการยืดล าตัวช่วงบนให้ตรงจังหวะนี้แผ่นหลังจะไม่ติดกับหีบหวายที่พิง) 2. จังหวะการหายใจออก ให้คลายมือที่ดึงผ้าขาวม้า แล้วค่อย ๆ มาพิง ที่หีบ หวายเหมือนตอนที่นอนตอนแรก แต่ยังอยู่ในลักษณะงอเข่าอยู่ (จังหวะการหายใจออกนั้น ท้องจะพองขึ้น) และให้หญิงคลิดลูกนั้นท าตามจังหวะนี้จนกว่าเด็กจะคลอดออกมา หมายเหตุ ระหว่างที่หญิงที่คลอดออกแรงเบ่ง หมอต าแยและผู้ช่วยจะต้องช่วยหญิงที่คลอดพยุง ตัวและคอยนวดบริเวณท้อง และแผ่นหลัง (ใกล้เส้นกระดูกสันหลัง) 2.7. เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว หมอต าแยจะท าการตัดสายสะดือก่อน
30 3. การจัดการดูแลเด ็ กหลังคลอด 3.1 การตัดสายสะดือของเด็ก ขั้นแรก ท าการตัดสายรกด้านที่ติดกับแม่ด้วยเปลือกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ ยาว ประมาณ ถึงเข่าของเด็ก เพราะมีความเชื่อว่าถ้าตัดยาวไม่ถึงหรือเกิน กว่านี้จะท าให้เด็กปัสสาวะรดที่นอนตลอดไป ขั้นที่2 ต้องเอาด้ายที่ท าด้วยฝ้ายผูกสายสะดือยาว 2 เซนติเมตร โดยต้องผูก ให้แน่น ไม่ให้ด้ายหลุดได้ง่าย ขั้นที่3 ใช้ถ่านรองข้างล่างของสายสะดือ ขั้นที่4 ใช้เปลือกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้มาตัดสายสะดือด้านตัวเด็ก แล้วน าเด็กมา อาบน ้า ส่วนผู้ช่วยหมอตา แย 1. น ารกเด็กมาห่อกับผ้าที่เตรียมไว้ 2. ท าความสะอาดแม่เด็กด้วยการเอาผ้าชุบน ้าอุ่นมาเช็ดตัวให้แม่เด็กตลอด ทั่วร่าง 3.2 การอาบน ้าเด็กทารก 1. ผสมน ้าอุ่นพอประมาณในกะละมัง 2. หมอต าแย จะนั่งบนเก้าอี้ (เก้าอี้ลีซู) ใกล้ ๆ กะละมังที่ผสมน ้าอุ่น แล้วจับเด็ก ให้นอนหงาย ใช้อุ้งมือวักน ้าอุ่นมารดที่ด้านหน้าของเด็กทารก เพื่อท าความ สะอาดด้านหน้าของเด็ก 3. เอามือชุบน ้า แล้วมาเช็ดที่หน้าเด็ก (หรืออาจใช้ผ้าชิ้นเล็ก ๆ ชุบน ้าอุ่น) และหัว ของเด็ก 3. เช็ดท าความสะอาดตัวเด็กด้านหลัง 3.3 การห่อตัวเด็กแรกเกิด 1. ใช้ผ้าอ้อม พันขาทั้ง 2 ข้างของเด็กให้ตรงและชิดกันโดยพันให้แน่น พอประมาณเพื่อให้เด็กไม่รู้สึกอึดอัด 2. ใช้ผ้าอีกผืนพันรอบล าตัวเด็ก ให้แขนทั้ง 2 ข้าง แนบล าตัวเด็กตั้งแต่ต้นแขนถึง ศอก ส่วนมือสองข้างให้มาประสานกันไว้ที่ระดับท้องของเด็ก 3. ใช้ผ้าผืนใหญ่ ห่อตัวเด็กตั้งแต่หัวเด็กจนถึงปลายเท้า โดยจะโผล่ออกมา เฉพาะหน้าเท่านั้น
31 • หลังจากที่อาบน ้าและห่อตัวเสร็จแล้ว ก็เอาทารกให้มารดาอุ้มและให้เด็กทารกที่ คลอดแล้วเริ่มฝึกดูดน ้านมจากมารดา 3.4 การจัดการสายรก น าสายรกมาห่อกับผ้าให้แน่น แล้วน าไปขุดหลุมฝังให้ลึก หากน าไปทิ้งไม่ เป็นที่ ถ้าแมลงวันมาตอมเชื่อว่าจะท าให้หน้าของเด็กตกกระ (เชื่อว่าเป็ นขี้ แมลงวัน) ควรระมัดระวังอย่าให้หมู หมา ไปกินสายรก หากหมูตัวไหนกินแล้ว ถือว่าหมูตัวนั้นกลายเป็นหมูสกปรกที่ไม่น่ารับประทาน 4. ลักษณะ ท่าเกิดของเด็กชาย /หญิง /เด ็ กทีอ่ายุไม่ยืน 1.) กรณีเด็กที่เกิดมาหมุนหัวมาทางแม่ เชื่อว่าจะเป็นเด็กดี อายุจะยืน ถ้าโตขึ้นจะดูแล พ่อ แม่ เป็นอย่างดี 1. ท่าเกิดของเด็กชาย พอหัวของเด็ก ออกมาได้แล้ว หัวก็จะหมุนจากซ้ายหัน มาทางแม่ 2. ท่าเกิดของเด็กผู้หญิง พอหัวของเด็กออกมาได้แล้ว หัวเด็กก็หมุนจากขวา หันมาทางแม่ 2.) กรณีเด็กที่เกิดมาในท่าตรง (ท่ากบกระโดด) เชื่อว่า เด็กคนนี้อายุไม่ยืน 5. การปฐมพยาบาลแม่และเด็กระหว่างคลอด 5.1. ในกรณีที่เด็กคลอดไม่ออก ให้ผู้ท าคลอดรีบท าการผ่าช่องคลอด โดยใช้มีดกรีด ฝิ่นผ่าช่องคลอด เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจะท าให้มารดาและเด็กเสียชีวิตได้ 5.2. ในกรณีทเี่ด็กออกมาในท่าผิดปกติสมัยก่อนเด็กจะเสียชีวิต เพราะผู้ท า คลอดไม่มีอุปกรณ์ที่จะมาช่วยให้เด็กคลอดออกมาได้ บางรายมารดาของเด็ก จะปวดท้อง ถึง 10 -15 วัน และถ้าผู้ท าคลอดรู้ว่าเด็กเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ผู้ท าคลอดก็จะใช้มีด ที่ลับคมแล้ว น าไปต้มกับน ้าร้อน ที่สะอาด ๆ มาท าการตัดอวัยวะของเด็กออกมาเป็น ส่วน ๆ เพื่อต้องการช่วยชีวิตของแม่ ของเด็กไว้ก่อน เพราะเด็กนั้นก็ได้เสียชีวิตแล้ว 5.3. กรณีที่คลอดยากหรือเด็กตายระหว่างคลอด ชนเผ่าลีซูมีความเชื่อกันว่า บิดา มารดาของ เด็ก ได้ไปท าบาปหรือไปคดโกงคนอื่น กรรมจึงมาตามมาสนอง ในสังคมของ ชนเผ่าลีซู ใน สมัยก่อน จะไม่ค่อยมีคนที่ท าบาปหรือไปคดโกงผู้อื่น เพราะกลัวว่าลูกของ ตนจะคลอดยาก หรือกลัวว่ากรรมจะตามมาสนองตน
32 5.4. การแก้เคล็ดกรณีเด็กทารกทคี่ลอดออกมาแล้วไม่ร้อง กรณีนี้ชาวลีซูเชื่อว่า เกิดจากขณะที่เด็กอยู่ในท้องแม่ได้อยู่ในท่าเอาหัวลงนาน เกินไป ท าให้เลือดลงมาคั่งอยู่ที่ปากของเด็กจึงท าให้เด็กร้องไม่ออก อาการดังกล่าวแก้ไข โดยเอานิ้วมือล้วงคอเพื่อเอาก้อนเลือดออกมา แล้วเด็กก็ จะร้องออกมา 5.5 การแก้ไขกรณีแม่สลบหลังคลอดลูก ความเชื่อ เกิดจากแม่เด็กขวัญอ่อน ร่างกายอ่อนแอ วิธีการแก้ไข เป่ าที่หูของแม่เด็ก และให้หมอต าแยทุกคน เรียกแม่เด็กพร้อมๆ กันพร้อมกับเอาชายเสื้อขึ้นมาพัดจนกว่าแม่เด็กจะรู้สึกตัว การปฏิบัติอย่างนี้ท าให้แม่เด็ก พื้นขึ้นมาเร็วเพราะอากาศถ่ายเทสะดวก 5.6 การแก้ไขกรณีเด็กเกิดมาสลบ ความเชื่อ เพราะเด็กอ่อนแอไม่แข็งแรง วิธีการแก้ไข รูดสายสะดือเด็ก เพราะจะท าให้เด็กหายใจสะดวก แล้วจะท าให้ เด็กพื้นขึ้นมาได้ 5.7. การแก้ไขกรณีรกไม่ออก วิธีการคือ ต้องคล าหารกให้พบแล้วค่อย ๆ ลูบลงบริเวณ ช่องคลอด โดยให้หญิงที่ คลอดบุตร นั่งในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนด้วย ถ้าหากว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล ต้องใช้มือล้วง ออกมาเท่านั้น แต่วิธีการนี้เป็นวิธีการที่เสี่ยงมาก ผู้ล้วงรกควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เท่านั้น เพราะอาจจะเป็นดึงอวัยวะชิ้นอื่น ๆ ติดมือมาด้วย และ อาจท าให้หญิงที่คลอด บุตรเสียชีวิตได้ 5.8 เด็กทเี่กิดมาช้า หรือคลอดช้า เป็นเหตุที่ให้แม่ต้องเจ็บท้องนาน ชนเผ่ามี ความเชื่อกันว่า เด็กคนนี้ก าลังมัวแต่เล่นอยู่ที่อาปาโหม่ฮี ดังนั้น ผู้รู้ที่เป็นผู้ชายจะต้องไป บอกกล่าวที่อาปาโหม่ฮี โดยการเปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชาในศาลอาปาโหม่ฮี เพื่อบอกอาปา โหม่ว่าตอนนี้ก าลังมีคนจะมาเกิดแล้วแต่เด็กยังมาไม่ถึงที่บ้าน ช่วยให้อาปาโหม่ไปบอก เด็กที่จะต้องไปเกิดให้รีบมาเร็วๆ อีกกรณีหนึ่ง ชนเผ่าลีซูเชื่อว่า เด็กที่เกิดช้าแม่เด็กเจ็บท้องนานผิดปกติ เชื่อว่า แม่เด็กคนนี้เคยท าบาปโดยการลบหลู่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย
33 การแก้ไข ต้องเอาน ้าที่ได้จากการล้างมือ ล้างเท้า หรือล้างชายเสื้อที่ใส่อยู่ ของคนที่ เราท าบาปไว้ มาดื่มกินเพื่อเป็นการถ่ายบาปที่ท าไว้ แล้วเด็กก็จะออกมาเอง หรืออีกวิธี คือ น าไม้กวาดที่ใช้กวาดบ้านทุกวันมากวาดที่ตัวแม่เด็ก 5.9 การปฏิบัติ ของหญิงที่แท้งลูกหรือเด็กเสียชีวิตระหว่างอยู่ไฟกับอยู่เดือน กรณีนี้แม่เด็กคนนี้ก็ต้องอยู่เดือนตามปกติทุกขั้นตอนทั้งเรื่องอาหาร การอบสมุนไพร ทั้ง การปฏิบัติตัว ไม่อย่างนั้นจะผิดเดือน (หลู่จือ) ท าให้ตัวเหลืองแล้วจะรักษายาก เชื่อว่า หญิงที่มีครรภ์ตั้งแต่หนึ่งเดือนขึ้นไปผู้หญิงคนนี้ก็ร่างกายทุกส่วนนั้นไม่ เหมือนคนปกติทั่ว ๆ ไป ร่างกายทุกส่วนจะบอบบางมาก จึงจ าเป็นต้องยู่ไฟเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหญิงที่แท้งลูกไปไม่ว่าท้องได้กี่เดือนทุกคนต้องอยู่เดือน 5.10 กรณีแม่เด็กตายระหว่างคลอด ความเชื่อ การแก้ไข ความเชื่อ 1. จากกรรมพันธุ์ คือ แม่คลอดลูกตาย ลูกสาวก็คลอดลูกตาย คือ สืบ ท อ ด กั น ต ล อ ด ไ ป . 2. มีบาปหนา เช่น ลบหลู่คนอื่น ชอบโกงกินคนอื่น วิธีการแก้ไข พยายามท าความดีท าบุญให้เยอะ 6. พิธีตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ (ฉาจัวเดื๋อ) พิธี “ฉาจัวเดือ” เป็น พิธีการตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ มีความเชื่อกันว่า หลังจากเด็ก ทารกเกิดได้ 3 วันแล้ว จะต้องท าการตั้งชื่อให้เด็กทารก เพราะถ้าเกิน 3 วัน แล้ว ผีร้ายจะ มาตั้งชื่อไป จะท าให้เด็กทารกที่เกิดมาแล้วเสียชีวิต เพราะว่าผีร้ายจะเอาไปเป็นลูกของตน 6.1. เรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีตั้งชื่อ (ฉาจัวเดื๋อ) สมัยเมื่อร้อยปีก่อนนั้นมีชายคนหนึ่งออกไปล่าสัตว์ โดยพักแรม 4 – 5 คืนโดยทิ้ง ภรรยาที่ใกล้คลอดไว้ที่บ้าน มีอยู่คืนหนึ่งชายคนนี้มาขอนอนกับหลุมศพ พอนอนได้สักพัก ยังไม่ทันหลับ มีผีตนหนึ่งมาบอกกับเจ้าของผีหลุมศพว่า “ท่านจะไปกับข้าไหม ที่หมู่บ้านมี เด็กชายเกิดมาหนึ่งคน ข้าก าลังจะไปท าพิธีกรรมมาขอเป็นลูกของข้า” ผีเจ้าของหลุมศพก็ บอกกับเพื่อนว่า “เจ้าไป เถอะวันนี้ข้ามีแขกไปไม่ได้ ให้พวกเจ้าไปกันเถอะ” ผีตนนี้ก็ไป ทันที พอสักพักก็กลับมา ผีเจ้าของหลุมนั้นก็ถามว่า “เป็นอย่างไรบ้างท าได้หรือเปล่า” ผี ตนนี้ก็บอกว่า “ท าไม่ได้ เสือมันดักหน้าท าไปก่อนแล้ว” เจ้าของหลุมก็ถามอีกว่า “เสือนั้น
34 นัดเวลาเด็กให้ไปอยู่กับเสือนั้นเวลาไหน” ผีตนนั้นก็บอกว่า “เสือนัดเวลาไว้ตอนเด็กคนนี้ ตัดฟื นเป็น” พอรุ่งเช้าชายคนนี้ก็เดินทางกลับบ้าน พอเดินทางมาถึงหมู่บ้านชายคนนี้ก็ถาม ชาวบ้านว่ามีเด็กเกิดใหม่หรือเปล่า ชาวบ้านก็ตอบว่า “มี ก็ภรรยาเจ้านั่นแหละเกิดได้ 4 วันแล้ว แต่เจ้าไม่อยู่ ภรรยาเจ้าก็ยังไม่ได้ท าพิธีฉาจัวเดื๋อด้วย” เมื่อได้ยินชาวบ้านบอก อย่างนี้ชายคนนี้คิดในใจเลยว่าเด็กที่ผีสองตัวนั้นพูดถึงต้องเป็นลูกของเขาแน่นอน พอ กลับไปถึงบ้านชายคนนี้ก็ท าพิธีกรรม"ฉาจัวเดื๋อ"ให้ลูกชายและก็เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งโตเป็นหนุ่ม อยู่มาวันหนึ่งลูกชาย แกก็ออกไปผ่าฟื นในป่ าคนเดียวแกก็ให้ไป แต่ตัวแกได้ สะกดรอยตามลูกชายไปห่าง ๆ โดยไม่ให้ลูกชายรู้ตัวและน าปืนไปด้วย (ถ่าป๊ ะโป) ฝ่ ายลูก ชายเมื่อไปถึงในป่ าก็เริ่มผ่าฟื น สักพักชายคนนี้เห็นเสือโคร่งแอบอยู่ข้าง ๆ ลูกชายแก แก สังเกตเห็นว่าลูกชายแกผ่าฟื นหนึ่งครั้งเสือตัวนี้ก็ท าท่าจะตะครุบ แต่จังหวะไม่ดีก็หลบและ จะตะครุบใหม่อีก ชายคนนี้เห็นท่าไม่ดีก็เลยเอาปืน (ถ่าป๊ ะโป) ยิงเสือตัวนั้นจนตาย ส่วนลูกชายพอรู้ว่าพ่อของตนยิงเสือตาย ก็ดีใจและวิ่งไปหาเสือ แล้วจับหนวด เสือเล่น ทันใดนั้นหนวดเสือก็บาดมือลูกชายแก ลูกชายก็เลยตายตามเสือตัวนั้นไป ท าให้ ชายคนนี้เสียใจมาก ตั้งแต่นั้นมาก็มีการบอกเล่าต่อกันมาว่าให้ท าพิธีกรรม "ฉาจัวเดื๋อ" ก่อนครบ 3 วัน หากไม่ได้ท าก็ให้ทาหมิ่นหม้อที่หน้าผากของเด็กเพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเด็กคนนี้เป็นของ เราห้ามใครมาท าพิธีกรรมใดๆทั้งสิ้น หากว่าสัตว์ต่างๆมาท าพิธีไปแล้วมาแก้ไขทีหลังนั้น ไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาคนสมัยก่อนจึงต้องท าพิธีฉาจัวเดื๋อและห้ามไม่ให้คนไปจับหนวดเสือ 6.2. ขั้นตอนการทา พิธีฉาจัวเดื๋อ 1. ขั้นตอนในการท าพิธีกรรมการตั้งชื่อให้เด็กแรกเกิด (ฉาจัวเดื๋อ) * การเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เพื่อน าไปท าพิธีที่อาปาโหม่ฮี โดยฆ่าหมูเพื่อเซ่นไหว้อา ปาโหม่ โดยให้น า หัวหมู, ขาหมู, หางหมู, หัวใจหมู, ตับหมู, ม้ามหมู, ซี่โครง 1 ซี่ มาต้มให้ สุก เป็นเครื่องเซ่น 2. จัดวางเครื่องเซ่น โดยน าเครื่องเซ่นไหว้มาวางบนขันโตกที่ปูด้วยใบตอง * เตรียม และวางของบูชา ได้แก่ ธูป, น ้า 2 แก้ว, ข้าวสุก 2 ถ้วย พอไปถึง อาปาโหม่ฮีก็จะเปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชา 3. การสวดอ้อนวอน ผู้ประกอบพิธีจะจุดธูป บอกอาปาโหม่ โดยการท่องบทสวด เพื่อแจ้งให้อาปาโหม่ทราบว่า ในขณะนี้ ที่บ้านของ…….. (เอ่ย ชื่อของบิดาของเด็กที่เกิด
35 ใหม่) มีสมาชิกน้อย ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน อยากจะขอให้อาปาโหม่ช่วยคุ้มครองดวง วิญญาณของเด็กคนนี้ด้วย และขอให้อาปาโหม่ช่วยตั้งชื่อให้ด้วย 4. การเสี่ยงทายเพื่อให้ได้ชื่อที่เหมาะสม โดยการโยนเหรียญ ให้นึกชื่อไว้ก่อน ว่าจะ เอาชื่ออะไรบ้าง * หลังจากที่ได้เสี่ยงทายชื่อของเด็กแล้ว และได้ชื่อที่เหมาะสมแล้ว ก็น าเครื่องเซ่น กลับมาที่บ้าน และมาท าพิธีเซ่นไหว้ที่แท่นบูชาในบ้าน เพื่อแจ้งให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป แล้ว ได้รับทราบอีกครั้ง โดยการจัดเครื่องเซ่นไหว้ ใส่ขันโตก มาสวดให้บรรพบุรุษได้รับรู้ว่า มีสมาชิกใหม่มาเกิดแล้ว และช่วยคุ้มครองมารดาและเด็กที่เกิดใหม่ด้วย หลังจากเสร็จพิธี การสวดแล้ว ผู้เข้าร่วมงานก็จะร่วมออมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เด็กที่เกิดมาใหม่ ใส่เงินออม ลงในขันที่ใส่น ้าเตรียมไว้ให้ เมื่อใส่เงินออมลงขันหมดทุกคนแล้วรู้ก็จะสวดให้พรว่าให้เด็ก โตวันโตคืน ให้ปลอดภัยจากโรคร้าย และภยันอันตรายต่าง ๆ พร้อมกับมัดด้ายสายสิญจน์ ให้เด็ก อนึ่งฯ เงินที่ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมมอบให้นั้น ถือเป็นศิริมงคลนิยมน าไปซื้อเสื้อผ้า ใหม่ให้เด็กทารก หรือจะซื้ออาหารให้มารดาของเด็กทารกรับประทาน ไม่นิยมน าไปใช้ใน กรณีอื่น ๆ 6.3 การตั้งชื่อเด็ก ชาวลีซูแต่ละคนได้รับการขนานนามที่แตกต่างกันหลายอย่าง มีทั้งที่เป็นชื่อที่ได้จาก พิธีกรรมและเครือญาติ นามที่ได้ตามบุคลิกลักษณะเฉพาะของแต่ละคน และฉายา นามที่ได้จากวีรกรรมที่เคยกระท าและที่โจษจันมาแต่อดีต ชื่อและนามจะ เปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่ฉายาจะเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับวีรกรรมของแต่ละคน (1) ชื่อทางพิธีกรรม (ตอนท าพิธีฉาจัวเดื๋อ) (2) ชื่อเรียกตามสถานะ (ตามล าดับการเกิด) (3) ชื่อที่อ่าบ่าแมะกับอามาแมะตั้งให้ (พ่อ แม่ บุญธรรม) (4) นามที่ได้ตามบุคลิกลักษณะ (รูปร่างลักษณะเด่นหรือด้อย) (5) ฉายาที่ได้จากวีรกรรมที่เคยกระท ามา (6) ชื่อทางการ ยกตัวอย่างบุคคลทมี่ีชื่อครบทัง้ 6 ชื่อ (1) ชื่อทางพิธีกรรม (ตอนท าพิธีฉาจัวเดื๋อ) : หลี่จีเมะ เพราะนามสกุลแซ่ลี้ (หลี่จา) จึงตั้งชื่อโดยน านามสกุลขึ้นก่อน ดังเช่นชื่อของ คนจีน
36 (2) ชื่อเรียกตามสถานะ (ตามล าดับการเกิด) :อะหมี่ เพราะเป็นบุตรสาวล าดับที่ 1 (3) ชื่อที่อ่าบ่าแมะกับอามาแมะตั้งให้ (พ่อ แม่ บุญธรรม) : ซือปุเมะ เพราะอ่าบ่าแมะเป็นคนตระกูลแมวป่ า (อูฉือ) ชื่อ อูฉือเบะ (4) นามที่ได้ตามบุคลิกลักษณะ (รูปร่างลักษณะเด่นหรือด้อย) : เมียผี่ เพราะเป็นคนที่มีดวงตาเล็กและหยี (5) ฉายาที่ได้จากวีรกรรมที่เคยกระท ามา : อ้าวั่วสื่อมา เพราะตอนเด็ก ๆ ชอบไล่จับผีเสื้อ (6) ชื่อทางการ : กมลรัตน์ 7. เคล ็ ดเกี่ยวกับการโกนผมและตัดเล ็ บเด ็ กทารก 7.1 พิธีการโกนผมเด็กแรกเกิด (อู้ฉะเฉีย) ชาวลีซูมีความเชื่อว่า เส้นผมของเด็กที่งอกตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่นั้นเป็นเส้นผม ที่ไม่ดี เป็นเส้นผมอัปมงคลเพราะมีมลทินปนเปื้อน เด็กทารกคนใดที่ไม่ได้ผ่านการท าพิธี ตัดผม เมื่อโตขึ้นมาแล้ว จะต้มเหล้าได้ไม่ดี หรือ ถ้าไปในสถานที่ที่คนอื่นต้มเหล้าอยู่ ก็จะ ท าให้เหล้าที่ต้มได้นั้นไม่ดี เหล้าไม่แรงด้วย การตัดผมเด็กทารก จะใช้กรรไกรตัดปลายเส้นผมของเด็กส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะโกนจนหมดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่นิยมโกนทั้งศีรษะ เพราะว่าช่วงนั้นกระโหลกและ หนังศีรษะของเด็กยังบอบบางอยู่ หากใช้ใบมีดโกนผมเด็ก อาจจะท าให้เกิดบาดแผลและเป็น อันตรายได้ 7.2 การตัดเล็บเด็กทารก ชาวลีซูมีความเชื่อว่า การใช้เข็มเย็บผ้าแทงเล็บของเด็กแทนการใช้กรรไกรตัด นั้นเพราะว่าช่วงนี้เด็กยังมีเล็บที่อ่อน ๆ ใช้เข็มแทงก็ได้ แต่ถ้าใช้กรรไกรตัด จะ เชื่อว่า เมื่อ เด็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะท าให้เป็นคนชอบขโมยของ ของผู้อื่น วิธีการ คือ ใช้เข็มเย็บผ้าแทงที่เล็บในส่วนที่ยื่นออกมา แล้วค่อย ๆ ใช้เข็มงัดเล็บ โดยที่ไม่ให้โดนผิวของเด็ก 8. การดูแลสุขภาพแบบพืน้บ้านของแม่และเด ็ กช่วงการอยู่ไฟ
37 ข้อห้าม ข้อปฏิบัติช่วงอยู่ไฟ : เป็นการหลีกเลี่ยงและป้องกันจากภาวะปนเปื้อนหรือ มลทินจากภายนอก ไม่ให้มาแผ้วพาน เพราะแม่ลูกอ่อนอยู่ในสภาวะบอบบางและอ่อนแอทั้งทาง ร่างกายและวิญญาณ ซึ่งจะถูกรบกวนและเป็นอันตรายจากสิ่งชั่วร้ายได้ง่ายกว่าคนปกติ 8.1 การเตรียมตัวสา หรับการอยู่ไฟ การจัดเตรียมสถานที่ การเตรียมที่นอน ของหญิงหลังคลอด จะต้องให้หญิงหลังคลอดบุตรหนุนหมอน สูง ๆ ในลักษณะครึ่งนั่ง ครึ่งนอน เพื่อให้เลือดที่ตกค้างในช่องคลอดไหลออกมาให้หมด และในช่วงนี้ สมาชิกต้องก่อไฟไว้ข้างที่นอนของแม่ เพื่อให้ความอบอุ่นตลอดเวลา เป็น การช่วยให้เลือดที่ค้างในช่องคลอดไม่แข็งตัวและไหลออกมาได้หมด หากมีเลือดตกค้าง จะท าให้แม่ลูกอ่อนเสียชีวิตก็เป็นได้ ในการก่อไฟให้หญิงหลังคลอดบุตร ต้องใช้ฟื นที่แห้ง สนิท ไม่ควรใช้ฟื นที่มีความชื้นสูง เพราะฟื นที่มีความชื้นสูง เวลาก่อไฟแล้วจะมีควันมาก ท าให้หญิงหลังคลอดบุตรมีอาการไอมากขึ้นและถ้าควันไฟเข้าตาก็จะท าให้แม่และเด็ก สายตาเสียได้อีกด้วย ดังนั้นสมาชิกภายในบ้านจะต้องคอยเติมเชื้อเพลิงไม่ให้มอดดับ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่หญิงหลังคลอดบุตรและเด็กทารกตลอด 24 ชั่วโมง 8.2. การจัดเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวสา หรับแม่และเด็ก * อุปกรณเ์ครื่องใช้ สมาชิกในบ้านหรือสามี จะต้องท าการจัดเตรียมอุปกรณ์ และเครื่องใช้ให้หญิงที่ คลอดบุตรต่างหาก 1 ชุด เช่น หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วย ช้อน จะต้องท าการล้างให้สะอาด ไม่ให้มีคราบน ้ามันติดอยู่ * เ สื้อ ผ้า สามีจะต้องรับหน้าที่แทนภรรยาในการซักผ้าทั้งของภรรยาและผ้าอ้อมของลูก จนกว่าจะพ้นช่วงอยู่ไฟ เพราะในช่วงอยู่ไฟนี้มีข้อห้ามไม่ให้หญิงคลอดบุตรใหม่สัมผัสน ้า เย็น (ในสมัยก่อน น ้าในล าคลองจะเย็นตลอดฤดูกาล) * ชุดทนี่อน สมาชิกในครอบครัวจะต้องเตรียมชุดเครื่องนอนตั้งแต่ หมอน, มุ้ง, ผ้าปูที่นอน, เสื่อ, ผ้าห่ม ไว้ให้ใช้เป็นการเฉพาะ โดยช่วงนี้แม่และเด็กจะต้องอยู่ในห้องนอนตลอดเวลา 8.3. การดูแลแม่และเด็กหลังคลอดหรือช่วงอยู่ไฟ
38 ภาระและหน้าที่ในการดูแลเด็กทารกในช่วงที่แม่ก าลังอยู่ไฟ จะเป็นหน้าที่ของคน รอบข้าง หรือสมาชิกในบ้าน ได้แก่ การจัดการอาบน ้าเด็ก, การเปลี่ยนผ้าอ้อม, การซักผ้า ของแม่และเด็กทารก จะเป็นหน้าที่ของสามี ของหญิงที่คลอด เพราะช่วงนี้หญิงที่คลอดลูก ยังไม่แข็งแรง และถูกน ้าเย็นไม่ได้ กรณีอยู่ไฟนั้น สมาชิกภายในบ้านต้องดูแลแม่และเด็กทารกอย่างใกล้ชิด ใน ระยะนี้ มารดาและเด็กทารกจะสัมผัสถูกของเย็นไม่ได้ และจะไม่ประกอบอาหารหรือ ท างานใด ๆ นอกจากนอนพักผ่อน ถ้าจะอาบน ้าก็ต้องอาบด้วยน ้าอุ่น นาน ๆ จะอาบน ้า สักครั้ง และต้องเอาใจใส่เรื่องสุขภาพทั้งของมารดาและเด็กทารก ต้องอาบน ้าให้เด็ก ทารกทุกวันแต่ต้องใช้น ้าอุ่น ๆ ควรเตือนให้มารดาหลังคลอดรับประทานอาหารตรงตาม เวลาต้องไม่ให้ทนหิว เพราะเชื่อว่าจะเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง รักษาไม่หาย 8.4. ข้อควรปฏิบัติหญิงในช่วงการอยู่ไฟ ช่วงที่อยู่ไฟ แม่และเด็กหลังคลอดจะต้องใส่เสื้อผ้าหนา ๆ แม่เด็กจะต้องรัดหน้า ท้องด้วยผ้าหนา ๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้หน้าท้องหย่อนยาน และจะต้องสวมหมวก และถุงเท้าตลอดเวลา หากจ าเป็นจะต้องออกไปท าธุระส่วนตัว จะต้องใช้ผ้าห่มคลุมตัว ก่อนออก และตลอดช่วงนี้ห้ามถูกน ้าเย็น จะต้องมีการรักษาความอบอุ่นของร่างกาย ไม่ให้ร่างกายเย็น เพราะจะท าให้เลือดและน ้าคาวปลาที่ค้างอยู่ในช่องท้องแข็งตัว จับตัว กันเป็นก้อน ถ้านานไปจะท าให้ก้อนเลือดนั้นมีขน และเชื่อว่าจะกลายเป็นลูกหนู ท าให้ เจ็บท้อง จะต้องรีบท าการแก้ไขโดยการกินสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการขับเลือด หากไม่มี การขับก้อนเลือดนี้จะท าให้หญิงที่มีก้อนเลือดค้างตายได้และถ้าหากหญิงที่คลอดลูกใหม่ ๆ หนาวมากเกินไปในช่วงอยู่ไฟนี้ จะส่งผลกระทบถึงระยะยาวที่ท าให้หญิงผู้นั้นจะเป็นคน หนาวง่าย และไม่สบายบ่อย (หลู่จือ) ตลอดชีวิต วิธีการนอนพักของแม่หลังคลอด ให้นอนในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน เพื่อเป็นการ ระบายเลือดและน ้าคาวปลาที่ยังค้างอยู่ในช่องท้อง หมายเหตุ สถานที่ห้ามไปส าหรับหญิงอยู่ไฟกับอยู่เดือนนั้นเหมือนกันเพราะฉะนั้น ให้ไปดูในบทที่ 5 8.5. ข้อควรปฎิบัติของคนรอบข้างหญิงอยู่ไฟ ในช่วงที่หญิงที่คลอดลูกยังอยู่ไฟ สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะต้องช่วยแบ่งเบา ภาระของหญิงที่อยู่ไฟ เช่น การช่วยก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นตลอดทั้งกลางวันและ กลางคืน , การช่วยท าอาหารแต่ละมื้อส าหรับหญิงที่อยู่ไฟ, การช่วยซักเสื้อผ้าและจัดการ
39 ดูแลเด็กทารกโดยเฉพาะสามีของหญิงที่อยู่ไฟจะต้องมานอนเฝ้าภรรยาและลูกน้อย เพื่อ คอยช่วยเหลือในกรณีที่หญิงอยู่ไฟ มีความจ าเป็นต้องให้สามีช่วย เพราะกิจธุระบางอย่าง ไม่สะดวกที่จะใช้ผู้อื่น นอกจากสามีและคอยดูแลไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาในห้องอยู่ไฟ โดยเฉพาะผู้ที่กลับจากไร่และกลับจากป่ ามาใหม่ ๆ นั้นจะห้ามไม่ให้เข้ามาในห้องที่แม่ และเด็กนอน อย่างเด็ดขาดเพราะมีความเชื่อว่ามักจะมีผีร้ายและวิญญาณเร่ร่อนตามมา ด้วย อาจจะท าให้แม่และเด็กนั้นมีอันตรายได้ เพราะช่วงนี้ตัวแม่และเด็กนั้นยังขวัญอ่อน อยู่จึงเป็นเหตุให้สิ่งชั่วร้ายนั้นมารบกวนได้ง่าย 9. อาหารและสมุนไพรส าหรับแม่และเด็กและการอบสมุนไพร อาหารของแม่และเด็กจะช่วยฟื้นฟูและเพิ่มพลังชีวิต ดังนั้นอาหารของแม่และเด็ก ในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวัง และดูแลเป็นพิเศษ ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารของแม่ช่วงอยู่ไฟ อาหารการกินของแม่ช่วงนี้จะต้องกินแต่อาหารที่สดและสุกใหม่ ๆ ข้าวที่ให้แม่ กินหลังคลอดจะต้องมีการต้มสุกใหม่ทุกมื้อ ห้ามกินอาหารที่เหลือจากมื้อก่อน อาหาร หลักที่ทานได้คือ ข้าวสุกที่หุงจากข้าวสารที่ไม่เคยโดนฝนปนเปื้อนมาก่อน และเนื้อไก่ กระดูกด า (เชื่อว่ามีสรรพคุณในการบ ารุงก าลัง) กับเครื่องเทศต่าง ๆ ที่มีสรรพคุณในการ ช่วยรักษาสุขภาพและเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่แม่และเด็ก ในช่วงนี้ไม่ควรให้หญิงอดอยาก ถ้า รู้สึกว่าหิวให้รีบท าอาหารให้กินทันที เพราะเชื่อว่าจะท าให้หญิงหลังคลอดคนนี้เป็นโรค กระเพาะไปตลอดชีวิต และรักษาให้หายไม่ได้หรือรักษายาก 9.1. อาหารที่แม่ควรรับประทานในระยะอยู่ไฟ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูพลัง ชีวิต ได้แก่ 1. เนื้อไก่กระดูกด า 2. ไข่ไก่ 3. เครื่องเทศ 4. เกลือบรสิทุธิ์ • ประโยชน์และวิธีการประกอบอาหาร 1. เนื้อไก่ด า ต้องต้มใส่น ้าเดือด พอสุกดีแล้วใส่เกลือที่ต้มจนแห้ง (เกลือนี้ผ่าน การตม้จนเป็นเกลือบริสทุธิ์) เวลาจะกินก็ต้องกินขณะยังอุ่น ๆ เพราะว่าระยะ นี้มารดาจะต้องรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ 2. เครื่องเทศ ต้องน ามาต า หรือ บด ให้ละเอียด เวลาแม่จะกินข้าวก็โรย เครื่องเทศปนไปกับไก่ต้ม เพราะเครื่องเทศจะช่วยบ ารุงน ้านม
40 3. การตม้เกลือใหบ้รสิทุธิ์นนั้ลีซูถือว่า ถา้กินเกลือท่ีปนเปื้อนจะทา ใหเ้ป็นโรคไอ เรือ้รงัเกลือบริสทุธิ์จะไดจ้ากการเคี่ยวเกลือเม็ดใหต้กตะกอนสีขาว เป็นการ ฆ่าเชื้อโรค เพราะในสมัยก่อนไม่มีเกลือป่ นก็จะใช้เกลือเม็ดเคี่ยวเก็บไว้ให้หญิง คลอดบุตรกิน เป็นการป้องกันโรคไอเรื้อรัง เพราะว่าหญิงคลอดบุตรใหม่ ๆ ไม่ควรไอมาก จะท าให้มดลูกไม่เข้าอู่ เนื่องจากหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ เนื้อเยื่อ ในมดลูกยังไม่แข็งแรง การที่หญิงหลังคลอดไอมาก ๆ อาจท าให้เนื้อเยื่อใน มดลูกที่ตกมาอยู่ในช่วงล่างของหน้าท้อง จะท าให้ปวดท้อง และไม่สามารถ แก้ไขได้ 4. ข้าวสุก จะต้องเป็นข้าวสารที่ไม่เคยเปี ยกฝน หรือ ต้องไม่เป็นข้าวสารที่มี ความชื้นสูง 5. เครื่องเทศ ที่น ามาปรุงอาหาร ต้องน ามาต าให้ละเอียดก่อน เพื่อความ สะดวกในการปรุงอาหาร เครื่องเทศที่น ามาปรุงกับอาหารนี้เป็นยาสมุนไพร ที่ช่วยบ ารุงก าลัง และช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของแม่และเด็ก อีกทั้งยัง มีสรรพคุณที่ช่วยขับน ้าคาวปลาด้วย 9.2. สมุนไพรสา หรับแม่ทคี่วรรับประทาน ต ารับสมุนไพรที่ให้กินในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทยาขับเลือด ได้แก่ 1 . ยา เบอเลอ หรือฉ่าหญี ตีต๋ายู อี้น่ามานาฉึ อ้าก้าจึโต เป็นต ารับยาสมุนไพร ที่มีสรรพคุณช่วยขับเลือด 2. ยาบุวุ่ย เป็นยาบ ารุงน ้านม หรือยาแก้ท่อน ้านมอุดตัน โดยการต้มใส่ไก่แล้ว ให้มารดาดื่มหลังคลอดและรับประทานกับอาหาร 3. ยาแยหนู่แนแนจี (รากข้าวเหนียวด า) น ารากมาตากแห้งแล้วต้มให้ หญิงที่ผิดเดือนดื่ม แก้การกินอาหารผิดท าให้น ้านมไม่ไหล 9.3. สมุนไพรสา หรับเด็กทารก ในระหว่างทอี่ยู่ไฟ 1. ถ้าเด็กเป็นผดผื่นคัน ใช้ยาอบสมุนไพรของแม่มาอาบ หรือใช้น ้าลวก ไก่มาอาบให้เด็ก ยาอบสมุนไพรนั้น ต้องต้มให้สุก ถ้าไม่สุกจะท าให้เป็นผื่น ตามตัวมากขึ้น 2. ถ้าสะดือเด็กเน่า หรือก้นเด็กทารกมีผื่นแดง ก็ให้ใช้หมวกที่เป็นสีแดง ต้มและกลั่นเอาน ้ามาป้ายบริเวณที่เป็นผื่นแดง
41 5. ถ้าเด็กเป็นหวัด เอา ”อ๊าวุ้ย” (เป็นสมุนไพรแก้อาการคัดจมูก) โดยเอาใบมา เสียบไว้ที่หมวกของเด็กทารก เพราะยานี้จะมีกลิ่นแรงเหมือนยาหม่องช่วยให้ หายใจสะดวก 9.4 .การอบสมุนไพร ความเชื่อวันเวลา แม่ลูกอ่อนจะเริ่มอบสมุนไพรในวันที่ 7 หลังคลอด การที่เลือกอบในวันที่ 7 นั้น เพราะเชื่อว่าในช่วงนี้แม่เด็กมีร่างกายแข็งแรงพอที่จะทนการอบยาได้ หากอบตอนที่แม่ เด็กยังไม่แข็งแรงอาจจะท าให้แม่เด็กนั้นทนยาที่จะอบนั้นไม่ไหว เพราะยาที่จะอบนั้นแรง มากจึงอาจจะเป็นอันตรายต่อแม่เด็กถึงขั้นเสียชีวิตได้ สรรพคุณของต ารับยาอบสมุนไพรหลังคลอด คือ จะช่วยรักษาแผลที่ช่องคลอดให้หายเร็ว ช่วยขับเหงื่อซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกายและ ยังเป็นการรักษาสุขภาพแม่เด็กให้แข็งแรงขึ้นด้วย • ต ารับยาอบสมุนไพรหลังคลอด ประกอบด้วยตัวยาดังนี้ 1. เพียะ ข่วา หล่า 2. สื่อ หว่าน หล่า 3. นึก ผวู 4. ฉิ ฉิ เนีย จา 5. ตี นา เพียะ 6. ว่าน มา เพียะ 7. ซึ โบ เพียะ (ใบสนสามใบ) 8. แหล่ ซี (รากหญ้าคา) 9. อ้า หน่า วู ฉิ หวู่ 10. อ้า หน่า ซ่า จ่า 11. หลู ข่วา แน 12. หวู่ งี จี 13. อ้า หมู่ โต โก 14. กือ แน เพียะ 15. ต้า ลู เพียะ 16. อิ จึ๊ แน 17. ตี้ ต๋า ขู • ตัวยาสมุนไพรทจี่า เป็นและขาดไม่ได้ในต ารับยาอบสมุนไพร ได้แก่
42 1. อี้ จึ้ แน 2. ตี้ ต๋า ยู 3. หม่า ฮา มา นา ฉึ 5. ซือ เพียะ ฉุ นู 9.5. ยาบ ารุงหลังคลอด เป็ นต ารับยาอายุวัฒนะส าหรับต้มให้หญิงหลังคลอดดื่มแต่น ้า เพื่อช่วยขับ น ้าคาวปลา และขับเลือดที่ยังตกค้างอยู่ในช่องท้อง ของหญิงที่พึ่งผ่านการคลอดมาใหม่ ๆ ตัวยาเหล่านี้ประกอบด้วย 1. อี่ น้า มา นา ฉึ 2. ป้า ฟู นา ฉึ 3. นา ฉึ สุ่ย สุ 10. การแก้เคล ็ ดและต ารับยาสมุนไพรส าหรับแม่ทีไ่ม่มีน ้านม • การดื่มยากระเพาะเม่น โดยเอากระเพาะเม่น ที่จับได้ในเดือนเมษายน - พฤษภาคม มาต้มให้มารดาทาน เหตุที่นิยมใช้กระเพาะเม่นที่ได้มาช่วงนี้ เพราะเชื่อกันว่าช่วงนี้เป็นหลังฤดูเพาะปลูก เม่น จะกินเฉพาะสมุนไพรเท่านั้น เพราะไม่มีข้าวโพดให้เม่นทาน องค์ความรู้นี้ได้จากการบอก กล่าวของหมอยา ซึ่งพบว่าสมุนไพรที่ขุดได้ในช่วงนี้จะมีรอยกัดของเม่น - การแก้เคล็ดโดยใช้ขนหมูหรือขนเม่น โดยน าเอาขนของหมูป่ าที่แข็ง ๆ หรือขนเม่น มาเจาะรูน ้านมที่อุดตัน เพื่อให้รู น ้านมเปิดออก (ถ้าใช้เข็มหรือของแข็งจะท าให้เกิดอาการปวด และมีอาการอักเสบได้) - การใช้สูตรยาบา รุงน ้านม กรณีแม่มีน ้านมไม่เพียงพอนั้น มีวิธีแก้ไข คือ ต้มยาบ ารุง (บุวุ้ย) กับไก่กระดูกด า เขากวางอ่อน กวาหลูซือ และใส่เครื่องเทศ น ารับยานี้ใช้กินแทนอาหารตอนอยู่ไฟซึ่งต้อง กินหลายครั้ง จะช่วยบ ารุงเลือด บ ารุงน ้านมให้ไหลได้ดียิ่งขึ้น - ต้มน ้าข้าวให้เด็กกิน ในกรณีแม่ไม่มีน ้านมให้เด็กนั้น ให้น ้าข้าว ที่ได้จากการต้มข้าวจนเดือด โดยการ รินใส่ถ้วย ป้อนเด็กทารก หรือต้มข้าวที่บดให้ละเอียดใส่เกลือเล็กน้อยให้มีรสหวานนิด ๆ ถ้ามีไข่ก็ตีไข่ใส่ป้อนให้เด็กทารก วิธีการอย่างนี้ใช้กับเด็กทารก ในกรณีที่แม่ไม่มีน ้านมหรือ มีน ้านมไม่เพียงพอ เมื่อเด็กทารกมีอายุได้สัก 3 - 4 เดือน ก็สามารถตักข้าวแฉะ ๆ จากข้าง ๆ หม้อมาคลุกกับเกลือ ถ้ามีไข่ก็ต้มไข่ให้สุกและคลุกไปด้วย ป้อนให้เด็ก ท าเช่นนี้
43 จนกระทั่งเด็กเริ่มทานอาหารที่แข็งขึ้นทีละน้อย ๆ ตามล าดับจนเด็กสามารถทานอาหารได้ ตามปกติ 11. เครื่องรางป้องกันส่ิงช่ัวร้าย มีความเชื่อว่าตอนที่แม่และเด็กยังอยู่ไฟ ตัวแม่และเด็กยังมีกลิ่นคาวเลือดอยู่ ท า ให้สิ่งชั่วร้ายได้กลิ่นคาวเลือด แล้วจะมากินแม่และเด็ก ฉะนั้นจะต้องมีการท าเครื่องราง ป้องกันสิ่งชั่วร้าย พร้อมกับการก่อไฟในห้องพักของแม่และเด็ก ตลอดทั้งวันและคืน เพราะ เชื่อว่า ถ้าไฟดับ สิ่งชั่วร้ายจะเข้ามากินแม่และเด็ก เครื่องรางของกันสิ่งช่ัวร้ายมี2 ชนิด 1. เคียวเกี่ยวข้าว ชาวลีซูมีความเชื่อว่า ภูตผีปีศาจ จะเกรงกลัวคมของเคียวเกี่ยวข้าวและไม่กล้า เข้าใกล้ หากแขวนเคียวไว้หน้าประตูทางเข้าห้องพักของแม่และเด็กจะช่วยป้องกันภูติผี ไม่ให้มาแผ้วพานได้ 2. ตะเหลว ชาวลีซูมีความเชื่อว่า การท าตะเหลวแขวนไว้ในบริเวณชายคาบ้าน 2 ด้านเป็น การแสดงอาณาเขตห้ามเข้า ซึ่งภูตผีปีศาจก็จะไม่เข้าไปในบริเวณที่มีตะเหลวแขวนไว้ เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ เจ้าของบ้านต้องปักตะเหลวไว้หน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์ให้รู้กัน เพื่อเป็น การห้ามไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาเยี่ยมยกเว้นญ าติสนิทเท่านั้น เพ ราะมีความเชื่อว่า บุคคลภายนอกอาจน าพาสิ่งชั่วร้ายมาด้วย และยังเป็นข้อดีในการป้องกันการติดเชื้อกับ เด็กอ่อน และยังไม่เป็นการให้แม่ที่คลอดใหม่ต้องเคลื่อนไหวมากเกินไป เป็นการดีที่จะให้ แม่และเด็กได้มีเวลาในการพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจที่ผ่านช่วง วิกฤติของชีวิต
44 บทที่4 ความรู้พืน้บ้านในการดูแลสุขภาพแม่และเด ็ กช่วงอยู่เดือน เมื่อผ่านช่วงอยู่ไฟ สภาพร่างกายและจิตใจของแม่และเด็กได้รับการฟื้นฟูแต่ยังคงจ าเป็น ต้องได้รับการดูแลต่อไป เพราะจากนี้เป็นต้นไป แม่จะต้องออกจากห้องพักไปท าหน้าที่ตามภาระกิจ ที่มีอยู่ตามปกติ ช่วงนี้เรียกว่า “การอยู่เดือน” 1. ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามของหญิงอยู่เดือน หลังจากที่พ้นการอยู่ไฟ (หลังคลอด 7 วัน และผ่านการอบสมุนไพร) แม่และเด็ก สามารถถูกน ้าเย็นได้บ้างแล้ว สามารถซักผ้า และท าอาหารเอง หรือท างานบ้านเล็กน้อย ๆ ได้ แต่ ไม่ให้ยกของหนัก ไม่ควรท ากิจกรรมที่ต้องใช้สายตาเพ่งเล็งนาน ๆ เพราะจะท าให้สายตาเสียได้ แต่แม่ที่อยู่เดือนยังไม่ควรอาบน ้า หรือปล่อยให้ร่างกายได้รับอากาศที่หนาวเย็นจนเกินไป ยังจะต้อง มีการใส่เสื้อผ้า, สวมหมวก, สวมถุงเท้าเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ตลอดเวลา ถ้าหญิงอยู่เดือนท ากิจกรรมหรือมีการเคลื่อนไหวมากเกินไป มีความเชื่อว่าจะท าให้มดลูก ตกมาอยู่ช่วงล่างของหน้าท้อง เมื่อมีอายุมากขึ้นจะท าให้มีอาการปวดหน้าท้องได้เช่นกัน 1.1. ข้อห้ามสา หรับหญิงอยู่เดือน 1. ในระยะอยู่เดือนนั้น ห้ามสามีกับภรรยามีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าถ้าผู้ใดฝ่าฝืนกฎข้อนี้ เวลาผู้หญิงปวดประจ าเดือน ก็จะมีเลือดตกเป็น ลิ่ม ๆ 2. ห้ามหญิงที่อยู่เดือนไปบ้านผู้อื่นเด็ดขาด เชื่อว่าหญิงอยู่เดือนจะน าความ หายนะมาให้บ้านที่หญิงอยู่เดือนไปหา 3. ห้ามท างานที่ต้องใช้สายตามาก เช่น การเย็บผ้า เพราะจะท าให้สายตาเสียได้ ง่าย 1.2 ข้อควรปฏิบัติของคนรอบข้างกับการแก้ไขต่างๆ 1. ถ้าหญิงอยู่เดือนกินอาหารผิด ก็ควรจะต้มยาที่เรียกว่า “แกะหญู่” ให้กิน แต่ถ้า อยู่ขั้นอาการหนัก เช่น กินอาหารประเภทซากสัตว์และเกิดอาการชัก ก็จะไม่ สามารถแก้ไขได้